Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for มิถุนายน, 2014

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งอีกเรื่องหนึ่ง ที่หลายคนก็ทราบ แต่อีกหลายคนไม่ทราบ ว่าทำไมตนเองประกอบอาชีพที่คิดว่าถูกต้องตามกฎหมายแล้วทุกอย่าง แต่แล้วทำไมชีวิตถึงต้องได้รับความลำบากหรืออาชีพนั้นไม่เจริญรุ่งเรืองเท่าที่ควรจะเป็น ทำอะไรมันติดขัดไปหมด และดูเหมือนไม่มีความก้าวหน้าเลยในชีวิตเหตุจากการอยู่ในอาชีพที่เป็นบาป

 

สิ่งที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า อาชีพที่กำลังทำอยู่นั้นเป็นอาชีพที่เป็นบาป  หรือมีบาปเจือปนอยู่ ซึ่งบาปเหล่านี้จะคอยเหนี่ยวรั้งไม่ให้เจริญทั้งๆ ที่ตนเองนั้นมีกรรมดีรอส่งผลอยู่มากมาย

 

มีเรื่องของคนที่ขายของชำหรือโชห่วย ในหมู่บ้านใหญ่แห่งหนึ่งมาเล่าให้ฟังว่า ในทุกวันเขาและเมียเป็นคนขยันมาก ตื่นมาตั้งแต่ตีห้า ลุกขึ้นมาเปิดร้านให้ลูกค้าได้ซื้อของ หาสินค้าที่ลูกค้าต้องการ และทำทุกอย่างตามกลยุทธ์ของนักขายมือทองที่ตำราทางธุรกิจบอกไว้

 

ทั้งไม่หมิ่นเงินน้อย ไม่นอนตื่นสาย ไม่รอวาสนา เรียกว่าครบถ้วนทุกกระบวน แม้จะทำทุกอย่างแต่ทำไมยังขายไม่ค่อยดี มีแต่ปัญหาให้ปวดหัวไม่เว้นในแต่ละวัน และไม่มีความสุขเลยในชีวิต ได้ยินอย่างนี้ก็เลยถามว่า ในร้านนั้นขายเหล้า ขายบุหรี่ด้วยหรือไม่ เขาบอกว่าขาย และยังมีโต๊ะเก้าอี้บริการให้ดื่มเหล้าที่ร้านด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกและให้ลูกค้าพึงพอใจ

 

ก็เลยบอกว่า สินค้าสองตัวนั้นแหละที่มาฉุดเอาไว้ ทั้งชีวิตทำดีมา 80 เปอร์เซนต์แต่มีอีก 20 เปอร์เซ็นต์ที่เลวร้ายๆ มาฉุดเอาไว้ ชีวิตและการค้ามันถึงได้ไม่เจริญเท่าที่ควร ถ้าอยากจะให้เจริญรุ่งเรืองลองเลิกขายเหล้ากับบุหรี่เสีย เจ้าของร้านที่มาคุยด้วยเขาก็เชื่อ กลับไปก็เลิกขายของมึนเมา มอมให้คนไร้สติพวกนี้

 

ต่อมา ร้านของชำของเขาก็เริ่มขายดีขึ้น ชีวิตและสุขภาพของผัวเมียคู่นี้ก็ดีขึ้นได้พักผ่อนมากขึ้น มีสติและปัญญามากขึ้น เพราะไม่ต้องมานั่งรอขี้เมากว่าจะเลิกกินเหล้าเที่ยงคืน ตีหนึ่งตีสองเหมือนเมื่อก่อน

 

ชาวบ้านรอบๆ ร้านก็เริ่มเป็นมิตรมากขึ้น หลังจากเมื่อก่อนนั้นไม่พอใจมากที่ร้านเปิดให้คนมากินเหล้า ทั้งเรื่องการทะเลาะกันของพวกขี้เมา ที่กินเหล้าร้องเพลงเสียงดังรบกวนในยามค่ำคืน เมียของพวกขี้เมาก็ไม่มาตามตบตีกันที่ร้านอีก เรียกว่า พอรู้จุดอ่อนแล้วแก้ไขทัน ชีวิตของเขาก็เจริญและดีขึ้นทันตาเห็น

 

แต่กับพวกคนที่ทำร้านขายเหล้า ทำผับ ทำบาร์ อาบอบนวด คนพวกนี้ชีวิตของเขานั้นไม่มีวันที่จะเจริญและพบความสุขได้ เพราะอาชีพที่เขาทำนั้น มันส่งเสริมให้คนขาดสติและไปทำกรรมไม่ดีได้ง่าย ชีวิตของเขาก็ต้องได้รับผลกรรมที่คนเหล่านั้นร่วมกรรมนั้นไปด้วย

 

ในแต่ละคืน แต่ละเดือน แต่ละปีนั้น มีคนเข้าไปกินเหล้าและไปก่อกรรมชั่วมากขนาดไหน เจ้าของร้านเหล้านั้น ก็ต้องมีส่วนรับผลกรรมนั้นไปด้วย จะน้อยหรือมากก็แล้วแต่กรรมนั้น สมมติว่าเปิดร้านเหล้ามา 10 ปี มีคนเข้าไปกินเหล้า ผิดศีลสัก 100 คนต่อคืน 10 ปีนั้นเท่ากับ 3650 วัน เอา 100 มาคูณ ก็เท่ากับ 365,000 กรรม ที่เขามีส่วนในนั้น

 

และเป็นที่แน่นอนว่า เจ้าของร้านต้องไปชดใช้กรรมที่มีส่วนร่วมทำนี้ ก็ปาเข้าไปสามแสนกว่ากรรมที่รอส่งผลอยู่ แล้วจะเอาช่วงเวลาไหนให้กรรมดีไปทำให้ชีวิตนั้นเจริญขึ้นมาได้ บอกแล้วที่เห็นว่ายังกินดีมีสุข หัวเราะได้เพราะยังมีกรรมดีหรือบุญเก่าส่งผลอยู่ เมื่อบุญเก่าหมดรับรองว่าได้เห็นกันแน่

 

เหมือนกับคนที่โกงกินเงินของแผ่นดินนั้น แม้แต่เพียงบาทเดียวที่ยักยอกไปนั้น เท่ากับเขาโกงเงินของคน 60 กว่าล้านคนที่ได้หาอย่างสุจริต เอาเหงื่อต่างน้ำ เป็นกรรม 60 กว่าล้านกรรม ที่เขาจึงต้องรับแบกรับอย่างหนักหน่วง แล้วอย่างนี้กี่ล้านชาติถึงจะหมดสิ้นไป

 

อาชีพ ที่จัดว่าเป็นอาชีพที่เป็นบาปและทำให้ชีวิตนั้นไม่มีความเจริญ มีความสุขได้นั้นใน วณิชชสูตรพระพุทธองค์ได้ตรัสว่าด้วยการค้าขายที่ไม่ควรประกอบดังนี้

 

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   การค้าขาย  5  ประการนี้อันอุบาสกไม่พึงกระทำ  5  ประการเป็นไฉน ?  คือ การค้าขายศัสตรา  1  การค้าขายสัตว์  1 การค้าขายเนื้อสัตว์  1      การค้าขายน้ำเมา 1   การค้าขายยาพิษ   1   

 

ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย   การค้าขาย  5 ประการนี้แล   อันอุบาสกไม่พึงกระทำ… “ 

 

ซึ่งก็คือ การค้าขายอาวุธ เพราะจะนำไปสู่การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การค้าขายสัตว์ การค้าขายเนื้อสัตว์ (ในสมัยพุทธกาลนั้น คนที่ขายเนื้อสัตว์มักจะเป็นที่ลงมือฆ่าสัตว์นั้นเองด้วย)  การค้าขายน้ำเมา การค้าขายยาพิษ อาชีพเหล่านี้จะเกิดผลกระทบออกไปเป็นวงกว้างและเป็นลูกโซ่ที่ก่อให้เกดกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

 

ถ้าเรามามองถึงอาชีพเหล่านี้ล้วนแต่เป็นอาชีพที่บาปทั้งสิ้น แต่ในชีวิตประจำวัน  ชีวิตของของคนเรานั้นมีความจำเป็นที่จะต้องประกอบอาชีพ  เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิตไม่ให้ลำบาก ไม่ให้เดือดร้อน

 

แต่ก็จะต้องพิจารณาด้วยว่า อาชีพที่สุจริตบางอาชีพที่เข้าใจกันในสังคมไทย  อาชีพที่ถือว่าสุจริตจริง ๆ จะต้องเป็นอาชีพที่ ไม่เบียดเบียนสัตว์อื่นหรือผู้อื่นให้ได้รับความเดือดร้อนลำบากเลย

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้ว  ผู้ที่ประกอบอาชีพจะต้องเป็นผู้งดเว้นจากกายทุจริต      (งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการลักทรัพย์  งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม)    และงดเว้นจากวจีทุจริต (งดเว้นจากการพูดเท็จ  งดเว้นจากการพูดคำหยาบ  งดเว้นจากการพูดส่อเสียด  และ
งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ) ที่เกี่ยวเนื่องกับอาชีพด้วย

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียด   สำหรับการประกอบอาชีพของแต่ละบุคคลนั้น ก็แตกต่างกันออกไป ถ้าหากว่าได้ศึกษาพระธรรม ได้ฟังพระธรรม ก็จะทำให้มีความเข้าใจว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ  จิตใจก็จะน้อมไปในกุศลธรรมมากยิ่งขึ้นและจะทำให้ค่อย ๆ ลด ละ เลิกจากอาชีพที่ไม่ถูกต้อง ได้ในที่สุด

 

คนที่ยังประกอบอาชีพที่เป็นบาปนั้นเปรียบเหมือน คนที่จับถ่านไฟร้อน ถ้าไม่รู้ว่าร้อน ก็จับอย่างเต็มไม้เต็มมือ แม้จะถูกความร้อนลวกจนมือทะลุ ก็ยังไม่รู้สึกว่าเจ็บและยังไม่คิดที่จะปล่อยถ่านไฟร้อน เพราะไม่รู้ว่าถ่านไฟร้อนและกำลังทำลายมือตนเอง ฉันใด ผู้ยังทำบาป ทำอกุศลกรรม ด้วยความไม่รู้  ก็ฉันนั้น

 

มีข้อแนะนำในเรื่องของอาชีพว่า ขอให้พิจารณากันด้วยปัญญาว่า อาชีพที่เราทำอยู่นั้นขัดกับความเจริญ และความสงบสุขในชีวิตหรือไม่ในปัจจุบันมีอาชีพเกิดขึ้นมากมายเพราะคนนั้นดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด

 

การทำมาหากิน เพื่อหาทรัพย์มาเลี้ยงชีพนั้น ที่จะได้มาโดยบริสุทธิ์บริบูรณ์เป็นเรื่องที่ยากมาก การทำมาหากินมักที่มีเรื่องที่ก่อให้บาปอกุศลได้เสมอ ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่ควรนำทรัพย์ที่ได้มาโดยยากลำบาก ไปใช้ในเรื่องไร้สาระ

 

อันจะทำให้เป็นการก่อบาปกรรมใส่ตัวเพิ่มเข้าไปอีก เช่น การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เที่ยวกลางคืน เป็นต้น แต่ควรนำมาใช้เพื่อสร้างบุญบารมี สร้างชีวิตให้มีความสุขจริง

 

การทำมาหากินว่าขาดทุนแล้ว ถ้าได้ทรัพย์มาแล้วนำไปก่อบาปกรรมเพิ่ม ก็จะยิ่งขาดทุนหนักเข้าไปใหญ่ ดังนั้น เราจึงควรนำทรัพย์ที่ได้มา นำไปใช้สร้างบารมีให้เต็มที่ จะได้เก็บเกี่ยวเป็นกำไรบ้าง ไม่ใช่มีแต่ขาดทุน

 

ในทุกอาชีพ ล้วนก่อให้เกิดใจเศร้าหมองได้ เนื่องจากต้องข้องเกี่ยวกับเรื่องโลภ โกรธ หลง โดยเฉพาะอาชีพที่ต้องเพ่งโทษผู้อื่นหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้อื่น จะทำให้สภาพใจตกต่ำได้ง่ายเช่น อาชีพรับราชการต่างๆ ตำรวจ อัยการ  ทนาย  นักบัญชีที่ชอบแต่งตัวเลข หมอที่เรียกเงินแพงๆ โดยเลี้ยงไข้ นักโฆษณาชวนเชื่อ ฯลฯ

 

ถ้าจะให้ถูกต้องทั้งในทางธรรมและทางโลก คงต้องปรับที่ความคิดของตนให้ไปทางบวก ให้ไปในทางที่เจริญ  ให้หาจุดที่คิดเกี่ยวกับงานที่เราทำว่า เป็นอาชีพที่ทำแล้วได้บุญกุศล เช่นระหว่างทำก็คิดว่า สิ่งที่เราทำนี้เป็นการช่วยเหลือคนเป็นต้น และได้ทรัพย์มาก็ใช้ทรัพย์ให้เป็นประโยชน์

 

คนที่ยังไม่เข้าใจว่าอาชีพไหนเป็นบาป ก็อยากจะให้ สังเกตกันได้ง่ายที่สุดว่าอาชีพนั้นที่มีบาปเกี่ยวข้องอยู่ คือ อาชีพที่ทำนั้นผิดศีลในข้อใดข้อหนึ่งของศีล 5 หรือไม่  ถ้ายังผิดอยู่ก็แสดงว่า อาชีพนั้นยังมีบาปเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ เป็นอาชีพที่เรียกว่า ไม่เป็นสัมมาอาชีพ คือ

 

1.อาชีพที่พัวพันหรือส่งเสริมต่อการฆ่าสัตว์ ทรมานสัตว์ เช่น พรานเนื้อ พรานเบ็ด โรงฆ่าสัตว์ อาชีพทหาร ตำรวจที่ชอบประพฤตินอกลู่นอกทาง ชอบฆ่าและทรมานผู้ต้องหา

 

2    อาชีพที่พัวพันหรือส่งเสริมต่อการลักทรัพย์ผู้อื่น เช่น ร้านรับซื้อของโจร

 

3.อาชีพที่พัวพันหรือส่งเสริมต่อการ ประพฤติผิดในกาม เช่น สำนักจัดหาการบริการทางเพศ โรงน้ำชา  สปาหรือร้านเสริมสวยที่แอบบริการทางเพศ

 

4.    อาชีพที่พัวพันหรือส่งเสริมต่อการ โกหก หลอกล่อ เช่น บริษัทที่ชอบหลอกล่อคนให้ไปทำงานแล้วไม่ได้ค่าจ้าง การโฆษราประชาสัมพันธ์ที่เกินจริง

 

5.    อาชีพที่พัวพันหรือส่งเสริมต่อการทำให้ผู้อื่นแตกแยก เช่น อาชีพที่ชอบฟ้องร้อง ชอบยุยงให้คนอื่นนั้นทะเลาะวิวาทกัน สื่อมวลชนที่ไร้จรรยาบรรณที่ไม่ความเป็นกลางและเป็นธรรม

 

6.    อาชีพที่พัวพันหรือส่งเสริมต่อการทำให้ผู้อื่นตั้งสติไม่ได้ เช่น  อาชีพขายของมืนเมา ร้านเหล้า ผับ บาร์ฯลฯ

 

7.    อาชีพที่พัวพันหรือส่งเสริมต่อการ ทำให้ผู้อื่นหลงทางเสียเวลา และอาชีพที่พัวพันหรือส่งเสริมต่อการมิจฉาทิฐิต่างๆ

 

 

8 .   อาชีพที่พัวพันหรือส่งเสริมต่อการ  อาฆาต พยาบาท อิจฉา ริษยา และเกิดการกำหนัดเช่น อาชีพดารา นักแสดงที่ไม่มีศีลธรรม นักโฆษณา สื่อมวลชนทั้งหลายที่ไร้จริยธรรม

 

9.อาชีพที่พัวพันหรือส่งเสริมต่อการ ละโมบต่อทรัพย์ของผู้อื่น เช่น การลงทุนโดยหลอกผู้อื่นให้มาลงทุน แชร์ลูกโซ่ต่างๆ

 

และถ้ายังผิดอยู่ในข้อใด ก็ควรจะเลิกหรือพยายามที่เลิกประพฤติผิดนั้นเสีย เพราะอาชีพที่เป็นบาปเหล่านี้ จะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้คนทุกคนนั้นตกต่ำ ที่เห็นว่ายังค้าขายรุ่งเรืองนั้น ยังมีบุญเก่าอยู่ทั้งสิ้น เมื่อหมดบุญเก่าหรือบุญเก่าออกกำลังลง

 

รับรองว่าชีวิตที่เหลืออยู่ต้องพบกับความวิบัติ จนเกินที่จะรับได้แน่นอน ทางที่ดีสำรวจตรวจตราอาชีพของตนเสีย ยังมีอีกหลายอาชีพที่สุจริต และถูกต้องทางศีลธรรมมากมายให้เราเลือกทำ

 

คนที่ยังประกอบอาชีพที่เป็นบาปนั้นเปรียบเหมือน คนที่จับถ่านไฟร้อน ถ้าไม่รู้ว่าร้อน ก็จับอย่างเต็มไม้เต็มมือ แม้จะถูกความร้อนลวกจนมือทะลุ ก็ยังไม่รู้สึกว่าเจ็บและยังไม่คิดที่จะปล่อยถ่านไฟร้อน เพราะไม่รู้ว่าถ่านไฟร้อนและกำลังทำลายมือตนเอง ฉันใดผู้ยังทำบาป ทำอกุศลกรรม ด้วยความไม่รู้  ก็ฉันนั้น.

 

และอยากจะฝากไว้สักนิดกับอาชีพที่ก่อให้เกิดความกำหนัด หรือหลงผิดในวัตถุต่างๆ ค่านิยมที่เป็นภัยนั้นที่กำลังเป็นปัญหามากในบ้านเราในสื่อต่างๆ ทั้งทางทีวี สิ่งพิมพ์หรืออินเตอร์เน็ตนั้น ทำให้เยาวชนและคนทั่วไปมัวเมาในกามโลกีย์ สร้างปัญหาวุ่นวายในสังคม

 

ทางเดียวที่คนพวกนี้จะไปหลังตายไปแล้วคือ นรกเท่านั้น

 

ในสมัยพุทธกาล ได้มีคนพยายามถามพระพุทธเจ้าถึงเรื่องของนักเต้นรำ ว่าจริงหรือไม่ที่คนพวกนี้ นำความรื่นเริง ความเท็จ มายามาสู่คนดูนั้น ตายไปแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์ พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบว่า

 

“ ดูกรนายคามณี เมื่อก่อนสัตว์ทั้งหลายยังไม่ปราศจากราคะ  อันกิเลสเครื่องผูกคือราคะผูกไว้นักเต้นรำรวบรวมเข้า ไว้ซึ่งธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด

 

ในท่ามกลางสถานเต้นรำ ในท่ามกลางสถานมหรสพ แก่สัตว์เหล่านั้นมากยิ่งขึ้น
เมื่อก่อนสัตว์ทั้งหลายยังไม่ปราศจากโทสะ อันกิเลสเครื่องผูก คือโทสะผูกไว้

 

นักเต้นรำรวบรวมเข้าไว้ซึ่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ในท่ามกลางสถานเต้นรำ
ในท่ามกลางสถานมหรสพ แก่สัตว์เหล่านั้นมากยิ่งขึ้น

 

เมื่อก่อน สัตว์ทั้งหลายยังไม่ปราศจากโมหะ อันกิเลสเครื่องผูกคือโมหะผูกไว้นักเต้นรำ ย่อมรวบรวมไว้ซึ่งธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ในท่ามกลางสถานเต้นรำ ในท่ามกลางสถานมหรสพ แก่สัตว์เหล่านั้นมากยิ่งขึ้น

 

นักเต้นรำนั้น ตนเองก็มัวเมาประมาท ตั้งอยู่ในความประมาท เมื่อแตกกายตายไป
ย่อมบังเกิดในนรกชื่อ ปหาสะ

 

อนึ่ง ถ้าเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นักเต้นรำคนใดทำให้คนหัวเราะ รื่นเริง ด้วยคำจริงบ้าง คำเท็จบ้าง ในท่ามกลางสถานเต้นรำ ในท่ามกลางสถานมหรสพ ผู้นั้นเมื่อแตกกายตายไป
ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชื่อ  ปหาสะ ความเห็นของเขานั้นเป็นความเห็นผิด

 

ดูกรนายคามณี ก็เราย่อมกล่าวคติสองอย่าง คือ นรกหรือกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่งของบุคคลผู้มีความเห็นผิด”

 

สรุปก็คือ พวกที่มีอาชีพพวกนี้เมื่อรู้แล้วยังไม่เลิกจะมอมเมา ยั่วยุให้ผู้อื่นนั้นหลงไปในกิเลสตัณหาต่างๆ เมื่อตายไปแล้วนรกขุมหนึ่งในอเวจีที่ชื่อ  “ปหาสะ” ได้เปิดรอแล้วอยู่ทุกวินาที

 

ถ้าอยากเจริญก้าวหน้า รวยทั้งในชาตินี้และในชาติหน้า ก็ควรจะเลือกประกอบอาชีพที่ไม่เป็นบาปหรือมีบาปเจือปนอยู่ แต่ถ้ายังขืนดันทุรังทำไปก็จะเหมือนกบในกะลา ที่ไม่เคยรู้จักมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ที่มีแต่ความสุขความเจริญรออยู่ข้างหน้า

 

 

Advertisements

Read Full Post »

สาเหตุที่สองที่ฉุดคนไม่ให้รวยได้นั้น มาจากการไม่รู้จักความกตัญญูผู้มีพระคุณ คำว่า “ผู้มีพระคุณ” นั้นไม่ได้หมายความเพียงแต่บิดามารดา หรือญาติผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังหมายถึงทุกสรรพสิ่งที่ยังประโยชน์ให้กับชีวิตของเราในทุกด้าน

เหตุมาจากการไม่รู้จักความกตัญญู

 

ที่เป็นครูบาอาจารย์ที่สอนโดยตรงหรือทางอ้อม  เพื่อน คนรอบข้าง สัตว์เลี้ยงที่ให้คุณ ลูกค้า ลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชา ฯลฯ หรือใครก็ได้ที่เคยให้ เคยช่วยเหลือไม่ว่าเป็นเรื่องใดๆ และเราเป็นผู้รับ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสโดยสรุปในเรื่องนี้ไว้ว่า บุคคลที่หาได้ยากในโลกนี้ มีอยู่ 2 ประเภทคือ ผู้ที่มีความกตัญญูรู้อุปการะที่ท่านทำแล้ว และผู้ที่มีความกตเวที

 

ความกตัญญู คือ ความรู้อุปการคุณที่มีผู้ทำไว้ เป็นคุณธรรมคู่กับความกตเวที คือ การตอบแทนอุปการคุณที่ผู้อื่นทำไว้นั้น บุญคุณที่ว่านี้มิใช่ว่าตอบแทนกันแล้วก็หายกัน แต่หมายถึงการรำลึกถึงพระคุณที่เคยให้ความอุปการะแก่เราด้วยความเคารพยิ่ง เมื่อรู้พระคุณแล้วก็ตอบแทนพระคุณท่าน มีความคิดเช่นนี้อยู่ภายในใจอย่างต่อเนื่อง และแสวงหาโอกาสทำหน้าที่ตอบแทนบุญคุณท่านอย่างไม่รู้ลืม

 

บุคคลเช่นนี้หาได้ยากในโลก และสัตบุรุษทั้งหลายตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอริยสาวก และบัณฑิตชนจึงพากันสรรเสริญยกย่อง แม้เทวดาทั้งหลายก็ปกปักรักษา ผู้ที่มีความกตัญญูกตเวที

 

ในทางกลับกัน คนที่ไม่รู้พระคุณใครนั้นยากที่จะเจริญได้

 

มีคนมากมายที่ไม่มีความกตัญญูรู้คุณผู้มีพระคุณ ชีวิตที่เห็นยังดีและมีความเจริญก้าวหน้านั้นยังคงเป็นเพราะบุญเก่ายังส่งผล แต่เมื่อหมดบุญเก่าความเจริญนั้นก็ถึงเวลาหมดสิ้นไปด้วย และยิ่งกับคนที่ไม่มีบุญเก่ามากพอ ก็จะทำให้ชีวิตต่ำลงๆ ไปเรื่อยๆ

 

ขอให้พิจารณาถึงสิ่งของหรือผู้ที่ควรกตัญญูนั้นควรจะเป็นใครและสิ่งใดบ้าง

 

  1. กตัญญูต่อบุคคล บุคคลที่ควรกตัญญูก็คือ ใครก็ตามที่มีบุญคุณควรระลึกถึงและตอบแทนพระคุณ เช่น

-บิดามารดา มีอุปการคุณแก่บุตร ธิดา

 

ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ ให้การศึกษา อบรมสั่งสอน ให้ละเว้นจากความชั่ว มั่นคงในการทำความดี เมื่อถึงคราวมีคู่ครองได้จัดหาคู่ครองที่เหมาะสมให้และมอบทรัพย์สมบัติให้ไว้เป็นมรดก

 

บุตร ธิดา เมื่อรู้อุปการคุณที่บิดามารดาทำไว้ย่อมตอบแทนด้วยการประพฤติตัวดี สร้างชื่อเสียงให้แก่วงศ์ตระกูล เลี้ยงดูท่าน และช่วยท่านทำงานของท่าน และเมื่อล่วงลับไปแล้วก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่าน

 

-ครูบาอาจารย์ มีอุปการคุณแก่ศิษย์

 

ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ประสาทความรู้ให้ ฝึกฝนแนะนำให้เป็นคนดีสอนศิลปวิทยาให้อย่างไม่ปิดบัง ยกย่องให้ปรากฏแก่คนอื่นและช่วยคุ้มครองศิษย์ทั้งหลาย ศิษย์เมื่อรู้อุปการคุณที่ครูอาจารย์ทำไว้ย่อมตอบแทนด้วยการตั้งใจเรียน ให้เกียรติและให้ความเคารพไม่ล่วงละเมิดโอวาทของครู ไม่ดูหมิ่นท่าน

 

-ท่านผู้ให้ความช่วยเหลือยามทั้งที่เรามีความสุขหรือทุกข์ยาก

ในฐานะที่ท่านเมตตาสงเคราะห์ให้เรานั้นผ่านความยากลำบากไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดทั้งเงินทอง การช่วยเหลืออำนวยความสะดวก จึงควรที่จะตอบแทนช่วยเหลือท่านเมื่อมีโอกาสไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่แม้เพียงเรื่องเล็กก็ต้องรีบขวนขวายตอบแทนตามกำลังที่เรามี

 

2.กตัญญูต่อสัตว์

 

ในฐานะที่สัตว์มีคุณต่อเราช่วยทำงานให้เรา เราก็ควรเลี้ยงดูให้ดี ให้เหมาะสมเช่นช้าง ม้า วัว ควาย หรือสุนัขที่ช่วยเฝ้าบ้าน เป็นต้น

 

3.กตัญญูต่อสิ่งของ

 

ในฐานะที่สิ่งของทุกอย่างที่มีคุณต่อเราเช่น หนังสือที่ให้ความรู้แก่เรา อุปกรณ์ทำมาหากินต่างๆ เราไม่ควรทิ้งคว้าง หรือทำลายโดยไม่เห็นคุณค่า คนรวยหลายคนนั้นไม่เคยลืมคุณของสิ่งของที่ช่วยสร้างเนื้อสร้างตัว ทั้งหม้อไห หาบ รถจักรยานเก่าๆ เหล่านี้เขาเก็บไว้เพื่อระลึกถึงความยากลำบากในหนหลัง เพื่อใช้เตือนสติตน

 

คนเรานั้นจะถือว่าเป็นคนดีหรือเป็นคนไม่ดีนั้น ตัดสินกันได้ที่ความกตัญญู ใครขาดกตัญญูหรือคนเนรคุณนั้นไม่เรียกว่าเป็นคนดี เป็นคนชั่ว ไม่ควรคบ โบราณท่านว่า คนเนรคุณเป็นคน “ทำมาหากินไม่ขึ้น ไม่เจริญ” ซึ่งเป็นเรื่องจริงอย่างยิ่ง

 

ท่านพุทธทาสได้กล่าวไว้ ในเรื่องของ โลกรอดเพราะกตัญญู ว่าคนทุกคนในโลกนี้ มีชีวิตอยู่ได้ และมีความสะดวกสบายอยู่ได้ เพราะอาศัยความรู้สติปัญญา ความสามารถของผู้อื่น อันมีจำนวนมากนับไม่ไหว

 

หากไร้ปัจจัยอันสำคัญนี้แล้ว เขาจะต้องตาย ตั้งแต่ออกจากท้องมารดาใหม่ๆ เพราะไม่มียาจะกิน ไม่มีผ้าจะห่ม ไม่มีหลังคาจะอาศัย คนที่มีความกตัญญูถึงที่สุด ก็คือคนที่ยอมรับว่า แม้แต่สัตว์พาหนะ เช่น วัวควาย ก็เป็นสิ่งที่มีบุญคุณละเอียดยิ่งไปกว่านั้น ย่อมรู้จักบุญคุณของป่าไม้ ทุ่งนา ห้วยหนอง คลอง ลำธาร ถนนหนทางและสิ่งสาธารณะอื่นๆ กระทั่งดอกไม้ และผีเสื้อละเอียดสุขุมยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ย่อมรู้จักบุญคุณของศัตรูและปรปักษ์

 

ตลอดจนรู้ถึงสิ่งอันเป็นอุปสรรคต่างๆชนิด ศัตรู ทำให้เราประกอบด้วยคุณธรรมอันสูงยิ่งขึ้นด้วยความอดกลั้น อดทน เสียสละ อุปสรรค ทำให้เรามีปัญญาเข้าใจโลกถูกต้องตามความเป็นจริง ถ้าหัวใจของคนทุกคนในโลกนี้ เต็มไปด้วยความกตัญญูกตเวทีจริงๆแล้ว โลกนี้ก็จะเป็นโลกที่สวยงาม น่าอยู่ ปลอดภัย และน่าปรารถนายิ่งกว่าเทวโลก

 

ความกตัญญูนั้นเป็นเหตุสำคัญอีกสาเหตุหนึ่ง ที่จะคอยฉุดรั้งคนไว้ไม่ให้เดินหน้าไปสู่ความเจริญได้ ไปไหนก็ไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย และยิ่งกับคนที่แม้แต่ตอบแทนท่านยังไม่ทำซ้ำยังเนรคุณพ่อแม่ ผู้มีพระคุณนั้น

 

ชาตินี้ไม่มีวันเจริญขึ้นมาได้

 

 

Read Full Post »

เมื่อพูดถึงกรรมหนัก 5 ประการที่จะส่งผลและปิดทาง ความเจริญ ความร่ำรวยไปแล้ว ก็จะมาพูดถึงสาเหตุหลักๆ อีกหลายสาเหตุที่ควรรู้ เพราะจะเป็นสิ่งที่จะสกัดกั้นไม่ให้คนที่ทำนั้นพบกับความเจริญ ความร่ำรวย ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กัน

 

  1. สาเหตุมาจากการไม่เชื่อกฎแห่งกรรมและยอมจำนนกรรมเก่า

เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจและน่าสงสารมากสำหรับคนที่ไม่เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมนี้ ยิ่งในยุคปัจจุบัน วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้า ก็ยิ่งทำให้คนเรามองไม่เห็นเรื่องบุญเรื่องบาป

 

กลายเป็นผู้ที่ไม่มี ความละอายต่อบาป ไม่เกรงกลัวบาปเพราะไม่เชื่อว่ามีจริง จึงสร้างบาปก่อกรรมทำเข็ญอย่างไม่สะทกสะท้านสร้างความเดือดร้อนให้ตนเองและคนอื่น อย่างเราได้เห็นกันอยู่ นี้ก็เป็นผลจากการที่เราไม่เชื่อในเรื่องของกฎแห่งกรรมนั่นเอง

 

ทั้งๆ ที่เรื่องกฎแห่งกรรมนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เป็นอันดับหนึ่งเลยสำหรับทุกคนในโลกนี้

 

เพราะกรรมจะเป็นผู้กำหนดชีวิตของผู้กระทำ หมุนเวียนไปสู่ความสุขบ้างทุกข์บ้าง สุดแล้วแต่อย่างไหนเกิดขึ้น

 

กรรมจึงเป็นกุญแจสำคัญของการแก้ไขปัญหาของชีวิต ถ้าเราเชื่อและเข้าใจกรรมอย่างถ่องแท้ก็จักมองเห็นเหตุผลอย่างแจ่มแจ้งว่า ความสุข ความทุกข์ ความดี ความชั่ว ความเสื่อมเจริญทั้งมวล เป็นสิ่งเนื่องมาจากกรรมของตนเองทั้งนั้น

 

เราเองเป็นผู้สร้างโชคชะตาของชีวิตให้แก่ตนเอง อนาคตข้างหน้าของชีวิตขึ้นอยู่กับการกระทำของเราในปัจจุบัน

 

คนที่มีความเชื่อในเรื่องกรรม เมื่อเวลาเกิดปัญหาชีวิตขึ้นมา ก็ย่อมไม่มีการปัดความรับผิดชอบหรือโยนความผิดไปให้ผู้อื่น แต่จะพิจารณาจากภายในจากการกระทำของตนเองเท่านั้น  สิ่งอื่นภายนอกนั้นเป็นแต่เพียงตัวประกอบ หาใช่ตัวการสำคัญไม่

 

การแก้ไขปัญหาชีวิตที่ถูกต้องคือ การหันมาแก้การกระทำของตนเอง ไม่เที่ยวแก้ไขเหตุการณ์ภายนอก ดังนั้นคนที่เชื่อกรรมจะมีชีวิตสะอาดและสดชื่นสมหวังเสมอ เพราะเขาตระหนักในผลของกรรม และระมัดระวังการกระทำอยู่ตลอดเวลา

 

กรรมที่เรากระทำ สร้างเราให้เป็นคนดีหรือเป็นคนชั่วได้ ถ้าเราทำบาปชีวิตเราก็เศร้าหมอง ตกต่ำ ถ้าเราทำบุญเราก็มีความสุข บริสุทธิ์เบิกบาน จึงควรสร้างความเห็นชอบในเรื่องการทำกรรมดีไว้เสมอ เพราะความดีที่ทำจะได้ให้ความคุ้มครองตนเองได้ทุกกาล ทุกสถานที่
สำหรับคนที่ไม่เชื่อต่อให้มีบุญเก่ามากขนาดไหนในภพชาติที่ผ่านมา ชาตินี้ก็คงได้รับผลบุญทำให้มีชีวิตเป็นสุขสบายได้ในระยะที่บุญที่มีส่งผลเท่านั้น เมื่อใช้บุญเก่าจนหมด ก็คงถึงเวลาที่กรรมไม่ดีได้ส่งผลบ้าง ซึ่งอาจจะเลวร้ายจนเกินคาดและรับมือได้

 

เหมือนฝากเงินเก็บไว้ในธนาคารแล้วเบิกออกมาใช้จนหมดเกลี้ยง โดยไม่มีการฝากเงินต่อเอาไว้เลย มีชีวิตด้วยความประมาทเมื่อเวลามีเรื่องเดือดร้อนอย่างรุนแรง ต้องการใช้เงินมาแก้ปัญหา ก็ไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาอะไรได้อีกแล้ว เพราะไม่มีทุนรอนไม่มีปัจจัยที่จะไปแก้ได้

 

การไม่เชื่อในเรื่องของกรรมและกฎแห่งกรรมนี้ เป็นสาเหตุที่ทำให้หลงผิด คิดว่าทำดีไม่ดี  จึงไม่อยากทำดี ทำแต่ความชั่วเพราะไม่เข้าใจจึงมุ่งเอาแต่ความสุขเฉพาะหน้าไม่หักห้ามฝืนใจประพฤติตนไปในทางที่ดี

 

อันความชั่วหรือกิเลสนั้นเป็นความสุขจอมปลอม ไม่ใช่สุขที่แท้จริง มันเป็นแค่ผิวหน้าที่ฉาบไว้เต็มไปด้วยความทุกข์ที่หลายคนหลงพาลคิดว่าเป็นสุข หากคนใดรู้ไม่เท่าทัน ชีวิตทั้งชีวิตก็ตกอยู่ในความทุกข์ไปตลอดกาล

 

เหมือนการกินเหล้าเมายานั้น หลายคนอ้างว่ากินเพื่อสนุก กินเพื่อคลายทุกข์ ขอให้พิจารณาว่ามันสนุกหรือแก้ทุกข์ได้ตรงไหน เพราะเหตุมันอยู่ใดกันเล่า ทำไมไม่ไปแก้ที่เหตุ ทุกข์ตรงไหนก็ต้องไปดับตรงนั้น การทำชีวิตให้สนุกนั้นมีตั้งหลายกิจกรรมที่สนุกแล้วให้ผลดีต่อร่างกาย ไม่เสียเงินไม่เสียสุขภาพไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งเพราะขาดสติ

 

เพราะไม่เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว จึงปล่อยตัวปล่อยใจไปตามโลก กอบโกยทุกอย่างเข้าหาตัวเองแทนที่จะเอาส่วนที่เหลือผลักออกเพื่อช่วยเหลือและแบ่งปัน ไร้ความเมตตาปราณีในหัวใจ ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ เห็นเรื่องกรรมเป็นเรื่องขบขันหรือเรื่องหลอกเด็ก จึงไม่สนใจที่จะทำความดีใส่ตัว

 

เมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายๆ กับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ การเจ็บป่วย หรือเรื่องเดือดร้อนอะไร คนเหล่านี้ก็มักจะโทษโชคชะตา บางครั้งก็พาลโทษไปถึงเทวดา โทษพรหมลิขิต โทษคนอื่นสิ่งอื่นเสมอหรือมักจะพูดว่ามันเป็นเหตุบังเอิญ

 

บอกแล้วในบทก่อนว่า ในโลกนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญ เรื่องที่เกิดขึ้นต้องมาจากเหตุทั้งนั้น เมื่อไม่รู้จักและไม่เชื่อกฎแห่งกรรมจึงไม่คิดที่จะหาต้นเหตุที่ทำให้เกิด มันจึงไปหาหนทางดับเรื่องทุกข์ร้อนที่เกิดขึ้นไม่ได้

 

ประเภทบังเอิญเกิดมารวย หรือบังเอิญโชคดีนั้นมีแต่นิยาย

 

ท้าให้ไปลองคนรวยทุกคนในโลกใบนี้รับรองว่าจะตอบเป็นเสียงเดียวว่า เป็นเพราะทำขึ้นมากับมือทั้งนั้น ไม่ได้ลอยมาจากฟากฟ้าทั้งนั้น แบบอยู่ดีๆ นั่งๆ นอนไม่ทำอะไรเลยแล้วรวยขึ้นมาได้

 

แม้แต่สามล้อถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง ถ้าไม่ซื้อหวยแล้วจะถูกไหม ที่เขาถูกเพราะมีกรรมดีมาตัดรอนมาพลิกชีวิตเขาจากจนให้เป็นรวยในพริบตา เรื่องแบบนี้มาจากการกระทำของเขาในชาติก่อนทั้งสิ้น ถ้าย้อนกลับไปดูได้รับรองว่า เขาต้องเคยทำกรรมดีที่มีกำลังมากมาก่อนแน่นอน เรื่องแบบนี้มีในพระไตรปิฎกมากมายบันทึกเอาไว้กว่า 2,500 ปีมาแล้ว

 

เรื่องของกฎแห่งกรรมนั้นที่พระพุทธองค์สอนไว้นั้น จุดมุ่งหมายก็เพื่อให้ทุกคนได้อยู่กับโลกแห่งความเป็นจริง ดำรงชีวิตอยู่ด้วยเหตุและผล อยู่ในความเป็นจริง

 

ที่มาและที่ไปของกรรมเก่านั้นสอนคนให้ได้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้เจริญขึ้นทุกวินาที ไม่งอมืองอเท้า ไม่หยุดอยู่ที่ ไม่ติดยืดกับอดีตที่ผ่านมา ถ้าทุกคนเข้าใจชีวิตของตนก็จะพบสุขส่งผลให้สังคมส่วนรวมนั้นมีความสุข ความเจริญไปด้วย

 

กฎแห่งกรรมสอนชีวิตให้เรารู้ว่าเราเกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน มีอะไรเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งในการเกิดมาเป็นมนุษย์ เพราะความรู้แจ้งเห็นจริงในชีวิตนั้น จะทำให้เราดำรงชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาท

 

หลายคนที่คดโกงผู้อื่น โดยที่นึกว่าไม่มีใครรู้ เมื่อวันหนึ่งเมื่อถึงเวลาที่กรรมนั้นส่งผลก็ต้องส่งคืนทรัพย์สินที่ตนเองโกงมาคืนไปพร้อมกับดอกเบี้ยคือ ความอัปยศอดสูและถูกลงโทษจากกรรมที่ทำมา     หลายคนข่มเหงผู้อื่นทั้งทางร่างกาย วาจา ใจ เมื่อโดนคนอื่นเขาทำแบบนั้นกับตนเองจึงถึงจะรู้ว่ากรรมนั้นมีจริง

 

แต่หลายคนเมื่อเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต ก็ก้มหน้ายอมรับสภาพไม่คิดจะแก้ไข บอกว่าเป็นเป็นเรื่องของกรรมเก่า

 

จริงอยู่ที่ถึงแม้จะมีกรรมเก่าเป็นผู้ลิขิตให้มาเกิดในสภาพต่างๆ กันยากดีมีจน สวยหล่อหรือพิการ เกิดเรื่องเดือดร้อนแต่ทว่าไม่ใช่ความจริงทั้งหมดของชีวิตนี้ เพราะกรรมใหม่ที่เพียรทำในชาติปัจจุบันจะเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตให้เราแบบที่เราสัมผัสได้ รับรู้ได้ด้วยตัวเอง และได้รับผลจากการกระทำนั้นด้วยตัวเองแน่นอน

 

คำว่า “ฟ้าลิขิตหรือจะสู้มานะตน” นั้นเป็นเรื่องจริงเมื่อกระทำความดีทุกอย่างด้วยความพากเพียรไม่ย่อท้อ กระทำด้วยสติปัญญา คิดชอบ ทำชอบ รู้จักการให้ รับรองว่าชาตินี้ไม่มีทางจน ไม่มีอำนาจของฟ้าหรืออำนาจอื่นใดมาเบี่ยงเบนไม่ให้เกิดผลดีได้ เพราะเป็นกฎแห่งกรรมอย่างแท้จริง

 

คนที่ป่วยเป็นโรคภัยไข้เจ็บต้องรู้ว่าป่วยเพราะจากสาเหตุใด มาจากการบริโภค การใช้ร่างกายจนเกินกำลังหรือไม่ เพราะการไม่สบายเจ็บป่วยนั้นเป็นเรื่องของธรรมชาติด้วยไม่ใช่เรื่องเวรเรื่องกรรมเก่าอย่างเดียว  เอะอะเป็นอะไรก็ชอบไปโทษเจ้ากรรมนายเวรซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใครอยู่ที่ไหน ทั้งๆ ที่ เป็นกรรมใหม่ในชาตินี้นี่แหละ เป็นโรคร้ายก็เพราะกระทำตัวเองในทางที่ผิดหรือไม่

 

เป็นมะเร็งในตับ เพราะกินเหล้ามาก เป็นมะเร็งในปอดเพราะสูบบุหรี่จัดหรืออยู่ที่อากาศเต็มไปด้วยเชื้อโรค ไม่ใช่เจ้ากรรมนายเวรเขามาทวงตามล้างตามเช็ดกันหรอก ต้องเข้าใจด้วยว่ากฎแห่งกรรมนั้นเป็นหนึ่งในกฎธรรมชาติ แต่ยังมีกฎอื่นๆ ด้วยในกฎธรรมชาติที่ควบคุมสรรพสิ่งในโลกนี้อยุ่ เช่น กฎแห่งพืช กฎแห่งอุตุ ฯลฯ

 

อย่างไรก็ตามการที่คนส่วนมากที่ยังคงจมอยู่กับความทุกข์และความยากจนนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมและรวมถึงพวกที่ยอมจำนนต่อกรรมเก่า จนไม่คิดจะสร้างกรรมใหม่ฝ่ายดีขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง ปล่อยชีวิตให้ลอยตามน้ำ รอวันเน่าสลายไปตามกาลเวลาหากเราไม่ขวนขวายช่วยตัวเองแล้วจะหวังให้ใครมาช่วย บอกได้คำเดียวว่าไม่มีทาง

 

คนที่ยอมจำนนจะไม่มีทางชนะ คนที่ชนะเพราะไม่ยอมจำนน

 

หากเป็นคนขี้เกียจสันหลังยาว หนักก็ไม่เอา เบาก็ไม่สู้ ก็ไม่มีทางรวยมีเงินมีทองแน่ ถ้ายังเอาเปรียบคนอื่นอยู่ร่ำไป ไม่รู้จักการให้ จะหวังใครเขาจะมาดีอย่างจริงใจด้วย

 

แต่คงมีบางครั้ง ที่หลายคนเคยท้อใจ ท้อกายและคิดว่าจะทำดีไปทำไม เพราะไม่เห็นชีวิตจะดีขึ้นเลย ทำแล้วเราได้อะไรบ้าง ในเมื่อทำแล้ว ไม่เห็นได้อะไรเลยมิหนำซ้ำยังได้ผลในสิ่งที่เราไม่อยากได้ ทั้ง ๆ ที่เราก็คิดว่าทำดีทุกอย่างแล้ว แต่ทำไมหนอยังชาตินี้ยังไม่ได้ดี หรือเอาดีไม่ได้เลย เป็นเพราะอาจจะยังไม่ทราบถึงเคล็ดลับ 3 ประการที่เป็นกฎแห่งธรรมชาติ การกระทำทุกอย่างนั้นจะต้องมี 3 ประการถึงจะเกิดผลคือ

 

1. ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ

คนเรานั้นเมื่อต้องการได้ผลอะไรสักอย่าง ต้องลงมือกระทำอย่างพากเพียรไม่ย่อท้อ มีความอดทนและกระทำอย่างสม่ำเสมอ ประเภทสามวันดีสี่วันเลิก นั้น ชีวิตก็ไปไม่ถึงฝั่งเสียที เพราะทำไปหยุดไป เหมือนชีวิตเดินไปข้างหน้าสองก้าว วันรุ่งขึ้นถอยหลังกลับมาอีกสองก้าว บางคนถึงสามก้าวมันก็ไม่สำเร็จอะไรสักอย่าง ความเพียรนั้นเริ่มจากทำทีละน้อยๆ จนเคยชินและเพิ่มปริมาณที่ทำให้เกิดผลได้

 

2.ต้องมากพอ

การทำความดีที่จะส่งผลนั้นต้องมากพอ เหมือนกับเราเอาน้ำใส่ตุ่ม เราต้องใส่ให้พอที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงอยู่หากมีความเพียรทำทุกวันแม้สม่ำเสมอก็จริง แต่ในการกระทำที่ไม่มากพอนั้นก็ไม่เกิดผลเช่นกัน

 

เหมือนน้ำในตุ่มไม่มากไม่พอก็ทำประโยชน์อะไรไม่ได้ จะเอาไปอาบก็ไม่พอ รดน้ำต้นไม้ๆ ก็ตาย จะหุงข้าวเหลียวไปดูน้ำในตุ่มมีอยู่ครึ่งขันก็หุงข้าวไม่ได้ ดังนั้นเราจะกระทำอะไรให้สำเร็จก็ต้องมากพอ ยิ่งเป็นเรื่องของบุญที่มาจากการสร้างกรรมดีนั้น ถ้ามีมากพอก็จะพลิกชีวิตทั้งชีวิตเลยทีเดียว

 

3.ต้องนานพอ

การทำความดีให้เกิดผลนั้นเมื่อสม่ำเสมอแล้ว มากพอแล้ว ยังมีอีกข้อคือ ต้องนานพอ เหมือนเวลาเราปลูกมะม่วง เราหวังจะกินผลมะม่วงรสหวานนั้นเราต้องรอคอย เพราะเป็นกฎธรรมชาติมะม่วงมันไม่ทางจะออกดอกออกผลให้ในวันสองวัน

 

เหมือนกับความสำเร็จ ความร่ำรวยนั้นก็ไม่ได้มาในการกระทำเพียงวันสองวัน ต้องมีระยะเวลาของมัน คนรวยหรือมหาเศรษฐีนั้นรู้ 3 กฎข้อนี้เป็นอย่างดีเขาถึงมีเงินมีทองมากมาย เชื่อว่าคงเคยได้ยินคำพังเพยของไทยที่ว่า มีสลึงพึ่งบรรจบให้ครบบาท นั่นแหละคือ เรื่องเดียวกันเลย

 

กรรมดีที่ทำให้เกิดบุญนั้นก็เหมือนกัน เพียงเราทำอย่างสม่ำเสมอด้วยความเชื่อและศรัทธา ด้วยความเพียร เล็กบ้างใหญ่บ้างไปตามกำลังที่เรามี ด้วยบุญที่มากพอ นานพอ และปิดทางความชั่วที่จะเกิดได้ เมื่อสะสมบุญไว้เมื่อถึงเวลาที่บุญนั้นส่งผล รับรองว่าชีวิตจะพบกับความสุขความเจริญตามที่ปรารถนาทุกประการ

 

แต่หลายคนที่ยังหมั่นสร้างความดี แต่ยังไม่ส่งผลดีมากพอกับชีวิตนั้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เป็นเพราะว่าเราต้องยอมรับความจริงที่ว่า เราต้องเคยทำมาหมดแล้วทั้งกรรมดีและกรรมไม่ดีหลายภพชาติและในชาตินี้

 

ที่ยังคงต้องรับผลกรรมเก่าไม่ดีที่ส่งผลแรงกว่ากรรมดีที่มีอยู่ ซึ่งเป็นไปตามกฎแห่งกรรม ที่ทั้งกรรมดีและกรรมชั่วต้องหมุนเวียนออกผล ตามวาระ ตามกำลัง ตามปัจจัยที่ถึงพร้อม

 

แต่กรรมทั้งสองประเภทนี้มีเวลาสิ้นสุดเช่นกัน เมื่อกรรมชั่วออกผลหมดก็ต้องหมดไปเหลือแต่กรรมดีส่งผลชีวิตก็ดีได้ทุกวินาทีของชีวิต

 

และถ้าในปัจจุบันกรรมเราก็ยังคงไม่ยอมหยุดการกระทำที่ไม่ดี ปล่อยให้กิเลส ความอยากได้ ความอยากมีเข้ามาครอบงำ ยังคงอยู่ในความประมาททั้งชีวิตที่เหลือเพียงน้อยนิดอยู่ ยังไม่รู้ตัวทำให้กรรมไม่ดีมากกว่ากรรมดีมาก จนกรรมดีไม่มีช่องทางจะส่งผลได้

 

ทุกวินาทีของชีวิตทุกคน ยังคงรับผลกรรมไม่ดีเช่นกัน

แต่ยังมีทางแก้ไข ถ้าหากจะให้ชีวิตดีขึ้น เจริญรุ่งเรืองขึ้นในชาตินี้แบบทันตาเห็น ต้องหมั่นเพียรทำกรรมดี สร้างกรรมดีให้มากที่สุดจะมากได้ เพื่อให้กำลังบุญนั้นส่งผลแรงกว่ากรรมไม่ดี

 

ซึ่งอุปมาดั่งหมาล่าเนื้อ หมามันเหมือนกับกรรมชั่ว เมื่อมันวิ่งทันเหยื่อของมันเมื่อใด มันก็จะจับกัดกินทันที แต่ถ้าเนื้อนั้นมีกำลังดีวิ่งไม่หยุดและวิ่งได้เร็ว จนพ้นการตามล่าของฝูงหมา มันก็ปลอดภัยได้

 

เว้นไว้แต่ว่า เนื้อมันวิ่งสวนทางกลับหลังมาหาหมาเอง เนื้อมันก็โดนกัดกินได้เร็วขึ้น

ซึ่งหมายถึง กรรมดีที่เราทำมากๆ และทำติดต่อกันแบบไม่เคยหยุด กรรมชั่วที่ไล่ติดตามมาแต่ก็ตามทันได้ยาก เพราะพลังและแรงมันสู้กรรมดีที่เราทำไม่ได้ มันตามกันไม่ทัน แต่ถ้าเราหยุดทำกรรมดีเมื่อไรเหมือนกับเนื้อที่หยุดวิ่ง หรือวิ่งสวนทางที่หมายถึง ทำกรรมชั่วเพิ่มเข้าไปอีก กรรมชั่วมันก็ยิ่งส่งผลเร็วมากขึ้น เพราะเราวิ่งไปหามันเอง

 

เพราะฉะนั้นกรรมชั่วที่เราทำไว้นั้น เราอาจสามารถหนีให้ห่างไกลหรือทำให้อ่อนกำลังลงได้โดยการหยุดทำความชั่ว และทำกรรมดีให้มากๆ กรรมชั่วนั้นอาจจะไม่ส่งผลจนถึงขึ้นกรรมนั้นเป็นอโหสิกรรมไปเลย

 

อโหสิกรรม ในทางพระพุทธศาสนานั้นมีความหมาย 3 อย่าง

  1. กรรมที่ให้ผลเสร็จแล้ว
  2. กรรมที่รอให้ผลอยู่แต่ไม่มีโอกาส หมดวาระของมันก็เป็นอโหสิกรรมไป อย่างกรรมบางอย่างที่ให้ผลในปัจจุบัน เมื่อมันไม่มีโอกาสให้ผล มันก็หมดพลัง
  3. กรรมที่รอส่งผลในชาติต่อๆ ไป ที่ต้องติดตามบุคคลนั้นไป แต่เมื่อบุคคลนั้นเข้าสู่พระนิพพานแล้ว ก็ไม่รู้จะไปออกผลกับบุคคลใดอีก เมื่อมันไม่มีโอกาสส่งผล มันก็หมดพลังไปเอง

 

ดังนั้นเราทุกคน ควรจะพยายามสร้างกรรมดีให้มากๆ พร้อมกับการไปเอาบุญที่เกิดขึ้นจากกรรมดีนั้นไปขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตทุกวิถีทาง  เพื่อให้กรรมไม่ดีนั้นเบาบางลงไปจนถึงขึ้นไม่ส่งผลมากหรือกลายเป็นอโหสิกรรมเลยได้ ยิ่งดี

 

แต่เราคงยังต้องได้รับเศษเวรเศษกรรมไปตามกรรมนั้นๆ ด้วย เพราะกรรมนั้นเกิดขึ้นแล้ว เวรนั้นระงับไปแล้วก็จริง แต่กรรมยังไม่ระงับก็ต้องได้รับผลกรรมแต่จะหนักเบาเพียงใดอยู่ที่แรงกรรมนั้น และกรรมดีจะช่วยคลายผลกรรมนั้นได้จริง

 

ก่อนจะจบในเรื่องนี้ ผมขอนำงานเขียนของเจ้าประเวศ ณ เชียงใหม่ ผู้ที่ศึกษาและสนใจค้นคว้าในเรื่องของกรรมคนหนึ่งของเมืองไทยที่ล่วงลับไปแล้ว ที่ท่านเขียนไว้ในหนังสือชำแหละกรรม ที่ถูกพิมพ์ในหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในเมืองเชียงใหม่  ขอนำบางส่วนมาให้พิจารณาเพื่อเตือนใจท่านผู้อ่านในเรื่องของกรรมที่เกิดขึ้นกับชีวิตของคน

 

ขออุทิศบุญกุศลที่เกิดขึ้นในหนังสือเล่มนี้แด่เจ้าประเวศ ณ เชียงใหม่และผู้ที่เกี่ยวข้องในการเผยแพร่บทความนี้ทุกท่านเทอญ

 

-บุคคลที่ไม่ได้รับการส่งเสริมในหน้าที่การงาน

 

อาจเป็นเพราะกรรมเก่าที่ตนเองเคยประพฤติดีประพฤติชอบ แต่มีจิตริษยากลัวคนอื่นจะได้ดีเท่าเทียมหรือได้ดีมากกว่าตัว จึงกลั่นแกล้งหน่วงเหนี่ยวผลงานคนอื่นไว้ รีบเสนอแต่ความดีของตนไปก่อน ความริษยานี้จะทำให้ผลของความดีของตนเองสนองตอบช้า ขัดข้องล่าช้าด้วยระเบียบข้อบังคับ เป็นต้น

 

วิธีแก้ไข ให้ยึดหลักการดำรงชีวิตด้วยพรหมวิหาร 4 คือ มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นที่ตั้ง

 

– บุคคลที่มีความดีปรากฏแต่มีผู้ใส่ร้ายโจมตีให้เสียหาย กว่าจะมีผู้รู้เห็นความดีของตน ก็ต้องมีคดีมีข้อพิพาทหรือมีความยุ่งยากมากมาย เป็นต้น

 

เป็นเพราะกรรมเก่าที่เคยทำดีอย่างสม่ำเสมอ แต่หวั่นเกรงว่า คนอื่นจะได้ดีเท่าเทียมตนหรือเหนือกว่าตน จึงพยายามยุยงให้คนอื่นทำความชั่วสนับสนุนให้คนอื่นทำความผิด เพื่อว่าเปรียบเทียบกันแล้วตนเองจะเป็นคนดีเด่นอย่างไม่มีผู้อื่นแข่งขันได้

 

– บุคคลที่ได้รับตำแหน่งหน้าที่การงานสูงเด่นขึ้น แต่ปรากฏว่าน้ำใจจากเพื่อนร่วมงานลดน้อยถอยลงไป ผู้อื่นเกิดความระแวงแคลงใจทำให้ตนอยู่ไม่เป็นสุขในที่ทำงาน ยิ่งทำงานนานตำแหน่งยิ่งสูงขึ้นแต่เพื่อนฝูง คนรักคนชอบพอลดน้อยลงไป คือได้ความเจริญก้าวหน้าแต่เสียมิตรภาพ

 

เป็นเพราะกรรมเก่าซึ่งตนเองเคยเป็นคนทำงานขยันขันแข็ง แต่เมื่อเห็นผู้อื่นทำงานน้อยกว่าตนกลับได้ตำแหน่งหน้าที่การงานสูงส่งกว่าตน คิดประสงค์อยากได้ดีมีอำนาจอย่างคนอื่นบ้าง จึงคอยจับผิดเพ่งโทษผู้ที่อยู่เหนือกว่าตน แล้วรายงานลับฟ้องร้องไปยังผู้บังคับบัญชา

 

– บุคคลที่ใช้ชีวิตสุขสบายแต่มีความอึดอัดใจบางอย่าง เช่นจะทอดทิ้งงานเพื่อไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ก็หาคนรับงานแทนไม่ได้ จะออกจากบ้านไปเที่ยวพักผ่อนก็หาคนอยู่ดูแลบ้านให้ไม่ได้ จะปลีกตัวไปไหนๆ ก็จะมีภาระบีบคั้นให้ไปไม่ได้ เช่น หาคนดูแลสุนัข , แมว ให้ไม่ได้ เป็นต้น

 

เป็นเพราะกรรมที่ชอบเลี้ยงสัตว์ขังกรง แม้จะปรนเปรอด้วยข้าวน้ำอย่างดี หรือชอบหน่วงเหนี่ยวคุมบริวารตนไม่ให้ออกไปท่องเที่ยว

 

– บุคคลที่ทุกครั้งที่ตนมีโชคลาภหรือได้รับผลประโยชน์ แล้วจะต้องมีเหตุการณ์ทำให้โชคลาภนั้นหมดสิ้นไปโดยเร็ว เช่นรับเงินทองเข้าบ้านมาวันนี้พรุ่งนี้เพื่อนสนิทมาขอยืมเงินไป หรือมีเหตุด่วนต้องใช้จ่ายกะทันหัน เป็นต้น

 

เป็นเพราะกรรมในอดีตชาติในการทำบุญกุศลทุกครั้ง เขามักจะบีบบังคับให้เพื่อนฝูงหรือบริวารตระเตรียมงานนั้นแทนตน คือทำบุญคราวใดต้องเดือดร้อนคนข้างเคียงเสมอ

 

– บุคคลที่ถือกำเนิดในบ้านเช่า เกิดในที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของส่วนรวม เกิดในที่ธรณีสงฆ์ อาคารสงเคราะห์ อาคารพาณิชย์ที่บิดามารดาอาศัยเขาทำมาหากินได้ห้าปีสิบปี เป็นต้น ทำให้ไม่มีบ้านที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองอย่างมั่นคง ต้องร่อนเร่เช่าบ้านเขาอยู่ไปเรื่อยๆ หรือต้องไปอาศัยผู้อื่นอยู่

เป็นเพราะกรรมในอดีตชาติเขาเคยคดโกงที่ดิน ย้ายหลักเขตแดนเพื่อนบ้านเพื่อให้ที่ดินของตนกว้างขึ้น รุกล้ำที่นาที่สวนของคนอื่นที่ติดกับตน ล้อมรั้วบ้านโค้งเว้ากินที่ของคนอื่น เป็นต้น

 

– บุคคลที่เกิดและได้อยู่อาศัยใกล้แหล่งการจราจรคับคั่งจอแจ ใกล้ย่านการค้ามีผู้คนพลุกพล่านด้วยเสียงพูดคุยตลอด เช่น ตลาดสด หรือใกล้แหล่งทำงานของเครื่องจักรเครื่องกล ใกล้สถานที่ที่เลี้ยงสัตว์ขายเช่นสุนัข ( เห่า) ใกล้โรงงานตีเหล็ก โรงงานเลื่อยไม้แปรรูป เป็นต้น เป็นสถานที่ทำให้เกิดเสียงดังหนวกหู มีเสียงรบกวนไม่สงบ

 

เป็นเพราะกรรมในอดีตชาติเป็นคนจู้จี้ขี้บ่น บ่นแม้สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เช่นสิ่งของมิให้คลาดเคลื่อนจากที่ตั้งที่วาง บ่นเข้มงวดกวดขันเรื่องวินัย บ่นพร่ำเพื่อทุกเรื่องราว บ่นจนคนข้างเคียงไม่มีความสุข บริวารไม่มีความสบาย ของแตกหักเสียไม่ยอมปลงตกเก็บเอามาพูดบ่นพิรี้พิไรคร่ำครวญ เป็นต้น

 

สุดท้ายนี้ ผมขออนุญาตย้ำอีกทีว่า กรรมและกฎแห่งกรรมนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก ขอเพียงเชื่อมั่นในกฎแห่งกรรม เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว รับรองว่าชาตินี้รวยแน่นอน

 

จากหนังสือเรื่อง เปิดบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม โดย ธ.ธรรมรักษ์ และทศ คณนาพร

Read Full Post »

ในทางพระพุทธศาสนานั้น ได้มีการจัดอันดับของกรรมที่เรียกกันว่า  กรรมหนัก หรือครุกรรม เป็นกรรมที่พลังอำนาจมาก และจะให้ผลก่อนกรรมอื่นๆ และไม่มีกรรมใดมาขวางกั้นได้ จะส่งผลกับผู้กระทำอย่างทันตาเห็นในชาติปัจจุบันและสามารถส่งผลถึงชาติหน้าได้ มีทั้งฝ่ายที่เป็นกุศลคือฝ่ายดีและฝ่ายที่เป็นอกุศลคือ ฝ่ายไม่ดีกรรมหนัก หรือครุกกรรม

 

ทั้งสองกรรมส่งผลเร็วเหมือนกัน ถ้าทำกรรมหนักฝ่ายดีมากก็จะส่งผลดีมากๆ กับชีวิตก่อนกรรมดีอื่น แต่ถ้าเป็นกรรมไม่ดีก็จะส่งผลร้ายก่อนกรรมไม่ดีอื่นๆ เช่นกัน

 

แต่ในที่นี้จะขอกล่าวโดยเฉพาะในกรรมชั่ว หรือบาปหนัก นั้น เรียกว่า “อนันตริยกรรม” ซึ่งมีอยู่ 5 ประการด้วยกันที่คนทุกคนนั้นต้องอย่าทำเป็นอันขาด เพราะผลกรรมชั่วนี้จะขวางกรรมดีที่มีกำลังอ่อนจนไม่สามารถส่งผลดีกับชีวิตได้เลย คือ

 

1.สังฆเภท คือ การที่พระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่งหรือหลายรูป ได้กระทำการทำให้คณะสงฆ์ตั้งแต่ 9รูปขึ้นไป( หมายถึง คณะสงฆ์ 2 กลุ่มๆ ละ 4 รูปตามกฎของสงฆ์ที่ต้องมีสงฆ์ 4 รูปถึงจะเป็นคณะสงฆ์ที่ทำสังฆกรรมได้ และพระสงฆ์ที่ทำผิดอีก 1 รูป รวมกันเป็น 9 รูป)

 

เป็นการกระทำที่ทำให้คณะสงฆ์สงฆ์มีความเห็นผิดตามคำยุยงแห่งตน แยกไปกระทำสังฆกรรมต่างหาก ไปสวดพระปาติโมกข์ต่างหาก กรรมนี้ยังรวมถึงการทำให้พระสงฆ์แตกแยก ทำให้พระสงฆ์และคนอื่นเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา บิดเบือนคำสอนให้พระสงฆ์หลงผิดทาง

 

ผู้ที่จะกระทำให้เกิดสังฆเภทได้นั้น เฉพาะพระสงฆ์เท่านั้น ผู้ที่เป็นฆราวาส คนธรรมดาที่ทำให้คณะสงฆ์แตกแยกไม่ถือว่าเป็นกรรมหนัก

 

เพราะเหตุว่าภูมิของชาวบ้านหรือผู้ที่มีความรู้ มีศีลต่ำกว่านั้นแตกต่างกับพระสงฆ์ และท่านคงไม่เชื่อคำยุแหย่ของคนพวกนั้น ท่านคงฟังเฉยๆ ไม่มีผลอะไรกับท่านแน่นอน เปรียบดังแมงปออวดเก่งบินไปขย่มภูเขา ซึ่งภูเขาไม่มีวันสะดุ้งสะเทือนหรือเปลี่ยนแปลงไปได้

 

แต่ถ้าผู้กระทำเป็นสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ชาวพุทธทั่วไป หรือคนภายนอกพุทธศาสนา ไม่จัดอยู่ในบาปหนักแต่ก็เป็นกรรมชั่วเหมือนกัน และต้องได้รับผลกรรมนั้นแน่นอน จะหนักหรือเบาอยู่ที่เจตนา อยู่ที่ความพยายามและผลลัพธ์ที่ออกมาด้วยขึ้นอยู่ว่ามีเจตนาแค่ไหน ผลออกร้ายแรงแค่ไหนประกอบกัน

 

เช่น ไปยุแย่ให้พระสงฆ์ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแตกกัน ไม่ร่วมทำสังฆกรรมด้วยกัน คนนี้ก็ตกนรกแน่นอนเมื่อตายไป ถ้าไปสร้างความแตกแยกคณะสงฆ์ที่เกิดผลไม่มากผลกรรมก็จะอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าแตกแยกกันหนักเป็นร้อยๆ พันๆ รูปหรือทำให้แตกกันเป็นวงกว้างกรรมที่ได้รับก็จะหนักมากกว่า  เพราะเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาโดยตรง

 

2.โลหิตปาท คือ การทำร้ายพระพุทธเจ้าจนเกิดอาการห้อเลือดขึ้นไป ในสมัยพุทธกาล พระเทวทัต ได้เป็นผู้กระทำกรรมหนักข้อ โลหิตปาท นี้จนถูกธรณีสูบตกนรกอเวจีไป ในสมัยปัจจุบันนั้นคงไม่มีใครทำกรรมหนักนี้ แต่ก็มีกรรมหนักเกือบเสมอกับในเรื่องนี้แต่อาจจะส่งผลเบากว่า

 

กล่าวคือ ผู้มีเจตนาชั่วร้ายใฝ่หากรรมอันเป็นบาปหยาบช้า ทำลายล้างวัตถุที่เป็นสัญญลักษณ์หรือเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า เช่น ทำลายพระพุทธรูป ทำลายเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หรือทำอะไรที่ทำให้คนดูหมิ่นเกลียดชังพระพุทธเจ้า กรรมนั้นจะหนักมากเหมือนกัน คนโบราณนั้นท่านรู้เรื่องกรรมหนักนี้ดี จึงไม่กล้าทำลายพระพุทธรูปหรือศาสนาสถานเป็นอันขาด

 

แม้แต่พระเครื่องถึงแม้ว่าจะแตกหักไม่เป็นรูปแล้วก็ตาม ก็จะต้องพยายามบูรณะซ่อมแซมหรือถ้าไม่สามารถซ่อมแซมได้ก็จะไม่เอาไปทำลาย ปล่อยให้สรรพสิ่งเสื่อมสลายลงไปเองหรือเอาไปถวายพระที่วัด ถ้ามีการนำบดหรือย่อยสลายเพื่อไปสร้างพระเครื่อง วัตถุมงคลต่างๆ ต้องทำพิธีขอขมาพระรัตนตรัยเสียก่อน

 

แต่ผู้มีบาปมากไม่กลัว สามารถตัดเศียรหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของพระพุทธรูป กรรมนี้เป็นกรรมหนักจึงส่งผลให้กับผู้กระทำอย่างสาสม

 

  1. อรหันตฆาต หรือ การฆ่าพระอรหันต์ บุคคลผู้ใดมีเจตนาชั่วร้าย ฆ่าพระอรหันต์ ได้ชื่อว่าเป็นอรหันต์ฆาตทั้งนั้น รวมถึงคฤหัสถ์ที่บรรลุธรรมวิเศษ เป็นพระอรหันต์ แต่ยังไม่ทันได้บวชเป็นพระสงฆ์ ผู้ใดฆ่าก็เป็นอนันตริยกรรม

 

และถึงแม้ขณะเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ท่านถูกทำร้ายด้วยอาวุธหรือยาพิษในน้ำดื่มหรืออาหาร เกิดทุกขเวทนา แล้วท่านได้กำหนดเอาทุกขเวทนามาเป็นบาทแห่งวิปัสสนา จนเกิดมรรคผลสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วดับผลสู่นิพพาน ผู้ทำร้ายย่อมได้ชื่อว่า เป็นผู้ฆ่าพระอรหันต์

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ฆ่าพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี ถึงแม้จะไม่ได้ชื่อว่า เป็นอรหันตฆาต แต่ก็มีบาปหนักเสมอ อนันตริยกรรม

 

ในสมัยปัจจุบันเรื่องของการขัดขวาง ใส่ร้าย ทำร้าย ทำลาย พระสงฆ์ที่เป็นพระอรหันต์ก็จัดว่าเข้าข่ายนี้  โดยเฉพาะการใส่ร้ายหรือทำลายทำให้ท่านเสื่อมนั้น ยุคนี้น่ากลัวมาก เพราะการที่เราจะรู้ว่าพระสงฆ์ท่านใดบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วเป็นเรื่องยากมากๆ เพราะท่านจะไม่บอกผู้ใด

 

ดังที่มีคำกล่าวไว้ว่า  พระอรหันต์ย่อมเห็นพระอรหันต์ด้วยกัน คนธรรมดาไม่มีทางรู้ และการไปขัดขวาง ล้อเล่น ตีตนเสมอท่าน ไปให้ท่านทำโน่นทำนี่ บังคับให้ปลุกเสกพระเครื่องต่างๆ ถือว่าเป็นบาปหนักมากเหมือนกัน

 

ทางที่ดีควรจะรักษามารยาท พยายามสำรวมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ทั้งการแต่งกาย การพูดจา ไม่ว่าจะเป็นการตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามถ้าไม่อยากเจอกรรมหนักโดยไม่รู้ตัว

 

  1. มาตุฆาต คือ การฆ่าแม่บังเกิดเกล้าเท่านั้น แม่เลี้ยง แม่บุญธรรม แม่ยาย ไม่เข้าข่ายเป็นมาตุฆาต และต้องเป็นการฆ่าของลูกมนุษย์ต่อแม่มนุษย์เท่านั้น การที่สัตว์เดรัจฉานฆ่าพ่อแม่ของตนนั้นไม่จัดเป็นอนันตริยกรรม ขอให้รู้ไว้ด้วยว่า การฆ่าแม่นั้นถึงแม้ว่าจะสำคัญผิดหรือไม่รู้ก็จัดเป็นกรรมหนักเช่นกัน

 

  1. ปิตุมาต หรือการฆ่าพ่อบังเกิดเกล้า นัยเดียวกันกับ มาตุฆาต แต่ต่างกันตรงที่กรรมหนักใดจะเป็นผู้ให้ผลก่อน ธรรมดาแม่เป็นผู้อุ้มท้องลูกในครรภ์ และมีใจอ่อนโยนเอื้อเอ็นดูอุ้มชูเลี้ยงลูก ได้รับความลำบากมากกว่าพ่อ ถึงจะชั่วช้าเลวทรามขนาดไหน ก็ยังได้ชื่อว่า เป็นผู้มีคุณแก่ลูกมากอยู่ดี

 

เพราะฉะนั้น ถ้า แม่กับพ่อ เป็นคนดีมีศีลธรรมเสมอกัน การฆ่าแม่ย่อมให้ผลก่อนฆ่าพ่อยกเว้นในกรณีที่พ่อ เป็นผู้มีคุณธรรม มีศีลธรรมมากกว่าแม่เท่านั้นการฆ่าพ่อ จึงจะให้ผลก่อนฆ่าแม่

 

อนันตริยกรรมทั้ง 5 นี้มีพลังโทษมาก เมื่อได้กระทำลงไปแล้ว และภายหลังรู้สึกสำนึกตนหวังให้พ้นทุกข์โทษในอเวจีมหานรก ด้วยการสร้างกุศลบุญใหญ่ ก็ไม่มีพลังอำนาจพอ ถึงแม้ว่าจะสร้างเจดีย์ทองคำสูงใหญ่มากมายเต็มจักรวาล หรือจะถวายทานแก่พระสงฆ์ทุกรูปที่มีอยู่ในโลกทุกวันนี้ ก็ไม่มีพลังอำนาจพอที่จะลบล้าง อนันตริยกรรม ทั้ง 5 ข้อนี้ได้

 

ขอให้ระวังให้จงหนักในเรื่องของกรรมหนักนี้ เพราะถ้าเกิดขึ้นแล้ว รับรองได้ว่าชาตินี้ไม่มีทางเป็นคนรวยได้เลย

 

สรุปก็คือ ถ้าคนใดได้ทำกรรมหนักนี้ไม่ว่าในข้อใด 5 ข้อนี้ ผลของกรรมนั้นจะส่งผลก่อนกรรมอื่นๆ ทั้งสิ้น และเป็นกรรมที่มีกาลกำหนดว่าจะต้องส่งผลไม่เกินชาตินี้ถึงชาติหน้าเท่านั้น

 

ต่อไปจะเป็นเรื่องของสาเหตุที่สำคัญไม่แพ้กันที่ส่งผลและฉุดคนไม่ให้เจริญและรวยได้ นอกเหนือจากกรรมหนักที่กล่าวไปแล้ว

 

จากหนังสือเรื่อง เปิดบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม โดย ธ.ธรรมรักษ์ และทศ คณนาพร

 

Read Full Post »

เรื่องของอุปสรรคกรรมถือว่าเป็นเรื่องแรกและเป็นเรื่องใหญ่มากที่ต้องพูดถึง เพราะการที่คนเรานั้นจะเจริญก้าวหน้าในชีวิต มีความสุขพบความร่ำรวยได้นั้น ต้องขจัดอุปสรรคในชีวิตให้หมดหรือน้อยลงที่สุดเสียก่อนอุปสรรคกรรมที่ขวางคนไม่ให้เจริญและรวยได้

 

อุปสรรค ความหมายของมันก็คือ เครื่องขัดข้อง, ความขัดข้อง, เครื่องขัดขวางคงไม่มีใครที่ตั้งแต่เกิดจนตายไม่เคยพบความผิดหวัง สิ่งที่ทำให้ไม่สมหวังในชีวิตถูกเรียกว่า “อุปสรรคชีวิต” ซึ่งทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตน

 

อุปสรรคของเราเกิดจากกรรม หรือการกระทำทางกาย วาจา และใจของเราเอง ถ้าเราคุมการกระทำทั้ง 3 ทางได้ อุปสรรคก็มีน้อยหรือไม่เกิด เช่น เราเกิดอุปสรรคเรื่องการเงินก็เพราะใจเราคิดไม่รอบคอบฟุ้งซ่าน กายเราใช้จ่ายเกินตัว หรือบางคนมีอุปสรรคถึงขนาดถูกให้ออกจากงาน ก็เพราะ “ปากไม่ดี” เป็นต้น

 

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี แห่งวัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย พระอริยสงฆ์ของเมืองไทยท่านได้เปรียบเทียบชีวิตคนเราเหมือนเรือ ท่านให้ชื่อว่า “นาวาชีวิต” เรือนี้จะลอยอยู่ในทะเลหรือในมหาสมุทรก็ตาม ย่อมต้องแล่นฝ่าคลื่นลมเป็นธรรมดา คลื่นลมเปรียบเหมือนอุปสรรคต่างๆ กัปตันเรือที่มีความสามารถควบคุมทุกสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ก็จะพาเรือเข้าถึงฝั่งได้อย่างปลอดภัย

 

หลายคนเปรียบว่าชีวิตนั้นเหมือนการเดินทางไกล ที่เราต้องคอยตรวจตราเช็คดูเครื่องยนต์ ดุสภาพของรถยนต์ให้พร้อมที่จะทะยานไปข้างหน้า หากเราเห็นว่าเครื่องยนต์นั้นมีอะไรที่ขัดข้องหรือเสื่อมเสียก็ต้องรีบปรับปรุงซ่อมแซม หรือเปลี่ยนอะไหล่ทันที

 

เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้การเดินทางต้องสะดุดหรือไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ คงไม่เป็นการดีแน่กับการพบกับอุปสรรคไปตลอดชีวิตทั้งๆ ที่บางครั้งรู้ๆ อยู่กับใจว่าเป็นเพราะอะไร

 

ในเรื่องของกรรมที่จะทำให้เป็นคนรวยนั้น ส่วนมากจะพูดถึงกรรมดีที่เป็นด้านบวกซึ่งเป็นเรื่องการ” สร้าง” แต่ที่ต้องพูดถึงกรรมไม่ดีที่เป็นอุปสรรคนั้น เพราะเปรียบเหมือนการ”ซ่อม” และเป็นสิ่งที่จะทำควบคู่กันไป เพื่อเป็นการขจัดสิ่งที่ไม่ดีออกจากชีวิต เหมือนการถมดินให้เต็มปรับให้ราบเรียบก่อนที่จะสร้างบ้าน เพื่อให้การสร้างบ้านนั้นสะดวกราบรื่นไม่มีอะไรติดขัด

 

ถ้าเป็นชีวิตที่เป็นสุขและเพื่อการที่จะพบกับความสำเร็จของชีวิตก็ต้องละความชั่ว ทำกรรมดี และชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ สังเกตดูว่าทำไมถึงบอกในเรื่องของการละความชั่วเป็นเรื่องแรก เพราะถึงจะทำกรรมดีมากขึ้นเท่าใดก็ตามแต่ยังคงทำกรรมชั่วไปด้วย เรียกว่าทำดีผสมทำชั่วควบคู่ไปด้วย

 

กรรมดีนั้นจะส่งผลยาก เพราะผลของกรรมดีที่มีกรรมชั่วผสมอยู่ กรรมดีที่ทำจะไม่มีกำลังส่งผล หรืออาจจะไม่ส่งผลเลยก็ได้

 

เพราะในความเป็นจริง ในโลกนี้ไม่มีคนที่สมบูรณ์หรือแสนจะเพอร์เฟคไปทุกอย่าง คนทุกคนต้องมีการกระทำทั้งด้านดีและด้านมืดด้านที่เลวร้ายที่ซุกซ่อนอยู่ ความไม่ดีความชั่วนั้นถือว่าเป็นการผิดพลาดของชีวิต

 

และคนที่รวยหรือคนที่ประสบความสำเร็จในทุกวันนี้ ไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไปเลยแม้แต่น้อย แต่เขามีเคล็ดลับคือ ต้องทำผิดพลาดน้อยที่สุดเท่านั้น!!!

 

การที่จะไม่ทำอะไรที่ผิดพลาด เราจะต้องมีสติ มีการเข้าใจที่มาจากเรียนรู้อย่างละเอียดว่าถ้าเราทำกรรมอะไรลงไปผลของมันจะออกมาอย่างใด ไล่ตั้งแต่ส่งผลน้อยที่สุดถึงมากที่สุด ดีที่สุดถึงเลวที่สุด คือ ต้องรู้ทั้งด้านดีที่เกิดผล และด้านร้ายที่ทำให้เราลำบากด้วย เราถึงจะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งรู้ทั้งเหตุและผล รู้ทั้งถ้าทำและไม่ทำจะเกิดผลอย่างไร

 

การขจัดอุปสรรคแหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่เราต้องใส่ใจและระมัดระวังทำผิดพลาดให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะการกระทำใดๆ ก็ตาม การทำชั่วแม้เพียงสิ่งเล็กๆ น้อยที่มาจากกาย วาจา ใจก็เป็นกรรมเกิดขึ้นแล้วและต้องส่งผลแน่นอน

 

แม้กรรมบางกรรมนั้นดูเหมือนจะไม่ใช่กรรมหนักที่ส่งผลน้อยก็ตาม แต่ผลของกรรมที่ทำซ้ำๆ แบบสักแต่ทำทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว เมื่อมารวมกันเข้าก็ย่อมจะส่งผลให้เกิดเป็นอุปสรรคปัญหาต่างๆ ให้เกิดขึ้นในชีวิตได้ เหมือนตะกอนที่ทับถมกันขึ้นมานานวันก็สามารถกั้นทางเดินของแม่น้ำทั้งสายนั้นได้

 

เช่น การพูดจาที่ทำให้เกิดกรรมทางวาจา ทำให้ผู้อื่นนั้นได้รับความกระทบกระเทือนใจไม่ว่าจะมาจากการล้อเล่น การพูดให้คนอื่นเจ็บช้ำน้ำใจ หรือพูดจาไม่ระวังผลของกรรมนี้อาจจะส่งผลโดยตรงน้อยแต่อาจไปสร้างกรรมใหญ่ได้ คงเคยได้ยินเรื่องการฆ่ากันตายแค่พูดผิดหูกันเท่านั้น บางคนแค่เสียงพูดหรือกิริยาท่าทางก็นำไปสู่การบาดหมางทำร้ายร่างกายหรือเลิกคบหาสมาคม เลิกทำการค้ากันไปเลยก็มีมากมาย

 

คนที่ทำการค้าแบบเห็นแก่ได้ คิดเพียงสั้นๆ โกงลูกค้าแม้เพียงเล็กน้อยทั้งคุณภาพหรือราคาแม้ดูเหมือนเล็กน้อยแค่ครั้งละบาทสองบาท นานๆ เข้าจำนวนลูกค้ามันก็มาก ความชั่วอย่างไรก็ต้องปรากฏ เมื่อลูกค้าคนหนึ่งรู้ก็ขยายความต่อไปเรื่อยๆ ในที่สุดการค้านั้นก็เจ๊งพังพินาศ หรือย่ามใจว่าไม่มีใครรู้ก็เพิ่มขนาดของความชั่วมากขึ้นจนในที่สุด ความชั่วนั้นก็จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การค้านั้นล่มสลายลง

 

คนที่ ติดยาเสพติดหรือติดเหล้านั้น ก็เริ่มจากเหล้าอ่อนๆ แก้วเล็กๆ เท่านั้น นานวันเข้าเหล้าดีกรีแรงขนาดไหน ปริมาณเท่าไรก็กินได้หมด คนที่ชอบโกหกนั้น มักจะโกหกจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนติดเป็นนิสัย นานไปเข้าก็โกหกจนกลายเป็นสันดานที่ขูดไม่ออก

 

มีคนรู้จักคนหนึ่ง เนื้อแท้นั้นเป็นคนที่มีจิตใจดีมาก แต่ดันไปแพ้กับกิเลสรู้ไม่เท่าทันคราบสกปรกเหล่านี้ที่เกาะอยู่ในใจ ไปแพ้กับค่านิยมผิดๆ ที่คนรุ่นใหม่ต้องใช้ของมีรสนิยมราคาแพง ตัวเองเงินเดือนน้อยแต่อยากได้ของราคาแพง เผอิญเป็นผู้ดูแลเงินกองกลางของที่ใช้ในบริษัท ก็แอบเอาเงินนั้นไปใช้ทีละนิดโดยไม่มีใครรู้

 

จากทีละนิดหลายๆ ครั้งเข้าก็กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ พอบริษัทจะต้องใช้เงินก้อนนี้ ก็ไม่มีตัวเงินเพราะถูกยักยอกออกไปแล้ว จึงเกิดเรื่องขึ้นจากคนที่เคยดีแต่ระงับห้ามใจไม่ได้ ชีวิตก็พังพินาศ กลายเป็นคนที่น่ารังเกียจประวัติไม่ดี ที่ไม่มีใครกล้ารับเข้าไปทำงานอีก คนทำงานทั่วไปที่โดนข้อหาคอร์รัปชั่นเบียดบังเงินก็เพราะสาเหตุนี้มากมาย

 

อุปสรรคเหล่านี้ เกิดจากกรรมเล็กๆ น้อยๆ มารวมจนเป็นกรรมใหญ่ขวางทางเจริญในที่สุด

 

ทางที่ดีที่สุดสำหรับในชีวิตของคนเรานั้น ควรจะต้องระมัดระวังใจของตน เพราะใจนั้นเป็นผุ้บงการทุกอย่างให้เกิดขึ้น อนาคตจะดีหรือชั่ว จะรวยหรือยากจนอยู่ที่ใจเราบงการให้เป็นไปทั้งสิ้น

 

ในชีวิตของเรานั้น ควรพิจารณาอย่างครบถ้วนว่ามีเหตุอะไรและเป็นเพราะอะไรเราถึงไม่ก้าวหน้า ไม่มีความสุข ไม่มีเงินทองเท่าที่ควรทั้งๆ ที่ทำงานหนักหรือพยายามทำกรรมดีแล้วแต่ทำไมยังไม่ได้ดีเสียที

 

ต้องค้นหาให้พบว่า ในการทำกรรมดีเหล่านั้นยังมีความชั่วหรือสิ่งที่ไม่ดีไม่งามบางอย่างแทรกซ้อนปะปนอยู่ในการทำความดีนั้นหรือไม่ ซึ่งชะตาชีวิตของคนเรานั้นมาจากกรรมเพียงสองทางเท่านั้น

 

ทางที่หนึ่ง อาจเป็นการกระทำในอดีตชาติซึ่งจำความไม่ได้แล้วมาส่งผล

 

ทางที่สอง เป็นการกระทำในปัจจุบันชาติตั้งแต่เกิดมาจนถึงปัจจุบันที่เรารู้ตัวเสมอเวลาจะทำอะไรลงไป

 

คนที่มีปัญญานั้น ทางที่หนึ่งเขารู้ดีว่าในเรื่องของกรรมเก่าในอดีตเราไปแก้ไขไม่ได้แล้ว แต่ด้วยพลังแห่งบุญเท่านั้นที่จะคลายวิบากกรรมไม่ดีที่ได้รับในชาตินี้

 

เขาจึงเร่งทำกรรมดีในปัจจุบันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และต้องไม่ไปทำกรรมไม่ดีในชีวิตขึ้นมาอีก เป็นการปิดกั้นความชั่ว อุปสรรคในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกรรมหนักหรือกรรมเบาแค่ไหนก็ตาม เราต้องปิดทางไม่ให้มันเกิดขึ้นได้

 

และขอพาทุกท่านมารู้จักเรื่องของกรรมหนักเสียก่อน ที่เราต้องไม่ทำกรรมหนักนี้เป็นอันขาด

 

เพราะจะกรรมหนักฝ่ายไม่ดีเหล่านี้จะฉุดให้เราไม่เจริญในชาตินี้แน่นอน ไม่ว่าจะทำบุญมามากขนาดไหน ให้กองสูงเท่าภูเขาแต่ถ้ามีการสร้างกรรมหนักฝ่ายไม่ดีนี้ขึ้นมา กรรมหนักเหล่านี้จะส่งผลก่อนจนไปปิดทางบุญจนไม่มีทางส่งผลได้เลย หรือถ้าบุญนั้นส่งผลได้ก็คงน้อยมากๆ จนไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นในชีวิตของเราเลยแม้แต่น้อย

 

จากหนังสือเรื่อง เปิดบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม โดย ธ.ธรรมรักษ์ และทศ คณนาพร

 

Read Full Post »

ในโลกนี้หลายคนบอกว่าอยากรวย อยากมีเงินทองมากมายเพื่อทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งของตนเองและคนรอบข้างที่ตนเองรัก หรือแม้แต่ในบางคนที่เป็นคนสมถะก็บอกแค่อยากมีเงินทองพอไม่ให้ตัวเองและครอบครัวเดือดร้อน ซึ่งในความเป็นจริงแบบที่ไม่หลอกตัวเอง การมีเงินในชีวิตนั้นเป็นเรื่องดีทั้งนั้นคนจะรวยได้เพราะเหตุใด

 

แต่สำหรับคนที่อยากมีเงินทองมากมายถึงขั้นเรียกว่า “คนรวย” นั้นหลายคนบอกว่ายาก ไม่มีทางเป็นไปได้ ซึ่งขอบอกตรงนี้เลยว่า

 

ทุกคนมีโอกาสร่ำรวยได้จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เพียงรู้วิธีที่ถูกต้องเท่านั้น

 

แต่ก็ต้องรู้ก่อนว่า คนที่เราเห็นว่ารวยนั้นเขารวยได้ด้วยเพราะเหตุใด ซึ่งในความจริงมาจากสาเหตุ 2 ประการเท่านั้น คือ มีกรรมเก่าฝ่ายดีส่งให้รวยกับการสร้างกรรมใหม่ฝ่ายดีมากพอที่จะส่งให้รวยได้  หรือเรียกกันง่ายๆ ว่ามีทั้งบุญเก่าและบุญใหม่ส่งให้รวย

 

ส่วนในเรื่องของคำว่า “รวยแบบทันตาเห็น”  ที่อยู่บนหน้าปกหนังสือนั้น ผมอยากให้ทุกท่านเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำนี้ ซึ่งความหมายนั้นคือ  ในชาตินี้ทุกท่านได้เห็นกรรมดีที่ท่านเพียรทำด้วยตาของท่านเองแน่นอน

 

ครูบาอาจารย์คนสำคัญของเมืองไทยนั้น ท่านบอกว่า คำว่า”ทันตาเห็น” ที่พูดกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณนั้นในความหมายที่แท้จริงนั้นหมายถึง เราจะได้เห็นกันทันที่ชีวิตของคนยังมีชีวิตอยู่นี้ และอยู่ในช่วงเวลาว่าไม่เกิน 30 ปี กรรมเกือบทุกกรรมที่เราทำในชาตินี้จะต้องส่งผลออกมา โดยเฉพาะกรรมหนักฝ่ายดีและไม่ดี

 

แต่คนเป็นจำนวนมากมักคิดไปว่าแบบทันตาเห็นนั้นต้องเกิดขึ้นแบบทำกรรมดีวันนี้พรุ่งนี้ออกผลเลย ซึ่งในบางคนอาจจะเป็นไปได้เพราะบุญเก่าและบุญใหม่มารวมกันและมาตัดรอนให้พลิกชะตาแบบทันท่วงที

 

แต่หลายคนเป็นไปไม่ได้ก็ด้วยบุญที่ทำมายังมีกำลังน้อยและยังไม่ส่งผล ต้องใช้เวลาแต่อย่างไรก็ตามต้องส่งผลในชาตินี้ทันก่อนจะตาจะปิดลงอย่างถาวรแน่นอน

 

ก่อนที่จะมาพูดถึง 2 เรื่องใหญ่นี้อย่างละเอียด ขอพาทุกท่านไปรู้จักเรื่องๆ หนึ่งก่อนเป็นเรื่องของคนธรรมดาที่กลายเป็นเศรษฐีได้เพราะกรรมเก่าฝ่ายดีส่งผลให้เกิดมารวย

 

เป็นเรื่องของคนรวยที่มีการบันทึกไว้ในพระพุทธศาสนาท่านชื่อ  เมณฑกเศรษฐี เป็นมหาเศรษฐีในยุคพุทธกาลที่มีทรัพย์เป็นอัศจรรย์ และเป็นบุคคลสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับเศรษฐีอีกหลายท่านในพุทธศาสนาที่พระศาสดาตรัสยกย่อง

 

เมณฑกเศรษฐี ซึ่งเป็นปู่ของนางวิสาขามหาอุบาสิกา ทั้งยังสำเร็จเป็นอริยะบุคคลชั้นพระโสดาบัน เป็นผู้มีบุญมาก

 

ที่สำคัญ ท่านเมณฑกเศรษฐี ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้มีทรัพย์มากไม่มีประมาณได้ และถูกกล่าวถึงมากที่สุดคนหนึ่ง

 

ในสมัยพุทธกาล ครั้งหนึ่งเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร พรั่งพร้อมด้วยพระสาวกทั้งหลาย ในกาลครั้งนั้น ยังมีเศรษฐีคนหนึ่ง ชื่อ เมณฑก ที่ได้ชื่อเช่นนั้น เพราะเศรษฐีนั้นมีรูปแพะทองคำอันมีฤทธานุภาพมาก ภิกษุสงฆ์จึงได้สนทนากันถึงเรื่องนี้กันในคันธกุฏี (เรือนที่ประทับของพระพุทธเจ้า) พระพุทธเจ้าเห็นเหตุการณ์ที่เหล่าภิกษุได้สงสัยถึงที่มาเพราะเหตุใดเมณฑกเศรษฐีถึงรวยจนประมาณไม่ได้ จึงได้ตรัสพระธรรมเทศนาถึงที่มาแห่งเศรษฐีนั้นโดยสรุปว่า

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลครั้งหนึ่ง ยังมีเมณฑกเศรษฐี แต่ในกาลครั้งก่อนนั้น ท่านได้เกิดมา ในศาสนาของพระพุทธเจ้าวิปัสสี มีนามว่า อินทะเศรษฐี ท่านมีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนา

 

ได้สละทรัพย์ และน้ำพักน้ำแรง ออกก่อสร้างธรรมาสน์ ถวายเป็นทาน แก่พระพุทธเจ้าวิปัสสี เพื่อนั่งแสดงพระธรรมเทศนา และได้สร้างรูปแพะทองคำอีก 5 ตัว รองเป็นบันไดขึ้นเพื่อให้พระพุทธเจ้าวิปัสสี เสด็จไปเทศน์ได้โดยสะดวก เมื่อเสร็จแล้วท่านก็ได้ถวายแก่พระวิปัสสีพุทธเจ้า พร้อมทั้งตั้งความปณิธานว่า ขอให้ข้าพเจ้าได้สำเร็จด้วยฤทธิ์แพะทองคำนี้เถิด

 

กาลต่อมาครั้นสิ้นอายุขัย เศรษฐีนั้นได้ไปเกิดบนสวรรค์ มีวิมานทองสูงได้ 10 โยชน์ มีนางฟ้าเทพอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวาร วิมานนั้นประกอบด้วยแก้ว 7 ประการ อันรุ่งเรืองลือชาปรากฏในเทวโลกนั้น ชื่อว่า อินทกเทวบุตร

ครั้นจุติจากชั้นดาวดึงส์ ก็ได้มาบังเกิดในเมืองพาราณสีได้เป็น มหาเศรษฐีมีข้าวของเป็นอันมาก หาที่จะนับจะประมาณมิได้ ครั้นสิ้นชีพอายุขัยก็ไปเกิดในเทวโลก อันเป็นเทวสถานอันอุดมโอฬารไพศาล ของพวกเทพนิกรอีกครั้ง จนกระทั่ง ถึงศาสนา แห่งพระพุทธเจ้าของเรา จึงก็ได้จุติจากเทวโลก มาบังเกิดเป็นเมณฑกเศรษฐี

 

เมื่อครั้งเมณฑกกุมารเจริญวัยขึ้นได้ 16 ปีนั้น แพะทองคำ ก็จึงทำฤทธิ์ ให้เงินทอง ข้าวของ ในท้องแพะนั้นไหลออกมาเป็นอันมาก เมณฑกกุมารได้เสวย ซึ่งสมบัติข้าวของเหล่านั้น จึงมีนามว่า เมณฑกเศรษฐี นี้ก็ด้วยผล ที่ท่านมีใจเจตนาดี หรือหวังดีต่อพระศาสนาต้องการสร้างถาวรวัตถุให้เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน จนตลอดมาถึงทุกวันนี้ก็ย่อมได้รับอานิสงส์ ตามความปรารถนา ของท่าน

 

การที่เมณฑกเศรษฐีนั้นร่ำรวยขึ้นมาได้นั้น เราจะเห็นได้ว่าเป็นเพราะบุญเก่าที่ท่านได้ทำสะสมมา ซึ่งเราสังเกตดูตามชาดกนี้แล้วจะเห็นว่า

 

เพราะอานิสงส์ในการสร้างสิ่งต่างๆ ถวายพระพุทธเจ้านามว่า วิปัสสี ในชาตินั้นชาติเดียว แต่ผลบุญนั้นส่งผลมาให้อีกหลายภพชาติติดต่อกัน

 

ด้วยเป็นเพราะท่านเมณฑกเศรษฐีนั้น ทำทานนั้นด้วยใจอันมีศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยมไม่เสียดายทรัพย์ ทำแบบเต็มกำลังทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ  แรงทรัพย์ และการทานในครั้งนั้นเกิดอานิสงส์สูงเพราะทั้งวัตถุทานนั้นบริสุทธิ์ ผู้ให้นั้นบริสุทธิ์ และผู้รับนั้นบริสุทธิ์

 

สำหรับผู้รับนั้นเป็นผู้มีเนื้อนาบุญสูง เป็นถึงพระพุทธเจ้า อานิสงส์บุญนั้นจึงมากมายมหาศาลที่ส่งผลให้กับเมณฑกเศรษฐีมีความสุขร่ำรวยมาหลายภพชาติ

 

คนที่อ่านเรื่องนี้คงจะแย้งในใจว่า เรื่องแบบนี้มีจริงหรือดูเหมือนนิยาย ขอเรียนให้ทราบว่าเรื่องของเมณฑกเศรษฐีมีการบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก และทุกเรื่องในพระไตรปิฎกนั้นมาจากโอษฐ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งตรัสรู้และทรงทราบถึงที่มาและที่ไปของทุกสรรพสิ่งในโลกนี้

 

และเป็นที่ทราบกันแน่ชัดแล้วว่า การที่จะเป็นคนรวยได้นั้น ไม่ต้องถึงขั้นของเมณฑกเศรษฐีหรอก แต่ต้องมีบุญเก่าเป็นทุนรอนสำคัญเสียก่อนจะมากจะน้อยก็แล้วแต่กรรมหรือการกระทำที่เคยทำมา

 

ส่วนในเรื่องของตัวเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นผู้มีบุญเก่าสะสมมา ขอตอบเพื่อความกระจ่างว่า การที่เราจะรู้ว่าตนเองนั้นมีบุญเก่าเพียงใดนั้นคงจะไม่มีทางทราบได้ เพราะเราไม่สามารถจำอดีตชาติได้ และผลบุญนั้นไม่อาจวัดกันได้เป็นขีด เป็นกิโล เป็นกี่เมตร

 

จึงไม่มีทางรู้ว่าในชาติที่ผ่านมาเคยทำบุญและทำบาปกรรมอะไรไว้บ้าง ซึ่งทุกคนล้วนแต่มีการกระทำทั้งบุญและบาปผสมกันอยู่ แต่ให้สังเกตง่ายๆ ว่าถ้าทำกรรมดีมากหน่อยชีวิตในชาตินี้ก็จะมีสุขมากกว่าทุกข์ แต่ถ้ากรรมชั่วมากกว่าจะพบแต่ความทุกข์และความวุ่นวายมากกว่าสุข อันนี้ดูได้แบบง่ายๆ แต่เป็นเรื่องจริงแท้

 

แต่การที่บุญและกรรมไม่ดีจะส่งผลนั้นมีหลายปัจจัยประกอบ ขึ้นอยู่กับกฎแห่งกรรม โดยมีกรรมเป็นผู้ลิขิตชีวิตคนทุกคน ไม่ใช่มาจากพระเจ้า มาจากดวงดาวหรือมาจากอำนาจอื่นใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเรื่องของการกระทำที่มีเหตุและต้องมีผลตามมา และทั้งสองสิ่งคือ ทั้งเหตุและผลนั้นต้องสัมพันธ์กันด้วย

 

คนในยุคนี้พอพูดถึงเรื่องกรรมเก่า มักจะเหมาว่าเป็นเรื่องกรรมไม่ดีไปหมดซึ่งไม่ใช่ กรรมเก่านั้นมีทั้งกรรมเก่าฝ่ายดีที่เป็นบุญ กับกรรมเก่าฝ่ายไม่ดีที่เป็นบาป ต้องแยกกันให้ออกว่ามี 2 ประเภท ไม่ใช่กรรมเก่าฝ่ายไม่ดีที่ส่งผลให้ชีวิตวุ่นวายฝ่ายเดียว

 

ในพระพุทธศาสนานั้นได้อธิบายในเรื่องของกรรมและกฎแห่งกรรมเพื่อเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตที่เป็นสุขในภพชาติปัจจุบัน ไม่ได้ให้เรากลัวหรือไปนั่งพะวงกรรมเก่าฝ่ายไม่ดีจนไม่คิดจะทำอะไรที่ดีต่อตนเองและผู้อื่นในชาตินี้

 

พระพุทธองค์ไม่เคยตรัสเรื่องกฎแห่งกรรมเพื่อให้เราไปหมกมุ่นกับเรื่องราวในอดีต ตรงกันข้าม พระพุทธองค์ตรัสเพื่อไม่ให้เราเป็นทาสของอดีต เป็นทาสของกรรมเก่าฝ่ายไม่ดี เพื่อไม่ให้นั่งงอมืองอเท้า เพราะหลงคิดว่าอดีตเคยทำชั่วมาอย่างนั้นแล้ว จะกลับไปแก้ไขใน ตอนนี้ ก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขไม่ให้มันเกิดไม่ได้แล้ว และเรื่องของกรรมเก่านั้นนั่นไม่ใช่สาระของกฎแห่งกรรมทั้งหมด

 

เหมือนกับข้าวสารที่เราหุงเป็นข้าวสวยไปแล้ว มีใครมีอำนาจทำให้ข้าวสวยนั้นกลับมาเป็นข้าวสารดังเก่าได้ มันไม่ทางทำได้!!!

 

หัวใจของกฎแห่งกรรมในพุทธศาสนานั้นโดยความเป็นจริงแล้ว เป็นเรื่องที่ทันสมัยมากมีเหตุและผลครบครัน  จึงได้เน้นให้เรากระทำทุกอย่างในปัจจุบันให้ดีที่สุด โดยมีกรรมเก่าเป็นบทเรียนหรือเป็นครูให้เตือนใจตนเอง

 

ที่เราควรรู้เรื่องกรรมเก่านั้นก็เพื่อไม่ให้ไปทำผิดแบบนั้นซ้ำๆ โดยต้องเริ่มจากละความชั่ว พยายามทำดีในทุกเรื่อง และอาศัยความเพียรของตัวเอง ไม่พึ่งพาอำนาจเหนืออื่นใดเพราะการกระทำหรือกรรมของเรานั้นเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้ร้อยเปอร์เซนต์ไม่มีทางที่ผลจะผิดเพี้ยนไปได้

 

ให้เชื่อว่าการกระทำของเราย่อมส่งผล เพราะถ้ามัวแต่ไปคิดว่าการกระทำนั้นไม่ส่งผล ก็จะไม่เพียรพยายาม ไม่เชื่อมั่นในการกระทำของตน

 

เรื่องหนึ่งที่เป็นข้อสงสัยมาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ เรื่องของความแตกต่างของคนที่เกิดมานั้นทำไมถึงหล่อถึงสวยหรือขี้เหร่ไม่เหมือนกัน จนหรือรวยผิดกัน  ทำไมเกิดมาถึงแตกต่างกันนักทั้งๆ ที่เป็นคนเหมือนกันการที่คนเกิดมาไม่เหมือนกัน เช่น บางคนเกิดมาฉลาด บางคนโง่ บางคนรูปร่างงามบางคนเกิดมาอวัยวะไม่ครบ บางคนเกิดในตระกูลต่ำ บางคนเกิดในตระกูลสูง ฯลฯ

 

ถ้าตอบแบบวิทยาศาสตร์ ก็ตอบว่า การที่ฉลาดหรือโง่ ร่างกายสมประกอบหรือไม่ จนหรือมั่งมีก็เพราะไปเกิดในพ่อแม่ และสิ่งแวดล้อมที่เป็นเหตุคือ สิ่งแวดล้อมดีเลวแตกต่างผิดกัน ความเป็นไปทั้งด้านร่างกาย ความเป็นอยู่จึงผิดกัน

 

เมล็ดพันธุ์ที่ไม่สมบูรณ์ถึงจะไปปลูกในดินที่สมบูรณ์เพียงใด ก็ไม่เติบโตเท่าที่ควรเหมือนคนที่มีกรรมเก่าที่ไม่ดี เป็นข้อเสียติดตัวมาด้วย เป็นพวกทำบุญมาไม่ครบแถมยังทำกรรมไม่ดีมาด้วย เราจึงเห็นคนมากมายที่ร่ำรวยหน้าตาดีแต่พิการ คนรวยมากมายที่ไม่มีสติปัญญา วันๆ ทำแต่เรื่องที่เสียหายให้กับตัวเองและครอบครัว และยิ่งถ้าเกิดมาในครอบครัวที่ไม่ดีหรือดินไม่ดีด้วยแล้ว ยิ่งจะกลายเป็นมหาวายร้ายได้ง่ายๆ

 

เมล็ดพันธุ์บางเมล็ดพันธุ์ ที่ถึงแม้ว่าจะสมบูรณ์พร้อมที่จะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่หากไปปลูกในที่มีดินแห้งแล้งก็ยากที่จะเติบโตได้ ผิดกับถ้าไปอยู่ที่ดินดีน้ำชุ่มมีการดูแลที่ดีจากเจ้าของอย่างดี ใส่ปุ๋ยใส่น้ำ ดึงวัชพืชออกเสมอก็ย่อมเป็นต้นไม้ใหญ่ที่งดงาม

 

ลองคิดดูง่ายๆ ว่าถ้านายบิลล์ เกตส์ คนที่รวยที่สุดในโลกถ้าไม่ได้เกิดที่ประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีสิ่งแวดล้อมเอื้ออำนวยในการสร้างสรรค์ มีช่องทางมีกฎหมายในการตอบแทนผลงาน มีพันธมิตร มีวิทยาการที่ก้าวหน้า ไม่มีกรรมพันธุ์ที่มาจากพ่อแม่ที่ฉลาด แข็งแรง

 

ลองคิดดูว่าถ้านายบิลล์ เกตส์ คนนี้มาเกิดในเมืองไทย นายบิลล์  เกตส์จะได้เป็นมหาเศรษฐีของโลกหรือไม่

 

จึงน่าจะเป็นข้อสรุปแบบทางวิทยาศาสตร์ที่ว่าบิดา มารดาก็สามารถถ่ายทอดสิ่งต่างๆ ให้กับลูกได้ด้วย พร้อมด้วยปัจจัยต่างๆ ที่เป็นสิ่งแวดล้อมต่างๆ มาเป็นด้วยหลักพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม แม้แต่ในทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ค้นพบใหม่เมื่อไม่กี่ร้อยปียังรู้เลยว่า ชะตาชีวิตของคนนั้น ต้องขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยประกอบกัน

 

แล้วทางพระพุทธศาสนา ที่แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ชั้นสุดยอดหลายคนทั่วโลกยังยอมรับเลยว่า เป็นศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ ที่ได้บอกถึงที่มาและที่ไป เหตุและผล ปัจจัยหลายๆ อย่างแม่นยำที่สุดซึ่งก็คือ กรรมลิขิตที่ใครทำอะไรไว้ก็ต้องได้รับผลของการกระทำนั้น

 

หลายคนที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องของกรรมอย่างถ่องแท้ ก็จะต้องยกให้ความบังเอิญเป็นแพะรับบาป หรือไม่รู้จะตอบอย่างไรก็บอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญไว้ก่อน  แต่ในยุคปัจจุบันเป็นยุคที่ศาสตร์ต่างๆ ในโลกนี้ได้ถูกเปิดออกมากที่สุดตั้งแต่มีโลกใบนี้ขึ้นมา

 

จึงต้องเลิกทฤษฎีบังเอิญกันแล้ว ทุกสิ่งต้องมีเหตุผล ไม่ใช่บังเอิญ คำว่า ”บังเอิญ” เป็นคำที่เราใช้กันในเมื่อยังหาเหตุผลไม่ได้เท่านั้น เพียงเราเข้าใจในเรื่องกฎแห่งกรรม เราจะรู้ได้เลยว่าทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญต้องมากเหตุถึงจะเกิดผลขึ้นมาได้

 

เพราะไม่เคยทำทาน ชาตินี้จึงเกิดมายากจนไม่มีโชค

 

เพราะเคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ทำร้ายทำลายผู้อื่น ชาตินี้จึงเกิดมาพิกลพิการ

 

เพราะเคยรักษาศีล ถวายดอกไม้ เครื่องหอม สิ่งสักการบูชาอยู่เสมอ ถึงเกิดมารูปร่างสมบูรณ์เกิดมาสวย เกิดมาหล่อ

 

เพราะเคยคดโกงผู้อื่น ชาตินี้จึงถูกคนอื่นเอาเปรียบเป็นการเอาคืน

 

เพราะเคยสร้างพระพุทธรูปทองคำ หมั่นทำทานไม่เคยเว้น จึงเกิดมามีทรัพย์สมบัติ หาเงินได้ง่ายและร่ำรวยได้ ฯลฯ เรื่องเหล่านี้มีที่มาและที่ไปชัดเจน แต่คนเรานั้นไม่ได้ทำกรรมดีอย่างเดียวหรือทำกรรมชั่วอย่างเดียว มันผสมปนเปกันไป ชีวิตของคนทุกคนจึงมีทั้งสุขและทุกข์คลุกเคล้ากันไปด้วย

 

ถ้ากรรมดีหรือกรรมชั่วไหนมีกำลังมากกว่า ก็จะส่งผลเร็วกว่า เหมือนสิ่งของ 2 อย่างถ้าเราเอาไปยืนบนดาดฟ้าแล้วปล่อยสิ่งของให้ร่วงลงมายังพื้นดินพร้อมกัน  สิ่งใดที่หนักกว่าก็ย่อมถึงพื้นเร็วกว่า เป็นกฎธรรมชาติ และกฎแห่งกรรมเป็นส่วนหนึ่งของกฎธรรมชาติที่ยังมีอีกหลายกฎเช่น กฎของพืช กฎของอุตุนิยม ฯลฯ

 

ทางพระพุทธศาสนาสอนว่า กรรม คือ การกระทำ ซึ่งผู้ใดสร้างกรรมอะไรไว้ในชาติก่อน กรรมจะเป็นผู้จัดสรร หรือกรรมลิขิตให้ไปเกิดในภพภูมิต่างๆ เกิดในฐานะ ในรูปแบบนั้นๆ ได้รับการถ่ายทอดทางกายดีหรือเลว ได้ประสบสิ่งแวดล้อมที่ดีหรือเลว แล้วแต่กรรมนำไป

 

ไม่ใช่พระเจ้าสร้าง ทุกคนสร้างตัวเองด้วยการกระทำของตน

 

ในกรณีเช่นนี้ เมื่อเราได้เกิดเป็นคนแล้ว เมื่อเกิดสิ่งไม่ดีกับชีวิต เราก็ไม่ควรไปโทษคนโน้นคนนี้ว่าสร้างเราไม่ดี โทษสิ่งอื่นเรื่อยเปื่อยแต่ไม่โทษตัวเองเลย

 

ผิดกับคนที่เข้าใจในเรื่องของกรรม เรื่องของความจริงแท้ ก็จะเร่งสร้างตัวสร้างอนาคต สร้างชะตาชีวิตของเรา ใหม่ในชาตินี้ด้วยการทำดี อบรมให้เกิดอุปนิสัยใจคอที่ดีงามได้ตามประสงค์อาจมีผู้แย้ง จะให้เห็นด้วยตาตามเคยว่า กรรมรูปร่างเป็นอย่างไร จึงจัดสรรได้ และติดตามคนได้

 

เรื่องของกรรมและกฎแห่งกรรมนี้ ก็เหมือนอย่างที่บอกว่าทุกเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธนั้นมีการบันทึกไว้พระไตรปิฎกมากมายเป็นเรื่องที่มาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าและมีการบันทึกไว้ตั้งแต่ครั้งที่พระองค์ยังไม่ปรินิพพาน โดยมีพระอานนท์เป็นประธาน เพราะพระพุทธองค์ทราบดีว่าจะมีคนมากมายในยุคหลัง ที่ต้องมีการโต้แย้ง ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามจึงได้มีการบันทึกไว้ เพื่อกันข้อครหาและข้อโต้แย้งต่างๆ

 

แต่ท่านที่นับถือศาสนาพุทธ ขอบอกไว้ด้วยความยินดีว่า ทุกเรื่องที่พระพุทธองค์สั่งสอนนั้นคือ เรื่องจริง ในสิ่งที่เป็นจริงนั้นไม่มีใครผู้ใดในโลกนี้จะบิดเบือนได้ ท่านพุทธทาสภิกขุ พระอริยสงฆ์และเป็นปราชญ์คนสำคัญของพระพุทธศาสนาบ้านเรายังเคยกล่าวไว้ว่า

 

“พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ มีระบบเป็นวิทยาศาสตร์มีวิธีการอย่างวิทยาศาสตร์แต่เป็นทางจิตใจ ไม่ใช่ทางวัตถุ ฉะนั้น จึงเป็นยอดวิทยาศาสตร์สูงสุด เหมือนวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย พระพุทธเจ้าเป็นยอดนักวิทยาศาสตร์ทางฝ่ายจิตใจ”

 

ศาสนาพุทธนั้นเป็นศาสนาวิเศษที่สุดของมนุษยชาติ ที่ใครก็ตามได้ทดลอง ได้ปฏิบัติพิสูจน์จะรับรู้ได้ด้วยตัวเอง เป็นความรู้เฉพาะตนทั้งการทำทาน รักษาศีล เจริญจิตภาวนา ที่ศัพท์ทางพระเรียกว่า“ปัจจัตตัง” นั่นแหละ

 

และเชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกท่าน คงจะมีประสบการณ์เรื่องบุญและกรรมมาพอสมควรแล้วในชีวิตที่ผ่านมา ขอให้ลองนั่งนิ่งๆ คิดย้อนกลับไปพิจารณาถึงชีวิตที่ผ่านมาก็ได้

 

และยิ่งถ้ามีสิ่งดีๆ ที่มากจากการปฏิบัติ การรู้แจ้งของพระพุทธองค์ที่ทรงสั่งสอนและเป็นทางลัดแห่งชีวิต ทำไมเราถึงจะปฏิเสธ

 

ทำไมเราต้องไปเกิดแล้วตายอีกกี่ล้านชาติถึงจะรู้ความจริงที่พระพุทธองค์ตรัสสอนสั่งเสียที!!!

 

และเราทุกคนที่ได้เกิดมาเป็นคนในชาตินี้ ต้องมีบุญเก่าติดตัวอยู่พอสมควร เป็นต้นทุนสำคัญเพราะไม่เช่นนั้น ก็คงไม่ได้เกิดมาเป็นคน เพราะถ้าบุญเก่าไม่พอ ป่านนี้ก็ต้องไปเกิดเป็นสัตว์ เป็นโอปปาติกะ (เป็นการเกิดที่ไม่ต้องอาศัยพ่อแม่ อาศัยแต่อดีตกรรมอย่างเดียว เกิดแล้วก็สมบูรณ์เต็มตัว ไม่เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เหมือนสัตว์โลกทั่วไป เวลาตายก็หายวับไปไม่มีซากร่างเหลือไว้เหมือนคนหรือสัตว์ ซึ่งได้แก่เทวดา พรหมสัตว์นรกเปรตอสุรกาย และมนุษย์สมัยต้นกัลป์)

 

หรือยังคงเป็นวิญญาณที่เร่ร่อนรออยู่ในภพภูมิใดภพภูมิหนึ่ง อาจจะยังต้องอยู่ในขุมนรกใดขุมนรกหนึ่งชดใช้กรรมชั่วที่ทำมาแล้วและคงยังไม่ได้มีโอกาสเกิดมาเป็นคนเพราะบุญนั้นไม่พอที่จะส่งมาเกิดได้

 

การได้เกิดเป็นมนุษย์จึงเป็นการยาก ก็เพราะว่า “สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม” นี้เป็นกฎเกณฑ์ตามธรรมชาติของกฎแห่งกรรมอย่างแท้จริง ตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้ เพราะเหตุนี้ ผู้ที่จะได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้น จึงต้องเป็นผู้ประกอบกรรมดี ทางกาย วาจา และใจ พอให้กรรมดีนั้นหนุนนำส่งให้ได้มาบังเกิดเป็นมนุษย์

 

พระพุทธองค์ตรัสไว้ในพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ว่า

 

“สัตว์ที่จุติจากมนุษย์กลับมาเกิดเป็นมนุษย์มีน้อย สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดในนรกก็เป็นสัตว์ดิรัจฉาน เป็นเปรตอสุรกาย มีมากกว่า

 

สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดเป็นเทวดามีน้อยสัตว์ที่จุติจากเทวดากลับมาเกิดเป็นเทวดามีน้อยสัตว์ที่จุติจากเทวดาไปเกิดในนรก เป็นสัตว์ดิรัจฉาน เป็นเปรตอสุรกาย มีมากกว่า สัตว์ที่จุติจากเทวดากลับมาเกิดเป็นมนุษย์มีน้อยสัตว์ที่จุติจากเทวดาไปเกิดในนรก เป็นสัตว์ดิรัจฉาน เป็นเปรตอสุรกาย มีมากกว่า”

 

ดังนั้นชาตินี้ได้เกิดมาเป็นคนนั้นก็นับว่าเป็นการดีที่สุดแล้ว เพราะมีโอกาสมาสร้างบุญบารมีต่อ แม้แต่เทวดาที่อยู่บนสรวงสวรรค์ท่านยังอยากจะเกิดมาเป็นคนยังยาก ดังนั้นเราต้องภูมิใจว่าบุญเก่าเราดีและมีพอถึงได้เกิดมาเป็นคนใน ชาตินี้ก็ดีอยู่แล้ว

 

จงพึงพอใจในสิ่งที่มีและทำในสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันให้ดีที่สุด

ยิ่งเกิดมามีอวัยวะสมประกอบแล้ว ยิ่งมีบุญมากขึ้นไปอีก ได้เกิดมาอยู่ในครอบครัวที่ดี มีสติปัญญาที่เล่าเรียนหนังสือได้ มีอาชีพที่สุจริตแม้ว่าวันนี้เรายังไม่รวย แต่ไม่ใช่ว่าเราจะร่ำรวยขึ้นมาไม่ได้

 

เพราะนอกจากบุญเก่าแล้วที่ส่งให้เรามาเกิดแล้ว และผลักดันให้เรารวยเร็วแล้ว ยังมีบุญใหม่ที่เราทำได้ในชาตินี้ ที่เราต้องเรียนรู้และทำให้เกิดผลมากที่สุด

 

ที่จะเป็นแรงสำคัญอีกแรงหนึ่งที่จะทำให้เรามีเงินทอง มีสุขภาพที่ดี มีเกียรติมีศักดิ์ศรีในความเป็นคน เป็นที่ยอมรับในสังคมได้ แต่กรรมดีแบบไหนที่จะทำให้เราเกิดบุญใหม่ ที่จะนำมาใช้ส่งผลแบบทันตาเห็นในชาตินี้  ก็ต้องเรียนรู้และพิจารณา พยายามทำให้ดี ทำให้ถูกต้องเป็นเสบียงบุญไปตลอดชีวิต

 

แต่การที่จะทำให้บุญนั้นส่งผลได้อย่างเต็มที่ เราต้องควรจะรู้ถึงอุปสรรคกรรมที่จะคอยถ่วงหรือเหนี่ยวรั้งคนไม่ให้ไปสู่ความเจริญได้

 

เปรียบเหมือนเวลาเราเดินทาง พบขอนไม้ล้ม มีกองไม้เศษไม้ระเกะระกะขวางทางอยู่เต็มไปหมด เราต้องเอาขอนไม้พวกนี้ออกจากเส้นทางที่เราจะไปเสียก่อนถึงจะไปถึงจุดหมายปลายทางทางนั้นได้

 

อุปมาเหมือนกับเราทำอาหาร เมื่อเราจะประกอบอาหารใดก็ตาม เราต้องเอาสิ่งสกปรก ใบผักที่เน่าเสีย ที่มีแมลงกัดกินล้างคราบขี้โลนขี้ดิน ล้างเนื้อสัตว์ให้สะอาดไม่ให้มีสิ่งปนเปื้อน อาหารที่ปราศจากเชื้อโรคเหล่านี้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายและสุขภาพอย่างเต็มที่ เมื่อเรากินอาหารนี้เข้าไป

 

ตอนนี้เรามารู้จักอุปสรรคกรรมที่จะมาขวางทางให้เราไม่ร่ำรวยกันก่อน เพื่อที่จะได้รับรู้เพื่อนำสู่การลด ละ เลิกเสีย เพื่อเปิดทางให้บุญนั้นส่งผลเต็มที่กันก่อน เพื่อที่จะเดินทางไปรู้ถึงกรรมที่ทำให้รวยได้ในชาตินี้ได้จริง

 

จากหนังสือเรื่อง เปิดบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม โดย ธ.ธรรมรักษ์ และทศ คณนาพร

 

 

Read Full Post »

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ความตั้งใจของผมที่เป็นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ต้องการให้ท่านผุ้อ่านทุกท่านนั้นได้ทราบถึงแนวทางของกรรมที่ทำให้คนนั้นร่ำรวยได้จริง ซึ่งในทุกเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่มีการพิสูจน์อย่างเด่นชัดแล้วว่ากรรมที่ทำให้คนรวยและเป็นมหาเศรษฐีได้จริง

 

คนที่ได้ทำแบบนี้นั้นรวยได้จริง แต่ท่านจะรวยได้เหมือนคนรวยเหล่านี้หรือไม่ท่านต้องพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง

 

และเนื้อหาทั้งหมดในหนังสือนั้น มี 2 ส่วนมาจากการเขียนขึ้นมาใหม่จากความรู้ใหม่ที่ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาถ่ายทอดมาใหม่ กับเนื้อหาที่เคยเขียนในหนังสือหลายเล่มมาขัดเกลารวมเป็นหมวดหมู่ให้จบในเรื่องเดียวกัน เพื่อความสมบูรณ์

 

หลายท่านที่ติดตามผลงานของผมทั้งสองคงจะเมตตาและเข้าใจถึงเจตนาที่อยากให้ทุกท่านได้มีข้อมูลที่รวมกันอยู่ในเล่มเดียวแบบสมบูรณ์ที่สุดและเพื่อท่านผู้อ่านท่านใหม่จะได้เข้าใจทั้งหมด ไม่ต้องไปหาหนังสือเก่าๆ ที่เคยเขียนมาเพราะในตอนนี้หมดไปจากร้านหนังสือแล้ว อีกทั้งยังไม่มีการพิมพ์ซ้ำแต่อย่างใด ถ้าท่านผู้อ่านท่านได้รู้สึกขุ่นข้องหมองใจ ผมทั้งสองก็ขออโหสิกรรมทุกท่าน ณ โอกาสนี้และให้อโหสิกรรมทุกท่านไปพร้อมกันในคราเดียวกันนี้เลย

 

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อมหาเศรษฐีและคนรวยระดับโลกอย่างนายบิลล์ เกตส์ นายวอร์เรน บัฟเฟต์ นายลี กาชิง ที่เป็นเจ้าพ่อเกาะฮ่องกง    หรือในเมืองไทยอย่างเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี นายเฉลียว อยู่วิทยา นายธนินท์ เจียรวนนท์  นายชิน โสภณพานิช นายอุเทน เตชะไพบูลย์ ฯลฯ

 

คนรวยเหล่านี้ล้วนแต่ยากจนในอดีตมาก่อนทั้งสิ้น แต่เพียงเพราะรู้เคล็ดลับสำคัญที่จะทำให้ชีวิตของตนนั้นร่ำรวยขึ้นมาได้ในเวลาไม่นานนักทันตาเห็น

 

ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า คนพวกนี้รู้จักกรรมดีที่ทำให้รวยได้และไม่ยอมจำนนต่อกรรมเก่าฝ่ายไม่ดีที่ส่งมาเกิด ทั้งๆ ที่คนเหล่านี้ล้วนแต่มีกรรมเก่าฝ่ายไม่ดีติดตัวมาทั้งสิ้น เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน พบกับอุปสรรคมากมาย แต่เมื่อเติบโตขึ้นคนเหล่านี้ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี ก็พลิกกรรม พลิกตัวเองให้ร่ำรวยขึ้นมาได้

 

ซึ่งตามประสาชาวบ้านเราจะเรียกว่า คนรวยเหล่านี้เป็นพวกมีบุญที่มีทั้งบุญเก่าและบุญใหม่ กรรมใหม่และกรรมเก่ามารวมกันถึงทำให้เขาร่ำรวยก็ได้

 

หลายคนสงสัยว่า เรื่องของบุญเก่าหรือกรรมเก่าฝ่ายดีนั้น คงไม่มีใครรู้ได้ว่า เราเคยไปทำอะไรไว้ในชาติก่อน ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เราไม่มีทางรับรู้ได้เลยถ้าไม่ได้มีการปฏิบัติธรรมขั้นสูงจนถึงระลึกชาติได้หรือมีความทรงจำที่ติดตัวมาแล้วระลึกได้เอง

 

แม้ว่าเรื่องกรรมเก่า บุญเก่าเราไม่รู้ แต่ขอให้รู้ในจุดที่สำคัญและพลิกโชคชะตาทุกคนได้ก็คือ คนเหล่านี้รู้จักสร้างกรรมใหม่ฝ่ายดีในประเภทต่างๆ  ที่มีกำลังมากพอที่จะส่งตัวเขาให้ร่ำรวยได้ พลิกกรรมได้ด้วยมือของตัวเอง

 

เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก และจะกลายเป็นเนื้อหามาให้ทุกท่านพิจารณากันว่า เป็นอย่างที่หนังสือเล่มนี้ได้อธิบายบอกไว้หรือไม่

 

อย่าเพิ่งเชื่อ แต่ขอให้พิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง แล้วคุณจะพบกับมหัศจรรย์แห่งกรรมที่ทำให้คุณร่ำรวยแบบที่คุณไม่เคยได้รับมาก่อนเลยในชีวิตนี้

 

จากหนังสือเรื่อง เปิดบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม โดย ธ.ธรรมรักษ์ และทศ คณนาพร

 

Read Full Post »

Older Posts »