Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for พฤษภาคม, 2014

หนีออกจากสภาพที่กำลังโกรธอยู่

ถ้าหากเรากำลังถูกคู่กรณีทำให้โกรธเคืองอยู่ และจิตรับรู้ว่าความโกรธก่อตัวขึ้นแล้วให้ รีบลุกเดินออกไปจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เดินหนีจากคู่กรณีที่ทำให้เราโกรธเสียก่อน เพราะการได้อยู่เห็นหน้าค่าตาของคนที่ทำให้เราโกรธก็เท่ากับเป็นการเชื้อเชิญให้ความโกรธเข้าไปในสมองของเรามากขึ้นยุทธวิธีสลายความโกรธเพื่อให้อภัยทาน

 

หลังจากนั้นควรไปหาที่ที่ทำให้ตนเองสบายใจที่สุด เช่นมุมโปรดของตนเองที่ใช้พักผ่อน หรือ การเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น หรือการทำงานหรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับน้ำเพื่อช่วยระบายความโกรธเพื่อให้ความโกรธคลายตัวลง

 

งดเว้นการทำงานใดๆ ขณะที่กำลังโกรธอยู่โดยเด็ดขาด

ขณะที่โกรธอยู่เป็นเวลาแห่งการหยุดทั้งกาย ใจ และการกระทำใดๆทั้งหมด การติดต่องาน การพูดคุย การตกปากรับคำ เซ็นสัญญาอนุมัติ หรือการทำงานใดๆ ก็ตามย่อมเป็นไปได้ยากที่จะทำให้มีประสิทธิภาพ ต้องหยุดกายและใจเพื่อตั้งสติจนกว่าร่างกายจะถูกปรับเข้าสู่โหมดรู้ตัวแล้ว หากกำลังทำงานในขณะที่กำลังโกรธอยู่ก็ย่อมมีโอกาสที่จะก่อเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงได้

 

งดเว้นการคะนองกาย วาจา ใจ

การคะนองกายก็คือ การแสดงออกทางร่างกายว่าฉันกำลังโกรธเช่น การทุบตีตนเอง ทำร้ายคนอื่น ทำลายข้าวของ โดยต้องกันตัวเองให้ห่างจากของมีคม หรือสิ่งที่จะใช้เป็นอาวุธเช่น ปากกา ปืน ยาพิษ ยานอนหลับ เชือก ฯลฯ พยายามนั่งนิ่งๆ หรือหามุมสงบหลบไปก่อน

 

การคะนองวาจา ก็คือ การโวยวายใช้ถ้อยคำหยาบคายขึ้นเสียง เพราะจะยิ่งเป็นการเพิ่มขนาดให้ความโกรธขยายตัวและเดินเข้าไปในจิตใจได้มากขึ้นเรื่อยๆ คำพูดหยาบคายนั้นเป็นสิ่งที่ระคายโสตประสาทอยู่แล้ว ยิ่งหากกำลังโกรธอยู่แล้วรวมพลังกับคำหยาบ ก็จะทำให้คำพูดทิ่มแทงใจฝ่ายตรงข้ามให้เกิดความพยาบาทต่อกันมากยิ่งขึ้น จนถึงขนาดทำให้ทนไม่ได้บางคนด่าตัวเขายังพอว่า แต่ถ้าด่าพ่อล่อแม่บุพการีก็ทำให้สติแตกและสร้างความร้าวฉานและความรุนแรงได้มากขึ้นไปอีก

 

การคะนองใจ ก็คือ การนึกหาวิธีการท้าทายคนที่ทำให้เราโกรธ หรือรีบทำการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งในขณะที่กำลังถูกความโกรธครอบงำจนเป็นการประชดคู่กรณี หรือการแสดงท่าทางว่า ไม่กลัวไม่สะทกสะท้าน ไม่ให้ความสำคัญ หรือการแสดงตนว่าไม่ได้โกรธทั้งๆ ที่กำลังโกรธจนหน้าแดง

 

อย่าไปเข้าใกล้คนพาล

เวลาที่เรากำลังโกรธอยู่เราย่อมต้องการที่ระบายหรือที่ปรึกษา คนที่จะเป็นผู้ให้คำปรึกษาที่ดีก็คือคนที่เรารัก และไว้ใจที่สุด โดยที่เขาหรือเธอควรเป็นคนดีหรือบัณฑิต ต้องระมัดระวังอย่าได้ไปเข้าใกล้คนพาลที่ชอบยุแยงพวกนายว่าขี้ข้าพลอย เพราะคนพาลมักจะเห็นความเดือดร้อนทุกข์ใจของคนอื่นเป็นเรื่องสนุก มีแต่จะเออออห่อหมกไปด้วยและจะสนับสนุนให้ตัวเราได้กระทำการใดๆ ที่ผิดศีลธรรมไปหนักข้อมากยิ่งขึ้น

 

ย้อนกลับมามองที่สถานภาพของตนเอง

เมื่อเรากำลังโกรธอยู่ต้องหันกลับมามองตัวเองว่าตนเองนั้นเป็นใคร และกำลังทำอะไรอยู่ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “จงเตือนตนด้วยตนเอง” หมายความว่า หากสติเรายังไม่ขาดผึงด้วยกรรไกรที่ชื่อความโกรธแล้ว ก็ควรมองเข้ามาในจิตใจของตนเอง ว่าตอนนี้เราเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นครูบาอาจารย์ เป็นผู้บริหาร เป็นนักเขียน เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ เป็นบรรณาธิการ ฯลฯ ซึ่งยังมีหน้าที่อีกหลายอย่างต้องทำอยู่

 

เมื่อเราสามารถเพ่งมองมายังสถานภาพของตัวเองได้แล้วก็ลองพิจารณาว่า นี่ตัวเราเป็นผู้ที่มีหน้าที่การงาน เป็นคนสำคัญถึงขนาดนี้แล้วจะปล่อยให้ความโกรธครอบงำ ปล่อยให้ตัวเองตกหลุมความโกรธเสียแล้วก็ช่างน่าละอาย เราควรที่จะลุกขึ้นดิ้นให้หลุดจากความโกรธ แล้วกลับไปสู่สภาวะปกติให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะสร้างสรรค์คุณงามความดีและประโยชน์ให้กับชีวิตของตนเองจะดีกว่า

 

ไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายให้เย็นลง หรือไปอยู่ในสภาพที่ทำให้รู้สึกเย็น

การอาบน้ำเป็นวิธีการบรรเทาความโกรธได้ดี น้ำเย็นๆ ก็จะช่วยให้จิตใจเย็นลงได้ระดับหนึ่งเหมือนกับการเอาน้ำแข็งไปเติมในน้ำร้อนในแก้ว แม้จะทำให้เย็นไม่ได้แต่ก็ช่วยลดอุณหภูมิน้ำลงได้มาก ขณะที่อาบน้ำกล้ามเนื้อก็จะเกิดการผ่อนคลาย จิตใจก็จะผ่อนคลายลงด้วย

 

จากนั้นก็พาตนเองไปอยู่ในที่สงบอย่างในห้องพระ หรือหน้าหิ้งพระเพื่อมองดูท่านให้เกิดความสงบเย็น เปรียบเหมือนคนที่กำลังขาดสติแล้วกำลังจะทำความชั่ว พอได้เห็นพระหรือได้กำพระเครื่องไว้ก็จะทำให้ใจเย็นลง สงบลงได้ฉันนั้น

 

เมื่อสามารถสยบความโกรธได้แล้วก็ฝึกให้อภัยทานแก่คนที่ทำให้เราต้องเจ็บช้ำน้ำใจอย่างมีศิลปะดังนี้

 

1. ก่อนจะยกโทษให้คนที่ทำผิดให้ เราควรมีการชี้แจงความผิดและชี้ทางออกที่ถูกต้องให้เพื่อป้องกันไม่ให้คนๆ นั้นมาทำผิดซ้ำๆ เดิมๆ กับเราอีก ถือเป็นอภัยทานที่เจือด้วยธรรมทานอีกชั้นหนึ่ง

 

2. ผู้ทำผิดและมาขอให้เรายกโทษให้ เราต้องให้เขาสัญญาว่าจะปรับปรุงตัว หรือบางทีอาจมีการปฏิญาณตนว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในทางที่ถูกต้อง เพราะหากให้อภัยไปบ่อยๆ โดยไม่คิดอะไร การให้อภัยนั้นก็จะไม่มีคุณค่า

 

มีตัวอย่างเรื่องเล่าในประเทศญี่ปุ่นกล่าวว่า มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเกเร ติดเหล้า ติดการพนันมาก แม่ห้ามอย่างไรก็ไม่ฟังจนปัญญาจะทำให้กลับตัวเป็นคนดีได้ หลวงลุงของเขาซึ่งบวชเป็นพระเซนอยู่ทราบเรื่อง รีบเดินทางกลับมายังบ้านน้องสาวและพำนักที่บ้านหลังนั้นหนึ่งคืน

 

เช้ามาขณะกำลังจะเดินทางกลับ หลวงลุงหารองเท้ามาสวมด้วยด้วยกิริยาอาการงกๆ เงิ่นๆ เจ้าหนุ่มที่เพิ่งฟื้นจากอาการเมาแอ๋กลับจากบ่อนเมื่อใกล้รุ่ง จึงกุลีกุจอเข้าไปช่วยผูกเชือกรองเท้า หลวงลุงยืดตัวขึ้นพลางลูบหัวพร้อมกล่าวว่า

 

“หลานชาย หลวงลุงต้องขอโทษด้วยที่รบกวนเธอ ดูเอาเถอะคนเราวันหนึ่งก็ต้องแก่เหมือนหลวงลุงนี่แหละ พอแก่แล้วทำอะไรก็ไม่สะดวก หูตาฝ้าฟางลงทุกที นี่แค่ผูกเชือกรองเท้ายังต้องพึ่งคนอื่นเลย หลวงลุงขอโทษเธอจริงๆ นะไม่น่าเกิดมาสร้างภาระให้กับเจ้าหรือใครๆ เลย”

 

หลวงลุงไม่พูดเปล่า น้ำตาหลวงลุงร่วงพรูลงบนหลังมือเจ้าหลานชาย นาทีนั้นเอง ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกว่าเขาทอดทิ้งหลวงลุงมาเป็นเวลานาน แล้วจิตใจก็เชื่อมโยงไปถึงผู้เป็นแม่ ซึ่งต้องคอยเป็นห่วงเป็นใยเขาทุกๆ วัน น้ำตาของหลวงลุงทำให้เขาเกิดสามัญสำนึกถึงความไม่ได้เรื่องของตน จึงบอกว่า

 

“หลวงลุงครับ ผมต่างหากที่ต้องขอโทษ ผมละเลยทั้งแม่และหลวงลุงมาโดยตลอด จากนี้ไปผมจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ขอหลวงลุงให้อภัยผมด้วย”

 

จากนั้นเป็นต้นมา แม่และหลวงลุงก็ได้ลูกชายและหลานคนใหม่ที่เป็นคนดีมาด้วยกุศโลบายในการทำให้หลานชายรู้สึกสำนึกผิดอย่างลึกซึ้งจากหลวงลุงของเขานั่นเอง

 

การให้อภัยทานที่จะมีผลที่แท้จริงจึงไม่ใช่การบอกว่า “ฉันยกโทษให้นะ” เพียงอย่างเดียวหากแต่ต้องมาจากการที่ให้โอกาสคนทำผิดได้เกิดจิตสำนึกขึ้นมาอย่างถ่องแท้ว่าสิ่งทีเขาทำนั้นผิด แล้วอยากเริ่มต้นใหม่ อยากแก้ไขตัวเองการให้อภัยดำเนินไปในลักษณะนี้ จึงจะเป็นการให้อภัยในความหมายที่แท้และได้บุญกุศลสูงสุด

 

 

 

โฆษณา

Read Full Post »

อภัยทานนั้นได้ชื่อว่าเป็นทานที่ ให้ได้ยากที่สุดในบรรดาทานทุกชนิด เพราะเป็นการบำเพ็ญเพียรโดยต้องลดโทสะกิเลสให้ได้วิธีการให้ทานที่เป็นอภัยทาน

 

ด้วยธรรมชาติของคนเราย่อมไม่สามารถให้อภัยผู้อื่นได้ในทันทีเมื่อถูกทำให้โกรธ เสียใจ สูญเสีย ผิดหวัง คับข้องใจ  ซึ่งก็แล้วแต่ความหนักเบาในเจตนาของเหตุแห่งการสูญเสียสิ่งที่เรารักหรือสิ่งที่เราเป็นเจ้าของด้วย

 

ยกตัวอย่างเช่น หากเพื่อนร่วมงานขอยืมคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คไปใช้ แล้วคอมพิวเตอร์เกิดเสียขึ้นมา หากเขาตั้งใจทำให้เสียโดยไม่รับผิดชอบก็เป็นการสร้างโทสะกิเลสให้เกิดกับผู้ทีให้ยืมได้มากกว่า หากเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำเสียแล้วยินดีรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย

 

กรณีที่เป็นปัญหาที่คนเรามักไม่สามารถจะให้อภัยกันได้มากที่สุด ก็คือ การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก หรือทรัพย์สินที่มีค่ามหาศาลที่มีอิทธิพลหรือส่งผลกระทบกับการดำรงชีวิตของคนๆ นั้น อันจะก่อให้เกิดโทสะกิเลสที่รุนแรง เช่น กรณีการถูกแย่งแฟนแย่งคนรัก  สามีภรรยานอกใจ การก่อเหตุฆาตกรรมเพื่อหวังในทรัพย์ซึ่งญาติของเจ้าทุกข์ต้องได้รับความเจ็บปวดทางใจ การถูกฉ้อโกงจนล้มละลาย  การถูกขโมยสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตไป เหล่านี้ ย่อมเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเราไม่สามารถจะให้อภัยกันได้

 

 

Read Full Post »

ธรรมทานนั้นเรียกได้ว่าเป็นทานที่มีความละเอียดอ่อนมากขึ้นกว่าวัตถุทานธรรมดา คือเป็น ทานชนิดที่เป็นได้ทั้ง วัตถุภายนอกและเป็นทั้งทรัพย์ภายใน เพราะหมายถึงสิ่งที่เป็นคำสอน คำเทศน์ เป็นหนังสือธรรมะ เป็นการชักชวนผู้อื่นไปฟังธรรมก็ได้ วิธีการให้ทานที่เป็นวิทยาทาน

 

การจะให้ธรรมทานแก่ผู้อื่น สิ่งที่ต้องเตรียมนั้นก็คือ “เตรียมใจ” ให้พร้อมก่อน การให้ธรรมะต้องอาศัยจิตแห่งการให้มากกว่าวัตถุทานที่เป็นปัจจัยสิ่งของหรือวิหารทานมากนัก เพราะคนที่ยังไม่เชื่อในธรรมะ ยังไม่เชื่อในกฎแห่งกรรม ไม่เชื่อในความเห็นและการปฏิบัติที่ดีงามของพระพุทธเจ้านั้นจะมีทิฐิมานะสูงเพราะเชื่อในความคิดของตนเองว่าสิ่งที่ตนเองทำอยู่นั้นดีแล้วถูกต้องแล้ว

 

ผู้ที่คิดจะให้ธรรมทานต้อง “เปิดใจให้กว้าง” ว่าคนที่ยังไม่เคยสัมผัสพระธรรมมาก่อน ต้องใช้เวลาและความอดทนในการจะทำให้เขาเห็นและเชื่อตามซึ่งกฎแห่งกรรมได้ โดยต้องตั้งจิตเอาไว้ก่อนว่า

 

“เราจะไม่ถือโกรธ เสียใจ หรือน้อยใจ หากผู้มุ่งหวังที่จะรับธรรมทานนั้น ยังไม่สนใจหรือปฏิเสธในทานที่เราจะให้”

 

การให้ธรรมทานในขั้นตอนที่ง่ายที่สุดก็คือ ตัวเราซึ่งเป็นผู้ต้องการจะให้ ต้อง “ปฏิบัติธรรม”ให้ผู้มุ่งหวังจะรับทานได้เห็นถึงผลดีของการทำความดีต่างๆ เสียก่อน เมื่อ เขาเหล่านั้นได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีของเราแล้วก็จะเป็นการง่ายที่จะนำธรรมทานไปมอบให้กับเขา

 

การปฏิบัติธรรมที่ง่ายที่สุดก็เช่น การนั่งสมาธิเจริญภาวนาและการสวดมนต์ ซึ่งการปฏิบัติเช่นนี้เป็นที่ให้การยอมรับกันอย่างมากว่าผู้ที่ได้ปฏิบัติธรรมอย่างเนืองนิตย์นั้นจะมีจิตผ่องใส รูปลักษณ์ลักษณะท่าทางภายนอกก็จะดูมีความสุขมากกว่า คนที่ไม่ได้ปฏิบัติอย่างเห็นได้ชัดจะเป็นผู้ที่มีบุคลิกภาพ หน้าที่การงานและชีวิตความเป็นอยู่ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

 

ตัวเราซึ่งเป็นผู้ที่ต้องการให้ธรรมทานแก่ใครก็ตามต้องแน่ใจตัวเองก่อนว่า จิตใจของตัวเองนั้นได้เปิดกว้างพอ และ ต้องพอที่จะทราบว่าจิตใจของผู้ที่จะรับนั้นเขาไม่มีการปิดกั้นที่จะรับฟังเรื่องธรรมะ หรือความรู้ดีๆ ใหม่ๆ เมื่อใดที่เริ่มพูดคุยแล้วรู้สึกว่าจิตใจเขาไม่ปิดกั้นมีการพูดคุยโต้ตอบกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ จึงค่อยมอบธรรมทานให้เขาได้

 

ธรรมทานที่ควรจะมอบให้อันดับแรกๆ ก็คือ การแนะนำให้ผู้รับธรรมทานสวดมนต์คาถาศักดิ์สิทธิ์บทต่างๆ เพราะเป็น การปฏิบัติที่ง่ายที่สุดและเห็นผลในความเปลี่ยนแปลงในตัวเองได้ชัดเจนที่สุดหากได้สวดมนต์คาถาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน จิตใจก็จะสงบเป็นสมาธิและจิตจะนิ่งได้เร็ว พร้อมจะรับธรรมทานในแบบอื่น ๆต่อไป

 

ธรรมทานในแบบอื่นๆ ก็คือ การนำพาหรือชักชวนผู้ที่รับทานนั้นไปปฏิบัติธรรม เช่นการนั่งสมาธิ หรือ การฟังเทศน์ อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งที่ วัดใกล้ๆบ้าน หรือการชักชวนให้ถือศีล 8 ในวันพระเป็นต้น

 

ธรรมทานอย่างสุดท้ายที่เรียกว่าทำได้ง่ายไม่แพ้กันก็คือ การสละทรัพย์เพื่อทำธรรมทานที่เป็นวัตถุภายนอกได้แก่การจัดพิมพ์หนังสือธรรมะ การ์ตูนธรรมะ หรือ สื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่าง ซีดีธรรมะ หรือ ดีวีดีธรรมะ ที่เกี่ยวข้องกับคำสอนหรือบทสวดมนต์แบบต่างๆ แจกจ่ายให้กับคนทั่วไปตามกำลังทรัพย์ที่ตนเองมีอยู่โดยไม่ฝืนกำลังของตนเอง

 

 

Read Full Post »

« Newer Posts