Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for พฤษภาคม, 2014

พระพุทธศาสนาไม่ได้วัดผลบุญว่าจะได้มากได้น้อยด้วยการตีความว่า ต้องทำบุญด้วยวัตถุเป็นปริมาณมากๆ หรือเป็นตัวเงินมากๆ แต่อย่างใด แต่บุญที่ได้จากทานจะนั้นวัดกันด้วย “ใจ หรือเจตนาที่ปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข เป็นที่ตั้งใหญ่สุด” ต่อมาก็คือ เรื่องวัตถุที่จะให้ทาน อาการของการให้ และสุดท้ายก็คือผู้รับทานนั้นการให้ทานให้ได้บุญมากวัดกันอย่างไร

 

คำว่า เจตนานั้น หมายถึงความประสงค์หรือเป้าหมายในการทำบุญ ซึ่งท่านพุทธทาสภิกขุ เคยกล่าวเปรียบเทียบเป็นน้ำไว้ 3 แบบคือ

 

1. ทำบุญเหมือนเอาน้ำโคลนมาอาบ เป็นการทำบุญที่เจือด้วยบาป เช่น การฆ่าสัตว์เบียดเบียนผู้อื่นเพื่อนำมาทำบุญ ล้มวัว ล้มหมู เอามาต้มยำทำแกงหวังจะเอาบุญซึ่งมีพื้นฐานมาจากบาป ก็เหมือนเอาน้ำโคลนมาล้างตัว อาบอย่างไรก็มีกลิ่นเหม็นติดตัวอยู่วันยังค่ำ

 

การทำบุญแบบนี้ หากจะกล่าวให้เข้าใจจริงๆ อาจเรียกได้ว่า เป็นการทำบุญที่จะได้บาปแทน เพราะแม้เจตนาดีต้องการถวายทานก็ตามอ แต่เราต้องไปเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นมา หรือแม้แต่บางคนไปจี้ไปปล้นเขามา ไปโกงเขามาทำบุญ หรือใช้วิธีบังคับเบียดบังเอาเงินมาสร้างบุญ

 

เรื่องเล่าในอดีตของวัด “คณิกาผล” ที่คนผู้หนึ่งเป็นคนสร้าง โดยเบียดบังเงินค่าตัวของหญิงคณิกาในสมัยก่อนเก็บเอาไว้เพื่อจะไปสร้างวัด แม้เจตนาจะดีต้องการทำบุญ แต่เป็นบุญที่เกิดมาจากกองทุกข์ของคนอื่น เมื่อผู้สร้างไปถามครูบาอาจารย์ถึงเรื่องอานิสงส์ของการสร้างวัดจะเป็นอย่างไร ท่านก็ตอบได้ว่า ได้เพียงเศษเสี้ยวนิดหนึ่งเท่านั้น ทำให้ผู้สร้างเกิดความเสียใจมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะการสร้างวัดก็เสร็จไปเรียบร้อยแล้ว น่าสงสารยิ่งนัก

 

2. ทำบุญเหมือนเอาน้ำหอมมาอาบ เป็นการทำบุญแบบที่หลายๆ คนเข้าใจ ก็คือ หวังผลแห่งบุญแห่งทานว่าจะทำให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน ความสะดวกสบาย ได้มาในลาภยศชื่อเสียง เปรียบไปแล้วก็เหมือนการเอาน้ำหอมมาอาบ แม้จะสะอาดกว่าน้ำโคลนแต่ก็ยังมีกลิ่นติดตัวคละคลุ้งไม่สะอาดหมดจดจริง ๆ

 

มีคนจำนวนมากที่ทำบุญเพราะหวังในผลแห่งบุญ หรือผลแห่งทาน ซึ่งจะว่าไปก็คงเป็นเพราะกมลสันดานของปุถุชนมักมีกิเลสเรื่องความต้องการใน โภคทรัพย์และความสะดวกสบายของชีวิต เวลาทำบุญจึงพากันขนของมากมายเข้ามาเต็มวัด เต็มศาลา หลายสิ่งหลายอย่างก็ไม่เป็นประโยชน์กับคณะสงฆ์ กลายเป็นการสร้างภาระให้วัด และพระภิกษุสามเณรไปเสียอีก บ้างก็ขอโน่น ขอนี่ให้ได้ไปสวรรค์ชั้นนั้นชั้นนี้ หรือหวังอานิสงส์มากมายจากการทำบุญ จึงพากันเข้าใจผิดไปด้วยว่า ยิ่งทำแบบให้สิ่งของมากก็จะยิ่งได้บุญมาก ซึ่งไม่เป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย

 

3. ทำบุญเหมือนเอาน้ำสะอาดมาอาบ เป็นการทำบุญที่ได้บุญมากที่สุด เพราะเจตนาเพื่อละกิเลส ถ่ายถอนความตระหนี่ถี่เหนียวในจิตใจ ไม่ได้หวังในผลใดนอกเหนือจากนี้ อุปมาแล้วก็เหมือนการอาบน้ำด้วยน้ำสะอาด เมื่ออาบแล้วก็รู้สึกสดชื่นร่างกายสะอาดอย่างแท้จริง

 

อย่างที่สองคือเรื่อง “วัตถุทาน” พระพุทธศาสนากล่าวถึงเรื่องวัตถุที่จะนำมาทำบุญไว้หลายด้าน ขอให้เข้าใจว่า วัตถุทานที่จะทำให้ได้บุญมากนั้นเกิดจาก

 

1. วัตถุสิ่งของนั้นเป็นของที่เราได้มาอย่างซื่อสัตย์สุจริต คือหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงเราเองไม่ได้เบียดบังใครมาข้อนี้สำคัญที่สุดเรื่องของวัตถุ

 

2. วัตถุสิ่งของนั้น ก็ควรจะเป็นของที่ประณีตอย่างน้อยก็เป็นระดับเดียวกับผู้ที่ให้ทานนั้นกินหรือใช้อยู่ ซึ่งไม่ได้หมายความว่า พระท่านอยากจะได้ของดี ๆจากญาติโยมไปใช้ แต่หมายถึง วัตถุทานที่มีคุณภาพจะเป็นประโยชน์ต่อการบำรุงพระพุทธศาสนาได้จริง ไม่เป็นภาระกับพระ หรือผู้ที่ปฏิบัติธรรม

 

ของที่ประณีตนั้นจะบ่งบอกถึงความสามารถของจิตใจในการสละสิ่งของเพื่อละกิเลสได้ดีกว่า คนที่ให้ทานแต่ยังตระหนี่อยู่ มักจะให้ของเลวกว่าตนเองใช้ ขณะที่ คนที่ทำทานแบบไม่มีความตระหนี่จะสามารถให้ของดีได้ ไม่หวงแหนไว้ เป็นการวัดกันเรื่องใจอีกเช่นกัน

 

อย่างที่สามคือ “อาการของการให้” คนที่อยากจะให้ทานจริง กับคนที่ไม่เต็มใจจะให้ทานจะออกอาการต่างกันในภาษาพระเรียกว่า “สัปปุริสทาน” แต่ ขอกล่าวเปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย ๆว่า คนที่ให้ด้วยอาการเคารพ ยกของทูลขึ้นหัวและน้อมให้ด้วยกิริยาเคารพอย่างเต็มใจ ย่อมได้บุญมากกว่า คนที่ให้แบบโยนของแบบส่ง ๆให้แน่นอน  เพราะจิตใจของคนที่เต็มใจให้จะแช่มชื่นเบิกบานมากกว่า คนที่ให้แบบส่ง ๆชุ่ย ๆ เหมือนไม่เต็มใจจะให้

 

อย่างสุดท้ายก็คือ “ ผู้รับทาน” นั้นเป็นผู้ที่เหมาะสมจะรับทาน คือเป็นคนดีมีศีลธรรม ยิ่งมีศีลธรรมมากก็จะยิ่งได้บุญมากเป็นลำดับ

 

ลองเปรียบเทียบว่า หากเราได้ให้ทานกับ โจรที่บาดเจ็บ ให้ข้าวให้น้ำรักษาตัวจนหาย แล้วมันก็ออกไปปล้นชิงชาวบ้านสร้างความเดือดร้อนต่อก็ย่อมได้บุญน้อย แต่หากเป็นผู้ที่มีศีลธรรม เป็นนักปราชญ์เมื่อช่วยเหลือให้ทานเขาแล้ว เขาก็จะนำตนเองไปสร้างประโยชน์ สร้างความเจริญให้กับผู้อื่นและสังคม ผู้ที่ทำบุญช่วยเหลือคนดีเอาไว้ก็ย่อมได้บุญมาก

 

ข้อนี้เป็นคำตอบว่าเหตุใดเอกสาฎกพราหมณ์จึงได้ผลบุญมากมายก็เพราะผู้รับทานของตนเองเป็นถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้มีบุญคุณสูงสุดกับโลกนี้ ผลบุญจึงมากมายตามไปด้วย

 

ปัจจัยทั้ง 4 ข้อเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำบุญด้วยทานให้มีผลอานิสงส์มาก บุญมากหรือน้อยวัดกันที่ “เจตนาเป็นหลักใหญ่สุด” ที่สำคัญอย่าได้ทำบุญแบบขาดสติปัญญาทุ่มหมดหน้าตัก จนทำให้ตนเองไม่มีกิน หรือผู้อื่นเดือดร้อนรำคาญไปด้วย แทนที่จะได้บุญจะได้บาปไปแทน

 

จากหนังสือเรื่อง สร้างบุญบารมีอานิสงส์สูง ไม่เสียเงินแม้แต่สลึกเดียว โดย จิตตวชิระ

 

Read Full Post »

การให้ทานเป็นการสร้างบุญเบื้องต้นที่เราต่างรู้จักกันดี แต่เชื่อหรือไม่ว่าบุญนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ ตั้งแต่เริ่มต้นก่อนที่เราจะได้ถวายทานหรือให้สิ่งของใดๆ กับผู้อื่นเสียอีก หากตั้งจิตให้พร้อม หรือฝึกประสาทสัมผัสทั้ง 6 ของเราให้ดี บุญก็เกิดขึ้นได้แล้วโดยยังไม่ต้องเสียเงินเลยสักบาทเดียวสร้างบุญด้วยการให้ทานแบบไม่เสียเงิน

 

ตั้งประสาทสัมผัสทั้ง 6 ให้พร้อมก็เกิดบุญแห่งทาน

พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรื่องการบริจาคทานแบบ “ปะระมัตถะทาน” คือทานระดับสูงที่เกิดจากการตั้งประสาทสัมผัสไว้ในทางที่เป็นกุศล 6 ทางได้แก่

 

1. ตา เมื่อตาเราได้เห็นรูป ได้เห็นสิ่งของต่างๆ ที่คิดว่ามีประโยชน์ต่อผู้ที่จะรับทาน เช่นเห็นของจำเป็นที่เหมาะสมสำหรับพระสงฆ์ ควรจะใช้ได้ หรือบริโภคได้ จึงคิดว่าน่าจะนำไปทำบุญทำกุศลได้ เพียงเท่านี้ก็เกิดบุญขึ้น

 

2. หู คือเมื่อเราได้ยินได้ฟังคนอื่นชักชวนให้ไปทำบุญทำกุศล จิตเกิดความเลื่อมใสอยากทำประโยชน์ อยากไปกับเขาเมื่อได้ยินเสียงพูดก็มีกำลังใจอยากไปสร้างคุณงามความดีให้กับผู้อื่นบ้าง จิตก็เกิดกุศลขึ้น บุญก็เกิดขึ้นตาม

 

3. จมูก เช่นเมื่อจมูกได้กลิ่นของหอม อย่างกลิ่นดอกไม้ ของหอม ธูปหอม กลิ่นของอาหารที่น่ากินและมีประโยชน์ ก็นึกอยากจะนำไปถวายพระ นำไปตักบาตร น่าจะไปทำโรงทานจิตก็เกิดเป็นเมตตาต้องการให้ผู้อื่นได้กินอิ่ม บุญก็เกิดขึ้น

 

4. ลิ้น เช่นเมื่อเราได้ลิ้มรสสิ่งของที่เป็นอาหารการกินทั้งหลาย เช่น อาหารคาวหวานที่มีประโยชน์รสชาติดี ได้ดื่มน้ำผึ้ง น้ำอ้อย ที่รสชาติดีก็น่าจะนำไปถวายภิกษุหรือ ให้กับคนยากไร้บ้าง เพียงแค่นึกเอาเท่านั้น แม้จะยังไม่ได้นำมาทำบุญจริง บุญก็เกิดขึ้นแล้ว

 

5. กาย เช่น เมื่อเราไปสัมผัสถูกต้องกับเครื่องนุ่งห่มชนิดต่างๆ เช่นไปสัมผัสผ้าที่เนื้อละเอียดมีคุณภาพดีก็นึกอยากถวายผ้าจีวรให้ภิกษุน่าจะดี หรือ เอาไปทำอาสนะผ้าปูรองนั่งน่าจะได้บุญกุศล แค่นึกเอาในใจเท่านั้น แต่ยังไม่ได้นำมาถวายภิกษุ นึกไว้เสมอๆ บุญก็เกิดขึ้น

 

6.จิต คือ ในประสาทสัมผัสที่ระลึกถึงความปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข 5 อย่างนั้น ได้รวมเป็นธรรมารมณ์ที่อยู่ในจิตใจของเรา เมื่อจิตใจแสดงเจตนาว่าจะนำสิ่งใดไปทำบุญก่อน แล้วเราก็ไปแสวงหาสิ่งเหล่านั้นมาเพื่อนำไปทำบุญ แม้ว่ายังไม่ได้ไปทำ ก็เรียกว่าได้บุญระดับหนึ่งเหมือนการมีเชื้อไฟที่ดีพร้อมมีคุณภาพเวลาจุดไฟให้ติด ไฟก็ลุกได้ดีฉันนั้น

 

จากหนังสือเรื่อง สร้างบุญบารมีอานิสงส์สูง ไม่เสียเงินแม้แต่สลึกเดียว โดย จิตตวชิระ

 

Read Full Post »

รู้จักบุญ

ความเชื่อการทำบุญให้มาก ๆแล้วจะมีผลทำให้กลายเป็นผู้ที่มีทรัพย์มากนั้น คงจะไม่สามารถให้คำตอบฟันธงลงไปไม่ได้ชัดๆ ได้ว่าจะเป็นเช่นนั้นเลยจริงหรือไม่ เพราะกรรมที่จะส่งผลให้คนร่ำรวยหรือจนมันค่อนข้างซับซ้อน อย่างไรก็ตามขอยกตัวอย่างจากเหตุการณ์ในพระพุทธศาสนามาเล่าให้ฟังพอสังเขป เพราะคำถามนี้ มีคนเคยถามพระพุทธเจ้ามาแล้วรู้จักบุญ

 

ครั้งหนึ่ง สุภมาณพ ซึ่งเป็นลูกของเศรษฐีชื่อดัง เป็นผู้ที่มีความสงสัยในเรื่องกรรม เขามีความสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าความดีความชั่วมีจริงอย่างนี้ ทำไมคนเราเกิดมาจึงไม่เหมือนกัน และได้ไปเข้าเฝ้าถามพระพุทธเจ้า เป็นคำถาม 7 คู่ รวมเป็น14 ข้อ คำถามคู่ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็คือ สุภมานพถามว่า“ทำไมคนบางคนเกิดมายากจน คนบางคนเกิดมาร่ำรวย”พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

 

“คนบางคนเกิดมายากจน เพราะชาติปางก่อนเขาเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว ไม่รู้จักบริจาคทาน จึงเกิดมายากจน ส่วนคนที่เกิดมาร่ำรวย ได้พ่อแม่ร่ำรวย เกิดมาในสกุลที่ร่ำรวย ก็เพราะว่าชาติก่อนนั้นเขาเป็นคนที่บริจาคทาน ยินดีในการบริจาค ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว”

 

ความเชื่อเรื่องการทำบุญของคนไทยปัจจุบันนั้นเรียกได้ว่า มีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนออกไปจากหลักการที่แท้จริงของพระพุทธศาสนาอย่างมาก พระพุทธเจ้าทรงสนับสนุนให้คนสร้างบุญ แต่พระองค์ไม่ทรงสอนให้งมงายในบุญ ต้องใช้ปัญญาพิจารณาประกอบด้วย อย่างแรกก็คือ เราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่าบุญเสียใหม่

 

บุญ มาจากภาษาบาลีว่า “ปุญญะ” แปลว่าสิ่งที่คอยชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ หรือสิ่งที่คอยชำระสันดานที่ไม่ดีในธรรมชาติมนุษย์ให้น้อยลงหรือหมดไป ธรรมชาติของมนุษย์มีความตระหนี่ถี่เหนียว หวงแหน อยากได้ ใคร่มี อยากดีอยากเด่น อยากมีทรัพย์มาก เป็นของปกติ

 

แต่ทว่าสิ่งเหล่านั้น หากมีมากเกินไปจนควบคุมไม่ได้ก็จะก่อให้เกิดโทษภัยมหันต์เพราะเป็นทางนำไปสู่ทางเสื่อมโดยการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นได้ไม่รู้จักจบสิ้น  บุญจึงเป็นเครื่องมือ หรือกุศโลบายที่จะคอยประคับประคองหล่อเลี้ยงไม่ให้มนุษย์ทำตามกิเลสในใจให้มากเกินไป

 

การทำบุญด้วยการให้ทานอย่างที่คนบางส่วนกำลังมุ่งมั่นทำอยู่โดยการใช้เงินหรือวัตถุในปริมาณที่มากๆ นั้นก็ถือเป็นรูปแบบอย่างหนึ่งหรือสาขาหนึ่งของการสร้างบุญให้เกิดขึ้นที่เรียกว่า “ทานมัย” หรือบุญที่สำเร็จจากการใช้ทาน บริจาคทรัพย์สินแบ่งปันวัตถุสิ่งของ ซึ่งบุญยังสามารถสร้างได้อีกหลายทาง ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวถึงระดับการสร้างบุญแบบเบื้องต้นที่สุด ง่ายที่สุดและเป็นพื้นฐานที่สุดของคนเราก็คือ การให้ทาน

 

จากหนังสือเรื่อง สร้างบุญบารมีอานิสงส์สูง ไม่เสียเงินแม้แต่สลึกเดียว โดย จิตตวชิระ

 

Read Full Post »

การทำบุญในปัจจุบัน มีความเข้าใจที่ค่อนข้างคลาดเคลื่อนกันไปมาก เนื่องจากความเจริญในด้านวัตถุที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ความรู้ความเข้าใจในทางบุญกุศลของคนในยุคปัจจุบันโตไม่เท่าทันวัตถุ ประกอบกับการเห็นช่องว่างของความไม่รู้เหล่านี้ ทำให้เหล่ามิจฉาชีพ หรือผู้ที่ไม่ประสงค์ดีหวังหากินรวยทางลัด นำเอาความเข้าใจผิดนี้ไปบอกกล่าวกันผิดๆ มากมาย ว่าหากทำบุญด้วยวัตถุ ด้วยเงิน ด้วยทองคำ หรือด้วยการสร้างวัตถุมงคลใดๆ จะทำให้ได้บุญมากมายมหาศาล“ผ้าผืนเก่า กับ ใจหนึ่งใจ”

 

ความเชื่อนี้หากไปบอกกล่าวกับผู้รู้จริง ก็คงไม่เป็นปัญหาให้กังวลแต่อย่างใดเพราะสามารถรับมือและแก้ไขความเข้าใจผิดได้ แต่หากความเชื่อนี้ตกทอดไปถึงคนที่ไม่มีความรู้ ก็จะเป็นเหตุให้ “หลงในบุญ” จนเกิดความเข้าใจผิดกันยกใหญ่ได้

 

การทำบุญหากหลงบุญ แทนที่จะได้บุญก็กลับไม่ได้ คนทำเสียเวลาเปล่า คนชี้นำก็ได้บาปตกถึงตัวดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจเสียใหม่เกี่ยวกับการทำบุญให้ถูกต้อง ขอน้อมนำตัวอย่างที่ดีซึ่งเป็นบทเรียนในการทำบุญให้ทานที่มีผลมากแต่ลงทุนไม่มากอย่างไม่น่าเชื่อ ขอเรียกว่า “บทเรียนจากผ้าผืนเก่า หนึ่งผืน”

 

ขอเท้าความถึง พระภิกษุรูปหนึ่งในพระพุทธศาสนาที่ชื่อ “พระมหากัสสปะ” ท่านผู้นี้อาจไม่เป็นที่รู้จักมากนักสำหรับคนทั่วไป แต่ในหมู่ผู้ที่ศึกษาธรรมะและพระพุทธศาสนาจะรู้จักท่านเป็นอย่างดี ว่าท่านผู้นี้เป็นยอดแห่งภิกษุรูปหนึ่งที่เก่งกาจในด้านการถือธุดงควัตร คือการขัดเกลากิเลสแบบยิ่งยวดโดยการถือสันโดษมักน้อยเป็นเครื่องมือสำคัญ

 

พระมหากัสสปะมักน้อยขนาดไหน ก็ลองจินตนาการภาพว่าท่านถือใช้แต่ผ้าเก่าๆ ที่อธิษฐานจากศพ ฉันเพียงมื้อเดียวตามที่บิณฑบาตได้ไม่มีการรับเพิ่ม ใครขอเติมถวายให้ก็ไม่รับ ถืออยู่แต่ในป่าหรือในที่ที่เขาจะจัดหาให้ได้ ไม่เรื่องมาก พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ เป็นพระอรหันต์ที่ดูยากจน มีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ในทางปฏิบัติ ทั้งที่ท่านมาจากครอบครัวที่ร่ำรวยมหาศาลมากๆ

 

ก่อนที่ท่านจะถือบวช ท่านมาจากตระกูลผู้ดีมีเงินระดับมหาเศรษฐีพันล้าน บ้านช่องใหญ่โตจนจำไม่ได้ว่าไปทางไหนบ้าง ข้าทาสบริวารข้าวของเงินทอง ที่ดินก็กว้างขวางมากมาย ขนาดว่าถ้าจะดูที่ดูทางของท่านให้หมดต้องขี่ม้าตระเวนดูหลายวัน นับเฉพาะเงินสดก็ประมาณ 80 โกฎิ หรือ “80ล้านล้าน” กหาปณะ หากใครต้องการเทียบเป็นเงินบาทก็ต้องเอาไปคูณสี่เท่าจึงจะได้เป็นจำนวนเงินบาทไทย

 

ท่านมหากัสสปะเกิดมาร่ำรวยมากขนาดนี้ได้อย่างไรนั้นก็เพราะ ท่านทำบุญมาดีแน่นอน ไม่เช่นนั้นคงไม่เป็นมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยมากมายได้ แต่คำถามก็คือ “ทำบุญด้วยอะไรนะ” ถึงได้ร่ำรวยมหาศาลขนาดนั้น หรือต้องใช้เงินจำนวนมากมายเท่ากันหรือเปล่า ถ้าหากใช่แล้วจะต้องทำบุญกี่ภพกี่ชาติกันหนอจึงจะได้มีบุญร่ำรวยมากมายขนาดนั้น

 

ท่านมหากัสสปะเคยทำบุญมาดีจริงๆ เพียงแต่ว่าท่านไม่ได้ใช้เงินสักบาทเลยในการทำบุญ ในอดีตชาติของท่านมีเพียงผ้าห่มเก่าๆ ผืนเดียวเท่านั้น ซ้ำยังเป็นผ้าห่มที่มีผืนเดียวของตนเองและครอบครัวด้วย ลองมาดูว่าท่านทำอย่างไรจึงได้มีบุญกุศลเกิดขึ้นมากเช่นนั้น

 

ในอดีตกาลอันยาวไกลท่านมหากัสสปะ เกิดเป็นพราหมณ์ที่ยากจนมาก มีผ้าห่มคลุมกายเป็นสมบัติติดตัวอยู่ผืนเดียว ยังไม่พอผ้าผืนนี้ยังเป็นสมบัติของครอบครัวเพราะครอบครัวต้องใช้ผ้าผืนนี้ต่างผ้าห่มนอนร่วมกันกับภรรยา ด้วยความจนแสนจนนี้เองทำให้ท่านได้ชื่อว่า “เอกสาฎกพราหมณ์” แปลว่า ผู้มีผ้าห่มเพียงผืนเดียวตามสถานภาพ

 

วันหนึ่งท่านกำลังเดินทางกลับบ้าน เกิดฝนตกห่าใหญ่ลงมาทำให้เนื้อตัวเปียกปอนหมด อารามด้วยความเป็นห่วงผ้าที่ห่มคลุมกายเพียงผืนเดียวจะเปียกจึงรีบวิ่งกลับบ้าน ผ้าเกิดไปเกี่ยวเข้ากับกิ่งไม้ทำให้ผ้าขาดอีก กลับไปบ้านจึงโดนภรรยาต่อว่าเสียยกใหญ่ ด้วยความเสียดายหวงแหน

 

วันหนึ่งพราหมณ์ก็ได้ข่าวเรื่องการเดินทางมาโปรดชาวเมืองของพระพุทธเจ้าวิปัสสี ซึ่งเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งเพราะในเจ็ดปี พระพุทธเจ้าจะแสดงธรรมเพียงครั้งเดียวเท่านั้น พราหมณ์จึงบอกภรรยาว่าจะต้องผลัดกันใช้ผ้าผืนนี้คลุมไปฟังธรรม โดยตอนเช้าเป็นคิวของภรรยาและตนเองเป็นคิวตอนเย็น

 

บทธรรมะที่พระพุทธเจ้าวิปัสสีแสดงนั้นเป็นบทธรรมว่าด้วยเรื่องการทำบุญด้วยทาน เพื่อให้ผู้คนรู้จักละความโลภที่ครอบงำจิตใจ เมื่อพราหมณ์ได้ฟังก็เกิดความรู้สึกอิ่มใจแผ่ซ่านเข้าใจ ถอดเอาผ้าห่มคลุมกายที่มีเพียงผืนเดียวจะถวายแด่พระพุทธองค์

 

ขณะที่ถอดผ้าออกพลัน พราหมณ์ก็เกิดความเสียดายเพราะคิดว่าตนเองมีผ้าที่จะใช้ห่มเพียงผืนเดียวเท่านั้น ถ้าไม่ได้ห่มผ้าคลุมก็ไม่สามารถออกจากบ้านได้ตามวิถีทางของความเป็นอยู่แบบพราหมณ์ อีกใจหนึ่งก็คิดว่า นี่เป็นโอกาสทำบุญใหญ่การได้ถวายผ้าเพียงผืนเดียวนี้ก็คงจะเป็นบุญมากแล้ว

 

พราหมณ์สับสนมากในความคิดนี้ คิดวนไปวนมาหลายตลบก็ไม่อาจตัดใจให้ผ้าผืนดังกล่าวได้เสียที แต่ในที่สุด ความดีก็ชนะเมื่อพราหมณ์ตัดสินใจว่า จะถวายผ้าที่มีเพียงผืนเดียวนี้แหละเรื่องอื่นเอาไว้ว่ากันทีหลัง ว่าแล้วก็สามารถเอาผ้าที่มีผืนเดียวนั้นไปถวายได้ แล้วก็กล่าวสาธุ ๆๆ จากนั้นก็ตะโกนออกมาดังๆ ว่า

“เราชนะแล้วๆๆ”

 

คนที่มาฟังธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ได้มีแต่คนยากจน แต่มีไปจนถึงระดับพระมหากษัตริย์ พระเจ้าพันธุมราชซึ่งเป็นเจ้าแผ่นดินประทับนั่งอยู่ด้วย ก็เอะใจว่า ใครช่างกล้าหาญมากล่าววาจาว่า ชนะแล้วๆ ในขณะที่ฟังธรรมอยู่อย่างนี้ แล้วให้อำมาตย์ไปถามดูว่า เหตุใดจึงมีการกล่าววาจาเช่นนั้น

 

เอกสาฎกพราหมณ์ อธิบายว่า “…ขณะนี้ข้าเองมีความรู้สึกเหมือนทหารในกองทัพที่ไปออกทัพจับศึกมา แล้วเพิ่งได้รับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ ความตระหนี่ถี่เหนียวที่มีในตนเองนั้นแหละก็เหมือนข้าศึกกองใหญ่ที่ยากจะเอาชนะได้ แต่เมื่อตอนนี้ข้าได้ถวายผ้าห่มที่มีผืนเดียวแก่พระพุทธองค์ไปแล้ว ก็รู้สึกเอาชนะใจที่ตระหนี่ได้ เป็นสิ่งอัศจรรย์ที่สุด ข้าจึงได้ตะโกนออกมาเช่นนั้น..”

 

พระเจ้าพันธุมราชรู้สึกทึ่งในความคิด จึงบอกให้อำมาตย์เอาผ้าชั้นดีคู่หนึ่งไปมอบให้แก่พราหมณ์ การที่พราหมณ์ได้ลาภมาเช่นนี้ ตนเองก็กลับรู้สึกว่า ตนไม่สมควรได้รับเพียงเพราะการกล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณ เพราะหวังในลาภ จึงเอาผ้านั้นถวายต่อพระพุทธเจ้าอีก เมื่อพระราชาทรงทราบการกระทำของพราหมณ์ก็สั่งให้คนเอาผ้าไปให้อีก 2 ผืน และพราหมณ์ก็ถวายต่อพระพุทธเจ้าอีกไปเรื่อยๆ

 

พระราชาพระราชทานผ้าให้มากถึงคู่ที่ 32 แล้ว พราหมณ์ก็นึกได้ว่าถ้ายังถวายผ้าต่อไป อาจเป็นการหวังในลาภให้มากขึ้น พราหมณ์จึงยอมรับผ้าคู่สุดท้าย โดยผืนหนึ่งตนเองจะเอาไว้ใช้ อีกผืนจะให้ภรรยาใช้ ต่อมาเมื่อพระเจ้าพันธุมราชมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าเพื่อไปรับผ้ากัมพลแดง (ผ้าสักหลาด) อย่างดีและให้พราหมณ์ใส่ไปฟังธรรม

 

พราหมณ์ก็คิดว่า ผ้าผืนนี้หรูเกินไปไม่เหมาะกับตนองจึงนำผ้าผืนนั้นขึ้นไปขึงทำเป็นเพดานเหนือที่บรรทมของพระพุทธเจ้าวิปัสสีในกุฏิ พอพระราชามาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเห็นผ้ากัมพลแดงผืนนั้นก็จำได้ว่าเป็นผ้าที่ตนเองมอบให้พราหมณ์ไป และเห็นว่า พราหมณ์ผู้นี้เป็นผู้ฉลาดมีสติปัญญา ทำในสิ่งที่ทำได้ยาก จึงแต่งตั้งให้พราหมณ์เป็นราชปุโรหิตอยู่ทำงานใกล้ชิดพระองค์ พระราชทานทรัพย์สมบัติให้มากมายและหลุดพ้นจากความยากจนนับแต่บัดนั้น

 

ผ้าเพียงหนึ่งผืนกับใจหนึ่งใจที่เปี่ยมด้วยศรัทธาในพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้าเท่านั้นเองที่ส่งผลให้เอกสาฎกพราหมณ์ ผู้นี้กลับชาติมาเกิดใหม่เป็น พระมหากัสสปะผู้ร่ำรวยมหาศาลในชาติสุดท้ายนั่นเอง

 

ตัวอย่างของเอกสาฎกพราหมณ์แสดงให้เห็นว่า การทำบุญไม่ได้วัดกันที่ตัวเงินเลยว่าบุญจะได้มากได้น้อยขึ้นอยู่กับเงินทองมากเท่าไหร่แต่ขึ้นอยู่กับ “คุณภาพของใจหนึ่งใจ” ในการทำบุญด้วยทานนั้นมีมากเท่าไหร่เป็นสำคัญ ผ้าเก่าๆ เพียงหนึ่งผืนก็สามารถทำทานให้ได้ผลมากมาย

 

วิธีการทำบุญสร้างบุญและการพัฒนาตนเองเพื่อให้ได้บุญกุศลสูงสุดจะเป็นอย่างไรโดยไม่ต้องใช้เงิน ตัวอย่างของเอกสาฎกพราหมณ์คงพอจะบอกอะไรเราได้มากมายส่วนเรื่องรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้นขอเชิญพบกับคำตอบได้ในหน้าถัดไป

 

จากหนังสือเรื่อง สร้างบุญบารมีอานิสงส์สูง ไม่เสียเงินแม้แต่สลึกเดียวโดย จิตตวชิระ

 

Read Full Post »

อานิสงส์แห่ง อภัยทานนั้นเรียกได้ว่าสูงที่สุดในพระพุทธศาสนา แม้จะได้ทำอามิสทานคือ การให้ทานวัตถุไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต อย่างมากก็ได้เพียงสวรรค์สมบัติ หรือ ความสุขที่เป็นทางกามารมณ์ หรือได้ไปเกิดในภพภูมิที่เป็นสุขอย่างในสวรรค์เท่านั้นอานิสงส์แห่งการให้ อภัยทาน

อานิสงส์แห่ง อภัยทานนั้นเรียกได้ว่าสูงที่สุดในพระพุทธศาสนา แม้จะได้ทำอามิสทานคือ การให้ทานวัตถุไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต อย่างมากก็ได้เพียงสวรรค์สมบัติ หรือ ความสุขที่เป็นทางกามารมณ์ หรือได้ไปเกิดในภพภูมิที่เป็นสุขอย่างในสวรรค์เท่านั้น

แต่การให้อภัยทานนั้นถือเป็นการให้ ระดับโลกุตตระ ซึ่งเป็นการละซึ่งพยาบาท ละกิเลสโทสะได้ จะมีผลหลายประการตั้งแต่รูปร่างหน้าตาผิวพรรณภายนอกจะสดใสอิ่มเอิบมีความสุขในใจ 

ผลทางจิตก็จะส่งผลให้กลายเป็นผู้ทรงญาณ มีปัญญา ชีวิตมีความสุขไม่ทุกข์ร้อนในเรื่องใดได้ง่าย ผลในทางสวรรค์สมบัติขั้นสูงของอภัยทานนี้ ก็จะส่งผลให้ไปเกิดเป็นชั้นพรหมเป็นอย่างต่ำ เพราะว่าได้มีการบำเพ็ญพรหมวิหารธรรมมาดีแล้ว และมีความสุขยาวนานเมื่อกลับมาเกิดใหม่ก็จะได้เป็นมนุษย์และเข้าถึงกระแสนิพพานได้ง่ายและเร็ว

 

Read Full Post »

การให้ทานนั้นเมื่อให้แล้ว ผู้ที่รู้จักให้ย่อมเป็นผู้ที่ได้รับเป็นธรรมดา โดยผลนั้นจะย้อนกลับมาหาตัวของผู้ที่ทำเอง แม้ว่าเราจะต้องการหรือไม่ก็ตามผลอานิสงส์ของการทำทานใหญ่ทั้งสามประเภท

 

ในเรื่องของอานิสงส์ของการทำบุญนี้ได้มาจากความเมตตาของครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งและเรียบเรียงจากแหล่งต่างๆ เพื่อนำมาเป็นความรู้และเป็นกำลังใจสำหรับผู้ที่หมั่นสร้างบุญบารมีทั้งปวง เป็นผลของบุญที่ทำซึ่งขอจำแนกไปตามลักษณะทาน และอาการที่ได้ทำทานนั้น ๆ

 

  1. ผลแห่งทานตาม “อาการแห่งการให้”

การบริจาคทานด้วยความเลื่อมใส จะมีผลอานิสงส์ทำให้ได้รับความเคารพนับถือจากผู้คนรอบข้าง ชีวิตมีความสุข จิตใจผ่องใสเบิกบาน

 

การบริจาคตามกาลเวลา คือรู้จักให้ทานในเวลาที่เหมาะสมและให้เป็นประจำ อานิสงส์ก็จะทำให้ไม่เป็นผู้ขาดแคลนในทรัพย์ ไม่ต้องตกทุกข์ได้ยากในเวลาที่เดือดร้อน จะมีความช่วยเหลือเข้ามาเสมออย่างคาดไม่ถึงและไม่มีวันตกต่ำ

 

การบริจาคทานด้วยมือตนเอง มีผลอานิสงส์ทำให้นิ้วมือเรียวงาม ร่างกายงามสง่า บุคลิกภาพดูดีเป็นที่นิยมยกย่องของคนทั้งหลาย

 

การบริจาคด้วยการเคารพนับถือต่อผู้รับ จะได้รับความยกย่องนับถือตอบ และมีฐานะความเป็นอยู่ที่มั่นคง ผู้คนชื่นชมสรรเสริญ ไม่มีใครกล้านินทาว่าร้ายให้เสื่อมเสีย หากมีบริวารก็จะเชื่อฟัง อบรมสั่งสอนได้ง่ายไม่ต้องเป็นทุกข์ทางกายและใจ

 

  1. ผลแห่งทานแบ่งตาม “ประเภทของทาน”

ทานประเภท วัตถุทานที่ไม่มีชีวิตและได้ถวายทานนั้นให้กับ พระภิกษุ

การถวายกฐินแด่พระภิกษุ

การถวายกฐินเป็นสุดยอดของทานวัตถุ เป็นทานที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานให้กับมนุษย์ เพราะบุญที่เกิดขึ้นจะปรากฏแก่ผู้ให้และผู้รับเป็นบุญที่หาที่สุดไม่ได้ เมื่อตายไปแล้วจะไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์สถิตอยู่ในวิมานแก้วสูง 5 โยชน์ มีนางเทพอัปสรเป็นบริวารถึง 1 หมื่นเป็นเทพที่ได้นุ่งผ้าทิพย์ ในด้านความเป็นอยู่ปัจจุบันชาติก็จะไม่ลำบากมีกินมีใช้ไม่ตกต่ำ

 

การถวายผ้าป่าแด่พระภิกษุ

อานิสงส์ทำให้มีความสุข มีความสามัคคีในหมู่คณะทั้งในชีวิตด้านการทำงานและชีวิตส่วนตัว ไม่ตกต่ำทั้งภพนี้และภพหน้า มีกินมีใช้อย่างอุดมสมบูรณ์ ทั้งหญิงและชายจะอุดมได้ด้วยโภคทรัพย์ทั้งข้าวของเงินทอง และข้าทาสบริวารชายหญิงมิได้ขาด และเมื่อไปแล้วจะเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

 

การถวายองค์พระพุทธรูปให้วัด

อานิสงส์ในการถวายองค์พระพุทธรูป ทั้งองค์เล็กหรือองค์ใหญ่ก็ตาม ส่งผลให้เกิดการสร้างบารมี มีศักดิ์มีศรีเป็นที่รักและเคารพทั้งเทพและเทวดา ตลอดจนสิ่งมีชีวิตในภพภูมิทั้ง 3 โลก เมื่ออยู่ในโลกทิพย์จะมีรัศมีกายที่สว่างไสว หากเมื่อเกิดเป็นมนุษย์จะมีรูปร่างอันงดงามอวัยวะครบถ้วนทั้ง 32 ประการ ทำให้บุคคลผู้นั้นหลุดพ้นจากภยันตราย อันตรายต่างๆ เมื่อตายไปแล้วจะไม่ไปสู่อบายภูมิคือไม่มีวันลงนรกได้เลย เมื่อยังชีพอยู่ย่อมจะเจริญก้าวหน้าและถึงสิ้นความสำเร็จทั้งปวง สามารถตั้งจิตอธิฐานเข้าสู่พุทธภูมิได้

 

การถวายสังฆทาน

อานิสงส์ของการถวายสังฆทานจะทำให้ไม่มีโอกาสได้พบสิ่งที่ลำบากยากแค้น มีแต่ความสุขสมบูรณ์ทั้งภพนี้ และภพหน้า แม้ไปเกิดในภพใดก็จะมีแต่ความสุขความเจริญ บริบูรณ์ไปด้วยลาภยศ โภคทรัพย์ พ้นทุกข์ทั้งปวงเสวยสุขสมบัติทั้งสามประการอย่างเพียบพร้อมได้แก่

 

  1. มนุษย์สมบัติ อันหมายถึงมีความเป็นมนุษย์รูปงามและอวัยวะสมบูรณ์
  2.  สวรรค์สมบัติมีทรัพย์สินเงินทองมากมายไม่เดือดร้อน
  3. นิพพานสมบัติ เป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม และพร้อมจะถึงนิพพานได้เมื่อสิ้นอายุไปแล้วจะไปเกิดเป็นเทพบุตรเทพธิดา สถิตอยู่ในวิมานทองบนสวรรค์

 

การถวายเครื่องบวชพระหรือเป็นเจ้าภาพงานบวช

การขอเป็นเจ้าภาพการบวชจะทำให้ได้รับอานิสงส์อันหาขอบเขตมิได้ บุญกุศลจะถึงบิดามารดา บรรพบุรุษ เรื่องเคราะห์หามยามร้ายจะหมดไป ย่อมได้รับอานิสงส์อันไพศาลทั้งภพนี้และภพหน้า ตราบเข้าสู่พระนิพพาน

 

การถวายปัจจัยภิกษุอาพาธ อานิสงส์จะทำให้สุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงดี ทั้งภพนี้และภพต่อๆ ไปจะไม่มีโอกาสเจ็บป่วย หรือมีอุบัติภัยอันตรายใดๆ  เกิดขึ้นเลย

 

การถวายกองเพล ที่ใช้บอกเวลาในวัด อานิสงส์จะทำให้มีชื่อเสียง มีเกียรติภูมิไปทั่วทั้งสามโลก เป็นที่เคารพรักทั้งพรหมโลก เทวโลก และมนุษย์โลก ถ้าไปเกิดบนสวรรค์ก็จะได้เสวยทิพย์สมบัติเสวยสุขชั่วกาลนาน

 

การถวายระฆัง จะมีน้ำเสียงไพเราะเสียงดังกังวาน มีความไพเราะสดใส มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่ว

 

การถวายดอกไม้เครื่องหอม อานิสงส์ทำให้มีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา หรือสวยงาม บุคลิกภาพดี สง่าผ่าเผย กลิ่นกายหอมสะอาดมีเสน่ห์ชวนให้เข้าใกล้ เกิดมาเป็นมนุษย์ก็จะมีรูปเป็นทรัพย์

 

การให้ทานที่เป็นวัตถุทานที่ไม่มีชีวิต โดยให้กับ คนธรรมดา

 

ให้ทานเป็นโลงศพ ด้วยอานิสงส์แห่งการให้ที่พักสุดท้ายแก่มนุษย์ที่ยากไร้จะทำให้ สามารถดับทุกข์โศกโรคภัย สิ่งอัปมงคลต่างๆ มลายไป มีอายุที่ยืนยาวรอดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

 

ให้ปัจจัยให้ผู้ป่วยอนาถา อานิสงส์จะมีสุขภาพดี แข็งแรงทั้งภพนี้และภพต่อๆไป มีผิวพรรณวรรณะสดใส ทั้งกายและใจ อุดมสมบูรณ์ในทุกๆ ด้าน

 

ให้ทุนการศึกษา นักเรียนนักศึกษา อานิสงส์จะทำให้เป็นผู้รู้ เป็นผู้ที่มีสติปัญญาเฉียบแหลมไม่ตกต่ำในทุกๆ ภพ ทุกๆ ชาติ และอานิสงส์นี้มีผลถึงลูกหลานวงศ์ตระกูลให้กลายเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลมเรียนเก่ง และเป็นคนดี

 

ให้ทุนกับมูลนิธิผู้พิการตาบอด ด้วยอานิสงส์จะทำให้มีดวงตาที่แจ่มใส สามารถมองเห็นสัจธรรมได้ทิพยญาณ (จักษุหรือ ตาทิพย์) มีความสุขทุกภพทุกชาติเข้าสู่กระแสนิพพานได้ง่าย

 

ให้ทุนกับมูลนิธิผู้พิการหูหนวก ด้วยอานิสงส์จะทำให้ได้ทิพยโสต (หูทิพย์) ล่วงรู้ถึงจิตใจคน สามารถสำเร็จญาณเข้าสู่กระแสพระนิพพานได้ง่าย

 

ให้ทุนหรือบริจาคแด่โครงการสาธารณภัย เช่น การแจกทานผ้าห่ม อาหาร เสื้อผ้าเพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ อานิสงส์จะมีแต่ความสุขสมบูรณ์ มีแต่ความอบอุ่น ไม่ขาดแคลนในทุกภพชาติ บุญกุศลถึงบุตรหลานบริวาร

 

ทานประเภท วัตถุทานที่มีชีวิต (ให้ทานด้วยการให้ชีวิต)

 

การไถ่ชีวิตโค กระบือ ด้วยอานิสงส์แห่งทานนี้จะทำให้เป็นผู้ที่มีอายุที่ยืนยาวปราศจากทุกข์โศกโรคภัย ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ เรื่องคับแค้นใจจะคลายและหายไปเป็นที่เคารพเมตตาทั้งสามโลกเพราะโค กระบือ เป็นสัตว์ใหญ่ที่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม เช่นเดียวกับมนุษย์และอยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์ จึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างแม่ลูก เหมือนดั่งมนุษย์

 

การปล่อยนก ด้วยอานิสงส์จะมีอิสรภาพในชีวิตไม่ต้องถูกจองจำ สามารถเดินทางไปยังทุกหนแห่งได้โดยสวัสดิภาพหากเกิดคดีความที่ถูกกลั่นแกล้งหรือถูกเอารัดเอาเปรียบก็จะหลุดรอดพ้นภัยจากคดีเหล่านั้น

 

การปล่อยปลา ด้วยอานิสงส์การให้ชีวิตของปลา จะทำให้พ้นจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง มีชีวิตยืนยาว (อานิสงส์ในการไถ่ชีวิตโค กระบือ ปล่อยนก ปล่อยปลานี้ เป็นการให้ชีวิตทั้งสามทาง คือ สัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ปีก ถือว่าเป็นการทำทานเพื่อให้ชีวิตแบบครบสูตรทุกประการ

 

ทานประเภทอาหารทาน

 

การถวายข้าวสาร หรือ อาหารทานทั้งหลายทุกรูปแบบ

อานิสงส์จะทำให้มีกินมีใช้ไม่ขาดแคลนในทุกๆ ภพ ทุกๆ ชาติ แม้จะตายลงไปก็จะไม่อดอยากจะได้พบกับอาหารทานที่ได้เคยถวายเคยให้นั้นอยู่ตลอดกินไม่รู้จักหมด แม้เกิดมาเป็นมนุษย์ก็จะเกิดมาอยู่ในครอบครัวที่อุดมสมบูรณ์พร้อมด้วยโภคทรัพย์และ อาหาร ชีวิตมีความสุข

 

ทานประเภท วิหารทาน

การสร้างหลังคาวิหารถวายวัด

อานิสงส์แห่งทานนี้จะทำให้มีความสุขความเจริญที่สมบูรณ์ทั้งภพนี้และภพหน้ามีผู้คอยปกป้องดูแลรักษา คอยช่วยเหลือคุ้มครองเมื่อมีภัยมาคุกคามเมื่อสิ้นอายุขัยจะปรากฏในสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อุดมด้วยวิมานแก้ว วิมานทอง พร้อมด้วยบริวารมากมาย

 

สร้างส้วม ให้วัด

อานิสงส์จะไม่มีความทุกข์โศกโรคภัยเลย เพราะสร้างที่ปลดทุกข์ให้กับมนุษย์ จะมีความสุขความสบายทั้งภพนี้และภพต่อๆ ไป

 

การมอบที่ดินถวายวัด

ด้วยอานิสงส์ผลบุญนี้ จะทำให้กลายเป็นผู้ที่มีอาณาบริเวณที่กว้างใหญ่ไพศาลอีกทั้งมีทรัพย์และบริวารมาก เมื่อตายไปแล้วจะมีวิมานที่กว้างใหญ่ไพศาลพร้อมด้วยบริวาร มีความสุข ความเจริญทุกๆ ภพ ทุกๆ ชาติ จนถึงพระนิพพาน

 

การสร้างพระอุโบสถ

ไม่ว่าจะเป็นเจ้าภาพเองหรือเป็นผู้มีส่วนร่วม จะได้อานิสงส์ยิ่งใหญ่ไพศาล เมื่อยังชีพอยู่ก็เจริญด้วยอายุ (มีอายุยืน) วรรณะ (ได้อยู่ในฐานะที่สูงของสังคม) สุขะ (ชีวิตมีความสุข) พละ (มีกำลังและสุขภาพดี)  มีผู้คนชื่นชมยกย่องอุดมไปด้วยเกียรติลาภยศ เต็มไปด้วยความองอาจกล้าหาญเสมอไปทุกที่ เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้วก็จะได้ไปเสวยสุขอยู่ในสรวงสวรรค์อยู่เป็นเวลานาน

 

การสร้างกุฏิถวายวัด

การสร้างกุฏิถวายวัด จะเป็นการส่งเสริมบำรุงพระพุทธศาสนาเพราะเป็นการสร้างที่พำนักอาศัยของพระภิกษุสามเณร จะเป็นบารมีอันยิ่งใหญ่เมื่อเป็นมนุษย์เมื่อสิ้นอายุขัยแล้วจะเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สถิตอยู่ในวิมานอันงดงามด้วยแก้วเจ็ดประการ แวดล้อมด้วยนางฟ้า นางเทพอัปสรเป็นบริวารเสวยสุขอยู่เป็นเวลานาน

 

การสร้างศาลาการเปรียญ

ศาลาการเปรียญเป็นที่สำหรับปฏิบัติธรรมและที่พักสำหรับพระภิกษุสงฆ์และกำบังแดดฝนให้คนทั้งหลายที่สัญจรไปมา ย่อมให้เกิดอานิสงส์ทั้งภพนี้และภพหน้า ย่อมอุดมไปด้วยบุญกุศลให้ถึงซึ่งความสำเร็จที่ผู้ให้ปรารถนา นึกปรารถนาสิ่งใดก็จะได้ตามที่หวัง

 

การสร้าง หรือ การบูรณเจดีย์

การสร้างหรือการบูรณเจดีย์ถือเป็นกุศลจริยาอันประเสริฐ ก่อเกิดประโยชน์สุขแก่ชีวิตอย่างมหาศาล เพราะเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ให้คนทั่วไปได้สักการบูชาอานิสงส์ผลบุญนี้ ย่อมประสบความสุขความเจริญบริบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ และลาภยศ สรรเสริญ ทั้งในภพชาตินี้และภพชาติหน้า

 

ทานประเภทธรรมทาน

ถวายธรรมมะ (หนังสือสวดมนต์)

ด้วยอานิสงส์แห่งทานจะทำให้เป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม สามารถรู้และเข้าใจในสิ่งต่างๆ ได้ดีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ ชีวิตไม่ตกต่ำสามารถเข้าสู่กระแสแห่งนิพพานได้เร็ว

 

ถวายทุนการศึกษาพระปริยัติธรรม

ด้วยอานิสงส์แห่งทานนี้จะทำให้ สามารถเรียนรู้เข้าใจทั้งทางโลกและทางธรรมได้ง่ายศึกษาพระไตรปิฎกสำเร็จโดยเร็ว สามารถเข้าถึงพระนิพพานได้ง่าย

 

ถวายพระไตรปิฎก

ด้วยอานิสงส์แห่งทานจะทำไห้กลายเป็นผู้มีปัญญาเลิศล้ำ สามารถที่จะมองเห็นภพภูมิตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ มีอานิสงส์ที่จะประมาณได้ หากได้เกิดเป็นมนุษย์ ก็จะได้เป็นพระราชาที่ยิ่งใหญ่สมบูรณ์ด้วยแก้วเจ็ดประการ คือ ช้างแก้ว ม้าแก้ว ขุนคลังแก้ว ขุนพลแก้ว ดวงแก้ว จักรแก้ว และชั้นดุสิต บริบูรณ์ด้วยวิมานปราสาทแก้ว ถึง 84,000 ปรางค์ นับว่าเป็นอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่สุดประมาณ

 

 

Read Full Post »

การให้ทานทั้งปวงนั้นได้ชื่อว่า เป็นให้เพื่อยังประโยชน์สุขให้กับคนอื่น เมื่อตัวเราได้ให้แล้วจิตใจย่อมมีความสุขเบิกบานไปด้วยและเพื่อให้ผลบุญอานิสงส์แห่งทานนั้นเกิดผลดีกับทั้งตัวเราเองและผู้ที่ได้รับทานใด ๆนั้น ก็ให้ตั้งจิตภาวนาทุกครั้งภายหลังการทำทานว่า

 

“สุทินนัง วะตะ เม ทานัง อาสะวักขะยาวะหัง โหตุ” แปลว่าทานที่ข้าพเจ้าได้ให้ดีแล้วนี้ จงเป็นเครื่องนำมาซึ่งความสิ้นกิเลสเถิด”

 

การตั้งจิตภาวนาด้วยประโยคนี้จะเป็นการตอกย้ำจุดประสงค์ที่แท้จริงในการทำทานเพื่อให้จิตใจสะอาดชำระได้ ทั้ง ความโลภคือการให้ วัตถุทาน ชำระความโกรธได้คือให้ อภัยทาน และชำระความหลงได้ด้วยการให้ความรู้ทางธรรม หรือ ธรรมทาน

 

หลังจากได้ให้ทานไปแล้วก็ต้องมีการ “แผ่บุญกุศลและอุทิศบุญ”ให้กับทั้งตัวเราเอง ผู้ที่ได้รับทานนั้น รวมถึงเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายให้มาร่วมโมทนาบุญคุณงามความดีที่เราได้ให้ทานไป

 

เราสามารถสังเกตได้ว่าจะมีข้อปฏิบัติหนึ่งภายหลังการไปทำบุญที่วัดไม่ว่าเราจะไปทำบุญตักบาตร หรือถวายสังฆทาน ที่เรียกว่า การกรวดน้ำอุทิศบุญกุศล และกล่าวคำโมทนาบุญแบบต่างๆ นั่นแหละ คือความสำคัญที่จะทำให้ผลของบุญแห่งทานนั้นมีความสมบูรณ์ทั้งต่อตัวเรา ทั้งผู้รับทาน และ ผู้ที่รอรับบุญที่อยู่ ณ ภพภูมิอื่นเรียกว่า การอุทิศบุญหรือการเชื่อมบุญส่งให้ถึงกัน

 

การส่งบุญนั้นใช้ “จิต”เป็นสื่อนำโดยการระลึกถึงตัวผู้รับที่เราต้องการมอบบุญให้ซึ่งมีกรรมวิธีเป็นลำดับขั้นตอนคือ

 

  1. ใช้การแผ่เมตตา

เป็นการเจริญเมตตาให้ตนเองและผู้อื่นโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้จิตใจอ่อนโยนลง จิตที่อ่อนนุ่มไม่แข็งเครียดจะเป็นจิตที่มีพลังเหมือนผ้าสะอาดที่อ่อนนุ่มพร้อมใช้ เมื่อจิตอ่อนโยนลงแล้วก็จะทำให้คนผู้นั้นเป็นที่รักใคร่ของผู้อื่น ใครๆ ก็อยากจะเข้าใกล้อยากจะรับในสิ่งที่คนๆ นั้นต้องการจะมอบให้ด้วยความเต็มใจ ซึ่งควรหมั่นฝึกแผ่เมตตาตนเองอยู่เสมอๆ ดังนี้

 

บทแผ่เมตตาตนเอง

 

อะหัง สุขิโต โหมิ  ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข

อะหัง นิททุกโข โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากความทุกข์

อะหัง อะเวโร โหมิ  ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากเวร

อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง

สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ  ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุขกายสุขใจ รักษากายวาจาใจให้พันจากความทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด

 

บทแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย

สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิดฯ

 

  1. หมั่นอุทิศส่วนบุญกุศลอยู่เป็นประจำ

การอุทิศบุญเป็นการมอบบุญที่ได้ทำแล้วให้กับผู้อื่นจัดเป็นมหาทานที่ยิ่งใหญ่จะยิ่งส่งเสริมให้เรามีความสุขมากยิ่งขึ้น ดังเช่นสุมังคลเศรษฐีตัดสินใจยกบุญให้แก่คนพาลที่จ้องทำลายตนเอง ก็ยิ่งทำให้สุมังคลเศรษฐีมีจิตใจที่เป็นบุญมากขึ้น ได้ทำมหาทานอันยิ่งใหญ่ต่อไป โดยบุญที่เราทำดีแล้วนั้นควรยกให้บุคคลตามลำดับคำกล่าวอุทิศบุญดังต่อไปนี้

 

อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตา ปิตะโรขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า จงมีความสุข

 

อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า จงมีความสุข

 

อิทัง เม คุรุปัชฌายาจะริยานังโหตุ สุขิตา โหนตุ คุรุปัชฌายาจะริยาขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า จงมีความสุข

 

อิทัง สัพพะ เทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข

 

อิทัง สัพพะ เปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เปรตทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข

 

อิทัง สัพพะ เวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เวรี ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข

 

อิทัง สัพพะ สัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข

Read Full Post »

หนีออกจากสภาพที่กำลังโกรธอยู่

ถ้าหากเรากำลังถูกคู่กรณีทำให้โกรธเคืองอยู่ และจิตรับรู้ว่าความโกรธก่อตัวขึ้นแล้วให้ รีบลุกเดินออกไปจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เดินหนีจากคู่กรณีที่ทำให้เราโกรธเสียก่อน เพราะการได้อยู่เห็นหน้าค่าตาของคนที่ทำให้เราโกรธก็เท่ากับเป็นการเชื้อเชิญให้ความโกรธเข้าไปในสมองของเรามากขึ้นยุทธวิธีสลายความโกรธเพื่อให้อภัยทาน

 

หลังจากนั้นควรไปหาที่ที่ทำให้ตนเองสบายใจที่สุด เช่นมุมโปรดของตนเองที่ใช้พักผ่อน หรือ การเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น หรือการทำงานหรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับน้ำเพื่อช่วยระบายความโกรธเพื่อให้ความโกรธคลายตัวลง

 

งดเว้นการทำงานใดๆ ขณะที่กำลังโกรธอยู่โดยเด็ดขาด

ขณะที่โกรธอยู่เป็นเวลาแห่งการหยุดทั้งกาย ใจ และการกระทำใดๆทั้งหมด การติดต่องาน การพูดคุย การตกปากรับคำ เซ็นสัญญาอนุมัติ หรือการทำงานใดๆ ก็ตามย่อมเป็นไปได้ยากที่จะทำให้มีประสิทธิภาพ ต้องหยุดกายและใจเพื่อตั้งสติจนกว่าร่างกายจะถูกปรับเข้าสู่โหมดรู้ตัวแล้ว หากกำลังทำงานในขณะที่กำลังโกรธอยู่ก็ย่อมมีโอกาสที่จะก่อเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงได้

 

งดเว้นการคะนองกาย วาจา ใจ

การคะนองกายก็คือ การแสดงออกทางร่างกายว่าฉันกำลังโกรธเช่น การทุบตีตนเอง ทำร้ายคนอื่น ทำลายข้าวของ โดยต้องกันตัวเองให้ห่างจากของมีคม หรือสิ่งที่จะใช้เป็นอาวุธเช่น ปากกา ปืน ยาพิษ ยานอนหลับ เชือก ฯลฯ พยายามนั่งนิ่งๆ หรือหามุมสงบหลบไปก่อน

 

การคะนองวาจา ก็คือ การโวยวายใช้ถ้อยคำหยาบคายขึ้นเสียง เพราะจะยิ่งเป็นการเพิ่มขนาดให้ความโกรธขยายตัวและเดินเข้าไปในจิตใจได้มากขึ้นเรื่อยๆ คำพูดหยาบคายนั้นเป็นสิ่งที่ระคายโสตประสาทอยู่แล้ว ยิ่งหากกำลังโกรธอยู่แล้วรวมพลังกับคำหยาบ ก็จะทำให้คำพูดทิ่มแทงใจฝ่ายตรงข้ามให้เกิดความพยาบาทต่อกันมากยิ่งขึ้น จนถึงขนาดทำให้ทนไม่ได้บางคนด่าตัวเขายังพอว่า แต่ถ้าด่าพ่อล่อแม่บุพการีก็ทำให้สติแตกและสร้างความร้าวฉานและความรุนแรงได้มากขึ้นไปอีก

 

การคะนองใจ ก็คือ การนึกหาวิธีการท้าทายคนที่ทำให้เราโกรธ หรือรีบทำการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งในขณะที่กำลังถูกความโกรธครอบงำจนเป็นการประชดคู่กรณี หรือการแสดงท่าทางว่า ไม่กลัวไม่สะทกสะท้าน ไม่ให้ความสำคัญ หรือการแสดงตนว่าไม่ได้โกรธทั้งๆ ที่กำลังโกรธจนหน้าแดง

 

อย่าไปเข้าใกล้คนพาล

เวลาที่เรากำลังโกรธอยู่เราย่อมต้องการที่ระบายหรือที่ปรึกษา คนที่จะเป็นผู้ให้คำปรึกษาที่ดีก็คือคนที่เรารัก และไว้ใจที่สุด โดยที่เขาหรือเธอควรเป็นคนดีหรือบัณฑิต ต้องระมัดระวังอย่าได้ไปเข้าใกล้คนพาลที่ชอบยุแยงพวกนายว่าขี้ข้าพลอย เพราะคนพาลมักจะเห็นความเดือดร้อนทุกข์ใจของคนอื่นเป็นเรื่องสนุก มีแต่จะเออออห่อหมกไปด้วยและจะสนับสนุนให้ตัวเราได้กระทำการใดๆ ที่ผิดศีลธรรมไปหนักข้อมากยิ่งขึ้น

 

ย้อนกลับมามองที่สถานภาพของตนเอง

เมื่อเรากำลังโกรธอยู่ต้องหันกลับมามองตัวเองว่าตนเองนั้นเป็นใคร และกำลังทำอะไรอยู่ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “จงเตือนตนด้วยตนเอง” หมายความว่า หากสติเรายังไม่ขาดผึงด้วยกรรไกรที่ชื่อความโกรธแล้ว ก็ควรมองเข้ามาในจิตใจของตนเอง ว่าตอนนี้เราเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นครูบาอาจารย์ เป็นผู้บริหาร เป็นนักเขียน เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ เป็นบรรณาธิการ ฯลฯ ซึ่งยังมีหน้าที่อีกหลายอย่างต้องทำอยู่

 

เมื่อเราสามารถเพ่งมองมายังสถานภาพของตัวเองได้แล้วก็ลองพิจารณาว่า นี่ตัวเราเป็นผู้ที่มีหน้าที่การงาน เป็นคนสำคัญถึงขนาดนี้แล้วจะปล่อยให้ความโกรธครอบงำ ปล่อยให้ตัวเองตกหลุมความโกรธเสียแล้วก็ช่างน่าละอาย เราควรที่จะลุกขึ้นดิ้นให้หลุดจากความโกรธ แล้วกลับไปสู่สภาวะปกติให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะสร้างสรรค์คุณงามความดีและประโยชน์ให้กับชีวิตของตนเองจะดีกว่า

 

ไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายให้เย็นลง หรือไปอยู่ในสภาพที่ทำให้รู้สึกเย็น

การอาบน้ำเป็นวิธีการบรรเทาความโกรธได้ดี น้ำเย็นๆ ก็จะช่วยให้จิตใจเย็นลงได้ระดับหนึ่งเหมือนกับการเอาน้ำแข็งไปเติมในน้ำร้อนในแก้ว แม้จะทำให้เย็นไม่ได้แต่ก็ช่วยลดอุณหภูมิน้ำลงได้มาก ขณะที่อาบน้ำกล้ามเนื้อก็จะเกิดการผ่อนคลาย จิตใจก็จะผ่อนคลายลงด้วย

 

จากนั้นก็พาตนเองไปอยู่ในที่สงบอย่างในห้องพระ หรือหน้าหิ้งพระเพื่อมองดูท่านให้เกิดความสงบเย็น เปรียบเหมือนคนที่กำลังขาดสติแล้วกำลังจะทำความชั่ว พอได้เห็นพระหรือได้กำพระเครื่องไว้ก็จะทำให้ใจเย็นลง สงบลงได้ฉันนั้น

 

เมื่อสามารถสยบความโกรธได้แล้วก็ฝึกให้อภัยทานแก่คนที่ทำให้เราต้องเจ็บช้ำน้ำใจอย่างมีศิลปะดังนี้

 

1. ก่อนจะยกโทษให้คนที่ทำผิดให้ เราควรมีการชี้แจงความผิดและชี้ทางออกที่ถูกต้องให้เพื่อป้องกันไม่ให้คนๆ นั้นมาทำผิดซ้ำๆ เดิมๆ กับเราอีก ถือเป็นอภัยทานที่เจือด้วยธรรมทานอีกชั้นหนึ่ง

 

2. ผู้ทำผิดและมาขอให้เรายกโทษให้ เราต้องให้เขาสัญญาว่าจะปรับปรุงตัว หรือบางทีอาจมีการปฏิญาณตนว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในทางที่ถูกต้อง เพราะหากให้อภัยไปบ่อยๆ โดยไม่คิดอะไร การให้อภัยนั้นก็จะไม่มีคุณค่า

 

มีตัวอย่างเรื่องเล่าในประเทศญี่ปุ่นกล่าวว่า มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเกเร ติดเหล้า ติดการพนันมาก แม่ห้ามอย่างไรก็ไม่ฟังจนปัญญาจะทำให้กลับตัวเป็นคนดีได้ หลวงลุงของเขาซึ่งบวชเป็นพระเซนอยู่ทราบเรื่อง รีบเดินทางกลับมายังบ้านน้องสาวและพำนักที่บ้านหลังนั้นหนึ่งคืน

 

เช้ามาขณะกำลังจะเดินทางกลับ หลวงลุงหารองเท้ามาสวมด้วยด้วยกิริยาอาการงกๆ เงิ่นๆ เจ้าหนุ่มที่เพิ่งฟื้นจากอาการเมาแอ๋กลับจากบ่อนเมื่อใกล้รุ่ง จึงกุลีกุจอเข้าไปช่วยผูกเชือกรองเท้า หลวงลุงยืดตัวขึ้นพลางลูบหัวพร้อมกล่าวว่า

 

“หลานชาย หลวงลุงต้องขอโทษด้วยที่รบกวนเธอ ดูเอาเถอะคนเราวันหนึ่งก็ต้องแก่เหมือนหลวงลุงนี่แหละ พอแก่แล้วทำอะไรก็ไม่สะดวก หูตาฝ้าฟางลงทุกที นี่แค่ผูกเชือกรองเท้ายังต้องพึ่งคนอื่นเลย หลวงลุงขอโทษเธอจริงๆ นะไม่น่าเกิดมาสร้างภาระให้กับเจ้าหรือใครๆ เลย”

 

หลวงลุงไม่พูดเปล่า น้ำตาหลวงลุงร่วงพรูลงบนหลังมือเจ้าหลานชาย นาทีนั้นเอง ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกว่าเขาทอดทิ้งหลวงลุงมาเป็นเวลานาน แล้วจิตใจก็เชื่อมโยงไปถึงผู้เป็นแม่ ซึ่งต้องคอยเป็นห่วงเป็นใยเขาทุกๆ วัน น้ำตาของหลวงลุงทำให้เขาเกิดสามัญสำนึกถึงความไม่ได้เรื่องของตน จึงบอกว่า

 

“หลวงลุงครับ ผมต่างหากที่ต้องขอโทษ ผมละเลยทั้งแม่และหลวงลุงมาโดยตลอด จากนี้ไปผมจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ขอหลวงลุงให้อภัยผมด้วย”

 

จากนั้นเป็นต้นมา แม่และหลวงลุงก็ได้ลูกชายและหลานคนใหม่ที่เป็นคนดีมาด้วยกุศโลบายในการทำให้หลานชายรู้สึกสำนึกผิดอย่างลึกซึ้งจากหลวงลุงของเขานั่นเอง

 

การให้อภัยทานที่จะมีผลที่แท้จริงจึงไม่ใช่การบอกว่า “ฉันยกโทษให้นะ” เพียงอย่างเดียวหากแต่ต้องมาจากการที่ให้โอกาสคนทำผิดได้เกิดจิตสำนึกขึ้นมาอย่างถ่องแท้ว่าสิ่งทีเขาทำนั้นผิด แล้วอยากเริ่มต้นใหม่ อยากแก้ไขตัวเองการให้อภัยดำเนินไปในลักษณะนี้ จึงจะเป็นการให้อภัยในความหมายที่แท้และได้บุญกุศลสูงสุด

 

 

 

Read Full Post »

อภัยทานนั้นได้ชื่อว่าเป็นทานที่ ให้ได้ยากที่สุดในบรรดาทานทุกชนิด เพราะเป็นการบำเพ็ญเพียรโดยต้องลดโทสะกิเลสให้ได้วิธีการให้ทานที่เป็นอภัยทาน

 

ด้วยธรรมชาติของคนเราย่อมไม่สามารถให้อภัยผู้อื่นได้ในทันทีเมื่อถูกทำให้โกรธ เสียใจ สูญเสีย ผิดหวัง คับข้องใจ  ซึ่งก็แล้วแต่ความหนักเบาในเจตนาของเหตุแห่งการสูญเสียสิ่งที่เรารักหรือสิ่งที่เราเป็นเจ้าของด้วย

 

ยกตัวอย่างเช่น หากเพื่อนร่วมงานขอยืมคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คไปใช้ แล้วคอมพิวเตอร์เกิดเสียขึ้นมา หากเขาตั้งใจทำให้เสียโดยไม่รับผิดชอบก็เป็นการสร้างโทสะกิเลสให้เกิดกับผู้ทีให้ยืมได้มากกว่า หากเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำเสียแล้วยินดีรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย

 

กรณีที่เป็นปัญหาที่คนเรามักไม่สามารถจะให้อภัยกันได้มากที่สุด ก็คือ การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก หรือทรัพย์สินที่มีค่ามหาศาลที่มีอิทธิพลหรือส่งผลกระทบกับการดำรงชีวิตของคนๆ นั้น อันจะก่อให้เกิดโทสะกิเลสที่รุนแรง เช่น กรณีการถูกแย่งแฟนแย่งคนรัก  สามีภรรยานอกใจ การก่อเหตุฆาตกรรมเพื่อหวังในทรัพย์ซึ่งญาติของเจ้าทุกข์ต้องได้รับความเจ็บปวดทางใจ การถูกฉ้อโกงจนล้มละลาย  การถูกขโมยสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตไป เหล่านี้ ย่อมเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเราไม่สามารถจะให้อภัยกันได้

 

 

Read Full Post »

ธรรมทานนั้นเรียกได้ว่าเป็นทานที่มีความละเอียดอ่อนมากขึ้นกว่าวัตถุทานธรรมดา คือเป็น ทานชนิดที่เป็นได้ทั้ง วัตถุภายนอกและเป็นทั้งทรัพย์ภายใน เพราะหมายถึงสิ่งที่เป็นคำสอน คำเทศน์ เป็นหนังสือธรรมะ เป็นการชักชวนผู้อื่นไปฟังธรรมก็ได้ วิธีการให้ทานที่เป็นวิทยาทาน

 

การจะให้ธรรมทานแก่ผู้อื่น สิ่งที่ต้องเตรียมนั้นก็คือ “เตรียมใจ” ให้พร้อมก่อน การให้ธรรมะต้องอาศัยจิตแห่งการให้มากกว่าวัตถุทานที่เป็นปัจจัยสิ่งของหรือวิหารทานมากนัก เพราะคนที่ยังไม่เชื่อในธรรมะ ยังไม่เชื่อในกฎแห่งกรรม ไม่เชื่อในความเห็นและการปฏิบัติที่ดีงามของพระพุทธเจ้านั้นจะมีทิฐิมานะสูงเพราะเชื่อในความคิดของตนเองว่าสิ่งที่ตนเองทำอยู่นั้นดีแล้วถูกต้องแล้ว

 

ผู้ที่คิดจะให้ธรรมทานต้อง “เปิดใจให้กว้าง” ว่าคนที่ยังไม่เคยสัมผัสพระธรรมมาก่อน ต้องใช้เวลาและความอดทนในการจะทำให้เขาเห็นและเชื่อตามซึ่งกฎแห่งกรรมได้ โดยต้องตั้งจิตเอาไว้ก่อนว่า

 

“เราจะไม่ถือโกรธ เสียใจ หรือน้อยใจ หากผู้มุ่งหวังที่จะรับธรรมทานนั้น ยังไม่สนใจหรือปฏิเสธในทานที่เราจะให้”

 

การให้ธรรมทานในขั้นตอนที่ง่ายที่สุดก็คือ ตัวเราซึ่งเป็นผู้ต้องการจะให้ ต้อง “ปฏิบัติธรรม”ให้ผู้มุ่งหวังจะรับทานได้เห็นถึงผลดีของการทำความดีต่างๆ เสียก่อน เมื่อ เขาเหล่านั้นได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีของเราแล้วก็จะเป็นการง่ายที่จะนำธรรมทานไปมอบให้กับเขา

 

การปฏิบัติธรรมที่ง่ายที่สุดก็เช่น การนั่งสมาธิเจริญภาวนาและการสวดมนต์ ซึ่งการปฏิบัติเช่นนี้เป็นที่ให้การยอมรับกันอย่างมากว่าผู้ที่ได้ปฏิบัติธรรมอย่างเนืองนิตย์นั้นจะมีจิตผ่องใส รูปลักษณ์ลักษณะท่าทางภายนอกก็จะดูมีความสุขมากกว่า คนที่ไม่ได้ปฏิบัติอย่างเห็นได้ชัดจะเป็นผู้ที่มีบุคลิกภาพ หน้าที่การงานและชีวิตความเป็นอยู่ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

 

ตัวเราซึ่งเป็นผู้ที่ต้องการให้ธรรมทานแก่ใครก็ตามต้องแน่ใจตัวเองก่อนว่า จิตใจของตัวเองนั้นได้เปิดกว้างพอ และ ต้องพอที่จะทราบว่าจิตใจของผู้ที่จะรับนั้นเขาไม่มีการปิดกั้นที่จะรับฟังเรื่องธรรมะ หรือความรู้ดีๆ ใหม่ๆ เมื่อใดที่เริ่มพูดคุยแล้วรู้สึกว่าจิตใจเขาไม่ปิดกั้นมีการพูดคุยโต้ตอบกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ จึงค่อยมอบธรรมทานให้เขาได้

 

ธรรมทานที่ควรจะมอบให้อันดับแรกๆ ก็คือ การแนะนำให้ผู้รับธรรมทานสวดมนต์คาถาศักดิ์สิทธิ์บทต่างๆ เพราะเป็น การปฏิบัติที่ง่ายที่สุดและเห็นผลในความเปลี่ยนแปลงในตัวเองได้ชัดเจนที่สุดหากได้สวดมนต์คาถาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน จิตใจก็จะสงบเป็นสมาธิและจิตจะนิ่งได้เร็ว พร้อมจะรับธรรมทานในแบบอื่น ๆต่อไป

 

ธรรมทานในแบบอื่นๆ ก็คือ การนำพาหรือชักชวนผู้ที่รับทานนั้นไปปฏิบัติธรรม เช่นการนั่งสมาธิ หรือ การฟังเทศน์ อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งที่ วัดใกล้ๆบ้าน หรือการชักชวนให้ถือศีล 8 ในวันพระเป็นต้น

 

ธรรมทานอย่างสุดท้ายที่เรียกว่าทำได้ง่ายไม่แพ้กันก็คือ การสละทรัพย์เพื่อทำธรรมทานที่เป็นวัตถุภายนอกได้แก่การจัดพิมพ์หนังสือธรรมะ การ์ตูนธรรมะ หรือ สื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่าง ซีดีธรรมะ หรือ ดีวีดีธรรมะ ที่เกี่ยวข้องกับคำสอนหรือบทสวดมนต์แบบต่างๆ แจกจ่ายให้กับคนทั่วไปตามกำลังทรัพย์ที่ตนเองมีอยู่โดยไม่ฝืนกำลังของตนเอง

 

 

Read Full Post »