Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for มีนาคม, 2014

การให้ธรรมทาน

ทานอย่างที่สามนั้นเป็นทานที่นับว่ายิ่งใหญ่ที่สุดประเสริฐที่สุด ถึงขนาดมีคำกล่าวที่ว่าการถวายวิหารทานแม้จะทำมากถึง 100 ครั้ง หรือ 100 หลังก็ยังได้บุญได้อานิสงส์ไม่เท่ากับการให้พระธรรม แม้จะให้เพียงครั้งเดียวก็ตาม
มารู้จักการให้ทานที่แท้จริง

 

3.1 การให้วิทยาทานถูกคนยังผลให้ร่ำรวย

คำว่า ธรรมทานนั้นแบ่งได้สองประเภทย่อยๆ คือ “วิทยาทาน” และ “อภัยทาน” คือ การให้ความรู้ที่ดีแก่ผู้ที่ยังไม่รู้ หากเป็นข้อที่คนอื่นรู้อยู่แล้ว ให้รู้ขึ้นไปแม้บางอย่างจะเป็นเพียงคำพูดสั้นๆ ก็สามารถเป็นการจุดประกายความรู้ให้ผู้อื่นเอาไปสร้างความเจริญก้าวหน้า ผู้ที่เป็นผู้ให้แนวความคิดนั้นแก่ผู้อื่นก็จะได้รับผลแห่งทานนั้นไปด้วยดังเช่นกรณีของ ท่านจุลลกเศรษฐี

 

“จุลลกเศรษฐีให้วิทยาทานอันมีค่าต่อชายยากจนทำให้เป็นเศรษฐีในสี่เดือน”

ในอดีตกาลอันแสนยาวไกลสมัยพระเจ้าพรหมทัตครองราชย์สมบัติในเมืองพาราณสี ยุคนั้นพระโพธิสัตว์ได้เกิดอยู่ในตระกูลของเศรษฐีโดยมีชื่อว่า จุลลกเศรษฐี เป็นผู้ที่มีปัญญาเฉียบแหลมมาก วันหนึ่งจุลลกเศรษฐีกำลังเดินทางไปยังพระราชวังของพระเจ้าพรหมทัต ได้เห็นหนูนอนตายอยู่กลางถนนและได้เห็นชายยากจนคนหนึ่งกำลังเก็บเศษขยะไปขายอย่างขะมักเขม้นจึงได้เอ่ยคำพูดเพื่อเป็นความรู้โดยนัยว่า

 

“กุลบุตรผู้มีดวงตาคือปัญญา อาจเอาหนูตัวนี้ไปใช้เลี้ยงดูภรรยาและประกอบกิจการงานได้”

ชายหนุ่มคนที่กำลังเก็บขยะไปขายนั้นชื่อ จูฬันเตวาสิก ได้ยินเข้าก็พลันคิดว่า เศรษฐีผู้นี้ถ้าไม่รู้จริงก็คงจะไม่พูดอะไรอย่างนี้ออกมาแน่นอน เขาจึงได้เก็บเอาหนูตัวนั้นไปและเดินทางเข้าตลาดเพื่อหาทางจะขายหนูตัวนี้ให้ได้

ระหว่างทางเดินไปตลาดต้องผ่านบ้านของพราหมณ์ครอบครัวหนึ่ง  พอคนใช้ในบ้านพราหมณ์เห็นคนถือหนูตายเดินผ่านมาก็ร้องบอกให้หยุดก่อน แล้วก็เข้าไปแจ้งนายของตนเอง  พราหมณ์ผู้เป็นนายกำลังต้องการหาอาหารให้แมวที่เลี้ยงเอาไว้ ซึ่งแมวนั้นชอบหนูอยู่แล้ว อีกทั้งซื้อหนูตายก็ถูกกว่าจะไปหาซื้อเนื้ออย่างอื่นมาเป็นอาหารแมว

หนูตายตัวนั้นจึงขายได้ตั้งแต่ยังไปไม่ถึงตลาด เขาจึงได้เงินมาเล็กน้อยคือ หนึ่งกากณึกเท่านั้นเรียกได้ว่าเป็นเงินที่เล็กน้อยมากจนแทบไม่มีค่า หลังจากที่เขาเที่ยวเก็บหนูตาย และเศษสิ่งของต่างๆ เพื่อนำไปขายในตลาดหาเงินมาเพิ่มเติมนั้น ก็พบว่ากิจการเช่นนี้ไม่ยั่งยืน เพราะของมีวันหมดและยากที่จะเลี้ยงชีพหรือประกอบการงานด้วยการเก็บเศษขยะได้ตลอดไป

วันหนึ่ง หลังจากที่เขาได้เที่ยวเสาะหาเศษขยะสิ่งของที่จะมาเป็นรายได้จนเหนื่อยอ่อน เขาก็มานั่งพักเหนื่อยอยู่ที่ใกล้ประตูเมืองแล้วก็พลันนึกถึงคำกล่าวของจุลลกเศรษฐีคำเดิมขึ้นมาว่าหากมีปัญญาแม้เพียงหนูตายตัวเดียวก็หาเลี้ยงชีพได้อีกครั้งหนึ่ง

เนื่องจากเมืองพาราณสีมีการบูชาเทพเจ้าต่างๆ เป็นเรื่องประจำ และราชสำนักก็มีการใช้ดอกไม้จำนวนมากทุกวัน โดยทุกๆ วันจะมีคนเก็บดอกไม้ทูนดอกไม้ที่ไปเก็บมาจากนอกเมือง แล้วเดินกลับเข้าเมืองมาอย่างเร่งรีบเพื่อจะนำไปขาย คนเก็บดอกไม้จำนวนมากเหล่านี้จะต้องออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนตะวันขึ้น  และกลับมาพร้อมดอกไม้ด้วยอาการอิดโรยและเหนื่อยล้าทุกคน

จูฬันเตวาสิกจึงคิดจะหาเงินเพิ่มจะทำเงินหนึ่งกากณึกให้เป็นเงินกหาปณะให้ได้ ( 1 กหาปณะ= 4 บาท)   จึงเอาเงินนั้นไปซื้อน้ำอ้อย แล้วเอาหม้อใบหนึ่งไปตักน้ำไว้ตั้งตรงทางเข้าประตูเมือง

ระหว่างทางได้พบกับเหล่าคนเก็บดอกไม้ของพระราชาเข้าก็เกิดความสงสารเห็นว่า คนเก็บดอกไม้พวกนี้น่าจะเพิ่งไปเก็บดอกไม้ในป่ามาคงจะได้รับความเหน็ดเหนื่อยกระหายน้ำมาก จึงให้น้ำอ้อยเท่าที่มีและให้ดื่มน้ำแก้กระหาย

เหล่าคนเก็บดอกไม้เห็นว่าจูฬันเตวาสิกเป็นผู้มีน้ำใจจึงให้ดอกไม้ไปคนละหนึ่งกำมือ เมื่อได้ดอกไม้มาจึงเอาดอกไม้นั้นไปขายที่ตลาดอีกและซื้อน้ำอ้อยมาไว้คอยให้บริการอีก แต่เวลาผ่านไปเขาก็นึกถึงคำสอนเดิมว่าหากมีปัญญาแม้สิ่งเล็กๆ ก็ทำให้กลายเป็นคนร่ำรวยได้ จากที่เคยนั่งรอรับดอกไม้จึงเปลี่ยนวิธีการใหม่

เขาเลิกเป็นพ่อค้าขายดอกไม้ที่ได้รับมาเป็นค่าตอบแทนจากน้ำอ้อยแต่จะเป็นพ่อค้าส่งดอกไม้แทน  เพื่อไม่ต้องเสียเวลานั่งขายดอกไม้ เขาเริ่มตื่นแต่เช้าตรู่ไม่แพ้คนเก็บดอกไม้ โดยขณะที่คนเก็บดอกไม้ไปเก็บดอกไม้ เขาก็จะไปซื้ออ้อย และแบกน้ำตามไปแล้วนำไปบริการจนถึงสวนดอกไม้   ไม่ต้องรอให้ลูกค้ามาหาเหมือนเดิม  คนเก็บดอกไม้ไปหาดอกไม้เหมือนเคย แต่พวกเขาเก็บดอกไม้ได้นานขึ้น เพราะมีคนยอมเหนื่อยแบกน้ำออกไปบริการ

จูฬันเตวาสิกจึงได้ค่าแรงมากกว่าโดยขาไปเขาแบกของหนักไปคือน้ำ  ขากลับเขาแบกของเบากลับมาคือดอกไม้ที่มากกว่าเดิมจากที่เคยได้หนึ่งกำ ก็ได้มากถึงคนละ 8 กำทีเดียว

ในวันหนึ่ง เกิดลมพายุกรรโชกแรงมากในพระราชอุทยานของพระเจ้าพรหมทัตทำให้มีกิ่งไม้ใบไม้ตกลงมาในอุทยานเป็นจำนวนมาก คนเฝ้าอุทยานก็ปวดหัวไม่รู้ว่าจะนำกิ่งไม้ที่ตกลงมานี้ไปทิ้งไว้ที่ไหน วันนั้นจูฬันเตวาสิก ได้เข้าไปในอุทยานแล้วบอกกับคนเฝ้าอุทยานว่า

 

“ถ้าท่านให้ใบไม้และไม้เหล่านั้นแก่ตัวข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะนำของทั้งหมดนี้ออกไปจากสวนให้เอง”

คนเฝ้าอุทยานได้ยินดังนั้นก็เกิดความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะมีคนมาช่วยแบ่งเบาภาระปัญหาที่แก้ไม่ตกนี้ให้ จูฬันเตวาสิกเดินไปที่สนามเด็กเล่น เอาน้ำอ้อยไปให้พวกเด็กๆ แล้วชวนให้เด็กๆ ช่วยกันเอาไม้และกิ่งไม้ทั้งหมดออกไปจากสวนโดยให้ไปกองไว้ที่หน้าประตูอุทยาน

ในตอนนั้นเอง ช่างปั้นหม้อหลวงกำลังหาไม้ฟืนเพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิงเผาภาชนะดินของพระเจ้าพรหมทัตอยู่พอดี พอเห็นกองไม้กองใหญ่หน้าอุทยานเข้าก็เลยขอซื้อเป็นเงิน 16 กหาปณะ และได้ตุ่มรวมถึงภาชนะอีก 5 อย่างมาใช้

จูฬันเตวาสิกพยายามหาเงินต่อไป คราวนี้เขาเอาหม้อที่ได้มา มาใช้ตั้งเป็นจุดพักให้น้ำดื่มไว้บริการกับคนหาบหญ้า 500 คนที่เดินเข้าออกหน้าประตูเมืองแบบฟรีๆ  คนหาบหญ้าทั้ง 500 คนก็ซาบซึ้งในน้ำใจบอกว่าถ้ามีอะไรให้ช่วยเหลือตอบแทนก็จะยินดีทำให้ทุกอย่าง

จูฬันเตวาสิกได้มอบอัธยาศัยไมตรีให้กับเหล่าคนทำงานทั้งทางบกและทางน้ำ วันหนึ่งคนทำงานทางบกมาแจ้งข่าวว่าวันรุ่งขึ้นจะมีพ่อค้าผ่านมาพร้อมกับม้าอีกถึง 500 ตัว จูฬันเตวาสิกจึงได้ไปบอกกับคนหาบหญ้าทั้ง 500 คนว่า

 

“ขอให้ท่านทั้งหลายช่วยมอบหญ้าแก่เราคนละ  1 กำเถิด หากเรายังไม่ได้ขายหญ้าทั้ง 500 กำนี้ พวกท่านโปรดอย่าเพิ่งขายหญ้าของท่านให้แก่ผู้ใดเลย”

คนหาบหญ้าทั้งหมดก็ยินดีรับคำแล้วมอบหญ้าคนละกำให้โดยเอาไปวางไว้ที่หน้าบ้านของจูฬันเตวาสิก พอพ่อค้าที่นำม้าจำนวน 500 ตัวผ่านมาพยายามจะหาซื้อหญ้าก็ไม่มีคนจะขายให้ทั้งหมดบอกให้ไปซื้อแก่จูฬันเตวาสิกก่อน พ่อค้าม้าจึงต้องไปซื้อหญ้าจากจูฬันเตวาสิกด้วยเงินจำนวน 1 พันกหาปณะ

สามวันต่อมา ก็มีสหายทางน้ำมาบอกแก่จูฬันเตวาสิกว่า จะมีเรือใหญ่มาจอดที่ท่าน้ำแล้ว เขาจึงได้เอาเงินจำนวน 8 กหาปณะไปเช่ารถและจ้างคนมาเป็นบริวาร แล้วก็เดินไปที่ท่าเรือ ทำทีให้เหมือนกับคนที่มีอำนาจบารมีมาก โดยให้แหวนวงหนึ่งไว้กับนายเรือแล้ว ให้ทำที่นั่งกั้นผ้าม่านนั่งอยู่ไม่ไกลจากท่าเรือนักโดยสั่งนายเรือไว้ว่าสินค้าในเรือนี้เราได้จองไว้หมดแล้ว ให้เหล่าพ่อค้าไปหาเขาที่นั่ง และสั่งคนรับใช้ไว้ว่า หากมีพ่อค้ามาหา ก็จงบอกให้ประวิงเวลาเขาไว้เสียสามครั้ง

เมื่อเหล่าพ่อค้ากว่าร้อยคนลงจากเรือ นายเรือก็บอกกับเหล่าพ่อค้าว่า พวกท่านจะไม่ได้สินค้า เนื่องจากมีพ่อค้าใหญ่มามัดจำเอาไว้แล้ว แล้วก็ชี้ไปทางที่จูฬันเตวาสิกนั่งอยู่ พ่อค้าทั้งหลายจึงพากันมาขอพบกับจูฬันเตวาสิก ณ ที่ตรงนั้น

ก่อนที่พ่อค้าจะเข้าพบจูฬันเตวาสิกได้ต้องได้รับอนุญาตจากคนรับใช้ก่อนโดยคนรับใช้ก็ประวิงเวลาให้เสียสามครั้ง พ่อค้าทั้งร้อยคนเกิดความร้อนใจกลัวจะไม่ได้สินค้าจึงตกลงรวมหัวกันจะให้ทรัพย์คนละหนึ่งพันกหาปณะ เพื่อเป็นค่าจองสินค้าในเรือกับจูฬันเตวาสิก แล้วจะให้อีกคนละพันกหาปณะเพื่อขอซื้อสินค้าต่างๆ ในเรือนั้นให้มาเป็นของตนเอง

การกระทำครั้งนี้ทำให้จูฬันเตวาสิกได้รับทรัพย์ไปมากถึง 2 แสนกหาปณะ เขาจึงเดินทางกลับไปยังเมืองพาราณสี ก็พลันสำนึกถึงในบุญคุณของจุลลกเศรษฐีที่ได้กล่าวอุทานประโยคนั้นได้ จึงได้เอาเงินถึง 1 แสนกหาปณะไปมอบให้ จุลลกเศรษฐีเพื่อตอบแทนบุญคุณ

จุลลกเศรษฐี ได้เห็นจูฬันเตวาสิกกลับมาอย่างร่ำรวยก็แปลกใจมากที่จู่ๆ ก็มีชายคนหนึ่งเอาเงินมาให้ตั้งแสนกหาปณะ จูฬันเตวาสิกจึงบอกว่า

 

“ข้าพเจ้าได้ใช้วิธีการที่ท่านกล่าวบอกเป็นนัยไว้ในคราวนั้น จึงทำให้ข้าพเจ้าสามารถหาทรัพย์ได้เป็นจำนวนมากในเวลาเพียง 4 เดือน”

แล้วเขาก็ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้จุลลกเศรษฐีฟัง

จุลลกเศรษฐีได้ฟังเรื่องราวของจูฬันเตวาสิกแล้วก็เกิดความปลื้มใจและชื่นชมในสติปัญญา รวมถึงความมีคุณธรรมกตัญญูรู้คุณ จึงได้ยกลูกสาวให้แต่งงานด้วยขณะที่ตัวของจุลลกเศรษฐีเองก็ร่ำรวยมากยิ่งขึ้นจากการได้ลูกเขยที่เก่งกาจ เมื่อจุลลกเศรษฐีล่วงลับไปแล้ว จูฬันเตวาสิกลูกเขยจึงได้ครอบครองสมบัติทั้งหมด ได้ชื่อว่า เป็นเศรษฐีใหญ่อยู่ในพระนครพาราณสีนั้น

จูฬันเตวาสิกในอดีตกาลนั้น ได้กลับชาติมาเกิดเป็นพระจุลปันถกผู้ซึ่งเป็นเอตทัคคะภิกษุในด้านผู้มีฤทธิ์ทางใจ (วิชามโนมยิทธิ)ในชาติปัจจุบันนี้ ส่วนจุลลกเศรษฐีในกาลนั้นก็คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนั่นเอง

จุลลกเศรษฐีนับว่าได้ให้คติธรรมข้อคิดในการค้าขายและดำเนินชีวิตแก่จูฬันเตวาสิกโดยไม่รู้ตัว และจูฬันเตวาสิกเองก็นับเป็นผู้ที่มีความกตัญญูรู้คุณ หมั่นนึกถึงข้อคิดเตือนใจที่จุลลกเศรษฐีพูดเอาไว้เสมอมาทำให้เขาพลิกฐานะจากที่เคยยากจนกลายเป็นคนร่ำรวยมหาศาลได้สำเร็จ

3.2  การให้ “อภัยทาน” ยิ่งให้ยิ่งมีโอกาสรวยขึ้น

ทานที่เป็น “ทรัพย์ภายใน” ที่ทรงคุณค่าและสูงค่าที่สุดก็คือ อภัยทาน เพราะแม้เราจะได้ชื่อว่ากระทำธรรมทานสอนและแนะนำให้ผู้อื่นได้กลับตัวได้รู้ธรรมได้มากเพียงใดแม้จะให้มากโดยชักชวนคนไปฟังธรรมสัก 100 ครั้ง หรือสั่งสอนคนให้กลับตัวเป็นคนดีได้มากถึง 100 คนก็ได้บุญและอานิสงส์น้อยกว่าการให้ “อภัยทาน” แม้จะให้เพียงครั้งเดียวได้

การรู้จักให้อภัยทานนั้น หมายถึงการไม่ผูกโกรธ ไม่อาฆาตจองเวรไม่พยาบาทร้ายต่อคนอื่นแม้แต่ผู้ที่เป็นศัตรูซึ่งจะได้บุญกุศลและอานิสงส์แรงที่สุดในการทำทานทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นทานประเภทที่เป็นทรัพย์ภายนอกหรือทรัพย์ภายในก็ตาม

เพราะการให้อภัยทานนั้นเป็นการบำเพ็ญเพียรเพื่อลดละสิ่งที่เรียกว่า “โทสะกิเลส”และเป็นการเจริญ “พรหมวิหารธรรม” พรหมวิหารธรรมนั้นจะเป็นคุณธรรมที่เรียกได้ว่า ทำได้ยากในบุคคลธรรมดาด้วยการมีความเมตตาคือปรารถนาให้คนอื่นมีความสุข มีความกรุณาปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ มีความมุทิตา คือยินดีเมื่อผู้อื่นมีความสุขไม่อิจฉาริษยา และ ความมีอุเบกขารู้จักวางเฉยอย่างมีปัญญา

เมื่อผู้ที่สามารถฝึกจิตใจตนให้มีพรหมวิหารธรรมกำกับอยู่ก็จะสามารถให้อภัยทาน ได้สำเร็จสามารถละได้ซึ่งความพยาบาทไม่ต้องติดกรรมซึ่งกันและกัน ด้วยเหตุนี้การให้อภัยทานจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและยากเย็นที่สุดแต่ก็ได้ผลประโยชน์สูงสุดด้วยเช่นกันนั่นคือก่อให้เกิด “อโหสิกรรมผล”

กรรมที่หมดโอกาสให้ผล  เรียกว่า “อโหสิกรรม” คือไม่มีเหตุให้เกิดผลแห่งกรรมใดๆ ต่อกันอีก เป็นการสร้างกรรมดีไว้มากเสียจนกรรมเก่าตามไม่ทัน หรือเป็นกรรมที่เจ้ากรรมนายเวรหรือคนที่ได้รับความทุกข์เพราะตัวเราเป็นต้นเหตุแม้จะตั้งใจหรือไม่ตั้งก็ตาม ซึ่งเขาเหล่านั้นได้รับการชดใช้แล้วจึงไม่มีเหตุให้ต้องผูกมัดมาใช้เวรให้กรรมร่วมกันอีก เลิกแล้วต่อกันไปโดยปริยาย

 

“สุมังคละเศรษฐีให้อภัยชายใจพาลจนมีโอกาสสร้างบุญใหญ่หลายครั้ง”

ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ ณ เวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภถึงเปรตงูเหลือมตนหนึ่งโดยมีเหตุจาก เมื่อพระมหาโมคคัลลานะออกจากที่พักมาพร้อมพระลักขณเถระ ในเวลาเช้าเพื่อเข้าไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์

ระหว่างทางพระมหาโมคคัลลานะ ได้เห็นเปรตตนหนึ่งด้วยทิพจักษุ เปรตตนนั้นมีร่างกายเป็นงูเหลือมยาวประมาณ 25 โยชน์ มีหัวเป็นมนุษย์ผมยาวปรากฏไฟลุกไหม้จากหัวจนถึงหาง จากหางลุกไหม้ขึ้นไปจนถึงหัว บางขณะก็ลุกไหม้หัวและหางมาจดกลางลำตัว จากกลางลำตัวไปถึงหัวและหาง สลับสับเปลี่ยนกันอยู่เช่นนี้ได้รับทุกข์เวทนาอย่างแสนสาหัส

พระมหาโมคคัลลานเถระ เห็นดังนั้นจึงยิ้มน้อยๆ ขึ้นมาด้วยคิดว่าสัตว์ผู้มีร่างกายเช่นนี้ เราไม่เคยเห็นมาก่อน ทำให้พระลักขณเถระที่เดินมาด้วยกัน พอเห็นพระโมคคัลลานะยิ้มน้อยๆ ก็อดที่จะสงสัยไม่ได้ด้วยคิดว่าการที่พระอรหันต์ผู้ใหญ่จะยิ้มคงต้องมีเหตุแน่นอน จึงเอ่ยปากถามว่า

“ข้าแต่พระมหาเถระ ท่านมีเหตุอันใดทำไมถึงได้เดินยิ้ม”

พระมหาโมคคัลลานะจึงกล่าวแก่พระลักขณเถระว่า “เวลานี้มิใช่เป็นเวลาที่จะตอบปัญหา เอาไว้ถามเราต่อหน้าพระบรมศาสดาขณะเข้าไปเฝ้าก็แล้วกัน” เมื่อกล่าวดังนั้นแล้ว ท่านก็เดินนำพระลักขณะเข้าไปบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์หลังจากกลับบิณฑบาตฉันภัตตาหารเรียบร้อยแล้ว พระมหาโมคคัลลานเถระจึงได้ชวนพระลักขณะเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา

พระพุทธองค์ทรงสดับคำของพระมหาโมคคัลลานะแล้ว จึงทรงมีพุทธฏีกาตรัสว่า

 

“เราตถาคตก็เคยเห็นเปรตชนิดนั้นมาแล้ว ขณะที่เราพำนักอยู่บริเวณต้นไม้ศรีมหาโพธิ์ แต่เราไม่ได้แจ้งแก่ใครเหตุเพราะจะไม่มีผู้ใดเชื่อ ผู้คนพวกนั้นจะพลอยได้รับโทษไปด้วย แต่มาบัดนี้ท่านโมคคัลลานะสามารถเห็นได้ด้วยทิพยจักษุ พอจะเป็นพยานยืนยันให้เราได้ เราจึงกล่าวว่าเคยเห็นเปรตตนนั้นมาก่อนแล้ว”

ภิกษุทั้งหลายที่มาประชุมกันในขณะนั้น จึงทูลถามถึงบุพกรรมของเปรตนั้นว่ามีที่มาอย่างไรพระพุทธองค์จึงทรงตรัสเล่าว่า

ในสมัยพระพุทธเจ้ากัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเศรษฐีคนหนึ่งมีนามว่า “สุมังคลเศรษฐี” เป็นผู้มีทรัพย์มาก มียศมาก มีบริวารมาก มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาและพระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ได้ทุ่มเทกำลังทรัพย์สร้างวิหารถวายพระบรมศาสดาให้เป็นที่ประทับพร้อมหมู่สงฆ์ โดยที่พื้นที่โดยรอบวิหารนั้นปูลาดด้วยแผ่นอิฐทองคำกว้างคูณยาว วัดได้ถึง 100 วา เสร็จแล้วก็จัดให้มีพิธีฉลองวิหารนั้น ด้วยกำลังทรัพย์อีกมหาศาล

ในเวลาเช้าของวันหนึ่ง สุมังคลเศรษฐีออกเดินทางจากที่พัก เพื่อไปเข้าเฝ้าพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้าตามปกติ ระหว่างทางมีศาลาพักร้อนปลูกอยู่ข้างทางหลังหนึ่ง สุมังคลเศรษฐีและบริวาร คิดจะเข้าไปนั่งพักให้หายเมื่อย แต่กลับพบบุรุษผู้หนึ่งนอนคุดคู้อยู่มีผ้าคลุมหัวอยู่กลางศาลาส่วนที่เท้านั้นก็เปื้อนโคลนเต็มไปหมด

สุมังคลเศรษฐี จึงกล่าวแก่บริวารว่า “ชายผู้นี้คงจะเป็นคนชอบเที่ยวกลางคืนแล้วมาหลบนอนกลางวัน เราไม่ควรจะพักรวมชายคาเดียวกันกับคนเช่นนี้เลย” เมื่อกล่าวเช่นนี้แล้วท่านก็ออกเดินทางต่อไป

บุรุษผู้ที่กำลังนอนอยู่นั้นพอได้ยินเสียงผู้คนพูดคุยกันอยู่ภายในศาลาจึงเลิกผ้าขึ้นมาดูหน้าเศรษฐีผู้พูดประโยคดังกล่าว  แล้วผูกใจเจ็บอาฆาต คิดว่าตาเศรษฐีเฒ่ามาดูแคลนเรา เราจะหาวิธีแก้แค้นเสียให้สาสม ว่าแล้วก็ลงนอนต่อไป

เวลาผ่านไปถึงยามบ่ายแก่ บุรุษผู้ที่นอนในศาลานั้นตื่นขึ้นมาแล้ว ก็ออกไปสืบถามถิ่นที่อยู่ของสุมังคลเศรษฐีจนรู้แน่ชัดแล้ว ตกกลางคืนบุรุษนั้นก็แอบไปจุดไฟเผานาข้าวของเศรษฐี จนข้าวที่กำลังสุกได้ที่พร้อมจะเก็บเกี่ยวถูกไฟเผาไหม้จนเสียหายทั้งหมด

เท่านั้นยังไม่พอ บุรุษใจพาลยังแอบเข้าไปเผายุ้งข้าวอีกหลายยุ้ง โดยมันผู้นี้ได้เพียรพยายามจองล้างจองผลาญเผานาข้าวและยุ้งข้าวของเศรษฐีอยู่ถึงเจ็ดครั้ง ก็ยังไม่สามารถละวางความแค้นได้ ต่อมาก็ย่องเข้าไปจุดไฟเผาเรือนของท่านเศรษฐีอีกถึงเจ็ดครั้ง ซ้ำยังแอบเข้าไปในคอกปศุสัตว์แล้วทำการทารุณกรรมต่อฝูงวัวอยู่อีก 7 ครั้งจนบรรดาวัวเหล่านั้นพิการเดินไม่ได้เป็นที่น่าเวทนาสงสารยิ่ง

บุรุษใจพาลผู้ตกอยู่ในห้วงแห่งความแค้น แม้จะจองเวรทำลายทรัพย์สินของท่านเศรษฐีสักกี่ครั้งก็ยังไม่สาสมใจ ต่อมาจึงแสร้งเข้าไปตีสนิทกับหญิงรับใช้ของเศรษฐีแล้วหลอกถามว่า สุมังคลเศรษฐีนี้มีสิ่งใดเป็นที่รักใคร่มากที่สุด เพราะตนเองทำลายข้าวของหรือจุดไฟเผาบ้านอย่างไรเศรษฐีผู้นี้ก็ดูจะไม่ทุกข์ร้อนเลยสักครั้ง

หญิงรับใช้พอเห็นมีชายหนุ่มมาแสดงกิริยาเกี้ยวพาราสีทอดสะพานให้ นางจึงมอบไมตรีตอบด้วยความไว้วางใจ ไม่ว่าชายหนุ่มปรารถนาจะรู้สิ่งใด นางก็เล่าจนหมดว่า สุมังคลเศรษฐีเป็นผู้ดีมีน้ำใจงาม ไม่มีสิ่งใดที่นายท่านจะหวงแหนรักใคร่เทิดทูลเท่ากับวิหารและพระคันธกุฏี ซึ่งเป็นที่ประทับขององค์พระบรมศาสดาอีกแล้ว

บุรุษใจพาลได้ฟังจึงคิดว่า ถ้าวิหารและพระคันธกุฎีเป็นที่โปรดปรานรักใคร่ของไอ้เศรษฐีเฒ่านัก เราก็จะต้องหาทางไปเผาทำลายเพื่อระบายความแค้นเสียให้สมใจ ครั้นพอถึงรุ่งเช้าวันใหม่ พระพุทธองค์และเหล่าพระสาวกก็เสด็จไปบิณฑบาตที่หมู่บ้าน บุรุษใจพาลเมื่อรอดูรู้ว่าปลอดผู้คนในอาวาสแล้ว จึงตรงเข้าไปทุบทำลายโอ่งน้ำ และภาชนะใส่น้ำจนหมดแล้วจุดไฟเผาวิหารและพระคันธกุฎีเสียจนวอดมอดไหม้ ไม่มีเหลือแม้แต่เสา

ฝ่ายเศรษฐีสุมังคละพอรู้ข่าวว่าไฟได้ไหม้วิหารและพระคันธกุฎีที่ตนสร้างถวายพระบรมศาสดา ก็รีบมาดูที่เกิดเหตุทันที พอเห็นกองเถ้าถ่าน กระจายอยู่เกลื่อนในบริเวณที่เคยเป็นวิหารและพระคันธกุฎี ท่านเศรษฐีก็ไม่ได้มีอาการปริวิตกหรือเสียใจเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับแสดงอาการดีใจ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พอใจเป็นอย่างยิ่ง

บรรดาประชาชนคนที่มามุงดู พอได้เห็นอาการของสุมังคลเศรษฐีเช่นนั้นจึงพากันไต่ถามว่า

“ท่านเศรษฐีบริจาคทุนทรัพย์จัดสร้างพระวิหารและพระคันธกุฎีไปตั้งมากมาย เมื่อสิ่งที่ท่านตั้งใจสร้างโดนไฟเผาทำลายเสียจนสิ้น ทำไมท่านจึงแสดงอาการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ดีอกดีใจ ท่านไม่รู้สึกเสียดายทรัพย์สินที่โดนเผาทำลายไปบ้างหรือ”

สุมังคลเศรษฐีจึงกล่าวตอบแก่ผู้คนชนที่มามุงดูว่า

 

“นาข้าวและยุ้งฉาง รวมทั้งเรือนของเราโดนไฟไหม้อย่างละเจ็ดครั้ง ถือได้ว่าเป็นความสูญเสีย แต่พระวิหารและพระคันธกุฎี ที่เราสร้างถวายแด่พระบรมศาสดาและสงฆ์พุทธสาวก ด้วยเงินและทองเป็นอันมากถึงจะโดนไฟเผาไหม้มอดหมดไป เงินและทองนั้นก็มิได้หายไปไหนยังจะติดตามตัวเราไปทุกภพทุกชาติ

 

เหตุที่เราดีใจยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ก็เพราะเราจะได้มีโอกาสละเงินและทอง จัดสร้างพระคันธกุฎีถวายแด่พระบรมศาสดาและพระสงฆ์อีกครั้ง จึงถือว่าเราจะได้สะสมอริยทรัพย์ให้เพิ่มพูนปรากฏในภพชาติต่อไป เช่นนี้จะไม่ให้เราดีใจได้อย่างไรเล่า

เมื่อกล่าวเช่นนั้นแล้ว สุมังคลเศรษฐีจึงได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้ากัสสปะแล้วทูลอาราธนาให้เสด็จพร้อมหมู่สงฆ์สาวกไปประทับในที่อันควรก่อนในส่วนข้างหนึ่งของบริเวณอาวาสที่ตนสั่งให้บริวารจัดไว้ พร้อมทั้งทูลขอพุทธานุญาตจัดสร้างพระวิหารพร้อมพระคันธกุฎีถวายให้เป็นที่ประทับหลังใหม่

พระพุทธเจ้าทรงรับด้วยอาการสงบนิ่งแล้วทรงเสด็จไปยังที่ที่เศรษฐีและบริวารจัดเตรียมไว้

สุมังคลเศรษฐี มีความลิงโลดยินดีเป็นยิ่งนัก ออกมาสั่งบริวารให้ระดมหาช่างฝีมือเลิศที่สุดให้มารวมตัวกัน รุมกันก่อสร้างพระวิหารและพระคันธกุฎีให้แล้วเสร็จภายในสามเดือน เมื่อสร้างเสร็จแล้วเศรษฐีจึงสั่งให้ช่างทองหล่อทองคำให้เป็นแผ่นอิฐนำมาปูพื้นบริเวณโดยรอบพระวิหารมีความกว้างคูณยาวเท่ากับพื้นที่เดิม

จากนั้นแล้วก็สละทรัพย์ทำการเฉลิมฉลอง พร้อมถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าพร้อมหมู่สงฆ์มีประมาณสองหมื่นรูปเป็นเวลาตลอดเจ็ดวัน แล้วจึงทูลอาราธนาพระบรมศาสดากับหมู่สงฆ์ให้เสด็จประทับภายในพระวิหารและพระคันธกุฎีหลังใหม่

ฝ่ายเจ้าบุรุษผู้มีใจโฉดชั่ว หมกมุ่นอยู่ในแรงพยาบาทอาฆาตนั้นเห็นว่าท่านเศรษฐีไม่ได้มีความเจ็บแค้นเดือดร้อนต่อการที่วิหารและพระคันธกุฎีอันเป็นที่รักต้องโดนไฟเผาจนมอดไหม้กลายเป็นเถ้าธุลีเลยก็ยิ่งผูกใจเจ็บเข้าไปอีกแทนที่จะระลึกถึงความดีที่มีอยู่ในจิตใจเศรษฐีก็กลับคิดว่า

“ไอ้เศรษฐีเฒ่าผู้นี้ มันช่างยั่วยวนกวนโทสะของเรายิ่งนัก เราเผานามันก็แล้ว เผายุ้งฉางมันก็แล้ว เผาเรือนมันก็แล้ว ทำลายคอกปศุสัตว์มันก็แล้ว แม้ที่สุดวิหารและพระคันธกุฎีอันเป็นที่รักโดนเราเผาทำลายกลายเป็นกองขี้เถ้ามันยังมีกะใจมีความสุขได้อีก มันช่างไม่สะทกสะท้านอะไรซะเลย ถ้ามันยังมีชีวิตอยู่เราคงจะหาความสุขไม่ได้ เราจะต้องหาวิธีฆ่าไอ้เศรษฐีเฒ่านี้ให้จงได้”

พอรุ่งเช้าบุรุษใจพาลจึงได้จัดแจงนุ่งห่มด้วยผ้าเนื้อหนา แล้วทำการซ่อนมีดเอาไว้ในผ้านุ่งของตน เดินตรงไปยังวิหารเพื่อรอจังหวะที่จะฆ่าสุมังคลเศรษฐีให้ได้โดยเฝ้ากระทำอยู่เช่นนี้ทุกๆ วัน จนผ่านไปเจ็ด วันแล้วก็ยังไม่มีโอกาสเหมาะที่จะลงมือฆ่าเศรษฐีได้เสียที

ฝ่ายสุมังคลเศรษฐี เมื่อได้ถวายวิหาร พระคันธกุฎีและอาหารชั้นเลิศแด่พระพุทธเจ้าพร้อมพระสงฆ์สาวกสองหมื่นรูปครบเจ็ดวัน วันต่อมาจึงได้เดินทางเข้ามาเฝ้าพระบรมศาสดา แล้วกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า วินาศภัยและอัคคีภัยที่เกิดขึ้นได้ในครั้งนี้ ข้าพุทธเจ้ารับรู้มาว่า เป็นฝีมือของบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งเกิดจากแรงโทสะและริษยา เขาช่างเป็นบุคคลที่น่าสงสารอย่างยิ่ง เขาได้มีความเพียรเป็นอันมาก ที่จะพยายามทำให้ข้าพระองค์ต้องมีอันเป็นไปเสียให้ได้

เขาผู้นี้ได้พยายามทำการต่างๆ ไม่ว่าจะพยายามเผานาและยุ้งฉางถึงเจ็ดครั้ง ต่อมาก็พยายามเผาเรือนของข้าพุทธเจ้าอีกเจ็ดครั้ง อีกทั้งพยายามที่จะทำลายสิ่งที่ข้าพุทธเจ้ารักให้ได้ด้วยการลอบเข้าไปในคอกปศุสัตว์ ทำร้ายโคขุนของข้าพุทธเจ้าให้ถึงกับพิการเดินไม่ได้ ด้วยการตัดเท้าโคทั้งหมดเสีย

ครั้งสุดท้ายเขาผู้นี้ก็แอบลอบเข้ามาทุบทำลายภาชนะใส่น้ำในอาวาส และเผาวิหารพร้อมพระคันธกุฎี กรรมอันนี้หนักหนาสาหัสนัก จักมีผลให้เขาได้รับทุกขเวทนาแบบนับประมาณไม่ได้ในภพชาติต่อไป จึงถือได้ว่าเขาช่างหน้าสงสารยิ่งนัก”

โดยประโยคต่อมาที่ท่านเศรษฐีเอ่ยขึ้นนั้นนับว่าอัศจรรย์มากทีเดียวที่ท่านกล่าวว่า

 

“ข้าพุทธเจ้าจึงขอยกผลบุญที่ข้าพุทธเจ้าจักพึงได้รับ ในการถวายมหาทานครั้งนี้ทั้งหมดให้แก่บุรุษผู้นั้นก่อนผู้อื่น เพื่อว่าเขาอาจจะได้รับความสุขสบายขึ้นบ้างในโอกาสต่อไป

บุรุษผู้มีจิตคิดชั่ว ซึ่งได้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าเสื้อหนา แล้วซ่อนมีดเอาไว้ภายในเครื่องนุ่งห่มในตอนนั้นได้เข้ามาปะปนรวมมากับผู้คนเพื่อรอโอกาสที่จะฆ่าสุมังคลเศรษฐีเสียพอดี ครั้นพอได้ฟังวาจาที่ไม่เคยผูกอาฆาตของสุมังคลเศรษฐีและยังกล่าวยกบุญกุศลนั้นให้ตนเองก่อนคนอื่นก็ฉุกขึ้นมาว่า

“โอหนอ นี่เรากำลังจะทำอะไร เราจ้องจองล้างจองผลาญแก่เศรษฐีคนนี้ถึงเพียงนี้ ซึ่งเขาก็รู้ว่าเราทำ แทนที่จะถือโทษโกรธเคืองแก่เรา แต่เขากกลับไม่ได้ผูกโกรธ ซ้ำยังมีเมตตาแบ่งปันส่วนผลบุญอันได้มายากให้แก่เราก่อนผู้อื่นอีก

แม้บัดนี้เรายังจะคิดฆ่าเขาได้ลงคออีกหรือ ที่ผ่านมาเราได้เพียรที่จะกระทำกรรมอันชั่วช้าหนักหนาสาหัสแก่เขาแล้วถ้าเราไม่ได้ออกไปขอโทษแก่เขา แล้วขอให้เขายกโทษให้เรา ฟ้าคงจะผ่าหัวเราให้แยกออกเป็นเสี่ยงๆ เป็นแน่”

บุรุษผู้โฉดชั่วนั้นจึงออกมาจากที่ชุมชน แล้วเดินตรงเข้าไปแสดงตนว่าเคยเป็นคนปองร้ายต่อท่านเศรษฐี นั่งคุกเข่าหมอบกราบลงแทบเท้าสุมังคลเศรษฐี กล่าวว่า

“ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ ขอท่านจงโปรดยกโทษในความผิดที่ข้าพเจ้าได้กระทำ พูด คิดแก่ท่านทุกประการที่ข้าพเจ้าได้ทำลงไป บัดนี้ข้าพเจ้าสำนึกผิดและขออภัยแก่ท่าน ณ โอกาสนี้ด้วย”

สุมังคลเศรษฐีพอได้ฟังคำขอโทษจากปากบุรุษผู้นั้น ก็ถามขึ้นว่า

“ ดูก่อนสหาย ท่านจะให้เรายกโทษให้ด้วยเหตุอันใด ทำไมท่านถึงได้มาแสดงกิริยาประหวั่นงันงกเช่นนี้ด้วยเล่าขอท่านจงบอกเล่าให้เราได้ฟังก่อน”

บุรุษใจพาลจึงได้เล่ารายละเอียดที่ตนจองเวรจองล้างจองผลาญต่อเศรษฐีว่าทำอะไรที่ผิดต่อท่านเศรษฐีอย่างไรบ้าง จนแม้ที่สุดถึงกับคิดจะฆ่าเสียให้ตาย ณ วันนี้ให้ท่านสุมังคลเศรษฐีได้ฟัง ครั้นได้สดับฟังแล้วก็ให้นึกสงสัยว่าอยู่ดีๆ ทำไมบุรุษผู้นี้ถึงได้พยาบาทจองเวรแก่เราถึงเพียงนี้จึงเอ่ยปากถามถึงสาเหตุที่ต้องปองร้ายกัน

บุรุษใจพาลจึงได้ขอให้เศรษฐีระลึกนึกถึงคำพูด ที่พูดแก่บ่าวของตนเองในศาลาพักร้อนริมทางเมื่อครั้งกระโน้นแล้วบุรุษนั้นจึงกล่าวว่า “เหตุเพราะคำพูดที่เศรษฐีพูดดูแคลนแก่ข้าพเจ้า จึงทำให้ข้าพเจ้าผูกอาฆาตจองเวรมาถึงปัจจุบัน”

สุมังคลเศรษฐี เมื่อระลึกถึงคำพูดของตนในอดีตได้จึงกล่าวขอโทษ ขอให้บุรุษใจพาลนั้นกรุณายกโทษนั้นให้แก่ตนด้วยแล้วก็กล่าวว่า

“สหายเอยจงลุกขึ้นเถิดเราได้ยกโทษแก่ท่านแล้ว เราเองก็ไม่ดี ที่พูดโดยไม่คิดว่าผู้อื่นจะได้ยินจงลุกขึ้นเถอะนะอย่ามานั่งคุกเข่าอยู่เช่นนี้เลย”

บุรุษใจพาลจึงกล่าวว่า

“ข้าแต่นายผู้ประเสริฐ หากท่านยกโทษให้แก่ข้าพเจ้าจริง ขอนายท่านจงรับข้าพเจ้าพร้อมลูกเมีย ให้เป็นทาสรับใช้ในเรือนของท่าน ข้าพเจ้าและลูกเมียต้องการเพียงก้อนข้าวและหยดน้ำจากนายท่านเพื่อประทังชีวิตให้อยู่ได้เท่านั้น ไม่ได้ต้องการสิ่งใดตอบแทนอีก ขอนายท่านโปรดจงให้โอกาสข้าพเจ้า และครอบครัวได้ถ่ายโทษด้วยวิธีนี้ด้วยเถิด”

สุมังคลเศรษฐีกล่าวว่า

“สหายเอย เราให้สัจจะวาจาว่าจะไม่ถือโทษแก่ท่าน แต่เราไม่อาจรับท่านและครอบครัวเข้ามาอยู่ในบ้านได้ ด้วยเหตุเพราะเราเกรงว่าเมื่อท่านมาอยู่ร่วมบ้านเดียวกับเราแล้ว เราคงจะว่ากล่าวตักเตือนท่านไม่ได้อีก เพราะเพียงแต่ในอดีตเรากล่าวตำหนิท่านเล็กน้อย ท่านยังผูกอาฆาตต่อเราถึงเพียงนี้ เมื่อท่านมาอยู่ร่วมกับเราวันข้างหน้าเราหรือจะกล้าว่ากล่าวตักเตือนท่านได้ จงไปข้างหนาเสียเถิดสหาย”

บุรุษใจพาลได้ยอมรับการตัดสินใจของสุมังคลเศรษฐีแต่โดยดี แล้วจึงล่าถอยออกมาจากที่ประชุม ครั้นพ้นเขตอาวาสแล้วไม่นาน ขณะที่บุรุษใจพาลกำลังจะเดินกลับบ้าน ฉับพลันนั้นฟ้าก็ได้ผ่าลงมาโดนศีรษะของบุรุษใจพาลนั้นแตกเป็นเสี่ยงๆ ตายลงในที่สุด

บุรุษผู้นั้นเมื่อตายลงแล้ว ด้วยกรรมชั่วที่เขาได้กระทำไว้มากมายนำพาเขาให้ไปบังเกิดในอเวจีนรกหมกไหม้อยู่เป็นระยะเวลาถึงหนึ่งพุทธันดร (แสนมหากัป) จนเวลาล่วงเลยลุถึงพระศาสนาของพระบรมศาสดาองค์ปัจจุบันจึงได้มาบังเกิดเป็นเปรตงูเหลือมวนเวียนอยู่บริเวณชายเขาคิชฌกูฎชานกรุงราชคฤห์ จนปรากฏตัวให้แก่พระพุทธเจ้าและโมคคัลลานะได้เห็นในที่สุด

เมื่อองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงที่มาของเปรตงูเหลือมจบลง พระองค์ก็ทรงโปรดแสดงผลที่คนพาลจะได้รับ ความว่า

 

“คนพาลทำบาปย่อมไม่รู้สึกตัวว่าเราทำบาป ต่อเมื่อความเดือดร้อนเพราะผลแห่งการกระทำ ย่อมส่งให้ได้รับโทษให้จมอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ทรมานจึงมารู้สึกตัวทีหลังก็ต่อเมื่อสายเสียแล้ว”

เรื่องของสุมังคลเศรษฐีนั้นพอจะอธิบายผลแห่งการให้อภัยทานและการผูกอาฆาตได้เป็นอย่างดีว่ามีผลตรงกันข้ามกันมากมายเพียงใด คนที่สามารถให้อภัยผู้อื่นได้ จิตก็จะมีความโปร่งเบาไม่ทุกข์ร้อน นำจิตที่ใสสะอาดนั้นไปสร้างกุศลกรรมดีได้มากยิ่งๆ ขึ้นไป จะเห็นว่ายิ่งให้อภัยได้ท่านก็มีโอกาสทำบุญใหญ่และรวยมากยิ่งๆ ขึ้นไปอีก

ทานทั้งสามชนิดนี้เองเป็นทานที่เราทุกคนต้องหมั่นฝึกฝน หมั่นฝึกให้อยู่เป็นประจำเริ่มจากทีละน้อยก่อน ค่อยๆ สละกิเลสความตระหนี่ ความโลภออกจากตัวไปเรื่อยๆ เพราะหากไม่ได้ฝึกฝนเลยไม่เคยทำเลยก็จะทำได้ยาก สละได้ยาก ผลสุดท้ายเมื่อมีแต่ความตระหนี่ถี่เหนียวในจิตใจ ก็จะไม่มีวันได้เป็นผู้รับที่มีความสุข เนื่องจากไม่เคยให้และยังส่งผลให้ภพชาติปัจจุบันได้รับความลำบากหรือได้รับความอับอายเพราะได้ชื่อว่าเป็นคนตระหนี่ ดังที่ปรากฏใน “พิลารโกสิยชาดก” ว่า

ในอดีตกาลพระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลเศรษฐีที่ร่ำรวยมาก แต่ก็ไม่ได้เป็นผู้ประมาทเห็นว่าวันหนึ่งทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาลเหล่านี้เมื่อถึงคราวลาจากโลกไปแล้วก็ไม่อาจนำทรัพย์ติดตัวไปได้แม้แต่อย่างเดียว วิธีที่จะนำทรัพย์ติดตัวไปได้นั้นมีอยู่ทางเดียว คือการสร้างบุญบารมีเอาไว้ให้มากที่สุด

ท่านจึงได้สละทรัพย์มากมายที่มีให้ทานแก่คนยากคนจนโดยสร้างโรงทานขึ้นมาบำเพ็ญมหาทานบารมีไปทุกวันจนตลอดชีวิตทั้งยังสั่งสอนลูกหลานว่า ให้รักษาประเพณีการให้ทานของตระกูลไว้ด้วย หลังจากที่เศรษฐีลาจากโลกนี้ไปแล้วก็ได้ไปเกิดเป็นพระอินทร์

แต่น่าเสียดายที่ว่าผู้สืบสกุลในรุ่นหลังๆ ที่ชื่อ “พิลารโกสิยะเศรษฐี” กลับเป็นผู้ไม่มีศรัทธาในการให้ทาน ไม่ยินดีในการให้ทานเลยสักนิด มีการสั่งให้เผาโรงทาน และให้ขับไล่พวกคนยากจนออกไปจากบริเวณบ้านให้หมด พระอินทร์ทรงตรวจดูตระกูลของพระองค์ในมนุษยโลก เห็นพิลารโกสิยะเศรษฐีกำลังทำลายการให้ทานของตระกูลจึงปรารถนาจะช่วยเพราะหากปล่อยไว้จะต้องตกนรกแน่นอน

วันหนึ่งในขณะที่พิลารโกสิยะเศรษฐีกำลังเดินทางกลับจากการไปเข้าเฝ้าพระราชา พระอินทร์จึงรับสั่งให้เทพบุตรสี่องค์ แปลงเป็นพราหมณ์ โดยที่ตัวของพระอินทร์เองก็แปลงร่างเป็นพราหมณ์เข้าไปหาพิลารโกสิยะเศรษฐีเพื่อขอรับภัตตาหารบ้างแต่ก็ถูกปฏิเสธ

พระอินทร์ในร่างพราหมณ์จึงพูดให้พิลารโกสิยะเศรษฐีได้คิดว่า

 

“เมื่อพราหมณ์ขอภัตตาหาร ท่านควรให้ แม้สัตบุรุษทั้งหลายผู้ไม่หุงกินเอง เมื่อได้โภชนะมาแล้วยังแบ่งปันแก่ผู้อื่นท่านหุงโภชนะเอง การที่ท่านไม่รู้จักให้ทานย่อมเป็นการไม่สมควร ธรรมดาบุคคลให้ทานไม่ได้ด้วยเหตุสองประการคือ ยังมีความตระหนี่อยู่และมีความประมาทในชีวิต บัณฑิตผู้รู้แจ้งเมื่อต้องการบุญจึงให้ทาน” 

เศรษฐีได้ฟังคำของพราหมณ์เกิดความพอใจ จึงบอกให้พราหมณ์เข้าไปนั่งคอยในบ้านและจะแบ่งข้าวให้หน่อยหนึ่ง ต่อมาเทพบุตรองค์หนึ่งซึ่งแปลงเป็นพราหมณ์ก็เข้าไปหาเศรษฐีและขออาหารจากเศรษฐี แต่ก็โดนปฏิเสธอีก พราหมณ์จึงกล่าวว่า

 

“คนตระหนี่กลัวความยากจนย่อมไม่ให้อะไรแก่ผู้ใด ความกลัวจนนั่นแหละ จะเป็นภัยแก่ผู้ไม่ให้ คนตระหนี่ย่อมกลัวความอยากข้าวอยากน้ำ ความกลัวนั่นแหละจะกลับมาสู่คนพาลทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงครอบงำมลทินกำจัดความตระหนี่เสียแล้วให้ทานเถิด เพราะบุญย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า”

เศรษฐีได้ฟังคำเตือนนั้นก็พอใจจึงให้เข้าไปนั่งรอในบ้าน จากนั้นเทพบุตรอีกองค์ก็มา เมื่อจะขออาหารอีกจึงกล่าวว่า

 

“การให้ทาน เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะต้องเอาชนะความตระหนี่ก่อนแล้วจึงจะให้ทานได้ อสัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่ให้ทานตามที่สัตบุรุษทำแล้ว เพราะธรรมของสัตบุรุษอันผู้อื่นรู้ได้ยาก เพราะฉะนั้นการไปจากโลกนี้ของสัตบุรุษ กับอสัตบุรุษจึงต่างกัน อสัตบุรุษย่อมไป สู่นรก ส่วนสัตบุรุษย่อมไปสู่สวรรค์”

เศรษฐีได้ฟังก็ชอบใจจึงให้เข้าไปนั่งรอในบ้าน จากนั้นเทพบุตรอีกองค์ก็เข้าไปขอภัตตาหาร โดยกล่าวว่า

 

“บัณฑิตย่อมให้ไทยธรรม แม้จะมีเพียงเล็กน้อยก็ให้ได้ แต่บางคนแม้มีไทยธรรมมากก็ให้ไม่ได้อันทักษิณาทานที่บุคคลให้ด้วยใจผ่องใสแม้เพียงเล็กน้อยก็มีผลมาก”

ต่อมาเทพบุตรอีกองค์ก็เข้าไปหาเศรษฐีแล้วกล่าวว่า

 

“พราหมณ์ผู้แสวงหาอาหารด้วยความบริสุทธิ์ชื่อว่าได้ประพฤติธรรม บุคคลผู้เลี้ยงดูบุตรและภรรยา เมื่อมีไทยธรรมน้อยก็ควรเฉลี่ยแบ่งปันให้แก่สมณะพราหมณ์ บุคคลนั้นชื่อว่า ผู้ประพฤติธรรม แม้บุคคลจะฆ่าสัตว์จำนวนนับพันเพื่อบูชายัญ แต่การกระทำนั้นก็ไม่ถึงส่วนเสี้ยวแห่งผลของทาน ที่คนเข็ญใจผู้ยังไทยธรรมให้เกิดโดยชอบธรรมให้อยู่”

พิลารโกสิยะเศรษฐีได้ฟังวาจาสุภาษิตของพราหมณ์ทั้งหมดแล้ว จึงให้ทุกคนเข้าไปนั่งรอในบ้าน และเรียกคนรับใช้ให้ไปนำ “ข้าวลีบ” มาให้พราหมณ์คนละทะนานแต่พราหมณ์ไม่รับ เศรษฐีจึงให้ไปนำข้าวสารมาให้เหล่าพราหมณ์ พราหมณ์ก็ไม่รับอีก เศรษฐีเริ่มไม่พอใจจึงให้ข้าวสุกสำหรับวัวกินแก่พราหมณ์ทุกคน

พราหมณ์ทั้งห้าได้ปั้นข้าวสำหรับวัวกินเป็นคำๆ แล้วใส่ปากแกล้งทำเป็นข้าวติดคอ โดยทุกคนทำเป็นเหมือนคนชักตาย เศรษฐีเห็นดังนั้นกลัวคนทั้งหลายจะติเตียนว่าตนเองเอาของไม่ดีมาให้คนอื่นกิน จึงให้คนรับใช้ไปเอาข้าวสาลีอย่างดีมีรสเลิศมาใส่แทนข้าวสำหรับวัว ส่วนตนเองก็ออกไปเรียกชาวบ้านในละแวกนั้นมาดูร่างพราหมณ์ทั้งห้าแล้วกล่าวโกหกว่า

“พราหมณ์เหล่านี้ไม่พิจารณาในการบริโภคอาหารเสียเลย ข้าวจึงติดคอตายเช่นนี้”

ทันใดนั้นเองพราหมณ์ทั้งหมดก็ลุกขึ้นจากการแกล้งตายแล้วกล่าวกับมหาชนว่า

“ท่านทั้งหลาย เศรษฐีคนนี้พูดโกหก ความจริงเขาได้ให้ข้าวสำหรับวัวกินแก่พวกเรา” ว่าแล้วพราหมณ์ทั้งหมดก็คายข้าวในปากออกมาเหล่ามหาชนเห็นความจริงปรากฎเช่นนั้น จึงพากันตำหนิติเตียนบ้างก็ประณามเศรษฐีเป็นอย่างมาก

พระอินทร์ในร่างพราหมณ์จึงถามมหาชนว่า  “พวกท่านเคยได้ยินไหมว่า ในอดีตที่เมืองนี้เคยมีมหาเศรษฐีสร้างโรงทานแล้วบำเพ็ญทานบารมีไปจนตลอดชีวิต”

มหาชนที่อยู่ในที่นั้นต่างให้การรับรองว่าเคยมหาเศรษฐีคนนี้จริง จากนั้นพระอินทร์และเหล่าเทพบุตรก็คืนร่างเป็นเทพดังเดิม เหาะไปในอากาศเปล่งรัศมีกายงดงามทำให้ทั่วทั้งเมืองสว่างไสว พลางให้โอวาทแก่เศรษฐีและมหาชนว่า

“คนตระหนี่ไปสู่เทวโลกไม่ได้ เขาย่อมไปสู่นรกอย่างไม่ต้องสงสัย”

พิลารโกสิยะเศรษฐีเกิดความละอายใจ สำนึกในสิ่งที่ตนได้กระทำผิดพลาด จึงให้สัญญากับพระอินทร์ว่า แต่นี้ต่อไปจะตั้งใจบำเพ็ญมหาทานบารมีอย่างสุดกำลังความสามารถ ถ้าหากวันไหนยังไม่ได้ให้ทาน ก็จะไม่บริโภคข้าวและอาหารเลย ตั้งแต่นั้นท่านเศรษฐีก็รักษาปณิธานในการให้ทานอันแน่วแน่นี้ไปจนตลอดชีวิต เมื่อละจากโลกแล้วก็ได้ไปบังเกิดในเทวโลก

ความตระหนี่จึงเป็นภัยกับทุกคน เป็นอุปสรรคขัดขวางหนทางไปสู่สวรรค์และพระนิพพาน เมื่อใดที่ความตระหนี่เข้ามาครอบงำจิตใจ จะทำให้ใจมืดบอด คับแคบ ทำให้กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวที่น่ากลัว แม้จะเคยเป็นบัณฑิตมาก่อนก็กลายเป็นคนพาลได้ หรือแม้จะเคยเป็นคนฉลาดก็อาจกลายเป็นคนโง่เขลาได้เช่นกัน

ถ้าสังคมของเรามีแต่คนตระหนี่ ไม่ช่วยเหลือแบ่งปันกันก็จะเกิดความสับสนวุ่นวายมาก คนรวยเอาเปรียบคนจน คนจนก็อาจล้มตายหรือก่อจลาจลปล้นชิงคนรวยได้ แต่ถ้าหากทุกคนรู้จักเสียสละแบ่งปัน ให้อภัยและมีน้ำใจต่อกันสังคมก็จะได้รับความสงบสุข

การให้ทานจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตให้เป็นปกติสุข เราต้องไม่ตระหนี่และอย่าประมาทในชีวิต  ส่วนการจะฝึกให้ทานให้ได้ผลมากจะทำอย่างไรเชิญพบกับคำตอบได้ในบทถัดไปเลยครับ

 

Read Full Post »

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าจุดมุ่งหมายของการให้ทานที่แท้จริงก็เพื่อเป็นการขจัดความโลภในใจเราออกไป ขณะเดียวกันก็เป็นความประสงค์ที่จะต้องการให้ผู้อื่นได้รับความสุขโดยองค์ประกอบแห่งทานจะสมบูรณ์ได้ด้วยปัจจัยดังนี้
องค์แห่งทาน และวิธีให้ทานที่ถูกต้อง

องค์แห่งทานที่สมบูรณ์

  1. 1.              วัตถุบริสุทธิ์

วัตถุบริสุทธิ์ หมายถึง สิ่งของที่จะทำทานจะเป็นอะไรก็ตาม จะซื้อเขามาหรือขอเขามาก็ได้ แต่ต้องเป็นสิ่งของที่เราทำมาหาได้โดยสุจริต ไม่ได้ลักขโมย คดโกง เบียดเบียน หรือหลอกลวงเขามา ถ้าเป็นของซื้อ เงินที่ซื้อจะต้องเป็นเงินที่เราทำมาหากินได้โดยสุจริต

ที่สำคัญของที่จะนำมาให้ผู้อื่นนั้น ต้องไม่เป็นโทษแก่ผู้รับเช่นไม่ใช่สิ่งเสพติด อาวุธ หรือสื่อยั่วยุทางกามารมณ์ อย่างหนังโป๊ หรือหนังสือภาพลามกประเภทต่างๆ วัตถุทานที่ไม่เสริมให้เกิดกิเลสทั้งหลายจึงจะชื่อว่าเป็นวัตถุทานที่บริสุทธิ์โดยแท้

  1. 2.              เจตนา

การให้ทานที่ได้ผลมากที่สุดก็คือการให้ทานด้วย “เจตนาหรือความตั้งใจ” ที่หวังให้ผู้อื่นเป็นสุข แม้ทานนั้นจะเป็นสิ่งเล็กน้อยแค่ไหนก็ตามก็ย่อมให้ผลมาก เจตนาบริสุทธิ์ หมายถึง เจตนาของผู้ที่ให้ จะต้องให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ มุ่งให้เกิดความดีงาม

เจตนานั้นต้องไม่ได้ให้เพื่ออวดมั่งมี อวดรวย อวดดี หรือเพื่อโอ้อวดอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะการให้เช่นนั้น จะเป็นการให้ที่มีเจตนาเห็นแก่ตัว ทำไปแล้วใจไม่สบาย ใจไม่บริสุทธิ์ เจตนาที่บริสุทธิ์แห่งการให้จะมีความสมบูรณ์ในเจตนาทั้งสามระยะคือ

2.1 เจตนาระยะช่วงก่อนให้ทาน

ช่วงที่เราจะให้ทานใดๆ คือในระยะการแสวงหาทรัพย์หรือสิ่งของที่กำลังจะนำไปทำทาน หรือแม้แต่ทานที่ออกมาจากใจ อย่าง ธรรมทานหรืออภัยทานก็ตาม จิตใจของเรามีแต่ความสุขเบิกบานยินดี  เช่น ขณะที่กำลังทำงานหาเงินอยู่ จิตใจก็มีความร่าเริงเพราะดีใจที่จะได้เอาเงินที่หามาได้อย่างสุจริตนี้ไปทำบุญ การตั้งเจตนาไว้อย่างนี้ทานจึงมีผลมาก

2.2      เจตนาระยะช่วงในขณะที่กำลังให้ทาน

ระยะที่เรากำลังให้ทานไม่ว่าจะเป็น ทานที่เป็นทรัพย์ภายนอกหรือ ที่เป็นทรัพย์ภายใน ขณะที่กำลังให้อยู่ จิตใจก็มีความสุขเบิกบานยินดีในทานนั้น เช่น ในขณะที่กำลังตักข้าวใส่บาตรพระก็มีจิตใจที่เปี่ยมด้วยความสุขเบิกบานใจ เต็มใจให้

2.3      เจตนาระยะช่วงหลังจากให้ทานไปแล้ว

คือเมื่อได้ให้ทานไปแล้ว หลังจากนั้นก็ดี หรือผ่านมานานแค่ไหนแล้วก็ตามเมื่อได้หวนกลับไปคิดถึงว่าตอนนั้นเราได้ทำทานด้วยความสุขใจ ยิ่งคิดถึงก็ยิ่งมีความสุขเบิกบานขึ้นรู้สึกยินดีที่ได้ทำทานอย่างนั้นก็จะยังอานิสงส์และความสุขให้เกิดขึ้นอีกมาก

  1. 3.              บุคคลผู้รับทานบริสุทธิ์

คำว่าบุคคลผู้รับทานบริสุทธิ์ หมายถึง บุคคลสองฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับทานนั้น คือ ผู้ให้และผู้รับ ต้องเป็นคนที่บริสุทธิ์ โดยที่ผู้ให้ต้องเป็นผู้มีศีลธรรม ฉะนั้นก่อนถวายทานจึงมักต้องมีการสมาทานศีลก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้รับต้องมีศีลมากและมีความงดงามในความประพฤติ มีคุณธรรมสูง ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ตรัสถึงความสำคัญของผู้ให้และผู้รับไว้ใน ทักขิณาวิภังคสูตร7 ว่า

 

“ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีล เรากล่าวทานของผู้นั้นแลว่า มีผลไพบูลย์ ผู้ใดปราศจากราคะแล้ว ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในผู้ปราศจากราคะ ทานของผู้นั้นนั่นแลเลิศกว่าอามิสทานทั้งหลาย”

ตัวผู้รับทานนั้นมีส่วนแห่งบุญกุศลมากและผลแห่งทานเกิดขึ้นมากนั้นจริงมากน้อยแค่ไหน พึงพิจารณาตัวอย่างดังต่อไปนี้

อังกุระและอินทกะเทพบุตร

สมัยเมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จขึ้นไปบนสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพระพุทธมารดา พระองค์ได้ประทับอยู่ที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ในเวลานั้นมีเทวดา 2 องค์มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าก่อนคนอื่นทั้งหมด ยกเว้นไว้แต่พระอินทร์ หรือท่านท้าวสักกะเทวราช พระอินทร์นั้นท่านเป็นเจ้าภาพเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในสวรรค์ชั้นนี้ท่านจึงต้องรีบมารับเสด็จอยู่ก่อน

มีเทวดาองค์หนึ่งมาเข้าเฝ้า นามว่าอินทกะเทพบุตรมานั่งอยู่เบื้องขวาที่พระบาทของพระพุทธองค์ และท่านเทวดาอีกตนชื่อ อังกุระเทพบุตร มานั่งข้างเบื้องซ้ายของพระบาทเช่นกัน

สักพักก็มีเหล่าเทวดามากันมากมายหมดทั้งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกันทั้งหมดโดยที่ ท่านอินทกะเทพบุตรได้นั่งอยู่ตรงที่เดิม ส่วนท่านอังกุระเทพบุตรต้องถอยไปอยู่ท้ายสุดของเหล่าขบวนเทวดา ต้องนั่งอยู่ริมนอกเพราะเป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้เนื่องจากรัศมีของท่านอังกุระสว่างน้อยกว่าใครจึงจำเป็นต้องหลีกให้เทวดาที่มีบุญมากกว่า

พระพุทธเจ้าตรัสถามอังกุรเทพบุตรว่า

“อังกุระ เมื่อสมัยเมื่อตถาคตขึ้นมาสวรรค์ใหม่ๆ มาถึงใหม่ เธอนั่งใกล้ ข้างขาข้างซ้าย เวลานี้เทวดาทั้งหลายมากันครบถ้วนแล้ว แต่ว่าเธอกลับต้องมานั่งอยู่ท้ายผู้อื่น ตถาคตอยากจะทราบว่าในสมัยที่เธอเป็นมนุษย์ เธอทำบุญอะไรไว้จึงได้เป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แห่งนี้”

อังกุระเทพบุตร จึงได้กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า

 

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในสมัยที่ข้าพระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์นั้น เป็นมหาเศรษฐีมีทรัพย์มาก ในสมัยนั้นเป็นต้นกัป มนุษย์มีอายุยืนยาวมากอายุถึง 80,000 ปีจึงจะสิ้นอายุไข ต่อมาสมัยที่ข้าพระพุทธเจ้าเป็นคนแก่มีชีวิตเหลืออีก 20,000 ปีจึงจะสิ้นอายุ จึงได้ให้บริวารตั้งโรงทานเอาไว้ถึง 80 แห่ง

 

โรงทานนี้มีไว้บริจาคทานให้แก่คนยากทั้งหลาย คือ คนเดินทาง ทั้งกลางวันและกลางคืน ทั้งอาหารการบริโภค เสื้อผ้าของใช้ตามสมควร แต่ว่าช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ว่างจากพระพุทธศาสนา คนไม่มีศีลไม่มีธรรมมีอยู่เป็นจำนวนมากเพราะไม่มีพระพุทธเจ้าทรงสอนบุญที่ได้จึงน้อยพระพุทธเจ้าข้า”

หลังจากนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสถาม ท่านอินทกะเทพบุตร ว่า

 

“อินทกะ เมื่อตถาคต มาถึงใหม่ๆ เธอมาถึงแล้วก็นั่งตรงนี้เวลานี้ เทวดาทั้งหลายมาหมดสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว เธอก็ยังได้นั่งอยู่ตรงนี้ตถาคตอยากจะทราบว่า ในสมัยที่เป็นมนุษย์เธอสร้างความดี คือบุญกุศลอะไรไว้ เธอจึงเป็นเทวดาที่มีศักดาใหญ่รองลงมาจากพระอินทร์เล่า”

ท่านอินทกเทพบุตรจึงกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า

 

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การที่ข้าพระพุทธเจ้าสมัยยังเป็นมนุษย์นั้น นับได้ว่าเป็นคนที่จนที่สุด หมายความว่าเป็นคนจนมากต้องอาศัยอยู่ในป่าต่อมาท่านพ่อตายเหลือแต่ท่านแม่ ข้าพเจ้าก็มีความกตัญญูรู้คุณพ่อแม่เลี้ยงแม่ด้วยการตัดฟืน เหนื่อยยากลำบากขนาดไหนก็ไม่สนใจ สนใจอย่างเดียวว่าทำอย่างไรแม่จึงจะมีความสุขตามกำลังที่จะให้ท่านได้

 

ข้าพเจ้าอยู่มาวันหนึ่งมีพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเดินทางมาก็เป็นเวลาที่พอดีมีอาหารอยู่บ้าง ตามฐานะของคนจน ยามปกติไม่มีของบางครั้งพระมาก็ไม่มีอะไรจะถวาย ก็เลยต้องจำใจนิ่งไว้ เพราะอยากจะถวาย วันนั้นพอดีของในครัว พอมีอยู่บ้างพระท่านก็มาพอดี จึงมีโอกาสได้อาราธนาพระ ถวายเป็นสังฆทานได้ครั้งเดียวในชีวิต 

 

ในชีวิตของข้าพระพุทธเจ้า เป็นคนจนแม้ถวายสังฆทานครั้งเดียวแต่ก็มีความกตัญญูรู้คุณกับแม่ด้วย พอตายจากความเป็นคน จึงได้มาเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเทวดาที่มีอานุภาพมากกว่าเทวดา อื่นๆ รองจากพระอินทร์พระเจ้าข้า”

จากเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ทานจะให้ผลมากและสมบูรณ์ต่อเมื่อได้ถวายแด่ผู้รับที่บริสุทธิ์ เป็นทักขิไณยบุคคลหรือผู้ที่สมควรจะรับทานนั้น ผู้รับจึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ทานนั้นเกิดประโยชน์สูงสุด

  1. 4.              อาการของการให้

อาการของการให้ทานเป็นองค์ประกอบอย่างสุดท้ายที่มีผลต่อทานที่ให้นั้น ครั้งหนึ่งท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี มีความสงสัยว่าทานที่ตนเองให้แก่พระพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวกจะมีผลมากน้อยเพียงใดเพราะในขณะนั้นท่านยากจนลงมาก ไม่อาจถวายของประณีตได้เช่นเคย พระพุทธเจ้าจึงตรัสแสดงธรรมถึงอาการแห่งการให้นั้นมีผลมากกว่าตัวของวัตถุทานมาก

การให้ทานนั้นจะเป็นของดีหรือไม่ก็ตาม ผลแห่งทานจะมีความสมบูรณ์หากได้ให้ด้วยอาการแห่งการให้ที่สมบูรณ์ที่เรียกว่า “สัปปุริสทาน” แยกได้เป็น 3 ประเภทได้แก่

 

สัปปุริสทานอย่างที่หนึ่ง

อาการแห่งการให้ทานนั้นเป็นไปโดยให้โดยความเคารพ 1 ให้โดยอ่อนน้อม 1ให้ด้วยมือตนเอง 1                                       ให้ของไม่เป็นเดน 1 และเห็นผลที่จะมาถึงการให้ 1

 

สัปปุริสทานอย่างที่สอง

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “สัตบุรุษย่อมให้ทาน ด้วยศรัทธา 1  ย่อมให้ทานโดยเคารพ 1 ย่อมให้ทานโดยกาลอันควร , เป็นผู้มีจิตอนุเคราะห์ให้ทาน 1 และย่อมให้ทานไม่กระทบตนเองและผู้อื่น 1” ขอนำมาขยายความดังนี้ได้ว่า

1. ให้ทานด้วยศรัทธา คือให้ด้วยความเลื่อมใสในกฎแห่งกรรมว่า ทำดีย่อมได้ผลที่ดี ทำชั่วก็ได้ผลเป็นทุกข์ให้เดือดเนื้อร้อนใจ เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายนั้น ย่อมมีกรรมเป็นของตน ล้วนต่างเป็นไปตามกรรมที่ตนกระทำ คนที่รู้จักให้ย่อมเป็นผู้ที่ได้รับ

 

2. ให้ทานด้วยความเคารพ คือเคารพในตัวบุคคล มีความอ่อนน้อม เช่น การให้ของโดยการยกประเคนด้วยมือทั้งสอง รวมทั้งให้ด้วยกิริยาอาการที่เคารพในทาน เช่น ยกขึ้นเหนือหัวแล้วจึงให้ ผู้ที่ให้ทานด้วยความเคารพย่อมเป็นผู้มั่งคั่งมีทรัพย์มากและจะเป็นผู้ที่มีบุตร ภรรยา บริวารคนใช้หรือคนงาน ที่อยู่ในโอวาทคอยเชื่อฟังคำสั่งสอนเป็นอย่างดี

 

3.ให้ทานตามกาล คือ การให้ในเวลาที่สมควร ซึ่งเป็นเวลาจำเพาะที่จะต้องให้ในช่วงนี้เท่านั้นหากเลยเวลานี้ไปก็ไม่สำเร็จประโยชน์หรือเกิดผลแห่งทานแล้ว เช่น การถวายผ้ากฐินแด่สงฆ์ ซึ่งต้องกระทำในช่วงภายหลังจากออกพรรษาในเวลา 1 เดือนเท่านั้น เป็นต้น สำหรับ “กาลทาน”อื่น ๆทั่วไป พระพุทธทรงแสดงไว้ใน กาลทานสูตร มีอีก 5 อย่าง คือ

 

อาคันตุกะทาน การให้ทานแก่ผู้มาสู่ถิ่นของตน เมื่อมีแขกเหรื่อต่างถิ่นมาก็ควรให้ความช่วยเหลือ

–  คมิกะทาน การให้ทานแก่ผู้ที่เตรียมตัวจะเดินทางไปยังที่ต่างๆ ที่ไม่ใช่ท้องถิ่นตนก็ควรให้กับคนเหล่านี้เพื่ออนุเคราะห์ไม่ให้เขาได้ลำบากระหว่างการเดินทาง

 

ทุพภิกขะทาน คือการให้ทานในช่วงเวลาที่ข้าวยากหมากแพงหรือเศรษฐกิจตกต่ำหรือประสบภาวะอุบัติภัยทั้งหลาย เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ แผ่นดินไหว ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้มีผู้เดือดร้อนจำนวนมากจำเป็นที่ผู้มั่งมีควรบริจาคช่วยเหลือ

– นวสัสสะทานให้ทานเมื่อมีข้าวใหม่ๆ ก็นำมาทำทานก่อน คือการให้ของที่ประณีตที่สุดแก่ผู้รับ ข้าวใหม่หรือข้าวปากหม้อนั้นเป็นข้าวที่เนื้อดีที่สุดควรนำมาให้ก่อน

– นวผละทานให้ทานเมื่อมีผลไม้ออกใหม่ก็นำมาทำทานก่อน ผลไม้ที่สุกใหม่ออกผลใหม่มีความสดมากแสดงถึงเจตนาแห่งการให้ที่จะให้ของดีๆ แก่ผู้รับ เป็นการแสดงเจตนาละความโลภได้ดี

 

4. ให้ทานด้วยจิตอนุเคราะห์ เช่นเป็นผู้ที่มีจิตเป็นพรหมหรือมีพรหมวิหารธรรมในใจเมื่อเห็นคนตกทุกข์ได้ยากขาดแคลนปัจจัย 4 ก็มีจิตอนุเคราะห์ช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทน ผู้ที่ให้ทานด้วยจิตอนุเคราะห์แล้วย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มากและเป็นผู้มีจิตน้อมไปสู่เพื่อบริโภคกามคุณทั้ง 5 ที่สูงยิ่งขึ้น ในที่ที่ทานนั้นส่งผล

 

5. ให้ทานโดยไม่กระทบตนเองและผู้อื่น คือ การให้โดยไม่ทำลายคุณความดีของตนเองและผู้อื่น ไม่ผิดศีลไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนเพื่อถวายทาน เช่น ฆ่าสัตว์ทำอาหารเพื่อถวาย พระ เพราะการให้ทานอย่างนี้ เป็นการทำลายคุณงามความดีของตนเอง อีกนัยหนึ่งคือไม่ทำทานด้วยการทำให้คนอื่นเดือดร้อน หมดกำลังใจ เกิดอาการกระทบกระเทือนใจ เช่นทำบุญเพื่อข่มคนอื่น ดูถูกดูแคลนคนที่ทำน้อยกว่า

 

สัปปุริสทานอย่างที่สาม

อาการแห่งการให้นี้เรียกว่า “สัปปุริสทาน 8 ประการ” อันได้แก่ การให้ทานด้วยของที่ สะอาด 1ให้ของที่ประณีต 1 ให้ตามกาล 1ให้ของที่สมควร 1 เลือกที่จะให้ 1 ให้อย่างเนืองนิตย์ 1 เมื่อให้แล้วจิตผ่องใส 1 และให้แล้วดีใจ 1

อาการที่ให้ทานและวัตถุที่ให้ทานมีความประณีตเช่น การให้ ข้าวและน้ำที่ สะอาดและมีความประณีตในการตั้งใจแสวงหาและทำมาให้ รวมถึงให้ตามกาลสมควร ให้อย่างเป็นประจำเนืองนิตย์ เลือกที่จะให้กับคนที่ดีหรือ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์อย่างนักบวช  บริจาคของหรือให้ไปมากแล้วก็ไม่รู้สึกเสียดาย นั้นย่อมส่งผลให้อานิสงส์แห่งทานนั้นเกิดแก่ผู้ให้อย่างสมบูรณ์

 

ทานที่คนจนทำแบบครบองค์แล้วให้ผลรวยทันตาเห็น กับ นายปุณณะ

ในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ที่เวฬุวันมหาวิหารเมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ครั้งนั้นมีคนยากจนคนหนึ่งที่ชื่อ  “ปุณณะŽ” อยู่ในเมืองนั้นพร้อมกับภรรยาและลูกสาว ปุณณะมีอาชีพเป็นลูกจ้างของสุมนเศรษฐี อยู่มาวันหนึ่งมีการจัดงานเล่นมหรสพในเมืองอย่างสนุกสนาน สุมนเศรษฐีก็ถามปุณณะว่า

“ปุณณะเอ๋ย เธออยากจะไปเที่ยวงานเล่นมหรสพ หรือว่าจะทำงานŽดี” ปุณณะก็ตอบว่า

“การไปเที่ยวเล่นงานมหรสพเป็นงานที่ต้องเสียเงินมาก เป็นเรื่องของคนที่มีทรัพย์เขาทำกัน ผมเป็นคนยากจน เป็นคนหาเช้ากินค่ำข้าวจะกินพรุ่งนี้ก็ยังไม่มี ผมจะไปรื่นเริงได้อย่างไรกัน ผมขอไปไถนาทำงานตามปกติดีกว่าขอรับŽ”

เศรษฐีจึงมอบวัวให้เขาไปไถนา เมื่อได้วัวแล้วปุณณะก็ไปหาภรรยา แล้วบอกว่า

“ที่รัก วันนี้ชาวเมืองเขาไปเล่นมหรสพกันแต่เราเป็นคนจน เราจะทำอย่างเขาไม่ได้ ดังนั้นวันนี้ฉันจะไปไถนา ขอให้เธอช่วยต้มผักให้มากขึ้นอีกสองเท่าไปให้ฉันด้วยนะŽ” พอสั่งภรรยาปุณณะแล้วก็รีบออกไปไถนาทันที

ในวันนั้นเองพระสารีบุตรเพิ่งจะออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ๆ จึงตรวจดูว่าควรจะไปสงเคราะห์ ใครดีที่มีความเหมาะสม ท่านก็ได้เห็นนายปุณณะในญาณของท่าน จึงใคร่ครวญพิจารณาว่า เขาจะมีศรัทธาหรือเปล่า เขาสามารถที่จะถวายอาหารได้หรือไม่ ครั้นทราบว่า ปุณณะมีจิตใจดีและเป็นผู้มีศรัทธา มีความสามารถที่จะถวายอาหารได้ และถ้าได้ถวายอาหารแล้ว จะได้สมบัติอันยิ่งใหญ่

พระสารีบุตรครองจีวรเสร็จก็เดินถือบาตรไปยังที่ นายปุณณะไถนาอยู่ พอนายปุณณะเห็นพระสารีบุตรเข้าก็ดีใจ เข้ามากราบไหว้ และคิดว่าท่านคงต้องการไม้สีฟันในยามนี้ จึงทำไม้สีฟันถวาย พระเถระก็เอาบาตรและ ผ้ากรองน้ำมาให้เขา

นายปุณณะพอได้รับก็ทราบว่าพระสารีบุตรคงต้องการน้ำดื่ม จึงรับเอาบาตรและ ผ้ากรองน้ำไปกรองน้ำมาถวาย พระสารีบุตรคิดอยู่ว่า นายปุณณะนี้เป็นคนรับใช้ของคนอื่น ถ้าตนเองจะไปรับภัตตาหารที่เรือนของเขาเสียตอนนี้ ภรรยาของนายปุณณะก็จะไม่เห็นพระสารีบุตรเพราะมัวไปทำงานและกำลังจะเอาข้าวและน้ำมาให้สามีจึงคิดที่จะสงเคราะห์ภรรยาของปุณณะด้วย

พระสารีบุตรจึงจะอยู่ที่นั่นจนกว่าภรรยาของเขาจะนำอาหารมาให้ ท่านนั่งรออยู่ครู่หนึ่ง ทราบด้วยญาณว่าภรรยาของนายปุณณะกำลังมาถึงแล้ว จึงออกเดินมุ่งหน้าไปยังตัวพระนคร ภรรยาของนายปุณณะ เมื่อได้พบพระสารีบุตรในระหว่างทางคิดว่า

“ตัวเราบางคราวพอมีไทยธรรม ก็ไม่พบพระเถระที่ดีผู้เป็นเนื้อนาบุญ บางคราวพอได้พบพระเถระแต่ก็ไม่มีไทยธรรม วันนี้เราพบพระเถระด้วยไทยธรรมก็มีมาด้วยขอให้เราได้สงเคราะห์พระเถระรูปนี้เถิด”

ครั้นแล้วนางวางภาชนะใส่อาหารลง ไหว้พระสารีบุตรพลางกล่าวว่า

“ขอท่านผู้เจริญจงโปรดอย่าคิดว่าอาหารนี้เลวหรือประณีตเลย ขอจงโปรดรับอาหารนี้ เพื่อ สงเคราะห์แก่คนยากจนเช่นดิฉันด้วยเถิดŽ”

พระสารีบุตรก็น้อมบาตรเข้าไป เมื่อนางเกลี่ยอาหารใส่ในบาตรครึ่งหนึ่งแล้ว พระเถระก็เอามือปิดบาตร นางจึงกล่าวต่อไปว่า

“อาหารนี้เป็นแค่ส่วนเดียว ดิฉันไม่อาจจะทำเป็นสองส่วนได้ขอท่านอย่าสงเคราะห์เพียงแค่ในโลกนี้เลย ช่วยกรุณาสงเคราะห์ดิฉันในโลกหน้าด้วย ดิฉันขอถวายทั้งหมดŽ” ว่าแล้วนางใส่อาหารทั้งหมดลงไปใน บาตรของพระสารีบุตรแล้วพระสารีบุตรก็กล่าวอนุโมทนาให้พรว่า

“ขอความปรารถนาที่เธอตั้งไว้ดีแล้วจงสำเร็จเถิดŽ”  จากนั้นท่านก็หาที่ฉันภัตตาหารในบริเวณนั้น ส่วนนางต้องรีบกลับไปบ้านเพื่อหุงข้าวให้แก่สามีเสียอีกครั้งหนึ่ง

ฝ่ายนายปุณณะไถนาไปได้มากแล้ว เกิดความหิวจนทนไม่ไหว จึงปล่อยวัวไว้ แล้วตัวเองก็เข้าไป นั่งพักใต้ร่มไม้ รอภรรยานำอาหารมาให้อยู่เป็นเวลานาน กว่าภรรยาของเขาจะถืออาหารมาให้ก็สายมาก นางจึงเกิดความกลัวว่า สามีจะหิวมากแล้วพาลโกรธนางขึ้นหรืออาจจะมีโทสะจนกระทั่งทำร้ายนางได้ สิ่งที่ตนเองทำบุญไว้ก็จะไม่เกิดประโยชน์ คิดอย่างนั้นแล้วจึงรีบตะโกนมาแต่ไกลทันทีว่า

“ท่านพี่ จงทำจิตให้ผ่องใสสักวันหนึ่งเถิด อย่าได้ทำสิ่งที่ฉันทำไว้ดีแล้วให้เสียประโยชน์ไปเลย ฉันได้นำอาหารมาแต่เช้าตรู่ พอดีมาเจอกับพระสารีบุตรจึงถวายส่วนของท่านแด่พระเถระไปแล้ว และได้ไปหุงมาให้ท่านใหม่จึงมาสาย ขอท่านจงเลื่อมใสในบุญนี้เถิดŽ”

ฝ่ายนายปุณณะได้ยินชื่อพระสารีบุตรก็ถามซ้ำอีกครั้งหนึ่งเพื่อความแน่ใจ พอได้รับการยืนยันอย่างเดิมก็ดีใจพร้อมกับกล่าวว่า

“เธอทำดีแล้วที่ได้ถวายภัตตาหารแด่พระสารีบุตรเถรเจ้า แม้ตอนเช้านี้เองฉันก็ได้ถวายน้ำบ้วนปาก และไม้ชำระฟันแด่ท่านแล้วเช่นกันŽ”

ทั้งสองสามีภรรยาต่างมีใจเลื่อมใส และเพลิดเพลินในบุญของกันและกัน นายปุณณะพอกินข้าวเรียบร้อยแล้ว ด้วยความอ่อนเพลียจึงเอาศีรษะหนุนตักภรรยาแล้วก็หลับไป พอตื่นขึ้นมามองไปที่ท้องนา เห็นนาที่ตนไถไว้กลายเป็นสีทองคำ จึงถามภรรยาด้วยความไม่แน่ใจว่า

“ช่วยดูทีเถอะว่า ที่ฉันเห็นตาลายไปหรือเปล่า ไปดูซิว่ารอยไถที่ไถไว้มันกลายเป็นทองคำหรือนั่นŽ”

ภรรยาของเขามองเห็นนาที่ไถแล้วเป็นทองคำเหมือนกัน จึงเดินไปดูพร้อมกับหยิบก้อนทองนั้นฟาด กับที่งอนไถ เกิดเสียงดังกังวาน ทำให้รู้ว่าสิ่งที่ตนมองเห็นนั่นเป็นทองคำจริงๆ จึงอุทานด้วยความเบิกบานใจว่า

“น่าอัศจรรย์จริงๆ สิ่งที่เราถวายแด่พระสารีบุตรนั้นให้ผลทันตาเห็นทีเดียวŽ”

ปุณณะและภรรยาไม่อาจจะปกปิดทรัพย์ที่มากมายขนาดนั้นได้ จึงคิดว่าควรที่จะกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ ดีกว่า แล้วได้นำเอาทองคำจำนวนหนึ่งใส่ถาดไปเฝ้าพระราชา กราบทูลเรื่องทั้งหมดให้ทรงทราบ พระราชาส่งราชบุรุษไปขนทองคำที่ท้องนาของเขามาไว้ที่พระลานหลวง

แต่ในขณะที่ราชบุรุษพากันไปขนทองคำกลับกล่าวว่า “ทองคำนี้เป็นของพระราชา”Ž เวลาเททองคำออกมาทองคำทั้งหมดก็กลายเป็นก้อนดินไป พระราชาทอดพระเนตรเห็น ดังนั้นรู้สึกประหลาดใจมาก จึงถามว่า  “พวกเธอไปพูดอะไรผิดไปหรือเปล่าก่อนจะมาถึงที่นี่Ž”

พวกราชบุรุษกราบทูลว่า “พวกข้าพระองค์กล่าวว่า ได้ขนสมบัติของพระราชามาŽยังพระลานหลวงพระเจ้าข้า”

พระราชาจึงกล่าวตำหนิว่า “เธอกล่าวอย่างนั้นไม่ถูก เธอต้องคิดแล้วกล่าวเสียใหม่ว่า นี่เป็นสมบัติของนายปุณณะŽต่างหากหาใช่สมบัติของเราไม่เลยสักนิดเดียว”

เหล่าราชบุรุษพากันทำตามที่พระราชารับสั่ง และแล้วสมบัตินั้นก็กลายเป็นทองคำในทันที พระราชารับสั่ง ให้เหล่าอำมาตย์มาประชุมกันและมีมติแต่งตั้งและมอบตำแหน่งเศรษฐีให้แก่นายปุณณะและได้พระราชทานตั้งชื่อให้ใหม่ว่า ”พหุธนเศรษฐีŽ” แปลว่า เศรษฐีผู้มีทรัพย์มาก

นายปุณณะและภรรยานั้นเรียกได้ว่าได้ทำบุญให้ทานอย่างครบองค์ คือ มีผู้รับ ได้แก่พระสารีบุตร เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้สมควรกราบไหว้ ปัจจัยที่ถวายก็ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ แม้จะเป็นอาหารของ ชาวบ้านธรรมดา แต่เป็นของบริสุทธิ์ เจตนาของเขาทั้งสองคนดีครบทั้ง 3 กาล คือก่อนให้ก็ดีใจ กำลังให้ก็เลื่อมใส ให้แล้วก็เบิกบานยินดี  พระสารีบุตรเองก็เพิ่งจะออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ๆ ฉะนั้น ผลบุญนี้จึงมากมายมหาศาล ส่งผลนายปุณณะและภรรยาได้ร่ำรวยแบบทันตาเห็น

 

Read Full Post »

การบริจาคทรัพย์สินแก่ผู้อื่น การให้แก่สาธารณะนับเป็นการปฏิบัติความดีระดับต้น คือ ทาน  (ระดับสูงขึ้นไป คือ ศีล และภาวนา)  อันเป็นการสละออกในสิ่งที่มีเพื่อหวังให้คนที่ไม่มีได้มีโอกาสได้รับความสุขความสบายดังที่ตนเองได้รับมาบ้าง
มารู้จักการให้ทานที่แท้จริง

 

การสละออกเป็นการลดความโลภ ยิ่งสละออกมากเท่าใดก็ลดความโลภได้มากเท่านั้น  ผู้ที่สามารถสละออกได้ย่อมเป็นผู้มีความโลภน้อยและพยายามละความโลภของตนโดยทำประโยชน์แก่ผู้อื่น การที่ใครก็ตามจะสามารถสละสิ่งต่างๆ ที่มีออกได้เช่นนี้ได้ย่อมเกิดจากการสั่งสม “จิตใจแห่งการให้” มาเป็นเวลานาน หลายภาพหลายชาติจนอาจนับไม่ถ้วน  จึงติดเป็นนิสัย หรือที่เรียกว่า “วาสนาเดิม” พอมาถึงชาติปัจจุบันก็ทำตามที่ตนเองเคยทำมาก่อนนั่นเอง

 

ทานที่ควรทำควรรู้จักให้ซึ่งกันและกันแบ่งได้เป็น สามประเภทใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้

 

ทานที่เป็น ทรัพย์ภายนอก หรือวัตถุทาน

ทรัพย์สินเงินทอง สิ่งของ อาหารอันเลิศรส ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค นับว่าเป็นวัตถุทานปัจจัยข้อแรก ที่คนเรานึกขึ้นมาก่อนเวลาจะให้ทาน เพราะสิ่งของเหล่านี้อยู่รอบตัวหาได้ง่ายผู้ให้มีเหลือกินเหลือใช้จนไม่รู้จะเอาไปทำอะไรก็เลยให้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ยาก ดังเช่นมหาเศรษฐีใจบุญทั้งหลายของโลก

 

วอร์เรน บัฟเฟตต์ และ บิล เกตส์ เป็นตัวอย่างที่ดี สองคนนี้เป็นมหาเศรษฐีระดับโลกโดยที่ทั้งสองคนสร้างตนเองให้ร่ำรวยขึ้นมาเองโดยไม่ได้รับมรดกของใครมา เจ้าสัวดังๆ ของเมืองไทยอย่างคุณ ธนินท์ เจียรวนนท์ คุณ เจริญ สิริวัฒนภักดี ก็เช่นเดียวกันคนเหล่านี้พยายามสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาจนร่ำรวยแล้วจึงให้กลับคืนสู่สังคมในหลายรูปแบบ

 

ทรัพย์สินของมหาเศรษฐีเหล่านี้ได้มาโดยการประกอบสัมมาอาชีพตามวิถีทางของโลก  มีการแข่งขันตามกฎ กติกา มารยาท และประเพณีของการทำธุรกิจโดยทั่วไป ไม่ได้ลักขโมยหรือคดโกงฉ้อฉลคอรัปชันมา จึงถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยบริสุทธิ์ ได้มาด้วยความเหนื่อยยากลำบากทั้งกายใจ

 

คนที่ร่ำรวยแล้วมีจิตใจแห่งการให้ทุกคนเขาจะคิดถึงความจริงที่ว่า “ตนร่ำรวยขึ้นมาได้ก็อาศัยกำลังของคนยากจนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”  เช่น เจ้าของสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหลาย ขายบะหมี่ซองละห้าบาทสิบบาท คนที่ซื้อก็เป็นคนจนมีรายได้น้อยเป็นส่วนมาก

 

คนที่เป็นเจ้าของกิจการก็สามารถรวยขึ้นมาจากเงินของเขาเหล่านั้น บิล เกตส์เจ้าของบริษัทไมโครซอฟท์ก็ร่ำรวยมาจากการขายซอฟต์แวร์ให้คนที่มีรายได้น้อยได้มีโอกาสใช้คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ราคาถูก

 

ส่วน วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็อาศัยเงินทุนจากนักลงทุนรายย่อยเป็นจำนวนมากที่ไว้เนื้อเชื่อใจให้เขานำเงินมาลงทุนจนประสบความสำเร็จได้ส่วนแบ่งร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี  ดังนั้น  การที่จะสละทรัพย์ หรือ วัตถุสิ่งของตนเองออกไปเพื่อนำไปสร้างประโยชน์แก่คนเหล่านั้นย่อมเป็นสิ่งที่น่ากระทำอย่างยิ่ง  เพราะหากไม่มีคนจนซื้อบะหมี่ซองละห้าบาทสิบบาท ก็อาจไม่มีเศรษฐีห้าหมื่นล้านแสนล้านบาทเกิดขึ้นได้

 

ทั้งบิล เกตส์ และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ได้เป็นตัวตั้งตัวตีชักชวนเพื่อนเศรษฐีชาติเดียวกันยังไม่พอ ยังออกเดินสายชักชวนเศรษฐีในประเทศอื่นให้ร่วมกันสละทรัพย์สินที่หามาได้ เพื่อสร้างประโยชน์แก่คนที่ด้อยโอกาสกว่า

 

บิล เกตส์ นั้นได้ตั้งมูลนิธิของตนขึ้นมาพร้อมทั้งแบ่งปันทรัพย์สินมหาศาลมาดำเนินงานภายในมูลนิธิ ส่วน วอร์เรน บัฟเฟตต์ก็บริจาคทรัพย์อันมหาศาลของตนให้มูลนิธินายเกตส์ทำประโยชน์เพื่อสาธารณะในประเทศต่างๆ ได้รับคำยกย่องสรรเสริญมากมาย และที่สำคัญทรัพย์สินที่บริจาคให้ไปผ่านมูลนิธินั้นได้ช่วยเหลือคนอีกจำนวนมากให้พ้นจากความทุกข์

 

การให้ทานด้วยวัตถุสิ่งของจะได้ผลมากน้อยเพียงใด นั้นก็อยู่ที่วัตถุสิ่งของที่ได้มานั้นบริสุทธิ์แค่ไหน หมายความว่าทรัพย์สินหรือสิ่งของนั้นต้องไม่ได้มาจากการเบียดเบียนผู้อื่นไม่ว่าทางใดก็ตาม

 

ยกตัวอย่างเช่น หากเราคิดจะทำอาหารเพื่อถวายเป็นทานให้แก่พระสงฆ์ขึ้นมา เราก็ไปลงมือฆ่าสัตว์เพื่อนำมาประกอบอาหารเอง ทุบหัวปลาด้วยตนเอง ลงมือเชือดควาย หรือสุกรด้วยตนเอง เพื่อหวังจะนำเนื้อสัตว์เหล่านั้นมาทำอาหารไปทำบุญพระหรือไปบริจาคให้คนยากไร้

 

การที่เราได้เบียดเบียนชีวิตผู้อื่นมาทำทานนั้นเป็นทานที่เป็นบาปไม่ได้บุญอะไรเลยดังเช่นที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้กับท่านหมอชีวกโกมารภัจจ์ โดยที่ครั้งหนึ่งหมอชีวกโกมารภัจจ์ได้ถามพระพุทธเจ้าว่า

 

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังคำนี้ว่า ชนย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงเพื่อพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ยังเสวยเนื้อที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าใคร่จะทราบว่าชนทั้งหลายที่กล่าวอย่างนั้น ชื่อว่ากล่าวตรงกับที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ หรือว่ากล่าวตู่พระพุทธเจ้าด้วยคำไม่จริง พระพุทธเจ้าข้า”

 

พระพุทธองค์ทรงมีดำรัสตอบทันทีว่า

 

“ ดูก่อนชีวก ชนเหล่าใดกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงเพื่อพระสมณโคดม พระองค์ทรงทราบข้อนั้นอยู่ ก็ยังเสวยเนื้อสัตว์ที่เขาทำเจาะจงเฉพาะตน อาศัยตนทำดังนี้ ชนเหล่านั้นไม่ชื่อว่ากล่าวตรงกับที่เรากล่าว แต่ชื่อว่ากล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง

 

ดูก่อนชีวก เรากล่าวว่าเนื้อที่เป็นของไม่ควรบริโภคนั้นมีเหตุสามประการ คือเนื้อที่ตนเห็น ๑ เนื้อที่ตนได้ยิน ๑ เนื้อที่ตนรังเกียจ ๑ ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่าเป็นของไม่ควรบริโภคด้วยเหตุสามประการนี้ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่าเป็นของควรบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการคือ เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น ๑ เนื้อที่ตนไม่ได้ยิน ๑ และเนื้อที่ตนไม่รังเกียจ ๑ ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่าเป็นของควรบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการนี้

 

การฆ่าสัตว์เพื่อถวายเป็นอาหาร หรือจะนำไปทำบุญให้กับใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวกของพระองค์ หรือ ให้แก่คนยากไร้อื่นๆ นั้นถือว่าบาปมาก คือบาปตั้งแต่สัตว์นั้นถูกนำตัวมาเพื่อที่จะฆ่าแกงแล้ว ไม่เพียงแต่ผู้ฆ่าหรือผู้สั่งให้ฆ่าจะเกิดบาปเท่ากันแม้แต่สัตว์ที่ถูกนำมาฆ่าก็เกิดบาป

 

ที่กล่าวว่าบาปนั้นก็เพราะสัตว์นั้นเกิดอกุศลจิตคิดกลัวภัย กลัวตาย ได้รับความทุกข์มาก ทั้งในเวลาที่ถูกนำตัวมาและในเวลาที่ถูกฆ่า และด้วยอกุศลจิตที่เกิดขึ้นในขณะนั้น อาจทำให้สัตว์นั้นไปเกิดในอบายได้อีกด้วยนับว่าน่าสงสารมาก

 

เพราะฉะนั้นการจะทำอาหารอะไรก็ตามอย่าได้ฆ่าสัตว์นั้นเองหรือใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ฆ่าเอามากิน หรือฆ่าเพื่อทำบุญ เพราะแทนที่จะได้บุญกลับได้บาปมากชีวิตใครใครก็รัก เรารักตัวกลัวตายกลัวถูกฆ่าอย่างไร สัตว์ทั้งหลายก็รักตัวกลัวตาย กลัวถูกฆ่าอย่างนั้นเหมือนกัน

 

ในเรื่องของ เงินทองหรือทรัพย์สินนั้น หากได้ทรัพย์นั้นมาโดยการยักยอก คดโกงค้าขายเอากำไรเกินควร ปล้นชิงทรัพย์ ตลอดจนการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงเพื่อหวังได้ทรัพย์สินมาในลักษณะที่ไม่ชอบธรรมหรือเจ้าของเขาไม่เต็มใจจะให้อย่างนี้

 

ของหรือทรัพย์ที่ได้มาย่อมเป็นของที่ไม่ดีไม่พร้อมหากจะนำไปทำทานหรือบริจาคให้ใครก็ย่อมเป็นโทษที่เรียกว่าต้องบริโภคหรือได้ใช้ทรัพย์นั้นด้วยความเป็นหนี้ผู้อื่น

 

ทรัพย์ที่ได้มาในลักษณะนี้ต่อให้เอาไปสร้างมหาวิหารได้สักร้อยสักพันหลังก็ไม่ได้ผลบุญหรือเกิดผลแห่งทานนั้นแต่อย่างใด นอกจากจะไม่ได้ผลแล้วยังต้องชดใช้หนี้กรรมที่ไปโกงไปปล้นชิงทรัพย์ของเขามาอีกต่างหาก

 

ในยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 มีหัวหน้าสำนักนางโลมชื่อ  “ยายแฟง” ได้เรียกเก็บเงินจากหญิงโสเภณีในสำนักของตนจากอัตราที่ได้มาครั้งหนึ่ง 25 สตางค์ แกจะชักเอาไว้เสีย 5 สตางค์ โดยสะสมเอาไว้เช่นนี้จนได้เงินประมาณ 2,000 บาท

 

จากนั้นยายแฟงแล้วจึงได้จัดสร้างวัดขึ้นวัดหนึ่งด้วยเงินนั้นทั้งหมด เมื่อสร้างเสร็จแล้วแกก็เกิดความปลื้มปีติ นำไปนมัสการถามหลวงพ่อโตวัดระฆังว่าการที่แกสร้างวัดทั้งวัดด้วยเงินของแกทั้งหมดจะได้บุญบารมีมากน้อยอย่างไร

 

หลวงพ่อโตตอบว่า ได้แค่สลึงเดียว แกก็เสียใจมากและวัดนั้นได้ถูกตั้งชื่อว่าวัด “คณิกาผล” โดยเหตุที่ได้บุญน้อยก็เพราะทรัพย์อันเป็นวัตถุทานที่ตนนำมาสร้างวัดอันเป็นวิหารทานนั้น เป็นของที่แสวงหาได้มาโดยไม่บริสุทธิ์ เพราะว่าเบียดเบียนมาจากเจ้าของเขาที่ไม่เต็มใจจะให้

 

ทานที่เป็นวัตถุทานทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นอาหาร เสื้อผ้า เงินทองของมีค่าใดๆ ก็ตามวัตถุทานนั้นขอให้เราได้มาอย่างถูกต้อง ไม่เบียดเบียนใครจึงจะนับเป็นวัตถุทานที่มีค่าสมควรให้แก่ผู้อื่น

 

 

Read Full Post »

การให้ทานนั้นไม่จำเป็นต้องให้ด้วยสิ่งของเพียงอย่างเดียว ในโลกนี้ยังมีการให้ที่เป็นรูปแบบอื่นๆ ที่จะยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับผู้รับอีกมากมาย
ทานที่ไม่ใช่วัตถุทาน

2.1  การให้ทานด้วย “สายตาที่มีความเมตตาปรานีและยิ้มแย้มแจ่มใสกับผู้อื่น”

การแสดงออกทางสีหน้าที่มีความเมตตาปราณีก็ถือเป็นทานอย่างหนึ่ง ที่ผู้ที่ได้รับทานนี้ย่อมเกิดความสุขและความสบายใจเมื่อได้เห็นผู้รับทานนี้ย่อมเกิดความสุขใจและความปีตีเช่นเดียวกัน หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “เพียงหนึ่งรอยยิ้มก็มีค่าเกินกว่าทรัพย์สมบัติใดๆ”  ซึ่งหมายถึงความจริงใจที่คนเราควรจะมอบให้แก่กันนี่ก็คือ ทานที่สูงค่าอย่างหนึ่ง โดยที่ความจริงใจและรอยยิ้มนั้นอาจเป็นการช่วยเหลือคนอื่นได้อย่างคาดไม่ถึง

พระพุทธเจ้านั้นทรงเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดในการให้ทานด้วยรอยยิ้ม โดยปกติพระพักตร์ของพระพุทธองค์จะสงบนิ่ง แต่เมื่อใดก็ตามที่ทรงแย้มยิ้มขึ้นมากับผู้ใดก็จะยังให้ผู้นั้นเกิดปีติความสุขเอ่อท้น เมื่อทรงตรัสอนุโมทนาให้พรแล้วก็จะเป็นไปตามนั้น การยิ้มแย้มของพระพุทธองค์ยังนำไปสู่การแสดงธรรมมากมายที่สำคัญๆ หลายบทอีกด้วย

มีกรณีหนึ่งที่อยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง ครั้งพุทธกาล ลูกสาวของนายมาลาการชื่อ นางมัลลิกาแห่งนครสาวัตถี นางมัลลิกากำลังไปสวนดอกไม้ ระหว่างทางได้พบพระพุทธเจ้ากำลังบิณฑบาตอยู่ ด้วยความศรัทธาจึงเอาขนมกุมมาส 3 ก้อนใส่บาตร (ขนมกุมมาสเป็นขนมแป้งทอดที่คนจนกินกัน) พระพุทธองค์ทรงรับบาตรแล้วทรงยิ้มให้ พร้อมกับ ตรัสว่าวันนี้กุมารีผู้นี้จะได้เป็นมเหสีพระราชา

ในวันนั้นเองพระเจ้าปเสนทิโกศลเพิ่งไปรบและแตกทัพกลับมาจากนครราชคฤห์ โดยทรงม้ากลับมาด้วยความเหนื่อยอ่อน เมื่อมาถึงสวนดอกไม้เจอนางมัลลิกาเข้าก็เกิดความประทับใจในอิริยาบถของนางจึงลงมาพักผ่อน และทรงประทับหนุนตักนางมัลลิกา เมื่อกลับเข้าวังแล้วจึงส่งขบวนมารับนางมัลลิกาเข้าวัง

ต่อมาพระนางมัลลิกาผู้นี้ได้เป็นผู้ถวาย “สตสัตกมหาทาน” อันยิ่งใหญ่ ซึ่งประกอบไปด้วย สิ่งของเจ็ดสิ่ง สิ่งละเจ็ดร้อยอันได้แก่ช้าง 700 เชือก ม้า  700 ตัว โคนม 700 ตัว รถม้า 700 คัน นารี 700 นาง  ทาส 700  คน ทาสี 700 คน และเสื้อผ้าอาภรณ์อีก 700 ชิ้น ที่พุทธกาลหนึ่งจะมีสตรีผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถถวายได้  พระนางมัลลิกาต่อมาจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอัครมเหสีนานมว่า “พระนางมัลลิกาเทวี”

2.2 การให้ทานด้วย “วาจาที่ไพเราะน่าฟัง”

เป็นธรรมดาของมนุษย์ทุกคนที่ชื่นชอบวาจาที่ไพเราะเสนาะหู มากกว่าการได้ยินได้ฟังวาจาที่หยาบคายแม้จะสื่อความถึงในจุดประสงค์ที่ดีก็ตามแต่ถ้าใช้คำพูดที่ไพเราะเสนาะหูแล้วยิ่งจะสื่อเจตนาแห่งการให้นั้นยิ่งสมบูรณ์ขึ้นไปอีก เมื่อผู้ที่พูดนั้นได้พูดจาไพเราะไปแล้วเขาย่อมได้รับสิ่งตอบแทนที่ดีกลับมาได้อย่างคาดไม่ถึง

คำพูดที่ไพเราะน่ารักได้อานิสงส์กลับมาเป็นทานที่ดีได้แบบเหลือเฟือได้อย่างไร ลองศึกษาจากตัวอย่างในพุทธชาดกตอนหนึ่งเล่าเอาไว้ว่า ในอดีตกาล ณ กรุงพาราณสีมีเศรษฐีท่านหนึ่งมีบุตรสี่คน ซึ่งแต่ละคนก็มีนิสัยและการพูดแตกต่างกันออกไป

วันหนึ่งทั้งหมดได้พากันออกจากพระนครและนั่งอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง ได้เห็นนายพรานเนื้อผู้หนึ่งได้เนื้อมาเป็นอันมาก เรียกได้ว่าบรรทุกเนื้อมาจนเต็มเกวียนเดินผ่านมา กำลังเข้าสู่พระนครเพื่อจะนำมาขาย บรรดาบุตรทั้งสี่ของเศรษฐีนึกอยากขอเนื้อจากนายพรานคนนั้นจึงได้เอ่ยปากขอด้วยวาจาที่ต่างกัน

บุตรเศรษฐีคนแรก กล่าวว่า “เฮ้ย พรานจงให้ชิ้นเนื้อแก่ข้าทีซิ”

นายพรานตอบว่า “ธรรมดาผู้จะขออะไรๆ กับคนอื่นนั้น ควรพูดด้วยคำพูดที่น่ารักวาจาของเจ้าช่างหยาบเสียจริงๆ เปรียบได้กับพังผืดเพราะฉะนั้นเราจะให้เนื้อส่วนพังผืดที่หยาบเยี่ยงวาจาเจ้า” ว่าแล้วก็ให้พังผืดที่ไม่มีรสชาติใดๆ เลยแก่บุตรเศรษฐีคนแรก

บุตรเศรษฐีคนที่สอง กล่าวว่า “พี่ชาย ให้ชิ้นเนื้อแก่ฉันบ้างเถิด” นายพรานฟังแล้วตอบว่า “สหายคำว่าพี่ชายพี่หญิงจัดเป็นอวัยวะแข้งขาของมนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้ เพราะฉะนั้นวาจาของเจ้าเป็นเช่นอวัยวะนั้นด้วย เหตุนี้ข้าจะให้เนื้ออันสมควรแก่วาจาของเจ้า” แล้วพรานก็ได้ให้เนื้อที่ติดกระดูกอวัยวะแก่บุตรเศรษฐีคนที่สอง

บุตรเศรษฐีคนที่สามกล่าวว่า “ท่านพ่อโปรดให้ชิ้นเนื้อแก่ฉันบ้าง”

นายพรานตอบว่า “บุตรเมื่อเรียกว่า พ่อย่อมทำให้หัวใจของบิดาหวั่นไหว วาจาของเจ้าเปรียบดั่งหัวใจ สหายเราจะให้เนื้อหัวใจแก่ท่าน” แล้วบุตรเศรษฐีคนที่สาม ก็ได้รับเนื้อและหัวใจที่แสนอร่อยไป

ส่วนบุตรเศรษฐีคนสุดท้ายกล่าวว่า “สหายเอยขอท่านจงให้ชิ้นเนื้อแก่ข้าพเจ้าบ้าง” นายพรานได้ยินดังนั้นตอบว่า “สหายของบุรุษใดไม่มีในบ้าน บ้านของบุรุษนั้นก็เหมือนป่าอันไม่มีมนุษย์นั่นเองดังนั้นวาจาของท่านเป็นเช่นเดียวกับสมบัติของเราทั้งหมด ฉะนั้น เราจะให้เนื้อซึ่งเป็นส่วนของเรานี้พร้อมทั้งยานนี้แก่ท่าน”

ว่าแล้วนายพรานก็ขับเกวียนนั้นไปเรือนของบุตรเศรษฐีคนที่สี่และยกเนื้อให้ทั้งหมด และบุตรคนที่สี่ของเศรษฐีนั้นก็ได้ทำการสักการะและความนับถือแก่นายพรานผู้นั้นดั่งพี่ชายและได้กลายเป็นสหายสนิทกันตลอดชีวิต

จากเรื่องดังกล่าว จะเห็นได้ชัดว่าการพูดที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย จากความหยาบกร้านความแข็งกระด้างความอ่อนน้อมและความอ่อนโยน คำพูดที่ต้องการสื่อสารในใจความเดียวกัน ยังได้รับผลลัพธ์ที่แตกต่างกันมากมายถึงเพียงนี้ทีเดียว การให้เพียงคำพูดที่น่ารักน่าฟังเท่านี้ก็ทำให้ได้อานิสงส์ทั้งทรัพย์ทั้งมิตรเหลือเฟืออย่างเหลือเชื่อ

เพราะอย่างนี้พระพุทธองค์จึงมีคำกล่าวถึงไว้ใน อกุศลกรรมบถ 10 ประการข้อที่เรียกว่า “ผรุสวาจา” หรือการพูดคำหยาบนั้นจัดเป็น “วจีกรรม” ที่ไม่พึงกระทำเพราะสามารถแสดงเจตนาร้ายออกมาได้ทั้งๆที่แม้จิตใจจะคิดดีก็ตาม เพราะเจตนาที่ดีจะออกมาสมบูรณ์พร้อมกับวาจาที่ไพเราะ ดังนั้นวาจาที่ไพเราะและเปี่ยมด้วยน้ำใจไมตรีจึงนับได้ว่าเป็น ทานทางใจที่ยังให้ผู้ฟังเกิดความสุขและอิ่มใจได้ไม่แพ้วัตถุทานเลย

 

2.3 การให้ทานด้วย “การลงแรงช่วยเหลืองานผู้อื่นหรือส่วนรวม”

การลงมือลงแรงช่วยเหลือผู้อื่นจัดเป็นทานอย่างหนึ่งที่ได้บุญกุศลสูง ยกตัวอย่างเช่นในสมัยโบราณเวลาคนจะไปทำบุญทำทานเขาจะไม่ถวายเงินแต่ใช้วิธีการ ถวายอาหาร จีวร กุฏิ เป็นปัจจัยสี่ จนมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ยังไม่มีการถวายเงินให้พระ แม้แต่กฐินหลวงก็ยังถวายแค่หมาก 1 คำ

เพราะสมัยก่อนเงินไม่มีความหมายมากนัก ทุกอย่างใช้การลงมือลงแรงทั้งสิ้น การจะเอาข้าวไปถวายพระก็ต้องลงแรงทำปลูกเองหุงเอง  เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มหรือจีวรถ้าจะนำไปถวายหรือบริจาค ก็ต้องผลิตเองเย็บเอาเอง พอยุคสมัยเปลี่ยนสังคมเปลี่ยนเมื่อเงินมีความหมายมากขึ้นคนจึงนำเงินซึ่งเป็นวัตถุทานภายนอกมาทำบุญกันเป็นส่วนใหญ่

คนที่ไม่มีเงินจึงมีความเข้าใจผิดไปว่าเมื่อไม่มีเงินไม่มีทรัพย์แล้วตนเองจะทำบุญไม่ได้ ซึ่งความจริงแล้ว คนที่ยากจนไม่มีเงินในการทำบุญ ก็สามารถใช้แรงงานในการทำทานเพื่อหวังให้เกิดประโยชน์ส่วนรวมเช่น การลงแรงไปช่วยงานก่อสร้างวัดวาอารามโดยไม่คิดเอาค่าจ้าง หรือ ช่วยงานของพ่อแม่ทำมาค้าขายเพื่อแบ่งเบาภาระก็ถือได้ว่าเป็นทานที่สูงค่าเช่นกัน

เรื่องการทำทานด้วยการลงแรงช่วยเหลือเพื่อสาธารณประโยชน์นี้มีตัวอย่างมาเล่าให้ฟังกันอีกเรื่องหนึ่ง

ชายผู้หนึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านของคนเลี้ยงสัตว์ ซึ่งตัวเขาเองเป็นผู้ที่ยากจนเข็ญใจเป็นอย่างยิ่ง จะต้องทำงานหนักทั้งๆ ที่อายุยังน้อยโดยการรับจ้างเลี้ยงสัตว์คือ ฝูงวัว และต้องตากแดดตากฝนทำงานหนักทุกอย่างเพื่อเลี้ยงตัวให้รอด แต่ถึงชายผู้นี้จะต้องทำงานหนักและยากจนเขาก็ยังรู้จักรับผิดชอบและประหยัดอดออมอยู่เสมอจึงเป็นที่ชื่นชอบของนายจ้างเป็นอย่างมาก

หมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่นั้น จะมีบรรดาคนเลี้ยงสัตว์มากมายอาศัยอยู่ แต่ตัวหมู่บ้านก็อยู่ไม่ไกลจากเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งซึ่งเป็นแหล่งการค้าขายที่สำคัญ แต่การที่จะไปถึงตัวเมืองชาวบ้านทั้งหลายก็จะต้องข้ามแม่น้ำที่กั้นอยู่ ซึ่งในช่วงฤดูฝนน้ำจะท่วมสูงเป็นเหตุทำให้ชาวบ้านต้องเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุถูกน้ำพัดพาไปในระหว่างข้ามฟากมากมาย เหตุการณ์อันน่าเศร้าสลดนี้เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี สร้างความสลดหดหู่ใจให้แก่หนุ่มผู้เลี้ยงวัวผู้นี้เป็นอันมาก แต่ก็สุดวิสัยที่จะช่วยอะไรได้เพราะเขาอายุยังน้อยเกินไป

เมื่อเขาเริ่มเติมโตขึ้นจึงหัดว่ายน้ำในแม่น้ำ จนกายเป็นนักว่ายน้ำที่เก่งกาจ ด้วยความสามารถด้านนี้เขาได้ช่วยชีวิตผู้คนหลายสิบคนให้รอดตายจากการจมน้ำ ชาวบ้านทั้งหลายต่างมอบความรักและซาบซึ้งใจในความดีของเขา

วันหนึ่งชายหนุ่มผู้นี้ได้เข้าไปพบนายของเขา และแนะนำชักชวนให้เจ้านายสร้างสะพานข้ามแม่น้ำซึ่งเขาให้เหตุผลว่า ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ชีวิตผู้คนปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังจะช่วยรักษาทรัพย์สินที่ต้องสูญเสียไปอย่างมากมาย และคิดว่า เจ้านายเป็นผู้ที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะริเริ่มการสร้างสะพานในครั้งนี้ เพราะเป็นคนร่ำรวยมากและมีน้ำใจที่สุดในหมู่บ้านนี้

ด้วยความจริงใจและปรารถนาจะทำสิ่งที่เกิดคุณประโยชน์ต่อสาธารณะชน เจ้านายของเขาจึงตกลงใจโดยมีเงื่อนไขให้ชายหนุ่มผู้นี้เป็นผู้วางแผนควบคุมดูแลการก่อสร้างสะพานทั้งหมด ต่อมาไม่นานสะพานก็สร้างเสร็จสมบูรณ์ ชาวบ้านทั้งหมดจึงได้เชื้อเชิญให้นายจ้างเศรษฐีมาเป็นประธานทำพิธีเปิดใช้สะพานนี้

แต่ท่านเศรษฐีกลับยิ้มและตอบว่า “การสร้างสะพานข้ามแม่น้ำนี้เป็นความคิดริเริ่มของชายหนุ่มลูกจ้าง และค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ก็ได้มาจากเงินที่เขาได้สะสมไว้ ฉะนั้นลูกจ้างหนุ่มผู้นี้จึงสมควรได้รับเกียรติให้เป็นผู้ทำพิธีเปิดสะพานนี้”  ชาวบ้านทั้งหลายได้ยินเช่นนั้นแล้วจึงเห็นพ้องต้องกันเชื้อเชิญชายหนุ่มเป็นประธานในพิธี

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าเกิดอุบัติเหตุกับชายหนุ่มผู้ที่ได้เสียสละแรงกายเพื่อปวงชน เขาถูกฟ้าฝ่าตายไปเสียก่อนจะได้ไปเปิดสะพาน ชายผู้นี้จึงถูกเสนาบดีของราชสำนักจารึกที่ข้อมือไว้ว่า “คนดีที่ถูกฟ้าพิฆาต”

อีกไม่กี่วันต่อเมื่อท่านเสนาบดีผู้อาวุโสกลับมาถึงราชสำนึก ก็ได้รับแจ้งข่าวว่าพระราชโอรสของพระองค์จักรพรรดิประสูติแล้ว แต่ทรงร้องไห้ไม่ยอมหยุด ท่านเสนาบดีจึงได้ขอพระราชานุญาตเข้าเฝ้าพระโอรสองค์ใหม่

ครั้นเจ้าชายองค์น้อยได้พบท่านเสนาบดีก็ทรงหยุดร้องทันที เมื่อท่านเสนาบดีผู้ชราเข้าชมพระบารมีราชโอรสอย่างใกล้ชิด ก็ต้องตกใจมากที่ได้เห็นบนข้อพระหัตถ์ปรากฏมีอักษรเขียนไว้ว่า “คนดีที่ถูกฟ้าพิฆาต” ดังที่ตนเองเคยจารึกไว้ที่ข้อมือของชายหนุ่มผู้นั้นไม่มีผิด

ท่านเสนาบดีจึงทราบทันทีว่า พระราชโอรสขององค์จักรพรรดิผู้นี้ก็คือ ชายหนุ่มผู้สร้างสะพานซึ่งบัดนี้เขาได้กลับมาเกิดใหม่แล้ว ข่าวที่น่าอัศจรรย์ได้แพร่ขยายไปทั่วแผ่นดินอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านในหมู่คนเลี้ยงสัตว์ และราษฎรทั้งหลายจึงเกิดความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง

การลงแรงช่วยเหลือผู้อื่นหรือคนส่วนรวมจึงนับได้ว่าเป็นทานที่ประเสริฐอย่างหนึ่งที่มีค่ามหาศาลไม่ต่างจากคนที่ทำบุญบุญด้วยเงินมากๆ คนที่ได้ลงแรงกระทำการใด ๆที่เป็นประโยชน์เพื่อส่วนรวมจึงได้ชื่อว่าทำ “มหาทาน”ได้เช่นเดียวกัน

ในข้อบัญญัติแห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการในข้อที่ว่า “เวยยาวัจจมัย” หรือ บุญสำเร็จได้ด้วยการขวนขวายในกิจการงานที่เป็นประโยชน์และดีงามก็มีความหมายรวมถึงการให้ทานประเภทนี้ ซึ่งผลของการปฏิบัติข้อนี้จะยังผลให้เกิดความนับถือและสามัคคีกับหมู่คณะอีกด้วย

 

2.4  การให้ทานด้วย “การยินดีเมื่อผู้อื่นทำดี”

ทุกๆ คนย่อมรู้สึกยินดีและมีความสุขมากอยู่แล้วเวลาที่เราได้ไปทำบุญบริจาคทานอิ่มใจออกมาจากวัดหรือทุกครั้งที่มีการทำบุญเกิดขึ้น แล้วพอมีเพื่อนบ้านเดินมาถามว่า “ไปไหนมาแต่เช้า” พอเราตอบว่า “ไปทำบุญที่วัดมา”

พอเพื่อนบ้านเราได้ยินเข้าอย่างนี้ก็ตรงเข้ามาแสดงความชื่นชมยินดี และกล่าวอนุโมทนาสาธุในการทำบุญของเรา มีคนชื่นชมในการทำบุญของเราเราก็จะยิ่งมีความสุขมากขึ้นและสบายใจมากขึ้นเหมือนได้ทรัพย์มีค่าอะไรสักอย่างเพิ่มขึ้นมาหรือความรู้สึกอิ่มเอมเย็นวาบขึ้นมาที่กลางกระหม่อม

การที่ผู้อื่นได้เข้าแสดงความยินดีที่เราได้ไปทำบุญนั้น เขาก็ได้ทำทานอย่างหนึ่งไปแล้วเรียกว่า “ปัตตานุโมทนามัย” คือการที่บุญสำเร็จได้ด้วยการอนุโมทนาบุญในคุณความดีของผู้อื่นนับเป็นทานที่ให้จากภายในที่ก่อบุญกุศลและความสุขได้ ก่อให้เกิดความชื่นชมโสมนัส ยินดีปรีดาในบุญ ดังนั้นทั้งตัวเราผู้ที่ไปทำบุญทำทานมาก็ได้บุญเพิ่ม คนที่กล่าวอนุโมทนาก็ได้ทำบุญเฉกเช่นเดียวกับเราเช่นกัน

มีตัวอย่างจริงดังเช่นผลบุญที่เกิดกับเพื่อนของนางวิสาขามหาอุบาสิกา ครั้งหนึ่ง พระอนุรุทธะเถระได้จาริกไปในดาวดึงส์เทวโลก เห็นทิพย์วิมานหลังใหญ่ กว้างยาวและสูงถึง 16 โยชน์ แวดล้อมด้วยอุทยานและสระโบกขรณี ล่องลอยอยู่ในอากาศ แผ่รัศมีไปไกลถึงร้อยโยชน์

โดยที่เจ้าของวิมานนั้นเป็นเทพธิดาที่มีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีสว่างไปทั่วทุกทิศ มีกลิ่นทิพย์หอมยวนใจฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ เมื่อยามเยื้องกรายหรือร่ายรำก็มีเสียงทิพย์อันไพเราะ น่าฟัง น่ารื่นรมย์ใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง

พระอนุรุทธะเถระถามเทพธิดาเจ้าของวิมานนั้นว่าเธอทำบุญด้วยอะไร ทิพย์สมบัตินี้จึงเกิดขึ้นแก่เธอมากถึงเพียงนี้

นางเทพธิดาตอบพระอนุรุทธะเถระว่า

 

“ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ดิฉันเป็นเพื่อนของนางวิสาขามหาอุบาสิกา ครั้งหนึ่งเมื่อเพื่อนของดิฉันได้สละทรัพย์ถึง 27 โกฏิ ไปสร้างวัดบุพพารามมหาวิหาร เธอได้ชวนดิฉันและสหายอีก 500 คน ไปเที่ยวชมวัดที่สวยงามดุจปราสาท ดิฉันได้เห็นปราสาทที่เธอสร้างถวายพระภิกษุสงฆ์ที่ดิฉันเคารพ ดิฉันเลื่อมใสในบุญของเธอ จึงอนุโมทนาบุญกับเธอว่า สาธุ สาธุ สาธุ”

ผลของการโมทนาบุญนั้นจะบังเกิดบุญที่เรียกกันว่าโมทนามัย ซึ่งจะมีผลมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับคุณภาพ “ใจ” ของผู้กล่าวโมทนาบุญนั้นหากกล่าวโมทนาบุญอย่างเต็มใจผลบุญกุศลก็จะมากไปตามคุณภาพของจิตดังที่เพื่อนของนางวิสาขามหาอุบาสิกาได้กระทำ

การโมทนาบุญนั้น แบ่งออกได้ตามขนาดของบุญและวาระได้สามประการคือ

1. การอนุโมทนา หมายถึงการโมทนาบุญของบุคคลใดในการทำบุญเฉพาะครั้งใดครั้งหนึ่ง เช่น เพื่อนของเราได้เลี้ยงพระเพลที่วัด เราก็ได้อนุโมทนาบุญด้วยครั้งหนึ่ง

2.การโมทนาบุญ หมายถึงการโมทนาบุญในกองกุศลที่หมู่คณะนั้นได้บำเพ็ญสร้างขึ้น เช่นการโมทนาบุญจากการร่วมมือกันทอดผ้าป่า หรือ ทอดกฐิน หรือการโมทนาบุญของบุคคลใด บุคคลหนึ่งโดยเฉพาะในบุญที่เขาบำเพ็ญมาตลอด

เช่น นาย ก. ได้ตั้งจิตจะสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่รูปหนึ่งเขาได้เริ่มสร้างพระพุทธรูปมาทีละน้อยด้วยเงินที่มี เมื่อเราได้เห็นการลงแรงสร้างพระพุทธรูปก็โมทนาบุญกับนาย ก. ด้วยทีหนึ่ง เมื่อผ่านไปเห็น นาย ก.อีกครั้งก็โมทนาบุญด้วยอีกครั้ง และโมทนาบุญไปเรื่อยจนกระทั่งนายก. สร้างพระพุทธรูปเสร็จ เป็นต้น

3.การมหาโมทนาบุญ นั้นหมายถึงการ โมทนาความดี กุศล ผลบุญทั้งปวงที่ได้ปรากฏขึ้นทั่วอนันต์จักวาลทั้งสามไตรภูมิเป็นการแสดงความยินดีในบุญอันยิ่งใหญ่ของการบำเพ็ญเพียรของเหล่าพระโพธิสัตว์ที่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ดังเช่นการมหาโมทนาบุญของเหล่าเทวดาทุกชั้นฟ้า ได้ลงมากระทำร่วมกันเมื่อพระโพธิสัตว์สิทธัตถะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

บุญที่เกิดจากการมหาโมทนาในครั้งนั้นก็จะยิ่งเป็นบุญที่ส่งเสริมให้เหล่าเทวดาทั้งหลายได้รับทิพย์สมบัติอันยาวนานยิ่งๆ ขึ้นไป นี่คืออานุภาพของการกล่าวแสดงความยินดีของผู้อื่นเมื่อเขาได้ทำบุญให้ทานในด้านต่างๆ

 

Read Full Post »