Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for กุมภาพันธ์, 2014

การทำทานทำให้คนรวยได้จริง การทำทานไม่ใช่เรื่องของแค่คนรวยๆ อย่างท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเท่านั้น หลายๆ คนอาจมองว่าเพราะเขามีมากเขาจึงทำได้ คนจนๆ จะเอาอะไรไปทำทานเพียงแค่หากินให้พอเลี้ยงปากท้องก็แย่พอแล้ว
คนยากจนที่สุดหากรู้จักทำทานก็รวยได้

ความจริงแล้วคนที่ยากจนนั้นยิ่งต้องทำทานให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้หายจนเพราะยิ่งตระหนี่มากเท่าไหร่ ความตระหนี่ก็จะผลักเอาความร่ำรวยออกไปทำให้ยิ่งจนลงมากกว่าเดิม ส่วนคนที่เกิดมายากจนแต่รู้จักทำทานให้ถูกคน ถูกกาล มีจิตยินดีเสมอในการทำทานเขาก็จะสามารถร่ำรวยมีความสุขขึ้นมาได้

ในยุคสมัยของพระพุทธเจ้ากัสสปะ มีชายคนหนึ่งที่ชื่อ “มหาทุคตะ” แปลว่า “ชายที่แสนยากจน” มีอาชีพเป็นขอทานความยากจนของแกนั้นเรียกได้ว่าจนระดับที่สุดของเมืองเลยก็ว่าได้

วันหนึ่งนายมหาทุคตะก็ได้รับการชักชวนจากบัณฑิตผู้หนึ่งให้ทำบุญกับพระภิกษุสาวกของพระพุทธเจ้าบ้างจะได้เป็นบุญวาสนาติดตัวไปไม่ทำให้ยากจนอีกในภายภาคหน้า มหาทุคตะได้ยินการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าแล้วก็เกิดความรู้สึกยินดีมาก คิดจะทำทานกับพระสาวกของพระพุทธองค์สักรูปหนึ่งก็เลยไปทำการจองพระไว้รูปหนึ่งกับบัณฑิตที่มาชักชวน

บัณฑิตก็เห็นว่าจองแค่รูปเดียวจึงไม่ได้จดบันทึกเอาไว้ แล้วก็ไปชักชวนบุคคลอื่นๆ ในหมู่บ้านให้มาร่วมทำบุญกันต่อไป

ฝ่ายนายทุคตะกับภรรยาเมื่อจองพระได้แล้วก็ไปรับจ้างเขาทำงานด้วยจิตเบิกบานอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าวันนั้นทั้งวันแทบจะร้องรำทำเพลงทำงานเลยทีเดียว โดยหวังว่าพรุ่งนี้จะได้ถวายข้าวปลาอาหารกับพระดีๆ สักรูปหนึ่ง เมื่อทำงานได้เงินมาก็เอาเงินไปเตรียมซื้อของทำกับข้าวไว้เสร็จสรรพ

วันรุ่งขึ้นพอไปหาบัณฑิตเพื่อจะรับพระที่จองไว้ แต่เพราะบัณฑิตหนุ่มไม่ได้จดบันทึกเอาไว้ก็เลยไม่มีพระให้คนอื่นนิมนต์กันไปหมดแล้ว ทำให้นายทุคตะเสียใจมาก บัณฑิตหนุ่มก็เลยแนะนำว่าเหลือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่อีกรูปหนึ่งท่านไปนิมนต์เถอะ

พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้มีพระเมตตาและหยั่งรู้แล้วว่าวันนี้จะสงเคราะห์ใคร แม้วันนั้นจะมีมหาเศรษฐีพ่อค้าวานิชที่ร่ำรวยหรือบุคคลระดับกษัตริย์จะมารอนิมนต์อยู่ข้างนอกพระคันธกุฎี พระพุทธองค์ก็ยังไม่ออกมาจากที่พำนัก รอจนกว่านายมหาทุคตะมานิมนต์จึงทรงเสด็จออกมา แล้วประทานบาตรให้ทำให้คนอื่นผิดหวังกันไปตามระเบียบ

นายทุคตะกับภรรยาได้ถวายอาหารรสเลิศชั้นดีกับพระพุทธเจ้าด้วยความช่วยเหลือของพระอินทร์ที่แปลงกายมาช่วยทำอาหารให้ อาหารที่ได้ถวายจึงเป็นของดีระดับอาหารทิพย์ เมื่อพระพุทธเจ้าฉันเสร็จก็ตรัสอนุโมทนาและแสดงธรรมเรื่องอานิสงส์การถวายทานด้วยจิตที่ยินดีทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังทำทาน ให้ถูกคนถูกกาลแล้วจะมีอานิสงส์มากมายมหาศาล เสร็จแล้วพระพุทธองค์ก็เสด็จกลับ

นายมหาทุคตะเดินไปส่งพระพุทธเจ้าที่พระคันธกุฎี เมื่อกลับมาถึงบ้านของตนเองก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นที่บ้านคือแก้วรัตนมณีนั้นไหลท่วมบ้านของนายทุคตะชนิดที่ลูกเมียไม่มีที่อยู่กันเลยทีเดียว หากจะเปรียบเทียบในสมัยนี้ก็คือ จู่ๆ เขาก็ถูกหวยระดับร้อยล้านพันล้านบาทในงวดเดียวนั่นเอง

เรื่องนี้เป็นที่ฮือฮามากทุกคนต่างเข้าใจว่าเป็นผลแห่งการถวายทานแด่พระพุทธเจ้า พระราชาในเมืองนั้นทราบเรื่องก็เสด็จมาทอดพระเนตรด้วยตัวเองสั่งให้คนขนแก้วรัตนมณีไปที่ลานประจำเมืองแล้วถามว่าในเมืองนี้มีใครมีทรัพย์สมบัติมากมายเท่านี้บ้าง เมื่อไม่มีใครรับพระองค์จึงได้แต่งตั้งให้นายมหาทุคตะ หรือนายมหายากจนคนนั้นให้เป็นเศรษฐีประจำเมือง

มหาเศรษฐีชื่อยาจกคนนี้ก็ทราบดีว่า การที่ตนเองร่ำรวยมหาศาลได้ขนาดนี้เพราะบุญบารมีที่ได้ทำต่อพระพุทธเจ้าจึงไม่ได้ประมาทในการทำบุญ ตลอดชีวิตก็ยังคงทำบุญให้ทานช่วยเหลือคนยากคนจนเสมอมาจนสิ้นชีวิต และในชาติสุดท้ายก็ได้เกิดมาเป็นบุรุษที่มีชาติตระกูลร่ำรวยในตระกูลอุปัฏฐากพระสารีบุตร ที่ชื่อว่า “บัณฑิต” และได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่เป็นสามเณรด้วย

ในอดีตชาติของพระมหาสาวกคนหนึ่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างพระมหากัสสปะก็เป็นคนที่แสนยากจนมาก่อน แต่เพราะรู้จักให้ทานด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นเอาชนะความตระหนี่ท่านจึงได้กลายเป็นคนที่ร่ำรวยมหาศาลได้

ในสมัยของพระพุทธเจ้าวิปัสสี ได้มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อมหาเอกสาฎกอาศัยอยู่ในเมืองสาวัตถี เหตุที่ท่านได้ชื่อนี้ก็เพราะผ้าสาฎกสำหรับนุ่งของพราหมณ์นั้นมีผืนเดียว แม้ผ้าของนางพราหมณีผู้เป็นภรรยาก็มีผืนเดียว ทั้งสองคนมีผ้าห่มผืนเดียวเท่านั้นในเวลาไปภายนอก พราหมณ์หรือพราหมณีต้องเปลี่ยนกันห่มผ้าจึงจะสามารถออกนอกบ้านได้

วันหนึ่ง เมื่อเขาประกาศว่าจะมีการฟังธรรมในวิหารโดยพระพุทธเจ้าจะเป็นผู้แสดงธรรม ทำให้สามีภรรยาผู้มีผ้าผืนเดียวเกิดความยินดีมาก โดยตกลงกันว่านางพราหมณีจะไปฟังธรรมเวลากลางวัน ส่วนสามีจะไปฟังธรรมในเวลากลางคืน

เมื่อถึงเวลากลางคืนเอกสาฎกพราหมณ์ก็ได้ไปฟังธรรมต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า เมื่อได้ฟังธรรมก็เกิดใจที่ปีติขึ้นมา จึงอยากจะบูชาพระพุทธเจ้าด้วยผ้าห่มของตัวเอง แต่ก็คิดว่า

 

“ถ้าเราจักถวายผ้าสาฎกนี้ผ้าห่มของนางพราหมณีจักไม่มี ของเราก็จักไม่มีจะทำอย่างไรดีหนอ”  ซึ่งในขณะนั้น จิตของพราหมณ์สองดวงจึงเกิดขึ้น คือจิตที่ประกอบด้วยความตระหนี่พันดวงจิตหนึ่งเกิดขึ้น และเกิดจิตที่ประกอบด้วยศรัทธาดวงหนึ่งเกิดขึ้นอีกต่อสู้กันเป็นเวลานาน

เมื่อพราหมณ์กำลังคิดว่า “จักถวาย หรือ จักไม่ถวายดี” จนเวลาผ่านล่วงเลยไปแม้ช่วงปฐมยาม มัชฌิมยามนั้นก็ยังตัดสินใจไม่ได้ จนกระทั่งเมื่อถึงปัจฉิมยามจึงตัดสินใจได้สามารถเอาจิตแห่งความศรัทธาเป็นที่ตั้งเอาชนะความตระหนี่ได้แล้วถือผ้าสาฎกไปวางแทบพระบาทของพระพุทธเจ้าจากนั้นได้เปล่งเสียงดังขึ้นสามครั้งว่า  “ข้าพเจ้าชนะแล้ว ข้าพเจ้าชนะแล้ว ข้าพเจ้าชนะแล้ว”

ทานของพราหมณ์นั้นให้ผลทันตาเห็นทันที เมื่อพระเจ้าพันธุมราชกำลังทรงฟังธรรม ได้สดับฟังเสียงนั้นแล้ว ตรัสบอกอำมาตย์ว่า “พวกท่านจงถามพราหมณ์นั้นดูแล้วมาบอกเราว่า เขาชนะอะไร”

เอกสาฎกพราหมณ์จึงได้ตอบว่า “ เหตุที่ข้ากล่าวเช่นนั้น ขอให้ท่านลองนึกถึงเวลาที่เราไปรบทัพจับศึกแล้วได้ชัยชนะกลับมา ความรู้สึกนั้นประสบชัยชนะนั้นไม่น่าอัศจรรย์หรืออย่างไร ความตระหนี่ที่มีในตัวข้าเปรียบเหมือนศัตรูที่ยากจะเอาชนะได้ แต่เมื่อข้าตัดสินใจถวายผ้าห่มแด่พระพุทธเจ้าแล้ว ความรู้สึกชนะหัวใจที่ตระหนี่ก็ได้บังเกิดขึ้น นี่เป็นเรื่องที่อัศจรรย์มากสำหรับข้า ข้าจึงได้กล่าวแสดงชัยชนะเช่นนั้น”

พระราชาได้สดับความนั้นแล้ว ทรงดำริว่า “พราหมณ์ทำสิ่งที่บุคคลทำได้ยาก เราจักทำการสงเคราะห์เขา” จึงรับสั่งให้พระราชทานผ้าสาฎกหนึ่งคู่ให้พราหมณ์ แต่พราหมณ์กลับคิดว่า

“ในเวลาที่ตนเองนั่งนิ่งอยู่พระราชาก็ไม่ได้ถวายสิ่งใดแก่เรา แต่กลับได้ผ้ามาเพราะเรากล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณ เราจึงไม่ควรใช้ผ้านี้เพราะอาศัยพุทธคุณ”

เมื่อคิดได้ดังนั้นพราหมณ์จึงได้นำผ้าทั้งสองผืนนั้นไปถวายเป็นทานแด่พระพุทธเจ้าแทน พระราชาจึงรับสั่งให้พระราชทานทำให้เป็นทวีคูณอีก คือ สองคู่  สี่คู่ แปดคู่ สิบหกคู่ แต่พราหมณ์ก็ได้ถวายผ้าทั้งหมดให้แก่พระพุทธเจ้าทั้งหมด ต่อมาพระราชาจึงรับสั่งให้พระราชทานผ้าสาฎกถึงสามสิบสองคู่แก่เขา

พราหมณ์จึงยอมรับผ้าเพียงสองผืนเป็นครั้งสุดท้ายโดยผืนหนึ่งตนเองจะเอาไว้ใช้ อีกผืนจะให้ภรรยาใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้ครหาว่าปฏิเสธผ้าเพื่อเรียกร้องผ้าให้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุด

ต่อมาครั้งหนึ่งในฤดูหนาว พระเจ้าพันธุมราชได้พระราชทานผ้ากัมพลแดงซึ่งเป็นผ้าสักหลาดอย่างดีเพื่อให้พราหมณ์ใช้ห่มเวลาที่จะมาเข้าเฝ้า แต่พราหมณ์กลับคิดว่าผ้าผืนนี้ดีเกินไปไม่เหมาะสมกับร่างกายของตนเอง

 

“ผ้ากัมพลเหล่านี้ไม่สมควรแตะต้องที่สรีระอันบูดเน่าของเรา ผ้าเหล่านั้นสมควรแก่พระพุทธศาสนาเท่านั้น”

พราหมณ์คิดได้ดังนี้จึงได้ขึงผ้ากัมพลผืนหนึ่ง ทำให้เป็นเพดานไว้เบื้องบนที่บรรทมของพระศาสดาภายในพระคันธกุฎี แล้วขึงผืนหนึ่งทำให้เป็นเพดานในที่ทำภัตกิจของภิกษุผู้มารับบิณฑบาตในบ้านของตนเอง

ในเวลาเย็นพระราชาเสด็จไปสู่สำนักของพระศาสดาก็ทรงจำผ้ากัมพลได้แล้วทูลถามว่า “ใครทำการบูชา พระเจ้าข้า” เมื่อพระศาสดาตรัสตอบว่า “พราหมณ์ชื่อเอกสาฎก” ดังนี้แล้ว ทรงดำริว่า “พราหมณ์เลื่อมใสในฐานะที่เราเลื่อมใสเหมือนกัน” จึงได้รับสั่งให้พระราชทานวัตถุทานทุกอย่างที่จำเป็นแก่พราหมณ์นั้นได้แก่ ช้างสี่ ม้าสี่ กหาปณะสี่พัน สตรีสี่ ทาสีสี่ บุรุษสี่ บ้านส่วยอีกสี่ ตำบลพร้อมทั้งทรงแต่งตั้งให้พราหมณ์ได้เป็นราชปุโรหิตอยู่ถวายงานใกล้ชิดพระองค์เป็นต้นมา

เอกสาฎกพราหมณ์เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้วได้เวียนว่ายตายเกิดอีกหลายภพชาติจนกระทั่งชาติสุดท้ายได้มาเกิดเป็น ปีปผลิมาณพ ผู้มีฐานะร่ำรวยมหาศาล ซึ่งภายหลังท่านได้ออกบวชเป็นพระมหากัสสปะนั่นเอง

จะเห็นได้ว่าแม้คนที่ยากจนก็มีสิทธิ์ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีได้ เพราะรู้จักการให้ทาน คนรวยก็ควรทำทานให้ต่อเนื่องไม่ควรประมาทในทรัพย์สินขณะที่คนจนต้องยิ่งทำเพื่อที่จะได้ละความตระหนี่ออกไปจากใจให้มากที่สุด ชีวิตจึงจะเปลี่ยนแปลงจากยากจนกลายเป็นมั่งมีดังตัวอย่างที่ได้ยกไปแล้ว

 

Read Full Post »

คนที่เกิดมาร่ำรวยในปัจจุบัน หรือ แม้กระทั่งคนที่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาจนสามารถมีฐานะร่ำรวยได้นั้นทุกๆ คนล้วนเป็นคนที่มีจิตใจแห่งการให้เป็นสำคัญทั้งสิ้น คนเหล่านี้แม้จะมั่งมีแล้วหรือยังยากจนอยู่ก็ตาม ขอเพียงมีจิตใจแห่งการเสียสละคิดจะให้ทานเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ต่อให้เขาตกทุกข์ได้ยากขนาดไหนเขาก็สามารถกลับมายืนหยัดและร่ำรวยได้ โดยมีบุคคลสำคัญสองคนที่อยากจะนำมากล่าวเล่าให้ฟังในที่นี้
การให้ทาน ต้นเหตุแห่งความร่ำรวย

เพราะเหตุใดท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงร่ำรวยมหาศาล

ในบรรดามหาเศรษฐีของโลกคนที่ต้องนำมากล่าวถึงเสมอ ก็คือ อนาถบิณฑิกเศรษฐี หรือว่า บิล เกตส์ ในสมัยพุทธกาลนั่นเอง ชีวิตของมหาเศรษฐีผู้นี้เรียกได้ว่าเป็นผู้ที่มีศรัทธาในการทำทานสูงส่งที่สุดคนหนึ่งในโลก ท่านเป็นคนที่ทำทานที่เรียกได้ว่าไม่เห็นแก่หน้าใคร หรือ ไม่สนใจในสิ่งใดนอกจากบุญกุศลความสุขเพียงอย่างเดียว เท่านั้นแม้ในอดีตชาติของท่านก็ได้ตั้งความปรารถนาที่จะทำทานเอาไว้เช่นกัน

ย้อนไปเมื่อแสนกัปที่แล้ว (คำว่ากัปคือช่วงเวลาเกิดของโลก ตั้งอยู่ และดับไป 1 ครั้ง) ในสมัยนั้นมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งพระนามว่า พระปทุมุตตระพุทธเจ้า ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้เกิดเป็นบุตรของผู้มีสกุลในเมืองหงสาวดี

อยู่มาวันหนึ่งท่านก็ได้ไปฟังธรรมจากพระบรมศาสดา ได้เห็นพระบรมศาสดาทรงสถาปนาอุบาสกท่านหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะหรือผู้เป็นเลิศกว่าอุบาสกทั้งหลายด้านการถวายทาน เป็นเหตุให้ท่านอยากเอาอย่างบ้าง ท่านจึงได้เร่งสั่งสมบุญกุศลอย่างยิ่งยวด ด้วยการเลี้ยงพระถวายภัตตาหารเป็นสังฆทานโดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอดเจ็ด วัน

จากนั้นท่านก็ตั้งความปรารถนาว่า ความปรารถนาอย่างอื่นไม่ต้องการเลย ต้องการตำแหน่งอันเลิศอย่างนี้เพียงอย่างเดียว เมื่อละสังขารจากชาตินั้นแล้ว ท่านก็ไปบังเกิดในสวรรค์ จนกระทั่งถึงเวลาก็ลงมาสร้างบารมีบนโลกมนุษย์อีก โดยเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสองภูมิ คือ เทวโลก และมนุษยโลกเท่านั้น ในช่วงตลอดแสนกัปที่ผ่านมา ไม่เคยได้ไปท่องในอบายภูมิเลย

มาในสมัยพุทธกาลนี้ ท่านก็ได้มาบังเกิดในเรือนของ “สุมนเศรษฐี” ณ นครสาวัตถี มารดาบิดาจึงตั้งชื่อว่า “สุทัตตะ” แปลว่า ผู้ตั้งตนไว้ดี แต่ด้วยอุปนิสัยรักการให้ของท่าน จึงได้ชื่อใหม่ว่าอนาถบิณฑิกเศรษฐี แปลว่าเศรษฐีผู้มีก้อนข้าวให้แก่คนยากไร้ ซึ่งเป็นชื่อที่ท่านตั้งความปรารถนาไว้จนกระทั่งได้มาพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและได้สร้างมหาทานบารมีอย่างเต็มที่

 

“เอาทองมาปูลาดพื้นเพื่อจะซื้อที่สร้างวัด”

ความศรัทธาที่จะถวายทานนั้นมีมากถึงขนาดไม่เพียงแค่ถวายน้ำ อาหาร แต่ท่านยังต้องการส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้เจริญก้าวหน้าและหยั่งรากลึกให้มั่นคงจึงได้มีความคิดที่จะสร้างวัดขึ้น ด้วยความที่เป็นพ่อค้าและมีมิตรสหายมากท่านจึงได้ชักชวนเพื่อนของท่านในแต่ละหมู่บ้านว่า

 

“ บัดนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วและข้าพเจ้าก็ได้อาราธนาพระพุทธเจ้าและพระสาวก มาจำพรรษาในนครสาวัตถี ซึ่งพระองค์จะเสด็จมาตามเส้นทางนี้ ขอท่านทั้งหลายจงช่วยกันสร้างเสนาสนะสำหรับที่พักแรมเพื่อน้อมถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวก ในระยะทางทุกหนึ่งโยชน์ (ประมาณ 16 กิโลเมตร) รวม 45 โยชน์ (720 กิโลเมตร) จนถึงเมืองสาวัตถี แล้วจงช่วยกันแผ้วถางหนทางให้ราบเรียบ และร่มรื่น เหมาะแก่การพักเหนื่อยเถิด”

ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเมื่อไปถึงเมืองสาวัตถีแล้ว ท่านก็รีบไปสำรวจดูพื้นที่ทั่วทั้งพระนครเพื่อหาสถานที่สร้างอารามที่จะเป็นที่ประทับของพระพุทธองค์และของเหล่าพระสาวก โดยมีหลักพิจารณาการสร้างพระอารามถึง 8 ประการว่า

  1. สถานที่นั้นต้องอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านเกินไป เพื่อความสะดวกในการบิณฑบาต
  2. อยู่ไม่ใกล้กับหมู่บ้านมากนัก เพื่อจะได้ไม่เกิดความพลุกพล่านวุ่นวาย
  3. มีการคมนาคมไปมาได้สะดวก คือ เดินเท้าไปถึงโดยง่าย เกวียนหรือรถก็ควรไปถึงได้
  4. กลางวันมีคนไม่มากนัก เพราะต้องการความสงบสงัดให้ภิกษุได้ปฏิบัติธรรม
  5. กลางคืนเงียบสงบไม่มีเสียงรบกวนใดๆ
  6. ต้องไม่มีชาวบ้านเข้ามารบกวนภิกษุได้ คือ บางทีเขาอาจมาตัดไม้ในป่าบ้าง ถ้าพระไม่ปฏิสันถารเพราะกำลังปฏิบัติธรรม ชาวบ้านก็อาจโกรธไม่พอใจแต่ถ้าคุยด้วยก็เสียเวลาปฏิบัติธรรม
  7. เป็นสถานที่สงบ วิเวก คือ พอผ่านไปแบบเผินๆ จะดูเหมือนไม่มีพระภิกษุอาศัยอยู่
  8. เป็นสถานที่เหมาะสมสำหรับบรรพชิตหรือนักบวชผู้รักความสงบ ต้องการหลีกเร้นจากความวุ่นวาย เพราะ เป็นนักบวชพึงต้องการการปฏิบัติธรรม ถ้าอยู่โดยไม่ได้ปฏิบัติธรรมแล้วก็จะเป็นนักบวชที่ดีได้ยาก

เมื่อมาถึงเมืองสาวัตถี ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ได้เที่ยวเดินสำรวจพื้นที่เพื่อหาผืนดินที่เหมาะสมแก่การสร้างวัด จนมาพบอุทยานของเจ้าเชตราชกุมาร พบว่าเป็นที่ที่เหมาะสมที่สุดในการสร้างวิหารถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวก เพราะมีคุณสมบัติแปดประการครบถ้วนบริบูรณ์

ท่านจึงเดินทางไปเข้าเฝ้าเจ้าเชตราชกุมารและกราบทูลขอเอาที่ดินทั้งหมดของอุทยานนั้น แต่เจ้าเชตกุมารไม่ยินยอมในทีแรกเพราะไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดจึงต้องการเนื้อที่ที่กว้างขวางมากเช่นนั้น จะสร้างวิหารอะไรให้ใหญ่โต

ท่านเศรษฐีจึงอธิบายว่าการที่จะต้องใช้พื้นที่มากทั้งอุทยานนั้นก็เพราะท่านไม่คิดที่จะสร้างแค่วิหารแต่เป็นการสร้างที่พักของภิกษุสงฆ์ สำหรับภิกษุสงฆ์จำนวนเรือนหมื่น จะสร้างที่พักสำหรับภิกษุอาคันตุกะที่มาจากทั่วสารทิศกว่าพันรูป ที่จะมาฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็จะสร้างธรรมสภา เพื่อให้ประชาชนเข้ามาฟังธรรมซึ่งต้องสามารถจุคนได้จำนวนมาก

ยิ่งกว่านั้นก็จะต้องสร้างหอฉันอีกให้มีความสะดวกสบายในการให้ทั้งภิกษุและประชาชนมีที่ขบฉันเมื่อถวายภัตตาหารแล้ว ต้องมีเรือนเก็บของ ซุ้มประตู แล้วก็อีกเยอะแยะมากมาย โดยต้องเว้นพื้นที่ให้ห่างกันพอประมาณอีก ไม่ใช่ว่าจะสร้างติดๆ กัน ต้องสร้างมีระยะ มีช่องไฟ ถึงจะสวยงามไม่แออัด เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องใช้พื้นที่ทั้งหมดของอุทยาน

เจ้าเชตได้ฟังก็ไม่พอใจเพราะตอนแรกคิดว่าจะตัดเอาสักไร่สองไร่ แต่มาขอทั้งหมดอย่างนี้ดูจะเกินไป ที่สำคัญเจ้าเชตรักอุทยานนั้นมาก ถ้าต้องการจริงๆ ต้องซื้อเอาโดยเอาเงินทองที่มีมาปูเรียงติดกันอย่าให้มีช่องว่าง หากทรัพย์ใดมีช่องว่างตรงไหนก็จะถูกริบ ถือว่าผิดกติกาและไม่ให้ที่ด้วยต้องปูให้เต็มพื้นที่ ถ้าทำได้อย่างนี้ถึงจะขายให้

ข้อแม้นี้เป็นไปไม่ได้แน่นอนสำหรับคนธรรมดาคือ พูดง่ายๆ ว่า นี่เป็นปฏิเสธอย่างนุ่มนวล อย่างละมุนละไมที่สุดแล้ว ยกเว้นจะมีแต่เทวดาเท่านั้นแหละที่ทำได้มนุษย์ทำไม่ได้แน่นอน จึงตั้งราคาแพงมากเช่นนี้ไว้ก็เพราะว่าไม่อยากขายนั่นเอง

แต่ทว่าเจ้าเชตกุมารประเมินผิดไปเสียถนัด เพราะการตั้งราคาเช่นนั้นถือว่าขายแล้วท่านเศรษฐีจึงรีบรับข้อเสนอทำการซื้อทันที โดยจะเอาทรัพย์มาปูเรียงให้เต็มพื้นที่ในคืนนั้นเลย เจ้าเชตก็กลับคำบอกไม่ยอมขายเพราะถือว่าพูดเล่นๆ เท่านั้น แต่ท่านเศรษฐีไม่ยอมตกลงราคาไว้แล้วพูดอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น จึงมีการถกเถียงกันเป็นเวลานาน

ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงเรียกมหาอำมาตย์ผู้พิพากษามา เอาตุลาการมาแล้วเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้มาวินิจฉัยคดีนี้ ปรากฏว่า ผู้พิพากษาท่านมีใจเที่ยงธรรม บอกว่า

“การซื้อขายตามที่ตกลงกันนั้น ถือเป็นการซื้อขายที่ชอบแล้วเพราะมีการเสนอราคาเรียบร้อย ตามกฎมณเฑียรบาลของแผ่นดิน เจ้าเชตกุมารต้องขายอุทยานให้ท่านเศรษฐีตามกฎ”

เจ้าเชตกุมารจึงจำใจต้องขายอุทยานให้ท่านเศรษฐีตามราคาที่เสนอไป แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่า ถึงแม้จะตกลงขาย แล้วก็ได้รับวินิจฉัยว่าต้องขาย ก็จะดูว่าท่านเศรษฐีจะทำทานได้แค่ไหนกล้าลงทุนจริงอย่างปากพูดหรือไม่

ท่านเศรษฐีดีใจมากที่เจ้าเชตกุมารยอมตามคำวินิจฉัยนั้น จึงสั่งบริวารทันทีให้นำเกวียนบรรทุกเงินจำนวนหลายร้อยเล่มเกวียน เพื่อนำมาปูเรียงเต็มพื้นที่อุทยาน โดยเริ่มจากภายในออกมาภายนอกและเริ่มท้ายสวนก่อนปูมาเรื่อยเป็นลำดับปูมาทุกส่วนจรดกันเรียงกันอย่างมีระเบียบ

ส่วนในบางแห่งที่มีต้นไม้หรือแอ่งน้ำก็จะเอาเงินกองถมเอาไว้ โดยกะให้เท่ากับพื้นที่บริเวณของต้นไม้หรือแอ่งน้ำนั้น เมื่อปูเรียงเต็มพื้นที่อุทยานแล้วก็ได้เชิญเจ้าเชตกุมารมาดูการปูเงินเพื่อเป็นสักขีพยานว่าท่านทำได้จริงดังที่ตกลงกันไว้

หลังจากนั้นท่านเศรษฐีก็ขนเงินมาอีก ขนมาเรื่อยๆ ปูเงินจนเต็มจนกระทั่งถึงซุ้มประตูทางเข้าด้วยใบหน้าที่สดชื่น ผ่องใส เพราะในใจมีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านคิดว่า ทำอย่างไรโลกจึงจะได้รับประโยชน์จากทรัพย์ของตนเอง เพราะว่า ทรัพย์สินเงินทอง คือ อุปกรณ์การสร้างบารมีอย่างหนึ่งเท่านั้น

โดยปกติเจ้าเชตกุมารเป็นคนตระหนี่ ไม่ยอมจ่ายทรัพย์ของตนง่ายๆ ใครมาขอก็บอกเชิญไปข้างหน้าก่อน เรื่องการใช้ทรัพย์สินเงินทองเอามาปูให้เต็มสวนของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีนั้นค่อยๆ เปลี่ยนใจของเจ้าเชตกุมารไปทีละน้อย ท่านจะคอยฟังข่าวตลอด ว่าเขาขนทรัพย์มาถึงตรงนั้นๆ ปูมาถึงตรงนี้แล้ว เจ้าเชตกุมารได้ฟังทีหนึ่งก็เกิดความระทึกใจทีหนึ่ง เพราะเงินถูกปูเต็มสวนไปเรื่อยๆ

ในที่สุดจากความลุ้นระทึกก็เปลี่ยนแปลงจิตใจท่านใหม่ ให้เกิดความศรัทธาขึ้นท่านบอกเห็นแล้วขนลุก การที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐียอมสละเงินมากถึงเพียงนี้เพื่อจะเอาที่ให้ได้ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดาอย่างแน่นอนตอนแรกตกใจประหวั่นพรั่นพรึง พอเห็นคนเอาจริงเอาจังในการให้ทานระดับนี้เข้า จิตใจจึงเปลี่ยนจากคนที่ใจมืดบอดด้วยความตระหนี่ มาเป็นเลื่อมใสด้วยความศรัทธาในการกระทำของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี

เจ้าเชตกุมารจึงให้บริวารไปเชิญท่านเศรษฐีมาแล้วบอกให้หยุดใช้เงินปูสวนอีกในบริเวณซุ้มหน้าประตู เพราะท่านจะขอร่วมบุญด้วยโดยถวายพื้นที่นี้ให้แก่พระศาสนา

ท่านเศรษฐีก็นึกในใจว่า เจ้าเชตราชกุมารนี้เป็นผู้มีชื่อเสียง มีคนรู้จักมากการที่เจ้าเชตกุมารหันมาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาย่อมเกิดผลดี ท่านเศรษฐีจึงตัดสินใจถวายส่วนที่เหลือนั้นให้แก่เจ้าเชตกุมารได้มีส่วนแห่งบุญ และที่ตรงนั้นเป็นทางเข้าเสียด้วย

เจ้าเชตกุมารสั่งให้บริวารสร้างซุ้มประตูเจ็ดชั้น ณ พื้นที่ว่างนั้นโดยใช้ทรัพย์ทั้งสิ้น 18โกฏิ (180 ล้านกปาปณะ) โดยเอาเงินที่จากท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีปูไว้มาสร้างได้สำเร็จ อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ตั้งชื่อวัดนี้ว่า “วัดพระเชตะวัน” ซึ่งเป็นการให้เกียรติแก่เจ้าเชตราชกุมารให้ระบือเกรียงไกรเป็นการยกย่องเจ้าเชตไปในตัว โดยผู้คนก็เรียกต่อท้ายชื่อวัดว่า “อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี”

ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีจะไปวัดพระเชตวันมหาวิหารทุกวันมิได้ขาดเลย คือไปวันละสองครั้งบ้างสามครั้งบ้าง โดยท่านจะไปอุปัฏฐากรับใช้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งเวลาเช้าและเวลาเย็น นอกจากนี้ยังไปบำรุงพระภิกษุสงฆ์แห่งอื่นๆ ด้วย คือไปทั่วถึง ตั้งแต่พระบรมศาสดากระทั่งพระสาวก

ที่สำคัญเวลาท่านไปวัด จะไม่เคยไปมือเปล่าเลย เพราะใจท่านเอื้ออาทรต่อพระเณรทุกรูป อยากให้พระเณรทุกรูปได้ปฏิบัติธรรมอย่างดีที่สุด ท่านจะนำอาหาร น้ำปานะ และยาเภสัช น้ำอ้อย น้ำผึ้งไปถวายเป็นประจำ

เวลาถวายทานถ้าไปก่อนเวลาฉันภัตตาหาร ท่านจะถือภัตตาหารมาถวาย แต่ถ้าไปหลังเวลาฉันภัตตาหารแล้ว ท่านจะถือเภสัช 5 อย่าง ได้แก่ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย หรือ น้ำปานะอีก 8 อย่าง ได้แก่ น้ำมะม่วง น้ำลูกหว้า น้ำกล้วยมีเม็ด น้ำกล้วยไม่มีเม็ด น้ำมะปราง น้ำลูกจันทน์ หรือองุ่น น้ำเหง้าบัว หรือลิ้นจี่ เวลาเย็นท่านจะถือพวงมาลัย ของหอม และผ้า เป็นต้นไปถวายอยู่ไม่ได้ขาดเลย

ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ทำทาน รักษาศีล เช่นนี้ทุกวัน จนกระทั่งทรัพย์ของท่านเริ่มหมดลงเหล่าบริวารจึงมาเรียนให้ทราบท่านเศรษฐีทรัพย์หมดลงไปแล้ว หมดไปด้วยเหตุหลายเรื่อง พวกพ่อค้าที่ร่วมลงทุนค้าขายกับท่านได้กู้เงินจากท่านเศรษฐีไปถึง 18 โกฏิ แล้วไม่ยอมเอามาคืน

ส่วนทรัพย์ที่ท่านฝากพระแม่ธรณีที่ฝังเอาไว้ในแผ่นดิน เป็นสมบัติของตระกูลท่านอีก 18 โกฏิซึ่งฝังไว้ที่ริมตลิ่ง ต่อมาถูกน้ำเซาะพังทรัพย์ทั้งหลายก็หายไปตามสายน้ำ ทรัพย์ของท่านจึงได้หมดลงไป แต่แม้ว่าท่านจะเริ่มเข้าสู่ความยากจน ท่านก็ยังไม่ลดละเรื่องการให้ทาน ยังคงถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์เป็นประจำ เพียงแต่ สิ่งที่นำไปถวายไม่ได้เป็นของดีอย่างที่เคยเป็น

วันหนึ่งพระพุทธเจ้าก็ตรัสกับท่านเศรษฐีว่า

 

“ดูก่อนท่านเศรษฐี เดี๋ยวนี้ท่านยังถวายทานในเรือนของตนอยู่หรือ” พระพุทธองค์ตรัสถามเช่นนี้ก็เพราะทรงทราบดีว่าทรัพย์ของท่านเศรษฐีหมดไป แต่ว่าศรัทธาในการให้ทานยังไม่ตก จิตใจแห่งการให้ไม่เคยตกลงไปเลย

ท่านเศรษฐีกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ยังถวายทานในเรือนอยู่ แต่ทานที่ข้าพระองค์ถวายนั้นมีเพียงข้าวปลายเกรียนและน้ำผักดอง ซึ่งเป็นทานที่เหมาะกับคนธรรมดาทั่วไปมากกว่าจะเป็นทานของพระภิกษุ ซึ่งควรจะดีกว่านี้ พระเจ้าข้า”

ท่านเศรษฐีกราบทูลไปเช่นนี้ก็เพราะรู้สึกไม่สบายใจ จากที่เคยให้ของดีแล้วต้องกลายเป็นให้ในสิ่งที่ไม่ค่อยมีคุณภาพนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควร แต่ก็ไม่กล้าที่จะถามพระพุทธองค์ว่าจะเป็นอะไรหรือไม่

พระพุทธองค์ทรงทราบโดยตลอดว่าท่านเศรษฐีกังวลสิ่งใดอยู่จึงกล่าวว่า

 

 “ ท่านเศรษฐี ท่านอย่าได้คิดว่า ทานที่ท่านถวายอยู่นี้ไม่ประณีตเลย บุคคลผู้มีใจผ่องใส ถวายทานแด่อริยสงฆ์ ชื่อว่าทานไม่ประณีตย่อมไม่มี ถ้าใจประณีต แล้วถวายแก่เนื้อนาบุญที่เป็นพระอริยบุคคล เป็นอริยสงฆ์จำนวนมาก ขึ้นชื่อว่าทานไม่ประณีตไม่มี ล้วนประณีตทั้งสิ้น ดังนั้น อย่าไปกังวลเลยว่า เราถวายทานไม่ประณีต เพราะความจริงเป็นอย่างนี้”

ท่านเศรษฐีได้รับการสั่งสอนชี้แจงถึงเจตนาแห่งการให้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำทาน รวมถึงกิริยาอาการแห่งการให้นั้นก็ควรเป็นไปโดยสมควรทานนั้นจึงจะมีผลมากและยิ่งใหญ่ เมื่อได้ฟังธรรมจบท่านก็เกิดความสบายใจขึ้นและได้มุ่งมั่นทำทานต่อไป

 

“ท่านเศรษฐีไล่ตะเพิดเทวดา”

ครั้งนั้นที่บ้านของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้มีเทวดามิจฉาทิฐิตนหนึ่งสิงสถิตอยู่ที่ซุ้มประตูที่สี่เทวดาตนนั้นมีความคิดว่า เมื่อท่านเศรษฐีได้อาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามารับบิณฑบาตที่เรือนทุกๆ วันเมื่อท่านเสด็จมาพร้อมเหล่าสาวก ตัวเองก็ไม่สามารถอยู่ที่ซุ้มประตูได้ ต้องลงมาจากซุ้มประตูเพราะอานุภาพของพระพุทธเจ้าและพระสาวก ทำให้ตนเกิดความลำบากและรำคาญใจ จึงไม่อยากให้พระพุทธองค์เสด็จมารับบาตรที่เรือนนี้ต่อไปอีก

แต่เทวดาตนนั้นไม่กล้าไปบอกท่านเศรษฐี เพราะในตอนนั้นท่านเศรษฐี ยังมีฐานะมั่นคงร่ำรวยอยู่ ถึงบอกก็ไม่เชื่อ จึงต้องหาโอกาส เมื่อโอกาสก็มาถึงตอนที่วิบากกรรมของท่านเศรษฐีตามมาส่งผลทำให้ทรัพย์สูญหายไป น้ำเซาะตลิ่งพังทรัพย์หายไปในน้ำบ้าง ที่เขากู้เอาไปทำการค้าแล้วไม่เอามาคืนบ้าง เมื่อกำลังทรัพย์ของท่านเศรษฐีน้อยลงแล้วก็เป็นทีที่ท่านจะฟังเราบ้าง

ในคืนนั้นเทวดาตนนั้นจึงได้ไปปรากฏกายลอยอยู่ในอากาศที่ห้องนอนของ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีแล้วแนะนำตนเองว่าเป็นเทวดาอยู่ประจำซุ้มประตูที่สี่ในบ้าน ท่านเศรษฐีก็ไม่ได้ตกใจอะไรเลย ถามไปแบบธรรมดาว่า “ท่านเข้ามาทำไมในยามวิกาล ต้องการอะไร”

เทวดาตอบว่า  “มาเพื่อจะมาเตือนสติท่าน ท่านจงมองอดีตที่ผ่านมาบ้าง ท่านจำได้หรือไม่ แต่ก่อนท่านร่ำรวยทรัพย์มากมีสมบัติมหาศาล แต่ท่านทุ่มเททรัพย์ลงไปในพระพุทธศาสนามากมาย จนเดี๋ยวนี้ท่านยากจนลง หากยังไม่เลิกจ่ายทรัพย์อีกท่านจะหมดตัวแน่นอน ข้าพเจ้าขอเตือนท่าน ถ้าหากขืนประพฤติอย่างนี้ไม่นาน แม้แต่ข้าวท่านก็จะไม่มีกิน เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มก็จะไม่มีใช้ และจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากพระสมณโคดมเลยท่านจงเลิกบำเพ็ญทานเถิด”

ท่านเศรษฐีรับฟัง เพราะใจกำลังเปิดกว้าง เรื่องอื่นนั้นสามารถพูดได้ แต่การมาพูดเรื่องนี้กับผู้ที่ตั้งความปรารถนามาแสนกัปเพื่อตั้งอยู่ในฐานะ เอตทัคคะผู้เลิศฝ่ายอุบาสกผู้ถวายทานแล้วท่านเศรษฐีจึงถามกลับเทวดาไปว่า

“ นี่คือข้อแนะนำของท่านหรือ” “ ใช่” เทวดาตอบ

ท่านเศรษฐีจึงออกปากไล่ทันที “ท่านออกจากเรือนของเราไปเดี๋ยวนี้ ก่อนจะไป ฟังก่อนนะ ท่านเทวดา เทวดาอย่างท่านต่อให้มีเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่น หรือ จำนวนเป็นแสนมาพูดอย่างนี้อีก ก็ไม่สามารถทำให้เราคลายความมั่นคงจากพระรัตนตรัยไปได้ คำพูดของท่านไม่เป็นมงคลเลย มีประโยชน์อะไรที่ท่านจะมาอาศัยเรือนของเราอยู่ จงไปซะเดี๋ยวนี้เลย”

ท่านเศรษฐีออกปากไล่ไปแล้วทำให้เทวดาไม่สามารถอาศัยอยู่ที่ซุ้มประตูได้อีกจึงเดินคอตก จูงลูกจูงภรรยาไปทั้งครอบครัว กลายเป็นเทวดาจรจัดไร้ที่อยู่เข้าก็รู้สึกสำนึกผิดว่า เราไม่น่าใช้วาทะกรรมอย่างนั้น คำพูดของเราไม่เป็นมงคลเลย นำความทุกข์มาให้โดยแท้

เทวดาตนนั้นจึงต้องการไปขอโทษ ให้ท่านเศรษฐียกโทษให้แต่การที่จู่ๆ จะเข้าไปหาท่านเศรษฐีเลยก็ไม่สามารถทำได้ ต้องให้ผู้ใหญ่ช่วยเหลือ เพราะท่านเศรษฐีมีบุญมากเป็นถึงพระโสดาบัน เทวดาจึงได้ไปขอความช่วยเหลือจากท้าวสักกะเทวราช ว่าทำอย่างไรท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงจะยกโทษให้

ท้าวสักกเทวราชจึง ตรัสอุบายกับบอกอุบายให้แก่เทวดาอย่างหนึ่ง คือให้เทวดานั้นแปลงกายเป็นเสมียนของเศรษฐี และนำหนังสือสัญญากู้เงินจากมือเศรษฐีมาแล้วนำไปตามเก็บทรัพย์ 18 โกฏิที่พวกค้าขายยืมเอาไป ด้วยฤทธิ์ของตนแล้วนำไปเก็บไว้ในห้องเก็บทรัพย์ของท่านเศรษฐี

ส่วนทรัพย์อีก 18 โกฏิที่จมลงยังมหาสมุทรและส่วนอื่นๆ ซึ่งหาเจ้าของไม่ได้มีอยู่ในที่โน้นก็ดี ให้ไปรวบรวมทรัพย์ทั้งหมดนั้น บรรจุไว้ให้เต็มในห้องเปล่าของท่านเศรษฐีให้เต็มดังเดิม เมื่อทำอย่างนี้แล้วจึงค่อยไปขอขมาโทษ ต่อท่านเศรษฐีได้

เมื่อเทวดาได้ทำตามที่ท้าวสักกะเทวราชแนะนำแล้วจึงปรากฏกายขอขมาโทษต่อ ท่านเศรษฐี ท่านได้พิจารณาแล้วจึงคิดยกโทษให้แก่เทวดา แต่ท่านก็มีอุบายอยู่ต้องการให้เทวดาได้ฟังธรรมจึงบอกว่า จะยกโทษให้แต่ต้องไปขอขมาท่านต่อหน้าพระพุทธเจ้าเสียก่อน

พระพุทธองค์จึงทรงแสดงธรรมต่อ  อนาถบิณฑิกเศรษฐีและเทวดา จบพระธรรมเทศนาเทวดาได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน  และได้กลับไปอยู่ที่ซุ้มประตูบ้านของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ส่วนตัวท่านเศรษฐีเองก็กลับมาร่ำรวยดังเดิมอีกครั้งหนึ่งได้

 

Read Full Post »

การบริจาคทรัพย์สินแก่ผู้อื่น การให้แก่สาธารณะนับเป็นการปฏิบัติความดีระดับต้น คือ ทาน  (ระดับสูงขึ้นไป คือ ศีล และภาวนา)  อันเป็นการสละออกในสิ่งที่มีเพื่อหวังให้คนที่ไม่มีได้มีโอกาสได้รับความสุขความสบายดังที่ตนเองได้รับมาบ้าง
มารู้จักการให้ทานที่แท้จริง

การสละออกเป็นการลดความโลภ ยิ่งสละออกมากเท่าใดก็ลดความโลภได้มากเท่านั้น  ผู้ที่สามารถสละออกได้ย่อมเป็นผู้มีความโลภน้อยและพยายามละความโลภของตนโดยทำประโยชน์แก่ผู้อื่น การที่ใครก็ตามจะสามารถสละสิ่งต่างๆ ที่มีออกได้เช่นนี้ได้ย่อมเกิดจากการสั่งสม “จิตใจแห่งการให้” มาเป็นเวลานาน หลายภาพหลายชาติจนอาจนับไม่ถ้วน  จึงติดเป็นนิสัย หรือที่เรียกว่า “วาสนาเดิม” พอมาถึงชาติปัจจุบันก็ทำตามที่ตนเองเคยทำมาก่อนนั่นเอง

ทานที่ควรทำควรรู้จักให้ซึ่งกันและกันแบ่งได้เป็น สามประเภทใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้

 

ทานที่เป็น ทรัพย์ภายนอก หรือวัตถุทาน

ทรัพย์สินเงินทอง สิ่งของ อาหารอันเลิศรส ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค นับว่าเป็นวัตถุทานปัจจัยข้อแรก ที่คนเรานึกขึ้นมาก่อนเวลาจะให้ทาน เพราะสิ่งของเหล่านี้อยู่รอบตัวหาได้ง่ายผู้ให้มีเหลือกินเหลือใช้จนไม่รู้จะเอาไปทำอะไรก็เลยให้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ยาก ดังเช่นมหาเศรษฐีใจบุญทั้งหลายของโลก

วอร์เรน บัฟเฟตต์ และ บิล เกตส์ เป็นตัวอย่างที่ดี สองคนนี้เป็นมหาเศรษฐีระดับโลกโดยที่ทั้งสองคนสร้างตนเองให้ร่ำรวยขึ้นมาเองโดยไม่ได้รับมรดกของใครมา เจ้าสัวดังๆ ของเมืองไทยอย่างคุณ ธนินท์ เจียรวนนท์ คุณ เจริญ สิริวัฒนภักดี ก็เช่นเดียวกันคนเหล่านี้พยายามสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาจนร่ำรวยแล้วจึงให้กลับคืนสู่สังคมในหลายรูปแบบ

ทรัพย์สินของมหาเศรษฐีเหล่านี้ได้มาโดยการประกอบสัมมาอาชีพตามวิถีทางของโลก  มีการแข่งขันตามกฎ กติกา มารยาท และประเพณีของการทำธุรกิจโดยทั่วไป ไม่ได้ลักขโมยหรือคดโกงฉ้อฉลคอรัปชันมา จึงถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยบริสุทธิ์ ได้มาด้วยความเหนื่อยยากลำบากทั้งกายใจ

คนที่ร่ำรวยแล้วมีจิตใจแห่งการให้ทุกคนเขาจะคิดถึงความจริงที่ว่า “ตนร่ำรวยขึ้นมาได้ก็อาศัยกำลังของคนยากจนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”  เช่น เจ้าของสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหลาย ขายบะหมี่ซองละห้าบาทสิบบาท คนที่ซื้อก็เป็นคนจนมีรายได้น้อยเป็นส่วนมาก

คนที่เป็นเจ้าของกิจการก็สามารถรวยขึ้นมาจากเงินของเขาเหล่านั้น บิล เกตส์เจ้าของบริษัทไมโครซอฟท์ก็ร่ำรวยมาจากการขายซอฟต์แวร์ให้คนที่มีรายได้น้อยได้มีโอกาสใช้คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ราคาถูก

ส่วน วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็อาศัยเงินทุนจากนักลงทุนรายย่อยเป็นจำนวนมากที่ไว้เนื้อเชื่อใจให้เขานำเงินมาลงทุนจนประสบความสำเร็จได้ส่วนแบ่งร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี  ดังนั้น  การที่จะสละทรัพย์ หรือ วัตถุสิ่งของตนเองออกไปเพื่อนำไปสร้างประโยชน์แก่คนเหล่านั้นย่อมเป็นสิ่งที่น่ากระทำอย่างยิ่ง  เพราะหากไม่มีคนจนซื้อบะหมี่ซองละห้าบาทสิบบาท ก็อาจไม่มีเศรษฐีห้าหมื่นล้านแสนล้านบาทเกิดขึ้นได้

ทั้งบิล เกตส์ และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ได้เป็นตัวตั้งตัวตีชักชวนเพื่อนเศรษฐีชาติเดียวกันยังไม่พอ ยังออกเดินสายชักชวนเศรษฐีในประเทศอื่นให้ร่วมกันสละทรัพย์สินที่หามาได้ เพื่อสร้างประโยชน์แก่คนที่ด้อยโอกาสกว่า

บิล เกตส์ นั้นได้ตั้งมูลนิธิของตนขึ้นมาพร้อมทั้งแบ่งปันทรัพย์สินมหาศาลมาดำเนินงานภายในมูลนิธิ ส่วน วอร์เรน บัฟเฟตต์ก็บริจาคทรัพย์อันมหาศาลของตนให้มูลนิธินายเกตส์ทำประโยชน์เพื่อสาธารณะในประเทศต่างๆ ได้รับคำยกย่องสรรเสริญมากมาย และที่สำคัญทรัพย์สินที่บริจาคให้ไปผ่านมูลนิธินั้นได้ช่วยเหลือคนอีกจำนวนมากให้พ้นจากความทุกข์

การให้ทานด้วยวัตถุสิ่งของจะได้ผลมากน้อยเพียงใด นั้นก็อยู่ที่วัตถุสิ่งของที่ได้มานั้นบริสุทธิ์แค่ไหน หมายความว่าทรัพย์สินหรือสิ่งของนั้นต้องไม่ได้มาจากการเบียดเบียนผู้อื่นไม่ว่าทางใดก็ตาม

ยกตัวอย่างเช่น หากเราคิดจะทำอาหารเพื่อถวายเป็นทานให้แก่พระสงฆ์ขึ้นมา เราก็ไปลงมือฆ่าสัตว์เพื่อนำมาประกอบอาหารเอง ทุบหัวปลาด้วยตนเอง ลงมือเชือดควาย หรือสุกรด้วยตนเอง เพื่อหวังจะนำเนื้อสัตว์เหล่านั้นมาทำอาหารไปทำบุญพระหรือไปบริจาคให้คนยากไร้

การที่เราได้เบียดเบียนชีวิตผู้อื่นมาทำทานนั้นเป็นทานที่เป็นบาปไม่ได้บุญอะไรเลยดังเช่นที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้กับท่านหมอชีวกโกมารภัจจ์ โดยที่ครั้งหนึ่งหมอชีวกโกมารภัจจ์ได้ถามพระพุทธเจ้าว่า

 

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังคำนี้ว่า ชนย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงเพื่อพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ยังเสวยเนื้อที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าใคร่จะทราบว่าชนทั้งหลายที่กล่าวอย่างนั้น ชื่อว่ากล่าวตรงกับที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ หรือว่ากล่าวตู่พระพุทธเจ้าด้วยคำไม่จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระพุทธองค์ทรงมีดำรัสตอบทันทีว่า

 

“ ดูก่อนชีวก ชนเหล่าใดกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงเพื่อพระสมณโคดม พระองค์ทรงทราบข้อนั้นอยู่ ก็ยังเสวยเนื้อสัตว์ที่เขาทำเจาะจงเฉพาะตน อาศัยตนทำดังนี้ ชนเหล่านั้นไม่ชื่อว่ากล่าวตรงกับที่เรากล่าว แต่ชื่อว่ากล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง

 

ดูก่อนชีวก เรากล่าวว่าเนื้อที่เป็นของไม่ควรบริโภคนั้นมีเหตุสามประการ คือเนื้อที่ตนเห็น ๑ เนื้อที่ตนได้ยิน ๑ เนื้อที่ตนรังเกียจ ๑ ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่าเป็นของไม่ควรบริโภคด้วยเหตุสามประการนี้ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่าเป็นของควรบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการคือ เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น ๑ เนื้อที่ตนไม่ได้ยิน ๑ และเนื้อที่ตนไม่รังเกียจ ๑ ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่าเป็นของควรบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการนี้

การฆ่าสัตว์เพื่อถวายเป็นอาหาร หรือจะนำไปทำบุญให้กับใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวกของพระองค์ หรือ ให้แก่คนยากไร้อื่นๆ นั้นถือว่าบาปมาก คือบาปตั้งแต่สัตว์นั้นถูกนำตัวมาเพื่อที่จะฆ่าแกงแล้ว ไม่เพียงแต่ผู้ฆ่าหรือผู้สั่งให้ฆ่าจะเกิดบาปเท่ากันแม้แต่สัตว์ที่ถูกนำมาฆ่าก็เกิดบาป

ที่กล่าวว่าบาปนั้นก็เพราะสัตว์นั้นเกิดอกุศลจิตคิดกลัวภัย กลัวตาย ได้รับความทุกข์มาก ทั้งในเวลาที่ถูกนำตัวมาและในเวลาที่ถูกฆ่า และด้วยอกุศลจิตที่เกิดขึ้นในขณะนั้น อาจทำให้สัตว์นั้นไปเกิดในอบายได้อีกด้วยนับว่าน่าสงสารมาก

เพราะฉะนั้นการจะทำอาหารอะไรก็ตามอย่าได้ฆ่าสัตว์นั้นเองหรือใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ฆ่าเอามากิน หรือฆ่าเพื่อทำบุญ เพราะแทนที่จะได้บุญกลับได้บาปมากชีวิตใครใครก็รัก เรารักตัวกลัวตายกลัวถูกฆ่าอย่างไร สัตว์ทั้งหลายก็รักตัวกลัวตาย กลัวถูกฆ่าอย่างนั้นเหมือนกัน

ในเรื่องของ เงินทองหรือทรัพย์สินนั้น หากได้ทรัพย์นั้นมาโดยการยักยอก คดโกงค้าขายเอากำไรเกินควร ปล้นชิงทรัพย์ ตลอดจนการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงเพื่อหวังได้ทรัพย์สินมาในลักษณะที่ไม่ชอบธรรมหรือเจ้าของเขาไม่เต็มใจจะให้อย่างนี้

ของหรือทรัพย์ที่ได้มาย่อมเป็นของที่ไม่ดีไม่พร้อมหากจะนำไปทำทานหรือบริจาคให้ใครก็ย่อมเป็นโทษที่เรียกว่าต้องบริโภคหรือได้ใช้ทรัพย์นั้นด้วยความเป็นหนี้ผู้อื่น

ทรัพย์ที่ได้มาในลักษณะนี้ต่อให้เอาไปสร้างมหาวิหารได้สักร้อยสักพันหลังก็ไม่ได้ผลบุญหรือเกิดผลแห่งทานนั้นแต่อย่างใด นอกจากจะไม่ได้ผลแล้วยังต้องชดใช้หนี้กรรมที่ไปโกงไปปล้นชิงทรัพย์ของเขามาอีกต่างหาก

ในยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 มีหัวหน้าสำนักนางโลมชื่อ  “ยายแฟง” ได้เรียกเก็บเงินจากหญิงโสเภณีในสำนักของตนจากอัตราที่ได้มาครั้งหนึ่ง 25 สตางค์ แกจะชักเอาไว้เสีย 5 สตางค์ โดยสะสมเอาไว้เช่นนี้จนได้เงินประมาณ 2,000 บาท

จากนั้นยายแฟงแล้วจึงได้จัดสร้างวัดขึ้นวัดหนึ่งด้วยเงินนั้นทั้งหมด เมื่อสร้างเสร็จแล้วแกก็เกิดความปลื้มปีติ นำไปนมัสการถามหลวงพ่อโตวัดระฆังว่าการที่แกสร้างวัดทั้งวัดด้วยเงินของแกทั้งหมดจะได้บุญบารมีมากน้อยอย่างไร

หลวงพ่อโตตอบว่า ได้แค่สลึงเดียว แกก็เสียใจมากและวัดนั้นได้ถูกตั้งชื่อว่าวัด “คณิกาผล” โดยเหตุที่ได้บุญน้อยก็เพราะทรัพย์อันเป็นวัตถุทานที่ตนนำมาสร้างวัดอันเป็นวิหารทานนั้น เป็นของที่แสวงหาได้มาโดยไม่บริสุทธิ์ เพราะว่าเบียดเบียนมาจากเจ้าของเขาที่ไม่เต็มใจจะให้

ทานที่เป็นวัตถุทานทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นอาหาร เสื้อผ้า เงินทองของมีค่าใดๆ ก็ตามวัตถุทานนั้นขอให้เราได้มาอย่างถูกต้อง ไม่เบียดเบียนใครจึงจะนับเป็นวัตถุทานที่มีค่าสมควรให้แก่ผู้อื่น

 

 

Read Full Post »