Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for มกราคม, 2014

  1. 1.              เกิดมาเป็นคนขี้โรค ถูกโรคร้ายคุกคาม,มีเหตุให้เจ็บป่วยเสมอ หรือพิการ
    การแก้ไขกรรมที่เกี่ยวกับเรื่องบุคลิกภาพส่วนตัว

การที่เราเกิดมาเป็นคนที่มีบุคลิกภาพไม่ดีต้องผจญกับโรคภัยไข้เจ็บเสมอก็เพราะ เกิดจากกรรมในอดีตชาติที่ทำให้สัตว์อื่น ๆ นั้นเจ็บปวดทรมานอยู่เป็นประจำ อาจจะเคยเกิดเป็นนายพรานชอบล่าสัตว์หรือ เป็นคนที่ชอบทรมานสัตว์เพื่อความสนุกแล้วก็ปล่อยไป

 

ด้วยผลกรรมนั้นได้ตามมาส่งผลเป็นวิบากกรรมในฝ่ายไม่ดีในชาตินี้ ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ นานาจนป่วยเป็นโรคประจำตัว หรือมีโรคบางโรคถูกเรียกว่า “โรคเวรโรคกรรม”

 

จากคำตอบไขข้อข้องใจที่พระพุทธองค์ประทานให้กับ สุภมาณพ ในทางอีกด้านหนึ่งคือ คนที่สุขภาพกายดีไม่ค่อยป่วยก็เพราะในอดีตชาติเป็นคนมีเมตตาจิต ไม่เคยเบียดเบียนใครนั้น แสดงให้เห็นว่าทางแก้ไขนั้นย่อมมี โดยต้องทำการปฏิบัติสร้างบุญบารมีเพื่อคลายกรรมเก่าให้เบาบางลงทั้งทางโลกและทางธรรมด้วยหลักแห่งทาน ศีลและภาวนา

 

                การแก้ไขในทางโลก

เราควรทำความเข้าใจก่อนว่าเหตุแห่งความเจ็บป่วยนั้นเกิดขึ้นได้ 4 สาเหตุได้แก่ “อากาศ” คือสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยเป็นพิษ หรือเป็นมลภาวะ รวมถึงสภาพอากาศที่ร้อนและเย็นเกินไป,“อาหาร” คือ สิ่งที่เรารับประทานเข้าไปแล้วมีโทษก่อให้เกิดโรคทั้งเฉียบพลันและแบบสะสมกันเป็นระยะเวลานาน, “อารมณ์” หรือจิตที่มีความผิดปกติ เช่นจากความกังวล เคร่งเครียด ความซึมเศร้า และโกรธจัดก็เป็นเหตุให้เกิดความเจ็บป่วยได้ และ “กรรม” คือการกระทำของเราเองที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บจนต้องพิการ

 

และคำว่าโรคภัยที่เกิดแก่เรานั้นมีอยู่ 2 ประเภทคือ โรคที่เกิดจากความเสื่อม (Syndrome) และโรคที่เกิดจากเชื้อโรค ( Decease) การที่เราจะหนีให้พ้นกรรมเก่าที่เกิดมาเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่เสมอก็ต้องดำรงตนให้ดีรู้จักดูแลสุขภาพด้วยตนเองอยู่เสมอ ต้องถามตนเองอยู่ตลอดเวลาว่า วันนี้เรายังประพฤติปฏิบัติตัวให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยหรือไม่

 

ยกตัวอย่างเช่น เราเกิดมาป่วยเป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว หากเราไม่เคยที่จะหยุดพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคภัยเช่น ยังสูบบุหรี่ หรือเข้าไปอยู่ในภาวะสถานการณ์บริเวณที่จะก่อให้เกิดภูมิแพ้อยู่เป็นประจำเหมือนเดิม โรคเวรโรคกรรมนี้ก็ยังไม่อาจหายไปได้ง่าย ๆหรือยังกินอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะกินของที่จะก่อให้เกิดอาการของโรคได้เสมอก็เป็นการยากที่เราจะหายป่วยได้ เราจึงต้องมีทั้งข้อปฏิบัติแก้ไขกรรมเก่าเพื่อรักษาตนเองให้ดีก่อนเสมอเช่น

 

  1. งดเว้นจากการบริโภคอาหารที่จะเสี่ยงให้เกิดโรคทุกชนิด คือ อาหารที่มีโทษอย่าง น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบที่มีผงชูรสมาก ๆ
  2. ละเลิกในอบายอย่าง บุหรี่และสุราอันเป็นเหตุให้เกิดโรคทั้งมวล
  3. พยายามออกกำลังกายรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอหรือปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์
  4. การรับประทานอาหารก็ต้องรับประทานแค่เพียงพอดี
  5. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของตนเอง
  6. ไปตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจำเพื่อคอยสำรวจความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ในร่างกายซึ่งเราไม่อาจจะรู้ได้ด้วยตนเอง
  7. หมั่นดูแลสภาพจิตใจตนเองอย่าปล่อยให้ชีวิตเครียดเกินไป ต้องหมั่นควบคุมอารมณ์ให้ได้ด้วยการฝึกสมาธิและหมั่นเจริญภาวนาบ่อย ๆ

 

เมื่อเราสามารถปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามหลักการดูแลสุขภาพเช่นนี้แล้วก็เป็นการ “ลดความเสี่ยง”ที่จะทำให้เกิดโรคภัยและความบาดเจ็บทั้งหลายเท่าที่ทำได้แล้วจึงค่อยปฏิบัติในทางธรรมต่อไป

 

การทำทาน

การทำทานเพื่อหวังต้องการให้เกิดอานิสงส์สุขภาพดี ก็คือ การให้ชีวิตเป็นทาน เช่น การสงเคราะห์สัตว์หรือปล่อยสัตว์ต่าง ๆให้เป็นอิสระ อย่างการปล่อยปลา การไถ่ชีวิตโคกระบือ หรือ ปล่อยนกให้เป็นอิสระ รวมไปถึงการบริจาคเงินเพื่อรักษาสัตว์หรือช่วยเหลือคนพิการทุกประเภท เมื่อเราได้ให้ชีวิต,อิสระ และความสุขที่คนเหล่านี้ได้รับอยู่กลับคืนไป อานิสงส์ก็จะย้อนกลับมาช่วยให้ชีวิตของเรายืนยาวปราศจากโรคภัยเช่นกัน

 

หรือแม้กระทั่งการที่เรามีสัตว์เลี้ยงอยู่ในความดูแล เราก็ต้องให้ความดูแลอย่างเอาใจใส่ไม่ปล่อยให้ทรมาน อดอยากหรือเจ็บป่วยเพราะธรรมชาติของสัตว์เลี้ยงย่อมหากินเองไม่ได้ต้องมีผู้หาให้เสมอดังนั้น หากเรารู้ตัวว่าเป็นคนที่ชอบสัตว์เลี้ยงมีสัตว์เลี้ยงในบ้านก็ควรจะดูแลเขาให้ดีไม่ต่างจากตนเองหรือสมาชิกคนหนึ่งในบ้าน

 

มีเรื่องเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ พระอริยสงฆ์ผู้ละสังขารไปแล้ว สมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ท่านสอนลูกศิษย์และบุคคลทั่วไปว่า ให้เลี้ยงสัตว์ที่เลี้ยงให้ดีและอย่าไปทำร้าย ทำลายสัตว์ทุกประเภท เพราะว่าสัตว์บางตัว อาจจะเป็นชาติหนึ่งของพระโพธิสัตว์ที่กำลังบำเพ็ญบารมี ถ้าไม่อยากเจอกรรมหนักก็ต้องระวังไว้

 

และลูกศิษย์คนหนึ่งเชื่อฟังในเรื่องนี้มาก จึงเลี้ยงสัตว์ทุกตัวด้วยความรัก ดูแลเป็นอย่างดี ชีวิตการงานและทุกอย่างในชีวิตของเขาก็ได้รุ่งเรืองไม่มีตกมีเงินทองเหลือกินเหลือใช้  อาจจะเป็นเพราะอานิสงส์แห่งการทานที่เขาให้กับสัตว์เลี้ยงของเขาทุกวัน เรื่องนี้อยากฝากให้คนที่ชอบเลี้ยงสัตว์ได้พิจารณากันดู

 

นอกจากการให้ชีวิตให้อิสระแล้วก็ควรทำบุญให้ทาน ด้วยการถวายยาและปัจจัยที่ใช้รักษาโรคให้กับผู้ทรงศีลอย่างพระภิกษุ เพราะผู้ทรงศีลปฏิบัติธรรมอย่างพระภิกษุท่านไม่สามารถไปหาซื้อยารักษาโรคมาเองได้ต้องรอให้คนมาถวายให้

 

หรือแม้แต่บุคคลทั่วไปก็ตามก็เราพอจะช่วยให้เขามีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ก็ควรช่วย บางคนโชคดีที่มีอาชีพเป็นหมอหรือพยาบาลที่มีโอกาสได้ใช้วิชาความรู้ในทางสุขภาพช่วยเหลือผู้อื่นก็จะให้อานิสงส์ได้รับสุขภาพที่ดีและอุดมสมบูรณ์ ดังเช่น อดีตชาติของพระมหากัจจายนะ (พระสังกัจจายน์) ที่เคยเกิดเป็นหมอแล้วรักษาคนโดยไม่คิดเงิน เมื่อกลับมาเกิดเป็นพระมหากัจจายานะในชาติสุดท้ายท่านก็มีอายุยืนยาวตลอดกัป (120 ปี) เป็นต้น

 

การรักษาศีล

เมื่อให้ชีวิตให้ความสุขแก่ผู้อื่นแล้วเราก็ต้องดำรงตนไม่ให้ไปเบียดเบียนใครอีกเป็นการป้องกันมิให้ผลกรรมใหม่ที่จะเกิดตามมาส่งผลได้ คือ เป็นผู้รักษาศีลให้มั่นคง และศีลที่ต้องรักษาอย่างเคร่งครัดก็คือ ศีลข้อที่ 1 คือการไม่เบียดเบียนฆ่าสัตว์ตัดชีวิตใด ๆอีกเลย นอกจากนี้ยังหมายถึงการไม่เบียดเบียนสัตว์ที่อยู่ในภพภูมิอื่นที่มีกายละเอียด อย่าง ผีเปรต อสุรกาย หรือ วิญญาณชั่วร้ายใด ๆด้วยคาถาอาคมที่เป็นอวิชชาอันจะเป็นการก่อเวรก่อกรรมกันต่อไปโดยไม่รู้ตัว เช่นการไปว่าจ้างให้หมอผีมาปัดเป่าวิญญาณที่ตามอาฆาตที่คอยทำให้เกิดโรคนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง

 

การเจริญภาวนา

การเจริญภาวนาในที่นี้หมายถึง การหมั่นพิจารณาอารมณ์ของตัวเองให้เป็นปกติด้วยการทำสมาธิดูลมหายใจตนเองให้นิ่ง และการหมั่นแผ่เมตตาและอุทิศบุญไปให้ เหล่าเจ้ากรรมนายเวร สรรพสัตว์ สรรพวิญญาณที่คอยเบียดเบียนร่างกายของเราให้เขาได้รับบุญได้รับความสุขแทนและอธิษฐานให้เขา เลิกเบียดเบียนเราคือต้องใช้ความเมตตาและบุญบารมีแทนการใช้ อวิชชาคาถาอาคมทั้งหลายที่จะไปทำร้ายเขาอีกและจะยังผลให้เกิดการอโหสิกรรมคือ การเลิกแล้วต่อกันไปอีกด้วย

 

  1. 2.              เกิดมาเป็นผู้ที่รูปร่างหน้าตาไม่ดีหรือมีลักษณะอัปลักษณ์

กรรมเก่าจากอดีตชาติที่ทำให้เกิดมาในชาติปัจจุบันนี้กลายเป็นคนขี้เหร่อัปลักษณ์หรือมีกลิ่นกายเหม็น ก็เพราะ ในอดีตชาติเคยเป็นคนขี้โกรธอิจฉาริษยาอยู่เรื่อยไป เมื่อสิ้นอายุขัยไปแล้วจึงไปเกิดในอบายภูมิหรือสถานที่ลำบาก เมื่อหมดจากภพนั้นได้มาเกิดเป็นคนอีกครั้ง เพราะความที่เป็นคนขี้โกรธอยู่เสมอ ชาตินี้จึงเป็นคนที่มีหน้าตาขี้ริ้ว ขี้เหร่ ไม่สวยงามอัปลักษณ์หรือมีกลิ่นตัวแรกงอยู่เรื่อยไป

 

ส่วนคนที่ เกิดมามีรูปงาม เป็นเพราะในชาติปางก่อนเป็นคนดีมีเมตตา ไม่เป็นคนขี้โกรธเจ้าอารมณ์ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสเอาไว้กับสุภมาณพ

 

เรื่องความต้องการจะมีรูปร่างหน้าตาดีนี้ย่อมปรากฏอยู่ในวิสัยของมนุษย์ทุกคนย่อมชื่นชอบสิ่งที่เป็นสิ่งสวยงามเพราะนอกจากจะเป็นที่นิยมชมชอบและได้รับการยอมรับได้ง่ายแล้วยังเป็นทางมาแห่งโภคทรัพย์อีกมากมาย

 

การจะแก้ไขกรรมเก่าเรื่องของความหน้าตาไม่ดีนี้ หากเป็นปัจจุบันจะแก้กันทางกายภาพก็คงทำได้ไม่ยากเพราะในยุคปัจจุบันความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์มีความเจริญก้าวหน้าสามารถไปทำศัลยกรรมตกแต่งให้สวยหล่อ หรือดูดีกันมาได้โดยใช้เวลาไม่นาน แม้จะมีค่าใช้จ่ายราคาที่สูงอยู่ก็ตาม

 

แต่เรื่องการทำศัลยกรรมตกแต่งนั้นไม่อาจจะมีวาสนาทำกันได้ทุกคน เพราะคนที่หน้าไม่ดีแต่ อาจเป็น “ผู้ที่มีบุคลิกภาพ”ดีได้โดยไม่ต้องพึ่งมีดหมอ คือการปฏิบัติตนให้ “จิตมีความผ่องใสอยู่เสมอ” มีการทาน ศีล ภาวนาอยู่เป็นนิสัย ทำเป็นประจำ บุญนั้นเป็นอาหารแห่งจิต ยิ่งสร้างบุญมากจิตก็แจ่มใส แข็งแรงเมื่อจิตมีความผ่องใสจากภายในแล้ว ก็จะส่งผลออกมาสู่ภายนอกทำให้ดูอิ่มเอิบสดใส

 

แม้คนที่หน้าตาไม่ดีแต่ก็จะแลดูเป็นผู้ที่มีผิวพรรณดีและอารมณ์สดใสร่าเริง อาจกลายเป็นผู้ที่มีเสน่ห์ดึงดูดได้มากกว่าคนที่หน้าตาดีแต่จิตใจขุ่นข้องมัวหมองเป็นประจำก็ได้ เรื่องนี้ในวงการแพทย์สมัยใหม่ยืนยันแล้วว่า คนที่มีสุขภาพจิตที่ดีนั้นช่วยให้หน้าตา ผิวพรรณดีขึ้นมาได้จริง ที่เรียกว่า ต้องสวยจากภายในก่อนที่จะสวยภายนอก นั่นแล

 

การปฏิบัติตนเพื่อแก้ไขกรรมเก่าเรื่องความหน้าตาไม่ดีนี้ก็ต้องอาศัยหลักของ ทาน ศีลและภาวนาเช่นกัน

 

การให้ทาน

การให้ทานนอกจากจะถวายสิ่งของที่เป็นปัจจัยจำเป็นอื่น ๆแล้ว ก็ควรหมั่นถวายดอกไม้ ของหอมบูชาแก่พระสงฆ์ อันถือเป็นอามิสบูชาที่ดี เพราะการให้ของที่สวยงามอย่างดอกไม้ถวายพระนั้นมีข้อดีตรงที่ ผู้ที่ได้พบเห็นแล้วเกิดความสุขยิ่ง ๆขึ้นไป เวลาที่ได้มาเห็นมาพบก็จะเกิดความปีติและสุขใจเพราะธรรมชาติของมนุษย์ชอบของสวยงามอยู่แล้ว เรื่องความสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อยจึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งให้คนเกิดศรัทธาในบุญและการกระทำความดี

 

ท่านผู้อ่านลองคิดตามแบบง่าย ๆก็ได้ว่า เมื่อเราไปทำบุญที่วัดแล้วขึ้นไปบูชาพระเข้าไปในวิหารแล้วได้กลิ่นหอมของดอกไม้ บริเวณภายในวิหารก็จัดไว้อย่างสวยงามมีระเบียบก็ย่อมทำให้จิตใสผ่องใสปีติได้ง่ายกว่าการเข้าไปเจอแต่องค์พระที่ไม่เคยมีผู้ดูแล หรือมีกลิ่นอับชื้นที่ไม่พึงประสงค์อย่างแน่นอน

 

นอกจากนี้การให้ทานที่สำคัญก็คือ การรู้จักให้อภัยผู้อื่นอยู่เสมอจะเป็นอานิสงส์ให้เกิดผลบุญได้มากที่สุดในฝ่ายทาน อย่างที่พระพุทธองค์ตรัสเอาไว้ว่า เหตุที่เกิดมารูปร่างไม่สวยงามก็เพราะมีความโกรธเป็นเจ้าเรือน การให้อภัยทานนั้นเป็นการสร้างความเมตตาขึ้นและเป็นการทำลายความโทสะหรือความโกรธอันเป็นกิเลสอย่างกลางผู้ที่รู้จักให้อภัยไม่โกรธคนอื่นอยู่เสมอ หน้าตาแม้จะไม่สวยงามแต่ก็ดูมีความสุขมีสง่าราศีได้

 

การรักษาศีล

การรักษาศีลนั้นก็ควรต้องกระทำควบคู่กันไปด้วย บางคนควรจะเกิดมาหน้าตาดีแต่กลับมีความพิการทำให้สูญเสียความงามไปอาจเป็นเพราะเป็นมาตั้งแต่กำเนิดเช่น ปากแหว่ง เพดานโหว่ หรือบางคนหน้าตาดีอยู่แล้วกลับพบเจออุบัติเหตุหรือโรคภัยที่ทำให้ตนเองต้องเสียโฉมไปก็เพราะ กรรมที่ไปเบียดเบียนผู้อื่นในลักษณะที่แม้ไม่ทำให้เขาเสียชีวิต แต่ก็อาจทำให้เขาเสียโฉมได้ ดังนั้นควรรักษาศีล ข้อที่ 1อย่างเคร่งครัดให้มากที่สุดเช่นกัน คือการไม่เบียดเบียนกันทางร่างกายไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม

 

การเจริญภาวนา

การเจริญภาวนาในที่นี้ก็คือ การฝึกจิตฝึกปัญญาพิจารณาเรื่องความสวยความงามทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติเมื่อมีอยู่แล้วก็ย่อมเสื่อมไปไม่ต้องไปยึดติด เดี๋ยวก็หมดสวยหมดหล่อเมื่อถึงกาลเวลาของตนไม่มีใครสวยหรือหล่อได้ตลอดกาล เมื่อฝึกจิตด้วยปัญญาเช่นนี้จะทำให้เราไม่เกิดความ “ริษยา”ทำให้ใจเป็นสุขและมองโลกแบบไม่ยึดติดกับความสวยงามได้

 

  1. 3.              เกิดมาเป็นคนที่โง่เขลาเบาปัญญา หรือมีความจำที่ไม่ดี

เรื่องของสติปัญญานี่ก็ถือเป็นเรื่องเฉพาะตนที่เกิดมาแต่กรรมใครกรรมมันผู้ที่มีสติปัญญาดีเฉลียวฉลาดแม้จะมีปัจจัยอย่างอื่นไม่ดีคือแม้จะมีฐานะไม่ดี สุขภาพไม่ดี หรือหน้าตาไม่ดีแต่ก็จะเป็นผู้ที่มั่งมีรวมถึงมีความสุขได้เพราะด้วยทราบถึงวิธีการอันจะทำให้ได้มาซึ่งความสุขและโภคทรัพย์

 

ความที่เราเกิดมาเป็นผู้มีสติปัญญาไม่ดีนั้นก็เพราะในอดีตชาติเคยสร้างกรรมไม่ดีเอาไว้ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสกับสุภมาณพเอาไว้ว่า

 

“เพราะในอดีตชาติเป็นผู้ที่ไม่รู้จักคนที่ไม่ฉลาดหรือโง่เขลาเพราะเป็นคนไม่เข้าไปไต่ถามหาความรู้ต่อสมณะพราหมณ์ หรือต่อผู้ประพฤติดีผู้รู้คุณธรรม จึงทำให้กลายเป็นคนโง่ ชาติปัจจุบันจึงเป็นอย่างนั้น ส่วนคนที่เกิดมามีปัญญาฉลาด เพราะเข้าไปไต่ถามหาความรู้ต่อสมณะพราหมณ์ ผู้ประพฤติดี ถามถึงบาปบุญคุณโทษ เป็นต้น เพราะฉะนั้น เขาจึงเกิดมามีปัญญา”

 

นอกจากนี้เหตุที่ทำให้คนเราไม่ฉลาดโง่เขลานั้นยังรวมไปถึงกรรมในข้ออื่น ๆอีกด้วย เช่น เกิดจากการกระทำที่เคยดูหมิ่นเหยียดหยามในสติปัญญาของผู้อื่น เช่นกรณีของ “พระจูฬบันถก” ที่เกือบจะต้องสึกออกจากพระพุทธศาสนาเนื่องจากโดนพี่ชายไล่ไปสึกเพราะเหตุที่ แม้นเพียงคาถาบทเดียวก็ยังจำไม่ได้จะเป็นการลำบากในการปฏิบัติธรรม ภายหลังได้รับเมตตาจากพระพุทธองค์ทรงมอบวิธีการปฏิบัติธรรมอันชาญฉลาดให้จึงสามารถสำเร็จเป็นอรหันต์พร้อมด้วยความแตกฉานในปัญญาถึง 4 ประการ

 

เหตุที่ พระจูฬบันถกต้องเกิดมาเป็นผู้โง่เขลาเบาปัญญานั้นก็เพราะ ในอดีตชาติหนึ่งที่ท่านได้พบพระพุทธเจ้ากัสสปะ ท่านออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธองค์ และมีสติปัญญาดีมากสามารถจดจำพระพุทธพจน์ไว้ได้มากและแม่นยำไม่ผิดเพี้ยน คราวหนึ่งได้ฟังพระปัญญาทึบรูปหนึ่งสาธยายพระพุทธพจน์ผิดๆ ถูกๆ ท่านจึงหัวเราะเยาะจนทำให้พระรูปนั้นอับอายเลิกท่องจำพระพุทธพจน์อีกต่อไป

 

พอเกิดมาในชาติปัจจุบันสมัยพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันด้วยเศษกรรมที่เหลือจึงกลายเป็นคนปัญญาทึบเพราะเคยไปดูถูกคนอื่นเอาไว้นั่นเอง

 

ด้วยเหตุและผลตามกฎแห่งกรรมที่กล่าวเราก็มีทางแก้ไขซึ่งในชาติปัจจุบันของเราเราก็สามารถทำบุญสร้างกุศลปฏิบัติทั้งในทางโลกและในทางธรรมเพื่อที่จะส่งเสริมให้มีปัญญาเพิ่มได้

 

การปฏิบัติเพื่อแก้ไขในทางโลก

ผู้ที่สามารถร่ำเรียนได้ดี มีสมองมีปัญญาที่ดีสามารถจดจำได้ก็เพราะ “การฝึกใช้สมอง”ให้มากนั่นเองคือ เมื่อไม่เข้าใจก็ต้องหมั่นทบทวนตำราความรู้ หมั่นเข้าหาคนที่เป็นบัณฑิตหรือผู้ที่มีปัญญาเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ ที่สำคัญต้องรักการอ่านหนังสือให้มาก ๆ เมื่อสมองได้ฝึกมาก ๆแล้วก็จะสามารถจดจำได้ดีขึ้นเอง

 

ดังนั้นปัจจัยสำคัญที่สุดของคนที่ต้องการจะมีปัญญาและความรู้ดีก็คือ “ความขยันหมั่นเพียรและความตั้งใจที่แน่วแน่”  เปรียบเสมือนนักกีฬาหากต้องการชัยชนะก็ต้องหมั่นฝึกซ้อม การซ้อมบ่อย ๆจะทำให้เกิดความชำนาญ และจะสามารถเอาชนะคนที่ได้ชื่อว่ามีพรสวรรค์แต่มีความเกียจคร้านได้ ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ได้รับการพิสูจน์มามากมายแล้ว

 

ปัจจัยข้อต่อมาก็คือ “การเข้าหาผู้ที่มีความรู้ในด้านนั้นจริง ๆ” เพราะเราไม่สามารถจะหยั่งรู้วิชาความรู้ที่ไม่เคยรู้มาก่อนได้ด้วยตนเอง หากไม่เข้าใจก็ต้องไปหาผู้ที่เป็นบัณฑิตให้คอยเป็นผู้อบรมสั่งสอนวิชาความรู้ให้เราทุกคนจึงต้องมีครูบาอาจารย์ไว้คอยอบรมให้การสั่งสอนในเรื่องราวที่ไม่รู้ทั้งในทางโลกและทางธรรมอยู่เสมอ

 

ดังนั้นหากเราต้องการมีปัญญาเฉลียวฉลาดจริงแล้วต้องยึดถือปฏิบัติตนอยู่ 2 ขั้นตอนคือ หมั่นฝึกฝนเรียนรู้ใช้สมองให้มาก ๆด้วยความขยันหมั่นเพียร และ การเข้าหาผู้ที่รู้จริงให้ช่วยแนะนำวิธีการที่ถูกต้องจึงจะประสบความสำเร็จกลายเป็นผู้ที่มีปัญญาดีได้

 

การปฏิบัติเพื่อแก้ไขในทางธรรม

  1. 1.              ด้วยการทำทาน

เมื่อเราอยากมีความรู้มีปัญญาเราก็ต้องให้ปัญญา การบริจาคทานก็คือหากเราเป็นผู้ที่ไม่ฉลาดมากนักแต่ยังพอมีทุนทรัพย์ก็ใช้วิธีการ ให้ทุนการศึกษาแก่คนที่ไม่มีโอกาส บริจาคหนังสือหรือสื่อการเรียนต่างๆให้กับผู้ที่ขาดแคลน หรือ สมทบทุนบริจาคเงินจัดพิมพ์พระไตรปิฎกอันเป็นประโยชน์ในการศึกษาด้านพระธรรม บริจาคหลอดไฟ หรือเติมน้ำมันตะเกียงให้กับวัดหรือพระภิกษุให้ท่านได้มีแสงสว่างได้ใช้ศึกษาปฏิบัติธรรม

 

  1. 2.              ด้วยการรักษาศีล

หากต้องการมีปัญญาก็ต้องหมั่นรักษาศีลให้เป็นปกติอยู่เสมอ โดยเฉพาะข้อที่ 5 คือการงดเว้นจากการดื่มสุราและสิ่งเสพติดให้โทษทั้งหลาย อันจะเป็นต้นเหตุให้สมองเสื่อมและขาดสติได้ง่าย เพราะผู้ที่ดื่มเหล้าสุราเป็นประจำแม้จะเป็นผู้ที่มีสติปัญญาดีความจำเป็นเลิศมาก่อน แต่หากดื่มสุราเป็นประจำก็จะทำให้สมองได้รับผลกระทบคือ มีอาการมึนงง เฉื่อยชาและคิดอะไรไม่ออกได้ง่าย ๆ และอานิสงส์ของการรักษาศีลข้อนี้ไปตลอดชีวิตจะยังผลให้กลายเป็นผู้ที่มีสติปัญญาดีไปด้วย

 

  1. 3.              ด้วยการเจริญภาวนา

การเจริญภาวนาย่อมยังผลให้เกิดสติขึ้นคือ มีจิตที่นิ่งอยู่เป็นอารมณ์เสมอแล้วจะเกิดปัญญาคิดไตร่ตรองหาเหตุผลในสิ่งต่าง ๆได้ง่าย ผู้ที่ฝึกสมาธิและเจริญปัญญามาแล้วย่อมกลายเป็นผู้มีปัญญาดีเพราะรู้เท่าทันตนเอง รู้เหตุและผลที่มาที่ไปในการกระทำทั้งหมดของตน นอกจากนี้จะทำให้เป็นคนอารมณ์เย็น ไม่ขี้โกรธ ขี้หงุดหงิดหรือมีจิตใจฟุ้งซ่านอันเป็นตัวบ่อนทำลายปัญญาได้

 

โฆษณา

Read Full Post »

การเร่งสร้างกรรมดีใหม่เพื่อแก้ไขกรรมเดิมนั้นขอให้ยึดหลักสำคัญอยู่ 2 ประการใหญ่ คือ
หลักในการสร้างกรรมดีเพื่อการแก้ไขกรรมในอดีต

  1. เรื่องของ วัตถุ ประโยค และเจตนา อันหมายถึงความตั้งใจที่จะประกอบกรรมดี
  2. เรื่องของระยะเวลาของการสะสมบุญ

 

1. หลักเรื่องความตั้งใจที่ประกอบกรรมดี

1.1 วัตถุ

หมายถึง คน สัตว์ สิ่งของ หรือเรื่องราวที่เป็นตัวให้เกิดการกระทำ ถ้าเราทำความดีกับคนที่มีคุณงามความดีมาก ๆ หรือผู้ที่มีพระคุณในลักษณะใด ๆก็ตาม ผลของบุญกุศลกรรมดีนั้นย่อมมีมากกว่าที่เราจะไปทำความดีกับคนที่ไม่มีศีล คนที่คดโกงหรือโจรผู้ร้าย

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ กรณีของนายทุคตะที่ทำทานถูกคนถูกวัตถุคือได้ทำทานกับพระกัสสปะพุทธเจ้าผู้มีเนื้อนาบุญสูงสุดของโลก จึงส่งผลกรรมดีแบบฉับพลันให้กลายเป็นมหาเศรษฐีในอัตภาพนั้นหากเป็นในยุคปัจจุบันเราก็ต้องเลือกทำเลือกให้กับผู้ที่สมควรได้รับบุญคือ ผู้ที่เป็นนักบวชผู้ปฏิบัติดี,คนที่เราพิจารณาแล้วว่าเป็นคนดีจริงแต่กำลังตกทุกข์ได้ยากก็สมควรให้ความช่วยเหลือ หรือแม้แต่สัตว์เดรัจฉานเมื่อมีโอกาสก็ควรช่วยเหลือเช่นเดียวกัน

1.2       ประโยค

หมายถึง “ความพยายาม” ที่จะทำความดี ซึ่งถ้าเราพยายามจะทำความดีมากขึ้นเท่าใดก็จะยิ่งทำให้ผลกรรมดีนั้นเกิดมากขึ้นเท่านั้น ขอยกตัวอย่างประกอบเกี่ยวกับการทำบุญของนายทุคตะอีกเช่นเดียวกัน คือนายคนนี้แม้จะยากจนมาก ก็มีความพยายามจะไปหางานทำโดยไปรับจ้างเศรษฐีทำงานหนักทั้งวันเพราะหวังจะได้ทำบุญกับพระ

ยังไม่เพียงแค่นั้นเมื่อได้เงินมาแล้วก็ไม่ได้นำไปซื้ออาหารสำเร็จรูปที่เขาวางขายทั่วไปแต่กลับนำไปซื้อหาวัตถุหรือแลกของที่จะมาทำอาหารถวายพระอีก คือนายทุคตะผู้นี้ พอได้เงินค่าจ้างก็นำไปซื้อวัตถุดิบมามอบให้ภรรยาเตรียมปรุงอาหารส่วนตนเอง ก็ไปเก็บผักเตรียมจะใช้เป็นเครื่องปรุงเช่นกันแล้วก็บังเอิญได้ไปเจอชาวประมง ก็ยังพยายามไปช่วยเขาร้อยปลาขาย และได้ค่าตอบแทนมาเป็นปลาตะเพียนอีกอย่างนี้ เรียกได้ว่า มีประโยคหรือความพยายามที่แรงมาก

และแน่นอนว่าผลแห่งความพยายามก็แรงมากเช่นกันเพราะเมื่อพระพุทธองค์เสวยเสร็จ และนายทุคตะเดินตามไปส่งที่พระคันธกุฎี พอกลับมาบ้านก็แทบไม่มีที่อยู่เพราะมีฝนรัตนชาติตกท่วมบ้านกลายเป็นมหาเศรษฐีของเมืองไป

คุณผู้อ่านลองคิดตามดูว่า มีบุคคล 2 คนที่มีความใจบุญเหมือนกัน ๆ ไปทำบุญเหมือนกันแต่ผลแห่งบุญนั้นได้ต่างกันก็เพราะความพยายามในการทำบุญต่างกัน

คนแรกบ้านอยู่ไกลวัดมาก อยู่กันคนละอำเภอแต่ก็ยังขับรถไกล ๆเพื่อหวังจะได้ไปทำบุญที่วัดนั้นและตื่นแต่เช้ามืดลุกขึ้นมาหุงหาอาหาร เลือกสรรวัตถุดิบอย่างดีมีคุณภาพและปรุงอาหารเองอย่างสุดฝีมือนำใส่ปิ่นโตไปเตรียมถวายเรียบร้อย พอมีงานบุญ งานสร้างวิหารแม้จะไม่มีเงินแต่ก็มีแรงใจมีศรัทธาที่กล้าแข็ง ถึงกับยอมสละเวลางานเล็ก ๆน้อย ๆที่เคยสร้างรายได้ไปบ้าง เพื่อมาช่วยงานวัดให้เสร็จทันเวลาโดยมีเจตนาจะให้พระศาสนาดำรงอยู่สืบต่อไป

แต่เทียบกับอีกคนอยู่ใกล้ ๆวัดใช้เวลาเดินเท้าเพียงไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงวัด เลือกซื้ออาหารใส่ถุงปรุงสำเร็จเพื่อที่จะไปทำบุญที่วัดใส่บาตรตามปกติ  พอถึงเวลางานบุญก็ใช้วิธีการซื้อกระเบื้องมุงหลังคาสองสามแผ่นบริจาคให้ไปโดยหวังจะได้อานิสงส์ให้ตนและญาติพี่น้องได้รับที่อยู่อาศัยมีที่คุ้มแดดฝน

แม้จะได้ชื่อว่าเราได้ทำบุญเหมือนกันแต่อานิสงส์ที่ได้นั้นมีความแตกต่างกัน ยิ่งความพยายามมีมากเท่าใดเหนื่อยยากมากแค่ไหนก็ยิ่งได้บุญมากเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามกับการกระทำความชั่วยิ่งมีความพยายามทำชั่วมากเพียงใด ผลกรรมชั่วที่ได้รับก็จะยิ่งมีความหนักต่างกันไป

การฆ่ามดหรือแมลง เพียงแค่เราเอามือปัด บี้ด้วยนิ้วมือ หรือ การเอาน้ำราดเพียงเท่านั้นก็อาจทำให้มันตายได้ถือเป็นการสร้างกรรมที่ไม่ดีคือการตั้งใจฆ่า แต่ก็มีผลบาปที่เบากว่า การที่เราตั้งใจจะฆ่าช้างสักเชือก โดยเริ่มต้นเป็นขั้นตอนต้องออกไปสำรวจชีวิตความเป็นอยู่ ไปศึกษาเรื่องจุดตายที่จะฆ่ามันได้ง่ายที่สุด ต้องเอาเครื่องมือมาทำการล่า ต้องรู้ว่าจะต้องยิงมันตรงไหน ต้องยิงกี่นัด  ต้องยิงให้หมดรังเพลิงเลยหรือไม่อย่างนี้ ก็แสดงถึง ความพยายามที่จะฆ่ามีมาก และสัตว์ที่จะฆ่าก็เป็นสัตว์ใหญ่มีคุณแก่มนุษย์มากก็จะได้รับผลบาปกรรมมากไปด้วย เพราะอย่างนี้ผลกรรมที่ได้รับจากความพยายามในการทำจึงต่างกัน

1.3       เจตนา

เจตนานั้นหมายถึง ความจงใจเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดเพราะยิ่งมีเจตนาจะทำความดีมากเท่าใด ก็ย่อมได้รับผลของกรรมดีมากขึ้นเท่านั้น ดังที่กล่าวไปในส่วนของประโยคว่า การทำบุญด้วยการลงแรงไปช่วยสร้างวิหารโดยมีเจตนาเพื่อหวังให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่สืบไป ย่อมได้บุญกุศลมากกว่า คนที่หวังเพียงเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง

บุญจะได้มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับเจตนาเป็นตัวแปรที่สำคัญทั้งสิ้น คุณยายผู้ยากจนคนหนึ่งต้องการจะทำบุญกับพระภิกษุแต่ตัวของคุณยายแทบไม่มีทรัพย์สินอะไรเลยมีเพียง ข้าวต้มมัด 2-3 มัดเท่านั้นแต่คุณยายก็นำไปทำทานถวายให้กับพระภิกษุเพราะตนเองเจตนาจะทำความดีเห็นว่าสมควรจะทำ

และมีเศรษฐีผู้หนึ่งได้ทำทานที่วัดแห่งนั้นเช่นเดียวกันโดยบริจาคเงิน ที่ดิน และทรัพย์สมบัติจำนวนมากเพื่อสร้างศาสนสถานแต่เศรษฐีขอให้ทางวัดนำชื่อของตนไปติดไว้ที่บริเวณศาสนสถานเหล่านั้นเพราะหวังจะได้ผลแห่งทาน หวังจะได้ชื่อเสียงลาภยศให้มากขึ้นกว่าเดิม

ทั้งสองบุคคลนี้ต่างก็ได้ทำคุณงามความดีแบบเดียวกัน ความพยายามอาจจะพอ ๆกันแต่ว่า “เจตนา”ต่างกันดังนี้ ผลบุญที่ได้กลับไม่เท่ากันอย่างสิ้นเชิงโดยที่ คุณยายผู้ยากจนเมื่อสิ้นอายุขัยไปแล้วกลับไปเกิดบนสวรรค์ชั้นที่ 3 ส่วนเศรษฐีกลับได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นที่ 1 (อ้างอิงจากตำราคัมภีร์ วัฏสงสาร 31 ภูมิ ว่าด้วยเรื่องผลแห่งทาน)

ทั้งวัตถุ ประโยค และเจตนา ที่กล่าวมาทั้งหมดจึงมีความสัมพันธ์กันจะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไปไม่ได้เลย เพราะจะทำให้ผลแห่งการกระทำนั้นได้ผลน้อยลงไป

2. เรื่องระยะเวลาแห่งการสะสม

นอกจากเรื่องความตั้งใจที่ดีที่จะสร้างบุญเพื่อแก้ไขกรรมเก่าที่มาจากอดีตชาติแล้ว เรื่องของการสะสมนั้นก็เป็นเรื่องสำคัญอย่างบางคนพอรู้ว่าในอดีตของตนเองนั้นไม่ดีหรืออดีตชาติของตนเคยทำอะไรไว้ก็พยายามเร่งแก้ไขกระทำความดีแล้วก็ยังไม่เห็นผลจึงอาจเกิดความท้อแท้ใจ อย่างเช่น กรณีที่มีผู้ถามถึงเหตุใดทำความดีมาเป็นระยะเวลานานแล้วก็ยังไม่เห็นผลสักที ดังตัวอย่างกรณีที่มีผู้มาถาม หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ท่านได้เมตตาตอบไว้ในหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ว่า

“ เคยได้ยินคำสอนที่ว่าหากรักษาศีลได้ดีแล้วจะทำให้ร่ำรวยขึ้นมีเงิน ไม่เป็นหนี้ มีโชคมีลาภ แค่รักษา 5 แต่ไม่พอใจเดี๋ยวนี้เพิ่มเป็น 8 รักษาศีลมาได้นาน 2 ปีแล้วมันก็ยังจนเหมือนเดิมเป็นเพราะอะไร”

หลวงพ่อท่านเมตตาตอบว่า

โธ่เอ๋ย! ก็ซวยมากี่ปี ศีลขาดมากี่ปีมันคุ้มกันหรือ คือว่ารักษาศีลจริงๆ แค่ศีล 5 น่ะ ค่าเหล้าไม่เสีย ค่าเจ้าชู้ไม่เสีย ค่าม่านรูดไม่เสีย มีคำถามต่อว่า พระท่านอยู่วัดไม่น่าจะรู้อะไรเรื่องนี้ จริงๆแล้วพระน่ะท่านไม่รู้ แต่ฉันรู้ มีคนไปพูดให้ฟังเลย ไม่ขี้ร้อนไม่ต้องไปอาบน้ำตามห้อง เรื่องที่ไม่เสียมีเยอะแยะ

ทรัพย์ก็ดีขึ้นไอ้ใจร้ายไปฆ่าเขาไปตีเขา ทะเลาะกับเขาก็ไม่มี แม้แต่ติดคุกติดตะราง ไม่ต้องเสียสตางค์ นี่ถ้ารักษามาตั้งแต่เกิดนะ ป่านนี้รวยนานแล้ว แล้วนี่แกรักษามากี่วันนี่แล้วขาดทุนมากี่ปี”

จากตัวอย่างที่หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ท่านเมตตาแสดงไว้ คงทำให้หลายคนพอจะเข้าใจว่า เรื่องของกรรมดีหรือบุญนั้น ก็มีกฎแห่งการสะสมเช่นเดียวกันคือ ต้องมีความสม่ำเสมอในบุญ มีมากพอในบุญ และมีความนานพอในบุญที่ทำด้วย

หากจะเปรียบบุญเหมือนน้ำสะอาด และแก้วน้ำเหมือนชีวิตของเรา ในทุกๆ วันเราเพียรเอาน้ำสะอาดใส่แก้ว พร้อมๆ กับเอาน้ำสกปรกหรือบาปใส่ลงไปด้วย ลองคิดดูว่า น้ำที่เราจะกินเอาไปใช้ประโยชน์นั้น เราต้องเติมน้ำสะอาดมากเท่าใด ถึงจะไล่น้ำสกปรกที่เคยทำมาได้ ฉะนั้นจึงต้องใช้เวลาด้วย บุญถึงจะส่งผลได้

หากเรามีปัญญา เราจะต้องหยุดใส่น้ำสกปรกหรือหรือทำบาปแบบเด็ดขาดเสียก่อน แล้วทำบุญสร้างกรรมดีหรือเติมน้ำสะอาดไปเรื่อยๆ ในช่วงแรกๆ น้ำที่เคยดำเพราะทำบาปไว้มากก็จะเริ่มใสขึ้นเพราะมีแต่น้ำสะอาดไปเติม ไปไล่น้ำไม่ดี และเราก็ไม่เอาน้ำสกปรกไปใส่อีกแล้วอย่างเด็ดขาด เชื่อว่าคงไม่นานนัก น้ำในแก้วนั้นก็สะอาดใสหรือชีวิตเรามีแต่ความสุข ความเจริญนั่นเอง

2.1       ความสม่ำเสมอ

คนที่ตั้งใจทำบุญทำทานหรือสร้างคุณงามดีอื่น ๆไม่ว่าทางใดก็ต้องทำอย่างสม่ำเสมอไม่ใช่ทำดีเพียงครั้งเดียวเพื่อหวังจะชดเชยกับกรรมหนักในอดีตที่เคยก่อไว้ทั้งที่รู้ตัวก็ดีหรือไม่เคยรู้ก็ดีย่อมเป็นไปไม่ได้ เหมือนกับการที่เราจะตักน้ำใส่แท็งก์เก็บน้ำขนาดใหญ่ให้มันเต็ม เราก็ต้องตักทุกวันทำทุกวันอยู่เป็นประจำน้ำจึงจะเต็มถังได้เร็ว

2.2       มีความมากพอ

แต่เพียงแค่สม่ำเสมอนั้นก็ยังไม่พอปริมาณน้ำที่จะตักนั้นก็ต้องมีความมากพอในแต่ละวันด้วยเช่นแท็งก์เก็บน้ำบรรจุได้ 2,000 ลิตรถ้าเราตักใส่แค่วันละ 20 – 30 ลิตรแม้จะทำอย่างสม่ำเสมอก็จริงแต่ก็คงใช้เวลานานคือ เป็นเวลาเกือบหนึ่งร้อยวันกว่าน้ำจะเต็มแล้วนำน้ำนั้นออกมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

2.3 มีความนานพอ

เปรียบเทียบกับถังน้ำใบเดิมคือ เราต้องตักมันใส่เป็นประจำทุกวันอยู่แล้วแต่ได้พยายามตักให้มากถึง 100 ลิตรต่อวันก็สุดแรงที่เราจะทำแล้วในแต่ละวัน เรายังต้องการเวลาคืออย่างน้อยก็ 20 วันน้ำจึงจะเต็มบริบูรณ์ตามที่เราตั้งใจไว้

ดังนั้นเรื่องการสร้างคุณงามความดีที่จะใช้แก้ไขกรรมเก่าที่ติดตัวมาจากอดีตชาติให้พ้นทุกข์พ้นเคราะห์ในชาติปัจจุบันก็เช่นเดียวกันอย่าคิดว่ามีบาปหนักติดตัวมาแล้วไปทำสังฆทานสองสามครั้งจะหมดเคราะห์กรรมซึ่งไม่เป็นความจริง ทุกอย่างต้องใช้การสะสมใช้เวลาเพาะบ่มไปตามเหตุและปัจจัยที่เกิด

หากเรายังมีความทุกข์มากอยู่ในปัจจุบันก็แสดงว่า กรรมไม่ดีของเราหนักกว่าบุญที่เราสร้าง ก็ต้องทำความเข้าใจว่าบุญยังไม่มากพอต้องทำต่อไปเรื่อย ๆอย่าหยุดทำเป็นประจำสม่ำเสมอ มากพอ และนานพอ เมื่อถึงเวลาทุกอย่างเต็มด้วยเหตุและปัจจัยแล้วผลบุญก็ย่อมเกิดและส่งผลเต็มอย่างบริบูรณ์

คุณผู้อ่านอาจเคยพบเห็นตัวอย่างเรื่องราวของคนที่เรียกว่าบุญหล่นทับอย่างไม่คาดฝัน บางคนยากจนมาเกือบตลอดชีวิตแต่บั้นปลายชีวิตกลับถูกหวยรวยเป็นล้าน ๆ ก็เพราะด้วยเหตุแห่งผลบุญและปัจจัยของเขาได้เต็มบริบูรณ์แล้วมาเป็นกรรมตัดรอนฝ่ายดี พลิกจากไม่ดีให้ดีแบบฉับพลัน

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องปาฏิหาริย์ เรื่องเหลือเชื่อหรือเรื่องควรอิจฉา ทุกอย่างล้วนมีเหตุผลที่มาที่ไปด้วยกันทั้งสิ้น ถ้าเรารู้ตลอดสาย รู้ได้ในเรื่องของอดีตชาติ เราก็จะไม่แปลกใจอะไร เพราะเขาทำดีมา เมื่อถึงเวลาบุญแห่งการทำกรรมดีนั้นก็ต้องมาส่งผล  และที่เขาเคยยากจนก็เป็นเพราะเขาก็เคยทำกรรมไม่ดีมาด้วยเช่นกัน กฎแห่งกรรมนั้นยุติธรรมเสมอ ไม่มียกเว้นในเรื่องใด กรรมต้องทำตามหน้าที่ ตามลำดับ ตามเวลา

การจะแก้ไขกรรมเก่าที่มาจากอดีตชาตินั้น ก็เนื่องด้วยสาเหตุหลักเรื่อง “ความทุกข์” ที่เรามีอยู่ในเรื่องนั้น ๆในชาติปัจจุบันมากซึ่งเป็นไปตามธรรมดาของโลกที่มนุษย์ทุกคนต้องมีความทุกข์อยู่เสมอซึ่งเราควรเริ่มต้นจากตัวของตนเอง ก่อนที่จะนำตัวเองที่ได้แก้ไขกรรมมาแล้วไปสร้างกรรมใหม่ที่ดีร่วมกับผู้อื่นให้เกิดความสุขความเจริญที่สูงขึ้นไปตามลำดับ

แต่ขอให้เข้าใจในที่นี้ให้ตรงกันก่อนว่าตามหลักกฎแห่งกรรมแล้วเมื่อได้ทำอะไรเราต้องรับผลเช่นนั้นคำว่า “แก้กรรม” นั้นคงไม่ใช่คำพูดที่ถูกต้องนักอย่างที่บอก ไปแล้วว่าเพราะกรรมเกิดไปแล้วเหมือนกับการหุงข้าวสารให้เป็นข้าวสุกแล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้ การที่เราใช้หรือได้ยินว่า ไปแก้กรรมกันนั้นอาจเป็นเพราะเป็นการสื่อความให้สั้น ๆ กระชับได้ใจความและคนทั่วไปเรียกกันจนติดปากไปแล้วเท่านั้น

เรื่องกรรมแม้จะแก้ไขไม่ได้แต่เราสามารถทำให้ผลกรรม “บรรเทาเบาบาง”หรือที่เรียกว่า การคลายวิบากกรรมได้และวิธีการบรรเทากรรมนั้นก็ไม่ใช่เรื่องของการใช้ไสยศาสตร์ โดยการพึ่งหมอผี หมอดู หรือการต้องเสียเงินเสียทองซื้อเครื่องสังเวยเซ่นไหว้ การไปลงอาคมที่ตัวให้เจ็บตัวฟรีหรือ กรณีอื่นใดทั้งสิ้น หากแต่ใช้การกระทำเป็นการปฏิบัติแก้ไขตนเองตามหลักของพระพุทธศาสนา ให้ถูกต้อง

 

Read Full Post »

ในเรื่องการแก้ไขอดีตชาตินั้นต้องบอกกันก่อนว่า เราทุกคนกลับไปแก้ไขไม่ได้ จะให้กรรมนั้นไม่เกิดขึ้นไม่ได้เหมือนกับข้าวสารที่เอามาหุงเป็นข้าวสวยแล้ว เราจะทำอย่างไรข้าวสวยก็กลับมาเป็นข้าวสารไม่ได้
การแก้ไขอดีตชาติ

การแก้ไขในอดีตชาติหรือการแก้กรรมในหนังสือเล่มนี้ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชาตินี้ ไม่ไปทำกรรมชั่วเหมือนในอดีตชาติที่ทำมา เป็นการสร้างกรรมใหม่ที่ดีกว่าในชาติปัจจุบัน

การสร้างกรรมใหม่ที่ดีกว่าในชาติปัจจุบันของตน เพื่อให้ชีวิตนั้นดีขึ้นแบบทันตาเห็นและเพื่อเป็นเสบียงบุญที่ส่งผลต่อไปในภพชาติอื่น มีการกล่าวถึงเรื่องการสร้างกรรมดีเพื่อให้ชีวิตดีขึ้นในพระไตรปิฎกอยู่อย่างมากมาย และส่วนใหญ่ได้บอกถึงเหตุซึ่งจะมาเป็นผล และกล่าวถึงอดีตชาติของทั้งคนที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวอันเป็นผลแห่งกรรมทั้งสิ้น ตัวอย่างที่ดีก็คือกรณีของ “สามเณรบัณฑิต

สามเณรบัณฑิตนั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในทางธรรมอย่างรวดเร็วคือบรรลุธรรมระดับสูงสุดได้ตั้งแต่เป็นสามเณร ก็เพราะผลบุญเก่าที่ได้ทำมาแต่อดีตชาติ คือในชาติหนึ่งได้เกิดเป็น นายทุคตะ (คนยากจน) ที่ทำคุณงามความดีคือมหาทานเพียงครั้งเดียวกับพระพุทธเจ้ากัสสปะ

จนในชาตินั้นได้กลายเป็นมหาเศรษฐีทันตาเห็นและยังคงเพียรทำความดีอย่างมากมายต่อไปอีกตลอดชีวิต จนเมื่อตายไปแล้วก็ได้ไปเกิดในเทวโลกเป็นเทวดาเสวยบุญอีกนานแสนนาน และชาติสุดท้ายก็ได้กลับมาเกิดเป็นสามเณรบัณฑิต

แต่ก่อนที่นายทุคตะผู้ยากจนจะได้มาทำทานเปลี่ยนกรรม เปลี่ยนชีวิตนั้น ก็เพราะมีบัณฑิตใจบุญมาบอกกล่าวถึงเรื่องกรรมเก่าของนายทุคตะว่า การที่นายทุคตะต้องเกิดมาเป็นคนยากจนข้นแค้นแสนสาหัสเพราะในอดีตชาติของทุคตะไม่เคยทำบุญทำทาน ตระหนี่ถี่เหนียวอยู่เรื่อยไปผลกรรมนั้นจึงตกมาในชาตินี้ทำให้กลายเป็นคนยากจน

สรุปให้เห็นชัดได้ง่าย ๆก็คือ

–                   อดีตชาติของนาย ทุคตะ เกิดเป็นคนที่มีนิสัยตระหนี่ถี่เหนียวมาก

–                   เมื่อเกิดมาเป็นนาย ทุคตะ ผลจากความตระหนี่ถี่เหนียวในชาติที่แล้วจึงทำให้ชาตินี้ยากจนมากเช่นกัน แต่ชาตินี้ไม่เหมือนชาติที่แล้ว นายทุคตะได้กระทำกรรมดีใหม่คือ แม้จะยากจนก็รู้จักทำบุญทำทานแถมยังทำทานได้ถูกคนถูกเนื้อนาบุญคือ ได้ตักบาตรถวายอาหารกับพระกัสสปะพุทธเจ้า จนอานิสงส์ทำให้กลายเป็นเศรษฐีและได้บำเพ็ญคุณงามความดีตลอดชีวิต

–                   ได้ไปเกิดในเทวโลกเสวยสุขเป็นเทวดาอยู่เป็นเวลานาน

–                   ชาติสุดท้ายได้มาเกิดเป็นบัณฑิตผู้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ตั้งแต่เป็นสามเณรและเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล

จากตัวอย่างกรณีแสดงให้เห็นชัดในทางการแก้ไขอดีตชาติหรือกรรมเก่าของตนเองนั้น ขอให้พึงระลึกไว้ว่า การที่เราเป็นอยู่อย่างไรในปัจจุบันนั้นเกิดมาจาก “กรรม”หรือการกระทำในอดีตที่ลิขิตให้เป็นเมื่อรู้อดีตดีแล้วไม่ใช่รู้เพียงเพื่อให้ “ยอมจำนนแก่กรรม” แล้วใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมายไม่ยอมแก้ไขอะไรเลย แต่ต้องเร่งสร้างกรรมดีใหม่ให้มีพลังอำนาจมากกว่ากรรมที่เคยทำมาแต่เดิมและต้องถูกวิธี

 

Read Full Post »

พระพุทธเจ้าทรงตรัสถึงเรื่องการเกิดของมนุษย์นั้นเป็นของยาก คือต้องมีบุญบารมีมากพอจึงจะเกิดได้หากจะเปรียบเทียบเป็นเชิงอุปมาก็คือเหมือนมี “เต่าตาบอดตัวหนึ่ง” ดำน้ำอยู่ในทะเล แล้วทุก ๆ 100 ปีเจ้าเต่าตาบอดตัวนี้จะโผล่หัวขึ้นมาจากทะเลครั้งหนึ่ง
การเกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นของยาก

ในทะเลก็จะมีห่วงเล็ก ๆขนาดใหญ่กว่าหัวเต่าอยู่หน่อยหนึ่งลอยขึ้นมาอยู่หนึ่งห่วง โอกาสที่เต่าตาบอดตัวนั้นจะโผล่ขึ้นมาแล้วหัวสวมเข้ากับห่วงพอดียากเพียงใดนั้นคงแทบจะบรรยายความยากกันไม่หมดว่ายากเพียงใด แต่โอกาสที่ยากเย็นถึงเพียงนั้น ก็ยังได้ชื่อว่า “มีมากกว่า” การที่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายจะมีโอกาสได้เกิดมาเป็นมนุษย์เสียอีก

หากเราลองนำคำสอนที่พระพุทธองค์กล่าวไว้ในเชิงอุปมาเช่นนี้มาคิดเล่น ๆเทียบดูให้เห็นชัดว่า การจะเกิดมาเป็นมนุษย์ได้นั้นยากเย็นจริง ๆแม้ว่าปัจจุบันมนุษย์จะมีปริมาณมากในปัจจุบันกว่า 6 พันล้านคนแต่ก็ยังถือเป็นจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆที่อาศัยอยู่ร่วมกันในโลกใบนี้

เพียงแค่ลองเทียบกับ มดหรือแมลงทั้งโลกนี้ ก็เรียกได้ว่า เป็นอัตราส่วนที่ประมาณกันไม่ได้เลยทีเดียว

ทำไมเราจึงไม่เกิดเป็นมด เป็นแมลง เป็นนกหรือสุนัข ก็เพราะเราได้ทำบุญมาดีแล้วมีบุญบารมีสะสมมามากพอสมควรแล้วจึงเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจสูงกว่าและมีโอกาสที่ดีกว่ามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่ามีอะไรอีกมากมายหลายประการที่สัตว์เดรัจฉานและสัตว์เลื้อยคลานไม่อาจจะมีหรือเป็นได้เลย

จากเรื่องราวการแบ่งแยกอดีตชาติของคนเราในแต่ละประเภทที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า คนเรานั้นเกิดมาเป็นอะไร มีจิตเดิมเป็นอย่างไรก็เพราะเกิดมาจากการกระทำ หรือ “กรรม” เดิมของเราทั้งสิ้น ผลแห่งกรรมย่อมตรงต่อเหตุที่ได้ทำเอาไว้ทำอะไรมาย่อมได้รับผลหรือเกิดขึ้นเป็นเช่นนั้น ทำกรรมมาดีจึงได้เกิดมาดีมีความสุข ในทางตรงกันข้ามหากทำกรรมมาไม่ดีมากแม้ผลบุญจะส่งให้เกิดมาเป็นมนุษย์ก็ยังต้องรับผลแห่งกรรมนั้นไปตามเหตุและปัจจัย

เมื่อเราพอจะรู้เช่นนี้แล้ว เราจึงควรเห็นคุณค่าของการที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ว่าเมื่อการเกิดเป็นมนุษย์เป็นของยากก็ต้องอย่าให้เสียโอกาสหรือเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ต้องหมั่นเอาใจใส่รักษาความเป็นมนุษย์คือประกอบด้วยศีลและคุณงามความดีนี้ไว้ให้ได้อย่างมั่นคงเพื่อไม่ให้จิตตกต่ำและกลับไปเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิที่ไม่มีความสุขอย่าง ภูมิของสัตว์เดรัจฉานหรือสัตว์นรกผู้มีความทุกข์อีก

เราไม่ควรจะให้ความสำคัญกับเรื่องที่ว่า “ชาติที่แล้วนั้นเราจะมีอดีตชาติเป็นอย่างไรมากนัก” ผู้มีปัญญาย่อมมองแต่พฤติกรรมในปัจจุบันนี้เท่านั้น เราจึงไม่ต้องให้ความสนใจว่าใครจะชั่วร้ายหรือแสนดีมาแต่ชาติก่อนอย่างไร ควรจะมองต่อไปว่าในปัจจุบันนี้ตัวตนของเราเองในชาตินี้เป็นเช่นใดอย่างไร

เนื่องจากกาลเวลาชาติภพอันยาวนานที่ผ่านมาเราไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขได้ เพราะเพียงแค่เวลาในชาติปัจจุบันชีวิตของเราก็มีความทุกข์และความยากลำบากมากอยู่แล้ว หมายความว่า โดยธรรมชาติเราก็ไม่สามารถที่จะปล่อยวางสิ่งต่าง ๆได้อยู่แล้ว หากไปพัวพันกับเวลาของอดีตอนาคตให้จบยากลงอีก การรู้อดีตชาติจึงเป็นเพียงการรู้อดีตก็เพียงเพื่อรู้แล้วจะนำกลับมาเป็นพื้นฐานเพื่อแก้ไขชีวิตในปัจจุบันให้พัฒนาสูง ๆขึ้นไป

เพราะร่างกายและจิตใจที่ดำรงอยู่ในชาติปัจจุบันมีผลอยู่จริงต้องอาศัยอยู่จริง สามารถเรียนรู้ความจริงได้ด้วยรูปและนามปัจจุบันนี้ว่าแท้แล้วมีสภาพอย่างไร ต่างจากอดีตที่จบไปแล้วและอนาคตที่ยังมาไม่ถึง มีแต่ขณะนี้และเดี๋ยวนี้เท่านั้นที่เราจะต้องตั้งสติให้ดีเพื่อให้เราได้สร้างกรรมใหม่ที่ขึ้นเพื่อให้กลายเป็นพื้นฐานในชีวิตที่ดีในอนาคตต่อไป

 

Read Full Post »

  1. 3.              แบ่งไปตามลักษณะจิตใจหรือความต้องการ

ลักษณะจิตใจของมนุษย์เราแต่ละคนนั้นมีความแตกต่าง ซึ่งการแบ่งในลักษณะนี้มักจะเป็นไปตามลักษณะของทางธรรมว่าด้วยเรื่องของจิต ซึ่งมีทั้งลักษณะที่ดีและไม่ดีว่ามาจากจิตเดิมที่ต่างภพทั้งที่เคยอยู่สูงกว่าและต่ำกว่าภพภูมิของมนุษย์
ชาติที่แล้วเราเป็นใครกันหนอ ? (2)

ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินคำว่า คนที่ดีและชั่วนั้นอาจเกิดขึ้นมาจาก “กมลสันดานเดิม” ที่ติดตัวมา บางคนก็ดีประดุจเทพไม่มีอะไรจะมาสั่นไหวคลอนแคลนคุณธรรมของเขาไปได้ แต่กับบางคนก็ชั่วร้ายสุดพรรณนาไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน นี่ก็อาจเป็นพื้นฐานจากจิตเดิมที่มาจากภพภูมิที่แตกต่างกัน

 

คนที่มีลักษณะนิสัยทางจิตในทางที่ดี

มนุษย์บางคนเกิดมาก็มีนิสัยรักสวยรักงาม รักความมีอารมณ์ดี  เป็นคนใจเย็นโกรธยากใจดีมีคุณธรรมมากมีความกลัวบาปโดยที่ไม่มีต้องสั่งสอนมาก มนุษย์ประเภทนี้ก็อาจมีจิตฐานเดิมคือมีใจเป็น เทวดาหรือเคยเกิดเป็น “เทวดา” มาก่อน

บางคนก็มีวิสัยชอบไปปฏิบัติธรรมบำเพ็ญการเจริญสมาธิภาวนาอยู่เป็นประจำ ทำได้ดีโดยไม่ต้องสอนอะไรมากเข้าถึงเรื่องการประพฤติธรรมได้เร็วมีความเมตตาและคุณธรรมสูงกว่ามนุษย์ธรรมดา ก็อาจมีจิตฐานเดิมคือมีใจเป็น “พรหม” หรือมีความเป็นอยู่แบบเป็นฤๅษีมาก่อนในภพชาติปัจจุบัน เมื่อจิตเดิมหรือสัญญาเดิมยังคงมีเหลือจึงสามารถกระทำและเข้าถึงธรรมะได้เร็ว

ด้วยการตั้งข้อสันนิษฐานเช่นนี้จึงเป็นที่น่าคิดได้ว่าอาจเป็นที่มาของคำกล่าวว่า “โชคดีที่ได้เจอคนดี เหมือนมีพระหรือมีเทพมาโปรด”

มีครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งของผู้เขียนที่ในชาติอายุท่านยังน้อย อ่อนกว่าผู้เขียนเป็นรอบ แต่ภูมิธรรมของท่านสูงมาก และท่านได้ช่วยเหลือคนมามากมายในประเทศนี้ ทั้งผู้ใหญ่ระดับชาติและคนทั่วไป ท่านบอกกับผู้เขียนเองว่า ในอดีตชาตินั้นท่านเคยเป็นฤๅษีมาก่อน เคยบำเพ็ญบารมีมา

และมาเกิดในชาตินี้ จึงต้องมีหน้าที่เอาความรู้เดิม บุญเก่าของท่านมาช่วยคนที่ตกทุกข์ยากในเรื่องต่างๆ ที่ในชาติก่อนไม่มีโอกาสได้ช่วยทั้งๆ ที่เขามาขอความช่วยเหลือไว้ และคนพวกนั้นก็ตามมาเกิดและยังคงอยากจะให้ช่วยเหมือนเดิม ครูบาอาจารย์ท่านนี้ท่านเก่งมากในเรื่องของโรคเวรโรคกรรมและการแก้ไขในวิบากกรรมไม่ดี

 

คนที่มีลักษณะนิสัยจิตไปในทางที่เลว

ตรงกันข้ามกับชีวิตของมนุษย์บางคนที่ชีวิตนี้เป็นทุกข์เดือดร้อนใจอยู่เสมอ จนมักเอ่ยคำว่า “ตกนรกทั้งเป็น” ก็เพราะมีจิตเดิมที่มีประสบการณ์เหมือนตกนรกมาแล้วหลายครั้งอันเนื่องมาจากการกระทำเดิมของตนเองเมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์แล้วจึงมีจิตใจที่ร้อนรุ่มอยู่ที่แห่งใดก็ไม่เคยเป็นสุขอาจจะมีอุปนิสัยขี้ร้อนอยู่เสมอ ต้องอาบน้ำวันละหลาย ๆครั้ง ก็เพราะในอดีตชาติอาจเคยเกิดเป็น “สัตว์นรก”ที่ต้องทนทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสและยาวนานมากมาก่อน

หรือในคนที่มีจิตใจละโมบโลภมากที่ไม่รู้จักพอมีเท่าไหร่ก็ยังหิวโหยไม่มีที่สิ้นสุดและอยากจะได้สิ่งต่าง ๆอยู่ร่ำไปก็มีใจเป็น “เปรต” บางคนก็ถือตัวถือตนชอบใช้อำนาจบาตรใหญ่คอยข่มเหงรังแกคนอื่นก็มีใจเหมือน “ยักษ์มาร”

ดังนั้นเราจึงจะเห็นได้ว่าบรรดามนุษย์ที่เกิดมาในภพชาติปัจจุบันจึงมีทั้งคนดีคนเลวแตกต่างกันไปบางคนก็ทำความดีได้ง่ายไม่รู้สึกยากเย็นก็เพราะมีจิตฐานเดิมที่อยู่ในภพภูมิที่สูงคือเคยเป็นอย่างน้อยก็ภพภูมิมนุษย์หรือสูงขึ้นไป แต่กับบางคนก็รู้สึกว่าการทำความดีเป็นเรื่องยากลำบากคนที่ทำชั่วได้ง่ายโดยไม่รู้สึกอะไรต้องมีผู้รู้มาคอยชี้ทางสั่งสอนและใช้เวลายาวนานในการเรียนรู้ในการทำความดีก็เพราะอาจเคยเกิดอยู่ในภพภูมิที่ต่ำกว่า

พระพุทธองค์เคยรำพึงออกมาเกี่ยวกับเรื่องการทำความดีของมนุษย์ว่า

“คนดีความดีทำง่ายแต่ความชั่วทำยาก แต่คนชั่วความชั่วทำง่ายแต่ความดีนั้นทำยาก”

 

  1. 4.              แบ่งไปตามลักษณะความสัมพันธ์ของบุคคล

ลักษณะความสัมพันธ์ของมนุษย์แต่ละคนนั้นมีการนำมาตั้งสมมติฐานถึงในอดีตชาติได้ว่าเป็นเพราะเคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อนทั้งในทางที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน และมีความสัมพันธ์ในลักษณะที่ไม่ดีคือเป็นศัตรูต่อกัน

 

4.1 ความสัมพันธ์ในลักษณะที่เกื้อกูลกัน

อย่างคนที่เกิดมาเป็น พ่อแม่ลูกกัน,เป็นพี่น้อง,หรือญาติก็เพราะในอดีตชาติเคยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาก่อน มีความผูกพันรักใคร่กันมายาวนานในภพชาติปัจจุบันจึงได้กลับมาเจอกันกลับมาสร้างความสัมพันธ์ที่ต้องคอยช่วยเหลือดูแลกันต่อไป

หรือกรณีที่คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลยแต่ละคนได้มาเจอกัน ได้มาร่วมงานกันแล้วได้มาช่วยกันสร้างงาน,สร้างความสำเร็จหรือสร้างบุญร่วมกันดังที่มีตัวอย่างบุคคลสำคัญทางด้านธุรกิจหลายคน ผู้ที่เป็นหุ้นส่วนกันแล้วสามารถสร้างบริษัทเล็ก ๆให้กลายเป็นบริษัทใหญ่ ๆ มีชื่อเสียงระดับโลก

หรือ ทีมงานใด ๆที่ร่วมกันสร้างงานจนประสบความสำเร็จ หรือคนที่ได้มาบวชในพระพุทธศาสนาพร้อม ๆ กันและเจริญในพระธรรมพร้อมกันหรือได้กลายเป็นลูกศิษย์อาจารย์กัน ก็เพราะได้กระทำกรรมร่วมกันมาในอดีตชาติ ในปัจจุบันจึงได้กลับมาร่วมงานหรือร่วมบุญกันอีก

หรือในกรณีของคนที่จะเป็นคู่รักกันก็เพราะมีความสัมพันธ์แต่เดิมในอดีตดังที่ พระพุทธองค์ทรงตรัสกล่าวถึงเรื่องของความรักและบุพเพสันนิวาส (ธัมมปทัฏฐกถาภาคที่ 2 สามาวดี)ไว้ว่า

ปุพฺเพ วะ สันนิวาเสนะ ปัจจะปันนะหิเตนะ วา  เอวันตัง ชะยะเต เปมัง อุปะลัง วะ ยะโส ทะเก ฯ” อันหมายความว่า ความรักนั้น เกิดขึ้นด้วยเหตุ 2 ประการได้แก่

1. ด้วยเคยอยู่ร่วมกันมาแต่ปางก่อน

2. ด้วยช่วยเหลือเกื้อกูลกันในปัจจุบัน

ทั้งนี้การที่ความรักจะเกิดขึ้นมานั้น ต้องมีการอยู่ร่วมกันแต่ปางก่อนและเกื้อกูลช่วยเหลือกันมาด้วยในภพปัจจุบันเป็นส่วนประกอบสำคัญ ตัวอย่างเช่นพระพุทธองค์เองได้พบกับพระนางพิมพาในอดีตชาติแรกสุดคือ พระองค์เป็นสุเมธดาบส และพระนางพิมพาเกิดเป็นพระนางอมิตตา พระนางอมิตตาเคยลงไปช่วยสุเมธดาบสทำทางเพื่อเป็นทางผ่านของพระพุทธเจ้าทีปังกร พระนางอธิษฐานขอพรจากพระพุทธเจ้าทีปังกรให้เป็นเนื้อคู่กับสุเมธดาบสทุกชาติไป ซึ่งก็เป็นไปตามนั้นเพราะไม่ว่าจะเกิดอีกกี่ชาติ พระนางและสุเมธดาบสจะเกิดเป็นอะไรก็ตามต่างก็ได้มาเคียงคู่กัน

การที่คนสองคนซึ่งไม่ว่าจะอยู่ในฐานะอะไรในอดีตชาติมีสัญญาหรือความทรงจำเดิม มีการกระทำหรือเคยร่วมกรรมกันมาทั้งในฝ่ายกรรมดีและกรรมไม่ดี เมื่อมาในชาตินี้ก็ได้มีโอกาสอีกครั้งที่ดวงจิตสองดวงที่เคยเคียงคู่กัน อาจจะได้มีโอกาสมาร่วมคู่ครองกันอีกครั้งเพื่อเกื้อกูลกันสร้างบุญกุศลหรือมาชดใช้ในเรื่องวิบากกรรมเก่าในชาติปัจจุบันนี้

ดังนั้นคนที่จะเป็นเนื้อคู่ที่ผูกกันพันมาตั้งแต่อดีตชาติเวลาที่พบเจอกันก็จะมีความรู้สึกคุ้นเคย ห่วงหาอาทรกันอย่างไม่อาจบอกได้ว่าเป็นเพราะอะไร อันเป็นที่มาของวลีอมตะที่ว่า “เขาหรือเธอคนนี้ เป็นคนที่เกิดมาเพื่อพบกับเราอย่างแท้จริง”  อย่างนี้เป็นต้น

  1. a.              ความสัมพันธ์ในลักษณะที่เป็นศัตรูกัน

ประเภทเห็นหน้าก็ไม่ถูกชะตา

เราทุกคนอาจจะได้พบเหตุการณ์เช่นนี้คือ เมื่อพบเจอหน้ากันเพียงครั้งแรกก็มีความรู้สึกว่าไม่ถูกชะตากันแล้วอันไม่อาจจะบอกได้ว่าเป็นเพราะสาเหตุอันใด  การที่เรามีความรู้สึกว่า “ตัวเรากับคนๆนี้ชะตาไม่ถูกกันเลย” เป็นเพราะว่า ตัวจิตเดิมหรือสัญญาเดิมของเราเองเป็นผู้บอกเอาไว้เพราะดวงจิตของคนนั้นได้ผ่านการเวียนว่ายตายเกิด มาหลายภพหลายชาติแล้วจึงสามารถรู้ได้ จำได้ลางๆ ว่าคนนี้ได้เคยเป็นศัตรูกันมาก่อนและ ไม่มีการอโหสิกรรมกันทำให้ต้องเป็นศัตรูกันตลอดไปก็เลิกจองเวรกันในชาตินี้

 

คนในครอบครัวเดียวกันเบียดเบียนกันเอง

เรื่องราวของคนในครอบครัวที่เป็น พ่อแม่พี่น้องฆ่ากันตายนั้นหรือกระทำทารุณกรรมกันในลักษณะต่าง ๆได้อย่างไม่น่าเชื่อ บางคนอาจจะสงสัยว่าเหตุใดคนที่เป็นคนในครอบครัวเดียวกันแท้ ๆ กลับไม่รักกันก็เป็นเรื่องของ จิตเดิมและอดีตกรรมเป็นเรื่องของอดีตชาติของคนที่เคยเป็นศัตรูกันมา หรือคนที่เป็นคู่อาฆาตกันมาแต่อดีตชาติแล้ว  เป็นเจ้ากรรมนายเวรซึ่งกันและกันตามชดใช้กรรมซึ่งกันและกรรม

เมื่อต่างคนต่างเกิดมาเจอกันอีก ก็จะต้องมีเรื่องให้สะสางกันล้างแค้นกันโดยระดับความรุนแรงขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ในครั้งก่อน ๆ เป็นปัจจัยและส่วนใหญ่คู่อาฆาตกันจริง ๆ แล้วจะต้องอยู่ใกล้กัน ยิ่งเป็นคู่ที่ต้องสะสางกันหลาย ๆ เรื่องแล้ว โอกาสที่จะเกิดเป็นพี่น้องกันญาติกันจึงมีมากชาติปัจจุบันนี้จึงมาคิดบัญชีก้นต่อไม่จบสิ้นเพราะยังไม่มีใครอโหสิกรรมหรือเลิกจองเวรกันได้ง่าย ๆ

เช่นกรณีที่พี่ฆ่าน้อง,อาฆ่าหลาน ,ลูกฆ่าพ่อแม่, พ่อข่มขืนลูกหรือแม้แต่การเบียดเบียนให้เดือดร้อนในทางอื่น ๆเช่น ลูกเป็นเหตุให้เสียทรัพย์ หรือเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นที่อับอายต่อวงศ์ตระกูลก็เพราะมีอดีตชาติที่ได้อาฆาตผูกพันจองเวรกันมาและยังต้องตามชดใช้กรรมกันต่อไป

  1. 5.              แบ่งไปตามลักษณะของความเป็นไปของมนุษย์อันเกิดจากการกระทำ

คนที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ด้วยกันก็ยังสามารถตั้งข้อสงสัยต่อได้อีกว่าเมื่อได้เกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่ทำไมคนเรานั้นจึงมีความแตกต่างกันในด้านความเป็นอยู่และเป็นไปในด้านต่าง ๆมากเหลือเกิน ทำไมบางคนเกิดมารวย มาสวย เก่งมีปัญญา แต่กับบางคนก็เกิดมาอัปลักษณ์มีชีวิตที่หดหู่มีแต่ความทุกข์หรืออุปสรรคในชีวิตนานัปการ

ลักษณะของความเป็นอยู่และเป็นไปของคนเรานั้น พระพุทธองค์ได้ตรัสอธิบายเป็นข้อธรรมให้กับชายหนุ่มที่ชื่อ “สุภมานพ”  เป็นลูกของเศรษฐีที่มีความสงสัยในเรื่องกรรม เขามีความสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าความดี ความชั่วมีจริงอย่างนี้ ทำไมคนเราเกิดมาจึงไม่เหมือนกัน

และเขาได้ไปเข้าเฝ้าถามพระพุทธเจ้า เป็นคำถาม 7 คู่ รวมเป็น14 ข้อ  และพระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบ โดยทรงขยายความในจูฬกัมมวิภังสูตร ซึ่งจะขอนำมาสรุปให้ทราบกันดังนี้

คำถามคู่ที่ 1 สุภมานพถามว่า  “ทำไมบางคนเกิดมาอายุสั้น บางคนอายุยืน?” พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

“คนที่เกิดมาอายุสั้นนั้น ก็เป็นเพราะว่า เมื่อชาติปางก่อนเป็นคนที่ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่มีศีล 5 เมื่อสิ้นอายุขัยจากชาตินั้นแล้ว ต้องไปตกนรกหมกไหม้เพื่อชดใช้กรรมที่ทำมา จนเมื่อรับโทษจากนรกจนหมดกรรมชั่วนั้นแล้ว ก็กลับมาเกิดเป็นคน เพราะเป็นผลของเศษเวรเศษกรรมที่เคยทำมาและติดตามมาส่งผลจึงทำให้ต้องอายุสั้นตายเร็ว ไม่มีโอกาสได้สร้างบุญกุศล

ส่วนคนที่เกิดมาอายุยืนนั้น ก็เพราะเมื่อชาติปางก่อนเขาเป็นคนมีศีล 5 มีศีลธรรมประจำใจ  เมื่อสิ้นอายุขัยจากชาตินั้นแล้ว จึงไปเกิดในภพภูมิที่ดี เช่นไปเกิดเป็นเทวดาในชั้นต่างๆ ได้เสวยบุญที่ทำมา เมื่อถึงเวลาพ้นจากภพนั้นแล้ว ก็มาเกิดมาเป็นคนอีกครั้ง บุญกุศลที่เคยสะสมมา ก็ยังตามมาส่งผลทำให้อายุนั้นยืนยาว

 

คำถามคู่ที่ 2 สุภมานพถามว่า  “ทำไมบางคนมีโรคภัยไข้เจ็บมาก บางคนไม่ค่อยมีโรคภัยไข้เจ็บ?”พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

“การที่คนเกิดมามีโรคภัยไข้เจ็บมาก ก็เพราะว่าเมื่อชาติปางก่อนนั้นเป็นคนที่ชอบทรมานทรมาน เบียดเบียนสัตว์ กักขังสัตว์ ซึ่ง “สัตว์” ในความหมายทางพระพุทธศาสนานั้น หมายถึง สัตว์ที่มีรูปกายละเอียดที่สายตามนุษย์ธรรมดามองไม่เห็น ได้แก่ พรหม เทพเทวดา เปรต อสุรกาย หรือสัตว์นรกต่าง ๆและสัตว์ที่มีรูปกายหยาบ ที่สายตามนุษย์เห็นได้ได้แก่ สัตว์เดรัจฉาน และมนุษย์ด้วยกันเอง

การเกิดแต่กรรมนี้ก็คือ เกิดจากกรรมที่ทำให้สัตว์นั้นเจ็บปวดทรมานได้ตามมาส่งผลเป็นวิบากกรรมในฝ่ายไม่ดีในชาตินี้ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ นานา จนบางคนที่ถูกโรคบางโรคคุกคามจนไม่หายขาดเสียทีก็เรียกว่าโรคเวรโรคกรรม ในคนที่เกิดมามีสุขภาพดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บที่รุนแรงและบ่อยครั้งจนรักษาไม่ได้นั้น กล่าวโดยสรุปก็คือด้วยเหตุที่ว่า คนเหล่านั้นที่มีชีวิตความเป็นอยู่เป็นผู้มีอายุยืนยาวก็เพราะเป็นคนมีความเมตตาต่อสัตว์ ไม่เบียดเบียนและเอ็นดูสัตว์ทั้งหลาย

 

คำถามคู่ที่ 3 สุภมานพถามว่า “ทำไมบางคนเกิดมารูปร่างไม่สวย ส่วนบางคนรูปร่างสวย”   พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

“คนบางคนเป็นคนขี้โกรธ มีความโกรธเป็นเจ้าเรือน ก็คือ เมื่อสิ้นอายุขัยไปแล้วจึงไปเกิดในอบายภูมิหรือสถานที่ลำบาก เมื่อหมดจากภพนั้นได้มาเกิดเป็นคนอีกครั้ง เพราะความที่เป็นคนขี้โกรธอยู่เสมอ ชาตินี้จึงเป็นคนที่มีหน้าตาขี้ริ้ว ขี้เหร่ ไม่สวยงามอัปลักษณ์

“ส่วนเหตุที่คนเกิดมานั้นรูปสวย” ก็คือ เป็นเพราะในชาติปางก่อนเป็นคนดีมีเมตตา ไม่เป็นคนขี้โกรธเจ้าอารมณ์จึงส่งผลให้เขาผู้นั้นมีรูปร่างหน้าตาสวยงาม

 

คำถามคู่ที่ 4  สุภมานพถามว่า “ทำไมคนบางคนเกิดมามีวาสนาน้อย เป็นคนที่ต่ำต้อยกับทำไมคนบางคนจึงเกิดมามีวาสนามียศถาบรรดาศักดิ์” พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

“คนบางคนเกิดมามีวาสนาน้อย เพราะเมื่อชาติปางก่อนนั้นเป็นคนขี้อิจฉาริษยา คือ เป็นคนที่เห็นคนอื่นดีกว่าตัวเองไม่ได้ ต้องคอยอิจฉาริษยาคนอื่นร่ำไปเมื่อเกิดมาใหม่จึงต้องรับผลกรรมแห่งความริษยานั้นด้วยการเกิดมาทุกข์ยากต่ำต้อย”

“ส่วนคนบางคนจึงเกิดมามีวาสนามียศถาบรรดาศักดิ์ เพราะเป็นคนมีใจคอกว้างขวาง ไม่คิดอิจฉาริษยาใคร ยินดีที่เห็นผู้อื่นนั้นมีความสุขความเจริญคือ เป็นคนที่ทั้งชีวิตนั้นมองเห็นความสำเร็จของผู้อื่นด้วยความชื่นชมยินดีเบิกบานและเป็นสุขไม่คิดชิงดีชิงเด่นกับใคร”

 

คำถามคู่ที่ 5 สุภมานพถามว่า “ทำไมคนบางคนเกิดมายากจน คนบางคนเกิดมาร่ำรวย” พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

“คนบางคนเกิดมายากจน เพราะชาติปางก่อนเขาเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว ไม่รู้จักบริจาคทาน จึงเกิดมายากจน ส่วนคนที่เกิดมาร่ำรวย ได้พ่อแม่ร่ำรวย เกิดมาในสกุลที่ร่ำรวย ก็เพราะว่าชาติก่อนนั้นเขาเป็นคนที่บริจาคทาน ยินดีในการบริจาค ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว”

 

คำถามคู่ที่ 6 สุภมานพ ถามว่า “ทำไมคนบางคนเกิดในสกุลต่ำ คนบางคนเกิดมาในสกุลสูง”พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

“เพราะชาติปางก่อน คนบางคนเกิดในสกุลต่ำ คนประเภทนี้เป็นคนไม่อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ เป็นคนแข็งกระด้างเมื่อตายไปก็ไปเกิดในสถานที่ลำบาก เช่น นรก เป็นต้น เมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วจึงเกิดในสกุลต่ำ เช่นในสกุลจัณฑาลหรือเป็นพวกชาวประมงเป็นพวกที่แร้นแค้น ลำบาก เดือดร้อน”

ส่วนคนที่เกิดในสกุลสูงนั้นตรงกันข้าม เขาเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ต่อสมณะพราหมณ์ ต่อผู้ประพฤติดี เมื่อตายไปก็ไปเกิดในที่ดี มีสวรรค์ เป็นต้น เมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นคนที่เกิดในสกุลสูง เช่น สกุลกษัตริย์ สกุลเศรษฐี หรือสกุลเจ้านาย”

 

คำถามคู่ที่ 7 ซึ่งเป็นคำถามคู่สุดท้ายสุภมานพถามว่า “ทำไมคนบางคนจึงเกิดมาโง่ คนบางคนเกิดมาฉลาด” พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

เพราะเมื่อชาติปางก่อนนั้น เป็นคนไม่เข้าไปไต่ถามหาความรู้ต่อสมณพราหมณ์ต่อผู้ประพฤติดี ผู้รู้คุณธรรมหรือมีความประพฤติชอบดูถูกดูแคลนผู้ประพฤติธรรมรวมถึงคนอื่น ๆชอบดื่มสุราให้ขาดสติอยู่เป็นประจำเมื่อเกิดมาจึงเป็นคนโง่เขลาปัญญาทึบ หรือแม้แต่ พิการทางปัญญา

ส่วนคนที่เกิดมามีปัญญาฉลาด เพราะเข้าไปไต่ถามหาความรู้ต่อสมณพราหมณ์ ผู้ประพฤติดี ถามถึงบาปบุญคุณโทษและไม่ยอมยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขใด ๆอันก่อให้เกิดโทษเป็นต้น เพราะฉะนั้น เขาจึงเกิดมามีปัญญา

นี่คือปัญหา 14 ข้อ 7 คู่ที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบสุภมาณพ เมื่อสุภมาณพได้ฟังแล้วก็เข้าใจในเรื่องแห่งกรรมและกฎแห่งกรรม เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาที่ไม่เหมือนศาสนาอื่นใด จึงได้ประกาศตัวนับถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วคุณผู้อ่านคงจะเริ่มพอจะเข้าใจแล้ว ยิ่งจากการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าที่ยกมาแสดงนี้ เชื่อว่าทำให้ท่านผู้อ่านได้พอที่รู้ถึงอดีตชาติเบื้องต้นของตนเองแล้ว

เพราะเมื่อดูจากพฤติกรรม, ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือการกระทำเหล่านี้เมื่อลองเปรียบเทียบดูกับลักษณะนิสัยและความเป็นอยู่สถานภาพของตนเองแล้วในปัจจุบัน เราอาจพากันตั้งข้อสันนิษฐานได้ว่า ชาติก่อนเราจะเป็นอะไรหรือทำกรรมอันใดไว้หนอ

 

แต่ไม่ว่าอดีตของเราจะเคยเกิดเป็นอะไรก็ตาม เราไม่สามรถกลับไปแก้ไขในกรรมที่ทำมาได้

ขอให้รู้เพื่อเป็นบทเรียนสำคัญในชีวิตที่เหลืออยู่ในชาตินี้ และไม่ต้องไปกลัวเพราะมีทางแก้ไขให้ชีวิตนั้นดีขึ้น ด้วยการสร้างกรรมดี สร้างบุญกุศลในชาตินี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อย่าไปสร้างกรรมไม่ดีอีกเพราะเรานั้นรู้ทางแล้วว่า ถ้าไปทำกรรมชั่วแบบนั้นเราต้องพบผลร้ายอย่างไรอีก

 

อย่าประมาทในบุญ เพราะบุญนั้นเป็นที่พึ่งได้จริง ขอให้สร้างบุญกันให้เยอะๆ เพื่อให้อานิสงส์ผลบุญนั้นนำเราไปเกิดในภพภูมิที่สูงขึ้น อย่างน้อยก็ขอเป็นคนเต็มคน ไม่พิกลพิการ ไม่เกิดมาลำบากอีกครั้งในชาติหน้า

และในชาตินี้แม้ยังอาจจะต้องพบกับความลำบาก ความยากจนหรืออุปสรรคใดๆ ในชีวิต ก็ไม่ต้องไปท้อใจ ไปนั่งเสียใจอะไร กรรมที่เราทำมาเราก็ต้องยอมรับ แต่ไม่ใช่ให้ยอมจำนน ยอมแพ้กรรมเก่าจนไม่คิดจะทำอะไร ต้องสู้ สร้างกำลังใจใหม่ กรรมใหม่ฝ่ายดีงาม เพื่อเปลี่ยนชีวิตของเราให้ดีขึ้น

มีคนมากมายที่ยอมรับในกรรมเก่าฝ่ายไม่ดีที่ทำมา แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้กรรมเก่า เช่น คนพิการคนหนึ่ง เดินไม่ได้ไปไหนมาไหนต้องคลานไป เอามือแทนเท้า เขารู้ดีว่าในชาติหนึ่งชาติใดในอดีตชาติ เขาต้องเคยทำร้าย ทำลายสัตว์หรือชีวิตผู้อื่น ต้องเคยเบียดเบียนคนอื่น ชาตินี้จึงเกิดมาทั้งพิการทั้งจน

แต่ในชาตินี้ เขาไม่ยอมทำกรรมแบบนั้นอีกเพราะรู้ถึงพิษสงและผลของกรรมแล้ว ชาตินี้จึงพยายามช่วยเหลือตัวเองไม่เบียดเบียนใครมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ประกอบอาชีพสุจริต ทำบุญไม่เคยหยุดและทำบุญ ด้วยปัญญา คือ ทำบุญแบบตนเองไม่เดือดร้อนและไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน

รู้จักหลักการทำบุญแบบได้บุญมากทั้งวัตถุทานนั้นบริสุทธิ์ ผู้ให้คือตัวเองบริสุทธิ์ทั้งก่อนให้ กำลังให้และหลังการให้มีจิตใจที่ผ่องใส และผู้รับนั้นบริสุทธิ์ สร้างบุญบารมีตามที่พระพุทธองค์สอนเอาไว้ในหลักบุญกิริยาวัตถุ 10 อย่างมั่นคง

 

แม้กรรมเก่าจะส่งผลให้เขาพิการและจน แต่กรรมใหม่ที่สร้างขึ้นมาในชาตินี้ ก็มาช่วยให้เขาร่ำรวยในเวลาต่อมา และเชื่อได้ว่าในภพชาติหน้าเขาก็จะไปเกิดในสภาพที่ดีกว่านี้แน่นอน

และอยากบอกกับทุกคนว่า ต้องภูมิใจ ดีใจที่ชาตินี้โชคดีได้เกิดมาเป็น “คน” อีก เพราะในอดีตชาติของเราต้องเคยบำเพ็ญคุณงามความดีมาพอสมควรไม่น้อย เมื่อตอนเราจะตายในชาตินั้น จิตเราติดอยู่ในบุญกุศลที่ทำมา เราจึงได้มีโอกาสเป็นคน เป็นสัตว์ที่อยู่ในภพภูมิที่สูงกว่าสัตว์อื่น ๆ อีกมากมาย

เมื่อพูดถึงจิตวิญญาณที่ท่องเที่ยวในวัฏสงสารไม่ว่าจะเป็นภพภูมิใด เคยเป็นอะไรมาก่อนไม่ว่า งู ไส้เดือน ลิง มนุษย์ เปรต ยักษ์ สัตว์นรก เทวดา หรือพรหมใดก็ตามถ้าก่อนตายจิตนั้นเป็นทางบุญกุศล ก็มีสิทธิ์ที่จะไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดี

 

และกล่าวได้ว่า ในภพมนุษย์นี้ถือเป็นภพภูมิที่ดีและประเสริฐที่สุด ซึ่งแม้แต่พวกเทวดา นางฟ้ายังอยากจุติมาเกิดเลย

คำว่า “มนุษย์” ถ้าว่ากันตามศัพท์แล้ว แปลว่า สัตว์ที่มีจิตใจสูง คือสูงกว่าสัตว์เดรัจฉาน เปรต ยักษ์ สัตว์นรกใด ๆ เพราะมนุษย์ที่แท้จริงจะรู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์และไร้ประโยชน์ มีความละอายและเกรงกลัวในการกระทำบาปกรรม และด้วยวิสัยแล้วจะประพฤติตนให้อยู่ในกรอบของกฎระเบียบของความดีต่างจากสัตว์อื่น ๆ

 

ที่สำคัญนั้น การได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆเลยทีเดียว !!

 

Read Full Post »

ประเด็นคำถามอันน่าสนใจนี้เคยถูกยกมาตอบและเล่ากันหลายครั้งหลายหนและเรื่องนี้กลายเป็นที่น่าสนใจขึ้นมาอีกครั้ง ก็คือเมื่อคืนวันอังคารที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2553 ที่ผ่านมา รายการโทรทัศน์ชื่อดังของไทยทีวีสีช่อง 3 อย่างรายการ “ตีสิบ” ได้เปิดประเด็นความเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิดของคนดัง ใครที่ได้ชมรายการวันนั้น เชื่อว่าไม่ลุกจากหน้าจอโทรทัศน์ไปไหนแน่นอน
ชาติที่แล้วเราเป็นใครกันหนอ ? (1)

เพราะในวันนั้นทางรายการได้เชิญน้องชายของคุณวิชชุดา สวนสุวรรณ อดีตดาราดังที่เสียชีวิตไปแล้ว มาออกรายการเพื่อบอกเล่าเรื่องราวความเชื่อของตนและครอบครัวเกี่ยวกับพี่สาว ผู้ซึ่งเคยเป็นนางเอกดาวรุ่งที่โด่งดังในอดีตก่อนจะเสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์

ซึ่งตามประวัติแล้วคุณวิชชุดา สวนสุวรรณ นั้นเธอมีชื่อเล่นว่า “ปู” เกิดเมื่อปีพ.ศ. 2516 มีชื่อเสียงโด่งดังมาจากการเล่นละคร เรื่อง “อรุณสวัสดิ์” ทางช่อง 7 ในปีพ.ศ.2535 โดยเป็นนางเอกคู่กับพระเอกหนุ่มอย่าง”หนุ่ม”  ศรราม เทพพิทักษ์ซึ่งเป็นเรื่องที่ส่งให้เธอเป็นนางเอกดาวรุ่งที่โด่งดังในยุคสมัยนั้น

จนกระทั่งเธอมาเสียชีวิตลงอย่างกะทันหันเมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2536 ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อเธอขับรถกระบะของตัวเองแหกโค้งบริเวณถนนบางนา-ตราด ขณะเดินทางกลับจากเรียนที่มหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อเข้ากรุงเทพมหานครซึ่งปกติเธอก็ขับรถไปกลับแบบนี้แทบทุกวันจนกระทั่งมาพบกับเหตุการณ์ร้ายประสบอุบัติเหตุจนถึงกับต้องเสียชีวิต

17 ปีต่อมาทางครอบครัวของน้องชายของคุณวิชชุดา สวนสุวรรณ อ้างว่าลูกสาวของเขาที่ชื่อ “น้องน้ำฟ้า หรือ น้องฟ้า”  นั้นน่าจะเป็นคุณวิชชุดา สวนสุวรรณกลับชาติมาเกิดใหม่ แต่ด้วยเพราะเหตุใดผู้ที่เป็นน้องชายของอดีตดาราสาว จึงเชื่อว่าพี่สาวของเขากลับชาติมาเกิดเป็นลูกของตัวเอง ก็เพราะมีสิ่งบ่งชี้หลายประการที่ทำให้เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น

คุณบอยและคุณทราย ผู้เป็นพ่อและแม่ของน้องน้ำฟ้า ซึ่งตัวของคุณบอยเป็นน้องชายของคุณ วิชชุดา สวนสุวรรณ ได้เล่าผ่านรายการตีสิบในวันนั้นว่า

 

“เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ตอนน้องน้ำฟ้าอายุได้ขวบเศษ เป็นครั้งแรกที่น้องน้ำฟ้าได้เห็นรูปของ ปู วิชชุดา สวนสุวรรณ แต่เธอกลับสามารถเรียกชื่อได้เลยว่าคนนี้คือ ปู วิชชุดา สวนสุวรรณ ทั้งที่เธอเพิ่งเคยเห็นรูปเป็นครั้งแรกและยังเรียกตาและยายว่า พ่อเลี่ยม กับ แม่ต้อย เหมือนที่ ปู วิชชุดา สวนสุวรรณ เคยเรียกพ่อและแม่ของตัวเอง”  

ซึ่งครั้งหนึ่งคุณบอย และคุณทราย เคยขับรถพาลูกสาวทั้งสองคนไปดูเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเส้นทางนั้นต้องผ่านจุดที่วิชชุดา สวนสุวรรณ เคยประสบอุบัติเหตุ และเมื่อถึงบริเวณดังกล่าวน้องน้ำฟ้าก็เกิดอาการแปลก ๆ ร้องไห้งอแงและโผกอดคุณแม่แน่น

เมื่อเป็นเช่นนี้ คุณบอยและคุณทรายจึงได้ลองทดสอบโดยพาน้องน้ำฟ้าไปอีกเป็นครั้งที่สอง ซึ่งคราวนี้ น้องน้ำฟ้าก็ยังคงร้องไห้ตรงจุดเกิดเหตุอีกเช่นเดิมพร้อมพูดออกมาว่า” เจ็บ ๆ กลัวชน ๆ “ อยู่อย่างนี้จนรถเคลื่อนที่ผ่านไปสักระยะหนึ่งแล้วน้องฟ้าจึงหายและเป็นปกติขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

แต่แค่เพียงคำบอกเล่าอาจยังเชื่อได้ยาก เหตุการณ์นี้ได้รับการพิสูจน์อีกครั้ง เมื่อทางรายการตีสิบขอให้คุณบอยและคุณทรายขับรถพาน้องน้ำฟ้าไปอีกครั้ง เพื่อบันทึกเทปเป็นหลักฐานและอาการเดิม ๆ ของน้องน้ำฟ้าก็ปรากฏชัดเจนว่า เธอมีอาการแปลก ๆ เมื่อถึงจุดที่คุณวิชชุดาเคยประสบอุบัติเหตุจริง ๆ

จากเรื่องราวกรณีตัวอย่างนี้เป็นตัวอย่างของ ความเชื่อหนึ่งในเรื่องการเวียนว่าย ตาย เกิดและเรื่องของ “จิตเดิม” ที่แสดงออกมา ที่ยังมีความจำในอดีตชาติที่หลงเหลืออยู่ ที่ทำให้ครอบครัวของคุณบอยและคุณทรายมีความเชื่อว่า น้องน้ำฟ้าอาจจะมีอดีตชาติเคยเป็นพี่สาวของตนเอง ซึ่งมาจากการพิสูจน์ในหลาย ๆ เหตุการณ์ที่ทั้งสองคนได้ลงมือทดลองพิสูจน์ด้วยตนเอง

พระพุทธองค์เคยตรัสกล่าวกับพระอานนท์เรื่องของ “ลักษณะอาการที่ปรากฏหรือแสดงออกมาตามการกระทำของคนเราในชาติปัจจุบัน” เรื่องนี้มีอยู่ว่า

ในสมัยพุทธกาลนั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ ณ วัดพระเชตวันมหาวิหาร ได้มีอุบาสก 5 คนเป็นสหายกันเดินทางมานั่งฟังธรรมของพระพุทธองค์ แต่ทว่ากิริยาอาการต่าง ๆ ของแต่ละคนนั้นมีอาการแตกต่างกันไป

 

โดยที่คนหนึ่งนั้นนั่งหลับ

อีกคนก็เอานิ้วนั่งเขียนพื้นดินเล่น

คนหนึ่งก็นั่งเขย่าต้นไม้

คนหนึ่งก็นั่งแหงนดูดาวดูท้องฟ้าไม่สนใจอะไรเลย

มีเพียงอุบาสกคนเดียวที่ยังนั่งฟังธรรมะที่พระองค์บรรยายด้วยอาการสงบ

การที่แต่ละคนแสดงออกถึงอาการเหล่านี้จึงเป็นประเด็นให้พระอานนท์เกิดความสงสัยเป็นอย่างมากจึงกราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ทำไมเหล่าอุบาสกทั้งหลายคงได้แสดงกิริยาที่แตกต่างกันเช่นนั้น

พระพุทธองค์จึงตรัสเล่าอดีตชาติของแต่ละบุคคลเอาไว้ว่า

 

อุบาสกคนที่นั่งแหงนดูท้องฟ้านั้นเมื่ออดีตเคยเกิดเป็น “พราหมณ์” ที่ทำหน้าที่คอยบอกฤกษ์ยามต่าง ๆ ด้วยการนั่งดูดาวมาหลายร้อยปี ถึงชาติปัจจุบันนี้ก็ยังคงนั่งมองท้องฟ้าดูดาวอยู่เช่นนั้นจึงไม่ได้ยินได้ฟังธรรมะของพระองค์

 

ส่วนอุบาสกคนที่นั่งเขย่ากิ่งไม้ ต้นไม้อยู่นั้นเคยเกิดเป็น “วานร” มาแล้วหลายร้อยชาติเมื่อภพชาติปัจจุบันได้เกิดมาเป็นคนก็ยังนั่งเขย่าต้นไม้อยู่อย่างนั้น ไม่ได้ยินเสียงธรรมของพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกัน

 

อุบาสกคนที่เอานิ้วเขี่ยพื้นดินเล่นนั้น ในอดีตชาติก็เคยเกิดเป็น “ไส้เดือน” มาแล้วหลายร้อยชาติ เพราะมัวเอานิ้วนั่งเขียนบนพื้นดินเล่นอย่างนั้นไม่สนใจอย่างอื่นไม่ได้ยินพระธรรมที่พระพุทธองค์สอน เป็นเพราะจิตและการกระทำเดิมของตนที่เคยตัวและเคยกระทำมา

 

ส่วนอุบาสกคนที่นั่งหลับนั้น ก็เคยเกิดเป็น “งู” มาแล้วหลายร้อยชาติ เขาเคยหลับมาแล้วหลายร้อยชาติในสมัยที่เป็นงู แม้ในชาติปัจจุบันก็ยังนอนไม่อิ่มเสียที แม้แต่พระธรรมยังไม่เข้าหูก็ยังคงหลับอยู่เช่นนั้น ชาตินี้ก็เลยมีนิสัยหลับมากเหมือนงูเช่นเดิม

 

ส่วนอุบาสกคนสุดท้ายที่นั่งฟังธรรมด้วยจิตใจสงบ มีความเคารพและศรัทธาในคำสอนของพระองค์นั้น ชายผู้นี้เคยเกิดมาเป็นพราหมณ์ผู้รอบรู้และศึกษาธรรมะ ปรัชญารวมทั้งพยายามค้นคว้าหาความจริงมาแล้วหลายร้อยชาติ จนมาบัดนี้ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว จึงมีความยินดีที่จะตั้งใจฟังด้วยดีจนได้ดวงตาเห็นธรรมและบรรลุเป็นพระโสดาบัน

การแสดงธรรมกถาบทนี้ของพระพุทธองค์ ทำให้เราสามารถนำมาพิจารณาคิดต่อได้ว่า อดีตชาติและการเวียนว่ายตายเกิดนั้นจะยังคงมีอยู่และมีอยู่จริงตามความเป็นไปของลักษณะจิตเดิมที่เราเคยกระทำกรรมใด ๆ มา เราก็ย่อมเป็นไปตามผลกรรมนั้น ๆ

จากข้อสังเกตนี้ เราทุกคนสามารถศึกษาพฤติกรรมมนุษย์และเปรียบเทียบอดีตชาติของคนเราได้มากมายเป็นเบื้องต้น  ซึ่งแบ่งออกไปตามหลายลักษณะ ที่จะอธิบายให้ฟังและลองพิจารณากันดูว่า ตัวเรานั้นมีอาการแบนี้ ลักษณะ นิสัยแบบนั้นหรือไม่

  1. 1.              แบ่งไปตามลักษณะนิสัยความประพฤติ

ลักษณะนิสัยของคนเรานั้นสามารถนำมาตั้งสมมติฐานเรื่องของอดีตชาติได้ ซึ่งมักจะเป็นข้อเปรียบเทียบบุคคลถึงลักษณะนิสัยที่แตกต่างกัน แล้วนำมาเปรียบเปรยเป็นลักษณะนิสัยของสัตว์

 

เพื่อใช้สอนหรือตักเตือนตนว่า อย่าได้ทำนิสัยเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานอีก 

เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นผู้มีบุญแล้วในระดับหนึ่ง ก็ควรจะมีลักษณะนิสัยอย่างมนุษย์ ซึ่งในครูบาอาจารย์และบรรพบุรุษตั้งแต่ครั้งโบราณ ท่านทราบเรื่องเหล่านี้ดี ท่านจึงมักจะนำข้อเปรียบเทียบนี้มาใช้สอนลูกหลานให้เป็นคนที่มีความประพฤติดีสมบูรณ์ ให้สร้างกรรมใหม่หนีกรรมเก่าเสีย และรู้แล้วก็อย่าไปทำอีก จะขอพูดในส่วนที่เกี่ยวกับสัตว์ก่อน

– อย่างคนที่ขี้เกียจมาก ๆ เอาแต่กินแล้วนอน เป็นพวกสันหลังยาว ก็สามารถใช้พิจารณาด้วยปัญญาเกี่ยวกับเรื่องของจิตเดิมได้ว่าคนๆ นี้อาจเคยเป็น “งู” ที่มีชีวิตอยู่เพื่อกินแล้วนอนหลายชาติมาแล้ว ความทรงเดิมจึงยังไม่หมดสิ้นไป  มาในชาตินี้ก็ยังมีนิสัยของงูอย่างนั้นอีก ใครเป็นเอามากก็แสดงว่าชาติใกล้ๆ นี่แหละที่ยังเป็นงูอยู่

-คนที่แสดงกิริยาอาการในการรับประทานอาหารอย่างมูมมามและกินจุ กินเท่าไรก็ไม่อิ่ม ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นโรคอะไร ก็น่าจะมาจากชาติหนึ่งชาติใดเคยเกิดเป็นหมู จึงยังมีนิสัยเดิมไม่ต่างไปจากหมู ยิ่งเป็นคนที่ไม่สนใจตัวเอง ปล่อยปละละเลยไม่ทะความสะอาดตัวเอง ชอบนอนแบบไม่อาบน้ำอาบท่า ทำอะไรก็ชอบเลอะเทอะเปรอะเปื้อน ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า ใช่เลยต้องเคยเกิดเป็นหมูมาก่อนแน่นอน

– คนที่ซุกซนอยู่เฉย ๆไม่ได้ ชอบเดินไปเดินมา ขยุกขยิกตลอดเวลา เวลานั่งก็เขย่าเท้าหรือเขย่ามือ เหมือนคนซุกซน  ก็เชื่อว่าในอดีตชาติต้องเคยเกิดเป็น “ลิง” หรือในตรกูลของพวกลิง ค่าง ทั้งหลาย

-คนที่ชอบทะเลาะวิวาทต่อยกันตีกันเห็นหน้าใครแล้วก็ต้องมีอารมณ์โมโหต้องจิกต้องตีกันอยู่ร่ำไปก็มีจิตเดิมมาจาก “ไก่ชน” หรือสัตว์ตัวใหญ่ๆ ที่ชอบต่อสู้กันไม่ว่าด้วยมาจากจะแย่งตัวเมีย หรือข่มเหงสัตว์ที่ตัวเล็กกว่า หรือคนไปจับเอามาสู้กัน

-คนที่มีนิสัยเจ้าชู้ มักมากในกาม วันๆ ครุ่นคิดแต่เรื่องเพศ และไม่เลือกหน้าไหนทั้งนั้นขอเป็นไม่มีหางก็พอ  ในชาติก่อนๆ อาจจะเคยเกิดเป็น “หมา” และถ้าเป็นเอามากในเรื่องนี้ ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า อาจจะเป็นหมาหลายชาติติดต่อกันด้วย

-คนที่มีนิสัยเรียบร้อย ชอบทำอะไรเงียบๆ และชอบอยู่กับคนและอาจจะเกลียดหมาด้วยนั้น ครูบาอาจารย์ท่านว่า อาจจะเคยเป็น” แมว” มาหลายชาติ

-คนที่มีนิสัยสู้งาน ชอบทำงานหนัก ยิ่งแบบใช้กำลังมากๆ ปัญญาน้อยๆ ไม่ชอบคิดมากและไม่บ่น ครูบาอาจารย์ท่านว่า อาจจะเคยเกิดเป็น “วัว” หรือ “ควาย” มาก่อน ยังคงมีนิสัยอดทน อดกลั้นเหนือคนอื่น

  1. 2.              แบ่งไปตามลักษณะของ “ศีล”

คำว่า “ศีล” แปลว่า ปกติหรือความเป็นปกติ คนที่รักษาศีล 5 ได้อย่างเป็นปกติวิสัยก็คือ จิตฐานเดิมอาจมีวิสัยความเป็นมนุษยธรรมดา (หรือสูงกว่านั้น) ในภพชาติปัจจุบันจึงได้เกิดมาเป็นมนุษย์อีกและยังคงรักษาความเป็นปกติวิสัยเดิมของตนไว้ได้ แต่หากมนุษย์คนใดที่ศีลขาดบกพร่องไปมาก ๆแม้จะได้ชื่อว่าเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็ไม่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นมนุษย์แต่จะเรียกว่าเป็น “คน” ที่แปลว่า ยุ่ง แทน

คนที่มีความประพฤติผิดศีลแต่ละข้อจึงอาจสันนิษฐานถึงจิตเดิมว่าในอดีตชาติอาจเคยเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างอื่นมาก่อนดังต่อไปนี้

  1. คนที่มีจิตใจโหดเหี้ยมชอบทำร้ายหรือฆ่าผู้อื่น

ความเป็นปกติของมนุษย์เรา เราจะไม่ฆ่ากันไม่ทำร้ายกันต่างจากพวกสัตว์เดรัจฉานอย่างเช่น “เสือ”หรือ “สิงโต” เวลาหิวทีไรก็จะไล่ล่าสัตว์อื่นกินทันที หากมนุษย์ผู้ใดที่ชอบทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันหรือมีจิตใจที่โหดเหี้ยมไม่รู้สึกถึงความผิดปกติของจิตใจเวลาที่ได้ลงมือทำร้ายหรือสังหารใคร คนผู้นั้นก็มีจิตฐานเดิมไม่ต่างจากสัตว์ที่มีนิสัยดุร้าย อย่าง เสือ สิงโต หรือสัตว์ที่มีอุปนิสัยดุร้ายชนิดอื่น ๆ

  1. คนที่มีนิสัยชอบลักเล็กขโมยน้อย หรือ แม้แต่เป็นหัวขโมยมืออาชีพ

ธรรมชาติของมนุษย์เราจะไม่ลักขโมยทรัพย์สินของใครเพราะ โดยธรรมชาติเราจะมีความรู้ในเรื่องความเป็นกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของอยู่แล้ว ว่านี่คือของ ๆเขา นี่คือของๆเรา แต่ถ้าเป็นสัตว์เดรัจฉานมันจะไม่รู้ เช่น เวลาที่ สุนัขเห็นแมวกำลังกินข้าวหรือกินปลาอยู่มันก็จะตรงเข้าไปแย่งเลยทันที ดังนั้นถ้ามนุษย์ผู้ใดที่ไม่รู้จักประพฤติศีลในข้อนี้ ชอบไปจี้ปล้นทรัพย์สินของคนอื่นก็แสดงว่าจิตฐานเดิมของคน ๆนั้นอาจเคยเป็น “แมว” หรือแม้แต่สัตว์เลื้อยคลานอย่าง “ตัวเงินตัวทอง”ที่มีลักษณะนิสัยของขโมยของกินของกันและกันหรือแม้แต่ของสัตว์ประเภทอื่น ๆ

  1. ผู้ที่มีนิสัยมักมากในกามคุณ

ปกติแล้วมนุษย์จะรู้จักควบคุมความต้องการของตนเอง รู้ว่าการครองคู่แบบใดที่ควรและไม่ควร แต่คนที่มีลักษณะนิสัยชอบผิดศีลข้อที่ 3 คือ มั่วเพศหรือมักมากในกามคุณ ก็จะมีลักษณะนิสัยเดิมที่เป็นไปทางสัตว์เลือดเย็นและสัตว์เลือดอุ่นบางชนิด

 

กรณีเป็นหญิง ที่มีนิสัยมักมากในกามคุณ ก็จะมีลักษณะนิสัยจิตเดิมมาจาก “ปลา” โดยเฉพาะปลาตะเพียนตัวแม่ที่เวลาผสมพันธ์เสร็จแล้วก็จะมีนิสัยทอดทิ้งตัวผู้ไปหาตัวผู้ตัวใหม่สมสู่ต่อไปเรื่อย ๆหรือ อย่าง “ปลาหมึก” ซึ่งตามธรรมชาติของปลาหมึกตัวเมียแล้ว สามารถนอนรอให้หมึกตัวผู้มาสมสู่ได้โดยไม่สนใจคือขอให้เป็นตัวไหนก็ได้ก็พอ คนที่มีลักษณะนิสัยเช่นนี้ก็อาจมีจิตฐานเดิมมาจากสัตว์เลือดเย็นเหล่านี้และสัตว์เลือดเย็นอย่างปลาหรือปลาหมึกเวลาผสมพันธ์ก็จะออกลูกเป็น “ไข่” เมื่อออกวางไข่แล้วก็จะปล่อยให้ไข่ฟักไปตามธรรมชาติของมันเองไม่ยอมดูแล

ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจกับคำเปรียบเปรยโบราณกับหญิงที่ทอดทิ้งลูกของตัวเองว่า “ได้ทิ้งไข่เอาไว้ให้คนอื่นเลี้ยง” ว่าเปรียบเทียบลักษณะนิสัยของคน ๆ นั้นได้ตรงกับสัตว์เดรัจฉานอย่างไม่น่าเชื่อ

 

กรณีที่เป็นชาย คนที่มีนิสัยมักมากในกามคุณ ก็อาจจะมีลักษณะนิสัยจิตเดิมมาจาก “หมู” เพราะหมูนั้นเป็นสัตว์มักมากในกามคุณมากดังจะเห็นได้ว่า  เวลาหมูตัวผู้จะขึ้นขี่หลังนางหมู (คือจะผสมพันธุ์) ทั้งๆ ที่นางหมูกำลังจะกินอาหารและเดินไประยะทางที่ค่อนข้างไกล  เจ้าหมูตัวผู้ก็จะไม่เลิกราสามารถตามไปผสมพันธ์ได้ทั้งที่แม่หมูยังกินอาหารหรือทำอย่างอื่นอยู่

กรณีเรื่องลักษณะนิสัยที่เป็นคนมักมากในกามคุณนี้เราเห็นได้ชัดจากกรณีบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคนในสังคมโดยเฉพาะในต่างประเทศที่เขาหรือเธอเหล่านั้นมีอาการ “ติดเซ็กซ์” จนต้องไปเข้ารับการบำบัดรักษาอย่างจริงจัง ก็อาจเป็นเพราะมีจิตเดิมมาจากสัตว์เดรัจฉานเหล่านี้หลงเหลืออยู่มากนั่นเอง

และคนที่เป็น” กระเทย”  คำว่า กะเทยในที่นี้หมายถึงทั้งทอม ทั้งดี้ ทั้งเกย์คิงและเกย์ควีน และบรรดาเสือใบ ฯลฯ ทั้งหลาย คนที่เกิดมาเป็นกระเทยในความหมายนี้ในอดีตชาติต้องเคยประพฤติผิดในกามมาอย่างไม่ต้องสงสัย และอาจจะทำบ่อยๆ ซ้ำๆ กันจนกรรมไม่ดีนั้นสะสมไว้มาก

เมื่อตายจากชาตินั้น จะมาเกิดใหม่อำนาจฝ่ายกรรมดีนั้นไม่มีกำลังมากพอที่จะให้จิตนั้นมีกำลังที่จะส่งเกิดเป็นหญิงแท้ ชายแท้ได้ ต้องกลายมาเป็นคนสองเพศในชาติต่อมา ในทางพระพุทธศานาบอกว่า คนที่มีจิตตกมากๆ เพราะทำกรรมไม่ดีในเรื่องของกามมามาก จะไปเกิดเป็นเทวดาชั้นสูงก็ไม่ได้ต้องเป็นชั้นต่ำ จะไปเกิดเป็นมนุษย์ที่สูงส่งทางจิตใจก็ไม่ได้ เรียกจิตชนิดนี้ว่า “อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก”

เพราะกุศลนำเกิดแต่กุศลนี้มีกำลังอ่อนด้วยมีบาปผิดในกามเป็นบริวาร กุศลคือบุญนำเกิดแต่เป็นมนุษย์และเทวดาชั้นต่ำจึงชื่อจิตว่า อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก (เป็นกะเทยมาตั้งแต่การเกิด)

สำหรับพวกที่บุญไม่พอจะมาเกิดเป็นคนอาจจะเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน กลายเป็นสัตว์กระเทย ถ้าต่ำไปกว่านั้นอีกก็ไปเป็นเปรตกระเทย จนกว่าบุญจะมากพอเกิดเป็นคนอีกแต่ก็ต้องเป็นกระเทยในภพภูมิชั้นต่ำอีก จนกว่ากรรมนั้นจะยุติลงหรือมีกรรมฝ่ายดีมากพาหนีออกไปได้ระยะหนึ่ง

สำหรับคนที่เกิดมาไม่มีไม่มีอวัยวะเพศหรือมีแต่นิดหน่อยไม่พอที่จะเกิดประโยชน์ได้ อาจจะในอดีตชาติได้เคยไปตอนสัตว์โดยตัดอวัยวะเพศของสัตว์ต่างๆ เขาจะต้องมีอวัยวะเพศพิกลพิการหรือไม่มีอวัยวะเพศ

ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่ง เล่าให้ฟังถึงเหตุผลที่ว่า ทำไมกระเทยบางคนถึงสวย บางคนถึงดูน่าเกลียด บางคนทำไมถึงมีนิสัยดี แต่ทำไมกระเทยอีกคนถึงเป็นคนเลวทรามเสียเหลือเกิน  ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า เหตุที่กระเทยบางคนสวย หน้าตาหล่อเหลา

เพราะเขาอยู่ในช่วงชาติสุดท้ายแล้วของกรรมที่จะทำให้เกิดมาเป็นกระเทยอีก และทำกรรมดีไว้มาก อาจจะเป็นเรื่องของการถวายดอกไม้หอม เครื่องบูชาต่อพระสงฆ์ที่ประณีต ด้วยจิตใจที่สวยงามมั่นคง  และที่กระเทยพวกนี้มีเงิน มีคนนับหน้าถือตามาก เพราะเคยทำทานมาก่อน และทานนั้นเป็นประโยชน์ต่อคนหมู่มาก จึงทำให้คนนิยมชมชอบรักใคร่

แม้ชาตินี้จีกรรมแต่งให้เกิดมาเป็นกระเทยอีก แต่ก็เป็นกระเทยรูปงาม น้ำใจดี มีเงินทอง เก่งในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สำหรับความเก่งของกระเทยที่ยอมรับกันมากในเรื่องงานฝีมือ เย็บปักถักร้อยหรือมีพรสวรรค์ด้านสวยๆ งาม ในอดีตชาติต้องเคยเป็นมีความเชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ มาก่อน ซึ่งก็เป็นความทรงจำเดิมติดตัวมา

บางคนเคยเกิดเป็นผู้หญิงที่เก่งการบ้านการเรือนมาก แต่ก็ยังมักมากในกาม กรรมในเรื่องกามแต่งให้มาเกิดเป็นกระเทยเสีย แต่กรรมหรือการกระทำที่เก่งในอดีตก็ตามมาด้วย แต่สำหรับคนที่เกิดมาเป็นกระเทยที่รูปทราม ใจทรามในชาตินี้

ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่าเป็นแค่การเกิดมารับกรรมในเรื่องนี้เบื้องต้นเท่านั้น เหมือนเพิ่งเริ่มต้นรับกรรมที่ยังอีกยาวไกล และเชื่อว่าอาจจะยังต้องเกิดมาเป็นกระเทยอีกหลายชาติ ทั้งที่เป็นสัตว์กระเทย หรือคนกระเทยอีก ท่านฝากเตือนไว้ด้วยความหวังดีว่า ถ้ายังไม่รีบสร้างกรรมดี ยังประมาทในเรื่องบุญและยังไม่เลิกที่จะทำความผิดในเรื่องของกาม ก็ยังคงต้องรับกรรมไปเกิดเป็นกระเทยอีกหลายชาติ

  1. ผู้ที่มีนิสัยทางการพูดในทางไม่ดีไม่ว่าจะเป็น พูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด หรือพูดเพ้อเจ้อ

คนที่มีลักษณะนิสัยชอบทำร้ายหรือก่อความเดือดร้อนให้คนอื่นด้วยคำพูดก็จะมีลักษณะวิสัยเดิมไปทางสัตว์อย่าง “สุนัข” อย่างเช่นเวลาที่ สุนัขตัวที่อยู่ในบ้านพอมีสุนัขตัวอื่นหรือคนอื่น ๆผ่านมา มันก็จะเห่าหรือขู่ทันที แต่มนุษย์ปกติเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะเวลาปกติเราจะไม่ด่าว่าหรือหลอกลวงใครหากใครที่ชอบใช้คำพูดทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนก็แสดงว่า ก็ใกล้เคียงกับความเป็นสัตว์เดรัจฉานเช่น สุนัขหรือสัตว์ที่ใช้เสียงทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

  1. ผู้ที่มีนิสัยชอบดื่มสุราเมรัย หรือติดสิ่งเสพติด

คนที่มีลักษณะนิสัยชอบมึนเมารักในการดื่มและการเสพสิ่งที่ทำให้เพลิดเพลินทางจิตก็จะมีจิตหันเหไปทางสัตว์เดรัจฉานที่มีลักษณะเช่นนี้ อย่างเช่น หมีที่แม้จะเป็นสัตว์ตัวใหญ่แต่ก็ชอบมัวเมากินน้ำผึ้ง หรือ จระเข้ที่มัวเมาเรื่องการกินไม่เลือกและเดินส่ายไปสัตว์เหล่านั้นจะไม่สามารถบังคับทิศทางได้เพราะไม่มีสติคอยควบคุม

ดังนั้นสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายจึงไม่สามารถที่จะเปลี่ยนกำลังกายของตนเองให้เป็นคุณงามความดีหรือนึกคิดอะไรได้ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์

คนชอบกินเหล้าทำให้จิตของตนตกอยู่ในสภาพของโมหะ ความโง่ ความหลง ขาดความสำนึกรู้สึกตัวและบุญบาปก็มิได้เอาใจใส่แล้วมีโมหะคือ ความโง่ ความหลงเข้าครอบงำ ไม่เชื่อเรื่องบุญเรื่องบาป ผลของกรรม ตลอดจนการตายการเกิดใหม่

ดังนั้นเวลาใกล้จะตายก็มีโมหะร่วมด้วย ปะปนกับอารมณ์อื่นๆ อารมณ์ที่ดีก็นำเกิดเป็นเทวดาชั้นต่ำและเป็นมนุษย์เพราะเขามีบุญมาบ้าง แต่อารมณ์บาปที่เคยกินเหล้าเมายา ก็เป็นบริวารเกิดเมื่อตอนใกล้จะตายด้วย ในชาติต่อมาจึงกลายเป็นคนปัญญาอ่อนแทนที่จะเกิดเป็นเทวดาและมนุษย์ที่สมบูรณ์ กลายเป็นปัญญามากหรือน้อย กลายเป็นคนพิกลพิการทางจิตใจ แต่ถ้าได้เบียดเบียนสัตว์ เช่น ฆ่าสัตว์บ่อยๆ เกิดขึ้นมาแล้วก็จะพิการทั้งร่างกายด้วย

 

Read Full Post »

« Newer Posts