Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for มกราคม, 2014

เมื่อคุณผู้อ่านอ่านมาจนถึงบทท้ายที่สุดนี้แล้วก็คงจะพอปลงใจและเชื่อได้ว่า การที่เราจะมองย้อนกลับไปดูอดีตชาติของตนเองได้ว่าเราเคยเป็นอะไรมามีฐานะเช่นไหนในเช่นนี้ก็เพราะ กรรมในอดีตชาติเป็นตัวกำหนดมาให้เป็นทั้งสิ้น หากเรามีความสุขในชีวิตมากกว่ามีความทุกข์ก็เพราะเราทำกรรมดีเอาไว้มาก ผลกรรมจึงส่งผลมาทำให้เรามีความสุข หากเราเป็นทุกข์มากก็เพราะ ได้ทำกรรมแต่อดีตที่เป็นวิบากกรรมไม่ดีไว้มากนั่นเอง
อดีตชาติคือเหตุที่แต่งให้เกิดในชาติปัจจุบัน

หากมองดูสัตว์ที่กำลังเกิดเช่นสุนัขที่ตกลูกออกมาเป็นครอกก็ไม่ต้องพึงสงสัยว่าทำไมมันจึงไม่เกิดมาเป็นมนุษย์ก็เพราะได้ทำกรรมบาปไว้มากกว่ากรรมดีจึงต้องเกิดมาเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือการมองดูคนที่ทุกข์ยากในหลายกรณีก็เพราะกรรมในอดีตชาติที่ทำไว้แต่งมาให้เกิดในชาตินี้ทั้งสิ้น

ดังนั้นในชาติปัจจุบันนี้คนที่มีความสุขอยู่แล้วก็ไม่ควรประมาทในความสุข คือ อย่ามัวแต่ “กินของเก่า” ไม่สร้างของใหม่ความสุขนั้นอยู่ได้ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นและมันก็จะผ่านไป เช่นเดียวกับความทุกข์เช่นกันที่แม้เราจะมีความทุกข์ยากแสนสาหัสเช่นใดในชาตินี้ หากรู้ทันและมองออกว่าเป็นผลกรรมเก่าที่ทำมาแล้วจึงเร่งสร้างความดีใหม่ในชาตินี้เราก็จะมีความสุขได้ในภพชาติปัจจุบันเช่นกัน และหากยังไม่ถึงนิพพานในชาตินี้ก็เชื่อได้แน่ว่า ในภพต่อไปเราจะรู้อนาคตได้ว่า เราจะมีความสุขหรือความทุกข์ก็เพราะเป็นเรื่องของเหตุต้นและผลกรรมทั้งสิ้น

อดีตชาติเราย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้ แต่เราแก้ปัจจุบันได้ และปัจจุบันที่ดีก็จะกลายเป็นอดีตที่ดีและจะเป็นพื้นฐานในอนาคตที่ดีเช่นกันดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้เป็นอมตวาจาว่า

“กัมมุนา วัตตะตีโลโก” สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม คนและสัตว์ทั้งหลายที่มีความเป็นไปต่าง ๆกันทุกข์ สุข ดี ชั่วมิได้เกิดแต่ผู้อื่นใดเกิดแต่กรรมของตนเองทั้งสิ้นเมื่อทำความเข้าใจได้เช่นนี้ก็ไม่จำเป็นจะต้องพะวงไปอีกว่า อดีตชาติเราจะเคยเป็นเช่นใดก่อกรรมใดมาถือว่าโชคดีแล้วที่ชาตินี้เราได้เกิดเป็นมนุษย์อันมี “โอกาสสำคัญ” ที่จะได้ทำความดีแก้ไขอย่าปล่อยและประมาทให้วันเวลาล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ เราเป็นมนุษย์ในชาตินี้ชาติหน้าเราอาจเกิดเป็นสัตว์อีกก็ได้ เพราะอำนาจแห่งกรรมของตนเอง หรือจะมีภพภูมิที่ดีเป็นที่ไปก็ด้วยอำนาจแห่งกรรมเช่นกัน

ขอเป็นกำลังใจให้คุณผู้อ่านทุกท่านเมื่อพอจะรู้และเข้าใจอดีตของตนเองแล้วจงอย่าได้ท้อแท้ในผลแห่งกรรมที่กำลังเผชิญขอให้รวบรวมกำลังใจและจิตให้แน่วแน่ที่จะสร้างคุณงามความดีต่อไปหากแม้นไม่ถึงความหลุดพ้นในชาตินี้ ชาติหน้าก็จะได้รับผลกรรมที่ดีและมีสุคติเป็นที่ไปและสามารถหลุดพ้นจากวัฏสงสารได้เมื่อเหตุและปัจจัยเต็มบริบูรณ์อันเป็นไปตามกรรมของแต่ละบุคคล

 

Read Full Post »

คุณผู้อ่านบางรายอาจเคยประสบปัญหาในการทำงานที่เรียกว่าเป็นปัญหาสุดวิสัยบ่อยครั้ง เช่น มีหมายกำหนดการที่จะส่งสินค้าให้กับลูกค้า โดยที่ปัจจัยทุกอย่างพร้อมแล้วเมื่อถึงเวลาจะส่งสินค้าและเก็บเงินกลับมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันมาทำลายพินาศย่อยยับ เช่นเกิดน้ำท่วม ไฟไหม้ หรือเหตุการณ์อื่นใดก็ตามที่ทำให้เราไม่อาจทำงานได้ตามที่กำหนด คือ มีสิ่งคอยกีดขวางความสำเร็จอยู่เรื่อยไป
ประกอบอาชีพใดๆ แล้วเกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้นกับชีวิตหลายครั้ง

อีกกรณีหนึ่งก็เช่น เราได้มีการนัดหมายการเซ็นสัญญางานที่มีค่าสูงที่เป็นความหวังของบริษัทที่จะให้ได้กำไรมีการพลิกฟื้นขึ้นมาจู่ ๆก็เกิดมีการบอกเลิกสัญญาไปอย่างน่าเสียดาย เรื่องราวเหล่านี้ที่เกิดขึ้นมามักจะเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดทำให้เกิดความเสียหาย เกิดความทุกข์หลายรายอาจถึงกับหมดเนื้อหมดตัวเสียอนาคตมามากมาย ซึ่งเป็นไปตามเหตุและปัจจัย

 

สาเหตุในอดีตหรือในอดีตชาติ

เกิดมาจากในอดีตชาติหนึ่งชาติใด เคยเป็นผู้กระทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายทางหน้าที่การงานหรือทรัพย์สินทั้งที่เกิดโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจหรือมีส่วนร่วมในกรรมนั้น เช่นเคยทิ้งสิ่งมีพิษลงในแม่น้ำจนเป็นเหตุให้สัตว์น้ำตายกันเป็นจำนวนมาก หรือเคยทิ้งสิ่งที่เป็นเชื้อไฟไว้ในนาข้าวที่เขาเกี่ยวข้าวแล้ว โดยไม่รู้ว่าเชื้อไฟนั้นยังไม่ดับสนิทดีจนเกิดเหตุทำให้ไฟไหม้ลุกลามไปยังที่นาของคนอื่นจนใช้การไม่ได้

อาจเคยเกิดเป็นนักรบเป็นทหารแล้วต้องการทำลายข้าศึก ด้วยการจุดไฟเผาป่าที่ศัตรูซ่อนอยู่แต่ไฟกลับไปลุกลามเผาบ้านเรือนของคนที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือ ไหม้ไปยังวัดวาอารามก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวง หรือเคยมีหน้าที่การงานดีมีความรับผิดชอบแต่ใช้อำนาจอย่างไม่ระมัดระวัง ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายเช่น มีอำนาจอนุมัติในการสร้างสิ่งก่อสร้างใด ๆเพราะมองเห็นประโยชน์ส่วนรวมแต่ก็เกิดผลกระทบกับคนอีกกลุ่มหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ

หากเป็นในทางธรรมก็คือ เคยรับปากพระสงฆ์ว่าจะทำอะไรให้ท่านแล้วไม่ได้ทำตามที่พูดไว้เสียทีเพราะเหตุสุดวิสัยใด ๆแล้วไม่พยายามกลับไปแก้ไขทำตามวาจาของตน

กรรมจากอดีตที่เคยทำแม้จะโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เช่นนี้แม้จะไม่ได้ตั้งใจให้เกิดแต่ผลของกรรมเกิดไปแล้วมีผู้ที่ได้รับความเสียหายเกิดความเดือดร้อนไปแล้วผลกรรมจึงตกมาถึงในชาติหรือในเวลาปัจจุบัน

 

วิธีการแก้ไขในทางโลก

กรรมที่เกิดจากเหตุแห่งความไม่ตั้งใจเช่นนี้ก็ต้องแก้ไขด้วยความตั้งใจและระมัดระวังในการประกอบกรรมใหม่ยิ่งขึ้น หากเป็นในการทำงานก็คือต้องมีความระมัดระวังและพยายามทำงานให้ดีที่สุด โดยไม่คิดชะล่าใจว่า “เรื่องแบบนี้ (ที่เราไม่เคยคาดคิด) มันจะไม่มีวันเกิด” เหมือนกับเหตุการณ์ที่เรือยักษ์ในระดับตำนานอย่าง ไททานิคอัปปางนั้นก็เพราะประมาทกับคำว่า “เรือที่ไม่มีวันจม”

เวลาที่เราไปทำงานตั้งแต่เช้า เราก็ควรตั้งใจทำงานให้สุดฝีมือหากพบปัญหาใด ๆที่แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็อย่าประมาทหากแก้ไขเองไม่ได้ก็ต้องไม่อยู่นิ่งควรหมั่นขวนขวายไปหาผู้รู้มาช่วยแก้ไขปัญหานั้นต่อไป และหมั่นพิจารณาว่าเรายังมีข้อบกพร่องเรื่องใด งานที่ทำนั้นมีทางหนีทีไล่แล้วหรือยัง

การที่จะประสบความสำเร็จในงานที่ทำนั้นต้องมีการคิดคำนวณที่เหนือชั้น คือ คิดให้ถึงที่สุดว่าผลดีที่สุดในการทำงานนั้นอยู่ที่ใด ผลร้ายที่สุดของงานนั้นอยู่มากแค่ไหนถ้าผลที่ได้ไม่คุ้มเสียเขาก็จะไม่ลงมือกระทำ ซึ่งนักคิดที่ประสบความสำเร็จในเรื่องงานนั้นจะมีการคิดคำนวณความเสี่ยงมาแล้ว เมื่อเจอกับเหตุการณ์ร้ายจริง ๆเขาจึงยังยิ้มสู้ได้

 

การแก้ไขในทางธรรม

การให้ทาน

ควรหมั่นทำบุญด้วยการถวายอาหารพระสงฆ์ เลี้ยงหรือให้ความช่วยเหลือเด็กอนาถาผู้ยากไร้และคนชรา หรือการบริจาคเลือดเพื่อช่วยต่อชีวิตของผู้อื่นเพราะคนที่เกือบจะไม่รอดชีวิตแล้วกลับรอดได้เพราะความช่วยเหลือของเรานั้นจะได้กุศลแรงหรือผลแห่งกรรมแรงกลับเช่นกัน ถ้าเรากำลังจะไม่รอดเรื่องงานก็จะมีเหตุช่วยทำให้รอดพ้นจากวิบากกรรม

นอกจากนั้นควรหมั่นทำทานที่เป็นประโยชน์กับคนจำนวนมากหรือเป็นทานที่ให้แก่สาธารณ เช่นช่วยบริจาคเงินสร้างโรงพยาบาล ศาลาริมทาง สะพาน ถนน ฯลฯ หรือทานประเภทอื่น ๆที่จะอำนวยประโยชน์ให้ตรงกับความต้องการ เช่น หากมีผู้ขาดแคลนผ้าห่มก็นำผ้าห่มไปบริจาคไม่ใช่การนำสิ่งอื่นไปบริจาคแทนเป็นต้น

 

การรักษาศีล

รักษาศีลก็ต้องรักษาศีลให้เคร่งครัดทุกข้อ เพราะกรรมเก่าเกิดกับคนหมู่มากจึงทำให้เกิดผลกรรมที่ทำให้เราได้รับความเสียหายมาก อานิสงส์ของการรักษาศีล 5 ให้ครบทุกข้ออย่างเคร่งครัดจะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดได้โดยเฉพาะข้อที่ 4 คือ ความีสัจจะไม่ผิดคำพูดกับใคร รับปากว่าจะทำอะไรก็ต้องทำให้ได้อย่างที่พูด จะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้น และเจ้ากรรมนายเวรจะไม่มีกำลังพอจะตามมาฉุดรั้งการกระทำดีอันเกิดจากบุญในการรักษาศีล 5 ได้

 

การเจริญภาวนา

ในที่นี้ก็คือ การหมั่นสวดมนต์ภาวนาและทำสมาธิให้เกิดกำลังใจในการเผชิญหน้ากับอุปสรรคทั้งหลายเพราะการหมั่นทำสมาธิภาวนาจะทำให้จิตนิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายในชีวิตจิตก็จะไม่ตกดำดิ่งไปมากนักจะสามารถตั้งสติได้เร็วและลุกขึ้นมาแก้ปัญหาโดยมองปัญหาออกได้และแก้ไขไปทีละเปลาะ

นอกจากนั้นก็ควรหมั่นตั้งจิตอุทิศบุญกุศลที่ได้ทำมาทั้งหมดอุทิศเชื่อมไปให้กับเพื่อนร่วมงานกันเป็นประจำ การอุทิศบุญให้คนที่มีความเกี่ยวพันกันนั้นจะทำให้เกิดกระแสบุญร่วมกันทำให้จิตเป็นกุศลต่อกันและเมื่อมีปัญหาใด ๆก็จะไม่มีการขัดแย้งกันแต่จะเกิดซึ่งความสามัคคีร่วมมือร่วมใจกัน

และสุดท้ายก็คือ หมั่นตั้งจิตภาวนาอุทิศบุญกุศลให้กับองค์เทพเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆที่ให้ความนับถือทั้งในสถานที่ที่ตนเองทำงาน เพื่อให้ท่านได้อำนวยพรให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น และป้องกันมิให้เกิดภัยอันตรายอันไม่คาดฝันจะมาบังเกิดได้

 

Read Full Post »

คุณผู้อ่านหลาย ๆท่านอาจกำลังประสบปัญหานี้อยู่เสมอในเวลาทำงานคือ ต้องอดทนทำงานที่เราไม่ชอบ ไม่อยากทำแต่ก็จำเป็นต้องทำเพียงเพื่อต้องการเงินค่าจ้างนั้นมาใช้เลี้ยงตัวเองและครอบครัวและแม้ว่าจะได้พยายามเปลี่ยนงานไปเพื่อที่จะได้งานที่ดีหรือชอบมากกว่าเดิมก็ไม่เคยมีความสุขในการทำงานเพื่อการดำรงชีวิตอยู่เลย
ทำงานใดๆ แล้วไม่เคยมีความสุขในการทำงานเลย

เมื่อโดยธรรมชาติปกติคนเราจำเป็นต้องทำงานอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมงหากเราไม่เคยมีความรู้สึกดี ๆเวลาทำงานก็เท่ากับว่าเวลาประมาณ 1 ใน 3 ของชีวิตต่อวันนั้นเป็นช่วงเวลาแห่ง “ความทุกข์หนัก” อยู่แล้วหากเลิกงานกลับมาที่บ้านยังต้องเจอปัญหาในครอบครัวหรือปัญหาปลีกย่อยอื่น ๆใดอีกก็เรียกได้ว่า ทุกข์หนักมากกว่าเดิม เราจึงได้พบเห็นว่าบางคนนั้นมีชีวิตแบบไร้จิตวิญญาณ ขาดความสดใสในชีวิตต้องทำงานโดยสักแต่ว่าทำให้เสร็จ ๆไป

 

สาเหตุในอดีตหรือในอดีตชาติ

การที่เราต้องเผชิญกับความทุกข์หนักในการทำงานเสมออย่างนี้เรียกว่าเกิดมาจาก กรรมเก่าชนิดที่เรียกว่า “กรรมที่เบียดเบียนบีบคั้นผลกรรมอื่นๆ” (คำพระท่านว่า อุปปีฬกกรรม) เพราะแม้ว่าจะได้มาเกิดเป็นผู้ที่มีปัญญาดีมีฐานะดีแต่ เพราะมีกรรมประเภทนี้คอยเบียดเบียนบีบคั้นไม่ให้พบความสุข จนกว่ากรรมนั้นจะคลายตัวออกหรือหมดระยะเวลาส่งผล

สาเหตุหลักที่ทำให้เป็นเช่นนี้ก็เพราะ ในอดีตหรือในอดีตชาติเคยเป็นคนที่โมโหร้ายและผูกอาฆาตผู้อื่นมายาวนาน หรือ ชอบใส่ร้ายกุเรื่องขึ้นมาแล้วโยนความผิดที่ตนเองก่อขึ้นให้คนอื่นหรือเคยไปก่อกวนการทำงานของคนอื่นไม่ให้มีความสุข หรือเคยรับปากใครแล้วไม่ยอมทำตามที่ให้สัจจะวาจาเอาไว้มาชาตินี้จึงต้องมาทำการชดใช้กลับมาทำงานนั้นให้สมบูรณ์ก่อน

หากเป็นเหตุผลในทางธรรมก็คือ เคยเป็นผู้ที่ไม่เลื่อมใสในธรรม ไม่ยินดีในคำสอนอันดีงามอาจจะถึงกับขั้นที่ต่อต้านคำสอนและยุยงให้คนอื่นไม่เชื่อในพระธรรมตามไปด้วย หรือ เคยกักขังผู้อื่น,สัตว์เลี้ยงในเวลาสั้น ๆ และสร้างความทุกข์ใจให้เมื่อกรรมนั้นตามมาส่งผลจึงต้องทำให้อยู่โยงทำงานแบบไม่เต็มใจทำ หรือไม่อยากทำก็ต้องทำจนทำให้ไม่เคยมีความสุข

 

การแก้ไขกรรมในทางโลก

เกี่ยวกับเรื่องการทำงานที่ไม่มีความสุขนั้น ขอให้พิจารณาถึงเวลาปัจจุบันก่อนว่า อาชีพที่เราทำอยู่นั้นตรงกับ “จริต” หรือความชอบความถนัดที่แท้จริงหรือไม่ หากมัวไปฝืนทำอาชีพที่ไม่ใช่ตนเองอยู่ก็จะไม่มีวันมีความสุขเลย เช่นบางคนมีความชอบในด้านการทำมาค้าขาย แต่ ต้องทนทำงานมีอาชีพรับจ้างทวงหนี้อยู่ในบริษัทใหญ่ ๆ ก็คงไม่มีวันมีความสุขไปได้

หรือบางคนชอบที่จะคิดจะเขียนจะสร้างสรรค์งานแบบศิลปิน กลับไปทำงานอยู่กับงานด้านการค้า การพูดคุยซึ่งไม่ตรงกับจริตของตัวเอง แม้จะทำได้แต่ก็ทำได้ไม่ดี ก็ไม่มีความสุขเช่นเดียวกัน เพราะไม่ใช่ในสิ่งที่ตัวเองเคยเป็นมา ถึงแม้ว่าจะมีกรรมที่แต่งให้เกิดนั้นทำมาดีแล้วก็ตาม ( คำพระท่านว่าเป็น ชนกกรรม) คือ อาจเกิดมาในตระกูลพ่อค้า แต่เราไม่มีความชอบ อยากจะเป็นหมอมากกว่า เพราะจริตเดิมเป็นเช่นนั้นคือ จิตฐานเดิมเคยเกิดเป็น นายแพทย์รักษาคนมานานแล้วหลายชาติ และมีกรรมที่แต่งมาให้เกิดในตระกูลที่ทำการค้าเก่งแต่ ทำอย่างไรก็ไม่มีใจให้การค้า ซึ่งเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย ๆในครอบครัว

คุณผู้อ่านคงจะเคยเห็นเคยได้ยินที่ว่า พ่อแม่เป็นหมอ ก็อยากให้ลูกเป็นหมอ พี่น้องแทบทุกคนก็เป็นหมอแต่ก็มีบางคนที่ผ่าเหล่าผ่ากอไม่เคยอยากเป็น หรือไม่คิดจะเป็นอย่างนี้เพราะจริตและสัญญาเดิมมันเป็นเช่นนั้น

ดังนั้นวิธีแก้ไขกรรมเบื้องต้นที่ได้ผลที่สุดก็คือ แก้ที่จิตใจของตนเองก่อนเวลาที่ทำงานใดแล้วไม่มีความสุข คือให้ใช้ใจมองเห็นในแง่มุมที่ดี ข้อที่ดีของงานที่ตนเองกำลังทำอยู่ว่างานที่กำลังทำอยู่นั้นเกิดผลดีอะไรกับชีวิตบ้าง เพราะคงจะเชื่อได้ยากจริง ๆว่า แม้จะพยายามบอกอยู่เสมอว่าตนเองอยู่ในอาชีพที่ตนไม่ชอบก็จริงแต่ถ้าจะให้ทำก็ยังสามารถทำงานนั้นได้ดี นั่นหมายความว่า ตัวของเขาเองนั้นอย่างน้อยก็ต้องมีความเป็นมืออาชีพหรือมีความเคารพในอาชีพนั้นอยู่มาก เพียงแต่เขาอาจไม่รู้ตัว

ทันตแพทย์บางคนอาจบอกว่าเขาไม่ชอบอาชีพทันตแพทย์เลย ทำแล้วไม่มีความสุขเขาอยากจะเป็นนักแต่งเพลงมากกว่า ซึ่งว่ากันตามความจริงหากเขาไม่ชอบอย่างสิ้นเชิงเขาคงไม่สามารถจะเรียนจบเป็นทันตแพทย์มาประกอบอาชีพได้และแน่นอนว่างานที่เขาทำย่อมมีผลตอบแทนที่ดีเขาจึงได้เลือกมาทำอาชีพนี้

การมองในแง่มุมมองที่เป็นบวกไว้ก่อนนั้นก็จะช่วยลดความทุกข์ในการทำงานของตนเองไปได้

–                   งานนี้ทำให้เรามีเงินซื้อบ้านซื้อรถได้

–                   งานนี้ทำให้เราสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้

–                   งานนี้อย่างน้อยก็ทำให้เราไม่หงอยเหงาเศร้าซึมหรืออยู่ไปวัน ๆ

–                   และงานนี้ก็ทำให้เรามีงานทำต่อเนื่อง อย่างน้อยก็ยังดีกว่า ตกงาน ฯลฯ

เพียงแค่ความคิดเท่านี้ก็จะทำให้เรามองงงานที่กำลังทำนั้นมีคุณค่ามากขึ้น การเปลี่ยนงานที่จะทำนั้นขอให้เป็นกรณีสุดท้ายที่คิดว่า ทนไม่ไหวกับสภาพการทำงานที่บีบคั้นมากถึงมากที่สุดคือ หาข้อดีใด ๆแทบจะไม่ได้ ได้เพียงแค่เงินอย่างเดียว และมีที่ใหม่พร้อมรอต้อนรับที่ดีกว่าอยู่แล้ว จึงค่อยตัดสินใจและที่สำคัญก็คือ ไม่ว่าธรรมชาติงานของที่แห่งไหนก็มีปัญหาเหมือนกันทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นบริษัทใหญ่ระดับโลก หรือ กิจการเล็ก ๆเจ้าของคนเดียวที่มีลูกจ้างไม่กี่คนก็มีปัญหาเหมือนกันทั้งหมด

เมื่อใช้ใจมองปัญหาเรื่องการทำงานอย่างไม่มีความสุขได้เช่นนี้แล้ว ความทุกข์ก็จะลดน้อยลงและเมื่อมีทัศนคติที่ดีขึ้นก็จะทำงานได้ดีขึ้น ผลงานออกมาดีขึ้นและสุดท้ายความสุขก็จะค่อย ๆเพิ่มพูนได้มากยิ่งขึ้นเองโดยธรรมชาติ

 

การแก้ไขในทางธรรม

การให้ทาน การให้ทานควรจะหมั่นให้โดยไม่มีการเลือกว่าเป็นใคร ถ้าเป็นการให้กับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลยก็นับได้ว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยยกระดับจิตใจของตนเองให้สูงขึ้น เป็นการเพิ่มบุญเรื่องความเมตตาบารมีให้กับตนเองมากยิ่ง ๆขึ้นไป ยิ่งให้ทานมากก็จะยิ่งทำให้ทำงานใด ๆเป็นสุขมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับผู้ร่วมงานหรือคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานในบริษัทเดียวกัน คู่ค้า หรือ ลูกค้าก็ควรจะรู้จักให้ทานอย่าได้ขาด

การให้ทานนั้นรวมไปถึงภายในครอบครัวของตนเองคือ การหมั่นดูแลคนในบ้าน บริวารและสัตว์เลี้ยงให้มีความสุขเสมอกัน โดยเฉพาะบุตรหลานก็อย่าไปดุด่าให้มากหากเขาไม่ได้ทำอะไรผิด อย่าเห็นลูกหลานเป็นที่ระบายอารมณ์ คือให้ทานเป็นความเมตตาอารีย์ ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสก็จะทำให้คนในครอบครัวมีความสุขขึ้น และสุดท้ายคือ หมั่นไปทำบุญใส่บาตรและถวายน้ำสะอาดควบคู่กันไปทุกครั้งด้วยอานิสงส์ผลบุญก็จะทำให้ผลกรรมบีบคั้นให้ไม่มีความสุขคลายตัวลงได้

 

การรักษาศีล

การรักษาศีลในกรณีนี้ก็ต้องรักษา ศีล 5 อย่าได้ขาดโดยเฉพาะศีล ข้อที่ 4 เกี่ยวกับเรื่องวาจา เพราะการทำงานที่ไม่มีความสุขมักจะเกิดการกระทบกระทั่งกันทางคำพูดได้มากกว่าทางอื่น ซึ่งไม่ได้หมายถึงการพูดโกหกเพียงอย่างเดียว คำพูดที่ทำให้เจ็บปวด เสียดแทงใจ ประชดประชันกันอย่างนี้ก็ต้องระมัดระวัง และสุดท้ายก็คือ การพูดเพ้อเจ้อไปเรื่อยแบบหาสาระไม่ได้ บางคนอาจไม่ถือสาหรือเห็นว่าการพูดไร้สาระนั้นไม่เป็นโทษ แต่ความจริงแล้วเป็นการทำให้ผู้อื่นเสียเวลาที่จะฟังจะคิดหรือทำในสิ่งที่ดีในด้านอื่น ๆต่อไป

 

การเจริญภาวนา

การเจริญภาวนาในที่นี้คือ การเจริญสมาธิภาวนาอย่าได้ขาดเพราะจะช่วยให้ใจสงบในเวลาที่ไม่มีความสุขในการทำงาน เมื่อใดที่ไม่มีความสุขหรือทุกข์ร้อนก็พยายามสวดมนต์ในใจ เพื่อให้เกิดฤทธิ์ทางใจจะช่วยทำให้มองเห็นแก่นแท้ของงานและจะเพิ่มความสุขในการทำงานให้มากขึ้น

เสร็จแล้วก็ทำการตั้งจิตอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่ได้ทำมาให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พรหมเทพเทวดาที่รักษาตัวและให้ความเคารพนับถือ ให้คนที่เกี่ยวข้องกันในงานไม่ว่าจะเป็นการติดต่องานหรือการขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นไม่ว่าเรื่องใด การที่เราได้พบกันใครก็ตามที่จะมาผูกพันกันนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เพราะเป็นการแต่งให้เกิดของกรรมที่มีความผูกพันกันมา การอุทิศบุญไปให้เขาเหล่านั้นก็จะเป็นการสร้างบุญและยกบุญให้คนอื่นเกิดความสุข เมื่อคนอื่นมีความสุขตัวเราย่อมมีความสุขขึ้นและเมื่อมาเกี่ยวข้องร่วมงานกันแล้วก็จะทำให้สามารถทำงานร่วมกันต่อไปได้อย่างราบรื่น

 

Read Full Post »

คุณผู้อ่านหลายท่านอาจเคยประสบปัญหานี้ในการทำงานมาแล้วประเภทที่ว่าโดนตัดหน้าหรือโดนข้ามหน้าข้ามตาไปอย่างไม่รู้ตัว แม้เราจะทำงานด้วยความหมั่นเพียรทุกอย่างทั้งอุปนิสัยส่วนตัวและการร่วมงานกับผู้อื่นก็ทำได้ดี กลับถูกมองข้ามไปเสียอย่างนั้นก็เพราะมีสาเหตุที่มาที่ไปเช่นเดียวกัน
ทำงานหนักแล้วไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งหรือโดนขัดขวางทางก้าวหน้า

สาเหตุในอดีตหรือในอดีตชาติ

เกิดจากในอดีตชาติที่ได้เกิดเป็นคนแล้วแม้จะเป็นคนที่ทำงานดีแต่มีจิตใจริษยาผู้อื่นอยู่มาก เห็นใครได้ดีกว่าก็จะชอบจับผิดไปจนถึงสร้างเรื่องหลอกลวงให้คนๆนั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงรวมถึง ชอบใส่ร้ายผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา นอกจากเหตุผลเรื่องการทำงานแล้ว เหตุผลเรื่องความประพฤติส่วนตัวด้วยคือไม่รักษาศีล ชอบเข้าหาอบายมุข เล่นการพนันดื่มเหล้า,เที่ยวกลางคืนเก่ง และมีชื่อเสียเรื่องชู้สาว หากเป็นคนที่มีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โตก็อาจเคยส่งเสริมให้บริวารนั้นทำผิดไม่เคยจะห้ามปรามไม่ตักเตือนสั่งสอนไปจนกระทั่งสนับสนุนให้ทำความชั่วนั้น ๆ

หากเป็นเหตุผลในทางธรรมก็คือ เวลาทำบุญใด ๆแล้วมักมีบาปมาปะปนด้วย วัตถุ เจตนาที่ไม่บริสุทธิ์เช่น บีบบังคับให้คนอื่นมาร่วมบุญโดยที่เขาไม่เต็มใจ ฆ่าสัตว์เพื่อนำเนื้อสัตว์มาปรุงอาหารทำบุญอย่างนี้เป็นต้น และที่สำคัญ อาจเคยปรามาสหรือเยาะเย้ยผู้ที่ปฏิบัติธรรม หรือแม้กระทั่งขัดขวางไม่ให้นักบวชผู้นั้นได้เจริญในธรรมได้ เช่นชอบไปทำเสียงดังในวัดขณะที่พระท่านกำลังนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมอยู่ เป็นต้น

การแก้ไขกรรมในทางโลก

การที่เรายังไม่ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งต้องลองพิจารณาจากตัวเองก่อนว่า เวลาที่เราทำงานทุกอย่างในหน้าที่นั้นเราทำด้วยกำลังสุดความสามารถแล้วหรือไม่ สมควรแล้วกับตำแหน่งหน้าที่ที่เราควรจะได้หรือไม่ และงานที่ทำนั้นมีคุณค่าหรือประโยชน์มากเพียงใดทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

สำหรับคนที่ยังคิดว่าการแก้ไขเรื่องความก้าวหน้าเรื่องการทำงานนั้นควรนำหลักปฏิบัติงานที่ดีเหล่านี้ไปพิจารณาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเอง

  1. 1.              เพิ่มขีดความสามารถในการทำงานให้มากขึ้น

จากเดิมที่เราเคยทำงานในหน้าที่ได้ดีอยู่แล้วก็ควรทำให้มากขึ้นให้สมควรแก่เนื้องานอะไรที่หนักหนามากกว่าปกติแต่เรามีน้ำใจควรทำได้ก็ควรทำเพราะเราทำได้นอกจากจะเป็นการลดภาระงานในวันต่อไปให้น้อยลงแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือคนอื่นทางอ้อมไปด้วย

  1. 2.              เพิ่มขีดความสามารถในด้านการสร้างมนุษย์สัมพันธ์ให้มากขึ้น

จากเดิมที่เคยเพียงแค่ยิ้มแย้มแจ่มใสแต่เป็นคนเงียบ ๆขรึม ๆก็ควรหมั่นพัฒนาการพูดจาและการเข้าหาคนอื่นบ้าง เพื่อแสดงออกว่าเราไม่ได้มีดีแต่เรื่องการทำงานเพียงอย่างเดียวและเป็นการเพิ่มเสน่ห์ให้ตนเอง แต่การพูดจาเพื่อเข้ากับคนอื่นหรือเจ้านายก็ไม่ควรเป็นไปในลักษณะ ประจบประแจงเอาใจ หรือ พูดแต่คำหวาน ๆ ป้อยอเจ้านายอย่างนี้ก็ไม่ควรทำ

  1. 3.              เพิ่มขีดความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตนเองให้ได้

บางทีเราอาจเคยเจอผู้ร่วมงานประเภทดีทุกอย่างทั้งนิสัยและความรู้ความสามารถและมนุษย์สัมพันธ์ดี แต่ถ้าเวลาอารมณ์ไม่ดีหรือ ปรี๊ดแตกขึ้นมาก็วงแตกอย่างนี้ก็เป็นอุปสรรคขัดขวางความเจริญในหน้าที่การงานได้ เพราะ คนรอบข้างก็จะหวาดกลัวหรือไม่มั่นใจในตัวของเขาได้เต็มร้อย คือ โกรธแล้วขาดสติจากคนที่ดีแสนดีอาจกลายเป็นยักษ์เป็นมารไปได้ อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นส่วนตัวต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองเอาไว้ให้ได้

  1. 4.              เพิ่มขีดความสามารถในการควบคุมและวางแผนงานและครอบครัว

บางคนอาจเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างมากแต่ชีวิตครอบครัวล้มเหลวอย่างนี้ก็ไม่เรียกว่าเจริญก้าวหน้าอย่างแท้จริง คือควรจะเป็นผู้ที่รู้จักควบคุมชีวิตได้ทั้งสามด้านคือ ชีวิตการทำงาน ชีวิตครอบครัว และ ชีวิตส่วนตัวให้เป็นไปอย่างสมดุลไม่เหลื่อมล้ำกัน คือ นอกจากเรื่องงานที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็ควรให้เวลากับครอบครัว หมั่นพาพ่อแม่ หรือ คู่สามีภรรยาและลูกของตนเองไปทำกิจกรรมร่วมกันบ้าง นอกจากนั้นเรื่องชีวิตส่วนตัว ก็ต้องมี เช่น ไปทำอะไรที่ชอบเป็นการส่วนตัว อาจจะใช้เวลาวาดรูป ดูหนังฟังเพลงหรือเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพ

คนที่สามารถเพิ่มพัฒนาขีดความสามารถของตนเองได้ครบ 4 ด้านนั้นมักจะเป็นคนที่เพื่อนฝูงรักใคร่เจ้านายเกรงใจให้ความนับถือ เพราะเป็นคนที่มีคุณภาพและสามารถเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้ไม่ยาก แต่สำหรับคนประเภทที่ไม่พัฒนาตนเองแต่ใช้วิธีไม่สุจริตเพื่อให้ตนเองก้าวหน้านั้น แม้อาจจะได้ก้าวหน้าตามตำแหน่งที่หวังจริงก็จะคงอยู่ได้ไม่นาน เพราะไม่ว่าวันใดวันหนึ่งก็ต้องได้รับผลของการกระทำนำไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด

 

การแก้ไขในทางธรรม

การให้ทาน

การให้ทานเพื่อหวังในความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานควรหาโอกาสทำสังฆทานใหญ่หรือทำตามกำลังที่มีของตนเอง คือ เมื่อทำสังฆทานถวายปัจจัยสิ่งของกับพระภิกษุตามปกติแล้ว ก็ควรถวายพระพุทธรูปประจำวันเกิดของตนเอง ถวายผ้าไตรจีวร หนังสือธรรมะหรือสื่อธรรมะในรูปแบบใดก็ได้ ข้อสำคัญคือ การได้มาซึ่งสังฆทานนั้นต้องมาจากน้ำพักน้ำแรงอันบริสุทธิ์ของเราเอง

นอกจากการให้ทานเป็นสิ่งของแล้วก็ควรให้ชีวิตกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆด้วย ทั้งทางตรงทางอ้อม ทางตรงก็เช่นไปปล่อยนกปล่อยปลาที่กำลังจะถูกฆ่าให้เป็นอิสระ หรือทางอ้อมก็คืองดบริโภคเนื้อสัตว์ในวันพระ วันศีล หรือตามกำลังความสามารถ และสุดท้ายคือให้ทานเป็นกำลังด้วยการใช้ความสามารถที่ตนเองมีอยู่สงเคราะห์คนอื่นอย่างเต็มใจ หวังเพียงให้คนที่มาขอรับความช่วยเหลือให้พ้นทุกข์ก็พอ

 

การรักษาศีล

การถือรักษาศีลในที่นี้ ต้องถือศีลให้ได้อย่างน้อยศีล 5 หรือ ศีล 8  โดยเฉพาะศีลข้อที่ 4 ที่เป็นข้อห้ามในทางวาจาไม่ดีทั้งหลาย เพราะวาจาจะเป็นตัวนำพาให้คนเจริญหรือตกต่ำได้ ตามสุภาษิต “พูดดีเป็นศรีแก่ปาก แต่หากพูดไม่ดีหรือพูดมากจะกลายเป็นปากพาจน” คือ พยายามรักษาคำพูดถือสัจจะวาจาเป็นที่ตั้งสำคัญอันจะเป็นเหตุให้คนเกิดความเชื่อถือ เวลารับปากใครแล้วต้องทำตามอย่างที่พูด ถ้ามีเหตุขัดข้องใด ก็ต้องบอกให้เขารู้ล่วงหน้า และอย่าไปสร้างความหวังให้ใครแล้วไม่ทำตามเป็นอันขาด

ศีลอีกข้อที่ต้องรักษาให้เคร่งครัดคือข้อที่ 5 พวกอบายมุขที่ทำให้มัวเมา ไม่ว่าทั้งทางกายคือ สุราของมึนเมา, การพนัน,เที่ยวกลางคืน หรือของที่ทำให้มัวเมาทางใจเช่น เกมหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทต่างๆที่จะเป็นเหตุให้เสียงานเสียการและทำงานได้ไม่เต็มที่

 

การเจริญภาวนา

ในที่นี้คือการตั้งจิตภาวนาและอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้เจ้ากรรมนายเวรของตนเองทั้งในปัจจุบันที่มีชีวิต เช่นเพื่อนร่วมงานที่ไม่ค่อยถูกกัน เจ้านายที่คอยกลั่นแกล้ง ฯลฯ หากเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่ไม่มีชีวิตก็หมายถึง สิ่งมีชีวิตในภพภูมิอื่น ที่เคยผูกอาฆาตจองเวรกันมาเพื่อให้กระแสบุญที่ได้ทำมาไปคลายความขัดแย้งความอาฆาตที่มีต่อกันให้น้อยลงไป

สิ่งสำคัญที่สุดคือการหมั่นพิจารณาด้วยปัญญาว่า อันหน้าที่ ยศ ตำแหน่งเกียรติภูมิใด ๆที่เราพยายามไขว่คว้ากันนั้นมันเป็นเพียงของนอกกายที่ย่อมมีเสื่อมสลายไปและเกิดขึ้นใหม่ได้ตลอดอำนาจหน้าที่นั้นไม่อยู่กับใครนาน แม้ผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่สูงสุดในประเทศอย่างนายกรัฐมนตรีเมื่อถึงวาระถึงเวลาก็ยังต้องลงจากอำนาจ ข้าราชการประจำระดับสูงแค่ไหนก็ต้องมีวันเกษียณอายุราชาการ กลับไปอยู่กับบ้านและเป็นคนธรรมดาเช่นเดียวกัน ดังนั้นเมื่อพิจารณาได้ดังนี้ก็จะทำให้เราไม่ไปยึดมั่นถือมั่นกับตำแหน่งหน้าที่ คือ หากได้มาก็ดี แต่ถ้าไม่ได้ ก็ไม่เป็นไรถือว่าโชคดีที่ไม่ต้องมีภาระความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น อยู่แบบพอเพียงก็จะทำให้เกิดความสบายใจ ลดทิฐิมานะและความอิจฉาริษยาอันเป็นกรรมทางใจที่ร้ายกาจและก่อให้เกิดเวรกรรมกันต่อไปไม่รู้จบ

 

Read Full Post »

ความยากลำบากในชีวิตในที่นี้หมายถึง การเลี้ยงชีพทำมาหากินในปัจจุบัน ทุกคนนั้นต้องประกอบอาชีพนอกจากเพื่อให้อยู่ได้และก็ต้องให้อยู่สบายอันหมายถึง ความพอมีพอกินหรือมากขึ้นไปถึงร่ำรวยไม่ติดขัดซึ่งเรียกได้ว่าเป็นความต้องการของคนแทบทุกคน
การแก้ไขกรรมอันทำให้เกิดความยากลำบากในการดำรงชีวิต

แต่คนเราทุกคนไม่อาจจะร่ำรวยกันมาตั้งแต่เกิดได้ทุกคนจึงตรงกับคำถามของสุภมานพที่ได้ถามพระพุทธเจ้าว่า เหตุใดบางคนเกิดมาร่ำรวยและทำไมบางคนเกิดมายากจน ซึ่งพระพุทธองค์ก็ตรัสบอกให้เข้าใจเพราะเหตุแห่งการรู้จักยินดีในการบริจาค เขาจึงเกิดมาเป็นผู้ร่ำรวย

แต่สาเหตุของความจนยากลำบากนั้นไม่ได้เกิดมาแต่เพราะเหตุแห่งอดีตชาติเพราะไม่รู้จักการบริจาคให้ทานเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวเนื่องไปถึงกรรมในปัจจุบันด้วย ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า “ ทะลิททิยัง ทุกขัง โลเก” แปลว่าความยากจนเป็นทุกข์ในโลก ซึ่งมีอยู่ 4 รูปแบบ

 

1.จนเพราะไม่มี ขัดสนมาแต่กำเนิดอันนี้เป็นกรรมที่ติดมาจากอดีตชาติเพราะเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวมาก่อนจึงเกิดมาในภพชาติปัจจุบันทำให้ยากจน อย่างนี้น่าสงสารแต่ก็มีทางแก้ไขได้

 

2. จนเพราะไม่พอ คือพยายามถมเท่าใดก็ไม่รู้จักเต็มเหมือนตุ่มก้นรั่วเพราะหาได้เท่าไหร่ก็ไม่เพียงพออยู่ตลอดมีเหตุให้ใช้จ่ายเพราะเรื่องจำเป็นทุกอย่าง อย่างนี้ก็ด้วยเหตุแห่งอดีตชาติไปทำกรรมที่ไม่ดีผูกพันกับคนอื่นให้ผู้อื่นสูญเสียอยู่ตลอด อย่างนี้เรียกว่าจนแบบน่าเวทนา

 

3. จนเพราะไม่เจียม อันนี้เป็นเหตุแห่งกรรมปัจจุบันอาจเคยมีมั่งมีพออยู่พอกินอยู่แล้วแต่ไม่เจียมเนื้อเจียมตัวไม่รู้จักประมาณคือ หาเกินที่ได้ใช้เกินที่มีซึ่งเป็นไปตามกฎแห่งกรรมโดยปกติจนแบบนี้บางคนอาจจะสมน้ำหน้าเสียด้วยซ้ำไป

 

4. จนเพราะไม่จำ  คือขาดความสำนึกในประสบการณ์และมักชอบซ้ำเติมตนเองเกิดความผิดพลาดในการทำงานแล้วไม่แก้ไขคิดแต่จะแก้ตัว ซึ่งจนแบบนี้เป็นกรรมที่ควรตำหนิเพราะทำผิดซ้ำซากและไม่รู้จักแก้ไขให้ตรงประเด็นปัญหาเสียที

ดังนั้นในการออกไปทำงานประกอบอาชีพที่สุจริตเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินและความร่ำรวยที่ยั่งยืนก็ต้องแก้ไขทั้งกรรมเก่าและกรรมใหม่ไปพร้อมกัน ๆโดยแก้ไขทั้งทางโลกและทางธรรมโดยเราต้องค้นหาสาเหตุแห่งความยากลำบากในการทำมาหากินไปทีละประเด็น

  1. 1.              ทำงานหนักแทบตายแต่ไม่ได้ผลของงานน้อยหรือแทบไม่ได้อะไรเลย

สาเหตุในอดีตหรือในอดีตชาติ

เคยเกิดเป็นคนที่ชอบเอารัดเอาเปรียบการทำงานผู้อื่น หรือมีความเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้งมาก เห็นผู้อื่นตกทุกข์ได้ยากและมาขอความช่วยเหลือก็ไม่มีจิตใจที่คิดจะช่วยถือว่า ธุระไม่ใช่และไม่มีผลประโยชน์ใด ๆที่ควรจะได้ หรือแม้จะพอจะช่วยได้ก็กลับทำนิ่งเฉยไปเสีย มีนิสัยเสียในเรื่องของการรักษาเวลาชอบปล่อยให้คนอื่นรอเก้อ ผิดคำพูดบ่อย ๆหรือเคยเป็นคนที่พยายามจะกดขี่ลูกน้องให้มากที่สุด ใช้งานหนักแต่ไม่จ่ายเงินค่าตอบแทนอย่างที่เขาควรจะได้พยายามกีดกันไม่ให้คนอื่นได้ดีไปกว่าตนเองหรือการที่ได้ทำกรรมที่แสดงออกถึงความเห็นแก่ตัวไว้มากเช่น ไล่คนอื่นที่มาอาศัยใช้พื้นที่ของตนหรือที่ที่ตนมีหน้าที่ดูแลอยู่ แม้จะไม่ได้ใช้พื้นที่นั้นก็จะกันไม่ให้คนอื่นได้ใช้

หากเป็นเหตุผลในทางธรรมก็คือ เคยไปทำบุญทำทานที่วัดเห็นของที่เหลือจากการทำทานแล้วก็ไม่นำไปบริจาคให้ทานต่อกลับเอาไปทิ้งน้ำเสีย ไม่ให้คนอื่นได้ใช้ประโยชน์ต่อ หรือเคยทำบุญมามากก็จริงแต่บุญนั้นไม่ใช่บุญบริสุทธิ์มีบาปเจือปนอยู่มาก โดยเงินนั้นมาจากกระทำความชั่ว หรือเบียดเบียนเงินของคนอื่นเอามาเป็นของตน หรือชอบแอบอ้างบุญเมื่อคนอื่นเขาไปทำบุญก็แอบอ้างเอามาเป็นของตนเอง

การแก้ไขในทางโลก

  1. 1.              ลดความเร็วในการทำงานลง

การที่เราทำงานหนักแต่ไม่ได้ผลงานหรือมีผลงานน้อย ได้เงินน้อยอาจเป็นเพราะเรามีความเชื่อมั่นในตนเองมากเกินไปคือเร่งทำงานให้หนักให้มากจนไม่ได้พิจารณาไตร่ตรองเลย ทำแบบเป็นบ้าเป็นหลังเดินหน้าอย่างเดียวไม่สนใจใคร ทำตามใจตนเองเท่านั้น อย่างนี้ก็ต้องปรับให้ตัวเองช้าลง เมื่อเราลดความเร็วแล้วก็จะมองเห็นรายละเอียดต่าง ๆที่เคยมองข้ามไปเพื่อที่จะได้มีมุมมองใหม่ อาจได้เห็นรอยยิ้มหรือเสียงหัวเราะจากเพื่อนร่วมงาน และอาจเกิดความคิดใหม่ ๆในการทำงานขึ้นมาได้

  1. 2.              ร่วมกันทำงานกับผู้อื่นให้มากขึ้นและฉลาดขึ้น

คุณผู้อ่านเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “ทิศทางสำคัญกว่าความเร็ว” หรือไม่ การมุ่งหน้าทำงานในอาชีพเพื่อให้เกิดความสำเร็จและร่ำรวยขึ้นต้องทำงานกันเป็นทีมบ้างและการทำงานร่วมกันทุกคนก็ต้องเดินหน้าทำงานไปในทิศทางเดียวกัน โดยต้องหมั่นหารือประชุมเพื่อขอความเห็นและรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่นบ้างไม่ใช่ทำงานหนักอยู่คนเดียว เก่งอยู่คนเดียวคนอื่นไม่ดีอย่างนี้ต่อให้ทำงานหนักทำงานมากแค่ไหนก็ประสบความสำเร็จได้ยาก

  1. 3.              ต้องปรับตัวให้อดทนและเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นตลอดเวลา

เป็นเรื่องธรรมดาในโลกแห่งการทำงานที่จะให้คนทุกคนเข้าข้างหรือเข้าใจเราทั้งหมดย่อมเป็นไปไม่ได้ ควรทำจิตใจให้สงบไม่ต้องหวังพึ่งคนอื่นมากเกินไป และไม่เกลียดชังคนอื่น ไม่ต้องคิดอิจฉาริษยาอาฆาตมาดร้ายใคร ตัวของงานที่ทำนั้นย่อมมีความเปลี่ยนแปลงไปได้ตามเหตุและปัจจัยตลอดเวลาต้องอาศัยความอดทนในการทำงาน โดยยึดหลักเรื่องความ “นานพอ” ในการสร้างบุญกุศลมาใช้ด้วย

  1. 4.              สร้างความเป็นมืออาชีพให้เกิดขึ้นกับตนเอง

ข้อนี้หมายถึงการศึกษาหาความรู้ในสาขาวิชาชีพที่เราทำ เราทำงานหนักอย่างเดียวไม่พอเราต้องชำนาญงานที่ทำด้วย เมื่อมีความชำนาญก็จะทำงานได้เร็วขึ้นและเหนื่อยน้อยลง คนที่เรียกได้ว่าเป็นมือโปร ก็คือ ในงานของตนเขาจะต้องรู้จริง รู้ลึก รู้แบบชัดเจนแทงทะลุปัญหาและสามารถแก้ไขได้ง่ายเมื่อเทียบกับมือสมัครเล่น การจะเป็นมืออาชีพได้ก็ต้องอาศัยการศึกษาหาความรู้มาก ๆฝึกฝนทำเป็นประจำ ทำบ่อย ๆ จนชำนาญ ก็จะสร้างผลงานที่ดีให้เกิดได้

การแก้ไขในทางธรรม

การปฏิบัติตนในทางโลกเพียงอย่างเดียวนั้นอาจจะบรรเทากรรมหรือสร้างกรรมในปัจจุบันให้ดีขึ้นได้ก็จริงแต่ไม่อาจบรรเทาเรื่องราวในอดีตได้เหมือนการสร้างของใหม่แต่ไม่แก้ไขของเก่าก็จะทำให้มีปัญหาฉุดรั้งไม่เจริญก้าวหน้าเสียทีจึงต้องปฏิบัติแก้ไขในทางธรรมไปด้วยโดยเป็นไปตามหลักของ ทาน ศีล ภาวนาดังต่อไปนี้

 

การให้ทาน

ด้วยการไปถวายน้ำหรับฉันและน้ำใช้ที่สะอาดแก่ผู้ที่มีเนื้อนาบุญสูงอย่างพระภิกษุผู้ที่ปฏิบัติดี หากเป็นผู้ที่พอจะมีทรัพย์มากอยู่บ้างอาจใช้วิธีการสร้างถังเก็บน้ำที่สะอาดหรือสร้างระบบการบำบัดน้ำที่สะอาดถวายให้เป็นของส่วนรวมแก่สงฆ์ เช่น ถวายเครื่องกรองน้ำดื่ม หรือถ้าเป็นผู้ที่มีทรัพย์น้อยก็นำน้ำดื่มบรรจุขวดที่สะอาดไปถวายพระสงฆ์ เป็นต้น

หรือถวายปัจจัยชำระหนี้สงฆ์ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทางไปปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ เหล่าสาธารณูปโภคนั้นแม้จะได้ชื่อว่ามีการสร้างและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ปฏิบัติธรรมก็จริงแต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นไปได้ และพระท่านก็ไม่มีและไม่อาจจะจับต้องปัจจัยที่เป็นเงินทองได้

สำหรับเรื่องการถวายปัจจัยเป็นค่าเดินทางไปปฏิบัติธรรมองพระสงฆ์นั้น ถือเป็นอีกช่องทางในการสร้างบุญที่ดีมาก ๆเป็นการส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยตรง ให้พระท่านเกิดความสะดวกในการโปรดสัตว์และการสร้างบารมีผู้ที่ได้ช่วยเหลือในด้านนี้ก็คือจะได้มีส่วนบุญนั้นอย่างเต็มที่ ยิ่งพระท่านปฏิบัติให้เกิดผลมากขึ้นเท่าใด บุญของเราก็มากยิ่งขึ้นตามไปด้วย

การร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดสร้างถาวรวัตถุทางพระพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกัน วิธีการนี้ก็ถือการทำบุญด้วยทานวิธีนี้จัดเป็นบุญกุศลใหญ่ เพราะการจัดสร้างศาสนสถานหรือถาวรวัตถุอย่าง พระมหาเจดีย์ โบสถ์ วิหาร ที่เป็นที่คงทนต่อการเวลาอยู่ได้เป็นเวลานาน ๆนั้นเป็นการสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นกับคนที่ยังไม่มีความเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนาจะทำให้เขาเหล่านั้นมีความเชื่อมั่นในพระศาสนามากขึ้นและพร้อมที่จะปรับความคิดให้หันมาสร้างบุญกุศลต่าง ๆได้อีกมาก

การจะเป็นเจ้าภาพหรือเจ้าภาพร่วมนั้นไม่ได้หมายความถึงต้องบริจาคเงินเป็นจำนวนมากมายมหาศาลแล้วจะได้บุญมากตาม ขอเพียงให้ “เจตนา”ที่เราตั้งใจจะให้ทานนั้นมีความบริสุทธิ์และเงินได้มาก็มีความบริสุทธิ์เป็นที่ตั้งก็พอ หากเราทำงานได้เงินมาด้วยความสุจริตแล้วแบ่งเงินมาทำบุญในส่วนนี้สักเพียง 100 บาท ก็ได้บุญกุศลมากกว่า การที่เราจะนำเงิน 10 ล้านที่ได้มาจากการฉ้อฉลคดโกงคนอื่นมาทำบุญมากมายมหาศาลนัก

 

การรักษาศีล

ตามลักษณะกรรมอันทำให้เกิดผลคือ เพราะความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้จึงมักทำให้ทำผิด จึงต้องใช้การรักษาศีลควบคู่ไปด้วยคือต้องสมาทานศีล 5 และพยายามรักษาให้ครบทุกข้อโดยเฉพาะข้อที่ 2 คือการไม่ไปขโมยของ ๆใคร นั้นรวมไปถึง การไม่นำเอาความคิดของคนอื่นมาแอบอ้างเป็นของตนเองเช่นการ ทำบุญแล้วแอบอ้างบุญ การไปนำของ ๆคนอื่นมาแม้เจ้าของจะไม่เอาแล้วก็ต้องไปขออนุญาตจากเขาก่อนอย่างนี้เป็นต้น

 

การเจริญภาวนา

ในที่นี้คือควรหมั่นสวดมนต์และเจริญสมาธิภาวนาเป็นประจำ การสวดมนต์เจริญสมาธิภาวนานั้นจะทำให้จิตใจสงบแจ่มใสและจิตจะมีกำลังมากขึ้นเข้าใจในสถานการณ์ต่าง ๆที่จะเข้ามาในชีวิตและคลายกรรมที่หนักให้เบาลงได้ วิธีการจะสวดมนต์ให้ได้มีพลานุภาพมากๆนั้น ต้องรวมจิตให้มั่นคงเสียก่อนที่จะสวดมนต์

การเลือกสวดมนต์ควรเลือกบทสวดมนต์ที่จะสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับตนเองก่อให้เกิดเมตตามหานิยม ซึ่งมีหลายบทตามความเคารพในครูบาอาจารย์ในอดีตจนถึงปัจจุบันให้เลือกสวดได้มากมาย เช่น บทพระพุทธชัยมงคลคาถา (พาหุงฯมหากาฯ) หรือ พระคาถาชินบัญชร เป็นต้น

และภายหลังจากที่ได้ทำบุญกุศลใด ๆแล้วก็ให้แผ่เมตตาทุกครั้ง การแผ่เมตตานั้นเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่คือปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขเช่นเดียวกับเราที่กำลังมีความสุขจากการสร้างบุญกุศลในครั้งนั้น ๆไปให้ ช่วยให้จิตใจของเราเป็นคนที่อ่อนโยนลงจากที่เคยเห็นแก่ตัวก็จะมีความเสียสละเห็นใจคนอื่นมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นการแผ่เมตตาจะทำให้เหล่าสรรพวิญญาณเจ้ากรรมนายเวรที่คอยอาฆาตพยาบาทเราต่าง ๆได้คลายผลแห่งความอาฆาตลงเพราะเขาเหล่านั้นก็เกิดความพึงพอใจในบุญที่เราได้ทำการแผ่เมตตาส่งไปให้เขาเหล่านั้น

 

Read Full Post »

หลังจากที่ได้สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวมาดีแล้วชีวิตพื้นฐานเบื้องต้นของเราก็จะดีขึ้นเป็นลำดับแล้วจึงค่อยไปแสวงหาความสัมพันธ์กับผู้อื่นภายนอกต่อไป และการสร้างความสัมพันธ์ในอันดับต้น ๆก็คือ คนเราต้องการความรักต้องการคนมาดูแลเอาใจใส่ ทุกคนจึงต้องการที่จะมีแฟนมีคนรักเสมอ
เกิดมาในชาตินี้อาภัพหรือต้องผิดหวังเรื่องความรักเนื้อคู่อยู่เรื่อยไป

แต่เคยสงสัยหรือไม่ว่า เหตุใดที่เรายังไม่มีคู่หรือยังไม่ได้แต่งงานในเวลาอันสมควรเสียทีนั่นก็เพราะผลกรรมในอดีตชาติที่เคยทำมาเช่นเดียวกันคือ เคยทำให้คนอื่นไม่สมหวังในความรัก,เคยแย่งชิงคู่ครองคนอื่นมาเป็นของตนหรือเคยผิดศีลข้อที่ 3 มาเป็นจำนวนมาก

ดังตัวอย่างที่ปรากฏในอรรถกถาพระไตรปิฎก เล่มที่  26 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 18 ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถาซึ่งเป็นคาถาสุภาษิตของ “นางอิสิทาสีและนางโพธีเถรี”

มีภิกษุณี 2 รูปซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรงคุณธรรมเป็นธิดาในศากยสกุล (เกิดในวงศ์ของกษัตริย์) ในนครโกสุมเมืองปาตลีบุตร รูปหนึ่งชื่ออิสิทาสีเถรี อีกรูปหนึ่งชื่อโพธีเถรี เป็นภิกษุนี้ผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ยินดีในการเพ่งฌานและเป็นพหูสูตเป็นภิกษุอรหันต์ทั้งสองรูป ภิกษุณีทั้งสองรูปนั้น ไปเที่ยวบิณฑบาตกลับมาแล้วทำภัตกิจและล้างบาตรเสร็จแล้ว ก็นั่งพักและทำการสนทนาธรรมกัน

พระโพธีเถรีถามพระนางอิสิทาสีเถรีว่าเหตุใดพระนางจึงออกบวชทั้งที่ยังอายุน้อย ๆอยู่เช่นนี้ พระนางอิสิทาสีนั้นเป็นผู้ฉลาดในการแสดงธรรมจึงได้เล่าเรื่องราวอันเป็นเหตุให้ออกบวช

สมัยก่อนจะออกบวช บิดาของพระนางเองนั้นเป็นเศรษฐีอยู่ในกรุงอุชเชนีและ บังเอิญว่าพระนางเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวและเป็นคนที่มีรูปลักษณะภายนอกงดงามมาก เมื่อนางเติบโตขึ้นก็ยิ่งกลายเป็นหญิงที่งามพร้อมทั้งร่างกายและกิริยามารยาทอันดีงาม บิดาก็ประสงค์จะให้นางแต่งงานออกเรือนไปและก็มีเศรษฐีคนหนึ่งจากเมืองสาเกตมาขอเป็นสะใภ้ บิดาของนางก็มีความยินดีที่จะยกให้

พอพระนางได้ไปครองเรือนอยู่กับสามีที่บ้านของสามีและพ่อสามีนางก็ปฏิบัติตนด้วยดีสมเป็นกุลสตรีโบราณตลอด คือ ไหว้พ่อสามีและสามีทุกเช้าเย็น สามีจะสอนอะไรอย่างไรก็ทำตามนั้นปรนนิบัติครอบครัวอย่างดีที่สุด ตื่นแต่เช้าตระเตรียมการทุกอย่างในบ้านรวมไปถึงของส่วนตัวของสามีอย่างดีราวกับคนรับใช้ก็ไม่ปาน

คุณผู้ชายทั้งหลายลองคิดตามเล่น ๆดูว่าถ้ามีภรรยาที่สาวสวยและแสนดีอย่างนี้คงจะให้ความรักมากอย่างแน่นอนเมื่อทำงานนอกบ้านเสร็จแล้วก็คงกลับบ้านแต่หัววันทุกวันเป็นแน่

แต่สามีของนางกลับไม่รู้สึกเช่นนั้นแม้ว่า เขาจะได้รับการปรนนิบัติที่ดีอย่างไรก็ตามก็ไม่อาจจะรู้สึกอยากอยู่กินกับนางอิสิทาสีต่อไปได้ จึงไปบอกกับพ่อแม่ให้ส่งนางคืนไปยังครอบครัวของนางเสีย ฝ่ายพ่อแม่ได้ยินเข้าก็แปลกใจทำไมหนอ สะใภ้แสนดีเช่นนี้ยังจะทิ้งได้ลงคอ จึงเรียกนางอิสิทาสีมาถามถึงสาเหตุก็ไม่พบว่านางผิดปกติเรื่องความประพฤติแต่อย่างใด เพียงแต่สามีไม่ปลื้มไม่รักเท่านั้นจึงไม่อยากอยู่ด้วย หากไม่ส่งนางกลับตัวเขาก็จะเป็นคนออกจากบ้านไปเอง

เจอออย่างนี้คนเป็นพ่อเป็นแม่เลยจำใจต้องส่งลูกสะใภ้แสนดีกลับมาที่บ้าน ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่ต้องเป็นเช่นนั้นเพราะพ่อแม่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเอาลูกของตนเองไว้ก่อน พอนางอิสิทาสีกลับมาอยู่ที่บ้านคลายเศร้าคลายทุกข์จากการที่สามีไม่รักแล้วก็ทำใจได้ นางยังสาวยังสวยขนาดนี้จะหาสามีใหม่ไม่ใช่ปัญหา ท่านเศรษฐีที่เป็นบิดาก็จัดหาสามีคนใหม่ให้ โดยที่คนๆนี้เป็นคนที่ร่ำรวยน้อยกว่าสามีคนแรกครึ่งหนึ่งและมีฐานะพอ ๆกันกับครอบครัวของตน นางก็ไม่ปฏิเสธไปอยู่ด้วยแล้วก็ปฏิบัติตัวเองดีเช่นเดิมไม่ขาดตกบกพร่องแต่ก็อยู่ได้เพียงแค่เดือนเดียว สามีคนที่สองก็บอกไม่ชอบไม่ยอมรับนางอิสิทาสีนั้นเสียอีกไล่นางกลับบ้านมาไม่ต่างจากคนแรกเลย

คนเป็นพ่อเจออย่างนี้คงจะปวดหัวปวดใจกับเรื่องนี้ไม่น้อย เพราะลูกสาวตนทั้งสวยทั้งแสนดียกให้กับคนรวยกว่าก็ไม่เอา รวยพอ ๆกันก็ไม่เอา อย่ากระนั้นเลยเอาขอทานข้างถนนก็ได้ ขอให้ลูกสาวมีสามี ว่าแล้วก็ไปหาขอทานพเนจรที่มีจิตใจดีมีศีลธรรมคนหนึ่งมาเป็นสามีให้กับลูกสาวโดยไม่ต้องทำหน้าที่อะไร ขอเพียงเป็นสามีที่ดีให้กับลูกสาวก็พอ

ลองคิดดูเล่น ๆอีกทีถ้าเราเป็นชายขอทานแล้วจู่ ๆตกถังข้าวสารรวยทันทีแถมมีภรรยาสาวสวยเช่นนี้คงสบายไปตลอดชาติแน่นอนเป็นใคร ๆก็รับทั้งนั้น แต่นางอิสิทาสีก็อยู่กับสามีที่เป็นอดีตขอทานได้เพียงครึ่งเดือน ขอทานหนุ่มก็บอกไม่เอา ไม่อยากอยู่ร่วมกับนางอิสิทาสี เอาขันเอาย่ามเอาเครื่องมือหากินเก่าคืนมาเลย ขอเป็นหนุ่มวนิพกพเนจรอย่างนี้ไปดีกว่าจะต้องอยู่ร่วมเป็นหลักเป็นแหล่งกับนางอิสิทาสี

ขนาดที่ว่าพ่อตาที่เป็นเศรษฐีเรียกมาถามว่าขาดตกบกพร่องอะไรก็บอกมาจะถวายประเคนให้ก็ไม่เอาทั้งนั้นขอลาเป็นขอทานพเนจรต่อไปอย่างนี้ ก็ต้องปล่อยไปอีกคนแล้วกลับมานั่งกุมขมับกันต่อว่าทำไมจึงไม่มีใครสามารถอยู่ร่วมกับลูกสาวของตนเองได้

ท่านอิสิทาสีพิจารณาดังนี้แล้วก็เห็นว่าคงไม่มีประโยชน์ต่อไปที่จะอยู่ครองเรือนอีก จึงขอลาไปบวชดีกว่า

ด้วยบุญบารมีที่ได้สั่งสมมาและชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย พระนางอิสิทาสีจึงได้พบกับพระชินทัตตาเถรี เป็นภิกษุณีอรหันต์รูปหนึ่งผ่านมาเที่ยวบิณฑบาตแถวบ้านพอพระนางอิสิทาสีได้เห็นท่าน จึงลุกไปจัดอาสนะของถวายของแก่ท่าน และเมื่อท่านนั่งเสร็จแล้วพระนางก็กราบเท้าและถวายโภชนาอาหารอย่างดี เสร็จแล้ว พระนางก็กล่าวกับพระชินทัตตาเถรีว่าอยากจะออกบวช พระนางชินทัตตาก็บอกให้ไปขออนุญาตพ่อแม่ก่อน พระนางก็ขอร้องอยู่นานจนได้ออกบวชสำเร็จ

หลังจากออกบวชได้ 7 วัน พระนางก็ได้บรรลุวิชชา 3  (อภิญญา 3) สามารถ “ระลึกชาติย้อนหลัง”ของตนกลับไปได้ 7 ชาติ ด้วยสงสัยในวิบากกรรมซึ่งเป็นผลให้เกิดความไม่พอใจแก่สามีทั้งหลายจนไม่มีใครอยากจะอยู่ด้วยไม่ว่ารวยกว่า ฐานะเท่ากัน หรือ ยากจนกว่าก็ตาม

เมื่อได้ทำการระลึกชาติย้อนไปดูพระนางก็พบว่า เมื่อก่อนพระนางเกิดเป็นนายช่างทอง มีทรัพย์มาก ร่ำรวยอยู่มากอาศัยอยู่ในนครเอรกกัจฉะ เป็นคนมัวเมาเพราะความเป็นหนุ่มได้คบชู้ภรรยาของบุคคลอื่นทำให้ครอบครัวคนอื่นแตกแยกมากมายพอตายจากชาตินั้นแล้ว ก็ต้องตกนรกหมกไหม้อยู่ในนรกเป็นเวลานาน

ครั้นพ้นจากนรกนั้นแล้วก็ได้ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานคือลิงวานร พอคลอดได้ 7 วัน วานรใหญ่ที่เป็นนายฝูงก็กัดอวัยวะสืบพันธุ์ของพระนางเสีย นี่เป็นผลกรรมของพระนางในชาติก่อนที่ได้เกิดเป็นหนุ่มคบชู้ภรรยาของชายอื่นจนเป็นเหตุให้ครอบครัวของเขาเหล่านั้นแตกแยก

พอได้มาเกิดใหม่อีกชาติหนึ่งก็ได้เกิดมาเป็นนางแพะตาบอดพออยู่มาได้ 12 ปี ก็ถูกเด็กตัดอวัยวะสืบพันธุ์เสียต่อมาจึงได้เป็นโรคถูกหมู่หนอนฟอนเฟะที่บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์และต้องทรมานจนตาย นี่เพราะโทษที่คบชู้ภรรยาของชายอื่นที่หลงเหลือมาจากกรรมเดิมนั้น

หลังจากตายในชาตินั้นแล้วก็ได้กลับมาเกิดในท้องแม่โคของพ่อค้าคนหนึ่ง เป็นลูกโคมีขนแดงเหมือนสีครั่ง เมื่ออายุได้ 12 เดือนก็ถูกตอนอวัยวะสืบพันธ์อีกถูกเขาใช้เทียมไถและเข็นเกวียนอย่างหนักจนกลายเป็นโคตาบอดและขี้โรคทรมานจนตาย

หลังจากตายจากชาติที่เป็นวัว ก็ได้เกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ในเรือนของนางทาสีข้างถนน เกิดมาก็มีความพิกลพิการจะเป็นหญิงก็ไม่ใช่ เป็นชายก็ไม่เชิงนี่เพราะโทษที่คบชู้กับภรรยาของชายอื่นทำให้ครอบครัวคนอื่นแตกแยกพออายุได้เพียง 30 ปี ก็ตายลง

ต่อมาหลังจากชาตินั้นแล้วก็มาเกิดเป็นลูกหญิงในสกุลช่างสานเสื่อ ซึ่งเป็นคนยากจนขัดสนมาก นอกจากนี้ยังมีแต่เจ้าหนี้มารุมทวงหนี้เป็นประจำจนเมื่อมีหนี้เพิ่มมากขึ้นจึงถูกพ่อค้าเกวียนมาริบเอาทรัพย์สมบัติทั้งหมดไปและยังฉุดนางมาเป็นทาสในเรือนอีกด้วย

ภายหลังที่นางมีอายุครบ 16 ปี บุตรชายของพ่อค้าเกวียนนั้นมีชื่อว่า คิริทาส ได้เห็นพระนางเป็นสาวรุ่นมีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ขอไปเป็นภรรยา แต่นายคิริทาสนั้นก็มีภรรยาอื่นอีกคนหนึ่งแล้ว แต่ภรรยาของนาย คิริทาสผู้นี้เป็นคนดีมีศีลมาก ตัวของพระนางเองในชาตินั้นก็เกิดชอบพอกับนายคิริทาสผู้นั้นเสียอีก จึงบังคับให้นายคิริทาสให้ขับไล่ภรรยาของเขาไปเพื่อที่ตนจะได้ครอบครองนายคิริทาสแต่เพียงผู้เดียว

ด้วยผลกรรมที่เคยทำให้ครอบครัวคนอื่นแตกแยกทั้งในชาติที่ได้เกิดมาเป็นชายและหญิงส่งผลให้ผลกรรมมาตกถึงพระนางในชาติสุดท้ายเกิดมาเป็นพระนางอิสิทาสีผู้ที่ไม่มีใครต้องการเช่นนี้ นี่คือผลกรรมของผู้ที่ผิดศีลข้อ 3 และทำให้คู่รักคนอื่นแตกแยกส่งผลชาตินี้ไม่มีใครรักและต้องการ

แต่พระนางอิสิทาสีเถรีเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้ที่ “เข้าใจกรรม” เมื่อท่านได้เข้าใจเหตุแห่งกรรมเช่นนั้นท่านก็ไม่ได้นำมาเป็นความทุกข์ใจหรือความอับอายที่จะต้องออกบวชกลับเห็นว่าเป็นการดีที่จะได้สร้างบุญสร้างกุศลและบารมีอันยิ่งใหญ่และเป็นชาติสุดท้ายที่จะเกิด พระนางจึงได้ออกบวชประพฤติธรรมจนสำเร็จเป็นภิกษุณีอรหันต์และหลุดพ้นไป

ดังนั้นการจะแก้ไขเรื่องกรรมเก่าแบบนี้ก็ต้องแก้ที่ตัวเราเองอีกเช่นเดียวกันโดยต้องปฏิบัติทั้งในทางโลกและทางธรรมไปควบคู่กัน

 

การปฏิบัติแก้ไขในทางโลก

การที่เราจะมีเนื้อคู่ที่ดีและจะมีความสุขในชีวิตคู่ได้นั้นต้องเราต้องเริ่มจากตัวของเราเองก่อน คือสำรวจดูตัวเองก่อนว่า ณ วันนี้ตัวของเราเป็นอย่างไรมีความประพฤติอย่างไร มีคุณงามความดีและคุณสมบัติมากแค่ไหนที่จะพร้อมออกไปนำเสนอและทำความรู้จักคนอื่นก่อนจะพัฒนาตนเองให้เป็นคู่ครองกับอีกฝ่าย

คุณผู้อ่านที่เป็นสุภาพสตรีลองคิดตามไปง่าย ๆว่า ถ้ามีเราเป็นคนหนึ่งยังไม่มีคู่แล้วต้องการมีคู่ที่ดีนั้นควรจะมีคุณสมบัติอะไรบ้างคือ ต้องมีงานมีการดี ๆทำเป็นหลักเป็นแหล่ง มีบุคลิกภาพที่ดีพอคืออัธยาศัยที่ดีรู้จักเข้าสังคม มีอารมณ์ขัน รู้จักแต่งตัวให้ดูดีไม่เชยจนเกินไป และนี่คือคุณสมบัติพื้นฐานที่เชื่อว่า ผู้หญิงทุกคนต้องการเป็นอันดับต้น ๆ

เช่นเดียวกันกับคุณผู้อ่านที่เป็นสุภาพบุรุษ ก็ย่อมต้องการค้นหาคนที่เป็นเนื้อคู่คือ เป็นสุภาพสตรีที่มีอัธยาศัยที่เข้ากับตนเองได้ มีการงานทำ มีความเฉลียวฉลาดและมีความเป็นกุลสตรีคือมีกิริยามารยาทงดงาม ถ้าเป็นคนที่สวย รูปร่างดี และแต่งตัวดีมีฐานะด้วยก็ยิ่งถือว่าโชคดีเป็น 2 ชั้น ที่เรียกว่าหาได้ยากยิ่ง

แน่นอนว่าผู้ชายและผู้หญิงในอุดมคตินั้นเป็นผู้ที่หาได้ยากสำหรับแต่ละบุคคล แต่อย่างน้อยเราก็ควรรู้จักแก้ไขบุคลิกภาพภายนอกและภายในของตัวเองเสียก่อนให้ดีที่สุดหรือใกล้เคียงที่สุดของความเป็น อุดมคติจนกลายเป็นลักษณะนิสัยโดยธรรมชาติของตัวเองได้

การกระทำได้เช่นนี้จะเท่ากับเป็นการสร้างทางเลือกที่ดีให้กับตนเองได้มากยิ่งขึ้นหากต้องการเนื้อคู่ เราต้องเป็นคนที่มีงานทำขยันขันแข็งมีรายได้แน่นอน มีคุณธรรมพื้นฐานไม่เจ้าชู้ประตูดินทั้งชายและหญิงไม่มั่วอบายอันจะนำไปในทางที่เสื่อมเราจึงจะเป็นที่ต้องการของฝ่ายตรงข้าม เราทุกคนคงไม่ต้องการเนื้อคู่ที่นิสัยไม่ดี ยากจน กินเหล้าเมายา,ชอบเที่ยวกลางคืน หรือคนที่ตกงานคุณสมบัติที่ไม่เป็นที่ต้องการเช่นนี้ควรจะพยายามทำทุกวิถีทางที่จะหลีกหนีให้ไกลเพราะย่อมไม่มีใครอยากจะมาร่วมหัวจมท้ายทนทุกข์กับความนิสัยไม่ดีและความยากจนอย่างแน่นอน

 

การปฏิบัติแก้ไขในทางธรรม

นอกจากการปฏิบัติตนในทางโลกแล้วบางคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมบางคนที่ดูดีสมบูรณ์แบบไปด้วยทั้ง ฐานะ รูปร่างหน้าตา ชื่อเสียงเงินทองและมีความประพฤติที่ดีแล้วก็ยังไม่มีเนื้อคู่เสียทีจนบางทีกลายเป็นคำถามยอดฮิตที่ว่า มีการเบี่ยงเบนทางเพศหรือไม่ซึ่งแม้ความจริงอาจเป็นเช่นนั้นหรือไม่ใช่ก็ตาม

การปฏิบัติในทางโลกนั้นยังไม่เพียงพอเรายังต้องปฏิบัติในทางธรรมไปด้วย อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับกฎแห่งกรรม การปฏิบัติแก้ไขในทางธรรมจึงเป็นสิ่งที่เราต้องทำควบคู่นั่นก็คือ

 

การให้ทาน

การให้ทานเพื่อให้เกิดความสุขอันจะทำให้เกิดความรักนั้นไม่ใช่เพียงแค่การบริจาคสิ่งของด้วยเงินทองหรือ ของที่เป็นคู่ ๆตามความเชื่อ เช่น แจกันคู่ เชิงเทียนคู่  หรือดอกไม้ให้แก่พระภิกษุเสมอไป ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่กระทำได้ แต่เราสามารถให้ทานอันจะก่อให้เกิดความรักได้ เช่น การให้สายตาที่มีความเมตตาปราณีกับคนอื่น, มีใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส, มีวาจาที่ไพเราะน่าฟัง , รู้จักช่วยเหลือการงานที่ดีกับผู้อื่น ทั้งเพศเดียวกันและเพศตรงข้าม ที่สำคัญคือรู้จักการให้อภัยในความผิดพลาดผู้อื่นอันถือเป็นทานที่ยิ่งใหญ่ คนที่รู้จักให้อภัยไม่เคียดแค้นไม่มักโกรธย่อมกลายเป็นคนที่รักและมากด้วยเสน่ห์ไปเองตามธรรมชาติ

 

การรักษาศีล  

อย่างที่กล่าวไปแล้วตามหลักของกฎแห่งกรรมว่า การที่ต้องร้างคู่ไม่มีใครต้องการเพราะเราผิดศีลข้อ 3 มามากเราจึงต้องรักษาศีลทุกข้อให้มั่นคง โดยเฉพาะข้อ 3 คือไม่เจ้าชู้เบียดเบียนคู่ครองของใครอีก

รวมไปถึงการเที่ยวกลางคืนเที่ยวตามแหล่งบริการต่าง ๆด้วยโดยเฉพาะกรณีหากชาตินี้เราเป็นชายเราต้องไม่ลืมว่า หญิงที่ไปขายบริการนั้นแม้พวกเธอจะยินยอมให้บริการทางเพศนั้นก็เพียงเพราะพวกเธอต้องการเพียงทรัพย์สินที่จะได้จากผู้ที่ไปเที่ยวบริการ เธอไม่ได้เต็มใจให้บริการด้วยจิตปรารถนาของตนที่สำคัญคือ พวกเธอเหล่านั้นอาจเป็นผู้ที่มีครอบครัวแล้ว มีบุตรหรือสามีมาก่อนแล้ว ด้วยเหตุและปัจจัยทำให้ยากจนทำให้เธอเหล่านั้นต้องมาทำงานประเภทนี้ ถ้าเราไปเที่ยวหญิงบริการและมีการร่วมประเวณีกันก็เท่ากับว่าเราได้ละเมิดผิดศีลข้อที่ 3 ไปละเมิดคู่ครองของผู้อื่นเช่นกัน

หากเป็นเพศหญิงก็ต้องทำจิตใจให้มั่นคงและเชื่อมั่นในคู่ครองของตนเองไม่หวั่นไหว หรือต่อให้ฝ่ายชายไปมีคนอื่น เราก็ไม่ควรจะไปทำตามเป็นการแก้เผ็ดแก้แค้นกันเพราะจะยิ่งทำให้เรายิ่งห่างไกลคู่แท้หรือความรักที่แท้จริงไปมากยิ่งขึ้นและเป็นการสร้างเวรสร้างกรรมให้เกิดขึ้นเป็นกรรมใหม่ผูกพันกันต่อไป

 

การเจริญภาวนา

การเจริญภาวนาในที่นี้หมายถึง การรู้จักอนุโมทนายินดีเมื่อคนอื่นมีความสุขสมหวังในความรัก โดยการตั้งจิตภาวนาให้คนที่ประสบสุขในเรื่องความรักนั้นมีความสุข คือเมื่อเห็นใครมีความสุขในความรักแล้วก็มีการอุทิศบุญที่ได้ทำมาให้คนคู่นั้นด้วยจิตที่ไม่อิจฉาริษยาในความรักก็จะทำให้จิตใจสบายและอาจจะมีสิทธิ์ได้พบกับเนื้อคู่หรือรักแท้ได้ในเวลาไม่นาน

แต่หลักสำคัญในการพิจารณาปัญญาให้ตรงกับการแก้ไขกรรมเรื่องคู่รักคู่ครองนั้น เราควรเข้าใจก่อนว่าธรรมชาติของคนเราชอบสิ่งที่สวยงามน่ารัก หล่อเหลาเช่นเดียวกันจึงเป็นเหตุให้จิตไปผูกพันกับคนที่มีรูปร่างสวยหล่อนั้นได้ง่าย ๆอันเป็นเหตุให้เกิดการนอกใจและผิดศีลข้อที่ 3ไปได้

ควรใช้วิธีการพิจารณาจิตด้วยหลัก “อสุภกรรมฐาน” ซึ่งแปลว่า เราต้องหัดพิจารณาว่า ร่างกายของคนเรานั้นแท้จริงเป็นของสกปรก เป็นของไม่สวยงาม

ยกตัวอย่างที่ง่ายที่สุดคือ ร่างกายของเราต้องอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง แม้เราจะไม่ได้ทำอะไรเลยร่างกายเราก็สกปรกด้วยเหงื่อไคลอยู่ตลอดเวลาแล้ว แม้แต่เสื้อผ้าที่สะอาด ๆเมื่อมาถูกมาอยู่กับร่างกายเรามันก็สกปรกมีกลิ่นเหม็นเมื่อผ่านไปแต่ละวัน นี่เป็นการคิดใคร่ครวญด้วยความจริงว่าอย่าไปหลงไปยึดติดกับสิ่งที่เราคิดว่าสวยงามมากนัก

คนสวย ๆหล่อ ๆมากมายที่จะเป็นเหตุให้เราเอาใจไปผูกติด ก็ต้องอาบน้ำชำระร่างกายเป็นประจำ และปรุงแต่งร่างกายด้วยเครื่องหอมเครื่องสำอางสารพัดชนิดซึ่งเป็นเพียงการป้องกันความสกปรกอันเป็นธรรมชาติไม่ให้ออกมาได้ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อถึงตอนเย็นหรือก่อนนอนก็ต้องล้างออกหมด คืนสภาพทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม

กรณีต่อมาก็คือ คนเราต้องกินและขับถ่ายออกไปทุกวัน ให้ลองสังเกตจากห้องน้ำที่เราใช้อยู่เป็นประจำโดยไม่ล้างสัก 1 -2 สัปดาห์ก็จะเป็นคราบสกปรกติดอยู่เต็มไปหมดและมันก็มาจากร่างกายของเราทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปัสสาวะ อุจจาระ เศษเส้นผม คราบไคลที่เกาะติดตามพื้นหรือผนัง เรายังต้องนำน้ำยามาขัดออกให้สะอาดแล้วภายในร่างกายของเรานั้นจะสกปรกมากมายแค่ไหน

และกรณีสุดท้ายก็คือ หมั่นพิจารณาว่า เราแก่ลงทุกวันสังขารเสื่อมไปทุกวัน ร่างกายที่เห็นว่าหล่อว่าสวยน่าหลงใหลมาก ๆนั้นเดี๋ยวก็แก่ เดี๋ยวก็เหี่ยว หรือตกกระไปตามธรรมชาติไม่น่าหลงใหลอีกต่อไปเราจะได้เอาใจไปยึดติดหรือเอาไปผูกกับบุคคลใดมาก จะได้ไม่หลงใหลในความสวยงามนั้น ยิ่งพอตายกลายเป็นศพแล้วก็ยิ่งน่าเกลียดน่ากลัว ส่งกลิ่นเน่าเหม็นไปตามธรรมชาติ การหมั่นพิจารณาร่างกายของเราและคนอื่นได้ดังนี้ จะทำให้ลดความ “หลงในรูป” อันเป็นกิเลสให้ผิดศีลข้อ 3 ได้เป็นอย่างดี

 

Read Full Post »

  1. 1.              ชีวิตมีปัญหาครอบครัวมาก

ปัญหาครอบครัวในปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่เรื้อรังและเป็นกันอยู่แทบทุกครอบครัวแต่จะมีมากมีน้อยก็ขึ้นอยู่กับกรรมหนักเบาในอดีตชาติ หรือแม้แต่ในภพชาติปัจจุบันเคยทำกรรมไม่ดีเอาไว้เป็นเหตุให้ครอบครัวไม่สงบสุข และปัญหานี้ควรจะแก้ไขก่อนเป็นอันดับแรก กรณีเรื่องกรรมในเรื่องความสัมพันธ์ของตัวเรากับคนอื่น ๆ เพราะครอบครัวถือเป็น สังคมพื้นฐานของมนุษย์หากครอบครัวอบอุ่นมีความสุขแล้ว จึงค่อยไปแก้ไขเรื่องอื่นกันต่อไป
การแก้ไขกรรมที่เกี่ยวพันเรื่องความสัมพันธ์กับผู้อื่น

 

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า การที่คนเราได้เกิดมาอยู่ในครอบครัวเดียวกันนั้นเพราะทำกรรมผูกพันกันมาในอดีตชาติส่งผลให้ชาติปัจจุบันเกิดมาร่วมบุญและกรรมกันอีกหากครอบครัวไหนที่มีปัญหาครอบครัวน้อยก็แสดงว่า ทำบุญทำความดีร่วมกันมามากกว่า ทำกรรมไม่ดีร่วมกันเมื่อมาพบกันใหม่จึงได้ร่วมสร้างบุญสร้างความสุขร่วมกันต่อไป ซึ่งตรงกันข้ามกับอีกหลายคนที่มีปัญหาครอบครัวแตกแยกและเกิดมามีคนในครอบครัวเป็น “เจ้ากรรมนายเวร”ต่อกัน คอยทำให้เดือดร้อนเสมอ หรือในขั้นรุนแรงก็คือถึงกับสังหารเบียดเบียนกันถึงชีวิต

 

การที่เป็นเช่นนี้แม้เราจะได้ชื่อว่ากระทำตนเป็นลูกที่ดีแล้ว ทำดีกับครอบครัวทุกอย่างแล้วแต่ปัญหาก็ยังไม่หมดไปเสียทีนั่นแปลว่าการแก้ไขเพียงตัวเราเองเพียงคนเดียวนั้นยังมีพลังไม่เพียงพอเพราะกรรมที่เราทำไว้หนักกว่านั้นมาก เช่นเคยอกตัญญูพ่อแม่,เคยทำแท้งทำลายชีวิตคนในครอบครัวตัวเองมาก่อน,ทำให้ครอบครัวคนอื่นแตกแยกเดือดร้อนมาก่อนทำให้ปัจจุบันยังเดือดเนื้อร้อนใจเรื่องครอบครัวไม่รู้จบ

 

ทางแก้ไขกรรมในอดีตชาตินี้ขอให้ปฏิบัติตนเสียใหม่ให้กับคนในครอบครัวมีความสุขทั้งทางโลกและทางธรรมโดยเริ่มจากบิดามารดาก่อนเพราะถือเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในครอบครัวของเราเมื่อพ่อแม่มีความสุขแล้วรับรองได้ว่าชีวิตในครอบครัวเบื้องต้นจะมีความสุขมากขึ้นอย่างแน่นอน

 

                การปฏิบัติเพื่อแก้ไขทางโลก

  1. เลี้ยงดูพ่อแม่เมื่อยามชรา โดยเอาใจใส่การกินอยู่หลับนอนของท่านไม่ให้เดือดร้อนเราจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านแก่ชราแล้วนั้นไม่ต้องพิจารณาให้มากความ คือเมื่อถึงเช้าวันใหม่ท่านแก่ขึ้นไปอีกวันแล้วควรจะดูแลเอาใจใส่พ่อแม่ให้ดีที่สุด และไม่ได้หมายความถึง การหาอาหารดี ๆ ที่นอนราคาแพง ๆให้ท่านนอนแต่เป็นการดูแลด้วยความให้ความอบอุ่น เป็นที่พึ่งทางใจให้กับท่านด้วย
  2. ช่วยเหลือกิจการงานของท่าน คือช่วยแบ่งเบาภาระของท่านเพื่อให้ท่านมีโอกาสพักผ่อนเพราะท่านเหนื่อยมามากแล้ว หรือเปิดโอกาสให้ท่านได้เข้าวัดฟังธรรมะบ้าง การช่วยเหลืองานของท่านนั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากเย็นอะไร แต่ส่วนใหญ่มักเกิดความรำคาญที่พ่อแม่มักจะจู้จี้คอยสั่งให้ทำอะไรจุกจิกอยู่เสมอ ก็ไม่ควรไปถือเป็นเรื่องรำคาญทำด้วยความเต็มใจเสมอหากไม่ใช่เรื่องผิดศีลธรรม
  3. ไม่ทำตัวให้เสื่อมเสียแก่ชื่อเสียงวงศ์ตระกูล คือพยายามรักษาวงศ์ตระกูลที่ท่านให้มา ดำรงอยู่ได้นานๆคือ ดำรงตนอยู่อย่างสุจริตไม่เบียดเบียนใครก็เพียงพอแล้ว
  4. ประพฤติตนให้ดีควรแก่การรับมรดก ไม่ใช่อยู่เพื่อหวังมรดกไม่เกะกะเหลวไหล ไม่สุรุ่ยสุร่ายผลาญทรัพย์สมบัติที่ท่านเคยมอบให้และที่ท่านกำลังจะมอบให้ต่อไป

 

พระพุทธองค์เคยตรัสเกี่ยวกับการดูแลบิดามารดาของบุตรหลานเอาไว้ว่า

 

“ถ้าบุตรจะพึงวางบิดามารดาไว้บนบ่าสองข้างของตน ประคับประคองท่านให้อยู่บนบ่านั้น ป้อนข้าวป้อนน้ำให้ท่าน ถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่านั้นเสร็จ แม้บุตรจะมีอายุถึง 100 ปี และปรนนิบัติท่านเช่นนั้นตลอดชีวิต ก็ยังนับว่าตอบแทนบุญคุณท่านยังไม่หมด”

 

พระพุทธองค์ตรัสเช่นนี้ก็เพื่อจะได้ให้รู้ว่าสิ่งที่เราควรกระทำก่อนจะไปแสวงหาความสุขหรือความสัมพันธ์อื่น ๆนอกบ้าน สิ่งที่ควรเอาใจใส่ดูแลที่สุดนั้นความจริงแล้วอยู่ใกล้เรานี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดในการจะแก้ไขกรรมที่ทำให้ครอบครัวไม่มีความสุขเป็นอันดับแรก

 

การปฏิบัติในทางธรรม

การให้ทาน

ข้อปฏิบัติในทางโลกที่เราได้ทำมาก็นับเป็น การให้ทานแก่ครอบครัวทางหนึ่งนอกจากนั้นก็ยังมีทานที่เป็นทางธรรมด้วย ซึ่งของแบ่งเป็นวัตถุทานและธรรมทานดังต่อไปนี้

 

การทำวัตถุทาน คือการทำสังฆทาน,การนิมนต์พระมาเลี้ยงภัตตาหารที่บ้าน,การทำบุญบ้านประพรมน้ำมนต์ ,ถวายผ้าบังสุกุลอุทิศให้บรรพบุรุษให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขหรือทำบุญให้บรรพบุรุษให้ได้รับกุศล อันเป็นทานที่จะช่วยเสริมพลังบรรเทากรรมที่ติดมาจากอดีตชาติได้

 

การทำธรรมทาน คือเมื่อ บิดามารดาหรือคนในครอบครัวยังไม่ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ก็พยายามชักนำให้ท่านตั้งอยู่ในศรัทธาให้ได้ ด้วยการเริ่มปฏิบัติตนในศีลธรรมให้ท่านเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีเสียก่อน และถ้าท่านยังไม่มีศีลรักษาก็พยายามชักนำให้ท่านรักษาศีลให้ได้ถ้าท่านยังไม่ทำสมาธิ ยังไม่มีความสงบ ก็พยายามชักนำให้ท่านหาความสงบให้ได้

 

เมื่อท่านเห็นว่าลูกหลานได้ทำดีหรือคนในครอบครัวมีความเปลี่ยนแปลงที่ดีแล้ว ก็จะเป็นการน้อมนำชักจูงท่านให้ศรัทธาในพระพุทธศาสนาไปเอง และเมื่อใดที่ท่านได้เข้าถึงแล้ว ได้ไปปฏิบัติธรรมแล้วก็พยายามส่งเสริมท่านให้เดินทางสู่มรรคผลนิพพานอย่าไปขวางท่าน เพราะมีบางรายที่แม้จะดีใจที่พ่อแม่เข้าวัดปฏิบัติธรรมและพ่อแม่บางรายถึงกับออกบวชไปในช่วงท้ายของชีวิต แต่ลูกยังไม่อยากให้พ่อแม่บวชเพราะยังคงเป็นห่วงท่านอย่างนี้เราไม่ควรจะไปหวงไปห้ามเพราะท่านต้องการจะหลุดพ้นแล้ว

 

การรักษาศีล

ศีลที่ควรจะรักษาทั้งตัวเราเองและคนในครอบครัวให้ต่อเนื่องก็คือ ศีล 5ให้ครบทุกข้อโดยเฉพาะศีลในข้อที่ 3 และ 4 ต้องรักษาให้เคร่งครัด การที่เราเกิดความแตกแยกไม่สงบในครอบครัวก็เพราะเราอาจเคยผิดศีลข้อ3 ผิดลูกผิดเมียเขามาก่อนและข้อ 4 คือการใช้วาจาทำให้คนอื่นแตกร้าวกันก็จัดอยู่ในข้อนี้ด้วย เมื่อรักษาศีลได้ดีก็จะเป็นการสร้างกรรมใหม่ที่ดีให้เกิดขึ้นอานิสงส์ก็จะทำให้ครอบครัวและตนเองอยู่เย็นเป็นสุขมากกว่าเดิมแน่นอน

 

การเจริญภาวนา

ในที่นี้คือการรู้จักตั้งจิตอุทิศบุญกุศลที่ได้ทำมาจากทั้งการทำทานรักษาศีลแล้วก็ทำการตั้งจิตอุทิศบุญไปให้ พ่อแม่และคนในครอบครัวทั้งกรณีที่ยังมีชีวิตอยู่หรือกรณีที่ท่านล่วงลับไปแล้วก็ตามเป็นการส่งบุญให้คนในครอบครัวมีความสุข ด้วยบทคำอุทิศบุญที่ว่า

 

“อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตา ปิตะโร ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่มารดาบิดาของข้าพเจ้าขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า จงมีความสุข” และ บทอุทิศบุญกุศลให้ญาติพี่น้องว่า

 

“อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า จงมีความสุข”

 

การส่งบุญและความปรารถนาดีเพื่อหวังให้คนในครอบครัวมีความสุขย่อมทำให้เรามีความสุขไปด้วยผู้ที่ได้รับผลบุญไปแล้วได้ความสุขไปแล้วแม้จะเคยเป็นเจ้ากรรมนายเวรผูกพันมาในอดีตชาติก็จะลดความอาฆาตมาดร้ายลงจนกระทั่งหมดไปได้ก็ด้วยได้รับบุญ และจะส่งผลให้ไม่มีมีการเบียดเบียนกันอีกหากมีการอโหสิกรรม

 

เคล็ดสำคัญ : หาโอกาสไปล้างเท้าพ่อแม่เพื่อขออโหสิกรรมที่มีต่อกันไม่ว่าทางใดเมื่อท่านได้ให้อภัยได้อโหสิกรรมแล้วชีวิตย่อมมีความสุขเจริญรุ่งเรืองขึ้นแน่นอน

 

 

Read Full Post »

Older Posts »