Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for ธันวาคม, 2013

การที่คนเราจะมีอดีตชาติจริงหรือไม่นั้น หากเป็นผู้ที่มีความรู้ในระดับหนึ่งในศาสนาพุทธ เชื่อได้ว่าต่างตอบกันเป็นเสียงเดียวแบบทันทีว่า
คนเรามีอดีตชาติจริงหรือ ?

 

เรื่องอดีตชาตินั้นเป็นจริงแท้แน่นอน

เพราะเรื่องของอดีตชาตินั้นเป็นสิ่งที่ยืนยันในเรื่องราวเกี่ยวกับ “ความเชื่อเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด” อันเป็นวัฏจักรของกฎแห่งกรรมตามหลักคำสอนของทางพระพุทธศาสนา ซึ่งมีปรากฏไว้ในลักษณะของการบันทึกเรื่องราวการมีอยู่ของอดีตชาติ ทั้งในลักษณะคำสอนและพุทธประวัติที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกมากมายหลายประเด็น

แต่ก็ยังคนที่ไม่เชื่อ พยายามที่จะเถียงคอเป็นเอ็นว่าพระไตรปิฎกนั้นจะเชื่อถือได้หรือไม่ คนเหล่านี้ไม่ทราบว่าพระไตรปิฎกคืออะไร จึงได้พยายามตั้งประเด็นนี้ขึ้นมา ซึ่งพระไตรปิฎกนั้นคือ พระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระผู้มีพระภาคเจ้าได้สั่งสอนไว้ในสมัยพุทธกาล พระธรรมบางบทมาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธ เจ้าโดยตรง

ต่อมาเมื่อมีพระอรหันต์พระอริยสงฆ์สาวกได้รวบรวมพระธรรมเป็น 3 ภาค 3 ตำรา จึงเรียกว่า ไตรปิฎก เพื่อสาธุชนรุ่นหลังจะได้ศึกษาปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนเพื่อพ้นทุกข์จากการเวียนว่าย ตายเกิดจากนรกภูมิ มนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก สลับหมุนเวียนกันไป จนกว่าจะไปถึงที่สุดแห่งการหลุดพ้นคือ พระนิพพานที่ไม่ต้องมาเกิดอีกแล้ว

และก่อนที่พระพุทธองค์จะเสด็จปรินิพพาน พระอานนท์ พระอัครสาวก ได้เคยทูลถามว่า พระพุทธองค์จะตั้งผู้ใดเป็นพระศาสดาหลังจากพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานไปแล้ว

พระพุทธองค์ผู้ทรงตรัสรู้ทั้ง 3 โลก ทราบดีว่า ตัวแทนของพระพุทธศาสนานั้นที่ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด มั่นคงที่สุดนั้นก็คือ พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ที่พระพุทธองค์ตรัสรู้มา ไม่ใช่ที่ตัวบุคคล ซึ่งจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ตลอดเวลาและจะทำให้เกิดปัญหามากมายในภายหลัง พระพุทธองค์จึงตรัสสั่งกับพระอานนท์ให้สาวกในพระพุทธศาสนาให้ยึดถือ พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์นี้เป็นหลัก อย่ายืดติดกับผู้ใดทั้งสิ้น

และพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ได้ดำรงมากว่า 2,500 ปีล่วงมาแล้ว ช่วยเหล่าสรรพสัตว์ในโลกนี้พบกับความสุข นับค่าประมาณมิได้

 

แล้วคนที่นับถือศาสนาพุทธหากไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ไม่เชื่อในพระธรรมคำสั่งสอน ไม่เชื่อในเรื่องการเวียน ว่าย ตายเกิดที่บันทึกไว้อย่างชัดเจนมากมายในพระไตรปิฎก ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้วให้เข้าใจ ก็คงต้องปล่อยไปตามกรรมของคนที่มาเถียงข้างๆ คูๆ ในเรื่องนี้

สำหรับในเรื่องการมีอยู่ของอดีตชาติที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ พุทธประวัติที่เป็นเรื่องราวของ “ทศชาดก” อันหมายถึงอดีตชาติของพระพุทธองค์เอง ที่ทรงต้องบำเพ็ญเพียรบุญบารมีระดับสูงสุด 10 ประการอย่างยิ่งยวดกว่าจะได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในชาติสุดท้าย

หรือ ในประวัติของบรรดาพุทธสาวกคนสำคัญต่าง ๆ ในอรรถกถาธรรมที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกก็กล่าวถึง อดีตชาติของพระเถระแต่ละรูปที่ได้ประกอบคุณงามความดีไว้ในลักษณะต่าง ๆ กันจนในภพชาติสุดท้ายได้มาพบกับพระพุทธองค์อีกครั้ง และได้บำเพ็ญธรรมจนบรรลุอรหันต์หลุดพ้นเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดไป

ยกตัวอย่างเช่น พระอัครสาวกอย่างพระสารีบุตร ท่านได้ระลึกถึงอดีตชาติของตนได้ว่าเคยเกิดเป็นสรทดาบส ซึ่งเป็นชฎิล ซึ่งก็คือ ฤๅษีพวกหนึ่งที่เกล้าผมมวยสูง แล้วตั้งจิตปรารถนาและทำการบำเพ็ญเพียรเพื่อเป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้าในอนาคต เมื่อถึงชาติสุดท้ายจึงได้ทำความเพียรอย่างยิ่งยวด จนสำเร็จได้ตามที่พระสารีบุตรนั้นปรารถนา

หรือในการไขข้องสงสัยของบรรดาพระภิกษุที่มาเข้าเฝ้าถามพระพุทธเจ้าว่า เหตุใดคนที่ทรงคุณธรรมและฤทธานุภาพอย่างพระมหาโมคคัลลานะ จึงต้องรับผลกรรมโดยการถูกทุบตีจนตาย พระพุทธองค์ก็ทรงไขข้อข้องใจให้กับบรรดาพระภิกษุเหล่านั้นว่า

เป็นเพราะพระโมคคัลลานะ ท่านเองก็ได้ทำการระลึกชาติเพื่อย้อนไปดูกรรมของตนว่าในอดีตเคยทุบตีพ่อแม่ตนเองจนตาย ท่านจึงปลงใจยอมรับกรรมยอมโดนทุบตีจนตายบ้างเพื่อชดใช้ในสิ่งที่เคยกระทำ

หรือกรณีพระภิกษุที่มีชื่อเสียงอย่างท่านพระมหากัจจายานะ ท่านก็ได้ทำการระลึกชาติด้วยการเอามือขึ้นมาปิดตา เพื่อค้นหาสาเหตุที่ว่าเหตุใดท่านจึงได้เป็นผู้ที่มีฐานะเกิดมาร่ำรวยและมีลาภสักการะมากก็เพราะในอดีตชาติท่านเคยเกิดเป็นหมอ เคยทำบุญสร้างกุศลรักษาคนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแก่คนยากจนมากมาย ท่านจึงได้รับผลกรรมดีที่ได้ทำเอาไว้มาส่งผลในชาตินั้น

นอกจากนี้ยังมีบันทึกเรื่องราวในพระไตรปิฎกเกี่ยวกับ พระอริยสงฆ์ผู้ทรงคุณในด้านต่าง ๆมากมายที่สามารถทำการระลึกชาติได้ แล้วนำมาข้อธรรมคำสอนเพื่อบอกกล่าวให้ผู้คนได้ดำรงตนกระทำแต่ความดี

แต่ทว่าเรื่องราวของการระลึกชาติได้นั้นไม่ได้มีปรากฏแต่ในพระไตรปิฎกอันเป็นคำสอนที่บอกกล่าวให้เข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมเท่านั้น แม้ในยุคปัจจุบันก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องในการระลึกชาติของคนปกติธรรมดาได้อยู่มากมายทั้งในเมืองไทยและทั่วโลก

ดังเช่นเหตุการณ์ที่เป็นข่าวใหญ่อยู่พักหนึ่งในบ้านเรา เมื่อประมาณเดือนกันยายน ปีพ.ศ. 2552 ที่มีการค้นพบเรื่องราวราวสุดพิสดารเกี่ยวกับคนระลึกชาติ ที่หมู่บ้านตะคร้อ ต.ตะคร้อ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ ที่คนในหมู่บ้านเดียวกัน เชื่อว่าแต่ละคนสามารถระลึกชาติของตนเองได้กว่า 50 คนโดยผู้ทำการพิสูจน์เรื่องนี้ก็คือ คุณธวัชชัย ขำชะยัน ซึ่งเป็นบุคคลหนึ่งที่ได้สนใจและทำการศึกษาเรื่องกรณีการค้นหาอดีตชาติมาเป็นเวลานานพอสมควร

การพิสูจน์เรื่องการกลับมาเกิดใหม่นั้น คือพิสูจน์กับตัวบุคคลแต่ละคนโดยที่ บางรายนั้นมีพยานรู้เห็นเกี่ยวกับอดีตเป็นจำนวนมาก บางรายมีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมสามารถพิสูจน์ได้ บางคนสามารถจำได้แม้กระทั่งชื่อวัว ควาย สุนัข ที่เลี้ยงไว้ บางรายชาติที่แล้วเป็นผัวเมียกันชาตินี้กลับมาเกิดเป็นแฝด(ชายหญิง) บางรายก็เป็นเพียงเด็กหญิงวัย 4 ขวบเศษ แต่คนแก่วัย 50 ปี กลับยอมเรียกว่า “แม่” ได้อย่างสนิทใจ

ตัวอย่างในกรณีที่กล่าวถึงเรื่องการกลับชาติมาเกิดและระลึกชาติได้ก็คือ “ยายเพียร แย้มประดับ” ซึ่งได้เสียชีวิตไปนานแล้วเมื่อปีพ.ศ. 2535 และเชื่อว่ากลับมาเกิดใหม่เป็นเด็กหญิง ญาณินท์ ศิริมงคล วัย 4 ขวบ เรื่องนี้ถึงกับทำให้ลูกหลานของยายเพียรดีใจมาก ที่รู้ว่ายายเพียรได้มีบุญกลับชาติมาเกิดเป็นคนอีกครั้ง

แม้ว่ายายเพียรนั้นจะเกิดมาเป็นลูกหลานของครอบครัวอื่นในชาตินี้ แต่ลูกหลานของยายเพียรบางคนถึงกับเรียกเด็กหญิงญาณินท์ว่า “แม่” หรือ “ยาย” โดยทุกวันนี้ลูกหลานของยายเพียรก็ยังรับเอาเด็กหญิงญาณินท์มาเลี้ยงเหมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งในครอบครัว

นอกจากนั้น คุณธวัชชัย ขำชะยันยังได้ทำการศึกษาในจำนวนผู้ที่ระลึกชาติรายอื่น ๆได้กว่า 50 รายนี้มีเรื่องราวในอดีตชาติอันเป็นที่สนใจอย่างยิ่งและเป็นที่ยอมรับของญาติพี่น้องในอดีตชาติอย่างสนิทใจจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ในการเก็บรวบรวมคนระลึกชาตินั้นไม่เฉพาะแต่คุณธวัชชัยเท่านั้น ในต่างประเทศหรือระดับโลก ก็มี ศ.นพ.เอียน สตีเวนสัน นักจิตวิทยาชื่อดัง ที่ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังเช่นกัน แต่ปัจจุบันท่านเสียชีวิตไปแล้ว

ทั้งนี้ท่านทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ “การจำอดีตชาติได้” และ “การกลับชาติมาเกิด” (Reincarnation)  มากว่า 47 ปี ตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ.2503  ในช่วงที่มีชีวิตอยู่ท่านบันทึกเอาไว้ว่าได้พบผู้ที่จำอดีตชาติได้ หรือผู้ที่สืบชาติมาเกิดใหม่จากชาติและศาสนาต่างๆ ทั่วโลก ทั้งใน ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย แอฟริกา และทวีปเอเชีย(รวมทั้งประเทศไทย) มากกว่า 3,000 ราย

ด้วยการสนับสนุนทุนในการศึกษาวิจัยเด็กที่จำอดีตชาติได้จำนวนมหาศาล ถึงหนึ่งล้านดอลลาร์สหรัฐ จากนาย เชสเตอร์ คาร์ลสัน (Chester Carlson) ผู้ที่เป็นผู้คิดค้นประดิษฐ์เครื่องถ่ายเอกสาร ที่ให้ทุนมหาศาลนี้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสืบหากรณีศึกษา สัมภาษณ์ และเก็บข้อมูลหลักฐานในประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยต่อไปจนกระทั่งท่านได้เสียชีวิตลง

อีกกรณีตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นเรื่องความเชื่อว่าความมีภพมีชาตินั้นมีอยู่จริงเกี่ยวกับ พระอาจารย์คนสำคัญรูปหนึ่งในพระพุทธศาสนาที่เป็นพระนักปฏิบัติและมีจริยวัตรในการปฏิบัติที่ดี

ท่านได้ออกธุดงค์เดินป่าอยู่เป็นประจำในชีวิตของท่าน โดยมีเพื่อนภิกษุร่วมเดินทางไปด้วยเป็นครั้งคราวซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า เมื่อใดที่พบ “ช้าง” ในระหว่างทางท่านพระอาจารย์รูปนั้นจะต้องเป็นผู้นำการเจรจาปราศรัยกับช้างโดยที่ท่านจะพูดจากับช้างใหญ่ด้วยภาษามนุษย์ และท่านจะใช้วาจาที่ไพเราะอ่อนหวานยิ่งนักเป็นที่เจริญหูเจริญใจมากและไม่น่าเชื่อว่าช้างก็จะฟังท่านโดยดีเสียด้วย

เมื่อท่านขอให้ช้างนั้นหลีกไป ช้างก็จะหลีกให้ ขอให้หลบช้างก็หลบให้ขอให้ไปให้พ้นก็จะไปให้พ้นตามคำขอได้อย่างน่าอัศจรรย์ ท่านสามารถทำเช่นนี้ได้โดยที่พระรูปอื่นไม่อาจจะทำได้เพราะเหตุใดนั้นก็เป็นเพราะเชื่อว่า

ท่านพระอาจารย์องค์นั้นท่านคงจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับช้างมาแล้วในอดีตชาติและจะต้องเกี่ยวพันกันอย่างสำคัญมากด้วย ในชาตินี้ท่านจึงสามารถพูดจากับช้างได้รู้เรื่องและช้างก็ยินดีอ่อนให้กับท่านอย่างน่าอัศจรรย์นัก

เมื่อคิดได้เช่นนี้ก็จะน่าเป็นที่มาของความเชื่อเรื่องอดีตชาติของพระอาจารย์ท่านนั้นว่า ท่านอาจจะเคยเกิดเป็นช้างเชือกสำคัญมาก่อนจะมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ก็ได้และ ก็อาจเป็นไปได้อีกเช่นกันว่าท่านอาจจะเคยเกิดเป็นช้างมานานหลายภพหลายชาติจนนับไม่ถ้วนจริตและความรู้เดิม ความทรงจำเดิมของท่านจึงยังคงอยู่

อีกกรณีหนึ่งที่น่าสนใจยิ่งนักเกี่ยวกับเรื่องความมีอยู่ของอดีตชาตินั้น โดยที่กรรมเก่านั้นตามมาส่งผลเป็นเพราะการเป็นไปตามกฎแห่งกรรม โดยมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพระอริยสงฆ์สำคัญองค์หนึ่งของเมืองไทย ที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี แห่งวัดระฆังโฆษิตาราม มีเรื่องราวเล่าถึงท่านว่า ครั้งหนึ่งพระลูกวัดของท่านตีพระอีกรูปหนึ่ง ที่เป็นเพื่อนพระด้วยกันจนหัวแตก

การที่สงฆ์มีเรื่องมีราวกันเช่นนี้ก็ต้องให้ท่านที่เป็นเจ้าอาวาสเป็นผู้ช่วยตัดสินโดยที่ท่านทำการชำระความโดยแตกต่างไปจากการตัดสินกันในทางโลกโดยสิ้นเชิง

 

ท่านชำระความด้วยการบอกพระที่เป็นเจ้าทุกข์ที่ถูกตีหัวแตกนั้น เป็นฝ่ายผิด เพราะเป็นผู้ทำเขาก่อน!

การตัดสินที่ดูเหมือนจะผิดหลักความยุติธรรมเช่นนี้ สร้างความฉงนสงสัยมากต่อพระผู้ที่ถูกตีซึ่งในตอนแรกก็ไม่ยอมเพราะตนเองถูกตีหัวแต่ทำไมถึงผิด  สมเด็จฯ โต ท่านก็อธิบายว่าพระรูปที่ถูกตีหัวแตกในชาตินี้ ก็เพราะได้ตีพระอีกรูปมาก่อนไม่ชาติใดก็ชาติหนึ่ง ถ้าจะพระรูปนั้นได้รับโทษที่ทำในชาตินี้ก็จะไม่สิ้นสุดเวรกรรมกันเสียที แต่ถ้าไม่ถือโทษความผิดในชาตินี้ก็จะเป็นอันเลิกแล้วต่อกันไป

ท่านจึงได้ถามความสมัครใจของพระสงฆ์รูปนั้นที่ถูกตีหัวแตกว่าต้องการอย่างไร จะให้เอาความ ไปสร้างเวรสร้างกรรมกันต่อหรือไม่ ในที่สุดพระรูปก็เข้าใจที่สมเด็จฯ โตที่ได้เมตตาอธิบายและแนะนำแบนั้นพระรูปนั้นท่านจึงยินดียกโทษไม่เอาความ ก็เป็นอันเลิกแล้วต่อกันไป

การที่สมเด็จฯ โต ท่านสอนเช่นนี้ก็เพราะต้องการชี้ให้เห็นถึงเรื่องกรรมและการให้ผลของกรรมแบบข้ามภพข้ามชาติ เมื่อทำอะไรไว้ย่อมได้รับผลกรรมของตนแน่นอนและจะไม่มีวันจบสิ้นหากไม่มีการเลิกผูกเวรต่อกัน

เป็นการสอนให้คนรู้จักให้อภัยต่อกันอันจะก่อให้เกิดการที่กรรมนั้นได้หมดโอกาสที่จะส่งผลกันต่อไป ( อโหสิกรรม) เรื่องที่เล่ามานี้มาจากบทนิพนธ์ของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ในหนังสือธรรมทานที่ชื่อ “ว่าด้วย อำนาจอันยิ่งใหญ่ของกรรม” และขอพระเมตตา ขออนุญาตนำมาสรุปเพื่อให้ทุกท่านที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้จะได้มีภูมิธรรม เข้าใจในเรื่องอดีตชาติดียิ่งขึ้น

ในหลายปีที่ผ่านมา ได้เจอกับคนมากมายที่บอกว่าได้เคยมีคนบอกว่า เคยเกิดในชาตินั้น ชาตินี้ เคยเกิดเป็นทหารของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ เคยเกิดในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา เคยเกิดในแผ่นดินต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งก็บอกว่า อาจจะเป็นไปได้ทั้งนั้น

การล่วงรู้เรื่องของอดีตชาติแบบละเอียด รู้ว่าเป็นใครทำอะไร อยู่ที่ไหน ชื่ออะไรนั้น ต้องเป็นผู้ปฏิบัติธรรมชั้นสูงจนถึงขั้นมีอภิญญาที่ระลึกชาติได้ทั้งของตนเองและของผู้อื่น ซึ่งในสมัยนี้ก็ยังมีท่านที่รู้ถึงอดีตชาติแบบนี้แน่นอน แต่ส่วนมากท่านจะไม่บอกคนอื่นเพราะจะเป็นการไปอวดอุตริมนุสสธรรม  จนนำไปสู่การสร้างกรรมไปขัดขวางทางสำเร็จของท่านที่ท่านปรารถนา

ด้วยประสบการณ์ของผู้เขียน ได้พบเรื่องราวนี้ ได้พบครูบาอาจารย์มากมายทั้งที่เป็นพระอริยสงฆ์ อุบาสิกา ฆราวาสที่รู้อดีตชาติและท่านเมตตาบอกวิธีคลายวิบากกรรมแก่ผู้ที่กำลังทุกข์ และส่งเสริมให้คนทำกรรมดี ยังไม่เคยเจอครูบาอาจารย์ท่านใดที่เรียกเงิน เรียกทองจากผู้ที่กำลังทุกข์เลยสักคนเดียว

ขอเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง มีนักเขียนคนหนึ่งได้มีโอกาสพบกับครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งที่จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นการพบเพื่อไปขอความเมตตา ขอความรู้จากท่านเพื่อใช้ในการเขียนหนังสือให้เป็นประโยชน์ต่อคนทั้งหลาย และได้รับการบอกเล่าด้วยความเมตตาว่า

ในชาติที่แล้วนักเขียนคนนี้ เกิดที่เมืองเชียงใหม่ เคยเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดพระอริยสงฆ์ท่านหนึ่ง เป็นผู้ติดตามทำหน้าที่ขับรถและรับใช้พระอริยสงฆ์ท่านนี้ ไปบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามและศิลปวัฒนธรรมทั่วภาคเหนือ

ในชาตินี้ต้องมีเหตุให้กลับมาอยู่ที่จ.เชียงใหม่ เพราะต้องมาทำหน้าที่ให้เสร็จ เพราะยังมีวัดอีกมากมายที่ต้องการบูรณปฏิสังขรณ์และศิลปวัฒนธรรมล้านนา ฮีตฮอยประเพณีมากมายที่กำลังจะสูญหาย ที่ต้องการคนมาช่วยฟื้นฟู

ลืมบอกไปว่านักเขียนคนนี้ไม่ใช่คนเชียงใหม่ แต่เป็นเขยเมืองเชียงใหม่และพยายามทำงานเรื่องศิลปวัฒนธรรมของล้านนาโดยร่วมมือกับปราชญ์ชาวบ้าน แต่ไปไม่รอด เพราะคนรุ่นใหม่และนักการเมืองท้องถิ่นผู้ทรงอำนาจ ทรงอิทธิพลไม่เคยให้ความสนใจ เห่อแต่ของนอกจนลืมรากเหง้าของตัวเอง เห็นเรื่องภูมิปัญญาของบรรพบุรุษเป็นเรื่องล้าสมัย เป็นสิ่งของที่ตกค้างทางประวัติศาสาตร์ไปแล้ว

และนักเขียนท่านนี้ก็มานั่งนึกทบทวนว่า ในช่วงหลายปีนี้ทำไมมีจิตผูกพันกับพระอริยสงฆ์องค์นี้มากเป็นพิเศษเหนือครูบาอาจารย์องค์อื่น และทำไมมาสนใจในเรื่องศิลปวัฒนธรรมล้านนามาก ทั้งๆ ที่ไม่ใช่คนที่เกิดในแผ่นดินนี้

และมีหลายครั้งที่ต้องทุกข์กับการประกอบอาชีพ การทำงานตรงนี้และท้อใจมาก เพราะในบางครั้งต้องการใช้เงินเร่งด่วน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปหาที่ไหน ทุกครั้งที่เขาท้อใจก็จะไปไหว้รูปปั้นของท่านที่ตั้งอยู่ตีนดอยสุเทพ และไปขอพร ขอเมตตาให้ท่านช่วย และก็เกิดการมหัศจรรย์ที่ทุกครั้ง เขาผ่านเหตุการณ์ร้ายๆ ไปได้อย่างเส้นยาแดงผ่าแปดเลยทีเดียว

และที่เขาไม่เคยลืมเลย ก็คือ ครั้งที่วิกฤตหนักที่สุดในชีวิต เขาไปขอพร ขอเมตตาจากพระอริยสงส์ และคิดว่าครั้งนี้คงไม่รอดแล้ว เพราะดูเหมือนไม่มีทางเลยแม้แต่น้อยที่จะได้เงินมาใช้หนี้และเจ้าหนี้นั้นคงไม่ยอมอีกต่อไปแล้ว

วันนั้นเขาพูดกับรูปปั้นของท่านด้วยความน้อยใจในโชคชะตา และพูดในทำนองที่ว่า งานที่ทำก็เพื่อแผ่นดินล้านนาแต่ไม่มีใครมาช่วยแบบจริงใจเลย ถ้าไม่มีผลประโยชน์ก็จะไม่มาช่วย จนเกิดปัญหามากมาย ขอเมตตาครูบาฯ ได้ช่วยให้รอดด้วยเถิดในครั้งนี้ ถ้าไม่ไหวจริงๆ เขาก็ขอลาครูบาฯเลย เพื่อลากลับกรุงเทพฯ ไปเริ่มต้นสู้ชีวิตใหม่ ทำอาชีพใหม่ไม่หวนกลับมาอีกแล้วที่เมืองนี้

และปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น ในวันรุ่งขึ้นที่เป็นวันสุดท้ายที่ต้องได้เงินมาชำระหนี้ เพราะมีเสียงโทรศัพท์จากครูบาอาจารย์ท่านหนึ่ง ถ้าเอ่ยชื่อไปแล้วรับรองว่าท่านผู้อ่านทุกท่านคงรู้จักท่านดี ครูบาอาจารย์ท่านนี้บอกมาในสายว่า ให้รีบมาหาเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

นักเขียนคนนี้ก็รีบขับรถไปหาท่านทันที เพราะไม่รู้ว่าเป็นเรื่องด่วนอะไร เมื่อไปถึงสำนักของท่านที่ตรงอ. แม่ริม ท่านก็นั่งรออยู่ ทั้งๆ ที่ท่านมีธุระด่วนกับผู้ใหญ่ในแผ่นดินไทยท่านหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญมาก แต่ท่านก็เลื่อนเวลาไปนิด เพื่อที่จะรอนักเขียนคนนี้ เมื่อนักเขียนมาถึง

ทั้งสองคนก็ได้ร่วมกันไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครูบาอาจารย์ทุกท่านเสร็จตามปกติทุกครั้งที่เข้ามาที่สำนักนี้ เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีพรหมเทพ เทวดาทั้งหลายคุ้มครองอยู่  เมื่อไหว้เสร็จครูบาอาจารย์ท่านนี้ก็หันหน้ากลับมา และยื่นซองให้ซองหนึ่งแล้วบอกว่า ให้รีบเอาเงินไปใช้หนี้เสียในวันนี้

นักเขียนคนนี้ก็ตกใจ เพราะเรื่องที่ต้องการได้เงินแบบเร่งด่วนนี้ ไม่มีทางที่มนุษย์ในโลกนี้คนไหนจะได้รู้เป็นอันขาด เพราะเขาไม่ได้บอกใครเลยนอกจากรูปปั้นครูบาฯ ที่ละสังขารไปแล้วเท่านั้น เหมือนครูบาอาจารย์ท่านนี้จะเดาใจออก ก็พูดซ้ำอีกครั้ง บอกว่าให้เอาเงินไปเร็วๆ  ครูบาฯ มาบอกให้ช่วย ถ้าไม่ช่วยจะแย่และจะไม่ทำหน้าที่ต่อ

ท่านพูดแค่นี้ก็ออกปากไล่ให้กลับไปจัดการเรื่องเงินให้เสร็จ นักเขียนคนนี้ก็รับเงินมาพร้อมน้ำตา พร้อมความสำนึกในพระคุณของครูบาอาจารย์ทั้งสองท่านที่เมตตาทั้งในอดีตชาติและในชาตินี้ จึงต้องสัจจะอธิษฐานว่าจะทำประโยชน์แก่แผ่นดินล้านนาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในชีวิตนี้ เพื่อบูชาโมทนาพระคุณความดีของครูบาอาจารย์ที่เมตตา ให้ชีวิตอีกครั้ง

จากตัวอย่างที่ยกมานี้เป็นแค่ส่วนน้อยในเรื่องที่เกิดขึ้นจริง จึงพอจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นกรณีทั้งทางโลกและทางธรรมก็มีการกล่าวตรงกันว่า คนเรามีอดีตชาติหรือมีการเวียนว่ายตายเกิดเป็นไปตามวัฏจักรสงสารนั้นเป็นความจริงแน่นอน

 

หนังสือเล่มนี้ มีความปรารถนาที่จะให้ท่านทั้งหลายอยู่ในชาติปัจจุบันอย่างมีความสุข พบกับความเจริญตามที่ทุกท่านปรารถนาโดยมีเรื่องของอดีตชาติเป็นครูที่สำคัญในการเรียนรู้ เพื่อเปลี่ยนโชคชะตาชีวิตด้วยมือของท่านเอง ตามบุญและกรรมของแต่ละท่านที่ได้ทำมา

แต่อย่างไรก็ตามเรื่องราวนี้ก็ยังเป็นเพียงความเชื่อเฉพาะส่วนบุคคลที่ต้องใช้วิจารณญาณและปัญญาพิจารณาให้มากก่อนที่จะปลงใจเชื่อเรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างสนิทใจ ขอให้ยึดหลักกาลามสูตรของพระพุทธองค์เป็นที่ตั้ง ที่คนเราจะเชื่ออะไรนั้น ขอให้พิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง

แต่จะขออนุญาตแนะนำอะไรเล็กๆ น้อยๆ อันความรู้ทางธรรมนั้น แม้จะวิทยาการสมัยใหม่ หรือวิทยาศาสตร์นั้นยังพิสูจน์ไม่ได้อีกตั้งพะเรอเกวียนนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีจริง และวิทยาศาสตร์นั้นเป็นแค่ศาสตร์หรือความรู้อย่างหนึ่งที่มีมากมายในโลกนี้ และพึ่งเกิดมาไม่นานมานี้ ไม่กี่ร้อยปี

แต่พระพุทธศาสนานั้นถือกำเนิดมานานกว่ามากหลายเท่านัก และนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังระดับโลกแบบไอน์สไตน์ หรือใครอีกหลายคนที่คนทั่วโลกยกย่อง ต่างก็พากันยกย่องว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งความจริง มีครบถ้วนทั้งเหตุและผล อธิบายความเป็นมาในทั้งหมดและทุกคนสามารถพิสูจน์ได้ทุกเรื่อง โดยที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ยังคงวิ่งตามหลังอีกนาน

 

และต่างพากันยกย่องว่า พระพุทธเจ้าของเรานั้น เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งที่สุดในโลก

และสุดท้ายธรรมะนั้นต้องลงมือปฎิบัติ ลงมือพิสูจน์ถึงจะได้รู้ และสิ่งที่ได้รู้นั้นเป็น”ปัจจัตตัง”  หรือความรู้เฉพาะตน อาจจะบรรยายหรือพูดให้คนฟังไม่ได้ แต่ทุกท่านรู้ด้วยตัวเอง

ท่านว่าจริงไหม???

 

Advertisements

Read Full Post »

วิธีการแก้ปัญหาเรื่องการเงินและการงานที่กำลังเกิดขึ้นที่ผู้เขียนต้องการจะบอกกล่าวแนะนำดังต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับทางความเชื่อแต่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วจากครูบาอาจารย์ชั้นนำหลายท่านของเมืองไทย ผู้เขียนขอน้อมโมทนาบุญที่จะเกิดแก่หนังสือเล่มนี้แด่ท่านเหล่านั้นรวมถึงคุณผู้อ่านทุกท่านที่มีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ที่จะได้รับข้อมูลอันเป็นประโยชน์ที่ได้รับการถ่ายทอดมาอย่างสูงสุดแต่อย่างไรก็ตามการที่ข้อมูลในหนังสือเล่มนี้จะมีประโยชน์ต่อคุณผู้อ่านมากน้อยเพียงใดนั้น ก็อยู่ที่ตัวของคุณผู้อ่านทุกท่าน
แก้ปัญหาการเงิน,การงานและสร้างความรวยอย่างเร่งด่วนจะทำอย่างไร

 

ต้องเริ่มปฏิบัติตั้งแต่วันนี้โดยต้องเริ่มจากการหยุดการกระทำบาปหยุดการกระทำที่ไม่ดีทั้งปวงให้หมดสิ้นเสียก่อน ถ้าไม่ปิดทางชั่ว จะไม่มีทางแก้ไขอะไรได้เลย บุญกุศลก็จะเข้ามาช่วยไม่ได้เพราะบาปนั้นปิดทางอยู่

เมื่อปิดทางชั่วแล้ว ขอให้น้อมนำบุญที่เราสร้างทั้งทาน  ศีล ภาวนา  เป็นการสร้างบุญบารมีใหม่ในชาตินี้ให้เป็นบุญของตนเองที่จะทำการให้ อภัยทาน แผ่เมตตา อุทิศส่วนบุญกุศลและเชื่อมส่งบุญให้ถึงกันเพราะถ้าเราไม่มีบุญเป็นของตนเองก็คงไม่อาจนำบุญที่ไหนไปเชื่อมและส่งต่อให้กับผู้อื่นได้

  1. 1.              สร้างอาชีพที่มั่นคงและไม่บาป

ในที่นี้อยากจะขอให้คุณผู้อ่านแยกระหว่างสองคำนี้ออกจากกันคือ อาชีพที่มั่นคงอย่างหนึ่ง และอาชีพที่ไม่บาปอีกอย่างหนึ่ง คำว่าอาชีพที่มั่นคงนั้นมีความหมายว่า เป็นอาชีพใดๆก็ได้ที่ทำแล้วสามารถมีรายได้มาหล่อเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้อย่างต่อเนื่องโดยที่แม้ว่าจะหยุดทำงานนั้นหรือพักงานนั้นไปบ้างก็ยังคงมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่องไม่หยุด นี่คือความหมายของคำว่ามั่นคงในทางทรัพย์สิน ซึ่งในแง่ของความมั่นคงในด้านของรายได้นี้เป็นเพียง “ส่วนหนึ่ง” ที่พึงปฏิบัติเท่านั้น และที่สำคัญไม่มีใครสามารถหยุดทำงานไปเลยได้อย่างแท้จริง เพราะทุกคนต้องมีงานทำ เพื่อให้ชีวิตมีคุณค่าและมีชีวิตชีวา

แต่ ประเด็นสำคัญที่มากกว่าความมั่นคงก็คือ อาชีพนั้นต้อง “ไม่บาป” ซึ่งถือเป็นความมั่นคงและร่ำรวยอย่างแท้จริงที่จะทำให้เป็นสุขไปได้อย่างยาวนาน ไม่บาปในที่นี้หมายความว่าไม่ใช่แค่สุจริตเฉยๆ แต่ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์ทั้งส่วนตนและส่วนรวม

โดยทุกอาชีพนั้นการประกอบอาชีพใด ๆต้องมีจรรณยาบรรณ คือมีศีลอยู่ในการควบคุมอาชีพนั้นอยู่แล้วเพื่อไม่ให้ไปสร้างความเดือดร้อนแก่สังคม เพราะแม้ว่าบางคนจะมีอาชีพเป็นถึงนายแพทย์ที่รับเงินเดือนสูง ๆแต่กลับใช้วิชาชีพเพื่อก่อความร่ำรวยในทางที่ผิดเช่นเป็น สูตินารีแพทย์ดูแลผู้ป่วยหญิงในโรงพยาบาลตอนเช้า ตกเย็นมาเปิดคลินิกรับทำแท้งแบบถูกกฎหมายก็ไม่เรียกว่า การสร้างอาชีพที่มั่นคงและไม่บาป อย่างนี้เป็นต้น

“สัมมาอาชีวะ” ในความหมายของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่แค่อาชีพนั้นสุจริตแต่ในอาชีพนั้นยังสามารถทำให้เราพัฒนาจิตได้ด้วย เช่น ถ้าเราทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วทำให้เราลด ละ ความเห็นแก่ตัว ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น มีน้ำใจกับเพื่อนร่วมงาน ถึงแม้คุณเหนื่อย ไม่ได้รับการยอมรับ ไม่ได้รับการยกย่อง แต่เราก็ยังทำ เพราะมันเป็นสิ่งที่ดี ผลประโยชน์ไม่ได้เกิดขึ้นจากแค่งานที่ทำแต่กลายเป็นการละกิเลสออกจากใจได้ด้วย ถ้าเราสามารถทำงานอย่างมีสติการทำงานสร้างเงินก็ถือเป็นการปฏิบัติธรรมไม่ว่าจะเป็นงานที่ใช้แรงกายหรือแรงสมองก็สามารถพัฒนาจิตได้ทั้งนั้นคือสามารถ พัฒนาให้มีเมตตา กรุณา มีสมาธิ ลด ละความเห็นแก่ตัว ส่วนการพัฒนาปัญญาก็คือ เราใช้การทำงานเป็นโอกาสในการเข้าใจชีวิต เรื่องของการงาน มีทั้งความสำเร็จ ความล้มเหลว ทั้งลาภยศ สรรเสริญ และการเสื่อมลาภ เสื่อมยศ เราจะเข้าใจว่าวิถีแห่งโลกมันเป็นอย่างนี้เองต้องปล่อยวางให้ได้ ไม่ยึดติด ถือมั่นกับสิ่งใด

สิ่งสำคัญในการยึดถือปฏิบัติในทุกอาชีพก็คือ ใช้หลักอิทธิบาท 4 ในการทำงานทุกอย่าง แม้ว่างานนั้นจะไม่ใช่งานที่เราชอบก็ตาม เพราะ หากเราไม่สามารถทำในสิ่งที่ตัวเองรักได้ก็ควรเรียนรู้ที่จะรักในสิ่งที่ทำงานที่เราไม่ชอบ เพราะมันไม่ตรงกับความคาดหวังของเราซึ่งคนส่วนใหญ่เสียเวลาไปกับการตำหนิติเตียน น้อยอกน้อยใจหรือแม้แต่การตีโพยตีพายบ่นเรื่องเจ้านาย เรื่องเงินเดือน บ่นเรื่องเนื้องาน ฯลฯ

ขอให้เราลองวางมันลงลองปรับใจเสียใหม่ว่า ไม่ว่าจะเป็นงานประเภทไหน ให้ทำอย่างเต็มที่ ด้วยความตั้งใจ การทำงานจะมีความสุขมากกว่าเดิม ส่วนใหญ่ที่เราบ่นเรื่องงานด้วยความไม่ชอบใจ เพราะเรามีมาตรฐานบางอย่างในตนแล้วผลของเนื้องานหรือผลตอบแทนมันไม่เป็นไปตามนั้น เราควรเอาใจใส่กับงานที่ทำอยู่เฉพาะหน้าอยู่ตลอดเวลานอกจากทำให้งานดีขึ้นแล้วจะยังลดความไม่ชอบใจในงานนั้นได้อีกมากด้วย เรียกว่าหากต้องเจองานที่ไม่ถนัดหรือไม่ชอบก็ให้ยอมรับ แต่ไม่ใช่ยอมจำนน จึงจะเจริญก้าวหน้า

เราควรตั้งคำถามเรื่องงานอยู่เสมอว่าเราทำงานเพื่ออะไรอะไรคือคุณค่าสูงสุดของงาน ถ้าคำตอบคือการทำได้ประโยชน์สูงสุดให้กับเพื่อนมนุษย์แล้วเราปรารถนาที่จะทำอย่างเต็มที่ ให้ความเป็นตัวตนได้แสดงออกมาอย่างงดงามได้อย่างทรงพลังเรื่องเงินหรือรายได้ที่จะตามก็จะกลายเป็นเรื่องรองไปทันทีและสามารถสร้างอาชีพที่มีความสุขคือ มั่นคงและไม่บาปได้อย่างแน่นอน

  1. 2.              ค้นหาอาชีพที่จะทำให้เรารวยได้

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ไม่ใช่แค่อาชีพสุจริตแต่อาชีพที่เราทำต้องทั้งสุจริตและมีความฉลาดในการหาเงินด้วยเหมือนการขุดถนน ที่ถ้าใช้จอบเสียมก็ใช้เวลานานกว่าจะสำเร็จแต่ถ้าใช้รถแบ็คโฮ มาช่วยขุดผลสำเร็จก็จะเกิดเร็วขึ้นมากกว่า ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันมากมายว่าอาชีพที่จะทำให้คนเราประสบความสำเร็จและร่ำรวยได้นั้น คือการเป็น “เจ้าของธุรกิจ” หรือ เป็น “นักลงทุน” ตามหลักการพิสูจน์ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลกเรื่องของเงินสี่ด้าน เพราะคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจหรือนักลงทุนนั้นแม้จะหยุดทำงานแต่เขาก็สามารถมีรายได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้จะลางานไปเป็นปี ๆ เมื่อกลับมาทำงานต่อรายได้ก็ยังเกิดขึ้นเสมอ

แต่เพราะโลกแห่งความเป็นจริงคนเรายังไม่อาจจะเป็นเจ้าของธุรกิจหรือนักลงทุนกันได้ทุกคน แต่อย่างไรก็ตามทุกคนควร “ริเริ่ม” แนวคิดของการเป็นเจ้าของธุรกิจด้วยตนเองอยู่ตลอดเวลาแม้ในขณะนี้เราจะยังเป็นลูกจ้างประจำ,ข้าราชการ หรือ ผู้บริหารระดับสูงที่แม้เงินเดือนจะมากก็ควรคำนึงถึงเรื่องนี้ไว้เสมอ

การจะเริ่มต้นทำธุรกิจใด ๆเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ธุรกิจนั้นจะทำให้เราประสบความสำเร็จนั้นขอให้พิจารณาประเด็นหลักแรกที่สุดคือ “ธุรกิจนั้นต้องเป็นธุรกิจที่ก่อประโยชน์ให้กับผู้คนจำนวนมากและมีความหลากหลายให้มากที่สุด”

หากเราพิจารณาดูให้ดีจะเห็นว่า มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองไทยอย่าง เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ท่านได้เป็นมหาเศรษฐีร่ำรวยมหาศาลเช่นนั้นก็เพราะมีผู้ที่ได้ประโยชน์เป็นการสาธารณะมากคือ การเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวันที่ทุกคนต้องซื้อกินซื้อใช้ ท่านจึงร่ำรวยและประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล ดังนั้นการจะมองว่าธุรกิจหรืออาชีพใดที่จะทำให้เรารวยได้ธุรกิจนั้นก็ควรเป็นประโยชน์แก่คนหมู่มากเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่มองว่าจะได้กำไรมากเป็นที่ตั้งเพราะการเน้นได้เงินได้กำไรมากเป็นความร่ำรวยแค่ฉาบฉวยไม่อาจจะสร้างความยั่งยืนได้

 

ข้อพิจารณาที่สองก็คือ ธุรกิจหรืองานที่เราจะลงไปทำนั้น เรามีความรู้ความถนัดและคุณสมบัติมากแค่ไหนโดยมีหลักพิจารณาตามแนวพระพุทธองค์ว่า พ่อค้าที่จะประสบความล้มเหลวและประสบความสำเร็จนั้นให้พิจารณาคุณสมบัติดังต่อไปนี้

 

 พ่อค้าหรือเจ้าของธุรกิจที่ล้มเหลวในอาชีพ คือไม่สามารถทำโภคทรัพย์ที่ยังไม่มีให้มีขึ้น และที่มีอยู่แล้วก็ไม่สามารถทำให้เจริญงอกเงยเป็นทวีคูณ แปลความว่า ยิ่งทำยิ่งขาดทุน ก็จะมีลักษณะความประพฤติ ไม่ว่าเวลาใด เช้า เที่ยง หรือเย็น ก็จะไม่จัดแจงการงานให้เอื้อเฟื้อเป็นประโยชน์ ก็คือมัวแต่เกียจคร้าน ไม่เอาใจใส่ในอาชีพของตน ไม่อุทิศกายวาจาใจให้งาน ไม่มีวิญญาณความเป็นเถ้าแก่ คนที่เป็นเจ้าของกิจการกลับมีวิญญาณเหมือนคนเป็นลูกจ้าง คือทำไปตามหน้าที่ สิ้นเดือนรับค่าจ้างตายตัว ถ้าเจ้าของกิจการทำตัวเหมือนลูกจ้างก็จะไม่มีวันประสบความสำเร็จ

 

พ่อค้าหรือเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ คนที่สามารถประกอบกิจการการค้าได้ประสบความสำเร็จขายของได้กำไรเป็นทวีตรีคูณ จะมีลักษณะการทำงานดังต่อไปนี้

1. มีตาดี (จักขุมา) คือ มีสายตาอันยาวไกล รู้จักสินค้า ดูของเป็น คำนวณต้นทุนเก็งกำไรได้อย่างแม่นยำและสามารถมองไกลไปถึงอนาคตด้วยว่า อนาคตความเป็นไปทางการค้าและธุรกิจจะมีทิศทางไปทางไหนและสามารถปรับตัวได้ทันท่วงที

2. มีความจัดเจนในธุรกิจ ( วิธุโร) คือ มีหัวการค้า รู้แหล่งซื้อแหล่งขาย รู้ความเคลื่อนไหวของตลาด สามารถในการจัดซื้อจัดจำหน่าย คือซื้อของถูกที่สุดและคุณภาพดีได้มากที่สุด และสามารถขายออกไปในคราวละมาก ๆราคาเหมาะสม นอกจากนั้นยังรู้จักสงเคราะห์คนที่อยู่รอบข้างรวมไปถึง ญาติและมิตรสหายด้วย

3. มีแหล่งเงินทุนที่พร้อมและพึ่งพาได้ (นิสสะยะสัมปันโน) คือ มีความรู้จักคนมาก กว้างขวางในวงการ หาทางสนิทสนมกับคนที่มีอำนาจและมีฐานการเงินที่มั่นคงด้วยวิถีทางที่ฉลาดและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

แต่ถ้าหากได้กระทำการครบทุกอย่างตามนี้แล้วยังประสบปัญหาต่าง ๆไม่หยุดหย่อนก็แสดงว่า บุญของเรายังไม่มากพอที่จะรับหน้าที่ความรับผิดชอบนี้ เปรียบเหมือน งานนั้นมันเกินบุญของเรา บุญของเราไม่พอที่จะรองรับงานนี้ เหมือนคำเปรียบเปรยที่ว่า “วาสนาไม่ถึง” เพราะเมื่อดำเนินกิจการใด ๆไปแล้วทั้ง ๆที่เมื่อก่อนธุรกิจขนาดยังมีแค่เล็ก ๆก็บริหารไปได้ดี แต่พอมีการขยายกิจการมากขึ้น กลับมีแต่ปัญหาใหญ่ให้ตามแก้ไม่รู้จบจนขาดทุนแสดงว่า บุญเรายังไม่ถึงพอต้องเร่งสร้างบุญบารมีเพิ่มด้วยวิธีการที่กล่าวมาทั้งหมด คือหลักแห่ง ทาน ศีล ภาวนาโดยเร่งด่วน ให้บุญมากพอจะรองรับได้

3.ต้องมีกัลยาณมิตร หรือคนคอยสนับสนุนที่ดี

คนเรานั้นเรียกได้ว่า ไม่มีใครสามารถยิ่งใหญ่หรือเติบโตมาได้เจริญรุ่งเรืองได้เพียงเพราะลำพังตนเองคนเดียว เหมือนน้ำทุกหยดต้องมีต้นน้ำ ผู้ที่ประสบความสำเร็จร่ำรวยทุกคนย่อมมีผู้คอยช่วยเหลือสนับสนุน คือมีทั้งพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และมิตรสหายที่จะคอยสนับสนุนส่งเสริมให้ประสบความสำเร็จทั้งสิ้น

 

การค้นหาบุคคลเพื่อขอความช่วยเหลือนั้นทำอย่างไร ?

การจะค้นหากัลยาณมิตรที่ดีเช่นนี้เราจะค้นหาพบปะได้อย่างไร อย่างแรกอยู่ที่บุญเก่าและกรรมของเราจะนำพาไป ซึ่งหากยังไม่พบก็ต้องเร่งสร้างบุญใหม่ทำกรรมใหม่ให้ดีอยู่เสมอ ซึ่งขอให้ระลึกไว้เสมอว่า กัลยาณมิตรที่ดีจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นอบายมุขหรือเข้าไปอยู่ในสถานที่ “อโคจร” พาให้เสื่อมโดยเด็ดขาด เพราะไม่ใช่ที่ๆคนดีและคนเจริญเขาอยู่

เคล็ดลับในการจะพบเจอกัลยาณมิตรที่ดีนั้น ขอให้สร้างบุญด้วย ทาน ศีลและภาวนาให้มากแล้วทำ “การอธิษฐานพึ่งบุญ” เข้ามาช่วย เพื่อให้มีตัวกลางซึ่งเป็นผู้ที่มีบุญบารมีที่มากพอเข้ามาช่วยเหลือเราโดยเมื่อทำบุญแล้วก็อธิษฐานบุญอุทิศเชื่อมบุญไปให้คนที่เราต้องการไปขอความช่วยเหลือ โดยทำการเอ่ยชื่อท่านผู้นั้นหรือบุคคล นั้น รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่เราให้การเคารพนับถืออยู่เพื่อช่วยเสริมพลังช่วยอีกแรงหนึ่ง

 

ตัวอย่างคำอธิษฐานพึ่งบุญ (อย่างย่อ)

“ข้าพเจ้า…(เอ่ยชื่อ )…..ขอถวายเครื่องไทยทานอันประกอบด้วย พระพุทธรูป ผ้าไตรจีวร อัฐบริขาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค กับทั้งของบริวารทั้งหลาย เพื่อน้อมถวายเป็นพระสังฆทานน้อมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา อริยสังฆบูชา และขอน้อมอานิสงส์ผลบุญทั้งหลายทั้งปวงนี้

 

อุทิศให้แก่เทพเทวดาที่รักษาตัวของข้าพเจ้า อุทิศให้แก่เทพเทวดาอารักษ์ พระภูมิเจ้าที่ เจ้าที่เจ้าทาง ที่สถิตอยู่ในอาณาเขตพื้นที่พักอาศัย และสถานที่ประกอบวิชาชีพการงานของข้าพเจ้า คือ (…เอ่ยที่อยู่ หรือที่ทำงาน….) และอุทิศให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงที่กำลังจะมาถึงตัวข้าพเจ้า

 

อุทิศให้แก่….. (เอ่ยชื่อ ผู้ที่เราต้องการไปขอพึ่งบารมี หรือขอความช่วยเหลือ)…พร้อมทั้งระบุตำแหน่งหน้าที่การงานของเขา และอุทิศให้เทพเทวดาที่รักษาตัวของท่านผู้นั้น อุทิศให้แก่เทวดาอารักษ์ พระภูมิเจ้าที่ เจ้าที่เจ้าทาง ที่สถิตอยู่ในอาณาเขตพื้นที่พักอาศัย และสถานที่ประกอบวิชาชีพการงานของท่านผู้นั้น…(เอ่ยที่อยู่ของท่าน)… และอุทิศให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงที่กำลังจะมาถึงตัวท่านผู้นั้น

 

ขออานิสงส์ผลบุญทั้งหลายทั้งปวงนี้เมื่อโมทนาพระคุณความดีในสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทพเทวดาทั้งหลายเหล่านั้น ทุกพระองค์ ทุกท่าน บิดามารดาครูบาอาจารย์ และบุคคลทั้งหลายที่มีอุปการคุณต่อข้าพเจ้าทุกท่านขอเมตตาบารมีของทุกพระองค์ทุกท่านได้โปรดแผ่เมตตาบารมีให้ข้าพเจ้า …(เอ่ยชื่อตนเอง)… ได้สำเร็จความปรารถนาในหน้าที่การงานที่ปรารถนาอยู่ในขณะนี้ด้วยเทอญ”

โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ

 

Read Full Post »

เรื่องของคดีความ และเรื่องร้ายๆ นั้นคงเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อยากเจอเพราะเป็นเหตุให้ต้องเกิดความเดือดร้อน 3 อย่าง คือ กาย ใจและทรัพย์สิน บางคนต้องประสบอุบัติเหตุบ่อยคือแม้ร่างกายจะไม่บาดเจ็บอะไรเลยแต่ก็ต้องมีเหตุให้ขึ้นโรงขึ้นศาลอยู่ตลอด เช่นเพิ่งจะเอารถไปซ่อมออกมาจากอู่แล้วขับกลับบ้านแล้วจอดรถอยู่ดี ๆข้างถนนก็มีรถมาชนท้ายให้เกิดความเสียหาย
กรรมต้องเจอแต่คดีความเรื่องร้ายๆ โดยไม่คาดคิด

หรือบางคนทำธุรกิจใดๆก็ตาม ก็มีเหตุต้องขึ้นโรงขึ้นศาลฟ้องร้องกันอยู่เป็นประจำจนคดีเต็มศาลไปหมดชนิดที่ แก้ไขเสร็จหนึ่งคดีก็ต้องตามไปแก้อีกหนึ่งคดี หรือถูกใส่ร้ายป้ายสีจนต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ชีวิตมีแต่เรื่องเดือดร้อนอยู่ร่ำไป ก็เพราะเคยได้สร้างกรรมเอาไว้ดังนี้

 

เหตุจากกรรมเก่า

อาจเกิดจากกรรมโดยการที่ ตนเองเคยพบคนทุกข์ร้อนแล้วไม่ช่วยทั้ง ๆ ที่ตนเองสามารถพอจะช่วยเหลือได้ ปล่อยให้เขาให้ต้องทุกข์ ต้องลำบากถือว่าธุระไม่ใช่ หรือในบางครั้งสมน้ำหน้าเขาด้วยจิตริษยา  หรือ เคยไปออกรบทัพจับศึกเป็นผู้มีอำนาจในการรบแล้วเคยสั่งให้ทำลายบ้านเรือนหรือที่ทำกินของชาวบ้านให้คนอื่นได้รับความเดือดร้อนเพียงเพื่อความสะใจเท่านั้น หรือ เคยทิ้งเชื้อไฟเอาไว้ในทุ่งนาที่เขาเกี่ยวข้าวกองไว้โดยที่ไม่รู้ว่าเชื้อไฟนั้นยังไม่มอดดี ทำให้ไฟไหม้ที่นาของผู้อื่นจนใช้การไม่ได้หรือเกิดความเสียหายใหญ่หลวง หรือเป็นผู้ที่ไม่มีสัจจะวาจา รับปากใครแล้วไม่ยอมทำตามที่ตนเองเคยรับปากเอาไว้จนทำให้ผู้อื่นเกิดความเสียหายต่อการรอคอยหรือการกระทำที่ผิดสัญญานั้น หรือเป็นคนปากไม่ดีว่าร้ายเขาไปทั่ว ทำให้คนอื่นเจ็บช้ำน้ำใจอย่างหนัก หรือคอยยุยงส่งเสริมให้คนอื่นทำความชั่ว หลอกให้คนอื่นทำความชั่วแทนตนเพื่อให้เขาต้องรับกรรมไป

 

เหตุจากกรรมใหม่

พื้นฐานที่ทำให้เกิดคดีความก็คือ เป็นคนที่มีความประมาทอยู่ในชีวิตอยู่ตลอดเวลา คือไม่รู้จักระมัดระวังการกระทำในสิ่งใดๆให้รอบคอบ คือ ไม่มีสติที่นิ่งพอที่จะพินิจพิจารณาในการกระทำสิ่งนั้น หรือเห็นแก่ตัวมากจึงเป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนกับผู้อื่น นอกจากนั้นยังเกี่ยวข้องกับความมีกิเลสในเรื่องของ ความโลภและความโกรธคอยครอบงำจิตใจตลอดเวลา ไม่รู้จักระงับอารมณ์ความอยาก หรือความโกรธได้ เช่น เมื่อถูกท้าให้แข่งขันใดๆ ก็ไม่สามารถระงับความโกรธได้ มักกระทำการอย่างขาดสติ

เช่น พนักงานบริษัทแห่งหนึ่งถูกหัวหน้างานตำหนิเรื่องประสิทธิภาพของการทำงานอยู่เสมอ และตนเองก็ไม่เคยแก้ไขความบกพร่อง ซ้ำยังลุแก่โทสะตรงเข้าทำร้ายหัวหน้างาน หรือคนที่ชี้แจงจุดบกพร่องให้ ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บซึ่งนอกจากจะถูกไล่ออกแล้ว ยังโดนดำเนินคดีข้อหาทำร้ายร่างกายอีกต่างหาก

 

การแก้ไขกรรมในทางโลก

สิ่งที่จะคอยช่วยควบคุมไม่ให้เกิดความมีคดีความได้ดีที่สุดก็คือการฝึก “สติ” คือ ต้องรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ คือ รู้ว่างานหรือเครื่องมือหากินที่ทำนั้นเป็นงานสุจริตหรือไม่ เพราะหากเป็นสิ่งที่ไม่ดีไม่สุจริตก็ย่อมมีโอกาสสูงเผชิญหน้ากับตัวบทกฎหมายและต้องขึ้นโรงขึ้นศาลอย่างแน่นอน การฝึกสมาธินั้นช่วยได้อย่างยิ่งในเรื่องนี้ มีอุบายในการฝึกมากมายที่พระพุทธเจ้าได้ทรงชี้แนวทางเอาไว้ ซึ่งดีทุกทางแล้วแต่จริตของตนเลือกให้ตรงก็จะได้ผลดียิ่ง

ฝึกการควบคุมอารมณ์ในการกระทำต่อทุก ๆสิ่งโดยวางอารมณ์ให้เป็นปกติเรียบเฉย (อุเบกขา) คือเรื่องใดที่แก้ไขไม่ได้หรือเป็นไปแล้วก็ให้หาทางแก้ไขไม่ใช่การใช้อารมณ์ตัดสินแบบขาดสติจนเป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะวิวาท จนเป็นเหตุให้เกิดการฟ้องร้องเรื่องการทำร้ายร่างกายกันอีก

พยายามทำงานหรือทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมาที่สุด เป็นเกราะป้องกันและเป็นทางที่ดีที่สุดในการป้องกันการถูกฟ้องร้องให้เกิดคดี รวมไปถึงเรื่องการจ่ายเงินภาษีด้วยเพราะมีหลาย ๆบริษัทที่ประกอบกิจการงานดีทุกอย่าง ทำงานเป็นระบบ สินค้าก็เป็นของดีมีคุณภาพและเป็นธรรมกับผู้บริโภคแต่ ไม่ยอมจ่ายภาษีหรือตกแต่งบัญชีปลอมไปหลอกเจ้าหน้าที่ ก็กลายเป็นเหตุแห่งคดีความได้เช่นกัน นอกจากนั้นยังอาจเสี่ยงต่อการถูกใส่ร้ายป้ายสีอีกด้วย

 

วิธีแก้ไขในทางธรรม

ผู้ที่เจอกับคดีความบ่อย ๆมักจะเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ หรือความผิดพลาดในการทำงานร่วมกับผู้อื่นนอกจากพยายามแก้ไขตนเองไม่ให้ประมาทแล้วควรหมั่นไปทำบุญทำทานดังนี้ ไปซื้อโลงศพทำบุญทำทานให้ผู้เสียชีวิตที่อนาถาเพื่อเป็นการสงเคราะห์ให้ดวงวิญญาณได้รับความสงบสุขไม่ต้องทุกข์ร้อนเรื่องร่างกายที่จะไม่ได้รับการประกอบพิธีกรรม โดยไปทำบุญโลงศพได้ตามมูลนิธิต่างๆ หรือหากใครมีกำลังทรัพย์มากพอก็สามารถบริจาคเป็นโลงศพเลยก็ได้ ปล่อยปลา ปล่อยนกโดยมีเคล็ดวิธีการดังนี้

ควรไปซื้อนก ซื้อปลาจากตลาดสดโดยเลือกปลาที่ชะตากำลังจะหมดหรือกำลังจะตายเพราะจะถูกคนซื้อไปฆ่าทำเป็นอาหาร และควรนำไปปล่อยที่แม่น้ำใหญ่จะดีกว่าลำคลองเล็กๆ เพราะนอกจากจะให้เขาเป็นอิสระแล้วยังทำให้เขามีโอกาสรอดชีวิตได้มากกว่า

ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาแนะนำไว้ว่า ถ้าสามารถปล่อยปลาหรือนกให้ลงท้ายด้วยเลข 9 หรือตามกำลังทรัพย์ที่สะดวก ถ้ารู้สึกว่า ณ เวลานั้นกำลังมีเคราะห์กรรมหนักคือกำลังเผชิญหน้ากับคดีความชี้เป็นชี้ตายอนาคต ก็ให้ปล่อยปลาเท่าอายุ เช่น 30 ปี ก็สามารถทยอยปล่อยให้ครบจำนวน 30 ตัวภายใน 1 เดือนก็ได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องไปปล่อยที่วัด แต่เป็นที่ที่เราสะดวกก็ได้ และเมื่อใดที่ปล่อยสัตว์ใดๆแล้ว ต้องงดกินเนื้อสัตว์นั้นตลอดชีวิต

 

ถ้ากรรมหนักนั้น ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำให้บวช เพื่อเป็นการเอาตนเองสู่โลกทางธรรมอย่างเร็วที่สุด ถ้าบวชพระ บวชชีสละเพศฆราวาสไม่ได้  ขอให้เข้าไปบวชเนกขัมมะหรือบวชพราหมณ์ปฏิบัติธรรมที่วัด ถือศีล 8 อย่างเคร่งครัด และถ้าได้ร่วมสร้างพระประธานหรือพระใหญ่ๆ  แล้วอุทิศบุญไปให้เจ้ากรรมนายเวรเสีย ยิ่งเป็นการดีมากๆ ที่ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

นอกจากการปล่อยสัตว์หรือทำบุญด้วยทานที่กล่าวมาแล้วต้องถือศีล 5 ให้เคร่งครัดที่สุด และควรถือศีล 8 ให้เคร่งครัดอย่างน้อยอีก 7 วัน เพราะอานิสงส์ของศีลจะทำให้ชีวิตเป็นปกติไม่ต้องเจอเรื่องทุกข์ร้อนใด ๆ และเจ้ากรรมนายเวรใด ๆก็ไม่สามารถเข้ามาแผ้วพานได้ด้วย

ต่อจากนั้นให้ฝึกเจริญวิปัสสนากรรมฐานเป็นเวลาอย่างน้อย 7 วันภายในหนึ่งเดือน โดยสวดมนต์ไหว้พระและอุทิศบุญให้แก่เจ้ากรรมนายเวรด้วยบทอุทิศบุญโดยเฉพาะต้องอุทิศบุญไปให้คู่กรณีหรือคู่ความของตนเองที่กำลังมีปัญหาต่อกันอยู่เป็นประจำ เพราะ การที่คนเราต้องเกิดมาเจอกันและผูกพันกันจนต้องก่อเวรก่อกรรมให้เป็นคดีความนั้นก็เพราะ เคยสร้างกรรมที่ไม่ดีร่วมกันมาก่อนและผูกเวรต่อกันจึงทำให้เดือดร้อนสร้างกรรมกันต่อไปไม่รู้จบ

 

หมายเหตุ ให้สวดมนต์บทอุทิศบุญและบทขออโหสิกรรมให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ บทสวดมนต์ที่อยากจะแนะนำคือ บทสวดพระชัยมงคลคาถาหรือที่เรียกกันว่าบทสวดพาหุงมหากาฯ และบทสวดพระมหาจักรพรรดิ ของหลวงปู่ดู่ วัดสะแกจ.อยุธยา

 

Read Full Post »