Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for ตุลาคม, 2013

ก่อนจะกล่าวถึงเนื้อเรื่องต่อไปขออนุญาตเล่าประสบการณ์อีกสักหน่อยครับ ตอนที่ผมได้บวชเรียนอยู่นั้นจะมีชั่วโมงเรียนพระธรรมและพระวินัยแยกกันคือชั่วโมงเรียนพระธรรมก็จะเรียนกับพระอาจารย์ท่านหนึ่ง ส่วนเรื่องพระวินัยก็จะมีอีกท่านหนึ่งผลัดกันสอนให้เพื่อจะได้ไม่งง
บุตรแห่งพระพุทธเจ้า (ตอนจบ)

วันหนึ่งก่อนที่จะเข้าเรียนเจ้าสุนัขตัวโปรดของหลวงพ่อก็ตกลูกออกมาครอกหนึ่งครับ เป็นลูกหมาน่ารักมากถึง 7-8 ตัวเลยทีเดียว พระภิกษุใหม่ทั้งหลายก็ชอบที่จะเข้าไปดูไปอุ้มพอพระอาจารย์เดินผ่านมาก็เห็นว่าพระใหม่กำลังชุมนุมอะไรกันอยู่ท่านก็เดินเข้ามาดูแล้วก็อมยิ้มแล้วก็บอกให้ไปเข้าชั้นเรียนพอดี ก่อนจะเรียนวิชาพระวินัยในวันนั้น ท่านถามคำถามหนึ่งที่ทำให้เหล่าหลวงพี่ใหม่ฉงนงงงวยเลยทีเดียว

“เมื่อกี้ เห็นเจ้าหมาที่คลอดลูกกันมาใช่หรือเปล่า แต่ละคนนึกถึงอะไรกันบ้าง” จู่ ๆพระอาจารย์ก็ถามขึ้นมาหลวงพี่แต่ละรูปก็ตอบต่าง ๆกันไป ส่วนใหญ่ก็จะว่าน่ารักดีกันทั้งนั้นบางรูปอาจจะไม่กล้าตอบก็เลยบอกว่าเฉย ๆเป็นธรรมดาของสัตว์โลก (ไม่รู้ว่าใจจริงคิดอย่างนี้หรือเปล่า) เมื่อพระอาจารย์ไม่เฉลยคำตอบสักทีก็มีหลวงพี่คนหนึ่งถามขึ้นมาว่า “แล้วพระอาจารย์เห็นแล้วนึกถึงอะไรครับ”

พระอาจารย์ตอบว่า “ก็ปลงกับชีวิตที่เกิดมา ว่าทำไมคนบาปมาเกิดอีกแล้ว…….” เงียบกริบเลยครับทั้งที่ชั่วโมงนี้เป็นวิชาพระวินัยสงสัยจะได้เรียนเรื่องวิชาธรรมซึ่งผมก็คิดว่าดีเหมือนกันที่ได้ฟังอะไรนอกจากพระวินัยบ้าง ( สารภาพตามตรงว่าวิชาพระวินัยค่อนข้างน่าเบื่อครับ แต่ก็ดีใจที่ได้เรียน) การที่พระอาจารย์ท่านกล่าวอย่างนั้นมันก็มีเหตุผลครับเป็นเหตุผลในทางธรรมที่ฟังขึ้นด้วย

ในทางพระพุทธศาสนากล่าวเอาไว้ครับว่า ใครจะมาเกิดเป็นมนุษย์ได้ต้องอาศัยกุศลกรรมคือกรรมดี เช่นต้องรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์มาก่อนเพราะศีล 5 คือ ความเป็นปกติของความเป็นมนุษย์แค่นี้ก็อึ้งแล้วครับเพราะถ้าสังเกตจากคนในยุคนี้จะพบว่า “น่าจะ”มีน้อยคนจริง ๆที่จะได้มาเกิดเป็นมนุษย์อีกที่เหลือก็แยกย้ายกันไปตามกรรมที่ได้กระทำมา

ความยากของการมาเกิดเป็นมนุษย์นั้นพระพุทธองค์เคยตรัสไว้ว่า เปรียบเหมือนมีห่วงขนาดเล็กลอยเคว้งคว้างอยู่ในมหาสมุทรแล้ว ทุกๆร้อยปีจะมีเต่าตาบอดโผล่ขึ้นมาครั้งหนึ่งโดยโอกาสที่เต่าตาบอดตัวนี้จะสอดหัว เข้าไปในห่วงนั้นได้พอดีแม้จะมีน้อยมากก็จริงแต่โอกาสที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์นั้นน้อยกว่านั้นเสียอีก !!

แล้วเรื่องยากที่ขึ้นไปอีกประการหนึ่งนอกจากการมาเกิดเป็นมนุษย์ก็คือการได้เกิดอย่างบริบูรณ์แล้วได้มาพบพระพุทธศาสนาเพราะกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จะมาตรัสรู้นั้นต้องบำเพ็ญบารมีให้เต็มเปี่ยมเสียก่อนไม่ใช่ว่าใครจะเป็นกันได้ง่าย ๆ พระโพธิสัตว์ท่านต้องบำเพ็ญบารมีเป็นเวลายาวนานอย่างน้อย 20 อสงไขยกับแสนกัป บางพระองค์ต้องบำเพ็ญบารมีนานถึง 80 อสงไขย จึงจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อธิบายแทรกตรงนี้สักเล็กน้อยครับเรื่องหน่วยเวลาที่นับเป็นกัปนี่มันเป็นอย่างไร “กัป” เป็นหน่วยวัดเวลาที่ยาวนานมากๆๆครับเทียบเอาว่ามีขุนเขากว้างใหญ่สูง 1 โยชน์ กว้าง 1 โยชน์ ยาว 1 โยชน์ หรือใครจะนับเป็นลูกบาศก์โยชน์ก็ได้ไม่ผิดกติกา แล้ว 1 โยชน์นี่ยาวเท่ากับ 16 กิโลเมตรทุกๆเวลา 100 ปีจะมีเทวดาเอาผ้าทิพย์เนื้อละเอียดมาลูบขุนเขานั้น “หนึ่ง”ครั้งแล้วก็จะทำเช่นนี้ทุกๆร้อยปี จนขุนเขาที่ทั้งกว้างยาวและหนาอย่างละ16กิโลเมตรนั้นสึกลงจนราบเสมอพื้นดินจึงจะถือว่าเป็นเวลา 1 กัป แค่นี้นานจนไม่อยากจะนับเลยครับเพราะไม่รู้ว่าจะใช้เวลากี่ปี

แล้วท่านอาจารย์ก็บอกต่อว่าพวกเราที่มาบวชได้นี่นับว่าโชคดีมากๆเพราะไม่ว่าจะมาแบบใดก็ได้อานิสงส์คนละหลายกัปทั้งนั้น คือในคัมภีร์ได้กล่าวถึงอานิสงส์ของการมาบวชไว้ต่างๆกัน อานิสงส์ที่ว่าเป็นการปิดทางไปสู่อบายทุคติและจะได้ไป “สวรรค์” มีความสุขในปัจจุบัน

ระยะเวลาของการได้อานิสงส์ก็แตกต่างกันไปตามเจตนาของผู้ที่มาบวชกล่าวคือบุคคลใดมี จิตเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา หากได้อนุญาตให้ลูกได้บวชถ้าบวชเป็นสามเณรจะได้รับอานิสงส์ 8 กัป คืออันนี้พ่อแม่ได้ครับ และถ้าหากต้องการใช้ลูกบวชเป็นพระพ่อแม่ก็จะได้รับอานิสงส์เป็นสองเท่าคือ 16 กัปเลยครับ ดังนั้นในอานิสงส์ข้อนี้ทำให้ผมคลายความสงสัยว่าทำไมมีพ่อแม่บางคนบังคับให้ลูกบวชให้ได้แม้จะต้องเอาของมาล่อให้บวชก็ยังต้องยอมทำเพราะมันเป็นอย่างนี้นี่เอง

แต่อานิสงส์ที่จะได้มากจริงก็จะเกิดขึ้นกับคนที่มีจิตเลื่อมใสแบบผุดขึ้นเองโดยธรรมชาติประมาณว่าไม่ต้องมีใครชักชวนไม่ต้องมีใครบังคับฉันอยากบวชด้วยตัวฉันเองถ้าบวชเป็นสามเณรก็จะได้รับอานิสงส์ถึง 32 กัป และถ้าบวชเป็นพระก็จะได้รับอานิสงส์มากถึง 64 กัป

เอาเป็นว่าในชั่วโมงเรียนพระวินัยชั่วโมงนั้นแต่ละคนก็ได้ความรู้เรื่องอานิสงส์ของการมาบวชกันไปเป็นหัวข้อที่ถกกันได้ทั้งชั่วโมงครับแค่นั้นยังไม่พอถกกันสนุกจนแม้จะหมดเวลาแล้วแต่ละคนพระอาจารย์ก็จะถามเหตุผลของการมาบวชที่แท้จริง ซึ่งอาจเป็นโชคจริงๆของตัวผมเองก็ได้ที่ในตอนนั้นจู่ ๆก็นึกอยากบวชด้วยความตั้งใจจริงของตัวเองข้อนี้ผมจึงกล้าตอบพระอาจารย์ได้เต็มปาก (โอ้ อานิสงส์ตั้ง 64 กัป) และที่สำคัญไม่ใช่ผมคนเดียวหลายคนก็คิดแบบนี้ ดีใจซะจนน่าฉลองหลังเลิกเรียนเสียจริง ๆแต่เป็นพระฉลองไม่ได้ครับทำได้แค่ชนแก้วน้ำปานะเท่านั้น

นี่เป็นเรื่องของ อานิสงส์ความเชื่อของการบวชครับแต่ยังมีอยู่อีกข้อหนึ่งที่ยังน่าสงสัยคือประโยคที่ว่า “ให้ลูกได้บวชแล้วพ่อแม่จะได้เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์แล้วกลายเป็นบุตรของพระพุทธเจ้า” ประโยคนี้ตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจจึงต้องค้นคว้าหาคำตอบให้ได้ในชั่วโมงเรียนวิชาธรรมในวันถัดไป

การยกคำถามนี้ขึ้นมาถกกันต่อในชั่วโมงเรียนนี้ทำให้เกิดความน่าสนใจหลวงพี่ที่ทำหน้าที่สอนท่านจึงได้เอ่ยถึงเรื่องราวของกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งให้ฟังกันครับนั่นก็คือเรื่องราวของท่าน “พระเจ้าอโศกมหาราช”

ในที่นี้ผมขอไม่ลงลึกไปถึงประวัติอันยาวนานและยิ่งใหญ่ของท่านแต่จะเล่าพอสังเขปว่า ท่านเป็นกษัตริย์ยิ่งใหญ่แห่งอินเดียได้ทำการศึกสงครามขยายอาณาเขต ให้ยิ่งใหญ่ทั่วชมพูทวีป ทุกแห่งหนที่กองทัพพระองค์บุกเข้าไปไม่มีคำว่าปราชัยมาเลยแต่เมื่อได้ทำการบุกยังแคว้นกลิงคะปรากฎว่าพระองค์ต้องทุ่มกำลังทหาร ทุ่มเวลาในการต่อสู้กับคนเมืองแคว้นกลิงคะเป็นเวลานานเพราะคนเมืองนี้ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ๆหรือแม้แต่ผู้หญิงต่างก็จับอาวุธต่อสู้กับกองทัพของพระองค์กันได้ทั้งนั้น จึงทำให้พระองค์ได้รับชัยชนะมาอย่างยากลำบากยิ่งนัก

ทั้งสองฝ่ายรบกันอยู่เป็นเวลานานในที่สุด ฝ่ายพระเจ้าอโศกสามารถรบชนะตีแคว้นกาลิงคะได้สำเร็จแต่การรบครั้งนั้นทำให้ผู้คนล้มตายกันเป็นแสนๆ คนพระองค์คงได้เห็นศพของเหล่าทหารของทั้งสองแคว้นที่นอนตายเกลื่อนสนามรบเลือดไหลนองเต็มไปทั่ว จึงเกิดความสลดพระทัยพระองค์ทรงสำนึกเสียใจในการก่อสงครามเป็นครั้งแรก และทรงแสดงความเสียใจออกมาให้เป็นที่ปรากฏแก่สาธารณชนและตรัสถึงความเจ็บปวดรวดร้าวของผลแห่งการขยายอำนาจด้วยความสงครามและความโหดร้ายเช่นนี้

พระองค์จึงได้ทรงป่าวประกาศว่าต่อไปนี้พระองค์จักไม่ทรงถอดพระแสงดาบออกมาเพื่อการพิชิตใดๆอีกต่อไป พระเจ้าอโศกมหาราชไม่เพียงแต่ทรงประกาศล้างมือจากสงครามด้วยพระองค์เองเท่านั้นแต่ยังทรงส่งทอดเจตนารมณ์นี้ให้ไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานด้วยว่าการพิชิตเพียงอย่างเดียวที่มีค่าและควรกระทำคือการพิชิตโดย “ธรรม” เท่านั้นการพิชิตด้วยวิธีนี้เป็นการสร้างความดีเพื่อเก็บไว้ใช้ได้ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

หลังจากนั้นชีวิตของพระองค์ก็เปลี่ยนจากหลังเท้าเป็นหน้ามือเลยครับ พระองค์สร้างบุญไม่หยุดไม่หย่อนทำทุกอย่างที่เป็นความดีและงดเว้นทุกเรื่องที่ไม่ดี ทรงประกาศให้ยกเลิกการฆ่าสัตว์บูชายัญ ห้ามการรื่นเริงเลี้ยงสุราหรือชนสัตว์เพื่อการพนัน ก่อตั้งโรงครัวโรงพยาบาลสำหรับมนุษย์และสำหรับสัตว์ไปทั่วพระราชอาณาจักรตลอดไปจนถึงต่างประเทศ ทรงให้ปลูกสมุนไพร และไม้ผลสองข้างถนน ให้ขุดสระสาหรับมนุษย์และสัตว์ ฯลฯ

ด้วยบุญวาสนาของพระองค์ทำให้ได้ทรงพบกับ “นิโครธสามเณร” ที่มีกิริยามารยาทสงบเรียบร้อยซึ่งเป็นโอรสของเจ้าชายสุสิมะ (พี่ชายของพระองค์เองที่พระองค์เคยสังหารเพื่อชิงราชบัลลังก์ โชคชะตานี่ช่างเล่นตลกจริง ๆ) สามเณรนิโครธก็แสดงธรรมโปรดพระเจ้าอโศก หลังจากพระองค์ได้ฟังธรรมแล้วจึงมีความเลื่อมใสในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า และได้ประกาศพระองค์เป็นพุทธมามกะและได้นับถือสามเณรนิโครธผู้เป็นหลานให้เป็นพระอาจารย์ของตนเองด้วย ได้ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนาหลายประการ เช่น ทรงพระราชทานทรัพย์จำนวนมากเพื่อทำทานทุกวัน ทรงสร้างวัด,วิหาร,พระสถูป,พระเจดีย์ และหลักศิลาจารึกเมื่อทรงทราบจากพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระว่าเคยมีพระสถูปในพระพุทธศาสนาถึง 84,000 แห่ง (เทียบเท่าจำนวนพระธรรมวินัย) จึงทรงโปรดให้สร้างวัดในจำนวนที่เท่ากัน โดยโปรดให้สร้างวัด “อโศการาม” ที่เมืองปาฏลีบุตรและมหาวิทยาลัยนาลันทาซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก

นโยบายที่สำคัญคือการเลิกการแผ่ขยายอำนาจในการปกครองจากการรบมาใช้หลักพุทธธรรมแทน หรือ “ธรรมราชา” ปกครองอาณาจักรของพระองค์ โดย ทรงส่งสมณะทูตไปเผยแพร่ศาสนาโดยแบ่งเป็น 9 สาย ซึ่งรวมถึงการส่งพระโสณะและพระอุตตระไปยังสุวรรณภูมิรวมพื้นที่ของประเทศไทยเราในปัจจุบัน

พระองค์สร้างบุญสร้างกุศลเสียขนาดนี้ก็นับว่าคงจะพยายามชดเชยในสิ่งที่เคยกระทำลงไปครับเมื่อสมัยที่ทรงได้ชื่อว่า “จัณฑอโศก” (อโศกผู้โหดร้าย) พระองค์ก็โหดร้ายสมชื่อจริง ๆแต่การทำบุญของพระองค์แม้จะมากมายเพียงใดก็ตามพระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระก็อดท้วงติงไม่ได้

พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระท่านเป็นพระเถระชั้นอรหันต์แล้วครับจึงมีกลวิธีที่จะให้พระเจ้าอโศกได้เข้าถึงบุญกุศลอย่างที่สุดวันหนึ่งท่านมีโอกาสได้สนทนาธรรมกับพระเจ้าอโศกจึงได้ชี้แจงเรื่องของการทำบุญทำทานว่า “ถึงแม้มหาบพิตรจะทำบุญมากขนาดไหนก็ตามก็ยังไม่อาจมีอานิสงส์เทียบได้กับการได้เป็นบุตรของพระพุทธเจ้า”

พระองค์ก็เกิดความสงสัยใคร่รู้ขึ้นมา คนเป็นกษัตริย์อย่างพระองค์ทำอะไรแล้วก็ต้องทำให้ถึงที่สุดจึงได้ถามพระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระว่าแล้วจะทำอย่างไรจึงจะได้บุญอานิสงส์เทียบเท่าการเป็นบุตรของพระพุทธองค์ พระโมคคัลลีบุตรก็ได้ช่องยิงเลยครับโดยการบอกให้พระองค์ได้ออกผนวชเสีย

 

“การได้ออกบวชก็เท่ากับเป็นการได้เปลี่ยนสถานะตัวเองให้กลายเป็นกุลบุตรในพระพุทธองค์โดยสมบูรณ์และบิดามารดาก็จะได้อานิสงส์ได้รับการยอมรับให้กลายเป็นลูกของพระพุทธเจ้าไปด้วยเช่นเดียวกัน”

ถึงบางอ้อก็ตรงนี้เองครับพระเจ้าอโศกมหาราชนั้นเสวยราชย์รวมทั้งสิ้นได้ถึง 41 ปีก็ทรงสละราชสมบัติ ออกผนวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาอยู่ได้ปีเศษแล้วลาสิกขาเพศออกมาเสวยราชย์ใหม่กลายเป็นบุตรของพระพุทธเจ้าสมใจพระราชปฏิปทานี้นับว่าเป็นแบบแผนประเพณีของพระมหากษัตริย์ที่นับถือพระพุทธศาสนาสืบมาจนถึงปัจจุบัน ในบั้นปลายแห่งพระชนม์ชีพทรงได้รับพระสมัญญาว่า “พระเจ้าธรรมาโศกราช” หรือ “ธรรมมาอโศก” แปลว่า “อโศกผู้ทรงธรรม” และเสด็จสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. 313 โดยที่กระดูกของพระองค์ถูกนำไปโปรยไว้ที่แม่น้ำคงคา

คำตอบที่ได้จากพระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระเรื่องของการบวชก็แจ่มแจ้งดังนี้ครับ หากลูกได้บวชเป็นสามเณรแล้วก็ยังไม่ถึงที่สุดของการเป็นบุตรของพระพุทธองค์ต้องให้ลูกได้บวชเป็นพระด้วยครับถึงจะครบสมบูรณ์ เพราะอานิสงส์ต่างกันเหตุที่อานิสงส์ต่างกันก็เพราะข้อปฏิบัติทางวินัยของพระภิกษุนั้นมีความบริสุทธิ์สูงกว่าสามเณรมากเมื่อข้อวินัยสูงก็จะทำให้ผู้รักษามีความบริสุทธิ์ไปด้วย อย่างที่ทราบกันนะครับว่า สามเณรถือศีล 10 ข้อ แต่พระสงฆ์ถือมากถึง 227 ข้อนั่นเอง

เมื่อลูกอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์แล้วหากเขาพร้อมบวชก็ให้เขาบวชเลยครับแต่ในที่นี้ขอบอกกล่าวเอาไว้ก่อนครับว่าไม่ใช่ว่าทุกคนที่อยากบวชแล้วจะบวชได้เพราะทางวินัยสงฆ์ท่านก็ข้อจำกัดในการบวชเหมือนกันเพื่อเป็นการป้องกันและรักษาไว้ซึ่งพระศาสนา

คนที่ต้องห้ามบวชไม่ให้บวชโดยเด็ดขาดแม้จะมีจิตศรัทธาแค่ไหน มีอยู่ 3 ประเภทครับ ประเภทแรกได้แก่ คนที่มีเพศบกพร่องทั้งหลาย ซึ่งมี 2แบบคือ เป็นชายไม่จริงจะเป็นหญิงแท้ให้ได้อย่าง กะเทย (คำพระท่านว่าเป็น บัณเฑาะก์) และคนที่มีสองเพศในร่างเดียวกันเป็นทั้งชายและหญิง  (อุภโตพยัญชนก)

การที่มีข้อบัญญัตินี้ขึ้นมาเพราะว่าสมณะเพศอย่างพระภิกษุนั้นเป็นเพศชายล้วนก็จริงแต่ถือวัตรปฏิบัติไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศโดยสิ้นเชิงหากปล่อยให้ผู้ที่มีเพศชายแต่ใจหญิงเข้าไปอยู่ร่วมด้วยอาจจะก่อปัญหาภายหลังทำให้พระสมณะอื่นเดือดร้อนในเรื่องความประพฤติและตัวผู้ที่บวชมาจากเพศบัณเฑาะก์เองก็ไม่อาจดำรงศีลให้เป็นปกติครบทุกข้อด้วยจึงได้มีการห้ามเอาไว้ครับ

ส่วนอีกประเภทหนึ่งอันนี้หนักกว่าข้อแรกเสียอีกเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่มีพฤติกรรมจ้องจะทำลายศาสนาซึ่งคนแบบนี้มีทุกยุคทุกสมัยมาตั้งแต่พุทธกาลจนถึงปัจจุบันคือ ปลอมตัวมาบวชเพื่อหวังลาภสักการะไม่ทำมาหากินเป็นที่เป็นทางหรือไม่ก็ทำผิดวินัยร้ายแรงจนไม่อาจจะให้อภัยได้ซึ่งมีดังนี้ครับ

เคยเป็นผู้ที่ฆ่าพระอรหันต์มาก่อน (เคยฆ่าคนธรรมดามายังสามารถบวชได้นะครับ อย่างองคุลีมาลนั่นปะไร)เคยข่มขืนทำร้ายภิกษุณีมาก่อน, ปลอมตัวไปบวชมาก่อน,พวกที่จิตใจโลเลเคยบวชแล้วไม่ชอบใจหันไปนับถือศาสนาอื่นแล้วก็เปลี่ยนกลับมาขอบวชอีกอย่างนี้ก็ได้ไม่รับครับ เรียกว่าเป็นพวกเข้ารีตเดียรถีย์

หากเคยบวชเป็นพระแล้วทำผิดขั้นร้ายแรงจนถึงต้องจับสึกนี่ก็ห้ามอีกครับคือต้อง อาบัติ “ปาราชิก”ได้แก่ เสพกามขณะเป็นพระ,ลักทรัพย์ตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป,ฆ่ามนุษย์ และอวดอ้างว่าตนเองเป็นพระอรหันต์ทั้งที่ไม่ได้เป็นแล้วมีคนหลงเชื่อ (เรียกว่า อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน)

เป็นภิกษุที่เคยทำ “สังฆเภท”คือทำให้หมู่คณะสงฆ์ต้องเกิดความแตกแยกหรือคนที่ชอบทำให้หมู่คณะแตกแยกเป็นฝักฝ่ายอย่างนี้ก็ไม่รับครับเพราะภิกษุต้องลงอุโบสถทำสังฆกรรมร่วมกันคนที่สามารถทำให้พระผู้ถือศีลบริสุทธิ์แตกแยกได้ก็นับว่าเป็นคนอันตรายที่มีคำพูดส่อเสียดร้ายกาจมากๆเป็นอันตรายต่อสังคมครับ

และผู้ที่ได้ทำ โลหิตุปบาท คือได้ทำร้ายพระพุทธเจ้าถึงห้อพระโลหิตขึ้นไป (ปัจจุบันก็คงไม่มีแล้วในสมัยพุทธกาลมีเพียงคนเดียวที่ทำได้ถึงขนาดนี้ก็คือพระเทวทัตเพราะท่านหมายจะฆ่าพระพุทธเจ้าและหวังจะขึ้นครองเป็นศาสดาแทนพระองค์นั่นเอง)

คนประเภทสุดท้ายที่ห้ามบวชก็คือคนที่ทำผิดต่อผู้ที่ให้กำเนิดตนเอง เคยฆ่าพ่อแม่ตัวเองถือเป็นความผิดที่หนักมากๆเกินกว่าจะให้อภัยและช่วยเหลือไม่ได้ห้ามบวชเป็นอันขาด บุคคลทั้งสามประเภทนี้แม้จะมาบวชแล้วรู้ความทราบทีหลังก็ต้องจับสึกออกไป

ยังมีกลุ่มคนอีกประเภทหนึ่งครับที่ “ไม่แนะนำให้บวช” หรือเรียกว่า ไม่สมควรจะบวชถ้าได้บวชแล้วก็ถือว่าแล้วกันไปครับคือ คนที่เป็นโรคติดต่อและโรคที่เป็นอุปสรรคในการครองตนเป็นพระ 5 ชนิดได้แก่ โรคเรื้อน(กุฎฐัง),โรคฝีทั้งตัว(คัณโฑ),โรคผิวหนัง (กิลาโส)โรคหืด (โสโส) และ โรคลมบ้าหมู(อะปะมาโร)ที่ต้องบัญญัติข้อห้ามขึ้นมาก็เพราะโรคบางโรคเป็นโรคติดต่ออย่างโรคเรื้อนโรคผิวหนังขืนให้เข้าไปบวชมีหวังพระท่านมีสิทธิ์ติดโรคกันไปถ้วนหน้า ส่วนโรคหืดและลมบ้าหมูก็เป็นอุปสรรคมากในการบำเพ็ญธรรมครับ เช่นกำลังสวดมนต์หรือเทศนาอยู่ดีๆ จู่ ๆหายใจไม่ออกหรือชักขึ้นมาก็จะเป็นการลำบากและโรคนี้เป็นกันตลอดชีวิตรักษายากไม่เหมือนเป็นไข้เจ็บคอที่ไม่กี่วันก็หายแล้ว

คนที่มีอวัยวะพิกลพิการไม่สมประกอบทั้งหลายก็ไม่ควรบวชเช่นกัน หากพิจารณาให้ดีแล้วก็เพราะว่าเป็นการทรมานร่างกายเปล่าๆเพราะต้องถือข้อปฏิบัติวินัยให้เคร่งครัด ตาบอดตาใส พิการง่อยเปลี้ยเสียขา เป็นใบ้หูหนวกหรือแม้แต่คนที่อาญาแผ่นดินหนัก ๆจนมีร่องรอยปรากฏถูกเฆี่ยน ถูกสักหน้าประจานมาอย่างนี้เป็นต้น

และสุดท้ายครับสำหรับคนที่ควรบวชก็คือ “ไม่พร้อมจะบวช” คือไม่มีอาจารย์จะบวชให้(ไม่มีผู้อุปัชฌาย์) และ ไม่มีบาตรไม่มีจีวรอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่มีทั้งสองอย่างหรือไปยืมทั้งบาตรทั้งจีวรเขามาอย่างนี้ก็ไม่พร้อมบวชครับเพราะเป็นของใช้ส่วนตัวต้องมีขาดไม่ได้

หากไม่เข้าข่ายข้อห้ามบวชเท่าที่ว่ามานี้ก็พาลูกไปเป็นลูกพระพุทธเจ้าและเตรียมขึ้นสวรรค์เลยครับ

ย่างเท้าเข้าประตูสวรรค์

ก่อนที่ผมจะผ่านพิธีอุปสมบทอย่างเป็นทางการผมลองถามเพื่อนที่จะมาบวชด้วยกันเรื่องเหตุผลของการบวชแต่ละคนเหมือนอย่างที่พระอาจารย์ถามตอนที่ได้บวชไปแล้วนั่นแหละครับซึ่งเหตุผลส่วนใหญ่ก็พื้น ๆ ประมาณว่า “อกหัก หลักลอย คอยงาน สังขารเสื่อม” แม้จะดูเป็นเหตุผลที่ออกจะตลกๆอยู่สักหน่อยแต่ก็เป็นความจริงของหลายๆคนไม่รู้จะพึ่งอะไรก็เลยมาพึ่งธรรมะซึ่งก็นับว่าดีกว่าหันไปหาอบายแต่หลังจากได้บวชเรียนผ่านไปจึงได้เข้าใจว่าเหตุผลทางโลกที่ว่ามามันกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ผลที่ได้จากการบวชเรียนมันยิ่งใหญ่กว่านั้นมากมายเลยทีเดียว

หลังจากผ่านพิธีรีตองของการบวชมาแล้ว (ซึ่งขอบอกว่าไม่ได้ยากเย็นอย่างที่คิดครับแค่ไม่คุ้นเคยเท่านั้นที่จะต้องเปล่งคำขอบวชและขอรับศีลต่าง ๆเป็นภาษาบาลีและมคธ) ก็คือการมุ่งปฏิบัติภารกิจตัดภาระต่าง ๆทางโลกเพื่อจะได้มีโอกาสบำเพ็ญเพียรทางจิตใจได้อย่างเต็มที่ครับเป็นการเผา “กิเลส”ออกไปจากใจเพื่อเป็นการก้าวเข้าสู่ความบริสุทธิ์ทั้งกายและใจหลังจากละโลกนี้ไปแล้วก็จะได้ย่างเท้าขึ้นไปในที่สูงกว่าคือชั้นสวรรค์และชั้นนิพพานไม่มีการลงเบื้องต่ำอย่างแน่นอน

การเผากิเลสก็ต้องปฏิบัติตามกิจวัตรที่พระพุทธเจ้าได้ทรงกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด (กิจวัตรคือสิ่งที่ต้องทำและควรทำเป็นประจำ) แต่หากทำไม่ได้ก็ไม่ร้ายแรงขนาดต้องขาดจากความเป็นพระ แต่เพราะมันไม่เกิดความงามให้ชวนน่าเลื่อมใสและเป็นช่องทางให้เสื่อมถอยได้ ถ้าพระภิกษุรูปไหนตั้งใจปฏิบัติวัตรอย่างเคร่งครัดความเป็นพระก็จะดีขึ้นสวยงามขึ้นเรื่อยๆ เป็นบาทฐานพลังที่จะกำจัดกิเลสออกไปได้ง่ายขึ้นครับ

กิจวัตรที่พระภิกษุต้องปฏิบัติอยู่เสมอมีอยู่ 10 ประการได้แก่

  1. 1.              บิณฑบาต

การบิณฑบาตจะเรียกให้ทันสมัยหน่อยก็คือ “อาชีพ”ของพระครับคำว่า บิณฑบาตแปลตามความหมายของคำว่า “การตกแห่งก้อนข้าว”โดยพระวินัยข้อที่บัญญัติไว้ว่าห้ามพระภิกษุหุงหาอาหารฉันเองต้องรอให้เขาถวายให้จึงจะฉันได้ ถ้าเขาไม่ให้ก็อดไป

การที่พระพุทธองค์กำหนดให้พระภิกษุต้องบิณฑบาตก็เพราะว่าจะได้มีเวลาในการประพฤติปฏิบัติธรรมได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องไปดิ้นรนหาเลี้ยงชีพแบบคนธรรมดาให้เหนื่อยอ่อนจนหน้าดำคร่ำเครียดไม่มีกะจิตกะใจจะศึกษาบำเพ็ญธรรมนั่นเองครับ

แต่การบิณฑบาตนี้มักจะมีผู้เข้าใจผิดว่าแล้วมันต่างกับขอทานอย่างไร ผู้ที่สงสัยข้อนี้ไม่ใช่มีเพียงแต่ผู้คนในยุคปัจจุบันเท่านั้นนะครับแม้แต่ในสมัยพุทธกาล องค์พุทธบิดาอย่างพระเจ้าสุทโทธนะก็ยังมีความสงสัยเลย การบิณฑบาตแตกต่างจากการขอทานทั้งวิธีการและการรับและต้องตอบแทนคืนด้วยครับ ซึ่งผู้ที่เป็นขอทานไม่อาจทำได้ พระท่านบิณฑบาตท่านก็ขอด้วยอาการสงบ เวลารับก็รับอย่างสงบ ถ้าไปขอแล้วเขาไม่ให้ก็จากไปอย่างสงบไม่เหมือนขอทานที่พยายามร้องขอด้วยความน่าสงสารและพยายามคร่ำครวญให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ

รูปแบบของการบิณฑบาตนั้นมีอยู่ 3 ลักษณะใหญ่ ๆครับได้แก่ พระท่านถือบาตรออกไปบิณฑบาตตามลำดับบ้าน,ญาติโยมจัดอาหารมาถวายที่วัด และ พระท่านรับนิมนต์ไปฉันที่บ้านของญาติโยม

ถ้าหากเป็นในทางโลกเวลาที่ใครให้สิ่งของเรามาก็ต้องหาทางตอบแทนกันตามสมควรแต่พระภิกษุเวลาที่บิณฑบาตได้ข้าวปลาอาหารมาแล้วจะเอาอะไรตอบแทนเขา ก็คือการประพฤติธรรมให้ดีแล้วนำธรรมนั้นมาถ่ายทอดมาสอนเขาแทน แนะนำแนวทางการดำรงชีวิตให้มีความสุขและการจะทำอย่างนั้นได้ก็ต้องฝึกฝนศึกษาหาความรู้และปฏิบัติธรรมให้มากๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีค่าสูงกว่าอาหารที่ญาติโยมได้นำมาถวายหลายเท่าที่ คฤหัสถ์คนธรรมดาเขากราบไหว้พระที่มาขออาหารโดยการบิณฑบาตก็เพราะเหตุผลข้อนี้นี่แหละครับ

การออกบิณฑบาตเมื่อพระท่านรับอาหารจากโยมแล้วก็จะทำการอุทิศบุญให้โยมเหล่านั้นให้เขาได้มีความสุขความเจริญและส่งผลบุญไปยังญาติโยมของเขาที่เสียชีวิตไปแล้วด้วย ถ้าจะว่าไปก็คงไม่ต่างจากบุรุษไปรษณีย์เพียงแต่พระท่านทำหน้าที่รับแล้วก็ส่งบุญเท่านั้นเอง

การบิณฑบาตจึงถือเป็นอาชีพของพระภิกษุซึ่งได้มาโดยชอบ ไม่จำกัดแค่อาหารแต่รวมไปถึงเครื่องนุ่งห่มอย่างสบง จีวร อังสะ ยารักษาโรคหรือกุฏิก็ได้มาในลักษณะเดียวกันคือขอเอาแบบสมณะ

ย้อนไปอ่านเรื่อง มหาทุคตะกับพระกัสสปะพุทธเจ้าจะเห็นว่า เมื่อพระพุทธองค์รับบิณฑบาตจากมหาทุคตะแล้วพระองค์จะเทศนาสั่งสอนเพื่อให้เขาได้ดำรงตนอยู่ในความดีและบรรลุธรรม นี่แหละครับคือจุดมุ่งหมายของการบิณฑบาตที่แท้จริง

  1. 2.              กวาดวัด

ถ้าใครไปวัดบ่อย ๆตอนเช้า ๆหลังจากพระท่านฉันเช้าแล้วหรือช่วงเย็น ๆหน่อยจะเห็นพระท่านออกมากวาดวัดกันเต็มไปหมดกวาดตั้งแต่ถนนหนทาง ศาลาตลอดจนกุฏิของท่าน แล้วการกวาดวัดนี่ได้อะไรบ้างและจำเป็นแค่ไหนครับ

กวาดแล้วก็ได้ความสะอาดครับไม่เพียงแต่ภายนอกบริเวณที่กวาดแต่มันสะอาดไปถึงจิตใจด้วยตามหลักคำสอนที่สำคัญคือ พึงละชั่วทำดีและทำใจให้ผ่องใส การที่จิตใจเราจะผ่องใสได้วัตถุภายนอกต่าง ๆก็ต้องมีความสะอาดเสียก่อน ยกตัวอย่างง่าย ๆในบ้านของเราเองครับวันไหนที่มีแรงลุกขึ้นมาทำความสะอาดถูบ้านขัดห้องน้ำจนเอี่ยมวันนั้นก็จะรู้สึกจิตใจโปร่งสบายไปด้วยก็เพราะรอบบ้านรอบห้องมันสะอาดนี่ครับ ตรงกันข้ามถ้ารอบ ๆบริเวณสกปรกไปหมดก็คงยากที่ใจจะสดชื่นแจ่มใส พอใจสะอาดแล้วก็ง่ายที่จะฝึกตนเองให้สะอาดตามวัตถุภายนอกได้ครับ

เป็นพระนี่ไม่ว่าใครก็ต้องลงมากวาดวัดครับไม่เว้นแม้แต่พระราชาคณะ พระครูผู้อุปัชฌาย์ หรือเจ้าอาวาสท่านก็ต้องทำเหมือนกันหมดถ้าวัดไม่สะอาดก็บ่งบอกถึงความมีวินัยของวัดแสดงถึงความตั้งใจจริงในการศึกษาธรรมและพระวินัยว่ายังไม่ดียังหย่อนยานอยู่ ตรงกันข้ามกับวัดที่สะอาดแม้มีกุฏิไม่มากวิหารไม่ใหญ่โตหากทำสะอาดสะอ้านก็น่าเข้าไปนั่งเข้าไปฟังธรรมปฏิบัติธรรมไม่นานก็จะขยายวัดออกได้ใหญ่ขึ้นเองเพราะแรงศรัทธาจากญาติโยมครับ

ตอนที่ผมยังบวชเป็นพระอยู่มีโอกาสได้กวาดวัดกับพระอาจารย์ผู้อุปัชฌาย์และท่านเป็นเจ้าอาวาสด้วยท่านบอกมาประโยคหนึ่งสั้น ๆ เหมือนคำพร่ำบ่นแต่กินใจยิ่งนักครับว่า “ใบไม้นี่ก็ร่วงหล่นมาทุกวัน สกปรกกันทุกวันนะ” ผมได้แต่รับคำเฉย ๆเพราะไม่รู้จะพูดอะไรต่อ หลังจากนั้นท่านก็เอ่ยต่อว่า “แต่ถึงใบไม้และขยะมันจะมากอย่างนี้มันก็สู้กิเลสในใจของเราไม่ได้หรอก”

โดนเต็มๆ ครับ กวาดวัดให้สะอาดก็เหมือนกวาดใจให้สะอาดไปด้วยจริงๆ อานิสงส์ของการกวาดทำความสะอาดวัดก็มีหลายประการครับได้แก่

1.จิตใจผ่องใส เพราะขณะที่กวาดใจจะคิดถึงแต่ความผ่องใสตั้งใจทำให้สะอาดทำให้ใจสงบเป็นสมาธิจะบรรลุธรรมได้ง่าย

2. ยังจิตใจให้กับผู้ที่พบเห็นเกิดความสดชื่นรื่นรมย์ทำให้เขาได้เกิดความเลื่อมใสในการนับถือพระพุทธศาสนาด้วย

3.ได้ชื่อว่าสั่งสมบุญมีอานิสงส์ให้เกิดเป็นผู้ที่มีผิวพรรณงามสดใส คนที่ชอบความสะอาดก็จะนึกถึงแต่ความสะอาดจะดูแลตนเองให้มีแต่ความสะอาดไปด้วย แม้จะสิ้นชีวิตไปแล้วด้วยใจที่รักสะอาดจะน้อมนำให้ไปเกิดในแดนสวรรค์

4. เป็นการออกกำลังกายที่ดีสำหรับพระภิกษุพระรูปใดที่ชอบกวาดวัดรักษาความสะอาด แม้แต่สบง จีวร ตลอดจนกุฏิของท่านก็จะยิ่งสะอาดร่างกายก็จะสดชื่นแข็งแรง เป็นผลให้มีความสุขคิดดีพูดดีและทำดีได้โดยตลอดรอดฝั่ง

  1. 3.              ปลงอาบัติ

เวลาบวชเป็นพระบวชใหม่นี่จะมีความกลัวอย่างหนึ่งซ่อนอยู่ในใจครับ เพราะว่าต้องถือศีลมากถึง 227ข้อ ขนาดตอนเป็นโยมอยู่นี่ 5 ข้อยังว่าลำบากเลยความกลัวที่ว่าก็คือกลัวเรื่องทำผิดวินัยสงฆ์นั่นเองครับยกตัวอย่าง ข้อที่ผิดง่าย ๆก็คือการดื่มน้ำหรือรับประทานอะไรก็ตามต้องถือนั่งฉันเท่านั้นห้ามยืนหรือเดินฉันครับเพราะมันไม่งามก็เลยต้องไป “ปลงอาบัติ” กับพระรูปอื่นเพื่อแสดงความสำนึกความผิด

การปลงอาบัติเป็นข้อปฏิบัติหนึ่งที่ต้องทำครับแต่ยิ่งอยู่นานก็จะน้อยลงไปเองเป็นการเปิดเผยและยอมรับผิดว่าตัวเองทำผิดและต่อไปจะพยายามสำรวมระวังไม่ให้ทำผิดอีก พระพุทธองค์บัญญัติข้อปฏิบัตินี้ไว้ห้ามภิกษุเก็บซ่อนความผิดของตนถ้าทำผิดหนักมากจริง ๆก็ต้องตัดใจสึกออกไปเสีย เพราะแสดงว่า สติของคนๆนั้นหย่อนเกินกว่าจะถือครองเพศบรรพชิตได้ แต่ถ้าผิดหนักไม่ร้ายแรงเป็นภัยต่อศาสนาแต่ผิดในการรักษาตนให้บริสุทธิ์ก็ต้องยอมประจานตนเองต่อคณะสงฆ์เพื่อขอรับโทษหรือแม้แต่ต้องถูกกักบริเวณเอาไว้ก็ต้องยอมครับ

พระบวชใหม่ที่เป็นวัยรุ่นนี่ค่อนข้างจะควบคุมความกำหนัดไม่ได้จึงมักจะแอบช่วยตัวเองกันข้อนี้ก็เป็นความผิดใหญ่ครับที่ต้องพยายามละกิจกรรมทางเพศทุกชนิดให้ได้หากเผลอทำแล้วต้องประจานตัวเองโดยการไปสารภาพผิดกับพระทั้งวัดให้รับรู้เป็นการลงโทษซึ่งมีอยู่หลายครั้งที่ พระผู้ใหญ่ท่านเล่าให้ฟังอยู่บ่อยๆ

การปลงอาบัติก็เป็นการกระทำที่ดีได้อานิสงส์ครับคือ ทำให้ได้สำนึกความผิดที่ก่อเอาไว้เร็วขึ้น แก้ไขตัวเองได้ทันท่วงที ไม่เป็นคนลวงโลกไม่มีมารยาจิตใจพร้อมที่จะเปิดรับคุณงามความดีอยู่ตลอดเวลา

สมแล้วครับกับคำกล่าวที่ว่าเป็นลูกผู้ชายทั้งทีต้องบวชให้ได้ เพราะบวชแล้วได้ฝึกเป็น “ลูกผู้ชายตัวจริง” ทำผิดแล้วได้ยอมรับผิดแบบไม่ต้องอายใคร

  1. 4.              ทำวัตรสวดมนต์เจริญภาวนา

กิจวัตรหนึ่งที่ตอนแรกต้องฝืนทำและมีความทรมานมากๆสำหรับผู้บวชใหม่ ๆก็คือการทำวัตรสวดมนต์ครับ ซึ่งเวลาในการทำวัตรนี่แต่ละวัดจะไม่เท่ากันแล้วแต่นโยบายของเจ้าอาวาสท่านจะกำหนดเวลาเพื่อให้เกิดความเหมาะสมอย่างบางวัดจะทำวัตรเช้าตั้งแต่เช้ามืดก่อนออกบิณฑบาต บางวัดก็ทำวัตรเช้าหลังจากบิณฑบาตแล้วครับแต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามเป็นกิจที่พระสงฆ์ต้องทำให้สม่ำเสมอซึ่ง วัดที่ผมไปบวชนั้นต้องตื่นทำวัตรกันตั้งแต่ตีห้า ดังนั้นตีสี่กว่านี่ต้องตื่นแล้วครับใหม่ ๆก็ตื่นยากแต่พอทำจนชินแล้วก็ไม่มีปัญหา

ในสมัยพุทธกาลพระภิกษุจะมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าทั้งเช้าและเย็นเพื่อรับฟังพระพุทธโอวาทหลังจากที่พระพุทธองค์ดับขันธปรินิพพานไปแล้วก็ต้องพยายามให้โอวาทตนเองโดยการทำวัตรสวดมนต์เพื่อสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณและพระสังฆคุณ การสวดมนต์ก็อย่างที่ได้กล่าวไปในพื้นฐานการฝึกในบทแรกที่กล่าวมานั่นแหละครับ ถ้าใครหัดได้ฝึกได้ตั้งแต่เป็นยังฆราวาสก็ย่อมสะดวกกว่าทำได้เร็วกว่า และจะมีความรู้สึกเหมือนเราได้เข้าเฝ้าหน้าพระพักตร์ต่อพระพุทธองค์ หัวใจก็จะชุ่มชื่นเป็นบุญกุศล ความคิดคำพูดการกระทำทั้งหลายก็จะไม่ไหลไปในทางที่ชั่ว

การทำวัตรสวดมนต์ในตอนเช้าและเย็นจะมีความต่างกันที่บทสวดอยู่คือ วัตรเช้าเป็นการน้อมรำลึกถึงพระคุณและบทสวดที่เป็นคำสอนที่มีความแตกต่างกันไปในแต่ละวันและวัตรเย็นก็จะมีทั้งการรำลึกถึงพระคุณและขอขมาต่อพระรัตนตรัยที่วัน ๆหนึ่งผ่านไปเราอาจเผลอสติก้าวล่วงเกินอย่างไม่ได้ตั้งใจส่วนในวันศีลหรือวันพระก็จะสวดมนต์ทบทวนในบทสำคัญๆอย่างบท “ธรรมจักรกัปปวัฒนสูตร” ซึ่งเป็นพระปฐมเทศนาของพระพุทธองค์ เป็นต้น  การสวดมนต์เป็นการย้ำศรัทธาในพระพุทธศาสนาให้มั่นคงยิ่งขึ้นหากสวดอย่างเข้าใจตามหลักก็จะได้อานิสงส์ผลบุญมาก

ผลของการฝึกสวดมนต์ก็เหมือนกับการฝึกกล้ามเนื้อครับ กล้ามเนื้อที่ผ่านการฝึกฝนแบบนักยิมนาสติกมาแล้วก็จะมีความยืดหยุ่นและมีพลังมากจะประกอบกิจการใดๆก็ย่อมประสบความสำเร็จและไม่บาดเจ็บได้ง่าย ส่วนใจที่มีความแข็งกระด้างกระทบนิดกระทบหน่อยก็โกรธ หน้าหงิกงอแบบนี้เพราะไม่ค่อยได้ฝึกมีความอ่อนแอประกอบกิจการใด ๆก็สำเร็จได้ยากครับ

  1. 5.              พิจารณาสิ่งรอบตัวอย่างรอบคอบ

การอยู่เป็นพระต้องพิจารณาสิ่งต่าง ๆอย่างละเอียดลออ คำพระท่านว่า “ปัจจเวกขณ์” ครับคนที่จะเจริญก้าวหน้าทั้งทางโลกทางธรรมต้องมีคนที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์พินิจพิจารณาสิ่งต่าง ๆถ้าเป็นคนลวก ๆ ทำอะไรก็จะลวก ๆไม่ประณีตเอาดีได้ยาก

แล้วทำอย่างไรจึงจะกลายเป็นคนละเอียดข้อนี้พระพุทธเจ้าจึงทรงแนะนำให้ผู้ที่เป็นพระภิกษุให้ฝึกพิจารณาปัจจัยใช้สอยทั้ง 4 อยู่เป็นประจำได้แก่ ภัตตาหารที่ได้รับจากบิณฑบาต,พิจารณาจีวรเครื่องนุ่งห่ม,พิจารณาเสนาสนะให้ดีและยารักษาโรค

การพิจารณานี่ในทางพระกับทางโลกไม่เหมือนกันครับอย่างเช่นปกติแล้ว เวลาเราไปกินข้าวก็จะคิดว่าอาหารจานที่จะกินอร่อยหรือเปล่า สะอาดหรือไม่ มีสารอาหารอะไรบ้าง ฯลฯ แต่การพิจารณาของพระนั้นมีความละเอียดมากถึง 3 ขั้นคือ

  1. ให้มีสติเสมอรู้ตัวในเวลาก่อนจะรับของใด ๆไม่ว่ากินหรือใช้ ไม่ให้รับสิ่งของด้วยอำนาจของกิเลสจนทำให้เสียรูปของพระ เช่นเวลาออกบิณฑบาตเมื่อได้อาหารค่อนบาตรแล้วก็ต้องพอ หรือภายหลังเวลาเพล (11 โมง) ไปแล้วก็ไม่ควรรับอีก และจะไม่มีการสะสมเครื่องใช้หรือบริขารคือ พิจารณารับตามแต่ความจำเป็นเท่านั้น
  2. พิจารณาในขณะที่กำลังบริโภคใช้สอย เช่นเวลาฉันอาหารต้องสำนึกเพียงว่าจะฉันเพื่อให้ร่างกายตั้งอยู่ได้มีแรงปฏิบัติธรรมไม่ใช่ฉันกินเพื่อความสุขอร่อยปากเพื่อความสวยงาม แม้แต่ของอย่างอื่นก็เช่นเดียวกัน ที่อยู่ก็อยู่เพื่อให้เกิดความปลอดภัยมุงแดดบังฝน ส่วนจีวรก็ใช้เพียงเพื่อปกปิดร่างกายและป้องกันความหนาวความร้อน ป้องกันตัวเหลือบยุงริ้นไรที่จะมากัดต่อยเท่านั้น ส่วนยาก็ใช้เพื่อบรรเทาอาการป่วยจะไม่มีการนำเวชสำอางมาใช้โดยเด็ดขาด
  3. พิจารณาหลังจากได้ใช้สอยเสร็จแล้ว เช่นเมื่อบริโภคอาหารจนมีเรี่ยวมีแรงแล้วก็ต้องเอาเรี่ยวแรงมาปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังไม่ให้เสียเปล่าคุ้มกับที่เหล่าญาติโยมถวายมา แต่ถ้ายังปฏิบัติธรรมไม่ได้ก็แสดงว่ายังเป็นหนี้ญาติโยมอยู่จะได้ฝึกตนให้ปฏิบัติธรรมได้เร็วขึ้น การพิจารณาสิ่งเหล่านี้อยู่เป็นประจำจะทำให้สติสัมปะชัญญะของตนสมบูรณ์

อานิสงส์ของการพิจารณาปัจเวกขณ์ทั้งหลายนั้นจะทำให้กลายเป็นคนละเอียดรอบคอบ สติสมบูรณ์รู้จักประมาณตน ไม่เกิดความโลภถ้าฝึกได้มากๆจะทำให้รู้จักตนเองได้ดีและสามารถสังเกตนิสัยใจคอคนอื่นได้อีกด้วย

  1. 1.              อุปัฏฐากพระผู้อุปัชฌาย์และอาจารย์

ภารกิจหนึ่งของผู้ที่จะบวชใหม่ก็คือการเข้าไปอุปัฏฐากพระ คือหัดรับใช้พระพอเข้ามาเป็นพระแล้วก็ต้องแสดงความกตัญญูต่อพระอาจารย์โดยการเข้าไปรับใช้พระอาจารย์ตามแต่สมควร เพราะพระอุปัชฌาย์เป็นผู้มีพระคุณท่านนั้นตั้งใจอบรมสั่งสอนเราได้อย่างไม่เอือมระอาไม่ต่างจากพ่อแม่และเปิดโอกาสให้เราได้เข้ามาสู่พระพุทธศาสนา ผู้ที่เป็นพระบวชใหม่หรือแม้แต่บวชมานานก็ต้องคอยรับใช้ท่านตามโอกาสแล้วจะเข้าใจว่าได้ประโยชน์มหาศาล

อานิสงส์ของการอุปัฏฐากพระผู้อุปัชฌาย์และครูอาจารย์นั้นได้แก่

  1. เป็นการทำลาย “มานะ” หรือความถือตัวให้หมดไปและเป็นการเพาะบ่มนิสัย “อ่อนน้อมถ่อมตน”ให้มากขึ้นหากเราได้ฝึกมาแล้วก็ถือว่าเป็นการง่ายยิ่งขึ้น แต่กับบางคนพ่อแม่ว่าใครว่าไม่ฟังว่ายากสอนยากก็จะได้ปรับจิตใจให้อ่อนน้อมและอ่อนโยนลง ยิ่งถ้าเป็นคนที่เคยถือดีเพราะเกิดในตระกูลสูง หรือรวยมาก ๆแต่ต้องตามรับใช้พระอาจารย์ที่มาจากสามัญชนคนธรรมดาความถือตัวก็จะถูกกำจัดไปทันที
  2. ความใกล้ชิดครูบาอาจารย์ ย่อมสามารถถ่ายทอดนิสัยใจคอที่ดีงามจากตัวพระอาจารย์ได้ง่าย ทำให้กลายเป็นคนฉลาดมีไหวพริบและมีจิตใจละเอียดอ่อนได้อย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่ครูบาอาจารย์ท่านเข้าห้องน้ำเวลาออกมาจากห้องน้ำ ท่านจะเช็ดพื้นทำความสะอาดพื้นไม่ให้เปียก เพราะมีพระเถระที่มีอายุอยู่ในวัดถ้าพื้นห้องน้ำเปียก ๆจะเป็นอันตราย ทำให้เราได้นิสัยที่ดีในการเอาใจใส่ต่อผู้อื่นมาด้วยโดยการพยายามรักษาความสะอาดและสิ่งแวดล้อมให้สะอาดปลอดภัยมากที่สุด

การได้เข้าใกล้พระอาจารย์จะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆที่ท่านมีประสบการณ์มากแล้วได้ประโยชน์อย่างคาดไม่ถึงเสมอครับ

  1. 2.              บริหารสิ่งของและร่างกาย

การบริหารในทางธรรมก็คือการเอาใจใส่และรู้จักซ่อมแซมครับ ในวัดที่ผมไปบวชอยู่จะมีหลวงพี่อยู่รูปหนึ่งเรียกได้ว่าเป็น “พระช่าง” เลยทีเดียวทั้งๆที่ท่านก็ไม่ได้เรียนจบช่างอะไรมาเป็นจริงเป็นจังแต่ท่านสามารถซ่อมแซมทุกสิ่งทุกอย่างในวัดได้เกือบหมด อันไหนไม่ได้ก็ค่อยตามช่างที่มีความชำนาญเฉพาะทางมาซ่อมให้ จึงนับว่าท่านเป็นผู้ที่รู้จักบริหารสิ่งของ เอาใจใส่และดูแลปรับปรุงเครื่องใช้ไม้สอยของพระได้ดี การที่พระต้องรู้จักบริหารสิ่งของก็เพื่อให้เกิดการรู้จักฝึกตนเองให้มีความประหยัดครับ ไม่ใช่อะไรเสียนิด ๆหน่อยก็รอให้ญาติโยมนำของมาถวายใหม่อย่างนี้ก็ไม่สมควร อย่างพระบวชใหม่ทุกรูปก็จะต้องไปฝึกทำไม้กวาดเอาไว้กวาดวัดใช้เองครับ เป็นการบริหารสิ่งของปัจจัยได้ดีจริง ๆ

ญาติโยมที่มาถวายของนั้นก่อนที่จะถวายของใช้ต่าง ๆหรือของกิน เขาจะยกมือทูนหัวขึ้นอธิษฐานแล้วอธิษฐานอีกดังนั้นพระจะใช้ของอะไรก็ต้องระลึกไว้เสมอว่าของสิ่งนั้นชาวบ้านเขาทูนหัวถวายให้ต้องใช้ให้คุ้มค่า

มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่อ่านเจอในคัมภีร์ครับ เป็นเรื่องราวในพุทธกาลเกี่ยวกับพระราชาที่ทรงพระนามว่า “พระเจ้าปายาสิ” ซึ่งมีพระพักตร์เป็นปานดำไปหมด เพราะในอดีตชาติเป็นคนใจบุญชอบช่วยเหลืองานบุญงานวัดเป็นประจำและเป็น “พ่อครัวหัวป่าก์” ที่ทำอาหารเก่งมากแต่มีนิสัยสะเพร่ามุ่งแต่จะทำอาหารให้อร่อยแต่ไม่คำนึงถึงความสะอาดของสถานที่ปล่อยให้สกปรกดำไปหมด

ด้วยผลบุญที่ชอบทำบุญช่วยในกิจของศาสนาทำให้ชาติปัจจุบันในพุทธกาลเกิดมาเป็นพระราชา แต่เพราะความสะเพร่าทำให้สมบัติของพระศาสนาเลอะเทอะเสียหายเกิดมาเลยเป็นคนหน้าดำอย่างนี้เป็นต้นครับ

นอกจากจะต้องบริหารสิ่งของแล้วต้องบริหารร่างกายด้วยครับ เป็นพระก็ต้องดูแลสุขภาพให้แข็งแรงถ้าปล่อยให้เจ็บป่วยง่ายก็จะปฏิบัติธรรมไม่ได้ผลเพราะต้องทนทรมานกับอาการป่วยได้เข้าถึงมรรคผลช้าและไม่เต็มที่  เพราะฉะนั้นพระท่านจึงต้องมีการออกกำลังกายในกิจกรรมหลาย ๆอย่างตั้งแต่ บิณฑบาตก็ต้องเดินไป ทำความสะอาดวัดก็ต้องทำให้สม่ำเสมอเพื่อให้วัดสะอาดร่างกายได้เหงื่อและสุดท้ายคือปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิให้ร่างกายตั้งตรงและนิ่ง หรือไม่ก็ใช้วิธีการเดินจงกรมเอาอย่างนี้เป็นต้นครับ

อานิสงส์ที่ได้จากการรู้จักบริหารสิ่งของและร่างกายก็จะทำให้ กลายเป็นคนที่มีนิสัยประหยัด(แต่ไม่ถึงกับมัธยัสถ์) รู้งานและประมาณงานออกได้ดี เป็นคนกระฉับกระเฉง มีพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ป่วยยากถึงจะป่วยก็หายได้เร็วเพราะรู้ถึงวิธีการดูแลตัวเองเป็นอย่างดี

  1. 3.               ต้องหมั่นเรียนธรรมวินัย

โชคของผมอีกเช่นกันครับที่วัดที่ได้ไปบวชมีการสอนพระธรรมวินัยเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนเป็นการบังคับไปในตัว ซึ่งบางวัดอาจจะปล่อยให้ร่ำเรียนอ่านค้นคว้ากันเอาเองก็มีครับแต่ไม่ว่าจะอย่างไรการได้บวชเป็นพระภิกษุแล้วก็ต้องมีความรู้ไม่อย่างนั้นก็ไปสั่งสอนคนอื่นไม่ได้ จะเอาแต่บิณฑบาต ทำวัตร กวาดวัดแล้วก็นอนอย่างนี้ก็ไม่ได้ครับ

ธรรมะนั้นมีอยู่ 2 นัยครับคือ นัยที่หมายถึงคุณงามความดีต่าง ๆเช่นความเมตตา กรุณา ความอดทนใจเย็น ฯลฯเหล่านี้ ส่วนอีกนัยหนึ่งคือ ความจริงตามธรรมชาติก็ถือเป็นธรรมะความเกิดแก่เจ็บตายก็เป็นธรรมอย่างหนึ่งโดยรวม ๆจะแปลว่าความดีก็ได้ความถูกต้องก็ไม่ผิดหรือความจริงตามธรรมชาติก็ได้ทั้งนั้น

ส่วนวินัย ก็คือข้อบังคับ ข้อห้ามและข้อปฏิบัติที่อยู่ในพระพุทธศาสนากำหนดว่าสิ่งใดที่พระภิกษุควรทำสิ่งใดควรละเว้นเพื่อเป็นบาทฐานในการดำรงตนอยู่ในศีลให้บริสุทธิ์ถ้าศีลบริสุทธิ์แล้วก็จะสามารถปฏิบัติธรรมเจริญภาวนาพิจารณาสิ่งต่าง ๆให้เป็นไปตามธรรมชาติและเป็นปกติได้

ในพระพุทธศาสนามีพระธรรมวินัยอยู่มากถึง 84,000 พระธรรมขันธ์เป็นพระก็ต้องเรียนทั้งภาคทฤษฎี(พระธรรมวินัย) และภาคปฏิบัติ (พระปริยัติ) คือเรียนแล้วต้องลงมือทำด้วยไม่อย่างนั้นก็เพียงแค่รู้เฉยๆ ไม่ได้เข้าใจจริง ๆและเอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์

เราเคยเรียนวิชาพระพุทธศาสนากันมาใช่หรือเปล่าครับหรือปัจจุบันอาจรวมไว้ในวิชาจริยธรรมหรือวิชาสังคม เรารู้ว่า “ขันติ” คือความอดทนเป็นความดีก็จริงอยู่แต่บางทีก็ไม่อาจจะทำได้บอกให้อดทน ๆแต่ก็ทนไม่ได้สักทีต้องมีวีนแตกกันบ้าง แต่ถ้ามาบวชเป็นพระแล้วต้องทำให้ได้ครับ ต้องพยายามงดเว้นรู้ว่าอะไรดีก็ลงมือทำไปเลย รู้ว่าการทำสมาธิเจริญภาวนาดีก็ต้องทำเลย รู้ว่าแผ่เมตตาดีก็ต้องแผ่เมตตาให้ทันที และละสิ่งไม่ได้ให้ได้ห้ามแสดงออกมาทั้งกายวาจาและใจ จึงจะให้ผลที่แท้จริงในทางปฏิบัติครับ

การขวนขวายเรียนแล้วนำไปปฏิบัติจึงเป็นสิ่งที่พระต้องพึงกระทำอย่าได้ขาดครับเราได้เห็นตัวอย่างดีๆ จากสามเณรราหุลมาแล้ว ท่านหมั่นถามหมั่นเรียนรู้เป็นที่หนึ่งจนในที่สุดท่านก็ได้บรรลุอรหันต์หลังจากได้ฟังพุทธโอวาทจากพระพุทธองค์กัณฑ์หนึ่ง

รู้แล้วไม่เอาไปใช้สู้ไม่รู้เสียจะดีกว่าจริงหรือเปล่าครับ

  1. 4.              เอาใจใส่กิจของสงฆ์ 

กิจของสงฆ์อย่างที่กล่าวไปแล้วคือไม่ว่า บิณฑบาต กวาดวัด  ทำวัตรสวดมนต์ ลงอุโบสถฟังสวดปาติโมกข์หรืองานเฉลิมฉลองต่างๆที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาต้องทำเป็นหมู่คณะทั้งสิ้นครับคือแม้ว่าจะไม่ทำก็ไม่ผิดร้ายแรงอะไรแต่อย่างไรก็ไม่สมควรการรู้จักเอาใจใส่กิจของสงฆ์ ก็คือการแสดงความพร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันร่วมกันทำกิจกรรมต่าง ๆอย่างพร้อมเพรียงเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีครับ

ในตอนที่ผมยังบวชอยู่มีกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ต้องอาศัยแรงของคนทั้งวัดซึ่งขณะนั้นภายในวัดกำลังมีการก่อสร้างหอซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุอยู่ และด้วยวัสดุที่จะนำขึ้นมาสร้างไว้บนหอนั้นเป็นไม้แกะสลักขนาดใหญ่ครับ (สวยมากจริงๆ)แต่เพียงแค่แรงของเหล่าช่างและญาติโยมยกกันไม่ไหว พระอาจารย์ท่านต้องให้เหล่าพระภิกษุทั้งเก่าและใหม่มาช่วยกันยกขึ้นครับ แม้จะเป็นงานเฉพาะกิจแต่นี่ก็คือกิจของสงฆ์อย่างหนึ่งที่ต้องร่วมแรงร่วมใจกันจึงจะสำเร็จลุล่วงไปได้ครับ

อานิสงส์ของการเอาใจใส่กิจของสงฆ์อยู่เสมอก็จะทำให้กลายเป็นคนใจกว้างเห็นแก่ส่วนรวมมาก่อน ไม่นิ่งดูดายแม้จะสึกออกไปแล้วก็จะกลายเป็นคนที่มีผู้นับหน้าถือตาและมีพวกพ้องดี ๆมากครับข้อนี้ไม่ต้องสงสัยเลย เพราะผู้ที่ยิ่งให้ยิ่งได้รับกลับคืนอยู่เสมอ

  1. 5.              ต้องดำรงตนให้น่ากราบไหว้

กิเลสกองใหญ่ๆในตัวของคนเราก็มีอยู่แค่ 3 อย่างครับคือ ความโลภเห็นแก่ได้ ความโกรธคือคิดทำลายล้างผลาญคนอื่น และความหลงคือหลงในตนเองและหลงผิดไปในสิ่งยั่วยุต่างๆจริง ๆแล้วข้อนี้ก็คือการรวมข้อปฏิบัติวัตรทั้งหมดที่กล่าวมารวมๆกันนั่นแหละครับผู้ที่น่ากราบไหว้ก็คือ ผู้ที่หมั่นปรับปรุงตัวเองให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการบวชคือการกำจัดกิเลสทั้งสามกองใหญ่นี้ของตัวเองให้หมดไปในที่สุด

อานิสงส์ของการดำรงตนที่พยายามให้เป็นคนน่าไหว้ก็จะกลายเป็นผู้ที่มีแต่ความสุขเพราะได้บ่มเพาะนิสัยดี ๆแทนที่นิสัยเสียๆที่มีมาแต่เดิมและที่สำคัญก็คือได้ประพฤติตนให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการบวชได้อย่างแท้จริงครับ

 

Read Full Post »

หลังจากที่เราได้ฝึกฝนอบรมสั่งสอนลูกหลานของเรากันมาเอาตั้งแต่เล็กๆให้รู้จักใกล้ชิดพระธรรมคือ ทั้งกราบไหว้พระทั้งในและนอกบ้านสวดมนต์นั่งสมาธิหรือพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกซึมซาบในพระพุทธศาสนามากๆก็อาจพาไปเที่ยววัดบ่อย ๆเหล่านี้เป็นการดีทั้งสิ้น แต่ถ้าหากอยากจะให้สมบูรณ์แบบเต็มขั้นไปเลยก็คือ พาเขาให้มาสัมผัสของจริงมาเป็นส่วนหนึ่งในพระพุทธศาสนาเสียเลยครับเป็นการฝึกตนที่ดีอย่างหนึ่ง
บุตรแห่งพระพุทธเจ้า (ตอนต้น)

ในปัจจุบันเราจึงได้เห็นกิจกรรมที่เป็นการส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้กับเด็ก ๆมากมายไม่ใช่แค่การส่งไปเข้าแข่งขันตอบปัญหาธรรมะ แต่เป็นการบวชเรียนหรือบวชภาคฤดูร้อนกันทีละเยอะ ๆไปเลย หนูน้อยบางคนที่เต็มใจบวชแบบตั้งใจจริงอย่างที่ยกตัวอย่างในตอนต้นก็มีให้เห็นกันมาแล้วครับ

คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจยังมีความกังวลเรื่องจะส่งลูกไปบวชเรียนเพราะว่าลูกยังเล็กอยู่คงจะไม่รู้ประสีประสาหรือกระจองอแงซึ่งเป็นธรรมดาครับต้องรอให้วุฒิภาวะถึงเสียก่อนอย่างในสมัยพุทธกาลอายุเด็กที่พอจะพูดจารู้เรื่องเข้าใจความแล้วก็ขอออกบวชกันคืออายุประมาณ 7 ขวบเป็นต้นไป

ในสมัยพุทธกาลบางท่านสั่งสมบุญบารมีมาเต็มเปี่ยม อายุแค่ 7 ขวบได้ฟังธรรมเทศนาอย่างย่อ ๆก็สามารถระลึกรู้ถึงสังสารวัฎได้ชัดเจนตัดสินใจบวชโดยไม่รอช้าและสำเร็จเป็นอรหันต์ทันทีเพียงแค่ปลงผมหมดศีรษะอย่างกรณีของพระสีวลีพระอริยะเจ้าผู้มีชื่อเสียงทางด้านโชคลาภนั้นไงครับอยู่ในท้องแม่นาน 7 ปี 7 วัน คลอดออกมาก็อายุ 7ปีแล้ว ต่อมามีโอกาสได้พบกับท่านพระสารีบุตรและท่านสารีบุตรเพียงแค่ทักทายท่านเท่านั้นท่านก็ตัดสินใจออกบวชโกนผมเสร็จก็บรรลุอรหันต์ไปเลย

การบวชเป็นสามเณรนั้นคุณพ่อคุณแม่หลายท่านคงจะยัง งง ๆกันอยู่ว่าบวชเณรกับบวชพระมันต่างกันอย่างไรเดี๋ยวก็ว่าบรรพชาเดี๋ยวก็ว่าอุปสมบท คนส่วนใหญ่รู้กันแค่ว่าบวชเณรอายุต่ำกว่า 20 ปีคือยังไม่เป็นผู้ใหญ่ส่วนบวชพระก็คือบรรลุนิติภาวะครบ 20ปีไปแล้วจึงเรียกว่าเป็นพระ

ความจริงแล้วการบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาเมื่อก่อนยังไม่มีสามเณรครับคือบวชกันเป็นพระเลยโดยพระพุทธเจ้าทรงประทานการบวชให้เหล่าปัญจวัคคีย์ซึ่งเป็นพระภิกษุรุ่นแรกสุดว่า “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” แปลว่า “จงมาเป็นภิกษุด้วยกันเถิด” เท่านั้นก็กลายเป็นพระภิกษุเช่นเดียวกับพระองค์แต่แล้วครับ

พอต่อมามีคนขอบวชเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ พระพุทธเจ้าจึงทรงประทานอำนาจการบวชแก่พระสงฆ์รูปอื่น ๆบ้าง การบวชจึงมีพิธีรีตองกันตามมามาขึ้น เช่นต้องมีการกำหนดคุณสมบัติผู้มาขอบวช มีอุปัชฌาย์ผู้เป็นประธานในการบวช มีผู้ที่ทำหน้าที่สอบถามคุณสมบัติ (ถามอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ) และสวดประกาศท่ามกลางสงฆ์ทำพิธีบวช เรียกว่า “กรรมวาจาจารย์

สุดท้ายการบวชก็ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการบวชให้คณะสงฆ์คือ 4 รูปขึ้นไปทำการพิจารณาผู้ขอบวชหลังจากการพิจารณาแล้วว่ามีคุณสมบัติพร้อมความความตั้งใจจริงแล้วจึงลงมติยอมรับและประกาศรับบุคคลเข้ามาเป็นพระภิกษุได้ และใช้วิธีนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันเรียกว่า “ญัตติจตุตถกรรมวาจา” ครับ

การบวชในสมัยต้น ๆนั้นยังไม่มีพุทธสาวกที่เป็นสามเณรแม้แต่พระพุทธองค์เองตอนที่ทรงออกบวชก็ใช้คำว่า “บรรพชา”แต่เกิดเรื่องขึ้นเป็นเหตุให้มีการแยกใช้คำว่าบรรพชาและอุปสมบทขึ้นมาก็เพราะมีคนมาทูลขอบวชซึ่งเป็นเด็กอยู่นั่นก็คือ “พระราหุล”

พระราหุลเป็นสามเณรองค์แรกในบวรพระพุทธศาสนามูลเหตุก็เพราะพระพุทธเจ้าได้ทรงรับปากพระราชบิดาว่าจะกลับไปกรุงกบิลพัสดุ์บ้านเกิดเพื่อแสดงธรรมโปรดพุทธบิดาและเหล่าประยูรญาติเมื่อพระองค์ทรงกลับมาถึงก็ได้แสดงธรรมโปรดตามที่ได้ตั้งพระทัยไว้

ในขณะนั้นพระนางพิมพาทรงคิดว่าพระพุทธองค์คงไม่หวนกลับคืนมาครองราชสมบัติอย่างแน่นอนจึงบอกให้พระราชโอรสราหุลกุมารซึ่งมีตำแหน่งเป็นรัชทายาทสืบราชบัลลังก์อยู่แล้วตามกฎหมายไปทูลขอพระราชสมบัติจากพระบิดาให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป

แต่พระพุทธองค์ทรงดำริแล้วว่า พระราชบุตรของพระองค์ควรจะได้อริยทรัพย์ที่เป็นมรดกอันมีค่าเป็นการถาวรและให้ประโยชน์ที่แท้จริงมากกว่าสมบัติที่เรียกว่าราชบัลลังก์ดังที่กล่าวไปแล้วในบทข้างต้นจึงมีพุทธบัญชาให้พระสารีบุตรได้บรรพชาพระโอรสของพระองค์ให้เป็นสามเณรเสีย เป็นการมอบพระราชสมบัติของพระองค์ที่แท้จริง

พระสารีบุตรเกิดมาก็ไม่เคยบวชให้เด็กมาก่อนที่ครับท่านจึงได้กราบทูลถามว่าจะปฏิบัติการบวชให้พระราหุลอย่างไรหรือจะบวชแบบไหนดี พระพุทธองค์จึงรับสั่งว่าให้รับ “ไตรสรณคมน์”ก็เพียงพอแล้วสามเณรราหุลจึงได้รับการบวชด้วยวิธีนี้เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า “ติสรณคมนูปสัมปทา” แปลว่าการบวชด้วยการถึงสรณะสาม

แปลว่าอะไรเกี่ยวกับการเข้าถึงสรณะสาม อธิบายความง่าย ๆอย่างนี้ครับว่า การให้ผู้ที่ขอบวชซึ่งโกนผม โกนหนวดและห่มผ้าไตรเรียบร้อยแล้วเข้าไปกราบพระภิกษุที่เป็นผู้อุปัชฌาย์เพื่อประกาศตนขอบวชต่อหน้าพระสงฆ์ พระที่รับบวชให้ไตรสรณคมน์โดยการกล่าวนำว่า ให้ยึดเอา พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่งสามประการนั่นเอง

เวลาสวดมนต์เราคงเคยท่องใช่ไหมครับว่า “พุทธัง สะระณัง คัจจามิ” แปลว่า ข้าพเจ้าขอถือพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง เรื่อยไปจนถึง “สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ”แปลว่าขอถือพระสงฆ์เป็นที่พึ่งแต่การว่าไม่ได้ว่าแค่รอบเดียว ยังมีการกล่าว ทุติยัมปิ (ครั้งที่สอง) และ ตะติยัมปิ (ครั้งที่สาม)ไว้ด้วย

การที่ต้องให้กล่าวซ้ำ 3 ครั้งเช่นนี้เพราะพระพุทธองค์ทรงถือว่าปากคนเราอาจจะเผลอเอ่ยคำใด ๆออกมาก็ได้โดยไม่ทันคิด หรือเผลอสติออกมาคำพูดเพียงคำเดียวและครั้งเดียวคงไม่อาจยืนยันแสดงหลักฐานของความตั้งใจจริงได้จึงต้องให้กล่าวถึง 3ครั้งเพื่อทำให้แน่ใจว่าในการพูดแต่ละครั้งไม่ได้เผลอพูดนะและไม่ได้เห็นแก่หน้าใครด้วย พูดออกมาจากใจของตนเอง

เมื่อกล่าวจบครบทั้งสามครั้งแล้วก็ให้ถือว่าสำเร็จเป็นสามเณรจากนั้นก็ให้สามเณรรับศีล 10 ประการต่อไป การรับศีล 10 ข้อแล้วนั้นถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากถ้าสามเณรเกิดผิดพลาดล่วงละเมิดศีลข้อไหนข้อหนึ่งโดยเฉพาะ 5 ข้อแรกการถือสรณะเป็นที่พึ่งที่ได้กล่าวไปสักครู่ก็ถือว่าไม่มีผลต้องขาดจากความเป็นสามเณรไปทันที

ขอแทรกตรงนี้สักเล็กน้อยครับ เมื่อผมลองอ่านประวัติสามเณรดัง ๆหลายท่านแล้วจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมจึงมีผู้มาฝากให้ท่านสารีบุตรเป็นผู้อุปัชฌาย์ให้เพราะว่าท่านสารีบุตรนั้นท่านก็เป็นพระภิกษุรูปแรกเช่นกันที่รู้วิธีการบวชเณรมาจากพระพุทธองค์นั่นเองใคร ๆจึงมักพาไปหาท่านสารีบุตรขอบวชให้ลูกตัวเองกันทั้งนั้น

สามเณรราหุลพอได้บวชเรียนแล้วก็ได้มาอยู่ในความดูแลของพระอาจารย์อย่างพระสารีบุตรตามหน้าที่ที่บัญญัติในพระวินัย คือใครเป็นผู้บวชให้คนๆนั้นก็คืออาจารย์ผู้ถูกบวชให้ก็เป็นลูกศิษย์เป็นการกระจายอำนาจทางสงฆ์ที่ดีครับ ขืนให้อยู่ในความดูแลของพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียว พระองค์คงจะไม่ไหวแน่ ๆแต่บางครั้ง อาจารย์ก็ทำหน้าที่ดูแลไม่ทั่วถึงเช่นกันแม้แต่พระอริยะเจ้าอย่างพระสารีบุตรบรรลุอรหันต์แล้วก็ยังทำผิดพลาดได้ เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าทรงตรัสเป็นเชิงตำหนิเพราะความบกพร่องในหน้าที่ก็มีครับ และเรื่องราวนี้ก็เกี่ยวข้องกับพระราหุลกับเหตุแห่งการบัญญัติธรรมวินัยของพระภิกษุ หนึ่งใน 227 ข้อขึ้นมาเช่นเดียวกัน

คืออย่างนี้ครับ ในพระธรรมวินัยข้อหนึ่งเกี่ยวกับพระสงฆ์พระพุทธองค์มีกฎบัญญัติเอาไว้ว่า ห้ามภิกษุอยู่ในที่มุงที่บังที่เดียวกันกับ “อนุปสัมบัน” เกินหนึ่งคืน อนุปสัมบัน นั้นแปลว่า ผู้ที่ไม่ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุหรือไม่ใช่พระด้วยกันเรียกว่าเป็น อนุปสัมบันทั้งนั้นได้แก่ สามเณร สามเณรี นางสิกขมานา (หมายถึง เด็กหญิงที่ถือศีล 6 ก่อนจะบวชเป็นสามเณรีครับ) และคฤหัสถ์ทั่วไปแม้ภิกษุณีก็จัดเป็นอนุปสัมบันในหมู่ภิกษุ แต่จัดเป็นอุปสัมบันในหมู่ภิกษุณีด้วยกัน(คงจะไม่งงนะครับ)

เรียกง่ายๆว่าพระองค์จัดแบ่งวิธีการอยู่ร่วมกันแบบแยกกันให้เป็นสัดเป็นส่วนเพื่อความเหมาะสมครับแต่บังเอิญว่า เกิดเหตุขึ้นมาเมื่อมีพระภิกษุจากต่างเมืองมาพักอยู่ที่วัด แล้วเสนาสนะ(ที่อยู่)ก็ไม่เพียงพอขึ้นมาด้วยกฎที่ว่า พระต้องอยู่กับพระ เณรก็ต้องอยู่กับเณรหากเณรจะอยู่กับพระก็ต้องไม่เกินหนึ่งคืนแต่พระภิกษุที่มาเขามาอยู่กันนานกว่าหนึ่งคืนนี่ครับแล้วจะให้สามเณรไปอยู่ที่ไหน สามเณรราหุลก็โดนหางเลขไปด้วยต้องไปนอนที่อื่น ท่านก็ยอมออกไปครับด้วยความเคารพในพระภิกษุเถระทั้งหลายแต่เมื่อไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหนจึงต้องเข้าไปอาศัยอยู่ใน “พระวัจกุฎี” ของพระพุทธเจ้า (อยู่ในห้องส้วมครับ)

โอ้โห เด็กตัวเล็ก ๆเข้าไปอยู่ในห้องส้วมในสมัยพุทธกาลนี่คงจะน่ากลัวพิลึกเลยใช่หรือเปล่าครับ ตกดึกเมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาที่วัจกุฎีก็พบกับสามเณรราหุลนั่งตัวสั่นงันงกด้วยความกลัวอย่างนี้พระองค์จึงนำพระราหุลกลับมาที่พระคันธกุฎีของพระองค์ พอรุ่งสางก็ไปพบกับพระสารีบุตรถามเชิงตำหนิว่า “รู้หรือไม่ว่าศิษย์ของเธอเมื่อคืนไปอยู่ที่ไหน” พระสารีบุตรก็กราบทูลตามตรงว่าไม่ทราบ พระพุทธองค์จึงตรัสบอกให้รู้ว่าพระราหุลนั้นถึงกับต้องไปอยู่ในส้วม

เพราะเหตุนี้แหละครับที่กฎต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยืดหยุ่นเหมาะสม จากที่เคยบัญญัติไว้คืนเดียวก็ต้องขยายเวลาออกไปเป็นสามคืน แบบนี้พอหายใจหายคอคล่องหน่อยเพราะปกติพระภิกษุที่มาจากที่อื่นเวลาจะมาขอจำวัดด้วยนั้นมักจะอยู่กันไม่นาน สองสามคืนก็ต้องจาริกเดินทางต่อไปแล้วอย่างนี้ก็มีความสุขแฮปปี้กันทุกฝ่าย

พระราหุลหลังจากบวชแล้วก็ได้เรียนรู้พระธรรมวินัยและมีคุณสมบัติที่น่าสรรเสริญมากถึง 3 ข้อครับ

ประการแรก คือท่านเป็นผู้ที่ “ว่านอนสอนง่าย” คือไม่เคยถือตัวเลยว่าตนเองเป็นราชบุตรของพระพุทธเจ้าไม่เคยเรียกร้องความเป็นอภิสิทธิ์ชนใดแม้ในหมู่คณะสงฆ์เห็นได้ชัดกรณีที่ต้องถูกภิกษุจากชนบทไล่ให้ไปนอนที่อื่น ถ้าท่านอ้างตนว่าตนเองเป็นถึง ราชบุตรของพระพุทธองค์มีหรือครับที่พระภิกษุเหล่านั้นจะกล้าไล่ หรือถ้าทำอย่างน้อยก็อาจจะเกรงใจในฐานะเป็นพระพุทธชิโนรสบ้าง แต่ท่านก็ไม่ได้นำเรื่องเหล่านั้นมากล่าวอ้างแต่กลับยอมปฏิบัติตามกฎสงฆ์ไปเสียแต่โดยดี

กรณีของพระราหุลนั้นเปรียบเทียบได้ชัดเจนยิ่งขึ้นกับกรณีของ “พระฉันนะ” ครับ เล่าเพิ่มอีกสักหน่อยว่า นายฉันนะคนนี้เองที่เป็นคนขี่ม้ากัณฑกะออกมาจากพระราชวังกับเจ้าชายสิทธัตถะและได้อยู่รับใช้พระองค์มาตลอดจนพระองค์บวชเรียบร้อยและได้นำเครื่องแก้วแหวนเงินทองกลับไปยังพระราชวังตามคำสั่ง ในที่สุดฉันนะก็เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธองค์จึงได้บวชภายหลังจากที่พระองค์ตรัสรู้ในเวลาต่อมา

แต่ก็อย่างที่กล่าวไปแล้วเรื่องมูลเหตุของความทระนงตนถือดีในมนุษย์ที่ยังมีอยู่นั่นแหละครับ เมื่อฉันนะมาบวชความรู้สึกเดิม ๆสมัยเป็นคฤหัสถ์ก็ยังอยู่คือยังคิดว่า ตนเองนั้นเป็นผู้ที่ใกล้ชิดพระพุทธเจ้ามาก่อนใครใครจะว่ากล่าวตักเตือนอะไรก็มักไม่ฟัง ประมาณว่า “คุณรู้ไหมว่า ผมเป็นใคร” อย่างนี้เป็นต้นแล้วความถือตัวที่อยู่กมลสันดานมันแก้ยากครับพระฉันนะนี่ เป็นที่อิดหนาระอาใจในหมู่สงฆ์มาก ล่วงเลยเวลามาจนถึงช่วงที่พระพุทธองค์ใกล้จะดับขันธปรินิพพานพระฉันนะก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ว่ายากสอนยากคงเส้นคงวาได้ดีเหลือเกิน จนพระอานนท์ต้องกราบบังคมทูลถามพระพุทธองค์ว่าจะเอาอย่างไรกับพระฉันนะ ดีหนอเพราะเกรงว่าหากพระพุทธองค์ปรินิพพานไปแล้วก็จะยิ่งกลายเป็นผู้ที่ว่ายากสอนยากยิ่งขึ้น

พระพุทธเจ้าทรงต้องใช้ไม้เด็ด โดยพระองค์ท่านบอกให้ทราบถึงวิธีการลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะว่า ให้ภิกษุทั้งหลายไม่ต้องไปพึงว่ากล่าว ไม่พึงให้โอวาท ไม่พึงสั่งสอนใดๆเลยและไม่พึงเจรจาคำใด ๆ ด้วยทั้งสิ้น เว้นแต่ว่ามีกิจธุระที่ต้องจำเป็นจะพูดด้วยก็ค่อยเข้าไปพูดเมื่อฉันนะถูกสงฆ์พรหมทัณฑ์แล้ว ก็สำนึกในความผิดและกลับมาเรียนรู้ในพระธรรมวินัยและยอมปฏิบัติตามเอง

ว่ากันว่า การลงโทษจากสังคมนี่มีผลรุนแรงที่สุดครับเพราะพระภิกษุอย่างไรก็เป็นมนุษย์ต้องอยู่ในสังคมลองชีวิตนี้ไม่มีใครสนใจจะพูดด้วยแล้วไม่สำนึกความผิดก็คงไม่ต้องอยู่กันแล้วครับกลวิธีการช่างล้ำลึกแยบคายเสียจริง ๆ

กลับมาที่พระราหุลกันต่อครับนอกจากท่านจะเป็นผู้ที่ว่าง่ายสอนง่ายแล้วท่านยังเป็น “ผู้ใฝ่รู้ใฝ่การศึกษา” เป็นอย่างยิ่งมากเสียจนขนาดที่ว่าทุกเช้าพระราหุลจะเดินลงมาที่ลานวิหารเอามือกอบทรายขึ้นมาเต็มกำมือตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอให้ท่านได้รับฟังพระโอวาทและโอวาทต่าง ๆของพระพุทธองค์และจากพระอาจารย์ทั้งหลายให้มากมายเหมือนเมล็ดทรายที่อยู่ในกำมือนี้ด้วยเถิด ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงยกย่องพระราหุลว่าเป็นผู้ที่เป็นเลิศกว่าผู้อื่น (เอตทัคคะ) ด้านใฝ่รู้ใฝ่การศึกษาหรือมี “พาหุสัจจะ” อันเป็นทรัพย์มากกว่าผู้อื่นนั่นเอง

การเรียนการสอนจากพระพุทธองค์ท่านมีความตั้งใจมุ่งมั่นมากและพระพุทธองค์ก็มีกลวิธีแยบคายที่จะสั่งสอนสามเณรราหุลซึ่งคนเป็นพ่อเป็นแม่ในยุคปัจจุบันสมควรจะนำไปใช้เป็นตัวอย่างครับซึ่งคำสอนที่พระพุทธองค์ตรัสสอนพระราหุลมีถึง  7 พระสูตรตามช่วงอายุของพระราหุล

พระสูตรแรกเรียกว่า “จูฬหุโลวาทสูตร 1” แสดงเมื่อพระราหุลบวชใหม่ ๆครับก็คือการสอนไม่ให้เป็นคนพูดเท็จทั้งที่รู้พระองค์ก็มีสื่อการสอนที่น่าสนใจคือขันน้ำแสดงไว้เป็นขั้นเป็นตอนโดย ตอนแรกทรงเทน้ำออกจากขันน้ำแล้วเหลือไว้หน่อยหนึ่ง ต่อมาก็ทรงเทน้ำออกจนหมดขัน แล้วก็ทรงคว่ำขันลงและสุดท้ายก็หงายขันเปล่า ๆขึ้น

การที่พระองค์สอนพระราชบุตรอย่างนี้ เน้นว่าคนที่พูดเท็จทั้งๆที่รู้ก็เหมือนคนที่ค่อยๆเทคุณงามความดีของตัวเองออกไปทีละน้อยจนไม่มีเหลือเลยดุจเหมือนขันที่ว่างเปล่า ดังนี้แล้วก็ทำให้พระราหุลเข้าใจแจ่มแจ้งเรื่องการพูดเท็จว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีอันเป็นวิสัยของเด็กน้อยที่มักจะหัดโกหกเพื่อเอาตัวรอดนั่นเอง

พระสูตรที่สองเรียกว่า “มหาราหุโลวาทสูตร” ทรงแสดงเมื่อพระราหุลอายุได้ 18 ปีเป็นสามเณรหนุ่มแน่นแล้วว่าด้วยธาตุทั้ง 6และ ต่อด้วยการทำสมาธิด้วยหลักอานาปานสติ

พระสูตรที่สามถึงพระสูตรที่หกเรียกว่า “ราหุลสูตร” เหมือนกันทั้งหมดโดยมีเนื้อหาการสอนที่แยกได้สองประเด็นคือ ประเด็นแรกพระองค์สอนให้มองธาตุทั้ง 4 และขันธ์ 5 ว่าเป็นความไม่เที่ยงเป็นทุกข์และเป็นสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน ส่วนประเด็นที่สองคือสอนให้รู้จักคบกัลยาณมิตร คือเพื่อนที่ดีและรู้จักอยู่ในที่เงียบสงัด รู้จักประมาณในปัจจัยสี่ สำรวมร่างกายมีสติในการเจริญกรรมฐานและให้ลดละทิฐิมานะในตัวตน

พระสูตรสุดท้ายคือ “จูฬาราหุโลวาทสูตรที่ 2” ซึ่งไม่ระบุไว้ว่าแสดงเมื่อพระภิกษุราหุลอายุได้เท่าใดและเนื้อหาพูดถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาของขันธุ์ 5 หลังจากฟังธรรมกัณฑ์นี้จบในที่สุดพระภิกษุราหุลก็สำเร็จบรรลุเป็นพระอรหันต์

การสอนพระราชบุตรของพระพุทธองค์น่าสนใจใช่หรือเปล่าครับพระองค์ค่อยๆสอนไปตามหลักธรรมชาติเลือกแสดงพระสูตรตามความเหมาะสมของวัยและให้เข้ากับอุปนิสัยจึงสำเร็จผลได้โดยสะดวก

และสุดท้ายครับคือ พระราหุลนั้นท่านเป็น “ผู้มีความเคารพและมีความกตัญญู” ต่อพระอาจารย์อย่างพระสารีบุตรเป็นอย่างยิ่งเสมือนที่ท่านพระสารีบุตรมีความกตัญญูต่อพระอาจารย์อย่างท่านพระอัสสชิ เช่นเดียวกัน

ก่อนที่จะบวชในพระพุทธศาสนาพระสารีบุตรท่านก็เป็นพราหมณ์หนุ่มที่มากด้วยความรู้และประสบการณ์จากสำนักสัญชัยเวลัฎฐบุตรต่อมาได้มาพบกับพระอัสสชิขณะที่กำลังบิณฑบาตและท่านได้แนะนำให้เข้าสู่บวรพระพุทธศาสนาท่านจึงให้ความเคารพต่อพระอาจารย์มากโดยเฉพาะเวลานอนท่านจะกราบไปยังทิศที่พระอาจารย์ของท่านนอนเมื่อรู้ว่าพระอาจารย์นอนอยู่ทิศไหนก็กราบไปยังทิศนั้นจนภิกษุทั้งหลายที่ไม่เข้าใจการกระทำเพราะคิดว่าเป็นถึงอัครสาวกแล้วยังไหว้ทิศแบบพราหมณ์อยู่ซึ่งความจริงแล้วท่านกราบเคารพแสดงความกตัญญูต่อพระอาจารย์ของท่าน เหมือนพระราหุลปฏิบัติต่อพระสารีบุตรเองไม่มีผิด ซึ่งผู้ที่ให้คำชี้แจงแถลงไขแก่ภิกษุช่างสงสัยก็ไม่ใช่ใครอื่นครับ พระบรมศาสดาของเรานี่เอง

สามเณรราหุลท่านจึงได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาของสามเณร”ทั้งหลายเพราะไม่เพียงแต่เป็นสามเณรรูปแรกเท่านั้นแต่ในด้านการเรียนรู้ปฏิบัติธรรมวินัยก็เยี่ยมยอดสมเป็นพระราชโอรสทั้งทางโลกและทางธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช (ยุคหลังพุทธกาลไปประมาณ สองร้อยกว่าปีแล้วครับ)พระองค์ก็ได้ประยุกต์ใช้หลักธรรมในพระพุทธศาสนามาปกครองประเทศเรียกว่า “ธรรมวิชัย”ที่กษัตริย์ยุคต่อๆมาก็ถือเอาเป็นแบบอย่างในการปกครองเช่นกัน หนึ่งในพระสูตรคำสอนที่พระเถระและพระเถรีทั้งหลายก็คือพระสูตรที่ชื่อว่า “ราหุโลวาทสูตร” ซึ่งเป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสสั่งสอนแก่พระราหุลนั่นเองและทรงสร้างพระสถูปอุทิศบุญให้กับสามเณรราหุลไว้ให้สามเณรทั้งหลายได้กราบไหว้ด้วย

ในฐานะผู้เขียนซึ่งผ่านการบวชเรียนมาแล้วจึงอยากจะแนะนำผู้ปกครองคุณพ่อคุณแม่ถ้าลูกมีอายุถึงเกณฑ์ที่จะบวชเณรและหากเขายินยอมที่บวชได้ก็ให้เขาได้บวชเถอะครับไม่ต้องสงสัยหรือหวาดกลัวอะไรทั้งสิ้นว่าจะดีหรือไม่ดี

การเข้าไปบวชเรียนอย่างแรกเลยที่เด็ก ๆจะได้คือจะเป็นคนว่านอนสอนง่ายขึ้น ใฝ่รู้ใฝ่เรียนขึ้น และแน่นอนว่าต้องมีความดีติดตัวมาในเรื่องความกตัญญูรุ้คุณกลับออกมาอย่างแน่นอนเพราะพระอาจารย์อุปัชฌาย์ทุกท่านก็จะสอนลูกศิษย์และเด็กๆทั้งหลายกันอย่างนี้ เรียกได้ว่าไปบวชกลับออกมาแล้วเป็นเด็กดี ไม่ต่างจาก พระราหุลที่มีคุณสมบัติเป็นเลิศทั้งสามประการเลยครับ

ในบ้านเราหากเป็นสมัยก่อน ๆผู้ที่จะบวชเป็นสามเณรส่วนมากก็จะจบชั้นประถมสี่ หรือสมัยนี้อย่างน้อยก็ประถมหกส่วนอายุน้อยกว่านั้นก็เพียงแค่ให้บวชหน้าไฟในงานศพ บวชแค่วันเดียวก็สึกเสียแล้วน่าเสียดายจริง ๆ เพราะการบวชให้คนตายนั้นแม้จะถือว่าเป็นการทำบุญอุทิศบุญที่ดีให้กับผู้ตายให้ไปสู่สุขคติได้รับผลอานิสงส์จากที่ผู้บวชให้ แต่ปัจจุบันเห็นบวชกันเล่น ๆตามประเพณีเสียมากว่าเลยไม่รู้ว่าคนตายจะได้อานิสงส์จริงอย่างว่าหรือเปล่าเพราะคนที่บวชให้ยังไม่รู้ความหมายเลย และยิ่งคนที่ไม่เคยบวชก็ยิ่งน่าเสียดายเข้าไปใหญ่เพราะอะไรน่ะหรือครับ

พระพุทธองค์ท่านได้ทรงตรัสเอาไว้ว่า “การเข้ามาบวชถือศีลในพระพุทธศาสนาแม้เพียงวันเดียวก็ยังดีกว่าคนที่อยู่อย่างทุศีลเป็นร้อยๆปี”

คำกล่าวนี้ก็มีที่มาจากสามเณรเช่นกันครับแต่ไม่ใช่สามเณรราหุลแต่ เธอชื่อ สามเณร“สังกิจ” ขอเล่าย่อๆไว้ตรงนี้ทิ้งท้ายบทครับ สังกิจนั้น เดิมเป็นลูกของลูกสาวเศรษฐีซึ่งก่อนจะคลอดแม่ของเธอได้ตายลงคนก็จะเอาศพไปเผา เผาแล้วสัปเหร่อก็เอาขอแทงศพให้พลิกไปมาแต่พบว่าในศพมีเด็กทารกอยู่และยังไม่ตายจึงอุ้มเด็กออกมาดูแล้วเอาไปเลี้ยงเป็นลูกพอสังกิจโตขึ้นอายุได้ 7ขวบ (ตามสูตรเป๊ะเลยครับ)ได้ทราบชาติกำเนิดก็สลดใจไปขออนุญาตพ่อแม่บุญธรรมบวชกับพระสารีบุตร

ว่ากันว่าผู้มีบุญยังไม่ถึงที่ตายทำอย่างไรก็ไม่ตาย สังกิจน่าจะตายในท้องแม่ถูกไฟเผาก็ยังไม่ตายแสดงว่าบุญเยอะน่าจะได้เกิดเป็นชาติสุดท้ายคือถ้าไม่บรรลุอรหันต์ก่อนรับรองยังไงก็ไม่ตายแน่นอน และท่านก็บรรลุอรหันต์ทันทีเพียงแค่ มีดโกน “จ่อ” เข้าที่ผมเท่านั้นเอง ย้ำว่าจ่อนะครับยังไม่ทันลงมือปลงผมสักเส้นเลยท่านก็บรรลุในอรหันต์แล้ว

สามเณรสังกิจได้ชื่อว่ามีฤทธิ์มากครับเมื่อบวชแล้วได้รับมอบหมายจากพระสารีบุตรให้ไปบำเพ็ญกรรมฐานพร้อมกับพระภิกษุอีก 30 รูปในป่าเพราะพระพุทธองค์เล็งเห็นว่าในป่ามีโจรชุกชุมอาจมีอันตรายและสามเณรสังกิจจะช่วยเหลือพระภิกษุทั้งหมดได้ แม้จะไม่เต็มใจให้ไปแต่เหล่าภิกษุก็ต้องยอมเพราะพระพุทธองค์ตรัสว่า สังกิจจะช่วยพวกท่านได้เมื่อมีอันตราย

แล้วสามเณรสังกิจก็ทำได้จริง ๆอย่างที่พระพุทธองค์ว่าครับ เมื่อมีกลุ่มโจรป่ามายังที่หมู่บ้านหมายจะสังหารคนเพื่อทำการบูชายัญตามวิถีพิเรนๆที่พวกมันนับถืออยู่ พอโจรมาชาวบ้านก็ตีระฆังส่งสัญญาณเตือนเหล่าพระภิกษุที่นั่งกระจายกันอยู่ขณะทำสมาธิจึงได้มาประชุมกันเมื่อทราบความแล้วจึงต่างเสนอตัวให้เหล่าโจรนำไปบูชายัญเพื่อป้องกันชาวบ้าน แต่สามเณร สังกิจรีบมาขวางและบอกว่าตนเองเท่านั้นที่ต้องรับภาระหน้าที่นี้ แม้จะได้รับการทัดทานมากมายแค่ไหนท่านก็ไม่ยอมและยังบอกให้เหล่าหลวงพี่ย้อนระลึกถึงคำขององค์พระศาสดาว่า สังกิจจะช่วยพวกท่านได้เมื่อมีอันตรายขึ้นมา เมื่อจนด้วยเหตุผลก็จำเป็นต้องให้สังกิจไปกับพวกโจร

สามเณรไปกับโจรก็ไม่ได้มีท่าทีเกรงกลัวอะไรเลยครับราวกับว่าไปเดินเล่นกับเพื่อนพวกโจรก็นำท่านไปขังเอาไว้พอถึงเวลาหัวหน้าโจรก็นำท่านออกมาหมายเอาดาบจะฟันคอแต่ดาบก็ต้องบิดงอลงอย่างน่าอัศจรรย์จะเอาดาบแทงก็งอแล้วงออีกจนไม่มีดาบให้แทงให้ฟันก็จนใจทิ้งดาบ ก้มลงกราบขอโทษสามเณรแต่โดยดี

เจออย่างนี้เหล่าโจรไม่รู้ทึ่งในอภินิหาริย์มหาอุตของสามเณรสังกิจอย่างไรก็ไม่อาจทราบได้ ต่างยอมสยบขอบวชเป็นลูกศิษย์ของสามเณรสังกิจทั้งหมด สามเณรก็พาเหล่าศิษย์กลับไปหาพระภิกษุทั้ง30รูปเพื่อแจ้งข่าวให้ทราบว่าตนเองปลอดภัยดีและก็พาเหล่าศิษย์โข่งเหล่านั้นไปเฝ้าพระสารีบุตรและเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าตามลำดับ พระพุทธองค์จึงมีปฎิสันถารกับเณรน้อยอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า คนที่ยอมถือศีลแค่วันเดียวยังดีกว่าคนที่อยู่อย่างทุศีลเป็นร้อย ๆปี สมดังที่พระพุทธองค์ว่าไว้จริง ๆ

เรื่องของสามเณรสังกิจ ขอจบลงแต่เพียงเท่านี้ หากจะกล่าวในทางธรรมแล้วในฐานะผู้เขียนเองคิดว่าการที่เด็กน้อยคนหนึ่งสามารถเอาชนะจิตใจที่ซุกซนของตนเองให้สงบนิ่งได้ก็เหมือนกับปราบพยศปราบโจรได้ทั้งฝูง

พ่อแม่คนไหนพาลูกเข้าไปบวชเป็นสามเณรได้ก็เหมือนกับพาลูกขึ้นสวรรค์ไปครึ่งทางแล้วครับ พาลูกมาบวชให้เป็น “ราชบุตรในพระพุทธองค์” เหมือนอย่าง สามเณรราหุลและ สามเณรสังกิจ กันดีกว่าครับเปรียบเสมือนเราได้มอบ “อริยทรัพย์”แบบเดียวกันกับที่พระพุทธองค์ได้มอบทรัพย์ให้กับพระราหุลเช่นเดียวกัน เป็นการสร้างบุญกุศลคุณงามความดีอันยิ่งใหญ่เขาจะได้มีทรัพย์นี้ไปใช้ติดตัวทั้งภพชาติปัจจุบันและชาติหน้า  และทรัพย์ที่ว่านี้ยังเป็นเกราะกำบังป้องกันไม่ให้หลงไปกับกระแสความชั่วในปัจจุบันที่มีมากมายอีกด้วย

ส่วนเรื่องบวชแล้วจะได้เป็นลูกพระพุทธเจ้าจริงหรือไม่ บวชแล้วได้อานิสงส์อะไร ตามอ่านต่อในตอนจบได้เลยครับ

 

Read Full Post »

คุณผู้อ่านจำตอนที่คุณพ่อคุณแม่พาไปใส่บาตรพระตอนเช้า ๆครั้งแรก ๆได้หรือเปล่าครับส่วนใหญ่แล้วคนที่นับถือพระพุทธศาสนามักจะทำบุญใส่บาตรกันเป็นประจำอยู่แล้ว บรรยากาศตอนเช้า ๆอากาศดี ๆ เย็นสบายมีคนทุกเพศทุกวัย (ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้สูงอายุ) มายืนรอตั้งโต๊ะนำอาหารมารอถวายพระ ฯลฯ
ตักบาตรตอนเช้ากันดีกว่า

บรรยากาศดี ๆอย่างนี้เราอย่าเก็บเอาไว้เป็นบรรยากาศส่วนตัวพยายามนำเด็ก ๆในบ้านมาสัมผัสบรรยากาศเหล่านี้ด้วยครับเพราะได้บุญกุศลเพิ่มขึ้นไปอีก สำหรับผู้เขียนเองตอนสมัยเด็ก ๆวัดอยู่ห่างจากบ้านค่อนข้างไกลต้องตื่นแต่เช้าออกไปกับคุณพ่อคุณแม่ไปซื้อของรอใส่บาตรตั้งแต่เช้ามืด ซึ่งตอนแรกๆก็ไม่ชอบเพราะว่า เป็นเด็กแล้วต้องตื่นเช้าๆนี่มันค่อนข้างจะทรมานครับ แต่พอได้ไปสัมผัสบรรยากาศตลาดตอนเช้าที่มีผู้คนมากมายหลายเจ้าเตรียมตัวเปิดร้านจัดข้าวของและมีอีกหลายคนรอใส่บาตรพระทำให้เกิดความตื่นตาตื่นใจเป็นประสบการณ์ใหม่ ๆที่ไม่เคยเห็น เวลาที่พระเดินมาผู้ใหญ่ก็จะบอกให้เราถอดรองเท้าใส่บาตร ใส่แล้วก็รับพรแม้จะฟังไม่รู้เรื่องว่าพระท่านว่าอะไรแต่ก็ก่อให้เกิดความรู้สึกดีทั้งสิ้น

ความรู้สึกเหล่านี้เวลาที่คุณผู้อ่านใส่บาตรพระครั้งแรกคงไม่ต่างจากผมนัก คือรู้สึกว่าสนุก แปลกตาและชุ่มชื่นหัวใจ เวลาที่คุณพ่อคุณแม่ชวนไปใส่บาตรพระอีกก็มักจะไปกับท่านด้วยเสมอจนเติบโตมาจึงได้เข้าใจในสิ่งที่ท่านต้องการจะสื่อว่าการใส่บาตรทุกๆเช้านั้นจุดประสงค์ทำไปเพื่ออะไร

การใส่บาตรเป็นการให้ทานเพื่อลดความ “ตระหนี่”ในใจของเราลงนั่นเองครับคือ ทำให้เรากลายเป็นคนใจกว้างไม่ขี้เหนียว คนที่มีความตระหนี่มาก ๆนี่ลองสังเกตดูให้ดี ๆก็จะเห็นว่าคนเหล่านี้มักจะมีเพื่อนน้อยแล้วก็ไม่ค่อยมีโอกาสเปิดตัวเปิดใจให้ตัวเองรับรู้เรื่องราวต่าง ๆมากนัก ความคิดอ่านก็จะมักมองโลกในแง่ลบไปด้วยโดยมักจะมองเห็นว่า คนที่ชอบทำบุญทำกุศลสร้างคุณงามความดีบริจาคทรัพย์สินเงินทอง หรือการสร้างกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่างๆ นั้นเป็นคนโง่ในสายตาของเขาครับ เพราะเหตุใด

เพราะว่าเขามีความเห็นว่าการเก็บทรัพย์สินเงินทองเอาไว้มาก ๆเป็นเรื่องดีที่สุดและมักจะไม่เลือกวิธีการขอให้ได้มีทรัพย์สินเงินทองมาก็พอ แม้จะต้องโกงต้องถูกประณาม หรือแม้แต่ต้องฆ่าเพื่อแย่งชิงมาเขาก็ยอมทั้งนั้นยอมทุกอย่างเพียงแต่ขอให้มีเงินทองร่ำรวยกว่าคนอื่น มีที่ไหนบ้างครับที่คนขี้เหนียวจะออกมาทำบุญใส่บาตร หรือรับเป็นประธานจัดผ้าป่า ผ้ากฐินถวายวัด หรือทำบุญผ้าป่าตามโรงเรียน รับรองว่าไม่มีให้เห็นอย่างแน่นอน

ทีนี้ย้อนมาดูที่ตัวเด็ก ๆของเราบ้าง พ่อแม่หลายรายคงจะเคยเห็นหรือเคยเจอเหตุการณ์เด็กทะเลาะเพื่อแย่งของเล่นกันใช่หรือไม่ครับ ซึ่งถ้าว่าไปตามสัญชาติญาณก็คงถือเป็นเรื่องธรรมดาเด็ก ๆมีสิทธิ์ที่ชอบของอะไรต่าง ๆเหมือนๆกันอยู่แล้วจึงยื้อแย่งกันเพื่อให้ได้ของเล่นเอามาเป็นของตน แต่ต้องระวังอย่าให้แย่งกันบ่อยเพราะว่า เด็กที่แย่งของเล่นชนะบ่อยๆ ก็จะมีวิสัยกลายเป็นคนตระหนี่ไปโดยไม่รู้ตัวส่วนคนที่แพ้บ่อย ๆก็จะขาดความมั่นใจไปเสียอีก การฝึกลดความตระหนี่ตามสัญชาติญาณนี้ก็ฝึกให้เขารู้จักการทำบุญมาได้รู้ได้เห็นการใส่บาตรกับผู้ใหญ่บ่อย ๆ

การใส่บาตรเป็นการสอนเรื่อง “การรู้จักให้” ผู้ใหญ่ต้องเจอคำถามแน่ว่า “ทำไมต้องให้ ทำไมต้องใส่บาตรด้วย”  คำตอบที่เด็กจะได้รับก็คือ “ทำแล้วได้บุญไงลูก” แค่คำว่า “ได้” คำเดียวเพียงแค่นี้ก็ทำให้เขาอยากได้ขึ้นมาแล้วใช่หรือเปล่าครับ (ตามสัญชาติญาณ)ส่วนเรื่องบุญค่อยอธิบายกับเขาทีหลังก็ได้ว่ามันเป็นของดีที่สมควรกระทำ

การทำบุญใส่บาตรเป็นสิ่งที่ดีงามเพราะก่อผลบุญอย่างแรกคือทำให้จิตใจอิ่มเอมมีความสุขและมีอานิสงส์สูงทำให้ต่อไปจะกลายเป็นผู้ที่มั่งมีในทรัพย์และบริวารเพราะว่าคนที่รู้จักให้ก็จะเป็นผู้ที่ได้รับตามกฎแห่งกรรม หากยิ่งเราได้ทำบุญให้กับพระภิกษุที่ประพฤติปฏิบัติดีด้วยแล้วและยังได้ชวนคนอื่นมาสร้างบุญกับเราด้วยก็จะยิ่งมีอานิสงส์สูงมากตามไปด้วย

ในที่นี้ขอยกตัวอย่างเรื่องราวเกี่ยวกับการทำบุญทำทานที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งให้เห็นเป็นรูปธรรมครับ

อดีตกาลย้อนหลังไปในพระพุทธศาสนาของสมัยพระพุทธเจ้าองค์ก่อนหน้ายุคของเรานามว่า “พระกัสสัปสัมมาสัมพุทธเจ้า” (ซึ่งยุคปัจจุบันคือ พระโคตมะสัมมาสัมพุทธเจ้า)  มีบัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่งได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าเรื่องของการทำบุญว่า

ผู้ที่ทำบุญเองแต่ไม่ชักชวนผู้อื่นทำบุญจะได้แต่ทรัพย์สมบัติแต่ไม่ได้บริวารสมบัติ แปลความว่า เป็นคนรวยก็จริงแต่ต้องเหนื่อยไม่มีคนช่วยงานให้และถึงแม้จะมีมาช่วยก็จะไม่เก่งพอหรือที่เก่งพอก็จะมีเหตุให้อยู่กับเราไม่ได้

ส่วนผู้ที่ไม่ทำบุญเองแต่ชอบชักชวนผู้อื่นทำบุญจะได้บริวารสมบัติแต่ไม่ได้ทรัพย์สมบัติ ก็หมายความว่าจะมีเพื่อนรวยแต่ตัวเราไม่รวย

ส่วนผู้ที่ไม่ทำบุญเองและไม่ชักชวนใครให้มาทำบุญจะไม่ได้ทั้งทรัพย์สมบัติและบริวารสมบัตินี่ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่เลยครับทั้งยากจนทรัพย์สินและเพื่อนที่จะคอยช่วยเหลือก็ไม่มี

และสุดท้ายผู้ที่ทั้งทำบุญเองด้วยคอยชักชวนคนอื่นทำบุญด้วยจะได้ทั้งทรัพย์สมบัติและบริวารสมบัติ คือรวยทั้งทรัพย์และเพื่อนดี ๆมากมาย

ก่อนจะอ่านต่อไปคุณผู้อ่านนึกย้อนในใจครับว่าตอนนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของเราอยู่ในข่ายไหนหนึ่ง สอง สาม หรือสี่ครับรับรองว่าต้องตรงสักหนึ่งข้อแน่ ๆแต่ไม่ว่าอยู่แบบไหนก็ต้องทำบุญทำทานให้มาก ๆอยู่ดีเอาไว้เฉลยตอนท้ายเรื่องก็แล้วกันครับ

บัณฑิตได้ฟังดังนี้แล้ว ก็เกิดปิ๊งไอเดียเลยว่าคราวนี้แหละตนจะได้มีโอกาสในการสร้างบุญใหญ่มหาศาลว่าแล้วก็จัดแจงนิมนต์พระสงฆ์หนึ่งหมื่นรูปเพื่อไปฉันอาหารที่บ้านเมืองของตนในวันรุ่งขึ้น คุณผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าบัณฑิตหนุ่มเพียงคนเดียวจะไปมีปัญญาทำบุญกับพระหมื่นรูปได้อย่างไรก็ทำตามสูตรที่ได้รับการสั่งสอนมาเลยไปชวนคนทั้งหมู่บ้านทั้งเมืองมาเลี้ยงพระไงครับ

บัณฑิตหนุ่มใช้วิธีถือโพยรายชื่อไปตามหมู่บ้านทันทีบอกว่าตนได้นิมนต์พระหนึ่งหมื่นรูปมาฉันอาหารที่หมู่บ้านของเรา ท่านทั้งหลายมีโอกาสจะได้สร้างบุญกุศลแล้วจะรับไปบ้านละกี่รูปกันดี ชาวบ้านทั้งหลายพอทราบข่าวก็ดีใจสิครับได้มีโอกาสทำบุญต่างพากันมา “จองพระ” กันมากมาย บ้างก็บอกว่า บ้านเรารับ 10 รูป บ้านเรารับ 20 รูป บ้านเรา 30 รูป พวกบ้านเศรษฐีมีเงินมาก ๆหน่อยก็รับไปเป็นร้อยๆรูปบ้าง แล้วบัณฑิตหนุ่มก็จดบัญชีรายชื่อเอาไว้

ทีนี้พอเดินมาเจอหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อ “มหาทุคตะ” ซึ่งเป็นขอทานประจำหมู่บ้านเป็นขอทานนี่ทำมาหากินอะไรก็ไม่ขึ้นอยู่แล้วต้องคอยไปกินเดนเวลาเขากินของเหลือ ซึ่งของจะเหลืออะไรก็ตามมหาทุคตะจะเข้าไปขอส่วนที่เหลือมากินพอบัณฑิตหนุ่มผ่านมาเห็นมหาทุคตะเข้าก็มีความปรารถนาดีเชิญชวนมหาทุคตะให้ถวายอาหารพระกับเขาด้วย

มหาทุคตะตอบว่า “ท่านบัณฑิต ท่านเห็นหรือเปล่า ว่าข้าเป็นขอทานเป็นคนที่ยากจนที่สุดในเมืองนี้จะมีปัญญาที่ไหนไปทำบุญ” บัณฑิตได้ยินอย่างนั้นเข้าด้วยจิตใจที่เป็นคนดีเปี่ยมด้วยกัลยาณมิตรธรรมก็ไม่ได้ละความพยายามจะชักชวนคนให้สร้างบุญได้กล่าวต่อทันทีว่า

“หมู่บ้านนี้ก็ไม่ถึงกับแห้งแล้งยากลำบากอะไรมากใครๆเขาก็ทำมาหากินขึ้นทั้งนั้นมีท่านคนเดียวที่ทำอะไรไม่ขึ้นอย่างนี้ท่านคิดว่าเป็นเพราะอะไรน่ะหรือ ก็เป็นเพราะภพในอดีตท่านเป็นคนตระหนี่ไม่เคยให้ทานใครจึงต้องเป็นแบบนี้ เวลานี้ท่านยังหนุ่มแน่นมีเรี่ยวแรงอยู่ก็ไปทำงานแล้วเข้าสิแล้วเอาทรัพย์ที่ได้มาตามกำลังนั้นมาถวายทานเพียงเท่านี้ท่านก็สามารถสร้างบุญได้แล้ว”

มหาทุคตะได้ยินดังนั้นก็เกิดจิตปีติขึ้นมาต้องการจะสร้างบุญทันทีเพื่อให้พ้นจากความยากจนด้วยเหตุนั้นว่าแล้วมหาทุคตะก็เลยรับนิมนต์พระมา 1 รูปเพื่อรับบิณฑบาตแต่เพราะนิมนต์พระไว้เพียงรูปเดียวบัณฑิตหนุ่มจึงไม่ได้จดบันทึกรายชื่อเอาไว้

มหาทุคตะดีใจมากเพราะว่าตนเองเคยแต่ขอเขากินคือได้แต่รอรับ แต่ว่าวันพรุ่งนี้จะได้ถวายทานได้เป็นผู้ให้บ้าง ว่าแล้วก็ไปบอกภรรยาช่วยกันไปรับจ้างทำงานที่บ้านเศรษฐีที่รับนิมนต์พระไว้หลายร้อยรูป ท่านเศรษฐีเตรียมงานใหญ่ขนาดนี้จึงต้องการคนช่วยเตรียมงานเป็นธรรมดา เมื่อนายมหาทุคตะมาก็ให้ มหาทุคตะไปทำงานผ่าฟืนส่วนภรรยาก็ไปหาภรรยาของเศรษฐี นางก็ได้ทำงานในโรงนาตำข้าวฝัดข้าวซึ่งทั้งสองต่างก็ทำงานไปก็เบิกบานไปราวกับจะเต้นรำเพราะพรุ่งนี้จะได้ทำบุญ

เศรษฐีและภรรยาเห็นแล้วก็ประทับใจพอสอบถามว่าจะค่าแรงที่ได้เอาไปทำบุญก็เลยเพิ่มค่าจ้างให้เป็นข้าวสารถึง 8ทะนานโดย 4 ทะนานแรกจะเก็บไว้กินส่วนอีก 4 ทะนานเอาไว้ทำบุญเลี้ยงพระพอได้ข้าวสารมาแล้วก็บอกให้ภรรยานำค่าจ้างที่ได้ไปซื้อเครื่องแกงเครื่องเทศมาทำอาหารอีกด้วยฝ่ายภรรยาก็ได้เครื่องเทศมาและได้ข้าวสารมาอีก 1 ทะนานรวมเป็น 5 ทะนานก็ดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ตอนนี้มีเครื่องไทยธรรมพอจะถวายอาหารได้แล้ว

รุ่งเช้าสองสามีภรรยาก็รีบตื่นขึ้นมาช่วยกันทำอาหาร ภรรยาก็บอกให้ออกไปเก็บผักที่ริมแม่น้ำ เมื่อมหาทุคตะไปเก็บผักอย่างอารมณ์ดีร้องรำทำเพลงไปด้วย (อารมณ์ดีจริงๆ) ชาวประมงที่กำลังจับปลาอยู่เห็นเข้าก็ได้ไต่ถาม เมื่อทราบความแล้วก็นึกโมทนาบุญจึงออกอุบายอยากร่วมบุญด้วยจึงขอให้มหาทุคตะช่วยร้อยปลาที่จับมาได้แล้วขายให้ตนซึ่งมหาทุคตะก็รับทำโดยดี

เนื่องจากมีงานบุญใหญ่ชาวบ้านจึงพากันมาซื้อปลาเป็นจำนวนมาก ไม่นานปลาที่ร้อยไว้ก็หมดลงอย่างรวดเร็ว ชาวประมงได้ยกปลาตะเพียน 4 ตัวให้มหาทุคตะเอาไปทำบุญเลี้ยงพระเป็นการตอบแทน

พอกลับไปบ้านก็มีคนแปลกหน้ามาขอรับจ้างปรุงอาหารแต่มหาทุคตะไม่มีเงินจะจ้างบอกแต่เพียงว่าจะเลี้ยงพระชายแปลกหน้าผู้นั้นก็ยินดีที่จะช่วยเหลือโดยไม่เอาค่าจ้างเช่นกันแล้วบอกให้มหาทุคตะไปรับพระได้ตามเวลาส่วนเรื่องอาหารเขาจะจัดการเอง

มหาทุคตะรีบไปหาบัณฑิตตามที่นัดหมาย แต่ว่าเกิดความผิดพลาดเสียแล้วเพราะบัณฑิตหนุ่มลืมจดชื่อมหาทุคตะไว้เพราะเห็นว่า นิมนต์แค่ 1 รูปจึงจำไม่ได้ไม่เหลือพระให้มหาทุคตะเลยส่วนคนอื่น ๆก็ไม่มีใครยอมแบ่งพระมาให้เพราะได้เตรียมสำรับกับข้าวไว้หมดแล้ว (ทำบุญทั้งทีมีการหวงบุญกันด้วย)

มหาทุคตะรู้ดังนั้นก็ร้องไห้เสียใจมากเพราะตนอุตส่าห์ทำทุกอย่างเพื่อวันนี้แต่กลับไม่ได้สร้างบุญทำไมตนจึงมีกรรมใหญ่เช่นนี้ทำให้บัณฑิตหนุ่มเสียใจอย่างยิ่ง แต่ฉับพลันไอเดียของความเป็นบัณฑิตก็พุ่งขึ้นมาอีกครั้งบอกว่ายังมีหนทางอยู่

บัณฑิตพูดขึ้นว่า “มหาทุคตะท่านยังพอหนทางยังมีอยู่แต่จะได้หรือไม่ต้องขึ้นกับวาสนาของท่านเองนะเพราะยังมีพระอยู่อีกรูปหนึ่งที่ไม่มีใครนิมนต์นั่นก็คือ องค์พระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงรูปเดียวที่ข้าพเจ้ายังไม่ได้ไปนิมนต์พระองค์ท่านขอให้ท่านรีบไปก็แล้วกัน”

มหาทุคตะได้ยินอย่างนี้ก็โกยอ้าวไปทันทีสิครับมีโอกาสดีได้ทำบุญใหญ่กับผู้เป็นถึงพระบรมศาสดาจะไม่ให้ดีใจได้อย่างไร พอไปถึงพระคันธกุฏิของพระพุทธเจ้าก็เห็นทั้งพระราชา เสนาอำมาตย์และเศรษฐีคนมีระดับรอนิมนต์พระองค์อยู่หน้ากุฏิอยู่เพียบ คนทั้งหลายเห็นมหาทุคตะก็จะไล่ให้ไปพ้นเสียเพราะคิดว่าเป็นขอทานจะมาขอแบ่งอาหารและยังไม่ถึงเวลากินเดนแต่  มหาทุคตะพูดว่าตนมาวันนี้ไม่เหมือนกับวันอื่น ๆเพราะตนไม่ได้มาขอกินเดนใครว่าแล้วก็ก้มลงกราบเบญจางคประดิษฐ์ลงที่พื้นธรณีประตูของพระคันธกุฎีนิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปรับภัตตาหารของตนด้วยเพราะตนเองไม่มีใครอีกแล้ว

พระกัสสปะพุทธเจ้านั้นทรงใช้ฌานพินิจก่อนหน้านี้แล้วเห็นความพยายามในการสร้างบุญของมหาทุคตะด้วยใจที่บริสุทธิ์แล้วตั้งใจแน่วแน่ว่าจะรับนิมนต์มหาทุคตะอยู่แล้ว พระองค์เปิดกุฏิออกมาแล้วทรงยื่นบาตรส่งให้มหาทุคตะท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนในที่แห่งนั้น

มหาทุคตะนั้นได้รับบาตรของพระพุทธองค์ก็มีความยินดีมากทีเดียวเพราะเป็นกฎธรรมเนียมที่ว่าหากพระพุทธเจ้าได้ทรงประธานบาตรให้กับใครแล้วก็ต้องถือเป็นบุญของคนๆนั้นใครจะมาแย่งบาตรไปจากเขาไปไม่ได้เด็ดขาด

เหล่าเศรษฐีและอำมาตย์ก็ประมูลบาตรกันทันทีเลยครับให้เจ้ามหาทุคตะส่งบาตรมาแล้วเราจะให้เงินให้ทรัพย์ตามที่ต้องการแต่มหาทุคตะบอกว่า วันนี้เขามาที่นี่เพราะไม่ต้องการทรัพย์สินอันใดแต่ต้องการเพียงจะถวายอาหารให้แก่พระบรมศาสดาเท่านั้นไม่มีอะไรสำคัญกว่าบุญที่จะเกิดขึ้นตรงหน้าอย่างนี้อีกแล้ว ว่าแล้วก็ถือบาตรเดินนำพระพุทธเจ้าไปบ้านของตนส่วนคนอื่นๆก็ต้องกลับไปด้วยความผิดหวัง

แต่กับองค์พระราชาท่านยังไม่ไว้วางใจเพราะ อาหารของขอทานจะนำมาเลี้ยงพระพุทธเจ้ามันจะเอาอะไรมาให้พระองค์ได้ฉัน เมื่อคิดอย่างนี้พระราชาจึงตามไปด้วย ถ้าอาหารไม่ได้เรื่องล่ะก้อเราจะเอาอาหารของเราถวายแทน (ไอเดียเจ๋งจริงๆ) ว่าแล้วพระราชาก็เดินตามมหาทุคตะไปที่บ้านของเขาด้วยอีกคน

พอไปถึงที่อยู่ของมหาทุคตะซึ่งเป็นเพียงกระท่อมเล็กๆที่มีหลังคาต่ำเวลาเดินต้องก้มหัวลงเสมือนการทำความเคารพแต่ในวันนั้นองค์พระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ต้องก้มศรีษะเลยเพราะด้วยบุญบารมีของพระองค์ทำให้แผ่นดินยุบตัวลง ส่วนหลังคาก็สูงขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

ฝ่ายพระราชาก็รีบชิงลงมือก่อนเดินตัดหน้าเข้าไปเปิดดูอาหารทันทีแต่ไม่อาจเปิดฝาอาหารได้ก็เกิดความฉงนสนเท่ห์ในใจ เจ้าหนุ่มที่มาช่วยทำอาหารให้กับมหาทุคตะก็ได้เปิดฝาออกให้พอเปิดขึ้นเท่านั้นกลับได้กลิ่นของอาหารทิพย์หอมตลบอบอวลยิ่งกว่าอาหารในวัง พระราชามองไปที่เจ้าหนุ่มคนที่มาช่วยทำอาหารซึ่งแท้จริงแล้วเป็นท่านท้าวสักกะเทวราช ( พระอินทร์) นั่นเองท่านแปลงตัวมาช่วยทำอาหารให้มหาทุคตะถึงได้มีอาหารทิพย์วิเศษอย่างนี้ พระราชาจึงต้องล่าถอยกลับไปด้วยความละอายในความแคลงใจในอาหารของมหาทุคตะ

หลังจากที่พระพุทธองค์ทำภัตกิจเสร็จแล้วก็ตรัสสอนมหาทุคตะกับภรรยาถึงอานิสงส์ในการถวายทานแล้วจึงเสด็จกลับ ฝ่ายพระอินทร์เมื่อได้ร่วมอนุโมทนาบุญแล้วก็แนะนำให้มหาทุคตะถือบาตรตามพระพุทธองค์กลับไปยังพระคันธกุฏีที่ประทับด้วย หลังจากมหาทุคตะเดินลับไปกับพระศาสดาแล้ว พระอินทร์จึงได้อธิษฐานบุญที่ได้ทำร่วมกับมหาทุคตะเนรมิตเป็นฝนรัตนชาติหรือฝนอัญมณีให้ตกมาเต็มบ้านของมหาทุคตะจนล้นออกมานอกบ้านท่วมเต็มไปหมดทำให้ภรรยาและลูก ๆต้องออกมาอยู่นอกบ้าน

หลังจากที่มหาทุคตะได้กลับมาจากพระวิหารแล้วก็ประหลาดใจมากที่ผลแห่งทานของเขาที่ได้กระทำเห็นผลทันตาภายในวันเดียวแต่ครั้นจะให้ซ่อนอัญมณีที่มีมากมายขนาดนี้ก็คงทำไม่ได้ หรือจะนำไปใช้คนเดียวก็คงใช้ไม่หมดเช่นกันจึงได้พาภรรยาไปเข้าเฝ้าพระราชาเพื่อขอให้พระราชาช่วยนำทรัพย์เหล่านั้นมาไว้ที่พระราชวังจะดีกว่า

พระราชาตรัสถามถึงปริมาณของรัตนชาติก็พบว่าต้องใช้เกวียนถึงหนึ่งพันเล่มในการบรรทุกรัตนชาติเหล่านั้นมากองไว้ที่หน้าพระลานมีความสูงเกือบเท่าต้นตาลเลยทีเดียว พระราชาจึงได้เรียกประชุมชาวเมืองทั้งหมดทันทีและตรัสถามเหล่าราษฎรของพระองค์ว่า “มีใครในเมืองนี้มีทรัพย์สมบัติมากเท่านี้บ้าง”

เมื่อพระราชาทราบว่าไม่มีใครมั่งมีทรัพย์มากมายมหาศาลอย่างนี้ได้ จึงได้พระราชทานตำแหน่งเศรษฐีประจำเมืองให้และมอบที่ดินเปล่าแห่งหนึ่งซึ่งเคยเป็นที่อยู่ของมหาเศรษฐีในอดีตให้อีกโดยให้แผ้วถางพื้นที่นั้นเพื่อเอาไว้ให้ปลูกบ้าน เมื่อมหาทุคตะสั่งให้คนงานแผ้วถางที่ทางไปเท่าไหร่ก็ยิ่งพบหม้อไหที่เต็มไปด้วยทรัพย์สมบัติมากมายผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก (คนจะรวยช่วยไม่ได้จริงๆครับ) เมื่อนำความไปกราบทูลพระราชาก็ทรงเห็นว่านี่เป็นผลบุญของมหาทุคตะเองเขาสามารถนำทรัพย์ที่ได้พบไปใช้ได้ตามสบาย

หลังจากนั้นมหาทุคตะก็ได้ทำมหาทานถวายอาหารแด่เหล่าพระภิกษุซึ่งมีพระกัสสปะพุทธเจ้าเป็นประธานได้ตลอดถึง 7 วัน ชีวิตของมหาทุคตะจึงพลิกผันไปทันทีมีอาชีพเป็นมหาเศรษฐีคอยบริจาคทานเพียงอย่างเดียวจนสิ้นอายุขัยและผลบุญที่ได้สั่งสมเอาไว้ตลอดชีวิตก็ส่งผลไปถึงภพชาติต่อไปอีกด้วยโดยหลังจากมหาทุคตะได้ตายไปแล้วก็ได้ไปเกิดในเทวโลกท่องเที่ยวไปยังสวรรค์ชั้นต่าง ๆเป็นเวลานานแล้วได้กลับมาเกิดใหม่ในสมัยขององค์พระพุทธเจ้ายุคปัจจุบันของเรา

มหาทุคตะได้เกิดเป็นบุตรในตระกูลผู้อุปัฏฐากพระสารีบุตร (หมายถึงผู้คอยรับใช้พระภิกษุครับ) ด้วยบุญที่สั่งสมเอาไว้ทำให้ผู้เป็นแม่เวลาแพ้ท้องแล้วอยากจะทำบุญถวายทาน นางซึ่งเกิดเป็นผู้มีอันจะกินอยู่แล้วก็สามารถทำมหาทานแก่พระภิกษุ 500 รูปที่มีพระสารีบุตรเป็นประธานได้ และอาหารที่ถวายนั้นก็ต้องเป็นอาหารที่ปรุงด้วยปลาตะเพียนด้วย และระหว่างที่ตั้งครรภ์พ่อแม่ของพระนางก็ได้ทำบุญเสริมบารมีให้อีกถึง 7 ครั้งโดยการถวายมหาทานเช่นเดียวกับที่นางได้ทำและอาหารที่ถวายก็ปรุงจากปลาตะเพียนเช่นเดียวกัน

ครั้นเมื่อหนูน้อยเกิดมาผู้เป็นแม่ก็พาไปรับศีลจากพระสารีบุตรเมื่อถูกถามว่าเด็กคนนี้ชื่ออะไร พระนางจึงเล่าให้ฟังว่า เด็กคนนี้พอเกิดมาเด็กรับใช้ในบ้านที่เคยทั้งโง่ทั้งเซอะกลับกลายเป็นคนฉลาดมีปฎิภาณโต้ตอบฉับไวขึ้นมาน่าอัศจรรย์พ่อแม่จึงถือเป็นนิมิตหมายอันดี จึงตั้งชื่อลูกชายว่า “บัณฑิต”

ไหน ๆก็เล่าแล้วขอเล่าเรื่องของ “บัณฑิต” ต่อไว้ใน ณ ที่นี้เลยครับว่าผลจากการสร้างมหาทานในภพชาติที่เป็นมหาทุคตะนั้นมีอะไรสืบต่อมาบ้าง

เด็กชายบัณฑิตนั้นตั้งแต่เกิดผู้เป็นแม่ก็ได้รับพรแทนจากพระสารีบุตรและเห็นว่าลูกน่าจะมีบุญสูงอยู่เหมือนกันจึงไม่เคยขัดใจลูกถ้าลูกจะต้องการทำอะไรหรือประการใด ๆก็จะทำตามทุกอย่าง อย่างที่ว่าเรื่องบุญนะครับคนมีบุญมาแม้จะถูกตามใจเท่าไหร่ก็ไม่เสียเด็กและเด็กชายบัณฑิตก็ไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวังเป็นบัณฑิตสมชื่อเลยโตมาอายุได้สัก 7ขวบก็คิดอยากจะบวชเป็นลูกศิษย์ของพระสารีบุตรซะแล้ว

พ่อแม่ไม่ขัดศรัทธาครับพาไปหาพระอัครสาวกเบื้องขวามอบให้ท่านเป็นผู้อุปัชฌาย์ให้พอบวชแล้วก็อยู่ในวัดพระเชตวันวิหารนั้น จากนั้นก็ทำบุญเลี้ยงพระถึง 7 วันเหมือนเคยพอมาถึงวันที่ 8 จึงได้กลับมาบ้านรอให้สามเณรบัณฑิตไปบิณฑบาตที่บ้าน ซึ่งในวันนั้นพระสารีบุตรพาเณรน้อยไปบิณฑบาตสายกว่าปกติ

ระหว่างที่ต้องผ่านจากวัดไปยังหมู่บ้านก็ต้องเดินผ่านทุ่งนาครับ สามเณรน้อยเห็นชาวนาไขน้ำเข้านา ( ไขน้ำก็คือเอาจอบมาเปิดคันดินที่กั้นไว้ให้น้ำไหลเข้าไปในนาไม่ได้มีก๊อกน้ำเปิดนะครับ) พอผ่านไปอีกก็เห็นช่างไม้กำลังเหลาเกลาไม้อยู่เพื่อทำเครื่องเรือน ผ่านไปอีกก็เห็นช่างทำธนูกำลังดัดคันศรให้ได้รูป ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็กไม่รู้ว่าใครกำลังอะไรอยู่เพราะไม่เคยเห็นก็ไต่ถามพระอาจารย์

พระสารีบุตรท่านก็อธิบายให้ฟัง ขณะที่ฟังคำอธิบายของพระอาจารย์อยู่นั้นก็ “ปิ๊ง” ขึ้นมาเลยครับว่าน้ำที่ไม่มีจิตใจคนเรายังบังคับให้มันไหลไปโน่นไปนี่คอยสนองความต้องการของคนได้ ลูกศรก็ไม่มีจิตใจแต่ช่างก็ยังดัดให้ตรงหรือให้งอตามใจชอบ ไม้ก็ไม่มีจิตใจคนยังไปถากไปเหลามันซะเกลี้ยงเป็นรูปร่างต่างๆตามที่ต้องการแล้วทำไมเราจะฝึกฝนใจของเราเองเพื่อให้เป็นไปอย่างที่ต้องการไม่ได้บ้าง

คิดได้แค่นั้นเอง สามเณรบัณฑิตก็กล่าวกับพระอาจารย์ขอลากลับวัดเพื่อบำเพ็ญภาวนาโดยไม่ไปรับบิณฑบาตจากพ่อแม่ปล่อยให้พระอาจารย์ไปเพียงรูปเดียวแต่กลับไปกลับเปล่าสั่งพระอาจารย์ด้วยครับว่าขอให้นำอาหารกลับมาด้วยถ้าเป็น “ปลาตะเพียน” ก็ดี

เจอลูกศิษย์สั่งอย่างนี้พระอาจารย์ก็ฉงนสิครับเพราะท่านเป็นพระไปจ่ายตลาดได้ซะที่ไหนท่านก็ถามลูกศิษย์ว่า จะได้ปลามาได้อย่างไร แต่ด้วยความที่เคยทำบุญมาในชาติก่อน ๆด้วยปลาตะเพียนสามเณรน้อยก็บอกกับพระอาจารย์แต่เพียงว่า “ถ้าไม่ได้ด้วยบุญของท่านอาจารย์ ก็คงได้ด้วยบุญของผมเป็นแน่แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”

เอาล่ะสิครับมั่นใจซะขนาดนี้พระเถระคงไม่มีต้องเป็นห่วง ฝ่ายสามเณรกลับไปวัดแล้วก็เข้ากุฏิปิดประตูแล้วเข้ากรรมฐานเลยครับ (บำเพ็ญภาวนาด้วยการเจริญปัญญา)ท่ามกลางความเงียบสงัด เพราะพระภิกษุและเณรรูปอื่น ๆออกไปข้างนอกกันหมดจิตของเณรจึงเป็นสมาธิแน่วแน่ ฝ่ายพระอาจารย์ก็อดเป็นห่วงไม่ได้เพราะกลัวว่าจะเลยเวลาเที่ยงแล้วจะฉันอาหารไม่ได้พระอาจารย์ก็รีบกลับวัดทันที และแน่นอนว่าได้ปลาตะเพียนมาด้วยเพราะบุญของสามเณรนั่นเอง

พระพุทธเจ้าทรงเจริญกรรมฐานเห็นความเป็นไปของเวไนยสัตว์ครับพระองค์เห็นว่าถ้าพระสารีบุตรกลับไปเร็วเกินไปจะเป็นการขัดขวางการบรรลุธรรมของสามเณรจึงเสด็จไปดักหน้าพระสารีบุตรที่หน้าประตูวัดเชตวันมหาวิหาร

พระพุทธองค์ได้ตรัสถามปัญหาสี่ข้อให้พระสารีบุตรตอบปัญหาซึ่งระดับพระสารีบุตรตอบได้ถูกต้องหมดทุกข้ออยู่แล้วครับพระพุทธองค์แค่ถ่วงเวลาพระสารีบุตรไว้เฉยๆเท่านั้นเมื่อพระสารีบุตรตอบปัญหาได้ครบทั้ง 4 ข้อก็พอดีเวลาเป๊ะเลยครับสามเณรก็ได้บรรลุเป็นพระอรหัตผลพร้อมด้วยปฎิสัมภิทา 4 ประการ

อธิบายตรงนี้แทรกอีกหน่อย คุณสมบัติของพระอรหันต์ มีสองแบบคือ การได้บรรลุอรหันต์พร้อมด้วยอภิญญา 6 คือมีความสามารถพิเศษแบบต่างๆครับ เช่นมีฤทธิ์เหาะได้ อ่านใจคนได้ มีหูทิพย์ ตาทิพย์ ระลึกชาติได้และสุดท้ายใช้ความสามารถพิเศษนั้นชำแรกกิเลสจนละเอียดจนจิตหมดกิเลสครับ ส่วนในกรณีของสามเณรบัณฑิตได้ปฎิสัมภิทา 4 คือมีความแตกฉานในธรรม 4 ประการ คือความรอบรู้ในเนื้อหาธรรม,แตกฉานในการขยายความธรรม,แตกฉานในการใช้ภาษาประมาณว่าใช้โวหารสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนแค่ไหนก็เข้าใจได้และสุดท้ายคือแตกฉานในปฏิภานคือ มีความรู้ความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแก้ไขอะไรได้รวดเร็ว

ได้บรรลุอรหันต์รวดเร็วพร้อมปฏิสัมภิทา 4 แบบนี้ก็สมชื่อสามเณรบัณฑิตแล้วครับ พอสามาเณรบรรลุธรรมแล้วพระพุทธเจ้าก็ให้พระสารีบุตรไปหาเณรได้เพราะเกรงว่าเณรจะหิวแล้วเหมือนกันและในวันนั้น พระสารีบุตรเข้ามาที่วัดสายกว่าปกติกว่าจะฉันเสร็จกว่าจะนำอาหารกลับมาก็ผ่านไปหลายชั่วโมงคือมันผ่านเวลาไปหลายชั่วโมง

เดือดร้อนถึงเบื้องบนแสดงปาฏิหาริย์อีกแล้วสิครับ พระอินทร์ (ท้าวสักกะเทวราช)ต้องสั่งให้สุริยเทพบุตรคอย “ฉุด”ให้พระอาทิตย์อย่าได้เคลื่อนที่อย่าให้เลยเที่ยงไปจนกว่าสามเณรอรหันต์ใหม่จะฉันภัตตาหารเสร็จ

พอสามเณรฉันเสร็จ ล้างบาตรเช็ดบาตรเท่านั้นเองพระอาทิตย์ก็คลายเบรกเมื่อสักครู่ไว้ทันทีทำให้ตกบ่ายอย่างรวดเร็วน่าอัศจรรย์และคงเป็นเวลาบ่ายแก่ ๆสักบ่าย 3โมงกว่าแล้วทำให้เหล่าภิกษุฉงนงงงวยกันเป็นแถวว่าทำไมบ่ายเร็วจังสามเณรเพิ่งจะฉันเสร็จเมื่อสักครู่นี้เอง

พระพุทธเจ้าก็ทรงอธิบายความเรื่องนี้ให้พระภิกษุทั้งหลายคลายความสงสัยครับว่า เวลาผู้ที่มีบุญทำการบรรลุสมณธรรมแม้แต่พระจันทร์ยังต้องหยุดนิ่งพระอาทิตย์ต้องหยุดเคลื่อนพระองค์ท่านยกตัวอย่างในกรณีของสามเณรบัณฑิตไว้ว่าเป็นคนที่มองเห็นสิ่งแวดล้อมรอบตัวแล้วเกิดแง่คิดในการปฏิบัติจนได้บรรลุอรหันต์ในที่สุด จากเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงพุทธภาษิตที่ว่า “บัณฑิตย่อมฝึกตน” ขึ้นมาเลยครับว่า สมแล้วจริง ๆที่มีคนกล่าวไว้อย่างนั้น

จากตัวอย่างเรื่องนี้จะเห็นได้ว่าแม้คนที่ยากจนมากที่สุดอย่างมหาทุคตะก็กลับมาเป็นผู้มั่งมีที่สุดได้ด้วยการรู้จักทำทานบารมีและคุณสมบัติของผู้ที่จะทำทานให้เกิดอานิสงส์สูงสุดก็คือ มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะทำทาน,ของที่นำมาถวายทานก็ประกอบอาชีพได้มาอย่างบริสุทธิ์,ขณะที่ทำทานก็มีใจปิติทั้งก่อนทำระหว่างทำและหลังจากทำทานไปแล้ว (ยินดีขนาดร้องรำทำเพลงขนาดมหาทุคตะกับภรรยาเป็นตัวอย่างที่ดีเลยครับ) และผู้รับทานนั้นก็เป็นผู้ที่บริสุทธิ์สมบูรณ์สมควรอย่างยิ่งคือองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนั้นยังได้สะสมบุญใหม่ไว้ด้วยได้กระทำทานนั้นอย่างสม่ำเสมอผลของทานก็เลยได้เสวยสุขทั้งในชาตินี้และชาติหน้า

เรื่องผลบุญผลบาปเป็นเรื่องกฎแห่งกรรมที่ไม่ควรจะไปคิดสงสัยครับมันเป็นเรื่องผลของการกระทำขืนไปคิดมากๆเข้าว่าทำไม ๆๆ (โดยเฉพาะมักจะคิดว่าทำไมไม่เป็นเราบ้าง) เดี๋ยวจะเป็นบ้าเอา  ขอยกตัวอย่างปิดท้ายเรื่องผลของการทำบุญทำทานนี้ไว้อีกสักเรื่องครับสั้น ๆ

ก่อนที่ผมกำลังจะเขียนต้นฉบับมาจนถึงหน้านี้ได้อ่านหนังสือพิมพ์เข้าฉบับหนึ่งครับเป็นข่าวหน้าหนึ่งเรื่องคนถูกหวยครับลงข่าวหน้าหนึ่งนี่ถูกรางวัลที่หนึ่งแหง ๆอยู่แล้วถูกสองล้านก็ปกติแหละครับแต่มันไม่เป็นอย่างนั้นป้าแกคนที่เป็นข่าวถูกหวยตั้ง 20 ล้าน ผมไม่ได้สนใจว่าแกซื้อเลขอะไรหรือไปขอหวยที่ไหนมาหรอกครับแต่ก็ได้เอามาคิดว่า แกคงทำบุญมาในลักษณะคล้าย ๆนายมหาทุคตะเหมือนกันถึงได้ประสบเหตุร่ำรวยกลายเป็นเศรษฐีนีไปในชั่วเวลาข้ามคืน

หรือกับบางคนที่เล่นหุ้นจู่ ๆหุ้นขึ้น 10 หรือ 20 จุดแล้วได้กำไรมาเป็นพันเป็นหมื่นล้านอย่างนี้ผมก็คงไม่คิดสงสัยตามให้เสียเวลาหรอกครับขืนคิดตามต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ

 

Read Full Post »

ตอนที่ผมยังเป็นเด็กผมค่อนข้างโชคดีครับที่ผู้ใหญ่คอยสอนเรื่องการสวดมนต์ก่อนนอนให้บ่อย ๆแม้ตอนนั้นจะไม่เข้าใจมันสักคำเดียวว่าแปลว่าอะไรบ้างเหมือนเป็นแค่เสียงบ่นพึมพำงึมงำแปลก ๆก็ตามแต่ฟังเฉยๆแล้วก็รู้สึกดีเพราะถูกสอนมาว่า เป็นชาวพุทธต้องรู้จักสวดมนต์ให้เป็นจะได้เกิดสิริมงคลกับชีวิต
สวดมนต์กันเถอะ

ก่อนจะพูดถึงเรื่องการสวดมนต์ขออนุญาตเล่าเรื่องอะไรสักเรื่องหนึ่งก่อนครับ ในปีที่ผมตั้งใจจะบวชเรียนนั้นก็ได้เข้าไปสมัครขอบวชตามปกติ พอถึงวันเข้าวัดก็ได้เจอคนที่มาขอบวชพร้อม ๆกันอีกหลายคนเรียกได้ประมาณว่า มีเพื่อนร่วมรุ่นเยอะพอสมควร

ก่อนจะบวชเรียนนี่ต้องไปอยู่วัดก่อนอย่างน้อย 3 วันครับเพื่อศึกษาชีวิตความเป็นอยู่และที่สำคัญต้องฝึกท่องคำขานนาคให้ได้ท่องได้ส่วนตัวแล้วยังไม่พอต้องท่องพร้อมกันเป็นหมู่คณะให้พร้อมกันด้วยครับ ปัญหามันก็เกิดขึ้นตรงนี้แหละครับคนที่สามารถจะท่องคำขานนาคได้เร็วส่วนใหญ่มีพื้นฐานเป็นคนที่สวดมนต์กันเป็นประจำมาก่อนหลายคนสวดบทยาว ๆยากได้อย่างน่าทึ่ง เรื่องท่องคำขานนาคหน้าสองหน้านี่ไม่คณามือเลยแต่ว่ามี รุ่นน้องคนหนึ่งครับที่พยายามอย่างไรก็ท่องไม่ได้สักที ท่องตะกุกตะกักอยู่หลายรอบซ้อมเท่าไหร่ก็ยังไม่ได้จนจะถึงวันบวชแล้วก็ยังไม่ได้ดีขึ้นเลย

ตอนที่พวกเราหยุดพักกัน ผมก็แอบไปถามแกว่า โดนบังคับมาบวชหรือเปล่าหรือว่านับถือศาสนาอื่นมาซึ่งคำตอบก็ไม่ใช่ทั้งสองอย่างแกก็อยากบวชเหมือนกันแต่จุดประสงค์คือ พอบวชแล้วพ่อแม่จะซื้อมือถือรุ่นที่ชอบให้ใช้หลังจากสึกไป แค่นี้ก็ ฮาแตกเลยครับบวชเพราะอยากได้มือถือ อย่างนี้ก็มี พอให้ลองสวดมนต์กันก็สวดไม่ได้ อะระหังสัมมาฯ สั้น ๆยังท่องไม่ค่อยจะถูกเลย แต่เรื่องจะเป็นอย่างไรช่วงท้ายบทนี้ค่อยเฉลยครับ

ปัจจุบันผมไม่ทราบว่ามีเด็ก ๆเป็นอย่างนี้กันเยอะหรือเปล่าครับที่กรอกช่องใส่ข้อความในเอกสารต่าง ๆว่านับถือศาสนาพุทธ แต่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเลยขนาดสวดมนต์ง่ายๆก็ยังไม่ได้ แต่เรื่องนี้ว่าไปก็คงจะไปโทษเด็กไม่ได้เพราะว่าเขาไม่ได้รับการสอนมามากกว่า

จริง ๆแล้วการสวดมนต์นั้นมีจุดประสงค์หลักใหญ่ ๆอยู่ 3 ประการครับคือ

  1. สวดเพื่อสรรเสริญและน้อมรำลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย
  2. สวดเพื่อขออำนาจจากคุณพระรัตนตรัยเพื่อช่วยให้คุ้มครอง
  3. สวดเพื่อท่องจำคำสอนไว้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตประจำวัน

ใครที่สวดมนต์มานาน ๆแต่ไม่รู้ความหมายก็คงถึงบางอ้อแล้วใช่ไหมครับว่าจริง ๆแล้วที่ผู้ใหญ่สอนเรามาเรื่องการสวดมนต์ก็หนีไม่พ้นสามข้อนี้แหละ โดยเฉพาะข้อสองนี่ผมชอบมากเพราะดูเอาจากในภาพยนตร์ครับ หนังไทยย้อนยุคที่ต้องเกี่ยวพันกับสงครามอย่าง บางระจัน อย่างนี้เป็นต้นผมเห็นพระท่านสวดปลุกเสกให้ชาวบ้านดูแล้วขลังและเจ๋งดีคิดว่าเป็นการเสริมกำลังใจและเพิ่มความมั่นใจได้อย่างยอดเยี่ยม

กลับมาว่ากันต่อครับจากที่เราเห็นแล้วว่าการสวดมนต์มีจุดประสงค์ใหญ่ ๆ3 ประการบทสวดมนต์ที่นิยมเอามาสวดก็แบ่งได้อีก 2 อย่างคือ บทสวดประเภทเพื่อการตั้ง “สัตยาธิษฐาน” คือการสวดมนต์ด้วยความตั้งใจจริงเป็นหลักอ้าง เป็นการอ้างถึงความจริงเพื่อขอพึ่งพิงอำนาจบารมีให้มาคุ้มครองตน บทสวดประเภทนี้จะมีคำสวดตั้งจิตอธิษฐานปรารถนาผลตามที่ตนต้องการ โดยในบทสวดมนต์จะมีคำสวดอ้างถึงความจริงของบทสวดแล้วขออำนาจมาให้คุ้มครองแทรกอยู่ตอนท้ายของบทสวดเสมอ ๆ เช่นบทสวดรัตนสูตร เมื่อสวดตั้งสัจสรรเสริญพระคุณของพระรัตนตรัยว่ามีคุณจริงแล้ว ก็จะมีคำลงท้ายที่ว่า “เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ” เป็นการตั้งสัตยาธิษฐานตามคำแปลที่ว่า “ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ขอความสวัสดีจงบังเกิดมีด้วยเถิด”

 

ส่วนบทสวดอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า บทสวดประเภทหลักการครับ หมายความว่าเป็นการเน้นคำสอนส่วนที่เป็นข้อห้ามและข้อที่ควรปฏิบัติ การสวดมนต์ประเภทนี้เป็นการท่องจำให้จำให้ได้แล้วศึกษาความหมายของบทสวดเพื่อเอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น บทมงคลสูตร ที่ว่าด้วยการสร้างสิริมงคลให้เกิดขึ้นกับตัวเอง อย่างข้อแรก ๆคือการไม่คบคนพาล แล้วให้คบแต่บัณฑิต อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งถ้าเอาไปใช้จริงก็ได้ผลจริงตามที่สวดนั่นแหละครับ

การสวดมนต์แม้คนส่วนมากจะมุ่งหวังผลไปในทางอภินิหารมากกว่า เช่นสวดให้ขลัง สวดให้รวย สวดให้เกิดโชคลาภ สวดเพื่อป้องกันอันตราย ( ผมคนหนึ่งเหมือนกันที่สวดแล้วหวังอย่างนั้น)แต่แก่นแท้ของการสวดมนต์นั้น คือการให้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธศาสนาซึ่งถือเป็นแกนหัวใจสำคัญเลยครับ อีกอย่างคือถือเป็น “ยาใจ”ชั้นดีที่สามารถสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้สวดให้คลายความทุกข์วิตกกังวลลงไปได้อย่างไม่น่าเชื่อทีเดียว

การสวดมนต์ในทางพระพุทธศาสนาแล้วผมถือว่าไม่เหมือนกับในศาสนาอื่น ๆตรงที่ศาสนาอื่น ๆอาจจะเน้นสวดเพื่ออ้อนวอนและขอพรแต่สำหรับแบบพุทธแล้วเป็นกลอุบายชั้นยอดที่จะทำให้จิตใจสงบ มีความเยือกเย็นมั่นคงและเป็นการปลดเปลื้องความทุกข์ออกจากใจได้ดีจริง ๆและทำให้เราเข้าถึงพระรัตนตรัย ( พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์)ได้พร้อม ๆกันคือ

  1. ทางกาย โดยการที่เรากราบไหว้บูชาสักการะพระพุทธรูปเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระพุทธเจ้า
  2. ทางวาจา ด้วยการสวดมนต์สรรเสริญคุณและการตั้งสัตยาธิษฐาน
  3. ทางใจ เป็นการน้อมนำคุณของพระรัตนตรัยทั้งสามมาไว้เพื่อให้เป็นที่พึ่งทางใจ

ส่วนการสวดมนต์นั้นจะให้อานิสงส์อะไรบ้างไปดูกันเลยครับ

อย่างแรกคือการนั่งสวดมนต์บ่อยๆ ก็จะขับไล่ความขี้เกียจของตัวเองออกไปไม่มีคนขี้เกียจคนไหนมานั่งหลังขดหลังแข็งสวดมนต์นาน ๆหรอกครับร้อยทั้งร้อยชอบนั่งชอบนอนอย่างเดียว คนที่ลุกมาสวดมนต์ได้ก็แสดงว่าเอาชนะความขี้เกียจได้ อารมณ์ที่เซื่องซึม ง่วงนอนต่าง ๆก็จะหมดไปมีความกระฉับกระเฉงขึ้น ยิ่งพอทำได้บ่อยๆจากคนที่ค่อนข้างขี้เกียจก็จะกลายเป็นคนขยันไปเลยเพราะว่าการสวดมนต์มันขัดเกลาให้เป็นอย่างนั้นครับ

อย่างที่สอง เป็นการลดความเห็นแก่ตัวลงไปอ่านแล้วอาจจะงง ๆว่าทำไม เพราะในขณะที่สวดมนต์อยู่จิตใจก็จะไปตั้งอยู่กับบทสวดมนต์เพียงอย่างเดียวไงครับคือสวดตามบทตามคำสอนไปเรื่อย ๆไม่ได้คิดถึงตัวเอง เพราะถ้าคิดถึงตัวเองคนเราก็มักจะคิดเรื่องสนุก ๆสบาย ๆเอาไว้ก่อนแล้วก็จะพาลหนีพาลเลิกสวดไปถ้ายังเห็นแก่ตัวอยู่ แต่ถ้าใครสวดบ่อยๆ จนเคยชิน ความเห็นแก่ตัวก็จะน้อยลงเพราะกิเลสมันไม่ได้เกิดขึ้นในใจขณะที่สวด เมื่อทำบ่อย ๆก็ปล่อยวางความอยากความเห็นแก่ตัวได้ง่าย

อย่างที่สามสวดมนต์แล้วฉลาดขึ้นฉลาดยังไงหรือครับ คนที่สวดมนต์บ่อย ๆจากที่เขาไม่รู้ความหมายของการสวดเขาก็จะพยายามค้นหาความหมายพอรู้แล้วก็จะเข้าใจความหมายว่าที่เขาสวดไปนั้นแปลว่าอะไรบ้างและจะนำไปใช้ได้อย่างไร แค่นี้ก็ฉลาดขึ้นแล้วครับคือได้รู้เพิ่มเติมในสิ่งที่ไม่รู้แล้วเชื่อเถอะครับว่า ในบทสวดมนต์แต่ละบท มีความรู้มีความหมายดี ๆอัดแน่นอยู่ด้วยกันทั้งนั้นครับ มันดีกว่าการที่จะสวดแบบนกแก้วนกขุนทองแบบไม่รู้อะไรเลย

อย่างที่สี่ จิตใจก็จะเป็นสมาธิมากขึ้นไม่ต่างจากการนั่งสมาธิเพียงแต่ว่าอันนี้จิตจะจดจ่ออยู่กับบทสวดเพียงอย่างเดียวการสวดต้องสำรวมใจให้แน่วแน่ครับ ไม่อย่างนั้นก็สวดผิดท่อนผิดทำนองเมื่อจิตเป็นสมาธิความสงบเยือกเย็นในใจก็จะเกิดขึ้น

อย่างที่ห้า เป็นเสมือนการได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าครับในบทสวดหลาย ๆบทเป็นการรวบรวมคำสอนของเหล่าพระอรหันต์ที่ท่องจำต่อ ๆกันมาแล้วถ่ายทอดโดยผู้ที่รู้บทสวดพระธรรมวินัยทั้งหมดก็คือ พระอานนท์เถระท่านก็จะขึ้นคำขึ้นต้น ไว้ว่า ข้าพเจ้าได้สดับรับฟังจากพระผู้มีพระภาคเจ้ามาว่า……….

เหมือนกับการได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าจริง ๆใช่ไหมล่ะครับถ้าหากรู้ความหมายของบทสวดด้วยและในขณะที่เรากำลังสวดมนต์นี่เองกาย วาจา ใจของเราก็เป็นปกติเหมือนคนที่มีศีลพร้อม ใจก็แน่วแน่มีความรู้ละรึกถึงคุณความดีของพระพุทธเจ้าเป็นเหมือนการปฏิบัติบูชาครบไตรสิกขาอย่างแท้จริง

อีกอย่างหนึ่งในข้อนี้นะครับ คนที่ได้รับการสอนให้สวดมนต์บ่อย ๆก็มักจะเป็นคนที่พูดจริงรักษาสัจจะเพราะปากที่เอาไว้สวดมนต์ท่องคำดี ๆเหล่านี้หากเอาไปพูดปดก็จะเสียความศักดิ์สิทธิ์บุญไม่มีบารมีไม่เกิดเหมือนมือถือสากปากถือศีลไป คนที่สวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำจะได้อานิสงส์ข้อนี้มาด้วยครับ

อย่างสุดท้ายครับ การสวดมนต์เป็นการสืบทอดอายุของพระศาสนา เพราะคำที่สวดส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นข้อปฏิบัติเป็นการทบทวนพระพุทธพจน์ที่เป็นแนวทางปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติได้ผลก็เกิดความสุข สว่าง สงบนั่นคือเป็นการสืบทอดให้พระศาสนายังคงอยู่ครับ

เมื่อรู้แล้วว่าการสวดมนต์ให้ผลอานิสงส์และประโยชน์มากมายขนาดนี้แล้วก็อย่าลืมนำไปสอนลูกหลานให้หัดสวดมนต์ไว้บ่อยๆครับ ตอนแรก ๆเด็กอาจจะไม่เข้าใจว่าผู้ใหญ่พาทำอะไรแปลกๆอีกแล้วแต่ทำไปนาน ๆก็จะเกิดความเคยชินเองที่สำคัญเน้นไว้ด้วยครับว่า การสวดมนต์มีประโยชน์มากในการสอนเด็กไม่ให้โกหกครับ เพราะปากที่ใช้สวดใช้ว่าของดี ๆจะได้ผลดี ก็ต้องไม่พูดโกหกพูดหยาบคายไปด้วยครับถึงจะได้ผลจริง ๆ

วิธีการสวดมนต์เพื่อให้ได้อานิสงส์สูงสุดจริง ๆแล้วคือ ในเวลาที่เรากำลังเริ่มจะสวดขอให้ตั้งจิตให้มั่นคงขอให้จิตใจอยู่กับบทสวด ขณะที่สวดขอให้วางสติให้จดจ่ออยู่กับการพิจารณาตัวอักขระทุกตัวให้รู้ว่าสิ่งที่เราจะสวดคืออะไร อย่าท่องไปแล้วใจคิดไปเรื่องอื่นครับ ไม่ได้ผลแน่นอน

หากคุณหมั่นเพียรที่จะเรียนรู้คำแปลไว้ด้วยก็จะเป็นผลดียิ่งเพราะจะทำให้เข้าใจลึกซึ้งแจ่มแจ้งเกิดปัญญาขึ้นแต่ถ้ายังแปลไม่ออกหรือไม่รู้ความหมายก็ไม่เป็นไรครับ ขอให้ตั้งจิตแน่วแน่เลื่อมใสในพระรัตนตรัยอย่างสูงสุดเป็นที่ตั้งก็พอแล้ว

แต่การสวดทุกครั้งขอให้ทำแบบมีสมาธิและผ่อนคลายนะครับโดยขอให้เลือกสวดมนต์ในช่วงเวลาที่ร่างกายพร้อมถ้าเป็นช่วงกลางวันก็ขอให้สวดหลังมื้ออาหารไปแล้วสัก 1 หรือ 2 ชั่วโมงเพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกอึดอัดและสถานที่สวดก็ควรจะเงียบสงบและมีอากาศถ่ายเทด้วย

และสุดท้ายก็ควรสวดก่อนนอนให้เป็นประจำครับการได้เปล่งเสียงสวดมนต์ออกมาอย่างน้อยประมาณ 10-15 นาทีขึ้นไปจะทำให้ร่างกายหลั่งสารอย่างหนึ่งออกมาที่มีฤทธิ์คล้ายยานอนหลับทำให้หลับสนิทและสบายขึ้น สำหรับบทสวดมนต์ที่แนะนำให้ใช้หัดเริ่มสวดก็มีดังนี้ครับ

  1. 1.              บทกราบพระรัตนตรัย

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธังภะคะวันตัง อภิวาเทมิ (กราบ)

สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ)

  1. 2.              บทนอบน้อมพระพุทธเจ้า

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (สวด 3 จบ)

  1. 3.              บทสวดรำลึกถึงพระพุทธคุณ

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ

  1. 4.              บทสวดรำลึกถึงพระธรรมคุณ

สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ (อ่านว่า วิญญูฮีติ)

  1. 5.              บทสวดรำลึกถึงพระสังฆคุณ

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ

เอาแค่บทสวดพื้นฐานเหล่านี้สวดท่องให้ขึ้นใจก็ได้อานิสงส์เป็นอย่างมากแล้วครับเพราะการขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอย่างนี้หากผู้สวดปฏิบัติตัวดีมีศีลธรรมอยู่แล้วหากสวดเป็นประจำก็จะส่งผลให้ชีวิตอยู่เย็นเป็นสุข คลายวิตกทุกข์ร้อนจิตเป็นสมาธิหลับฝันดีแล้วครับ ซึ่งปรากฏไว้ในคัมภีร์ ธชัคคสูตรว่า

 

“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอทั้งหลายอยู่ในป่าอยู่ในโคนต้นไม้หรือในเรือนที่ว่างพึงระลึกถึงพระพุทธเจ้าแล้วภัยจะไม่มีแก่เธอทั้งหลาย ถ้าเธอไม่ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าผู้เป็นใหญ่กว่าใครในโลกก็ให้พึงระลึกถึงพระธรรม ถ้าเธอไม่ระลึกถึงพระธรรม ซึ่งเป็นเครื่องนำทางออกจากความทุกข์ที่เราได้แสดงเอาไว้ดีแล้ว ก็ขอให้นึกถึงพระสงฆ์ ผู้เป็นเนื้อนาบุญของโลกไม่มีเนื้อนาบุญอันยิ่งกว่า ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอทั้งหลายได้ระลึกถงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งอย่างนี้แล้ว ความกลัวความสะดุ้งหวาดหวั่นอาการขนพองสยองเกล้าทั้งหลายก็จะหายไป”

พระพุทธองค์ท่านตรัสไว้อย่างนี้แล้วคงจะเห็นถึงอานุภาพและคุณประโยชน์ของการสวดมนต์ชัดเจนขึ้นนะครับและเราก็มาเริ่มสวดมนต์กันให้เป็นกิจวัตรประจำวันเลยพร้อมกับได้สอนลูกหลานของเราให้สืบทอดพระพุทธศาสนาไปในตัวอีกหน่อยโตขึ้นจะสวดมนต์ จะอาราธนาศีล รับศีลก็ทำได้สบายไปจนถึงการท่องคำขอบวชและคำให้พรก็จะทำได้ง่ายและเร็วด้วยครับ

ผมขอเฉลยที่ติดเอาไว้นะครับว่า ทำอย่างไรจึงได้ผ่านพิธีการบวชที่ยากลำบากมาได้ ทุกคนต่างก็ช่วยน้องคนนั้นเขาฝึกซ้อมการขานนาคกันแทบทั้งวันทั้งคืนและช่วยกัน “สวดมนต์” ตั้งสัตยาธิษฐานขอพรให้การบวชผ่านพ้นไปได้ด้วยดีครับ และมันก็สัมฤทธิ์ผลเป็นอย่างนั้นจริงๆ

แน่ละครับมาบวชด้วยกันก็อยากให้ผ่านพ้นสำเร็จผ่านพิธีการที่ยากและศักดิ์สิทธิ์นั้นไปได้จะได้เป็นพระภิกษุด้วยกันทั้งหมด มาขอบวชพร้อมกันแต่ต้องเป็นเณรไปหนึ่งคนนี่คงรู้สึกไม่ดีเป็นอย่างมากแน่ ๆ

 

Read Full Post »

สมาธิแปลความง่าย ๆว่าสภาพจิตใจที่อยู่นิ่งกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก่อนเราจะสอนเรื่องนี้ให้ลูกหลานขอให้เราฝึกปฏิบัติให้เป็นวิสัยเสียก่อนจึงจะเป็นตัวอย่างได้ การที่เราได้เห็นเด็กๆคนไหนนั่งสมาธิภาวนาได้อย่างนิ่งๆแสดงว่าเขามีตัวอย่างและได้รับการสอนมาจากพ่อแม่หรือไม่ก็ผู้มีพระคุณทั้งนั้นเพราะของอย่างนี้จู่ๆให้เด็กทำเองไม่ได้หรอกครับ เด็กชอบที่จะเล่นจะซนและไม่อยู่นิ่งๆเสียมากกว่า
ทำสมาธิให้เป็นนิสัย

การฝึกสมาธิเบื้องต้นขอให้เราฝึกสมาธิในอิริยาบถท่านั่งให้ชำนาญก่อนครับ เพราะว่ามันง่ายที่สุดจากนั้นค่อยๆเปลี่ยนไปฝึกในอิริยาบถต่างๆก็ได้ การฝึกเริ่มต้นด้วยการนั่งนั้นเราจะนั่งอยู่ท่าใดก็ไม่สำคัญแต่เมื่อนั่งลงไปแล้วต้องรู้สึกสบายกับร่างกายเพราะเราต้องอยู่ในท่านั้นไปอย่างน้อย 15-20 นาที ใจของเราถึงจะนิ่งเป็นสมาธิได้ ทำไมเราจึงไม่เคยเห็นคนที่นั่งยอง ๆทำสมาธิก็เพราะว่ามันทำให้เมื่อยง่าย หรือไม่ก็ไม่เคยเห็นคนที่ทำสมาธิแล้วนั่งอิงฝาผนังเพราะจะหลับหรือเผลอสติได้ง่ายนั่นเอง

ดังนั้นเวลานั่งก็ต้องนั่งฝึกด้วยท่าขัดสมาธิครับ ท่านี้เหมาะสมที่สุดและนิยมใช้กันมาตั้งแต่ครั้งสมัยก่อนพุทธกาลเสียอีกเหตุผลก็ง่าย ๆเพราะมันไม่ทำให้เมื่อยเร็วและเผลอสติไปที่อื่นได้ยากนอกจากนั้นร่างกายก็ไม่โอนเอนไปที่ใดที่หนึ่งช่วยให้หาจุดศูนย์กลางของร่างกายได้ การฝึกขอให้เริ่มด้วยใช้เท้าขวาทับเท้าซ้ายมือขวาทับมือซ้ายแบบพระท่านสอนมาเลยครับ ง่ายดีมือก็วางบนหน้าตักตั้งลำตัวให้ตรงตั้งสติมั่นคงแล้วก็ค่อยๆหลับตาลง

พอหลับตาลงแล้วปล่อยให้หลับไปอย่างนั้นสักครู่ก่อนครับยังไม่ต้องคิดหรือบริกรรมอะไรพอหลับตาไปสักพักจิตใจก็จะเริ่มฟุ้งขึ้นมาคิดโน่นคิดนี่ไปเรื่อยๆทีนี้แหละครับค่อยๆตัดเรื่องกังวลทั้งหลายออกจากใจให้หมดเรื่องที่เรากังวลอยู่นั้นมันเป็น“เครื่องผูกพัน” หรือ หน่วงเหนี่ยวใจให้เป็นวิตกกังวลถ้าเรายังมีความกังวลในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่การจะเข้าสมาธิให้ได้ก็เป็นเรื่องยาก ความกังวลทั้งหลายที่มันฟุ้งขึ้นมาเช่น เรามีงานอะไรคั่งค้างหรือเปล่าตอนนี้เราจะทำสมาธิก็ยังไม่ต้องไปคิดถึงมัน วันนี้ทะเลาะกับเพื่อนหรือแฟนก็ยังไม่ต้องไปคิดถึงยังไม่ใช่เวลาไปคืนดีปล่อยไปก่อน ทำสมาธิเป็นเรื่องของตัวเองใครทำใครได้ เหล่าญาติ, เพื่อนหรือ แฟนเขาไม่ได้มาทำด้วยจึงไม่ต้องไปกังวลกับสิ่งเหล่านั้นค่อยว่ากันทีหลัง

จากนั้นพอปล่อยวางหรือตัดเรื่องกังวลออกจากใจได้หมดแล้วก็ ทำการ “สำรวมใจ”ครับ คือนึกถึงบุญกุศลที่เราเคยได้กระทำผ่านมาตลอดชีวิตการนึกเรื่องที่สบายใจขึ้นมาจะช่วยให้จิตอยู่นิ่งได้ในระดับหนึ่งและที่สำคัญอย่างไปนึกถึงเรื่องบาปหรือเรื่องไม่ดีเข้าเพราะมันจะทำให้จิตใจกระสับกระส่ายอยู่ไม่เป็นสุขขึ้นมาอีกทีนี้สมาธิก็จะแตกกระเจิงได้ง่ายๆ

เมื่อใจสงบจิตนิ่งพอสมควรแล้วขอให้หายใจยาว ๆและลึก ๆ ช้า ๆให้เต็มปอดก่อนสักสองสามครั้งพร้อมกับพยายามตั้งความรู้สึกให้ตัวปลอดโปร่งโล่งสบายและจึงค่อยหายใจแบบกำหนดลมหายใจ

ลมหายใจเข้าออกที่เราเรียนรู้และกำหนดมาก็คือหายใจเข้าก็ บริกรรมว่า “พุทธ” และ หายใจออกก็บริกรรมว่า “โธ” หรือตามแบบที่ครูบาอาจารย์ของแต่ละท่านสอนกันมาก็จะมีความแตกต่างกันไป เช่นบ้างก็ว่าให้บริกรรม ยุบหนอ พองหนอ แล้วแต่คำบริกรรมเรื่องนี้ไม่ว่ากันครับคือไม่มีอันไหนผิดใช้ได้เหมือนกันซึ่งเมื่อจิตสงบแล้วก็จะหยุดบริกรรมแต่ถ้าจิตเริ่มส่ายไปหรือวอกแวกเมื่อไหร่ก็จะต้องกลับมาบริกรรมใหม่ให้จิตอยู่นิ่ง ๆที่ลมหายใจของตนเองอีกครั้ง

ในที่นี้จะเสนอวิธีการปฏิบัติดังต่อไปนี้ครับ

 

1.ใช้วิธีการนับเลข

โดยกำหนดลมหายใจเข้าออกแล้วก็ให้นับไปด้วย เพราะการนับจะช่วยตรึงจิตใจได้ดีกว่าการบริกรรมไปเฉย ๆครับการนับแบ่งให้นับเป็น 2 ตอน ในตอนแรกนั้นขอให้เรานับไปช้า ๆโดยนับ เลขไปไม่น้อยกว่าห้าแต่ก็ไม่ควรเกินสิบเรียงตามลำดับไปเพราะถ้าเกินเลขสิบไปแล้วจะกลายเป็นว่าจิตใจจะไปพะวงอยู่กับการนับเลขแทนที่จะจับอยู่ทีลมหายใจหรือถ้าเกิดเรานับเลขไปขาดๆหรือนับข้าม ๆก็จะทำให้จิตใจสับสนยิ่งขึ้นไปอีก

การนับก็ขอให้นับเป็นคู่ ๆหมายความว่า หายใจเข้าก็นับหนึ่ง หายใจออกก็นับหนึ่งหายใจเข้าก็นับสอง หายใจออกก็นับสองเป็นคู่ ๆอย่างนี้ไปจนไปถึงเลขคู่ที่ห้าแล้วย้อนกลับไปนับใหม่จนถึงคู่ที่หก แล้วก็นับต่อไปเรื่อย ๆจนถึงคู่ที่สิบแล้วก็ย้อนกลับไปนับหนึ่งใหม่

เมื่อกำหนดลมหายใจช้า ๆแบบนี้ไปได้เรื่อย ๆแล้วก็เปลี่ยนวิธีนับให้เร็วขึ้นโดยต่อไปนี้ไม่ต้องนับเป็นคู่ ๆแต่ให้กำหนดลมหายใจที่มากระทบมาถึงช่องจมูกเพราะว่าจิตเริ่มเกิดสมาธิแล้วนับหนึ่งถึงห้าแล้วเริ่มใหม่เป็นนับหนึ่งถึงหกค่อยๆเพิ่มจำนวนทีละหนึ่งเรื่อย ๆไปจนกระทั่งครบสิบ จิตจะเริ่มแน่วแน่เป็นกำลังมากขึ้นเอาสติกำหนด ณ จุดที่ลมกระทบที่ปลายจมูก หรือไม่ก็ส่วนของริมฝีปากบนก็ได้ครับ

การกำหนดนับอย่างนี้เรื่อย ๆไปจนกว่าแม้เราจะไม่นับแล้วสติก็จะยังคงตั้งอยู่แน่วแน่อยู่ได้ในอารมณ์เดียวคือลมหายใจเข้าออกนั้นๆเพราะจุดประสงค์ของการนับคือให้สติตั้งอยู่ได้ในอารมณ์นั้น ๆตัดความคิดฟุ้งซ่านทั้งหลายออกไปจากใจ

2.ใช้วิธีการตามลมหายใจ

ลำดับต่อไปคือ เราหยุดนับแล้วใช้สติติดตามลมหายใจไปไม่ให้ขาดระยะ ไม่ได้หมายความว่าต้องตามไปกับลมที่เดินผ่านเข้าจมูกของเราหรือเข้าไปจุดกลางหัวใจ ลงไปสะดือหรือตามลมจากท้องขึ้นมาที่อกแล้วออกมาที่จมูกซึ่งเป็นต้นทางหายใจอย่างนี้จะทำให้สภาวะกายและใจเกิดความสับสนวุ่นวายครับ

การติดตามลมหายใจที่แท้คือ ใช้สติตามลมหายใจตรงจุดที่ลมกระทบ ซึ่งก็คือบริเวณปลายจมูกกับริมฝีปากบน ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นชัดก็เหมือนคนที่เลื่อยไม้ที่ตั้งสติเอาไว้ที่คมเลื่อยกับจุดที่เลื่อยกระทบไม้เท่านั้น การที่จิตจดจ่อกับฟันเลื่อยกับจุดที่เลื่อยเพียงอย่างเดียวก็จะทำให้คนเลื่อยไม้เลื่อยไม้ได้เร็วงานก็จะสำเร็จได้เร็วยิ่งขึ้น

วิธีที่กล่าวมานี้ง่ายและปลอดภัยที่สุดเรียกว่าการฝึกสมาธิตามหลัก “อานาปานสติ” หรือการกำหนดลมหายใจเข้าออกให้เป็นสมาธินั่นเองฝึกให้บ่อยๆจนกลายเป็นปกติวิสัยเข้าร่างกายก็จะซึมซับการทำสมาธิไปได้เองจิตก็จะนิ่งเร็วอีกทั้งยังส่งผลดีหลายอย่างกับชีวิตด้วยครับ

เรื่องของการฝึกสมาธินี่มีหลายรูปแบบครับไม่ได้กำหนดว่าสิ่งที่ผมนำเสนอนี้จะเป็นรูปแบบตายตัวหากคุณผู้อ่านจะกำหนดด้วยวิธีอื่น ๆตามแต่ที่รู้จักหรือเคยปฏิบัติมาก็ไม่ว่ากันครับอย่างไหนแบบไหนก็ดีต่อผู้ฝึกผู้กระทำด้วยกันทั้งนั้น

ใครที่เคยฝึกสมาธิมาบ่อยๆจะสามารถทำให้จิตใจที่เคยว้าวุ่นกลับมาเป็นสงบเยือกเย็น คนที่เคยเอาแต่ใจตัวเองเป็นคนอารมณ์ร้อนฉุนเฉียวมาก่อนก็ทำให้เป็นคนหนักแน่นมีเหตุผลมากขึ้นไม่โกรธง่ายและรู้จักระงับอารมณ์ได้เป็นอย่างดีทั้งยังมีจิตใจงามยังผลให้สภาพจิตโดยทั่วไปมีแต่ความปลอดโปร่ง ผ่องใสและบ่งบอกได้จากใบหน้าที่อิ่มเอิบมากขึ้นทำให้รู้จักมองดูตัวเองและผู้อื่นตามความเป็นจริง

แต่สิ่งสำคัญที่มากยิ่งไปกว่า ก็คือ คนที่ฝึกสมาธิมาดีแล้ว จะอยู่ในสภาพที่ “พร้อมและง่ายต่อการสั่งสอน” ครับในที่นี้หมายความว่าง่ายที่ปลูกฝังคุณธรรมและนิสัยที่ดีต่าง ๆ  รู้จักทำให้ใจตัวเองสงบและสะกดยับยั้งผ่อนหนักเบาความทุกข์ที่จะเกิดขึ้นภายในใจได้ พูดให้ทันสมัยขึ้นมาหน่อยก็คือ “สมาธิทำให้คนเรามีวุฒิภาวะทางอารมณ์” และนั่นเป็นสิ่งสำคัญหรือเป็นบาทฐานในการดำเนินชีวิต ทำให้มีสติเสมอในการครองตน ครองเรือนรู้จักตามทันพฤติกรรมของตนเอง ทั้งกาย วาจาและใจ ตามทันหมายความว่า รู้ว่าอะไรดีไม่ดีแล้วจะเอาแต่สิ่งที่มีประโยชน์สิ่งที่เป็นส่วนดีของตัวเองออกมาใช้อย่างเต็มที่โดยไม่ยอมเปิดช่องให้สิ่งที่เลวร้าย หรือความนึกคิดที่ไม่ดีมาตามทำลายจิตใจของตัวเองได้เลย เพราะว่ามันทำให้ไม่มีความสุขไงครับใครเขาจะไปอยากได้

ประโยชน์ที่สำคัญข้อนี้เราต้องฝึกให้ลูกหลานของเราได้รู้ตามและนำไปปฏิบัติให้ถูกต้องแต่ว่ากับเด็ก ๆแล้วเรายังไม่จำเป็นต้องแนะนำวิธีที่เราได้ฝึกมาหรือปฏิบัติเป็นแบบแผนที่ว่ามานี้ทันทีเลยก็ได้เพราะขึ้นชื่อว่าเด็กนั้นอย่างไรเสียก็ไม่อยากจะอยู่นิ่งอยู่แล้วเรื่องที่จะจับเอาแกมานั่งนิ่ง ๆแบบเรานั้นลืมไปได้เลย และเป็นเรื่องยากจริงๆถ้าพ่อแม่คนไหนบังคับให้ลูกทำแล้วก็บอกเขาแต่เพียงว่าทำแล้วมันดี แต่แทนที่ว่าจะดีอย่างที่ปากพยายามจะว่านั้นจะกลายเป็นการบังคับแกไปเสีย แล้วจะทำให้เขารู้สึกต่อต้านการฝึกทำสมาธิไปเลย ดังนั้นค่อยๆเป็นค่อยๆไปจะดีกว่า

การฝึกสมาธิเบื้องต้นสำหรับเด็กไม่ต้องถึงกับลากให้เขามานั่งสมาธิตามแบบแผนแต่ว่าขอให้เริ่มด้วยการฝึกด้วยการกระทำตามกิจกรรมธรรมชาติให้เขาหัดทำอะไรให้นานขึ้นเป็นลำดับ เช่นการสอนให้วาดรูป , สอนให้อ่านนิทานหรือหนังสือการ์ตูนใด ๆ ก็ได้ให้นานขึ้นและพยายามให้เขาทำให้เสร็จ เพื่อให้เขามีสมาธิจดจ่อกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้นานขึ้น

หลังจากที่เขาได้ทำเสร็จแล้วก็ควรจะให้รางวัลเล็ก ๆน้อย ๆเป็นการเสริมกำลังใจไปด้วยครับ การฝึกสมาธินี้ผู้ใหญ่ก็ต้องใช้ความอดทนให้มากขึ้นในการสอนเพราะเด็กจะรู้สึกอึดอัดบ้างในทีแรกและไม่ยอมทำตามเพราะเป็นเรื่องใหม่หลังจากที่เด็กสามารถทำอะไรได้นานขึ้นกว่าเดิม ก็ค่อย ๆปรับกิจกรรมที่จะส่งเสริมการสร้างสมาธิให้นานกว่าเดิมและมีความเรียบง่ายกว่าเดิม เช่น ให้ฟังเพลงที่เขาชอบนานๆ และฝึกให้ร้องตามให้ได้อย่างนี้เป็นต้นเป็นการส่งเสริมการฝึกออกเสียงและการอ่านไปในตัว ส่วนเด็กคนไหนโตหน่อยจะฝึกนั่งสมาธิตามแบบที่กล่าวมาไปเลยก็ได้ครับถ้าเขายังไม่ได้สมาธิอย่างน้อยเป็นการฝึกนับเลขก็ยังดีใช่หรือเปล่าครับ

เราจะสังเกตได้ว่าหากเด็กคนไหนที่ได้รับการฝึกฝนสมาธิมาบ่อย ๆแล้วเขาจะกลายเป็นคนที่ไม่ค่อยดื้อค่อยซนและเลี้ยงง่ายส่งผลต่อเรื่องการเรียนให้ดีขึ้นด้วยอย่างเห็นได้ชัดเพราะจิตเป็นสมาธิได้เร็วเขาก็จะเข้าใจสิ่งที่คุณครูสอนได้ดีขึ้น คนเป็นพ่อแม่ต้องพยายามฝึกทำสมาธิให้เป็นกิจวัตรเป็นวิสัยไปเลยครับเพราะทำแล้วได้ผลดีหลายอย่างตามที่ได้กล่าวมา เด็กเห็นเด็กก็อยากทำตามเป็นพฤติกรรมการเลียนแบบตามธรรมชาติถ้าพ่อแม่ทำแต่เรื่องดีๆให้ลูกเห็นรับรองว่าเด็กคนนั้นเติบโตขึ้นมาก็เป็นคนดีตามอย่างแน่นอน

 

Read Full Post »

ตอนเด็ก ๆเวลาจะไปโรงเรียนหรือจะไปที่ไหนก็ตามเรามักจะถูกสอนให้กล่าวคำว่าสวัสดีและไหว้ผู้ใหญ่ก่อนเสมอหากมีผู้ใหญ่อยู่ในบ้านเป็นการแสดงออกถึงความเคารพและการอ่อนน้อมถ่อมตนน่าแปลกที่ปัจจุบันผมเห็นกิริยาอาการเหล่านี้ชักจะหายไปจากตัวเด็ก ๆ เด็กส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะแสดงความเคารพพ่อแม่แม้กระทั่งกรณีง่าย ๆอาจเป็นเพราะว่าเขาไม่ได้เห็นเป็นเรื่องสลักสำคัญอะไรหรือแม้แต่พ่อแม่เองก็อาจไม่เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญอะไรมากนัก ที่ผมสังเกตเห็นได้ในปัจจุบันก็คือ เด็ก ๆรุ่นใหม่แค่บอกกับพ่อแม่ว่า “หนูหรือผมไปโรงเรียนแล้วนะ” พ่อหรือแม่ก็แค่รับคำแล้วเด็กก็ไม่ได้ไหว้ไม่ได้กราบท่านเหมือนอย่างสมัยก่อน
สอนให้กราบพ่อแม่

การสร้างบุญข้อหนึ่งในวิถีแห่งการทำบุญทั้ง 10 ประการ มีอยู่ข้อหนึ่งที่กล่าวว่า เพียงแค่การแสดงออกซึ่งความเคารพต่อผู้มีพระคุณหรือผู้ที่สมควรก็นับว่าเป็นบุญอย่างหนึ่งในข้อที่ว่าการอ่อนน้อมถ่อมตนกับผู้ใหญ่และผู้ที่สมควร (อปจายมัย) ความอ่อนน้อมถ่อมตนเมื่อผู้น้อยอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็แสดงออกในความมีเมตตาต่อผู้น้อยและต่างก็อ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธรรมรวมถึงการให้เกียรติ ให้ความเคารพในความแตกต่างซึ่งกันและกันทั้งในความคิดความเชื่อและวิถีปฏิบัติของบุคคลและสังคม เป็นการลดความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตนแค่นี้ก็เป็นบุญที่ดีแล้วครับ

และมันจะดีที่สุดถ้าเราจะสอนให้เด็กๆได้แสดงออกสิ่งเหล่านี้กับพ่อแม่เป็นการแสดงถึงความกตัญญูรู้คุณนอกจากเป็นการลดความยึดมั่นถือมั่นในตัวของเขาแล้วยังลดความแข็งกร้าวภายในจิตใจไม่ให้เกิดความเย่อหยิ่งจองหองอันเป็นสาเหตุให้หลงผิดได้อีกด้วย

เรื่องนี้ผมสังเกตเห็นเอาเองกับเด็กรุ่นใหม่ๆที่เพิ่งจบการศึกษามาไม่เหมือนสมัยก่อนอาจเพราะไม่ค่อยมีใครสอนเขาเหล่านั้นก็เป็นได้จึงอดเป็นห่วงเรื่องความเย่อหยิ่งจองหองที่เด็กรุ่นใหม่ๆมักแสดงออกท่าทีต่าง ๆกับผู้ใหญ่กว่าหรือคนที่ทำงานมาก่อนไม่ได้ มีอย่างที่ไหนครับเดินเข้ามาบริษัทเพื่อขอฝึกงานแต่กลับแต่งตัวตามสบาย (ภาษาฝรั่งว่าแต่ง Private) มาเลย แถมพูดจากระโชกโฮกฮากไม่มีหางเสียง ยกมือไหว้ก็ทำแบบขอไปที พอตำหนิเข้าหน่อย(ด้วยความทนไม่ไหว) ก็แสดงความก้าวร้าวออกมาให้เห็นอย่างนี้ใครเขาจะรับฝึกงานกรณีอย่างนี้ไม่ได้เป็นแค่คนเดียวด้วยนะครับยังมีอีกมากมายที่ไม่รู้ว่าการแสดงความเคารพต่อผู้ใหญ่กว่าเป็นเรื่องควรกระทำถ้าไม่หัดไม่สอนกันไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆอย่างนี้ผู้ใหญ่ที่ไหนจะให้ความเมตตา

ถ้าจะหาสาเหตุกันจริง ๆว่าทำไมคนเราถึงได้ขาดความอ่อนน้อมถ่อมตนแล้วพอจะ “แตกประเด็น”ออกมาได้ดังนี้ครับ

  1. คนที่หลงในชาติตระกูลเช่น มักจะคิดว่า ตระกูลของฉันเป็นตระกูลใหญ่ เป็นเชื้อสายผู้ดีเก่า มีชื่อเสียงโด่งดังมาตลอด คนอื่นจะมาเทียบฉันได้อย่างไร เมื่อหลงถือว่าตนมีชาติตระกูลสูงกว่าใคร ๆก็มักจะไม่ค่อยยอมลงให้ใครเหมือนกัน ยกเว้นว่าจะเจอคนที่อยู่ในตระกูลที่สูงกว่า
  1. คนที่มีทรัพย์สมบัติมาก ๆมักจะคิดว่าทรัพย์สินเงินทองของฉันมีมากมาย จะซื้อหาอะไรก็ได้อย่างใจไม่เห็นจะต้องไปง้อไปเกรงใจใครเลย คนรวยทำอะไรไม่ผิดหรือไม่น่าเกลียดอยู่แล้ว เมื่อหลงถือว่าตนมีทรัพย์สมบัติมากกว่าใครก็จะไปเห็นหัวใครละครับ ขนาดผู้ใหญ่จนๆยังต้องยกมือไหว้คนที่เป็นเด็กกว่ายังมีให้เห็นเลย
  1. คนที่มีรูปร่างหน้าตาดี ๆ คิดว่าตัวเองนี้สวยน้อยหน้าใครเสียเมื่อไหร่ ผิวก็ดี จมูกก็โด่ง ตาก็กลมดาราคนไหนว่าสวย ๆ ลองมาเทียบกันดูสักทีเถอะไม่แน่หรอกอะไรอย่างนี้เป็นต้น เมื่อหลงถือว่าตนมีรูปร่างหน้าตาดีกว่าผู้อื่นก็มักจะทำให้มองดูคนอื่นด้อยกว่าเหมือนประโยคที่ผู้ชายมักเอาไว้แซวผู้หญิงสวย ๆว่า “สวยแล้วหยิ่ง” เพราะคนสวยๆหน้าตาดีๆมักจะมีคนล้อมหน้าล้อมหลังเอาอกเอาใจยิ่งถ้ามีฐานะหน่อยก็ยิ่งไปกันใหญ่เลยครับ ไม่ใช่แค่ผู้หญิงผู้ชายก็เช่นเดียวกัน คนหน้าตาดี ๆจึงมักจะยึดติดหลงทะนงตนได้ง่าย ๆ
  1. คนที่มีความรู้ความสามารถมากๆมักจะคิดว่า มีความรู้เรียนจบสูง ๆจากเมืองนอกเมืองนามา ระดับปริญญาโท ปริญญาเอก ปริญญาที่ไหนที่ว่ายาก ๆ กวาดมาหมดแล้ว ฝีมือก็แน่กว่าใคร ใคร ๆ ก็สู้ไม่ได้ เมื่อหลงถือว่าตนมีความรู้ความสามารถสูงกว่าผู้อื่นความถือตัวก็เก็ดขึ้นไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของใครของตัวเองเลิศเลอที่สุด แต่ส่วนใหญ่ที่สังเกตดูคนประเภทนี้ไปไม่ค่อยรอดสักรายครับเพราะทำงานร่วมกับใครไม่ได้ทำคนเดียวถ้าไม่เจ๋งจริงรวยจริงก็จอดเหมือนกับคนอื่น ๆ
  1. มียศตำแหน่งสูงๆอันนี้ในสังคมเราพบเห็นได้บ่อย ๆครับ กรณีถือยศศักดิ์ระดับผมเป็นถึง ผู้อำนวยการไปจนยันระดับปลัดกระทรวง ฯลฯ  เมื่อหลงถือว่าตนมียศตำแหน่งสูงกว่าผู้อื่น ความถือตัวก็เกิดขึ้นจะยอมลงยอมอ่อนให้ก็แต่คนที่มีหน้าที่ตำแหน่งสูงกว่าเท่านั้น
  1. อย่างสุดท้ายก็คือคนที่มีบริวารมากๆ สมัครพรรคพวก ลูกน้องฉันมีเยอะแยะ ใครจะกล้ามาหือ ใครจะกล้ามากำเริบกำแหงหรืออยากลองดีอย่างนี้เมื่อหลงถือว่าตนมีบริวารมากกว่าผู้อื่น ความถือตัวทะนงตัวก็ย่อมเกิดขึ้นในใจ

คนทั่วไป มักหลงยึดเอาสิ่งต่างๆทั้ง 6 อย่างนี้ เป็น ข้อถือดีของตัวไม่ได้เคยคิดเลยว่า สิ่งต่าง ๆที่ว่านั้นมันจะเป็นของเราตลอดไปหรือเปล่าจีรังยั่งยืนหรือก็ไม่ ที่ว่าหล่อ ๆ สวย ๆ พออายุสักหกสิบเจ็ดสิบกลายเป็นตาแก่ยายแก่หนังเหี่ยวแล้วจะมีใครอยากมอง แม้แต่ระดับมหาเศรษฐีหากทำการค้าผิดพลาดเข้า ล่มจมกลายเป็นยาจกภายในวันเดียวก็มี ทั้งหกประการที่ได้แตกประเด็นออกมาเป็นเพียงสิ่งคนเราสมมติกันขึ้นมาเพื่อให้คนในสังคมทำงานตามหน้าที่ของตัวเองเท่านั้นแต่สิ่งที่จะคงอยู่กับตัวเราและช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้จริงๆก็คือคุณงามความดีในตัวเราต่างหาก

ผู้ที่จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่และได้รับการยกย่องนับถือจากคนอื่นทั้งกายและใจนั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนเท่านั้นครับเราจึงไม่ควรหลงยึดเอาสิ่งเหล่านี้มาทำให้ตนเกิดความถือตัว

ในยามเราพบเจอเรื่องไม่ดีต่าง ๆสิ่งที่คนไทยโบราณพร่ำสอนกันมาคือ ให้นำส่วนที่สูงที่สุดของเราสัมผัสกับส่วนที่ต่ำที่สุดของพ่อแม่ ส่วนที่สูงของคนเราก็คือศีรษะส่วนที่ต่ำที่สุดของพ่อแม่ก็คือเท้าการกราบโดยก้มศีรษะของเราจรดฝ่าเท้าของแม่มีคติโบราณที่ซ่อนเร้นคือ การก้มกราบเป็นการน้อมศีรษะต่ำลงหรืออ่อนน้อมถ่อมตนลดภาวะจิตใจไม่ให้เกิดความแข็งกร้าวไม่อหังการ เสมือนว่าเป็นข้าวเนื้อดีที่จะต้องมีรวงและข้าวมีรวงงามๆก็ต้องโน้มก้มลงจึงจะเก็บเกี่ยวได้ง่าย ๆฉันนั้น

คนดีมีศีลธรรมก็ต้องรู้จักอ่อนน้อมต่อพ่อแม่การกราบพ่อแม่จึงเป็นการอัญเชิญพระคุณบิดามารดาให้มาปกป้องลูกจึงนับเป็นเกราะกันภัยที่แข็งแกร่งกว่าสิ่งใดๆไม่มีอะไรจะประเสริฐไปกว่าการกตัญญูแก่บุพการีและไม่มีสิ่งใดจะมาแทนคุณพ่อกับแม่ได้นอกจาก“ความกตัญญู” ความกตัญญูจึงกลายเป็นเครื่องหมายของคนดีอย่างที่สุภาษิตโบราณได้ว่าไว้

เรื่องอื่นสอนกันได้ทีหลังครับแต่กับพ่อแม่เป็นผู้มีพระคุณสูงสุดของลูกทุกๆคนผู้เป็นเสมือนพระในบ้านต้องสอนให้เขากราบพ่อแม่เคารพพ่อแม่ก่อน เขาจะได้เรียนรู้เรื่องการแสดงความเคารพคนอื่นที่สมควรเคารพในอนาคตต่อไป ลองคิดดูง่ายๆขนาดพ่อแม่ตัวเองยังไม่ยกมือไหว้แล้วจะสอนให้ไปไหว้พระไหว้เจ้าหรือเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ก็คงยากเต็มที

ในที่นี้ขอยกตัวอย่างเรื่องการอ่อนน้อมถ่อมตนและผลของอานิสงส์ในการกระทำอย่างนั้นด้วยครับว่ามันมีผลดีอะไรบ้าง

ครั้งหนึ่งพระสารีบุตรซึ่งเป็นพระอัครสาวกธรรมะเบื้องขวาถูกพระภิกษุรูปหนึ่งใส่ความว่า ทะนงตนว่าเป็นอัครสาวกมาเดินมาชนกับตนทำให้เกิดความไม่พอใจซึ่งอันที่จริงพระรูปนั้นเดินมาชนกับพระสารีบุตรโดยต่างก็ไม่ได้ตั้งใจแต่ด้วยวิสัยคนพาลที่ยังหลงเหลือทำให้เกิดความเจ็บแค้นจึงนำความเท็จไปทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงพระองค์ก็ตรัสถามพระสารีบุตร ในที่ประชุมสงฆ์ว่าจริงหรือไม่

พระสารีบุตรทูลต่อพระบรมศาสดาว่า ภิกษุที่ไม่ได้มีสติประคองจิตไว้ในกาย (ขาดสติ) ก็จะพึงกระทบเพื่อนสงฆ์ด้วยกันที่พึงรักษาพรหมจารีแล้วจากไปโดยไม่ยอมขอโทษเป็นแน่ แต่ตัวท่านเองนั้นทำใจสงบนิ่งแล้วเสมือนแผ่นดิน,น้ำ,ไฟ, ลม และผ้าขี้ริ้ว ที่จะต้องพบกับของสะอาดบ้างไม่สะอาดบ้างอยู่เสมอ

ท่านเปรียบตัวท่านเองว่าเสมือนเด็กจัณฑาลที่พลัดเข้าไปในหมู่บ้านไม่มีใครเขาจะใส่ใจ (จัณฑาล ก็คือคนที่เกิดจากพ่อแม่ที่มีวรรณะต่างกันเป็นพวกสังคมรังเกียจครับเรียกว่า ต่ำกว่าไพร่เสียอีกมีแต่คนดูถูกดูแคลน เพราะในสมัยพุทธกาลยังถือเรื่องระบบวรรณะอยู่มากแม้ในปัจจุบันก็ยังมีให้เห็นอยู่) หรือไม่ก็เหมือนโคที่เขาหักเสียแล้วย่อมไม่มีอำนาจที่จะทำอะไรหรือแสดงความกล้าหาญได้แต่อย่างใดอีก ท่านมีแต่ความเบื่อระอากับร่างกายอันเปื่อยเน่าน่ารังเกียจนี้ที่ยังต้องดูแลประคับประคองอยู่ ประดุจต้องประคองถาดมันข้นที่มีช่องทะลุถึง 9 ช่องและมีน้ำมันรั่วไหลออกอยู่เสมอ (ท่านหมายถึง ทวารทั้ง 9 ของคนเรา) ย่อมไม่มีใจที่จะไปกระด้างถือตัวกับใครได้

คนระดับอัครเสนาบดีธรรมะเบื้องขวาอย่างพระสารีบุตร ซึ่งก่อนบวชก็ร่ำเรียนจนเจนจบในวิชาการขั้นสูงมาแล้วเปรียบสมัยนี้ก็เท่ากับได้ปริญญาเอกมาหลายใบแม้จะบวชแล้วก็ได้เป็นพระอรหันต์ เป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังมีความอ่อนน้อมถ่อมตนถึงเพียงนี้มีความเจียมตัวอยู่ตลอดเวลา เปรียบตนเองไว้ต่ำต้อยมาก ( ซึ่งตรงกันข้ามกับจิตใจของท่านมากๆเลย)

เมื่อพระสารีบุตรกล่าวอยู่เช่นนี้พระภิกษุรูปนั้นก็เดือดร้อนสิครับ เกิดความเร่าร้อนในใจเหมือนมีไฟมาเผาจนอดรนทนอยู่ไม่ได้ต้องลุกขึ้นขอโทษพระสารีบุตรและยอมรับสารภาพต่อหมู่สงฆ์ว่ากล่าวตู่ใส่ความพระสารีบุตรเอง ก็แหงล่ะสิครับจะไม่ให้ละอายได้อย่างไรท่านไม่ได้ทำผิดอะไรท่านยังกล่าวด้วยความอ่อนน้อมเช่นนี้หากไม่ละอายใจก็แย่แล้ว

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสสรรเสริญพระสารีบุตรว่า เป็นผู้มีใจมั่นคงเหมือนแผ่นดินเหมือนเสาเขื่อนเป็นผู้คงที่และมีวัตรดีเป็นผู้ใสสะอาดปราศจากกิเลส เหมือนน้ำที่ไม่มีฝุ่นหรือโคลนตมสังสารวัฏย่อมไม่มีแก่บุคคลเช่นนี้เป็นแน่

นี่คือตัวอย่างที่ดีของผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตนครับอยู่ก็อยู่ได้อย่างเป็นสุขไม่มีศัตรู น่ารักน่านับถือน่ากราบไหว้และเป็นผลให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะและได้รับการคุ้มครองอยู่เสมอจนทำให้คนแข็งกระด้างแพ้ภัยตัวเองไปทีนี้ลองมาดูอานิสงส์ของการรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนบ้างครับน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

เรื่องนี้เป็นเรื่องของนกฮูกตัวหนึ่งครับนกตัวนี้สร้างบุญด้วยการทำความเคารพและอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ที่สมควรมาดูกันครับว่าจะมีอานิสงส์มากมายเพียงใด

ย้อนกลับไปยังสมัยพุทธกาลอีกครั้ง ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าทรงอาศัยอยู่ในถ้ำอินทศาล ณ ภูเขาเวทิสสกบรรพต มีนกฮูกตัวหนึ่งได้เห็นพระพุทธองค์เข้าก็ต้องการจะไปถวายความเคารพพระองค์ท่าน ครั้นเมื่อพระพุทธองค์เสด็จเข้าไปสู่บ้านเพื่อรับบิณฑบาต เจ้านกฮูกก็บินตามได้ครึ่งทางพอพระพุทธองค์เสด็จออกมาก็ทำการต้อนรับครึ่งทาง (อีกครึ่งทางคงเป็นเส้นทางบินเพื่อกลับรังและไปหาอาหารของมัน)

ในวันหนึ่งนกฮูกตัวนั้นได้บินลงมาจากภูเขาแล้วทำการไหว้พระพุทธองค์ซึ่งมีพระภิกษุสงฆ์นั่งแวดล้อมอยู่ด้วยในเวลาเย็นโดยมันทำการป้องปีกไว้เหมือนกับคนประคองมือยกมือไหว้แล้วทำศีรษะให้ต่ำลงยืนนมัสการอยู่ พระพุทธองค์ทรงแลดูนกฮูกตัวนั้นแล้วก็ทรงยิ้ม

ไม่ต้องถึงขนาดพระพุทธองค์หรอกครับ ถ้าเป็นคนธรรมดาอย่างเราเองไม่อดยิ้มไหวหรือครับขนาดสัตว์เดรัจฉานยังบินมากราบไหว้ทำความเคารพพระภิกษุเหมือนคนซะขนาดนี้ เด็กบางคนบอกแล้วบอกอีกยังไม่ยอมยกมือไหว้พระหรือไหว้พ่อแม่เลย

พระอานนท์เห็นพระพุทธองค์ยิ้มได้อย่างนั้นก็ทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญอะไรหนอแลเป็นเหตุอะไรเป็นปัจจัยแห่งการทรงยิ้มแย้มให้ปรากฏเช่นนี้”

พระพุทธเจ้าก็ตรัสบอกเลยครับ ว่านกฮูกตัวนี้ยังมีจิตให้เลื่อมใสในตัวของพระองค์และในพระภิกษุสงฆ์แล้วจะได้ท่องเที่ยวไปในโลกของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายตลอดแสนกัปและจักกลายเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า “โสมนัส”

อธิบายความตรงนี้สักหน่อยครับว่า “พระปัจเจกพุทธเจ้า”นี่คือใคร  พระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าประเภทหนึ่งครับที่ได้บำเพ็ญบารมีและตรัสรู้อริยสัจ 4 ด้วยพระองค์เองเช่นเดียวกับ “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”แต่จะเสด็จมาตรัสรู้ในคราวที่โลกยังไม่มีพระพุทธศาสนาและมาตรัสรู้ได้หลายพระองค์ในสมัยเดียวกัน พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นมิได้ทรงประกาศพระศาสนาเกิดสาวกพุทธบริษัทเหมือนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ในคัมภีร์ ปรมัตถโชติกาอรรถกถาสุตตนิบาต อธิบายความไว้อย่างนี้ครับว่า

 

“การบรรลุธรรมของพระปัจเจกพุทธเจ้าเปรียบเสมือนรสกับข้าวที่พรานป่าได้ลิ้มในเมือง ฉะนั้น จึงไม่อาจสอนให้บุคคลอื่นรู้ตามตนได้ (คือสอนได้แต่ไม่อาจทำให้รู้ตามได้ตรัสรูแล้วก็เข้าป่าหาวิเวกไปเลย) ไม่ก่อตั้งหรือสถาปนาในรูปสถาบันศาสนาแต่เน้นอนุโมทนาแก่ผู้ถวายทานให้ท่านจะอุบัติขึ้นในช่วงพุทธันดรกล่าวคือเป็นช่วงเวลาที่โลกว่างจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในปัจจุบันนี้จึงไม่มีพระปัจเจกพุทธเจ้าอุบัติขึ้น”

อ้างอิงจาก ปัจเจกพุทธาปทาน ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒

พระปัจเจกพุทธเจ้าแต่ละองค์มีประวัติคล้ายกันคือ มาได้จากหลาย ๆวรรณะทั้งจากกษัตริย์ พราหมณ์หรือคหบดี ในสมัยโบราณที่เบื่อหน่ายในโลกสมบัติ ได้ออกบวชศึกษาพระธรรมจนบรรลุพระปัจเจกโพธิญาณเมื่อบรรลุพระปัจเจกโพธิญาณแล้ว ก็ไปชุมนุมที่เขา “คันธมาทน์กูฏ” ซึ่งเป็นยอดเขาแห่งหนึ่งของเทือกเขาหิมพานต์ (หิมาลัย) มีฝูงช้างฉัททันต์คอยปรนนิบัติอยู่

คุณลักษณะพิเศษที่สำคัญประการหนึ่งของพระปัจเจกพุทธเจ้าคือ การดำเนินชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว หรือการดำเนินชีวิตอยู่เพียงลำพังแต่อย่างไรก็ตาม พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ต้องมาประชุมพร้อมกันเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน คือในวันที่พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์ใหม่อุบัติขึ้นและในวันอุโบสถ (วันพระนั่นแหละครับ)

พระพุทธองค์ตรัสแก่พระอานนท์ว่า “ในโลกทั้งปวงเว้นเราแล้วไม่มีใครเสมอพระปัจเจกพุทธเจ้าเลย”

ตัวอย่างผลของการถวายความเคารพความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ที่สมควร ขนาดเป็นเพียงนกฮูกยังมีสิทธิ์ได้ไปเกิดเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเลยครับนับประสาอะไรกับคนเราจะไปเที่ยวสวรรค์ไปท่องเทวโลกนาน ๆเหมือนนกฮูกตัวนั้นไม่ได้ การกราบไหว้พ่อแม่ก็เหมือนไหว้พระพุทธเจ้าไหว้พระอรหันต์นั่นแหละครับแต่ท่านเป็นพระที่อยู่ในบ้านของเราเอง แม้แต่ผู้ใหญ่เรายังต้องไหว้ผู้ที่อาวุโสกว่าเพื่อให้เกิดสิริมงคลและเจริญรุ่งเรือง ดังนั้นสอนให้ลูกหลานไหว้และอ่อนน้อมถ่อมตนเอาไว้ก่อนครับรับรองว่าชีวิตดีเจริญก้าวหน้าและเป็นสุขแน่นอน

 

Read Full Post »

ตอนสมัยที่ผู้เขียนยังเป็นเด็กได้ทั้งอ่านเรื่องราวในนิทานและคำสอนของผู้ใหญ่ว่าถ้าอยากจะมีความสุขต้องทำความดีให้มาก ๆแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์ซึ่งบนสวรรค์นั้นเราจะมีแต่ความสุขจริง ๆอยากได้อะไรก็ได้ คิดแล้วก็เนรมิตเอายิ่งได้เห็นตัวอย่างจากละครจัก ๆวง ๆ ตอนเช้าด้วยแล้วยิ่งอยากไปสวรรค์ใหญ่เลยดังนั้นเวลาผู้ใหญ่บอกให้ทำอะไรเกี่ยวกับการไปสวรรค์ก็จะรีบทำไว้ก่อน
แผ้วถาง เส้นทางไปสวรรค์

ในทางตรงกันข้ามนอกจากสวรรค์แล้วผู้ใหญ่ก็มักจะบอกเล่าเรื่องราวของนรกให้ฟังให้กลัวด้วย ทำอะไรผิดหรืออะไรไม่ดีนิดๆหน่อย ๆก็จะถูกขู่ให้กลัวว่า “ทำอย่างนี้ไม่กลัวตกนรกลงกระทะทองแดงเหรอ” แค่นี้ก็กลัวหัวหดแล้วครับเพราะแค่กระทะที่คุณแม่ทอดไข่ให้กินทุกวันมันยังร้อนจี๋เลย กระทะทองแดงในนรกนี่คงร้อนกว่าหลายร้อยเท่าเลยพาลกลัวคำขู่แบบนั้นไปโดยปริยายไม่กล้าดื้อกับผู้ใหญ่อีก

ถือว่าโชคดีครับที่อุบายสอนเด็กของผู้ใหญ่ที่ผมได้เจอได้ฟังมาเป็นการปลูกฝังให้มีจิตสำนึกว่าต้องทำแต่ความดีถึงจะมีความสุขแล้วได้ไปสวรรค์ได้และหากทำไม่ดีก็จะตกนรกพอเติบโตขึ้นมาจึงได้รู้ว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่สมัยก่อนสอนเอาไว้นั้นไม่ผิดจากความจริงเลยว่าทำความดีจะได้ขึ้นสวรรค์และหากทำความชั่วก็จะตกนรกแต่มันไม่ใช่ที่ไหนไกลหรอกครับ แต่เป็นในตัวของเราเองนี่แหละ

“สวรรค์ในอก นรกในใจ” คำพังเพยนี้จริงอย่างที่สุดเพราะธรรมชาติคนเราเวลาทำอะไรดีๆแล้วก็จะรู้สึกมีความสุขมีความอิ่มเอิบใจเหมือนโลกนี้ช่างสวยงามราวกับสวรรค์ก็ไม่ปาน แต่พอเวลาที่จิตใจร้อนรุ่มหรือทำอะไรผิดก็จะร้อนอยู่ในใจไม่สบายใจอยู่ตลอดเวลา เช่นเวลาโกรธใครเครียดใครแล้วเผลอไปด่าไประบายอารมณ์ใส่คนอื่น ๆที่ไม่เกี่ยวข้องแม้ตอนที่ได้ด่าจะรู้สึกว่าได้ปลดปล่อยแต่ก็ยังรู้สึกไม่ดีอยู่ดี ปล่อยให้ความไม่สบายใจมันกัดกินหรือเผาใจอยู่อย่างนั้น ต้องไปขอโทษขอโพยเขาจึงจะสบายใจขึ้นมาซึ่งผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายท่านคงเคยเป็น

เวลาทำอะไรดีๆมีความสุขในใจเขาถึงเรียกว่าเป็น “บุญ” คือทำแล้วรู้สึกว่ามันบวมขึ้นพองขึ้นหรือลอยขึ้นทำแล้วจิตใจสูงขึ้นจึงเรียกว่าเป็นบุญอย่างนั้นส่วนอะไรที่ไม่ดีทำแล้วร้อนทำแล้วไม่สบายใจทำแล้วตกต่ำลงห่อเหี่ยวลงจึงเรียกว่าเป็น “บาป”

คนเราต้องการความสุขทั้งนั้นครับความสุขที่ว่าก็ควรเป็นความสุขที่ทำให้รู้สึกว่าลอยขึ้นสูงขึ้นด้วยไปถามใครที่ไหนทุกคนก็ต้องการสุขอย่างเดียว ไม่มีใครอยากได้ความทุกข์ แต่ว่าความสุขที่เราเฝ้าแสวงหาในทุกวันนี้เราลองมาคิดทบทวนกันดูอีกสักครั้งหนึ่งครับว่าเราเคยมีความสุขที่แท้ หรือว่าพบบุญแท้นั้นแล้วหรือยัง

เพราะเวลาที่ให้ลองไปถามใครว่า “ทุกวันนี้มีความสุขดีใช่ไหม” ถ้ามีความสุขมากกว่าทุกข์ก็อาจตอบตามมารยาทว่า “ใช่” หรือ “ก็ดี” แต่ไม่มีใครกล้าตอบจริง ๆแบบมั่นใจได้เลยว่าชีวิตนี้มีความสุขแล้วทุกคนมักจะลังเล เพราะว่าความสุขในแต่ละวันที่เราคิดว่าเราพบแล้วนั้นแท้จริงเป็นความสุขเพียงชั่วคราวบางทีอาจจะเรียกว่า สุขๆดิบๆด้วยซ้ำไป เพราะว่าพอมีความสุขแล้วก็ทุกข์อีกสลับกันเข้ามาแล้วก็ออกไป สำหรับความสุขที่สุขไปตลอดไม่กลับมาเป็นทุกข์จนแล้วจนรอดก็ยังหามันไม่พบ

แต่โชคดีครับที่มีผู้ที่ค้นพบความสุขที่แท้จริงแล้วถ่ายทอดวิธีทางไปสวรรค์ให้กับพวกเรา ความสุขที่แท้จริงนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงได้ค้นพบมันตั้งแต่กว่า 2500 ปีมาแล้วและได้ทรงอธิบายเรื่องความสุขแท้และสุขเทียมเอาไว้ส่วนใครจะเลือกอย่างไหนก็ต้องพิจารณากันเอาครับ

ความสุขแรกที่เรารู้จักกันคือ ความสุขทางวัตถุ (พระพุทธองค์เรียกว่า สามิสสุข) แปลว่าสิ่งที่ให้ความสุขเราก็คือสิ่งที่เราอยากได้และปรารถนามาครอบครองเป็นได้ทั้ง ทรัพย์สิน แก้วแหวน เงินทองข้าวของต่าง ๆหรือแม้แต่ตัวบุคคลก็ย่อมได้ เช่น สามี ภรรยา ลูกชาย ลูกสาว ฯลฯ ต้องได้สิ่งเหล่านี้มาครอบครองชีวิตถึงจะมีความสุขเหมือนที่ได้กล่าวข้างต้นไปแล้ว

ความสุขแบบนี้พระองค์ท่านว่ามันไม่ถาวรเพราะไม่ช้าไม่นานก็จะมีความทุกข์เกิดขึ้นแฝงตามมาทีหลังเช่น พอเราซื้อรถใหม่ๆมาก็มีความสุขได้ขับโชว์คนอื่นๆหน้าชื่นตาบาน ตกอีกวันมามีแมวตัวหนึ่งไปเดินเล่นบนหลังคารถเราฝากรอยเท้าเป็นที่ระลึกเอาไว้ให้โมโหเล่น ๆ แล้วก็ต้องมาออกกำลังแบบไม่อยากจะออกด้วยการนำรถมาล้างมาเช็ดใหม่แค่นี้ก็ทุกข์แล้ว หรืออีกกรณีหนึ่งวันนี้ซื้อรถคันใหม่มา อีกวันเพื่อนบ้านก็ซื้อรุ่นที่ใหม่กว่าเรามาเบ่งทับทันทีเกิดความร้อนใจอิจฉากันขึ้นมาอีกอย่างนี้เป็นต้น นี่ยังไม่นับรวมอย่างอื่นๆนะครับ

ยกตัวอย่างอีกสักข้อหนึ่งก็คือ สมมติว่าเราอยากมีแฟนแล้วก็มีความสามารถมากด้วยที่ไปจีบสาวสวยคนหนึ่งได้มาเป็นแฟนและสุดท้ายได้แต่งงานกลายเป็นสามีภรรยา มีความสุขครับแต่ไม่นานความทุกข์ก็ตามมาอีก ทุกข์เพราะกังวลเรื่องแฟนสวยจะมีหนุ่มที่ไหนเข้ามาก้อร่อก้อติกหรือไม่ หรือทุกข์เพราะห่วงกังวลเรื่องการดูแลเอาอกเอาใจเกรงจะไปเป็นอื่นอีกคอยหวาดระแวงมากเข้าก็กลายเป็นหึง หึงมากๆก็ทะเลาะกัน ทะเลาะกันมากๆบ่อยๆเข้าก็เลิกร้างรากัน ทุกข์ที่ตามมาจึงมากกว่าความสุขในตอนแรกๆหลายเท่ายิ่งถ้ามีลูกด้วยกันแล้วก็ยิ่งไปกันใหญ่  ความสุขทางโลกทั้งหลายเหล่านี้พระองค์จึงได้กล่าวว่ามันเป็นสุขที่ไม่จริงอย่าไปยึดมั่นถือมั่นกับมัน

ส่วนสุขอีกอย่างหนึ่งอันนี้น่าสนใจครับเพราะพระองค์ท่านตรัสว่า สุขนี้เป็นสุขถาวรหรือเป็นสุขทางธรรม (พระองค์เรียกสุขนี้ว่า นิรามิสสุข) ถือเป็นความสุขที่แท้จริงของมนุษย์เราไม่อาจกลับกลายเป็นความทุกข์ได้อีกเพราะเมื่อเข้าถึงมันแล้วก็จะมีสุขตลอดไป การเสาะแสวงหาความสุขชนิดนี้ไม่ต้องใช้วัตถุภายนอกใดๆมาอ้างอิงด้วยแต่ว่า ความสุขแบบนี้ไม่อาจจะหามาได้ง่าย ๆเหมือนสุขอย่างแรก

แม้กระทั่งพระพุทธองค์เองพระองค์ท่านก็ต้องใช้เวลาและผ่านความยากลำบากมากต้องทรงบำเพ็ญเพียรอย่างยิ่งยวดในชาติสุดท้ายถึงกว่า 6 ปีเกือบจะสิ้นพระชนม์ครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ในที่สุดพระองค์ก็ค้นพบเส้นทางสู่ความสุขที่แท้และทรงสามารถชี้แนะกุศโลบายอันเป็นเส้นทางสู่ความสุขที่แท้ที่เรียกว่า “นิพพาน”ได้สำเร็จ

แล้วทางไหนล่ะครับที่สามารถเข้าถึงความสุขที่แท้จริงแบบนี้การแผ้วถางเส้นทางสู่สวรรค์ชั้นสูงสุดพระพุทธองค์จึงสั่งสอนและแนะนำให้ “ออกบวช”ครับด้วยเหตุผลที่ว่า

 

“ฆราวาสเป็นที่คับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี ส่วนการบรรพชานั้นเป็นโอกาสแห่งแสงสว่าง ผู้ที่อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยดีเหมือนสังข์ที่ขัดแล้วย่อมไม่ได้ เราพึงปลงผมและหนวดครองผ้าย้อมฝาดออกจากเรือน บวชเป็นผู้ที่ไม่มีประโยชน์เกี่ยวข้องด้วยการอยู่ครองเรือนเถิด”

ทีนี้ลองคิดตามดูนะครับว่าสิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสมานั้นเป็นความจริงหรือไม่จากพระดำรัสนี้ทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตทางโลกนั้นจะว่ากว้างก็กว้างจะว่าแคบก็แคบกว้างที่ว่าก็คือเราอาจจะไปไหนได้ตามแต่ใจและเงินในกระเป๋าที่เรามีแต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาดิ้นรน ปากกัดตีนถีบหาเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอดบางทีถึงกับต้องทำไม่ดีก่อเวรก่อกรรมให้เกิดเพราะชีวิตทางโลกเราหลีกเลี่ยงเรื่องการผิดศีลหรือการทำความชั่วได้ยากแม้เราจะพยายามแค่ไหนก็ตาม

ผมมีเพื่อนอยู่สองคน ทั้งสองทำงานต่างอาชีพกันคนแรกทำงานเป็นพนักงานขายของคือ ขายเสื้อผ้าแบรนด์เนมครับก็เป็นคนขยันขันแข็งเอาการเอางานดีแต่เพราะด้วยหน้าที่การงานการพูดจาเพื่อการค้าขายให้สำเร็จจึงต้องมีการหว่านล้อมบางครั้งก็ต้องถึงกับพูดปดในหลายๆกรณีเพื่อให้ลูกค้าซื้อของ ลูกค้าไม่หล่อมันก็ต้องบอกว่าหล่อไว้ก่อนคือซื้อใส่แล้วหล่อเลยอะไรทำนองนี้เป็นต้น

ส่วนอีกคนมีอาชีพเป็นเลขาหน้าห้องมีหน้าที่จัดแขกให้เข้าพบวันไหนเจ้านายอารมณ์ไม่ดีไม่อยากพบใครก็ต้องสั่งเธอไว้ว่าบอกให้ทุกคนที่มาพบว่าไม่อยู่ซึ่งเธอแม้ไม่อยากจะโกหกให้ผิดศีลแต่ก็ต้องทำเพื่อหน้าที่การงานและความจำเป็นมันบังคับ

มองแต่ด้านอาชีพที่เป็นการค้าขายอย่างเดียวก็คงไม่ยุติธรรมนักผมลองมองดูคนที่ทำอาชีพที่คนส่วนใหญ่ยกย่องว่าเป็นอาชีพของพวกนักบุญบ้างอย่างพวกแพทย์ เภสัชกรที่คอยรักษาคนไข้ให้หายป่วยมีเรี่ยวแรงทำงานประกอบอาชีพกันต่อไป หรือคุณครูผู้มีหน้าที่ฝึกฝนอบรมคนทั้งในด้านทางโลกและทางธรรมก็นับว่าเป็นงานที่มีเกียรติและประเสริฐยิ่ง แต่พวกท่านเหล่านั้นก็ไม่พ้นที่ต้องมีจิตใจขุ่นมัวเพราะสถานการณ์รอบข้างไปได้เหมือนกัน

คุณครูบางท่านแม้จะพยายามและอดทนแค่ไหนในการสอนก็อาจต้องมีอาการ “น็อตหลุด” เผลอหลุดคำไม่ดีออกมาบ้าง หรือในอาชีพแพทย์ซึ่งมีความเครียดสูงก็ไม่วายจิตใจว้าวุ่น อาชีพอื่น ๆอย่างพวกเกษตรกรต้องปลูกพืชไม่ต้องพูดถึงครับ ยังไงก็ไม่วายต้องฆ่าสัตว์ฆ่าแมลงป้องกันศัตรูพืชไม่ให้มาทำลายพืชผล ฯลฯ

ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงได้กล่าวเอาไว้เช่นนั้นว่า ชีวิตที่เป็นฆราวาสคนธรรมดามันหลีกเลี่ยงได้ยากเหลือเกินที่จะรักษาศีลสร้างบุญได้อย่างเต็มที่ให้ไปตลอดรอดฝั่งและโอกาสที่จะได้ประพฤติธรรมในระดับที่สูงๆขึ้นไปเพื่อการเข้าถึงสวรรค์ชั้นสูงสุดคือนิพพานก็น้อยเต็มที

หรือต่อให้มีบางคนได้เห็นคุณค่าของการออกบวชสร้างบุญใหญ่ๆได้ขนาดนี้ก็ตาม แต่การที่คนๆหนึ่งจะละทิ้งบ้านครอบครัวเพื่อไปออกบวชก็ไม่ได้ทำกันง่ายๆต้องมีทั้งกำลังใจที่เข้มแข็งมาก ๆ มีเพื่อนที่ดีคอยช่วยเหลือมีบุญที่ได้สั่งสมเอาไว้แล้วมาคอยสนับสนุนให้บวชแบบไม่ต้องมีห่วงมีพะวงอะไรอีก ดังนั้นหากต้องการจะเข้าถึงบุญและความสุขที่สูงเช่นนี้ก็ต้องหมั่นสร้างบุญบารมีเอาไว้ให้มาก ๆครับเมื่อถึงเวลาของมันบุญนั้นก็จะส่งผลสนับสนุนให้เราก้าวเข้าไปสู่ความสุขเช่นนั้นได้เอง

เอาล่ะครับอ่านมาถึงตรงนี้ก็พอจะทราบแล้วว่าสวรรค์ที่พระพุทธองค์พูดถึงไปได้ไม่ยากและสวรรค์ที่อยู่กับตัวเรานั้นเราก็ต้องเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเพื่อที่เราจะได้อยู่กับมันอย่างมีความสุขตลอดไป ในฐานะที่เราเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องฝึกต้องปฏิบัติในข้อวัตรที่ดีต่าง ๆให้เป็นประจำเพื่อจะได้เป็นตัวอย่างและเป็นแนวทางในการสอนลูกหลานของเราเขาจะได้เชื่อและทำตามอย่างถูกต้องต่อไปและมันจะมีวิธีการอะไรบ้างนั้นก็มาพบกับวิธีการสอนเพื่อสร้างทางไปสู่สวรรค์กันเลยครับ

 

Read Full Post »

Older Posts »