Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for กันยายน, 2013

1              วนิชา  เดชวิลัย
รายชื่อผู้สั่งพิมพ์หนังสือธรรมทานครั้งที่ ๙

ชื่อผู้ร่วมพิมพ์ (รายชื่อที่จะพิมพ์ไว้ในหนังสือ)

นางวนิชา  เดชวิลัย  อุทิศให้กับพ่อแม่และเจ้ากรรมนายเวร

นายธวัชชัย – ด.ญ.นภสกร  เพ็งภาค  อุทิศให้กับพ่อแม่และเจ้ากรรมนายเวร

นายวทัญญู อินทรประเสริฐ  อุทิศให้กับพ่อแม่และเจ้ากรรมนายเวร      10

2              อรัญญา  นาคง

ชื่อผู้ร่วมพิมพ์ (รายชื่อที่จะพิมพ์ไว้ในหนังสือ)

อรัญญา นาคง และครอบครัว

 

 

10

3.            นายประสงค์  สุขแช่ม                                                                                         รายชื่อที่จะพิมพ์ไว้ในหนังสือ                                                                             1.นายประสงค์ สุขแช่ม                                                                                  2.นางระเบียบ สุขแช่ม                                                                                                3.นางประดัด สุขแช่ม                                                                                       4. ด.ญ.จิตติภัทรา สุขแช่ม                                                                                      5.ด.ญ.บุณณดา สุขแช่ม     10

4              ภิญญา รัตนพันธ์

ชื่อผู้ร่วมพิมพ์ (รายชื่อที่จะพิมพ์ไว้ในหนังสือ)

คุณ ภิญญา รัตนพันธ์ และ ครอบครัว

คุณ อลงกรณ์  แสนศรี และ ครอบครัว

อุทิศให้ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ ผู้มีพระคุณทุกท่าน  ญาติสนิทมิตรสหาย เจ้ากรรมนายเวร ที่ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินทั้งในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ  เจ้าเกณฑ์ชะตา  เจ้าที่เจ้าทาง เทพเทวดาประจำกาย ทุกพระองค์ เทพ16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน พญายมราช นายนิรยบาล แม่พระธรณี แม่พระคงคา แม่พระพาย แม่พระเพลิง แม่พระโพสพ พระภูมิเจ้าที่ ผีบ้านผีเรือนที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ ภูผีปีศาจ สัมภเวสีทั้งหลาย ทั้งที่เป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งปวง ทั่วทั้งจักรวาล

ขอให้ท่านทั้งหลายจงอนุโมทนาในบุญกุศลนี้  และจงได้รับในบุญกุศลนี้ โดยทั่วหน้ากันเทอญ     1000

5              1.คุณบุญหลาย  สมใจ  จำนวน 10 เล่ม

2.คุณกฤตวัฒน์  ทองนุ่ม   10 เล่ม

3.นฤมล  ทองนุ่ม  10 เล่ม

4.คุณศรีนวล  ภูแฉล้ม  10 เล่ม                                                                5.คุณขวัญใจ  ชอบกิจ  10 เล่ม            50

6              สมพล พงษ์ประเสริฐ

ชื่อผู้ร่วมพิมพ์ (รายชื่อที่จะพิมพ์ไว้ในหนังสือ)

สมพล พงษ์ประเสริฐ

กนกวรรณ พงษ์ประเสริฐ

ด.ช.อภิสร พงษ์ประเสริฐ 50

7              คณะมานะประกันภัย        100

8              รัชนีวรรณ   เกตุเนตร

ชื่อผู้ร่วมพิมพ์ (รายชื่อที่จะพิมพ์ไว้ในหนังสือ)

นางสาวรัชนีวรรณ เกตุเนตรอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและเทวดาประจำตัว

นางสาวจิตติมา เกตุเนตร อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและเทวดาประจำตัว

นางเพชรมณี เกตุเนตร อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและเทวดาประจำตัว

นายสมหวัง เกตุเนตร อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและเทวดาประจำตัว

นายสิทธิพันธุ์ จรัสโภคา อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและเทวดาประจำตัว

นางสาวจงกล จันทร์กลัด

นางสาวสุชาวดี คลาดโรค

นางสาวปิยวรรณ ณะทีทอง

น.ส.สุขุมา ประเสริฐสม อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและเทวดาประจำตัว

นายสมเจตน์ ประเสริฐสม อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและเทวดาประจำตัว

นางพั่ว ประเสริฐสม อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและเทวดาประจำตัว

น.ส. สุภาพร สิริสืบ อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและเทวดาประจำตัว

นายทองอู่ สิริสืบ อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและเทวดาประจำตัว

นางสุพรรณี สิริสืบ อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและเทวดาประจำตัว

นายบุญมี กองแก้ว อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและเทวดาประจำตัว

นางสมใจ กองแก้ว  อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและเทวดาประจำตัว

นายวันชัย รุ่งเรือง อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและเทวดาประจำตัว

น.ส.สุมาลี  กองแก้ว อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและเทวดาประจำตัว

ด.ช.กีรติ รุ่งเรือง อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและเทวดาประจำตัว               79

9              ชื่อ นาย ประมุข    เกิดลาภ

ชื่อที่ต้องการให้พิมพ์ในหนังสือ คือ

1.นาย ทินกร เกิดลาภ

2.นาง กัญญา เกิดลาภ

3.นาย ประมุข เกิดลาภ

4.นาง ศศิธร เกิดลาภ         20

10           นายเอกพันธุ์ วิพัฒน์ภูวดล

100

11           1.นางเสนาะ  เหมือนทรัพย์  จำนวน  20 เล่ม

นางนุชรินทร์  เหมือนทรัพย์

2.นางบรรจง  เผ่าผาง  จำนวน  20 เล่ม

น.ส.นิตยา  เผ่าผาง

น.ส.สายฝน  เอมสาร

3.นางจิราภรณ์  เฟื่องจร   จำนวน  15 เล่ม

4.นางสำรอง  สิทธิสาตร์  จำนวน  10 เล่ม

5.นางวาสนา  ไตรสีห์   จำนวน  10 เล่ม

6.นางกาญจนา  จูเมฆา  จำนวน 5 เล่ม

7.นางสกุนตลา  ปานบุญ  จำนวน  9 เล่ม

8.น.ส.จารุวรรณ  มังคะละ  จำนวน  9 เล่ม

9.น.ส.ธัญวรัตน์  แย้มอ้น  จำนวน  10 เล่ม

10.น.ส.จันทิมา  พ่วงไผ่  จำนวน  11 เล่ม

ด.ญ.มลรอร  บัวประชุม

11.นางเยาว์มาลย์  ระฆัง  จำนวน 9 เล่ม       128

12           หัฎธยา  พิทักษ์สุวรรณ์

รายชื่อที่จะสั่งจัดพิมพ์ไว้ในหนังสือ

หัฎธยา พิทักษ์สุวรรณ์

ก่วยฮึ้ง  แซ่ตั้ง

เทียมก่ำ แซ่ตั้ง

วิวัฒน์  พิทักษ์สุวรรณ์และครอบครัว              89

13           น.ส.เจษฎาภร  กลิ่นดอกแก้ว           100

14           นายศิลปชัย กิจจานนท์

ชื่อผู้ร่วมพิมพ์ (รายชื่อที่จะพิมพ์ไว้ในหนังสือ)

นายศิลปชัย กิจจานนท์

(อุทิศบุญกุศลให้ คุณแม่แระ กิจจานนท์)       50

15           นางสาวกัลป์ชวิศา กิติยะวงศ์

ชื่อผู้ร่วมพิมพ์ (รายชื่อที่จะพิมพ์ไว้ในหนังสือ)

นางสาวกัลป์ชวิศา กิติยะวงศ์            50

16           1.นางนิภาภัทร  ปึงธนานุกิจ

2.นางสาวนุชพิชา  ปึงธนานุกิจ      100

17           คุณดุษฎี เกษจินดา

ชื่อผู้ร่วมพิมพ์ (รายชื่อที่จะพิมพ์ไว้ในหนังสือ)

คุณดุษฎี เกษจินดา

 

 

27

18           คุณปัทมา  เทพษร

ชื่อที่จะจัดพิมพ์ไว้ในหนังสือ

1.นางปัทมา  เทพษร

2.นางจินดา  แซ่ว่อง

3.นายแบน  แซ่ว่อง

4.เด็กชายชานนท์  หมานชุน

5.เด็กชายณัชพล  หมานชุน             42

19           นางญดาธร   ธนัตถ์โมทนา

ชื่อผู้ร่วมพิมพ์ (รายชื่อที่จะพิมพ์ไว้ในหนังสือ)

นางญดาธร  ธนัตถ์โมทนา

นางสาวเอธาพร  ป้อมคำ

นายเอนก  เรือนทอง

นางกันยพัชร์  ไชยเลิศวิชยา             60

20           นายพรต  บัวทอง

น.ส.ศิริกาญจน์  น้อยกลัดจิรสิน

ด.ช.ณัฐนกรณ์  บัวทอง

อุทิศให้ คุณแม่สมชิต คุณพ่อสงัด บัวทอง คุณแม่บุญเทียม คุณพ่อโจ น้อยกลัด คุณแม่เล็ก คุณพ่อจำปี จุ้ยบาง ลูกแท้ง(ลูกโจ) เจ้ากรรมนายเวร ทุกภพทุกชาติ               62

21           ณัษฐพงศ์ ซ้อนแดง

ชื่อผู้ร่วมพิมพ์ (รายชื่อที่จะพิมพ์ไว้ในหนังสือ)

ณัษฐพงศ์ ซ้อนแดง และ ครอบครัว

 

 

20

22           คุณสุมณฑา  โรจน์บัวทอง

 

 

20

23           คุณอรุณชัย  พรธนาสวัสดิ์

200

24           นายประสิทธิ –  นางวลัยพร  อินกกอง

อุทิศให้ หลวงพ่อบุญ  หนูเสริม –พ่อเป๋ง- แม่หลอง   ขำทอง

พ่อสี –แม่ตลุม  อินกอง  เจ้ากรรมนายเวร     54

25           รัสรินทร์ สงวนแสงชัยกุล

ชื่อผู้ร่วมพิมพ์ (รายชื่อที่จะพิมพ์ไว้ในหนังสือ)

รัสรินทร์ สงวนแสงชัยกุล

 

 

20

ยอดรวม ณ วันที่ 10/08/56 จำนวนเล่ม  2,451 เล่ม

26           เปี่ยมสุข ภิญโญรัตนโชติ

ชื่อผู้ร่วมพิมพ์ (รายชื่อที่จะพิมพ์ไว้ในหนังสือ)

นายสตีเฟน เดวิด มอร์ริส

นางเปี่ยมสุข ภิญโญรัตนโชติ

ดช. โอลิเวอร์ กชดนย์ มอร์ริส

 

 

10

27           คุณณรงค์  ศิริลักษณ์           100

ยอดรวม ณ วันที่ 15/08/56 จำนวนเล่ม  2,561 เล่ม

28           รายชื่อที่จะให้พิมพ์ในหนังสือ

คุณนวรัตน์  เกษมสุวรรณ         100  เล่ม

คุณธัชชัย  เกษมสุวรรณ            50  เล่ม

คุณมุกชมพู  เกษมสุวรรณ        50  เล่ม                                                    คุณแม่เยาวลักษณ์  ศรีอุทก       20  เล่ม

คุณพ่อภมร  ศรีอุทก                 20  เล่ม

คุณชัยนันท์  ศรีอุทก                10  เล่ม

คุณพัชรา  กลางสาทร                                                                           คุณสวัสดิศาสตร์  กลางสาทร

คุณสุภาวรรณ  กลางสาทร                     50  เล่ม                                           คุณพิชาดา  กลางสาทร                                                                                คุณดวงกมล  กลางสาทร

คุณธนวรรณ  ศรีวัฒนา            50  เล่ม

คุณธันชนก  กรุณานนทกิจจา       50  เล่ม                                                คุณอาทิตยา  พรหมคุณ                 50  เล่ม                               คุณเทพรัตน์  ใช้สิริมงคล              50  เล่ม

คุณพิจาริณี  ใช้สิริมงคล                                          10  เล่ม

คุณพีริณ  ใช้สิริมงคล                                               10  เล่ม

คุณกฤษณา  เตชะไพบูลย์                                          80  เล่ม

คุณกาญจนา  กาญจนระพีพงษ์                                  20  เล่ม

คุณคนึงนิตย์  ภูมิจิตร                                                20  เล่ม

คุณอมรวดี  วลัยเสถียรศิลป์                                        20  เล่ม

คุณเพียงพร  สัยงาม                                 20  เล่ม

คุณพเยาว์  สัยงาม                                                    10  เล่ม

คุณจิตตภู  มูลศาสตร์                                10  เล่ม

คุณมาลี  เดโชมัย                                     10  เล่ม

คุณพ่อคำหม่อน-คุณแม่มน จูมนา                              5  เล่ม

คุณโกศล-คุณปัณณ์นันทา  จูมนา                                5  เล่ม

คุณอนงค์ แมนประโคน-คุณยุพาภรณ์ จูมนา      5  เล่ม

ด.ช.กฤตติกุล – ด.ช.ภูริภัทร แมนประโคน         5  เล่ม

คุณสมบัติ-คุณจำลอง พุ่มอ่ำ

คุณวีรพล  สมิตรชาติ พร้อมครอบครัว

คุณกัลยาณี – ด.ช.ธีรภัทร์  พุ่มอ่ำ                               10 เล่ม

คุณปอ  แตงสีนวล

คุณบุญสม  แตงสีนวล

คุณเดช  ปานสูง                                              45  เล่ม                45  เล่ม

คุณนิธินันท์  พลกุล                                        25  เล่ม                 25  เล่ม

คุณศุภกร  พลกุล                                            25  เล่ม                  25  เล่ม

คุณศุภิศรา  พลกุล                                          25  เล่ม                   25  เล่ม

คุณศุภาพิชย์  พลกุล                                       25  เล่ม                   25  เล่ม

คุณบุญส่ง  ดอกแก้วดี

คุณวริศรา  ดอกแก้วดี

คุณธานินทร์  ดอกแก้วดี                                20  เล่ม         20  เล่ม

คุณเทอดศักดิ์   ธรรมเนียมไทย

อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร

คุณบุญนิ่ม  ผลวัฒนะ

คุณมาลี  ผลวัฒนะ

คุณเอก  ผลวัฒนะ                                         20  เล่ม               10  เล่ม

คุณอำนาจ  ผลวัฒนะ

อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร

คุณละเมียด  หมีสังข์ และครอบครัว             5  เล่ม

อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร                                                5  เล่ม

คุณนฤพล  แต้มสวัสดิ์ และครอบครัว      10  เล่ม

อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร

คุณอุไร  สกุลคช      10  เล่มคุณอุไร  สกุลคช

คุณแฉล้ม  สกุลคช

คุณสกุลรัตน์  ช่างกลึงดี                          10  เล่ม       10  เล่ม

คุณไพศาล  ดอกแก้วดี

อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร

คุณนริน  ดอกแก้วดี

คุณรจรินทร์  ดอกแก้วดี

คุณชัยธวัช  ดอกแก้วดี                          30  เล่ม         30  เล่ม

คุณศิริกัลยา  เขียวสะอาด

คุณคณิศร  ดอกแก้วดี

คุณกัลยทรรศน์  ดอกแก้วดี และครอบครัว               10  เล่ม    10  เล่ม

อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร

คุณเดชา  โพธิพันธุ์ และครอบครัว             29  เล่ม   29  เล่ม

คุณสุนันท์  ผลวัฒนะ

คุณรุ้งตะวัน  สิงห์โต

คุณวรรณา  สิงห์โต                                    20  เล่ม

คุณอรอุมา  สิงห์โต

อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร

คุณประดิษฐ์ – คุณเนตรชนก  ยามี                9  เล่ม

คุณศิตา  ครุฑสัมพันธ์                             100  เล่ม                                                  790 เล่     1148

29           รายชื่อที่จะจัดพิมพ์ไว้ในหนังสือ

1.            พ่อกำนันต๋า  มาลัย  จำนวน  19 เล่ม

2.            แม่ทา  สุขเกษม  จำนวน  19 เล่ม

3.            นายสุรพล  มาลัย  จำนวน  19 เล่ม

4.            นายนพรัตน์  มาลัย  จำนวน  19 เล่ม

5.            นางจุฑามาศ  มาลัย  จำนวน  19 เล่ม

6.            น.ส.นลพรรณ  มาลัย  จำนวน  19 เล่ม

7.            นางศรีวัย  คำใจ  จำนวน  5 เล่ม

8.            น.ส.ไพรวัลย์  คำใจ  จำนวน  5 เล่ม

9.            อารีวรรณ  คำใจ  จำนวน  5 เล่ม

10.          น.ส.วรางคณาง  คำใจ  จำนวน  5 เล่ม

11.          นางศรีพรรณ  แสงพิชัย  จำนวน  30 เล่ม

12.          นางสมเกียรติ  แสงพิชัย  จำนวน  10 เล่ม

13.          ด.ญ.สลินพร  แสงพิชัย  จำนวน  10 เล่ม

14.          นายพิตรพิบูล  สุขเกษม  จำนวน  19 เล่ม

15.          นางอำไพ  สุขเกษม  จำนวน  19 เล่ม

16.          นายณัฐสิทธิ์  สุขเกษม  จำนวน  19 เล่ม

17.          นายณัฐภัทร  สุขเกษม  จำนวน  19 เล่ม

18.          น.ส.กุ้ง  ศรีระแก้ว  จำนวน  20 เล่ม

19.          นายพงศ์ยศ  รินสม  จำนวน  5 เล่ม

20.          แม่สม  ชัยลังกา  จำนวน  8 เล่ม

21.          น.ส.อุษา  ชัยลังกา  จำนวน  7 เล่ม

22.          นางบุญทวี  ชัยลังกา  จำนวน  7 เล่ม

23.          นางยุพิน  ชัยลังกา  พร้อมครอบครัว  จำนวน 5 เล่ม

24.          นายสมคิด  กันธิยะ  จำนวน  5 เล่ม

25.          นายแถว  ปิมปาตัน  จำนวน  5  เล่ม

26.          นายดวงจันทร์  กันทะปัน  จำนวน  10 เล่ม

27.          นางรัชนี  สำราญจิตต์  จำนวน  10 เล่ม

28.          นายอนุวัฒน์  เป้าประสิทธิ์ พร้อมครอบครัว     จำนวน 10 เล่ม

29.          นายณรงค์ศักดิ์  สำราญจิตต์  จำนวน  10 เล่ม

30.          นางไพลิน  สิงคราช  จำนวน  5 เล่ม

31.          นางนีรนุช  พรมทา  จำนวน   10 เล่ม

32.          นางสายพิน  ไชยชมพภู  จำนวน  25 เล่ม

33.          นางแสงเดือน  ตั้งตัว  จำนวน  9 เล่ม

34.          นางเรณู  อินทจักร์  จำนวน  59 เล่ม

35.          นางอำไพ  กันทะปัน  จำนวน  12 เล่ม

36.          น.ส.จำปา  มณีวัลย์  จำนวน  10 เล่ม

37.          นางสมจิตร  ไชยชนะชมภู  จำนวน  3 เล่ม

38.          นางบังอร  สุรินทร์  จำนวน  10 เล่ม

39.          นายสุนทร  วงค์ทิพย์  จำนวน  10 เล่ม

40.          นางสุขแก้ว  วงค์ทิพย์  จำนวน  10  เล่ม

41.          นายวิฑูรย์  วงค์ทิพย์   จำนวน  10 เล่ม

42.          นางอรนุช  องค์ทิพย์   จำนวน   10 เล่ม        545

30           กอบกฤษ ชนชยาพิธุกานต์

ชื่อผู้ร่วมพิมพ์ (รายชื่อที่จะพิมพ์ไว้ในหนังสือ)

บริษัท ส.สิรัช จำกัด            99

31           จุฬาพร ฤทธาภัย

ชื่อผู้ร่วมพิมพ์ (รายชื่อที่จะพิมพ์ไว้ในหนังสือ)

จุฬาพร ฤทธาภัย

99

32           คุณแม่เตือน มาระเทศ

ชื่อผู้ร่วมพิมพ์ (รายชื่อที่จะพิมพ์ไว้ในหนังสือ)

คุณแม่เตือน มาระเทศ และครอบครัว

 

100

33           พุฒิพงศ์ ปัญจทรัพย์ดำรง

ชื่อผู้ร่วมพิมพ์ (รายชื่อที่จะพิมพ์ไว้ในหนังสือ)

พุฒิพงศ์ ปัญจทรัพย์ดำรง

Miss Pham Thihiep (น้ำ) 199

34           คุณแม่ปณิธี สมุทรสาคร

ชื่อผู้ร่วมพิมพ์ (รายชื่อที่จะพิมพ์ไว้ในหนังสือ)

คุณแม่ปณิธี สมุทรสาคร

 

100

35           ณิศาภัทร์ กุลสิริธราพงษ์

ชื่อผู้ร่วมพิมพ์ (รายชื่อที่จะพิมพ์ไว้ในหนังสือ)

คุณณิศาภัทร์ กุลสิริธราพงษ์ และครอบครัว

100

36           ว่าที่ รต.อภิชาติ  กฤษณะดิลก

น.ส.ศิริรัตน์  พริบไหว

น.ส.งามรัตน์  กฤษณะดิลก

น.ส.อัจฉราพรรณ  กฤษณะดิลก

น.ส.อภิรดี  กฤษณะดิลก

นายชุมศักดิ์  กฤษณะดิลก

นายอัครเดช  กฤษณะดิลก

นายนพดล  กฤษณะดิลก

นายนพพร  กฤษณะดิลก

นางแหม่ม  กฤษณะดิลก

นางจารียุ และนายริชาร์ด  คันแคน

น.ส.วรางคณางค์  กฤษณะดิลก

นายเหว่ยผิง  กฤษณะดิลก 300

37           ธรรมรัตน์ กิตติสิริพัฒน์

ชื่อผู้ร่วมพิมพ์ (รายชื่อที่จะพิมพ์ไว้ในหนังสือ)

กวงเม้ง แซ่แต้

ลัดดา แซ่แต้

ธรรมรัตน์ กิตติสิริพัฒน์    50

38           จารุกิตติ์ ตาแก้ว

ชื่อผู้ร่วมพิมพ์ (รายชื่อที่จะพิมพ์ไว้ในหนังสือ)

นายจารุกิตติ์ ตาแก้ว ,บิดา ,มารดา และ ครอบครัว พร้อมกัลยาณมิตร

51

39           สัญญา ประเทือง

ชื่อผู้ร่วมพิมพ์ (รายชื่อที่จะพิมพ์ไว้ในหนังสือ)

คุณบำเพ็ญ  ประเทือง

คุณบังอร     ประเทือง       88

40           น.ส สุพรรณษา กล่อมกล่ำนุ่ม

นาย วัลลภ ปลื้มสุข           20

41           ณัฐชยา  ขจรพงษ์               20

42           1. คุณไทย          สังข์นคร

2. คุณชุลีพร        สังข์นคร

3. คุณกานตินัฏฐ์   สังข์นคร

4. คุณสิทธิศักดิ์     สังข์นคร             100

43           1.คุณวิจินตา   สารอักษร

2. คุณสมชาย   ทองศิลป์

3. คุณกาญจนวรรณ   แก่นทองแดง               100

44           สุดาพร สังข์โสภณ            41

45           คุณสุภาณี  มังคะลี

 

100

46           ธิดาวรรณ เคนวารีย์

อธิษฐ์ธนัน เคนวารีย์

กมลวรรณเคนวารีย์

สรยุทธ เคนวารีย์

ประพันธ์ เทพพิทักษ์

วรพจน์ คงสงค์    42

47           1.นายสมยศ-นางจินตนา  ฆะวีวงษ์

2.น.ส. วิจิตรา  ฆะวีวงษ์

3.น.ส. วนิดา  ฆะวีวงษ์ และ ร.อ. การุณย์  ชัยวณิชย์

4.น.ส. ภาริณี  เฉลยภพ และ ด.ญ พีรกานต์  อุตโมบล และครอบครัว

5.น.ส. รินรดา  อุตโมบล , ด.ช. พีรณัฐ  ศรีคชินทร์,                            ด.ช. พีรภัทร  ศรีคชินทร์ และครอบครัว   220

48           คุณคำ  ทองงาม

คุณเทียน – คุณวารุณี  ทองงาม

จ.ส.พิชัย – คุณอุษา  มีสำราญ

คุณอินร์  พรรทอง – คุณอิสระพงศ์  ทองงาม

คุณวิไล  กันธิยะ

อุทิศให้พ่อตัน  – แม่ตา  ทองงาม – ยายเอี้ยง – ตาจ๋อย  ทิพย์ไหว            100

49           คุณฐานะพงษ์  วันทอง      19

50           รายชื่อ ผู้ร่วมบริจาคพิมพ์หนังสือ

คุณสุเมธ –  คุณกุศล เกิดสวัสดิ์ และครอบครัว  25 เล่ม

คุณณัชชา วราสถิตคุณ  –  เด็กชายสหรัถ เกิดสวัสดิ์   25 เล่ม

คุณศุภวงศ์             โหมวาณิช                                                          50 เล่ม                                                    คุณสมพงษ์  – คุณภุมรี                                                          100 เล่ม

ด.ช สรยุส – ด.ญ.สรยา กิตติสรยุทธ

คุณภูมิกิตต์            อินทร์สกุล                                                   33 เล่ม

คุณณัฐวุฒิ             ผารุ่ง                                            100 เล่ม

คุณภาณุรัตน์   ทิศายุกตะ                       38 เล่ม

คุณชลันธร  ถนอมสังข์ และครอบครัว  35 เล่ม

คุณพิมพ์ใจ          โคมกระจ่างและครอบครัว  36 เล่ม

คุณปัทมา               เปรมปรี และครอบครัว             29 เล่ม

คุณดวิษ  ศิรภาสิริ

คุณพัชรินทร์  ข้าวขาวแขก                                     30   เล่ม

คุณญาณเวสก์  บุญยรัตน์พันธ์ นางนวลนิจ กุศลสร้างและครอบครัว                                                                                 นางอาภากร  บุญลาภ และครอบครัว

ขออุทิศให้ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วทุกคน เจ้ากรรมนายเวร เจ้าพ่อทองดำ สัตว์เลี้ยงทุกตัว ผีไม่มีญาติทุกตน

คุณวรรณรัตน์  ข้าวขาวแขก และครอบครัว           50 เล่ม

ขออุทิศให้ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วทุกคน เจ้ากรรมนายเวร เจ้าพ่อทองดำ สัตว์เลี้ยงทุกตัว ผีไม่มีญาติทุกตน

คุณโสน   ข้าวขาวแขก                                                20  เล่ม

ขออุทิศให้ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วทุกคน เจ้ากรรมนายเวร เจ้าพ่อทองดำ สัตว์เลี้ยงทุกตัว ผีไม่มีญาติทุกตน

คุณพงษ์พัฒน์ – เบญญาพร ตรุณาวงษานนท์                        78 เล่ม

คุณศินพ  สุทธิประภาตระกูลและครอบครัว          29 เล่ม

ร่วมบุญอุทิศให้แด่บรรพบุรุษ บุพการี เจ้าที่เจ้าทาง และเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย

คุณรังสิยา            ไกรสรรณ์                                                       10 เล่ม

คุณนันท์นภัส  กรคณฑี  และครอบครัว                10  เล่ม

คุณกนกนวล  พลวงศ์                                                 24 เล่ม

คุณประสพโชค  สิงห์บุตรา                                      20 เล่ม

คุณภูริพัฒน์  กิตติชัยสาโรจน์                                   24  เล่ม

คุณสุภาพร            ประเสริฐสุข และครอบครัว                      21 เล่ม

คุณสุกัญญา  นิลจันทร์ และครอบครัว                  10 เล่ม

คุณนงลักษณ์  วิรัตนชัยมงคล และครอบครัว                       50 เล่ม

คุณนิโรจน์            พรจิรวิทยากุล                                 10เล่ม

คุณนรมน              แก้วประสิทธิ์                                   50 เล่ม

คุณลัดดาวัลย์  ประเสิรฐนิรันดร์                                35 เล่ม

คุณจันทร์เพ็ญ  เชือนไธสง                                       20 เล่ม

คุณสุกัญญา  วุฒิศิริชัยนันท์                                      22 เล่ม

คุณทิพวรรณ  กล้ากสิกิจ                              10 เล่ม

ดญ.ปุญญิศา  ผ่องใส                                                   10 เล่ม

ดญ.ปัญญิศา  ผ่องใส                                                   10 เล่ม

คุณพงษ์  กล้ากสิกิจ                                                   10  เล่ม

คุณกุศล  กล้ากสิกิจ                                                    10  เล่ม

คุณชลวนัส          ธีระกำจาย                                    50  เล่ม            คุณเกศรา       เกิดสวัสดิ์ และครอบครัว           10 เล่ม

คุณกิรณา              วราสถิตคุณ                                  25 เล่ม

Mr. Jamal  Chabaan   Iskandarani                        25 เล่ม

คุณสุภา สมชัยดี  และครอบครัว                           50  เล่ม           1194

51           บุหงา   โชติชัยสถิตย์

ชื่อผู้ร่วมพิมพ์ (รายชื่อที่จะพิมพ์ไว้ในหนังสือ)

บริษัท เมืองพลมอเตอร์ไบค์ จำกัด

นายนริศ  โชติชัยสถิตย์

นางบุหงา  โชติชัยสถิตย์

นายคชา   โชติชัยสถิตย์

นางสาวปาลีดา  โชติชัยสถิตย์          300

52           คุณยายแฉล้ม  มันตาเสรี

โครงการหมู่บ้านอนันตทรัพย์และ

คุณชนาทิป      มัณตะเสรี  บริษัท ฮอนด้าพุทไธสง จำกัด        200

53           รายชื่อเป็นเจ้าภาพพิมพ์หนังสือธรรมทานครั้งที่ ๙                          พ่อทวีป ทองดำ อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร                 15 เล่ม                              แม่อุไร ทองดำ อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร                  15 เล่ม                                ย่าเฉลี้ยง ทองดำ อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร               15 เล่ม                            ยายจำเนียร คะตะอิน อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร        15 เล่ม                       ว่าที่ร้อยตรีภณัยฌ์ชนก ทองดำ อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร 15 เล่มเด็กชายธรรม์ชัยณ์ ทองดำ ถวายแด่เทวดาประจำตัว 25 เล่ม    พรพรรณ ภักดีถวัลย์                                          28 เล่ม                                                    ครอบครัววงษ์คงดี(พี่คิด)                                     9 เล่ม                                                      นายทรงชัย นางกัลญา นายชาญชัย และ ด.ญ.มณีนันท์ สุขะ          อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร                                     10 เล่ม                                                          รัชนี กรณ์พงษ์ บัวทอง                                        7 เล่ม                                                     พัลลภ คุ้มไพรี                                                      9 เล่ม                                                                     กิตติยา-ไกรสร บุญสิงห์และครอบครัว               10 เล่ม                             วนิดา วันแพ                                                          3 เล่ม                                                                           ศรีนวล ถั่วทอง                                                      2 เล่ม                                                                 ประภาศรี บุญเพ็ง                                                   1 เล่ม                                                                   ธนกร ชื่นเจริญ                                                       3 เล่ม                                                                     ณภากุล ชื่นเจริญ                                                     1 เล่ม                                                                    วิณุรา ชื่นเจริญ                                                        1 เล่ม                                                                วรัญญา ชื่นเจริญ                                                     1 เล่ม                                                            สมบูรณ์ ภูริพันธุ์พิพัฒน์                                          1 เล่ม                                                        นฤมล กฤชเพชรรัตน์                                             20 เล่ม                                                       ณภัคสร แสงทอง                                                     3 เล่ม                                                                       ปุญญิสา คุ้มครอง                                                    9 เล่ม                                                         เสาวนิตย์ มณีศิริ                                                          9 เล่ม                                                                     คุณเพ็ญแข พูลสิน                                                      10 เล่ม                                                               คุณอรุญทอง ก๊กศรี                                                      6 เล่ม                                                               คุณจันทิมา เป้งไชโม                                                   9 เล่ม                                                              เพื่อบุญบารมีแด่นางสาวประทุมศรี รักษาผล,                                นายธงชัย, ธาริณี, ศิวพร สุวัฒน์สุจริตกุล                    49 เล่ม                                                            สร้างเพื่ออุทิศให้บิดามารดาคุณครูอุปฌาอาจารย์       18 เล่ม             ธัญญรัตน์ เขียวนาคู                                                   14 เล่ม                                                             นายอนุสรณ์ เครือสอน และครอบครัว                       9 เล่ม                                 นายปรัชญา กสิการ                                                    3 เล่ม                                                              ด.ญ.ชรินรัตน์ กสิการ                                                3 เล่ม                                                            นางดวงจันทร์ ทุมพล                                                3 เล่ม                                                            นายศักดาวุฒิ พรหมประดิษฐ                                    3 เล่ม                                               ด.ญ.ปาณิสรา พรหมประดิษฐ                                   3 เล่ม                                              ด.ญ. วันวิสา พรหมประดิษฐ                                     3 เล่ม                                           นางสาวอรวรรณ โกมุทฉายและครอบครัวอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร 9 เล่ม                                                                                              นางพเยาว์ โกมุทฉายและครอบครัวอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร 9 เล่ม                                                                                          นางนันนพัชร โกมุทฉายและครอบครัวอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร         9 เล่ม                                                                                                 นายกัมปนาท จามรวรรณและครอบครัวอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร       20 เล่ม                                                                                            นางสาวรัชนี รู้มาก และครอบครัว                             9 เล่ม     448

54           คุณกฤษณะ และคุณนันท์นิชา  เจริญยั่งยืนยงค์      30 เล่ม                         คุณกฤษณา  อินอ่อน                                              10 เล่ม                     คุณทัศนะ  สาเรียน                                                   9 เล่ม                     คุณอภิสิทธิ์  พิลึก                                                   14 เล่ม              คุณอนุชิต  เสียงสังข์                                                9 เล่ม                     คุณตุ่ม  มหามาตร                                                   3 เล่ม               คุณสุวิมล  สำเภาลอย                                              4 เล่ม               คุณอเนก  กิจจา                                                        6 เล่ม              คุณสมจิตร  เย็นฉ่ำ                                                   1 เล่ม              คุณบุญเรือน  ขุนดี                                                   9 เล่ม                 คุณสุทัศน์  ลูกอินทร์                                               9 เล่ม               คุณวุฒิชัย  ฤทธิ์ม่วง                                               19 เล่ม               คุณอุนุพันธ์  เวทการ                                               9 เล่ม               คุณคุณกฤษฎิภาค  บุญพา                                       8 เล่ม                คุณรัชนู  คำบันลือ                                                  9 เล่ม                คุณสังเวียน และ คุณสีนวน  เหนี่ยงแจ่ม                20 เล่ม              คุณสวัสดิ์  โคยามา                                                  7 เล่ม                คุณแมว  โคยามา                                                     2 เล่ม                คุณสมาน และ คุณลออ  โคยามา                            25 เล่ม               คุณพิชัย  พงษ์พิสิทธิ์                                                 7 เล่ม              คุณพิเชษฐ์ คุณรจรินทร์ และ ดญ.พิชชาภา  เศษวงศ์   19 เล่ม                 241

55           คุณฉวีวรรณ    เปี่ยมสุขสันต์   จำนวน  10  เล่ม

นายสุขใจ  บุญบันเทิง      จำนวน   20  เล่ม                                       นางสังเวียน  บุญบันเทิง จำนวน  20 เล่ม                                        นายวาทศิลป์  บุญบันเทิง  จำนวน  10 เล่ม                                        น.ส.เชื้อ  แสงพลอย       จำนวน  10 เล่ม                                              เทอดศักดิ์              เปี่ยมสุขสันต์  จำนวน  10  เล่ม                                      ด.ช.ทิฐอรรณพ  เปี่ยมสุขสันต์             จำนวน  10  เล่ม                       ด.ช.ทัพพ์เทพ  เปี่ยมสุขสันต์           จำนวน 10             เล่ม                           ด.ญ.ทัพพ์นารา  เปี่ยมสุขสันต์  จำนวน  10  เล่ม                                น.ส.พิมพ์กานต์  มุขตา        จำนวน  10  เล่ม                                             น.ส.ดลพร  ปรุงแต่ง  และครอบครัว   จำนวน               30  เล่ม               คุณมนัญชยามณธุ์  สิงทองและครอบครัว   จำนวน 10  เล่ม             นายสุรสิทธิ์  พรพิรุณโรจน์และครอบครัว  จำนวน  10  เล่ม             คุณดารา สมศรี     จำนวน  20  เล่ม                                                   คุณวาสนา   แฝงเมืองฟุกและครอบครัว  จำนวน  10  เล่ม                        คุณสุวรรณี                เตชะอักษร   จำนวน        10   เล่ม               210

56           คุณนาวี –เทอมใจ –ด.ญ.พัชรวดี –ไชยรัตน์ พร้อมครอบครัว  20 เล่ม

คุณธีระยุทธ –ดวงจัทร์ – ด.ญ.วิกิตรา  โพธิสน์พร้อมครอบครัว 9 เล่ม

คุณสิริภพ – ยุภา ไชยรัตน์ พร้อมครอบครัว  20  เล่ม

คุณสุวรรณี –บรรณโคตร – สุรินัต์ –โพธิสน์ พร้อมครอบครัว 10 เล่ม คุณอำพล – ศรีโสภณ – นางนางสาวกัลป์ยกร  นามปัญญา                  พร้อมครอบครัว    10 เล่ม

คุณศักดิ์สิทธิ์ – เพียรจิตร –กะตะโท พร้อมครอบครัว  9 เล่ม

คุณปราโมทย์  นิลนนท์   20 เล่ม

นายไพรวรรณ  ขันธุแสง – บัวพันธ์  พานเขจร พร้อมครอบครัว       9 เล่ม

คุณสวาท  กำจร

นางสมหวัง จาคะพิพาน              10 เล่ม

น.ส.สุตาภัทร  กำจร

นายไกรศักดิ์  – วิภา เอี่ยมสะอาด    10 เล่ม

นายประชา  ภาชนิด

น.ส.สุตาภัทร  กำจร                        9 เล่ม

ด.ช.กฤษดา  เศษฐาวงษ์                 10 เล่ม

คุณพจนาจ – คมสัน  ทองขยัน   10 เล่ม

ด.ช.ภานุพงศ์  – ด.ญ.ภานุมาส  รถทอง   10  เล่ม

คุณธนพล –  ด.ญ.ชัญชิตา  ศรีรังกูล   10 เล่ม

คุณมัททะนา  วังพาศกลาง   10 เล่ม

คุณจีรวัฒน์  วงพาศกลาง  29 เล่ม

คุณปิยะ  นิโส   29 เล่ม

ร้านน้องปลายฟ้าเบเกอรี่   26 เล่ม

คุณณรงค์  สีขะสุข  2 เล่ม

คุณรุ่งโรจน์  วันทนเงา   10 เล่ม

คุณภาพร  วันทนเงา  10 เล่ม

คุณวิชัย  แซ่โจ  10 เล่ม

ด.ช.พีระวัต  แซ่โจ  10 เล่ม

น.ส.วิภาวี  แซ่โจ   10 เล่ม

คุณยุทธนา  วงพาศกลาง  20 เล่ม

คุณสุรินทร์  ไผ่ขาว  10 เล่ม

คุณอำนวย คุณพรทิพย์  ทองขยัน  20 เล่ม

คุณสุรินทร์  ไผ่ขาว  10 เล่ม

คุณมนตรี  ภูพันนา  10 เล่ม

คุณอานนท์  กลางสวัสดิ์  2 เล่ม

คุณสุนทร  วงพาศกลาง  2 เล่ม

คุณทองมาก – ทองศรี  นิโส  20 เล่ม

คุณปัญญา  นิโส  10 เล่ม

คุณสุรินทร์  ชุ่มแจ่ม  10 เล่ม

คุณนารีรัตน์  ชุ่มแจ่ม  10 เล่ม

คุณสุนีย์  สุวรรณรัตน์  5 เล่ม

ด.ช.ศุภเดช  สุวรรณรัตน์  5 เล่ม

คุณสุภาวดี  อ่ำช้าง  5 เล่ม

คุณเกียรติศักดิ์  จันทะสี  10 เล่ม

คุณลาย  จันทะสี   5 เล่ม

ด.ช.เมธี  จันทะสี  5 เล่ม

คุณสำลี  ราชชุยะแสน  10 เล่ม

คุณสว่าง  ผลจันทร์

อุทิศให้พ่อตัง – แม่พรหม  ผลจันทร์   10 เล่ม

คุณพรชัย – คุณสมพง  ลาจน้อย  10 เล่ม

คุณลัดดา  จันทะสี   10 เล่ม

คุณเริน  เอิมประโคน  5 เล่ม

คุณสร้อย  การเพียร  5 เล่ม

คุณป้าสร้อย  กลิ่นสมิทธิ์  10 เล่ม

คุณจอมศรี  คำผอง  10 เล่ม

คุณสุนีย์  ล้ำเลิศและครอบครัว   10 เล่ม

คุณมาลัย  เตชะมนต์ตรีวลัย  10 เล่ม

คุณปุ่น – คุณกัญหา  สายจันทร์

อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร    10 เล่ม

คุณสนุน  ไกลี และครอบครัว  10 เล่ม

คุณปุ่น ไกลี และครอบครัว  10 เล่ม

คุณศรีอนงค์และบุตร คุณสุรเชษฐ  ใจสุวรรณ  10 เล่ม

คุณชานนท์ – คุณจุฑามาศ – ด.ญ.เฌอลลมา – ด.ช.นะโม อินอ่อน   20 เล่ม

คุณพ่อรำ  อุทิศให้เทวดาประจำตัว  10 เล่ม

คุณกมล  จันทร์แดง  อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร 2 เล่ม  642

57           คุณนนทพร  ทองกล่ำ        50

58           1. คุณวินัย  คุณสคราญ   นามเสถียร   จำนวน  10  เล่ม

2. คุณนิคม  นามเสถียร   จำนวน  10  เล่ม

3. คุณกนกวรรณ  นามเสถียร  จำนวน  10  เล่ม

4. คุณชนิดา  นามเสถียร  จำนวน  10  เล่ม

5. คุณไพฑูรย์  นามเสถียร  จำนวน  10  เล่ม

6. คุณเพทาย   ขวัญเมือง  จำนวน  10  เล่ม

7. คุณสุวิมล  นนท์พิมาย  จำนวน  10  เล่ม

70

ยอดรวม ณ วันที่  27/9/56   จำนวนเล่ม 9562  เล่ม

 

 

Advertisements

Read Full Post »

เหตุการณ์ต่างๆที่มีปรากฏในพระไตรปิฎกเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทวดาและสวรรค์นั้นมีอยู่มากมายเป็นต้นว่า การพบปะกับเหล่าเทวดาของพระพุทธองค์โดยที่พระพุทธองค์จะเสด็จไปโปรดเทวดาในชั้นดาวดึงส์มากกว่าชั้นอื่นเป็นพิเศษ เพราะเป็นที่อยู่ของพุทธมารดาซึ่งต้องทรงมาแสดงธรรมโปรดพุทธมารดาตามราชประเพณี และทรงแสดงธรรมแก่เหล่าเทวดาในชั้นดาวดึงส์อยู่เสมอ โดยเฉพาะการสนทนาธรรมกับท้าวสักกะเทวราช
พระพุทธเจ้ากับเหล่าเทวดาและเหล่าอมนุษย์

การที่พระพุทธองค์ได้ทรงสนทนากับท้าวสักกะเทวราชอยู่เป็นประจำก็เพราะว่าท้าวสักกะเป็นเทวดาที่ทรงคุณธรรมมากการจะเกิดมาเป็นท้าวสักกะเทวราชได้ต้องบำเพ็ญบุญบารมีที่เรียกว่า “วัตตบท 7 ประการ” อันได้แก่ การบำรุงบิดามารดา,อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ในตระกูล,เป็นคนซื่อสัตย์,ไม่หยาบคาย,ไม่ยุยุงให้เกิดความแตกแยก,ไม่ตระหนี่ และไม่เป็นคนโกรธง่าย และก็มีบางครั้งที่ท้าวสักกะตรัสสรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้าต่อหน้าเทพและบริวารในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เนื่องในโอกาสพิเศษ เหตุการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นว่าพระพุทธเจ้ากับท้าวสักกะเทวราชนั้นมีการติดต่อสัมพันธ์กันอยู่เป็นประจำ ดังคำที่ปรากฎอยู่ในพระคัมภีร์ว่า

 

“…ท้าวสักกะจอมเทพ ตรัสพระคุณความจริง 8 ประการของพระผู้มีพระภาคเจ้าแก่เหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลายก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ ทรงปฏิบัติเพื่อความเกื้อกูลแก่ชนเป็นจำนวนมาก เพื่อความสุขแก่คนเป็นจำนวนมาก….”

ที่มา : พระไตรปิฎก เทวาสุรสังคามสูตร เล่มที่ 18 หน้าที่ 352 -354

อีกประการหนึ่งการที่เราได้ยินเรื่องราวของเทวดาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มากกว่าชั้นไหน ๆก็เพราะเป็นสวรรค์ที่มีท้าวสักกะ(พระอินทร์)ปกครองและเทวดาชั้นดาวดึงส์นั้นจะมีหน้าที่ประจำอยู่อย่างหนึ่งได้แก่การตรวจดูความเป็นไปของมนุษย์ดังที่ปรากฎพระคัมภีร์อีกบทหนึ่งว่า

“การตรวจดูความประพฤติของมนุษย์โลกเป็นหน้าที่ของเหล่าเทวดาในชั้นดาวดึงส์ในทุกวันอุโบสถ คือวันที่ 14 หรือ 15 ค่ำแล้วเหล่าเทวดาจะต้องกลับมารายงานความประพฤติของสัตว์โลกต่อหน้าเทวดาทั้งหลายที่มาจากต่างชั้นที่มีมาประชุมกัน ณ ศาลาที่ชื่อว่า สุธัมมา”

ที่มา : พระไตรปิฎก ปฐมราชสูตร เล่มที่ 20 หน้า 476

เรื่องราวการพิสูจน์ความเชื่อเรื่องการมีอยู่จริงของเทวดาและแนวคิดเรื่องนรกสวรรค์นั้นได้รับการยืนยันจากพระพุทธองค์แล้วว่าเป็นเรื่องที่ “มีอยู่จริง” แม้คนระดับพระมหากษัตริย์อย่างพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้มากด้วยศรัทธาในพระพุทธศาสนาซึ่งมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่เป็นประจำ ก็ยังมีข้อสงสัยว่า “เทวดามีจริงหรือไม่ โลกหน้ามีจริงหรือเปล่า” จึงได้รับคำยืนยันทางพระพุทธองค์ดังนี้ว่า

“เทวดานั้นมีจริง เมื่อ เทวดามีความทุกข์ จึงจะมาจากสวรรค์เพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธองค์หรือพระมหาเถระผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อขอคำปรึกษา”

พระเจ้าปเสนทิโกศลได้รับฟังดังนั้นแล้วจึงได้เชื่ออย่างสนิทใจ

ที่มา : พระไตรปิฎก มหามกุฎราชวิทยาลัย กรรณกัตถลสูตร เล่มที่ 13 หน้า 580

ส่วนในเรื่องเหล่าอมนุษย์และเหล่าภูตผีนั้นพระพุทธองค์ก็ไม่ปฏิเสธเช่นกันว่าไม่มีจริงและมีหลักฐานปรากฎอยู่ในพระไตรปิฎกอีกเช่นกันว่า

“ในสมัยหนึ่งท่านพระลักขณเถระและพระมหาโมคคัลลานะเถระได้ลงจากภูเขาคิชฌกูฎเพื่อจะเข้าไปบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์ขณะที่เดินลงมา ท่านพระโมคคัลลานะเถระได้เห็นเปรตตนหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายงูจึงยิ้มออกมานิดหนึ่ง พระลักขณะเถระจึงได้ถามว่า ท่านแย้มยิ้มออกมาเพราะเหตุอันใด….”

ที่มา : พระไตรปิฎก มหามกุฎราชวิทยาลัย,ธัมมปทัฎฐกถา แปล ภาค 3 หน้า 234

พระท่านโมคคัลลานะแม้จะถูกถามอย่างไรก็ไม่ยอมบอกสาเหตุของการยิ้มเพราะเกรงว่าพระลักขณเถระจะไม่เชื่อเพราะภูติผีเปรตเหล่านั้นเป็นโอปปาติกะที่มีกายละเอียด ตาเนื้อไม่อาจมองเห็นได้และขอไปตอบปัญหานี้เฉพาะต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าเพื่อให้พระพุทธองค์ทรงเป็นพยานเรื่องนี้

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองแม้แต่ในวันที่ทรงตรัสรู้ก็ทรงทอดพระเนตรเห็นเปรตรูปร่างคล้ายงูเช่นกันแต่ก็ไม่ได้ตรัสบอกใครเพราะเกรงว่าจะไม่เชื่อและการที่ไม่เชื่อในสิ่งนั้นก็จะทำให้เสียประโยชน์ในการสร้างบุญกุศลคุณงามความดีและละจากสิ่งที่เป็นบาปไปเสียเปล่า พระองค์ทรงตรัสกับพระสารีบุตรเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า

“ ดูก่อนสารีบุตร ประการหนึ่ง ตถาคตย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติขึ้นด้วยความเลว หรือมีความประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม กำลังได้ดีหรือตกยากนั้น รู้ได้ด้วยทิพย์จักษุอันบริสุทธิ์ล่วงไปจากจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วย กายทุจริต วจีทุริต มโนทุจริต….”

ที่มา :พระไตรปิฎก มหาสีหนาทสูตร เล่มที่ 12 หน้า169

จากตัวอย่างเรื่องการมองเห็นว่ามีอยู่ของทั้งเหล่าเทวดาและภูติผีของพระพุทธองค์ผู้เขียนขอกล่าวถึงประเด็นเรื่องทิฐิที่มีเกี่ยวกับโลกหน้าและภพภูมิที่เป็นสุขและเป็นทุกข์ทั้งหลายที่ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่

พระพุทธองค์ต้องการชี้ให้เห็นซึ่งความเชื่อในเรื่องโลกหน้าว่ามีอยู่จริงนั้น ก็เพราะว่าจะเป็นบันไดก้าวแรกที่ทำให้ มนุษย์เริ่มทำความดีและทำความดีไปอย่างมีความหวังด้วย เพราะจะทำให้เชื่อว่าตนเองนั้นจะมีความสุขและปลอดภัยในทุกกาลเวลาส่วนทางที่เป็นอบายที่นำไปสู่ความทุกข์ทั้งหลายนั้นก็ขอให้ละเว้นจากมันเสียเพราะจะยังก่อให้เกิดความทุกข์และอันตรายอย่างแสนสาหัส ถึงกับมี พุทธฎีกาชักชวนว่า

 

“คนเราควรจะทำความดีเพื่อสั่งสมประโยชน์เหล่านั้นไว้ใช้ในภายหน้า ประโยชน์ความดีทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งได้ของสัตว์ในปรโลก”  ( ปรโลกนี่หมายถึง ภพอื่น ๆครับไม่ได้หมายความถึง ภพนรกแต่เพียงอย่างเดียวอย่างที่เข้าใจกัน) และทรงติเตียนผู้ที่มีความเห็นเรื่องที่ว่า โลกหน้าภพหน้าไม่มีจริงนั้น เป็นพวกที่มีความเห็นผิดไปจากทำนองคลองธรรมหรือที่เรียกว่า “มิจฉาทิฐิ”

พุทธทรรศนะที่มีต่อทั้งเหล่าภูมิเทวดา นรกและสวรรค์ ได้ถูกกล่าวถึงโดยสังเกตจาก ภารกิจที่ต้องปฏิบัติประจำวันของพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์นอกจากจะติดต่อสัมพันธ์กับเหล่ามนุษย์คือพุทธบริษัททั้ง 4 อันได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาในโลกมนุษย์แล้ว ยังมีช่วงเวลาหนึ่งที่พระพุทธเจ้าต้องทรงติดต่อกับเหล่าเทวดา ดังกำหนดการที่แสดงในพุทธกิจประจำวันตั้งแต่เช้าตรู่ไปจนถึงใกล้รุ่งของวันใหม่เลยทีเดียวปรากฏดังต่อไปนี้

  1. เวลาเช้าเสด็จออกบิณฑบาต (ปุพพันเห ปิณฑะปาตัง)
  2. เวลาเย็นแสดงธรรม ( สายัณเห ธัมมะเทสนะนัง)
  3. เวลาค่ำคืนประทานโอวาทแก่เหล่าภิกษุ (ปะโทเส ภิกขุโอวาทัง)
  4. เวลาเที่ยงคืน “ตอบปัญหาเหล่าเทวดา” (อัฑฒะรัตเต เทวะปัญหะนัง)
  5. เวลาใกล้รุ่ง ทรงตรวจดูสัตว์โลก (ปัจจูเสวะ คะเต กาเล ภัพพาภัพเพ วิโลกะนัง)

จากกำหนดการของพุทธกิจนี้ จะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าต้องติดต่อสัมพันธ์กับเหล่าเทวดาและสวรรค์อยู่เป็นประจำทุกวัน แม้ในพระไตรปิฎกจะกล่าวถึงเรื่องของพวกเทวดาและสวรรค์มากแค่ไหนก็ตาม แต่พระพุทธองค์ ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการมุ่งไปสู่ความเป็นเทวดาหรือการมุ่งไปสู่สวรรค์ชั้นต่าง ๆมากนัก ทรงมองว่าเหล่าเทวดานี้ก็เป็น “สัตว์โลก”อย่างหนึ่งที่เต็มไปด้วยปัญหาและยังมีกิเลสยังต้องเวียนว่ายตายเกิดกันต่อไป

พวกเทวดานั้นจะมีปัญหาหนึ่งที่สำคัญคือ ในเทวโลกนั้นไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระปัจเจกพุทธเจ้า, และพระอรหันต์ไปบังเกิดในที่แห่งนั้น (ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่าเมื่อ ท่านเหล่านั้นบำเพ็ญอรหันต์จนหลุดพ้นไปแล้วคงไม่เสียเวลาอยู่ในเทวโลกอีก) จึงมีโอกาสได้ฟังธรรมเทศนาของพระพุทธองค์ได้น้อยมาก และจะมีเป็นบางครั้งเท่านั้นที่พระพุทธองค์หรือพระอรหันตสาวกจะขึ้นไปแสดงธรรม เหล่าเทวดาจึงต้องลงมายังโลกมนุษย์เพื่อทำการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและซักถามปัญหาธรรม

ในทรรศนะของพระพุทธเจ้าพระองค์จึงถือว่า เทวดาไม่ใช่สิ่งที่วิเศษที่พึงประสงค์สูงสุดเพราะยังเต็มไปด้วยความทุกข์และกิเลสอยู่ ในพระพุทธศาสนามีสิ่งที่ประเสริฐสูงสุดไปกว่านี้เพราะถ้าเป็นมนุษย์ปุถุชนสิ่งที่พึงประสงค์จะแสวงหานั้นมีอยู่ 3 อย่างคือ

  1. ความเป็นมนุษย์สมบัติ คือมีความพรั่งพร้อมสมบูรณ์ของสิ่งที่ปรารถนาในความเป็นมนุษย์
  2. มีความเป็นเทวสมบัติ มีความพรั่งพร้อมสมบูรณ์ในสวรรค์สมบัติของเทวดา
  3. มีความเป็น นิพพานสมบัติ คือความพรั่งพร้อมที่สมบูรณ์ที่สุดได้แก่ พระนิพพาน

ดังนั้นการที่พระองค์บอกให้เชื่อเรื่องการมีอยู่ของเทวดานั้นก็คือ กลวิธีการที่จะบอกให้คนทำความดีให้ถึงพร้อม อย่างน้อยผลที่ได้รับก็คือการไปสู่ดินแดนที่ดีและมีความสุขแต่ก็ไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ประเสริฐสูงสุด

คือพระองค์ต้องการจะบอกว่าไม่ต้องให้ความสำคัญกับการมีอยู่หรือจะกลายเป็นเทวดาบนสวรรค์ให้มากนัก เพราะการมุ่งไปทางนั้นก็เหมือนยังถูกครอบงำด้วยกิเลสตัณหาที่จะเสวยสุขเพียงอย่างเดียวไปนานๆ เท่านั้นยังมีแต่แความไม่รู้แจ้งและในจิตสันดานก็จะยังหมักหมมไปด้วยกิเลสไม่รู้จบ

หากพิจารณาพุทธทรรศนะนี้อาจเป็นเพราะว่า ในสมัยพุทธกาลความเชื่อเรื่องเทวดา นรกสวรรค์นี้มีกันมาแต่เดิมก่อนแล้ว มีมากมายและเต็มเปี่ยมก่อนที่พระพุทธองค์จะเกิดขึ้นบนโลกเสียอีก ดังนั้นก็คงจะเป็นการเสียเวลาเปล่าที่จะห้ามคนให้เชื่อหรือไม่เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นหรือพิสูจน์ไม่ได้กันเดี๋ยวนั้นทันที แบบที่กรณีของ พระเจ้าปายาสิธิราชนั่นก็เป็นตัวอย่างที่ดีเรื่องหนึ่งซึ่งกรณีของพระเจ้าปายาสิธิราชนั้นก็เป็นการเลือกที่จะไม่เชื่อเอาเสียเลย

การที่พระองค์ชี้ให้เห็นถึงโทษของการยึดติดแม้แต่ในภพภูมิที่เป็นสุขนั้น ก็เพราะเกรงว่าหากไปยึดติดกับเพียงความเป็นเทวดาและสวรรค์ก็จะทำให้หลงใหลและเป็นโทษทำให้ปิดบังไม่ให้เห็นความจริงในการไปถึง “โลกุตรธรรม”  พระองค์จึงให้ความสำคัญกับ “เวลา ณ ปัจจุบัน” มากกว่า ทรงเน้นไปถึงเรื่องให้มนุษย์เห็นซึ่งความทุกข์ที่เกิดอยู่ตลอด เห็นสาเหตุ และพยายามหาทางแก้เพื่อที่จะได้หลุดพ้นไปก็คือ อริยสัจ 4 นั่นเอง

ดังนั้น เรื่องความเชื่อในโลกหน้ามีหรือไม่มีจริง,หมู่สัตว์ตายแล้วสูญไปหรือไม่สูญนั้น พระพุทธองค์ทรงบัญญัติเอาไว้ว่า ปัญหาเหล่านี้ พระองค์ขอทรงไม่พยากรณ์หรือตอบถือเป็น “อัพยากตปัญหา”หรือปัญหาที่พ้นวิสัยของมนุษย์ ทรงเน้นความสำคัญแก่เรื่องภายในจิตใจของตัวมนุษย์เอง กำหนดว่าสิ่งใดให้ควรรู้,ควรละ, ควรทำให้แจ้ง และ ควรทำให้เจริญก้าวหน้าไป อย่างไรมากกว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

คุณผู้อ่านอ่านมาจนถึงตรงนี้แล้วก็คงจะพอเข้าใจมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการมีอยู่และความเป็นไปของเหล่าเทวดาและเหล่าโอปปาติกะทั้งหลาย

 

Read Full Post »

ว่ากันเรื่องของเทวดามาสมควรแล้วก็ยังมีข้อสงสัยให้ถกเถียงอยู่ครับว่า แล้วเทวดากับเหล่าผีสางต่างกันอย่างไร ในเมื่อเป็นกายทิพย์เหมือนกันและผีก็โอกาสมาดลจิตดลใจให้มนุษย์ทำอะไรเหมือนอย่างที่เทวดาทำ ในปัจจุบันก็ยังมีเรื่องเล่าต่าง ๆปรากฏให้เห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็นต้นว่าผีมาบอกให้ไปทำสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้วจะได้ตามสิ่งที่ผู้ปฎิบัติตามปรารถนา ฯลฯ
การดลใจของเทวดากับผีต่างกันอย่างไร

ตามหลักของพระพุทธศาสนาแล้ว เรื่องภพภูมินั้นมีอยู่ 3 ภพครับที่ได้กล่าวมาแล้วคือกล่าวถึงภพภูมิที่สูงขึ้นไปมีแต่ความสุขเพียงอย่างเดียวคือภพของ “เทวภูมิ”ซึ่งเป็นที่อยู่ของเทวดา ส่วนภพภูมิที่เป็นภูมิกลางก็คือ “มนุษย์ภูมิ” คือมีทั้งความสุขและความทุกข์แบบชาวมนุษย์โลกเรา และในเบื้องต่ำลงไปก็มีอีกภพหนึ่งที่เรียกว่า “นิรยะภูมิ” หรือภูมิแห่งความทุกข์แบบล้วนๆ

นิรยะภูมิแบ่งได้อีก 2 แบบใหญ่ ๆ คือ ภูมิที่ตาเนื้อของคนเรามองเห็นได้ ได้แก่ภพภูมิของเหล่าสัตว์เดรัจฉาน (เดรัจฉาน แปลว่า “ขวาง” สัตว์เดรัจฉานจึงหมายถึงสัตว์ที่มีลำตัวขวางหรือขนานไปกับโลก) ส่วนภูมิที่ต่ำลงไปกว่านั้นก็จะเป็นเหล่าโอปปาติกะคือ ผี,เปรต,อสุรกาย และสัตว์นรกประเภทต่าง ๆ

“ผี” นี่ก็เป็นโอปปาติกะประเภทหนึ่งที่มีทั้งยังวนเวียนอยู่ในโลกมนุษย์และอยู่ในโลกเบื้องล่าง ไม่ได้มาจากโลกข้างบนอย่างเทวดาแน่นอนเพราะขณะที่ตายยังมีจิตเป็น ทุคติหรือยังไม่สงบ จึงไม่อาจไปเกิดในภพภูมิที่ดีได้

ผี ในคติความเชื่อของคนไทยเราจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ผีดี และ ผีร้าย

ผีดีนั้นเชื่อกันว่าเป็น วิญญาณของบรรพบุรุษหรือผู้ที่มีจิตผูกพันที่ยังมีห่วงปรารถนาคอยคุ้มครองดูแลผู้ที่ยังอยู่ในความเป็นมนุษย์ให้ประสบความสุข และยังต้องการสั่งสมบุญกุศลให้มากพอเพื่อคอยส่งเสริมให้ตัวเขาได้ไปสู่สุคติได้เมื่อถึงเวลา

ดังนั้นเราจึงได้เห็นได้ยินประเพณีการไหว้ผี เพราะเชื่อว่าถ้าไม่เคารพไม่บูชา,ไม่เซ่นสวรวง ผีเหล่านั้นซึ่งยังมีทุกข์มีกิเลสก็อาจก่อโทษก่อให้เกิดความเดือดร้อนได้ในรูปแบบต่าง ๆ

ในส่วนผีอีกประเภทคือ “ผีร้าย” หมายถึง ผีที่คอยรังควานให้ไม่เกิดสุขก่อแต่โทษให้เพียงอย่างเดียวผีแบบนี้ถือเป็น “เจ้ากรรมนายเวร” ประเภทหนึ่งที่ยังมีจิตอาฆาตพยาบาท เป็นพลังงานที่ไม่ดีมีอิทธิพลทำให้เกิดผลร้ายต่าง ๆ กับมนุษย์ผู้เป็นเจ้ากรรมนายเวรต่อกัน

และส่วนหนึ่งเป็นผีที่มีกรรมหนัก ที่ยังคงติดอยู่ในภพภูมิพักรอไปเกิด ซึ่งจะไปเกิดได้ด้วยเหตุผล 2 ทางคือ มีผู้มีคุณธรรมและบุญสูงช่วยส่งบุญปรับภพภูมิให้ไปเกิดได้ อีกประการหนึ่งคือ รอให้หมดกรรมผูกพันเสียก่อนถึงจะไปเกิดและจะอยู่ในสวรรค์หรือในนรก หรือเกิดมาเป็นคนอยู่ที่กรรมที่ทำมาทั้งสิ้น เป็นเรื่องกรรมกำหนด

ผีร้ายหรือผี่ไม่ค่อยจะดีพวกนี้ ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและสภาวะจิตใจรวมไปถึงความเป็นอยู่ การงาน การเงิน หรือแม้แต่กับมนุษย์ที่อยู่รอบข้างเจ้ากรรมนายเวรของผีตนนั้น ผีร้าย จึงหมายถึง ดวงวิญญาณที่มีจิตไม่บริสุทธิ์มีความประสงค์ร้ายต่าง ๆ นั่นเอง

ผีนั้นอาจจะมีมาได้ในหลายลักษณะ แต่ส่วนมากมักจะปรากฏในรูปของอดีตมนุษย์ หรือมีลักษณะบางส่วนที่ค่อนข้างคล้ายกับมนุษย์ ผู้ที่มีประสบเหตุการณ์เจอผีไม่ว่าจะเป็นผีดีหรือผีร้ายก็ตาม มักจะมีความกลัวที่ฝังใจและเชื่อว่าการที่เจอผีนี้ จำเป็นที่จะต้องทำพิธีกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อความสบายใจ หรือเพื่อความปลอดภัย เช่น การกรวดน้ำ ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ ทำบุญอุทิศส่วนกุศล ทำพิธีส่งวิญญาณ ฯลฯ ตามแต่ความเชื่อของแต่ละท้องที่หรือแต่ละบุคคล

การที่คนเรารู้สึกไปว่ามี ผีหรือดวงวิญญาณตามแฝง หรือแม้กระทั่งการที่เขาเหล่านั้นมาเข้าฝัน อาจมีสาเหตุอยู่หลายประการแต่ส่วนมากผีเหล่านี้ต้องการมา “ขอความช่วยเหลือ” หรือมาขอส่วนบุญมากกว่า ข้อนี้ก็เพราะเขามีเพียงกายเป็นทิพย์ไม่อาจทำความดีได้เช่นเดียวกับเทวดา

แต่ต่างจากเทวดาตรงที่เขาต้องการบุญไปเพื่อ “บรรเทาความทุกข์” ที่กำลังได้รับ หรือถ้าไม่อย่างนั้นก็เพียงแต่ต้องการมาเพียงจะพูดคุย หรือบอกอะไรสักอย่าง ให้มนุษย์ที่มีจิตผูกพันหรือมีสายใยถึงกันอยู่ให้รับรู้ถึงความต้องการเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เขามีจิตผูกพันอย่างลึกซึ้ง

กรณีของผีจึงไม่เหมือนกับเทวดาที่มีแต่ความสุขอยู่แล้ว การทำบุญของเทวดาอย่างที่กล่าวไปนั้นก็เพื่อสร้างและสะสมบุญไว้ให้มากยิ่ง ๆ ขึ้นไปเมื่อหมดบุญแล้วจะได้ไปเกิดใหม่ในแดนที่เป็นสุคติเหมือนเดิมหรือสูงขึ้นไปยิ่งกว่า

การสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณอย่างผีหรือเทวดาของเหล่ามนุษย์ ก็มีคนจำนวนไม่น้อยเลยครับที่ได้สัมผัสพลังที่มาจากมิติที่ต่างกัน กรณีเทวดา หลายอาจจะสัมผัสได้จากการได้กลิ่นหอมแปลก ๆ อาจจะได้ยินเสียงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน หรือบางคนอาจเห็นความผิดปกติของเหตุการณ์บางชนิดแล้วทราบทันทีว่า นี่เป็นการแสดงนิมิตด้วยฤทธิ์ของเทวดาหรือผีเพื่อจะบอกอะไรกับตัวเอง

แต่ว่าลักษณะของการเจอผีและเทวดาจะมีความแตกต่างกันในเรื่องของความรู้สึกหรือจิตที่ลึกอยู่ข้างใน หากพบเจอผีหรือวิญญาณที่ประสงค์ร้ายก็จะรู้สึกขนพองสยองเกล้ากันขึ้นมา หรือเกิดความผิดปกติขึ้นกับร่างกายและจิตใจ ส่วนเวลาที่พบเจอผีที่ดีวิญญาณที่บริสุทธิ์ หรือแม้แต่เทวดาก็จะมีความรู้สึกเป็นปกติธรรมดา ไปจนถึงรู้สึกสบายปลอดโปร่งสงบเย็น

หากใครเคยมีประสบการณ์ที่ผ่านเข้าไปในสถานที่ที่เป็นอบายเช่น ตำหนักหมอดูคุณไสยที่เล่นไสยศาสตร์มืดก็คงจะเคยรู้สึกถึงความรู้สึกไม่ดี ปวดหัวพบกับกระแสอากาศที่เยียบเย็นชวนขนลุกอย่างน่าประหลาด นี่เป็นเพราะคลื่นจิตวิญญาณของผีที่เป็นผีร้ายหรือวิญญาณชั้นต่ำมาอยู่รวมปะปนกัน

คนดี ๆ ปกติที่มีศีลเมื่อเข้าไปก็จะรู้สึกว่าแปลกแยกกว่า ไม่ว่านั่งหรือนอนในสถานที่แห่งนั้นก็อาจถูกรบกวนและรู้สึกไม่อยากจะเข้าไปเลย

แต่ถ้ากลับกันเราได้เข้าไปในเขตวัดวาอารามหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีพระอริยะเจ้าพำนักอยู่ ก็คงจะรู้สึกได้กับกระแสอากาศที่มีความอบอุ่นหรือเย็นสบาย จิตใจมีแต่ความสว่างปลอดโปร่งเหมือนกับว่าอากาศได้แผ่ขยายออกไปอย่างไร้ขอบเขต บรรยากาศเหล่านี้เป็นได้ทั้งคลื่นจิตของวิญญาณที่ดีหรือแม้แต่เทวดาที่มีวิมานในอากาศซึ่งอาศัยทับซ้อนอยู่ในเขตที่เดียวกับสถานที่เหล่านั้นท่านก็รับได้ ท่านจึงมักมาชุมนุมกันอยู่ในสถานที่นั้นจำนวนมาก

ยกตัวอย่างเช่น ในวัดซึ่งปกติพระท่านก็จะทำวัตรสวดมนต์อยู่ทุกวัน และมีการสวดชุมนุมเทวดาและเหล่าเทวดาก็จะลงมาร่วมฟังธรรมด้วยเพื่ออนุโมทนาบุญสร้างบุญสั่งสมบารมี เวลาที่เราไปฟังพระท่านเทศน์สวดมนต์หรือแสดงธรรมจึงมักจะมีความรู้สึกที่อบอุ่น ปลอดโปร่งและเย็นสบาย

ไม่เหมือนกับการเข้าไปสถานที่เป็นแหล่งอโคจรที่เป็นแหล่งความชั่วร้าย แล้วจะรู้สึกสัมผัสได้ถึงผีร้ายหรือวิญญาณชั้นต่ำที่ให้ความรู้สึกตรงกันข้ามกัน แทนที่จะเย็นสบายกับร้อนรุ่ม

ดังนั้นหากจู่ ๆ คุณผู้อ่านเกิดมีความรู้สึกมึนงง หรือกำลังถูกบล็อกสมองไม่ให้เกิดความคิดอะไรออกมาในชั่วเวลาขณะหนึ่งโดยเฉพาะเวลาที่กำลังทำบุญ หรือแม้แต่กำลังจะทำบาป ก็มีความเป็นไปได้ว่าจิตของเราในขณะนั้นไปมีความเกี่ยวข้องเกี่ยวกับผีหรือเทวดาที่กำลังส่งสัญญาณจะบอก หรือพยายามดลใจอะไรสักอย่างให้เราได้รับรู้ว่า ควรทำสิ่งนั้นสิ่งนี้และไม่ควรทำอย่างนั้นอย่างนี้

แต่เรื่องนี้หากว่ากันตามหลักของวิทยาศาสตร์แล้ว น่าจะเป็นสาเหตุที่เกิดขึ้นจากจิตใต้สำนึกภายใน ที่สับสนมึนงง เพราะถูกคลื่นจากแหล่งอื่นรบกวน ซึ่งแม้แต่ทางวิทยาศาสตร์ยังระบุว่ามีจริงแต่ตอบไม่ได้เท่านั้นว่าคืออะไร

ดังนั้นไม่ว่าจะคุณผู้อ่านจะเชื่อเรื่องการมีอยู่ของผีสางและเทวดาที่กล่าวมาหรือไม่ก็ตาม สิ่งสำคัญก็คือ ขอให้พยายามประกอบคุณงามความดีอยู่ตลอดเวลาและหมั่นอุทิศบุญกุศลไปให้เหล่า โอปปาติกะที่อยู่ทั้งเบื้องสูงและเบื้องต่ำที่มีความผูกพันกับตัวของเรา

เมื่อเขาได้รับผลบุญแล้ว หากเป็นเทวดาท่านก็จะได้อนุโมทนาบุญร่วมไปกับเราสร้างบุญได้มากขึ้นเป็นบาทฐานกำลังที่ดีที่ผลบุญจะส่งผลได้เร็วต่อมนุษย์ผู้ทำบุญกุศลให้ท่าน ยิ่งเจาะจงระบุชื่อเสียงเรียงนามยิ่งไปถึงได้เร็ว เพราะท่านอยู่ในสภาพที่รับได้ หากเป็นเหล่าผีหรือวิญญาณที่อยู่ในสถานะที่รับได้ ที่ต้องบอกอย่างนี้ไม่ใช่ว่าวิญญาณทุกดวงจะรับบุญได้ มีหลายสาเหตุเพราะกรรมหนักส่งผลอยู่ในนรกภูมิ

ถ้าวิญญาณตามแฝงและอยู่ในสถานะที่รับได้ เมื่อได้รับผลบุญแล้วก็จะได้รับความสุขพร้อมจะไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดีขึ้นหากเป็นวิญญาณแฝงที่ตามอาฆาตอยู่เมื่อหากทำบุญให้และขออโหสิกรรมแล้ว เมื่อเขาได้รับบุญก็จะอิ่มมีความสุขแล้วอโหสิกรรมให้ไม่ต้องมาเกี่ยวพันกันอีกจะได้หายไปเพื่อไปตามหนทางกรรมของเขาเอง

ไม่ว่าผีหรือเทวดาถึงจะมีความแตกต่างในด้านภพภูมิ แต่ขอให้ทราบไว้ว่า สิ่งที่เขาต้องการจากมนุษย์นั้นไม่ได้ต่างกันครับต้องการบุญด้วยกันทั้งนั้น อยู่ที่ว่าคนแต่ละคนใครจะมีบุญวาสนาเชื่อมถึงเขาหรือมีเหตุให้ต้องผูกพันกันทางใดทางหนึ่ง เพื่อมาขอความช่วยเหลือหรือร่วมสร้างบุญใหม่ด้วยกันเท่านั้น

 

ซึ่งจะบอกถึงวิธีการบูชาเทวดาที่ท่านชอบและได้ผลตามหลักของโบราณาจารย์ในบทต่อไป

 

Read Full Post »

คนเราเกิดมาได้อย่างไรและจิตวิญญาณที่อยู่ในแต่ละบุคคลมาจากไหน เคยสงสัยหรือเปล่าครับ ถ้าจะว่ากันตามหลักการเกิดของความเป็นมนุษย์แล้วก็น่าจะอ้างได้ถึงการเกิดมาแบบ “ชลาพุชะ” คืออาศัยครรภ์แม่มาเกิด แต่คนเราไม่ได้มีแค่ร่างกายมือเท้าหรือแขนขาเท่านั้นแต่ยังมี “จิตวิญญาณ”อยู่ในตัวของแต่ละคนติดมาด้วย
คนทุกคนก็คือ เทวดา

 

จิตวิญญาณนี้มาจากไหนก็มาจากกายทิพย์ของเหล่าโอปปาติกะ

 

ที่ถึงเวลาต้องลงมาเกิดด้วยสาเหตุหลักๆ 3 สาเหตุคือ

1. หมดบุญหรือหมดอายุขัย อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าเทวดานั้นก็มีอายุขัยและเวลาที่จะเสวยบุญ เมื่อหมดบุญที่ทำมาก็ต้องกลับลงมาเกิด ไม่ว่าจะอยู่ในภพภูมิใด หลายตนนั้นต้องลงมาใช้กรรมและหลายตนก็ต้องตกชั้นมาตามบุญที่ทำมา  เช่น เทวดาในชั้นจาตุมหาราชิกามีอายุขัยที่ 500ปีทิพย์ พอถึงปีสุดท้ายเทวดาที่เคยเสวยทิพย์สุขก็จะเริ่มเป็นทุกข์ เพราะบุญที่ทำไว้เริ่มใกล้จะหมดแล้วและต้องลงมาเกิดใหม่ในภพชั้นที่ต่ำกว่า

2. ทำผิดหรือฝ่าฝืนกฎ เป็นสาเหตุที่สองที่ต้องมาเกิดกันมากของเหล่าเทวดาก็คือ เทวดาหรือโอปปาติกะนั้นอาจทำผิดกฎของสวรรค์แบบไม่อาจให้อภัยได้ จึงต้องถูกลงโทษไม่ให้ได้อยู่เสวยทิพย์สุขต่อไป ลงมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วต้องกระทำคุณงามความดีใหม่ให้มากพอ จึงจะมีสิทธิ์กลับขึ้นไปอยู่ข้างบนได้เหมือนเดิม หรือถ้าหากกลายเป็นมนุษย์แล้วมีบุญบารมีติดตัวมามากและได้สร้างกรรมดีเพิ่มมากขึ้นก็มีสิทธิ์ที่จะเกิดขึ้นไปในภพภูมิที่สูงกว่า อย่างเช่น ไปเกิดในชั้นพรหมหรือไม่ก็บรรลุนิพพานไปเลย

3. ได้รับคำสั่งให้มาทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งบนโลกมนุษย์ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้วอายุขัยของความเป็นมนุษย์ก็จะหมดไปเองได้กลับขึ้นไปเป็นเทวดาเหมือนเดิมหรืออาจจะกลายเป็นชั้นพรหมที่สูงกว่าไปอีกก็ได้ ถ้าขณะเป็นมนุษย์ได้สร้างกรรมดีๆสะสมมากขึ้นไปได้มากพอ

 

การตายจากเทวดาแล้วได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์นั้น  ในภพภูมิของเทวดาจะถือว่าได้กลับมามีโอกาสสร้างบุญสะสมบุญใหม่และมีโอกาสที่จะได้ทำความดีได้มากกว่าเดิม เทวดาซึ่งมีแต่กายทิพย์นั้นจะทำความดีเพิ่มไม่ได้ เหล่าเทวดาจึงถือว่าการได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นโชคดีอย่างมาก

มาดูเรื่องการกลับมาเกิดของเทวดาที่มาเป็นมนุษย์กัน โดยปกติแล้วเมื่อชายและหญิงซึ่งก็คือ พ่อและแม่ได้ร่วมหลับนอนกันแล้วเชื้ออสุจิของพ่อก็จะเข้าผสมกับไข่ของแม่ ก็จะเริ่มปฏิสนธิขึ้นมาเป็นตัวคน และดวงจิตของเทพเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง ที่ได้หมดบุญจากสวรรค์ ถูกลงโทษ หรือไม่ก็ได้รับมอบหมายหน้าที่มาหรือมีกรรมผูกพัน อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะเข้ามาผสมปฏิสนธิทางจิตวิญญาณไปด้วย กลายเป็น “มนุษย์” ที่สมบูรณ์คนหนึ่ง

จากนั้นมนุษย์ผู้นั้นก็จะมีการพัฒนาการทางด้านรูปร่างอยู่ในท้องแม่ประมาณ 8-9 เดือนคลอดออกมาเป็นทารก จากทารกก็กลายเป็นเด็ก จากเด็กกลายเป็นวัยรุ่นและกลายเป็นผู้ใหญ่ จากนั้นก็เข้าสู่วัยชราแล้วก็เจ็บป่วยแล้วก็ตายลงไป

เมื่อตายไปแล้วร่างกายก็จะถูกฝังหรือเผาส่วนดวงจิตดวงวิญญาณก็จะไปเกิดในภพภูมิใหม่ต่อไป ซึ่งเป็นไปตามกฎแห่งกรรมที่ยังต้องเวียน ว่าย ตายและเกิดไปอีกหลายภพหลายชาติ เปลี่ยนร่าง เปลี่ยนภพภูมิไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหลุดพ้นไม่ต้องกลับมาเกิดอีก

ถ้ายังไม่หลุดพ้น ดวงจิตจากเทวดาที่กลายเป็นดวงจิตของมนุษย์ หมดเวลาจากภพภูมิของมนุษย์แล้วแล้วจิตดวงนั้นจะไปเกิดที่ภพภูมิไหนที่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ก็ต้องขึ้นอยู่กับการกระทำความดีและความชั่วว่าอันไหนมีมากกว่ากัน

ถ้าทำดีมีบุญมากก็เกิดในสวรรค์ชั้นฟ้า บุญพอสมควรและมีกรรมกำหนดก็กลับมาเกิดเป็นคนอีก หรือเป็นสัตว์เดรัจฉานตามบุญและกรรม หรือสุดท้ายต้องไปเกิดเป็นสัตว์นรกชดใช้กรรมกันไป และในทุกคนที่เห็นกันอยู่นี้

 

ในภพหนึ่งภพใดต้องเคยเกิดมาเป็นเทวดาแน่นอน

เพราะกว่าจะเกิดเป็นคนอีกในชาตินี้ต้องผ่านการเกิดมาแล้วหลายชาติจนนับไม่หมด ทั้งเคยเป็นคนในฐานะต่างๆ  เป็นสัตว์ในประเภทต่างๆ เป็นเทวดา นางฟ้ามาหลายครั้ง เมื่อหมดบุญอยากจะสร้างบารมีต่อก็กลับลงมาเกิดเป็นคนอีก แต่จะดีหรือจะจน มีศีลไม่มีศีล ร่างกายจะครบหรือไม่ครบมาจากรรมเก่าที่ติดตัวมา เป็นกรรมที่ส่งมาเกิดทั้งสิ้น และจิตสุดท้ายก่อนตายนั้นสำคัญมาก ดั่งเช่นที่เล่าเรื่องของพระเจ้าอโสกมหาราชมาแล้วในบทก่อน

ถ้าก่อนตายนั้นดวงจิตสุดท้ายนั้นไปติดกับกรรมดีที่เคยทำ มีส่วนดีมากกว่าก็ได้กลับไปสู่ภพภูมิที่เป็นสุขเหมือนเดิมหรือสูงขึ้นไป แต่ถ้าเกิดแล้วจิตไปติดกับกรรมชั่วหรือความไม่ดีมากกว่า ก็ส่งผลให้ดวงจิตนั้นกลับไปเกิดในดินแดนที่เป็นทุกข์ได้

เช่น ไปเกิดเป็นสัตว์นรก,เปรต, อสุรกาย หรือไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเป็นต้น แปลว่าแม้จะเคยเป็นเทวดามาก่อนหากกลับมาเกิดแล้วทำไม่ดี  ก็มีสิทธิ์ลงข้างล่างไปอยู่ในภพที่ต่ำกว่าเดิมได้เหมือนกัน

การที่เทวดาลงมาเกิดเป็นมนุษย์นั้น ในสมัยพุทธกาลก็มีตัวอย่างแสดงให้เห็น ซึ่งเป็นเรื่องราวของ นางวิสาขามหาอุบาสิกา และขออนุญาตมาเล่าให้ฟังกันครับ

นางวิสาขามหาอุบาสิกานั้นเป็นที่เลื่องลือในความงาม และได้รับการยกย่องว่าเป็น”เบญจกัลยาณี” คือ มีความงามพร้อมทั้ง 5 ประการอันได้แก่ มีผมงาม มีผิวงาม มีเนื้องาม มีกระดูกงามและสุดท้ายคือมีวัยงาม

ได้รับการยกย่องว่าเป็นอุบาสิกาผู้เป็นเลิศในด้านการถวายทาน ก่อนที่นางจะมีบุตรนั้นนางได้แต่งงานเข้ามาในตระกูลของมิคาระเศรษฐี หลังจากที่นางแต่งงานมาหลายปีก็ยังไม่มีบุตรเสียทีนางจึงได้ไปทูลขอบุตรจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระพุทธองค์ทรงพิจารณาในคุณงามความดีของนางแล้วจึงได้รับสมัครเทวดาและนางฟ้าจากสวรรค์ชั้นต่าง ๆเพื่อที่จะจุติมาเป็นบุตรของพระนาง จากการรับสมัครเทวดาในครั้งนี้ทำให้มีเทวดาและนางฟ้าทั้งหลายรวมกว่า 500 องค์มาสมัครเป็นบุตรของนางวิสาขา

การที่มีเทวดามาสมัครเป็นบุตรของพระนางมากมายเช่นนี้เพราะเห็นโอกาสที่จะได้กลับมาสร้างบุญใหม่ให้มากกว่าเดิมและมีโอกาสได้พบเจอกับพระพุทธเจ้า มีโอกาสได้ฟังธรรมปฏิบัติธรรมและบำเพ็ญบารมีจนถึงระดับสูงสุดเพื่อที่จะมีสิทธิ์ขึ้นนิพพานได้ ยิ่งได้มาเกิดในครรภ์ของผู้มีจิตกุศลมหาศาลอย่างนางวิสาขามหาอุบาสิกาแล้วนี่จึงเป็นโอกาสทองที่หาได้ยากยิ่ง

ในที่สุดนางวิสาขาก็ได้บุตรคนแรกสมใจและตั้งชื่อว่า “มิคาระ”

ชื่อนี้เป็นชื่อของพ่อสามีเนื่องจากว่า มิคาระเศรษฐี ได้เข้ามานับถือพระพุทธศาสนาเพราะนางวิสาขาเป็นผู้ชี้ทางให้ พ่อสามีจึงได้กล่าวยกย่องนางวิสาขาว่าเป็น “มิคาระมาตา” ซึ่งหมายถึงแม่ผู้ให้กำเนิดทางธรรมแก่ตนเอง แต่ด้วยเหตุนี้จึงมีคนเอาชื่อนี้ไปพูดโดยไม่รู้กาลเทศะทำให้เกิดความเข้าใจผิดแก่คนทั่วไปว่า นางวิสาขาเป็นแม่ของมิคาระเศรษฐีไปจริงๆ นางจึงต้องตั้งชื่อให้เหมือนกับพ่อสามีไปโดยปริยายเพราะเมื่อมีใครเอ่ยถึงว่าเป็นมารดาของมิคาระก็จะกลายเป็นความจริงดังคำนั้น

ต่อมานางวิสาขาก็มีบุตรธิดาที่เกิดมาจากความเป็นเทวดาอีกถึง 20 คนนอกนั้นก็ให้มาบังเกิดเป็นทั้งหลานและเหลนของนางวิสาขาต่อไป

จากเรื่องราวตัวอย่างของนางวิสาขามหาอุบาสิกานี้ ทำให้ระลึกถึงคำกล่าวของพระพุทธองค์ขึ้นมาที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเอาไว้ในการเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากเย็น พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า

 

“การได้มาเกิดเป็นมนุษย์นั้นเปรียบเหมือนมีห่วงขนาดเล็กลอยเคว้งคว้างอยู่ในมหาสมุทรแล้ว ทุกๆร้อยปีจะมีเต่าตาบอดโผล่ขึ้นมาครั้งหนึ่ง โดยโอกาสที่เต่าตาบอดตัวนี้จะสอดหัว เข้าไปในห่วงนั้นได้พอดีแม้จะมีน้อยมากก็จริง แต่โอกาสที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์นั้นน้อยกว่านั้นเสียอีก”

แล้วเรื่องยากที่ขึ้นไปอีกประการหนึ่งนอกจากการมาเกิดเป็นมนุษย์ก็คือ การได้เกิดอย่างบริบูรณ์แล้วได้มาพบพระพุทธศาสนาหรือได้มาพบกับพระพุทธเจ้า เพราะกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จะมาตรัสรู้นั้นต้องบำเพ็ญบารมีให้เต็มเปี่ยมเสียก่อน ไม่ใช่ว่าใครจะเป็นกันได้ง่าย ๆ อย่างที่นักวิชาการรุ่นใหม่ชอบพูดกันโดยไม่รู้ซึ้งถึงที่มาและที่ไปในเรื่องเหล่านี้

เริ่มจากพระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญบุญบารมีอยู่ ท่านต้องบำเพ็ญบารมีเป็นเวลายาวนานอย่างน้อย 20 อสงไขยกับแสนกัป บางพระองค์ต้องบำเพ็ญบารมีนานถึง 80 อสงไขย จึงจะได้ตรัสรู้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้

ดังนั้นการที่เราได้เกิดมาชาติหนึ่งเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และมีโอกาสได้พบเจอพระพุทธศาสนาได้เจริญรอยตามพระพุทธองค์นั้นแสดงว่า คนเราที่ได้เกิดมาเห็นหน้าค่าตากันอยู่ทุกวันนี้ก็อาจเป็นเพราะเคยได้สร้างสมบุญบารมีร่วมกันมา

อาจเคยเป็นทั้งเทวดาหรือเทพธิดามาก่อนเมื่อได้หมดบุญแล้ว จึงได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์และได้พบกับพระพุทธศาสนา ได้มารับฟังคำสอนของพระพุทธองค์อีกครั้งหนึ่งแม้พระองค์จะปรินิพพานไปนานแล้วแต่ยังมีโอกาสมาเกิดในแผ่นดินของพระพุทธศาสนาและได้มีโอกาสสร้างสมความดีกันต่อไป

ได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วก็ถือว่าโชคดีแล้วครับ ไม่อย่างนั้นเหล่าเทวดาทั้งหลายท่านคงไม่แย่งกันมาเกิดเป็นมนุษย์อย่างแน่นอนยิ่งเกิดมาได้เจอพระพุทธศาสนาด้วยแล้วยิ่งถือว่าโชคดีเป็นสองเท่า คนเราทุกคนก็อาจเคยเป็นเทวดากันมาก่อนก็ได้

ขอเพียงอย่าประมาทในบุญ อย่าตกลงไปในกรรมชั่วอีก พยายามลด ละ เลิกความชั่วความไม่ดีให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีสติ มีหิริโอตัปปะหรือความละอายและความเกรงกลัวต่อบาปเป็นที่ตั้ง

อย่าถือตัวว่าเกิดมาแล้วทำความดีไว้ให้มากพอเราก็จะได้กลับไปเกิดในภพภูมิที่เป็นสุขอีก แต่จะไปอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่พลังบุญเก่าและบุญใหม่ที่จะสร้างกันในภพชาติปัจจุบันนี้ให้มากพอนั่นเอง

ถึงแม้จะเคยเป็นเทวดามาก่อนทุกคนมีบุญและกรรมดีพอที่จะเกิดมาสร้างบุญบารมีต่อในฐานะมนุษย์แล้ว  แต่ยังต้องให้ความเคารพบูชาคนที่ควรบูชา ซึ่งก็คือ เทวดาที่อยู่สูงชั้นกว่าเราขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทวดาที่ใกล้ตัวที่สุดและคอยช่วยเหลือเราทุกวัน ซึ่งก็คือ เทวดาประจำตัว

 

เรามารู้จัก “เทวดาประจำตัว” กันว่า ท่านเป็นใครและมีหน้าที่หรืออำนาจใด รวมถึงสำคัญอย่างไรเราถึงต้องบูชาท่าน

 

Read Full Post »

การเกิดของเทวดาไม่เหมือนกับการเกิดของพวกเราเหล่ามนุษย์ ไม่ต้องเกิดในท้องแม่ให้ยุ่งยาก เมื่อหมดอายุขัยหรือตายจากภพเดิมไปแล้ว ก็มาเกิดไปทันทีแถมกลายเป็นหนุ่มเป็นสาว โตเต็มที่แบบทันตาเห็นไม่ต้องไล่เรียงเป็นเด็กแล้วเป็นผู้ใหญ่ตามกาลเวลา การเกิดแบบนี้เรียกว่าเป็น “โอปปาติกะ” เป็นการเกิดแบบหนึ่ง ซึ่งในทางพุทธศาสนาแบ่งการเกิดของสัตว์ทั้งหลายเอาไว้ 4 แบบ ขออนุญาตอิบายเพื่อที่จะให้ทุกท่านได้เข้าใจ คือ
จะเกิดเป็นเทวดาได้อย่างไร

  1. การเกิดแบบ “ชลาพุชะ” คือ พวกสัตว์ทั้งหลายที่ต้องเกิดในครรภ์ หรืออาศัยท้องแม่มาเกิดอย่างพวกมนุษย์เรา หรือ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลือดอุ่นหลายๆ ประเภทก็คือแบบ ชลาพุชะนี่แหละครับ
  2. การเกิดแบบ “อัณฑชะ” อ่านคำว่า อัณฑะ แปลความได้ว่าเกิดมาจากไข่แล้วก็ฟักออกมาเป็นตัวอย่างพวกไก่ เป็ด หรือสัตว์ปีกทั้งหลายที่เราเอาไข่พวกมันมาทำเป็นอาหารแบบต่าง ๆ
  3. การเกิดแบบ “สังเสทชะ” พวกนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต่ำลงไปอีกต่ำกว่า อัณฑชะ คือเกิดมาจากของแฉะชื้นสกปรกและของเน่าของบูดทั้งหลายอย่างพวกหนอน สัตว์ชั้นต่ำและแพร่พันธ์ออกไปได้อย่างรวดเร็ว ถ้าอยากลองพิสูจน์ ก็ลองสังเกตเศษอาหารเน่า ๆ ที่ทิ้งไว้ข้ามคืนดูครับ รับรองว่าหนอนขึ้นมายั้วเยี้ยเต็มไปหมดแน่นอน
  4. การเกิดแบบ “โอปปาติกะ” อย่างที่เรียนไว้ตั้งแต่ต้นคือพวกนี้พิเศษกว่า 3 แบบแรกคือตาปกติ หรือตาเนื้อของคนเราทั่วไปที่มองไม่เห็น ต้องเป็นผู้ที่มีพลังจิตกล้าแข็งได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีมีความสามารถพิเศษ ( คำพระท่านว่ามี อภิญญาจิต)

พวกที่เกิดเป็นโอปปาติกะเกิดมาแล้วก็มีร่างกายเติบโตเต็มที่และไม่มีวันแก่ลง เวลาตายก็ตายแบบหายวับไปเลยไม่มีการเหลือซากให้เก็บ พวกที่เกิดแบบโอปปาติกะ ก็มี เหล่าเทวดาและ พระพรหม เปรต อสุรกาย สัตว์นรกเหล่านี้เป็นโอปปาติกะเช่นเดียวกัน

การจะไปเกิดเป็นเทวดานั้นก็เกิดมาจากดวงจิตวิญญาณ ที่มาจากมนุษย์หรือสัตว์ที่ตายแล้วแต่ว่าดวง

จิตนั้นมีความบริสุทธิ์อยู่ คือ หากเป็นมนุษย์ก็คือเป็นคนที่มีการทำบุญทำทาน รักษาศีลและเจริญภาวนาอยู่ตลอดทำให้จิตใจบริสุทธิ์ก่อนที่จิตจะออกจากร่าง แต่ว่าจิตนั้นก็ยังไม่ถึงขนาดที่ว่าสำเร็จได้เป็นฌาน แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีธรรมและบุญกุศลที่ได้ทำมาทำให้ได้ไปเกิดเป็นเทวดาได้

เรื่องนี้มีตัวอย่างในสมัยพุทธกาลมาเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งที่เป็นเพียงคนงานในบ้านของ “อนาถบิณฑิกเศรษฐี” มหาเศรษฐีผู้ใจบุญที่ได้รับการกล่าวถึงกันมากที่สุดในพุทธศาสนา

ชายหนุ่มคนนี้เพิ่งจะเข้ามาทำงานในบ้านของเศรษฐีผู้ใจบุญมีจิตใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอันมากโดยทุกวันอุโบสถ (วันพระ)  ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี จะถือศีล 8 ให้บริสุทธิ์และบอกให้ทุกคนในบ้านได้รักษาศีล 8 ไปด้วยซึ่งทุกคนก็ยินดีปฏิบัติตามเป็นการสร้างบุญที่ดีแต่เจ้าหนุ่มผู้นี้เป็นผู้มาใหม่จึงยังไม่ทราบในเรื่องนี้

ในวันพระวันหนึ่ง อนาถบิณฑิกเศรษฐี ก็บอกให้หัวหน้าคนงานไปบอกให้เจ้าหนุ่มผู้นั้นว่าวันนี้เป็นวันศีลและจะไม่มีการกินข้าวเย็นกัน แต่ก็ยังไม่มีใครเจอกับเจ้าหนุ่มคนนั้น เพราะฝ่ายเจ้าหนุ่มผู้นั้นต้องไปทำงานในป่าตั้งแต่เช้าจนค่ำ ท่านเศรษฐีรู้ดังนั้นจึงพิจารณาว่า ถ้าหากให้บ่าวผู้มาใหม่นี้อดถือศีล 8 เลยทันทีเกรงจะเป็นอันตรายต่อร่างกายจึงให้คนเตรียมอาหารไว้ให้หนุ่มคนนี้ด้วย

พอตกเย็นเจ้าหนุ่มก็เข้ามาที่โรงครัว จึงพบกับความประหลาดใจ เพราะปกติเวลาอาหารจะมีคนมากมายในบ้าน จะต้องมาร้องขอข้าวขอแกงกันเสียงดังเต็มโรงครัว แต่วันนี้กลับมีเพียงตนเองเพียงคนเดียวเท่านั้นจึงได้ออกปากถามหัวหน้าโรงครัว

ซึ่งหัวหน้าโรงครัวก็ได้อธิบายเรื่องวันศีล และข้อปฏิบัติที่คนที่ถือศีล 8 นั้น ต้องงดเข้าเย็น แม้แต่เด็กเล็กๆ ที่ยังไม่หย่านมก็จะให้กินของที่มีรสหวานอย่างอื่นแทน พอตกเย็นก็สวดมนต์ร่วมปฏิบัติธรรมกัน แต่เพราะเห็นว่าชายหนุ่มคนนี้ เพิ่งมาอยู่ใหม่ยังไม่รู้เรื่อง จึงสั่งให้หุงหาอาหารไว้ให้เจ้าหนุ่มนั้นแต่เพียงผู้เดียวเพราะกลัวจะหิวเกินไป

ฝ่ายเจ้าหนุ่มได้ยินดังนั้น ก็เกิดจิตกุศลขึ้นมานึกอยากจะถือศีลกับเขาด้วย จึงสละอาหารที่ตั้งใจมากินหลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน และก็ได้ขอร้องหัวหน้าพ่อครัวให้ไปขออนุญาตต่อ อนาถบิณฑิกเศรษฐีเรื่องการขอถือศีลด้วย และจะไม่กินอาหารเย็นเหมือนทุกคน ซึ่งเศรษฐีก็รับคำให้การอนุญาตให้อธิษฐานถือศีลไปเลย

แต่ทว่าเพราะความที่ทำงานมาหนักและเหนื่อยมาก เจ้าหนุ่มก็ต้องทนทรมานเพราะความหิว แม้ว่าจะทรมานเพียงใด หนุ่มผู้เห็นดวงตาธรรม ก็ไม่ยอมกินอาหารเพราะตั้งจิตใจไว้ดีแล้วก็ต้องรักษาศีลให้ได้ เมื่อเวลาผ่านไปอาการทรมานก็กลายเป็นอาการป่วย และก็ยิ่งทรุดหนักลงเรื่อยๆ อย่างรวดเร็วหัวหน้าคนงานจึงต้องไปตามอนาถบิณฑิกเศรษฐีไปดูหนุ่มคนงานใหม่ที่กำลังป่วย

ท่านเศรษฐีมาถึงก็เข้าไปดูที่เรือนพักและพยายามจะให้เจ้าหนุ่มได้กินเภสัช ( ในที่นี้ เภสัชนั้นหมายถึง พวกน้ำผึ้ง น้ำอ้อย เนยใส เนยข้น ถือเป็นยาที่ใช้รักษาอาการป่วยโรคลม โรคกระเพาะได้ดี) ฝ่ายเจ้าหนุ่มเห็นเจ้านายมาก็ ถามท่านเศรษฐีว่า

“ท่านได้รับประทานอะไรแล้วหรือยังในเย็นนี้” ท่านเศรษฐีก็บอกไปตามความจริงว่าไม่ได้รับประทานอาหารใด ๆ แต่เพราะว่าท่านได้ฝึกฝนมานานแล้วร่างกายจึงไม่เป็นอะไรรับสภาพได้แล้ว

เมื่อทราบความดังนั้น ชายหนุ่มก็คิดในใจว่า แม้แต่เจ้านายก็ยังดำรงตนฝึกฝนให้อยู่ในศีลได้นานมาโดยตลอด ส่วนตัวเขาแม้จะรักษาศีลเพียงครึ่งวันก็ต้องทำให้ได้เพราะไม่อยากเสียความตั้งใจ เมื่อคิดดังนั้นแล้วจึงไม่ต้องการกินอะไรเช่นเดิมแม้แต่ยา ส่งผลให้พอเวลารุ่งสางคนงานหนุ่มจอมดื้อผู้นั้นก็ได้เสียชีวิตลง

ด้วยจิตใจที่ตั้งมั่นพยายามจะรักษาศีล 8 ให้ได้อย่างยิ่งยวดก็ได้สร้างผลบุญกุศลให้กับชายหนุ่มผู้นี้อย่างมหาศาล ด้วยอานิสงส์แห่งบุญ พอเขาสิ้นใจตายแล้วก็ได้ไปเกิดเป็น “รุกขเทวดา” ประจำต้นไทรภายในบริเวณบ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐีทันที

มาได้มาเป็นเทวดาหนุ่ม ก็ได้อนุโมทนาคุณความดีของ อนาถบิณฑิกเศรษฐีที่เป็นผู้น้อมสักการะแด่พระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์เป็นที่พึ่งมาอย่างดี และรักษาศีล 8 เป็นประจำการ เทวดาหนุ่มรู้ดีว่าที่ได้เกิดมาเป็นเทวดา ก็เพราะเจริญรอยตามในคุณความดีของเศรษฐีนี้เองจึงให้ผลบุญกุศลเกิดขึ้นกับตัวเขา

เรื่องนี้พูดถึงการเกิดเป็นเทวดาอย่างชัดเจนของคนที่มีบุญ ในอานิสงส์ของบุญนั้นมาจากการสร้างบุญบารมีอย่างถูกต้องที่มาจากการทาน ศีล และการเจริญภาวนา  แต่ไม่ใช่ว่ามีเพียงแต่มนุษย์ที่ได้เกิดเป็นเทวดาได้แต่เพียงอย่างเดียว

แม้เป็นสัตว์เดรัจฉานก็มีสิทธิ์ไปเกิดเป็นเทวดาได้เหมือนกัน หากก่อนตายจิตมีความบริสุทธิ์มากพอ และมีผลบุญในอดีตชาติคอยเป็นกำลังสนับสนุน เรื่องนี้มีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นชัดในหน้าประวัติศาสตร์ก็คือ เรื่องราวของพระเจ้าอโศกมหาราช

เป็นที่ทราบกันดีว่า พระเจ้าอโศกมหาราช  ท่านเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่มากที่ได้ทำการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาจนมีความเจริญรุ่งเรืองมากมายไปทั่วทั้งชมพูทวีป จนเชื่อกันว่าผลบุญที่พระองค์ได้สร้างเอาไว้นั้นจะทำให้พระองค์จะต้องไปบังเกิดในดินแดนที่เป็นสุขในโลกสวรรค์อย่างแน่นอนแต่ว่าในภพชาติถัดไปของพระองค์ก็ยังไม่ได้เป็นเช่นนั้น

เพราะยังมีวิบากกรรมไม่ดีที่หนักกว่าหรือกรรมหนักฝ่ายไม่ดีนั้นรอส่งผลอยู่ในชาติถัดไป ต้องได้รับผลกรรมหนักไม่ดีนั้นเสียก่อนจึงจะไปเสวยสุขได้ หรือเป็นไปตามจิตสุดท้ายก่อนตายที่สำคัญมากเป็นไปตามกฎแห่งกรรมไม่มีใครหนีพ้นไปได้

ซึ่งหลังจากที่พระเจ้าอโศกมหาราชสิ้นพระชนม์แล้วพระองค์ก็ได้ไปบังเกิดเป็นงูเหลือมแทน เพราะก่อนพระองค์จะสวรรคตนั้น ได้ทรงพระดำริที่จะถวายพระราชทรัพย์ไว้ในพระพุทธศาสนาอีก แต่ก็ได้มีพวกเหล่าขุนนางใกล้ชิดมาทัดทานเอาไว้

 

พระองค์จึงได้เกิดจิตโทสะขึ้น เมื่อสิ้นพระชนม์ไปจึงได้ไปเกิดสู่ทุคติภูมิกลายเป็นงูเหลือมเสียอย่างนั้น ตามจิตสุดท้ายที่ไปทางไม่ดี ไม่บริสุทธิ์พอที่จะไปเสวยบุญได้

และพระมหินทเถระซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งต่อมาได้บวชในบวรพระพุทธศาสนาจนสำเร็จบรรลุพระอรหันต์แล้ว ท่านได้นั่งเพ่งฌานสมาธิ เพื่อสืบค้นหาภพภูมิของพระราชบิดา เพราะอยากรู้ว่าเมื่อพระราชบิดาสิ้นพระชนม์แล้ว พระองค์จะได้ไปบังเกิดที่แห่งใด ก็พบว่าท่านต้องไปเกิดเป็นงูเหลือม สาเหตุเพราะจิตไม่บริสุทธิ์ก่อนตายจึงต้องกลายเป็นงูคอยจับปลาที่แม่น้ำกิน

พระมหินทเถระจึงได้เดินทางไปโปรดพระราชบิดา เมื่อพบกันแล้วจึงแสดงเทศนาธรรมให้งูเหลือมฟัง จนงูเหลือมได้ดวงตาเห็นธรรม และบรรลุเป็นพระโสดาบันทั้งๆ ที่ยังเป็นสัตว์เดรัจฉานและงูเหลือมผู้บรรลุธรรมตัวนี้ การตั้งสัจจะอธิษฐานที่จะไม่ฆ่าสัตว์ เพื่อมากินเป็นอาหารอีกเลย

งูเหลือมนั้นพอไม่ได้กินอาหารใด ๆ หรือกินสัตว์ใด ไม่นานนักงูเหลือมจึงได้ตายลงตามธรรมชาติ พองูเหลือมสิ้นใจ ซึ่งก็คือพระเจ้าอโศกมหาราชในอดีตชาติ ดวงวิญญาณของพระองค์ที่มีจิตบริสุทธิ์ก็ได้ล่องลอยสู่สรวงสวรรค์  ไปเกิดเป็นเทวดาเสวยทิพย์สุขอยู่อีกนาน ด้วยผลบุญที่พระองค์ทรงเคยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาไว้อย่างใหญ่หลวง

เรื่องที่ยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างนั้น เพื่อจะทำให้ทุกท่านเห็นได้ว่าไม่ว่าคนหรือสัตว์ก็มีสิทธิ์ไปบังเกิดเป็นเทวดาได้หากมีจิตใจที่บริสุทธิ์มากพอก่อนจะตาย และการที่จิตจะบริสุทธิ์ได้นั้นเพราะจิตจะต้องได้ฝึกฝนมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ด้วยการประกอบคุณงามความดีที่มีความแตกต่างกันไปในเจตนาของการทำความดี

ครูบาอาจารย์คนสำคัญท่านหนึ่งของเมืองไทย ได้เตือนลูกศิษย์อยู่เสมอว่า อย่าไปทำร้ายทำลายหรือเบียดเบียนสัตว์เป็นอันขาด เพราะอาจจะเป็นผู้มีบุญมาชดใช้กรรมอยู่ จะกลายเป็นการสร้างกรรมที่หนักกว่าปกติธรรมดาหลายเท่านัก จึงสอนให้ระมัดระวังในเรื่องนี้มาก

และขอนอกเรื่องสักนิด เพราะเกือบทุกครั้งที่มีการยกเรื่องในพระไตรปิฎกมากล่าวอ้างหรือเป็นตัวอย่างเพื่อความเข้าใจ  ก็จะมีคนถามว่าเรื่องเหล่านี้เป็นจริงหรือไม่ เชื่อได้มากน้อยแค่ไหน มีใครยืนยันได้ จะอยากจะขอกล่าวย้ำอีกครั้งว่า พระพุทธศาสนานั้นคนที่ปฏิบัติจะทราบด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีคนอื่นมาบอก

และทุกเรื่องที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกที่ถือว่าเป็นคัมภีร์แห่งศาสนาพุทธนั้น เป็นเรื่องจริงที่ได้มีการพิสูจน์มาแล้วกว่า 2,500 ปี เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าและคำสอนของพระองค์ รวมธรรมวินัยและข้อปฏิบัติของเหล่าสาวกในพระพุทธศาสนา

บางเรื่องมาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าโดยตรง บางเรื่องเป็นเรื่องที่พระอรหันต์สาวกได้ไปเข้าเฝ้าและได้รับคำสอนมา และได้มีการบันทึกในภายหลังโดยพระอรหันต์สาวก และมีการตรวจสอบกันอย่างละเอียดทุกตัวอักษรมาหลายครั้งเพื่อความถูกต้อง

และที่สำคัญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ก่อนที่พระองค์จะเสด็จปรินิพพานกับพระอานนท์ไว้ว่า พระพุทธองค์จะไม่แต่งตั้งสาวกท่านใดเป็นศาสดาแทนพระพุทธองค์ แต่ให้ยึดถือคำสั่งสอน พระโอวาทที่อยู่ในพระไตรปิฎกนั้นจะเป็นตัวแทนของพระองค์ จนกว่าศาสนาพุทธจะเสื่อมสลายไป

 

ดังนั้น ถ้าเราที่บอกกับตนเองและคนอื่นว่า เป็น “ชาวพุทธ”  ถ้าชาวพุทธไม่เชื่อคำที่มาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าแล้ว แล้วเราจะไปเชื่อใครกันที่ไหนอีก อย่าตะแบงให้ตนเองต้องตกนรกอีกเลย

กลับมาทางเรื่องเทวดากันต่อ ในทางพระพุทธศาสนาเชื่อว่า ดวงจิตนั้นจะไปเกิดกับพ่อแม่เทวดาคู่ไหนในสวรรค์ ก็อยู่ที่ผลบุญไปสมพงศ์กับเทวดาคู่ไหนด้วย หากมีเจตนาบริสุทธิ์มากเท่าไหร่ก็ไปเกิดเป็นเทวดาที่อยู่บนสวรรค์สูงขึ้นไปมากเท่านั้น เป็นการเลื่อนชั้นตามพลังบุญที่มีทั้งบุยเก่าและบุญใหม่ที่มีคนส่งไปให้

ยกตัวอย่างเรื่องการไปเกิดในภพภูมิเทวดา หากใครจะไปเกิดในเทวดาชั้นจตุมหาราชิกา ก็ต้องทำคุณงามความดี แต่การทำคุณงามความดีนั้นมีจุดประสงค์เพื่อหวังว่าผลที่ได้ทำบุญนั้นจะทำให้ตนเองมีความสุขหวังในผลคือทำดีแล้วก็หวังจะได้ดีสมกับที่ได้ทำ อย่างนี้เป็นต้น

หากใครจะไปเกิดเป็นเทวดาในชั้นที่สองอย่างดาวดึงส์ ก็ต้องทำความดีเหมือนกัน แต่คิดต่างกับคนที่ไปเกิดในสวรรค์ชั้นหนึ่งตรงที่ว่า ทำบุญรักษาศีลประกอบคุณงามความดีทั้งหลายเพราะคิดว่าเป็นการกระทำความดีที่ดีแล้ว คือไม่หวังว่าจะได้ผลของบุญอะไรแต่หวังว่าในความดีนั้นจะทำให้ตนเองมีความสุข

แต่เจตนาของผู้ทำบุญยังมีมากกว่านั้น เพราะในสวรรค์ชั้นที่สามนั้นเป็นที่อยู่ของเทวดาที่อยู่สูงกว่าชั้นสองได้เพราะเขาเหล่านั้นทำบุญสร้างบารมีด้วยความตั้งใจจริง มีจิตใจขวนขวายในพระธรรมไม่หวังผลอะไรตอบแทนเห็นว่าสมควรทำก็เลยทำ อย่างนี้จึงจะได้มาเกิดในสวรรค์ชั้นที่สาม เป็นอย่างนี้เรื่อยไปจนถึงชั้นสูงสุดคือ ชั้นที่หก ปรนิมมิตวสวัตดี นั่นก็เพราะในขณะที่เป็นมนุษย์นั้นประกอบบุญกุศลด้วยจิตที่ตั้งมั่นในธรรมทำบุญโดยไม่หวังผลใดๆมีจิตใจบริสุทธิ์มากจึงได้เกิดมาอยู่ในชั้นเทวดาระดับสูงสุด

จะว่าไปเรื่องการมีอยู่ของเทพเทวดาทั้งหลายนี่ หลายท่านบอกว่า คงเป็นอุบายการสอนเรื่องการทำบุญด้วยใจเป็นอันดับแรกนั่นเอง  คนที่อยากเกิดเป็นเทวดา ก็ควรจะรู้ว่า การทำบุญทำทานว่าทำบุญแบบไหนหรือทำด้วยอะไรจึงจะเกิดผลบุญมากที่สุด

ขอยกตัวอย่างเรื่อง คนสองคนที่มาทำบุญที่วัดแต่ได้บุญต่างกันที่ครูบาอาจารย์ท่านเล่าให้ฟัง   เรื่องมีอยู่ว่า มีท่านเศรษฐีท่านหนึ่งได้บริจาคเงินสิ่งของทำบุญทำนุบำรุงพระอุโบสถมากมายด้วยกำลังทรัพย์ที่มี(ซึ่งไม่ทราบที่มาของทรัพย์เหล่านั้น)  แต่ว่าเศรษฐีได้ขอร้องให้เอาชื่อของเขาติดไว้ที่สิ่งก่อสร้างเหล่านั้น เพื่อเป็นอนุสรณ์และเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล

แต่ก็มีผู้ที่ต้องการทำบุญอีกคนหนึ่ง คนนี้เป็นเพียงคุณยายสูงอายุที่มีอาชีพทำขนมขายในตลาดวัน ๆ หนึ่งหารายได้ได้มาไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้นแต่ คุณยายคนนี้นำขนมมาถวายเป็นภัตตาหารพระตอนเช้าทุกวันถวายเสร็จก็รับพรกลับไปขายของต่อด้วยความสบายใจ ไม่ได้หวังจะได้อะไรมากกว่านั้น

พระอาจารย์เลยถามผมว่า “ทั้งสองที่มาทำบุญได้บุญเหมือนกันไหม” ผมซึ่งตอนนั้นยังไม่รู้ประสีประสาเพราะเพิ่งมาบวชใหม่และกำลังเริ่มเห็นสว่าง ก็บอกว่าก็คงได้บุญเหมือนกัน พระอาจารย์ท่านก็ว่า “ใช่ทั้งสองได้บุญเหมือนกันแต่ได้ไม่เท่ากันหรอกนะ ลองคิดดูเอาละกันว่า ใครที่น่าจะได้บุญมากกว่า ระหว่างเศรษฐีกับคุณยาย ”

จึงเป็นการเฉลยในทางอ้อมแต่เป็นจริงว่า การทำบุญหรือการทำทานที่ได้บุญมากนั้น ไม่จำเป็นต้องทำด้วยทรัพย์มากเท่าไหร่ แต่อยู่ที่เจตนาของการทำบุญนั้นมีความบริสุทธิ์มากเท่าใด  ดังที่หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ท่านเคยเทศนาครั้งหนึ่ง ก่อนที่ท่านจะละสังขารไว้ว่า

 

“…ทำบุญ ทำทาน ทำกุศล ไม่ว่ามากหรือน้อย วัตถุมิใช่ตัวบุญแท้ ตัวบุญแท้มันเกิดที่หัวใจ คือ เจตนาของบุคคลนั้นต่างหาก

 

ถ้าเจตนาศรัทธาในขณะใด ในบุคคลใด ในสถานที่ใด ในที่นั้นๆ ได้บุญมาก

ฉะนั้น บุญในพุทธศาสนานี้ คนทำจึงไม่รู้จักหมดจักสิ้นสักที พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาไว้สองพันกว่าปีแล้วว่า ทำบุญได้บุญเช่นไร มาในปัจจุบันนี้หรือในอนาคต ต่อไปก็ได้อย่างนั้นเช่นเคย

คนทำบุญมากเท่าไรก็จะได้บุญมากเท่าที่ตนนั้นสามารถจะรับเอาไปได้ เหมือนกับคนนับเป็นหมื่นๆ แสนๆ ถือเทียนมาคนละเล่มไปขอจุดจากผู้ที่มีเทียนที่จุดอยู่แล้ว ย่อมได้แสงสว่างตามที่ตนมีเทียนเล่มโตหรือเล่มเล็ก ส่วนดวงเดิมที่ตนขอจุดต่อนั้นก็ไม่ดับเทียน หลายดวงยิ่งเพิ่มแสงสว่างยิ่งๆ ขึ้นไปอีก…”

หวังว่าทุกท่านพอจะเข้าใจในเรื่องบุญมากและบุญน้อยกันพอสมควร

 

Read Full Post »

เทวดาคืออะไร

ความเชื่อเรื่องเทวดานั้นในสังคมไทยของเรา มีความเชื่ออย่างฝังแน่นมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลว่าท่านมีตัวตนจริงแน่นอน และรู้กันดีในเบื้องต้นว่า ท่านเป็นดวงวิญาณที่มีบุญและอยู่สูงกว่าภพของมนุษย์ โดยที่ในอดีตท่านเป็นคนหรือสัตว์ ที่ได้สร้างความดีในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่มากพอ เมื่อสิ้นอายุขัยก็จะไปเกิดในภพภูมิที่ดี เสวยบุญที่ทำมา
เทวดาคืออะไร

และการเกี่ยวข้องของมนุษย์กับเทวดา ในพระพุทธศาสนาได้ชี้แนวทางแห่งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทวดา ด้วยการวางท่าทีแห่งเมตตา มีไมตรีจิต อยู่ร่วมกันฉันมิตร เคารพนับถือซึ่งกันและกัน ในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย และเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏฏ์

การที่เทวดาจะมาเกี่ยวข้องกับคนนั้น ครูบาอาจารย์กล่าวไว้ว่า มี 3 ทางคือ

1.ด้วยกรรมผูกพันด้วยอาจจะเคยเป็นบรรพบุรุษ พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้อง เพื่อน คนรู้จักที่ยังมีความห่วงใยและมีคนส่งบุญไปให้เสมอเป็นสายใยที่ผูกพันกันไว้ ท่านมาคอยดูและช่วยเหลือและดลใจในการให้ทำความดี

2.ทางที่สองคือ เทวดาท่านมาร่วมอนุโมทนาบุญ เพื่อจะได้เพิ่มบุญบารมีให้กับตัวท่านเอง เพราะท่านเป็นกายทิพย์ไม่สามารถสร้างบุญได้เอง

3.ทางที่สอง ท่านมาปกป้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือผู้มีบุญชั้นสูง ผู้ปฏิบัติธรรม

ซึ่งทั้งสามเรื่องนี้ จะพูดให้ละเอียดในบทต่อไปในการที่เราควรศึกษาในเรื่องเทวดา ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีไม่มีการเสียหายถ้าเต็มไปด้วยปัญญา เรียนรู้ก็เพื่อที่จะดำรงชีวิตให้ถูกต้องดีงามด้วยการประพฤติปฏิบัติตามหลักแห่งศีลธรรม เพราะคติความเชื่อเรื่องเทวดาได้ก่อให้เกิดการสร้างกรรมดีที่ถูกต้องอีกทางหนึ่ง เพราะมนุษย์จะหมั่นทำกรรมดีเพื่อให้อานิสงส์บุญนั้นส่งให้ได้เกิดไปเป็นเทวดา

ในบางครูบาอาจารย์ทั้งที่เป็นพระสงฆ์และฆราวาสผู้ปฏิบัติธรรม บางท่านบอกว่าอาจเคยพบเจอในความฝัน บางท่านอาจเคยพบเห็นในนิมิตสมาธิ บางท่านอาจเคยพบด้วยตาเนื้อ หรือคนทั่วไปบางท่านเคยแค่ได้ยินสืบๆ กันมา บางท่านไม่เคยแม้แต่ได้ยินได้เห็น บางท่านบอกว่าเห็นแล้วหรือเจอมาแล้ว ซึ่งส่วนมากจะเชื่อกันว่าท่านมีอยู่จริงแน่นอน และเช่นกันที่ยังมีคนจำนวนมากไม่ทราบว่าท่านเป็นใคร มีหน้าที่อะไรและมีอำนาจแค่ไหน ซึ่งจะขออธิบายตามบุญที่พาไป

เทวดานั้นอยู่ในภพภูมิที่เรียกได้ว่าไม่ใช่มนุษย์หรือเป็น “อมนุษย์” ประเภทหนึ่งที่อยู่สูงขึ้นไปความความเชื่อของในแต่ละศาสนา  แต่ไม่ว่าจะกล่าวถึงศาสนาไหนๆในโลกก็เชื่อว่า   “เทวดา” เป็นภพภูมิที่ดีและมีความสุขด้วยกันทั้งนั้น

ในสมัยโบราณนั้นทั้งในกรีก โรมัน ในแผ่นดินที่เป็นจุดกำเนิดอารยธรรมโบราณนั้น ล้วนนับถือเทพเจ้า เทวดามาก่อนทั้งสิ้น มีพิธีกรรมมากมายในการบรวงสรวงเทพเจ้าเหล่านี้ เพื่อให้เหล่าเทพเจ้าโปรดดลบันดาลให้เกิดเรื่องที่ดีต่อชีวิต  เทพเจ้าที่เป็นรู้จักกันดี อาทิเช่น เทพโอลิมปัส (The Olympians, Major gods) เป็นเทพที่อาศัยบนยอดเขาโอลิมปัส (Olympus) เทพเจ้าวีนัส เทพเจ้าไพโซดอน ฯลฯ

ยุคต่อมาในศาสนาคริสต์ โดยเฉพาะผู้นับถือในนิกายโรมันคาทอลิก นั้นยิ่งเชื่อว่า เทวดามีจริงและในแต่ละองค์นั้นทำหน้าที่ต่างๆ กันเพื่อความสงบสุขของโลกและเหล่ามวลมนุษย์ โดยได้แบ่งลำดับชั้นของเหล่าเทวดาเหล่านี้ไว้ 3 ชั้น คือ ชั้นเอก ชั้นโทและชั้นตรี ในแต่ละชั้นก็มีอีก 3 คณะที่ทำหน้าที่ต่างๆ กัน มียศต่างๆ กันถึง 9 ลำดับ ซึ่งเรียกรวมๆว่า “เทวัญ

ในพระคัมภีร์ไบเบิลซึ่งถือว่ามาจากพระวจนะหรือคำพูดของพระเจ้านั้น มีการกล่าวถึงเทวดามากมาย อยู่ในฐานะ”ทูตสวรรค์” หรือ “นักบุญ” ซึ่งมีทั้งในเพศชายและสตรี

ในศาสนาฮินดูนั้น เรื่องของปวงเทพเทวาหรือเทวดานั้นมีมากมายจนนับไม่ถ้วน และมีการกล่าวถึงอำนาจและอิทธิฤทธิ์ไว้มากมาย เพราะเป็นศาสนาพหุเทวนิยม เทวดาคือแก่นหลักของศาสนา เทวดาทุกองค์ได้รับการยกย่องในฐานะเทพเจ้า เป็นอำนาจเหนือธรรมชาติที่มีอิทธิพลเหนือมนุษย์สามารถดลบันดาลทุกสิ่งให้เกิดขึ้นได้

แตกต่างกับในศาสนาพุทธนั้นอย่างสิ้นเชิง เพราะเชื่อว่า คนทุกคนนั้นมีโชคชะตาชีวิตหรือลิขิตชีวิตให้ดีให้ชั่ว ให้อยู่สุขหรือทุกข์ร้อน ให้มั่งมีหรือยากจนไม่ได้มาจากปวงเทพเทวา ไม่ได้มาจากอำนาจของใครทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นพระเจ้า เทพเจ้าหรืออำนาจเหนือธรรมชาติใด

 

แต่มาจากการกระทำของมนุษย์เองทั้งสิ้น

หรือที่เรียกว่า “กรรมลิขิต” เป็นไปตามกฎแห่งกรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกฎธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่มีอำนาจควบคุมทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ได้อย่างแท้จริง

แต่ในศาสนาพุทธก็มิได้ปฏิเสธการมีอยู่จริงของเทวดา แต่ได้วางท่านไว้ในอีกตำแหน่งหนึ่ง เพราะ เทวดาไม่ใช่แก่นหลักของศาสนา เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งที่จะช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์ในความเชื่อทางศาสนา หรืออย่างน้อยที่สุด ในความเชื่อความเข้าใจของพุทธศาสนิกชนบางหมู่เหล่า เทวดาก็เป็นตัวอย่างที่ดีของ “รางวัล” ที่จะพึงตอบแทนให้แก่ผลกรรมดีที่พุทธศาสนิกชนได้ปฏิบัติไป

ซึ่งเป็นไปตามกฎแห่งกรรม ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว ซึ่งเชื่อกันว่าคนใดได้สร้างกรรมดีมีพลังบุญมากพอ เมื่อตายไปแล้วจะได้ไปอยู่ในภพภูมิที่ดีกว่าหรือที่ คนไทยชินปากชินคำพูดที่ว่า ทำดีให้มากตายไปแล้วจะได้ไปสวรรค์

ก่อนที่จะทำการบูชาเทวดาอย่างถูกต้อง ถูกวิธีตามศาสตร์แห่งโบราณาจารย์นั้น อยากจะพาทุกท่านไปรู้จักในเรื่องของเทวดาทุกแง่มุม จะได้รู้จักท่านดีพอและเข้าใจว่าท่านเป็นใคร ระดับไหนและต้องทำอย่างไรท่านถึงจะพอใจและอวยพรให้

ในคัมภีร์พระสุตตันตปิฎก คำว่า “เทวดา” เป็นคำใช้เรียกชาวสวรรค์ที่มีกำเนิดเป็นโอปปาติกะ คือการเกิดด้วยการผุดขึ้นทันทีโดยอาศัยอำนาจแห่งกรรมดีที่เคยทำไว้เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉานเป็นผู้จัดสรร ถ้าหากต้องการจะใช้เรียกเจาะจงเพศ จะเรียกเทวดาเพศชายว่า” เทพบุตร” และเรียกเทวดาเพศหญิงว่า “เทพธิดา”หรือนางฟ้า อย่างที่คนไทยรู้จักกันดี

ในทางพุทธศาสนา ในสวรรค์ เทวดาบางพวกที่ยังมีบุญบารมีมามากพอแต่ยังไม่หลุดพ้น ยังมีการเสพกาม มีนางอัปสรเป็นนางบำเรอ สำหรับเทวดาชาย ในทางศาสนาฮินดู เทพเทวดาของเขานั้นสมรสมีชายาและมีบุตรธิดา สืบต่อมาเป็นเทพทั้งหลาย แต่ในศาสนาคริสต์ เทวดาหรือทูตสวรรค์จะไม่มีสิ่งเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม ในพระไตรปิฎกที่ถือว่าเป็นคัมภีร์ทางศาสนาพุทธนั้น ได้อธิบายถึงภพภูมิของเทวดาตามความเชื่อของศาสนาพุทธนั้นเชื่อว่ามีอยู่ 6 ชั้นสูงขึ้นไปจากโลกมนุษย์ที่เรียกว่า “สรวงสวรรค์” และมีความสูงมากประมาณถึงประมาณ 46,000 โยชน์ ( 1 โยชน์ ก็ประมาณ  16 กิโลเมตร ใครอยากรู้ว่าอยู่สูงแค่ไหนลองคูณเล่นๆ ดูก็ได้นะครับ)

เทวดานั้นเชื่อกันว่าจะมีลักษณะหรือสภาพร่างกายและทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นทิพย์ทั้งหมด คือเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเนื้อของมนุษย์และไม่มีร่างกายเนื้อแบบคนที่สัมผัสได้  ท่านได้รับแต่ความสุขเพียงอย่างเดียว หรืออิ่มทิพย์ อิ่มด้วยบุญทั้งที่ตนเองมีและที่คนอื่นส่งบุญไปให้ท่าน เรื่องนี้สำคัญนะครับในการส่งบุญให้ท่าน เพราะเป็นเหตุแห่งหนังสือเล่มนี้ทั้งหมด ซึ่งท่านทั้งหลายจะได้ทราบได้รู้อย่างละเอียด ในบทต่อไป

เทวดานั้น  ลักษณะภายนอกมีรูปโฉมที่มีความงดงามเหมือนกันไปหมดและไม่มีวันแก่  สามารถคงความเป็นหนุ่มสาวอยู่เช่นนั้นได้ตลอดอายุขัย

ในด้านลักษณะของการแต่งกาย หากเป็นเทวดาในศาสนาพุทธแบบไทย ๆ ก็มีความเชื่อว่าจะแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเสื้อคลุมสีขาวแบบพระยาแรกนาขวัญและใส่เครื่องประดับมีเพชรนิลจินดามากมาย สวมมงกุฎและสร้อยสังวาล ส่วนในด้านชีวิตความเป็นอยู่นั้นจะไม่มีความทุกข์ยากลำบากอะไรเลย อยากได้อะไรก็เพียงแต่นึกเอา ก็สมความปรารถนาทุกอย่าง

อย่างที่กล่าวไปแล้ว ว่าเทวดาบางท่าน บางชั้นนั้นไม่มีความแตกต่างจากมนุษย์ก็ตรงที่ยังมีความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง มีครอบครัว มีแฟนได้ มีพ่อแม่ มีลูกมีหลานได้เหมือนกับมนุษย์ทุกอย่าง ซึ่งก็มีความแตกต่างกันไปอีกในแต่ละชั้นของเทวดาและสรวงสวรรค์  เป็น เทวดาชั้นกามาวจร คือ ยังเกี่ยวข้องกับกามหรือความอยากทั้งหลาย

 

Read Full Post »

การห้อยพระกับคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธนั้นถือเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากที่สุดเรื่องหนึ่ง หลายคนลืมตามาดูโลกก็อาจได้ของขวัญชิ้นแรกเป็นพระเครื่ององค์เล็ก ที่พ่อแม่ ปู่ย่าตายายหรือญาติสนิทคล้องรับขวัญเพื่อให้ชีวิตนับต่อนี้ไปมีแต่เรื่องมงคล เรื่องดีๆ เข้ามาในชีวิต และปกป้องคุ้มครองให้รอดพ้นจากภัยอันตรายทั้งปวง
ห้อยพระดี ชีวิตมีแต่เรื่องมงคล

ทำไมคนในทุกยุคถึงเชื่อว่า พระเครื่องที่ทำจากดิน จากปูน จากโลหะชิ้นเล็กๆ ถึงจะมีพลานุภาพขนาดนั้น เราต้องย้อนกลับไปดูที่มาของวัตถุประสงค์ของการสร้างพระนั้นให้เข้าใจ เราจึงจะทราบว่าพระที่เราห้อยนั้น มีพลานุภาพและจำเป็นต้องชีวิตเพียงใด

การสร้างพระนั้นซึ่งเริ่มจากการสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ซึ่งต่อมาก็ได้ลดขนาดลงเพื่อให้สะดวกในการพกพาซึ่งนิยมเรียกกันว่าพระเครื่อง  ตามประวัติศาสตร์ที่มาการบันทึกนั้นมีการสร้างกันครั้งแรก หลังจากที่พระพุทธเจ้านั้นเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว

เพราะในสมัยต่อมานั้น เป็นยุคของศาสนาอื่นในอินเดียมีอำนาจและต้องการลบล้างพระพุทธศาสนาเพราะมีความเชื่อที่ขัดแย้งกัน เพราะพระพุทธเจ้านั้นสอนให้คนทราบว่า อันชะตาชีวิตของคนเรานั้น จะชั่วหรือดี จะทุกข์หรือสุข จะรวยหรือจนนั้นมาจากรรมหรือการกระทำของคนทั้งสิ้น ไม่ได้มาจากพระเจ้า เทพเจ้า ดวงดาวหรืออำนาจอื่นใด

ในขณะที่ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูบอกว่ามาจากพระบัญชาของพระเจ้า มีการแบ่งวรรณะคนอย่างชัดเจน คนไม่สามารถเลื่อนขั้นหรือเพิ่มศักยภาพในชีวิตได้ ต้องรอพระเจ้าอย่างเดียว ซึ่งพระพุทธองค์ได้ประกาศศาสนาพุทธเพื่อปลดแอกคน ปลดแอกความเชื่อเหล่านี้ด้วยกฎแห่งกรรม ซึ่งทำให้พวกพราหมณ์และคนที่มีอำนาจของอินเดียนั้นรับไม่ได้ เพราะกลัวสูญเสียอำนาจที่กดขี่คนของตนไว้

ถึงขึ้นเอาเรื่องของการอวตารของพระนารายณ์ในปางที่ 9 มาบิดเบือนว่า พระพุทธเจ้านั้นเป็นเทพองค์หนึ่งในศาสนาของเขา เพื่อรวมกับศาสนาของเขาดังที่เคยกลืนศาสนาพราหมณ์จนสำเร็จมาแล้วในอดีต

จึงมีพระสงฆ์คณะหนึ่ง ได้สร้างตัวแทนของพระพุทธเจ้าเพื่อใช้ในการยึดเหนี่ยวจิตใจในการสืบทอกพระศาสนาที่กำลังโนคุคามและอีกวัตถุประสงค์หนึ่งในการ การสร้างขึ้นมานั้นก็เพื่อระลึกถึงพระเมตตา พระกรุณา พระบารมีและคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ มิได้มีจุดประสงค์ในการสร้างเพื่ออิทธิปาฏิหาริย์หรือการอื่นใด

การสร้างพระในสมัยนั้นคงต้องคอยระวัง ต้องคอยหลบซ่อนคนที่มีอำนาจในตอนนั้นเพราะเกรงถึงภัยอันตรายอันใหญ่หลวง จึงคาดว่าน่าจะเป็นที่มาของการลดขนาดพระให้เล็กลง เพื่อให้สามารถพกพาหรือสามารถซ่อนได้เมื่อยามถูกตรวจค้นกวาดล้าง รวมถึงการสร้างพระเป็นจำนวนมากในคราวเดียวกันได้

และในขณะที่สร้างพระนั้น ก็ยังได้นำพระพุทธมนต์ที่มาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์สืบทอดต่อกันมา มาสวดเพื่อสร้างความเป็นสิริมงคล และเป็นการสร้างแบบง่าย ๆ โดยการใช้ดิน โลหะ ไม้หรือวัสดุอื่นที่พอหาได้ในยุคนั้น

แต่ก็ยังมีตำนานการสร้างพระ ที่เชื่อว่ามีการสร้างพระมาตั้งแต่ในสมัยพุทธกาล คือ ตำนานพระแก่นจันทร์ที่เชื่อว่าเป็นการสร้าวพระพุทธรูปขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก เรื่องในตำนานมีอยู่ว่า เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปทรงเทศนาโปรดพระพุทธมารดา บนดาวดึงส์สวรรค์พรรษาหนึ่งนั้น

พระเจ้าประเสนทิโกศล แห่งแคว้นโกศล มีความรำลึกถึงพระพุทธองค์ ด้วยมิได้ทรงเห็นเป็นช้านาน จึงตรัสให้นายช่างทำ พระพุทธรูปขึ้นด้วยไม้แก่นจันทน์แดง(พระแก่นจันทร์) ประดิษฐานไว้เหนืออาสนะที่พระพุทธองค์เคยประทับ

ครั้นพระพุทธองค์เสด็จกลับลงมาจากดาวดึงส์ถึงที่ประทับ ด้วยพระบรมพุทธานุภาพ ก็บันดาลให้พระพุทธรูปแก่นจันทน์ เลื่อนหลีกจากพระพุทธอาสน์ จึงตรัสสั่งให้รักษา พระพุทธรูปพระแก่นจันทร์นั้นไว้ (เป็นที่มาของ”พระพุทธรูปปางห้ามแก่นจันทร์”) เพื่อสาธุชนจะได้ใช้เป็นแบบอย่าง สร้างพระพุทธรูปสืบไป นับเป็นการสร้างพระพุทธรูป เป็นครั้งแรก พระแก่นจันทร์ ถือเป็นพระพุทธรูปองค์แรกของโลก

แต่ตำนานพระแก่นจันทร์นี้ บางท่านกล่าวว่าเป็นเพียงตำนาน ที่ยังไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้อย่างชัดเจน ถ้าไม่นับพระแก่นจันทร์ก็สันนิษฐานกันว่า พระพุทธรูป นั้น เริ่มสร้างในราวพุทธศตวรรษที่ ๗ ตั้งแต่สมัยคันธารราฐ ซึ่งเป็นแคว้นที่อยู่ทางตอนเหนือ ของอินเดียโบราณ (ปัจจุบันอยู่ในแถบตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถานและตะวันออกของอัฟกานิสถาน)

ผู้ริเริ่มสร้างไม่ใช่ชาวอินเดียแต่เป็นพวกกรีกหรือโยนก สันนิษฐานว่าเริ่มสร้างในสมัยพระเจ้าเมนันเดอร์หรือพระเจ้ามิลินท์ กษัตริย์เชื้อสายกรีกแห่งแคว้นคันธาระหรือคันธาราฐ พระองค์เป็นต้นกำเนิดของหนังสือหรือคัมภีร์ “มิลินทปัญหา

(เดิมทีนั้นพระเจ้ามิลินท์มิได้ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา   ได้ทรงขัดขวางการขยายตัวของพระพุทธศาสนาด้วยซํ้าไป   เนื่องจากทรงแตกฉานวิชาไตรเพท (ของพราหมณ์) และศาสนาปรัชญาต่างๆ   รวมทั้งพุทธศาสนาด้วย    จึงประกาศโต้วาทีกับนักบวชในลทธิศาสนาต่างๆในเรื่องศาสนาและปรัชญา    ปรากฏว่าไม่มีใครสู้พระองค์ได้

จนกระทั่งคณะสงฆ์เลือกพระเถระผู้สามารถรูปหนึ่งมายังเมืองสาคละ เพื่อสนทนาเรื่องศาสนาและปรัชญากับพระเจ้ามิลินท์   พระเถระผู้นั้นคือ “พระนาคเสน “   เมื่อพระเจ้ามิลินท์ทรงทราบข่าวนั้นเสด็จไปสนทนาเป็นเชิงปุจฉาวิสัชนา อภิปรายกันขึ้นเป็นเวลาหลายวัน    ผลปรากฏว่า พระเจ้ามิลินท์ยอมแพ้พระนาคเสน    ข้อสนทนาระหว่างทั้งสองท่านนี้ ได้รวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ เรียกว่า “มิลินทปัญหา”)

ตำนานพระแก่นจันทร์ นั้นอ้างถึงสร้างพระพุทธรูปขึ้นเป็นครั้งแรกตามพระบรมพุทธานุญาตแต่สมัยพุทธกาล แต่ทว่ายังคงขัดต่อหลักฐานทางศิลปกรรมในพระพุทธศาสนา ที่เก่าแก่ที่สุดที่มีการค้นพบทางโบราณคดีใน สมัย พระเจ้าอโศกมหาราช เพราะไม่พบว่ามีการสร้างพระพุทธรูปแต่อย่างใด  มีแต่ทรงทำรูปสัญลักษณ์อื่นๆ เช่น รอยพระพุทธบาท ธรรมจักร เป็นต้น สมมติแทนพระพุทธรูปทุกแห่งไป

ข้อนี้อาจจะพิสูจน์ให้เห็นว่าประเพณีในการสร้างพระพุทธรูปยังไม่มีในสมัยพุทธกาล หรือยังเป็นข้อห้ามอยู่ในมัชฌิมประเทศจนถึง  พ.ศ. ๔๐๐ ข้อนี้แสดงให้เห็นว่าตำนานเรื่องพระแก่นจันทร์นั้น น่าจะเกิดขึ้นต่อสมัยเมื่อมีที่มีคตินิยมในการสร้างรูปพระพุทธเจ้าเป็นรูปมนุษย์ หรือพระพุทธรูปแพร่หลายแล้วในภายหลัง

สำหรับพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นมามีรูปแบบที่ต่างไปตามสถานที่ อย่างชาวกรีกทำพระศกเป็นเส้นผมเหมือนคนสามัญชน แต่ชาวอินเดียเห็นว่าไม่งามได้ดัดแปลงพระศกเป็นรูปก้นหอย รูปหน้าเปลี่ยนเป็นหน้าคนอินเดีย สำหรับประเทศอื่นๆ ที่ได้รับแบบอย่างการสร้างพระพุทธรูปก็ได้ดัดแปลงแก้ไขไปตามเห็นสมควรทำให้เกิดพระพุทธรูปแบบต่างๆ ขึ้นมากมายทั้งในลังกา ในจีน ธิเบต เวียดนาม และไทยรวมถึงที่อื่นจวบจนมาถึงทุกวันนี้

สำหรับคำว่า “พระเครื่อง” ที่เข้าใจกันดีว่าเป็นพระขนาดเล็กที่ใช้ห้อยคอติดตัวนั้น  มาจากคำว่า “พระเครื่องราง” หมายถึง พระพุทธรูปองค์เล็กๆ ที่นับถือว่าเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันอันตราย โดยในสมัยเริ่มแรกนั้น พระพุทธรูปนั้นถูกสร้างขึ้นในลักษณะของพระพิมพ์ที่สร้างไว้เพื่อสืบอายุพระศาสนา

ต่อมาในภายหลัง มีการนำอักขระและศาสตร์บางอย่างของทางพราหมณ์เข้ามาร่วมพิธี เพื่อสร้างความศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อการสวดพระพุทธมนต์นี้ ซึ่งเชื่อว่าเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศลังกา ราว พ.ศ. 500

ด้วยที่ว่าชาวลังกาที่นับถือพุทธศาสนาในขณะนั้น ประสงค์ให้พระสงฆ์ช่วยเหลือตนให้เกิดสิริมงคลและป้องกันภยันตรายต่างๆ ด้วยการสวดมนต์และคาถาตามแบบอย่างพราหมณ์ซึ่งมีความเชื่อว่า ผู้ทรงเวทจะทำให้เกิดสิริมงคล และป้องกันภยันตรายแก่มหาชนได้

เพราะในความเป็นจริงแล้วศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์นั้นใกล้ชิดกันมาตั้งแต่เริ่มประกาศพระพุทธศาสนาแล้ว  คนทั่วไปในชมพูทวีปก่อนหน้านั้นก็นับถือศาสนาพราหมณ์ และปวงเทพทั้งหลาย

 

ในศาสนาพุทธก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการมีอยู่ของเทพเทวดา และวิญญาณอื่นๆ ที่เป็นอมนุษย์ แต่แสวงหาการดับทุกข์ที่แท้จริงนั้นที่มาจากภายในตนเอง  มิได้หวังพึ่งพาอำนาจภายนอกเหล่านั้น

แต่อย่างไรก็ตามนอกจากการสร้างพระอัญเชิญพระพุทธมนต์แล้ว ยังได้มีการจารตัวอักขระที่ย่นย่อมาจากบทพระพุทธมนต์ เพราะเชื่อกันว่าด้วยพลานุภาพของพุทธมนต์นั้นจะสถิตอยู่ในพระองค์นั้น และช่วยคุ้มครองและอวยพรให้กับคนที่สวมใส่

ความเชื่อนี้ดำรงต่อมาเป็นเวลานับพันปี และเชื่อกันว่าพระเครื่อง หรือ “พระพิมพ์ “ นั้นจริงๆ แล้วเกิด ขึ้นมาประมาณ 1,000 กว่าปี ร่วม 2,000 ปีหรืออาจจะก่อนหน้านั้นแล้ว

แต่ไม่สามารถระบุชัดเจนได้ว่า ในประเทศไทยนั้น มีคติความเชื่อในการนำพระพิมพ์ต่างๆไปปลุกเสกสร้างเป็นพระเครื่องกันตั้งแต่สมัยใด แต่หากศึกษาจากการพบพระเครื่องสมัยโบราณทั่วประเทสและในต่างประเทศที่อินเดีย ลังกา เนปาล ก็จะพบว่า คติความเชื่อในการสร้างพระเครื่องนั้นมีมายาวนานนับพันปีแล้ว

โดยได้อิทธิพลในการสร้างมาจากการผสมผสานแนวคิดในพระพุทธศาสนาทั้งเถรวาทและมหายาน ร่วมกับแนวคิดในลัทธิบูชาบรรพบุรุษ ลัทธิวิญญาณนิยม ลัทธิบอน ที่เชื่อในเรื่องผีสางเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆในธรรมชาติ รวมทั้งแนวคิดความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ในศาสนาพราหมณ์

การสร้างพระเครื่อง ในประเทศไทยนั้น แต่เดิมไม่มีความประสงค์ จะสร้างเพื่อจำหน่าย เหมือนดังกล่าวข้างต้น พุทธศาสนิกชนคนไทย สร้างพระพิมพ์ขึ้น เพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนา ให้ถาวร จึงสร้างพระพิมพ์เป็นจำนวนมาก ฝังไว้ในพระเจดีย์ โดยถือว่า เมื่อพระเจดีย์ล้มสลาย หายสูญไปแล้ว ภายหลังมีใครไปขุดพบพระพิมพ์ ที่สร้างไว้ ก็จะได้รู้ว่า พระพุทธศาสนา เคยประดิษฐานในที่นั้น เป็นเหตุให้น้อมรำลึกถึงพระพุทธคุณสืบต่อไป

มีการค้นพบหรือกรุแตกมากมายในเมืองไทย ที่พอจะยืนยันว่า การสร้างพระนั้นมีมานับพันปีขึ้นไป อาทิเช่น กรุพระธาตุนาดูร จ.มหาสารคาม ที่มีการพบพระพิมพ์ดินเผากรุพระนาดูนที่ขุดพบเมื่อปี พ.ศ. 2522นั้น เป็นพระพิมพ์ดินเผาฝีมือช่างประจำราชสำนัก สร้างไว้เพื่อเป็นพุทธบูชาสืบต่อพระพุทธศาสนา พระพิมพ์ดินเผากรุพระนาดูน มีพุทธศิลป์ ลวดลายลีลาอ่อนช้อยสวยงามและเป็นศิลปะสมัยทวาราวดีมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 12–16 หรือประมาณ 1,300 ปี

เนื้อพระพิมพ์แข็งแกร่งมาก พระพิมพ์บางองค์กลายเป็น เนื้อหิน สีเนื้อพระพิมพ์มี 5 สี คือสีหิน(น้ำตาลแก่) สีเหลืองอ่อนหรือสีเหลืองมันปู สี ชมพู สีแดงหินทราย และสีขาวนวล (สีเท่าอ่อน) ในพระพิมพ์เกือบทุกพิมพ์จะมี รูปเจดีย์ และสถูปจำลองปรากฎอยู่เสมอ และเป็นพระพิมพ์เล่าเรื่องพุทธประวัติที่มีความ หมายอยู่ในตัว พระพิมพ์ดินเผากรุพระนาดูนที่ขุดพบได้นำตัวอย่างไปวิเคราะห์หาส่วนผสม

จากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีปรากฏว่า ส่วนผสมหลัก ได้แก่ ศิลาแลง ดินเหนียว แกลบข้าว ทราย กรวด ในตัวอย่างบางชิ้นนั้นมีเมล็ดข้าวผสมอยู่ ด้วยส่วนผสมที่ใช้มากได้แก่ ทราย ซึ่งเมื่อเผาแล้วจะทำให้เนื้อดินมีความแกร่งมาก ลักษณะการเผาจะเผาแบบกลางแจ้งอุณหภูมิไม่คงที่ จึงทำให้สีของพระพิมพ์ดินเผาแตกต่างกัน ส่วนประกอบเหล่านี้คงทำให้พระเครื่องนั้นมีอายุยืนนานและคงสภาพเป็นรูปได้ดีจนถึงปัจจุบัน

เป็นที่เชื่อกันว่าคนไทยนั้นเริ่มนิยมสะสมพระเครื่องกันเพื่อใช้ในการป้องกันศาสตราภัยและความคงกระพันชาตรีมาก คงจะเริ่มตั้งแต่ในสมัยอยุธยา เพราะในสมัยนั้นมีการศึกสงครามมากและตลอดเวลาด้วย เชื่อว่า มีการสร้างพระเครื่องเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับทหารที่จะไปสู้รบในสงคราม

ความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์และการแคล้วคลาด อาวุธทั้งหลายยิงและแทงไม่เข้านั้น ส่วนหนึ่งเชื่อกันว่านอกจากพุทธคุณในองค์พระแล้ว ก็น่าจะเป็นการที่พระเครื่องบางองค์นั้นมีส่วนผสมในองค์พระที่มาจากว่านสมุนไพร และโลหะบางชนิดที่มีสรรพคุณวิเศษในการทำให้เกิดปาฏิหาริย์บางอย่างได้ เรื่องเหล่านี้เป็นความเชื่อที่ขอแนะนำว่าไม่ควรลบหลู่เป็นอย่างยิ่ง

 

Read Full Post »

Older Posts »