Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for สิงหาคม, 2013

เทวดาเองก็มีความกลัวเหมือนมนุษย์ ต้องการที่พึ่งแบบเดียวกันเพราะแม้จะเป็นเทวดาเสวยสุขอยู่แต่ถ้าทำไม่ดีก็มีสิทธิ์ตกนรกได้ และที่เหมือนกับมนุษย์อีกอย่างก็คือ เทวดาก็มีข้อจำกัดในเรื่องของสติปัญญา ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางในปัญหาหลายๆ เรื่อง จึงเป็นเหตุให้พากันมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อคลายความสงสัยและหาวิธีแก้ไขปัญหาของตนจากพุทธโอวาท
เทวดา กับการตอบปัญหาของพระพุทธเจ้า

สาเหตุแห่งปัญหาของเทวดาที่พากันแก้ไม่ตกบอกไม่ถูกมีดังต่อไปนี้

  1. 1.              เพราะกลัวตาย

ไม่น่าเชื่อว่าเทวดาเองก็กลัวตายเหมือนกับมนุษย์ เวลาที่ใกล้ตายเทวดาจะพยายามอย่างยิ่งเพื่อรักษาสมบัติของตนเอง ความเป็นทิพย์ของตนเอง ความเป็นสุขของตนเองเอาไว้ราวกับมหาเศรษฐีที่เพียบพร้อมทุกอย่างแล้วยังหวงแหนสุขไม่ยอมละยอมวางอะไรง่ายๆ

คนดังที่กลัวตายกว่าใครก็น่าจะเป็น ท้าวสักกะหรือพระอินทร์นั่นเอง ครั้งหนึ่งท่านทราบว่าอายุขัยความเป็นเทพของตนเองจะหมดแล้ว โดยทรงเห็นเครื่องหมายแห่งความตายปรากฏ แสงรัศมีเรื่องหมอง สมบัติก็เริ่มหมอง ทุกอย่างเริ่มหมองลงๆ ก็เลยเกิดกลัวขึ้นมาก็ทรงเห็นว่ามีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะทรงเป็นที่พึ่งแก่พระองค์ได้ จึงไปเข้าเฝ้าพร้อมด้วยเทพผู้เป็นบริวาร เพื่อทูลถามปัญหากับพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงตอบปัญหาจบลง ท้าวสักกะพร้อมด้วยเทวดาแปดหมื่นของตนเองที่เป็นบริวารได้บรรลุโสดาปัตติผล

ตรงนี้ในพระคัมภีร์อรรถกถาได้แสดงไว้ว่า ผลของการฟังคำตอบในปัญหาดังกล่าว ทำให้ท้าวสักกะได้ดวงตาเห็นธรรมและกลับมาเป็นท้าวสักกะหนุ่มมีรัศมีเปล่งปลั่งอีกครั้ง ดังพุทธดำรัสที่ว่า

 

“ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ท้าวสักกะเทวราชทำสิเนหาในเรานั้น ไม่น่าอัศจรรย์ เพราะท้าวสักกเทวราชนี้ ในกาลเมื่อถูกมรณภัยคุกคามจึงพร้อมด้วยเทพบริษัทนั่งฟังธรรมเทศนา ณ อินทสาลคูหา เมื่อได้ฟังพยากรณ์ปัญหาจากเราจบแล้วได้เป็นพระโสดาบัน ละความเป็นท้าวสักกะแก่ถึงความเป็นท้าวสักกะหนุ่ม เพราะอาศัยเรานี่เอง”

 

  1. 2.              เพราะกลัวจะไปเกิดในนรก

เทวดาเองยังเป็นผู้ที่มีกิเลสกลัวว่าเมื่ออายุขัยของตนหมดสิ้นไปแล้วจะไปเกิดในนรก จึงมาเข้าเฝ้าทูลถามปัญหาเพื่อพระพุทธองค์จะเป็นที่พึ่งช่วยแก้ไขปลดเปลื้องทุกข์ให้แก่ตน

เทวดาองค์หนึ่ง ชื่อสุพรหมเทพบุตรซึ่งในอดีตชาติเป็นเศรษฐีขี้เหนียว ทำแต่ความชั่ว บุญกุศลไม่เคยทำเลยตลอดชีวิต แต่ก่อนตายได้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าขึ้นมา ด้วยกรรมก่อนตายนั้นยังผลให้ไปเกิดในสวรรค์ เทวดาองค์นี้ก็เลยมีความประมาท ชอบสำเริงสำราญอยู่กับนางเทพธิดาทั้ง 500 ในวิมานของตัวเอง

ครั้งหนึ่งมีเพื่อนเทวดามาบอกข่าวว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาจึงชวนไปฟังธรรมให้เกิดบุญกุศล สุพรหมเทพบุตรก็ปฏิเสธ ว่าจะอยู่ในวิมานของตนเองอย่างเดียว เพื่อนเทวดาจึงไม่รบเร้า แต่ก่อนที่จะลากลับก็เห็นว่าแสงรอบตัวของสุพรหมเทพบุตรนี้กำลังหรี่ลงทุกที ก็ทำให้รู้ว่าเทวดาองค์นี้กำลังจะจุติแล้วจึงได้ทักเข้า

ว่าแล้วยังไม่ทันขาดคำนางเทพอัปสรทั้ง 500 ก็พลันจุติลงนรกไปก่อน สุพรหมเทพบุตรได้เห็นดังนั้นก็ลองตรวจดูว่าเหล่าเทพธิดาทั้ง 500 ไปเกิดในนรกจริงๆ จึงเกิดความหวาดกลัวจึงได้ขอร้องให้ช่วย เทวดาเพื่อนก็บอกช่วยไม่ได้ แม้แต่เจ้าผู้ครองสวรรค์อย่างท่านท้าวสักกะก็ช่วยไม่ได้ มีเพียงบุคคลเดียวเท่านั้นที่จะช่วยได้ก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สุพรหมเทพบุตรจึงได้ขอร้องให้เพื่อนเทวดาพาไปพบกับพระพุทธเจ้าแล้วตั้งคำถามกับพระพุทธองค์ว่า  ทำอย่างไรจิตจึงจะไม่สะดุ้งหวาดกลัวในการตกนรกพระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ว่า

 

“ความสวัสดีจะมีได้ก็เพราะประกอบด้วย ปัญญา มีความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส การสำรวมอินทรีย์และปล่อยวางจากสรรพสิ่งทั้งปวงนั่นและเป็นเหตุแห่งความสวัสดี”

ในเวลาจบพยากรณ์ปัญหา สุพรหมเทพบุตรได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบันพร้อมด้วยนางเทพอัปสรห้าร้อยที่เหลืออยู่ที่ยังไม่ได้ไปจุติ การบรรลุธรรมเป็นโสดาบันเป็นการปิดทางอบายได้จึงไม่ต้องตกนรกและกลับมาเป็นเทพบุตรดังเดิม เรียกได้ว่าอานุภาพแห่งพระธรรมของพระพุทธเจ้านั้นเป็นของวิเศษโดยแท้

  1. 3.              เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้าเองที่สามารถตอบปัญหาได้

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า บางทีปัญญาของเทวดา ก็ยัง “ไม่ถึง” ความรู้บางอย่างเป็นความรู้ระดับปริญญาเอก เทวดาหลายๆ องค์บางทีไม่รู้ว่าเรียนจบมัธยมต้นหรือเปล่าในแง่ทางธรรม ต้องให้พระบรมครูตอบให้เท่านั้น เพราะพระพุทธองค์เป็นผู้มีปัญญาบารมีที่จะตอบได้

ท้าวสักกะเองเคยถามปัญหาที่ดูเหมือนจะตอบง่ายแต่กลับไม่ง่ายเอาไว้ว่า ทานชนิดไหนบ้างที่เป็นเยี่ยม  รสชนิดไหนเป็นยอด  ความยินดีชนิดไหนเป็นเลิศ และ ความสิ้นไปแห่งตัณหา เหล่าบัณฑิตพากันกล่าวว่าประเสริฐ มันประเสริฐได้เพราะอะไร

ปัญหาทั้งสี่ข้อนี้ ไม่มีเทวดาตนใดตอบได้ พวกเทวดาจึงปรึกษาหารือกัน จนล่วงเลยมาเป็นปีๆ แล้วก็ยังขบปัญหากันไม่แตก พากันไปเฝ้าท้าวมหาราชทั้ง 4 หรือ สี่กษัตริย์ผู้ครองสวรรค์ชั้นที่ 1 ก็ยังไม่ได้คำตอบจึงต้องหันไปพึ่งพระพุทธเจ้าเพราะปัญหานี้เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้าที่จะตอบได้

พระพุทธเจ้าจึงให้คำตอบแบบฟันธงว่า

“ธรรมทานเป็นเยี่ยมกว่าทานทั้งปวง  รสแห่งพระธรรมเป็นยอดกว่ารสทั้งปวง ความยินดีในธรรมเป็นเลิศกว่าความยินดีทั้งปวง และความสิ้นไปแห่งตัณหาชื่อว่าประเสริฐเพราะว่าความสิ้นแห่งตัณหาชนะทุกข์ทั้งปวง”

พระพุทธองค์ตอบง่ายๆ เพียงเท่านี้แต่ได้รับผลดีเป็นอย่างมากอย่างไม่น่าเชื่อ กล่าวคือ เมื่อเทวดาที่ได้ฟังธรรมจากคำถามของท้าวสักกะที่ตอบโดยพระพุทธองค์จบแล้วมีเทวดาประมาณ 8 หมื่น 4 พันองค์ได้บรรลุธรรม

  1. 4.              เพราะว่าอยากรู้คำตอบ

พูดจาภาษาสมัยใหม่ก็คือ เทวดาก็อยากจะ “สนอง Need” ของตนเองเพราะปัญหาบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการดาเนินชีวิตของมนุษย์หรือเทวดาก็ตาม จัดว่าเป็นประเด็นที่เหล่าเทวดาให้ความสนใจ

เทวดาเองก็อยากจะรู้ในเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องความเจริญและเรื่องความเสื่อมของสัตว์ทั้งหลาย เหล่าเทวดาจะว่าไปแล้วก็เหมือน เด็กๆ ที่สงสัยอะไรขึ้นมาก็ถามเอาจากพระพุทธเจ้ากันตรงๆ เพราะจะให้ไปค้นคว้าหาคำตอบเองก็ทำไม่ได้ หรือ ไปทดลองวิทยาศาสตร์ในสวรรค์ก็ไม่ใช่วิสัยของเทวดา

ในอรรถกถาปราภวสูตร มีใจความแสดงถึงเรื่องความสงสัยในหมู่เทวดา เมื่อพวกเทวดาได้ฟังมงคลสูตรแล้วพากันคิดว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่เป็นทางแต่ความเจริญและความสวัสดีว่ามี 38 ข้อนะ แต่ไม่ทรงแสดงความเสื่อมซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายเสื่อมเสียพินาศเลย

ด้วยเหตุนั้นเองเหล่าเทวดาจึงพากันมาเข้าเฝ้าแล้วทูลถามเหตุแห่งความเสื่อมว่ามีจำนวนกี่ข้อ พระพุทธองค์ก็ทรงตอบไปตามลำดับ เมื่อจบคำพยากรณ์ปัญหาแล้ว เทวดาทั้งหลายก็ได้บรรลุธรรมไปหลายระดับตั้งแต่ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล และอนาคามิผล เรียกได้ว่าต้องรู้มันทั้งสองด้านถึงจะเข้าใจหายสงสัยแบบแจ่มแจ้ง

 

Advertisements

Read Full Post »

พระพุทธเจ้าและเทวดามีการติดต่อสัมพันธ์กันอยู่เป็นประจำ หากอ้างอิงจากหลักฐานในพระไตรปิฎก และในพุทธประวัติ เทวดาทุกระดับชั้นต้องการมาฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น และองค์ที่ดูจะมาบ่อยที่สุดก็คือ ท้าวสักกะเทวราช หรือ พระอินทร์นั่นเอง
เทวดา กับการตอบปัญหาของพระพุทธเจ้า

ท้าวสักกะเทวราชแม้ว่าจะเป็นพระราชาแห่งเทวดาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แต่ก็มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก ยามใดที่มีปัญหาขัดข้องเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของพระองค์เองและเหล่าเทวดาบนสวรรค์จะเสด็จลงมาเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อทูลถามปัญหา และพระพุทธเจ้าก็จะทรงตอบปัญหาให้

การตอบปัญหาของพระพุทธเจ้าทำให้ท้าวสักกะและเหล่าเทวดาที่มาทูลถามปัญหาได้ฟังธรรมเกิดความรู้ความเข้าใจหลักธรรมได้ดวงตาเห็นธรรมกลายเป็นอริยบุคคลชั้นโสดาบัน  สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับความทุกข์และความเป็นอยู่ในภาวะของตนให้หมดไป เรียกได้ว่าเป็นการสร้าง “เสถียรภาพ” ให้กับตนเองและเหล่าบริวารอย่างยั่งยืนเพราะเมื่อเป็นอริยบุคคลชั้นโสดาบันแล้วก็เรียกว่า “ปิดนรก” หมดโอกาสจะตกนรกโดยสิ้นเชิง

พระพุทธเจ้าเองก็ทรงชอบที่จะเสด็จขึ้นไปแสดงธรรมโปรดแก่เหล่าเทวดาด้วย ครั้งใดเมื่อมีพระประสงค์จะแสดงเทศนาโปรดพวกเทวดา พระองค์จะเสด็จไปสวรรค์โดยเฉพาะสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นสวรรค์ชั้นที่พระองค์เสด็จไปมากครั้งที่สุด

ในคราวที่แสดงยมกปาฏิหาริย์ (การเนรนิตรูปเหมือนของพระองค์เองออกมาถามตอบปัญหาธรรม) ปราบทิฐิของนักบวชนอกพระพุทธศาสนาแล้วพระพุทธองค์ก็ได้เสด็จไปจำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อเทศนาอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดาตามพุทธประเพณี ดังข้อความที่ปรากฏในอรรถกถาว่า

 

“พระศาสดา กำลังทำปาฏิหาริย์อยู่นั่นแล ทรงรำพึงว่า พระพุทธเจ้าในอดีตทั้งหลาย ทำปาฏิหาริย์นี้แล้วจำพรรษาที่ไหนหนอแล ทรงเห็นว่า จำพรรษาในภพดาวดึงส์แล้วแสดงอภิธรรมปิฎกแก่พุทธมารดาดังนี้แล้วทรงยกพระบาทเบื้องขวาเหยียบเหนือภูเขายุคันธรทรงยกพระบาทอีกข้างหนึ่งเหยียบเหนือยอดเขาสิเนรุ”

พวกเทวดาแม้จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่เพียบพร้อมด้วยสมบัติอันเป็นทิพย์แล้ว ก็มีปัญหามากมายไม่ต่างจากมนุษย์ และเมื่อมีปัญหาก็ลงมายังโลกมนุษย์เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อทูลถามวิธีแก้ปัญหาของตนเอง เทวดาที่มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อทูลถามปัญหานั้นมีทั้งเทวดาที่ปรากฏนามและเทวดาที่ไม่ปรากฏนาม ถ้าปรากฏชื่อก็แสดงว่าเทวดาองค์นั้นค่อนข้างจะเรื่องเยอะและมีบุญมีชื่อเสียงพอสมควร

 

Read Full Post »

ความเชื่อเรื่องเทวดาเป็นความเชื่อเรื่องภพภูมิที่เรียกได้ว่าไม่ใช่มนุษย์หรือเป็น “อมนุษย์” ประเภทหนึ่งที่อยู่สูงขึ้นไปความความเชื่อของในแต่ละศาสนา  แต่ไม่ว่าจะกล่าวถึงศาสนาไหนๆในโลกก็เชื่อว่า   เทวดา เป็นภพภูมิที่ดีและมีความสุขด้วยกันทั้งนั้น
ธรรมชาติและการมีอยู่ของเทวดา

ภพภูมิของเทวดาตามความเชื่อของพระพุทธศาสนานั้นเชื่อว่ามีอยู่ 6 ชั้นสูงขึ้นไปจากโลกมนุษย์ที่เรียกว่า “สรวงสวรรค์” และมีความสูงมากประมาณถึงประมาณ 46,000 โยชน์ เทวดานั้นเชื่อกันว่าจะมีลักษณะหรือสภาพร่างกายและทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นทิพย์ทั้งหมด คือเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเนื้อของมนุษย์และใช้ร่างกายสัมผัสได้  ได้รับแต่ความสุขเพียงอย่างเดียว ลักษณะภายนอกมีรูปโฉมที่มีความงดงามเหมือนกันไปหมดและไม่มีวันแก่  สามารถคงความเป็นหนุ่มสาวอยู่เช่นนั้นได้ตลอดอายุขัย

เทวดานั้นดูเหมือนจะไม่มีการบ่งบอกเพศ อาจหมายถึงเพศชายก็ได้ เพศหญิงก็ได้ ซึ่งมักจะมีการแบ่งแยกตามหลักของภาษาศาสตร์ว่า “เทพบุตร” หมายถึงเทวดาผู้ชาย หรือ “เทพธิดา” หมายถึงเทวดาผู้หญิง

อ. เสถียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิตทางสายวิชาพระพุทธศาสนาคนสำคัญคนหนึ่งของเมืองไทย ท่านได้ให้คำนิยามี่เหมาะสมกับบุคลิกของเทวดาเอาไว้ว่า “ผู้เล่นสนุกด้วยกามคุณทั้งห้า” ซึ่งหากพิจารณาความประพฤติของเทวดาในหลายๆ ตอนจากพระไตรปิฎกก็สมควรแล้วที่จะเรียกเช่นนั้น

เทวดามีความแตกต่างจากมนุษย์ตรงในเรื่องของกายภาพคือ สวยงามละเอียดกว่ามนุษย์หลายเท่า สวยงามขนาดไหนก็มีเรื่องราวกล่าวเล่าพรรณนาถึงความงามของความเป็นเทพบุตรเทพธิดามากล่าวเล่าให้ฟังกันตรงนี้บทหนึ่ง

เจ้าชายนันทะ ซึ่งเป็นน้องชายต่างพระมารดาของพระพุทธเจ้าได้ออกบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาโดยไม่ได้ตั้งใจ ที่ออกบวชเพราะเกรงใจในตัวของพระพุทธองค์ ครั้นบวชแล้วก็มัวคิดแต่จะสึกเพราะอาลัยอาวรณ์ในตัวของพระชายา เนื่องจากท่านพึ่งจะแต่งงานได้ไม่กี่วัน

เมื่อพระนันทะคิดแต่จะสึกพระพุทธองค์จึงใช้กุศโลบายพาพระนันทะไปชมนางฟ้าบนสวรรค์ พระพุทธองค์ตรัสถามพระนันทะ ทันทีว่า “นันทะเอย นางฟ้าเหล่านี้กับเจ้าสาวของเธอ ใครงดงามกว่ากัน”

พระนันทะถึงกับลืมเจ้าสาวของตัวเองทันทีเพราะนางฟ้านางอัปสรที่ท่านเห็นนั้นมีความสวยงามยิ่งกว่าพระชายาที่เป็นมนุษย์มากนักจึงได้ตอบว่า “นางฟ้าพระเจ้าข้า”  พระพุทธองค์จึงถามต่อว่าแล้วจะเลือกใครระหว่างนางฟ้ากับพระชายา พระนันทะก็ตอบแบบไม่คิดทันทีว่า เลือกนางฟ้า

เทวดานางฟ้านั้นน่าจะสวยงามมากถึงขนาดที่ทำให้คนเพิ่งแต่งงานหลงเมียลืมได้ และมีความเป็นอยู่ที่เป็นสุขมากจริงๆ พระพุทธองค์จึงสอนให้ผู้คนทั้งหลายได้ทำความดีละเว้นความชั่ว เพราะแม้นจะยังไม่ถึงพระนิพพานก็ยังได้ชื่อว่าจะมีสุคติภูมิที่ดีเป็นที่ไป

แต่อย่างไรก็ตามเหล่าเทวดาก็ยังมีความรู้สึก มีกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง มีครอบครัว มีแฟนได้ มีครอบครัวได้แบบที่มนุษย์ต้องการทุกอย่าง ในพระไตรปิฎกก็มีเรื่องราวกล่าวเล่าถึง “ศึกชิงนางฟ้านางสวรรค์” มาแล้ว

นางฟ้าที่เป็นต้นเหตุนี้เป็นพระญาติองค์หนึ่งของพระอนุรุทธะเถระที่ชื่อพระนางโหริณี ท่านเคยป่วยเป็นโรคผิวหนังขั้นรุนแรงมากรู้สึกอับอาย ได้แต่หมกตัวอยู่ในห้องไม่กล้าปรากฏกายต่อสาธารณชน เมื่อพระอนุรุทธะ พระเชษฐาทราบเรื่องจึงแนะนำให้เธอขายเครื่องประดับมีค่า เอาเงินมาสร้างอาสนศาลา ถวายพระสงฆ์ให้ถวายทานแก่พระสงฆ์ตามโอกาสอันควรและให้ดูแลทำความสะอาดปัดกวาดอาสนศาลาเป็นประจำ

พระนางโหริณีปฏิบัติตามเชษฐาแนะนำ ด้วยอานิสงส์แห่งการปัดกวาดศาลาเป็นนิจศีล โรคผิวหนังได้หายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อสิ้นชีพได้ไปเกิดเป็นเทพธิดาที่มีรูปกายและแสงสว่างเรืองรองสวยงามหยดย้อยมากขนาดเทพเทวดาด้วยกันเห็นแล้วยังหลงใหลทันที

กรณีนี้กลายเป็นศึกชิงนางฟ้ากลายๆ ได้ เพราะดูเหมือนเป็นกฎของเมืองแมนแดนสวรรค์ ถ้าเทพธิดาเกิด ณ เขตแดนวิมานของเทพองค์ใด ย่อมตกเป็นสิทธิของเทพองค์นั้นบังเอิญเทพธิดานางนี้เกิดผุดขึ้น ระหว่างเขตแดนของเทพบุตรถึง 4 องค์พอดี

เทพบุตรทุกองค์ได้เห็นความงามของเทพธิดาองค์นี้ต่างก็อ้างว่านางเกิดในแดนของตน เกิดทุ่มเถียงกันถึงขั้นจะวางมวยใช้ฤทธานุภาพต่อกันขึ้น แต่เห็นว่าไม่คุ้ม เทพองค์หนึ่งเลยเสนอว่า เมื่อตกลงกันไม่ได้ สู้ไปขอร้องให้องค์สักกะเทวราชตัดสินให้จะเป็นการดีกว่า

เทวดาทั้งสี่จึงพาเธอไปหาท้าวสักกะจอมเทพทันที และโดยทันทีเช่นกันที่เห็นผู้ปกครองแดนสวรรค์ได้เห็นหน้าสมาชิกสาวชาวฟ้าหน้าใหม่ ท้าวเธอก็เกิดจิตปฏิพัทธ์ขึ้นมาทันใด หันไปถามเทพทั้งสี่ว่า “ทันทีที่เห็นหน้าเทพธิดานางนี้ พวกเธอรู้สึกยังไงกันบ้าง”

องค์ที่หนึ่งตอบว่า “ใจมันเต้นเหมือนกลองศึก ไม่รู้จักหยุดนิ่งเลยพระเจ้าข้า”

องค์ที่สองก็ตอบว่า “ใจมันหวิวๆ เหมือนน้ำตกจากยอดเขาสูงเลยพระเจ้าข้า”

องค์ที่สามก็ตอบว่า “ทันทีที่สบตาเธอ สายตาข้าพเจ้าก็จ้องตะลึงแทบถอนออกจากเป้าเหมือนตาปูเลยพระเจ้าข้า”

องค์ที่สี่ก็ตอบว่า ““ใจมันสั่นพลิ้วเหมือนธงที่ต้องลมเลยพระเจ้าข้า”

องค์ท้าวสักกะได้ทีจึงตอบว่า

 

“พวกเธอยังดีไม่รู้สึกร้ายแรงเหมือนกับข้า เพราะถึงยังไงพวกเธอก็คงพอทนได้กับอาการเหล่านั้น แต่ฉันนี่สิมีความรู้สึกว่าถ้าไม่ได้เธอมาครอบครองแล้ว ฉันคงไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้แน่ ขอนางเทพธิดานี้ให้ฉันเถอะนะ”

เมื่อโดนเข้าไม้นี้เข้าไป เทวดาทั้งสี่องค์ก็จำต้องตัดใจยกให้เจ้านายไปด้วยความเสียดาย เรื่องศึกชิงนางในหมู่เทวดาจึงเหมือนๆ กับศึกชิงนางในโลกมนุษย์ที่แสดงให้เห็นว่าแม้จะเป็นถึงเทวดาแล้วก็ยังคงมีกิเลสมากในกามคุณอยู่นั่นเอง

เทวดานั้นมีความต้องการอย่างหนึ่งที่เป็นเช่นเดียวกับมนุษย์ ก็คือ ต้องการ “บุญกุศล” เพราะต้องการความสุขที่ยิ่งๆ ขึ้นไป แม้บางทีจะต้องยอมหลอกพระหลอกเจ้าได้ก็ยังกล้าลงมือทำ โดยที่เทวดาบางองค์ไม่ใช่แค่เทวดาธรรมดา แต่เป็นถึงระดับผู้ปกครองสวรรค์เลยทีเดียว

ครั้งหนึ่งพระมหากัสสปะได้เข้าฌานสมาธิอยู่ท่าเดียวเป็นเวลาถึง 7 วันโดยไม่ได้ฉันน้ำหรืออาหารใดๆ เลย เมื่อครบเจ็ดวันแล้วก็ตั้งใจว่าจะไปบิณฑบาตในถิ่นผู้ยากจนเข็ญใจ ซึ่งผู้ที่ได้ถวายทานแก่พระภิกษุที่เพิ่งจะออกจากนิโรธสมาบัตินั้น หากใครได้ทำบุญกุศลถวายทานด้วยแล้วก็จะยังผลให้เกิดลาภสักการะและความสุขมหาศาล

เหล่าเทพธิดาผู้เป็นสนมของท้าวสักกะเทวราชจึงได้ช่วยกันจัดอาหารมาบิณฑบาตด้วยภาชนะทองคำถึง 500 สำรับเพื่อรอให้ท่านมหากัสสปะเดินผ่านมารับ แต่เหล่านางฟ้านางอัปสรต่างก็ต้องผิดหวังไปตามๆ กันเพราะ พระมหากัสสปะนั้นไม่ยอมรับทาน จะสงเคราะห์แต่คนยากจนเท่านั้น แม้เทพธิดาจะขอร้องอย่างไรท่านก็ปฏิเสธว่า

 

“อย่าเลย เหล่าเทพธิดาเอ๋ย ขอให้อาตมาได้โปรดสัตว์แก่คนยากคนจนเถิด พวกท่านมีบุญบารมีมากพอแล้ว”

ครั้งนั้นท้าวสักกะเทวราชเองก็ประสงค์ในบุญหวังจะถวายทานแด่พระมหากัสสปะเช่นเดียวกัน พอเห็นเหล่าเทพธิดากินแห้วผิดหวังในการใส่บาตรกันกลับมาจึงได้ตำหนิเอาว่า

 

“พวกเจ้าแต่งตัวเป็นนางเทพธิดาลงไปบิณฑบาตอย่างนี้ไงเล่าท่านถึงไม่รับ เพราะการที่ท่านออกจากสมาธิมาบิณฑบาตคราวนี้ถ้าผู้ใดมีโอกาสตักบาตรกับท่านจะได้รับผลบุญมากท่านจึงปรารถนามอบบุญนี้ให้คนยากไร้เท่านั้น”

ท้าวสักกะและนางสุชาดาเทพธิดาจึงแปลงร่างเป็นคนยากจนเข็ญใจรอถวายทานแด่พระมหากัสสปะ เมื่อพระมหากัสสปะมาถึงก็รับบิณฑบาต แต่ทว่าท่านก็ต้องหยุดยังไม่ยอมเปิดบาตรรับอาหาร เพราะว่าอาหารที่นำมาถวายนั้นดีเลิศเกินกว่าจะเป็นของคนยากคนจน จึงใช้ญาณเพ่งดูก็พบว่าเป็นท้าวสักกะเทวราช ท่านมหากัสสปะจึงได้กล่าวตำหนิ

 

“พระองค์ทรงแย่งชิงบุญกุศลอันควรเป็นสมบัติของคนยากจนจัดว่าพระองค์ทำกรรมหนักแล้ว ใครก็ตามที่เป็นคนยากไร้ได้ตักบาตรกับอาตมาในวันนี้เขาพึงได้เป็นเสนาบดีหรือเศรษฐี ขอท่านอย่าได้ลวงทำทานกับอาตมาเช่นนี้อีกเลย”

ฝ่ายท้าวสักกะเทวราชเองยอมรับผิดแต่ก็ไม่วายโอดครวญต้องการในบุญ โดยชี้ว่าตนเองก็จัดเป็นผู้ยากจนเข็ญใจเช่นกัน เพราะแม้จะเป็นถึงผู้ปกครองสวรรค์แต่ก็มีรัศมีที่น้อยกว่า มหาเทพบุตรทั้งสามอย่าง จุฬรถเทพบุตร มหารถเทพบุตร และอเนกวัณณะเทพบุตร เป็นอันมากและรัศมีของสามเทพนั้นกำลังมาบดบังรัศมีของพระองค์อยู่ พระองค์จึงน่าจะเป็นคนที่ยากจนเข็ญใจเช่นเดียวกัน

พระมหากัสสปะจึงยอมรับทานนั้นจากท้าวสักกะและกล่าวอนุโมทนาบุญ ท้าวสักกะพร้อมทั้งนางสุชาดาจึงได้ทำประทักษิณ รอบพระมหากัสสปะสามรอบเสร็จแล้วก็เสด็จกลับวิมานของตน

พระพุทธเจ้าทรงเห็นเหตุการณ์นี้โดยตลอด พระพุทธองค์ไม่ได้กล่าวตำหนิท้าวสักกะที่มีความโลภในบุญนั้นให้เหล่าภิกษุและเหล่ามหาชนฟัง แต่ทรงชี้ให้เห็นความดีงามในศีลของพระมหากัสสปะแทนว่า เพราะพระมหากัสสปะเป็นผู้ที่รักษาศีลและปฏิบัติดีได้อย่างมั่นคง กลิ่นหอมของศีลที่ขจรขจายไปไกลถึงสวรรค์ทำให้แม้แต่เทวดาระดับสูงยังอยากที่ต้องการจะลงมาใส่บาตรเสียให้ได้ จึงได้ตรัสสอนอานิสงส์ของการรักษาศีลต่อ ทำให้มีผู้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันเป็นจำนวนมาก

จากเรื่องราวนี้คงพอจะทำให้เราเห็นได้ชัดว่า ไม่ว่าเทวดาหรือมนุษย์ต่างก็ยังมีกิเลสอยู่ เพียงแต่เทวดานั้นมีภพภูมิที่เป็นสุขกว่า แต่ก็มีโอกาสได้ทำบุญกุศลน้อยกว่าเช่นกันเพราะเทวดาไม่มีกายเนื้อที่จะลงมาทำความดีเป็นเรื่องเป็นราวแบบมนุษย์ได้แบบมนุษย์จึงต้องอาศัยกลวิธีต่างๆ ในการสร้างบุญกุศลแทน

เรื่องราวของเทวดาและการพร่ำสอนเทวดาในพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า จึงถือเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มาก พระพุทธองค์พยายามสอนเทวดาเช่นเดียวกับกับสอนมนุษย์ เมื่อเทวดาได้ฟังคำสั่งสอนของพระพุทธองค์แล้วย่อมได้บุญกุศลติดตัวไป เช่นเดียวกับการสร้างบุญของมนุษย์ที่เมื่อได้ฟังธรรมแล้วเกิดสัมมาทิฐิ ก็ได้บุญกลับไปเช่นกัน ตรงกับหลักการทำบุญข้อที่ว่า “ธัมมัสวนะมัย หรือบุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม” นั่นเอง

บทธรรมะสาธยายความถึงเทวดาในพระไตรปิฎกนั้นมีอยู่เป็นจำนวนมากหลายพระสูตร แต่ละสูตรก็ล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์และความรู้ในการสร้างบุญกุศลทั้งสิ้น มาค้นหาคำถามและหาคำตอบกันได้ในหน้าถัดไปได้เลยครับ

 

Read Full Post »

การสะเดาะเคราะห์เป็นการทำพิธีตามความเชื่อโบราณว่าจะสามารถส่งเสริมดวงชะตาให้ดีขึ้นมักรวมไปถึงการต่ออายุ หรือแก้ไขสิ่งเลวร้ายให้กลายเป็นดีการเริ่มทำบุญตั้งแต่ต้นปีก็จะเพิ่มดวง เสริมสง่าราศีให้ชีวิตมีความสุขและประสบความสำเร็จตลอดทั้งปีและตลอดไปอย่างแน่นอน
ทำไมจึงต้องสะเดาะเคราะห์ และการสะเดาะเคราะห์แต่ละวิธีแก้ไขทุกข์ใดได้?

ทั้งนี้พิธีสืบชะตา ต่ออายุ และสะเดาะเคราะห์ เป็นพิธีกรรมหนึ่งที่กระจายอยู่ในวัฒนธรรมแถบเอเชีย โดยเฉพาะในหมู่ชาวพุทธทุกนิกาย ทั้งชาวไทย จีน ไปจนถึงทิเบต รูปแบบประเพณี

ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของท้องถิ่น สำหรับการสะเดาะเคราะห์ที่ชาวไทยนิยมกระทำนั้นได้แก่ อันได้แก่

1. ถือศีล 5 การถือศีล 5 เป็นประจำจะช่วยเสริมดวงชะตาและจิตใจให้ตั้งมั่นอยู่ในความดีงามการทำดีและไม่เบียดเบียนใครถือเป็นการทำบุญกุศลที่ได้อานิสงส์เป็นผลให้เกิดความโชคดี และแก้เคราะห์ลดกรรมได้

2. การถือศีล 8 จะช่วยเสริมดวงและแก้เคราะห์ได้เช่นเดียวกับการถือศีล 5 แต่การถือศีล 8 นั้นปฏิบัติได้ยากยิ่งแต่เมื่อปฏิบัติได้สำเร็จจะได้กุศลแรงนักปฏิบัติแล้วยังช่วยเสริมดวงอำนาจบารมีได้

3. กินเจ ก็เพื่อลดละชีวิตสัตว์ ซึ่งได้อานิสงส์ผลบุญสูงและควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัดถ้าอธิษฐานไว้ว่า 7 วัน ก็ทำให้ครบ 7 วัน อาจตั้งจิตว่าจะทำทุกวันพระและทุกเดือนหรือปฏิบัติทุกเดือน เดือนละ 3 วัน หรือ 7 วัน เป็นต้น

4. ไหว้พระและถวายดอกไม้ธูปเทียนรวมทั้งการปิดทองคำเปลวและเครื่องหอมผลบุญนี้จะทำให้ชีวิตรุ่งเรือง มีความเจริญก้าวหน้า

5. ถวายน้ำมันตะเกียง เพื่อความรุ่งโรจน์โชติช่วงของชีวิตเช่นเดียวกับความสว่างของแสงตะเกียง ทำให้พ้นจากความมืดมิดทั้งการดำเนินชีวิตรวมทั้งปัญหาและความคิดที่สว่างไสวไม่อับจนหนทาง

6. ถวายสังฆทาน เป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยถวายสิ่งของจำเป็นแด่พระสงฆ์อานิสงส์ผลบุญจะส่งให้ชีวิตหมดเคราะห์หมดโศก จะทำสิ่งใดก็ราบรื่นไม่ติดขัดพบแต่ความสำเร็จสมปรารถนา รวมทั้งมีความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ ไม่ขัดสน

7. ไหว้พระไหว้บูชาเทพต่างๆ จะทำให้พบกับความสุข ความเจริญเกิดความสุขใจว่ามีที่พึ่งพิงยึดเหนี่ยวนำมาซึ่งกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตต่อไปและรู้สึกเสมอว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยคุ้มครองเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง

8. ทำบุญปล่อยสัตว์ เป็นการไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น แต่ถือว่าได้บุญแรง จะต้องทำด้วยความตั้งใจจริงเช่น การไปซื้อสัตว์ที่กำลังจะถูกฆ่าไปปล่อยไถ่ชีวิตวัวควายถวายวัดเพื่อมอบให้ชาวนานำไปใช้ประโยชน์ซื้อปลาในตลาดที่จะถูกฆ่าไปปล่อยน้ำ ผลบุญนี้ยังผลให้หมดทุกข์ หมดภัยและพบความสุขความเจริญในชีวิต

9. ทำบุญ ให้ทาน เป็นการรู้จักเสียสละตนเองและแบ่งปันให้ผู้อื่นซึ่งผลบุญจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องมีจิตใจยินดีในการทำบุญให้ทานด้วยไม่ว่าจะเป็นการบำรุงพุทธศาสนา หรือการให้ทานเกื้อกูลคนยากไร้ล้วนแล้วแต่เป็นบุญส่งเสริมให้ชีวิตมีโชค มีทรัพย์ และมากด้วยบารมี

10. ทำทานแก่คนยากไร้ เป็นการทำบุญที่มาจากจิตใจอันไม่ยึดติดมีความไม่โลภผลบุญจึงหนุนนำให้มีแต่ความราบรื่น ยามมีเรื่องติดขัดก็จะมีผู้มาช่วยเหลือค้ำจุนยามมีเคราะห์ภัยก็จะแคล้วคลาดเพราะแรงอนุโมทนาจิตจากผู้ยากไร้ที่ได้รับสิ่งของจากเรานั่นเอง

11. ทำบุญโลงศพซื้อโลงศพบริจาคศพอนาถาไร้ญาติ จะได้อานิสงส์แรงยิ่งนักการทำบุญเช่นนี้จะช่วยเสริมดวงชะตาให้แข็งแกร่ง สามารถต้านเคราะห์ภัยหนักต่างๆและผ่อนหนักเป็นเบาได้

12. พิมพ์หนังสือธรรมะแจก จัดพิมพ์เองหรือร่วมบริจาคสมทบทุนการพิมพ์กับผู้อื่นก็ได้เป็นการเสริมดวงให้มีวาสนาบารมี เพื่อให้ปัญญาสว่าง หมดทุกข์ หมดโศกไม่มีเคราะห์ร้ายมากล้ำกราย

13. บริจาคค่าน้ำ ค่าไฟ จะช่วยให้ชีวิตราบรื่น หมดทุกข์ หมดโศก ประสบแต่ความโชคดี
14. ซื้อข้าวสารถวายวัด เป็นการสั่งสมบุญกุศล เพื่อให้ชีวิตมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์และเพียบพร้อมด้วยบารมี

15. การตักบาตรร่วมขันกับผู้อื่นหรือทำบุญร่วมกับผู้อื่นไม่ว่าจะทำบุญด้วยการบริจาคทรัพย์หรือโดยทางอื่น จะส่งผลให้เนื้อคู่ดูดีดวงชะตาแข็งแกร่ง เกื้อกูลซึ่งกันและกันและจะได้แต่เพื่อนที่ดีในชาตินี้

16.ทำบุญร่วมบริจาคเพื่อซื้อกระเบื้องมุงหลังคาอุโบสถ  เสริมดวงตำแหน่งหน้าที่การงานและการสร้าง หลักปักฐาน

17.ทำบุญจัดอาหารเลี้ยงเด็กกำพร้า  เสริมดวงการเงิน  ค้าขายรุ่งเรือง  ลูกหลานหมดปัญหา

18.ทำบุญซื้อชีวิตวัวควาย  เสริมดวงชะตาชีวิต  ต่ออายุ  สะเดาะเคราะห์ทั้งปวง

19.ทำบุญทอดผ้าป่า-กฐิน  เสริมดวงชะตาชีวิตให้มีความสุข  ความเจริญรุ่งเรือง

20.ทำบุญตักบาตร  เสริมดวงโชคลาภ  และสมความปรารถนา  หากตักบาตรด้วยอาหารที่ไม่มีเลือดเนื้อของสัตว์จะได้บุญครบถ้วนไม่ตกหล่น

21.ทำบุญถวายดอกไม้ ธูป เทียน  เสริมดวงชะตาชีวิตให้มีความสุข  ความเจริญ ชีวิตสดใสสวยงาม

22.ทำบุญสร้างพระพุทธรูป  จะเสริมอำนาจวาสนาในชาตินี้  ชาติหน้าจะได้เป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่

23.ทำบุญร่วมสร้างสะพานและทางสัญจร  ชาติหน้าจะบริบูรณ์ด้วยรถ  เรือ  และยานพาหนะ

24.ทำบุญร่วมสร้างศาลาริมทาง   ชาติหน้าจะมีคฤหาสน์ใหญ่โตเป็นที่อยู่อาศัย

25.ทำบุญบริจาคเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม  ชาติหน้าจะมีเสื้อผ้าแพรพรรณสวย ๆ สวมใส่ตลอดไป

26.ทำบุญสวดมนต์ภาวนาระลึกถึงพระพุทธเจ้า  ชาติหน้าจะเป็นคนมีสติปัญญาหลักแหลม

 

Read Full Post »

การจัดโต๊ะ แท่น หรือหิ้งบูชาพระแม่กาลี เน้นสีแดง ควรทาสีแดงหรือใช้ผ้าสีแดง ส่วนการประดับ หรือใช้เครื่องบูชาอย่างอื่นให้ใช้สีดำ เช่นกระถางธูป จานใส่กำยาน กระถางใส่ของต่างๆ (เน้นสีดำและแดง)  หากเป็นศาลหรือเทวาลัย ควรเน้นตกแต่งด้วยสีดำและแดง
การสักการบูชาพระพิฆเนศ

 

เครื่องจุดบูชา ใช้ธูปหอม  กำยานหอม น้ำมันหอมระเหยกลิ่นต่างๆ และการบูร

พิธีบูชาไฟ (อารตี) เป็นพิธีบูชาที่เชื่อว่า พระแม่กาลีทรงโปรดปรานมาก เริ่มแรก ให้นำมะพร้าวห้าวผ่าครึ่งซีก ใส่ใบพลูเขียว ๓ ใบ เด็ดก้านออกด้วย (อย่าใช้ใบเหลือง) แล้วใส่การบูรลงไป แล้วจุดไฟที่การบูร เวลาบูชา ให้นำมะพร้าวซีกที่ติดไฟแล้ว วนสามรอบตรงหน้ารูปเคารพของพระองค์  เป็นการเผาสิ่งอัปมงคลให้ไหม้สิ้นไป และผู้บูชาสามารถอธิษฐานจิตขอพรจากพระองค์ได้

 

ดอกไม้ที่ใช้บูชา เน้นดอกไม้สีแดงทุกชนิด เช่น ดอกกุหลาบแดง ดอกชบาแดง ฯลฯ เน้นที่

 

เครื่องเซ่นบูชาพระแม่กาลี ให้ใช้น้ำหวานสีแดง หรือน้ำที่คั้นจากพืชหรือธัญพืชที่มีสีแดง ห้ามใช้เลือดสดอย่างเด็ดขาด (การใช้เลือดสดเป็นพิธีกรรมโบราณ ที่ดูแล้วน่าสังเวชมากกว่าจะได้พรศักดิ์สิทธิ์อันใดจากเทพเจ้า) (อีกอย่างการฆ่าสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ เป็นการทำบาป ชีวิตของใคร ผู้นั้นก็รัก หากมีคนมาฆ่าท่านเพื่อบูชายัญ ครอบครัวท่านจะรู้สึกเช่นไร) ส่วนเนื้อสัตว์ ผมไม่แนะนำให้ถวายดังเหตุผลข้างต้น ส่วนขนมที่ใช้ถวาย ให้ใช้ขนมสีแดง หากเป็นขนมอินเดีย ก็เช่น ขนมลาดูป (ลัทดู) กุหลาบจามุน (สีน้ำตาลเข้ม บางอันก็ออกแดงนิดๆ) และขนมชนิดอื่นๆ ที่หาได้ ส่วนขนมไทย เช่น ข้าวเหนียวแดง ขนมถ้วยฟูสีแดง ขนมโก๋สีแดง ขนมเปี๊ยะสีแดง ฯลฯ

ในประเทศอินเดีย ในสมัยโบราณมีการบูชาพระแม่กาลี โดยฆ่าสัตว์บูชา เช่นแพะ แกะ แม้แต่การฆ่าคนบูชายัญ จนต้องมีการประกาศห้ามเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ตั้งแต่สมัยที่อินเดียเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ในปัจจุบันนี้ เมืองกัลกัตตาเป็นเมืองที่มีประชาชนบูชาพระแม่กาลีมากที่สุดในโลก ผู้บูชาจะใช้เนื้อสัตว์และอาหารคาว บูชา แต่ก็ปรุงสุกแล้ว ไม่ได้ฆ่าต่อหน้าเทวรูปถวายแบบสมัยก่อน (ผิดกฎหมาย แต่มีบางพื้นที่แอบลักลอบทำ) ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะถวายเนื้อสัตว์ต้มสุก ไม่ถวายเนื้อวัวเนื้อควาย (เพราะถือว่า เป็นสัตว์พาหนะของพระศิวะ) นิยมใช้เนื้อไก่และเนื้อแพะ
คาถาบูชาพระแม่กาลี

โอม ตัสสะ ปาระพะตี กาลีทุรคา ปิยังมะมะ
ทุติยัมปิ ตัสสะ ปาระพะตี กาลีทุรคา ปิยังมะมะ
ตะติยัมปิ ตัสสะ ปาระพะตี กาลีทุรคา ปิยังมะมะ
(คาถาบูชาทั้งพระแม่อุมา พระแม่กาลี พระแม่ทุรคา)

หรือ– โอม เจ มาตา กาลี
– โอม เจ มา ตา กี
–  โอม กาลี โอม

– โอมศักติ

คาถาบูชาพระแม่กาลี
โอม เจ มาตา กีฯ (แม่อุมา) 3 จบ
โอม เจ มาตา กาลีฯ (แม่กาลี) 3 จบ
โอม ศรี ทรุคา เจ นะ มะ ฮาฯ (แม่ทุรคา) 3 จบ
โอม สตี เยมาตา กาลีฯ (แม่กาลี) 3 จบ
โอม หรีม ครีม ทูม ทุรคา ชัยนมัสฯ 3 จบ

 

Read Full Post »

การจัดโต๊ะ แท่น หรือหิ้งบูชาพระแม่กาลี เน้นสีแดง ควรทาสีแดงหรือใช้ผ้าสีแดง ส่วนการ
การบูชาพระแม่กาลีประดับ หรือใช้เครื่องบูชาอย่างอื่นให้ใช้สีดำ เช่นกระถางธูป จานใส่กำยาน กระถางใส่ของต่างๆ (เน้นสีดำและแดง)  หากเป็นศาลหรือเทวาลัย ควรเน้นตกแต่งด้วยสีดำและแดง

 

เครื่องจุดบูชา ใช้ธูปหอม  กำยานหอม น้ำมันหอมระเหยกลิ่นต่างๆ และการบูร

พิธีบูชาไฟ (อารตี) เป็นพิธีบูชาที่เชื่อว่า พระแม่กาลีทรงโปรดปรานมาก เริ่มแรก ให้นำมะพร้าวห้าวผ่าครึ่งซีก ใส่ใบพลูเขียว ๓ ใบ เด็ดก้านออกด้วย (อย่าใช้ใบเหลือง) แล้วใส่การบูรลงไป แล้วจุดไฟที่การบูร เวลาบูชา ให้นำมะพร้าวซีกที่ติดไฟแล้ว วนสามรอบตรงหน้ารูปเคารพของพระองค์  เป็นการเผาสิ่งอัปมงคลให้ไหม้สิ้นไป และผู้บูชาสามารถอธิษฐานจิตขอพรจากพระองค์ได้

 

ดอกไม้ที่ใช้บูชา เน้นดอกไม้สีแดงทุกชนิด เช่น ดอกกุหลาบแดง ดอกชบาแดง ฯลฯ เน้นที่

 

เครื่องเซ่นบูชาพระแม่กาลี ให้ใช้น้ำหวานสีแดง หรือน้ำที่คั้นจากพืชหรือธัญพืชที่มีสีแดง ห้ามใช้เลือดสดอย่างเด็ดขาด (การใช้เลือดสดเป็นพิธีกรรมโบราณ ที่ดูแล้วน่าสังเวชมากกว่าจะได้พรศักดิ์สิทธิ์อันใดจากเทพเจ้า) (อีกอย่างการฆ่าสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ เป็นการทำบาป ชีวิตของใคร ผู้นั้นก็รัก หากมีคนมาฆ่าท่านเพื่อบูชายัญ ครอบครัวท่านจะรู้สึกเช่นไร) ส่วนเนื้อสัตว์ ผมไม่แนะนำให้ถวายดังเหตุผลข้างต้น ส่วนขนมที่ใช้ถวาย ให้ใช้ขนมสีแดง หากเป็นขนมอินเดีย ก็เช่น ขนมลาดูป (ลัทดู) กุหลาบจามุน (สีน้ำตาลเข้ม บางอันก็ออกแดงนิดๆ) และขนมชนิดอื่นๆ ที่หาได้ ส่วนขนมไทย เช่น ข้าวเหนียวแดง ขนมถ้วยฟูสีแดง ขนมโก๋สีแดง ขนมเปี๊ยะสีแดง ฯลฯ

ในประเทศอินเดีย ในสมัยโบราณมีการบูชาพระแม่กาลี โดยฆ่าสัตว์บูชา เช่นแพะ แกะ แม้แต่การฆ่าคนบูชายัญ จนต้องมีการประกาศห้ามเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ตั้งแต่สมัยที่อินเดียเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ในปัจจุบันนี้ เมืองกัลกัตตาเป็นเมืองที่มีประชาชนบูชาพระแม่กาลีมากที่สุดในโลก ผู้บูชาจะใช้เนื้อสัตว์และอาหารคาว บูชา แต่ก็ปรุงสุกแล้ว ไม่ได้ฆ่าต่อหน้าเทวรูปถวายแบบสมัยก่อน (ผิดกฎหมาย แต่มีบางพื้นที่แอบลักลอบทำ) ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะถวายเนื้อสัตว์ต้มสุก ไม่ถวายเนื้อวัวเนื้อควาย (เพราะถือว่า เป็นสัตว์พาหนะของพระศิวะ) นิยมใช้เนื้อไก่และเนื้อแพะ
คาถาบูชาพระแม่กาลี

โอม ตัสสะ ปาระพะตี กาลีทุรคา ปิยังมะมะ
ทุติยัมปิ ตัสสะ ปาระพะตี กาลีทุรคา ปิยังมะมะ
ตะติยัมปิ ตัสสะ ปาระพะตี กาลีทุรคา ปิยังมะมะ
(คาถาบูชาทั้งพระแม่อุมา พระแม่กาลี พระแม่ทุรคา)

หรือ– โอม เจ มาตา กาลี
– โอม เจ มา ตา กี
–  โอม กาลี โอม

– โอมศักติ

คาถาบูชาพระแม่กาลี
โอม เจ มาตา กีฯ (แม่อุมา) 3 จบ
โอม เจ มาตา กาลีฯ (แม่กาลี) 3 จบ
โอม ศรี ทรุคา เจ นะ มะ ฮาฯ (แม่ทุรคา) 3 จบ
โอม สตี เยมาตา กาลีฯ (แม่กาลี) 3 จบ
โอม หรีม ครีม ทูม ทุรคา ชัยนมัสฯ 3 จบ

 

Read Full Post »

แท่นบูชา โต๊ะ และหิ้ง ควรใช้สีขาว สีทอง สีแดง สีเงิน หรือใช้ผ้าปูรองสีดังกล่าว
การบูชาพระแม่อุมาเทวีและปางต่างๆ

เครื่องจุดบูชา ใช้ธูปหอม กำยานหอม ใช้น้ำมันหอมระเหยก็ได้

ดอกไม้บูชา ควรเน้นดอกไม้สีเหลืองและสีแดง เช่น ดอกดาวเรือง ดอกชบา ดอกกุหลาบ ดอกกล้วยไม้

เครื่องเซ่นถวาย  เน้นขนมที่มันๆ สักหน่อย แต่ต้องไม่ทำจากเนื้อสัตว์ทุกชนิด และไม่มีกลิ่นฉุนจัด หากเป็นขนมอินเดีย อาจใช้ หรือขนมลาดู (ลาดูป) ที่ถวายพระพิฆเนศ หรือ ราสกูร่า กุหลาบจามุนฯลฯ ถ้าเป็นขนมไทย ก็ควรเป็น กะหลี่ปั๊บ (ใส้ถั่ว มัน ) ขนมมันปิ้ง กล้วยทอด มันทอด ขนมไข่หงส์ รวมทั้งผลไม้สดและธัญพืชทุกชนิด เช่น กล้วย สาลี่ แอปเปิ้ล ทับทิม เมล็ดถั่ว งา เผือก มัน (ปลอกแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ) และเครื่องเทศต่างๆ

คาถาสวดบูชาพระแม่อุมาเทวี
ให้เลือกสวดบทใดบทหนึ่ง (ตามหมายเลข แล้วแต่ความชอบ)
ก่อนการสวดมนต์บูชาพระแม่อุมาเทวี จะต้องสวดมนต์บูชาพระพิฆเนศก่อนเสมอ ตามคตินิยมของการบูชาเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ฮินดูทุกนิกาย

1. โอม เจ มาตา กี

2. โอม ชยะ มาตา กี

3. โอม ไชย มาตา กี

4. โอม ชยะ ศรี ปารวตี มาตา

5. โอม มหาอุมาเทวี นมัส

6. โอม มหาศักติ ปารวตี มาตา

7. โอม ศรี มหาอุมาเทวี นะมะฮา

8. โอม ตัสสะ ปารวตี กาลี ทุรคา เจ นะมะฮา

9. (มนต์สวดบูชาพระแม่อุมา รวมปางพระแม่กาลี และปางพระแม่ทุรคา)

โอม ตัสสะ ปารวตี กาลี ทุรคา ปิยัง มะมะ
ทุติยัมปิ ตัสสะ ปารวตี กาลี ทุรคา ปิยัง มะมะ
ตะติยัมปิ ตัสสะ ปารวตี กาลี ทุรคา ปิยัง มะมะ

10.โอม โรคานา เศษานะปะฮัมสิดุษฎา
รุษตาตุกะมาน สะกะลานาภีษะตาน
ตวามา ศะริตานาม นาวิปันนรานาม
ตวามา ศะริตาฮาทยา ศรยาตาม ประยานติ

 

Read Full Post »

Older Posts »