Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for พฤษภาคม, 2013

ภพภูมิของเทวดานั้นเป็นภพภูมิที่สูงขึ้นไปจากภพมนุษย์ หากเป็นภพภูมิที่ได้รับการปรับจากผู้ที่มีทุกข์อยู่ให้กลายเป็นผู้มีความสุขก็เป็นได้ในระดับของเทวดาชั้นล่างที่อาศัยอยู่ในโลกมนุษย์ คือ ภุมมะเทวดาผู้อาศัยอยู่ตามภูเขาเดินดิน หรือ ซุ้มประตู,รุกขเทวดา ผู้อาศัยอยู่ตามต้นไม้, หรือ
เมื่อเจ้ากรรมนายเวรกลายเป็นเทวดาแล้วจะบูชาท่านอย่างไรอากาศเทวดาผู้มีวิมานอาศัยอยู่ในอากาศ

เจ้ากรรมนายเวรผู้กลายเทวดาเหล่านี้ไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไปที่ท่านยังมีกิเลสต้องการความสุขอยู่และจะได้เสวยสุขไปเพียงอย่างเดียวอยากจะได้อะไรก็เพียงแต่นึกเอาตามใจปรารถนา ต่างจากการเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่มีแต่ความทุกข์ไร้อิสระ

เทวดานั้นเป็นภพภูมิที่เป็นทิพย์ การที่ท่านจะมีความสุขได้ก็ไม่ต่างจากเจ้ากรรมนายเวรคือท่านต้องการบุญเช่นเดียวกัน เพราะว่าท่านมีแต่กายทิพย์ไม่อาจทำความดีเพิ่มได้ดังนั้นเราก็ต้องทำบุญอุทิศเชื่อมบุญไปให้ท่านด้วยหลักการเช่นเดียวกับที่เราทำให้กับเจ้ากรรมนายเวร แต่จะมีความแตกต่างกันในคำกล่าวอุทิศให้คือ หลังจากทำบุญแล้วให้อุทิศบุญให้ท่านว่า

 

“อิทัง สัพพะเทวานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา” ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงจงมีความสุข

ด้วยเหตุที่ว่าชีวิตเรามีทั้งพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ครูบาอาจารย์ เทวดา เปรตภูตผีปีศาจ เจ้ากรรมนายเวร ฯลฯภายหลังการทำบุญทุกครั้งจึงจะต้องมีการกล่าวอุทิศเพื่อเชื่อมให้ครอบคลุมทั้งหมด เมื่อเชื่อมบุญส่งบุญให้กับเทวดาท่านแล้ว ทีนี้ทั้งฐานะของเรา ทั้งรูปร่างหน้าตาหัวนอนปลายเท้า และคุณงามความดีที่มอบส่งให้แก่กันเราก็ได้ทำไปหมดแล้ว ท่านเทวดาก็จะได้รู้จักเรา เวลาที่เราเกิดเรื่องราวเดือดร้อนอะไรก็ตาม ท่านก็จะมาช่วยเราได้

 

หลักการขอพร,ขอความช่วยเหลือจากเทวดาให้ได้ผล

ที่ต้องกล่าวว่าเราจะไปขอพรหรือขอความช่วยเหลือนั้น เราต้องไม่ลืมว่า ในขณะนี้ท่านได้กลายเป็นเป็นเทวดาท่านมีภพที่อยู่สูงกว่าเราต้องไปสักการบูชาทำความเคารพ ขอโมทนาคุณความดีของตัวท่านให้ช่วยคุ้มครองและดลใจให้เราไม่เดินทางผิดและทำดีต่อไป

ดังนั้นการไปขอความช่วยเหลือนั้นไม่ใช่การไปขอร้องให้ช่วยด้วยการ “ติดสินบน” โดยการเอาของไปเซ่นไหว้หรือล่อใจท่าน อย่าลืมว่าเทวดาท่านก็เป็นภพภูมิที่ยังมีกิเลส การไปสร้างกิเลสให้ท่านก็นับว่าเป็นบาปอย่างหนึ่งทำให้กลายเป็นว่า ท่านจะไปสร้างกรรมร่วมกับเราแทนซึ่งแน่นอนว่าเหล่าเทวดาผู้ต้องการความดีคงไม่ปรารถนาเช่นนั้นไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นเจ้ากรรมนายเวรกันกับเราต่อไป

ที่สำคัญคือ หากเราเป็นคนหนึ่งที่ไปชักชวนให้ท่านเกิดกิเลสให้ท่านร่วมก่อกรรมไม่ดีเพราะเอาสิ่งของไปล่อไปติดสินบน เราก็จะต้องพลอยรับผลกรรมไม่ดีไปด้วย ขอให้คิดใหม่ว่าที่ท่านช่วยให้พรและให้ความเมตตานั้นท่านไม่ได้หวังเครื่องเซ่นไหว้ใด ๆท่านได้ช่วยเราด้วยความบริสุทธิ์ใจเช่นเดียวกับการที่เราบริสุทธิ์ใจไปขอท่านจะทำให้ท่านได้สร้างบุญเพิ่ม

การขอพรนั้นเป็นสิ่งที่ดีและขอได้ทุกโอกาสขอได้กับเทวดาทุกองค์ ไม่มีเทวดาองค์ไหนมาคอยอยู่ประจำตัวดูแลเราตัวต่อตัว แน่นอน เมื่อเรายังคงอยู่ในศีลมีบุญติดตัว มีความตั้งใจมั่นและศรัทธาในความดี รับรองว่าความสำเร็จบังเกิดขึ้นกับเราแน่ ๆ

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ในขณะที่กำลังขอพรหรือขอความช่วยเหลือนั้นสิ่งที่ขอก็ต้องเป็นเรื่องที่ดีด้วยหากจุดประสงค์ในการขอไม่บริสุทธิ์ จิตก็จะไม่สะอาดไม่อาจก่อพลังงานที่ดีขออะไรไปก็ไม่ได้ผลไม่เกิดอะไรขึ้นและเทวดาก็คงไม่อำนวยผลให้เกิด ถ้าท่านทำอย่างนั้นก็เท่ากับว่าท่านได้ทำบาป แล้วของที่ไม่ดีอย่างกรรมชั่วและบาปนั้นไม่มีใครเขาอยากได้เพราะกลายเป็นว่าท่านจะได้สร้างเจ้ากรรมนายเวรขึ้นมาใหม่อีกไม่รู้จบ

เมื่อจุดประสงค์ดี จิตใจสะอาดและสิ่งที่ขอกำลังจะเป็นผลให้ลองสังเกตดูว่า ช่วงเวลาที่จิตใจสะอาดจะมีมีความกล้าแข็งทางจิตขึ้นด้วยจะมีความรู้สึกโล่งโปร่งสบาย อาจมีอาการขนลุก น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัวหรือมีแสงสว่างวาบขึ้นมาในจิตแสดงว่า เทวดาท่านรับรู้แล้วในสิ่งที่เราต้องการและท่านจะช่วยอำนวยพรให้ส่วนเรื่องจะประสบผลสำเร็จดังที่ตั้งใจหวังหรือไม่ ก็อยู่ที่กรรมลิขิตตามหลักของ “กฎแห่งกรรม”

 

องค์ประกอบอื่น ๆในการบูชาเทวดา

ตามความเชื่อในการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายนอกจากไหว้พระพุทธรูปที่เปรียบเสมือนตัวแทนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเรามักจะพบเห็นสิ่งอื่น ๆประกอบการบูชาเสมออย่างเช่น ของเซ่นไหว้หรือการจุดธูปบูชา

 

ของเซ่นไหว้จำเป็นหรือเปล่า ?

การบูชาเทวดาด้วยอาหารคาวหวานนั้น เชื่อว่าเป็นพิธีกรรมที่มาจากวิชาไสยศาสตร์เสียมากกว่าโดยจะดูไปถึงนิสัยเดิมของเหล่าเทวดาในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ขณะที่เป็นมนุษย์ว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร เช่น ขณะที่เป็นมนุษย์ชอบรับประทานเนื้อก็มักจะเอาเนื้อสดมาบูชา หรือชอบรับประทานไข่ก็เอาไข่มาบูชา ชอบดื่มเหล้า ก็มักจะเอาเหล้ามาบูชา หรือถ้าไม่รู้ว่าเทวดาท่านชอบอะไรก็มักจะเตรียมกันมาแบบครบเครื่องเผื่อเหลือเผื่อขาด ให้เลือกเอาได้ตามสบาย

แต่อย่างที่กล่าวนำไปแล้วว่า โดยปกติภพภูมิของความเป็นเทวดาท่านจะมีทิพย์สุขอยู่แล้วอยากได้อะไรก็มักจะนึกเอาได้ดังใจปรารถนา เรื่องของการเอาของมาเซ่นไหว้นี้ จริง ๆแล้วน่าจะเป็นความเชื่อเพื่อไหว้ “วิญญาณ” หรือ “ผี” ที่ต่ำลงมาจากชั้นเทวดามากกว่า เช่น วิญญาณบรรพบุรุษหรือเจ้าที่ที่เคยอาศัยอยู่บริเวณนั้น

ซึ่งหากใครมีความเชื่อส่วนตัวว่า วิญญาณหรือเจ้าที่ที่ไหว้จะเป็นเทวดาบรรพบุรุษที่มีความผูกพันกันมาคอยดูแลปกปักรักษาอยู่ก็ไม่ว่ากัน ขอเพียงแต่หลังจากถวายของเซ่นเหล่านั้น ไปแล้ว อย่าลืมทำบุญแล้ว อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลด้วยการกรวดน้ำไปให้ท่านด้วย เพื่อจะได้ให้ท่านมีพลังบุญเพิ่มจะได้ส่งเสริมให้ท่านได้ไปสู่ในภพที่สูงกว่าและมีความสุขกว่ายิ่ง ๆขึ้นไป

 

การจุดธูป

การจุดธูปบูชานี่พบเห็นกันมานานแล้ว ส่วนใหญ่มักจะเป็นคำถามเสมอว่า บูชาเทวดาจะต้องจุดกี่ดอก แถมยังมีแบ่งด้วยว่าบูชาเทวดาชั้นนั้นชั้นนี้ต้องจุดเท่านั้นเท่านี้ดอก ก่อนจะบอกว่าจะจุดอย่างไร จุดกี่ดอก ขออธิบายความเรื่องการจุดธูปหรือเครื่องหอมให้เข้าใจอย่างแท้จริงเสียก่อน

ในช่วงที่พระพุทธเจ้าใกล้จะปรินิพพานที่เมืองกุสินารา ก็มีเหล่าอุบาสกอุบาสิกา รวมทั้งเทพและเทวดาทุกชั้นฟ้าต่างลงมาถวายความเคารพพระพุทธองค์คือมีทั้งดอกไม้ที่เป็นดอกไม้ทิพย์ของภพภูมิเทวาและดอกไม้ของมนุษย์รวมไปถึง ของหอมต่าง ๆเช่น กำยาน ธูปเทียน เป็นต้น ซึ่งในเรื่องนี้พระพุทธองค์ทรงทราบดีอยู่แล้วถือเป็นการบูชาพระองค์อย่างหนึ่งที่เรียกว่า เป็นอามิสบูชา

เพราะในยุคนั้นมีความเชื่อเรื่องเทพเจ้า เทวดา และภูตผีมาก่อนอยู่แล้วการนำสิ่งของที่เป็นของหอมทั้งหลายมาบูชาจึงถือเป็นเรื่องปกติแยกจากกันไม่ได้พระพุทธองค์ไมได้ทรงห้ามการบูชาแบบนี้แต่ก็ยังทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า

 

“อานนท์ พุทธบริษัททั้งสี่ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทำการสักการบูชาเราด้วยเครื่องบูชาสักการะทั้งหลายอันเป็นอามิส คือ ดอกไม้ ธูปเทียน เป็นต้น หาได้ชื่อว่าบูชาตถาคตเป็นการอันยิ่งไม่ ผู้ใดที่ปฏิบัติตามธรรมปฏิบัติอันชอบยิ่ง ปฏิบัติธรรมอันเหมาะสม ผู้นั้นแลชื่อว่าสักการบูชาเราด้วยการบูชาอันยอดเยี่ยม”

ที่มา : พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน โดยพระอาจารย์วัน อุตตะโม

แปลว่าพระองค์ยกย่องการบูชาด้วยการปฏิบัติเป็นสำคัญ ส่วนพวกของหอมทั้งหลายที่นำมาบูชาก็ถือเทียบเปรียบเปรยว่าเป็นกลิ่นหอมของความดีอย่างเช่น กลิ่นของธูปหอมหรือกำยานเป็นต้น คนดี ๆมักจะมีกลิ่นหอมติดตัว เทวดาก็มีกลิ่นหอมปรากฏอยู่ในกายทิพย์ทั้งสิ้น

ดังนั้นเรื่องความเข้าใจเรื่องการจุดธูปจึงมีที่มาที่ไปแบบนี้ครับคือ จุดได้ตามความเชื่อที่ได้เชื่อได้ยินกันมาเพื่อเป็นการสักการบูชาทางหนึ่ง โดยการจุดธูปบูชาเทวดานั้น ท่านเจ้าพิธีผู้รู้ได้กรุณาให้คำแนะนำมาดังนี้

จุดธูป 9 ดอก จุดประสงค์เพื่อการบูชาเทวดาชั้น รุกขเทวดา เจ้าป่าเจ้าเขา หรือ ศาลพระภูมิ

จุดธูป 11 ดอก จุดประสงค์เพื่อการบูชาเทวดาชั้นสูง

จุดธูป 16 ดอก จุดประสงค์เพื่อบูชาและอัญเชิญเทพและเทวดาชั้นสูงขึ้นไปอย่าง พระพรหม เพื่ออัญเชิญเทวดาทั้ง 16 ชั้นฟ้าลงมาฟังธรรมหรือการประกอบพิธีทางศาสนา  (นิยมสวดบทชุมนุมเทวดาก่อนประกอบพิธีด้วย)

จุดธูป 19 ดอก จุดประสงค์ เพื่อบูชาเทวดาทั่วทั้ง 10 ทิศ

จุดธูป 108 ดอก จุดประสงค์เพื่อบูชาเทพเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั่วทั้งโลก ทุกชั้นฟ้า

ความเชื่อเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการบูชาตามความเชื่อดั้งเดิมของพวกพราหมณ์ การบูชาที่ดีที่สุดคือการปฏิบัติดีให้ชอบด้วยตัวของตัวเองจึงจะได้ผลดีที่สุด การจุดธูปตามความเชื่อนั้นหากจะจุดบูชาก็สามารถจุดได้ตามความประสงค์ แต่ถ้าเราไม่ได้ทำความดี ,ไม่ทำบุญทำทาน หรือไม่เคยอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลใด ๆเลย จู่ ๆนึกอยากบูชาเทวดาขึ้นมาก็ไปจุดธูปไหว้ท่านเพื่อหวังจะให้ท่านช่วย  ท่านก็คงช่วยอะไรไม่ได้ต่อให้จุดเป็นพัน ๆดอกก็ตาม

 

บทสรุป

คุณผู้อ่านทุกท่านคงจะพอเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายมากยิ่งขึ้นและเป็นความจริงที่ว่าชีวิตของคนเรานั้นมีเจ้ากรรมนายเวรทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตอยู่มากมายนับไม่ถ้วน การสร้างบุญเพิ่มบุญและเชื่อมบุญให้กับเขาเหล่านั้นเป็นวิธีการเดียวที่จะพาเราให้พ้นออกจากเคราะห์กรรมทั้งหลาย และหนุนนำให้ชีวิตได้พบกับความสุขความเจริญ ทำให้เจ้ากรรมนายเวรพอใจยอมเลิกราวางมือไปจากชีวิตเรา นอกจากนั้นการสร้างบุญที่ต่อเนื่องยาวนานและมีความสม่ำเสมอพอจะทำให้ผลบุญทั้งหมดทั้งในอดีตชาติ ชาติภพในปัจจุบันได้ส่งผลออกดอกให้ใช้อย่างมีความสุขได้อย่างเต็มที่ ชีวิตก็จะรุ่งเรืองมีความสุข

การที่ชีวิตของคนเราจะเสื่อมถอยลง จะเจริญขึ้นจะมีความสุขหรือจะทุกข์สิ่งสำคัญขึ้นอยู่กับ “การกระทำ ณ เวลา ปัจจุบันเป็นพื้นฐาน ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับการที่เทวดาจะบันดาลให้ไปเป็นอย่างนั้นอย่างนี้หรือเจ้ากรรมนายเวรได้อาฆาตแค้นคอยฉุดรั้งไม่ให้เจริญแต่เพียงอย่างเดียว เมื่อได้สร้างบุญประกอบกรรมดีให้มากพอ ผลดีก็จะส่งผลกับชีวิตของเราเอง

โดยทั้งเหล่าเทพและเทวดาทั้งหลายท่านก็จะคอยติดตามดูแลเราได้เพราะว่าเราได้มีคุณธรรมที่ใกล้เคียงหรือเสมอกับท่าน  เวลาที่มีเรื่องเดือดร้อนอะไรพลังอำนาจคุณความดีที่อยู่ในตัวเรา เมื่อรวมกับการขอพลังเสริมจากเหล่าเทพเทวดามารวมกันก็จะพาให้เราออกจากเคราะห์กรรม และ มีความสุขได้ในทุกเรื่อง หากเป็น เจ้ากรรมนายเวรท่านก็จะได้ให้อภัยและปลดปล่อยให้เราเป็นอิสระ ขอให้ระลึกถึงการกระทำดีอันเป็นสิ่งที่ทรงพลังสูงสุดเป็นพื้นฐานชีวิต รับรองว่าเทวดาท่านเห็นเจ้ากรรมนายเวรก็จะเลิกอาฆาตและอาจกลายเป็นผู้ที่คอยช่วยเหลือส่งเสริมให้เราประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

สุดท้ายนี้ผู้เขียนขออุทิศบุญกุศลทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากหนังสือเล่มนี้ให้กับ บิดามารดา ครูอาจารย์ ปวงเทพเทวดาทั้งหลายและคุณผู้อ่านทุกท่าน ให้บุญกุศลที่เกิดจากความตั้งใจในการถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดเป็นแนวทางและพลังปัจจัยให้ผลบุญกุศลบังเกิดขึ้น ให้ทุกท่านมีความสุขสมหวังในทุกสิ่งที่ท่านปรารถนาทุกประการ

ขอให้เทวดาจงคุ้มครอง เจ้ากรรมนายเวรเลิกอาฆาตและโชคดีตลอดไป

……………………………..

 

Read Full Post »

การปรับภพภูมิให้แก่เจ้ากรรมนายเวรคืออะไร ?

การที่เจ้ากรรมนายเวรท่านได้ทำการปรับภพภูมินั้นหมายถึง เจ้ากรรมนายเวรที่ไม่มีชีวิตที่เป็นเหล่าภูตผีปีศาจ เปรต หรือ อสุรกายที่ได้รับความทุกข์แล้วรับเอาบุญเราไปใช้ เมื่อท่านเกิดความ
การปรับภพภูมิให้แก่เจ้ากรรมนายเวรสุขมากๆเมื่อบุญมากพอและถึงเวลาของท่าน ท่านก็อาจจะได้ไปเกิดเป็นเทวดาหรือในภพภูมิที่สูงขึ้น

เมื่อท่านมีพลังอำนาจมากขึ้นมีความสุขขึ้นแล้ว ท่านก็จะไม่ได้เป็นเจ้ากรรมนายเวรผู้อาฆาตคอยขัดขวางเราอีกต่อไป แต่จะกลับคอยช่วยเหลือในเวลาที่เราต้องตกอยู่ในช่วงสถานการณ์ลำบากหรือมีความทุกข์เกิดขึ้นเปลี่ยนจากที่เคยแค้นเป็นผู้มีบุญคุณและให้ความเมตตาช่วยเหลือเราได้

การปรับภพภูมิส่งวิญญาณนั้นเรียกได้ว่าเป็นวิชาชั้นสูงของครูบาอาจารย์ที่มีมาตั้งแต่โบราณกาล และได้รับการถ่ายทอดจากครูบาอาจารย์แต่ละรุ่นมาโดยตลอดโดยจะเลือกผู้ที่มีบุญเชื่อมกันผู้ที่มีวิชานี้มักจะเป็นพระอริยะเจ้าที่มีชื่อเสียง โดยเฉพาะหลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.อยุธยา ที่ท่านได้รับสืบทอดวิชานี้มาและได้สั่งสอนลูกศิษย์เป็นจำนวนมาก โดยที่ท่านได้สร้างพระผงพระจักรพรรดิและมีคาถา “พระจักรพรรดิ” เป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับภพภูมิ

 

การปรับภพภูมิจะทำได้อย่างไร ?

การจะปรับภพภูมิได้ต้องอาศัยกำลังบุญที่เราได้สร้างบุญมา ได้ทำการอธิษฐานและเชื่อมบุญให้แก่เจ้ากรรมนายเวรไปให้ตามเงื่อนไข 3 ประการคือ มีความสม่ำเสมอ, มากพอ และนานพอแล้วจึงใช้บทสวดคาถาพระจักรพรรดิเป็นตัวช่วย

พระจักรพรรดินั้นเป็นพระปางหนึ่งของพระพุทธเจ้า ที่ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงเนรมิตพระรูปของพระองค์เองเป็น พระจักรพรรดิที่ใหญ่กว่ากษัตริย์ทั้งปวงเพื่อปราบมาร หากเป็นในยุคปัจจุบันก็คือพระพุทธรูปปางทรงเครื่องที่รู้จักกันดีก็คือ พระประธานที่หน้าวัดพระเมรุ จ.อยุธยา

คาถาพระจักรพรรดิ นั้นเป็นคาถาที่รวมพุทธคุณครอบจักรวาลที่มีพลานุภาพมาก ช่วยปรับในเรื่องต่างๆ จากร้ายให้กลับกลายมาเป็นดี หรือจากเรื่องที่ดีอยู่แล้วก็จะยิ่งทำให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป พระผงพระจักรพรรดิและคาถาพระจักรพรรดิเป็นของสูงผู้ที่มีจิตบริสุทธิ์สามารถที่จะบทคาถาพระมหาจักรพรรดิไปสวด และนำไปแผ่เมตตาให้ดวงจิตวิญญาณและเจ้ากรรมนายเวรทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตทั้งหลายที่อยู่รอบๆ ตัวเรา เพื่อปรับภพภูมิต่างๆ ให้เขาสูงขึ้นไม่ต้องทนทุกข์ทรมานไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตามในบริเวณบ้าน ตามถนน ตลาด หรือที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยๆก็สามารถทำให้เขาเหล่านั้นได้ทั้งสิ้น

หากเราไปอยู่ ณ ที่แห่งใดก็ตาม หากต้องการเชื่อมบุญเพื่อการปรับภพปรับภูมิส่งวิญญาณแก้ภพภูมิในบริเวณนั้น ก็ให้กำหนดขอพลังจากองค์พระจักรพรรดิพร้อมบริกรรมบทคาถาพระจักรพรรดิแล้วน้อมแผ่ออกไปจะเป็นการส่งวิญญาณภพภูมิแถวนั้น

โดยวิชานี้เราสามารถจะทำได้ แม้ยังเราจะยังไม่มีตาทิพย์ดังเช่นพระอริยสงฆ์ ไม่อาจเห็นรูปกายของ เหล่าโอปปาติกะที่อยู่ต่างภพภูมิก็ตาม ขอเพียงแค่จิตเรามีความใสสะอาดมากพอ และน้อมจิตนั้นไปด้วยความเป็นบุญเมตตาและหวังดีต่อเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย การแผ่บุญครอบบุญนี้สามารถใช้กับคนที่เรามีความปรารถนาหวังดีได้ด้วยหรือแม้กระทั่งกับศัตรู ที่เราจะเปลี่ยนให้เขาเปลี่ยนกลับกลายมาเป็นมิตรก็ได้เช่นกัน

ด้วยกำลังพุทธคุณของพระผงจักรพรรดินี้เรานำไปใช้ในการปรับภพปรับภูมิเขาให้ดียิ่งๆขึ้นได้ ซึ่งไม่ได้เป็นการใช้พลังของพุทธคุณเพื่อการเบียดเบียนผู้อื่นแต่เป็นการใช้กำลังเพื่อให้เขาโมทนาบุญและเราจะสามารถช่วยดวงวิญญาณที่ตกทุกข์ได้ยากรวมไปถึงเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายได้อีกเป็นจำนวนมาก

การนำไปใช้จะมีข้อปฏิบัติคือ ให้อาราธนาองค์พระจักรพรรดิกำไว้ในมือ แล้วสวดคาถาจักรพรรดิ จบแล้ว ให้สวดตามด้วยบทสัพเพ ฯ แล้วก็นึกน้อมบุญนี้ให้แก่ดวงวิญญาณทั้งหลายที่เราต้องการแผ่บุญไปให้เขาเหล่านั้น ขอให้นึกถึงความดีของพระพุทธเจ้าไว้เป็นการทำใจให้ทรงอยู่ในคุณงาม ความดี มีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุติทา อุเบกขา เป็นที่พึ่งการไม่ถือโกรธผู้ใดมีแต่ความหวังดีเป็นการทำใจให้สว่างเมื่อใจเราสว่างฉันใดย่อมกลบความมืดได้ฉันนั้น

 

วิธีการสวดมหาจักรพรรดิเพื่อปรับภพภูมิ

***สำหรับท่านที่ไม่มีพระผงจักรพรรดิ ขอให้ทำจิตน้อมรำลึกถึงพระพุทธรูปปางพระจักรพรรดิหรือพระพุทธรูปทรงเครื่องและเริ่มสวดคาถา

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ  3 จบ

(กราบ 3 ครั้ง แล้วสวดคาถามหาจักรพรรดิ์ตามกำลังของผู้ที่เกิดในแต่ละวันดังนี้ คือ อาทิตย์ 6 จันทร์ 15 อังคาร 8 พุธ 17 พฤหัส 19 ศุกร์ 21 และเสาร์ 10)

 

คาถามหาจักรพรรดิ

นะโมพุทธายะ พระพุทธะ ไตรรัตนะญาณ มณีนพรัตน์ สีสะหัสสะ สุธรรมา พุทโธ ธัมโม สังโฆ ยะธาพุทโมนะ พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา อัคคีทานัง วะรังคันธัง สีวลี จะมหาเถรัง อะหังวันทามิ ทูระโต อะหังวันทามิ ธาตุโย อะหังวันทามิ สัพพะโส พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ปูเชมิ

ขอสิ่งที่ข้าพเจ้าอธิษฐาน จงศักดิ์สิทธิ์สำเร็จเป็นจริงโดยฉับพลันทันใจทุกประการ

อิมัง สัจจะวานัง อธิษฐามิ พุทธัง อธิษฐามิ ธัมมัง อธิษฐามิ สังฆัง อธิษฐามิ

หลังจากนั้นก็ให้เชิญพระเข้าตัว แผ่บุญปรับภพภูมิส่งวิญญาณด้วย บทสวดว่า

สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา พะลัปปัตตา ปัจเจกานัญ จะยังพลัง

อรหันตานัญ จะ เตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส (ว่า 5 จบ)

แล้วกล่าวว่า  พุทธัง อธิษฐามิ ธัมมัง อธิษฐามิ สังฆัง อธิษฐามิ ให้อธิษฐานจิตแผ่เมตตาออกไปให้กับดวงจิตวิญญาณเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จะระบุสถานที่ด้วยก็ได้

 

Read Full Post »

จากที่กล่าวในข้างต้นการทำบุญสร้างบุญด้วยวิธีการทั้งสามประการนั้นเจ้ากรรมนายเวรเขาจะรับบุญได้หรือไม่นั้นก็ต้องมีการวิธีการให้ที่ถูกต้อง ซึ่งเรามักเรียกในทางธรรมว่าการ “อุทิศบุญ
เคล็ดวิธีสำคัญในการส่งบุญให้เจ้ากรรมนายเวรกุศล” ไปให้ ซึ่งการเชื่อมบุญนั้นไม่ใช่พิธีกรรมทางไสยศาสตร์ แต่เป็นการสร้างบุญโดยที่เราตั้งใจที่จะโมทนาอุทิศบุญกุศลบุญนี้ส่งตรงไปที่คนที่เราต้องการจะให้ในที่นี้ก็คือ ทั้งเจ้ากรรมนายเวรทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตที่เราอยากให้เขาอโหสิกรรม ให้เขาถอนตัวจากอุปสรรคต่างๆ ที่เขามาขัดขวางไว้ไม่ให้เราทำสำเร็จ

หากเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่มีชีวิตก็คือคนที่เราอยากจะไปขอโทษในเรื่องที่กำลังเกิดขึ้น หรือจะไปเชื่อมบุญใหม่กับคนที่เราต้องการไปขอความช่วยเหลือจากเขา หรือคนที่เราต้องทำงานร่วมกัน คนที่ติดต่อทำมาค้าขายกัน คนที่มีปัญหาและอุปสรรคต่อกันในเรื่องต่างๆ ฯลฯ

การเชื่อมบุญ เป็นการกระตุ้นบุญเก่า สร้างบุญเพิ่มบุญใหม่ไปพร้อมๆ กัน และส่งแรงบุญใหม่นี้ไปให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายเพื่อให้บุญบารมีนี้ช่วยให้ทำการติดต่อในเรื่องที่ติดขัดได้สะดวกยิ่งขึ้น ถ้าเป็นคนที่เคยมีบุญร่วมกันมาก่อนก็ง่ายเช่นได้เคยกระทำบุญร่วมกันในวัดเดียวกันอย่างคนที่เป็น พ่อแม่หรือญาติพี่น้องก็เหมือนมีบุญเก่าไปกระตุ้น แต่ถ้าเป็นเจ้ากรรมนายเวรอื่น ๆไม่เคยทำบุญหรือรู้จักกันมาก่อนหรือจำไม่ได้ การเชื่อมบุญก็กลายเป็นบุญใหม่ที่เราเป็นคนสร้างขึ้นมาร่วมกันกับเขาจะเป็นตัวไปเชื่อมให้เรื่องราวต่างๆสำเร็จได้โดยง่าย

 

จะทำการการเชื่อมบุญเมื่อไรดี ?

การเชื่อมบุญนั้น เราสามารถทำได้ตลอดเวลาทุกครั้งที่มีการทำบุญ การทำบุญนั้นมีได้ 3 ทางเป็นหลักแห่งการสร้างบุญใหญ่ดังที่ได้กล่าวมา แต่การทำบุญที่ง่ายต่อการกระทำและความเข้าใจก็คือ “การให้ทาน” เช่นการให้ทั้งเงินทอง อาหาร,การหยอดเงินลงตู้บริจาคที่เดี๋ยวนี้มีคนนิยมมาบอกบุญมากมาย การร่วมสร้างศาสนสถาน,โบสถ์ วัดวาอาราม, การบริจาคเงินเป็นค่าอาหารกลางวันเด็ก คนพิการ และคนชรา การให้ทานเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่เงิน อย่างเช่น การให้ความรู้ที่ดี,การพิมพ์หนังสือธรรมทาน รวมถึงไปการรักษาศีล และการทำสมาธิภาวนาอันเป็นบุญใหญ่และสูงขึ้นไป เรียกได้ว่า เรามีโอกาสทำบุญทำทานทุกเวลาและทุกโอกาส

 

วิธีการเชื่อมบุญที่ถูกต้องทำอย่างไร ?

คุณผู้อ่านเคยได้ยินพระท่านบอกใช่หรือเปล่าครับว่า ทำบุญใดๆ เสร็จแล้วให้รีบอุทิศบุญให้คนอื่นไปด้วยทั้งคนทำทั้งคนรับได้เหมือนกันหมด เหมือนจุดเทียนไว้เล่มหนึ่งแล้วต่อเทียนกันไปคนให้บุญก็ไม่หมดและเป็นแสงสว่างให้คนอื่นไปด้วย

ผู้ที่เราควรจะส่งบุญไปให้ได้ก็ได้แก่ พ่อแม่,ญาติพี่น้อง,ครูบาอาจารย์, เหล่าเทพเทวดา,เหล่าเปรตและภูตผีปิศาจ, เจ้ากรรมนายเวร และสุดท้ายคือสัตว์โลกทั้งหลายอีกมากมายที่ไม่อาจกล่าวถึงได้หมดให้ได้รับบุญไปด้วย สำหรับเจ้ากรรมนายเวรก็จะเอ่ยหรือนึกถึงแล้วส่งบุญไปให้ด้วยคำว่า

 

“อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เวรี” ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงจงมีความสุข”

ประโยคนี้เองที่เป็นจุดสำคัญและจุดสิ้นสุดของการเชื่อมบุญให้เจ้ากรรมนายเวรได้รับบุญนั้นไป คุณงามความดีที่เราได้มอบส่งให้แก่ท่านเจ้ากรรมนายเวรเหล่านั้นเราก็ได้ทำไปหมดแล้ว ท่านเหล่าเจ้ากรรมนายเวรได้รับรู้ถึงความตั้งใจของเราในการปรารถนาที่จะทำให้ท่านมีความสุขให้แล้วก็จะโมทนาบุญให้เราและยอมอโหสิกรรมให้ยอมปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ

ขอเสริมตรงนี้ทิ้งท้ายไว้อีกสักเล็กน้อย เรื่องการส่งบุญให้เจ้ากรรมนายเวรนั้น หากเราไม่แน่ใจว่าจิตของตนเองมีกำลังกล้าแข็งพอ ก็มีอุปกรณ์เสริมในการส่งบุญไปให้ ซึ่งไม่ใช่ของหายากอะไรเลยนั่นคือ “การใช้น้ำในการช่วยอุทิศบุญ”

การหลั่งน้ำหรือกรวดน้ำมีความหมายว่า ผลบุญที่เราส่งไปให้ท่านเจ้ากรรมนายเวรนี้จะได้ไหลติดต่อกันแบบไม่ขาดสายผู้รับก็จะรับบุญได้อย่างไม่ขาดระยะเป็นไปได้ด้วยความราบรื่นเปรียบเหมือนกระแสน้ำที่ไหลลงสู่มหาสมุทรที่ไม่มีวันขาดสาย ทีนี้ผลบุญก็จะส่งไปถึงเหล่าเจ้ากรรมนายเวรได้เต็ม ๆไม่มีการขาดห้วง

การกรวดน้ำที่ต้องใช้น้ำกรวด เพราะถือกันตามประเพณีนิยมที่ได้ปฏิบัติสืบ ๆกันมาเวลา ที่เราทำบุญสร้างบุญแล้ว พระภิกษุท่านก็จะโมทนาบุญว่า

ยะถา วาริวหา ปูรา  ปะริปูเรนติ สาคะรัง ห้วงน้ำที่เต็ม,ย่อมยังมหาสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ฉันใด

 

เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ  ทานที่ท่านได้อุทิศให้แล้วแก่โลกนี้ ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ละโลกนี้ไปแล้วฉันนั้น

 

 อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขิปปะเมวะ สมิชฌะตุ ขออิฎฐผลที่ท่านได้ปรารถนาแล้วตั้งใจแล้ว จงสำเร็จโดยพลัน

 

สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา จันโท ปัณณะระโส ยะถา ขอให้ความดำริทั้งปวงจงเต็มที่ เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ

 

มะณี โชติระโส ยะถา เหมือนแก้วมณีอันสว่างไสว ควรยินดี”

พิจารณาจากคำที่พระท่านกล่าวทุกทีที่เราทำบุญใส่บาตรหรือถวานสังฆทานหรือทำบุญใด ๆก็ตามความหมายก็จะมีความตรงกัน ซึ่งคาถานี้เรียกว่าบท อนุโมทนารัมภะคาถาหรือว่า “บทกรวดน้ำ”นั่นเอง

 

ผลแห่งการเชื่อมบุญแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ?

อานิสงส์แห่งการเชื่อมบุญนั้นจะส่งผลดีต่อทั้งทางโลกปัจจุบันและผู้ที่อยู่ในภพภูมิอื่นได้แก่

  1. ทำให้เจ้ากรรมนายเวรได้รับทราบและโมทนาบุญที่เราได้อุทิศไปให้ เมื่อท่านมีบุญบารมีเพิ่มขึ้น จากการที่เราอุทิศบุญไปให้ ท่านก็มาช่วยเสริมให้เราได้เกิดสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาได้ดียิ่งขึ้นหรืออย่างน้อยที่สุดท่านก็จะไม่มาขัดขวางหรือดลบันดาลให้เกิดอุปสรรค
  2. เป็นการชดใช้หนี้เวรหนี้กรรม เศษเวรเศษกรรมและขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวร ทำให้วิบากกรรมไม่ดีทั้งหลายที่มีอยู่นั้นลดลง หรือหมดสิ้นไป ถ้าเจ้ากรรมนายเวรได้มาโมทนาบุญ และให้อโหสิกรรมแก่เรา
  3. กิจการงานต่างๆ ได้รับความสะดวกมากขึ้น มีความไหลลื่น ปราศจากอุปสรรค หรืออุปสรรคปัญหาที่มีอยู่ก็จะลดลงกว่าเดิมมาก
  4. ครอบครัวมีความสุขเป็นครอบครัวที่มีศีลธรรม ลูกหลานอยู่ในโอวาทเชื่อฟังพ่อแม่และผู้ใหญ่ สามีภรรยาไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่มีเหตุใด ๆที่จะทำให้แตกแยกกันได้ง่าย ๆ
  5. ช่วยให้จิตใจอ่อนโยน มีเมตตาและความปรารถนาดีต่อคนรอบข้าง คนทั่วไป และสรรพสัตว์ทั้งปวง
  6. การเดินทาง มีความปลอดภัย เพราะเป็นที่รักของทั้งเทพเทวดา มนุษย์ด้วยกันและอมนุษย์ เช่น เปรต ภูตผีปีศาจ รวมถึงเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย
  7. สามารถที่จะปฏิบัติธรรมให้เจริญก้าวหน้า ธรรมปัญญาเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะมีฐานบุญ ด้วยทาน ศีล และการภาวนาพื้นฐานหนุนนำให้ไปสู่จุดสิ้นสุดแห่งวัฏฏสงสารและหมดเวรหมดกรรมที่แท้จริง คือพระนิพพาน

 

Read Full Post »

การถือศีลนั้นแม้ว่าจะเป็นการชำระจิตให้สะอาดที่มากกว่าทานหลายเท่า แต่ก็ยังถือว่าเป็นการ
ทำความสะอาดจิตอย่างอะเอียดด้วยการเจริญภาวนาชำระจิตให้สะอาดด้วยข้อปฏิบัติทางกายและวาจาไม่ให้หลุดออกมา และทำให้ดูนิ่งเป็นปกติเท่านั้น หากว่ากันในหลักวิทยาศาสตร์จิตวิทยา คือสามารถควบคุมและชำระจิตใจได้ในส่วนที่เป็นจิตรู้สำนึกและจิตก่อนสำนึก ส่วนที่เป็น “จิตใต้สำนึก”นั้น ศีลยังไม่อาจจะควบคุมหรือทำให้สะอาดบริสุทธิ์ได้เพียงพอ

การเจริญภาวนาในแบบวิธีแห่งพุทธศาสนาเป็นการทำความสะอาดจิตอย่างละเอียดเป็นการซักฟอกจิตให้สะอาดจนถึงที่สุดคือ ให้จิตเบาบางไปจากสิ่งปรุงแต่ง (กิเลสทั้งหลาย) จนกระทั่งหมดไปในที่สุดเมื่อทำการซักฟอกจิตใจจนหมดกิเลสแล้วมันก็ไม่มีอะไรปรุงแต่งอยู่ในจิตอีก จิตก็ว่างเปล่าไม่อาจจะนำไปก่อกรรมสร้างกรรมไม่ดีใด ๆคือ ไม่อาจจะสร้างเจ้ากรรมนายเวรได้อีกต่อไป

ที่บอกว่า การเจริญภาวนาด้วยสมาธิและเจริญปัญญานั้นจะเป็นการทำให้เจ้ากรรมนายเวรพอใจได้สูงสุดนั้นแท้ที่จริงก็คือ เจ้ากรรมนายเวรของเรานั้นมีอยู่อีกเป็นจำนวนมากมายมหาศาลนับไม่ถ้วน แม้เราจะสร้างบุญในทานในศีลให้มากมายเพียงใดเท่าไหร่ก็ไม่พอแจกจ่ายให้เขาเหล่านั้นได้รับบุญเอาไว้ทั้งหมด

นอกจากนั้นยังเจ้ากรรมนายเวรอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถมารับบุญที่เราได้อุทิศไปให้ได้ เพราะตัวเขาเองยังต้องชดใช้กรรมอยู่ในภพภูมิอื่นยังไม่ถึงเวลารับบุญนั้นไป กรรมของเราก็ยังไม่ได้รับการอโหสิกรรมง่าย ๆเสียทีต้องติดค้างกันอยู่เรื่อย ๆไป เหมือนกับเราเป็นหนี้แล้วพยายามเอาเงินไปคืนเจ้าของบ้าน โดยที่ทุกอย่างมีความสมบูรณ์แบบทุกอย่างตั้งแต่ เงินที่ได้มา เจตนาจะเอาให้คืน แต่พอไปถึงเจ้าหนี้กลับไปอยู่บ้านเสียอย่างนั้น

การเจริญภาวนาเป็นการทำให้เราหลุดพ้นจากเงื่อนไขทั้งหลายของเจ้ากรรมนายเวรทั้งปวง เป็นทางไปสู่การนิพพาน เพราะเมื่อเราสามารถหลุดพ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว กรรมของเจ้ากรรมนายเวรก็ตามไปส่งผลให้ไม่ถึงเพราะไม่รู้จะส่งให้ใคร ไม่มีรูปนั้นเหลืออยู่อีกแล้วจึงต้องยุติกรรมนั้นไปเสียยกตัวอย่างให้เป็นรูปธรรมก็เช่น เราเป็นเจ้าหนี้ไปตามทวงลูกหนี้แต่ปรากฏว่า ลูกหนี้กลับตายเสียแล้วแม้อยากจะตามไปทวงถึงไหน ๆก็ไม่อาจจะไปตามเอาคืนได้อีก

 

แล้วการเจริญภาวนาแบบใดที่ทำให้หลุดพ้นจากเจ้ากรรมนายเวร ?

การบำเพ็ญภาวนาที่ถูกวิธีนั้นมีอยู่ 2 แบบ คือ การทำสมาธิ และ การ เจริญปัญญา

การทำสมาธิคือ การกำหนดใจให้นิ่งกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่เป็นอารมณ์เดียว ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตามขอให้เพียงแต่ใจอยู่นิ่งไม่วอกแวกก็คือเป็นสมาธิ เช่นการไหว้พระสวดมนต์จิตก็จะนิ่งอยู่ที่บทสวด หรือการนั่งสมาธิจิตก็จะนิ่งอยู่ที่ลมหายใจอย่างนี้ ก็ถือว่าเป็นสมาธิซึ่งเป็นพื้นฐานของการชำระจิตให้สะอาดที่อยู่ในกมลสันดานของแต่ละคน เมื่อจิตอยู่นิ่งแล้วก็เกิดความง่ายที่จะทำให้สะอาดเพราะรู้ว่าจิตอยู่ตรงไหนจากนั้นจึงค่อยใช้ การเจริญปัญญา เป็นการซักฟอกให้สะอาดหมดจดในชั้นต่อไป

การเจริญปัญญานั้นต่างไปจากความเป็นสมาธิ ตรงที่สมาธิเป็นเพียงการทำใจให้สงบนิ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่เพียงอารมณ์เดียวแน่นิ่งอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้นึกคิดอะไร แต่ การเจริญปัญญา (คำพระท่านว่า วิปัสสนา) ไม่ใช่ทำให้แค่จิตใจตั้งมั่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น

การเจริญปัญญาเป็นการคิด “ใคร่ครวญ” เพื่อหาเหตุผลในสภาวะที่เป็นธรรมและความจริงในแต่ละสรรพสิ่งว่า สิ่งทั้งหลายในโลกนี้เป็น สิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป (อนิจจัง), ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทุกข์ (ทุกขัง) คือทุกอย่างเป็นสภาพที่ไม่อาจทนอยู่ในสภาพเดิมได้ เกิดขึ้นแล้วไม่อาจทรงตัวต้องเปลี่ยนแปลงไปทำให้อารมณ์เกิดความเปลี่ยนแปลงตามก่อให้เกิดความทุกข์ตามมา และ สุดท้ายคือ ทุกสิ่งไม่มีตัวตนและไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนหรือเป็นของ ๆ ใครใด ๆ ทั้งสิ้น(อนัตตา)

เมื่อใดก็ตามที่เราพิจารณาสิ่งต่าง ๆ รอบตัวให้เป็นไปตามที่กล่าวมานี้ได้ก็ถือได้ว่าได้ทำการชำระจิตให้หมดจดจนบริสุทธิ์ที่แท้เพราะจิตใจสามารถยอมรับสภาพความจริงทั้งหลายและความเป็นไปทั้งหลายของโลกได้โดยดุษณี

การเจริญภาวนานี้ ได้ก็ขอให้ฝึกนั่งสมาธิ อย่างน้อยๆวันละ 15 นาที เป็นการฝึกจิตใจให้นิ่ง อานิสงส์ที่ได้ก็จะทำให้ได้สติปัญญาที่เฉลียวฉลาดและมีความสามารถปล่อยวางจากทุกสิ่งได้ง่ายเข้าใจในความเป็นไปของกรรม จิตใจจะรู้วิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆได้โดยอัตโนมัติ เช่นเมื่อเจ้ากรรมนายเวรตามมาถึงเพื่อทวงคืนหนี้ที่ได้ติดค้างไว้ก็จะใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาได้อย่างตรงไปตรงมาเมื่อชำระหนี้กรรมกันได้เป็นที่เข้าใจและรับรู้ต่อกันแล้วก็ทำการอโหสิกรรมให้แก่กันก็ถือว่าหมดเวรหมดกรรมกันไป

 

แต่ทว่าการเพียรสร้างบุญด้วยวิธีการทั้ง 3 ประการที่กล่าวมานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายได้ยกโทษและอโหสิกรรมให้กับเราได้ทั้งหมดในทันทีต้องอาศัย หลักสำคัญอีก 3 ประการเป็นองค์ประกอบคือ

1. มีความสม่ำเสมอในบุญ

การทำบุญนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากกว่าทำบาป แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เหลือวิสัยจนไม่สามารถทำได้ในเมื่อเจ้ากรรมนายเวรของเรามีมากมายมหาศาลทั้งในปัจจุบันชาติและอดีตชาติ รวมไปถึงผู้ที่ยังรอให้เราส่งบุญไปให้อีก การกระทำบุญทั้ง 3 แบบ ทาน ศีล ภาวนา นั้นต้องมีความสม่ำเสมอ เหมือนกับเวลาที่เราทำงานประจำของเรา

คำว่างานประจำก็คือ ต้องทำอยู่ประจำทำทุกเมื่อเชื่อวันจึงจะเกิดความชำนาญ บุญก็เช่นเดียวกันต้องมีความสม่ำเสมอในการสร้างบุญ บุญนั้นก็จะได้พอกพูนขึ้นมาเรื่อยๆและเวลานำไปใช้ก็จะมีความชำนาญในการใช้ไม่ให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์เช่นกัน

 

2. มีความมากพอในบุญ

นอกจากมีความสม่ำเสมอแล้วการทำบุญก็ต้องมีความมากพอที่จะนำบุญนั้นไปอุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวรได้ให้มากที่สุดผลของการรับบุญก็จะทำให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้ได้มากตามบุญที่ได้แจกจ่ายออกไป เปรียบเทียบเหมือนเราตักน้ำใส่ตุ่มน้ำที่บ้าน เราต้องตื่นมาแต่เช้าและทำเป็นประจำเสมอ แต่ถ้าเราตักน้ำใส่เป็นประจำเพียงแค่วันละขันมันก็ยังน้อยเกินไปไม่พอจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ ถ้าจะให้มากพอให้มันเต็มตุ่มในแต่ละวันก็ต้องตักวันละหลาย ๆถัง บุญก็เช่นเดียวกันขอให้สร้างให้มากพอที่จะอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย และเป็นเสบียงเหลือไว้ให้เราติดตัวเก็บไว้ใช้เวลาเดือดร้อนอีกด้วย

 

3. มีความนานพอ

อย่างที่กล่าวไว้ว่า เจ้ากรรมนายเวรมีมากมายมหาศาล จะเอาน้ำที่เป็นบุญเพียงตุ่มหรือสองตุ่มไปแบ่งไปแจกจ่ายให้เขากินเพื่อคลายทุกข์คลายร้อน ดับกระหายเพียงแค่นั้นยังไม่พอยังต้อง “สะสม” มันไปเรื่อย ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ กฎแห่งความสำเร็จก็ขึ้นอยู่กับ 3 ข้อนี้เท่านั้นทุกความสำเร็จจะต้องใช้เวลาสะสมในตัวของมันเอง เมื่อสร้างบุญได้สม่ำเสมอ, มากพอ, และนานพอ ก็จะทำให้บรรลุธรรมถึงขั้นสูงสุดอันคือ พระนิพพานได้

การบรรลุพระนิพพานเป็นเหตุให้บุคคลสิ้นเวรสิ้นกรรมสิ้นบาปสิ้นบุญหมดแล้วทุกอย่าองในโลก เหมือนดังที่พระพุทธเจ้าของเรา ได้บำเพ็ญเพียรสร้างบุญมากว่า 500 ชาติ และใน สิบชาติสุดท้ายก็ได้บำเพ็ญสร้าง “มหาทศบารมี” จนในชาติสุดท้ายพระองค์ก็ตรัสรู้สิ้นเวรกรรมในโลกและหลุดพ้นไปในที่สุด

 

Read Full Post »

ศีลนั้น มีปราชญ์และท่านผู้รู้ได้แปลว่า “ปกติ” จนกลายเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า คนที่รักษาตน
ชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ด้วยศีลให้มีศีล ก็เรียกว่า รักษาตนให้เป็นปกติหรือสภาพที่เป็นปกติของคนๆหนึ่งพึงจะเป็น เป็นความปกติที่คนทุกนั้นมี เป็นความสุข ความสงบ และเรียบง่ายตามวิถีแห่งธรรมชาติ

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ครูบาอาจารย์กำลังสำคัญของพระพุทธศาสนาในยุคนี้ ท่านกล่าวไว้ว่า การมีศีลทำให้มนุษย์ได้อยู่กันเป็นปกติ เพราะแต่ละคนๆ ก็รักษาสภาพปกติของตนเมื่ออยู่เป็นปกติ จิตใจเป็นปกติแล้ว ไม่ว่าจะพูดจะทำอะไรจะคิดนึกในสิ่งทั้งหลายก็จะทำได้ราบรื่นดี

แต่ถ้าจิตใจไม่ปกติ เวลาที่พูดและทำก็จะเกิดความผิดปกติแล้วก็จะเกิดความขัดแย้งปั่นป่วนวุ่นวาย จะไปคิดทำการทำงานอะไรที่เป็นไปในทางที่ดีงามก็เป็นไปได้ยาก มีแต่จะนำไปสู่ความทุกข์มีแต่จะสร้างเวรสร้างกรรมให้มากขึ้น นี่ก็เป็นความหมายหนึ่งของคำว่า “ศีล” เช่นกัน

การที่สร้างบุญบารมีนอกจากจะเพื่อให้มีความสุขทั้งในภพนี้และภพหน้าแล้ว ควรรักษาศีลอันเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้ความชั่วมาเกาะกุมหัวใจโดยมีจุดประสงค์หลักไม่ให้เราไปก่อกรรมชั่วไปสร้างเจ้ากรรมนายเวรขึ้นมาใหม่อันจะเป็นการก่อทุกข์ให้กับทั้งตัวเราและผู้อื่น

ที่บอกว่าศีลจะทำให้จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ได้มากกว่าทานเพราะว่า การรักษาศีลนั้นเป็นการเพียรพยายามจะระงับสิ่งที่จะเกิดเป็นโทษทางกายและวาจาไม่ให้มันเกิดขึ้นมา เป็นทั้งข้อบังคับและข้อปฏิบัติในเวลาเดียวกัน

 

 แล้วเราจะปฏิบัติตามศีลแบบใดที่ ทำให้เจ้ากรรมนายเวรพอใจ ?

เรื่องนี้ตอบได้ง่าย ๆครับ คือยิ่งรักษาศีลให้บริสุทธิ์มากเท่าใดก็ยิ่งเกิดบุญกุศลมากและก็ยิ่งทำให้เจ้ากรรมนายเวรพอใจได้มากขึ้นเท่านั้น

เช่น ศีล 5 ซึ่งเป็น ศีลพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ได้แก่การห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามลักทรัพย์ใด ๆแม้เพียง 1 บาท การดำรงตนอยู่ในคู่ครองของตัวเอง การไม่พูดปด พูดส่อเสียด หรือแม้แต่พูดคำหยาบ และ ไม่ดื่มสุราให้ขาดสติเป็นเหตุให้สติไม่ตั้งมั่นจิตใจเศร้าหมองลง

หากได้ปฏิบัติสูงขึ้นไปเรื่อย ในระดับ ศีล 8 หรือ ศีล 10ไปจนถึงข้อปฏิบัติที่เป็นข้อวัตรที่ทำให้กายและวาจาเกิดความบริสุทธิ์ไม่ยอมทำความผิดหรือทำให้กิริยาไม่งามอย่างศีล 227 ข้อของพระภิกษุซึ่ง ถือว่าเป็นระดับสูง เมื่อรักษาศีลได้อย่างหมดจดแล้วก็จะเป็นพื้นฐานที่จะทำให้ปฏิบัติการชำระจิตใจให้สะอาดในขั้นสูงต่อไป

เมื่อบำเพ็ญศีลอยู่เป็นนิตย์คือ หมั่นรักษาการกระทำทั้งทางกายและวาจาให้ดี จิตใจก็จะไม่ถูกปรุงแต่งด้วยสิ่งที่ไม่ดีให้สกปรกมากไปกว่าเดิม อันเป็นเหตุป้องกันไม่ให้กลับไปสร้างกรรมที่ไม่ดี ถ้าหากเปรียบจิตเป็นดั่งน้ำ ก็เหมือนน้ำที่ได้มีการเจือจางแล้วด้วยการทำทาน และยังมีการป้องกันด้วยศีล เหมือนมีแผ่นกรองไม่ให้สิ่งสกปรกใด ๆตกลงไม่ให้สกปรกไปเพิ่มอีก นอกจากนั้นการรักษาศีลยังเป็นการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ร้าย ๆเข้ามาแผ้วพานได้ง่าย ๆ

ยกตัวอย่างเช่น คนที่ประสบอุบัติเหตุแล้วรอดตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์ บางคนบอกว่าเหมือนถูกเหวี่ยงออกมาจากพาหนะที่นั่งอยู่แล้วไปตกยังที่ปลอดภัยทั้งๆที่ไม่น่าจะเป็นไปได้หรือ บางคนกำลังประสบเคราะห์กรรมจมน้ำเกือบตายแต่เหมือนมีอะไรมาดึงให้ลอยขึ้นมาเหนือน้ำ บางคนอาจจะโดนเจ้ากรรมนายเวรที่มีชีวิตอยู่ตามมาทำร้ายแต่ก็เหมือนมีอะไรมาบังตาให้เขามองไม่เห็น เชื่อว่าเรื่องราวเหล่านี้คงเคยเป็นที่ประจักษ์กันมาบ้างแล้ว

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ ผู้ที่มีการรักษาศีลให้บริสุทธิ์เป็นเครื่องป้องกันเอาไว้ไม่ให้เจ้ากรรมนายเวรที่ประสงค์ร้ายได้ตามเอาคืนได้ทัน หากเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่ไม่มีชีวิตอยู่ในภพภูมิอื่นที่ได้รับรู้ถึงความพยายามรักษาศีลในการสร้างบุญเพื่ออุทิศให้แก่ตนเองนั้น เขาก็จะได้อนุโมทนาบุญนั้นไปและยอมยกโทษหรือยอมอโหสิกรรมให้ในที่สุด

การรักษาศีลให้บริสุทธิ์นอกจากเจ้ากรรมนายเวรก็จะยกโทษให้แล้วยังจะเกรงในบุญบารมีของเราอีกด้วย เข้าทำนอง “คนดีผีคุ้ม ตกน้ำไม่ไหลตกไฟก็ไม่ไหม้”

ในเรื่องศีล แม้เพียงรักษาศีลขั้นต่ำสุดอย่างศีล 5 ก็จะได้อานิสงส์มากมายดังนี้

 

1. คนที่มีศีล อาศัยความไม่ประมาทจะทำให้เกิดโภคทรัพย์ได้มาก ส่วนคนไม่มีศีลคนที่เต็มไปด้วยอบายมุข ย่อมปล่อยชีวิตตกต่ำและเมื่อมัวหมกมุ่นวุ่นวายมัวเมาในเรื่องของสิ่งเหลวไหล จึงไม่อาจจะเอาใจใส่ต่อสิ่งดีงามใด ๆไม่ขยันทำมาหากิน เรียกว่าตกอยู่ในความประมาท ก็ทำให้เสื่อมทรัพย์อับจนชีวิต แต่คนที่มีศีล เว้นจากทุจริตเว้นจากอบายมุขและเรื่องชั่วช้าเสียหายแล้ว เมื่อมีความไม่ประมาท ก็ขยันหมั่นเพียรทำการงานใจอยู่กับการประกอบอาชีพ ก็ทำให้เกิดโภคะได้มาก

 

2. กิตติศัพท์คุณงามความดีอันดีงามก็ระบือไปไกล คนที่ประพฤติมีศีล มีความสุจริต คนก็นิยมชมชอบ ยิ่งสังคมปัจจุบันนี้เราถือเป็นสำคัญมากว่า ในบ้านในเมืองนี้ทำอย่างไรจะหาคนที่มีศีล คือคนสุจริตมาบริหารบ้านเมือง ถ้าคนไหนมีศีล สุจริต มีความบริสุทธิ์ มีความซื่อสัตย์ ก็ได้กิตติศัพท์ดีไปด้านหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมด อย่างน้อยด้านศีล ก็ได้กิตติศัพท์เป็นเครื่องประดับรองรับตัวเองขึ้นมา เป็นฐานที่สำคัญ

 

3. ความมีศีลทำให้มีความแกล้วกล้า ถ้าเรามีศีล เป็นคนประพฤติซื่อสัตย์สุจริตแล้วจะเข้าสมาคมไหนก็มีความแกล้วกล้าไม่ครั่นคร้าม

 

4. เวลาตายก็มีสติ ไม่หลงตาย ต่อจากนั้น

 

5. ข้อสุดท้าย ตายแล้วไปเกิดในสวรรค์

อ้างอิงจาก หนังสือ ก้าวไปในบุญ โดยพระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตฺโต)

กิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดการรักษาศีลมาก ๆแนะนำให้ ไปปฏิบัติธรรมเป็นประจำที่วัดใกล้ ๆบ้าน จะบวชพราหมณ์หรือบวชอุปสมบทเป็นพระภิกษุก็ได้อย่างน้อยสัก 15 วัน หลังจากได้บวชหรือปฏิบัติธรรมออกมาแล้วก็จะทำให้เรามีความเข้าใจในข้อวัตรที่จะต้องปฏิบัติในการรักษาศีลอย่างถ่องแท้มากขึ้นและสามารถรักษาศีลได้อย่างถูกวิธีด้วย

การผิดศีลข้อใดข้อหนึ่งแม้เพียงสักเล็กน้อยมันจะเป็นเครื่องขวางกั้นไม่ให้บรรลุธรรมชั้นสูงๆได้ ชาวพุทธผู้มีปัญญาที่ยังเป็นปุถุชน ที่ยังมีความโลภ ความโกรธ และความหลงนั้น ควรเพียรรักษาศีลให้ครบอย่างน้อยก็ศีล 5 ที่คนธรรมดาทั่วไปนั้นเป็นข้อปฏิบัติที่สามารถทำได้ง่าย หมั่นสร้างกรรมดีงดเว้นจากความชั่วที่เป็นบาปทั้งปวง หมั่นให้ทาน รักษาศีล เมื่อทุกอย่างบริบูรณ์แล้วจึงเข้ามาสู่การเจริญภาวนา จึงจะสำเร็จผลในบุญสูงสุดและทำให้พ้นทุกข์ไปได้

 

Read Full Post »

สัปปุริสทาน 8 ก็คือหลักการให้ทานของคนดี หรือสัตบุรุษ ที่เน้นทั้งเรื่องวัตถุทานและตัวผู้รับ ได้แก่  การให้ของที่สะอาด ,ให้ของประณีต, ให้ของอันสมควร,ให้ตามกาล, เลือกที่จะ
สัปปุริสทาน 8 นั้นคืออะไร ?ให้,ให้เนืองนิตย์เป็นประจำ , เมื่อให้แล้วมีจิตผ่องใส, และให้แล้วเกิดความดีใจ 

ความมุ่งหมายของสัปปุริสทาน 8 นั้นต่างกับ สัปปุริสทาน 5 ตรงที่จะเน้นในเรื่องวัตถุทานที่จะให้เป็นหลักได้แก่ การให้ของที่สะอาด, ของที่ประณีต และเลือกของที่สมควรแก่การใช้ เพราะการทำทานด้วยวัตถุเหล่านี้เราต้องให้ความพิจารณาไปด้วยว่า ผู้รับนั้นเขาจะได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่หรือไม่ เพราะอย่าลืมว่าการที่เราไปทำบุญทำทานนั้น เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย เขาไม่ได้รับผลบุญจากเราโดยตรง พวกท่านทั้งหลายเหล่านั้นต้องรับโดยผ่านเนื้อนาบุญที่ดีและมีความบริสุทธิ์ตามศีลที่ท่านเหล่านั้นได้ถืออยู่

เจ้ากรรมนายเวร เขาจะได้รับบุญที่แปรเปลี่ยนเป็นสภาพอาหาร เครื่องใช้นุ่งห่ม ที่อยู่ หรือยารักษาโรคเป็นของทิพย์ต่าง ๆตามที่เขาอยากจะได้ ผู้ที่รับทานอย่างพระภิกษุท่านก็ยังเป็นมนุษย์ไม่ต่างจากเรา ดังนั้นทานวัตถุก็ควรเป็นของดี สะอาด และเหมาะสมกับสุขภาพร่างกายของท่านด้วย

ยกตัวอย่างเช่น การถวายอาหารก็ควรเลือกถวายอาหารที่มีความสดใหม่ ปรุงเสร็จใหม่ ๆ มีความร้อน อีกทั้ง ควรจะเป็นอาหารที่มีคุณค่าช่วยบำรุงร่างกายและควรจะมีให้ครบทั้ง อาหารที่เป็นเนื้อสัตว์และผักผลไม้ จึงจะได้ชื่อว่าให้ของที่สะอาดประณีตและสมควร หากพระสงฆ์ท่านต้องฉันอาหารที่ เก่า ๆ หรือใกล้บูดเน่า หรือแม้แต่เป็นอาหารที่อันตรายต่อสุขภาพมีความ หวานจัดมันจัด ก็จะส่งผลให้ให้ท่านเกิดอาพาธได้ กลายเป็นว่าแทนที่จะได้บุญกลายเป็นสร้างบาปใหม่ให้เกิดขึ้นกับเจ้ากรรมนายเวรใหม่โดยไม่รู้ตัว

การที่บอกว่า ให้เตรียมอาหารในการถวายให้ครบถ้วนไม่ได้หมายความว่าเป็นการเตรียมประเคนให้เพื่อสนองความต้องการ อย่าลืมว่าเจ้ากรรมนายเวรของเราบางท่านบางรายเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรมไม่รับประทานเนื้อสัตว์ การให้ทางเลือกท่านมีอาหารที่ดีเหมาะกับท่านก็เป็นการทำให้ท่านพอใจ

หากเป็นข้าวของเครื่องใช้ จากประสบการณ์อีกอย่างของผู้เขียนซึ่งได้รับคำแนะนำจากพระภิกษุที่ท่านเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้วได้ให้คำแนะนำในการนำสิ่งของมาถวายเป็นไทยธรรม หรือ สังฆทานก็ตามควรจะเป็นของใช้จำเป็นต่อพระสงฆ์จริง ๆไม่ใช่การไปซื้อถังเหลืองที่ผนึกจากร้านค้ามาถวายแล้วจัดให้ดูว่ามีของล้นออกมานอกถัง

ซึ่งเมื่อแกะออกดูแล้วพิจารณาให้ดี ๆของที่พระสงฆ์ท่านจะใช้ได้จริงนั้นมีน้อยมากทีเดียว แม้แต่กล่องยาที่ร้านค้าทำเป็นสังฆทานยา ก็จะให้วิธีนำขวดยาเล็ก ๆเรียงกันให้เต็มแต่ภายนอกแต่ข้างในกลวงแทบไม่มีอะไรเป็นประโยชน์แก่พระท่านเลย

วิธีการที่จะให้เราได้ของที่ทั้งสะอาด,ประณีต และ เป็นของที่สมควรนั้นประการแรกคือ ก่อนที่ทำการถวายทานหากไม่มีความรู้ก็ให้สอบถามพระท่านตรง ๆได้เลยว่า ของที่จำเป็นสำหรับพระภิกษุนั้นมีสิ่งใดบ้าง ท่านก็จะให้คำแนะนำได้ถูกต้องเช่น ของใช้ที่จำเป็นอย่าง แปรงสีฟัน,ยาสีฟัน ผงซักฟอก แชมพูที่ต้องใช้ทำความสะอาดหนังศีรษะ หากเป็นเภสัชก็ควรเป็นยาที่สามารถใช้ในการรักษาโรคได้จริง เช่น ยาแก้ไข้, แก้อักเสบเจ็บคอ, ลดน้ำมูก, ยาแก้ท้องเสีย,ยาคลายกล้ามเนื้อ อย่างนี้เป็นต้น

ในเรื่องของยารักษาโรคนั้น เจ้ากรรมนายเวรบางตนบางพวก (พวกโอปปาติกะ) ยังคงต้องรอให้ถึงอายุขัยของตนจึงจะได้ไปเกิด วิญญาณบางตนเอาโรคร้ายที่เป็นอยู่ในสมัยยังมีชีวิตติดตัวไปด้วยระหว่างรอการไปสู่ภพภูมิใหม่เขาจึงต้องการยารักษาโรคไม่ต่างจาก พระภิกษุที่ท่านก็มีโรคทำให้อาพาธเช่นเดียวกัน เมื่อได้อุทิศผลบุญที่ได้จากการรักษาโรคให้หาย เจ้ากรรมนายเวรก็จะพลอยได้หายจาก ยาที่เป็นทิพย์ที่เราได้อุทิศส่งไปให้เขาด้วย

 

หากเป็นเครื่องนุ่งห่ม การทำทานโดยเครื่องนุ่งห่มแก่ผู้ทรงศีลอย่างพระภิกษุ ก็ควรเลือกผ้าไตรจีวรที่มีคุณภาพไม่บางเกินไปเพราะไม่อย่างนั้นท่านก็ไม่อาจนำไปใช้ได้ต้องทิ้งไปเสียเปล่า ๆ หรือในฤดูหนาวก็ควรถวายผ้าห่ม, อังสะ ( เสื้อกล้ามของพระ) แบบอุ่นเพื่อเป็นการสร้างความอบอุ่นป้องกันความหนาวเย็นอันจะเป็นสาเหตุให้ท่านอาพาธได้ เพราะปกติพระท่านจะใช้ผ้าเพียงสามผืน เพียงเพื่อปกปิดกายป้องกันความหนาวความร้อน และป้องกันไม่ให้เหลือบไรสัตว์ร้ายมาทำร้ายท่านได้เท่านั้น

ผลที่ส่งถึงเจ้ากรรมนายเวรนั้นเมื่อได้อุทิศบุญไปให้ท่านแล้วท่านก็จะมีความสุข เพราะเจ้ากรรมนายเวรบางตนเมื่อได้รู้ตัวว่าตายแล้วอาจจะไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่ อาจต้องเปลือยกายล่อนจ้อนหรือมีเสื้อผ้าขาดวิ่น ที่ทนไฟร้อนหรือความเย็นในภพที่ตนอยู่ไม่ได้จึงอยากที่จะได้เสื้อผ้ามาสวมใส่เหมือนตอนที่ยังมีชีวิต

 

หากเป็นที่อยู่อาศัย การถวายทานเป็นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมก็จะส่งผลต่อบุญที่เราจะอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรของเราได้ ตามธรรมดาพระท่านจะอยู่อาศัยในที่ที่เรียบง่ายอยู่ในกุฏิที่มีเพียงชั้นเดียวและมีห้องน้ำเพื่อใช้ในการขับถ่ายเท่านั้น หากมีกำลังทรัพย์มากพอจะถวายที่อยู่ให้ท่านก็ควรทำให้เพื่อที่ว่าท่านจะได้ไม่ต้องมีชีวิตอยู่อย่างลำบากอันเป็นอุปสรรคขัดขวางในการปฏิบัติธรรม

อานิสงส์นี้จะส่งผลต่อเจ้ากรรมนายเวรเมื่อเราได้อุทิศบุญนี้ไปให้ท่าน ท่านได้รับบุญนั้นแล้วเจ้ากรรมนายเวรก็จะได้มีที่อยู่อาศัยมีความสุขเหมือนคนอื่น ๆอย่าลืมว่า เจ้ากรรมนายเวรบางตนก็เป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อนไม่มีที่อยู่อาศัยย่อมต้องการมีที่อยู่เหมือนกับเราเช่นกัน เมื่อท่านได้ที่อยู่อาศัยมีความเป็นอยู่ที่ไม่ลำบาก ไม่อดอยากแล้วท่านก็เกิดความพอใจและสามารถให้อภัยและอโหสิกรรมให้กับเราได้ง่าย

ประการสุดท้ายที่เราควรจะให้เป็นทานก็คือ ธรรมทานและอภัยทาน ซึ่งนับว่าเป็นทานที่ประณีตแต่มีความเรียบง่ายที่สุด เช่นการพิมพ์หนังสือธรรมะแจกจ่าย ให้ผู้อื่นได้รู้ถึงวิธีการสร้างบุญทำให้ใจสงบ และเราเองก็ต้องรู้จักการให้อภัยผู้อื่นเป็นอภัยทาน เมื่อเจ้ากรรมนายเวรได้รับรู้ถึงการกระทำที่เป็นการให้อภัยก็เป็นการสร้างความเข้าใจในรสของพระธรรมให้บังเกิดขึ้น เขาก็จะได้คลายความโกรธลงและปลดปล่อยให้เราเป็นอิสระจากความแค้นที่เคยมีต่อกันได้

สิ่งเหล่าปัจจัยที่ประณีตเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะนำไปใช้ประโยชน์ให้เกิดผลได้อย่างสูงสุด เมื่อรวมกับองค์ประกอบอีก 5 ประการที่เหลืออานิสงส์แห่งการให้จึงมีความถึงพร้อมด้วยบุญกุศลอย่างสูงสุดเช่นเดียวกัน

ดังนั้น เมื่อเราทำทาน นอกจากจะต้องทำให้ครบองค์ประกอบทั้ง 3 ประการ คือวัตถุทานบริสุทธิ์ เจตนาบริสุทธิ์ (ทั้งก่อนให้ กำลังให้ และหลังให้) และบุคคลผู้รับบริสุทธิ์ (ทั้งผู้รับและผู้ให้) แล้ว ยังต้องทำทานด้วยความ “ชาญฉลาด” คือให้ทานตามแบบอย่างของสัตบุรุษที่เรียกว่า สัปปุริสทาน 5 และ 8 ด้วย ทานที่ให้จึงจะชื่อว่าได้บุญมากและผู้รับก็จะได้อานิสงส์ผลบุญไปใช้ได้ดี เป็นทานที่ทำให้เหล่าเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายพอใจได้อย่างแท้จริง

 

Read Full Post »

สัปปุริสทาน 5 (3)

ให้ทานโดยไม่กระทบตนเองและผู้อื่น

การให้ทานแบบนี้เป็นการให้โดยไม่ทำลายคุณความดีของ ตนเอง และผู้อื่น เราต้องไม่ทำผิดศีล ไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนเพื่อถวายทาน เช่น ฆ่าสัตว์ทำอาหารเพื่อถวายพระ

สัปปุริสทาน 5 (3)

เพราะการให้ทานอย่างนี้
นอกจากจะทำให้วัตถุทานไม่บริสุทธิ์แล้ว ยังเป็นการทำลายคุณงามความดีของตนเองโดยการละเมิดศีลข้อที่อีกหนึ่งอีกต่างหากเป็นการสร้างเวรสร้างกรรมให้เจ้ากรรมนายเวรที่ถูกเบียดเบียนชีวิตต่อไป

หรือแม้กระทั่งการทำทานที่ทำด้วยทานที่เกินกำลังทรัพย์ด้วยความเห็นผิดที่ว่ายิ่งทำทานเป็นจำนวนมากก็จะยิ่งได้ผลบุญมากจึงไปทำการกู้ยืมเงินผู้อื่นมานำมาทำ ตัวเองยอมเป็นหนี้ให้เจ้าหนี้เขาตามทวงก็ไม่เป็นไรขอให้ได้ทำทานก็พอ อย่างนี้ก็ไม่เกิดบุญกุศลแทนที่จะได้บุญจะได้บาปเพราะทำให้ตัวเองเดือดร้อนผลแห่งทานไม่บริสุทธิ์ ถ้าไม่มีเงินไปคืนเจ้าหนี้ก็เป็นการสร้างเวรสร้างกรรมกันต่อไปไม่รู้จักจบสิ้น การทำทานจึงไม่ควรให้ตัวเองเดือดร้อนและผู้อื่นเดือดร้อนด้วยจึงได้เกิดอานิสงส์ที่สมบูรณ์

นอกจากการให้ทานด้วยหลักสัปปุริสธรรม 5 แล้ว ยังมีการให้ทานที่มีองค์ประกอบอีก 8 ประการเรียกว่า สัปปุริสทาน 8

 

Read Full Post »

Older Posts »