Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for มีนาคม, 2013

เราทราบมาแล้วว่า เจ้ากรรมนายเวรนั้นมี 2 ชนิดคือแบบที่ยังมีชีวิตและไม่มีชีวิต การติดหนี้เจ้ากรรมนายเวรอยู่ทั้งสองแบบนี้ มีความเหมือนกันตรงที่มีลักษณะของ “การเป็นหนี้เหมือนที่เรา
วิธีทำให้เจ้ากรรมนายเวรพอใจและเลิกอาฆาต (ทาน)เป็นหนี้เงินคนอื่น”
เมื่อเรายืมเงินเขามา เราเป็นหนี้เขาไปทำให้เขาเสียหายแล้วยังไม่ได้ใช้คืนเสียที เมื่อเจ้าหนี้เขาตามมาทวงหากเราบ่ายเบี่ยงไม่ยอมใช้ก็ย่อมทำให้เขาโกรธตามราวีไม่จบไม่สิ้นเรื่อย ๆไป

พอถึงเวลามีเงินแล้วเอาไปคืนเขา หากเป็นเจ้าหนี้ที่ใจดีได้เพียงได้คำขอโทษก็คงเลิกแล้วต่อกันไปก็ถือว่าหมดเวรหมดกรรมต่อกัน แต่หากเป็นเจ้าหนี้ที่ยังมีความแค้นในใจเพราะโกรธในการผิดสัญญาก็ต้องการสิ่งชดเชยเพิ่ม นอกจากต้องการคำขอโทษแล้วก็ต้องได้สิ่งตอบแทนอย่าง “เงินดอกเบี้ย” จึงจะทำให้เขาพอใจและเลิกอาฆาตได้

ในภาคต้นเราได้รู้จักเจ้ากรรมนายเวรของเราแล้ว ก็เป็นการง่ายที่เราจะได้ชดใช้ได้เจ้ากรรมนายเวรถูก สิ่งที่เจ้ากรรมนายเวรทั้งสองแบบต้องการก็คือ “ความสุข” และสิ่งที่สามารถจะทำให้เขามีความสุขได้นั้นไม่ใช่เงินหรือทรัพย์ใด ๆแต่เป็น “บุญ”นั่นเอง ขั้นตอนการที่จะทำให้เจ้ากรรมนายเวรเลิกอาฆาตได้มีดังต่อไปนี้

 

“เพียรสร้างบุญบริสุทธิ์”

บุญบริสุทธิ์นั้นเป็นสิ่งที่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายต้องการมาก เรื่องของการทำบุญทำทานนั้นคงเป็นที่คุ้นเคยสำหรับทุกท่านที่เป็นพุทธศาสนิกชนและคนที่ใจบุญอยู่แล้ว  แต่อาจเป็นเพราะความประมาทพลั้งเผลอหรือความเข้าใจผิด ทำให้บางครั้งในการสร้างบุญกุศลแต่ละครั้งอาจจะมี “บาป” มาเจือปนอยู่ จึงทำให้อานิสงส์ผลบุญที่ทำนั้นไม่บริสุทธิ์เท่าที่ควรเพราะบาปหรือกรรมไม่ดีเหล่านั้นจะตัวที่สร้างความ “ขุ่นข้อง” ขึ้นมาในบุญจนเป็นเหตุที่จะไปขัดขวางผลแห่งความดีที่จะเกิดขึ้นไม่ให้บังเกิดผลได้อย่างเต็มที่

หากจะเปรียบเทียบให้ชัดก็เปรียบได้เหมือนน้ำที่ยังไม่สะอาด เมื่อเราต้องนำมาใช้ผสมกับสมุนไพรบางอย่างเพื่อนำมารักษาโรค น้ำที่ใช้ก็ควรจะใช้นำสะอาดเท่านั้นมาผสมทำยา ถึงจะรักษาโรคให้หายขาดได้  แต่การที่เรานำน้ำที่มีสิ่งสกปรกหรืออะไรก็ตามที่มีสิ่งเจือปนมาผสม ก็จะทำให้ฤทธิ์ของยานั้นไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็นแทนที่สามารถทำให้บรรเทาอาการให้ทุเลาลงอาจกลับกลายเป็นว่าโรคหายได้ช้าหรือไม่หายเลยก็ได้ดีไม่ดีจะทำให้ทรุดหนักลงไปอีก

การทำบุญให้บริสุทธิ์มากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งช่วยสร้างบุญบารมีให้ส่งผลเต็มที่กับชีวิตมากขึ้นเท่านั้น เหมือนกับน้ำเรื่องน้ำบริสุทธิ์ที่ใช้ผสมกับตัวยาที่ดียังผลให้รักษาโรคร้ายให้หายขาด เราทุกคนควรเรียนรู้เรื่องบุญนี้ไว้และนำมาใช้กับชีวิตของตนให้มากที่สุด

การสร้างบุญบริสุทธิ์นั้นมีหลักการง่ายๆ  3 ขั้นตอนคือการให้ทาน รักษาศีล และการเจริญภาวนาเป็นบันได 3 ขั้นของการสร้างบุญบารมีที่ถูกต้องแต่ขอให้เข้าใจว่า การสร้างบุญนั้นมีระดับของผลบุญที่จะเกิดขึ้นในตัวของมันเองแตกต่างกันไป

การทำบุญโดยการให้ทานนั้นไม่ว่าจะเป็นการให้ทานโดยให้ของประณีตหรือของที่หยาบ เป็นของที่มีค่าน้อยหรือเป็นของที่มาก เป็นสิ่งของก่อสร้างใหญ่โตหรือแม้แต่เศษสตางค์เล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ก็ยังได้บุญบารมีน้อยกว่าการรักษาศีล

ในเรื่องของการรักษาศีลนั้นไม่ว่าจะเป็นถือศีล 5  ซึ่งเป็นศีลชั้นต้น ศีล 8 และศีล 10 ซึ่งเป็นศีลชั้นกลาง หรือไปจนถึงศีล 227 ซึ่งเป็นศีลอย่างอุกฤษฏ์ หรือ ศีลขั้นสูงแม้ว่า เราจะรักษาศีลให้มีความบริสุทธิ์นานเท่าไหร่ก็ตามก็ยังได้บุญบารมีน้อยกว่าการเจริญภาวนา

การเจริญภาวนาเป็นบุญใหญ่ที่สุดในการสร้างบุญเพราะเป็นการใช้ปัญญาพิจารณาสภาพสิ่งต่าง ๆให้เห็นไปตามความเป็นจริงทำให้จิตสะอาดจนหมดกิเลสในที่สุดเมื่อจิตสะอาดการกระทำทั้งกาย วาจา ใจ ก็จะพลอยสะอาดไปด้วย

เรื่องการสร้างบุญให้บริสุทธิ์จำง่ายๆว่าเป็นบันไดบุญ 3 ขึ้นไล่เรียงกันขึ้นไป “จะลัดไปขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งนั้นไม่ได้” เพราะเป็นพื้นฐานเชื่อมโยงซึ่งกันและกันโดยต้องเริ่มมาจากการให้ทานเสียก่อน

  1. 1.            ทาน

การให้ทานเป็นพื้นฐานแรกที่สำคัญยิ่ง การให้นั้นจะเป็นการลดความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ลง เหมือนล้างยาวเหนียว ๆที่เกาะกุมจิตใจและเป็นเครื่องปิดกั้นไม่ให้เปิดโอกาสไปสร้างบุญในหนทางอื่นต่อไป การเรียนรู้การเป็นผู้ให้นั้นจะทำให้เรากลายเป็นที่รักต่อสิ่งมีชีวิตทุกภพภูมิ ทานที่เราทำนั้นมีอยู่ 4 ขั้นตอนที่สำคัญที่จะทำให้ได้บุญบารมีมากและจะเป็นการทำให้เจ้ากรรมนายเวรพอใจในทานนั้นได้แก่

1.1       วัตถุทานนั้นบริสุทธิ์

คำว่า บริสุทธิ์นั้นเราทราบดีอยู่แล้วว่าไม่มีสิ่งสกปรกใดๆหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเจือปน ถ้าเป็นเงินที่เรานำมาทำบุญนั้น ก็ต้องเป็นเงินทองที่เราหามาได้ด้วยความสุจริต มาจากการหยาดเหงื่อแรงกายของตัวเราเอง เช่นเงินที่มาจากค่าแรง,ค่าตอบแทน,เงินเดือนในการลงแรงทำงาน ไม่ใช่เป็นการไปเบียดเบียนผู้อื่นมา เช่น การขโมยเงินของผู้อื่นมาทำบุญรวมถึงเงินจากการพนัน และการค้าขายอย่างเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นมาทำบุญทำทานด้วย

เงินจากพนันนั้นเป็นเงินมาจากความชั่วมาจากความเสื่อมเพราะ เมื่อมีคนได้ทรัพย์ก็ต้องมีคนที่เสียทรัพย์ หลายคนโต้แย้งเรื่องวัตถุทานชนิดนี้อย่างไม่เข้าใจว่า ถ้าหากเงินนั้นได้มาจากการถูกหวย ถูกลอตเตอรี่ที่ทางบ้านเมืองเขาบอกว่าถูกกฎหมายแล้วเงินนั้นจะไม่บริสุทธิ์ได้อย่างไร

ความจริงแล้วบางเรื่องบางอย่างที่เราเห็นว่าถูกกฎหมายนั้นในทางธรรมนั้นกลับไม่ใช่สิ่งที่ถูกอบายมุขทั้งหลาย เช่นเหล้า,บุหรี่, การฆ่าสัตว์, หวย, การค้าหุ้นที่เข้าข่ายการพนัน,การค้ามนุษย์หรือค้าประเวณี เงินเหล่านี้แม้ได้มาอย่างถูกกฎหมายก็จริง แต่ถือว่าไม่บริสุทธิ์สำหรับการสร้างบุญเรื่องนี้พอมีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นได้ชัด

ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีหัวหน้าสำนักนางโลมที่มีชื่อว่า “ยายแฟง”ได้เรียกเก็บเงินมาจากหญิงโสเภณีในสำนักของตนจากอัตราการทำงานที่นางโลมแต่ละคนได้มาครั้ง 25 สตางค์ ยายแฟงจะหักเอาไว้ 5 สตางค์แล้วสะสมเอาไว้เช่นนี้เรื่อย ๆจน ยายแฟงได้เงินมากถึง 2,000 บาท แล้วนำเงินนั้นไปสร้างวัดขึ้นมาหมายจะถวายให้เป็นทานใหญ่
เมื่อวัดสร้างเสร็จ ยายแฟงก็เกิดความปลื้มปีติเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังติดใจสงสัยในเรื่องวัตถุทานในวิธีที่แกได้มา จึงไปนมัสการถามหลวงพ่อโต วัดระฆัง (สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี) ว่าการที่แกเองได้สร้างวัดด้วยเงินสะสมทั้งหมดขนาดนี้จะได้บุญกุศลมากมายขนาดไหนและได้บุญบารมีอย่างไร หลวงพ่อโตท่านก็ได้ให้เมตตาตอบปัญหาว่า ยายแฟงจะได้บุญเพียง “ประมาณ 1 สลึง” เท่านั้น

การที่ยายแฟงได้บุญน้อยเช่นนี้เพราะวัตถุทานที่ได้มาเป็นการเบียดเบียนจากผู้อื่นมาโดยเขาไม่เต็มใจจะให้ กรณีนี้รวมไปถึงผู้ที่ทำการค้าขายเอากำไรเกินจริงผลกำไรที่ได้มาเพราะความโลภจัดจนเกินส่วนที่ตนควรจะได้นั้นแม้จะเอามาทำบุญก็ไม่มีความบริสุทธิ์มากพอโดยนัยเดียวกัน

นอกจากเงิน,แหล่งที่มาของเงิน,วิธีการที่ได้เงินไม่บริสุทธิ์ที่ไม่ควรจะเอามาทำบุญแล้ว ยังรวมถึงไปถึงวัตถุทานต่างๆ ด้วย ยกตัวอย่างในเรื่องของการทำบุญใส่บาตรด้วยอาหาร เช่นการไปฆ่าสัตว์เพื่อนำทำอาหารแล้วนำมาใส่บาตรให้พระสงฆ์ บุญที่ได้รับนั้นก็จะมีบาปเจือปนอยู่ด้วยคือไปเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นมาทำบุญ

หรืออย่างเช่น การไปขโมยผลไม้ ไปเด็ดดอกไม้ของผู้อื่นที่เขาไม่อนุญาตโดยหวังจะนำมาถวายพระ การไปขนทราย ,ขนดิน, ขนปูนเพื่อจะนำไปสร้างวัดโดยไปบังคับเอาของๆ คนอื่นมาเพื่อต้องการจะนำไปทำบุญให้กับทางวัด อย่างนี้วัตถุทานทั้งหลายที่ได้มาโดยทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรือไม่เต็มใจจะให้ย่อมไม่เกิดผลบุญที่บริสุทธิ์ทำไปก็แทบไม่ได้อะไรเลย

เรื่องของวัตถุทานนั้นมีหลายกรณีที่เราต้องใช้สติและปัญญาในการพิจารณาอย่างระมัดระวังว่า มีความบริสุทธิ์เพียงพอหรือไม่ ยิ่งวัตถุทานบริสุทธิ์มากเท่าใด ผลบุญนั้นก็จะยิ่งบริสุทธิ์ขึ้นมากเท่านั้น การให้ทานไม่จำเป็นต้องเป็นของประณีตมาก ทุกอย่างไม่สำคัญเท่ากับเหตุแห่งการได้มาด้วยการกระทำที่บริสุทธิ์และทำด้วยตามกำลังทรัพย์ที่เรามีอยู่ทำแล้วไม่เดือดร้อน จึงจะเป็น วัตถุทานที่มีความบริสุทธิ์สูงสุด

เพราะหากได้มาไม่บริสุทธิ์แล้ว นอกจากเจ้ากรรมนายเวรเก่าจะไม่พอใจยังเป็นการสร้างเจ้ากรรมใหม่ขึ้นมาให้ต้องตามชดใช้กรรมกันต่อไปอีก

1.2       ผู้ให้นั้นมีเจตนา บริสุทธิ์

หมายความว่า คนที่ให้ทานนั้นดำรงอยู่ด้วยความบริสุทธิ์ มีเจตนาที่ดีไม่หวังผลตอบแทนอยู่ทั้งสามช่วงเวลาในการทำทาน คือ ช่วงก่อนให้ทาน, ในขณะที่กำลังให้ทาน และหลังจากให้ทานไปแล้ว หากผู้ให้ทานยิ่งเป็นคนที่อยู่ในศีลในธรรมมากด้วยแล้วตัวของทานก็จะยิ่งบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้นไปอีก

สิ่งสำคัญเรื่องเจตนานั้น เราต้องระวังอย่าทำทานเพราะเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ คือการทำทานเพราะ ต้องการหวังผล ,ทำทานเพราะต้องการเอาหน้า, ทำทานเพราะต้องการปิดบังความชั่ว เพราะการให้ด้วยใจไม่บริสุทธิ์ทั้ง 3 ประการนี้จะไม่ได้บุญเลยหรือถ้าได้ก็ได้น้อยเต็มที เหมือนอาบน้ำด้วยน้ำหอมอาบอย่างไรก็ไม่สะอาดหมดจด

เจตนาของทานจะมีความบริสุทธิ์จะมีความบริสุทธิ์มากขึ้นไปอีก หากผู้ที่ได้ทำทานนั้นได้ทำทานไปพร้อมกับการพิจารณาสิ่งของวัตถุทานทั้งหลายด้วยปัญญา โดยพิจารณาว่าสิ่งของที่เราครอบครองอยู่นั้นทุกสิ่งทุกอย่างแท้จริงแล้วเป็นของที่มีอยู่ประจำโลก เป็นสิ่งที่มีไว้ชั่วคราว เป็นของกลางๆ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ และได้ผ่านการเป็นเจ้าของมาแล้วหลายชั่วคน เมื่อถึงเวลาวัตถุนั้นมันก็มีความเสื่อมสลายไปเป็นเสมือน “สมบัติผลัดกันชม” เท่านั้นเอง ไม่ได้สละกันวันนี้ก็ต้องทิ้งต้องสละในตอนสุดท้ายของชีวิต เป็นไปตามหลักของ ไตรลักษณ์ คือ สิ่งของทั้งหลายล้วนเสื่อมสลาย (อนิจจัง) เป็นทุกข์ไม่อาจคงทนและตั้งอยู่ได้ตลอดไป (ทุกขัง) และไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่งเลย ( อนัตตา)

1.3 ผู้รับนั้นบริสุทธิ์

การที่คนรับนั้นมีความบริสุทธิ์ เราเรียกกันว่าเป็นผู้ที่มี “เนื้อนาบุญ”ที่ดี เนื้อนาบุญนั้นจะเป็นใครก็ได้ จะเป็นคนธรรมดา,สามเณร,แม่ชี, พระภิกษุ หรือแม้แต่สัตว์ก็ได้ทั้งนั้น แต่การมีเนื้อนาบุญที่บริสุทธิ์เพียงใดขึ้นอยู่กับการ “ถือศีล” ในบุคคลนั้น

ยิ่งผู้ที่มีเนื้อนาบุญนั้นบริสุทธิ์ด้วยการถือศีลมากเพียงใดข้ออานิสงส์ผลบุญที่เราทำก็จะยิ่งเพิ่มพลังมากขึ้นเหมือนเราหว่านเมล็ดข้าวลงในผืนดิน ถ้าเมล็ดข้าวตกไปในผืนดินใดก็ตามที่มีปุ๋ยมีน้ำที่บริบูรณ์ เมล็ดข้าวที่งอกเงยขึ้นมาก็จะงอกเงยสมบูรณ์ดีเยี่ยม

แต่ถ้าเมล็ดข้าวใดที่ตกลงไปในดินที่ไม่มีน้ำไม่มีปุ๋ยหรือเนื้อนาบุญไม่ดีเป็นคนไม่มีศีลหรือมีศีลอยู่น้อย เมล็ดข้าวหรือบุญนั้นก็จะไม่งอกเงยขึ้นมาได้ หรือถึงแม้จะงอกต้นข้าวก็ไม่สมบูรณ์ดี หากเป็นบุญก็จะทำให้บุญนั้นส่งผลได้ไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น

เพราะอย่างนี้พระพุทธเจ้าถึงได้มีพระดำรัสตรัสเอาไว้ เรื่องเนื้อนาบุญว่า แม้วัตถุทานที่มีความบริสุทธิ์ เจตนาทำทานก็บริสุทธิ์แต่ผลบุญของความบริสุทธิ์จะเกิดขึ้นได้มากน้อยขึ้นอยู่กับเนื้อนาบุญตามลำดับของผู้รับ คือ สัตว์เดรัจฉาน,มนุษย์ผู้ไม่มีศีล,มนุษย์ผู้มีศีล 5, มนุษย์ผู้มีศีล 8,สามเณร,พระภิกษุที่เป็นสมมติสงฆ์, พระภิกษุชั้นอริยสงฆ์โสดาบัน,พระสกิทาคามี,พระอนาคามี,พระอรหันต์,พระปัจเจกพุทธเจ้า,และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามลำดับ

การที่พระองค์จัดลำดับไว้อย่างนี้เพราะว่า เป็นการทำทานหากได้ทำให้กับผู้รับที่ยิ่งมีความบริสุทธิ์มากเท่าไหร่ผู้ให้ก็ยิ่งมีความรู้สึกอิ่มเอิบใจเป็นสุขมากเท่านั้นไม่มีความรู้สึกเสียดายหรือตระหนี่มาเกาะกุมหัวใจอีกต่อไป

การจะดูให้รู้ว่าเนื้อนาบุญนั้นบริสุทธิ์ในระดับใด ถ้าเป็นคนธรรมดาเราอาจจะดูง่ายคือ คน ๆนั้นมีความประพฤติทั้งทางกาย วาจา และใจดี ดูแล้วน่าคบหาน่าเสวนาด้วยอันเป็นบุกลิกภาพของคนที่มีศีลธรรม แต่สำหรับผู้ทรงศีลอย่างพระภิกษุ เราต้องดูที่วัตรปฏิบัติของท่านเป็นสำคัญว่าท่านปฏิบัติได้ดี ปฏิบัติได้ตรง ปฏิบัติได้สมควรกับความเป็นพระสมณะหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่ว่า ท่านเป็นพระที่เราไปทำบุญด้วยเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงหรือสมณศักดิ์ที่เหล่ามนุษย์ทั้งหลายเป็นคนยกยอปอปั้นท่านอันเป็นสิ่งสมมติกันขึ้นมาในโลก

เรื่องสมณศักดิ์สิ่งสมมติทั้งหลายนี้ บางครั้งพระสงฆ์หลายรูปที่มีวัตรปฏิบัติดีนั้น ก็มีสิทธิ์ที่จะได้หลงทางไป เพราะท่านถูกกิเลสครอบงำจนหลงทางบุญหลงทางธรรมไป ซึ่งเราคงเห็นกันบ่อยๆในปัจจุบันเป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก พระบางรูปนั้นก็เสื่อมไปตามกรรมเก่าที่ท่านเคยสร้างมาด้วย จะหลีกหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น

สำหรับพระสงฆ์ที่มีเนื้อนาบุญสูงนั้น ขอให้เราสังเกตง่ายๆ ว่าท่านจะมีเมตตาและมีบารมีสูง มีคำสอนที่เราสามารถนำไปปฏิบัติแล้วเกิดผลดีต่อชีวิตและผู้อื่นได้จริง ๆ ท่านจะไม่ถือตัวเพราะท่านต้องการโปรดสัตว์ที่ยากลำบากเป็นการสร้างบุญบารมีของท่านเอง ท่านอาจจะมีลูกศิษย์มีบริวารมากหรือไม่มากก็ตามไม่ใช่ข้อกำหนดที่จะมาสรุปว่าท่านดีหรือไม่ดี

หากคุณผู้อ่านเคยเข้าไปวัดที่สกปรกไม่ค่อยมีผู้ให้ความสนใจดูแลก็จะยังให้เกิดเสื่อมในศรัทธา สิ่งภายนอกจะเป็นตัวบ่งชี้ความประพฤติทั้งหลาย เหมือนกับเราไปเยี่ยมบ้านเพื่อนคนใดที่บ้านรก ๆ เจ้าของบ้านก็มักเป็นผู้ที่ไม่ค่อยมีระเบียบวินัย หากเป็นบ้านใครที่สะอาดสะอ้านมีระเบียบก็ย่อมแสดงออกถึงวินัยของเจ้าของบ้านเช่นเดียวกัน

วิธีการสังเกตว่า พระภิกษุท่านเป็นผู้มีข้อปฏิบัติดีจริงหรือไม่ ก็คือ ต้องหมั่นไปวัดทำกิจกรรมทางศาสนาบ่อยๆ สังเกตดูเจ้าอาวาส ดูพระลูกวัด ว่าท่านมีวินัยมากน้อยแค่ไหน ปฏิบัติธรรมสวดมนต์สม่ำเสมอหรือเปล่า วัดสะอาดสะอ้านหรือไม่ ถ้าวัดสะอาดเป็นระเบียบมากแสดงว่า พระวัดนั้นมีข้อวินัยและมีการปฏิบัติธรรมเรียนธรรมกันจริง ๆ เพราะวินัยจะเป็นเครื่องกำหนดการปฏิบัติทั้งกิจกรรมภายนอกและความประพฤติต่าง ๆไปในตัว

อย่างสุดท้ายที่จะทำให้ทานนั้นได้บุญสูงที่สุดและทำให้เจ้ากรรมนายเวรพอใจในทาน ก็คือ “อาการของการให้”

นอกจากองค์ประกอบแห่งการให้ทานทั้ง 3 ประการดังกล่าวแล้ว ความคิดที่เป็นจิตเจตนาของผู้ให้ ซึ่งส่งผลไปสู่การกระทำทางกาย  ที่เห็นได้จากกิริยาอาการที่แสดงออกมาในเวลาให้ทานก็มีความสำคัญมาก เช่นกัน เพราะนอกจากจะบ่งบอกถึงคุณภาพจิตใจของผู้ให้แล้ว ยังมีผลกระทบต่ออานิสงส์ที่จะได้รับและการอุทิศบุญไปให้เจ้ากรรมนายเวรอีกด้วย

อาการแห่งการให้ นี้เรียกว่า “สัปปุริสทาน” ตามความหมายของพระพุทธศาสนาหมายถึง ทานของสัตบุรุษหรือทานของ “คนดี” คนที่ให้ทานก็จะได้ผลบุญได้อานิสงส์ที่ดีงามตอบสนองทั้งในปัจจุบันและอนาคตทั้งยังส่งต่อไปให้ผู้อื่นช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ไปด้วย แบ่งเป็น สัปปุริสทาน 5 และสัปปุริสทาน 8 ดังต่อไปนี้

 

Read Full Post »

เจ้ากรรมนายเวรทำให้ ขาดสติยั้งคิด โง่เขลาไม่ทันคนทำให้ถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่เรื่อยไป

หลายคนประสบเคราะห์กรรมในเรื่องราวต่าง ๆเพียงสาเหตุเพราะ “ขาดความยั้งคิด” ทำให้ตัดสิน
เจ้ากรรมนายเวรทำอะไรเราได้บ้าง (5)ใจผิด จนต้องลงเอยให้กระทำในสิ่งที่โง่เขลาจนเป็นเหตุให้ชีวิตเดินผิดทิศทางจนชีวิตประสบความล้มเหลวมีปรากฏให้เห็นมากมายเช่นเดียวกัน

หากเป็นการกระทำของกรรมใหม่ ได้แก่  ชอบที่จะคบคนพาลเป็นมิตร หมายถึงคบได้ทั้ง คนที่โง่เขลาโดยหวังที่จะเอาเปรียบ และคบคนที่มีจิตใจชั่วร้ายอยู่ในตัวเพื่อหวังจะใช้ความชั่วเจ้าเล่ห์นั้นเพื่อนำไปสู่การได้ทรัพย์สินต่าง ๆมาโดยมิชอบ ฉลาดแกมโกงในการดำรงชีวิต เอาความรู้ความฉลาดไปใช้ในทางผิดไม่ได้ใช้ความรู้ความฉลาดแยกแยะผิดชอบชั่วดี อีกทั้งยังชอบที่ชี้นำให้ผู้อื่นได้ขาดสติอยู่เป็นประจำเช่น ชอบพากันไปดื่มสุรา เล่นการพนัน เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้เมื่อผลกรรมในปัจจุบันได้ส่งผลถึงตัวคือ กลายเป็นคนที่สติไม่ค่อยสมบูรณ์ขาดความยับยั้งชั่งใจในการตัดสินใจจะแก้ปัญหาและในที่สุดก็มักจะทำให้เกิดการติดสินใจที่ผิดพลาดจนเกิดความเสียหายต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สินหรือหน้าที่การงาน

หากเป็นด้วยผลของกรรมเก่าก็เป็นผู้ที่มักจะลบหลู่ พระธรรมคำสอนและชี้นำผู้อื่นไปในทางที่ไม่ถูกต้อง หรือแม้กระทั่งถึงขั้นขัดขวางไม่ให้คนอื่นได้เจริญในธรรมนั้นได้เป็นการปิดกั้นการเกิดปัญญา

ด้วยผลแห่งเศษกรรมนั้น ก็จะทำให้เกิดมากลายเป็นคนโง่เขลา ปัญญาทึบ กลายเป็นบุคคลที่มีความคิดอ่านตื้นเขิน พัฒนาการด้านสมองค่อนข้างเชื่องช้า มีพฤติกรรมไม่เหมือนคนปกติ มักสับสนในตนเอง เข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ได้ยากแม้ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องง่ายๆ ชีวิตจึงหมดโอกาสเจริญก้าวหน้าทางด้านการศึกษา กล่าวได้ว่าเป็นกลายเป็นบุคคลที่ตกอยู่ในสภาพเป็นรองผู้อื่นทางด้านความคิดไปตลอดชีวิต

การปิดกั้นทางเจริญผู้อื่นโดยทั้งการกระทำและความคิดย่อมส่งผลให้เจ้ากรรมนายเวรมาฉุดรั้งถ่วงความเจริญทำให้สมองไม่ก้าวหน้าคิดอะไรไม่เป็นหรือคิดไม่ออก ชีวิตต้องย่ำเท้าอยู่กับที่เรื่อยไป หากจะว่ากันด้วยข้อศีลแล้ว ก็มักเป็นผู้ที่ได้กระทำผิดศีล ข้อ5 อยู่เป็นนิตย์อีกทั้งยังชอบให้ผู้อื่นมีความเห็นผิดตามผลกรรมจึงได้สนองคืนในรูปแบบนี้

 

แต่อย่างไรก็ตามเราไม่อาจโทษเพียงแต่เจ้ากรรมนายเวรได้ !!

จากตัวอย่างที่ได้กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า เจ้ากรรมนายเวรนั้นมีส่วนทำให้ชีวิตของเราพบพานอุปสรรคและความทุกข์ทั้งหลายรูปแบบ แต่ทว่าเราไม่อาจ “โทษกรรมเก่าหรือเจ้ากรรมนายเวรได้เพียงอย่างเดียว” เพราะส่วนหนึ่งของปัญหาชีวิตทั้งหลายที่เกิดขึ้นมานั้นเป็นเพราะกรรมใหม่ที่ได้ทำในปัจจุบันด้วย

พระพุทธองค์เคยตรัสสอนเรื่องของกรรมเก่าเอาไว้ว่า

 

“ลัทธิกรรมเก่าหรือปุพเพกตเหตุวาท นั้นเป็นลัทธิความเชื่อที่อยู่ภายนอกพระพุทธศาสนาไม่ใช่คำสั่งสอนของพระองค์ และสิ่งใดหรืออะไรก็ตามที่อยู่ภายนอกพระพุทธศาสนาไม่ใช่หนทางที่จะช่วยให้มนุษย์เราหลุดออกไปจากความทุกข์ทั้งหลายได้เลย”

การที่คนเรามีความเชื่อในเรื่องกรรมเก่าหรือยึดติดกับเจ้ากรรมนายเวรมากเกินไป เชื่ออย่างสนิทใจจนไร้เหตุผลว่าสิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบมาในชีวิตไม่ว่าจะเป็นความสุขหรือความทุกข์ ล้วนเป็นกรรมที่ส่งผลที่ได้ทำไว้แต่ชาติปางก่อนซึ่งก็เป็นความจริงตามหลักกฎแห่งกรรม

แต่น่าเสียดายที่คนเหล่านี้มักจะยอมจำนนต่อกรรมเก่าหรือโทษเจ้ากรรมนายเวรว่าบันดาลให้เกิด จนไม่ได้คิดแก้ปัญหาชีวิตของตนเลยเปรียบเสมือนปล่อยให้ชีวิตลอยไปตามยถากรรมอย่างน่าสงสาร

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ทุกคนอยู่กับความเป็นจริงอยู่กับการกระทำหรือกรรมในปัจจุบันไม่ต้องไปพะวงหรือยึดติดกับกรรมเก่าที่เคยได้ทำมา หรือแม้แต่การที่ชีวิตพบอุปสรรคเพราะต้องรับกรรมจากเจ้ากรรมนายเวร ก็ขอให้เพียงรู้ไว้เท่านั้นเป็นแนวทาง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกระทำซ้ำแบบเดิม ชีวิตจะได้ไม่ต้องทนทุกข์ต่อไปอีกและสามารถแสวงหาความสุขที่แท้จริงกับเวลาปัจจุบัน

ตัวอย่างนี้เห็นได้ชัดจากเรื่องราวของ พระองคุลีมาลที่โด่งดังในสมัยพุทธกาล

องคุลีมาลเป็นพระอริยบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งก่อนหน้าที่จะบวชและภายหลังจากที่ได้บวชแล้ว โดยก่อนหน้านั้นเป็นมหาโจรที่เป็นเพชฌฆาตคอยตัดนิ้วมือผู้อื่นด้วยความเห็นผิดหลงเชื่อตามคำสอนอาจารย์ พระพุทธองค์เสด็จไปโปรด สั่งสอนเรื่องกรรมว่า สัตว์ทั้งหลายในโลกต่างก็รักชีวิตไม่ปรารถนาการเบียดเบียน การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตยังผลให้ชีวิตอายุสั้นและตกนรกอเวจี

เมื่อองคุลีมาลได้รับฟังธรรมในข้อนี้ก็ยังผลให้องคุลีมาลได้ดวงตาเห็นธรรมไม่ยินดีกับการฆ่าคนต่อไปอีกจึงได้ทิ้งอาวุธทั้งหมดและพวงมาลัยนิ้วมือขอเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา

ภายหลังการบวชพระองคุลีมาลก็ต้องรับกรรมที่ตนได้ก่อขึ้นเมื่อครั้งยังเป็นมหาโจร เมื่อไปบิณฑบาตก็ถูกชาวบ้านขับไล่ โดนรุมทำร้ายทั้งขว้างปาสิ่งของ ,ดึงจีวรให้ฉีกขาด,บาตรแตกเสียหายและไม่ได้อาหารจากการบิณฑบาตเลยแม้แต่ข้าวเพียงสักเมล็ดเดียว แต่ท่านก็ยอมรับกรรมในสิ่งที่ก่อขึ้นโดยการนิ่งเฉยเสีย

พระองคุลีมาลก็ไม่ได้เพียงแต่ก้มหน้ายอมรับผลกรรมที่ได้ทำลงไปแต่เพียงอย่างเดียวแต่ยังพยายามเพียรสร้างบุญบารมีควบคู่กันไปด้วย ครั้งหนึ่งเมื่อท่านได้ไปบิณฑบาตได้พบหญิงท้องแก่คนหนึ่งเห็นพระองคุลีมาลมาบิณฑบาตเข้า นางก็ตกใจกลัววิ่งหนีไม่คิดชีวิตจนล้มลงที่หน้ารั้วบ้าน โชคดีที่ไม่เป็นอันตรายต่อครรภ์ของเธอ

พระองคุลีมาลตั้งใจจะสร้างกุศลได้กล่าวขออภัยต่อหญิงผู้นั้นที่ทำให้ต้องตกใจ ในขณะเดียวกัน หญิงผู้นั้นก็เกิดอาการเจ็บท้องคลอดลูกขึ้นมา ณ ที่แห่งนั้นเอง พระองคุลีมาล จึงได้ตั้งสัตยาธิษฐานปรารถนาว่า ตั้งแต่บวชมาไม่เคยคิดร้ายที่จะทำลายชีวิตผู้ใดด้วยสัจจะวาจานี้ขอให้เกิดความสวัสดีจงมีแก่หญิงผู้นั้นและบุตรในครรภ์

แล้วท่านก็สวดร่ายมนต์อำนวยพรให้หญิงผู้นั้นได้คลอดลูกอย่างปลอดภัย จนคำสวดนั้นกลายเป็นตำนานปรากฏมาจนถึงปัจจุบัน (บทองคุลีมาลปริตร ที่พระภิกษุพึงใช้สวดเพื่อปัดเป่าเหตุร้ายและสวดเพื่อให้คลอดบุตรได้ง่าย )

แม้จะได้ทำความดีแล้วแต่พระองคุลีมาลก็ยังมีความฝังใจในกรรมเก่าและเจ้ากรรมนายเวรของตนตามมาหลอกหลอนในระหว่างการบำเพ็ญเพียรตลอดเวลา ภาพในอดีตเมื่อครั้งเป็นโจรยังไม่อาจลบเลือนไปจากใจได้

พระพุทธองค์จึงได้โปรดเทศนาสั่งสอนเรื่อง กรรมเก่าและกรรมปัจจุบันว่า อย่าได้มัวครุ่นคิดถึงในสิ่งที่ล่วงมาแล้วและไม่ต้องพะวงกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เพราะสิ่งใดที่ล่วงมาแล้วก็ถือว่าสิ่งนั้นมีอันต้องดับไปแล้วไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้

ส่วนในเรื่องของอนาคตนั้นก็ยังไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นขอให้มุ่งพิจารณา “สภาวธรรมในปัจจุบัน” เพียงอย่างเดียวก็พอเปรียบดัง บุคคลใดก็ตามที่ได้ละบาปกรรมที่ทำแล้วด้วยจิตใจที่เป็นกุศล บุคคลนั้นย่อมทำให้โลกนี้สว่างเหมือนดวงจันทร์ที่พ้นจากเมฆแล้วฉันนั้น

เมื่อได้รับคำสั่งสอนจากพระพุทธองค์พระองคุลีมาลก็ได้เพียรปฏิบัติตาม ท่านก็ได้บรรลุความเป็นพระอรหันต์ได้ในที่สุด ชีวิตของท่านพ้นได้จากกรรมและทุกข์โศกอีกต่อไปในภพชาติสุดท้ายนั้นเอง

จากตัวอย่างของพระองคุลีมาล สอดคล้องกับคำสอนของการแก้ไขกรรมที่เหล่าบูรพาจารย์ในยุคปัจจุบันท่านได้ให้คำแนะนำเอาไว้ว่า การที่ชีวิตของคนเราจะดีมีความสุขได้เพราะการหมดหนี้หมดกรรมและได้พึงสร้างบุญบารมีใหม่อยู่เป็นนิตย์  การที่จะหมดเวรหมดกรรมได้ต้องพึงปฏิบัติในสองทางได้แก่

 

 ทางที่หนึ่ง “มีความสำนึกผิดในสิ่งที่เคยทำมา”

กรณีนี้ก็เป็นแบบเดียวกับที่พระองคุลีมาลได้แสดงให้เราได้เห็นคือ ท่านนิ่งเฉยยอมรับการกระทำแต่เพียงโดยดี หากเป็นคนปกติธรรมดาเมื่อเกิดเหตุวิบากกรรมเกิดความทุกข์แก่ตัวเราก็ให้ทำความเข้าใจและตั้งสติยอมรับกรรมที่เกิดขึ้นและถือว่าเรากำลังได้ชดใช้ในกรรมเก่าอยู่เพื่อที่ว่ากรรมจะได้หมดและอโหสิกรรมได้ง่าย ไม่เป็นเดือดเป็นแค้นต้องไปโทษใครอีก

 

ทางที่สอง คือ “การสร้างบุญใหม่ไปเพื่อขออโหสิกรรมเก่าเพื่อให้ผลของกรรมเก่านั้นได้คลายลง”

การสร้างบุญให้ใหญ่พอและมากพอจะทำให้กรรมส่งผลถึงในชาติปัจจุบันไม่ได้และถึงแม้กรรมนั้นจะได้มีการอโหสิกรรมแล้วก็อาจจะได้รับเศษเวรเศษกรรมเหล่านั้นแทนไม่ต้องรับโทษหนักตามกรรมที่ได้ก่อแต่เป็นการบรรเทากรรมให้เบาบางลงได้

ตัวอย่างที่ยกมาเรื่องพระองคุลีมาล เห็นได้ชัดที่ท่านยอมรับผลกรรมและเพียรเจริญภาวนาปฏิบัติธรรมอันเป็นบุญอย่างสูงสุด ทำให้ได้รับเพียงเศษกรรมที่เหลือจากการฆ่าคน แทนที่จะต้องได้รับการชดใช้ด้วยชีวิตก็เหลือเพียงการถูกขว้างปาด้วยสิ่งของเท่านั้น อีกทั้งกรรมหนักในอดีตชาติก็ไม่ได้ทำ ท่านจึงได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่สุด

หากเป็นในบุคคลธรรมดาอย่างเรา ๆทางแก้ให้พ้นจากเจ้ากรรมนายเวรก็คือ “การไม่ยอมจำนน” ต่อกรรมเก่าที่ไม่ว่าเจ้ากรรมนายเวรเหล่านั้นจะมาขวางทางอย่างไรก็ไม่ยอมแพ้ เร่งสร้างกรรมดีใหม่ให้มากที่สุดในภพชาตินี้รวมทั้งระวังไม่ก่อกรรมที่เป็นทางชั่วขึ้นมาอีก เพื่อให้ผลกรรมส่งผลให้ชีวิตในชาตินี้ดีขึ้น

เช่น แม้จะเกิดมายากจนเข็ญใจแค่ไหนแต่ไม่ได้เอาปมด้อยเรื่องของการเกิดมาจนมาเป็นที่ตั้งว่าเมื่อจนแล้วต้องจนไปตลอด กลับมาขยันทำมาหากินอย่างสุจริต มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ฯลฯ ผลของกรรมดีที่ได้ทำก็จะส่งผลให้มีเงินทองและร่ำรวยมากขึ้น มีคนรักใคร่นับหน้าถือตา มีเกียรติในสังคมเมื่อไปอยู่ที่ใดก็ไม่ลำบาก

ทางที่ถูกต้องและจะส่งผลได้รวดเร็วที่สุดก็คือ “การกระทำทั้งสองทางไปพร้อม ๆกัน” คือทั้ง “ซ่อม”กรรมไม่ดีที่ผ่านมาและ “สร้าง” กรรมใหม่ที่ดีเพื่อให้มาเกื้อหนุนชีวิต

แต่ในชีวิตของหลาย ๆคนที่มีความสุขสบายอยู่แล้วมีทั้งทรัพย์สิน มีทั้งเพื่อน มีครอบครัวที่ดีมีความอบอุ่นก็อย่าได้ประมาท เพราะถึงอย่างไรกรรมนั้นสามารถเกิดขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลา เมื่อใดที่บุญเก่าหรือคุณงามความดีเดิมได้หมดลงและไม่ได้ขวนขวายสร้างบุญเพิ่ม เจ้ากรรมนายเวรหรือกรรมเก่าก็จะตามหาเราจนเจอและออกอาละวาดทำให้เราไม่มีความสุข

เราสามารถเห็นตัวอย่างเรื่องนี้ได้จากคนที่มีทั้งลาภยศสรรเสริญและสุขมาก ๆ แล้วจู่ ๆชีวิตก็พลิกผันในชั่วข้ามคืนพบกับความหายนะครั้งใหญ่ในชีวิตก็มีปรากฏให้เห็นมาแล้ว

ในส่วนต่อไปผู้เขียนจะนำคุณผู้อ่านไปสู่ภาคการสร้างกรรมที่จะทำให้เจ้ากรรมนายเวรได้เกิดความพอใจและเลิกอาฆาตโดยเร็วเพื่อให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ ได้รับความสุขตามผลบุญกุศลที่ได้สั่งสมไว้ในแต่ละบุคคล สำหรับผู้ที่ยังไม่มีความเชื่อพอในเรื่องของบุญและกรรมนั้น ก็ขอให้นึกเสียว่านี่เป็นความรู้ใหม่แขนงหนึ่งและไม่เสียหลายที่จะรู้เอาไว้ เรื่องของการสร้างบุญนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อคนที่มีความเชื่อในเรื่องของกรรมดี ว่าการสร้างกรรมดีนั้นจะทำให้ชีวิตทุกคนมีความสุขความเจริญได้อย่างแน่นอนและ บุญนั้นจะเป็นที่พึ่งให้คุณได้อย่างแท้จริง

 

Read Full Post »

เจ้ากรรมนายเวรทำให้ไม่มีคนเชื่อถือ หรือทำงานแล้วไม่มีคนเห็นคุณค่า

นอกจากปัญหาการทำงานหนักแล้วไม่เห็นผลแล้ว ปัญหาหนักอกของคนที่ทำงานอยู่ในปัจจุบัน
เจ้ากรรมนายเวรทำอะไรเราได้บ้าง (4)ต้องประสบก็คือ การที่ทำงานแทบตายทำงานได้เป็นอย่างดีแล้วถูกคนอื่นมองข้ามไม่ให้ความเชื่อถือหรือไม่เห็นความสำคัญก็เป็นความทุกข์หนักอย่างหนึ่ง

ยกตัวอย่างเช่น เราเป็นผู้ประกอบการธุรกิจอย่างหนึ่งสามารถผลิตสินค้าชนิดหนึ่งขึ้นมาได้ดีมาก ดีกว่าคู่แข่งในท้องตลาดเดียวกันเสียด้วยซ้ำแต่ ลูกค้าส่วนใหญ่กลับไปใช้บริการของคนอื่นแทนทั้ง ๆที่สินค้าผลิตได้ไม่ดีเท่าหรือทำงานหนัก สร้างคุณงามความดีแทบตายแต่เพื่อนหรือเจ้านายกับไม่มีใครเห็นคุณค่าทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องของทั้งกรรมเก่าและกรรมใหม่

ว่ากันด้วยเรื่องของกรรมใหม่ก็เนื่องด้วย แม้ว่า เราจะเป็นคนมีความสามารถทำงานได้ดีแต่ชอบที่จะพูดโกหกหรือไม่รักษาสัญญาเป็นประจำ เช่นชอบเบี้ยวนัด ไม่รักษาเวลา หรือไม่รักษาคำพูดที่ตนเองเคยได้ให้สัญญาเอาไว้ พอถูกทวงถามก็มักใช้คำพูดหยาบคาย ประชดส่อเสียดกระทบกระแทกแดกดันอยู่บ่อยครั้ง อย่างนี้ แม้จะทำงานได้ดีและเก่งแค่ไหนก็ไม่อาจสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดกับตนได้

หากเป็นเรื่องของกรรมเก่า เจ้ากรรมนายเวรตามมาเอาคืนก็เป็นเพราะ ในอดีตชาติ เป็นผู้ที่มีจิตริษยาอย่างรุนแรงกลัวคนอื่นจะได้ดีเท่าเทียมกับตน จึงคอยกลั่นแกล้งหรือไปปิดบังผลงานของคนอื่นแล้วเอามาเป็นผลงานของตนหรือ ใช้วาจาโกหกใส่ร้ายให้คนอื่นเสื่อมเสียทั้งในชื่อเสียงหรือแม้แต่เสียทรัพย์

หรืออาจจะเคยเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงบริวารเอาไว้แต่มีนิสัยชอบที่จะกักขังหน่วงเหนี่ยวไม่ให้สัตว์เหล่านั้นไปไหนมาได้ขาดความเป็นอิสระ เลี้ยงแบบทิ้ง ๆขว้าง ๆ เคยใช้วาจาสนับสนุนให้ผู้อื่นได้ทำความผิดที่เป็นโทษ ได้ยุยงให้กระทำเรื่องไม่ดีโดยไม่สนใจบาปบุญคุณโทษเพราะเห็นว่าใคร ๆเขาก็ทำกัน

หรือเคยไปบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือให้สัญญากับพระอริยะเจ้าไว้ว่าจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ถวายให้เมื่อท่านได้อำนวยพรให้ได้สมความปรารถนาแล้ว ตนเองกลับไม่กระทำการที่ได้ให้สัญญา  หากเป็นการกระทำที่เกี่ยวกับบุญ ก็คือมักทำบุญแบบผิด ๆ โดยนำเงินหรือทรัพย์ที่ผู้อื่นฝากมาทำบุญไปใช้ในทางอื่น เช่น เพื่อนฝากใส่ซองมาทำบุญในงานบวช ตนเองกลับเอาไปถวายที่อื่นโดยคิดว่าน่าจะได้อานิสงส์มากกว่า หรือแม้แต่ ลืมทำบุญให้ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม เศษกรรมที่เหลือมาทำให้เจ้ากรรมนายเวรตามมา เพื่อฉุดรั้งเอาไว้ไม่ให้พบกับความเจริญได้ง่าย ๆ

 

Read Full Post »

หลังจากที่กัลยาณธรรมและท่านที่มีจิตกุศลทั้งหลายได้ร่วมบุญกับธ.ธรรมรักษ์ในการสร้างพระสมเด็จองค์ปฐม ทรงเครื่องจักรพรรดิ ที่ได้จัดสร้างแจกฟรีไปแล้ว 4 รุ่นรวม 1,800 องค์ หนังสือ
ธ.ธรรมรักษ์ ขอเชิญร่วมสร้างบุญประณีต บุญบริสุทธิ์ ในโครงการถวายสังฆทาน 9,999 วัดธรรมทาน 6 ครั้งเกือบ 100,000 เล่ม และได้ร่วมถวายปัจจัยเป็นกองบุญในด้านต่างๆ ทั้งในการส่งเสริมพระพุทธศาสนาและสาธารณประโยชน์มาตลอดเกือบ 2 ปีโดยไม่หยุดการสร้างบุญ

ธ.ธรรมรักษ์ขอร่วมอนุโมทนาบุญใหญ่กับ “ต้นบุญ” ทุกท่าน ที่เราได้ร่วมสร้างบุญกันมา

 

ในครั้งนี้ ธ.ธรรมรักษ์ขออาสาเป็นต้นบุญในการสร้างบุญประณีต ในการทำชุดสังฆทาน 9,999 วัดและสำนักปฏิบัติธรรมทั่วประเทศ โดยจะนำไปถวายที่วัดและสำนักปฏิบัติธรรม ซึ่งจะจัดส่งทางไปรษณีย์สำหรับวัดและสถานที่ปฏิบัติธรรมที่อยู่ห่างไกล

 

แนวความคิดวัตถุประสงค์ในโครงการชุดสังฆทาน 9,999 วัด

เป็นเรื่องจริงที่ยากจะปฏิเสธว่าเราทุกคนอาจจะไม่ค่อยมีเวลานัก เพราะยุ่งกับการงานและกิจกรรมในการใช้ชีวิต เวลาทำสังฆทานจึงนิยมที่จะซื้อของสำเร็จรูปทั้งอาหารและเครื่องอุปโภคทั้งหลายมาถวายต่อพระภิกษุสงฆ์

โดยมีเจตนาบริสุทธิ์ในการสร้างบุญกุศลให้กับตนเอง เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้มีพระคุณ พ่อแม่ บรรพบุรุษ และเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย รวมถึงส่งเสริมสืบทอดพระพุทธศาสนาให้พระสงฆ์ผู้เป็น “ผู้รับ” มีสุขภาพร่างกายที่ดี เพื่อเจริญในธรรมมากขึ้นและเป็นหลักชัยในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

 

แต่ของสำเร็จรูปทั้งอาหารและเครื่องอุปโภคทั้งหลายที่นำมาถวายนั้น อยากขอให้ทุกท่านได้มี “สติ” ได้โปรดพิจารณาให้ถ้วนถี่รอบคอบ เพราะบุญที่สร้างนั้นอาจจะบกพร่องไปบ้าง

เนื่องจากในอาหารบางอย่างและสิ่งของเครื่องใช้บางชนิดอาจจะทำให้ท่านเสียสุขภาพได้ อาจเกิดโรคร้ายตามมา หรืออาจจะไปจุดประกายกิเลสของท่านได้โดยที่เราไม่เจตนา แต่ได้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี

เพราะทั้งอาหารที่อาจจะมีการปรุงแต่งจนเกินงามไป รสจัดเกินไป หวานเกินไปหรือไม่มีคุณค่าทางอาหารเพราะหมดอายุหรือไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ

 

โดยเฉพาะของใช้จำเป็นของพระสงฆ์ที่จำเป็นต้องใช้ เช่น สบู่อาบน้ำ แชมพู น้ำยาซักผ้าจีวร ได้มีการปรุงของหอมเข้าไปเหมือนชาวโลกทั้งหลาย ที่อาจเป็นเหตุทำให้ท่านต้องอาบัติได้ ซึ่งหลายท่านที่ตั้งใจสร้างบุญกุศลอาจจะคิดไม่ถึงหรือมองข้ามจุดเล็กๆ ที่สำคัญมากนี้ไป

ในปัจจุบันเมื่อพระภิกษุสงฆ์ สามเณรท่านรับสังฆทานหรือที่ศรัทธาทั้งหลายใส่ลงไปในบาตร ท่านต้องรับในทุกกรณี ทุกสิ่ง แต่ท่านเองจะใช้ได้หรือไม่ใช้นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เท่าที่เห็นที่ทราบมาท่านไม่ได้ใช้ คนที่ใช้จริงๆ เป็นคนอื่น

บุญที่ทำนั้นผลบุญจึงไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะ “ผู้รับไม่ได้ยังประโยชน์ตามที่ “ผู้ให้ปรารถนาให้ตามหลักธรรมในเรื่อง “สัปปุริสทาน 8”

 

สัปปุริสทาน 8 หมายถึง ทานของสัตบุรุษ การให้อย่างสัตบุรุษ มีลักษณะสำคัญ 8 อย่างคือ

ให้ของสะอาด ให้ของประณีต ให้เหมาะกาล ให้ถูกเวลา ให้ของสมควร ให้ของที่ควรแก่เขาซึ่งเขาจะใช้ได้ พิจารณาเลือกให้ ให้ด้วยวิจารณญาณ เลือกของ เลือกคนที่จะให้ ให้เกิดผลเกิดประโยชน์มาก ให้เนืองนิตย์ ให้ประจำหรือสม่ำเสมอ เมื่อให้ทำจิตผ่องใส ให้แล้วเบิกบานใจ

ดังนั้นก่อนทำทานใดก็ตามขอให้พึงพิจารณาให้ดีที่สุดทั้ง 8 ข้อที่กล่าวมาแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้บุญที่เราทำนั้นเป็น “บุญประณีต” เป็น “บุญเนรมิต” เกิดผลอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ก่อกรรมไม่ดีที่ไม่เจตนามาเหนี่ยวรั้งผลของบุญไว้

ด้วยเหตุนี้ ธ.ธรรมรักษ์จึงได้ปรึกษาหารือกับกลุ่มกัลยาณมิตร กัลยาณธรรมที่จะร่วมกันจัดหาเครื่องใช้ที่ประณีตบริสุทธิ์จัดเป็นชุดสังฆทานเพื่อถวายพระภิกษุสงฆ์ สามเณร และผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อส่งเสริมให้ท่านได้ปฏิบัติธรรมได้มากขึ้น และช่วยให้ท่านไม่ต้องกังวลใจว่าเมื่อเวลาใช้ที่กลัวว่าจะผิดพระธรรมวินัยโดยไม่เจตนา

โดยมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาจากสิ่งของที่ท่านใช้เป็นกิจวัตรประจำวันคือ แชมพูสระผม สบู่เหลวอาบน้ำ น้ำยาซักจีวรและผ้าต่างๆ ของพระสงฆ์ ครีมโลชั่นไล่ยุงและแมลง  และสิ่งที่จะช่วยเสริมให้ท่านมีสุขภาพดีขึ้น ที่ต้องมาจากธรรมชาติบริสุทธิ์ไม่มีสารเคมีตกค้าง ทำมาจากสมุนไพรไทย จากภูมิปัญญาไทย ต้องไม่มีการใส่กลิ่นหรือปรุงของหอมเข้าไป จัดเป็นชุดสังฆทานเพื่อถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ สามเณร และผู้ปฏิบัติธรรม

 

การเข้าร่วมโครงการบุญนี้

ธ.ธรรมรักษ์ขอเรียนเชิญกัลยาณมิตร กัลยาณธรรม และท่านที่มีจิตกุศลทั้งหลายได้ร่วมสร้างบุญชุดสังฆทาน 9,999 วัดโดยการร่วมเป็นเจ้าภาพชุดละ 299 บาทหรือตามความประสงค์ จะสลึงเดียว บาทเดียวได้ทั้งสิ้น เงินทั้งหมดจะนำมารวมกันเป็นกองบุญ และท่านผู้ให้ทั้งหลายจะได้อานิสงส์บุญจากสังฆทานทั้ง 9,999 ชุด โดยใน 1 ชุดสังฆทานจะประกอบไปด้วย

 

1. แชมพูบุญเนรมิต ขนาด 250 มิลลิลิตร

ส่วนประกอบสำคัญ น้ำมันงาดำ ใบหมี่  ใบขี้เหล็ก  ส้มป่อย  ดอกสารภี  ดอกคำฝอย  ประคำดีควาย  ฯลฯ

 

2. สบู่เหลวบุญเนรมิต ขนาด 250 มิลลิลิตร

ส่วนประกอบสำคัญ น้ำมันงาดำ ใบหมี่ ใบขี้เหล็ก ส้มป่อย ประคำดีควาย ดอกสารภี ดอกคำฝอย กระดังงา ฯลฯ

 

3. น้ำยาซักจีวร ผ้าสี/ผ้าขาว บุญเนรมิต (และใช้ได้กับผ้าต่างๆ ของพระสงฆ์) ขนาด 450 มิลลิลิตร

ส่วนประกอบสำคัญ ประคำดีควาย ดอกสารภี มะกรูด สะเดา ใบพลู ฯลฯ

 

4. ครีมบุญเนรมิต ช่วยไล่ยุงและแมลง ที่ทำจากสมุนไพรไทยบริสุทธิ์ ขนาด 50 มิลลิลิตร

ส่วนประกอบสำคัญ น้ำมันงาดำ ผกากรองป่า มะกรูด ใบพลู ตะไคร้ ฯลฯ

และทางบริษัท สมาร์ทไลฟ์ พลัส จำกัด ได้ขอร่วมบุญเป็นเจ้าภาพด้วยในการออกค่าใช้จ่ายการจัดส่งให้ทางวัดต่างๆ ฟรีทั่วประเทศทั้งหมดตลอดไป (ค่าดำเนินการทั้งหมดในการไปถวายตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศ และค่าจัดส่งทางไปรษณีย์แบบลงทะเบียนประมาณชุดละ 65 บาท)

 

การจัดส่งชุดสังฆทาน  จะดำเนินการจัดส่ง 2 วิธีคือ

1. มีตัวแทนไปถวายถึงวัดที่สามารถเดินทางไปได้

2. จัดส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนในวัดที่ห่างไกล โดยท่านผู้ให้สามารถระบุวัดที่ต้องการถวายมาได้ หรือจะให้ส่งไปที่อยู่ของผู้สร้างบุญเพื่อไปสร้างบุญด้วยตนเองตามที่ประสงค์ แต่ถ้าไม่ระบุ ธ.ธรรมรักษ์จะพิจารณาดำเนินการไปตามบุญ

ทั้ง 2 วิธีนี้จะเอารูปภาพที่ไปถวายและใบส่งทางไปรษณีย์มาลงในเว็บให้ท่านทั้งหลายได้ประจักษ์และร่วมอนุโมทนาบุญอีกครั้งในบุญที่สำเร็จแล้ว ถือว่าได้สร้างบุญสำเร็จแล้วแม้ไม่ได้ไปถวายด้วยตัวเอง

 

ท่านใดที่สนใจจะร่วมบุญนี้สามารถโอนเงินได้ที่บัญชีชื่อ นายภัทระ ฉลาดแพทย์ เลขที่บัญชี 941-2001-230 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเทสโก้โลตัสหางดง เชียงใหม่ ประเภทออมทรัพย์

 

ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อที่ผู้ประสานงานโครงการ คุณรดาณัฐ ฉลาดแพทย์ เบอร์โทรศัพท์ 08 1564 9996  email : torthammarak.staff@gmail.com

***สำหรับท่านที่สนใจชุดสังฆทาน “บุญเนรมิต” จำนวนมากในการสร้างบุญส่วนตัว งานบุญต่างๆ ใช้ถวายพระภิกษุสงฆ์ในงานต่างๆ สามารถติดต่อได้ที่ คุณรดาณัฐ ฉลาดแพทย์ เบอร์โทรศัพท์ 08 1564 9996  email : torthammarak.staff@gmail.com

 

โมทนาอุทิศบุญ

ขออำนาจแห่งมหาบุญกุศลของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระธรรมเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า ทุกพระองค์ พระอรหันตเจ้าทุกพระองค์ พระอริยสงฆ์ทุกพระองค์ พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ และเหล่าพุทธบริวารสาวกทุกพระองค์ ทุกองค์ ทุกท่าน

พรหมเทพเทวา ครูบาอาจารย์ทุกพระองค์ ทุกองค์ ทุกท่าน และบุญกุศลที่ข้าพเจ้าธ.ธรรมรักษ์ได้ทำมาทุกภพชาติ ในปัจจุบันและอนาคต รวมกันเป็นมหาบุญกุศลใหญ่อันประมาณมิได้

และขออุทิศมหาบุญกุศลนี้แด่กัลยาณมิตรและญาติธรรม คณะทำงาน บริษัท สมาร์ทไลฟ์ พลัส จำกัด ที่ร่วมทำและจัดส่งชุดสังฆทาน 9,999 วัดนี้

ขอให้มหาบุญกุศลนี้โปรดส่งผลให้ท่านทั้งหลายพบกับความเจริญรุ่งเรือง ดี สุข รวย ชำระหนี้เวรหนี้กรรมได้หมดสิ้น อีกทั้งเป็นพลวปัจจัยส่งทุกท่านถึงพระนิพพานตามที่ท่านปรารถนาเทอญ

 

Read Full Post »

เจ้ากรรมนายเวรเป็นเหตุทำให้ครอบครัวต้องแตกแยกอยู่ไม่เป็นสุข หรือ ไร้คู่ไร้ผู้สืบสกุล

ปัญหาครอบครัว ,คู่ครองเป็นปัญหาโลกแตกที่คนในสังคมทุกวันนี้พบว่ามีความยุ่งยากวุ่นวาย
เจ้ากรรมนายเวรทำอะไรเราได้บ้าง (3)มากขึ้น ตั้งแต่แต่งงานกันไปแล้วอยู่ร่วมกันอย่างไม่มีความสุขครอบครัวแตกแยก ไปจนถึงคนที่ต้องอ้างว้างเดียวดายไม่มีคู่ หรือมีคู่แล้วก็ไม่อาจมีบุตรสืบสกุล

หากว่ากันได้ด้วยเรื่องปัญหาคู่ครอง ครอบครัวมีปัญหาเช่น คนที่เป็นภรรยามักจะถูกสามีทำร้ายอยู่บ่อย ๆและไม่อาจหาทางแก้ปัญหาได้ต้องยอมทนให้สามีกระทำเช่นนั้นอยู่เรื่อยไป มีสาเหตุทั้งจากเรื่องของกรรมใหม่และกรรมเก่า แต่มีกรรมใหม่เป็นเหตุหลัก

คือ รู้อยู่ว่าสามีตนในอดีตก่อนที่จะคบกันและแต่งงานกัน เขาเป็นคนอารมณ์ร้อนหรือเอาแต่ใจตนไม่ยอมใครอยู่แล้ว ก็ยอมรับข้อเสียที่เขามีอยู่ได้โดยดุษณี หรือสาเหตุที่มีอะไรมาบังตาจนมองไม่เห็นความเลวร้ายที่ซุกซ่อนอยู่ภายในตัวของอีกฝ่าย

อีกสาเหตุหนึ่งก็คือ กรรมไม่ดีของตนเองที่มองไม่เห็นเช่น ภรรยาก็เป็นคนรักสนุกชอบเที่ยวกลางคืน,ดื่มเหล้า, ติดการพนันไม่ดูแลครอบครัวหรือแม้แต่คบหาชายอื่นจึงเป็นเหตุให้ครอบครัวแตกแยกอยู่ไม่เป็นสุข

หากเป็นในเรื่องของกรรมเก่า ที่แม้ว่าตนเองจะประพฤติตัวได้ดีทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แต่ก็ยังไม่วายเดือดร้อนมีปัญหากันในครอบครัวไม่มีที่สิ้นสุดอย่างนี้ก็เนื่องจากกรรมเก่าที่มีเจ้ากรรมนายเวรตามมาเพื่อที่จะให้ชดใช้  เช่น ในอดีตชาติเคยเป็นผู้ที่ชอบยุยงให้ครอบครัวตนเองหรือผู้อื่นต้องมีความแตกแยกกันด้วยการกระทำทั้งกาย วาจาและใจ คอยยุยงให้สามีเกลียดพ่อแม่ ยุยงให้คู่ครองคนอื่นผิดใจกัน เป็นสาเหตุให้คนต้องทะเลาะจนถึงขั้นลงไม้ลงมือ ใช้วาจาส่อเสียดโดยการกระทำทั้งหมดนั้นมีพื้นฐานทางจิตใจที่เป็นอกุศลเห็นความแตกแยกเป็นความสนุก

หากเป็นผู้ที่มีกรรมไม่มีคู่ครองหรือมีคู่แล้วไม่มีบุตรทั้งที่ในชาติปัจจุบันประพฤติตนอยู่ในศีลข้อ 3 ก็ด้วยเหตุแห่งกรรมที่เจ้ากรรมนายเวรต้องการไม่ให้มีคู่ครองหรือบุตรสืบสกุล เนื่องจากในอดีตชาติเคยไป ผิดลูกเมียผู้อื่นมาก่อนทำให้คู่ครองของเขาเกิดความเจ็บช้ำน้ำใจผูกจิตอาฆาตสาปแช่งคืนไม่ให้มีคู่ครองหรือมีลูกด้วย

หรือไม่เช่นนั้นก็ได้ไปกระทำกรรมอันหนักไว้ เช่นเคยสังหารลูกเมียผู้อื่นโดยเจตนาเมื่อได้รับโทษโดยต้องสังเวยชีวิตคืนในชาติถัดไปแล้ว เศษกรรมอันนั้นที่เหลืออยู่ยังส่งผลมายังชาติปัจจุบันทำให้ต้องร้างคู่ครองหรือไม่มีบุตรอีก

ไม่ต้องสงสัยเลยใช่หรือไม่ครับว่าการที่เจ้ากรรมนายเวรตามมาให้ชดใช้หนี้ในข้อนี้นั้นเพราะได้กระทำผิดศีลข้อ 3 อยู่บ่อย ๆนั่นเอง

 

Read Full Post »

เจ้ากรรมนายเวรคอยขัดขวาง ทำให้ต้องเสียทรัพย์หรือทำงานหนักแล้วไม่ได้ผล

เรื่องจริงอย่างหนึ่งที่ว่า มีหลายคนที่พอจะหาทรัพย์มาได้มากแต่กลับพบว่าไม่สามารถจะเก็บ
เจ้ากรรมนายเวรทำอะไรเราได้บ้าง (2)รักษาทรัพย์สินที่หามาไว้ได้มีเหตุจะต้องจ่ายหรือสูญเสียทรัพย์ไปโดยใช่เหตุ หรือไม่ก็มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นทำให้ต้องสูญทรัพย์อยู่เสมอ แม้จะมีร่างกายที่แข็งแรงดีแต่ก็ได้รับความยากลำบากในชีวิตไม่มั่งมี หรือจะสุขสบายได้เหมือนคนอื่น ๆ

ประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้พบคือ มีเจ้าของกิจการโรงงานแห่งหนึ่งซึ่งเป็นโรงงานผลิต “ถ่านหุงต้ม” เจ้าของโรงงานเพิ่งจะสร้างเตาเผาถ่านแบบใหม่เสร็จซึ่งเป็นเตาที่ควบคุมการเผาด้วยไฟฟ้าได้ไม่นาน ภายหลังจากที่ได้ทดลองใช้เตาแบบใหม่ก่อนจะใช้งานจริงได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นโดยเกิดไฟฟ้าลัดวงจรเป็นเหตุทำให้เตาเกิดลุกไหม้ มูลค่าความเสียหายเป็นจำนวนเงินมหาศาลทั้ง ๆที่เป็นของใหม่ เสียเวลาและทรัพย์ไปอย่างมากมายและไม่อาจโทษใครได้เพราะเป็นอุบัติเหตุ

เรื่องนี้เป็นได้ ทั้งกรรมเก่าและใหม่ผสมรวมกัน หากเป็นเรื่องของกรรมใหม่ในปัจจุบันก็เพราะ เจ้าของโรงงานมีความประมาทเลินเล่อไม่ระมัดระวังในการดูแลอุปกรณ์หรือมีการตรวจสอบสภาพให้ดีก่อนจนเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น

หากว่ากันด้วยกรรมเก่าหรือเศษกรรม ในอดีตชาติหรือแม้แต่ในชาติปัจจุบันเคยได้ไปคดโกงผู้อื่นเอาไว้มาก ตนเองอาจเป็นต้นเหตุไปทำให้ผู้อื่นเสียทรัพย์โดยก่อความเดือดร้อนทิ้งไว้โดยไม่สนใจจะรับผิดชอบ แต่ให้ผู้อื่นรับผิดชอบแทน หรือไปขโมยของผู้อื่นมาเป็นของตนโดยไม่สำนึกผิดเสียใจ จึงต้องรับผลกรรมคืนเช่นเดียวกัน

ตัวอย่างเรื่องของการทำงานหนักแล้วไม่ได้ผลหรือไม่เจริญเสียทีนั้น ก็เป็นปัญหาของผู้ที่อยู่ในวัยทำงานหลายๆ คนต้องประสบและมีคำบ่นตัดพ้อว่า เหตุใดจึงไม่เจริญในหน้าที่การงานเสียที ทั้ง ๆที่ตั้งใจทำงานและได้ทำอย่างสุดฝีมือแล้วแทบจะไม่มีเวลาได้พัก แต่ผลสัมฤทธิ์ผลของงานเกิดได้น้อยเรื่องนี้ก็มีเหตุมาจาก เจ้ากรรมนายเวรผสมรวมกับกรรมใหม่คอยฉุดรั้งไว้เช่นเดียวกัน

คนที่ทำงานหนักแล้วหาทรัพย์ได้น้อยหรือทำงานไม่ได้ผลตามที่ต้องการนั้นเป็นเพราะว่า “กรรมในปัจจุบัน” ที่ตนเองนั้นเป็นคนไร้ความเมตตา ชอบที่จะไล่คนอื่นที่มาขออาศัยใช้พื้นที่ของตนทั้ง ๆที่ตนเองก็ไม่ได้ใช้ ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในสมัยนี้ก็เช่น พื้นที่หน้าบ้านของบางคนจะติดกับถนนใหญ่ซึ่งเป็นพื้นที่ของหลวง แล้วชอบนำเก้าอี้หรือแผงกั้นพื้นที่นั้นไว้ไม่ให้ผู้อื่นได้รับความสะดวก  เขียนป้ายไว้ว่าห้ามจอดรถทั้งที่จริงๆพื้นที่นั้นก็ไม่ใช่พื้นที่ของตนเอง

หากเป็นเหตุด้วยกรรมเก่า ก็คือในอดีตชาติเคยเป็นผู้ที่กดขี่ผู้อื่นให้เขาทำงานให้ แต่ไม่ยอมจ่ายผลค่าตอบแทนตามที่เขาควรจะได้รับ มีความเห็นแก่ตัวพยายามกีดกันให้คนอื่นทำงานให้มาก ๆแต่ตนเองจ่ายออกไปน้อย ๆ ไม่ยอมให้ใครมาได้ดีไปกว่าตนเอง หรือชอบแอบอ้างบุญของผู้อื่นอยู่เสมอ เมื่อคนอื่นเขาทำบุญก็บอกว่านี่เป็นการทำบุญของตนเอง อย่างนี้เป็นต้น

เจ้ากรรมนายเวรเขาก็สมควรได้ทรัพย์ที่พึงมีเป็นของตนเช่นเดียวกับเรา ถ้าหากเราไปโกงเขามา ไปทำให้เขาเดือดร้อนในทรัพย์ ย่อมไม่พ้นกับการโดนทวงเอาคืนอย่างแน่นอนหากว่าด้วยข้อศีลก็เป็นเพราะผิดศีล ข้อ 2 อยู่เสมอชอบไปลักทรัพย์ผู้อื่น หรือไปพึงเบียดเบียนทรัพย์คนอื่นมาในทางไม่สมควรเมื่อกรรมตามทันแล้ว จึงไม่สมควรจะได้รับทรัพย์ที่ตนไม่ควรจะมีเช่นกัน

 

Read Full Post »

เจ้ากรรมนายเวรทำให้เสีย สุขภาพ, อวัยวะ หรือแม้แต่ ชีวิต

เคยสงสัยบ้างหรือไม่ครับว่า เพราะเหตุใดบางคนจึงมีอายุสั้น หรือ บางคนมีโรคประจำตัวร้ายแรง,บางคนพิการมาแต่กำเนิด หรือไม่ก็มีเหตุต้องให้เกิดอุบัติเหตุในภพชาติปัจจุบันจนร่างกาย
เจ้ากรรมนายเวรทำอะไรเราได้บ้าง (1)พิการจนไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นปกติ บางคนที่เจ็บป่วยก็ต้องเจ็บป่วยเป็นแบบเรื้อรัง คอยรบกวนการทำงานเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตในหลาย ๆด้าน ในขณะที่บางคนมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ปีหนึ่ง ๆป่วยแทบจะนับครั้งได้หรือไม่ป่วยเลย

เหตุผลของการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บนั้นเกิดขึ้นโดย ผลกรรมปัจจุบันและเจ้ากรรมนายเวร(กรรมเก่า)ด้วยกันทั้งสิ้น ว่ากันในเรื่องกรรมปัจจุบันก่อน หากคุณเป็นคนที่ทำงานหนักอยู่แล้วอีกทั้งยังไม่สนใจเรื่องสุขภาพของตนเอง ดื่มเหล้า สูบบุหรี่เป็นประจำ เจ็บป่วยเล็ก ๆน้อย ๆก็ไม่ยอมรักษาคิดว่าจะหายไปได้เองพอปล่อยเอาไว้นานเข้าก็กลายเป็นอาการเรื้อรังจนรักษายาก นี่เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการเจ็บป่วยที่ได้เกิดขึ้นจาก “กรรมปัจจุบัน” ที่เราเป็นคนได้ทำเอาไว้

ส่วนเศษกรรม หรือ กรรมเก่าที่เหลือก็มีโอกาสเกิดจากเจ้ากรรมนายเวร ด้วยเหตุแห่งกรรมเก่านั้น ในอดีตอาจได้เคยเบียดเบียนชีวิตสัตว์ หรือ ผู้คนจำนวนมากเอาไว้ จนทำให้ต้องรับเศษกรรมจากเจ้ากรรมนายเวรมาคอยรังควานทำให้ เกิดโรคภัยหรือไม่ก็ถึงกับเสียชีวิตไปเลยก็มี

เรื่องนี้ผู้เขียนยกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงที่ได้พบด้วยตัวเอง ในสมัยที่ได้บวชเรียนอยู่ในชั่วโมงเรียนวิชาธรรม นั้นมีเพื่อนที่บวชเรียนด้วยกันหลวงพี่ท่านหนึ่ง  ท่านมีโรคประจำตัวเป็นโรคหอบหืดต้องคอยเอายาพ่นมาฉีดอยู่เสมอ

ในเรื่องอาการเจ็บป่วยของแต่ละบุคคลนั้นหากยังไม่ได้ศึกษาเรื่องกรรม เรื่องของเจ้ากรรมนายเวร ผู้เขียนก็คงคิดแต่เพียงว่านี่เป็นเรื่องปกติของคนเราที่ย่อมมีโรคหรือความทุกข์ที่แตกต่างกันไป

แต่เมื่อพระอาจารย์ผู้สอนวิชาธรรมได้เห็นหลวงพี่ท่านนี้ ท่านก็ได้ทักเอาว่า เมื่อก่อนหน้านี้ที่จะมาบวชหลวงพี่เคยมีพฤติกรรมชอบฆ่าสัตว์โดยการ “ตัดลมหายใจ” บ้างหรือไม่ เมื่อได้ยินคำถามนี้เข้าท่านก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป และยอมรับว่าในสมัยเด็ก ๆ มีนิสัยชอบเล่นซน เห็นมดไต่ตามที่ต่าง ๆไม่ได้ ชอบที่จะเอาแก้วปากแคบ ๆมาครอบมดเหล่านั้นไว้ให้มันค่อย ๆขาดอากาศหายใจแล้วก็ตายไปเอง !!

เมื่อได้ฟังเรื่องราวนี้แล้ว ผู้เขียนจึงได้เล่าเรื่องราวเรื่องหนึ่งอีกเรื่องหนึ่งให้พระอาจารย์ท่านได้ฟัง เป็นเรื่องราวของเพื่อนของผู้เขียนคนหนึ่งที่ คน ๆนี้เป็นผู้ที่มีจิตใจดีงามมาก ชอบทำบุญกุศลและตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมอยู่ตลอดเวลาและตั้งใจเรียนมาก แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใด เขาจึงต้องเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อยด้วยอุบัติเหตุ

พระอาจารย์จึงได้ตอบคำถามว่า ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ เจ้ากรรมนายเวรได้มาขอให้ผู้ที่ทำกรรมนั้นได้ชดใช้คืนในสิ่งที่เขาเคยได้ทำลงไป เป็นเรื่องของกรรมเก่าในอดีตที่มองไม่เห็นและไม่อาจจะแก้ไขได้ทันเวลาเขาจึงต้องได้รับผลกรรมนั้น โดยในอดีตชาติคงจะได้สร้างกรรมในการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตผู้อื่นไว้เป็นอันมาก ด้วยเศษกรรมที่เหลือแม้ในชาตินี้เกิดมาจะเป็นคนดีสร้างบุญกุศลไว้เพียงใดก็ไม่ทันเวลาที่กรรมเก่าจะไล่ตามจนทันจึงเป็นเหตุให้เขาอายุสั้น

ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึง หมดปัญหาสงสัยในเรื่องกรรมที่ว่า คนที่มีร่างกายไม่สมบูรณ์แข็งแรง มีโรคเบียดเบียนอยู่เสมอ พิกลพิการ หรืออายุสั้นก็เพราะเจ้ากรรมนายเวรต้องการให้ชดใช้ในสิ่งที่เขาต้องสูญเสียไป ยิ่งได้พิจารณาในตัวอย่างเศษกรรมที่พระพุทธองค์ได้รับด้วยอาการประชวรด้วยโรคท้องร่วงจนพระบังคนเป็นเลือดก็เป็นตัวอย่างที่ดีและเห็นได้ชัดเจนแล้ว

หากจะว่ากันด้วยหลักของศีลแล้วก็เพราะ คนที่ได้รับผลกรรมด้านสุขภาพและต้องมีเหตุให้อายุสั้นเนื่องจากได้ทำผิดศีลข้อ 1 ชอบฆ่าสัตว์หรือเบียดเบียนให้ผู้อื่นได้รับทุกข์ทางกายอยู่เป็นประจำนั่นเอง

 

Read Full Post »

ตัวอย่างที่สำคัญที่สุดในเรื่องของ เจ้ากรรมนายเวรนี้ ก็คือเรื่องราวของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์
เจ้ากรรมนายเวรของพระพุทธเจ้าปัจจุบันของเรา ในชาติสุดท้ายก็ต้องทรงรับผลแห่งกรรมนั้นไปด้วยไม่ต่างจากผู้อื่นโดยมีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 32  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 24 ขุททกนิกาย อุปทานภาคที่ 1 ซึ่งในที่นี้ผู้เขียนขออธิบายและจำแนกความไปตามลำดับเหตุการณ์เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น

พระพุทธเจ้าได้้ทรงเผยพระประวัติกรรมและผลของกรรมของพระองค์เองกับเหล่าภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ขณะที่ทรงประทับเหนือพระศิลาใกล้สระอโนดาตดังมีใจความต่าง ๆดังต่อไปนี้

  1. 1.              มูลเหตุแห่งการตรัสรู้ที่ยากลำบาก

คุณผู้อ่านส่วนใหญ่ คงจะได้้ทราบจากหนังสือพุทธประวัติหรือในพระไตรปิฎกที่กล่าวถึง การที่พระองค์ต้องใช้เวลายาวนานกว่า 6 ปีภายหลังการออกบวชในการเรียนรู้ธรรมเพิ่มเติมและได้ประพฤติวัตรในรูปแบบต่าง ๆทั้งแบบเดียรถีย์ และแบบโยคีนอกรีตได้รับความทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม จนกระทั่งพระองค์ใช้วิธีสุดท้ายคือต้องอดอาหารเป็นเวลากว่า 49 วันจนเกือบจะสิ้นพระชนม์

การที่พระพุทธองค์ได้รับความยากลำบากและเผชิญกับความทุกขเวทนามากถึงเพียงนี้กว่าจะทรงค้นพบธรรมะอันสูงสุดคืออริยสัจ 4 แล้วตรัสรู้ได้นั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ มูลเหตุแห่งเจ้ากรรมนายเวรที่พระองค์เคยได้กระทำในชาติก่อนตามมาให้พระองค์ได้ชดใช้เศษกรรมที่เหลือ

ในอดีตชาติอันยาวไกลพระพุทธองค์ได้เกิดเป็นพราหมณ์ชื่อว่า “โชติปาละ” ซึ่งยังเป็นผู้ที่มีกิเลสและยังเป็นผู้ที่มีความเห็นผิด โชติปาละได้กล่าวถึงการตรัสรู้ด้วยความเห็นผิดของตนเอง ต่อพระพุทธเจ้านาม “กัสสปะ” ว่า การตรัสรู้ของพระองค์นั้นเป็นของที่ทำได้ยากและการที่พระกัสสปะพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้ได้นั้นไม่น่าจะแสวงหาได้โดยเพียงการนั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์นี้

ด้วยผลกรรมแห่งการกล่าวด้วยความเห็นผิดอันนั้น ในชาติสุดท้ายพระพุทธองค์จึงต้องได้รับผลแห่งความลำบากในการบรรลุธรรมต้องหลงผิดไปปฏิบัติทางอื่นอยู่นานถึงหกปี เมื่อเปลี่ยนวิธีมาเดินทางสายกลางก็ถูกเหล่าปัญจวัคคีย์โกรธกล่าวหาว่าเป็นนักบวชผู้มักมากและได้ทอดทิ้งไปเสียอีก แต่ภายหลังตรัสรู้แล้วก็สามารถโปรดปัญจวัคคีย์ให้บรรลุธรรมได้เช่นเดียวกัน

  1. 2.              มูลเหตุแห่งการถูกใส่ความครั้งร้ายแรง โดยมีต้นเหตุจาก นางสุนทริกา

ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าถูกใส่ความจากเหล่านักบวชเดียรถีย์เพราะเหล่าเดียรถีย์นั้นต้องการให้เกิดความเสื่อมเสียแก่พระพุทธองค์และเหล่าพระสาวกอีก 500 รูปที่พำนักอยู่ในวัดพระเชตวันมหาวิหารโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำลายพระพุทธศาสนาและหวังจะให้ชาวบ้านกลับมานับถือในลัทธิเดิมของพวกตน

เหล่าเดียรถีย์จึงได้ว่าจ้างให้นางสุนทริกาซึ่งปลอมตัวเป็นนักบวชหญิง ทำท่าทางว่าไปค้างคืนกับพระพุทธองค์มาเพื่อทำให้ใครต่อใครหลงเข้าใจผิด ในเวลารุ่งเช้านางสุนทริกาก็ทำท่าโผเผออกมาจากวัดพระเชตวัน และจงใจให้มีผู้พบเห็นพอเวลาผ่านไปก็มีคนเริ่มกล่าวกันถึงเรื่องนี้อย่างกว้างขวางและเริ่มเกิดความแคลงใจในตัวของพระพุทธองค์

พวกเดียรถีย์เหล่านั้นต้องการทำลายชื่อเสียงของพระพุทธองค์และจะทำลายพระพุทธศาสนาให้สิ้นซาก จึงจ้างนักเลงไปทำการสังหารนางสุนทริกาเสีย แล้วสร้างเรื่องขึ้นมาว่านางสุนทริกา ถูกฆ่าปิดปากโดยเป็นคำสั่งของพระพุทธองค์และเหล่าสาวก ทำให้ผู้คนทั้งหลายเริ่มสงสัยว่าเรื่องนี้อาจจะเป็นความจริง

เหตุการณ์ครั้งนี้ร้อนไปถึงกษัตริย์ผู้ครองเมือง ทำให้พระเจ้าปเสนทิโกศลพระราชาผู้ครองเมือง    สาวัตถี ต้องส่งราชบุรุษออกไปสืบหาความจริงไปดูตามร้านขายสุราต่าง ๆเพื่อค้นหาต้นตอของเรื่องทั้งหมด ในที่สุดก็สามารถจับนักเลงที่สังหารนางสุนทริกากับเหล่าเดียรถีย์ที่จ้างมาฆ่านางและพยายามใส่ความพระพุทธองค์มาสอบปากคำ หลังจากนั้นก็ทำการลงโทษทั้งหมดได้เป็นผลสำเร็จ

มูลเหตุแห่งเคราะห์กรรมของพระพุทธองค์และเหล่าสาวกทั้ง 500 รูปนั้นมีมูลเหตุในอดีตอยู่ 2 เหตุการณ์ที่ทำให้เหล่าเดียรถีย์ผู้เป็นเจ้ากรรมนายเวรตามมารังควานในชาติสุดท้ายมีดังต่อไปนี้

 

มูลเหตุแรก คือในอดีตชาติหนึ่งพระพุทธองค์เคยเกิดเป็นนักเลงมีชื่อว่า “ปุนาลี” ได้กล่าวใส่ความเท็จต่อพระปัจเจกพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้แล้วปลีกออกไปอยู่วิเวกไม่ได้ออกเผยแผ่ธรรม) มีพระนามว่า “สุรภี” ด้วยผลแห่งกรรมนั้นทำให้ปุนาลีหลังจากตายไปแล้วก็ต้องไป ท่องนรกอยู่เป็นเวลานาน ด้วยเศษกรรมที่เหลือมาถึงในภพชาติสุดท้าย พระพุทธองค์จึงถูกใส่ความเพราะเหตุแห่งนางสุนทริกาเช่นเดียวกัน

 

มูลเหตุที่สอง ที่ทำให้เหล่าพระสาวกอีก 500 รูปโดนกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็นในการเสียชีวิตของนางสุนทริกา เป็นเพราะว่า ในอีกอดีตชาติหนึ่งพระพุทธองค์ได้เกิดเป็นพราหมณ์ผู้มีความรู้ มีผู้เคารพสักการะมากมาย มีนามว่า “สุตวา” ได้สั่งสอนศิษย์จำนวนกว่า 500 ตนอยู่ในป่า

ครั้งหนึ่งสุตวาได้เห็นฤษีผู้ทรงอภิญญา 5 (มีอิทธิฤทธิ์ในโลกีย์อภิญญา คือ เหาะได้ หายตัวได้ มีหูทิพย์ ตาทิพย์ ระลึกชาติและอ่านใจคนได้) จึงเกิดความกลัวและเกรงในอำนาจของฤษีขึ้น จึงได้กล่าวใส่ความฤษีผู้นั้นหาว่าฤษีผู้นี้เป็นผู้บริโภคกามเป็นผู้ไม่น่าเคารพไม่ใช่ผู้ที่พึงเผากิเลสอย่างที่เข้าใจกัน ทำให้เหล่าลูกศิษย์ทั้งหลายก็พลอยหลงเชื่อตามสุตวาผู้เป็นอาจารย์ไปด้วย

เมื่อเหล่าลูกศิษย์ออกไปภิกขาจารก็เที่ยวกล่าวแก่ประชาชนทั้งหลายให้มีความเห็นผิดตามว่า ฤษีนี้เป็นผู้บริโภคกามไม่สมควรกราบไหว้และให้ความเคารพ ผลของกรรมนั้นก็ได้พลอยมาตกกับภิกษุทั้ง 500 รูป โดยทั้งหมดพลอยถูกใส่ความไปกับพระพุทธองค์ด้วยเพราะเหตุแห่งนางสุนทริกาเป็นต้นเหตุ

  1. 3.              มูลเหตุแห่งการถูกใส่ร้ายโดยนางจิญจมาณวิกา

กรรมเก่าที่มีเจ้ากรรมนายเวรมาคอยตามรังควานพระพุทธองค์เรื่องการถูกใส่ความนี้ไม่ได้มีกรณีเกี่ยวกับนางสุนทริกาเท่านั้น อีกครั้งกับเหตุการณ์ที่พระพุทธองค์ถูกเจ้ากรรมนายเวรตามเล่นงานด้วยมูลเหตุแห่งการกล่าวเท็จก็คือกรณีของนาง จิญจมานวิกา

นางจิญจมาณวิกานั้นเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกธรณีสูบในสมัยพุทธกาล ในอดีตชาติก่อนหน้าจะมาเกิด นางได้เกิดเป็น “นางอมิตตดา” ซึ่งเป็นภรรยาสาวของ “ชูชก” (ในชาติสุดท้ายคือ พระเทวทัต) ได้ร่วมก่อบาปกรรมและเป็นเจ้ากรรมนายเวรคนหนึ่งของพระโพธิสัตว์พระเวสสันดร (พระพุทธเจ้า)

นางจิญจมาณวิกาเบียดเบียนพระพุทธองค์ โดยรับอาสาจากพวก “ปริพาชก” ซึ่งเป็นนักบวชในลัทธิอื่นที่มีจิตริษยาในลาภสักการะทั้งหลายของพระพุทธองค์ จึงคิดกลั่นแกล้งด้วยการจ้าง นางจิญจมาณวิกา แกล้งทำเป็นคนท้องโดยใช้วิธีกลึงไม้ให้นูนแล้วผูกรัดไว้ที่สะเอว

นางจิญจมาณวิกาได้ทำตามแผนแล้วก็ไปร้องบอกประกาศต่อหน้าพระพุทธองค์ขณะนั่งอยู่ท่ามกลางพุทธบริษัทที่มาฟังธรรมว่า “ ท่านสมณะโคดม จะมัวมานั่งเทศน์ลอยหน้าอยู่ทำไม นี่เธอทำให้ฉันมีครรภ์เช่นนี้กลับไม่ได้มาดูแล อย่ามัวเทศน์โปรดพุทธบริษัทอยู่เลย จงไปตัดฟืนไว้เพื่อฉันดีกว่า เวลาคลอดแล้ว ลูกของเราจะได้ไม่ลำบาก”

พระพุทธองค์ได้ฟังดังนั้นจึงได้หยุดเทศนาและกล่าวกับนางจิญจมาณวิกาว่า “ ภัคคินี ดูก่อนน้องหญิง เรื่องที่เธอกล่าวมานั้นคนอื่นเขามิได้รู้เรื่องด้วยจะมีแต่เธอกับฉันเพียงสองคนเท่านั้นที่รู้กัน”

พระพุทธองค์ ทรงกล่าวด้วยความสงบนิ่งและไม่ว่านางจะกล่าวว่าร้ายอย่างไร พระพุทธองค์ก็ยังอยู่ในอาการสงบเป็นสง่าเฉยอยู่เช่นนั้น ท่ามกลางความสงสัยของพุทธบริษัทที่เริ่มเคลือบแคลงในตัวของพระพุทธองค์  เรื่องนี้ร้อนไปถึงท้าวสักกะเทวราชเห็นภัยมาถึงพระพุทธองค์จึงได้แปลงกายเป็นหนู แล้ววิ่งไปกัดเชือกที่ผูกไม้ทำให้ไม้ที่ผูกติดไว้หลุดตกลงมา

เมื่อความจริงปรากฏเหล่าพุทธบริษัทเห็นมารยาและการกล่าวให้ร้ายที่นางจิญจมานวิกา กระทำต่อพระพุทธองค์ จึงพากันดุด่าไล่ขว้างปาด้วยก้อนหินและไม้ นางจิญจมาณวิกาได้วิ่งหนีตายหลบเหล่าฝูงชนพอพ้นจากประตูวัดออกไปก็ถูกธรณีสูบลงสู่อเวจีมหานรกด้วยกรรมอันหนักนั้นนับเป็นเวลาที่ประมาณไม่ได้เลยทีเดียว

พระพุทธองค์ได้อธิบายความเรื่องผลกรรมที่พระองค์ถูกใส่ร้ายในครั้งนี้ก็เป็นเพราะกรรมเก่าในครั้งก่อนที่ในอดีตชาติ

ในอดีตชาตินั้นพระองค์ได้เกิดเป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง ได้ทำการกล่าวใส่ร้ายพระเถระรูปหนึ่งนามว่า “พระนันทะเถระ” ซึ่งเป็นอริยะสาวกของพระสัพพาภิภูพุทธเจ้า ด้วยกรรมหนักอันนั้นทำให้ต้องลงนรกไปหลายหมื่นปี และด้วยเศษกรรมที่เหลือมาถึงในชาติสุดท้ายจึงต้องถูกเจ้ากรรมนายเวรอย่าง นางจิญจมาณวิกาใส่ความดังกล่าวเช่นกัน

  1. 4.              มูลเหตุแห่งการตามจองล้างจองผลาญของพระเทวทัต

พระเทวทัตนั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้มีชื่อเสียง (ในทางที่ไม่ดี)ในพระพุทธศาสนา นับได้ว่าเป็น “เจ้ากรรมนายเวร” ตัวยงของพระพุทธองค์ พระเทวทัตตามจองล้างพระพุทธเจ้ามานานหลายชาติด้วยเหตุที่ว่า อดีตชาตินานมาแล้ว พระเทวทัตเกิดเป็นพ่อค้าที่มีจิตละโมบและในชาติเดียวกันนั้นเอง พระพุทธองค์ก็ได้เสวยพระชาติเป็นพ่อค้าผู้สุจริตที่เกิดมาร่วมเวรร่วมกรรมกัน

วันหนึ่งมีหญิงชราซึ่งเป็นผู้ดีตกยาก นางมีถาดทองคำของต้นตระกูลเหลืออยู่จึงนำออกมาขายและถือเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของนางเอง พระเทวทัตเห็นเช่นนั้นก็เกิดความโลภอยากได้ถาดทองคำแท้มาโดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินแพง ๆจึงกล่าวกับหญิงชราว่า ถาดใบนั้นไม่ใช่ทองคำแท้ แต่เป็นทองปลอมจึงเสนอขอซื้อในราคาถูก

แต่หญิงชรานั้นรู้ดีว่าถาดที่ตนนำออกมาขายนั้นทำด้วยทองคำแท้จึงไม่ยอมขายให้ ในเวลาเดียวกัน พระพุทธองค์ซึ่งเสวยพระชาติเป็นพ่อค้าอีกคนหนึ่งมาพบเข้า เห็นถาดทำด้วยทองคำแท้ก็อยากได้เช่นกันแต่ ให้ราคาตามความเป็นจริงหญิงชราจึงตกลงขายให้

ด้วยมูลเหตุนี้เองจึงสร้างความโกรธแค้นให้แก่พ่อค้าพระเทวทัตเป็นอย่างมาก เพราะถ้าไม่มีพ่อค้าคนนี้มาซื้อถาดทองคำใบนั้นในไม่ช้าหญิงชราก็ต้องนำถาดทองคำมาขายแก่ตนเพราะทนต่อความยากจนไม่ได้อยู่ดี  พระเทวทัตจึงผูกพยาบาทเป็นเจ้ากรรมนายเวรด้วยการกอบเม็ดทรายขึ้นมา 1 กำมือหว่านลงกับพื้นดินแล้วประกาศว่า

 

“เราจะจองล้างจองผลาญท่านต่อไปในทุกชาติ เท่ากับเม็ดทรายในกำมือ 1 เม็ด เท่ากับ 1 ชาติ”

ด้วยเหตุนี้พระเทวทัตจึงได้ตามเบียดเบียนพยาบาทจองเวรกับพระพุทธองค์เรื่อยมาจนมานับภพชาติไม่ถ้วน

จนกระทั่งมาถึงชาติสุดท้ายที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า  พระเทวทัตมีจิตริษยาในตัวของเจ้าชายสิทธัตถะนับตั้งแต่เยาว์วัย ต่อมาเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้ออกบวชจนบรรลุธรรมสูงสุดตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เจ้าชายเทวทัตก็ยังมีความริษยาในการบรรลุธรรมของพระองค์อยู่เช่นเดิม จึงได้ออกบวชตามเช่นกัน

เมื่อพระเทวทัตบวชแล้วก็ได้สำเร็จวิชาโลกีย์ญาณ มีความชำนาญในอภิญญาทั้ง 5 สามารถนิรมิตกาย เหาะเหิน เดินอากาศได้ เมื่อมีฤทธิ์แล้ว จึงเกิดความหลงลำพองเพราะอกุศลกรรมเข้ามาสนับสนุนคิดจะครอบครองสาวกในพระพุทธศาสนา และตั้งตนเป็นพระศาสดาเสียเองจึงได้ทำการลอบปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าถึง 3 ครั้ง

 

ครั้งที่หนึ่ง เทวทัตได้ร่วมมือกับพระเจ้าอชาตศัตรูโดยการมอมเหล้าช้างนาฬาคีรีถึง 16 หม้อจนช้างนาฬาคีรีมึนเมาและตกมันอย่างหนัก เมื่อพระพุทธองค์มาบิณฑบาตในตัวเมืองราชคฤห์ก็สั่งให้คนปล่อยช้างนาฬาคีรีมาหวังจะสังหารพระพุทธองค์  แต่พระพุทธองค์ทรงแผ่เมตตาให้เมื่อรวมกับบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ได้สั่งสมมา ทำให้ช้างนาฬาคีรีสงบความดุร้ายลง แผนการลอบสังหารพระพุทธเจ้าครั้งแรกของพระเทวทัตจึงล้มเหลวไม่เป็นท่า

 

ครั้งที่สอง พระเทวทัตได้จ้างนักแม่นธนูมาเพื่อดักปลงพระชนม์ ณ บริเวณเขาคิชฌกูฎ แต่นายธนูก็ไม่อาจจะตัดใจยิงพระพุทธองค์ได้ นายธนูจึงได้มาก้มกราบแล้วทำการสารภาพผิด พระพุทธองค์ก็ทรงโปรดแสดงธรรมให้จนนายธนูได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุเป็นพระโสดาบัน แผนการของพระเทวทัตก็ประสบความล้มเหลวเป็นครั้งที่สอง

 

ครั้งสุดท้าย พระเทวทัตได้ขึ้นไปบนเขาคิชฌกูฎอีกครั้งโดยคราวนี้กระทำการด้วยตนเองโดยผลักก้อนหินลงมาหมายจะทำร้ายพระพุทธองค์ให้สิ้นชีวิต แต่ด้วยเดชแห่งบุญบารมีทำให้หินเกิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แต่กระนั้นพระพุทธองค์ก็ถูกสะเก็ดหินเข้าทำให้ห้อเลือดที่เท้า จนพระอานนท์ต้องรีบไปตามหมอ     ชีวกโกมารภัจจ์ มาถวายการรักษาแม้แผลจะหายแล้ว ผิวหนังที่เท้าก็ยังคงมีสะเก็ดทำให้ร้อนที่ผิวหนังไม่หายไปโดยง่าย

จุดจบของพระเทวทัต ก็มาถึงเมื่อทำการลอบสังหารพระพุทธองค์ไม่สำเร็จ หลังจากนั้นพระเทวทัตได้กระทำ “สังฆเภท”คือ ได้ยุยงให้สงฆ์แตกกันและมีภิกษุหลงเชื่อไปกว่า 600 รูปไม่ยอมทำสังฆกรรมลงอุโบสถรวมกับพระพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวกอื่น

พระพุทธองค์จึงมอบหมายให้พระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรไปติดตามเหล่าภิกษุกลับมาโดยการแสดงธรรมให้เข้าใจจนเกิดปัญญาขึ้น ภิกษุเหล่านั้นเมื่อเข้าใจแล้วจึงได้กลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ทั้งหมด

ส่วนพระเทวทัตเมื่อทราบข่าวว่าภิกษุกลับไปหมดแล้วก็ถึงกับกระอักเป็นเลือดจะไปขอขมาต่อพระพุทธองค์แต่ยังไม่ทันได้พบพระพุทธเจ้า ก็ถูกธรณีสูบลง ณ บริเวณสระโบกขรณี (สระบัว)ภายนอกวัดพระเชตวันเสียก่อนลงนรกไปเสวยทุกขเวทนาเป็นเวลานานที่ไม่อาจจะนับเวลาได้ทีเดียว

พระพุทธองค์ได้ทรงกล่าวถึงเหตุแห่งการจองเวรเอาชีวิตถึงสามครั้งในภพชาติสุดท้ายว่าในอดีตเป็นเพราะพระองค์ก็ได้สร้างเวรกรรมไว้จนถูกเจ้ากรรมนายเวรมาตามเอาคืนเช่นกัน

 

โดยเหตุการณ์ครั้งแรกที่ถูกลอบปลงพระชนม์โดยช้าง นาฬาคีรีนั้นเป็นเพราะว่า

ในอดีตชาติหนึ่ง พระองค์เคยเกิดมาเป็น “นายควาญช้าง” เกิดจิตอกุศลต่อพระปัจเจกพุทธเจ้า จึงได้ทำการไล่ช้างให้มาไล่กวดพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้กำลังเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต ทำให้ต้องตกนรกไปเป็นเวลานาน และด้วยเศษแห่งผลแห่งกรรมนั้นชาติสุดท้ายจึงถูกช้างนาฬาคิรีวิ่งเข้ามาเพื่อทำร้ายเช่นกัน

 

เหตุการณ์ที่สอง ที่พระพุทธองค์ถูกลอบทำร้ายโดยนายแม่นธนูที่พระเทวทัตว่าจ้างมา ก็ด้วยเหตุที่ว่าในอีกอดีตชาติหนึ่ง พระองค์เกิดเป็นเด็ก แล้วกำลังเล่นอยู่บนถนนที่เป็นเส้นทางใหญ่ ได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เดินผ่านมาเพื่อบิณฑบาตแล้วเกิดจิตอกุศล ทำการเผาสิ่งของต่างๆเพื่อเป็นเครื่องกั้นขวางทางไว้ไม่ให้พระปัจเจกพุทธเจ้าได้มาบิณฑบาต หลังจากได้รับทุกขเวทนาอยู่ในนรกอยู่นานแสนนานแล้-ว ด้วยเศษแห่งผลกรรมนั้นในภพสุดท้ายจึงถูกพระเทวทัตส่งคนมาตามล่า

 

เหตุการณ์สุดท้าย ที่ถูกพระเทวทัตผลักหินลงมาหมายเอาชีวิตก็เป็นเพราะว่า ในอดีตชาติอันยาวไกลพระองค์เคยได้ทำการสังหารน้องชายต่างมารดาเพราะต้องการในทรัพย์สิน จึงได้ฆ่าน้องแล้วจับเอาร่างไปใส่ไว้ในซอกเขาและนำหินมาทับ หลังจากไปสังเวยทุกข์อยู่ในนรกเป็นเวลานานแล้ว เศษกรรมที่เหลือจึงทำให้พระเทวทัตผลักก้อนหินลงมาจนแตกเป็นสะเก็ดมากระทบเข้าที่พระบาทจนห้อเลือด

และด้วยเหตุที่แผลหายช้ามีความร้อนอยู่ตลอดที่เท้าก็ เป็นเพราะในอดีตชาติได้พระพุทธองค์ได้เกิดเป็นทหารได้ทำการสังหารผู้คนมากมายด้วยหอก ด้วยผลกรรมนั้นก็ต้องตกนรกไปอีกยาวนานจนเศษกรรมที่เหลือมาปรากฏในชาติสุดท้ายทำให้ ผิวหนังที่เท้าเกิดความร้อนอยู่ไม่หายไปง่าย ๆนั่นเอง

  1. 5.              มูลเหตุแห่งการต้องบริโภคข้าวแดงอยู่เป็นเวลา 3 เดือน

ข้าวแดงนั้นจัดเป็นอาหารที่มีคุณค่าต่ำและถือเป็นอาหารของชนชั้นล่างในสมัยโบราณ ซึ่งมักจะนำไปใช้เป็นอาหารเลี้ยงม้า ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ได้รับนิมนต์จากพราหมณ์ไปยังเมืองเวรัญชราแล้ว เหล่าพราหมณ์ได้ลืมถวายอาหาร พระองค์ต้องอาศัยฉันข้าวแดงจากพ่อค้าตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ทรงประทับอยู่ ณ ที่แห่งนั้น

ด้วยผลกรรมนี้พระพุทธองค์อธิบายว่า พระองค์ได้ก่อบาปกรรมขึ้นในอดีตจนเจ้ากรรมนายเวรมาทวงคืนในชาติสุดท้าย ในอดีตชาตินั้นพระองค์ เคยกล่าวกับพระสาวกในพระผุสสะพุทธเจ้าว่าให้ เหล่าพระสาวกนั้นรับประทานแต่ข้าวแดงอย่าได้รับข้าวสาลีมารับประทานเลย เป็นเหตุให้ในชาติสุดท้ายพระองค์จึงต้องบริโภคข้าวแดงอยู่ 3 เดือนตามผลกรรมนั้นเช่นกัน

  1. 6.              ทรงมีโรคเกี่ยวกับพระปฤษฎางค์อยู่เป็นประจำ

พระพุทธองค์ต้องปฏิบัติภารกิจในการเผยแผ่พระธรรมอยู่เป็นประจำ และมีประชาชนมากมายมาฟังธรรมเทศนา  แม้แต่ช่วงเวลาเที่ยงคืนก็ยังต้องแสดงธรรมให้เหล่าเทวดา ทำให้พระองค์มีอาการปวดพระปฤษฎางค์(แผ่นหลัง)อยู่เป็นประจำ พระอานนท์ต้องเข้ามาถวายการนวดให้อยู่เสมอ

โรคปวดหลังนี่ก็เป็นเศษกรรมที่เกิดมาจากเจ้ากรรมนายเวรในอดีตเช่นกัน

ในอดีตชาติหนึ่งสมัยที่ยังไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก พระพุทธองค์ได้เกิดขึ้นเป็นมนุษย์ในสมัยนี้ และเคยทำร้ายบุตรนักมวยปล้ำให้ได้รับบาดเจ็บมาก่อน ด้วยผลแห่งเศษกรรมนั้นในชาติสุดท้ายพระองค์จึงมีอาการเจ็บที่บริเวณหลังอยู่เสมอ

  1. 7.              ทรงประชวรด้วยโรค “ปักขิขันทิกาพาธ” จนมีพระบังคนเป็นเลือด

พระพุทธองค์ทรงประชวรด้วยโรคปักขิขันทิกาพาธ (โรคท้องร่วง)จนมีพระบังคน( อุจาระและปัสสาวะ)เป็นโลหิตออกมาในช่วงก่อนที่จะดับขันธปรินิพพาน โดยเสด็จไปที่สวนมะม่วงของนายจุนทะ ขณะที่นายจุนทะได้ถวายอาหารเป็นสุกรมัทวะ (เป็นอาหารที่ประกอบด้วยเนื้อหมู แต่บางตำราก็ว่าเป็นเห็ดป่ามีพิษ) แล้วเกิดอาการอาพาธหนักทรุดลงอย่างแรงจนพระบังคนเป็นเลือดออกมา แม้จะเป็นการเสวยเพื่อการดับขันธปรินิพพานแต่ก็มีมูลเหตุแห่งความทุกข์นั้นอยู่

เพราะเหตุแห่งกรรมในกาลก่อนพระพุทธองค์เคยเกิดเป็นนายแพทย์ ได้ทำการรักษาแก่บุตรเศรษฐีคนหนึ่ง แล้วได้ทำการรักษาผิดโดยให้ยาถ่ายแก่บุตรเศรษฐีจนทำให้เขาถึงแก่ความตาย ผลแห่งเศษกรรมที่เหลือจึงมาปรากฏอยู่ในภพสุดท้ายนี้เช่นกัน

อนึ่งโรคปักขิขันทิกาพาธ หรือโรคท้องร่วงนี้ก็เป็นมูลเหตุสำคัญเดียวกันที่ทำให้พระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธองค์ได้ถึงแก่นิพพานเช่นเดียวกัน

  1. 8.              มูลเหตุที่ไม่ได้ดื่มน้ำตามความปรารถนา

ในขณะที่พระพุทธองค์เสด็จไปยังเมือง กุสินาราขณะนั้นอาการอาพาธของพระองค์ก็ยังไม่ทุเลาลงพระพุทธองค์เกิดความกระหายน้ำเป็นอย่างยิ่งจึงสั่งให้พระอานนท์ไปตักน้ำที่แม่น้ำมาให้ดื่มเพื่อระงับความกระหายน้ำ แต่พระอานนท์ปฏิเสธที่จะกระทำตามในครั้งแรก เพราะว่าเมื่อก่อนหน้าที่พระพุทธองค์จะมาถึงมีขบวนเกวียนเพิ่งจะเดินผ่านแม่น้ำไปทำให้น้ำขุ่นมาก

พระอานนท์ได้กล่าวทัดทานพระพุทธองค์ไว้ถึง 2 ครั้งจนพระพุทธองค์ได้รับสั่งเป็นครั้งที่ 3 พระอานนท์จึงทำตามพระบัญชาทันที พระอานนท์ต้องแปลกใจเมื่อมาถึงแม่น้ำน้ำที่ขุ่นเมื่อสักครู่กลับกลายเป็นน้ำที่ใสสะอาด และเหตุการณ์นี้นับเป็นครั้งแรกที่พระพุทธองค์ทรงขอน้ำเสวยในขณะเดินทางและยังไม่ถึงที่พัก

มูลเหตุที่พระพุทธองค์ปรารถนาน้ำจะดื่มก็ยังไม่ได้ตามความปรารถนานั้น พระพุทธองค์ได้กล่าวถึงกรรมในอดีตชาติผูกพันมา เมื่อในอดีตพระองค์เกิดเป็นคนเลี้ยงวัวมีหน้าที่ต้อนวัวไปเลี้ยงแล้วเห็นแม่วัวกำลังดื่มน้ำที่กำลังขุ่นอยู่จึงห้ามไม่ให้วัวกิน ในภพสุดท้ายแม้จะปรารถนาได้น้ำมาดื่มก็จะไม่ได้ในทันทีนั่นเอง

พุทธาปทานที่ชื่อปุพพกรรมปิโลติว่าด้วยกรรมของพระพุทธเจ้าก็จบลงเพียงเท่านี้

จะเห็นได้ว่าแม้แต่บุคคลผู้เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลกอย่างองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังมีเจ้ากรรมนายเวรมาคอยจองล้างจองผลาญแม้ในภพชาติสุดท้าย เป็นไปตามกฎแห่งกรรมที่พระองค์กล่าวไว้ทุกประการว่า บุคคลทั้งหลายย่อมมีกรรมเป็นของ ๆตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด และมีกรรมเป็นเครื่องอยู่อาศัยทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ต้องพึงสงสัยว่า คนปกติธรรมดาอย่างเราทุกคนย่อมมีความทุกข์มีเจ้ากรรมนายเวรเป็นของตนเองอยู่แล้วและต้องได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอน และในเมื่อเรายังเป็นบุคคลธรรมดาไม่อาจมีฌานหยั่งรู้แบบที่พระพุทธองค์หรือพระอรหันต์ทั้งหลายมี ก็ขอให้ตั้งใจพึงสร้างบุญกุศล ณ เวลาปัจจุบันให้มากที่สุดเพื่อที่จะให้เจ้ากรรมนายเวรให้อภัยและใจอ่อนยอมปล่อยให้เป็นอิสระหรือยอมยกโทษให้

แต่อย่างไรก็ดีขอให้ระลึกเอาไว้เสมอว่า “ เรื่องที่เขาจะยกโทษให้เราหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของเจ้ากรรมนายเวรเพียงคนเดียว เราไม่มีอำนาจอะไรไปบังคับเขาได้”

และแม้ว่าเจ้ากรรมนายเวรจะมีการอโหสิกรรมให้แล้ว แต่เราก็ต้องได้รับเศษเวรเศษกรรมที่ยังหลงเหลืออยู่แบบที่พระพุทธเจ้าเองก็ทรงได้รับในชาติสุดท้ายเช่นเดียวกัน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะกรรมไม่ดีมันเกิดขึ้นไปแล้ว เจ้ากรรมนายเวรได้สูญเสียสิ่งที่เขารักไปเราไม่อาจจะทำให้สิ่งของที่เขารักได้คืนกลับมา

หากลองนึกย้อนไปให้ดี ๆจะพบว่าถ้าเราเกิดมาเป็นมนุษย์สักร้อยชาติในแต่ละชาติก็ต้องไปสร้างกรรมให้เกิดเป็นเจ้ากรรมนายเวรมากมายจำนวนนับไม่ถ้วนเมื่อนำไปคูณด้วยหนึ่งร้อย ก็คงจะเป็นจำนวนของเจ้ากรรมนายเวรจำนวนมหาศาลทีเดียว

และที่สำคัญเราก็ไม่ได้มีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์ไปเสียทุกชาติ หากในภพชาติใดได้เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน,อมนุษย์ หรือเหล่าโอปปาติกะทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวรก็คงมีมากจนประมาณไม่ได้ ต่อให้เจ้ากรรมนายเวรเหล่านั้นได้ให้การอโหสิกรรมไปวันละหนึ่งรายก็ยังไม่เพียงพอยังมีอีกหลายภพหลายชาติที่ต้องตามใช้หนี้กรรมใหม่กันต่อไปไม่รู้จักจบสิ้น

นี่จึงเป็นที่มาของอุปสรรคมากมายต่าง ๆนานาที่เข้ามาวนเวียนในชีวิตมีทั้งกรรมเก่าและใหม่เข้ามาผสมกันอยู่เป็นคำตอบที่ว่า ทำไมเจ้ากรรมนายเวรจึงไม่หมดไปจากเราเสียที และก่อนที่เราจะเรียนรู้และเข้าใจถึงวิธีการจะแก้ไขเพื่อการขออโหสิกรรมแด่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย มาทำความรู้จักกันก่อนว่า เจ้ากรรมนายเวรนั้นท่านทำอะไรกับเราได้บ้างและจะส่งผลต่าง ๆ ทั้งในทางดีและไม่ดีกับชีวิตเราได้อย่างไร

 

Read Full Post »

เจ้ากรรมนายเวร ของพระโมคคัลลานะตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเรื่องเจ้ากรรมนายเวรในสมัยพุทธกาล เป็นเรื่องของพระโมคคัลลานะอัครสาวกเบื้องซ้าย ซึ่งเป็นธรรมเสนาบดีของพระพุทธเจ้า พระโมคคัลลานะนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็น เอตทัคคะในด้านมีฤทธิ์มาก นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้ที่มีความสามารถในการก่อสร้างเป็นอย่างมาก โดยท่านได้รับมอบหมายจากพระพุทธองค์ให้เป็นผู้ควบคุมดูแลการก่อสร้างวัด “บุพพาราม” ซึ่งนางวิสาขามหาอุบาสิกาบริจาคทรัพย์จำนวนมากถวายให้ ณ เมืองสาวัตถี

แต่ใครจะทราบบ้างว่า ตัวท่านเองนั้นมีเจ้ากรรมนายเวรที่ท่านต้องรับผลของกรรมนั้นเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ

มูลเหตุเรื่องกรรมเก่าของท่านเกิดขึ้นเมื่อ พระพุทธองค์มีรับสั่งให้พระโมคคัลลานะไปอบรมสั่งสอนนักบวชนอกศาสนาให้ลดความดื้อดึงและการยึดมั่นถือมั่นในลัทธิอันไร้ประโยชน์ที่พวกเขาเหล่านั้นให้ความนับถืออยู่เสีย เพราะว่าจะทำให้เสียเวลาและชีวิตเกิดความสูญเปล่าไปโดยใช่เหตุ

จ้าวลัทธิเหล่านั้นก็อยากลองวิชากับพระโมคคัลลานะที่เดินทางมาโปรด จึงทำการปล่อยพญานาคมาทำร้ายหวังจะเอาชีวิต พระโมคคัลลานะได้ตั้งจิตภาวนาสวดมนต์แผ่ส่วนกุศลให้พญานาคเพื่อคลายความเกรี้ยวกราดลง และในที่สุดก็ทำให้พญานาคสงบจิตลงได้ นักบวชที่หลงผิดและเกรงในอำนาจของพระโมคคัลลานะบางกลุ่มก็สำนึกได้ และหันกลับมาฟังธรรมของพระพุทธองค์จนบรรลุเป็นพระโสดาบันหันมาบวชในพระพุทธศาสนา

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อ เศรษฐีผู้หนึ่งเป็นชาวเมืองราชคฤห์ แห่งแคว้นมคธเกิดอยากจะเห็นพระอรหันต์ที่แท้จริง จึงต้องการทดสอบเพื่อค้นหาพระอรหันต์ที่แท้  จึงสั่งให้ช่างกลึงไม้จันทน์แดงทำเป็นบาตรแล้วแขวนไว้ในที่สูงเกินกว่าจะมีใครเอื้อมถึงได้ ผู้ใดที่เป็นอรหันต์จริงก็จงเหาะมาเอาบาตรนั้นไปแล้วตนจึงจะให้การยอมรับว่าพระอรหันต์นั้นมีอยู่จริง

ในเมืองราชคฤห์นั้นเป็นเมืองใหญ่ที่มีความเจริญสูง มีจ้าวลัทธิหลายสำนักที่ต่างก็โอ้อวดตนเองว่าเป็นอรหันต์แต่เมื่อให้ลองมาพิสูจน์ก็ไม่มีผู้ใดสามารถจะนำบาตรลงมาได้ หลายวันผ่านไปก็ไม่มีใครเหาะขึ้นไปเอาบาตรได้เสียทีจนผู้คนในเมืองต่างพากันเชื่อว่าในโลกนี้คงจะไม่มีพระอรหันต์อยู่จริงเป็นแน่แท้

ในขณะนั้นพระโมคคัลลานะ กับ พระปิณโฑลภารทวาชะ กำลังยืนห่มจีวรเพื่อที่จะเข้าไปบิณฑบาตในเมืองได้ยินชาวบ้านกล่าวถึงเรื่องการพิสูจน์การมีอยู่ของพระอรหันต์ว่ามีจริงหรือไม่ ทั้งสองท่านเห็นว่าควรจะประกาศให้ประชาชนรู้ว่า พระอรหันต์มีอยู่จริงเพื่อเป็นการลดทิฐิมานะของเหล่าชาวเมืองลง

พระโมคคัลลานะแม้จะมีฤทธิ์มากกว่าใครแต่ก็เป็นผู้ใจกว้างเปิดโอกาสให้พระปิณโฑลภารทวาชะได้แสดงปาฏิหาริย์เหาะขึ้นไปนำบาตรลงมา ซึ่งพระปิณโฑลภารทวาชะก็สำแดงฤทธิ์ให้ชาวบ้านทั้งหลายเป็นที่ประจักษ์แก่สายตารวมไปถึง เศรษฐีต้นตอของเรื่องด้วยทำให้ชาวเมืองทั้งหมดได้ลดทิฐิมานะทั้งหลายลงพากันเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาโดยทั้งสิ้น

การเปิดโอกาสให้พระผู้อ่อนพรรษากว่าอย่างพระปิณโฑลภารทวาชะให้เป็นผู้แสดงฤทธิ์แทนตนเองนั้นเป็นความต้องการของพระโมคคัลลานะโดยมีจุดประสงค์ต้องการยกย่องความรู้ความสามารถของพระพุทธสาวกอื่นๆให้ปรากฏบ้างนั่นเอง

แทรกตรงนี้สักเล็กน้อย ด้วยเหตุที่พระปิณโฑลภารทวารชะ ได้เหาะขึ้นไปเอาบาตรนี่เองทำให้พระพุทธองค์ต้องทรงบัญญัติให้มีกฎ “ห้าม” พระอรหันต์แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ให้กับเหล่าคฤหัสถ์ทั้งหลายชมเป็นอันขาดเพราะเกรงว่า คนทั้งหลายจะเข้าใจผิดเรื่องการมีอิทธิวิธีหรือการแสดงปาฏิหาริย์ต่าง ๆนั้นหมายถึงการสำเร็จถึงความเป็นพระอรหันต์ ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้น

อิทธิวิธีทั้งหลายไม่ว่าการเหาะเหินเดินอากาศ,การมีหูทิพย์, ตาทิพย์, การรำลึกชาติได้ หรือการอ่านใจคนได้ เป็นเพียงความสามารถส่วนของหนึ่งของพระผู้เป็นอรหันต์เท่านั้น ความเป็นอรหันต์ที่แท้จริง คือการสามารถบรรลุธรรมและตัดกิเลสออกจากกมลสันดานได้หมดจดนั่นจึงหมายถึงความเป็นอรหันต์ที่แท้ นอกจากนั้นบาตรไม้ที่เศรษฐีนำไปแขวนไว้นั้น พระพุทธองค์ก็ทรงห้ามให้ภิกษุทั้งหลายไม่ให้ใช้บาตรไม้เป็นอันขาดเพราะการนำไม้มาทำเป็นบาตรก็เป็นการเบียดเบียนเหล่าพืชซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเช่นเดียวกับมนุษย์

บรรดาจ้าวลัทธิที่ยังมีจิตใจเป็นพาลไม่ได้บรรลุธรรมเหมือนจ้าวลัทธิบางพวก เมื่อการแสดงปาฏิหาริย์ของพระอรหันต์บังเกิดผล พวกตนจึงได้รับผลกระทบเงินทองของบริจาคที่เคยได้ก็เริ่มลดน้อยไม่มีคนกราบไหว้นับถือเช่นเดิม

จ้าวลัทธิทั้งหลายจึงคิดกำจัดพระโมคคัลลานะอันเป็นต้นเหตุเสีย จึงได้ร่วมมือกันว่าจ้างโจรกลุ่มหนึ่งเพื่อไปทำการสังหารพระโมคคัลลานะด้วยธนู ซึ่งในขณะนั้นท่านกำลังนั่งสมาธิอยู่ในถ้ำกาฬศิลา อยู่ใกล้กรุงราชคฤห์  ท่านก็รับรู้ถึงอันตรายได้ด้วยฌานและใช้อภิญญาอิทธิฤทธิ์หายตัวทำให้พวกโจรหาไม่พบ แล้วก็พากันล่าถอยกลับไป

แต่ไม่นานพวกโจรก็กลับมาตามล่าพระโมคคัลลานะอีกครั้ง แต่ก็ทำอะไรพระโมคคัลลานะไม่ได้ท่านก็แสดงฤทธิ์หายตัวหนีไปได้อีก แต่ในขณะนั้นเองท่านก็ได้เข้าฌานสมาบัติ เพื่อตรวจดูกรรมในกาลก่อนของตนแล้วพบว่าตนเองได้สร้างกรรมให้ผูกพันทำให้เหล่าโจรนี้กลับมาเป็นเจ้ากรรมนายเวรของตน

ในอดีตชาติ พระโมคคัลลานะนั้นเกิดในตระกูลพราหมณ์ที่ยากจนเป็นลูกคนเดียวอีกทั้งพ่อแม่ ประสบเคราะห์กรรมตาบอดด้วยกันทั้งสองคนเป็นภาระให้ลูกชายต้องคอยปรนนิบัติเลี้ยงดูแต่ลูกชายก็ไม่ได้รังเกียจพ่อแม่หรือรำคาญที่พ่อแม่ต้องตาบอดให้การเลี้ยงดูอย่างดีเสมอมา

ต่อมาพ่อแม่ได้จัดการสู่ขอหญิงสาวที่มีชาติตระกูลมาและจัดพิธีแต่งงานให้แต่ตนเองก็ไม่ได้เต็มใจนักเพราะตระหนักว่าตนเองเพียงลำพังก็สามารถดูแลพ่อแม่ได้ ในระยะแรกครอบครัวก็มีความสุขดีตามอัตภาพ แต่พอเวลาผ่านไปลูกสะใภ้ก็เริ่มมีความรังเกียจพ่อแม่สามีที่ตาบอดต้องคอยเป็นภาระให้ลูกและสะใภ้อยู่มากอีกทั้งไม่สามารถทำงานใด ๆได้ก็เกิดความเบื่อหน่ายและรังเกียจ จึงหาวิธียุแหย่ให้สามีเกลียดชังพ่อแม่ โดยกล่าวหาว่าพ่อแม่กลั่นแกล้งนางผู้เป็นสะใภ้สารพัด

ในที่สุดเมื่อถูกยุแหย่มาก ๆเข้า ลูกชายก็คล้อยตามคำของภรรยารับปากว่าจะหาวิธีจัดการกับพ่อแม่ขของตนเองโดยให้นั่งเกวียนแล้วออกเดินทางพอไปถึงที่เปลี่ยวก็จัดการจอดเกวียนแล้วแสร้งตะโกนว่าถูกโจรปล้น จากนั้นก็จัดการหยิบไม้เพื่อกลับไปสังหารพ่อและแม่ของตัวเองทันที!!

เมื่อพระโมคคัลลานะได้รำลึกถึงอดีตชาติจนชัดแจ้งแล้วก็เข้าใจว่า เหล่าโจรที่มาตามล่าตนเองก็คือ เจ้ากรรมนายเวรของตนที่ตามมาล้างแค้นเหมือนที่ตนเองก็เคยเป็นเจ้ากรรมนายเวรกลับไปทำร้ายพ่อแม่ของตัวเองเช่นกัน เมื่อคิดได้ดังนั้นท่านจึงปลงใจยอมรับกรรมที่จะเกิดขึ้นในเบื้องหน้า นั่งคอยให้พวกโจรมาทุบตีจนกระดูกแหลกไม่มีชิ้นดี จากนั้นก็พากันหลบหนีไปทิ้งร่างของพระโมคคัลลานะเอาไว้

พระโมคคัลลานะได้รวบรวมกำลังกายพยุงร่างอันบอบช้ำขึ้นมานั่งแล้วใช้อิทธิฤทธิ์ประสานกระดูกให้เข้าที่จัดจีวรให้เรียบร้อยแล้วเหาะไปยังวัดเวฬุวันอันเป็นที่ประทับของพระพุทธองค์ในขณะนั้นกราบทูลอำลาเพื่อนิพพาน

ก่อนที่จะนิพพานนั้น พระพุทธองค์โปรดขอให้พระโมคคัลลานะแสดงธรรมเป็นครั้งสุดท้ายเพราะนี่เป็นครั้งสุดท้ายที่พระองค์จะได้พบสาวกดังเช่นพระโมคคัลลานะอีก ท่านก็ปฏิบัติตามตามที่พระพุทธองค์ได้ขอและเหาะกลับไปยังถ้ำกาฬศิลาปรินิพพาน ณ ที่แห่งนั้นตรงกับ วันแรม 15 ค่ำเดือน 12 หลังจากที่พระสารีบุตรอัครสาวกเบื้องขวาได้นิพพานไปก่อนหน้านั้นได้ 15 วัน

จากตัวอย่างของพระโมคคัลลานะ แสดงให้เห็นว่าแม้แต่ในผู้ที่บรรลุธรรมชั้นสูงสุดก็ยังมีเจ้ากรรมนายเวรคอยตามอาฆาตอยู่ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากผลกรรมที่ตนเองได้ทำไว้ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ ทางแก้ของท่านคือการปลงใจยอมรับแต่โดยดีเพื่อให้เจ้ากรรมนายเวรหายแค้น แต่ทว่าผลของกรรมอันหนักก็ต้องตกกับผู้ที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรอันคือเหล่าโจรต่อไป

 

Read Full Post »

รู้จักกรรม “เก่า” และ “ใหม่”เคยสงสัยหรือไม่ว่าเพราะเหตุใดเวลาที่เราพยายามทำอะไรบางอย่างจนสุดความสามารถแล้วไม่ได้ผลอย่างที่ตั้งใจไว้หรือต้องมีเหตุให้เกิดอุปสรรคมาขัดขวางความสำเร็จ หรือแม้แต่การเสี่ยงโชคสักครั้งจะซื้อหวยแต่ละทีก็เฉียดไปเฉียดมาไม่เคยถูกสักที

เรื่องนี้เป็นเรื่องของ “กรรมผูกพัน” ก่อนจะเข้าใจเรื่องของเจ้ากรรมนายเวรต้องเข้าใจเรื่องกรรมเสียก่อนเพราะว่ากรรมเป็นตัวกำหนดความเป็นไปของทุกสิ่ง กรรมนั้นแปลว่าการกระทำ ไม่ใช่หมายถึงความชั่วร้ายหรือบาปอย่างที่มีบางคนเข้าใจผิดจากคำว่า “บาปกรรม”  เรื่องของกรรมนั้นว่ากันตามกฎก็คือ  การกระทำใด ๆที่คน ๆนั้นเป็นผู้ก่อขึ้นตนเองเท่านั้นที่จะได้รับผลของสิ่งที่กระทำลงไป

 

“กรรมในปัจจุบันเป็นผลมาจากการกระทำในอดีตและกรรมที่ก่อไว้ในปัจจุบันเป็นเหตุที่จะส่งผลสืบเนื่องต่อไปยังอนาคต”

ไม่ว่ากรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม กรรมแต่ละอย่างก็มีความผูกพันของการกระทำอยู่ในตัวของมันเอง มีอยู่ 2 ประเภทอันได้แก่

 

1.กรรมเก่า เป็นกรรมที่กำลังส่งผลกับชีวิตของเราในตอนนี้ครับตามกฎของมัน เรากำลังมีความสุขหรือมีความทุกข์อยู่ ณ เวลาปัจจุบันก็สืบเนื่องด้วยผลของการกระทำในอดีตมันส่งผลถึงเวลาปัจจุบันแล้วเรากำลังรับ ผลของมันอยู่ เปรียบง่าย ๆเหมือน เมื่อเดือนก่อน เรากำลังปลูกต้นมะม่วงอยู่เพื่อหวังจะได้ผลมากินในเดือนถัดไป ระหว่างนั้นก็ได้บำรุงรักษาดูแลอย่างดี พอถึงเวลาที่เหมาะสมในปัจจุบันมะม่วงก็ออกลูกมาให้ได้กินสมกับการกระทำที่ได้ลงมือปลูกเอาไว้ อย่างนี้ก็เรียกได้ว่า สร้างกรรมเก่ามาดี ผลปัจจุบันเลยได้ผลที่ดีตาม

 

2. กรรมใหม่  เป็นการสร้างการกระทำต่อเนื่องหรือเป็นการเปลี่ยนแปลงการกระทำใหม่ ณ เวลาปัจจุบัน เพื่อที่จะได้หวังผลแห่งการกระทำใหม่ต่อไปในภายภาคหน้า ยกตัวอย่างเรื่องมะม่วงต้นเมื่อสักครู่ พอเก็บมะม่วงกินจนสมใจแล้ว เราก็นึกอยากจะกินผลไม้อย่างอื่นเช่น ทุเรียน เราจึงได้โค่นต้นมะม่วงลงแล้วลงมือปลูกต้นทุเรียนไว้ แต่ว่าต้นทุเรียนที่ปลูกใหม่เรากลับไม่ได้เอาใจใส่ดูแลให้ดีเท่าที่ควรเหมือนมะม่วงไม่ได้ใส่ปุ๋ย ไม่ได้รดน้ำดูแลมันตามที่ควรจะเป็นพอถึงเวลา ทุเรียนก็เลยไม่ออกผลให้ตามที่ควรจะเป็นเพราะการกระทำเราไม่ดีพอในปัจจุบัน อย่างนี้เรียกว่า สร้างกรรมใหม่มาไม่ดี ฉะนั้นจึงคาดได้เลยว่า ผลในอนาคตก็จะได้รับผลที่ไม่ดีอย่างแน่นอน

 

เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า กรรมดี-กรรมชั่ว ลบล้างซึ่งกันและกันไม่ได้ทำอะไรได้อย่างนั้นจริงๆ

แต่ถึงแม้ว่าการทำกรรมดีในปัจจุบันจะลบล้างกรรมชั่วเก่าที่มีอยู่เดิมไม่ได้ก็จริง แต่มีส่วนช่วยให้ผลจากกรรมชั่วที่มีอยู่เดิมผ่อนลง คือ การผ่อนหนักให้เป็นเบา หรือไม่ก็เร่งให้ผลดีเกิดให้เร็วขึ้นเรื่องนี้ขอยกตัวอย่างอีกครั้งกับต้นทุเรียนต้นเดิม

เมื่อผลปรากฏออกมาแล้วว่า ทุเรียนไม่ได้ให้ผลตามที่กำหนดเพราะเราทำไม่ดีไว้ตั้งแต่แรก ก็เลยตัดสินใจ “แก้กรรม”ด้วยการทำดีเอาใจใส่ดูแลต้นทุเรียนนั้นใหม่ ให้ปุ๋ยให้น้ำตามเวลาคอยตัดแต่งกิ่งให้ดูดี ฯลฯ จากต้นที่เคยแคระแกร็นก็ค่อย ๆสูงตั้งตรงและออกผลที่ดีได้ในช่วงเวลาถัดไป

พุทธพจน์ จากพระไตรปิฎกจึงมีคำกล่าวไว้ว่า

 

“สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้”

เรื่องชีวิตของคนเราทุกคนก็เหมือนกันครับการที่เราจะมีความสุขหรือมีความทุกข์เพราะผลกรรมที่ผูกพันทั้งเก่าและใหม่กันมาเป็นแบบนี้อยู่เสมอ ครูบาอาจารย์คนสำคัญของบ้านเรากล่าวตรงกันว่า ชีวิตคนเราที่ได้พบกับเรื่องร้าย ๆการมีอุปสรรคคอยขัดขวาง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกรรมเก่า อีกส่วนเป็นเพราะกรรมใหม่ ซึ่งในส่วนของกรรมเก่านั้นจะมีองค์ประกอบหนึ่งที่มาคอยปิดกั้นไม่ให้เราก้าวไปสู่ผลสำเร็จที่หวังไว้นั่นคือ “เจ้ากรรมนายเวร”

 

Read Full Post »