Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for มกราคม, 2013

การต่ออายุก็ต้องทำให้มันถูก ถ้าทำไม่ถูกแล้วก็เสียเงินเปล่า ถ้าบังเอิญเป็น อายุขัยต่อเท่าไรไม่สำเร็จผล เพราะเชื้อไฟเดิมดับ หมดบุญบารมีที่ทำมา การหมดบุญบารมีนั้นแม้อายุขัยก็ไม่แน่
วิธีต่ออายุอย่างง่ายๆบางคนเป็นเด็กก็หมดอายุขัย บางคนก็เป็นหนุ่ม เป็นสาว บางคนวัยกลางคน บางคนก็ถึงวัยแก่ อายุขัยนี่ไม่แน่นอนนัก

คำว่า อายุขัย นี่หมายความว่าก่อนที่จะเกิด กฎของกรรมดีหรือกรรมชั่วกำหนดชีวิตให้มาเท่าไรถ้ากำหนดชีวิตมา ๒๐ ปี ก็ต้องแค่ ๒๐ ปี ๑๐ ปีก็ต้อง ๑๐ ปี ๓ วัน ก็ต้องแค่ ๓ วัน นี่เป็นอายุขัยต่อไม่ได้ ถ้าตายก่อนนั้นเขาเรียกว่า “อุปฆาตกกรรม” หรือว่า “อกาลมรณะ” อย่างนี้ต่อได้ และถ้าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายจะต่ออายุแบบนี้ ก็ต่อเสียทุกวันก็หมดเรื่องกัน

วิธีต่อทุกวัน ก็หมายความว่า ให้ทุกท่านมีความเคารพในพระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ อย่างจริงจัง และก็ต้องเว้นจากกรรมที่ เป็น ปาณาติบาต และถ้ามีเวลาเดินผ่านไป มีใครเขาหาปลาหาเต่า ที่เขาจะฆ่ามันให้ตายก็ออกสตางค์ซื้อ พอกำลังที่เราจะซื้อได้ แล้วก็นำไปปล่อยในที่ปลอดภัย ไม่ใช่ปล่อยในหม้อข้าวหม้อแกงของเรานะไปปล่อยในสถานที่ ๆ เธอจะมีความสุขในแม่น้ำก็ได้ หนอง คลอง บึงก็ได้ปล่อยให้เธอรอดชีวิต

ตามวิธีโบราณาจารย์ท่านสอนไว้อย่างนี้นะว่า

วิธีต่ออายุใหญ่ คือถึงปีหนึ่งถ้าเป็นวันเกิด หรือเป็นวันสำคัญของเรา วันไหนก็ได้ทำกับข้าว ทำอาหารพิเศษตามที่เราพอใจ เท่าที่ทุนจะพึงมี จัดการใส่บาตรแก่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา แล้วก็ถ้าหากว่ามีสตางค์ก็สร้างพระพุทธรูปสัก ๑ องค์

พระพุทธรูปนี่จะเป็นพระดินเหนียวก็ได้ เป็นพระปูนซีเมนต์ก็ได้ เป็นปูนปลาสเตอร์ก็ได้ หรือพระโลหะก็ได้ไม่จำกัด เพราะเป็นรูปพระแล้ว มีอานิสงส์เสมอกัน แต่ต้องมีหน้าตักไม่น้อยกว่า ๔ นิ้ว ถวายไว้เป็นสมบัติของสงฆ์

หลังจากนั้นก็เอาสัตว์ที่จพึงถูกฆ่าตาย อย่างที่เขานำเอามาขายเพื่อแกงหรือที่เขาทอดแหสุ่มปลาได้ ถ้ามีสตางค์ก็ไปซื้อเขาสักตัว ๒ ตัว ตามกำลัง แล้วปล่อยไป และก็อุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวร และเทวดาผู้รักษาชีวิต ท่านบอกว่าถ้าทำอย่างนี้เป็นนิจ คำว่า อุปฆาตกกรรม คือกรรมที่เข้ามาริดรอนก่อนอายุขัยก็ดี และ อกาลมรณะ การที่จะตายก่อนอายุขัยก็ดี จะไม่มีสำหรับผู้ที่ทำแบบนี้ แต่ทว่าถ้ากรรมอย่างนี้เข้ามาถึงแค่ป่วยไม่มากก็เป็นของธรรมดา

เรื่องการต่ออายุนี่ มีในพระพุทธศาสนา

แต่ว่าวิธีการต่ออายุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเดี๋ยวนี้ที่ทำกันก็จ่ายหนักอยู่เหมือนกันนะ เอาพระไปสวดตั้ง ๗ วันนี่ เสียทั้งข้าว ทั้งน้ำ นี่บางทีก็ต้องจ่ายสตางค์ด้วย แย่เหมือนกันนะพระเองก็จะทนไม่ไหว ก็เลยใช้สายสิญจน์ก็แล้วกัน แต่ว่าสายสิญจน์ที่ทำกันนั้น ก็อย่าลืมพระรัตนตรัย แต่ทางที่ดีญาติโยมพุทธบริษัทถ้าจะทำอย่างนั้นนะ ถ้าคนป่วยจริง ๆ อย่าปล่อยให้ไม่มีความรู้สึกตอนที่สติยังอยู่ดี ๆ อยู่ ให้นิมนต์พระไปสวดสักครั้งหนึ่ง แต่ไม่ใช่สวด อภิธรรม หากเป็นสวด พระปริตร วงสายสิญจน์ล้อมรอบ ถ้าผู้ป่วยจะต้องตายเพราะสิ้นอายุขัยก็ต้องตายแน่ สายสิญจน์ป้องกันไม่ได้

แต่ว่าถ้าท่านผู้นั้นจะตาย อย่าลืมว่าคนป่วยก็เหมือนกับคนที่ตกน้ำ ว่ายน้ำไม่เป็นเราส่งอะไรให้เกาะเขาก็จะเกาะ ส่งไม้ให้เกาะเธอก็เกาะ ส่งสุนัขเน่าให้เกาะ เธอก็เกาะ เพราะต้องการทรงชีวิตอยู่ ก็เช่นกันถ้าคนป่วย เห็นพระสวด พระปริตร จิตของคนป่วยในตอนนั้น ได้รับสมาทานศีลก่อน เวลานั้นก็จะรับการสมาทานศีลอยู่ด้วย สติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ทำให้เป็นคนที่มีศีลเวลาที่มีการสวด พระปริตร จิตก็จะฟังพระสวดด้วยความเคารพ จิตจะยึดอยู่กับพระหลังจากพระกลับแล้ว จิตจะจับอารมณ์นั้นตลอด เพราะในขณะป่วยไม่มีโอกาสทำลายศีลต่อไปอีกเพราะกำลังป่วยอยู่ก็ไม่สามารถที่จะไปฆ่าใคร หรือลักขโมยใคร ถือว่าเป็นคนป่วยที่มีศีลบริสุทธิ์

ถ้ามีการถวายทานด้วย ไม่ว่าทานนั้นจะเป็น ธูป เทียน ดอกไม้ หรือปัจจัยโภชนาหารก็ตามถือว่าเป็นการถวายทานแก่พระสงฆ์ กำลังของทานจะช่วยคนป่วยได้อีกแรงหนึ่ง อีกประการหนึ่ง ด้านอนุสสติ ถ้ามีพระพุทธรูปด้วย จิตของเธอจะจับพระพุทธรูปเป็นพุทธานุสสติ จำเสียงสวดเป็น ธัมมานุสสติ การนึกถึงพระสงฆ์ ไปสวดก็เป็น สังฆานุสสติ ถ้าเป็นอายุขัยที่จะพึงตายบาปกรรมใด ๆ ที่ทำมาแล้วในกาลก่อนจะไม่มีโอกาสให้ผลในเวลานั้น เหลือแต่บุญอย่างเดียวที่จะประคับประคองคนนั้นไปสวรรค์ ไปพรหมโลกหรือไปนิพพาน

โดยหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง

 

Read Full Post »

ความแก่มักมาคู่กับความเจ็บและโรคภัย หลายๆ คนที่อายุย่างเข้าสู่วัยชรามีโรคติดตัวมากมาย เป็นโน่น เป็นนี่อยู่ประจำจนทำให้เกิดความท้อแท้ ทนทุกข์ทรมานจนถึงขนาดรำพึงรำพันกันให้
ชราอย่างมีคุณธรรมได้ยินว่า “เมื่อไหร่จะตายไปให้พ้นทุกข์พ้นร้อนเสียที” จนลูกหลานเสียกำลังใจที่จะดูแลและรักษาตัว

วงจรชีวิต ความเกิดแก่เจ็บตาย เป็นสัจธรรมและเป็นกติกาที่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตต้องยอมรับ ต่อให้ไม่ยอมรับก็ต้องรับอยู่ดี คือเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็ไม่ต้องตื่นเต้น ไม่ต้องประหลาดใจ ไม่ต้องเป็นทุกข์ ซึ่งความแก่ธรรมดามีอยู่ 2 ประเภทคือ

  1. 1.              ความแก่แบบปกปิด

ความแก่ชนิดนี้ เรียกอีกอย่างว่า การเจริญเติบโตพูดง่ายๆ ก็คือมันเริ่มขึ้นตั้งแต่เราลืมตาดูโลก เจริญวัยขึ้น แต่ถ้ามองเป็นในอีกแง่มุมความจริงก็คือ เจริญไปสู่ความเสื่อมถอย ถ้ามองแต่ในแง่มุมของทางโลกว่ากำลังเจริญเติบโตอย่างเดียวก็จะตั้งรับไม่ทัน แต่ถ้ามองเห็นธรรมก็จะเห็นว่ายิ่งเจริญมากเท่าไหร่ก็ยิ่งใกล้ความตายไปเท่านั้น

  1. 2.              ความแก่แบบเปิดเผย

ความแก่ชนิดนี้ เป็นความแก่ที่เราได้เห็นและได้นับผ่านวันเดือนปีกันมา ได้เห็นความแก่กันเป็นรูปธรรม คือเห็นในศักยภาพที่ลดลง คิด พูด ทำ เดิน นั่ง นอน ช้าลงกว่าปกติ ซึ่งการมองเห็นความแก่แบบเปิดเผยก็จะทำให้เรามองและยอมจำนน คือมีการยอมรับได้อย่างเปิดเผย รับรู้อย่างสงบใจได้และมีความตรงไปตรงมา ก็จะเป็นคนแก่ที่มีความสุข ครองตนได้อย่างน่าเคารพนับถือแก่ลูกหลานต่อไป

การที่คนแก่หลายๆ คน ไม่สามารถยอมรับเรื่องความแก่แบบเปิดเผยได้ก็เพราะยึดติดกับความแก่แบบปกปิดมากเกินไป ไม่รับรู้ว่า แก่แล้วต้องมีเจ็บป่วย มีโรคภัยถามหาเป็นของคู่กันและพยายามยื้อสังขารจนเกินกำลังชีวิตก็ไม่มีความสุข

การมีชีวิตในช่วงชราความจริงแล้วนับเป็น ความสวยงามอย่างหนึ่งคือได้มองเห็นร่างกายที่ผ่านประสบการณ์อันโชกโชน ได้มีโอกาสขอบคุณชีวิตที่ทำให้มีชีวิตมาจนถึงบั้นปลาย ได้มองโลกและมีประสบการณ์เอาไว้สอนคนรุ่นหลัง จึงเรียกได้ว่าแก่อย่างมีคุณภาพ ต่อให้มีโรคภัยรุมเร้าแค่ไหนก็ไม่เป็นทุกข์

 

เป็นคนแก่อย่างมีคุณภาพควรทำอย่างไร

  1. 1.              ไม่เอาแต่ใจ

ขอให้ละคติเดิมที่ว่า แก่แล้วต้องเรื่องมาก แก่แล้วช่วยเอาใจหน่อย ซึ่งผู้อาวุโสมากมายในสังคมชอบโวยวายเมื่อตนเองถูกขัดใจ โดยไม่มีการแยกแยะเหตุผล เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง อยากจะให้โลกทั้งใบต้องหมุนตามฉัน ลูกหลานที่ต้องเหน็ดเหนื่อยมาจากการทำงานก็ต้องมาเผชิญเรื่องน่ารำคาญใจ ทำให้อยากปลีกตัวออกไปไกลๆ ซึ่งไม่นับเป็นผลดีเลย

  1. 2.              ไม่ขี้บ่น

หลายคนอาจคิดไปว่า คนแก่มักต้องมีวิสัยขี้บ่นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความจริงแล้วเสียงบ่นเป็นเสียงที่ทำร้ายจิตใจคนรอบข้างได้อย่างไม่น่าเชื่อ คนแก่เมื่อใช้อวัยวะอย่างอื่นได้น้อยลงก็จะใช้อวัยวะที่คิดว่าใช้ได้คล่องที่สุด ใกล้ตัวที่สุดก็คือปากของตนเอง

ซึ่งเมื่อเราแก่ขึ้นก็ยิ่งควรสำเหนียกในสังขารให้มากขึ้น ย้อนคิดกลับไปว่า เราย่อมไม่ชอบที่จะถูกบ่น ถูกว่าใดๆ เช่นกัน และคนแก่ที่บ่นได้น้อยที่สุดก็จะมีลูกหลานมาคอยดูแลเอาใจใส่มากที่สุด เพราะรู้สึกว่าอยู่ด้วยแล้วอบอุ่น เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ความร่มเย็นได้จริง อยู่แล้วไม่ต้องร้อนเพราะคำบ่นว่าต่างๆ

  1. 3.              ต้องดูแลสุขภาพของตนให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อเราทราบว่าความแก่ย่อมนำโรคภัยมา ก็ควรรักษาและดูแลร่างกายของตนเองไม่ปล่อยปละละเลยให้ ร่างกายเจ็บป่วยเป็นภาระกับคนอื่นด้วยการ รับประทานอาหารให้พอดี ให้เหมาะสมกับร่างกายและโรคประจำตัวที่เป็นอยู่

ฝึกขับถ่ายเป็นประจำ นอนให้เพียงพอ ตัดความวิตกกังวลออกจากจิตใจ มองโลกในแง่ดี เพื่อช่วยยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น ที่สำคัญควรมีความสนใจในธรรมะอยู่เสมอ เพราะเมื่ออายุยิ่งสูงขึ้นกิเลสควรจะน้อยลง ความทะเยอทะยานควรจะลดลงจึงจะนับว่าถูกต้อง ควรใช้ชีวิตในบั้นปลายให้ช้าลง เข้าถึงธรรมะให้มากที่สุด คนในวัยชราไม่ใช่วัยแห่งการต่อสู้แย่งชิงเพื่อตำแหน่งหรือผลประโยชน์ใดๆอีกแล้ว

นอกจากนี้ผู้สูงวัยทั้งชายและหญิง ควรถือศีลทำบุญให้ทานอยู่เสมอไม่ไปก้าวล่วงในสิทธิ หรือเรื่องส่วนตัวของบุตรหลานหรือสมาชิกในครอบครัวให้มากเกินไป คือไม่จำเป็นต้องไปจู้จี้ จ้ำจี้จ้ำไชใดๆ ให้มากเมื่อลูกหลานได้เติบโตแล้ว หากมีโอกาสก็ควรถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิต แนะนำ ฝึกหัด มรดกทางความรู้ และค่านิยมที่ดีงามให้กับลูกหลานต่อไป จึงนับได้ว่าแก่อย่างมีคุณค่า ชราอย่างมีความหมายและมีความสุขจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

จากหนังสือเรื่อง เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ 5 บุญฤทธิ์ พิชิตโรคร้าย (โรคเวรโรคกรรม) โดย ฤทธิญาโณ และจิตตวชิระ

 

Read Full Post »

ผู้เขียนมีความเชื่อมั่นอย่างหนึ่งว่า เมื่อครั้งที่ตัวเราเองหรือคนใกล้ชิดเกิดอาการเจ็บป่วยมากๆ จนถึงขั้นที่จะหมดทางรักษาต้องปล่อยไปตามเวรตามกรรม มักจะมีการสวดมนต์และอธิษฐานจิต
การสวดมนต์ขจัดโรคร้ายทำอย่างไรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะเชื่อว่าการสวดมนต์และการอธิษฐานนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดกำลังใจ และบางรายก็มีความเชื่อมั่นว่าจะทำให้หายป่วยได้ ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ก็ไม่ผิดแต่เราต้องทำความเข้าใจข้อเท็จจริงให้ถ่องแท้

ความเจ็บป่วยนั้นถือว่าเป็นเครื่องที่กระตุ้นให้เราใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ถ้าป่วยเป็นก็เห็นธรรมได้ เราต้องพิจารณาตามความจริงข้อนี้อยู่เสมอ จะได้ไม่ต้องเชื่ออะไรอย่างงมงายไร้เหตุผล

บทสวดมนต์ แท้ที่จริงแล้วก็คือบทที่ใช้สวดเพื่อระลึกถึง เช่น บทสวดบูชาพระรัตนตรัย ใช้สวดเพื่อระลึกถึงพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์  การสวดมนต์เป็นการทำจิตให้แน่วแน่แล้วจึงได้เจริญภาวนา

การสวดมนต์หรือคาถาใดๆ นั้น ยังผลประโยชน์คือ ช่วยทำจิตใจให้เบิกบาน ที่ว่าป้องกันภัย หมายความว่า “ผู้ที่มีศีลดีแล้ว” แล้วเมื่อเจอปัญหาต่างๆ เวลาได้สวดมนต์หรือพระคาถาเพื่อให้จิตสงบ แล้วเจริญภาวนาจะทำให้ผู้ที่สวดนั้นได้รับความอนุเคราะห์ช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เหตุนี้จึงเป็นที่มาของการสวดมนต์หรือพระคาถาป้องกันภัย  ผู้ที่ทุศีลหรือไม่รักษาศีลสวดไปก็อาจจะไม่เป็นผล

การสวดมนต์คาถานั้น ที่เราได้ยินได้ฟังกันมาตั้งแต่เด็กจะนิยมสวดเป็น ภาษาบาลี ซึ่งหากแปลความหมายออกมาก็จะพบว่า ส่วนใหญ่แล้วเป็นคำสวดบูชาเพื่อรำลึกถึงพระคุณของ พระรัตนตรัย อันได้แก่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ แทบทั้งสิ้น

ในพระพุทธศาสนา เน้นเรื่องการใช้ปัญญาพิจารณาเหตุผล คำว่า มนต์ หมายถึง “หลักธรรม บทสอนใจ” มากกว่า ถ้อยคำที่ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าจะตีความไปถึงถ้อยคำที่ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ให้ได้จริง ๆ  ก็จะต้องอธิบายว่าขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ได้ “เมื่อนำไปสอนใจ นำไปเป็นข้อปฏิบัติ” ให้เกิดผลที่ปรารถนาได้อย่างน่าอัศจรรย์ นอกจากนั้นการทำจิตให้สงบในบทสวดก็มีคุณค่าเป็นอย่างมาก

การสวดมนต์จึงกลายเป็นอุบาย กลวิธี ที่จะทำให้จิตมีสมาธิในระดับหนึ่ง จดจ่ออยู่ที่ใดที่หนึ่งที่เดียวเมื่อใจสงบอาการของกายก็จะสงบระงับตามไปด้วยเข้าทำนอง “กายป่วยแต่ใจไม่ป่วย” ซึ่งบทสวดมนต์ทางพระพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงเรื่องความศักดิ์สิทธิ์และทรงพลานุภาพเกี่ยวกับเรื่องความเจ็บป่วยก็คือ บทสวดโพชฌงคปริตร

 

บทสวดโพชฌงคปริตรคืออะไร ศักดิ์สิทธิ์อย่างไร

บทสวดนี้เป็นบทสวดสำคัญที่พระสงฆ์นิยมนำมาสวดในงานทำบุญคล้ายวันเกิด หรือสวดเพื่อสร้างกำลังใจให้แก่ผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วยให้มีพลังจิตในการสร้างสติขึ้นซึ่งบทนี้จะเกิดอานุภาพมากหากประกอบกับการบำเพ็ญจิตเจริญภาวนาควบคู่ไปด้วย

การที่เชื่อกันว่าบทสวดมนต์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์ก็เพราะ มีเรื่องในพระไตรปิฎกเล่าว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จไปเยี่ยมพระมหากัสสปะที่อาพาธอยู่ได้รับความทุกข์ทรมานมาก พระองค์จึงทรงแสดงบทสวดโพชฌงค์แก่พระมหากัสสปะให้ท่านได้ฟังและน้อมจิตปฏิบัติตาม

หลังจากฟังบทสวดและท่านพระมหากัสสปะได้พิจารณาธรรมตามก็พบว่า ท่านสามารถหายจากโรคได้ และอีกครั้งหนึ่งพระองค์ได้ทรงแสดงธรรมบทนี้แก่พระโมคคัลลานะซึ่งอาพาธอยู่ในลักษณะเดียวกัน หลังจากนั้นก็พบว่า พระโมคคัลลานะก็หายจากอาพาธได้

และเรื่องราวที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์เองทรงอาพาธ จึงตรัสให้พระจุนทะเถระแสดงโพชฌงค์ถวาย ซึ่งพบว่าพระพุทธเจ้าก็หายประชวร พุทธศาสนิกชนจึงพากันเชื่อว่า โพชฌงค์นั้น สวดแล้วช่วยให้หายโรค

แต่ในความเป็นจริง พระไตรปิฎกกล่าวว่า โพชฌงคปริตรนั้นเป็น หลักธรรมที่พระองค์ทรงแสดง เป็นธรรมเกี่ยวกับปัญญาเป็นธรรมชั้นสูง เป็นคำสอนในการทำใจให้สว่าง สะอาดผ่องใส ซึ่งสามารถช่วยรักษาใจ เพราะจิตใจมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับร่างกาย เนื่องจากกายกับใจเป็นสิ่งที่อาศัยกันและกัน หากใจดี ร่างกายย่อมดีตาม

หลักของโพชฌงค์เป็นหลักปฏิบัติทั่วไปซึ่งไม่จำกัดเฉพาะผู้ป่วยเท่านั้น เพราะโพชฌงค์แปลว่า “องค์แห่งโพธิ” หรือ “องค์แห่งโพธิญาณ” เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ซึ่งเป็นเรื่องของปัญญา ดังนั้นถ้าเราสวดมนต์บทนี้ด้วยความเข้าใจในสาระก็จะมองเห็นความเจ็บป่วยว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรของชีวิต เป็นเรื่องธรรมดา แล้วก็จะเป็นการกระตุ้นเตือนให้ลุกขึ้นมาปฏิบัติธรรม คือมองว่า เวลาที่ป่วยอยู่นี้แหละคือเวลาที่ดีที่จะได้พักผ่อนจิต ได้ปฏิบัติธรรม

 

บทสวดโพชฌงคปริตร

โพชฌังโคสะติสังขาโต ธัมมานัง  วิจะโย  ตะถา วิริยัมปีติปัสสัทธิ  โพชฌังคา  จะตะถาปะเร สะมาธุเปกขะโพชฌังคา สัตเต  เต  สัพพะทัสสินา มุนินา  สัมมะทักขาตา ภาวิตา  พะหุลีกะตา

สังวัตตันติ อะภิญญายะ  นิพพานายะ จะ โพธิยา เอเตนะ  สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯเอกัสะมิง สะมะเย  นาโถ โมคคัลลานัญจะ  กัสสะปัง คิลาเน ทุกขิเต  ทิสะวา โพชฌังเค  สัตตะ เทสะยิ เต  จะ ตัง อะภินันทิตะวาโรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ เอกะทา ธัมมะราชาปิ เคลัญเญนาภิปีฬิโต จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ ภะณาเปตะวานะ สาทะรัง สัมโมทิตะวา จะ อาพาธา ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส เอเตนะ สัจจะวัชเชนะโสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ

ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ  มะเหสินัง มัคคาหะตะกิเลสาวะ ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะโสตถิ  เต  โหตุ  สัพพะทาฯ

 

คำแปล

โพชฌงค์ 7 ประการ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ 7 ประการเหล่านี้ เป็นธรรมอันพระมุนีเจ้า ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงตรัสไว้ชอบแล้ว อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน

ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ ในสมัยหนึ่ง พระโลกนาถเจ้า ทอดพระเนตรเห็นพระโมคคัลลานะ และพระมหากัสสปะเป็นไข้ ได้รับความลำบาก จึงทรงแสดงโพชฌงค์ 7 ประการ ให้ท่านทั้งสองฟัง ท่านทั้งสองนั้น ชื่นชมยินดียิ่ง ซึ่งโพชฌงคธรรม โรคก็หายได้ในบัดดล

ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ ในครั้งหนึ่ง องค์พระธรรมราชาเอง (พระพุทธเจ้า) ทรงประชวรเป็นไข้หนัก รับสั่งให้พระจุนทะเถระ กล่าวโพชฌงค์นั้นนั่นแลถวายโดยเคารพ ก็ทรงบันเทิงพระหฤทัย หายจากพระประชวรนั้นได้โดยพลัน

ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ ก็อาพาธทั้งหลายนั้น ของพระผู้ทรงคุณอันยิ่งใหญ่ทั้ง ๓ องค์นั้น หายแล้วไม่กลับเป็นอีก ดุจดังกิเลส ถูกอริยมรรคกำจัดเสียแล้ว ถึงซึ่งความไม่เกิดอีกเป็นธรรมดา ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อเทอญ…

ผู้ที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมโพชฌงค์ก็จะเข้าใจความธรรมดาของชีวิต ว่าเป็นของไม่เที่ยง มีการแตกดับไปเป็นของธรรมดา เมื่อเข้าใจก็จะเห็นความแตกดับเป็นเรื่องที่ปกติ สิ่งใดเกิดมาสิ่งนั้นย่อมดับไป ก็จะทำให้มุ่งรักษาใจไม่ให้ป่วยนี่แหละคือความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงของโพชฌงคปริตร

 

การสวดขอขมากรรม

การสวดมนต์เพื่อการขอขมากรรมนั้น ถือเป็นหนึ่งบทสวดหนึ่งที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงความสำนึกผิด ยอมรับผิดและต้องการขอขมาลาโทษจากเจ้ากรรมนายเวร ให้เขาอดโทษ ผ่อนปรนโทษ หรืออโหสิกรรมให้เพราะเราได้ไปล่วงเกินเขามาก่อน เมื่อได้ทำบุญใดๆ แล้วก็มักจะมีการสวดมนต์บทนี้เป็นการกล่าวขอขมาในการกระทำ

การสวดขอขมากรรมมีผลในทางจิตใจมาก ทำให้รู้สึกโปร่งเบาทั้งกายและจิต เหมือนได้ปลดแอกความผิด เพราะได้ขอโทษแล้ว แต่เรื่องที่เจ้ากรรมนายเวรจะให้อภัยหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับบุญกุศลของแต่ละบุคคลได้ทำส่งให้เขามากน้อยแค่ไหน หากทำมากส่งให้มากเจ้ากรรมนายเวรย่อมอโหสิกรรมให้ได้เร็วยิ่งขึ้น

 

บทสวดขอขมากรรม

“หากข้าพเจ้า จงใจหรือประมาทพลาดพลั้งล่วงเกิน บิดา-มารดา ครูบาอาจารย์ พระพุทธ พระธรรม พระอรหันต์ทุกพระองค์ พระอริยสงฆ์เจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงผู้มีพระคุณ และท่านเจ้ากรรมนายเวร จะด้วย กาย วาจา ใจ ก็ดี ขอได้โปรดอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วย

 

หาก ข้าพเจ้ามีเจ้าของในตัวติดตามมาขออนุญาตมีคู่มีครอบครัว ได้เหมือนคนปกติทั่วไป ขอถอนคำอธิษฐานคำสาบานที่จะติดตามคู่ในอดีต ขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระต่อกัน ข้าพเจ้าจะประพฤติตนในทางที่ถูกที่ชอบที่ควร

 

ขอบุญบารมีในอดีตกาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จงส่งผลให้ข้าพเจ้าและครอบครัวตลอดจนบริวารที่เกี่ยวข้อง จงเจริญด้วย อายุวรรณะ สุขะ พละ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ สติปัญญา ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ อุปสรรคใดๆโรคภัยใดๆ ขอให้มลายสิ้นไป ขอให้ข้าพเจ้ามีความสว่าง ทั้งทางโลก ทางธรรม ตั้งแต่บัดนี้ตราบเข้าสู่พระนิพพาน เทอญ

 

หากมีผู้ใดเคย สร้างเวรสร้างกรรมกับข้าพเจ้า ไม่ว่าจะชาติใดภพใดก็ตาม ข้าพเจ้ายินดีอโหสิกรรมให้ ขอถอนความพยาบาท ความอาฆาตและคำสาปแช่งในทุกชาติทุกภพ ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากคำสาปแช่งของปวงชนของเจ้ากรรมนายเวร ขอให้พ้นนรกภูมิ พบแสงสว่างทั้งทางโลก ทางธรรม เทอญ…”

จากหนังสือเรื่อง เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ 5 บุญฤทธิ์ พิชิตโรคร้าย (โรคเวรโรคกรรม) โดย ฤทธิญาโณ และจิตตวชิระ

 

Read Full Post »

วิธีการฝึกเจริญภาวนานั้นเรียกได้ว่าต้องทำไปเป็นลำดับขั้น คือเริ่มด้วยสมาธิก่อนจนชำนาญแล้วจึงก้าวไปถึงการเจริญปัญญา สมาธิ คือการที่มีใจตั้งมั่นในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งอย่างแน่วแน่
วิธีการฝึกเจริญสมาธิและเจริญปัญญากล่าวในภาษาชาวบ้านก็คือ การมีใจจดจ่ออยู่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่านนั่นเอง

การทำสมาธิแบบนี้ไม่ได้เน้นการเข้าถึงนิพพาน แต่ก็เป็นพื้นฐานที่ดีหากต้องการปฏิบัติต่อไปในขั้นสูง หากแต่มีประโยชน์ที่เห็นได้ทันทีก็ได้จากในชีวิตประจำวัน ทำให้เรามีจิตใจผ่องใส จิตไม่เศร้าหมองต้องคอยกังวลอยู่กับอาการของโรคร้ายที่ต้องเผชิญหน้าเพราะว่าระดับจิตใจได้ถูกฝึกมาให้มีความนิ่งดีแล้ว

เมื่อจิตมีความนิ่งเป็นสมาธิดีแล้ว ย่อมมีพลังแรงกว่าใจที่ไม่มีสมาธิ ดังนี้เมื่อจะคิดทำอะไร ก็จะทำได้ดี และประสบผลได้เร็วกว่าคนปกติ ที่ไม่ได้ผ่านการฝึกสมาธิมาก่อน วิธีการทำสมาธิที่ได้ผลและเป็นที่นิยม ได้ถูกนำมากล่าวแนะนำไว้ในที่นี้แล้ว เริ่มตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน และขั้นตอนต่างๆ โดยท่านสามารถอ่านทีละหัวข้อตามลำดับดังต่อไปนี้

  1. 1.              การทำสมาธิสามารถทำได้ทุกขณะอิริยาบถ

ท่านพ่อลี (พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร) พระสายธุดงค์ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งแห่งภาคอีสาน ได้เคยให้คำอธิบายวิธีการทำสมาธิในชีวิตประจำวัน เวลาที่จะทำสมาธินั้นท่านได้อธิบายอย่างง่ายๆไว้ว่า ทำได้ทั้งยืน เดิน นั่ง และนอนในอิริยาบถทั้ง 4  นี้ เมื่อใดที่ใจเป็นสมาธิก็ถือว่าเป็นภาวนามัยกุศล ซึ่งถือเป็นกุศลกรรมสิทธิ์เฉพาะตัว ถือว่าได้บุญด้วยอย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงพอสรุปจากคำแนะนำของท่านไว้ได้ดังนี้คือ

 

– การยืน ทำโดยยืนให้ตรง วางมือขวาทับมือซ้าย คว่ำมือทั้งสอง หลับตาหรือลืมตาสุดแท้แต่จะสะดวกในการทำ แล้วเพ่งไปที่คำว่า พุทโธ จนจิตตั้งมั่นได้

 

– การเดิน เรียกว่าเดินจงกรม ให้กำหนดความสั้น ความยาว ของเส้นทางที่จะเดินสุดแท้แต่เราเอง ควรจะหาสถานที่และเวลาที่เหมาะสม ไม่อึกทึกครึกโครม และไม่มีสิ่งรบกวนจากรอบข้าง นอกจากนั้นที่ที่จะเดินไม่ควรสูงๆ ต่ำๆ แต่ควรเรียบเสมอกัน

เมื่อหาสถานที่และเวลาที่เหมาะสมได้แล้วก็ตั้งสติ อย่าเงยหน้าหรือก้มหน้านัก ให้สำรวมสายตาให้ทอดลงพอดี วางมือทั้งสองลงข้างหน้าทับกันเหมือนกับยืน การเดินแต่ละก้าวก็ให้จิตตั้งมั่นอยู่กับคำบริกรรมว่า พุทโธ โดยเดินอย่างสำรวมช้าๆ ไม่เร่งรีบ กำหนดรู้ในใจการนั่ง คือนั่งให้สบาย แล้วเพ่งเอาจิตไปที่การบริกรรมคำว่า พุทโธ ท่องภาวนาไว้เป็นอารมณ์ให้กำหนดรู้อยู่ในใจ

 

-การนอน คือให้นอนตะแคงข้างขวา เอามือขวาวางรองศีรษะ ยืดมือซ้ายไปตามตัว ไม่นอนขด นอนคว่ำ หรือนอนหงาย แล้วก็สำรวมสติตั้งมั่นด้วยการภาวนาคำว่า พุทโธ ให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว เช่นเดียวกัน

 

2. ข้อแนะนำและการเตรียมตัวก่อนการทำสมาธิ

2.1  การหาเวลาที่เหมาะสม เช่นไม่ใช่เวลาใกล้เที่ยงเป็นต้นจะทำให้หิวข้าว หรือทำใกล้เวลาอาหาร และไม่ทานอิ่มเกินไปเพราะจะทำให้ง่วงนอน หรือเวลาที่คนในบ้านยังมีกิจกรรมอยู่ ยังไม่หลับเป็นต้น

2.2  การหาสถานที่ที่เหมาะสม ไม่ใช่ต้องทำในที่อึกทึก เพราะสมาธิจะเกิดขึ้นได้ยาก

2.3 ควรทำสมาธิหลังจากเสร็จจากธุระภารกิจต่างๆ ในชีวิตประจำวันแล้ว เช่นหลังจากอาบน้ำแล้ว ขับถ่ายเรียบร้อยแล้ว ไม่ได้มีนัดหมายกับใครแล้ว เป็นต้น

2.4 อยู่ในอาการที่สบาย คือการเลือกท่านั่งที่สบาย ท่าที่จะทำให้อยู่นิ่งๆ ได้นานโดยไม่ปวดเมื่อยและเกิดเหน็บชา อาจจะไม่ใช่การนั่งขัดสมาธิก็ได้ แต่การนั่งขัดสมาธิถ้าทำได้ถูกท่าและชินแล้ว จะเป็นท่าที่ทำให้นั่งได้นานที่สุด

อย่างไรก็ตามไม่ควรอยู่ในท่าเอนหลังหรือนอน เพราะความง่วงจะเป็นอุปสรรค เมื่อร่างกายได้ขนานกับพื้นโลกจะทำให้ระบบของร่างกายพักการทำงานโดยอัตโนมัติ ทำให้ต้องใช้กำลังใจในการทำสมาธิมากกว่าการนั่ง

2.5 ไม่ควรนึกถึงผล หรือปรารถนาในลำดับชั้นของการนั่งในแต่ละครั้ง เช่นว่าจะต้องเห็นโน่นเห็นนี่ให้ได้ในคืนนี้เป็นต้น เพราะจะเป็นการสร้างความกดดันทางใจโดยไม่รู้ตัว และเกิดความกระวนกระวายทำให้ใจไม่เกิดสมาธิ ใจไม่นิ่ง ต้องทำใจให้ว่างมากที่สุด

2.6 ตั้งเป้าหมายในการนั่งแต่ละครั้ง เช่นตั้งใจว่าจะต้องนั่งให้ครบ 15 นาทีก็ต้องทำให้ได้ตามนั้น และพยายามขยายเวลาให้นานออกไป เมื่อเริ่มฝึกไปได้สักระยะหนึ่งแล้ว เพื่อให้สมาธิได้สงบนิ่งได้นานยิ่งขึ้น

2.7 เมื่อได้เริ่มแล้วก็ให้ทำทุกวันจนเกิดความเคยชินเป็นนิสัยติดตัว เพราะว่าการทำสมาธิต้องอาศัยความเพียรในการฝึกฝน เพื่อให้เกิดความเคยชินและชำนาญ การที่นานๆ จะมานั่งทำสักครั้ง ก็เหมือนกับการมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่

 

3.การทำสมาธิโดยการนับเพื่อฝึกการควบคุมจิต

การทำสมาธิโดยวิธีนี้นั้นมีหลักการนับอยู่หลายวิธี และแต่ละวิธีก็ล้วนแต่มีจุดหมายเดียวกันคือ เป็นอุบายหลอกล่อให้จิตตั้งมั่นอยู่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นเวลานานได้ ทำให้เราเรียนรู้ที่จะเป็นนายของจิต ควบคุมมันได้ วิธีนับแบบต่างๆพอกล่าวโดยย่อได้ดังต่อไปนี้คือ

1.1       การนับโดยการบวกเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ทีละหนึ่ง

ยกตัวอย่างเช่น พอหายใจเข้าก็นับหนึ่ง พอหายใจออกก็นับสอง หายใจเข้าต่อไปก็นับสาม และหายใจออกต่อไปก็นับสี่ บวกเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆทีละหนึ่ง ตัวเลขที่นับมันก็จะไม่รู้จบ แต่ท่านอาจจะกำหนดตัวเลขจำนวนสูงสุดก็ได้ อาทิเช่นพอถึงหนึ่งร้อย ก็เริ่มนับหนึ่งใหม่เป็นต้น คงไม่ต้องยกตัวอย่าง วิธีนี้เป็นวิธีเริ่มต้นที่ง่าย และใช้สมาธิไม่มากนัก เพราะเหตุที่เราคุ้นเคยกับการนับในชีวิตประจำวันอยู่แล้วโดยอัตโนมัติ เพียงแต่เอาการนับมาควบเข้ากับจังหวะการหายใจเข้า-ออก เพื่อให้มีจิตรู้ตัวอยู่เสมอนั่นเอง

1.2       การนับลมแบบอรรถกถา

เป็นวิธีของท่านพระอรรถกถาจารย์ ที่ได้นำเอาตัวเลข มาเป็นเครื่องกำหนดร่วมกับการกำหนดลมหายใจ ตามหลักคำสอนของท่านพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากหนังสือพุทธธรรมของพระราชวรมุนี หน้าที่ 865

หลักการนับแบบนี้ช่วยฝึกให้ใจมีสมาธิจดจ่อมากกว่าวิธีแรก วิธีนับมีสองแบบ แบบแรกให้นับเป็นคู่ คือเมื่อหายใจเข้า ก็ให้นับว่า 1 เมื่อหายใจออกให้นับว่า 1 พอเที่ยวต่อไปหายใจเข้าให้นับว่า 2 หายใจออกก็ให้นับว่า 2  สรุปก็คือลมหายใจเข้าและออกถือเป็นหนึ่งครั้ง จนถึงคู่ที่ 5 ก็ให้ตั้งต้นมานับ 1 ไปใหม่จนถึงเลข 6 ก็ให้มาตั้งต้นนับ 1 ไปจนถึง 7 ถึง 8 ถึง 9 และ 10แล้วตั้งต้นนับ 1ไปจนถึง 5 และนับต่อไปถึง 10 อีก

อีกแบบหนึ่งคือการนับเดี่ยว นับแต่ตัวเลขอย่างเดียว ไม่ต้องคำนึงว่าเป็นลมหายใจเข้าหรือออก แต่ท่านควรจะทำแบบแรกให้คล่องเสียก่อน แล้วจึงมาลองแบบที่สองนี้ เที่ยวที่นับ 1 1 2 3 4 5   เที่ยวที่ 2 1 2 3 4 5 6     เที่ยวที่ 3 1 2 3 4 5 6  7….. ไปเรื่อยๆ

ทั้งสองแบบนี้ใช้วิธีการนับทวนไปทวนมา จนกระทั่งเราเกิดสมาธิ อย่างไรก็ตามขอให้ถือหลักความเพียรเข้าไว้ วันนี้แม้จิตใจจะยังว้าวุ่นอยู่ก็ไม่เป็นไร ลองพรุ่งนี้อีกที ทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสงบใจให้เชื่องอยู่ใต้บังคับบัญชาของเรา และเมื่อนั้นแหละคุณภาพทางจิตและร่างกายของท่านได้ถูกพัฒนาขึ้นมาอีกระดับหนึ่งแล้ว

 

การเจริญปัญญา

การเจริญปัญญานั้นต่างไปจากความเป็นสมาธิ ตรงที่สมาธิเป็นเพียงการทำใจให้สงบนิ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่เพียงอารมณ์เดียวแน่นิ่งอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้นึกคิดอะไร แต่การเจริญปัญญา ไม่ใช่การทำให้แค่จิตใจตั้งมั่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้นแต่เป็นการคิด “ใคร่ครวญ” เพื่อหาเหตุผลในสภาวะที่เป็นธรรมและความจริงในแต่ละสรรพสิ่งว่า สิ่งทั้งหลายในโลกนี้เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป (อนิจจัง) ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทุกข์ (ทุกขัง) คือทุกอย่างเป็นสภาพที่ไม่อาจทนอยู่ในสภาพเดิมได้ เกิดขึ้นแล้วไม่อาจทรงตัวต้องเปลี่ยนแปลงไป ทำให้อารมณ์เกิดความเปลี่ยนแปลงไปตามวัตถุซึ่งก่อให้เกิดความทุกข์ตามมา และ สุดท้ายคือ ทุกสิ่งไม่มีตัวตนและไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนหรือเป็นของ ๆ ใครใด ๆ ทั้งสิ้น(อนัตตา)

ซึ่งแน่นอนว่าวิบากกรรมของเราที่ต้องเผชิญหน้ากับโรคร้ายต่างๆ ก็เช่นเดียวกัน เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วมันก็อยู่กับตัวเราและมันก็จะดับไปพร้อมกับตัวเราเช่นเดียวกัน

เมื่อใดก็ตามที่เราพิจารณาสิ่งต่าง ๆ รอบตัวให้เป็นไปตามที่กล่าวมานี้ได้ก็ถือได้ว่าได้ทำการชำระจิตให้หมดจดจนบริสุทธิ์ที่แท้ เพราะจิตใจสามารถยอมรับสภาพความจริงทั้งหลายและความเป็นไปทั้งหลายของโลกได้อย่างแท้จริง

ข้อสำคัญคือ การปฏิบัติสร้างบุญบารมีที่ได้กล่าวมานี้ต้องมีความมากพอ,นานพอ,และสม่ำเสมออยู่ตลอด อย่าลืมว่าวิบากกรรมใด ๆ ที่เราเคยทำมานั้นมันมีผลมหาศาล หากทำบุญเบาๆค่อย ๆไม่สม่ำเสมอก็เหมือนเรากำลังเตรียมน้ำที่จะนำไปดับเพลิงกองใหญ่ ๆ แบบค่อยตักค่อยราดแบบนี้ก็ใช้เวลานานกว่าเพลิงจะดับได้ ต้องหมั่นทำให้มากเสมือนกำลังสูบน้ำด้วยเครื่องแรงดันสูงและมีปริมาณน้ำมากๆ จะได้มีแรงฉีดเยอะๆในการดับไฟได้เป็นผลสำเร็จและมีความรวดเร็ว

จากหนังสือเรื่อง เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ 5 บุญฤทธิ์ พิชิตโรคร้าย (โรคเวรโรคกรรม) โดย ฤทธิญาโณ และจิตตวชิระ

 

Read Full Post »

การเจริญภาวนานั้นมีการกล่าวถึงกันมาก ในผู้ที่ประสบโรคเวรโรคกรรม รักษาไม่หาย ต้องไป
เจริญภาวนา ขจัดโรคร้ายได้จริงหรือ?สวดมนต์ นั่งสมาธิแผ่เมตตา ปฏิบัติกรรมฐานให้กับเจ้ากรรมนายเวรที่คอยจองเวรอยู่จึงจะหมดเคราะห์หมดกรรม ซึ่งมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการปฏิบัติกรรมฐาน เจริญภาวนาแล้วสามารถพ้นทุกข์จากโรคภัยมากมาย กรณีอย่าง อดีตสามเณรรูปหนึ่งซึ่งเป็นศิษย์ของครูบาอาจารย์ชื่อดังอย่าง พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อ จรัล ฐิตตธัมโม แห่งวัดวัมพวัน จ.สิงห์บุรี) ผู้เขียนขอน้อมนำเรื่องราวของท่านมาเล่าสู่กันฟังไว้ ณ ที่นี้

“…อาตมาชื่อ สามเณร ธีรวิทย์ ยิ้มสวน มีภูมิลำเนาเดิมอยู่บ้านเลขที่ 23/5 ตำบลสระสี่มุม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โยมบิดาชื่อ นายแก้ว ยิ้มสวน โยมมารดาชื่อ นางทองใบ ยิ้มสวน จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนวัดราชวราราม ในอำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

 

อาตมาได้บวชเป็นสามเณรที่วัดอัมพวัน เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2535  โดยมีหลวงพ่อพระภาวนาวิสุทธิคุณเป็นพระอุปัชฌาย์ อาตมามีอายุได้ 14 ปีพอดี อาตมาเป็นคนขี้โรคมาตั้งแต่เกิด พอเกิดมาก็เป็นโรคหัวใจ พออายุได้ประมาณ 7 ปีก็เป็นโรคหอบ อายุ 9 ปีก็เป็นโรคมะเร็ง ซึ่งมีอาการเริ่มแรกคือมีเม็ดขึ้นที่เส้นคอ ทำให้ติดต่อโรคได้ง่าย

 

พออายุได้ 11 ปีอาตมาก็เป็นโรคไตโตอีก แต่ที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ โรคมะเร็งที่ต่อมน้ำเหลือง ซึ่งมีผลทำให้อาตมาเป็นคนที่ภูมิต้านทานน้อย เป็นเหตุให้ติดต่อโรคต่างๆ ได้ง่าย พออาตมาเป็นมะเร็งได้ 2 ปี ครั้นอายุ 11 ปี ก็มีอาการปวดตรงคอที่เป็นมะเร็ง ทำให้ไม่สามารถเหลียวคอได้ ถ้าจะหันต้องหันไปทั้งตัว กว่าจะมารู้ว่าเป็นโรคมะเร็งจริงๆ ก็เมื่อมีอายุได้ 13 ปี เพราะได้ไปตรวจพบที่โรงพยาบาลศิริราช

 

ก่อนจะไปที่โรงพยาบาลศิริราช อาตมาเคยรักษายาแผนโบราณ เขาให้ทานยาหม้อ ทานไปได้สักประมาณ 2 เดือน อาการก็ไม่ดีขึ้นมีแต่ทรุดลง เลยต้องเปลี่ยนหมอ หมอแผนโบราณคนที่สอง รักษาอยู่ 3 เดือน ต้องกินยาเป็นยาต้มและให้ปูนที่กินกับหมากมาทา หมอบอกว่าเป็นโรคฝีประคำร้อย รักษาแล้วก็ไม่หาย

 

ครั้งที่สามไปตรวจที่โรงพยาบาลศิริราช หมอให้ตรวจอย่างละเอียด ตอนนั้นประมาณเดือนตุลาคม พ.ศ. 2534 หมอเขาเจาะเลือดเอกซเรย์ฟิล์มปอด เจาะไขสันหลัง หลังจากนั้นหมอก็ได้ไปคุยกับโยมแม่สักพักหนึ่ง แล้วให้ไปซื้อยาหลังจากซื้อยา หมอก็ฉีดยาให้ 1 เข็ม และให้ยามารับประทาน

 

 หลังจากที่หมอฉีดยามาให้ 2 วัน อาตมาก็เกิดอาการปวดที่หลอดลมด้านใน จากนั้นอยู่มาได้ประมาณ 19 วันหลังจากฉีดยา ก็เริ่มมีอาการผมร่วง ตอนแรกที่จะรู้ว่าผมร่วงก็คือ อาตมาไปเล่นกับเพื่อน ถูกเพื่อนเอาน้ำสาดเข้า เส้นผมก็ร่วงตามน้ำลงมาพอเอามือลูบที่ผม ผมก็ร่วงหลุดติดมือมา

 

อาตมารีบไปถามโยมพ่อโยมแม่ว่าทำไมผมจึงร่วง โยมพ่อโยมแม่ก็บอกว่า คงเป็นเพราะฉีดยามา จากนั้นผมก็ค่อย ๆ ร่วงจนกระทั่งหมดศีรษะ คืนวันที่ 17 พฤศจิกายน 2534 อาตมามีอาการเจ็บที่หน้าอก เหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก โยมแม่ก็พาอาตมาไปส่งโรงพยาบาลที่ใกล้บ้านที่สุด คือโรงพยาบาลจันทรุเบกษา

 

พอไปถึงเขาก็รีบให้ออกซิเจนโดยใช้เครื่องช่วยหายใจ และพ่นยาขยายหลอดลมแก้โรคหอบให้อาตมาและให้พ่นทุก ๆ 4 ชั่วโมง จนกระทั่งวันที่ 18 ก็ต้องกลับมาที่บ้าน ในตอนเย็นของวันที่ 18 พฤศจิกายน 2534 อาตมามีอาการคลื่นไส้ พอ 3 ทุ่มก็อาเจียนออกมาเป็นเลือด จึงถูกนำส่งโรงพยาบาลจันทรุเบกษาอีกครั้งหนึ่ง

 

พอไปถึงหมอก็ทำการตรวจและล้างท้อง หมอใหญ่ตรวจแล้วก็วินิจฉัยโรคออกมาว่า อาตมาเป็นโรคลิ้นฟอมา (ศัพท์ภาษาอังกฤษทางการแพทย์) คือโรงมะเร็งในต่อมน้ำเหลือง หมอก็บอกว่าที่โรงพยาบาลไม่มียา เขาแนะนำให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช

 

ตอนเช้าวันที่ 19 พฤศจิกายน 2534 อาตมาถูกส่งไปที่โรงพยาบาลศิริราช หมอตรวจอาการแล้วก็บอกว่า “ให้ยาไม่ได้ เพราะว่าภูมิต้านทานไม่พอ ให้กลับบ้าน” อาตมารู้สึกเสียใจอย่างมาก เพราะยังไม่อยากตาย ทั้งๆ ที่รู้ตัวเองว่าคงจะไม่รอดแล้ว ต้องตายแน่ๆ แต่ก็ทำใจไม่ได้เพราะยังไม่อยากตาย กำลังใจตกมาก ท้อแท้ อยู่อย่างหมดอาลัยตายอยาก พอกลับมาบ้านอาการของอาตมาก็ทรุดมาก ทรุดลงเรื่อยๆ ปวดที่คอมากจนไม่สามารถขยับเขยื้อนจะทำให้คอสะเทือนเพราะต่อมน้ำเหลืองที่คอมันใหญ่ขึ้นจนเห็นได้ชัด

 

ต่อมามีคนแนะนำให้มาหาหลวงพ่อจรัลที่วัดอัมพวัน โยมพ่อก็มีกำลังใจมาก และคิดว่าหลวงพ่อคงจะช่วยได้ ทำให้โยมพ่อมีความหวังว่า ลูกคงจะรอดได้ ก็เลยรีบไปลางานกับเถ้าแก่ แล้วบอกกับเถ้าแก่ว่า จะพาลูกไปรักษาที่วัดอัมพวัน เถ้าแก่เฮียฮวดก็ให้เฮียวัฒน์กับเฮียต๊อกพามาส่งที่วัดอัมพวัน

 

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2534 อาตมามาถึงวัดอัมพวัน รอพบหลวงพ่อหลวงพ่อสั่งให้จัดยาให้และให้ทานยาเดี๋ยวนั้นเลย พร้อมกับ “สั่งให้เข้าไปปฏิบัติกรรมฐานทันที” ให้แม่ใหญ่ดูแล ให้แม่ชีซูง้อเป็นผู้สอน แม่ใหญ่ก็ให้เริ่มปฏิบัติวันนั้นเลย ตอน 1 ทุ่ม ไปจนถึง 3 ทุ่ม

 

อาตมาต้องทานยาที่หลวงพ่อสั่งและปฏิบัติกรรมฐานทุกๆ วัน วันละประมาณ 10 ชั่วโมง หลังจากนั้น 2 สัปดาห์ ไม่น่าเชื่อว่าอาการดีขึ้น อาการปวดที่คอ กระเทือนและเหลียวไม่ค่อยได้เริ่มหายไป และอาการเหนื่อยหอบหายไปเลยชนิดที่ไม่เป็นอีกเลย เหลืออยู่แต่อาการของโรคมะเร็ง ซึ่งถ้าไปกดมันก็ยังปวดอยู่

 

อาตมาก็มีกำลังใจปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอต่อมาเรื่อย ๆ อาการดีขึ้นจนกระทั่งผมเริ่มขึ้น ซึ่งใช้เวลามาอยู่วัดประมาณ 1 เดือน ผมจึงขึ้น อาตมาได้แต่นุ่งขาวห่มขาวมาตลอด และปฏิบัติสม่ำเสมอ จนกระทั่ง 4 เดือนจึงขอเข้าบรรพชาเป็นสามเณรดังกล่าวแล้วข้างต้น

 

ยาที่หลวงพ่อสั่งจัดให้อาตมาฉันทุกวัน มียาฟ้าทลายโจร น้ำมันมนต์ของหลวงพ่อ และยาที่ปั้นเป็นลูกกลอน เป็นยาที่ใช้บอระเพ็ด 1 กก. ไพล 1 กก. เกลือ 1 กก. นำมาตำผสมกันและดองไว้ 15 วัน ถึงจะนำมารับประทานได้ เมื่อรับประทานยาขณะกลืนจะมีอาการขมและพอรับประทานหมดจะรู้สึกเค็มมากจนแสบคอ

 

แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้อาการต่างๆ ของอาตมาดีขึ้นมาก อาการหอบหายไปเลย อาการปวดที่ลำคอก็ไม่มี ที่เหลืออยู่ก็ตรงคอที่ไปเจาะ มันยุบลง แต่ยังไม่หาย จะเป็นเม็ดอยู่เล็กน้อย แต่ไม่มีอาการเจ็บแล้ว อาตมารู้สึกดีใจมากเริ่มมีความหวังใหม่ในชีวิต สบายใจมากที่รอดมาจนถึงบัดนี้ เป็นเพราะความกรุณาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่ให้ยาและที่สำคัญที่สุดคือ ครูบาอาจารย์ที่สอนวิปัสสนากรรมฐานให้ จนสามารถรักษาโรคมะเร็งหายได้

 

อาตมาจะขอบวชอยู่ในบวรพระพุทธศาสนาและจะปฏิบัติธรรม และรับใช้ตอบแทนพระคุณพระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ วัดอัมพวัน และทุกๆ คนที่ได้ช่วยเหลือ อาตมาตั้งใจว่าจะอยู่ในร่มเงาพระพุทธศาสนาให้นานตราบเท่าชีวิตจะหาไม่…”

ความเชื่อเกี่ยวกับกรรมฐานแก้โรคภัยนั้น ยังมีเรื่องราวทำนองนี้อีกมากมายหลายกรณี ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ใดๆ แต่เป็นการแก้ไขที่ตรงเหตุและได้ผลที่สุด การที่คนเราต้องทุกข์ทรมานเจ็บป่วยกันหนักหนาไม่หายขาดเสียทีก็เพราะ มีเจ้ากรรมนายเวรตามคอยขัดขวาง อาจถึงขั้นมุ่งเอาชีวิต การเจริญภาวนาจึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเหลือให้ผู้ที่ประสบเคราะห์กรรมได้บรรเทาโทษและผลแห่งกรรมได้

การเจริญภาวนาในแบบวิธีแห่งพุทธศาสนาเป็นการทำความสะอาดจิตอย่างละเอียดเป็นการซักฟอกจิตให้สะอาดจนถึงที่สุดคือ ให้จิตเบาบางไปจากสิ่งปรุงแต่ง (กิเลสทั้งหลาย) จนกระทั่งหมดไปในที่สุดเมื่อทำการซักฟอกจิตใจจนหมดกิเลสแล้วมันก็ไม่มีอะไรปรุงแต่งอยู่ในจิตอีก จิตก็ว่างเปล่าไม่อาจจะนำไปก่อกรรมสร้างกรรมไม่ดีใด ๆคือ ไม่อาจจะสร้างเจ้ากรรมนายเวรได้อีกต่อไป

การที่ผู้เขียนกล่าวว่า การเจริญภาวนาด้วยสมาธิและเจริญปัญญานั้นจะเป็นการทำให้เจ้ากรรมนายเวรพอใจได้สูงสุด แท้ที่จริงก็คือ เจ้ากรรมนายเวรของเรานั้นมีอยู่อีกเป็นจำนวนมากมายมหาศาลนับไม่ถ้วน แม้เราจะสร้างบุญในทานในศีลให้มากมายเพียงใดเท่าไหร่ก็ไม่พอแจกจ่ายให้เขาเหล่านั้นได้รับบุญเอาไว้ทั้งหมด

นอกจากนั้นยังเจ้ากรรมนายเวรอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถมารับบุญที่เราได้อุทิศไปให้ได้ เพราะตัวเขาเองยังต้องชดใช้กรรมอยู่ในภพภูมิอื่นยังไม่ถึงเวลารับบุญนั้นไป กรรมของเราก็ยังไม่ได้รับการอโหสิกรรมง่ายๆ เสียทีต้องติดค้างกันอยู่เรื่อยๆไป

เหมือนกับเราเป็นหนี้แล้วพยายามเอาเงินไปคืนเจ้าของบ้าน โดยที่ทุกอย่างมีความสมบูรณ์แบบทุกอย่างตั้งแต่ เงินที่ได้มา เจตนาจะเอาให้คืน แต่พอไปถึงเจ้าหนี้กลับไปอยู่บ้านเสียอย่างนั้น หรืออย่างน้อยก็เป็นการแสดงเจตนาส่งมอบบุญกุศลให้เขาได้รับเป็นการชดใช้และตอบแทนชดเชยในความผิดบ้าง

การเจริญภาวนาเป็นการทำให้เราหลุดพ้นจากเงื่อนไขทั้งหลายของเจ้ากรรมนายเวรทั้งปวง เป็นทางไปสู่การนิพพาน เมื่อได้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดยิ่งยวดจนจิตของเราบริสุทธิ์สามารถหลุดพ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว “กรรมของเจ้ากรรมนายเวรก็ตามไปส่งผลให้ไม่ถึงเพราะไม่รู้จะส่งให้ใคร” ไม่มีรูปนั้นเหลืออยู่อีกแล้วจึงต้องยุติกรรมนั้นไปเสียยกตัวอย่างให้เป็นรูปธรรมก็เช่น เราเป็นเจ้าหนี้ไปตามทวงลูกหนี้แต่ปรากฏว่า ลูกหนี้กลับตายเสียแล้วแม้อยากจะตามไปทวงถึงไหน ๆก็ไม่อาจจะไปตามเอาคืนได้อีก

จากหนังสือเรื่อง เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ 5 บุญฤทธิ์ พิชิตโรคร้าย (โรคเวรโรคกรรม) โดย ฤทธิญาโณ และจิตตวชิระ

 

Read Full Post »

เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวของบุคคลในสมัยพุทธกาลที่ชื่อ “สุปพุทธกุฎฐิ” แปลว่า “นายสุปพุทธะผู้
ปาฏิหาริย์แห่งการรักษาศีลขจัดโรคเรื้อนเป็นโรคเรื้อน”
ชายผู้นี้ก็มีอาชีพเป็นขอทานและต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคนี้เป็นอย่างมาก เวลาที่เขาได้เห็นพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่บนตอไม้ ก็มีบรรดาประชาชนทั้งหลายแวดล้อมเพื่อมาฟังธรรม

ในขณะที่พระพุทธองค์ก็กำลังจะแสดงพระธรรมเทศนา สุปพุทธกุฏฐิก็บังเกิดมีความเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้นั่งลงตั้งใจจะฟังองค์แสดงธรรม สุปปะพุทธะนั้นรู้ดีว่าตนเองเป็นโรคเรื้อน จึงไม่กล้าที่จะเข้าไปนั่งปะปนกับชาวบ้าน เพราะเกรงว่าจะถูกรังเกียจ จึงได้นั่งอยู่ท้ายปลายสุดของบรรดาพุทธบริษัท

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ทรงแสดงธรรมกล่าวถึง “โทษของการละเมิดศีล 5” และกล่าวถึง   “คุณแห่งการปฏิบัติในศีล 5” เป็นต้น

ครั้นเมื่อพระพุทธองค์ตรัสจบ ก็ปรากฏว่าบุคคลผู้รับฟังหลาย ๆท่านก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้าคือ เป็นพระโสดาบันบ้าง สกิทาคามีบ้าง อนาคามีบ้าง และ เป็นพระอรหันต์บ้าง  สำหรับท่านที่บรรลุเป็นอรหันต์ก็ขอบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาทันที

สุปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อนและเป็นยาจกคนนี้ ได้บรรลุเป็น “พระโสดาบัน”ก็เดินกลับกระท่อมของตน ในตอนกลางคืนได้สุปพุทธะก็ได้ปรารภถึงพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์ว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้น ไปจนกว่าจะตาย ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นก็ตามที เรานี้จะไม่ยอมละเมิดศีล 5 เป็นอันขาดเพราะต้องการไปให้ถึงนิพพาน

คืนนั้น สุปปะพุทธะ นอนไม่หลับด้วยอารามดีใจเกิดความปลื้มปีติที่ตนเองได้บรรลุธรรมเป็นโสดาบัน ตั้งใจมั่นว่าวันรุ่งขึ้นก็ตั้งใจจะไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้ากราบทูลให้ทรงทราบว่า แม้ตนจะเป็นคนยากจนเข็ญใจและเป็นโรคเรื้อนขนาดนี้ก็บรรลุเป็นโสดาบันได้

ความคิดดังกล่าวทำให้ท้าวสักกะเทวราช (พระอินทร์) ล่วงรู้จึงได้จะทำการทดสอบว่า สุปปะพุทธะผู้นี้จะเป็นบุคคลชั้นโสดาบันจริงหรือไม่

รุ่งเช้าพอสุปปะพุทธะออกจากบ้านตรงไปหาพระพุทธเจ้า พระอินทร์ก็มาขวางไว้แล้วทำการทดสอบโดยจะทดลองใจว่า ให้สุปปะพุทธะกล่าวคำสาบาน แล้วท่านจะตอบแทนด้วยการเนรมิตแก้วแหวนเงินทองมากมาย พร้อมทั้งเนรมิตกายให้สวยงามไม่ต้องเป็นโรคเรื้อนอีก ซึ่งหนุ่มสุปปะพุทธะได้ยินก็ดีใจตกปากรับคำว่าจะกล่าวคำตามพระอินทร์

พระอินทร์บอกให้สุปปะพุทธะกล่าวคำว่า “พระพุทธเจ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้า พระธรรมไม่ใช่พระธรรม พระสงฆ์ก็ไม่ใช่พระสงฆ์ เอาแค่นี้และพูดเล่น ๆ ก็ได้ไม่ต้องตั้งใจ

แต่ท่านสุปพุทธะพอฟังเท่านั้นเกิดความไม่พอใจ ชี้หน้าด่าพระอินทร์ทันทีว่า

“ท่านพระอินทร์ถ่อยจงถอยไป เจ้ามาพูดอะไรแบบนั้น สำหรับพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ เป็นสิ่งที่เราเคารพอย่างยิ่ง เวลานี้ท่านมากล่าวว่าเราเป็นคนจน นั้นเราก็จนจริงอย่างท่านว่า แต่จนสำหรับโลกียทรัพย์เท่านั้น

 

ข้าพเจ้าหาได้จนในอริยทรัพย์ไม่ อริยทรัพย์ของเรานั้นสมบูรณ์ยิ่ง เราเป็นพระโสดาบันแล้ว ท่านจงถอยไป ไอ้โรคเรื้อนจังไรอย่างนี้มันเป็นกับเรามาตลอดกาลตลอดสมัย เราไม่มีทุกข์ใจ เจ้าสรรหาอะไรมาพูดตามถ้อยคำเลว ๆ ของท่าน จงหลีกไปเดี๋ยวนี้

สุปพุทธะได้กล่าวไล่พระอินทร์ไป แต่พระอินทร์แม้จะหลีกหนีไปแล้ว ก็ยังไม่ไปไหน กลับย่องไปที่บ้านของท่านสุปปะพุทธะ พอมาถึงก็บันดาลแก้วเจ็ดประการให้ตกจากอากาศมาเต็มบริเวณบ้านแล้วบันดาลให้ร่างกายของท่านสุปปะพุทธะหมดจากความเป็นโรคเรื้อน กลายเป็นคนที่มีความ สวยสดงดงามตามที่ท่านให้สัญญา นี่คือปาฏิหาริย์และอานุภาพของคนที่พยายามตั้งมั่นอยู่ในศีล 5 จะเป็นผู้ประสบความสุขความเจริญ พ้นทุกข์จากโรคร้ายได้จริง

จากหนังสือเรื่อง เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ 5 บุญฤทธิ์ พิชิตโรคร้าย (โรคเวรโรคกรรม) โดย ฤทธิญาโณ และจิตตวชิระ

 

Read Full Post »

หลายคนมีความเข้าใจผิดเรื่องการรักษาศีลว่า การจะถือศีลต้องนุ่งขาวห่มขาว หรือจะให้ดีต้องไป
เคล็ดรักษาศีลเพื่อป้องกันโรคร้ายบวชพราหมณ์หรือบวชพระไปเลยจะได้อานิสงส์มากแน่ๆ และจะป้องกันหรือล้างความผิดจากกรรมทั้งหลายที่ทำให้ก่อโรคภัยเอาไว้ ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น การถือศีลเป็นการป้องกันไม่ให้ตัวเรากลับไปสร้างกรรมไม่ดีให้เกิดขึ้น เมื่อตัวเราไม่ได้สร้างกรรมเลวไว้ก็ย่อมไม่มีผลกรรมสืบเนื่องให้กลับมาทำร้ายตนเอง หากเปรียบเป็นทางการแพทย์ก็คือเป็นการให้ยาระงับเชื้อร้ายไม่ให้ลุกลาม ก่อนจะใช้ยาอีกขนานเพื่อทำการรักษา

การรักษาศีลให้ดีไม่ต้องถึงขนาดไปบวชหรือนุ่งขาวห่มขาวอย่างเคร่งครัด การนุ่งขาวห่มขาวนั้นมีข้อดีตรงที่เป็นการเตรียมพร้อมทางร่างกายในเชิง “สัญลักษณ์”ที่ดี คือ พอเราใส่ชุดขาวทั้งชุดมันเกิดความรู้สึกสะอาดทั้งตัว มองเห็นตัวเองสะอาดแล้วใจก็อยากจะสะอาดตามทำให้รักษาศีลได้ง่ายขึ้น แต่ก็ไม่เท่ากับ “ความตั้งใจ” ในการรักษา

ในการรักษาศีลที่ดีเรามองกันที่ “เจตนา” เป็นสิ่งสำคัญ การที่คนเราไม่ได้ทำผิดศีลไม่ได้ทำความชั่ว ไม่ได้แปลว่า เรามีศีลแล้วเพราะคนที่ไม่ได้ทำความชั่วนั้นอาจเป็นเพราะเขายังไม่มีโอกาสที่จะทำ เช่น เป็นเพราะเขาคนป่วยที่นอนหมดแรงอยู่ในโรงพยาบาลก็ย่อมที่จะลุกไปเบียดเบียนก่อวิบากกรรมหนักกับใครไม่ได้ หรือ คนที่ยังอยู่ในคุกก็เป็นการป้องกันไม่ให้ตัวไปทำอันตรายคนอื่น ๆได้เท่านั้น

การที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นผู้รักษาศีลที่แท้จริงคือ เราเจตนาด้วยใจที่แท้ว่าจะงดเว้นจากการทำความชั่วทั้งหลายอย่างจริงจังที่สุด เคล็ดวิธีที่ดีในการรักษาศีลคือการไปขอ “สมาทานศีลกับพระภิกษุ” เพื่อให้ท่านเป็นสักขีพยาน ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถรักษาศีลได้อย่างมั่นคงกว่าที่เราปฏิญาณตนว่าจะรักษาศีลเฉย ๆ เพราะเวลาที่เราอยู่ต่อหน้าพระ แล้วเราขอกล่าวสมาทานศีลแล้วหากจะให้ผิดคำพูดที่เอ่ยออกมาก็จะรู้สึกว่า ได้ทำบาปมากกว่าการที่เราไม่ได้สมาทานศีล และยิ่งเรากลัวผลแห่งวิบากกรรมหนักที่จะส่งผลมามากเท่าไหร่เราก็ยิ่งสามารถรักษาศีลได้มั่นคงมากขึ้นเท่านั้น

 

การรักษาศีลให้ได้ผลใน 3 ระดับ

  1. 1.              แบบรักษาในเหตุการณ์เฉพาะหน้า (สัมปัตตวิรัติ)

วิธีการถือรักษาศีลแบบสัมมปัตติวิรัติ เรียกง่าย ๆว่า “ใช้จิตสำนึกรักษาเอง” คือการถือรักษาศีลแบบนี้ไม่ต้องรับจากพระ ไม่ต้องกล่าววาจาสมาทานใดๆ ทั้งสิ้น เป็นแต่เกิดมีสามัญสำนึกในการจากความชั่วทุจริตต่างๆ เกิดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีด้วยตนเองแล้วเว้นจากการทำผิดนั้น ๆไปเสีย ผู้ที่ถือรักษาศีลแบบสัมปัตตวิรัติได้ก็จะเป็นพื้นฐานให้สามารถรักษาศีลให้คงอยู่ยาวนานได้ในระดับต่อๆไป

 

ศีลข้อที่ 1 คือ การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เช่น เมื่อยุงกัดเรา เราก็ต้องตั้งสติเอาไว้ให้ได้โดยไม่ตบยุงเพียงแต่ใช้มือปัดๆ มันออกไปให้พ้นเท่านั้น เป็นต้น

 

ศีลข้อที่ 2 คือ การงดเว้นจากการลักทรัพย์ เช่น หากเรามีหน้าที่การงานเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินๆ ทองๆ พอที่จะยักยอกหรือฉ้อโกงเอามาได้ แต่ก็ไม่ได้ทำ ทั้งๆ ที่ทำได้ เพราะมาคิดว่า การยักยอกฉ้อโกงนี้เป็นบาปทุจริต แม้ยักยอกเอาไปได้ เงินทองนี้อาจจะอำนวยประโยชน์และให้ความสุขได้จริง แต่เป็นความสุขที่เจือด้วยความทุกข์ เพราะต้องหวาดผวาระแวงภัยระวังตัวอยู่เสมอ กลัวเขาจะจับได้

 

ศีลข้อที่ 3 คือ การงดเว้นจากการล่วงประเวณีในคู่ครองหรือลูกเมียผู้อื่น เช่น เราแอบชอบเพื่อนคนหนึ่งในที่ทำงานและมีโอกาสที่จะใกล้ชิดสนิทสนมกันมากสามารถที่จะถูกเนื้อต้องตัวหรือแม้แต่มีโอกาสที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศต่อกันได้ แต่ เราก็สามารถคิดได้เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำแม้ฝ่ายตรงข้ามจะยินยอมพร้อมใจให้แล้วก็ตาม เพราะเรารู้ว่าเขามีคู่ครองอยู่แล้ว

 

ศีลข้อที่ 4 คือการงดเว้นจากการพูดปด เช่น เราอยู่ในที่ทำงานแล้ว เพื่อน ๆในที่ทำงานรวมหัวกันพร้อมกับชักชวนเราให้กล่าวเท็จกับหัวหน้างานเพื่อให้ผลประโยชน์ตกแก่ทุกคนที่รวมหัวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุจริตและจะก่อความเสียหายให้กับตัวบริษัท แต่ เราคิดได้เองว่าเป็นเรื่องไม่สมควรและไม่ขอร่วมในการโกหกหลอกลวงด้วยประการทั้งปวง

 

ศีลข้อที่ 5 คือ การงดเว้นจากการดื่มสุราของเมา เช่นกรณีที่เราเลิกงานแล้วไปกินเลี้ยงสังสรรค์กันซึ่งเพื่อนร่วมงานทุกคนพากันดื่มเหล้า แต่ เราไม่ดื่มเพราะเห็นว่าไม่สมควรและจะเป็นอันตรายต่อการขับขี่ยานพาหนะในเวลากลับบ้านรวมทั้งเป็นการป้องกันรักษาผู้อื่นไปอีกทางหนึ่ง

การถือสมาทานศีลแบบ สัมปัตตวิรัติ เป็นการรักษาศีลเฉพาะหน้า เมื่อมีเหตุการณ์ต่าง ๆเข้ามาทำการให้เราได้พิสูจน์รักษาเดี๋ยวนั้นเลย และเมื่อคิดได้ดังนี้แล้วก็เว้นจากการกระทำนั้นๆ ไม่ยอมทำตามใจปรารถนาที่เกิดขึ้นครั้งแรก ทั้งนี้เพราะมาเกิดสามัญสำนึกอายชั่วกลัวบาปขึ้นมาเอง ซึ่งการคิดอย่างนี้อย่างนี้ก็ถือเป็นศีลเหมือนกัน ผู้ที่ถือรักษาศีลแบบนี้ ก็จะสามารถเป็นผู้เอาตัวรอดจาก ความชั่วเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี

  1. 2.               แบบสมาทานวิรัติ

การรักษาศีลแบบนี้เป็นแบบที่เราไปรับศีลกับพระหรือจากผู้มีศีลอื่นๆใดก็ได้ที่ถือศีลมากกว่าเรา เช่นแม่ชี ผู้ถือศีล 8 เป็นประจำเป็นต้น และมีบุคคลอื่นเป็นสักขีพยานเสียก่อนจึงรักษาได้โดยที่นิยมปฏิบัติกันในปัจจุบันจะมีวิธีการที่ขอลงลึกในรายละเอียดดังต่อไปนี้

เดินทางไปที่วัดและเมื่อต้องการสมาทานศีลห้าจากพระภิกษุก็ให้พึงกล่าวคำอาราธนาศีลก่อนดังนี้

มะยัง ภันเต (วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ) ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ

ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต (วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ) ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ

ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต (วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ) ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ

(ถ้ารับเพียงคนเดียว เปลี่ยนจากคำว่า มะยัง เป็น อะหัง และเปลี่ยน ยาจามะ เป็น ยาจามิ) แล้วต่อไปพึงว่าตามพระไปทีละตอนๆ โดยออกเสียงให้ดังชัดเจนดังนี้

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ( กล่าว 3 หน) แล้วกล่าวตามพระท่านต่อไปว่า

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ  ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ  ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ  ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ  ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ต่อไปพระท่านจะว่า “ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตัง” ซึ่งผู้รับไม่ต้องว่าตาม แต่เมื่อพระท่านว่าจบให้พึงรับว่า “อามะภันเต” เท่านั้น แล้วพระท่านจะว่าต่อไปอีกว่า

ปาณาติปาตา เวรมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

อทินนาทานา เวรมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

มุสาวาทา เวรมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวรมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

ซึ่งต่อจากนี้ไปพระท่านจะว่าสรุปศีลว่า  “อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ สีเลนะ สุคะติง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปทา สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสมา สีลัง วิโสธะเย ฯ”

ในขณะที่พระกำลังว่าสรุปศีลนี้ผู้รับพึงกล่าวเบาๆ พอได้ยินคนเดียวว่า “อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ 3 หน เป็นการให้คำปฏิญาณว่าจะสมาทานรักษาศีล 5 นี้ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ต่อไป เมื่อจบแล้วให้กราบพระด้วยท่าเบญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้ง เป็นเสร็จพิธีการสมาทานศีลห้า

การถือรักษาศีลแบบนี้เป็นแบบที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไปและคุ้นเคยกันมากเวลาที่เราไปวัด เรียกว่าเป็นรักษาศีลด้วยความมีเจตนาตั้งใจรับด้วยการสมาทานจากผู้อื่นซึ่งผู้ถือรักษาศีลแบบนี้ “อาจล่วงละเมิดศีลของตนได้ง่ายหากไม่มีผู้อื่นรู้เห็น” เพราะฉะนั้น ผู้ที่ถือรักษาศีลด้วยวิธีนี้จึงต้องระวังใจของตนเองไม่ให้เผลออีกเหมือนกัน เพราะถ้าเผลอเมื่อไรจะล่วงละเมิดศีลข้อนั้นๆ ทำให้ศีลขาดหรือด่างพร้อยลงทันที

แต่อย่างไรก็ตามวิธีฝึกรักษาศีลแบบนี้ค่อนข้างจะยากอยู่สักหน่อย เพราะเราไม่อาจจะไปวัดแล้วขอสมาทานจากพระท่านได้ทุกวัน ซึ่งสามารถสมาทานเองได้เหมือนกันโดยตั้งใจสมาทานเองทุกวันโดยใช้วิธีการดังต่อไปนี้

ตอนเช้าๆ เมื่อตื่นนอนแล้ว เราก็ดื่มน้ำสะอาด ๆ อุ่นๆสักหนึ่งแก้วแล้วรวบรวมสติให้ตั้งมั่นและจิตนิ่งโดยที่ควบคุมไม่ให้ง่วงหรือเผลอสติคิดไปที่อื่นให้ได้ก่อน จะกระทำบนที่นอนเลยหรือจะไปกระทำที่หน้าพระพุทธรูปบูชาที่บ้านหรือหากแขวนพระแขวนเหรียญไว้ที่คอก็กำพระกำเหรียญนั้นขึ้นมาประนม มือพร้อมตั้งใจอธิษฐานว่า

ปาณาติปาตา เวระมะณี วันนี้ ข้าพเจ้าจะไม่ฆ่าสัตว์

อะทินนาทานา เวระมะณี วันนี้ ข้าพเจ้าจะไม่ลักทรัพย์

กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี วันนี้ข้าพเจ้าจะไม่ประพฤติล่วงประเวณีกับผู้ใดที่ไม่ใช่คู่ครองของข้าพเจ้า

มุสาวาทา เวระมะณี วันนี้ ข้าพเจ้าจะไม่พูดเท็จ

สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี วันนี้ข้าพเจ้า จะไม่ดื่มสุรายาเมาทุกชนิด

เมื่อทำเช่นนี้เสร็จแล้ว ก็เป็นการให้ปฏิญญาว่าจะรักษาศีลแล้ว ต่อไปก็พยายามตั้งใจรักษาปฏิญญานั้นให้ดีต้องนึกอยู่เสมอว่าตัวเองได้สมาทานศีลมาแล้วต้องถือรักษาศีลนั้นไว้ให้ดีทั้งวันให้ได้ โดยมีเคล็ดเพิ่มเติมที่ผู้เขียนได้รับการถ่ายทอดมาจากครูบาอาจารย์อีกเคล็ดวิธีหนึ่งด้วยเรียกว่า “การกรอเทปสมอง”

การกรอเทปสมองนั้นคืออะไรและเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างง่าย ๆกับการสมาทานรักษาศีลด้วยวิธีแบบสมาทานวิรัตินี้เนื่องจากมันมีปัจจัยต่าง ๆที่จะทำให้ศีลนั้นขาด,ทะลุหรือด่างพร้อยได้จึงต้องใช้วิธีการกรอเทปสมองนี้มาช่วย

การกรอเทปสมองนั้นให้กระทำในช่วงเวลาก่อนนอนที่เราอาบน้ำชำระร่างกายสะอาดเรียบร้อยแล้วก็ยังไม่ต้องนอนแต่ให้ นั่งนึกย้อนทบทวนเหตุการณ์ตั้งแต่เราเปิดประตูก้าวเท้าออกจากบ้านจนกระทั่งกลับมาสวมชุดนอนนี้ว่า วันนี้เราได้เผลอทำผิดศีลข้อใดไปแล้วบ้างอาจมีทั้งศีลขาด ศีลทะลุ ศีลด่างและศีลพร้อยไปตามลำดับ

เมื่อคิดทบทวนได้แล้วก็ให้จับข้อศีลที่เราได้ทำขาดหรือด่างพร้อยไปนั้นแล้วทำการให้ปฏิญญาใหม่อีกครั้งว่า “วันพรุ่งนี้จะไม่ทำผิดศีลแบบเดิมอีก” พยายามนึกให้ออกทบทวนให้ละเอียดจนครบ หากจำได้ไม่หมดก็ให้บันทึกลงในกระดาษทีละครั้งทุกครั้งที่นึกออก เมื่อทบทวนได้จนครบแล้วก็จะพบรายละเอียดในแต่ละวันว่าวันนี้เราได้ทำผิดศีลอะไรไปบ้างโดยละเอียด ซึ่งพอตั้งใจไว้แล้วว่าวันพรุ่งนี้จะไม่ทำผิดเหมือนเดิม จิตก็จะให้ความระมัดระวังในศีลข้อนั้นไปเอง หลังจากนั้นก็ให้สวดมนต์ก่อนนอนไปตามปกติ

เมื่อสามารถทบทวนทำเช่นนี้ได้ทุกวัน “จิต” ของเราก็จะพึงให้ความระมัดระวังในการกระทำแต่ละวันไปโดยอัตโนมัติเมื่อจิตมัวแต่คอยระวังว่าจะไม่ให้ผิดศีล อย่างนี้ไม่ว่าทำอะไรก็จะให้ความระมัดระวังมากขึ้น (แต่ไม่ใช่ความกลัวผิดจนเกินเหตุ)แล้วเราจะพบว่าทั้งชีวิตส่วนตัวและการงานนั้นมีความเป็นระบบระเบียบเรียบร้อยมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อทีเดียว

เมื่อเราสามารถถือรักษาศีลด้วยวิธีการนี้ไปได้เรื่อย ๆเป็นเวลาอย่างน้อยสัก 3 เดือนก็จะสามารถพัฒนาตนเองให้สามารถสมาทานรักษาศีลแบบ สมุจเฉทวิรัติได้  

 

  1. 3.              ถือศีลแบบเว้นโดยสิ้นเชิง (สมุจเฉทวิรัติ)

การถือศีลแบบนี้เป็นแบบที่จะงดเว้นเองหรืองดเว้นเพราะสมาทานก็ได้ แต่มีความสูงกว่าสองแบบแรกโดยมีความตั้งใจเด็ดเดี่ยวที่จะงดเว้นจากบาปทุจริตต่างๆ “โดยเด็ดขาด” โดยจิตจะตั้งใจรักษาศีลตลอดไป เรียกว่า “การรักษาศีลตลอดชีพ” เรียกได้ว่าเป็นแบบที่เคร่งครัดมาก แต่หากมีพื้นฐานจากสองแบบแรกแล้ว การถือศีลที่เราคิดว่ายากลำบากและเคร่งครัดก็จะกลายเป็นเรื่องไม่ยากถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาไป เปรียบเหมือนคนที่มีภูมิคุ้มกันแน่นหนาดีแล้ว การจะเจ็บป่วยด้วยภาวะโรคใดๆ ก็มีโอกาสที่จะเจ็บป่วยได้ยากขึ้น

จากหนังสือเรื่อง เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ 5 บุญฤทธิ์ พิชิตโรคร้าย (โรคเวรโรคกรรม) โดย ฤทธิญาโณ และจิตตวชิระ

 

Read Full Post »