Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for ธันวาคม, 2012

ทานที่เป็นสิ่งมีชีวิต           

คำถามหนึ่งที่มีการถามกันมากว่า ปล่อยสัตว์ปล่อยปลาแล้วจะเป็นการแก้ไขกรรมที่มีโรคภัย
ความเข้าใจเรื่องการให้ทานเบียดเบียนมากนั้นมันเป็นไปได้อย่างไร คำตอบก็คือ เป็นการแก้ไขกรรมแบบตรงเหตุ หากย้อนกลับไปดูเหตุที่ทำให้เจ็บป่วยเรื้อรังในแง่ของกรรมเก่าแล้วจะพบว่า คนที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคร้ายทั้งหลายแบบต่างๆ ล้วนเคยกักขัง หน่วงเหนี่ยว หรือ ฆ่าสัตว์ครั้งละมากๆ มาด้วยกันทั้งสิ้น เคยทำให้สัตว์อื่นหมดลมหายใจด้วยวิธีใด หรือวิธีการใดๆ เขาก็จะเอาคืนด้วยวิธีการเช่นเดียวกัน

สรรพวิญญาณของสัตว์ที่เคยถูกกระทำนั้นเรียกว่ามีสถานะเป็น “เจ้ากรรมนายเวร” ที่จะตามเอาคืนเหมือนคนที่เป็นเจ้าหนี้ คอยตามจนกว่าเขาจะได้รับการชดใช้กับสิ่งที่ผู้กระทำผิดต่อเขา เมื่อเขาได้รับการชดใช้แล้ว หรือได้รับความพอใจแล้วจึงค่อยอโหสิกรรมยกโทษให้เลิกแล้วต่อกันไป

การให้ชีวิตผู้อื่นในขณะที่เขากำลังจะถูกฆ่าหรือการปล่อยให้เขาเป็นอิสระ ก็เท่ากับเป็นการ “ให้โอกาส” ในการมีชีวิตใหม่ที่ดีอีกครั้ง หากให้โอกาสผู้อื่นได้มีชีวิตต่อเพื่อให้สิ่งมีชีวิตนั้นไปสร้างคุณงามความดีให้เกิดขึ้นก็จะยิ่งเป็นผลดีต่อผู้ที่ให้ชีวิตอีกมากมาย

การให้ชีวิตผู้อื่น หรือให้อิสระผู้อื่นนั้นเรียกได้ว่าเป็นการเจริญเมตตาให้เกิดขึ้นในจิตใจด้วยคือ เมื่อจิตมีความเมตตาก็จะนำพาไม่ให้กลับไปเบียดเบียนชีวิตสัตว์อื่นให้ลำบากอีก เมื่อไม่มีการเบียดเบียนกันก็ไม่มีการสร้างเวรสร้างกรรมต่อกันก็ย่อมเป็นอิสระจากกันไม่มีเหตุให้ต้องมาเบียดเบียนร่างกายให้ทุกข์กันต่อไป

 

การปล่อยสัตว์ให้เป็นอิสระจึงเท่ากับการให้ชีวิตเป็นทาน เมื่อให้ชีวิตก็ย่อมได้รับชีวิตกลับคืน จะมีผลอานิสงส์ให้มีชีวิตเขายืนยาวและจะส่งผลย้อนกลับมายังตัวผู้ให้ทาน  ถ้าได้ตั้งความปรารถนามีอายุยืนยาว ปรารถนาไม่เจ็บป่วย หากไม่มีกรรมชั่วมาตัดรอนเสียก่อนก็จะส่งผลให้ชีวิตมีสุขภาพที่แข็งแรงได้

 

ทานที่เป็นยารักษาโรค

การให้ทานเป็นยารักษาโรคก็เพื่อเป็นการมุ่งเน้นให้คนที่รับความทุกข์ทรมานจากโรคร้ายได้หายป่วยในเร็ววัน ผู้ที่หายป่วยและมีกลับมามีสุขภาพดีก็จะมีเรี่ยวแรงในการสร้างคุณงามความดีและบุญกุศลให้เกิดขึ้นได้อีกมากมาย ยิ่งได้ทำบุญถูกคนถูกกาลอย่างท่านพากุลเถระ ได้ถวายยารักษาในกาลที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี เมื่อพระศาสดาเกิดการอาพาธเนื่องด้วยโรคลม จึงได้เกิดมาในภพชาติสุดท้ายเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีโรคาอาพาธน้อย หาผู้ใดเทียมมิได้ ก็เพราะด้วยทานที่ให้เป็นยารักษาโรคนี้

อย่างไรก็ตาม หากจะกล่าวถึงหลักว่าด้วยการให้ทานที่จะเกิดผลที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นยาหรือการให้ชีวิตสัตว์เพื่อมุ่งความปรารถนาให้เป็นผู้ปราศจากโรค ควรยึดถือหลักแห่งการให้ทานที่ถูกต้องสามประการได้แก่

 

1.ตัวผู้ให้ทาน ภาษาพระเรียกว่า ทายก (ชาย) หรือ ทายิกา (หญิง) ว่าตัวผู้ให้เขามี “เจตนา”ในบุญอย่างไร ถ้าผู้ให้มีเจตนาในบุญมาก มีความตั้งใจสูง ประกอบด้วยปัญญาคือ ไม่มีความโลภความอยากใด ๆเข้ามาเจือปน คือ จะทำบุญเพื่อทำ ไม่ได้ทำเพราะหวังทำ ก็จะเป็นคุณสมบัติที่ดีของผู้ทำทานนั้นมาก

2. ตัวผู้รับ ภาษาพระเรียกว่า ปฏิคาหก คือเป็นผู้ที่มีคุณธรรม มีคุณงามความดี ยิ่งมีศีลบริสุทธิ์มากเท่าไหร่การให้ทานก็ยิ่งให้อานิสงส์สูงมากเท่านั้น เหมือนเอาเมล็ดข้าวเปลือกไปหว่านลงในนาที่เรียบเสมอกัน น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ข้าวก็มีสิทธิ์เจริญเติบโตงอกงามได้ดีกว่า ท้องนาที่ลุ่ม ๆดอนๆ

3. ตัววัตถุทาน หรือสิ่งของที่ได้ให้ ของนั้นเป็นของที่ได้มาโดยบริสุทธิ์ ไม่ได้มาจากการเบียดเบียนแย่งชิง จี้ปล้นใครมา ฉ้อโกงหรือหลอกลวงใครมา และเป็นสิ่งที่ใช้ประโยชน์ได้จริง มีความจำเป็นต้องการดำรงชีวิตให้มีคุณค่า

ปัญหาในปัจจุบันเรื่องการทำบุญถวายทานก็คือ มีการหลอกขายชุดถังสังฆทาน โดยเฉพาะสังฆทานยาโดยมีการนำกล่องยาขนาดใหญ่แต่ภายนอกมาทำทีบรรจุว่าใส่ยาได้มากแต่ภายในใส่ผงชาไว้ซองเดียว ยาที่จัดให้นั้นก็เป็นยาที่ไม่มีคุณภาพ ส่วนใหญ่เป็นยาใช้ภายนอกซึ่งความจริงแล้ว สังฆทานยาที่ดีควรจะเป็นยาที่มีทั้งยาใช้ภายนอกและยาใช้ภายใน หากภิกษุเกิดเจ็บป่วยเป็นไข้ ไม่สบายจะได้มียาที่มีคุณภาพใช้ในการรักษา

การจัดสังฆทานยาที่ไม่มีคุณภาพของร้านค้าจะกลายเป็นขยะให้เป็นภาระกับทางพระภิกษุ ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าแทนที่จะได้บุญมากเต็มเม็ดเต็มหน่วย ผลก็มีการลดหลั่นกันลงไป

 

การทำบุญด้วยทานที่ให้ผลสมบูรณ์เป็นอย่างไร

ผลสมบูรณ์แห่งทานนั้นวัดกันด้วยความ ศรัทธาการจะได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่ต้องมีศรัทธาให้ครบอีก 3 กาลได้แก่

1. บุพเจตนา หมายถึงเจตนาก่อนจะให้ทาน มีความตั้งใจจริง มีจิตเลื่อมใสศรัทธา รู้สึกดีใจที่ได้ให้ทาน เกิดความอิ่มเอิบเบิกบานและมีความพอใจในวัตถุทานที่ให้ ไม่มีการมานั่งเสียดายทีหลัง

2. มุญจนเจตนา หมายถึงช่วงเวลาขณะที่กำลังให้ ก็ให้ไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธายินดี ตั้งใจจริง ให้ด้วยอาการเคารพนอบน้อมอย่างเต็มใจ ไม่โยนส่ง ๆให้หรือทำแบบขอไปที ย่อมได้ผลบุญมาก

3.อปราปรเจตนา หมายถึงเมื่อให้ทานไปแล้ว ก็มีจิตใจเลื่อมใสดีใจที่ได้ให้ทานสมความตั้งใจเอาไว้ จิตก็ยังมีความปลื้มปีติ ต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหนเมื่อย้อนระลึกมาถึงการทำทานที่เคยได้ทำ จิตก็ยังมีความแช่มชื่นเบิกบาน ไม่มีอาการเสียดายทานนั้น

การกระทำทานให้ครบตามเจตนาทั้งสามระยะ แม้จะเป็นการถวายยาซัก 1 แผงหรือเงินไม่กี่บาท หากได้กระทำครบตามเจตนาทั้ง 3 ระยะแล้วก็ย่อมได้บุญมากกว่าการทำไปอย่างไม่ครบเจตนา เช่นให้แล้วยังรู้สึกเสียดาย อาลัยอาวรณ์อยู่ กลับมาคิดว่า เงินร้อยบาทพันบาทที่ทำทานไปแล้วมันน่าเสียดาย น่าจะทำเพียงห้าหกสิบบาทก็พอ อย่างนี้คือให้แบบเสียไม่ได้ ต่อให้ทำบุญเป็นแสนเป็นล้านก็ไม่มีทางได้บุญมากกว่าการตั้งจิตให้บริสุทธิ์ หรือเห็นเขาทำทานมากก็รีบไปทำตามอย่าง ก็ยังนับว่าได้บุญน้อย เป็นบุญที่ปนบาป

จากหนังสือเรื่อง เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ 5 บุญฤทธิ์ พิชิตโรคร้าย (โรคเวรโรคกรรม)โดย ฤทธิญาโณ และจิตตวชิระ

 

Advertisements

Read Full Post »

ปรับแนวคิดใหม่เรื่องบุญบริสุทธิ์

การแก้ไขกรรมนั้นขอให้เราย้อนกลับมาดูที่ตัวของเราเองและต้องใช้สติปัญญาในการพิจารณา
การแก้ไขกรรมที่ทำให้เกิดโรคเรื่องความเชื่อทั้งหลายให้มาก ซึ่งส่วนใหญ่เรามักรีบออกไปทำการแก้ไข สร้างบุญที่มีการกล่าวอ้างกันตามเคล็ดหนังสือแก้กรรมมากมาย เป็นต้นว่า การปล่อยปลาหรือปล่อยสัตว์เป็นการปล่อยเคราะห์ร้ายลงแม่น้ำ ถือกันว่าเป็นกุศลใหญ่เพราะตั้งใจให้ทานชีวิตสัตว์ ส่งผลให้ชีวิตดีขึ้นและแก้ไขดวงชะตาได้ให้พ้นเคราะห์ได้

ยกตัวอย่างเช่น การปล่อยปลาไหล ช่วยในด้านการงานราบรื่นขึ้น ปล่อยหอยขม จะช่วยในด้านให้พ้นความขมขื่นเรื่องต่างๆ ปล่อยเต่าจะช่วยในด้านให้อายุยืนขึ้น ปล่อยปลาหมอช่วยให้โรคภัยหาย ปล่อยปลาช่อน ช่วยในด้านให้แคว้นคลาดต่างๆ ปล่อยปลาทั่วไป ช่วยในด้านให้ร่มเย็นเป็นสุข และอื่นๆ อีกมากมาย

ความเชื่อเหล่านี้ไม่มีสามารถบอกได้ว่าผิดหรือถูก ซึ่งหากมองให้ลึกซึ้งดีๆ แล้วก็เป็นการกระทำที่สร้างบุญด้วยการให้ชีวิต ประกอบด้วยจิตที่เมตตาแต่อย่างไรก็ตามเราก็ต้องใช้ “ปัญญา” ในการพิจารณาด้วย หากคุณเจ็บป่วยอยู่ แล้วรีบไปปล่อยปลาหมอกันเป็นกิโลๆ เพราะเชื่อว่าจะหายเพียงเพราะชื่อของปลามันพ้องกับผู้ที่มีอาชีพเป็นนายแพทย์ โดยไม่คำนึงถึงปัจจัยรอบด้านอาจกลายเป็นบาปได้

ความเชื่อเรื่องการทำบุญที่เรียกกันว่า การแก้กรรมของคนไทยปัจจุบัน เรียกได้ว่ามีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนออกไปจากหลักการที่แท้จริงของพระพุทธศาสนาอย่างมาก พระพุทธเจ้าทรงสนับสนุนให้คนสร้างบุญ แต่พระองค์ไม่ทรงสอนให้งมงายในบุญ ต้องใช้ปัญญาพิจารณาประกอบด้วย อย่างแรกก็คือ เราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่าบุญเสียใหม่

บุญ มาจากภาษาบาลีว่า ปุญญะ แปลว่าสิ่งที่คอยชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ หรือสิ่งที่คอยชำระสันดานที่ไม่ดีในธรรมชาติมนุษย์ให้น้อยลงหรือหมดไป ธรรมชาติของมนุษย์มีความตระหนี่ถี่เหนียว หวงแหน อยากได้ ใคร่มี อยากดีอยากเด่น อยากมีทรัพย์มาก ๆอยู่แล้ว หากมีมากเกินไปจนควบคุมไม่ได้ก็จะก่อให้เกิดโทษภัยมหันต์  บุญจึงเป็นเครื่องมือ หรือกุศโลบายที่จะคอยประคับประคองหล่อเลี้ยงไม่ให้มนุษย์ทำตามกิเลสในใจให้มากเกินไป

การทำบุญด้วยการให้ทานอย่างที่เรากำลังมุ่งมั่นทำอยู่นั้น ถือเป็นรูปแบบอย่างหนึ่งหรือสาขาหนึ่งของการสร้างบุญให้เกิดขึ้นที่เรียกว่า “ทานมัย” หรือบุญที่สำเร็จจากการใช้ทาน บริจาคทรัพย์สินแบ่งปันวัตถุสิ่งของ หรือการบริจาคชีวิต เท่านั้น

การทำทานบารมีให้เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้วัดว่าจะทำบุญด้วยอะไรหรือปล่อยปลาประเภทไหนแล้วจะก่อให้เกิดความแคล้วคลาดปลอดภัยปราศจากโรค แต่บุญนั้นวัดกันด้วย “ใจ หรือเจตนาที่ปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข เป็นที่ตั้งใหญ่สุด”

ส่วนใหญ่เมื่อประสบความทุกข์จึงไปแก้ไข ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้เพื่อหวังจะได้หายทุกข์ หรือกลับมาเป็นสุขอีกครั้งโดยไม่ได้ตั้งความปรารถนาจะให้ผู้อื่นเป็นสุขเลย หากลองมาทบทวนดูให้ดี เวลาที่เราไปปล่อยปลา ปล่อยสัตว์เราเคยนึกถึงบ้างหรือไม่ว่า การปล่อยปลาปล่อยสัตว์ของเรา ปล่อยไปแล้วสัตว์เหล่านั้นจะมีสภาพเป็นเช่นไร

บางคนเอาเต่าเอาปลาไปปล่อยในแม่น้ำลำคลองที่มีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม กลายเป็นการสร้างความทุกข์เพิ่มให้สัตว์เหล่านั้นโดยไม่ตั้งใจไปเสียอีก กลายเป็นการสร้างเวรสร้างกรรมให้เกิดขึ้นอย่างน่าเสียดายเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

คำว่า เจตนา นั้น หมายถึงความประสงค์หรือเป้าหมายในการทำบุญ ท่านพุทธทาสภิกขุครูบาอาจารย์คนสำคัญทางพระพุทธศาสนาของไทยและของโลก เคยกล่าวเปรียบเทียบเรื่องเจตนาในการสร้างบุญเป็นน้ำไว้ 3 แบบคือ

 

1. ทำบุญเหมือนเอาน้ำโคลนมาอาบ เป็นการทำบุญที่เจือด้วยบาป เช่น การฆ่าสัตว์เบียดเบียนผู้อื่นเพื่อนำมาทำบุญ ล้มวัว ล้มหมู เอามาต้มยำทำแกงหวังจะเอาบุญซึ่งมีพื้นฐานมาจากบาป ก็เหมือนเอาน้ำโคลนมาล้างตัว อาบอย่างไรก็มีกลิ่นเหม็นติดตัวอยู่วันยังค่ำ

การทำบุญแบบนี้ หากจะกล่าวให้เข้าใจจริง ๆอาจเรียกได้ว่า  “เป็นการทำบุญที่จะได้บาปแทน” เพราะแม้เจตนาดีต้องการถวายทานก็ตามแต่เราต้องไปเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นมา หรือแม้แต่บางคนไปจี้ไปปล้นเขามา ไปโกงเขามาทำบุญ

 

2. ทำบุญเหมือนเอาน้ำหอมมาอาบ เป็นการทำบุญแบบที่หลาย ๆคนเข้าใจ ก็คือ หวังผลแห่งบุญว่าจะได้มาซึ่งทรัพย์สิน ความสะดวกสบาย  ได้มาซึ่งความสุขภาพดี อุปมาแล้วก็ดั่งเอาน้ำหอมมาอาบ แม้จะสะอาดกว่าน้ำโคลนแต่ก็ยังมีกลิ่นติดตัวคละคลุ้งไม่สะอาดหมดจดจริง ๆ

มีคนจำนวนมากที่ทำบุญเพราะหวังในผลแห่งบุญ หรือผลแห่งทาน ซึ่งจะว่าไปก็คงเป็นเพราะกมลสันดานของปุถุชนมักมีกิเลสเรื่องความต้องการใน โภคทรัพย์และความสะดวกสบายของชีวิต เวลาทำบุญจึงพากันขนของมากมายเข้ามาเต็มวัด เต็มศาลา หลายสิ่งหลายอย่างก็ไม่เป็นประโยชน์กับคณะสงฆ์ หรือผู้บำเพ็ญสมณธรรมกลายเป็นการสร้างภาระให้วัด และพระภิกษุสามเณรไปเสียอีก

3. ทำบุญเหมือนเอาน้ำสะอาดมาอาบ เป็นการทำบุญที่ได้บุญมากที่สุด เพราะเจตนาเพื่อละกิเลส ถ่ายถอนความตระหนี่ถี่เหนียวในจิตใจ ไม่ได้หวังในผลใดนอกเหนือจากนี้ อุปมาแล้วก็เหมือนการอาบน้ำด้วยน้ำสะอาด เมื่ออาบแล้วก็รู้สึกสดชื่นร่างกายสะอาดอย่างแท้จริง

การสร้างบุญบริสุทธิ์ จะเห็นได้ว่า “เจตนา” เป็นเรื่องสำคัญมาก และมีหลักในการสร้างบุญไปเป็นลำดับคือ การให้ทาน รักษาศีล และการเจริญภาวนา และขอให้เข้าใจว่า การสร้างบุญนั้นมีระดับของผลบุญที่จะเกิดขึ้นในตัวของมันเองแตกต่างกันไป

จากหนังสือเรื่อง เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ 5 บุญฤทธิ์ พิชิตโรคร้าย (โรคเวรโรคกรรม)โดย ฤทธิญาโณ และจิตตวชิระ

 

Read Full Post »

การที่ท่านพระพากุลเถระได้รับการสถาปนาจากพระบรมศาสดาให้อยู่ในตำแหน่งที่เป็นเลิศกว่า
พระพากุลเถระ เอตทัคคะผู้มีโรคาอาพาธน้อยเหล่าภิกษุสาวกทั้งหลายผู้มีอาพาธน้อย นั้นก็เนื่องด้วยเหตุและปัจจัยอยู่ 2 ประการคือ

  1. เป็นผู้ยิ่งด้วยคุณ คือพระมหาสาวกรูปนี้ ได้แสดงความสามารถออกมาให้ปรากฏในเรื่องการเป็นผู้มีอาพาธน้อยได้อย่างชัดแจ้ง คือประกอบกรรมดีที่เกี่ยวด้วยความเมตตาอย่างล้นเหลือ
  2. เนื่องด้วยท่านได้ตั้งความปรารถนาในตำแหน่งนั้นตลอดแสนกัป

 

บุรพกรรมในสมัยพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า

นับย้อนไป อสงไขยกับอีกแสนกัปนับแต่กัปนี้ ในช่วงเวลาของพระพุทธเจ้าพระนามว่า “อโนมทัสสี” พระพากุลเถระถือกำเนิดในสกุลของพราหมณ์ เมื่อเติบใหญ่แล้วก็ได้เล่าเรียนพระเวทอย่างเต็มที่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ท่านก็พิจารณาดูว่า การศึกษาเล่าเรียนพระเวทนั้นไม่เห็นเป็นสาระใดๆ จึงคิดว่าน่าจะแสวงหาทางที่จะเป็นประโยชน์ต่อไปภายภาคหน้ามากกว่า จึงได้ออกบวชเป็นฤษี บำเพ็ญเพียรจนได้อภิญญา 5 และสมาบัติ 8 และได้เสวยสุขอยู่ในฌานสมาบัตินั้น

ช่วงเวลานั้นเป็นเวลาที่พระพุทธเจ้าอโนมทัสสี ได้ทรงตรัสรู้แล้ว ทรงเสด็จจาริกไปพร้อมหมู่พระอริยสาวก อดีตชาติของพระพากุลเถระเมื่อได้ทราบข่าวว่าเกิดพระรัตนตรัยขึ้นในโลกแล้ว จึงไปเข้าเฝ้าพระศาสดา ครั้นได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าอโนมทัสสีก็เกิดความเลื่อมใส ตั้งตนเองให้อยู่ในพระรัตนตรัย แต่ก็ยังไม่ได้ออกบวชคงอยู่ในฐานะแห่งดาบสอยู่  โดยไปเฝ้าพระศาสดาและฟังธรรมเป็นครั้งคราวเท่านั้น

ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงพระประชวร เกิดลมขึ้นในพระอุทร (ท้อง) ท่านดาบสจึงเมื่อเดินทางมาเพื่อจะเฝ้าพระศาสดาตามที่เคยทำ ครั้นทราบว่าพระศาสดาประชวรจึงคิดว่า นี่คงจะเป็นโอกาสของเราที่จะได้ทำบุญ จึงเดินทางไปยังเชิงเขาเพื่อรวบรวมยาสมุนไพรชนิดต่าง ๆ แล้วประกอบเป็นยา นำไปถวายพระเถระผู้อุปัฏฐากพระศาสดา แล้วทูลว่า

 

“ความผาสุกที่เกิดแก่พระตถาคต เพราะยาของข้าพระองค์นี้อันใด ด้วยผลแห่งการถวายยาของข้าพระองค์นั้น ขอความเจ็บไข้ทางร่างกายแม้แต่เพียงเท่าการถอนผม ก็จงอย่ามีในภพที่ข้าพระองค์เกิดแล้วด้วยเถิด”

นี่ถือเป็นหนึ่งในกัลยาณกรรมในภพชาตินั้นของท่านดาบส และเมื่อท่านได้ตายจากภพนั้น ก็บังเกิดในพรหมโลก เวียนว่ายอยู่ในเทวดามนุษย์ สิ้นอสงไขยหนึ่งแล้วได้กลับมาเกิดอีกครั้งในสมัยของพระปทุมุตตระพุทธเจ้า

 

บุรพกรรมในสมัยพระปทุมุตตระพุทธเจ้า

ต่อมาในกาลของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า “ปทุมุตตระ” ท่านพากุลเถระได้เกิดเป็นบุตรเศรษฐี ในพระนครหงสาวดี วันหนึ่งท่านได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังพระธรรมเทศนา โดยยืนฟังธรรมอยู่ท้ายหมู่พุทธบริษัท ได้เห็นพระพุทธองค์ทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุผู้มีอาพาธน้อย ท่านก็ปรารถนาจะได้อยู่ในตำแหน่งเช่นนั้นบ้างในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในอนาคต จึงได้นิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ให้ฉันภัตตาหารที่บ้านตลอดระยะเวลา 7 วัน แล้วแสดงความปรารถนาในตำแหน่งนั้นซึ่งพระพุทธองค์ก็ตรัสอนุโมทนา

 

บุรพกรรมในสมัยพระวิปัสสีพุทธเจ้า

ในช่วงเวลาก่อนกาลที่พระพุทธเจ้าพระนามว่า “วิปัสสี” จะทรงอุบัติขึ้น ท่านพากุลเถระได้มาเกิดในครอบครัวพราหมณ์ ณ กรุงพันธุมวดี เมื่อโตขึ้นก็ได้ออกบวชเป็นฤๅษีโดยนัยเดียวกับเมื่อครั้งในกาลสมัยพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า และบำเพ็ญเพียรจนเป็นผู้ได้ฌานอาศัยอยู่เชิงเขา

ช่วงเวลานั้นพระวิปัสสีโพธิสัตว์ก็ได้บรรลุธรรมตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มี ภิกษุเป็นบริวารมากถึงหกล้านแปดแสนรูป ทรงอาศัยกรุงพันธุมวดี เพื่อทำการสงเคราะห์พระมหาราชเจ้าผู้เป็นพุทธบิดาแล้วประทับอยู่ในป่า

ครั้งนั้น ดาบสนี้ทราบว่าพระพุทธเจ้าวิปัสสีอุบัติขึ้นในโลกแล้ว จึงมาฟังธรรมกถาของพระศาสดา เกิดความเลื่อมใส ตั้งตนรักษาศีล ยึดเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะ แต่ก็ยังไม่อาจละเพศดาบสของตนได้ แต่ก็มาอุปัฏฐากพระศาสดาเป็นครั้งคราว

ครั้งหนึ่งภิกษุทั้งหลาย  (เว้นแต่พระศาสดาและพระอัครสาวก) เกิดโรคที่ศีรษะเพราะถูกลมของ ต้นไม้มีพิษที่ออกดอกสะพรั่งในป่าหิมพานต์อยู่พัดใส่ในเวลานั้น ท่านดาบสที่มาเฝ้าพระศาสดา เห็นเหล่าภิกษุนั่งคลุมศีรษะจึงถามว่า “ท่านเจ้าข้าภิกษุสงฆ์ทั้งหลายเป็นอะไร” ภิกษุทั้งหลายตอบว่า

“ผู้มีอายุเหล่าภิกษุเป็นโรคดอกไม้พิษ” ดาบสพอได้ฟังก็คิดว่านี่เป็นเวลาที่จะทำการขวนขวายทางกายแก่ภิกษุสงฆ์ให้บุญบังเกิดแก่เรา ท่านจึงไปเก็บยาสมุนไพรชนิดต่างๆ แล้วเอาไปประกอบเป็นยาถวาย เมื่อได้ฉันยาของดาบสนั้น โรคของภิกษุทุกรูปก็สงบไปทันที

 

บุรพกรรมในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า

ครั้งในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่า “กัสสปะ” พระพากุลเถระมาบังเกิดในกรุงพาราณสี เป็นฆราวาสผู้ครองเรือนอยู่ วันหนึ่งเขาก็เห็นว่า เรือนที่ท่านอาศัยอยู่ชำรุดทรุดโทรมลงไปมากแล้ว ควรที่จะต้องเดินทางไปยังชายแดนเพื่อจัดหาวัสดุอุปกรณ์มาซ่อมแซมเรือนจึงออกเดินทางไปกับพวกช่างไม้

ในระหว่างทางได้พบวัดใหญ่ซึ่งเก่าคร่ำคร่าและปรักหักพังลงไปเพราะขาดการบำรุงรักษา ท่านก็คิดว่าการซ่อมแซมเรือนของตนเองเห็นควรรอไว้ก่อน ท่านได้ให้พวกช่างไม้เหล่านั้นนำเอาวัสดุอุปกรณ์ที่จะซ่อมเรือนเหล่านั้นนำมาสร้างโรงอุโบสถในวัดนั้น ให้สร้างโรงฉัน โรงไฟ (ที่จงกรม) เรือนไฟ กัปปิยกุฏิ (เรือนพยาบาล) ที่พักกลางคืนและที่พักกลางวัน วัจจกุฏิ (ส้วม) จัดตั้งยาใช้และฉันสำหรับภิกษุสงฆ์ไว้ทุกอย่างแทน

 

กลับมากำเนิดเป็นพระพากุลเถระในสมัยพระสมณโคดมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน

ในภัทรกัปนี้ ท่านพากุลเถระกลับมาเกิดในตระกูลมหาเศรษฐีแห่งนครโกสัมพี ในสมัยก่อนเวลาที่พระพุทธเจ้าของพวกเราจะทรงอุบัติ ตั้งแต่วันที่ท่านถือปฏิสนธิสกุลเศรษฐีนั้นก็ประสบลาภผลอันเลิศมาโดยตลอด มารดาของท่านคิดว่า ลูกของเราคนนี้มีบุญคงจะกระทำบุญไว้แต่ปางก่อน หากเป็นผู้ไม่มีโรค อายุยืน ยังดำรงอยู่ตลอดกาลเท่าใดก็จักเป็นผู้ให้สมบัติแก่เราตลอดกาลเพียงนั้น

ในสมัยนั้นมีธรรมเนียมที่ถือกันว่า เด็กทั้งหลายที่อาบน้ำในแม่น้ำยมุนาจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีโรค ท่านมารดาจึงส่งทารกนั้นไปอาบน้ำ เมื่อพวกพี่เลี้ยงพาท่านไปดำเกล้า แล้วลงเล่นในแม่น้ำ เมื่อพวกพี่เลี้ยงกำลังให้ทารกเล่นดำผุด ดำว่ายอยู่ ปลาตัวหนึ่งเห็นทารกเข้าแล้วสำคัญว่าเป็นอาหาร จึงคาบเด็กไป พวกพี่เลี้ยงต่างก็ทิ้งเด็กหนีไป

ฝ่ายปลานั้นเมื่อกลืนเด็กลงไปแล้วนั้น เป็นธรรมดาของผู้ที่จะมาเกิดเป็นภพสุดท้ายย่อมไม่มีอันตรายถึงชีวิตก่อนที่จะบรรลุพระอรหัตผล ดังนั้นทารกนั้นจึงไม่เดือดร้อนเลย ท่านได้เป็นเหมือนเข้าไปสู่ห้องนอนแล้วนอนหลับไป

ด้วยเดชบุญบารมีแห่งทารกที่ได้สร้างสมมาหลายภพชาติ ปลาจึงมีสภาพเหมือนกลืนภาชนะที่ร้อนลงไป ถูกความร้อนแผดเผาอยู่ มีกำลังว่ายไปได้เพียง 30 โยชน์ จึงเข้าไปติดข่ายของชาวประมงเมืองพาราณสี ปกติปลาใหญ่ที่ติดข่ายนั้นจะยังไม่ตายทันที ต่อเมื่อถูกชักลากไปถึงจะตาย

ด้วยเดชแห่งทารก ปลาตัวนี้พอเขานำปลาออกจากข่ายก็ตายทันที ธรรมดาของชาวประมง เมื่อได้ปลาตัวใหญ่ๆ แล้วย่อมผ่าออกแบ่งขาย แต่ก็ด้วยอานุภาพของเด็ก ชาวประมงยังไม่ผ่าปลานั้นต่างพากันใช้คานหามไปทั้งตัว ร้องประกาศไปทั่วเมืองว่า จะขายราคาหนึ่งพันกหาปณะแต่ก็ไม่มีใครซื้อ

ในเมืองพาราณสีนั้นมีตระกูลเศรษฐีหนึ่งมีสมบัติมากถึง 80 โกฏิ แต่ไม่มีบุตรผู้สืบสกุลอยู่ตระกูลหนึ่ง ครั้นเมื่อชาวประมงหาบปลามาถึงประตูเรือนของเศรษฐีนั้น ภรรยาเศรษฐีเห็นปลานั้นเข้าก็ชอบใจ จึงถามว่าจะขายเท่าไร ชาวประมงแทนที่จะตอบตามราคาที่ตั้งใจไว้ กลับตอบว่าขายแค่หนึ่งกหาปณะ นางจึงให้เงินหนึ่งกหาปณะซื้อไว้ทันที

ธรรมดาภรรยาท่านเศรษฐีนั้นปกติจะไม่ชอบทำปลา แต่ในวันนั้นก็วางปลาไว้บนเขียง แล้วลงมือผ่าท้องปลาเองทีเดียว ซึ่งโดยปกติปลาต้องผ่าที่ท้อง แต่นางกลับผ่าข้างหลัง ได้เห็นเด็กทารกผิวดังทองในท้องปลาก็ยินดีตะโกนว่า เราได้บุตรในท้องปลา แล้วอุ้มเด็กไปให้เศรษฐีผู้เป็นสามีดู ท่านเศรษฐีก็ให้คนตีกลองประกาศข่าวไปทั่วพระนครในทันทีทันใดนั้นเอง แล้วอุ้มทารกตรงไปยังราชสำนัก กราบทูลพระราชาว่า “ขอเดชะข้าพระพุทธเจ้าได้ทารกในท้องปลา ข้าพระพุทธเจ้าจะทำประการใด”

พระราชาตรัสว่า “ทารกที่อยู่ในท้องปลาได้โดยปลอดภัยเช่นนี้ย่อมเป็นผู้มีบุญมากท่านจงเลี้ยงไว้เถิด”

ข่าวนั้นได้กระจายไปถึงนครโกสัมพีว่าในพระนครพาราณสี มีตระกูลเศรษฐีตระกูลหนึ่งได้ทารกในท้องปลา มารดาที่แท้จริงของทารกนั้นจึงเดินทางไปในเมืองนั้น ได้เห็นเขากำลังแต่งตัวเด็กน้อยแล้วให้เล่นอยู่ จึงตรงเข้าอุ้มด้วยคิดว่า เด็กคนนี้น่ารักจริงหนอ แล้วบอกเล่าความเป็นไปต่างๆ

ภรรยาเศรษฐีเมืองพาราณสีเมื่อได้พบกับแม่เด็กที่แท้จริงก็พูดว่า “เด็กคนนี้เป็นลูกเรา” ส่วนมารดาที่แท้จริงของทารกนั้นก็ถามถึงที่มาของทารกและเล่าเรื่องราวให้ฟัง แต่ก็ไม่มีใครยอมใครต่างอ้างว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของตนเองด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งสองฝ่ายจึงพากันไปยังราชสำนักเพื่อให้พระราชาตัดสิน

พระราชาตรัสว่า หญิงผู้เป็นมาดาเดิมนี้ใคร ๆ ก็ไม่สามารถจะปฏิเสธได้ว่าไม่ใช่มารดา เพราะตั้งท้องมาถึง 10 เดือน ส่วนหญิงอีกคนก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ใช่มารดา เพราะได้เด็กในท้องปลาส่วนพวกชาวประมงที่จับปลาได้ และมีการซื้อขายเสร็จสิ้นไปแล้ว เพราะฉะนั้นขอทั้งสองฝ่ายจงเลี้ยงดูเด็กร่วมกัน

นับแต่นั้นมา ทั้งสองตระกูล ก็เลี้ยงดูเด็กร่วมกัน สกุลทั้งสองก็ประสบลาภยศอันเลิศอย่างยิ่ง จึงพากันขนานนามเด็กคนนี้ว่า “พากุลกุมาร” ซึ่งหมายความว่า เป็นผู้ที่ได้เติบโตขึ้นเพราะสองสกุลเลี้ยงดู (พา = สอง, กุละ = ตระกูล)

ครั้นเมื่อพากุลกุมารเจริญวัยแล้ว ตระกูลทั้งสองก็ได้สร้างปราสาทให้เขา ไว้ในพระนครทั้งสองแล้วให้บำรุงบำเรอด้วยพวกหญิงฟ้อนรำ เขาจะอยู่นครแห่งละ 4 เดือน เมื่อเขาอยู่ในนครหนึ่งครบ 4 เดือนแล้ว ทั้งสองตระกูลให้ช่างสร้างมณฑปไว้ในเรือที่ต่อขนานกัน แล้วให้เขาอยู่ในเรือนั้น พร้อมด้วยหญิงฟ้อนรำทั้งหลาย พากุลกุมารได้เสวยสมบัติที่เป็นสุขอยู่อย่างนี้นานจนอายุครบ 80 ปีบริบูรณ์เลยทีเดียว

สมัยนั้นพระพุทธเจ้าได้เสด็จจาริกมาโดยลำดับถึงกรุงโกสัมพี พากุลเศรษฐีก็ได้สดับข่าวว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงแล้ว จึงถือเอาของหอมและมาลัยไปเข้าเฝ้า ได้ฟังธรรมเกิดศรัทธาจึงออกบวช ในวันที่ 8 ก็บรรลุพระอรหันต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณ

การที่พระพากุลเถระได้รับการแต่งตั้งจากพระผู้มี่พระภาคเจ้าให้เป็นเอตทัคคะเลิศกว่าเหล่าภิกษุสาวกทั้งหลายผู้มีอาพาธน้อยนั้น ก็เนื่องด้วยเป็น “ผลบุญที่ท่านได้กระทำไว้ในกาลสมัยของพระพุทธเจ้าถึง 4 พระองค์ ได้แก่

 

ในกาลที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี เมื่อพระศาสดาเกิดการอาพาธเนื่องด้วยโรคลม จึงไปนำเอาเภสัชมาจากป่าระงับโรคลมนั้นจนสงบดีเรียกได้ว่าได้ทำบุญถูกคนถูกกาลเป็นอย่างยิ่ง

 

ในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ  ได้เห็นภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งพระศาสดาทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งที่เลิศแห่งพวกภิกษุผู้มีอาพาธน้อย ตนเองหวังจะได้ตำแหน่งนั้นบ้าง จึงได้ตั้งความปรารถนาไว้อย่างนั้นและได้ประกอบกิจบำเพ็ญเพียรคุณงามความดีเช่นนั้นบ้าง จึงได้สมปรารถนา

 

ในสมัยพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี เมื่อภิกษุทั้งหลาย เกิดความป่วยไข้เพราะดอกไม้ป่าเป็นเหตุ จึงช่วยประกอบยารักษาโรคนั้นจนสงบ เรียกได้ว่าได้ทำมหาสังฆทานใหญ่ที่เลิศด้วยศรัทธายิ่งนัก

 

ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสปะ ได้มองเห็นมหาวิหารหลังหนึ่งซึ่งคร่ำคร่าทรุดโทรม จึงให้ช่างจัดการสร้างที่อยู่อาศัยทั้งหมด มีโรงอุโบสถเป็นต้นในมหาวิหารนั้น และได้จัดแจงถวายเภสัชทุกชนิดแก่ภิกษุสงฆ์ในที่นั้นด้วย

และท่านก็ได้ตั้งความปรารถนาในผลบุญที่ตนกระทำไปนั้นว่า “ความผาสุกเกิดแก่พระตถาคต เพราะยาของข้าพระองค์นี้อันใด ด้วยผลแห่งการถวายยาของข้าพระองค์นั้น ขอความเจ็บไข้ทางร่างกายแม้แต่เพียงเท่าการถอนผม ก็จงอย่ามีในภพที่ข้าพระองค์เกิดแล้ว”

ด้วยผลบุญ และ ด้วยเจตจำนงที่ได้ตั้งเอาไว้แล้วนั้น อาการอาพาธแม้มีประมาณน้อยเพียงครู่เดียวก็ไม่เคยมีแก่พระเถระนั้นเลย แม้จะครองเรือนนานถึง 80 ปี อาพาธเจ็บป่วยใดๆ ก็ไม่เคยเกิดขึ้น แม้เพียงจะใช้ 2 นิ้วจับก้อนของหอมสูดดมเพื่อบรรเทาอาการวิงเวียนก็ไม่เคยเกิด และท่านได้ชื่อว่าเป็นพระเถระที่มีอายุยืนยาวอย่างยิ่งในช่วงตลอดอีก 80 ปีที่ท่านออกบวชท่านไม่รู้จักเคยเกิดอาพาธที่สุดแม้ชั่วขณะ ไม่เคยต้องฉันยา แม้สมอชิ้นหนึ่ง

จะเห็นได้ว่าคนที่มีโรคเบียดเบียนมากจึงถึงขนาดต้องทนทุกข์ทรมานก็เพราะสร้างกรรมไม่ดีติดตัวเอาไว้ในลักษณะที่แตกต่างกัน ส่วนผู้ที่ไม่เคยมีโรคาอาพาธใดๆ มากล้ำกรายเลยก็เพราะได้บำเพ็ญเพียรบุญบารมีด้วยการทำทาน รักษาศีล และได้ตั้งความปรารถนามาดี

พุทธพจน์ จากพระไตรปิฎกจึงมีคำกล่าวไว้ว่า

 

“สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้”

เรื่องชีวิตของคนเราทุกคนก็เช่นเดียวกัน การที่เราจะมีความสุขหรือมีความทุกข์เพราะผลกรรมที่ผูกพันทั้งเก่าและใหม่กันมาเป็นแบบนี้อยู่เสมอ ความเชื่อในเรื่องกรรมนั้นยังมีประเด็นที่สำคัญที่ต้องทำความเข้าใจอีกประเด็นหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่ได้สอนให้เชื่อแต่ในเรื่องของกรรมเก่าหรือกรรมบันดาล ไม่ได้สอนให้เชื่อในเหตุบังเอิญเพราะทุกอย่างต้องมีเหตุ และไม่เคยสอนเรื่องการเกิดหนเดียวตายหนเดียว

พระพุทธองค์สอนให้เชื่อในเรื่องของเหตุและผล เพราะมีสิ่งนี้สิ่งนี้จึงมีทุกอย่างต่างเป็นเหตุและผลซึ่งกันและกัน กรรมเก่านั้นเป็นสิ่งที่ล่วงมาแล้วย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้แต่เราสามารถเปลี่ยนแปลงกรรมใหม่ได้ หากทราบว่าเป็นกรรมเก่าติดมาก็ก้มหน้ายอมรับกรรมโดยไม่ลงมือกระทำอะไร ชีวิตก็ไม่ประสบกับความสุขความเจริญไปได้ ดังคำกล่าวในพระไตรปิฎกว่า

 

“ลัทธิกรรมเก่าหรือปุพเพกตเหตุวาท นั้นเป็นลัทธิความเชื่อที่อยู่ภายนอกพระพุทธศาสนาไม่ใช่คำสั่งสอนของพระองค์ และสิ่งใดหรืออะไรก็ตามที่อยู่ภายนอกพระพุทธศาสนาไม่ใช่หนทางที่จะช่วยให้มนุษย์เราหลุดออกไปจากความทุกข์ทั้งหลายได้เลย”

ดังนั้นการแก้ไขกรรมก็คือ การสร้างกรรมใหม่ที่ดีให้เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กันทั้งสองทางคือทางโลกก็ต้องรับการรักษาพยาบาลที่ถูกต้องจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในทางธรรมหรือทางจิตวิญญาณก็ต้องเร่งสร้างบุญบารมีให้เกิดขึ้น หากย้อนกลับไปดูตัวอย่างของพระนางโรหิณีอีกครั้งก็จะพบว่า พระนางได้มุ่งสร้างบุญบารมีตามคำแนะนำของพระอนุรุทธะ ทำให้โรคผิวหนังของพระนางหายไปได้ นั่นแหละจึงเป็นการกระทำที่ถูกต้องแท้จริง

จากหนังสือเรื่อง เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ 5 บุญฤทธิ์ พิชิตโรคร้าย (โรคเวรโรคกรรม)โดย ฤทธิญาโณ และจิตตวชิระ

 

Read Full Post »

โรคทุกโรคนั้นมีที่มามีสาเหตุ หากมองกันแต่ในสาเหตุปัจจุบันด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก็พอ
โรคที่เกิดแต่กรรมมีอะไรบ้างจะมองเห็นกันได้ชัดเจนตามความรู้ความสามารถของแพทย์สมัยใหม่ แต่อย่างไรก็ตามโรคธรรมดาๆ เหล่านี้หลายโรคกลายเป็นโรคที่ต้องเจ็บป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยต้องทนทุกข์ทรมานมากรักษาอย่างไรก็ไม่หาย ซึ่งการแพทย์ก็วินิจฉัยไม่ได้มีอยู่หลายประการได้แก่

1. โรคมะเร็ง

โรคมะเร็งนั้นมีอยู่หลากหลายชนิดซึ่งจะขอกล่าวโดยรวม เนื่องจากอาการของโรคมะเร็งนั้นมีลักษณะไปในทิศทางเดียวกันคือ สร้างความทุกข์ทรมานให้เกิดแก่ร่างกายในส่วนอวัยวะที่เป็นแล้ว ยังลุกลามไปยังส่วนอื่น เมื่อเป็นมะเร็งอย่างรุนแรงจนถึงขั้นลงถึงระดับน้ำเหลืองก็จะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ในที่สุด

โรคนี้เกิดจากกรรมของคนผู้นั้นที่ได้เบียดเบียนฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเอาไว้เป็นจำนวนมาก ผลกรรมจึงย้อนรอยกลับมาส่งผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บเรื้อรังรักษาไม่หายคือมะเร็งร้ายแรง เกิดจากกรรมเก่าและกรรมใหม่ที่ได้เคยสร้างเอาไว้ในลักษณะดังต่อไปนี้

  1. ได้เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเอาไว้ ทั้งในชาติอดีต และในปัจจุบัน หรือได้ทำธุรกิจที่เกี่ยวกับการทำลายชีวิตทั้งสัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ เช่นโรงฆ่าสัตว์ ผลิตยาฆ่าแมลง จึงได้ส่งผลให้เกิดโรคร้ายกับร่างกายที่รักษาไม่ได้
  2. เป็นผู้ที่มีจิตใจเหี้ยมโหดมาตั้งแต่ในอดีตชาติ เคยสั่งฆ่าคนและทำร้ายคนให้บาดเจ็บถึงกับปางตาย หรือพิกลพิการ
  3. ได้เคยทำแท้งคือ คร่าบุตรของตนเองหรือให้เงินให้ความช่วยเหลือผู้อื่นเพื่อให้ทำแท้งได้สำเร็จเอาไว้หลายครั้งหลายครา
  4. ได้เคยเบียดเบียนเงินทองจากคนมากมายบนความทุกข์ของคนอื่นทั้งในอดีตชาติและในชาติปัจจุบัน
  1. 2.              โรคที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด

ผู้ที่ต้องเจ็บป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดอยู่ตลอดเวลาอาจจะเคยสร้างกรรมที่ชอบกินเนื้อสัตว์ที่ใช้ทำเป็นอาหารแบบที่ยังเป็นๆ คือไม่ฆ่าสัตว์นั้นให้ตายสนิท หัวใจของเขายังทำงานอยู่แต่ ก็ยังไม่อยากจะฆ่าเพราะมีความเชื่อที่ผิดๆ ว่าการรับประทานเนื้อสัตว์แบบที่ยังมีลมหายใจ จะช่วยให้เป็นยาบำรุงร่างกายหรือบำรุงเรื่องทางเพศ ด้วยผลกรรมนี้จึงทำให้คนผู้นั้นต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลกรรมต้องทนทุกข์ทรมานด้วยหัวใจผิดปกติ หรือพิการ

 

3. โรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ

โรคทางเดินหายใจนั้นครอบคลุมอยู่หลายประเภท คือเป็นผู้ที่ได้รับความยากลำบากในการหายใจ หายใจผิดปกติ เช่น ป่วยเป็นโรคเนื้องอกที่หลอดลม หอบหืด ถุงลมโป่งพอง หายใจไม่ทันและเหนื่อยง่าย หากเป็นกรรมเก่าที่ติดมาในอดีตชาติ อาจจะเกิดจากกรรมเหล่านี้ได้แก่ เคยใช้แรงงานคน หรือ สัตว์หนักเกินไป เคยเป็นผู้รมควันสัตว์ให้ตายอย่างทรมาน ประกอบอาชีพที่หาประโยชน์ด้วยความทรมานของผู้อื่นทางการหายใจ เช่น ขายใบยาสูบ หรือ บุหรี่ ทรมาน แกล้งจับคนหรือ สัตว์กดน้ำ

หากป่วยเป็นโรคปอด เช่นเป็นโรคน้ำท่วมปอด ปอดติดเชื้อ ปอดบวม เนื้องอกที่ปอด ปอดเป็นจุด วัณโรค เชื้อไวรัสลงปอด ก็อาจมีสาเหตุอย่างเดียวกัน และเคยกักขังคนหรือ สัตว์ในที่อับชื้น เลี้ยงสัตว์โดยไม่ดูแลเอาใจใส่ หากเป็นอาการที่เกี่ยวกับจมูก เช่น เนื้องอกในโพรงจมูก เลือดออกทางจมูกทุกวัน ริดสีดวงจมูกผ่าตัดจมูก ปวดจมูกเป็นประจำ คัดจมูกน้ำมูกไหล จมูกไม่รับกลิ่นกระดูกที่จมูกคด และไซนัส อาจมีกรรมเก่าที่ติดมาคือ ฆ่า ทุบตีที่ศีรษะและจมูกอย่างรุนแรง  ปล่อยสัตว์เลี้ยงให้ตากแดดตากฝนไม่ดูแล

 

4.โรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหาร

ประกอบด้วยโรคที่เกี่ยวกับ กระเพาะอาหาร ระบบย่อยไม่ดี ลำไส้อุดตัน ลำไส้ทะลุ ลำไส้อักเสบถ่ายเป็นเลือด ลำไส้ใหญ่สั้นมาก ไส้ติ่งอักเสบ ไส้เลื่อน หรือต้องเสียชีวิตด้วยโรคอหิวาตกโรค เพราะได้สร้างกรรมไว้ในลักษณะต่างๆ กันดังนี้

หากป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารอยู่เป็นประจำ เมื่อมองในแง่กรรมเก่าอาจเป็นเพราะ อดีตชาติ เคย ฆ่าสัตว์เล็กและสัตว์ใหญ่เป็นอาชีพ โดยต้องฆ่าด้วยการผ่าท้อง ชอบใช้ฉมวกแทงพุงปลา หรือ เคยสั่งลงโทษนักโทษที่เป็นเชลยศึกให้ต้องอดอาหารและตายอย่างทรมาน

หากป่วยด้วยอาการระบบย่อยไม่ดีเรื้อรังเช่นอาการลำไส้อุดตัน ในอดีตชาติอาจเคยเป็นผู้ที่ ทรมานข้าศึก ทุบซ้อมข้าศึก ฆ่าสัตว์ทำอาหารเป็นประจำ เหนียวหนี้ หากป่วยด้วยอาการลำไส้ทะลุ อาจเคยทรมานสัตว์โดยการ จับสัตว์เหล่านั้นมากัดกัน หรือพูดคำหยาบกับผู้ใหญ่ในตระกูลและผู้มีศีล

หากป่วยด้วยอาการลำไส้อักเสบถ่ายเป็นเลือด อดีตชาติเคยทำร้ายผู้อื่นที่ท้องจนถึงแก่ความตายโดยเจตนา หากเป็นผู้ที่มีลำไส้ใหญ่สั้นมากในอดีตชาติอาจเป็นผู้ที่ชอบ ดื่มสุราแกล้มไส้หมูที่ตนเองสั่งฆ่าเพื่อนำมาตอบสนองตัณหาของตนเอง หากต้องป่วยเป็นไส้เลื่อนในอดีตชาติ อาจเคยเป็นผู้ที่ใช้แรงงานสัตว์และผู้ที่เป็นทาสแบบหนักหนาทารุณ และกรรมที่ชอบพูดจาหยาบคายให้ของลับคนอื่น

กรรมหนักที่สุดเกี่ยวกับโรคทางเดินอาหารก็คือ ต้องตายด้วยโรคอหิวาตกโรค ในอดีตชาติอาจเคยเป็นผู้ที่ฆ่าสัตว์เพื่อนำเนื้อสัตว์เหล่านั้นมาทำอาหารขาย หรือเคยแอบเอายาถ่ายใส่อาหารของผู้อื่นจนทำให้ผู้อื่นต้องถึงแก่ชีวิตเพราะความอิจฉาริษยา

  1. 5.              โรคที่เกี่ยวกับผิวหนัง

โรคที่เกี่ยวกับผิวหนังนั้นมีอยู่มากมาย ซึ่งเกือบทั้งหมดสามารถเกิดขึ้นได้และสามารถรักษาให้หายได้ แต่ก็มีบางรายที่มีอาการหนักมากจนเป็นโรคเรื้อรังเช่น เป็นหิดน้ำเหลืองเต็มตัว ลมพิษ หัด ผิวดำ ผื่นแดงเต็มคันทั้งตัว มีปานที่กลางหลัง สะเก็ดเงินที่เท้า บวมแดงไปทั้งตัว

บางรายก็มีร่างกายที่มีกลิ่นเน่าเหม็น คือมีตุ่มหนองขึ้นเต็มตัว ผิวหนังพุพองเหมือน ถูกไฟไหม้ถูกไฟเผาตามร่างกาย แผลแห้งตกสะเก็ด ผิวหนังอักเสบ สะเก็ดเงิน เป็นสิวทั้งตัวลมพิษฝีดาษ มีจิตใฝ่ไปในการสักผิวหนังตามตัว ศีรษะมีกลิ่นเหม็นมาก บางรายมีอาการหนักจนเป็นเหตุให้ร่างกายอัปลักษณ์เป็น ท้าวแสนปมก็เพราะสร้างวิบากกรรมไม่ดีมากมาย โดยเฉพาะกรรมที่เกิดจากวาจา

วิบากกรรมเหล่านั้นอาจเกิดจากการฆ่าหรือทำร้ายผู้อื่นให้ทุกข์ทรมานที่ผิวหนัง ดังเช่นกรณีของพระนางโหริณี นอกจากนั้นยังเคย ด่าว่า ใส่ร้าย เถียงพ่อแม่ ผู้ใหญ่ และล้อเลียนพระภิกษุสงฆ์ เคยไปทำสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือสถานที่ที่เป็นสาธารณะให้เปรอะเปื้อน เคยเผาบ้านเรือนผู้อื่นให้ได้รับความเดือดร้อน และ ชอบประกอบอาหารด้วยการล่าและฆ่าแล้วนำมาปิ้งย่างอยู่เป็นประจำ

  1. 6.              โรคที่เกี่ยวกับสติปัญญา

โรคที่เกี่ยวกับสติปัญญาได้แก่ อาการเลื่อนลอย ความจำเสื่อม หลงลืม สติปัญญาไม่ดี ปัญญาทึบ ปัญญาอ่อน เป็นออทิสติก หรือกระทั่งหนักที่สุดคือ เป็นบ้า ล้วนเกิดจากกรรมที่ชอบผิดศีลข้อ 1 ข้อ 4 และข้อ 5 คือ ชอบฆ่าสัตว์ ชอบพูดเท็จ และดื่มสุราอยู่เป็นประจำ

การฆ่าสัตว์นั้นคือเป็นผู้ที่ชอบฆ่าสัตว์ด้วยความเชื่อที่ผิด ว่าการเซ่นสรวงชีวิตของสัตว์นั้นเป็นสิ่งที่ดีจึงฆ่าสัตว์ได้โดยไม่กลัวบาป อาจเคยจ้างหมอคุณไสยดำ เพื่อไปทำร้ายผู้อื่นให้เสียสติ หากเป็นผู้ที่เคยทำบุญอยู่บ้างก็อาจมีอาการประสาทอ่อนๆ อยู่ตลอดเวลา แต่เป็นเพราะเวลาทำบุญมักมีจิตคิดวิตกกังวลและเสียดายทานที่ทำ เป็นต้น

โรคร้ายต่างๆ ที่กล่าวถึงเหล่านี้ ผู้เขียนกล่าวถึงในแง่มุมของ “กรรมเก่า” ที่ติดมาจากในอดีตชาติเท่านั้น ซึ่งต้องมีความละเอียดรอบคอบในการพิจารณาเรื่องของกรรม เพราะทุกโรคสามารถเกิดขึ้นใหม่ได้ด้วยการกระทำในปัจจุบันของเราเองเป็นเหตุด้วย คือ การไม่ดูแลรักษาสุขภาพอย่างที่ควรจะเป็น ปล่อยปละละเลย ใช้ชีวิตไม่เหมาะสมก็ล้วนเป็นเหตุและปัจจัยให้เกิดโรคร้ายแรงกับตัวได้เช่นกัน

แต่อย่างไรก็ตาม ในอีกแง่มุมหนึ่งก็ยังมี “ผู้ที่แทบไม่เคยเจ็บป่วยหรือมีโรคภัยเบียดเบียนเลย”  อยู่เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นที่น่าอิจฉาสำหรับผู้ที่มากไปด้วยโรคร้ายคอยรุมเร้า คนเหล่านี้ได้สร้างเหตุแห่งกรรมดีเอาไว้เป็นเกราะป้องกันตัว

จากหนังสือเรื่อง เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ 5 บุญฤทธิ์ พิชิตโรคร้าย (โรคเวรโรคกรรม)โดย ฤทธิญาโณ และจิตตวชิระ

 

Read Full Post »

กรรมเป็นตัวกำหนดความเป็นไปของทุกสิ่ง คำว่า กรรมนั้นแปลว่าการกระทำ ไม่ใช่หมายถึงความ
รู้จักกรรม ที่ทำให้เกิดโรค และเหตุแห่งความไม่มีโรคชั่วร้ายหรือบาปอย่างที่มีบางคนเข้าใจผิดจากคำว่า “บาปกรรม” เรื่องของกรรมนั้นว่ากันตามกฎก็คือ การกระทำใดๆที่คน ๆนั้นเป็นผู้ก่อขึ้นตนเองเท่านั้นที่จะได้รับผลของสิ่งที่กระทำลงไป

 

“กรรมในปัจจุบันเป็นผลมาจากการกระทำในอดีตและกรรมที่ก่อไว้ในปัจจุบันเป็นเหตุที่จะส่งผลสืบเนื่องต่อไปยังอนาคต”

ไม่ว่ากรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม กรรมแต่ละอย่างก็มีความผูกพันของการกระทำอยู่ในตัวของมันเอง มีอยู่ 2 ประเภทอันได้แก่

 

1.กรรมเก่า เป็นกรรมที่กำลังส่งผลกับชีวิตของเราในตอนนี้เวลานี้ เรากำลังมีเจ็บป่วยอยู่ ณ เวลาปัจจุบันก็สืบเนื่องด้วยผลของการกระทำในอดีตมันส่งผลถึงเวลาปัจจุบัน ซึ่งข้อนี้ต้องมองย้อนกลับไปในเรื่องอดีตชาติอันยาวไกล อันเป็นที่มาทำให้คนเกิดความสงสัยมาก

ยกตัวอย่างในบุคคลสมัยพุทธกาลผู้หนึ่งที่ชื่อ พระนางโหริณีซึ่งเป็นน้องสาวของพระอนุรุธะเถระในหนึ่งเอตทัคคะสาวกของพระพุทธเจ้าผู้เป็นเอกในด้านการมีทิพยจักษุ พระนางโรหิณี ทรงป่วยเป็นโรคผิวหนังอย่างรุนแรง รักษาอย่างไรก็ไม่หาย ต้องอยู่ด้วยความอับอายจนไม่อาจจะออกมาพบกับผู้ใดได้เลย

เมื่อพระอนุรุทธะเถระมาถึงเมืองกบิลพัสดุ์เพื่อมาโปรดพระญาติ พวกพระญาติต่างก็มาชุมนุมกัน เพื่อต้อนรับ เว้นแต่พระนางโรหิณี เพียงคนเดียวพระอนุรุทธะจึงถามหาน้องสาว ก็ทราบความว่าพระนางเป็นโรคผิวหนังขั้นรุนแรงรักษาไม่ได้

พระอนุรุทธะเถระเป็นผู้มีทิพยจักษุเป็นเลิศได้มองเห็นกรรมในอดีตของพระน้องนาง จึงให้ไปเชิญพระนางออกมาแล้วทรงแนะนำให้ทำบุญโดยให้ขายเครื่องประดับต่างๆ เท่าที่มีอยู่ แล้วนำทรัพย์มาสร้างศาลาโรงฉัน โดยขอแรงพระญาติที่เป็นชาย ให้ช่วยกันสร้างโรงฉันให้เรียบร้อย

พระนางโรหิณีทรงเชื่อและปฏิบัติตาม เมื่อสร้างโรงฉัน 2 ชั้นเสร็จแล้ว ก็ทรงปัดกวาดเอง ทรงตั้งน้ำใช้น้ำฉันสำหรับพระภิกษุสงฆ์เอง ถวายทานด้วยน้ำสะอาดและอาหารอันประณีตแก่ภิกษุสงฆ์เป็นประจำทุกวัน นอกจากนี้ยังทรงรักษาศีลอุโบสถอย่างเคร่งครัดทำให้โรคผิวหนังของพระนางค่อยๆ หายไปทีละน้อยจนผิวเกลี้ยงเกลาในที่สุด

การที่พระนางโรหิณีต้องป่วยเป็นโรคนี้เป็นโรคที่เกิดแต่กรรม ต้องเอาบุญมาช่วยรักษา ลดอิทธิพลแห่งกรรมจนไม่มีอานุภาพในการให้ผลอีกต่อไปเหมือนคนกินยาเข้าไปปราบเชื้อโรคได้สำเร็จสร้างความประหลาดใจและความตื่นตะลึงในเดชอานุภาพในการสร้างบุญบารมีครั้งนี้มากมาย

วันหนึ่ง พระพุทธเจ้าเสด็จมาเสวยที่โรงฉันของพระนางโรหิณี แล้วตรัสให้พระนางทราบเกี่ยวกับเหตุแห่งโรคที่รักษาไม่หายว่า

โรคนั้นเกิดขึ้นเพราะกรรมของพระนางเองในอดีตกาล พระนางโรหิณีได้เกิดเป็นอัครมเหสีของพระเจ้ากรุงพาราณสี แต่มีจิตริษยาหญิงนักฟ้อนคนหนึ่งของพระราชา ได้สร้างกรรมหนักคือเอาผลเต่าร้างหรือ    “หมามุ่ย” มาโรยลงบนสรีระของหญิงนักฟ้อนคนนั้น นอกจากนี้ยังให้บริวารเอาผงเต่าร้างไปโปรยบนที่นอนของหญิงนักฟ้อนคนนั้นอีกด้วย

หญิงนักฟ้อนเมื่อได้รับผลเต่าร้างก็เกิดอาการคันอย่างทุกข์ทรมานมาก จนร่างกายเป็นผื่นพุพองขึ้นมาได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส นี่คือบุพกรรมของพระนางโรหิณีอันเป็นเหตุให้พระนางต้องเผชิญหน้ากับโรคร้ายเช่นนั้น

พระพุทธเจ้าตรัสเตือนพระนางโรหิณีว่า ต่อไปนี้จงพึงละความโกรธความถือตัวเสีย เพราะจะเป็นเหตุให้ผิดศีลข้อที่ 1 คือการเบียดเบียนร่างกายของผู้อื่นให้เกิดทุกข์และอาจเลยเถิดไปถึงการฆ่าเอาชีวิตกันได้และต้องได้รับผลของกรรมๆ นั้นไป

 

2. กรรมใหม่  เป็นการสร้างการกระทำต่อเนื่องหรือเป็นการเปลี่ยนแปลงการกระทำใหม่ ณ เวลาปัจจุบัน เพื่อที่จะได้หวังผลแห่งการกระทำใหม่ต่อไปในภายภาคหน้า หรือการที่ผลกรรมนั้นจะต้องส่งผลต่อไปในอนาคต เช่นการที่เราใช้ชีวิตอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ สูบบุหรี่ดื่มเหล้าเป็นประจำติดต่อกันนานๆ หลายปี จนต้องป่วยเป็นโรคตับแข็งและมะเร็งปอด ก็เพราะเกิดจากการกระทำของเราเองทั้งสิ้น ไปโทษใครไม่ได้เลย

 

เหตุแห่งกรรมที่ทำให้เกิดโรคภัยในลักษณะต่างๆ

กรรมเหล่านี้เป็นความเชื่อในเรื่องของทั้งกรรมเก่าและกรรมใหม่ประกอบกันซึ่ง เราจะต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้ถี่ถ้วน ว่าไม่ได้เกิดจากกรรมเก่าเพียงอย่างเดียว ซึ่งโรคร้ายต่างๆ ที่รักษาไม่หาย หรือหายขาดได้ยากนั้น หากว่ากันด้วยกฎแห่งกรรมแล้ว เกิดจากกรรม “ปาณาติบาต” คือการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หรือการเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ในอดีตชาติ หรือในปัจจุบันชาติเอาไว้มาก ซึ่งมีความรุนแรงไปตามกฎแห่งกรรมว่าด้วย วัตถุ เจตนา และประโยค

  1. 1.              เบียดเบียนโดยวัตถุ หมายถึง สิ่งที่มีตัวตน แยกเป็น 3 ประเภท คือ

1.1 ฆ่าหรือเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตผู้หาความผิดไม่ได้ คือ สิ่งมีชีวิตหรือคนผู้นั้นเป็นผู้ที่ไม่ได้ประทุษร้ายตนเองและผู้อื่นเลย การเบียดเบียนทำร้ายสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ย่อมมีโทษมาก เพราะไม่มีเหตุผลอันควรที่จะต้องไปทำร้ายเขา

1.2 ฆ่าหรือเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตผู้ที่มีความอุปการะมากแก่ตนเอง เช่น บิดา มารดา ครู อาจารย์ มีโทษหนักมากขึ้น เพราะได้ตัดประโยชน์สุขของผู้มีพระคุณที่ได้อุปการะเลี้ยงดูตนเอง

1.3  ฆ่าหรือเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตซึ่งเป็น ผู้มีคุณความดี มีโทษมาก เพราะไม่เป็นแต่ผลาญชีวิตเปล่า ยังทำลายคุณที่เป็นตัวอย่างให้ผู้อื่นประพฤติตามเสียด้วยเช่น เบียดเบียนทำร้ายพระอรหันต์ ทำร้ายพระโพธิสัตว์เจ้า ไปจนถึงพระพุทธเจ้า ย่อมมีโทษมากที่สุด แบบประมาณมิได้

 

2.  เบียดเบียนโดยเจตนา หมายถึง ความคิดอ่านหรือความตั้งใจแบ่งได้อีก 3 ระดับ คือ

2.1 ได้เบียดเบียนหรือฆ่าสิ่งมีชีวิตนั้นโดยไม่มีสาเหตุ เช่น ผู้นั้นไม่มีโทษผิดถึงตาย หรือไม่ได้เป็นผู้ที่จะเข้ามาทำร้ายตนเอง แต่กลับไปเบียดเบียนเขาด้วยจิตคิดร้ายแบบไม่เหตุผลย่อมมีมีโทษ เช่นเห็นงูตัวหนึ่งเลื้อยผ่านหน้าบ้าน ก็ตรงเข้าไปทำร้ายงูตัวนั้นด้วยเหตุผลคาดว่า งูตัวนั้นจะเป็นอันตรายแก่ตนเอง ซึ่งเกิดจากความคิดของตนเองเพียงฝ่ายเดียว เป็นต้น

2.2 ได้เบียดเบียนหรือฆ่าสิ่งมีชีวิตนั้นด้วยกำลังกิเลสที่แรงกล้า เช่น รับจ้างฆ่าผู้อื่นเพราะกระหายในโภคทรัพย์ที่เขานำมาเป็นค่าจ้างด้วยความโลภเป็นที่ตั้ง ย่อมมีโทษมาก พวกที่ชอบจับสัตว์ป่าไปขายให้สัตว์เหล่านั้นต้องเดือดร้อนถึงชีวิต ก็เข้าข่ายหลักกรรมเจตนาในข้อนี้

2.3 ได้เบียดเบียนหรือฆ่าด้วยความพยาบาทอันร้ายกาจ ล้างผลาญเขาให้ถึงความพินาศ มีโทษมากที่สุด เพราะเจตนาแรงที่สุดเช่น มีการวางแผนสังหารกันอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพราะมีเหตุจากความคิดพยาบาทต้องการให้สิ่งมีชีวิตนั้นหรือคนๆ นั้นได้รับความทุกข์ทรมานมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

3. เบียดเบียนหรือฆ่าโดยประโยค

คำว่าประโยคนั้น หมายถึง อาการสำหรับประกอบ(การกระทำ) เป็นการเบียดเบียนหรือฆ่าเพื่อมุ่งหมายให้ผู้อื่นลำบากจนถึงแก่ความตาย หรือเพื่อจุดประสงค์จะทรมานสิ่งมีชีวิตนั้นในรูปแบบต่างๆได้แก่

3.1  ใช้การงาน คือ การใช้การเกินกำลังของสิ่งมีชีวิตนั้นแบบไม่มีการปรานีสัตว์ ปล่อยให้อดอยากซูบผอม ไม่ได้หยุดพักผ่อนตามกาลอันสมควร โดยการทำความสำราญของสัตว์ให้เสียไป ขณะใช้ก็เฆี่ยนตีอย่าโหดร้ายทารุณ

3.2 กักขัง ได้แก่ กังขังในที่คับแคบ จนสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตนั้นแทบจะเปลี่ยนอิริยาบถไม่ได้ ทำให้ขาดอิสรภาพทุกข์ทั้งกายและใจ

3.3 ใช้การนำไป ได้แก่ การนำสัตว์ไปโดยวิธีทรมาน ลากไป หรือผูกมัดไว้ ยกตัวอย่างเช่น เป็ดไก่ สุกรที่เลี้ยงเพื่อนำไปฆ่า มีการหิ้วหามเอาหัวลง เอาเท้าขึ้น หรือเอาปลาขังข้องให้ทับแบบยัดเยียดกัน ปล่อยให้ดิ้นกระเสือกกระสนจนตายอย่างทรมาน เป็นต้น

3.4 ใช้การเล่นสนุก เช่น การเอาประทัดผูกหางสุนัข แล้วเอาไฟจุด หรือเอาไฟจุดบนกระดองเต่า เอาก้อนดินก้อนหินขว้างปานกเล่นจนเป็นเหตุให้นกพิการหรือตาย ซึ่งอาจจะเป็นการกระทำที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ด้วยความคึกคะนองหรือไม่รู้ก็ตาม ย่อมมีผลกรรมเกิดขึ้นต่อตนเองได้

3.5 ใช้การผจญสัตว์ เป็นการเดิมพันชีวิตผู้อื่นด้วยหวังความสนุก เช่น กัดปลา ชนวัวชนควาย ตีไก่ กัดจิ้งหรีด เป็นต้น การกระทำเหล่านี้ล้วนมีโทษมาก เพราะผู้ถูกเบียดเบียนหรือถูกฆ่าได้รับเสวยทุกข์เวทนาแสนสาหัส ย่อมส่งผลให้เกิดความทุกข์ให้กับผู้ที่ก่อกรรมเบียดเบียนเหล่านี้ไปตามความหนักเบาและลักษณะกรรมที่กล่าวมาโดยแตกต่างกัน

จากหนังสือเรื่อง เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ 5 บุญฤทธิ์ พิชิตโรคร้าย (โรคเวรโรคกรรม)โดย ฤทธิญาโณ และจิตตวชิระ

 

Read Full Post »

มนุษย์ทุกคนเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย ก็มักจะต้องไปหาหมอเพื่อทำการรักษา ซึ่งนับเป็นการกระทำที่
เหตุของการเกิดโรคภัยไข้เจ็บถูกต้องอันดับแรก สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนั้นมีหลายสาเหตุ ซึ่งต้องมาพิจารณาดูกันให้ถี่ถ้วน หากกล่าวในแง่ของพระพุทธศาสนานั้น “โรค” หมายถึง สภาวะและอาการที่ทิ่มแทง ทำลาย ขัดขวาง ย่ำยี เบียดเบียน และเป็นอุปสรรคของชีวิต ทำให้ชีวิตได้รับทุกขเวทนา ปราศจากสุขและพบแต่สิ่งที่ไม่น่าปรารถนาอยู่ร่ำไป

โรคดังกล่าวนั้นสามารถแบ่งได้อยู่ 2 ประเภทคือ

1. โรคทางจิต คือ โรคที่เป็นต้นกำเนิดในการทำลายสันติและก่อให้เกิดพาหะนำไปข้ามภพข้ามชาติได้ อาจจะเรียกได้ว่าเป็น  “โรคาที่มาจากการกรรมเก่า” เช่นเกิดมาก็มีสติปัญญาพิกลพิการ ฟั่นเฟือน สมาธิสั้น ภาวะทางอารมณ์บกพร่อง ฯลฯ

 

2. โรคทางกาย คือโรคที่ทำลายรูปธรรมให้พบแต่ความชำรุด คร่ำคร่าจนเกิดเวทนาอย่างแรงกล้า หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นโรคที่เกิดมาจากกรรมใหม่และกรรมเก่าผสมกัน เช่น ป่วยเป็นโรคมะเร็ง หรือป่วยเป็นโรคเรื้อรังใดๆ ที่รักษาไม่หาย ใช้เวลารักษานานมาก ก็ยังไม่หายขาดอาการทรงๆ ทรุดๆ อยู่ตลอดเวลา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้กล่าวว่า “หากใครเห็นว่าโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดมาจากกรรมทั้งสิ้นย่อมเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน” เพราะโรคภัยไข้เจ็บนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ กรรมหรือการกระทำเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้นที่ทำให้เกิดโรค

ในทางพระพุทธศาสนาได้แบ่งกฎเกณฑ์การเจ็บป่วยไว้อย่างแยบคาย 5 ประการดังนี้

 

1. เกิดจากอุตุนิยาม เป็นกฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับสภาพดินฟ้าอากาศและสิ่งแวดล้อม เช่น ความร้อน ความหนาวที่มากเกินไป เกิดอุทกภัย วาตภัย อันถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรค

 

2. เกิดจากพืชนิยาม เป็นกฎธรรมชาติของพืชพันธ์ หรือ เกิดจากพันธุกรรม เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคเอดส์ ที่สามารถถ่ายทอดได้กรรมพันธุ์

 

3. เกิดจากจิตตนิยาม เป็นกฎธรรมชาติเกี่ยวกับสภาพจิตใจ หรืออุปาทานความนึกคิดที่อาจปรุงแต่งจนเกินไปได้ อาจมีผลกระทบต่อภาวะจิตใจและส่งผลต่อไปถึงร่างกาย

 

4.เกิดจากกรรมนิยาม เป็นกฎธรรมชาติเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ ที่เกิดจากการกระทำหรือการแสดงเจตนา เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์โดยตรงคือตนเองเป็นคนสร้างการกระทำที่ทำให้เกิดโรคขึ้นมาจึงต้องรับผลแห่งการเป็นโรคนั้นๆ ด้วยตนเอง เช่นโรคที่เกิดจากความเสื่อมสภาพของร่างกายทั้งหลาย

 

5.เกิดจากธรรมนิยาม เป็นกฎที่ว่าด้วยเรื่องเหตุและผล เช่น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วดับไป การเกิดโรคก็เช่นเดียวกันเมื่อมีการเกิดโรคย่อมมีการหายจากโรค หรือมีการดำเนินของโรคนั้นไปตามความเป็นจริง

เราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า   โรคภัยไข้เจ็บที่เกิดอยู่ตอนนี้กับทุกท่านมันมีสาเหตุแน่นอน    ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ  ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่มันคือ ผลที่มาจากเหตุล้วนๆ อาจเกิดมาจากรรมหรือการกระทำล้วนๆ หรืออาจเกิดได้ตามกฎแห่งธรรมชาติ

ในยุคปัจจุบัน ที่เรียกกันว่า ระยะเวลาที่เราสร้างกรรมใหม่ที่เราทำตัวเองนั้น มาจากเหตุที่ว่าหากเราเป็นคนที่ไม่รู้จักรักษาสุขภาพของตัวเอง  ไม่รับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ที่ร่างกายต้องการ หรือรับประทานอย่างหนึ่งอย่างใดมากเกินจนล้น จนเกินความพอดีก็ทำให้เกิดโรคได้ เพราะได้รับการติดเชื้อจากโรคต่างๆ ด้วยการขาดความรู้ การไม่ระมัดระวังตัวเองให้ดี หรือไม่ยอมดูแลสุขภาพอย่างที่ควรจะเป็น

แต่ยังมีคนเป็นจำนวนมากที่มีความเชื่อว่า  การที่คนเราเจ็บป่วยนั้นป่วยเป็นโรคนั้นโรคนี้มาจาก       “กรรมเก่า” โดยเฉพาะโรคเวรโรคกรรมที่รักษากันอย่างไรก็ไม่หายเสียที

ขอให้ทำความเข้าใจกันก่อนว่า คำว่า กรรมเก่า หมายถึง ผลของกรรมหรือการกระทำที่ส่งผลข้ามภพข้ามชาติ อาจเป็นหลายพันชาติก็ได้ ทำให้เกิดผลกรรมที่ตามผูกพันกัน ซึ่งมาจากการได้เคยได้กระทำกรรมไม่ดีให้กับคนหรือสัตว์ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ มาก่อน

เมื่อเหล่าดวงจิตวิญญาณเหล่านี้ยังมีความอาฆาตแค้นอยู่กับตัวผู้ที่สร้างกรรมกับตนเอง ก็มักจะติดตามคนที่มีกรรมผูกพันการที่ติดตามตัวใครก็ตามนี้ ส่งผลให้คนๆนั้นจะมีการเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน ตามอาการที่ดวงวิญญาณเหล่านั้นเคยเป็นก่อนตาย

เช่น หากดวงวิญญาณนั้นเคยปวดท้องอย่างรุนแรงก่อนตาย ก็จะทำการเบียดเบียนให้คนที่มีดวงวิญญาณดวงนี้ติดตาม เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ เหมือนดวงวิญญาณนั้นๆ ไปด้วย หรืออาจเกิดจากผลกรรมที่ได้สร้างเอาไว้ในภพชาติปัจจุบันก็เป็นไปได้เช่นกัน ในตัวอย่างของหลวงวิจารณ์

เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าที่ถูกบันทึกโดย พระยาวจีสัตยารักษ์ (ขำ ศรียาภัย) ซึ่งเป็นมหาดเล็กในล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ได้ฝึกหัดราชการอยู่ในสำนักของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สมุหพระกลาโหม ในปี พ.ศ. 2449  ท่านได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยาวจีสัตยารักษ์ และได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลสุราภรณ์ มงกุฎสยาม ชั้นที่ 2 และเหรียญจักรพรรดิมาลาเป็นเกียรติยศ ท่านได้บันทึกเรื่องราว กรรมของบุคคลผู้หนึ่งที่เป็นข้าราชการในสมัยนั้นคือ หลวงวิจารณ์ฯ แห่งบ้านเจ็ดเสมียน จ. ราชบุรีไว้ว่า

ราวปี พ.ศ. 2455 หลวงวิจารณ์ได้รับราชการเป็นกรรมการจังหวัด มีหน้าที่ตรวจตามวัดต่าง ๆ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องในพระธรรมวินัยแตกฉานพอสมควร เพราะเคยบวชเรียนจนสอบได้เปรียญธรรม หลังจากสิกขาลาเพศบรรพชิตไปแล้ว ก็ออกมารับราชการและมีครอบครัวตามวิสัยปุถุชนทั่วไป

แต่การบวชเรียนของหลวงวิจารณ์ฯ ไม่ได้ช่วยอะไรในการประกอบอาชีพการงานมากนัก เพราะหลวงวิจารณ์เป็นคนที่บ้าอำนาจหลงในยศศักดิ์เป็นอย่างยิ่ง และมีนิสัยหยาบกระด้างไม่มีความเคารพศรัทธาในพระรัตนตรัยเลยทั้งๆ ที่ตนเองได้บวชเรียนมาแล้ว

เวลาที่ตนเองไปตรวจงานตามวัดจะเรียกเหล่าพระสงฆ์สามเณร มาเพื่อสอบถามความรู้เหมือนคอยจ้องจับผิด ถ้าพระเณรตอบปัญหาถูกก็รอดตัวไป แต่ถ้าตอบปัญหาธรรมผิดก็จะถูกหลวงวิจารณ์ผู้นี้ ด่าว่าอย่างรุนแรงและถูกโขกสับใช้เอาอีกด้วย โดยไม่มีความยำเกรงต่อภิกษุหรือผู้ใดทั้งสิ้นแม้แต่ พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมีอาวุโสในพรรษา หลวงวิจารณ์ผู้นี้ก็ไม่ไว้หน้าใคร

ความประพฤติไม่ดีไม่ได้ปรากฏทางวาจาเท่านั้น หลวงวิจารณ์ยังแสดงถึงความโลภกับพระภิกษุอีกด้วย หากไปตรวจวัดใด หลวงวิจารณ์มักจะชอบขอเอาสิ่งของต่าง ๆจากพระสงฆ์หรือของวัดให้ทั่วไปหมด ถ้าพระท่านยินดีให้เพราะเมตตา หรือให้เพราะไม่ใช่สิ่งของที่ควรสงวนเพื่อส่วนตัวก็ถือว่าโชคดีไป

แต่ถ้าหาก หลวงวิจารณ์ไปขอเอาสิ่งของที่เป็นของ คณะสงฆ์ พระและลูกวัดซึ่งเป็นของส่วนรวมแห่งนั้นแล้วพระท่านให้ไม่ได้ ทั้งพระผู้ใหญ่และพระลูกวัดต่าง ก็จะต้องตกที่นั่งลำบากเพราะหลวงวิจารณ์จะคอยกลั่นแกล้งจ้องจับผิดแบบไม่ลดละทำให้พระภิกษุและเณรเดือดร้อนเป็นอันมาก

หลวงวิจารณ์ผู้นี้ดำรงชีพอย่างไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมมาจนอายุได้ 50 ปี ผลกรรมหนักนั้นก็ตามทันเมื่อต้องล้มป่วยเป็นไข้ที่บ้านเจ็ดเสมียน อาการป่วยก็นับว่าแปลกประหลาดอย่างยิ่ง เพราะหลวงวิจารณ์ “จะมีความรู้สึกร้อนทั้งภายนอกผิวหนังและร้อนภายในทรวงอกอยู่ตลอดเวลา” ต้องทุกข์ทรมานถึงขั้นดิ้นรนร้องครวญครางอย่างน่าเวทนา แม้จะไปตามหมอมารักษาอาการป่วยนี้อย่างไรความร้อนในทรวงอกนี้ก็ไม่ทุเลาลงได้เลยแม้แต่น้อย

วิธีบรรเทาความร้อนก็คือ หลวงวิจารณ์ต้องขอร้องให้ภรรยาหรือบุตรคอยตักน้ำเย็นราดลงบนที่หน้าอกอยู่เรื่อยๆ ความเร่าร้อนจึงจะพอลดลงไปบ้างถ้าหยุดรดน้ำบนหน้าอกความร้อนก็จะเริ่มกลับขึ้นมาอีกวนเวียนกันอยู่อย่างนี้และต้องทนเจ็บป่วยด้วยโรคประหลาดนี้ไม่ยอมหาย ทั้งบุตรและภรรยาต่างก็พากันอิดหนาระอาใจเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อมีอาการหนักมากขึ้นต้องเอาน้ำรดที่หน้าอกแทบจะตลอดเวลา หยุดรดเมื่อใดก็จะต้องดิ้นรนร้องโวยวายที่หน้าอกเหลือจะทน

ผู้เฝ้าไข้จำเป็นต้องตักน้ำราดรดให้กันแบบแทบไม่ต้องทำอย่างอื่น จนใต้ถุนบ้านของหลวงวิจารณ์นอนป่วยกลายเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่เพราะมีน้ำไหลตกลงไปตลอดทั้งวันทั้งคืน

หลวงวิจารณ์ฯต้องทรมานอยู่เช่นนี้ยาวนานถึงปีเศษจึงได้สิ้นใจตายไปอย่างน่าเวทนาหาความสุขสงบไม่ได้ในช่วงท้ายของชีวิต หลังจากปลงศพของหลวงวิจารณ์เรียบร้อยแล้ว ครอบครัวต่างก็พากันอพยพย้ายออกไปจากตำบลเจ็ดเสมียนและไม่ยอมหวนกลับมาที่แห่งนี้อีกเลย

ในต่างประเทศก็มีปรากฏการณ์ของชายที่มีอาการสะอึกยาวนานที่สุดในโลกมีนามว่า Charles Osborne” เป็นชาวเมืองไอโอว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา เกิดวันที่เมื่อ 2 เมษายน ปี 1894 และเสียชีวิตในวันที่ 1 พฤษภาคม 1991

เขาผู้นี้เริ่มมีอาการสะอึกมาตั้งแต่ปี 1922 ต่อเนื่องจนถึงปี 1990 รวมกว่า 68 ปีได้รับการบันทึก สถิติโดยกินเนสบุ้ค ว่าเป็น มนุษย์ที่สะอึกต่อเนื่องนานที่สุดในโลก ด้วยอาการของโรคที่แปลกประหลาด หาสาเหตุและรักษาไม่หายนี้ ทำให้เขาได้รับเชิญไปออกรายการ “ริปลี่ย์เชื่อหรือไม่” ในปี1936 ออกอากาศทางช่องABC และออกรายการทูไนท์โชว์กับ Johnny Carson ในปี 1983

ในช่วงแรกของโรคเขาสะอึกประมาณ 40ครั้ง ต่อนาทีในช่วงปีท้ายๆ ของโรคเขาสะอึกน้อยลงเหลือประมาณ 20ครั้งต่อนาที โดยมีการประเมินว่าตลอด 68 ปี เขาสะอึกไปมากถึง 430 ล้านครั้ง หลังจากเขาหายจากการสะอึกแล้ว ได้มีชีวิตได้ต่อมาเพียงประมาณ 11 เดือน และเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากแผลติดเชื้อ

อาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นในลักษณะเหล่านี้ เรียกได้ว่าไม่สามารถรักษาด้วยการแพทย์โดยทั่วไป ถึงไปหาหมอ ก็จะไม่สามารถตรวจวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคอะไร จะรักษาอาการอย่างไรทางการแพทย์ก็ดูเหมือนจะไม่ทุเลาลงไปได้

ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นที่มาความเชื่อในเรื่องของการไปทำ “พิธีแก้กรรมขจัดโรคร้าย” ด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งบ้างก็ถูก บ้างก็ผิดเพี้ยนไปตามความเชื่อ โดยเฉพาะคนที่ขาดความรู้อาจถูกชักนำให้หลงผิดไปยังวิชาไสยศาสตร์ จนเป็นเหตุให้การรักษาที่ถูกต้องไม่มีความคืบหน้าจนผู้ป่วยอาจถึงกับเสียชีวิต

ครูบาอาจารย์หลายท่านกล่าวว่า โรคที่เราไม่สามารถหาสาเหตุการเจ็บป่วย อันเกิดจากเวรกรรม จากดวงวิญญาณติดตามนี้ กลับสามารถรักษาให้หายได้ ด้วยการใช้อำนาจของบุญกุศล มาอุทิศให้ดวงจิตวิญญาณที่ติดตามร่างกายของคนผู้นั้น เพราะเมื่อดวงวิญญาณเขาอนุโมทนารับในผลบุญที่เราอุทิศให้จนเพียงพอแล้ว เขาก็จะสามารถไปเกิดใหม่ไดตามสมควรแก่ภพภูมิเมื่อนั้นความเจ็บป่วย ที่เป็นอยู่ก็ย่อมจะทุเลาลงและหายไปในที่สุด

หากจะกล่าวโดยสรุปแล้ว โรคอะไรก็ตามที่เกิดขึ้น เราก็ต้องทำการรักษาให้ถูกต้องตรงกับโรคเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นไปในทางใดทั้งที่รู้สาเหตุและสามารถรักษาสาเหตุได้ด้วยยา การผ่าตัด หรือรักษาทางกายอื่นๆ ย่อมจะหายหรือทุเลาได้รวดเร็ว โดยกรรมวิธีทางการแพทย์

นอกจากนั้นการรักษาจะเกิดผลดียิ่งขึ้นเมื่อมีการรักษาในทางธรรมด้วย เพราะหลักธรรมนั้นจะช่วยให้คนไข้มีกำลังใจและสภาพจิตใจและร่างกายพร้อมสำหรับการรักษาดังกล่าว และเป็นที่ยืนยันจากการแพทย์สมัยทั่วโลกแล้วว่า การรักษาทางจิตใจนั้นสำคัญไม่แพ้กับทางกายเลย ผู้เขียนเชื่อว่า หลายคนคงเคยได้ยิน “โรคกลัวหมอ” เพราะถ้าคนไข้นั้นมีความศรัทธาและเชื่อถือในตัวหมอมากๆ บางครั้งเมื่อเห็นหน้าหมอ หรือแค่ได้พูดคุยอาการเจ็บป่วยก็หายเป็นปลิดทิ้ง

ส่วนโรคที่ไม่รู้สาเหตุหรือรู้สาเหตุแต่ยังไม่สามารถรักษาสาเหตุได้ มักจะหายหรือทุเลาได้ด้วยจิตใจ ที่มีความหวัง มีความเข้าใจและยอมรับในสภาพของโรคของตน ทั้งนี้อาจจะอาศัยความศรัทธาหรือความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในผู้ให้การรักษา หรือในสิ่งอื่นๆ ซึ่งขึ้นกับความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี และความยึดถือของตนและสังคมของตน ความอบอุ่นที่ได้รับจากญาติมิตร ครอบครัว และสังคม มักจะช่วยให้จิตใจของคนไข้เข้มแข็งขึ้น

นอกจากนี้แล้วยังมีโรคจำนวนมากที่หายเองได้ อาจหายเองได้หรือหายโดยไม่ทราบว่าหายได้อย่างไร ผู้ที่ป่วยเป็นโรคใดๆ อยู่ก็ตามจึงไม่ควรท้อถอย วิตกกังวล หรือเศร้าซึมจนเกินกว่าเหตุ เพราะจะทำให้โรคทรุดลง หรือรู้สึกว่าโรคทรุดลงและทำให้มีอาการมากขึ้นได้

ขอให้พิจารณาอย่างถ้วนถี่ ด้วยสติปัญญา หาสาเหตุของโรคให้เจอ และพยายามรักษาให้หาย และการทำการแก้ไขโรคภัยด้วยการสร้างบุญบารมี ด้วยการทำทาน รักษาศีล สวดมนต์ เจริญภาวนากรรมฐานซึ่งเป็นแนวทางการรักษาทางพุทธศาสนานั้น มีการพิสูจน์กันมาเป็นเวลานานแล้วว่ามีพลานุภาพในการบำบัดรักษาป้องกันโรคภัยได้จริง

ในพุทธศาสนิกชนและคนที่สนใจทั่วไป วิชาศาสตร์แห่งการบุญบารมี ซึ่งเป็นวิชาที่ไม่เน้นในเรื่องวัตถุ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คนที่รักตัวเองและรักคนอื่นเป็นไม่ควรปฏิเสธ หากได้ลองปฏิบัติดูด้วยตนเองแล้วก็จะสามารถพบคำตอบนั้นได้ด้วยตัวท่านเองโดยยังไม่จำเป็นต้องปลงใจเชื่อในสิ่งที่ผู้เขียนกล่าวทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งมาร่วมค้นหาคำตอบร่วมกันได้ในหน้าถัดไป

จากหนังสือเรื่อง เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ 5 บุญฤทธิ์ พิชิตโรคร้าย (โรคเวรโรคกรรม)โดย ฤทธิญาโณ และจิตตวชิระ

 

Read Full Post »

ชายชาวออสเตรเลียคนหนึ่ง เกิดมา จากพ่อแม่ชาวเซอร์เบียซึ่งอุทิศตนให้คริสต์ศาสนา เกิดมา
เรื่องเล่า 6 ชายผู้ไร้แขนขาโดยที่ไม่มีแขนทั้งสองข้าง มีขาสั้นๆ ข้างเดียวที่มีนิ้วโป้งสองนิ้วเท่านั้น

แทนที่จะมัวหมกมุ่นสงสารตัวเอง หรือโกรธเกรี้ยวผู้คนรอบข้างด้วยเหตุผลต่างๆ นานาของ   “ความไม่ยุติธรรม” เขากลับบอกพ่อแม่ว่าเขาอยากใช้ชีวิตปกติ ไม่ต้องการให้ใครมาดูแล หรือปฏิบัติต่อเขาอย่างพิเศษ

แล้วเขาก็ใช้ชีวิตปกติ ไปโรงเรียนสามัญเรียนร่วมกับเพื่อนที่มีร่างกายสมบูรณ์ ผู้คนต่างมองเขาอย่างประหลาดใจ โดยที่ไม่ได้ตระหนักเลยว่าสิ่งที่พวกเขาคิดกับความเป็นจริงนั้น เป็นคนละเรื่องเลย เขาเรียนจบทางบัญชี และปัจจุบันเป็นนักสร้างแรงบันดาลใจที่เดินรอบโลก เพื่อพูดกับเด็ก-วัยรุ่นที่มีความคับข้องใจ ไม่พอใจ เป็นตัวอย่างที่มีชีวิต แสดงให้เห็นว่าที่แต่ละคนมีนั้น ยิ่งใหญ่ขนาดไหน จะทุกข์ร้อนอะไรนักหนา

เรื่องเล่าอันน่าอัศจรรย์ใจเกี่ยวกับความเชื่อในภาวะ อันยากลำบาก ถ้าเรื่องของเขาไม่ทำให้เราเชื่อเรื่องความรักของพระเจ้าและพลังของพระองค์ ตามที่ ชายผู้นี้เชื่อในพระเจ้าของเขา รวมถึงสิ่งที่ความเชื่อนั้นทำให้เกิดขึ้นได้ ก็คงไม่มีเรื่องไหนที่จะทำให้เราเชื่อได้อีกแล้ว

เขาขอมอบสิ่งดีต่าง ๆ ให้เป็นของพระเจ้าสำหรับโอกาสการเป็นพยานของเขาที่จับต้องหัวใจของคนนับแสนนับล้านทั่วโลก

ชายผู้นี้กล่าวว่า

“ผมเกิดมาโดยที่ไม่มี แขนขาและหมอก็หาคำอธิบายทางการแพทย์ไม่ได้สำหรับ “ข้อบกพร่อง” จากการกำเนิดนี้ อย่างที่คุณน่าจะจินตนาการได้ว่าผมต้องเจอกับความท้าทายและอุปสรรคมากมาย คิดซะว่ามันเป็นความรู้สึกเป็นสุขอันบริสุทธิ์เถอะ ครับ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราต้องเจอกับการทดลองในหลายรูปแบบ”

“ผมถือ ว่าความเจ็บปวด ความทุกข์ยาก และการต่อสู้ดิ้นรนของเราเป็นความรู้สึกอันเป็นสุขอย่างนั้นเหรอ? ด้วยความที่พ่อแม่เป็นคริสเตียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อของผมที่เป็นนักเทศน์ในโบสถ์ พวกเค้ารู้ซื้งในคำพูดนั้นเป็นอย่างดี”

เช้าวันหนึ่งของวันที่ 4 ธันวาคม ปี 1982 ที่เมืองเมลเบิร์น สองคำสุดท้ายที่อยู่ในใจของพ่อแม่ผมก็คือ “สรรเสริญพระเจ้า!”

ลูก ชายคนแรกของพวกเขาเกิดมาไม่มีแขนขา! ไม่มีคำเตือนใด ๆ หรือแม้แต่เวลาให้เตรียมใจสำหรับเรื่องนี้ หมอก็ตกใจและไม่มีคำตอบใด ๆ เลย! ยังคงไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ใด ๆ ที่จะอธิบายได้ว่าทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น และน้องชายและน้องสาวที่เกิดมาต่อจากเขา ก็เหมือนกับเด็กปกติคนอื่น ๆ

คน ทั้งโบสถ์เศร้าโศกกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับการเกิดมาของชายคนนี้ และพ่อแม่ของเขาก็รู้สึกไปกับเรื่องเหล่านั้น ทุกคนถามว่า

“ถ้าพระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งความรัก ถ้าอย่างนั้นทำไมพระองค์ถึงยอมให้สิ่งเลวร้ายแบบนี้เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่กับใครคนอื่น แต่กับคริสเตียน ที่เคร่งครัด และทุ่มเทแบบนี้”

ผู้เป็นพ่อนั้นคิดว่า ลูกชายจะมีชิวิตอยู่ได้ไม่นานนัก แต่ผลการทดสอบกลับบอกว่า เด็กคนนี้เป็นเด็กผู้ชายแข็งแรง เพียงแค่แขนขาหายไปเท่านั้นเอง

พ่อแม่ของเด็กมีความกังวลอย่างมากและแสดงให้ เห็นถึงความกลัวว่าชีวิตแบบไหนกันนะที่เด็กคนนี้จะเติบโตขึ้นมา

แต่ว่าพระเจ้าก็ให้ความเข้มแข็ง สติปัญญา และความกล้าแก่พวกเขาในการที่จะผ่านสิ่งเหล่านี้ไปได้ในช่วงปีแรก ๆ และไม่นานหลังจากนั้น เด็กก็โตพอที่จะไปโรงเรียนได้

กฎหมาย ในประเทศที่เด็กคนนี้เติบโตขึ้นมา ไม่อนุญาตให้เขาได้เข้าโรงเรียนที่ดีที่สุดเนื่องจากสภาพความบกพร่อง ทางร่างกาย แต่ เรื่องมหัศจรรย์เกิดขึ้นและให้พลังแก่พ่อแม่ของเขาในการที่จะต่อสู้กับกฎหมาย เพื่อให้มันเปลี่ยนไป เด็กคนนี้กลายเป็นคนหนึ่งในนักเรียนที่พิการ รุ่นแรกที่ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนชั้นนำ

เขาชอบที่จะไปโรงเรียนและพยายามที่จะมีชีวิตเหมือนกับคนอื่น ๆ แต่ก็ได้รับรู้ในปีแรก ๆ ของการไปโรงเรียนถึงเวลาที่รู้สึกไม่สบายใจอันเกิดจากการถูก ปฎิเสธ รู้สึกแปลกแยกและถูกล้อเลียนจากความแตกต่างทางร่างกาย

เป็นเรื่องยากสำหรับเขาที่จะชินกับความรู้สึกนั้น แต่ด้วยการสนับสนุนของพ่อแม่ เขาเริ่มที่จะพัฒนาทัศนคติที่ดีและคุณค่าที่ช่วยให้ก้าวผ่านเวลาแห่งความ ท้าทายนั้น

ภายนอกอาจต่างจากคนอื่นแต่ข้างในนั้นก็เหมือนกับทุกคน มีหลายครั้งที่เขารู้สึกแย่มาก ๆ จนไม่อยากไปโรงเรียนเพื่อที่จะไม่ต้องไปเจอเรื่องแย่ ๆ พวกนั้น

แต่เขาก็ได้รับการชูกำลังใจจากพ่อแม่ในการที่จะไม่สนใจสิ่งเหล่านั้น และให้เริ่มหาเพื่อนโดยการไปพูดคุยกับเด็กบางคน ไม่นานนักเด็กนักเรียนเหล่านั้นก็รู้ว่าผมก็เหมือนพวกเขานั้นแหละ และจากตรงนั้น พระเจ้าก็อวยพรเขาในการพบเพื่อนใหม่

มีบางเวลาที่ความรู้สึก หดหู่และโกรธเกรี้ยวเพราะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายหรือไม่สามารถโทษใครได้สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น

เด็กคนนี้ไปโรงเรียนสอนศาสนาวันอาทิตย์และได้เรียนรู้ว่าพระเจ้ารักเราทุกคนและ พระองค์ทรงห่วงใยเรา เขาก็เข้าใจความรักในแบบเด็ก ๆ แต่ไม่เข้าใจว่า ถ้าพระเจ้ารักเขาจริง ทำไมพระองค์ถึงทำให้เขาต้องเป็นแบบนี้

เป็นเพราะว่าเขาทำอะไรผิดหรือเปล่า?  ใช่สิ เขาต้องทำอะไรผิดแน่เลยเพราะจากเด็กทุกคนในโรงเรียน มีเขาคนเดียวที่ประหลาด

ความรู้สึกที่เหมือนกับว่าเป็นภาระของคนรอบ ๆ ตัว และถ้ายิ่งตายเร็วเท่าไหร่ ทุกคนก็คงสบายขึ้นเท่านั้น เขาต้องการที่จะจบความเจ็บปวดและจบชีวิตนี้ด้วยอายุเพียงน้อยนิด

แต่ในที่สุดก็ต้องขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง สำหรับพ่อแม่และครอบครัวที่อยู่ตรงนั้นเพื่อผมตลอดเวลาเพื่อที่จะทำให้เขาได้ รู้สึกดีและเข้มแข็งต่อไป

เนื่องจากการต้องดิ้นรนใน ด้านอารมณ์ ต้องเจอกับการกลั่นแกล้ง การเคารพตัวเอง และความโดดเดี่ยว พระเจ้าได้ปลูกฝังความหลงใหลในการแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ในตัวเขาเพื่อ ช่วยเหลือคนอื่นในการรับมือกับความท้าทายใด ๆ ก็ตามที่พวกเขาต้องเจอในชีวิตและยอมให้พระเจ้าเปลี่ยนเรื่องเหล่านั้นเป็น พระพรเพื่อหนุนใจและดลใจให้ผู้อื่นใช้ชีวิตอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ และไม่ยอมให้สิ่งใดเข้ามาขวางความหวังและฝันของพวกเขาได้

บทเรียนหนึ่งในเรื่องแรก ๆ ที่เขาได้เรียนรู้ก็คือการที่จะไม่ทึกทักเอาเอง และเรารู้ ว่าพระเจ้ากระทำดีที่สุดในทุกสิ่งเพื่อคนที่รักพระองค์”

คำพูดนั้นโดนใจเด็กคนนี้มากและพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่า โชค หรือความบังเอิญที่ทำให้สิ่ง “เลวร้าย” นี้เกิดขึ้นในชีวิตของเรา

ในด้านความเชื่อทางศาสนาคริสต์ พระเยซูกล่าวว่าเหตุผลที่คนตาบอดเกิด มาตาบอดก็เพราะ

“เพื่อว่างานของพระเจ้าจะได้รับการสรรเสริญผ่านทางคนนั้น”

สิ่งนั้นทำให้เขาเชื่ออย่างยิ่งว่าพระเจ้าจะรักษาเขาเพื่อที่เขาจะได้เป็นพยานอันยิ่งใหญ่ ให้กับพลังอันดีเลิศของพระองค์ หลังจากนั้นเขาก็ได้รับสติปัญญาที่จะเข้าใจว่าถ้าเราอธิฐานเพื่อสิ่งใด ถ้าสิ่งนั้นเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นในเวลาของพระองค์ ถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่พระประสงค์ของพระเจ้าที่จะให้เกิดขึ้น เขาก็รู้ว่าพระองค์มีสิ่งที่ดีกว่าให้

ตอนนี้เขาได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ในการใช้ประโยชน์ในสิ่งที่เขาเป็นและเป็น สิ่งที่คนอื่นไม่มี

เขาได้พัฒนา การพูดเพื่อให้เกี่ยวโยงกับการให้กำลังใจนักเรียนผ่านทางหัวข้อ ที่เป็นเรื่องท้าทายสำหรับเด็กวัยรุ่นในสมัยนี้ นอกจากนั้นยังเป็นนักพูดในภาคธุรกิจอีกด้วย

เขามี ความรักในการยื่นมือออกไปช่วยเยาวชน และการทำตัวเองให้ว่างเพื่อสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าอยากให้เขาได้ทำ และที่ใดก็ตามที่พระองค์ทรงนำ เขาก็จะทำตาม

เขามีความฝันและเป้าหมายมากมายที่ตั้งไว้เพื่อที่จะทำให้สำเร็จในชีวิตนี้ อยากจะเป็นพยานที่ดีที่สุดที่จะเป็นได้สำหรับความรักและความหวังของพระเจ้า อยากเป็นนักพูดให้กำลังใจในระดับสากล และเพื่อถูกใช้เป็นภาชนะทั้งในเรื่อง ของคริสเตียนและเรื่องอื่น ๆ

เขาอยากมีอิสระทางการเงินเมื่ออายุ 25 ผ่านทางการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ เพื่อออกแบบรถสำหรับตัวเขาเองที่จะใช้ขับได้และอยากได้รับการสัมภาษณ์และแบ่งปันเรื่อง ราวของผ่านทางรายการใหญ่ ๆที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง “โอปราห์ วินฟรี โชว์”

ในการ บรรยายพิเศษของชายคนนี้ ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง เขาใช้เวที เป็น โต๊ะ  มี pedal drum ไฟฟ้า คู่หนึ่งเป็นเครื่องมือ ในการแสดง และ เฮดไมโครโฟนหนึ่งตัว

“ ผมมีเพียงน่องเล็ก ๆ อันนี้ ที่ ผมเรียกมันว่า Chicken drumstick

ว่าแล้ว เขาก็ใช้สิ่งที่ไม่อาจเรียกได้ว่า น่องขา บรรเลงจังหวะเพลงร็อคกับ pedal drum อันนั้น แถมเปลี่ยนจังหวะได้ด้วย เป็นเพลง เทคโนแด๊นซ์ ที่เรียกเสียงฮาให้ นักเรียนทั้งหอประชุม

“ชอบใช่มั้ยล่ะ เจ๋งใช่ใหมครับ” เขาทักทายอย่างเป็นกันเอง ว่าแล้ว เขาก็ ค่อย ๆ ทิ้งตัวลงนอนลงไปบนโต๊ะ  พร้อมกันเสียง เอฟเฟ็กต์ที่เขาใช้เสียงผิวปาก เรียกเสียงฮาได้อีกครืน

“จะทำอย่างไร เวลาที่ ล้มลง คุณก็ต้องลุกขึ้นใช่ไหมครับ”

“ ทุกคนรู้ดีว่า ต้องลุกขึ้นแล้วเดินทางต่อไป ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ไปถึงไหน”

“บางครั้งในชีวิตที่คุณต้องล้มลง แล้วรู้สึกว่า ไม่มีกำลังที่จะลุกขึ้น คุณจะมีความหวังบ้างหรือไม่”

“ตอนนี้ ผมล้มลงอยู่ตรงนี้ และผมไม่มีแขนไม่มีขา  ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะลุกขึ้นมา”

“แต่ว่านะ มันไม่ใช่เลย เพราะ ผม ก็ต้องพยายามเป็นร้อยเป็นพันครั้ง เพื่อที่จะลุกขึ้น ทุกครั้งที่ผมต้องล้มลง ถ้าผมล้มแล้ว ยอมแพ้ ผมจะลุกขึ้นได้หรือไม่ คำตอบคือ “ไม่” สถานเดียว

“หากแต่ผมได้ พยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะรู้ว่าเวลาที่ล้ม มันไม่ใช่จุดจบ เพราะมันสำคัญว่า คุณจะเลือกว่าคุณจะสิ้นสุดลงยังไง  ถ้าคุณ ผ่านพ้นไป อย่างเข้มแข็ง และต้องอาศัยกำลังใจที่จะลุกขึ้น”

ว่าแล้ว ชายคนนี้ ก็ ค่อยๆ คลาน เอาศีรษะ ยันกับกองหนังสือ ข้าง ๆ ยันกาย ขึ้นมา ได้อย่างสวยงาม เสียงปรบมือ ดังก้อง ไปทั่วบริเวณ หลายคนปาดน้ำตาที่ซึมออกมากับความพยายามของชายผู้นี้

เขา คนนี้มีนามว่า นิค วูจิซิค ชายผู้ไร้แขนขา อย่างนิค พูดเสมอว่า

 

I loving my life I’m Happy”

ปัจจุบัน นิค วูจิซิค อายุได้ 23 ปี สำเร็จปริญญาตรีด้านการค้า เอก การวางแผนด้านการเงินและบัญชี  อีกทั้งเขาคนนี้ ยังเป็นนักพูดให้กำลังใจและรักที่จะออกไปข้างนอกและแบ่งปันเรื่องราวของตนเองและเป็นพยาน ณ ที่ใดก็ตามที่โอกาสเป็นใจ ไปทั่วโลก เขาสามารถ ว่ายน้ำได้ เล่น เซริ์ฟบอร์ดได้ ดี อย่างที่คนทั่วไปทำได้

คราวนี้ลองย้อน กลับไปดู ในด้านพุทธศาสนากันบ้าง ว่าด้วยเรื่องของ กรรม กรรมที่เกิดมาแล้วต้องพิกลพิการ ไม่มีแขนขา แบบที่ นิค เป็นอยู่ คือกรรมอดีตที่ เขาอาจเคย ทำร้ายคนอื่น ให้ต้องเสียแขนเสียขา ชาติปัจจุบัน จึงต้องเกิดมาไร้แขนขาบ้าง คนพิการมากมาย ที่ไร้แขน ไร้ขา น้อย กว่าที่ นิค เป็นอยู่ แต่ทางเลือก ที่คนเหล่านั้นทำ กลับเลือกที่จะ ขอความเมตตากับผู้อื่นแทนด้วยการ ขอทาน

ในสายตาของคนธรรมดา มองดูแล้ว ยังพอมองว่า เขาเหล่านั้น ไร้ทางออก แต่ที่น่าเศร้ากว่าและร้ายกว่านั้นคือ คนที่มีทั้งสองมือสองเท้าครบถ้วนบริบูรณ์กลับ งอมืองอเท้า กลับเลือกทำตรงกันข้ามกับ คนอย่าง นิค

ขอทานที่มือเท้าดี ๆ จึงเต็มบ้านเต็มเมือง อย่างที่เราเห็น ๆกันอยู่

หากกรรมหนักของนิค ในตอนนี้คือ การไร้ซึ่งแขนขา การแก้กรรมอันยิ่งใหญ่ของเขา ก็เริ่มต้นไปไกลแล้ว โดยการ ใช้ชีวิตของตน ให้เป็น ธรรมทาน  อันยิ่งใหญ่ เพื่อให้ข้อคิดและให้กำลังใจแก่ผู้อื่น นิคอาจได้รับได้รับกรรมหนักจาก อดีตชาติ ก็จริง แต่เขาก็หาได้เป็นทุกข์ร้อนไม่ ใน กรรมที่เขารับอยู่ มันก็แค่สิ่งที่เขาไม่มีเหมือนคนอื่น แต่ เขามีสิ่งอื่นที่ใครหลายคนไม่มี ในทางคริสต์ที่เขานับถือ เขาเชื่อในพระเจ้า หาก เป็นพุทธ ก็หมายถึง เขามี ธรรมะในหัวใจ มีจิตแห่งการให้ แล้วในที่สุด เราก็ได้พบว่า นิค นั้นมีความสุขมากเพียงไร กับชีวิตที่ ไร้แขนไร้ขาแบบ เขา

ทำ ทาน ด้วย ธรรมทาน จึงนับเป็น การให้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และอาจเป็น การแก้กรรมที่ ดีที่สุดด้วยเช่นเดียวกัน

Sleeping Child

ขณะที่ ตื่นนอนขึ้นมาเริ่มกิจกรรมในวันใหม่ เราเริ่มทำโน่นทำนี่ ด้วยข้อจำกัด ในหลาย ๆประการ ไม่ว่าเรื่อง หน้าที่ การงาน เวลา ขณะที่กำลัง รับประทานอาหารเช้าอยู่ อาจ บ่นเรื่องงาน เรื่องหน้าที่ที่หนักหนา เผลอสร้างความทุกข์ใจ เล็ก ๆ ( หรือ บางคนอาจจะใหญ่) ให้กับคนรอบข้าง

ไปทำงาน สาย ฝนตกรถติด โดนเจ้านายด่า ก่อเกิดความโกรธ ในใจ การนินทาลับหลัง การทะเลาะเบาะแว้ง ความเห็นไม่ลงรอย จิตใจหม่นหมองในแต่ละวัน  เหล่านี้ ที่เราผจญกันอยู่ทุกวัน ในแต่ละวันนั้นชีวิตของคน เราก็ เผลอ สร้างเวรสร้างกรรมไปแล้วโดยไม่รู้ตัว แม้ว่าจะ เจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม

หาก จะมีสักช่วงเวลาหนึ่งที่เราไม่ได้เผลอไปทำกรรมใด ๆไว้นั้นก็คงต้องยกให้เป็น ช่วงเวลาที่ กำลัง “หลับ”

คิด ดูเล่น ๆ ตามนี้ ก็ทำให้นึกถึง ท่อนหนึ่งของเพลงดังในอดีต ขึ้นมา

“Oh my sleeping child, the world’s so wild but you’ve built your own paradise

That’s one reason why I’ll cover you sleeping child”

เด็กน้อย ๆ คนหนึ่ง เลือกที่หลับตาลง หลับในขณะที่โลกหมุนไปอย่าง โหดร้าย เขากลับ สร้างสวรรค์วิมานน้อย ๆขึ้นมา เพียงแค่หลับตาแล้วหลับลง

บางที นี่อาจเป็น การลดกรรมอย่างหนึ่งด้วยการใช้ความ  “ไม่มี”

คนตาบอด เป็นคนโชคดีที่ ที่ไม่ต้องเห็น ความโหดร้ายและความทุกข์ของคนอื่น ๆ

คนที่หูหนวก เป็นคนที่โชคดีที่ ไม่ต้องได้ยินเสียงคนทะเลาะกัน  เสียงคนนินทา วาจาสกปรก หรือสัญญา กลวงๆ จาก คนอื่น ๆ

คนที่เป็นใบ้ เป็นคนโชคดี ที่ไม่ต้องสร้างกรรมใด ๆ จากคำพูด ไม่ต้องชวนคนนินทา ไม่ต้องต่อล้อต่อเถียงกับใคร ไม่ต้องเสียเวลาพูดแล้วไม่ทำ ไม่ต้องสร้างบาดแผลใจให้ใครด้วยคำพูดเจ็บ ๆ

คนที่พิการมือเท้า โชคดีที่มือไม่เคยต้องเปื้อนเปรอะสิ่งสกปรก ไม่ต้อง แอบหยิบฉวยของ ๆใคร ไม่ต้องวิ่งหนีใครให้ผิดศีล ข้อ 2

คนที่ตาบอดเลือกที่จะทำสิ่งดี ๆด้วยการ พูดในสิ่งที่คนธรรมดามองไม่เห็น ด้วยการ สนทนาธรรม

คนที่หูหนวก เลือกที่จะมอง และทำสิ่งดี ๆ ที่ คนธรรมดา มองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เช่นการชมสวนสวยและ ละเลียด อิ่มเอม ความสงบที่ได้ จากการไม่ได้ยิน

คนที่เป็นใบ้ อาจเลือก ฟังเสียงสวดมนต์ภาวนา เพื่อเป็นการบำบัดจิตให้ใจสงบ

คนที่ไม่มีมือเท้า เลือกที่จะให้กำลังใจผู้อื่น และ ภาคภูมิใจในสิ่งที่ตนเองมี แต่คนอื่นไม่มี

เด็กน้อยที่กำลังหลับ ก็ได้ความสงบประหนึ่งการเข้าสมาธิที่ยาวนาน หนีจากโลกที่โหดร้ายอย่างที่เนื้อเพลงว่า

แต่อย่าได้ถือว่า การเอาแต่หลับ การปิดหูปิดตาปิดปาก ไม่ยอมสนใจเรื่องราวรอบข้างเป็นข้ออ้างในการหนีจากปัญหา

เพราะบางทีการที่เราเปิดหู เปิดตา เปิดปาก ในบางเรื่อง และรู้จักปิดประสาทรับรู้ในบางเรื่องย่อมเป็นสิ่งดีกับตัวของเราเอง โลก คงจะสงบสุขขึ้น ไม่มีเวรมีกรรมกันมากขึ้น สบายใจขึ้น เหมือนที่เด็กน้อย หลับ อย่างมีความสุข

“Oh my sleeping child, the world’s so wild but you’ve built your own paradise

That’s one reason why I’ll cover you sleeping child”

หากเรารู้จักแก้กรรมด้วย ความไม่มี ได้ เราคงได้อะไรมากกว่าที่เราเคยมีอีกเยอะ

 

Read Full Post »

Older Posts »