Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for พฤศจิกายน, 2012

นึกย้อนไปถึง ตอนที่ยังเรียนหนังสือในชั้น ประถม เวลาที่จดการบ้าน ครู แล้ว เอามาทำ ทำเสร็จ
เรื่องเล่า 3 ผิดไปแล้วต้องแก้ไขแล้ว ก็มักจะแล้วกัน ไม่ค่อยไปตรวจทานให้แน่ใจ พอวันรุ่งขึ้น สมุด แดงเถือกไปด้วย วงปากกาแดงของครูยิ่งคนไหน โดนวงทั้งหน้า ยิ่งปวดหัวหนัก เพราะ หมายถึง การแก้ไขใหม่ ขนาดมโหฬาร หรือ ถึงที่สุดครูก็บอก “ ไปทำมาใหม่ทั้งหมดนั่นแหละ”

ผลของ ความผิด เมื่อ รู้แล้ว จึงสามารถนำไปแก้ได้ แต่ปัญหาคือ เราจะแก้ไขการบ้านตามที่ครูสั่งหรือไม่ หรือ ทิ้งไว้อย่างนั้น

เรื่องนี้คำตอบ ไม่ยากนัก เพราะ ถ้าไม่แก้ ครูก็เรียกมาให้แก้อยู่ดี ไม่อย่างนั้น เลข ศูนย์ตัวอ้วน ๆ คงไปปรากฏอยู่ในช่องคะแนนเก็บ แน่ ๆ ที่สำคัญ หากมันมีผลต่อ เกรด และผลการเรียนอื่น ๆ คุณพ่อคุณแม่ ก็จะต้องตามมาซักไซ้ไล่เรียงกันอีก เรียกว่า ปัญหาตามมายกใหญ่

“แก้มันซะดีกว่า ดีกว่า ปล่อยให้มันเรื้อรัง เสร็จ ๆไปเสีย”

แต่สภาพความจริงที่ปรากฏอยู่กับ ตัวเราทุกคนทุกวันนี้ ล่ะ เรา เคยมองออกหรือไม่ ว่า นี่ คือ “ผลของการไม่แก้ไขจากความผิด”

คำถามต่อมาคือ “แล้ว ฉันทำอะไรผิดล่ะ” คำตอบก็มักจะอยู่ในคำถาม ผลของมันปรากฏอยู่ในตัวของคนเราทุกคนอยู่แล้ว ทุกคนมีความทุกข์ไม่เหมือนกัน เดินไปตลาดเจอผู้คนมากมาย

ป้าร้านขายผัก เป็นโรคหอบหืด คุยกับแกทีไร แกต้องเอายาดมมายัดจมูกอยู่ทุกครั้ง ลุงร้านขายหมู เดินขา ลากมาเป็นสิบปี แกบอกว่า เป็นมาตั้งแต่หนุ่ม ไม่ทราบสาเหตุ

เจอสาวสวยไร้ที่ติคนหนึ่ง แต่งกายดูดีมีชาติตระกูล กำลังตัดพ้อกับเพื่อนสนิท ที่มาด้วยกัน ว่า เธอมีลูกยากเหลือเกิน ทำอย่างไรก็ไม่ติดลูกสักที จนสามีเริ่มท้อใจแล้ว

ทุกข์หลายอย่าง ของคนเรา เพราะเราไม่รู้สาเหตุ ที่เราเป็นอยู่ เลยไม่รู้จะแก้ข้อผิดพลาดกันได้ตรงไหน ก็เลยต้องทนทุกข์ต่อไปเรื่อย ๆ แน่ล่ะ ผลของชีวิตจริงมันไม่เหมือน การบ้านนักเรียน ที่มีครูมาคอยวงปากกาแดง ให้รู้ว่าผิด จะได้แก้ไขให้ถูก

แต่จะแก้เรื่องนี้ได้ ต้อง อาศัย ความเชื่อ ด้วย ว่า เราสามารถแก้มันได้ โดยเครื่องมือที่ใช้แก้ นั้นก็ไม่ใช่อะไรอื่น

ซึ่ง ในทางธรรม เราเรียกได้ว่า การลดกรรม ด้วยความดี หรือ “การสร้างบุญ” ลองมาดูกันว่า ถ้าการบ้านชีวิต เรื่อง กรรม ของเรา มันผิดเยอะผิดแยะ ขนาดนี้ เราจะแก้มันอย่างไร

 

ลดกรรมด้วยผลของกรรม

ขอให้รำลึกไว้เสมอว่า “ ทำผิดเรื่องใด ก็ได้รับผลเรื่องนั้น” เป็นเรื่องที่เป็นวิทยาศาสตร์ อย่างยิ่ง ในเรื่องของเหตุและผล ไม่ได้ซับซ้อน อะไรเลย

กรรมที่บางคนไม่มีลูก เพราะ การทำร้ายลูกของสัตว์อื่น พรากสัตว์อื่นจากพ่อแม่หรือเคยข่มเหงลูกคนอื่นมาก่อน ชาตินี้จึงทำให้ไม่มีลูกบ้าง

ลดกรรม ด้วยการงดกินเนื้อสัตว์ทุกๆ 7 วัน ในทุกๆเดือนทำบุญปล่อยปลาลงน้ำ ปล่อยนกปล่อยกา ทำบุญบริจาคทานที่มูลนิธิสัตว์หรือมูลนิธิเด็กอ่อน เป็นต้น เพราะ ถ้าเราเคยทำร้ายชีวิต เราก็ต้องบำรุงรักษาชีวิต เป็นการแก้กัน

กรรมที่ เรา เจ็บป่วยบ่อย หรือเป็นโรคร้าย เป็นกรรมจาก เคยทำทารุณกรรมต่อสัตว์ ให้เขาได้รับความทุกข์ทรมาน ชาตินี้จึงต้องทุกข์ทรมานด้วย ความเจ็บไข้และ โรคร้ายบ้าง

ลดกรรม ด้วยการทำบุญทำทานกับสัตว์อนาถา ให้อาหารให้ความเมตตา ซื้อยาหรือบริจาคเงินที่โรงพยาบาลสงฆ์ ปล่อยสัตว์ให้เป็นอิสระ เช่น ปล่อยนกปล่อยปลา และ งดกินเนื้อสัตว์  แก้ความทุกข์ทรมานด้วยการให้ความสุขแก่สรรพชีวิต และ สิ่งที่ทุกชีวิตต้องการที่สุด คือ “อิสระ”

เกิดมา ตาบอดหรือเป็นโรคตา เพราะ กรรมจาก เคยทำร้ายสัตว์ที่ดวงตา หรือไม่เคยทำบุญเติมน้ำมันตะเกียงในชาติก่อน หรือเคยทำลายไฟฟ้าของวัด หรือ ทำลายข้าวของสาธารณะที่เกี่ยวกับการช่วยมองเห็นเช่นโคมไฟถนน

ลดกรรมด้วยการ ซื้อโคมไฟ หลอดไฟถวายวัด ถวายเทียนห่อใหญ่ ถวายไฟฉาย เติมน้ำมันตะเกียงทุกวันพระ บริจาคเงินในกล่อง ซื้อน้ำมันเติมตะเกียงที่วัด หรือ กิจกรรมใด ๆที่ คืน แสงสว่างสู่ผู้อื่นย่อมดีทั้งนั้น เพราะเราเคย เอาแสงสว่างไปจากผู้อื่น เราจึงต้องมอบแสงสว่างคืนเขาเหล่านั้น

หากถูกรถเฉี่ยวชนจนบาดเจ็บ ถูกลูกหลง ถูกสัตว์กัดต่อย หรือ ถูกทำร้ายด้วยประการใด ๆ เพราะ กรรมจาก จากเคยเป็นคนพาลเกะกะเกเร หาเรื่องเดือดร้อนให้ผู้อื่น มักรังแกและสาปแช่งผู้อื่นอยู่เสมอ
ลดกรรม ได้ด้วยการ ทำกิจกรรมที่ดีประโยชน์ต่อสังคม ฝึกพูดจาให้ไพเราะ  และ สร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี เท่านี้ก็พอแก้ได้ เพราะ แก้กรรมจากการเป็นคนพาลก็ต้องเปลี่ยนด้วย ความเป็นมิตร

บางคนสูญเสียคนใกล้ชิด เพราะกรรมจาก เคยยิงนกตกปลา ฆ่าสัตว์เพราะความสนุก สัตว์ที่ถูกฆ่าย่อมมีลูกมีคนใกล้ชิดของมันเช่นกัน ลดกรรมนี้ได้โดยการ ทำบุญไถ่ชีวิตโค กระบือ งดกินเนื้อสัตว์อย่างน้อยสัก 1 อย่างชั่วชีวิต เช่น การไม่กินเนื้อวัว หรือกินเจทุกๆ 3 เดือน เพราะหากเคยพรากชีวิต ก็ต้องให้ชีวิตเขาคืน

ถูกนินทา ถูกให้ร้าย หรือถูกไล่ออกจากงานเพราะ คนอื่น เป็นกรรมจาก เคยพูดจาให้เป็นเหตุให้คนอื่นเป็นทุกข์หรือเดือดร้อน ลดกรรมโดยการ รักษาศีลข้อ 4 พูดดี พูดให้คนอื่นเกิดประโยชน์ พูดให้ผู้อื่นมีความสุข และ ทำหนังสือธรรมะแจกฟรี เป็นธรรมทาน แก่ผู้อื่น

หลายคนมักเดือดร้อนเพราะไฟ เช่นเหตุไฟไหม้บ้าน ไฟดูด เนื่องด้วยเพราะกรรมจาก เคยลบหลู่พระสงฆ์ และศาสนา การทำให้ผู้อื่นต้องร้อน ความร้อนนั้นจึงย้อนกลับเข้ามาหาตัว ควร ลดกรรม ตักบาตรทุกวันพระ ทำบุญถวายสังฆทานทุกเดือน ฟังเทศน์ฟังธรรมทุกวันพระ หรือทุกๆเดือนในวันพระ ร่วมพิมพ์หนังสือ ธรรมะแจกจ่ายฟรี ให้ธรรม เป็นทาน เพื่อให้ เกิดความฉ่ำเย็นแก่ผู้อื่นบ้าง

เจ้านายบางคนมีแต่อำนาจกลับขาดบารมี ไร้ญาติขาดมิตร กรรมจาก ขาดน้ำใจ ไม่เคยไปร่วมงานบุญงานศพ ตระหนี่ถี่เหนียว เมื่อไม่เคยให้อะไรกับใคร จึงไร้ซึ่งคนที่จะให้อะไร ๆตอบ ควรลดกรรมด้วยการรู้จัก ร่วมทำบุญงานศพ บริจาคเงิน หรือร่วมด้วยแรงกายช่วยงานอื่นๆในงานศพ เช่นทำอาหาร จัดดอกไม้ ช่วยงาน ลงแรง หรือ ทำบางสิ่งบางอย่างโดยไม่หวังผล เป็นน้ำใจไมตรี เมื่อให้น้ำใจผู้อื่น ผู้อื่นย่อม มีน้ำใจกลับคืนมาให้เสมอ

ข้าราชการหรือคนทำงานหลายคน ตั้งหลักปักฐานไม่ได้สักที โดน โยกย้ายบ่อย ทั้งๆที่ไม่ได้ทำผิดอะไรเนื่องเพราะ กรรมจาก ไม่เคยร่วมทำบุญสร้างโบสถ์สร้างวิหาร แก่วัดวาอารามต่างๆ

ทำไมการร่วมสร้างวัดจะทำให้มีที่อยู่มั่นคง เพราะวัดเป็นสถานที่ที่นักบวช พระภิกษุได้ใช้เป็นที่อยู่และสร้างบุญอันมหาศาล ด้วยการเผยแผ่พระธรรมและเจริญวิปัสสนาเพื่อเข้าถึงความหลุดพ้น การช่วยให้พระหรือนักบวชได้มีที่อยู่ที่ดีในการสร้างบุญต่อผู้อื่น ย่อมส่งผลให้ผู้ที่ร่วมสร้างวัดวาอาราม เป็นผู้ที่มีหลักปักฐานมีที่อยู่และการงานที่มั่นคง ดังนั้นหากต้องการ ลดกรรมนี้ ก็ควร ร่วมทำบุญสร้างโบสถ์ สร้างหลังคาวิหาร ร่วมทำบุญฝังลูกนิมิต หมั่นไปไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ณ เมืองที่ตนอยู่อาศัย เป็นต้น

บางคน มักถูกรังแก ถูกเบียดเบียนอยู่เสมอเพราะ กรรมจากการ ไม่เคยบวช หรือทำบุญงานบวช อ่านแล้วอาจสงสัยว่าทำไม เนื่อง เพราะการเบียดเบียน คือการไปทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน การไม่เคยบวชเพื่อเรียนรู้พระธรรม อันเป็นหนทางแห่ง “ความไม่เบียดเบียน” จึงเป็นผลกรรมเบื้องต้น คนที่ไม่เคยบวช มักจะไม่รู้หลักธรรม มีโอกาสไปทำความเบียดเบียนแก่ผู้อื่นได้ง่ายกว่าคนที่เคยบวชหรือเคยศึกษาพระธรรม

การลดผลกรรมนี้  แก้ได้ด้วยการบวช ด้วยจิตศรัทธาอย่างบริสุทธิ์ไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝงจะบวช 7 วัน หรือ 15 วัน 1 เดือน 1 พรรษา แล้วแต่ จิตศรัทธา ถ้าเป็นสตรีจะบวชชีพราหมณ์ หรือถือศีล 8 ตามเวลาที่สะดวกและตั้งจิตศรัทธา หรือร่วมทำบุญงานบวชอย่างสม่ำเสมอเท่าที่จะทำได้ คนที่ได้บวชครั้งหนึ่งในชีวิตด้วยจิตกุศล จะสร้างบุญบารมีให้กับตนเองได้มหาศาล เพราะ เราได้ทราบองค์รวมของการทำความดีและสามารถนำไปบอกต่อคนอื่นได้ เป็นการ “ให้” ซึ่งจะลดผลกรรมที่เคย “เอา” จากคนอื่นได้

บางคนมีกลิ่นปาก กลิ่นตัวแรงกว่าปกติเพราะ กรรมจาก การติเตียนดูแคลน ผู้ที่ชอบทำบุญทำทานด้วย การพูดพ่นลมพิษที่ไม่ดีใส่ผู้ที่ชอบทำบุญ ยังผลให้ มีกลิ่นปากและกลิ่นกายแรง ต้องลดกรรม หมั่นทำบุญทำทานอย่างสม่ำเสมอ ฟังเทศน์ฟังธรรมบ้าง พูดให้ดี คือ พูดจาไพเราะ ไม่เพ้อเจ้อรู้จัก ชักชวนผู้อื่นให้ร่วมทำบุญหรือบริจาคทานเป็นการบอกบุญผู้อื่น

หลายครั้งหลายคราที่ไปไหนมาไหนลำบาก มีแต่อุปสรรค เนื่องจากกรรมที่ เคยทำลายหนทางสัญจรของวัด หรือของชาวบ้าน หรือทำให้ทางสัญจรสาธารณะได้รับความไม่สะดวก ผลกรรมจึงทำให้เราเดินทางไม่สะดวกบ้าง ต้อง ลดกรรม โดยการ บริจาคทรัพย์หรือแรงกายช่วยสร้างสะพาน, สร้างทางอันเป็นประโยชน์แก่วัด หรือชุมชนเล็กๆ ช่วยผู้คนยากไร้ให้ได้มียวดยานพาหนะหรือทางสัญจรที่สะดวก

เห็นได้ว่า ตัวอย่าง เรื่อง การลดกรรมหลายประการที่กล่าวมา  ก็คือ การกระทำตรงกันข้าม ที่มาจากผลของกรรม หาก เรากำลังทุกข์ร้อนอยู่กับเรื่องใด ก็ หาสาเหตุ และ แก้ในสิ่งที่ตรงกันข้าม

หากกำลังร้อน ก็ต้อง ดับให้เย็น

ทำผิดเรื่องใดแก้เรื่องนั้น ยอมรับและ แก้ไข เหมือนที่ ครูสั่งให้แก้เมื่อตรวจการบ้าน

พระอรหันต์รูปหนึ่ง ก่อนที่ ท่านจะได้บรรลุเข้าถึงความเป็นพระอรหันต์ นั้น ท่านได้พากเพียร กระทำการวิปัสสนา อย่างยากลำบาก แต่ก็ไม่อาจหลุดพ้นได้ เนื่องเพราะกรรมที่ท่านได้ทำมาหลายประการ

ท่านเข้าไปบิณฑบาตในเมือง ก็ไม่ได้ข้าวสักเมล็ด แถมยังโดน ขว้างปาสิ่งของใส่ ผู้คนเห็นต่างก็วิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว เพราะกรรมในอดีตก่อนที่ท่านจะมาบวช ท่านสร้างความกลัวให้กับผู้คน ไว้มากมายนัก ในใจของท่านจึงเต็มไปด้วยข้อสงสัยและข้อกังขาของชีวิต

วันหนึ่งเมื่อ เดินเข้าไปบิณฑบาต ท่านก็ไม่วายถูกขว้างปา ถูกฉีกจีวร เมื่อพบ หญิงสาวผู้ตั้งครรภ์นางหนึ่ง นางเห็นเข้าก็ตกใจกลัวท่าน รีบหนีแต่ ล้มลงก่อน นางเจ็บครรภ์ คลอดลูก ท่านเห็นจึงแผ่เมตตาและสวดมนต์อวยพรให้เด็กคลอดง่าย

เด็กคนนั้นก็คลอดง่าย ด้วยแรงจิตอธิษฐานที่ดี และ ตั้งมั่นของ พระรูปนั้น พอท่านกลับมาบิณฑบาตใหม่ ในวันรุ่งขึ้น คนทั้งหลายก็เริ่มหายหวาดกลัว

แต่ ความบรรลุในพระธรรมและอรหันต์ยังไม่เป็นผล เพราะ ผลกรรมเก่าก่อนที่ทำไว้มาคอยก่อกวน เวลา นั่งลงวิปัสสนา ภาพเก่า ๆที่เคยทำกรรมมา เคยเบียดเบียนผู้อื่นมาก็ผุดขึ้นมาในใจของท่านตลอด

พระพุทธองค์ ทรงเข้าไปโปรดให้ ท่านในการแก้กรรมนี้ คือ การปล่อยวาง และมุ่งพิจารณาสภาวธรรมในปัจจุบันเพียงอย่างเดียวก็พอ เพราะ อดีตนั้น จบไปแล้ว อนาคตก็เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน และยังไม่ได้เกิดขึ้น

“บุคคลใด ละบาปกรรมที่ตนทำไว้แล้วด้วยกุศล บุคคลนั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่างเหมือนดั่งดวงจันทร์พ้นจากเมฆ จงปฏิบัติตนให้เหมือนเช่นดวงจันทร์ที่รอเวลาเมฆได้พัดผ่านไป”

เมื่อ ท่านได้รับคำสอนโดยตรงจากพระพุทธเจ้า ไม่นานก็บรรลุอรหันต์ได้สำเร็จ

พระรูปนี้ ก่อนบวช ท่านมีนามว่า “อหิงสกะ” แปลว่า ผู้ไม่เบียดเบียน

แต่ คนรู้จัก ท่านในนาม “พระองคุลีมาล”

เป็นที่รู้จักกันมานานว่า องคุลีมาล ประกอบกรรมไว้หนักหนาเพียงใด เพียงแต่ กรรมของ พระองคุลีมาลนั้น เป็น กรรมที่เรียกได้ว่า สักแต่ว่าทำ มีเจตนาอ่อน และ เพราะ ความไร้ซึ่ง กัลยาณมิตร ที่จะชี้นำไปในทางที่ถูกต้อง ทำให้เดินทางผิด

การแก้กรรมของ พระองคุลีมาล คือการบวชและ บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ กรรมเลิกให้ผลจากความเป็นพระอรหันต์ และในอดีตชาติ ก็ไม่ได้ทำกรรมอะไร ท่านจึงสามารถแก้ผลกรรมที่ทำในชาติปัจจุบันที่ เคยเป็นมหาโจรฆ่าฟันผู้คนได้สำเร็จ

อีกตัวอย่างง่ายๆ จาก องค์ กษัตริย์ผู้หนึ่ง

กษัตริย์พระองค์นี้ มีน้ำหนักมาก เวลานั่งก็ไม่สะดวก ยืนก็ไม่คล่องแคล่วสง่าผ่าเผย กรรมที่ทำง่าย ๆ เพราะ พระองค์ เสวยพระกระยาหารมาก

เมื่อพระองค์ไปเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้า พระองค์ ทรงให้โอวาท เรื่องการมีสติในการบริโภคอาหาร แต่พอดี ทำให้แก่ช้าและสบายตัว เมื่อ พระองค์ปฏิบัติตาม ก็ทำให้ร่างกายของ พระองค์สบายขึ้น

กษัตริย์พระองค์นี้ คือ พระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้มีคุณูปการต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์เป็นเจ้าเมืองแคว้นโกศล ที่พระพุทธองค์ ทรงประทับอยู่ ณ วัดพระเชตวันมหาวิหาร เป็นเวลาหลายพรรษา ตั้งแต่ พรรษาที่ 21 -45 พรรษา ก่อนที่ทรงจะเสด็จไปยังกุสินารา

แก้ กรรมด้วย วิธีที่ตรงข้ามกับ ผลของกรรมเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ ทุกคนทำได้

เพียงแต่ วันนี้ไม่มีคุณครู คอยมาวงสีแดงให้รู้ หรือ มีพระพุทธองค์มาคอยชี้แนะ แล้วเราจะทำอย่างไร

ทำใจยอมรับ ผลของกรรมที่เกิดขึ้นกับเรา ก่อน ว่า นี่เป็นเพราะ ในอดีตเราเคยทำสิ่งนี้ไว้ ทำให้เราปล่อยวางมันลงได้

“ ใช้ธรรมะ ซึ่ง พระพุทธองค์ ประทานไว้ให้เป็น พระบรมศาสดา ต่อจากพระองค์ นั่นย่อมเป็นหนทางที่ดีที่สุด”

 

Read Full Post »

ช่วงเวลาเย็นก่อนเลิกงาน นั้นเป็นช่วงเวลาที่ น่าเบื่อหน่ายที่สุด หลายๆคนคงเคยพบ เหตุการณ์ที่
เรื่องเล่า 2 กฎ ย่อมเป็น กฎทำให้หงุดหงิดหัวใจ เช่น ทำงานเสร็จตามหน้าที่ แต่ยังไม่ถึงเวลาเลิกงาน ก็ต้อง นั่งรอให้ถึงเวลาเลิกงานถึงจะออกจาก ออฟฟิศได้ ถ้าฝ่าฝืน โดนปรับตามฐานเงินเดือน

เงยหน้าขึ้นไป มองบนป้าย 3 อันเรียงกันในแนวนอน ที่ เขียนไว้ว่า

“กฎระเบียบของเจ้าหน้าที่ ผู้จัดการ และพนักงานทุกคนที่ต้องปฏิบัติ”

“ ห้าม กลับก่อนเวลา 17.00 น.”

“ กฎต้องเป็นกฎ ห้ามฝ่าฝืน”

เจอแบบนี้ ถ้าไม่อยากถูกลดรายได้ หรือ เจอ ซองขาว ก็ต้องปฏิบัติไปตามระเบียบ เพราะหากใครใจกล้าท้า นรก ก็ต้องไปต้มมาม่า กิน ช่วงใกล้สิ้นเดือน หรือหนักข้อหน่อยก็ต้องเดินเตะฝุ่น เป็นแน่

พอออกจากออฟฟิศ แต่ละคน ก็เหมือน นกออกจากรัง ที่ได้อิสระมีความสุข มีเวลาเป็นของตัวเอง อยากคิดอยากทำอะไรก็ทำ ไม่เอาเรื่องงานมารกอยู่ในหัว ( ยกเว้นบางคนที่ชอบแบกโลกแบกปัญหาไว้)

หากลองนั่งสังเกตพฤติกรรมของคนเราแต่ละคน ที่ผ่านไปผ่านมา จึงมักมีคำถามว่า ทำไม “คน” เหมือนกัน ทำไม ถึง “ไม่เหมือนกัน” ผู้จัดการหลังเลิกงาน เดินออกจากออฟฟิศได้ก่อนใคร ขับรถราคาแพง แถมมี ตุ๊กตาหน้ารถที่น่ารัก ควงคู่ให้อิจฉาเล่น

ขณะที่ กำลัง ยืนรอรถเมล์หรือ หาแท็กซี่กลับบ้าน เห็นคุณลุงคนหนึ่ง เข็นรถเก็บขยะผ่านมาแล้วบังเอิญแกทำรถล้ม หลังจากช่วยลุงแก ยกรถเข็นคันนั้นขึ้นก็ได้ถามไถ่ดู แกบอกว่า ลุงต้อง เก็บขยะขายไปเรื่อย ๆกว่าจะกลับบ้านก็ มืดค่ำแล้ว

คุณลุงเข็นรถผ่านไป สักพัก ก็ เจอ สาวสวยคนหนึ่ง เธอ ทำงานในออฟฟิศ ที่เดียวกัน มายืนรอรถเมล์เหมือนกัน ชวนไปกินข้าวด้วยก็ไม่ยอมไป เพราะต้องรีบ กลับไปช่วยพ่อแม่ทำงานต่อที่บ้าน หากตัด เรื่องที่คิดว่าเธอ ปฎิเสธ เพราะเรื่องชู้สาวไปก่อน ก็ยอมรับอย่างที่รู้จักเธอคนนี้จากเพื่อน ๆ ว่า เธอนั้นฐานะไม่ค่อยดี และต้องทำงานควบกะ แถมยังรีบกลับบ้านไปช่วยพ่อแม่อีก

ก่อนจะเดินขึ้นรถเมล์กลับบ้านด้วยใจห่อเหี่ยวเพราะถูกสาวปฎิเสธการไป กินข้าวด้วย สายตาก็จับไปมองที่ จอโทรทัศน์ ของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งโดยบังเอิญ เป็นโฆษณาชิ้นหนึ่งของ นางแบบ ชื่อดัง ที่ เล่าลือว่า เธอถ่ายโฆษณาชิ้นนี้ ชิ้นเดียว เท่ากับ เงินเดือน ของคนธรรมดา  เกือบสิบปี

ยังไม่พอ ยังมี ข่าว นักเตะ ระดับโลก ที่จะมาเตะบอลโชว์ ที่บ้านเรา พอนั่งนึกถึง ค่าตัวนักเตะคนนั้นที่เล่นฟุตบอล เพียง หนึ่งสัปดาห์ เท่ากับ การทำงานบริษัท เกือบ ร้อยปี !!!

ทำไมคนเรา ถึงได้แตกต่างกันขนาดนี้ เพราะอะไร ทำไม ๆๆ คำถามนี้ย่อมเคยผุดขึ้น ในหัวใจของใครหลายๆคน เหมือนกับว่า ฟ้าช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย แต่เรื่องนี้อย่าเพิ่งไปโทษฟ้าโทษดินเลย เพราะ เรื่องนี้มัน เป็นเหตุผลเรื่องของ กรรมนั่นแหละ

กรรม แปลว่าการกระทำ เราทำอะไรไว้ ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไปสารภาพบาปลดโทษไม่ได้ ยกกรรมให้คนอื่นก็ไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น นอกจาก “ยอมรับ”

แต่ทำไมล่ะ คนเราเลือกเกิดไม่ได้ เกิดมาชาตินี้ก็ไม่เคยทำอะไรที่เลวร้ายเลย อาจจะดื้อกับพ่อกับแม่ ทะเลาะกับเพื่อน บ้าง หรืออะไร อะไร บ้างตามประสา ทำไมจึงไม่ให้เท่าเทียมกัน เรื่องนี้ นอกจากกรรมปกติแล้ว กรรม หรือการกระทำในอดีตชาติ ย่อมส่งผลถึง ปัจจุบันชาติ ด้วย

“การกระทำให้อดีต ส่งผลถึงปัจจุบัน และเป็นพื้นฐานของอนาคต”  เรื่องนี้เป็นวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว หากวันนี้ โดดงาน วันพรุ่งนี้ก็โดนเจ้านายด่า อนาคตอาจถูกไล่ออก ( ถ้าเป็นบ่อย)

เรื่องกฎแห่งกรรม และ การระลึกชาตินั้น เป็นเรื่องจริงที่พุทธศาสนากล่าวถึงอยู่ การระลึกชาตินั้นเป็น ปรากฏการณ์ เรื่องจิตวิทยา ที่เกิดขึ้นในคนที่นับถือ ศาสนาพุทธ หรือ พราหมณ์ เป็นส่วนใหญ่ว่าคนเรานั้น “เวียนว่ายตายเกิด”

หากจะลองตั้งข้อสันนิษฐานแบบวิทยาศาสตร์ ก็อาจจะคิดได้ว่า การระลึกชาตินี้เกิดขึ้นได้ด้วยเหตุผลบาง ประการเช่น

ประการแรก คือ การที่เราได้นำข้อมูลออกมาจากจิตใต้สำนึก เป็นข้อมูลที่เคยได้ยินมาในอดีต แล้วลืมไป ต่อมาเมื่อตกอยู่ในภาวะภวังค์ การทำสมาธิ หรือการเจริญวิปัสสนา ก็สามารถรำลึกถึงข้อมูลนี้ได้ ทว่าข้อมูลที่ได้มานั้น อาจผิดเพี้ยนไปด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ให้เป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตนเอง

อีกอย่างหนึ่ง คือ อาจเป็นการอ้างระลึกชาติเพื่อเรียกร้องความสนใจ คนที่อ้างถึงการระลึกชาติได้ส่วนมากจะเป็นคนฉลาด ที่มีปัญหาทางครอบครัว และพฤติกรรมอันนี้อาจจะเพียงแค่ชั่วระยะหนึ่ง หลังจากนั้นก็จะหายไป

บางคนสามารถนำหลักฐานต่าง ๆ มาแสดงว่าตนเคยมีชีวิตอยู่ในอดีตจริง แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่า คนเหล่านั้นเคยฟังผู้ใหญ่พูดเรื่องใดเรื่องหนึ่งในอดีตขณะที่ยังเป็นเด็กเล็ก ต่อมาอีกหลายปี เขาก็จะเอาเรื่องดังกล่าวมาเล่าใหม่เป็นของตน

ผู้ใหญ่รอบข้างก็จะยอมรับว่าถูกต้อง โดยลืมไปแล้วว่า อันที่จริงตนนั่นแหละที่เคยเล่าเรื่องดังกล่าวให้คนอื่นฟัง และคนที่นั่งฟังอย่างสนใจในตอนนั้นก็คือหนูน้อยตัวเล็ก ๆ ที่พวกเขาคิดว่าเป็นผู้วิเศษ ระลึกชาติได้ในวันนี้ การระลึกชาติประเภทนี้ก็คือ ความทรงจำและความฉลาดของคน ในการที่จะหลอกคนอื่นเพื่อเรียกร้องความสนใจก็เป็นพฤติกรรมของเด็ก หรือ เพื่อหารายได้เข้าตัวเอง กรณีของผู้ใหญ่ที่ไม่ดีบางคน

แต่อย่างไรก็ตาม เรื่อง การละรึกถึงอดีตชาติ นั้น ในสมัยพุทธกาลนั้น มี ภิกษุณี เถระ รูปหนึ่งซึ่งพระพุทธองค์ทรงยกย่องว่า เป็นเอตทัคคะ ด้าน การระลึกชาติและเป็นผู้บรรลุอภิญญาใหญ่ ซึ่งการยกย่องของพระพุทธองค์นั้น ทรงหมายความถึง การให้รู้จักกรรมในอดีตชาติ เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาในปัจจุบันชาติ ให้ถูกต้อง เพื่อให้หลุดพ้นและเข้าถึงธรรมะอันสูงสุดนั่นคือ “นิพพาน”

นางภิกษุณี รูปนี้ มีชะตาผูกพัน กับ องค์พระตถาคต ท่านเกิดวันเดียวกันกับ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ ขณะที่ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ผนวชอยู่ใน พรรษาที่ ห้า พระนางก็ขอบวชเป็นภิกษุณีขณะอายุได้ 40 ปี

เมื่อพระนางได้รับกรรมฐานจากพระพุทธองค์และเจริญวิปัสสนาอยู่ไม่ถึง 15 วันก็สำเร็จอรหัตผลและเป็นผู้มีฌาณอภิญญาอันยิ่งใหญ่ที่ละรึกชาติได้หลายอสงไขยด้วยการระลึกเพียงครั้งเดียว

พระนางพบว่า ตัวของพระนางนั้น มีความผูกพันกับ พระพุทธองค์มาช้านานหลายภพหลายชาติ ก่อนที่พระนางจะเข้าถึงนิพพาน นางได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อขออดโทษต่อพระองค์ที่เคยก่อกรรมกับพระองค์ไว้ในหลายภพหลายชาติที่ผ่านมา และชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้าย เมื่อ พระนางขอ อดโทษกับพระองค์แล้ว จึงเข้าสู่นิพพาน ในพรรษาที่ 43 ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนาง อายุได้ 78 ปี

องค์ภิกษุณีอรหันต์ผู้นี้นามว่า “ พระนางภัททากัจจานาเถรี” แต่ คนส่วนใหญ่รู้จักพระนาง ในฐานะคฤหัสถ์ ก่อนที่พระนางจะบวช นั่นคือ “พระนาง ยโสธรา พิมพา”

ดังนั้น เรื่องอดีตชาติ และการระลึกชาติ ไม่ว่ากล่าวในทางวิทยาศาสตร์ หรือ ศาสนา ก็คือ เรื่องของเหตุและผลเหมือนกัน คือ กระทำสิ่งใดไว้ ย่อมได้รับผลนั้น ความสงสัยเรื่อง เจ้านายขับรถแพง ๆ เงินเดือนฟู่ฟ่า เลี้ยงสาวได้หลายคน คุณลุงที่เข็นรถขยะขายอย่าเหน็ดเหนื่อย หรือ สาวน้อยหน้าสวย ที่ต้องทำงานหนัก ก็ เป็นเรื่องของ ผลกรรม ทั้งในปัจจุบันและ อดีตชาติ ไม่ต้องไปโทษเทวดาฟ้าดินที่ไหน คำถามเรื่อง เหตุใด และ เพราะอะไรจึงมักมีคำตอบ

1. เหตุใดคุณมีเสื้อผ้าแพรพรรณอันงดงามสวมใส่มากมาย
เพราะชาติก่อนคุณเคยถวายจีวรแด่พระสงฆ์
2. เหตุใดชาตินี้คุณมีอาหารดีๆรับประทานอยู่เสมอ
เพราะชาติก่อนคุณเคยทำทานอาหารแก่คนยากจนในชาติก่อน
3. เหตุใดชาตินี้ บางคนต้องอดอยากยากจน ไม่มีเสื้อผ้าดีๆ สวมใส่
เพราะความตระหนี่ขี้เหนียวไม่ยอมทำทานคนจน ในชาติก่อน
4. เหตุใดชาตินี้คุณมีบ้านเรือนให­ญ่โต
เพราะคุณเคยถวายข้าวสารเข้าวัดในชาติก่อน
5. เหตุใดชาตินี้คุณมีความเจริ­ญรุ่งเรืองและมีความสุขมาก
เพราะคุณเคยถวายเงินสร้างวัดในชาติก่อน
6. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นคนสวย และรูปงาม
เพราะคุณเคยถวายดอกไม้สดบูชาพระด้วยความเคารพในชาติก่อน
7. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นคนฉลาดปราดเปรื่องมีปัญญาดี
เพราะคุณเคยเป็นพุทธมามกะในชาติก่อน
8. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นที่รักของทุกๆ คนและมีเพื่อนมากมาย
เพราะคุณเคยสร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีต่อทุกคนในชาติก่อน
9. เหตุใดชาตินี้คุณมีพ่อ แม่อยู่พร้อมหน้า
เพราะคุณเคารพและให้ความช่วยเหลือ ไม่ดูแคลนคนไร้­ญาติในชาติก่อน
10. เหตุใดชาตินี้เด็กหลายคนเป็นเด็กกำพร้า
เพราะเขาเหล่านั้น เคยยิงนก ตกปลา และพรากสัตว์ในชาติก่อน
11. เหตุใดชาตินี้คุณมีอายุยืนแข็งแรง
เพราะคุณเคยปล่อยนก ปล่อยปลา สิ่งมีชีวิตในชาติก่อน
12. เหตุใดชาตินี้คนบางคนอายุสั้น
เพราะชาติก่อนเขาเคยฆ่าสัตว์มามากมาย
13. เหตุใดชาตินี้บางคนต้องมาเป็นคนรับใช้
เพราะชาติก่อนเขาเคยดูถูกเหยียดหยามคนจน
14. เหตุใดชาตินี้คุณมีดวงตาสดใส
เพราะชาติก่อนคุณเคยเติมน้ำมันตะเกียงและจุดไฟบูชาพระ
15. เหตุใดชาตินี้บางคนเกิดมาโง่ ปั­­ญญาอ่อนและหูหนวก
เพราะชาติก่อนเคยด่าว่าและหยาบคายต่อหน้าพ่อแม่
16. เหตุใดชาตินี้ บางคนต้องตายเพราะยาพิษ
เพราะชาติก่อนเขาเจตนาวางยาในต้นน้ำลำธารให้เป็นพิษ
17. เหตุใดชาตินี้บางคนจึงต้องแขวนคอตาย
เพราะชาติก่อนเขาเป็นพรานใช้ตะข่ายล่าและดักสัตว์
18. ถ้าชาตินี้ต้องตามล้างตามล่าและฆ่าฟัน
ชาติหน้า ก็จะต้องตามฆ่ากันไป-มาไม่มีสิ้นสุด
19. ถ้าชาตินี้คุณบอกเล่ากฎแห่งกรรม
คุณจะเป็นที่เคารพนับถือมากมายในชาติหน้า

 

หลังจาก วันทำงานหนักผ่านพ้นไป ก็เข้าสู่วันทำงานใหม่ รุ่งขึ้น ก็พบกับ สาวสวยประจำออฟฟิศคนเดิม เธอ มาทำงานตรงตามเวลา ขณะที่ ผู้จัดการมาสาย ก่อนจะ ประชุมงาน ผู้จัดการ ก็หยิบธนบัตรสีม่วงใบหนึ่งขึ้นมาแล้ว บอกให้ พนักงานคนสวยคนนั้นเอาไปลงบัญชี ค่าปรับ การเข้างานสายและการกลับก่อนเวลา

“เมื่อวาน ผมมีนัด ผมเลยต้องกลับก่อน”  ผู้จัดการยิ้ม น้อย ๆ ก่อนจะส่งเงินให้ “กฎ ย่อมเป็นกฎ”

 

Read Full Post »

ในสมัยที่ยังเรียนหนังสืออยู่ช่วง ชั้นประถมศึกษา ถึง ชั้นมัธยมศึกษา ทุกคนคงจะ เคย “ทำเวร”
เรื่องเล่า 1 เวรย่อมระงับด้วยการไม่ทำเวรกันทุกคน หน้าที่ของเวร ก็ มีสารพัด คือ ทั้ง ปัดกวาดเช็ดถู เช็ดโต๊ะครู เปลี่ยนน้ำในแจกัน ลบกระดาน ทำความสะอาดอุปกรณ์ทุกอย่างในห้องเรียน เพื่อเตรียมการเรียนการสอนต่อไปในวันใหม่

“เวร” จึงเป็นเรื่องที่ น่าเบื่อหน่าย ต้องทำเป็นประจำ อย่างน้อย สัปดาห์ละครั้ง ยิ่งคนที่รับราชการ พอถึงเวลา “เข้าเวร” แล้ว มักจะเบ้ปากกันทุกคน จึงเป็นเหตุผลให้ บางคน หรือ หลาย ๆคน โดดทำเวร โดดเข้าเวร แล้ว ก็พูดติดตลกไว้ว่า “เวร ย่อมระงับด้วยการไม่ทำเวร” ฟังดูเป็นคำแก้ตัวน้ำขุ่น ๆที่ ตลกดี

ทำไมต้องใช้คำว่า “เวร” ไม่ใช้คำว่า “หน้าที่ประจำ” อาจเป็นเพราะอย่างแรกมันเรียกได้ง่ายดี อย่างที่สองคือ มันมีความรู้สึกตรงกัน กับตัวอักษร เพราะ เวร ไม่ทำให้รู้สึกสบายทั้งกายและใจ บางครั้งก็ยังเป็นคำอุทานให้ได้ยินเสมอว่า “เวรกรรม แท้ ๆ”

แต่แท้จริงแล้ว คำว่า “เวร” หมายถึงการผูกพยาบาทคอยแก้แค้นกันอยู่ตลอดเวลา นาย ก เดินสวนกันกับนาย ข แล้วเกิดกระทบกระทั่งกัน  บังเอิญว่า ทั้งสองคนเป็นคนอารมณ์ร้อนและไม่ค่อยจะมีเหตุผลเวลาที่โกรธจัด

เมื่อการด่าทอ ตะคอก เริ่มไม่ได้ผล ไม่ได้ความสะใจ ต่างฝ่ายต่างก็ เริ่ม ลงไม้ลงมือ ชกต่อยกัน พอตำรวจมาห้าม ถูกจับปรับไป คนละ พันสองพัน ข้อหาทะเลาะวิวาท จึงต้องยอมเลิกรากันชั่วคราว “ย้ำ” ว่า ชั่วคราว

เพราะ ในโอกาสต่อมา ที่ ทั้งสองยังมี เวร ผูกติดกันอยู่ ทำให้ มีโอกาสได้มาเจอกันใหม่ ความคิดอาฆาตพยาบาทยังอยู่ในใจทั้งสอง ไม่ให้อภัยกันง่าย ๆ เจอกัน ใหม่คราวนี้ เริ่มต้นด้วยการ เขม่นกัน ด่าทอกัน และ เข้ารูปเดิมคือทะเลาะวิวาทกันเหมือนเดิม แต่คราวนี้หนักข้อกว่า คือ ไม่ใช่แค่การดวลด้วยกำปั้นลุ่น ๆ เหมือนคราวที่แล้ว คราวนี้ ทั้งสอง พกอาวุธติดตัว นาย ก พกมีด ส่วน นาย ข พกปืน เมื่อลุแก่โทสะ นาย ก คว้ามีดที่เหน็บอยู่กะ กระซวกให้มิดด้ามให้สมกับความแค้น

บังเอิญว่า นาย ข หลบได้ และ ดึงปืนที่เหน็บอยู่ที่เอวมายิงใส่ คู่กรณีทันที กระสุนเจาะเข้าที่ช่องท้องของนาย ก นาย ข รู้ดีว่า ตนเองพลั้งมือยิง ด้วยลุแก่โทสะ ไม่ได้ ตั้งใจจะสังหาร  โชคดีที่ นาย ก ไม่ตาย และถูกนำตัวหามส่งโรงพยาบาลได้ทัน

นาย ข ได้รับบทเรียนถึง ความเขลาในปัญญา ความใจร้อน และ ความลุแก่โทสะได้ง่าย จึงตัดสินใจไป ขอโทษ นาย ก พร้อมกับ จ่ายเงินค่ารักษา และ ค่าทำขวัญให้ เพื่อให้ เลิกแล้วต่อกัน

ถ้าหาก เรา เป็น นาย ก จะ เลือกทางไหน ระหว่าง ให้อภัย หรือ ไม่ยอมรับคำขอโทษ  ขอผูกเวรต่อ

หากเลือกอย่างหลัง นาย ก หลังจากออกจากโรงพยาบาล ก็จะ ตามหาเรื่อง นาย ข ต่อไป

หากเลือกอย่างแรก คือ ให้อภัย ให้ เลิกแล้วต่อกัน อย่างนี้ เรียกว่า “อโหสิกรรม” คือ กรรมเลิกให้ผล ผลแห่งการกระทำไม่มีผลอีกต่อไป เส้นด้ายแห่งเวรที่ผูกอยู่กับ นาย ก และ นาย ข หลุดออกจากกัน ต่างคนต่างเดินไปตามเส้นทางของตน

กรณีดังกล่าว นั้น นับว่า พบได้น้อย มาก เพราะส่วนใหญ่ ตามข่าวที่พบในปัจจุบัน คู่กรณี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มักจะ ตายกันไปข้าง แล้วจะทำอย่างไร

อย่างเช่นฆ่าเขาตายเมื่อนึกถึงกรรมแล้วกลัวเขาจะอาฆาตจองเวร  จะไปขออภัยก็ทำไม่ได้แล้ว

ก่อนจะหาทางแก้ในเรื่องนี้ ลอง อ่าน ตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง

นาย แดง ผูกใจเจ็บต่อ คู่อริคนหนึ่ง จึงอยากแก้แค้น คู่อริที่ ป้ายรถเมล์แห่งหนึ่ง ที่ป้ายรถเมล์ มีนาย ดำ ยืนรอรถเมล์อยู่ ซึ่งนายดำไม่เคยรู้จักกับนายแดงมาก่อน

แต่บุคลิกลักษณะ ของนายดำ คล้ายกับคู่อริ ของ นายแดงมาก นายแดงเข้าใจผิดคิดว่า นายดำเป็นคู่อริของตนเอง จึงเดินตรงปรี่เข้าไป ชกหน้านาย ดำทันที

พอรู้สึกตัวอีกที กลับเห็นว่า นายดำไม่ใช่คู่อริของตน  จึงได้กล่าวขอโทษ นายดำ

แต่ เจ็บตัวฟรี ๆแบบนี้ คำขอโทษ น้ำหนักจึงน้อยไป ก่อนที่ นายดำจะพูดอะไรออกมา นายแดงรู้สึกผิดมากที่ชกผิดคน จึงจ่ายเงินค่าทำขวัญให้นาย ดำ ไปถึง ห้าพันบาท เรื่องนี้ จบลงที่ตรงนี้

ถ้าหากโดนชก แล้วมีคนจ่าย ค่าถูกชกให้มากถึงขนาดนี้ บางคนอาจ ยื่นหน้าอีกข้าง ให้ แล้วบอกว่า “ พี่ผมขอเบิ้ลอีกทีได้ไหม” เป็นแน่

เรื่องนี้ เป็นแนวทางเรื่องการ “อโหสิกรรม และ การอุทิศบุญ” กรณีที่มีการอุทิศบุญคือการส่งบุญไปให้คนที่ตายแล้ว เหมือนกับที่ นาย แดงส่งเงินให้นายดำ  ถ้าหากว่าเจ้ากรรมได้รับส่วนกุศล เขาได้รับความสุข เขาเลื่อนฐานะจากภาวะที่ทุกข์ทรมานไปสู่ฐานะที่มีความสุข

เมื่อเขานึกถึงคุณความดีนึกถึงบุญคุณที่ได้รับ เขาก็อโหสิกรรมให้ไม่ตามล้างตามผลาญกันอีกต่อไป

คำขอโทษ พร้อมกับ เงินทำขวัญก้อนโต เป็นเรา เราจะรับไหม

เพียงแต่ เปลี่ยนจาก เงิน เป็น “บุญ”แทน เพราะ บุญเป็นสิ่งที่ทำให้สรรพชีวิตมีความสุขได้อย่างแท้จริง

ดังนั้น คำกล่าวที่ว่า พึงระงับเวรด้วยการไม่จองเวรนั้น ก็ยังใช้ได้อยู่ แต่ ทางที่ดี อย่าได้ สร้างเวรสร้างกรรมกันเลยจะดีกว่า เพราะ หากไม่สร้าง เวร แล้ว มันจะมีเวรได้อย่างไร

“เวรย่อมระงับด้วยการไม่ทำเวร”

เพียงแต่ว่า อย่าเอาคำพูดนี้ไปใช้ ในหน้าที่การงานเป็นอันขาด เพราะว่ามันเป็น “คนละเรื่อง”ครับ

 

Read Full Post »

9 . ขึ้งเครียด โกรธเกลียดล่ะเป็นทุกวัน

เรียกให้แรงขึ้นหน่อยก็คือ “ความพยาบาท”  ความคิดที่จะทำร้ายผู้อื่น ความคิดที่จะเบียดเบียนผู้
อีกด้านของอุโมงค์ (อุปมาเรื่องบุญ 5)อื่น ประกอบด้วยคุณสมบัติ  มีสัตว์อื่นเพื่อทำลาย มีจิตหรือเจตนาคิดทำลายเพื่อให้สัตว์นั้นประสบความพินาศ

 

หากอาฆาต มาตรร้าย ก็เท่ากับกำลังจุดไฟเผาตัว” เป็นสิ่งที่แรงกว่าริษยา ริษยานั้นได้แต่คิดเข้าตัวแต่ยังไม่ถึงกับทำร้ายคนอื่น  การคิดพยาบาทจะทำลายคนอื่น นั้นเหมือนเผาตัวเองทั้งเป็น เพราะฝั่งตรงข้ามเขาก็ไม่ได้ยินดียินร้าย กับสิ่งที่ผู้พยาบาทกำลังคิดอยู่

แต่สิ่งที่น่ากลัวก็คือ ความพยาบาทนั้น สร้างความทุกข์ได้ออกมาเป็นรูปธรรม ทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง

ณ ร้านอาหารแห่งหนึ่ง มีลูกค้าประจำ สองกลุ่ม ที่จะเข้ามาใช้บริการเสมอ โดยทั้งสองเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ห้อมล้อมไปด้วยบริวารมากมาย มักจะมากินเลี้ยง ในเวลาไล่เลี่ยกัน และต่างฝ่าต่าง อวดบารมีข้ามโต๊ะไปมากัน จนฝ่ายหนึ่ง ผู้คิดพยาบาทมานานทนไม่ไหว

เสียงปืน ดังติดกัน หลายนัด ปลิดชีวิตของ ฝ่ายหนึ่งทันที ร้านอาหารแห่งนั้น ต้องถูกพักกิจการ หลายวัน เพื่อสอบสวนที่มาที่ไป หลายประการ ส่วนคนยิง ตำรวจไปรวบตัวได้ที่บ้าน ก่อนการหลบหนี และทิ้งภาระทั้งหลายให้ ลูกเมีย

สรุปแล้วเหตุการณ์นี้ เดือดร้อนกันทั่วหน้า ไม่มีใครได้อะไรเลย เสียด้วยกันทั้งหมด ครอบครัวเสียผู้นำ ภรรยากลายเป็นหม้าย ลูกเป็นกำพร้า ส่วนร้านอาหารก็ขาดรายได้ไปหลายวัน

หินก้อนนี้ นอกจากจะใหญ่ หนัก แถมยังแหลมคมอีกต่างหาก ทางที่ดี อย่าไปยุ่งกับมันเท่าที่จะทำได้ หาก เอามันหลีกทางไปได้ อุโมงค์ ก็จะง่ายต่อการขุดขึ้นเยอะ และเป็นดีที่สุด

10 . เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นความชั่วเป็นความสวยงาม

คำพระท่านว่ามิจฉาทิฐิ คือ ความเห็นผิดทำนองคลองธรรม เช่นเห็นว่ากฎแห่งกรรมไม่มีจริง มักมีความตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ที่ผิด เชื่อและยินดีพอใจในอารมณ์ที่ผิดนั้น

หินก้อนนี้ นับว่า อันตรายที่สุดในบรรดา หินทั้งสิบก้อน เพราะถ้าหากผิดทำนองคลองธรรมในทุกอย่างก็จะผิดพลาดไปหมด หินก้อน มิจฉาทิฐิ สามารถกลิ้งมาล้มทับใครก็ได้ และยังอันตรายแก่ผู้ใกล้เคียงทั้งหมด

เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งนอนเมาหลับอยู่ข้างทาง เนื้อตัวสักเต็มตัวไปด้วย รูปแปลก ๆ อย่างพวกรูปปีศาจที่ดูจะเน้นให้เห็นถึงความน่ากลัวและอยากจะมองดูว่า เป็นศิลปะ

พระภิกษุรูปหนึ่ง บิณฑบาต ผ่านมาเห็นเข้า ด้วยความปรารถนาดีจึงเดินไป ปลุกเพื่อให้กลับบ้านไปอยู่ในที่ที่สมควร สิ่งที่พระ ได้รับคือ กำปั้นลุ่น ๆ ต่อยเข้าเต็มหน้า พร้อมกับเสียงโวยวาย ว่า

“นอนอยู่ดี ๆ พระ จะมาปลุกทำไมเนี่ย”

หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง ที่เด็ก วัยรุ่นคนหนึ่ง ถูกแม่ใช้ให้ไปเรียกพระ เพื่อรอตักบาตร และ นิมนต์พระว่า “ เฮ้ !! เฮ้

พระก็สงสัย มองรอบตัวไป ก็ไม่เห็นมีใคร จึง ถามกลับไปว่า “โยม เรียกใครหรือ”

“ก็เรียก ตัวเอง นั่นแหละ”

เด็ก วัยรุ่น ซึ่งไม่รู้บาปบุญคุณโทษ แปลว่า พวกเขา อาจเข้าหามิจฉาทิฐิได้ง่าย หากเข้ามาพบ คนสี่คน ซึ่งจะมีโอกาส ได้พบเดินทางที่แตกต่างกันไปได้หลายแบบ

คนแรก คือ คนไม่รู้ไม่ชี้ คือไม่มีความรู้ มีความดีอะไร และไม่ยอมบอกหรือชี้อะไรให้ใครรู้ จัดเป็นคนที่ไร้ประโยชน์ต่อส่วนรวม มีทั้งมิจฉาทิฎฐิ และ ความเห็นแก่ตัว

คนที่สอง คือ คนไม่รู้แล้ว ชี้ ไม่มีความรู้ แล้วชี้ไปอย่างมั่วๆ ซึ่งทางที่ชี้นำ อาจไปได้ทั้งทางที่ถูกและผิด ซึ่งหากเป็นทางที่ถูกก็นับว่า เด็กคนนั้นโชคดี แต่ คนโชคดี มีไม่มากนัก คนที่สองนี้จึงไม่ควรเข้าไปยุ่งเช่นกัน

คนที่สามคือ คนที่รู้ แล้วไม่ชี้ จัดเป็นคนเห็นแก่ตัว ยังมี ความอิจฉาริษยาอยู่ในใจเป็นทิฎฐิอย่างหนึ่งที่ไม่อยากให้ใครได้ดีกว่าตน

คนที่สี่ คือ คนที่รู้ แล้วก็ ชี้ คนเหล่านี้ คือ นักปราชญ์ หมายถึง ผู้รู้และแนะนำสิ่งที่ควรแนะนำ ซึ่งสิ่งที่ดีและไม่ผิดทำนองคลองธรรม

 

จะเห็นได้ว่า มิจฉาทิฐิ นี้เป็นหินก้อนที่น่ากลัวยิ่งนัก หากมันยังอยู่ใกล้เรา อยู่กับเรา หรือ คนรอบ ๆข้างที่เรารัก เราต้องใช้ “สัมมาทิฐิ” ขจัดหินก้อนนี้ออกไปให้ได้

กรรมใดใครก่อไว้แล้วในเมื่อใจเป็นผู้จงใจทำลงไปแล้วเป็นการกระทำอันเป็นบาป ภายหลังจึงมานึกได้และไม่ต้องการผลของบาป มันก็หลีกเลี่ยงปฏิเสธไม่ได้เพราะใจเป็นผู้สั่งให้กาย วาจา ทำลงไป พูดลงไป ใจตัวนี้ต้องรับผิดชอบโดยความเป็นธรรมโดยหลักของธรรมชาติ เพราะฉะนั้น การตัดบาปออกจากตัวนั้นเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้

พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่าใครทำกรรมใดไว้ย่อมได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอนหลีกเลี่ยงไม่ได้
กัมมัสสะโกมหิ (เรามีกรรมเป็นของๆตน)
กัมมะทายาโท (เรามีกรรมเป็นผู้ให้ผล)
กัมมะโยนิ (เรามีกรรมเป็นแดนเกิด)
กัมมะพันธุ (เรามีกรรมเป็นผู้ติดตาม)
กัมมะปะฏิสะระโน (เรามีกรรมเป็นที่พึ่งที่อาศัย)
ยัง กัมมัง กะริสสามิ (เราทำกรรมอันใดไว้)
กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา (เป็นบุญหรือเป็นบาป)
ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ (เราจะต้องรับผลของกรรมนั้นไป)
อภิณหัง ปัจจะเวกขิตัพพัง (พึงพิจารณาเห็นเนืองๆดังนี้)

ดังนั้น ผล จากที่หินทั้ง สิบก้อนนั้น ได้ทับลงมาบนใจของเราและเรากลิ้งหินนั้นต่อไปทับผู้อื่น ก็จะส่งผลให้เกิดต่างกันดังนี้

1.ผลของการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจึง ได้แก่ ทุพพลภาพ รูปไม่งาม กำลังกายอ่อนแอกำลังกายเฉื่อยชา กำลังปัญญาไม่ว่องไว เป็นคนขลาดหวาดกลัว อาจถึงกับต้องฆ่าตนเองหรือถูกผู้อื่นฆ่า มีโรคภัยเบียดเบียน เกิดความพินาศของบริวาร และอายุสั้น

2. ผลของลักทรัพย์ ได้แก่ ด้อยทรัพย์ ยากจน ข้นแค้น มีความอดอยาก ไม่ได้สิ่งที่ตนปรารถนา หรือพังพินาศย่อยยับในการค้าขาย ทรัพย์สินของตนพินาศเพราะอัคคีภัย อุทกภัย และภัยจากโจรขโมย ที่มีมาไม่เว้นแต่ละวัน

3.ผลของผิดลูกผิดเมีย ได้แก่ จะมีผู้เกลียดชังมาก มีผู้ปองร้ายมาก ขัดสนในทรัพย์ ยากจนอดอยาก เป็นคนผิดเพศ เพราะได้ทำผิดในเรื่องเพศมา เป็น เกย์ ตุ๊ด แต๋ว หรือ เลสเบี้ยน หาก เป็นชายก็เกิดในตระกูลต่ำ เป็นหญิง ก็จะได้รับความอับอายเป็นอาจิณ ร่างกายไม่สมประกอบ มากไปด้วยความวิตกห่วงใย  และพลัดพรากจากผู้ที่ตนรัก หากเป็น ผลของการดื่มสุราหรือการเสพของมึนเมาอยู่บ่อย ๆก็จะได้ผลตามมาคือทรัพย์ถูกทำลาย เกิดวิวาทบาดหมาง เป็นบ่อเกิดของโรค เสื่อมเกียรติ  และปัญญาเสื่อมถอย

4. ผลของการชอบพูดเท็จ พูดปดก็ ได้แก่ พูดไม่ชัด ฟันไม่มีระเบียบ กลิ่นปากเหม็นมาก ไอตัวร้อนจัด สายตาไม่อยู่ในระดับปกติ พูดด้วยปลายลิ้นหรือปลายปาก ท่าทางไม่สง่าผ่าเผย และจิตไม่เที่ยงคล้ายคนวิกลจริต

5.ผลของการพูดส่อเสียดคนอื่น ได้แก่ มักกล่าวตำหนิตนเอง แตกแยกจากมิตรสหาย มักถูกลือโดยปราศจากมูลความจริง และถูกตำหนิติเตียนบ่อยครั้ง

6. ผลจากการพูดคำหยาบมาก ได้แก่ ความพินาศในทรัพย์ มีกายหยาบกร้าน วาจาหยาบคาย ได้ยินเสียงใด ก็บังเกิดความไม่พอใจและตายด้วยอาการ งงงวย ไม่ทราบสาเหตุ

7. ผลของการพูดเพ้อเจ้อมาก ได้แก่ เป็นบุคคลผู้ต่ำต้อย  ไม่มีอำนาจ ไม่มีผู้เลื่อมใสในคำพูด และจิตไม่เที่ยงคล้ายคนวิกลจริต ปากและกลิ่นตัวเหม็นแรงกว่าปกติ

8. ผลของการคิดริษยาอยากได้ของผู้อื่น  ได้แก่ ได้ปฏิสนธิในตระกูลต่ำ มักได้รับคำติเตียน ขัดสนในลาภสักการะ และเสื่อมในทรัพย์และคุณงามความดี ทำความดีกับใครไม่ขึ้น

9.ผลของพยาบาท ได้แก่ ทำให้ผู้นั้นมีรูปร่างทราม อายุสั้น มีโรคภัยเบียดเบียน และตายโดยถูกประทุษร้าย

10. ผลของมิจฉาทิฐิคือ กลายเป็นผู้ มีปัญญาทรามไม่เคยคิดดี หรือ เป็นผู้มีฐานะไม่เท่าเทียมผู้อื่น ปฏิสนธิในพวกคนป่าปราศจากความเจริญทั้งทางกายและจิตใจ และห่างไกลจากรัศมีแห่งพระธรรม ว่ายากสอนยาก

หินทั้งสิบก้อน นี้นับว่า อันตรายยิ่งนัก ทั้งขณะที่เราถือเราแบกอยู่ในมือ หาก กลิ้งไปทับไปโดนใครก็ส่งผลร้ายให้แก่ตัวเขาทั้งสิ้น ขณะที่ด้านหนึ่งเรากำลังขุดอุโมงค์ทุกข์ด้วย อุปกรณ์แห่งความดีทั้งสิบประการ อีกด้าน ก็จะต้องช่วยกันยกหินร้าย ๆ ออกไปด้วย

แสงสว่างที่พบ คราวนี้อาจจะไม่ใช่ที่ปลายอุโมงค์ แต่ กลับเป็นตรงกลางอุโมงค์เสียมากกว่า

 

Read Full Post »

7 . เพ้อเจ้อ เป็นนิจ ไร้สาระเป็นอาจิณ

การพูดเพ้อเจ้อ พูดไร้สาระไม่เป็นประโยชน์ คือ ใจนั้น มุ่งแต่ กล่าวคำที่ไร้แก่นสารไม่มี
อีกด้านของอุโมงค์ (อุปมาเรื่องบุญ 4)ประโยชน์ กล่าวคำที่ไม่มีประโยชน์นั้นออกไป บ่นมาก พูดมาก

การฟังเสียงพูดที่ไร้สาระหรือเสียงบ่นเป็นเรื่องที่น่ารำคาญเป็นอย่างมาก อาจเป็นธรรมชาติของคนเราที่อยากจะ ล้างพิษออกจาตัว เลยต้องมีเหตุให้พูดพล่ามไร้สาระ แล้วก็บ่น โดยที่ไม่เคยรู้ว่า ยิ่งพูดเพ้อเจ้อไร้สาระมากเท่าไร ก็มีแต่ทำให้สถานการณ์แย่ลงมากเท่านั้น

การพูดเพ้อเจ้อ ก็เหมือนการสร้างมลพิษทางเสียงอย่างหนึ่ง คือ ไม่มีค่าอะไร ความเงียบ ยังมีค่าเสียมากกว่าการพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ

“คนมีปาก มันก็พูดพล่ามได้ทุกเรื่อง ก่นด่า และบ่นไร้สาระกันได้ และ หลายคนก็ทำอย่างนั้น

แต่โชคดีอย่างหนึ่งที่ หินก้อนนี้ สามารถเก็บทิ้งไปได้ง่าย ๆ เหมือน คุณทิ้งบุหรี่ไปมวนหนึ่ง หินก้อนนี้กับบุหรี่ มีความเหมือนกันตรงที่ว่า เวลาที่ทิ้งไปแล้ว ทำให้ ปากสะอาด ใจสะอาด และ ชีวิตก็สดใสขึ้นเช่นเดียวกัน

แต่จะทิ้งได้ยากง่ายแค่ไหน ก็ต้องใช้ความพยายามเหมือนกับการพยายามเลิกสูบบุหรี่ เช่นกัน

 

8 . นางริษยาไม่ใช่มีแค่ในละคร

คำพระ เรียกว่า อภิชฌา คือ ความเพ่งเล็งอยากได้ของเขา ความคิดจ้องเอาของผู้อื่น ริษยาเขาไม่อยากให้เขาได้ดีกว่า  ทรัพย์สินหรือของเหล่านั้นเป็นของผู้อื่น มีความเพ่งเล็งที่จะให้ได้ทรัพย์หรือของเหล่านั้นมาเป็นของตน

ธรรมชาติของคนเราเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว แต่มีมุม ๆหนึ่งที่ อยากมองให้ดูให้ดี คือ หากกล่าวถึง วอร์เร็น บัฟเฟ็ต มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก หรือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ คนที่นับได้ว่า ฉลาดที่สุดใน ศตวรรษที่ 20 ก็คงหา คนที่อิจฉาริษยาเขาได้น้อย แต่ทำไม เรายัง อิจฉา เพื่อนข้างบ้านเสียมากกว่า

เราเพิ่งถอยรถออกมาใหม่ รุ่นใหม่เอี่ยมเลย วันนี้ อีกหนึ่งเดือนต่อมา ก็มีรถรุ่นใหม่กว่า ออกมาอีก เราอาจจะยัง ไม่รู้สึกอะไร แต่ จะอิจฉา อยากได้ทันที เมื่อ เพื่อนบ้านของเราไปถอยรถรุ่นที่ใหม่กว่ามาแข่งกัน

เรากับเพื่อนที่ทำงานพร้อมกัน แต่ เพื่อนได้เลื่อนตำแหน่ง ทั้ง ๆที่ตอนเรียน เกรดมันน้อยกว่าเราเยอะ แถม มันขี้เหร่กว่า คุณสมบัติอะไรก็สู้ไม่ได้ แต่ดันมีมีแฟนสวยและรวยด้วย ขณะที่แฟนของเรา ธรรมดาอย่างมาก

เพราะความมีพื้นฐานที่เท่ากัน จึงทำให้คนเรา เกิด อภิชฌา นี้ และมีแต่คนที่เกลียดตัวเองเท่านั้นที่คิดอย่างนี้  เพราะมันก่อความเครียด ทำลายเซลล์สมองและระบบประสาท ทั้ง ๆที่ มันไม่ได้มีตัวตนให้เห็นเลย

หินก้อนนี้ มองไม่เห็น จะว่าหนักก็หนัก จะว่าเบาก็เบา

 

Read Full Post »

5 . ครอบครัวร้าวฉาน คือ งานของเรา

การพูดส่อเสียด พูดให้เขาแตกร้าวกัน  มีคนหมู่มากหรือน้อยที่ต้องการให้เขามีความแตกแยกซึ่ง
อีกด้านของอุโมงค์ (อุปมาเรื่องบุญ 3)กันและกันเกิดขึ้น มีความปรารถนาหรือเจตนาต้องการให้คนหมู่นั้นแตกแยกกัน เพียรพยายามที่จะให้เขาแตกแยกกัน นี่คือหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งที่ ไม่จางหายหรือแตกร้าวไปจากสังคม

ปัจจุบัน ประเทศไทยเรา โดนหินก้อนนี้ ทับกันจนจะแบนราบกันไปทั้งประเทศ เพราะ หินก้อนนี้นี้เอง การพูดเพื่อส่งเสริมให้คนแตกแยก มักเกิดมาจาก ความต้องการในตน ที่ ขาดทั้งเหตุผล และ สติยั้งคิดไม่เลือกวิธีการที่จะให้ได้มา นับเป็นบาปหนัก ข้อหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ในอนุศาสน์ 4 อย่างที่ พระบวชภิกษุต้องพึงระวัง

คือ ไม่เสพเมถุน ไม่อวดอุตริมนุษยธรรมที่ไม่มีในตน ไม่แกล้งฆ่ามนุษย์ให้ตาย และ ไม่ทำสังฆเภท ในข้อสุดท้ายนี่เอง ที่ พระเทวทัตได้กระทำ คือ ยุยงให้เหล่าสงฆ์ แตกแยกกันคือไม่ทำสังฆกรรมเดียวกับพระพุทธเจ้า  ขอแยกทำจากพระพุทธเจ้าและ ชักชวนผู้อื่นไม่ให้ทำด้วย นี้ ย่อม เป็นบาปใหญ่หลวงนัก

ดังนั้น ไม่ว่า จะเจตนาน้อย เจตนามาก ก็ตาม การพูดส่อเสียด ยุแยงตะแคงรั่ว ย่อมเป็นบาปก้อนใหญ่ ที่มนุษย์เรา ละเว้นได้ยาก เพราะ ธรรมชาติของคนเรา มักจำเรื่องดี ๆ ของคนอื่นไม่ค่อยได้

หินก้อนนี้ ทั้งใหญ่ทั้งหนักนะครับ

 

6. คำหยาบ พูดจนชิน

เรียกให้สุภาพหน่อย คือการผรุสวาท การพูดหยาบ พูดคำไม่รื่นหู มีคนอื่นที่จะพึงด่าว่าให้เขามีความเจ็บช้ำน้ำใจ  การที่เราจะกล่าวให้เขามีความเจ็บช้ำน้ำใจนั้นเพราะ ว่าเรา มีจิตโกรธเคืองเขา แสดงคำหยาบหรือแสดงอาการหยาบเพื่อให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจ

“ลมหยาบเป็นลมพิษ เพียงถูกสะกิด พิษก็ติดตัว” คนเราบางที เกิดอาการไม่ชอบขี้หน้ากัน เพียงเพราะไม่ชอบในวิธีการพูด ต่อกัน ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ

คำหยาบจะออกมา ส่วนใหญ่ เพราะเวลาโกรธ จึงหลุดคำไม่ดีออกมา นั่นเป็นเรื่องปกติ แต่ บางคนกลับพูดจนเป็นปกติ ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติ

ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่ เราได้เข้าไปทำงานใหม่ในบริษัทแห่งหนึ่ง เมื่อถึงเวลาพัก เที่ยงก็จะออกไปกินข้าวกลางวันแล้วก็มีเพื่อนร่วมงาน ที่ทำงาน อยู่ที่นี่มาชวนเราไปกินข้าว

คนหนึ่งมาชวน พูดว่า “ นี่ เดี๋ยวเราไปกินข้าวด้วยกันนะ จะได้คุยกันด้วย”

อีกคนหนึ่งก็มาชวน พูดว่า “ เฮ่ ไปแดกข้าวกะ กู มั้ย น้องใหม่ เดี๋ยวกูเลี้ยงเอง”

งานนี้ หลาย ๆ คน คงจะเลือกไปกับคนแรกที่มาถาม เพราะ รายที่สอง แม้จะออกตัวว่า จะ เลี้ยง แต่ไม่ว่าใครที่ไหนก็ไม่อยากจะไปกินกับ รายหลังด้วย มันสะกิดต่อมบางอย่างในใจเรา ทำให้เรามีความรู้สึก ไม่ชอบคนที่พูดหยาบคายกับเราตั้งแต่แรก

หยาบคายในคำพูด อาจรวมไปถึง หยาบในเรื่องงาน หยาบในเรื่องอยู่ และ หยาบในเรื่องของใจ วัฒนธรรมการพูดให้สุภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ ๆของทุกประเทศในโลกที่ เป็นการให้เกียรติ เหมือนการแสดงความเคารพ ต่อตัวคนที่พูด และผู้ฟัง

วันนี้คุณอาจจะเผลอโยนหินก้อนนี้ เข้าใส่ใครโดน ทั้ง เจตนาและไม่เจตนา ทางที่ดี เอามันทิ้งไปดีกว่าครับ เพราะ ลมพิษ เพียงสะกิด พิษก็ติดตัว คงไม่มีใครอยากติดพิษนี้ไปให้ความทุกข์มันเพิ่มขึ้นเป็นแน่

 

Read Full Post »

3 . ผิดลูก ผิดเมีย เดี๋ยวนี้เรื่องธรรมดา

การประพฤติผิดในกาม การล่วงละเมิดลูกเมียผู้อื่น เราเป็นผู้ที่ไม่สมควรตามกฎหมายหรือตาม
อีกด้านของอุโมงค์ (อุปมาเรื่องบุญ 2)ประเพณี มีจิตคิดที่จะผูกพันหรือ เสพในเพศรสให้ได้ และยังพยายามจะทำให้ได้ด้วย โดย ไม่สนใจในเหตุผล หรือ คุณธรรม โดย อ้างเพียงคำว่า เพราะ ความรัก

เพราะ รัก จึงได้ ทำ โดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ไหนเลยโลกของเราจึงเต็มไปด้วยปัญหา แบบ รักสามเส้า สี่เส้า รักคนมีเจ้าของ รักคนที่ไม่สมควรรัก หรือแม้แต่รักที่กลายเป็นความเกลียดได้

หินก้อนนี้ขวางหน้าเราและดูจะใหญ่กว่าก้อนอื่น ๆ เพราะ ข้อนี้ เป็นเรื่องยากเย็นสำหรับ มนุษย์ในการทำอะไรที่ ขัดใจตัวเอง และ มักไร้เหตุผล เพราะ ความรักเป็นเรื่องที่ ไม่มีเหตุผล คนเราจึงอ้างความไม่มีเหตุผลไปขัด กับหลักคุณธรรม ซึ่งอย่างหลัง มัน เป็นเหตุเป็นผลของชีวิต

การดื่มสุราหรือการเสพของมึนเมา ก็จัดอยู่ในอกุศลกรรมประเภท ด้วยในทางพุทธศาสนา เพราะ เวลาที่ คนเราขาดสติ ก็มักจะทำในสิ่งที่ไร้เหตุผลก่อน และมักจะมาจบลงมากตรงเรื่อง คู่ครอง ส่วนคำแก้ตัวที่นิยม ใช้กัน ก็คือ “ เผลอใจ เพราะ เมา”

หินก้อนนี้ก้อนใหญ่ ครับ กว่าจะยกออกได้ จะต้องรวบรวมพลังกายและพลังใจกันมหาศาลทีเดียว

 

4 . ตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จ

การพูดเท็จ การพูดโกหก การพูดปด การพูดหลอกลวง เรื่องที่พูดนั้นเป็นเรื่องที่ไม่จริง มีจิตหรือเจตนาที่คิดจะพูด แล้วด้วยความเพียรที่โกหกให้คนเชื่อ ผู้ที่ได้ฟังหรืออ่านแม้หนังสือที่คนโกหกเขียนแล้วก็มีความเชื่อตามนั้น คนที่โกหก ก็ผิดอยู่เต็มประตู

แต่อย่างไรก็ตาม การโกหก บางอย่าง แม้จะโกหก บ้างแต่หากเกิดประโยชน์ มากกว่า แม้จะผิดหากมีเจตนาอ่อน ก็ยังนับว่าน้อย

แดเนียล แรดคลิฟฟ์ กับ เอไลจาห์ วู้ด นักแสดงภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด เคยประสบเรื่องราวทำนองนี้มาแล้ว เนื่องด้วยเพราะมีหน้าตาที่คล้ายกัน แดเนียล รับบทดัง คือ พ่อมด แฮร์รี่ พอตเตอร์ ส่วน เอไลจาห์ นั้นรับบทนำเป็น โฟรโด ใน ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง ลอร์ด ออฟ เดอะริงส์

แดเนียล เวลาที่ ถอดแว่นตาของ แฮร์รี่ออก แล้วทำให้เขาดูเหมือน เอไลจาห์ อย่างมาก ครั้งหนึ่ง เขาไปเที่ยวแล้วมี แฟนภาพยนตร์คนหนึ่ง มาขอลายเซ็นของเขา แล้วบอกว่า

“ขอลายเซ็น ของ คุณโฟรโด ได้ไหมครับ ผมชอบคุณ และสงสารคุณมากเลยในหนัง”

แดเนียล ไม่อยากให้ แฟนของ วู้ด ต้องผิดหวัง ในเรื่องนี้ จึงเซ็น ลายเซ็น  ว่า เอไลจาห์ ลงไป แล้วก็ต้องยอมรับว่า ตัวเขานี้ ก็คือ โฟรโด แห่งลอร์ด ออฟ เดอะ ริง ด้วย

แม้จะผิดที่เขาไม่บอกความจริง แต่เจตนาที่ดีของเขา ก็ยังทำให้ความผิดในเรื่องการโกหกนี้ อ่อนลงไป

แต่อย่าได้ใช้วิธีแบบนี้ ในทางที่ไม่ดีเป็นอันขาด เพราะ เจตนาที่ไม่ดี จากที่จำใจต้องโกหก ก็จะกลายสภาพเป็น “ตอแหล” ซึ่ง แรงกว่า โกหกหลายเท่า เพราะนอกจากจะทำให้คนที่ฟังเชื่อแล้วเดือดร้อนแล้ว คนโกหกก็จะต้องเดือดร้อนในภายหลังด้วยอย่างแน่นอน

เมื่อถึงเวลานั้น การ ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ จะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป และ รับหินก้อนใหญ่ก้อนนี้ไปทับไว้ในอก อีกนานแสนนาน

�ง�����8x� ȋ� ทำ

เจตนาแรง ๆ มีให้เห็นอยู่เยอะ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ใน ภาพยนตร์ ของ เหล่า จอมโจร ไม่ว่า Ocean Eleven หรือ Italian Job งานที่ ต้องปล้นเขากิน ผลสุดท้ายแต่ละคนที่ โกง หรือ แย่งชิงสิ่งของของคนอื่นมาต่างก็ได้รับผลตอบแทนกันถ้วนหน้า แม้แต่ตัวพระเอกเองก็ตาม

หินก้อนนี้ แล้วแต่ความยากง่ายของแต่ละคน บางคนอาจเป็นเพียงหินก้อนเล็ก ๆที่ เขาหยิบทิ้งเสียเมื่อไรก็ได้ แต่บางคน ก็อาจไม่ใช่ ต้องพยายามอย่างมากที่จะยกมันออกไปจากใจให้ได้

คนกลุ่มหลังที่พูดถึง มีทั้ง อาชญากร และ คนทั่ว ๆไป แล้วแต่ว่า ใคร จะมี หินก้อนนี้ถ่วงน้ำหนักอยู่มากกว่ากัน

 

Read Full Post »

Older Posts »