Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for สิงหาคม, 2012

การให้ทานทำไมต้องให้?
ทาน หนึ่งในสามสุดยอดบุญบารมี

ทานนั้นแปลว่าการให้โดยไม่หวังผลตอบแทนกลับ แต่เป็นการให้เพื่อปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข การที่คนเราต้องให้ทานกับผู้อื่นก็เพราะ โดยปกติธรรมชาติแล้วจิตของมนุษย์เราทุกคนมีความยึดมั่นหวงแหน ตระหนี่ในสิ่งที่ตนเองครอบครอง และ มีความอยากจะครอบครองสิ่งที่ตนเองยังไม่มี เมื่อจิตไม่มีการควบคุม ก็มีโอกาสที่จะนำไปสู่การกระทำที่ก่อให้เกิดการเบียดเบียนซึ่งกันและกันกลายเป็น “กรรม” ขึ้นมาอีก

ผู้ที่ต้องการจะหนีพ้นกรรมให้ได้จึงต้องหมั่นทำทานให้ได้ก่อน และทานที่ควรฝึกให้ก่อนอย่างอื่นเลยก็คือ “อภัยทาน”

อภัยทานก็คือการยกโทษให้ เป็นการไม่ถือความผิดหรือการล่วงเกินกระทบกระทั่งว่าเป็นโทษถึงแม้การให้อภัยจะเป็นการกระทำที่ไม่สามารถทำได้ไม่ง่ายนักสำหรับบางคนที่ไม่เคยฝึกอบรมมาก่อน แต่ก็สามารถจะทำได้ด้วยการอบรมไปทีละเล็กละน้อย เริ่มแต่ที่ไม่ต้องฝืนใจมากนักไปก่อนในระยะแรก ทานชนิดนี้เป็นการให้ด้วยใจ ไม่ต้องใช้วัตถุใดๆ หรือต้องทำอะไรให้ยุ่งยากทั้งสิ้น

ตัวอย่างเช่น เวลาที่เราขึ้นรถประจำทางที่มีผู้โดยสารคอยขึ้นรถอยู่เป็นจำนวนมาก หากจะมีผู้ต้องเข้ามาเบียดแย่งกันขึ้นไปข้างหน้า ทั้งๆ ที่คนๆนั้นยืนอยู่ข้างหลังการกระทำนี้แม้จะไม่สมควร อาจทำให้จิตเกิดความโกรธขึ้นมา

ถ้าเกิดโกรธขึ้นมาไม่ว่าจะโกรธน้อยหรือโกรธมาก ก็ให้ถือเป็นโอกาสอบรมจิตใจให้รู้จักอภัยให้เขาเสีย เรื่องเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ควรถือโกรธกันหนักหนา เป็นเรื่องเล็กน้อยที่ควรจะอภัยให้กันได้ แต่บางครั้งที่ไม่ตั้งใจคิดเอาไว้ก็จะไม่ทันให้อภัยจะเป็นเพียงโกรธแล้วจะหายโกรธไปเอง

อาการโกรธแล้วหายโกรธเอง กับอาการโกรธแล้วหายโกรธเพราะให้ได้อภัยแล้วนั้น ไม่เหมือนกัน โกรธแล้วหายโกรธเองเป็นเรื่องธรรมดาในทุกสิ่งเมื่อเกิดแล้วต้องดับ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการอบรมหรือบริหารจิตให้มีพลังเข้มแข็งแต่อย่างใด ต่างกับอาการโกรธแล้วหายโกรธได้เพราะคิดให้อภัย เป็นการบริหารจิตโดยตรง จะเป็นการยกระดับของจิตให้สูงขึ้น ดีขึ้น มีค่าขึ้น

เมื่อเรามีจิตเป็นอภัยทานอยู่ได้ตลอดเวลา การกระทำทานอย่างอื่นก็ยิ่งเป็นเรื่องง่าย เพราะความโลภความตระหนี่สามารถละได้ง่ายกว่าความโกรธ และเคียดแค้น จิตก็จะยิ่งมีความบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น ทีนี้การให้ทานที่เป็นวัตถุทานก็จะมีผลอานิสงส์สูงมากขึ้นด้วยเช่นกัน

 

การสร้างบุญด้วยจิตแห่งอภัยทาน

ในการทำทานตามหลักของพระพุทธศาสนานั้นมีข้อกำหนดอยู่ 3 ประการใหญ่ที่จะก่อให้เกิดพลังบุญได้มากที่สุดขึ้นอยู่กับองก์ 3 ประการคือ

 

1.1 วัตถุทานบริสุทธิ์ คือ เป็นของที่หามาได้จากน้ำพักน้ำแรงของเราเอง เกิดจากการทำมาหากินอย่างสุจริต คำว่าสุจริตก็คือ สุ+ จริต อันหมายถึงความคิดดีไม่ได้ไปฉ้อโกงใครมาจะเป็นบาทฐานกำลังที่ 1ที่จะทำให้ทานนั้นมีพลังสูง และมีผลมากกว่าสิ่งที่ได้มาโดยการเบียดเบียนแย่งชิงกันมาเพื่อนำมาทำบุญ

เคล็ดสำคัญก็คือ หากวัตถุทานที่จะนำไปทำบุญนั้นได้ทำขึ้น หรือได้มาด้วยจิตที่ปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุขเช่น การทำกับข้าวใส่บาตรพระด้วยมือของตนเอง ตั้งใจปรุงอย่างเต็มที่สุดฝีมือให้อาหารสะอาดสดใหม่และมีคุณค่าทางโภชนาการวัตถุทานนั้นก็ยิ่งส่งผลบุญให้เกิดแก่ตนเองมากยิ่งขึ้น และก่อประโยชน์กับผู้รับทานอย่างเต็มที่ด้วย

ทานอีกประการหนึ่งที่มีความบริสุทธิ์มากและมีพลังมากยิ่งๆขึ้นไปกว่าวัตถุทาน ก็คือ การให้ ธรรมทาน นั้นแหละจะเป็นทานที่มีอานิสงส์ยิ่งใหญ่และช่วยคลายกรรมหนักให้เป็นเบาได้เร็ว เพราะธรรมทานเป็นความรู้ความเข้าใจในความเป็นจริง เสมือนการสอนและบอกผู้อื่นไปด้วยว่า การสร้างความทุกข์ความเดือดร้อนให้เกิดขึ้นแก่ผู้อื่นนั้นจะ มีผลเสียหายหลายอย่าง จึงทำให้ตัวของผู้สร้างกรรมต้องติดหนี้ และต้องทนทุกข์ทรมานมากมาย

หากได้ให้ธรรมทานแก่ผู้อื่น ก็เท่ากับการที่เราได้ใช้วิธีการ ให้ผู้อื่นได้เกิดความเข้าใจและปรับความคิดให้กลายเป็นสัมมาทิฐิ มองเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริงว่า ทุกอย่างมันไม่เที่ยงไม่ทนไม่แท้ ได้แสงแห่งธรรมนำทางก็จะปล่อยมือละวางจากสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

 

1.2 เจตนาการให้บริสุทธิ์ เจตนาการให้ก็คือ ความปรารถนาที่ต้องการให้คนที่ติดค้างกรรมกับเรา คือเหล่าเจ้ากรรมนายเวรให้เขามีความสุข และพ้นจากสภาพทุกข์ทรมาน ไม่ใช่เพื่อต้องการให้เราได้เสพสุขและหวังในผลแห่งทานนั้น ว่าเราทำทานแล้วจะรวย จะได้ลาภ

ซึ่งหากตั้งเจตนาไว้ผิดๆ เช่นนี้ก็เปรียบเหมือนการให้ของแล้วเสียดายอยากเก็บไว้ ผู้รับย่อมคลางแคลงใจในเจตนา จะกินก็กินได้ไม่อิ่ม ใช้ก็ใช้ได้ไม่สะดวกผลแห่งทานนั้นก็ไม่ค่อยมีประโยชน์อันใดก่อให้เกิดขึ้นมากนัก

 

1.3 ผู้รับทานนั้นบริสุทธิ์ ผู้รับทานนั้นเรียกได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญ เปรียบเหมือนผู้เป็นบุรุษไปรษณีย์คอยรับและส่งบุญกุศลให้กับเจ้าหนี้ของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งผู้รับมีความบริสุทธิ์มากเท่าใดผลบุญกุศลก็มีโอกาสถึงมือเจ้าหนี้ของเรามากและให้ผลมากเท่านั้น เพราะเราฝากบุญส่งถูกคน

ในทางกลับกันถ้าเราฝากจดหมายไปกับ คนที่ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ จดหมายนั้นก็คงถึงช้ามาก หรืออาจไม่ถึงเลยก็ว่าได้

จากหนังสือเรื่อง  เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ 7 พ้นเวร พ้นกรรม รวยฉับพลันต้องทำอย่างไร  โดย อมตะ เทพรักษา

โฆษณา

Read Full Post »

เมื่อคนเราถึงจุดๆ หนึ่งในที่สุดแห่งทุกข์ คือเมื่อไม่สามารถรับมือกับความทุกข์ได้ คิดว่าหนี้กรรมที่ต้องชดใช้นั้นทำอย่างไรก็ไม่หมด เพราะชีวิตไม่สามารถปลดเปลื้องทุกข์ได้เสียที เมื่อทุกข์เก่าหมด ทุกข์ใหม่ก็ตามสัญจรมาให้พบเจออีกไม่จบไม่สิ้น

ในบางคนที่จิตใจอ่อนแอไม่สามารถรับมือกับความทุกข์ที่ถาโถมได้ หรือโดนกระทบจากทุกข์แบบรอบทิศทางจึงมักคิดหาทางออกด้วยการหนี้ให้พ้นทุกข์แบบถาวรด้วยการ “ฆ่าตัวตาย” เพื่อจะหนี้ทุกข์หนีกรรมให้พ้น

แต่การฆ่าตัวตายไม่ใช่การหนีทุกข์ได้อย่างแท้จริง การที่คนเรากว่าจะเกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โควตาการเกิดเป็นมนุษย์นั้นมีจำกัดและทำได้ยากยิ่ง ยิ่งกว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำอันดับหนึ่งของโลกที่มีอัตราส่วน หนึ่งต่อล้านคนเสียอีก

พระพุทธเจ้าทรงอุปมาว่า หากมีมหาสมุทรสุดกว้างใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง และเหนือผิวน้ำนั้นมีห่วงเล็กๆ ที่ลอยฟ่องอยู่ ในแต่ละวินาทีห่วงนี้ก็จะถูกคลื่นลมตีให้ลอยคว้างไปมาอยู่ตลอดเวลา ส่วนเบื้องล่างผิวน้ำก็มีเต่าตาบอดตัวหนึ่ง ทุกๆร้อยปี เต่าตาบอดจะโผล่หัวขึ้นมาสู่ผิวน้ำสักครั้ง โอกาสที่เต่าตาบอดจะโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำและเอาหัวมาสวมเข้ากับห่วงเล็กๆ ห่วงนั้นอย่างพอเหมาะพอดี เรียกได้ว่าเป็นไปแทบจะไม่ได้ แต่โควตาการได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นยากกว่านั้นเป็นล้านเท่า

แม้การเกิดเป็นคนจะยากถึงเพียงนี้แต่ทุกคนที่เกิดมาก็ได้รับสิทธิ์นั้นมาแล้ว หากลองเทียบกับหลักวิทยาศาสตร์กายภาพก็คือเสปิร์มนับล้านตัวสามารถวิ่งเข้าสู่รังไข่ได้เพียงตัวเดียว ฉันใดก็ฉันนั้น

การฆ่าตัวตายเรียกได้ว่าเป็นการปฏิเสธความมีชีวิต ปฏิเสธวิวัฒนาการที่สูงค่าและต้องกลับไปตั้งต้นวิวัฒนาการใหม่กว่าจะได้รับโควตาที่แสนน้อยนิดนั้นเพื่อกลับมาเกิดเป็นคนอีก เรียกได้ว่าต้องเวียนว่ายตายเกิดในสภาพชีวิตชนิดต่างๆ นับครั้งไม่ถ้วน

การฆ่าตัวตายไม่ได้ทำให้คนพ้นทุกข์หนีกรรมได้ แต่เป็นการสร้างวงจรแห่งความทุกข์ให้ขยายวงใหญ่ขึ้นอีกและสร้างความทุกข์อันยาวนานขึ้นมาให้ชีวิตต้องเผชิญหน้าต่อไป เพราะฉะนั้นหากใครคิดที่คิดฆ่าตัวตายเพื่อหนีให้พ้นกรรมได้ก็ต้องบอกว่าคิดผิดถนัดทีเดียว

การจะหนีพ้นกรรมให้ได้อย่างถาวรนั้น มีอยู่หนทางเดียวก็คือ การปฏิบัติตามทางสายกลางมีอริยมรรคองค์แปดเป็นตัวนำทาง

 

มรรค 8 วิธีการหนีที่ได้ผลที่สุด

มรรคแปดก็คือข้อปฏิบัติให้พ้นทุกข์ตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ มรรค นั้นแปลว่า ทาง การเดินทางใดๆให้ไปสู่จุดมุ่งหมายย่อมต้องอาศัยเส้นทางเพื่อก้าวเดินให้ถึงจุดหมายปลายทาง เมื่อปลายทางคือความพ้นทุกข์ที่แท้จริง ก็จำเป็นต้องดำเนินรอยตามทางที่ตรงที่สุด เร็วที่สุดและสะดวกที่สุด หากมัวคิดมากสงสัยหรือใช้วิธีเลี้ยวลดก็ย่อมเดินทางให้ถึงจุดหมายได้ยาก

ส่วนประกอบ 8 ประการของมรรคคือ

1.เห็นชอบ (สัมมาทิฏิฐิ) สัมมาทิฐินั้นเปรียบเหมือนเข็มทิศ การจะเดินทางให้ถูกต้องมีเข็มทิศคอยชี้ ความเห็นชอบนี้ก็คือการมองเห็นโลกทุกอย่างตามความเป็นจริง รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เป็นสิ่งที่ไม่แน่ เช่นแผ่นดินยังไหวได้ทุกนาที คนที่เคยโด่งดังทะลุฟ้าก็อาจกลายเป็นคนที่ไม่มีใครสนใจได้ในชั่วข้ามคืน มีสมหวังย่อมมีผิดหวัง

ไม่ได้ดั่งใจ ก็คือความทุกข์กายทุกข์ใจ ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบเราก็ต้องมีเรื่องทุกข์ใจให้เจออยู่ประจำ ชีวิตต้องทุกข์รายวัน เมื่อแก้ทุกข์จบหนึ่งอย่างก็มีทุกข์ใหม่กรรมใหม่มาให้รอแก้ตลอดเวลา และสุดท้ายก็คือ ต้องเห็นว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์ แม้พระพุทธเจ้าจะเป็นผู้ที่มีบุญวาสนามากที่สุดในโลกนี้ แต่ก็ยังทรงกำพร้าพระมารดาตั้งแต่ประสูติได้เพียงเจ็ดวัน

ภาวะที่ไม่สมบูรณ์ของชีวิตมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นกับใครคนใดคนหนึ่งแต่เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคน จึงไม่ต้องแปลกใจ เสียใจ เพียงแค่มองให้เห็นความจริงในข้อนี้ก็เท่ากับการปลดล็อกกุญแจอันใหญ่ที่พันธนาการชีวิตเราไว้ และพร้อมจะก้าวเดินไปสู่การหลุดพ้นทุกข์ที่แท้ได้

 

2.ดำริชอบ (สัมมาสังกัปปะ) ดำริชอบแปลง่ายๆว่า “คิดดี”  3 ประการได้แก่

– คิดตรึกตรองถึงแต่สิ่งที่เป็นกุศล ได้แก่คิดที่จะเสียสละความสุขของตนเองเพื่อคนอื่น ปรารถนาให้คนอื่นพ้นทุกข์ ยินดีเมื่อคนอื่นมีความสุข และรู้จักปล่อยวาง (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา)

– คิดที่จะให้อภัยผู้อื่นได้ตลอดเวลา ไม่ขัดเคืองไม่มุ่งทำร้ายไม่ต้องการเบียดเบียนใคร จะช่วยให้จิตใจสบายปลอดโปร่ง

– คิดที่จะออกจากความอยากให้ได้ คือ  ความนึกคิดในทางที่จะละออกจากกามพยายามทำลายกิเลสตัณหาของตนเองให้หมดไปให้ได้

3. เจรจาชอบ (สัมมาวาจา) ประกอบด้วย การไม่พูดเท็จหลอกลวงใคร ไม่พูดส่อเสียดให้คนอื่นเกิดความขัดเคืองใจ  ไม่พูดหยาบคายให้ระคายเคืองความรู้สึกใคร  และไม่พูดเพ้อเจ้อให้ผู้อื่นต้องเสียเวลาฟังโดยไร้ประโยชน์

 

4. กระทำชอบ (สัมมากัมมันตะ) ได้แก่ การลงมือกระทำเพื่อการละเว้น ในการไม่ฆ่าสัตว์เพราะสัตว์โลกทุกชนิดย่อมรักชีวิตของตน ไม่ต่างจากตัวของเราเอง ไม่ลงมือลักทรัพย์ใครเพราะทุกคนย่อมหวงแหนทรัพย์ที่ตนเองอุตส่าห์หามาได้ และไม่ประพฤติผิดในกาม เพราะรู้ว่ามนุษย์ทุกคนย่อมรักหวงแหนในคู่ครองของตนเอง

 

5. เลี้ยงชีพชอบ (สัมมาอาชีวะ) การงดเว้นจากการหาเลี้ยงชีพโดยการเบียดเบียนผู้อื่นไม่ว่าทางกาย วาจา ใจ ที่เรียกว่าเป็นพวกมิจฉาชีพ ประกอบอาชีพที่มุ่งเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นเป็นหลัก และตนเองสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ไม่ลำบากจากอาชีพนั้น

 

6.พยายามชอบ (สัมมาวายามะ) ความพยายามชอบนั้นหมายถึงความพยายามระมัดระวังใน “จิต”ของตนเองที่จะไม่ให้เกิด และพยายามจะทำให้เกิดในสิ่งต่อไปนี้

เพียรระวัง หรือเพียรปิดกั้น คือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมความชั่วที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น

เพียรละ หรือเพียรกำจัด คือเพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วมาแล้วไม่ให้ขยายตัวอีก

เพียรเจริญ หรือเพียรก่อให้เกิด คือ เพียรทำกุศลธรรมคุณงามความดีที่ยังไม่เกิดให้เกิดมีขึ้น

เพียรรักษา คือ เพียรรักษากุศลธรรมคุณงามความดีที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น และให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

 

7.ระลึกชอบ (สัมมาสติ)

สติก็คือความรู้สึกตัว รู้ตนเองว่ากำลังอะไรอยู่ในทุกขณะจิตไม่เป็นคนเผลอ การไม่เผลอการรู้ตัวอยู่เป็นเป็นประจำจะทำให้หลีกได้จากการกระทำความชั่วเป็นหลักธรรมที่เรียกว่าสติปัฎฐาน แบ่งออกเป็น 4 อย่างคือ ระลึกได้เมื่อรู้สึกสบาย หรือ ไม่สบายก็รู้ตัวอยู่แต่ไม่ยึดติดกับความไม่สบายนั้น จิตระลึกได้เมื่อรู้สึกสุขหรือทุกข์ หรือเฉยๆก็รับรู้ได้ ระลึกได้ว่าจิตกำลังเศร้าหมองหรือผ่องแผ้วอยู่ก็รับรู้ได้ และระลึกได้ว่าอารมณ์อะไรกำลังผ่านเข้ามาในจิตใจ เมื่อรับรู้แล้วก็เพียงแต่รู้และปล่อยวาง

 

8. ตั้งจิตมั่นชอบ (สัมมาสมาธิ)

คือความตั้งใจมั่นโดยถูกทางที่เหนือกว่าสมาธิเพียงเฉยๆ โดยสมาธิ กับ สัมมาสมาธิ มีความแตกต่างกัน สมาธิจะเป็นเพียงการถือเอา อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งทำให้แน่วแน่อยู่ในอารมณ์นั้น ถ้าจิตจับที่เรื่องร้าย มาเป็นอารมณ์แน่วแน่อยู่ในเรื่องนั้น สมาธินั้นก็นับเป็นสมาธิได้แต่ไม่เป็นไปเพื่อสร้างสรรค์ เช่น การมีจิตจดจ่ออยู่กับการมุ่งทำร้ายผู้อื่นก็เรียกได้ว่ามีสมาธิ แต่ไม่ใช่สัมมาสมาธิ

ส่วนคำสัมมาสมาธิหมายถึงการยึดเรื่องดีมาเป็นอารมณ์แน่วแน่ อยู่ในเรื่องที่เป็นกุศลเป็นบุญ สมาธินั้นจึงจะยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ในทุกๆ อย่าง

หนทางแห่งการดำรงชีวิตอย่างรู้แจ้งที่เรียกว่า มรรค 8 จะมีสติเป็นพื้นฐานด้วยการฝึกสติสามารถพัฒนาสมาธิจิตซึ่งจะช่วยให้บรรลุถึงปัญญา เพราะ สัมมาสมาธิจึงสามารถบรรลุถึงสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ และสัมมาวายามะ ปัญญาความเข้าใจซึ่งพัฒนาขึ้นนั้นสามารถกำจัดความไม่รู้ (อวิชชา) ได้ในที่สุด

ในทางปฏิบัตินั้น คำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้าทรงอุทิศตนสั่งสอน พระองค์สั่งสอนในช่วงเวลา 45 ปีนั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับทางอริยมรรค 8 นี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง พระองค์ทรงอธิบายทางสายนี้ โดยวิธีการ และใช้คำพูดที่แตกต่างกันไปตามความแตกต่างของบุคคลโดยให้สอดคล้องกับระดับการพัฒนา และศักยภาพในการเข้าใจ และตามได้ทันของบุคคลเหล่านั้น

เราต้องทำความเข้าใจว่า องค์ หรือส่วนประกอบ 8 ประการของทางสายกลางนี้ ต้องนำไปปฏิบัติ “ทีละข้อ” โดยเรียงตามลำดับ องค์ต่างๆ เหล่านั้นจะต้องพัฒนาให้มีขึ้นพร้อมๆกันมากบ้าง น้อยบ้าง ตามแต่ขีดความสามารถของแต่ละบุคคลที่จะให้เป็นไปได้ องค์เหล่านี้ล้วนแต่เกี่ยวโยงกัน และแต่ละองค์ก็ช่วยส่งเสริมองค์อื่นๆไปด้วย

ข้อปฏิบัติที่พอสามารถสรุปรวมจากอริยมรรคมีองค์ 8 และประมวลเป็นวิธีการที่ให้มนุษย์ปุถุชนสามารถกระทำได้ง่าย เรียกว่า การสร้างบุญบารมี3 ประการคือ ทาน ศีล และภาวนา

จากหนังสือเรื่อง  เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ 7 พ้นเวร พ้นกรรม รวยฉับพลันต้องทำอย่างไร  โดย อมตะ เทพรักษา

Read Full Post »

เคล็ดวิชาลับ วิธีหนีกรรมให้พ้นเรื่องหนี้บุญคุณหนี้กรรมในระดับที่สูงขึ้นนั้นเรียกได้ว่า เป็นสิ่งที่ยากขึ้นและฝังรากลึกลงไปในจิตใจของคนเรา หนี้กรรมชนิดนี้เป็นหนี้ที่เกือบทุกคนจะพูดว่าใช้อย่างไรก็ไม่มีวันหมด ต่อให้ตายอีกกี่ร้อยชาติก็ทดแทนไม่หมด นั่นก็คือ หนี้กรรมที่เป็น “หนี้บุญคุณ”

หนี้บุญคุณ หมายถึง การที่ใครบางคนช่วยให้ตัวของเราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ หรือนำเราออกมาจากสถานการณ์ลำบาก หรือทำให้คุณสุขกายสบายใจเป็นพิเศษ หรือทำให้พ้นจากความทุกข์

การติดหนี้บุญคุณแตกต่างจากการติดหนี้กรรมแบบธรรดมา เพราะส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้มีโอกาสการไม่มีโอกาสชดใช้หนี้ จึงทำให้เราต้องประสบทุกข์ หนี้ประเภทนี้จะให้ผลหนักมาก เมื่อคนๆ นั้นจงใจลืมบุญคุณ หรือกระทั่งทำร้ายผู้มีพระคุณ ผลของการทำร้ายผู้มีพระคุณอาจคูณสิบ คูณร้อย หรือคูณพันของการทำร้ายคนทั่วไป ยิ่งคนผู้นั้นเป็นผู้ที่มีพระคุณสูงมากตัวคูณก็ยิ่งสูงตาม

 

ใครบ้างที่เราเป็นหนี้บุญคุณอยู่ ?

1. บิดามารดา

เรื่องครอบครัวที่ถือว่าเป็นพื้นฐานสำคัญของมนุษย์ เหมือนน้ำทุกหยดต้องมีต้นน้ำ ไม่มีใครสามารถเกิดมาได้จากกระบอกไม้ไผ่ บิดามารดานับเป็นเจ้าหนี้ของเราทุกคนที่ท่านทั้งสองเป็นผู้ให้ชีวิตจิตใจและคอยเลี้ยงดูฟูมฟักมา และให้ความรู้คุณธรรมพื้นฐานจนเราเติบใหญ่ บิดามารดาจึงเป็นทั้งเจ้าหนี้และผู้มีบุญคุณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต

 

2. ครูบาอาจารย์

คนเรานั้นไม่มีใครที่จะสามารถเติบโตขึ้นมาและเก่งได้เลยหรือเป็นคนดีมีศีลธรรมได้ ไม่ว่าในสรรพวิทยาใดๆ ก็ตามล้วนแล้วแต่ต้องมีผู้คอยอบรมขัดเกลาสั่งสอนทั้งสิ้นนั่นก็คือ ครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์จึงเป็นได้ทั้งครูทั้งทางโลกคือ คนที่คอยสั่งสอนในสรรพวิทยาให้ศิษย์มีความรู้ความสามารถไปหาเลี้ยงตัวเองได้ นอกจากนั้นยังมีครูบาอาจารย์ที่คอยอบรมสั่งสอนในทางธรรมทั้งหลายเพื่อให้เรามีชีวิตมีปริญญาอีกหนึ่งใบที่จะอยู่ร่วมกับคนในโลกนี้ได้อย่างมีความสุข

ครูบาอาจารย์มีอยู่รอบตัวเราทุกรูปแบบ ไม่ว่าท่านเหล่านั้นจะมาในรูปแบบไหน เช่น เป็นเพื่อน เป็นครู เป็นคนรู้จัก เป็นเจ้านายที่ให้โอกาสเราได้สร้างชีวิตและสร้างคุณธรรม

 

3. บุตรและภรรยา

หลายคนอาจจะงงว่า ภรรยาและบุตรเป็นเจ้าหนี้บุญคุณของเราได้อย่างไร ก็คงจะพอตอบได้ทีละประเด็นว่า คนที่เกิดมาเป็นเนื้อคู่กันเป็นสามีหรือภรรยากัน ย่อมเคยสร้างกรรมใดๆ ร่วมกันมาไม่ว่าดีหรือชั่วจึงต้องมีเหตุให้มาชดใช้กรรมร่วมกัน รวมทั้งกลับมาร่วมสร้างคุณงามความดีต่อกันเรื่อยๆ ไปได้เช่นกัน ดังตัวอย่างที่กล่าวไปแล้วกรณีของ เจ้าชายสิทธัตถะและพระนางพิมพา

ผู้ชายที่จะประสบความสำเร็จย่อมต้องมีเบื้องหลังความสำเร็จที่สมควรเสมอกัน นั่นก็คือภรรยาของเขาเอง เจ้าชายสิทธัตถะประสบความสำเร็จในการบำเพ็ญบารมีได้ก็เพราะมีเบื้องหลังอย่างพระนางยโสธราคอยเป็นกำลังใจ และให้ความเข้าใจสนับสนุนช่วยเหลือกันมาหลายภพชาติ ให้ความรักความเอื้ออาทรต่อกันเสมอมา พระพุทธองค์จึงประสบความสำเร็จได้

ส่วนกรณีของบุตรนั้น คนที่เป็นพ่อแม่ควรรู้ว่าตัวเราเองนั้นเป็น “ลูกหนี้” มีกรรมที่ต้องชดใช้ให้กับลูกซึ่งเป็นเจ้าหนี้มาก่อนด้วย เหตุที่ต้องกล่าวเช่นนี้ ก็เพราะก่อนลูกจะเกิดนั้นเขาเป็นจิตวิญญาณที่เป็น           “โอปปาติกะ” ตัวของลูกเองเป็นคนเลือกพ่อแม่ ที่เลือกคนที่สร้างกรรมกับเขามามากที่สุดถือว่าเป็นลูกหนี้รายใหญ่ที่สุด

เขาเลือกมาเกิดในท้องแม่ก็เพื่อให้ทั้งพ่อแม่ได้ชดใช้กรรมให้แก่เขา แต่พอลูกเกิด ลูกก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็น “ลูกหนี้”ด้วย เพราะในร่างกายของเขาก็มีส่วนหนึ่งของพ่อแม่อยู่ในนั้น รวมถึงพ่อแม่เป็นผู้เลี้ยงดูอุ้มชูตั้งแต่เกิด

สำหรับบางคนที่เป็นพ่อเลี้ยงหรือแม่เลี้ยง ญาติหรือแม้แต่ไม่ใช่ญาตินั้น ที่ในชาตินี้มีหน้าที่ต้องเลี้ยงดูเขาก็เช่นกัน ก็เพราะตัวเราเป็นลูกหนี้เขามาก่อน ถ้าไม่เคยมีกรรมร่วมกันมาก็คงไม่ต้องมานั่งเลี้ยงดูเขาได้ แต่ใครจะมีหน้าที่หนักจะเบาแค่ไหนก็แล้วแต่บุญและกรรมที่ทำร่วมกันมา

เช่น เราอาจจะเคยเกิดมาชาติหนึ่งชาติใดเป็นพ่อแม่ลูกกันมาก่อน และได้ทิ้งขว้าง ไม่ได้เลี้ยงดูเขาตามที่ควรที่เหมาะสม มาชาตินี้ก็ต้องมาเลี้ยงดูกันให้หมดสิ้นเวรสิ้นกรรมกันไป ให้สังเกตดูง่ายๆ ก็ได้ว่าทำไมบางคนแม้จะไม่ได้เป็นพ่อหรือแม่ผู้ให้กำเนิด แต่ทำไมมีจิตใจผูกพันกัน เป็นทุกข์เป็นร้อนห่วงใยกันมาก

สิ่งนี้เรียกว่า “ไฟมันไม่หมดเชื้อ” คนที่เป็นพ่อแม่จึงไม่ควรไปคิดมากหรือคิดจะหนีกรรมนี้ไป เพราะบางคนที่เคยอธิษฐานไว้ทำนองว่า “จะขอเกิดมาเป็นพ่อแม่ลูกกันทุกชาติ หรืออยู่ร่วมกันทุกชาติ”  ก็รับรองได้ว่าต้องร่วมเวรร่วมกรรมกันไปอีกนาน

เมื่อชาตินี้ยังไม่ถึงวาระผูกพันที่มากพอ คนๆนั้นอาจจะเป็นลูกเลี้ยงไปก่อน พออีกชาติหนึ่งก็อาจจะมาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองอย่างแท้จริง เป็นการสะสมกรรมร่วมกันการแก้ไขเพื่อให้ครอบครัวมีความสุข ลูกจะได้อยู่โอวาทไม่ทำตัวเหลวไหลไม่ว่าจะเป็นลูกจริงหรือลูกเลี้ยงหรือแม้กระทั่งเอาเขามาเลี้ยงดูก็ตาม

 

วิธีใช้หนี้บุญคุณ

1. ต้องสำนึกบุญคุณ

หมายถึงการจดจำบุญคุณของผู้ที่มีพระคุณไว้ไม่ลืม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องไม่แกล้งลืม ว่าใครเคยให้ความช่วยเหลืออะไรตัวของเราไว้บ้าง วิธีที่ดีที่สุดที่จะไม่ลืมบุญคุณคนก็คือหมั่นระลึกถึงเสมอๆ อาจจะด้วยการนำรูปบุคคลที่มีพระคุณสูงสุดมาแขวนไว้ในจุดเห็นง่าย และกราบไหว้อยู่เนืองๆ ได้แก่รูปของพ่อแม่ ครูอาจารย์

การกราบไหว้เปล่าๆ กับการกราบไหว้ด้วยความระลึกถึงบุญคุณนั้นแตกต่างกันมาก ด้วยการระลึกถึงพระคุณท่านอย่างสุดซึ้ง จะทำให้เรารู้สึกถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนรู้สึกได้ถึงความเป็นมงคลอันอบอุ่น อาการทางใจเช่นนี้ จะเป็นการลดทิฐิมานะและความทะนงลงเสียได้

การสำนึกบุญคุณนั้น ไม่ว่าจะด้วยการระลึกขึ้นมาเฉยๆหรือการหมั่นกราบไหว้รูปเคารพ จะทำให้ตัวตนของเรารู้สึกว่าเล็กลง เพราะตระหนักว่าการที่เราเติบโตขึ้นมาได้ หรือดีขึ้นมาได้ ย่อมไม่ใช่จากตัวเองโดดๆ อย่างน้อยต้องมีการให้ความช่วยเหลือค้ำจุนจากผู้อื่นเสมอ คนสำนึกบุญคุณเก่งๆจะไม่ลืมตัวง่ายๆ และนั่นก็หมายความว่าตัวของคนผู้นั้นก็จะตกต่ำลงได้ยากด้วย

ที่สำคัญการระลึกถึงบุญคุณคนทำให้ตัวเราพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้มีพระคุณเต็มกำลัง หรือเท่าที่มีโอกาสเป็นไปได้ จะไม่มีการมานั่งคำนวณว่าใครให้เรามามากน้อยเท่าใด ใช้ไปเท่านั้นหรือยังจะรู้สึกอยากตอบแทนตามโอกาสเท่าที่ผู้มีพระคุณผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่

การหมั่นระลึกถึงและตอบแทนบุญคุณจะเป็นภูมิคุ้มกันโรคเนรคุณ ผู้ลืมระลึกถึงบุญคุณคนนั้น ในที่สุดแล้ว จิตของเขาก็จะมักลืมอย่างสนิทว่า ตนเองเคยติดหนี้ใครอยู่บ้าง ซึ่งเป็นธรรมชาติของจิตที่เมื่อไม่เข้าข้างสว่างก็ย่อมยืนอยู่ข้างมืด ความมืดก็คือความหลงที่เข้าครอบงำ เมื่อถูกครอบงำหนักเข้าก็มีสิทธิ์ยกชั้นขึ้นเป็นการเนรคุณ

เพียงแค่กรรมที่ลืมบุญคุณคนก็จะทำให้คนผู้นั้นกลายเป็นผู้ไม่ได้รับความเห็นใจช่วยเหลือในยามลำบาก แต่หากถึงขั้นได้สร้างกรรมหนักกลายเป็นเนรคุณได้ ก็จะต้องรับโทษหนัก ทำอะไรต่อให้เจริญแค่ไหนก็จะกลับตกต่ำได้อย่างไม่คาดฝัน

2.หาทางตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อ

คำว่าตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อนั้น อาจเข้าใจง่ายถ้าเป็นกรณีทั่วไป เช่นเมื่อเราเองเป็นหนี้ใครหนึ่งพันบาท การตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อคือให้คืนเขาพันบาท หรือควรติดเศษนิดหน่อยเป็นดอกเบี้ยเพื่อให้เกิดความพอใจ

แต่บุญคุณนั้นวัดกันเป็นตัวเงินไม่ได้ อย่างเช่น พ่อแม่ และครูบาอาจารย์เป็นช่วยให้เราเองสามารถเอาชนะเงื่อนไขข้อจำกัดทางธรรมชาติ ที่มนุษย์จะอุบัติและมีความเต็มรูปด้วยตนเองไม่ได้ ต้องอาศัยท้องคนอื่นเกิด ต้องอาศัยคนอื่นเลี้ยงดูจนเติบโต ต้องอาศัยการดูแลประคบประหงมไม่เช่นนั้นก็ต้องตาย และ เราทุกคนต้องอาศัยคนอื่นส่งเสียให้เล่าเรียน และมีผู้ที่ให้ความรู้ศิลปวิทยาที่จะสั่งสมไปเป็นวิชาชีพและวิชาชีวิต ซึ่งตามเกณฑ์ปกติจะมีใครเต็มใจ ถ้าไม่ใช่พ่อแม่ และครูบาอาจารย์ของเราเอง

กายและใจของมนุษย์นั้น เป็นดั่งอุปกรณ์เล่นเกมราคาแพง เมื่อเราได้รับอุปกรณ์มาจากใคร คนนั้นจึงมีบุญคุณยิ่งนัก ฉะนั้นการตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อจึงมิอาจตีค่าด้วยการให้เงินทองเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้ต่อให้เอาสมบัติทั้งหมดที่คุณใช้เลือดเนื้อนี้หามายกให้ พ่อแม่ น้ำหนักก็ยังไม่เรียกว่าใช้หนี้ครบ เพราะเลือดเนื้อทั้งหมดของเราเองยังเป็นหนี้อยู่ทั้งก้อนอยู่ดี

วิธีการชดใช้หนี้กับผู้มีพระคุณจึงสมควรทำให้ครบทุกคนทุกด้านได้แก่

 

1.ใช้หนี้บิดามารดา

การใช้หนี้บิดามารดามีสองระดับคือ ระดับพื้นฐาน ได้แก่การทำหน้าที่ของลูกให้ดีที่สุด คือ เมื่อท่านเลี้ยงเรามาแล้วก็ต้องเลี้ยงดูท่านตอบ ช่วยทำการงานของท่าน ดำรงวงศ์สกุล ประพฤติให้อยู่ในศีลธรรมเหมาะสมแก่การสืบทอดในมรดก และเมื่อท่านได้ล่วงลับไปแล้วก็ต้องทำบุญอุทิศบุญให้แก่ท่าน

แต่การคิดเลี้ยงดูให้พ่อแม่สุขทั้งกายสบายทั้งใจนับเป็นการใช้หนี้แค่ “ครึ่งเดียว” หากจะตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อนั้นในระดับสูงสุดต้องมีโอกาสด้วย โอกาสที่ว่านั้นคือให้โอกาสพ่อและแม่ที่ยังไม่มีที่พึ่งให้ตนเองได้มีที่พึ่งในทางจิตใจ

ที่พึ่งในทางจิตใจได้แก่ความรู้ความศรัทธาในเรื่องกรรมและการให้ผลกรรม หากท่านยังไม่มีความตั้งมั่นในทาน ยังไม่มีความตั้งมั่นในศีล แล้วผู้เป็นลูกสามารถโน้มน้าว ชักชวนให้พวกท่านมาศรัทธากรรมได้ ฝึกให้ทาน จนรู้สึกว่าหากไม่ให้แล้วเหมือนขาดอะไรไปในชีวิต ฝึกถือศีลจนประพฤติผิดแล้วรู้สึกผิดรุนแรง นั่นแหละจึงได้ชื่อว่าเราได้ตอบแทนคุณท่านอย่างสมน้ำสมเนื้อ

ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะกรรมดี คือ “ที่พึ่งที่แท้จริง” เมื่อเราสามารถทำให้พ่อแม่ได้ศรัทธากฎแห่งกรรมวิบาก ตั้งมั่นในทาน ตั้งมั่นในศีล ก็เท่ากับเราได้ตอบแทนเลือดเนื้อก้อนนี้เป็นอัตภาพดีๆในการสร้างกรรมครั้งต่อๆไปของพ่อแม่นั่นเอง

ในครั้งพุทธกาล มีพระสาวกรูปหนึ่งที่พระพุทธเจ้ายกย่องว่าเป็นผู้ที่มีความกตัญญูและหาวิธีใช้หนี้บุญคุณบิดามารดาได้ประเสริฐที่สุดนั่นก็คือ พระสารีบุตร ท่านสารีบุตรนั้นเป็นพระอรหันต์ผู้เลิศด้วยปัญญารองจากพระพุทธเจ้า สั่งสอนอบรมให้ผู้คนกลายเป็นพระอรหันต์มาแล้วนับไม่ถ้วน แต่มีอยู่คนๆ หนึ่งที่ท่านยังไม่ได้สอนให้ หากไม่ได้สอนคนๆ นี้ให้เข้าถึงธรรมท่านก็จะยังนิพพานไม่ได้ คนๆ นั้นก็คือ โยมแม่นั่นเอง

วันหนึ่งก่อนที่ท่านจะนิพพานก็ได้กราบทูลลาพระพุทธองค์เพื่อกลับบ้านเกิด เมื่อได้รับพุทธานุญาตแล้วจึงออกเดินทางด้วยร่างกายที่ถูกรุมเร้าด้วยพิษไข้และบากบั่นมาพบหน้ากับโยมแม่ได้ คืนนั้นพระสารีบุตรได้แสดงธรรมสั้นๆ บทหนึ่งให้โยมแม่ได้ฟังจนพระนางได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบัน เมื่อท่านได้ชำระหนี้อันศักดิ์สิทธิ์นี้แล้ว รุ่งเช้าก็ได้เข้านิพพานอย่างสงบ

ธรรมชาติพิเศษของการใช้หนี้บุญคุณมีอยู่ประการหนึ่ง คือยิ่งหนี้สูงแล้วเราได้ใช้คืนพ่อแม่อย่างสมน้ำสมเนื้อ เราจะได้คะแนนบวกมหาศาล น้ำหนักของกรรมดีที่เราได้ทำกับพ่อแม่จะให้ผลชัดเป็นความไม่ตกต่ำ แม้ชาติปัจจุบันถูกกรรมเก่าร้ายๆ เล่นงานก็จะได้รับความช่วยเหลือ ผ่อนหนักให้เป็นเบาตามสมควร

เรื่องน่าเศร้าคือกรรมบางอย่างอาจจะปิดบังไม่ให้เราเองเห็นช่วงเวลาที่แม่ได้รับความลำบากตั้งท้องเรามา ท่านไม่เคยเปิดเผยให้เห็นช่วงนาทีวิกฤตที่ต้องทุกข์สาหัสกับการเบ่งคลอดเราออกมา กับทั้งไม่ให้เราได้รับรู้ว่าพ่อแม่ทำงานหนักเพื่อเลี้ยงเรามาอย่างไร

ด้วยเหตุนี้ จึงมักทำให้ชีวิตของมนุษย์ทุกคนจึงมองเห็นแค่บุญคุณของคนภายนอกก่อน อย่างครูบาอาจารย์ บุญคุณของญาติ บุญคุณของเพื่อน และบุญคุณของใครต่อใครอื่นๆในโลกที่ทุ่มเทเวลาช่วยเหลือเรา และเราก็เผลออาจตัดสินว่าน้ำหนักของบุญคุณคงจะพอๆกันกับที่พ่อแม่ช่วยเหลือเรามา

และที่สำคัญหากเราไม่ได้ตอบแทนพ่อแม่เลย ลูกของเราเองนั้นแลจะเป็นผู้ทำหน้าที่ทวงคืนแทน คือกรรมของเราเองจะไปดึงดูดเอาโอปปาติกะพวกที่จะมาเป็นลูกล้างลูกผลาญ และไม่สำนึกบุญคุณมาเกิดเป็นลูก และหากเรายังไม่มีลูกก็จะต้องทบหนี้ไปถึงชาติถัดไป

ในทางกลับกัน หากเรามีลูกอยู่แล้วไม่รับผิดชอบดูแลลูกเมียให้ดี มันอาจหมายถึงการเลื่อนเวลาชดใช้หนี้เก่าก็ได้ ต้องแยกให้ออกว่าลูกอาจติดหนี้ชีวิตเราก็จริง แต่เราเองก็อาจเคยติดหนี้เขาไว้ก่อนหากเขามาทวงหนี้คืนแล้วไม่ใช้ ชาติต่อไปเราก็มีสิทธิ์สูงที่จะไปเกิดกับพ่อแม่ที่ขาดความรับผิดชอบ เลี้ยงดูแบบทิ้งๆขว้างๆ หรือฝากคนอื่นเลี้ยงจนคุณว้าเหว่และมีปัญหาตั้งแต่เล็ก

 

2. ใช้หนี้ครูบาอาจารย์

ครูบาอาจารย์เป็นบุคคลที่สั่งสอนประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้การตอบแทนบุญคุณครูบาอาจารย์ที่สมน้ำสมเนื้อที่สุดก็คือ การนำวิชาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาไปใช้ประโยชน์ให้เกิดคุณค่าต่อตนเองและสังคมให้มากที่สุด ถือเป็นการตอบแทนบุญคุณอย่างสูงสุด

เพราะเป็นการแผ่ขยายความรู้และบุญคุณความดีของท่านไปด้วย และมีผลานิสงส์มากกว่าการที่เราจะนำดอกไม้ ธูปเทียน ของขวัญ ของกินไปกราบไหว้เคารพท่านเป็นครั้งคราว และที่สำคัญก็คือ ไม่ลืมที่จะประกาศว่า ความรู้และสรรพวิทยาที่ได้ร่ำเรียนมานั้นได้มาเพราะครูบาอาจารย์ดีสั่งสอน หากละอายที่จะประกาศคุณงามความดีของครูบาอาจารย์ ก็จะทำให้จิตตกลงและอาจกระทำการเลวร้ายอื่นๆ ได้จนนำไปสู่การเนรคุณตนเองได้ในที่สุด

และเมื่อครูบาอาจารย์ท่านได้ล่วงลับไปแล้วก็ไม่ควรที่จะลืมทำบุญอุทิศส่วนบุญกุศลให้ท่านเหล่านั้นด้วย ครูบาอาจารย์ล้วนมีบุญคุณมากมายไม่ต่างจากพ่อแม่คนที่สองของเราทุกคน

 

3.ภรรยา/สามี

คู่ครองนับเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่เราร่วมเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้เพราะธรรมชาติของคนสองคนจะมาอยู่ร่วมกันได้ต้องได้ทำกรรมผูกพันกันมา คู่ครองเป็นผู้มอบความรักใคร่ ความปรารถนาดีและเป็นผู้ที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ทั้งสองฝ่ายจึงมีหนี้บุญคุณต่อกันในลักษณะหนึ่งเช่นกัน

การตอบแทนบุญคุณซึ่งกันและกันก็คือ ควรสงเคราะห์ตอบแทนกันให้ครบ 5 สถานภาพก็คือ

1. ให้เกียรติยกย่องภรรยา/สามี ซึ่งกันและกัน คือให้ความเคารพในสิทธิ ความคิดเห็น และมีอัธยาศัยไมตรีในการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่การบังคับกดขี่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดให้ลงอยู่ในความเห็นหรือความปกครองของฝ่ายตนเพียงคนเดียว

2. ไม่ดูหมิ่น คือไม่เห็นสามีหรือภรรยาของตนเองเป็นทาสในเรือนเบี้ย นึกจะจิกหัวใช้เมื่อไหร่ก็ได้ทำให้ขาดความเคารพซึ่งกันและกันและจะกลายเป็นการสร้างความไม่พอใจอาฆาตกันได้ภายหลัง

3. ยกความเป็นใหญ่ในบ้านให้ คือให้สิทธิในการดูแลครอบครัวอย่างเสมอภาคกันต่างคนต่างช่วยเหลือกันโดยไม่ถือว่าต้องเป็นภาระของคนใดคนหนึ่ง

4. ไม่นอกใจซึ่งกันและกัน ข้อนี้เป็นที่ชัดเจนและแน่นอนว่าชีวิตคู่จะราบรื่นได้ต้องไม่มีมือที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องดังที่กล่าวในเรื่องการพ้นกรรมเรื่องความใคร่ไปแล้ว

5. ซื้อหาความสุขความสำราญต่างๆให้กันได้ตามความเหมาะสม อยากไปกินข้าวนอกบ้าน อยากไปดูหนังฟังเพลง อยากซื้อหาเครื่องประดับตกแต่ง หรือการทำกิจกรรมใดๆ ก็ควรสามารถตอบแทนซึ่งกันและกันได้ตามโอกาสและความเหมาะสมแก่ฐานะ

การตอบแทนหรือชดใช้หนี้บุญคุณกับภรรยาหรือสามีที่นับว่ายิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ การให้ธรรมะแก่อีกฝ่ายหนึ่ง ธรรมะจะเป็นเครื่องช่วยเหนี่ยวรั้งจิตใจให้รอดพ้นจากความทุกข์ทั้งมวลได้ทุกประการ ดังที่พระพุทธเจ้าเองก็ทรงประทานโอวาทให้พระนางพิมพา

พระนางพิมพานั้นรู้สึกเสียพระทัยมาโดยตลอดภายหลังที่พระพุทธเจ้าเสด็จออกบวช ทรงแต่งกายเยี่ยงสามัญชน ไม่ใช้เครื่องหอมใดๆ อยู่อย่างสมถะเช่นเดียวกับพระสวามีแม้จะอยู่ในวังก็ตาม และเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จนิวัติกรุงกบิลพัสดุ์ พระนางพิมพาก็ยังเสียพระทัยไม่ยอมพบหน้าคิดว่าตนเองเป็นหญิงกาลกิณี ไม่สมควรไปพบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงทรงต้องเสด็จไปประทานโอวาทให้ถึงพระตำหนัก

พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมชาดกเรื่อง จันทกินนร เพื่อให้พระนางพิมพาคลายความโศกเศร้า ว่าครั้งหนึ่งอดีตชาติพระองค์เสวยพระชาติเป็นกินนร มีภรรยาชื่อนางจันทากินรี อาศัยอยู่ที่เขาจันทบรรพต ซึ่งในฤดูแล้งสองสามีภรรยาต่างพากันลงมาหากินที่เชิงเขา

ในครั้งนั้นมีพระราชาเสด็จประพาสมาถึงลำน้ำที่กินนรและกินรีลงเล่นน้ำกัน พระราชาจึงได้เอาศรยิงกินนรให้เสียชีวิต แล้วก็พยายามจะแย่งเอานางกินรีมาเป็นภรรยาของตน นางกินรีกล่าวว่า ต่อให้เราจักต้องตายก็จะไม่ยอมเป็นอัครมเหสีของท่านผู้ฆ่าสามีของเราโดยหาโทษผิดมิได้ แล้วอุ้มสามีขึ้นสู่ยอดภูเขา พลางร้องไห้ขอชีวิตสามีคืนต่อเทพเจ้า

พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ได้เห็นเหตุการณ์นี้จึงแปลงร่างเป็นพราหมณ์ถือคนโฑน้ำมาหลั่งรดบนร่างของกินนรทำให้กินนรฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา แล้วก็ประทานโอวาทให้กินนรทั้งคู่ว่า ตั้งแต่บัดนี้เธอทั้งสองจงอย่าได้ลงจากบรรพตแห่งนี้ จงอยู่ในที่สมควรแก่เธอเท่านั้น ทั้งสองจึงได้ครองรักกันอย่างมีความสุขและไม่ได้ลงจากภูเขาอีกเลย

พระพุทธองค์ทรงตรัสชาดกเรื่องนี้ให้พระนางฟังอันเป็นการแสดงให้เห็นว่า พระนางพิมพาได้แสดงความจงรักภักดีต่อจันทกินนรสามีมากแค่ไหน พระราชาในครั้งนั้นก็คือ พระเทวทัต พระอินทร์ก็คือพระอนุรุทธะ ส่วนกินนรก็คือพระพุทธองค์เอง

เมื่อพระนางรู้ว่าตนเองเคยสร้างบารมีกับพระพุทธองค์มาตั้งแต่อดีตชาติทำให้พระนางคลายความเศร้าโศกและบรรลุธรรมชั้นโสดาบันได้ในที่สุด ภายหลังการสวรรคตของพระเจ้าสุทโธธนะ พระนางพิมพาจึงไม่รอช้าที่จะออกบวชและได้สำเร็จเป็นภิกษุณีอรหันต์ได้เร็วที่สุดในบรรดาภิกษุณีทั้งหลายอีกด้วย

 

บุตร

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า บุตรนั้นเป็นผู้ที่ทั้งเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ของเรา บุตรนั้นอาจมาจากโอปปาติกะที่เป็นบรรพบุรุษของเราที่มีจิตห่วงหาอาทรต่อเรามาก่อนแล้วได้กลับมาร่วมภพชาติต่อกัน หน้าที่ในการตอบแทนลูกของพ่อแม่ก็คือ

1. กันลูกออกจากความชั่ว คือการให้ศีลแก่เขาเป็นเครื่องป้องกันตัวไม่ให้เขาได้ตกต่ำ เป็นการป้องกันภัยร้ายจากทุกทิศทางที่ไม่ว่าเสื้อผ้าราคาแพง หรือเกราะใดๆ ก็ไม่อาจทาบได้ การที่ลูกมีศีลก็จะทำให้เขามีพลังจิตที่ดีที่จะดำรงชีวิตให้เป็นคนดี

2. ปลูกฝังลูกไว้ในทางที่ดี ก็คือการมอบวิชาธรรมะวิธีการดำรงชีวิตที่มีคุณภาพและสามารถจะดำรงชีวิตให้มีความสุขในโลกใบนี้ได้

3. ให้ลูกได้รับการศึกษา ตามตัวอักษรก็คือ การส่งเสียให้เขาได้เล่าเรียนสูงๆ แต่โดยความหมายเชิงลึกกว่านั้นก็คือ การสั่งสอนให้ลูกใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหาชีวิตเป็น

4. จัดแจงให้ลูกได้แต่งงานหรือมีคู่ครองกับคนที่ดี เพราะการมีคู่ที่ดีย่อมเป็นกรรมสนับสนุนให้บุคคลคนๆ นั้นได้ประสบความสำเร็จ

5. มอบทรัพย์สมบัติให้เมื่อถึงเวลาอันสมควร คือยกมรดกให้เมื่อเห็นว่าลูกพร้อมที่จะได้รับ เพราะมีความรู้ความสามารถจะดูแลทรัพย์และใช้ทรัพย์ได้อย่างเป็นธรรม คือ ลูกเป็นคนดีพอที่จะรับทรัพย์สินนั้นและรู้จักรักษาทรัพย์นั้นได้อย่างชาญฉลาด ให้เขามีทุนรอนในการดำรงชีวิตต่อไป

การสำนึกใช้หนี้กับใครก็ตามที่มีพระคุณกับเรา โดยเฉพาะในระดับที่เรารู้สึกซาบซึ้งและเป็นหนี้บุญคุณอย่างสูงสุด การใช้หนี้ที่ดีที่สุดคือการให้ความสุขกับเขาทั้งกายและจิต กายก็คือความสะดวกสบายด้วยทรัพย์อาหาร ส่วนจิตก็คือคุณธรรมและความตั้งมั่นในศีล สมาธิ ปัญญา อะไรก็ตามที่ทำแล้วรู้ว่าเขาจะเป็นสุข จงทำให้มาก และทำเท่าที่โอกาสจะอำนวย อย่ากะเกณฑ์ว่าแค่นี้ใช้หนี้ให้แล้ว ถือว่าหายกันแล้ว

โดยทั่วไปถ้าจิตของเราถึงขั้นรู้สึกซาบซึ้งบุญคุณใคร ส่วนใหญ่บุญคุณนั้นจะหนักยิ่ง อย่าประมาณว่าชดใช้แค่นั้นแค่นี้แล้วจะพอ ที่สำคัญต้องหมายเหตุไว้ด้วยว่าการใช้หนี้บุญคุณควรเป็นไปตามกำลัง และไม่ใช่ต้องทุ่มเงินทองทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว ยังมีวิธีในโลกมากมายที่เราสามารถรินความสุขสู่ใจสู่ใครๆได้โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับเงินทอง เช่นความคิดปรารถนาดี ก็เป็นคลื่นความสุขที่ส่งและสื่อจากใจถึงใจได้แล้ว คำพูดและกิริยาอ่อนน้อมให้เกียรติก็นับว่าเป็นการลงมือตอบแทนได้อย่างหนึ่งด้วย

และสุดท้ายควรจะใช้หนี้ทันที “เมื่อสบโอกาส” หรือให้ดีกว่านั้นคือไม่ประมาท คิดว่า “รีบใช้เสียก่อนเจ้าหนี้ตาย” ขอเพียงเริ่มจากความตั้งใจจริง แม้ยังไม่ลงมือก็ถือว่าใช้ไปบางส่วนแล้ว ชีวิตนี้ของเราอาจไม่มีโอกาสใช้หนี้ครบถ้วน แต่ขอเพียงมีใจคิดอยู่บ้าง จิตและร่างกายก็จะรู้สึกเบาตัวลง เหมือนคนสบายใจได้ใช้หนี้หากทำตัวไม่รู้ไม่ชี้ดองหนี้ไว้ ในที่สุดก็จะกลายเป็นคนขาดความรับผิดชอบในตนเองไปในทุกๆ ด้านไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม สุดท้ายย่อมดึงชีวิตให้ตกต่ำได้ในที่สุด

จากหนังสือเรื่อง  เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ 7 พ้นเวร พ้นกรรม รวยฉับพลันต้องทำอย่างไร  โดย อมตะ เทพรักษา

Read Full Post »

เคล็ดวิธีหนีกรรมที่มาจากความขัดแย้งทางความคิดความขัดแย้งทางความคิดซึ่งกันและกันเป็นปัญหาได้ตั้งแต่ระดับบุคคล ระดับสังคม ระดับชาติ ไปจนถึงระดับโลก คนเราต่างสร้างเวรสร้างกรรมให้ผูกพันกันขึ้นมาก็เพราะมีสาเหตุเกิดขึ้นจากความขัดแย้งที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมลงให้กันและกัน

คุณผู้อ่านหลายท่านทั้งที่เป็นนักเรียน นักศึกษา หรือคนที่อยู่ในวัยทำงานก็ตามย่อมต้องพบเจอปัญหาเรื่องความขัดแย้ง ถ้าในระดับที่เล็กน้อยก็อาจจะเรียกว่าปัญหา แต่ถ้าปัญหานั้นขยายตัวไปมากๆ ก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่เรียกว่า กรรมที่ต้องเกี่ยวพันกันและขัดแย้งกันอยู่เสมอ ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายกลายเป็น เจ้ากรรมนายเวรซึ่งกันและกันไม่มีที่สิ้นสุด

ปัญหากรรมเรื่องความขัดแย้งนั้น ส่งผลอันตรายมากหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายไม่ได้ พิจารณา คิดวิเคราะห์แยกแยะตามความเป็นจริง

เรื่องที่มักขัดแย้งกันก็คือเรื่องงาน เพราะเมื่อคนมารวมตัวกันย่อมมีความขัดแย้งกันเกิดขึ้นได้เสมอ คนเราแต่ละคนมีความรู้ความสามารถมาแตกต่างกันและต่างคนต่างก็มีความยึดมั่นถือมั่นในวิชาความรู้ของตนเองและต้องการจะแสดงความสามารถของตนเองให้เป็นที่ยอมรับ

กรณีหนึ่งที่ผู้เขียนเคยประสบพบเจอก็คือ การพาตัวเองไปพบบุคลากรทางการแพทย์เพื่อรักษาอาการที่เกี่ยวกับกระดูก ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์แต่ละสาขาก็จะบอกว่าวิธีการรักษาของตนเองได้ผลที่สุด หากไปคุยกับเภสัชกร เขาก็จะจ่ายยาที่ลดความเจ็บปวดและยาที่เกี่ยวกับกระดูกให้มากที่สุด หากไปปรึกษาแพทย์ด้านกายภาพก็จะให้ใช้วิธีการกายภาพบำบัด เรียกได้ว่ายิ่งมากหมอก็มากความ จนถึงขนาดมีการกล่าวหากันว่า การไปทำตามบุคลากรฝ่ายที่มีความเห็นตรงกันข้ามกับตนเองนั้นเป็นวิธีการที่ผิด จนที่สุดผู้เขียนจึงจำเป็นต้องระงับการรักษาและเปลี่ยนการรักษาใหม่โดยบุคลากรในด้านอื่นๆ แทน

ปัญหาต่อมาก็คือเรื่องการเมืองการปกครอง ความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของคน ถือเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกเรียกว่า “ต้องห้าม” คือห้ามคุยเรื่องการเมืองกันโดยเด็ดขาด ไม่ว่าคนในครอบครัว เพื่อนฝูง หรือที่ทำงาน เพราะอาจก่อให้เกิดปัญหาบานปลายนำไปสู่ความขัดแย้งในเรื่องอื่นๆ ได้โดยไม่มีเหตุผล

มีตัวอย่างหนึ่งที่เห็นแล้วน่าสมเพชเวทนาก็คือ พนักงานโรงแรมคนหนึ่งมีตำแหน่งหน้าที่การงานดี และเป็นที่รักของทุกคน แต่มีความคิดในด้านการเมืองที่เลือกข้างเลือกสีแบ่งแยกอย่างชัดเจน จนวันหนึ่งเมื่อได้ทราบ ที่ไม่อาจยืนยันได้จริงว่า จะมีผู้บริหารโรงแรมคนใหม่มาเข้ารับตำแหน่งซึ่งมีข่าวลือว่า ผู้บริหารโรงแรมคนใหม่นั้นเป็นผู้ฝักใฝ่เข้าข้างในฝ่ายการเมืองที่ตรงกันข้ามกับตนเอง เมื่อเธอทราบเช่นนั้นแล้วจึงได้ลาออกจากงานที่เคยทำอยู่ดีๆ ไปเสียอย่างนั้น

แน่นอนว่า เธอผู้นี้ทำงานด้านงานบริการมาหลายปี การลาออกและไปรับตำแหน่งหรือหางานใหม่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ชีวิตจึงต้องตกอยู่ในความยากลำบากอย่างไม่สมควร นี่เพราะถือเอาความคิดอติมานะอันไร้เหตุผลเป็นที่ตั้งโดยไม่ได้พิจารณาตามความเป็นจริงว่า “การเมืองก็เพียงแค่เรื่องสมมติ”

การยึดเอาถือเอาในสิ่งสมมติ ยศ ทรัพย์อำนาจ ผลประโยชน์ทั้งหลาย นั้นแท้จริงแล้วเป็นของสมมติ เกิดขึ้นดำรงอยู่ได้เพียงชั่วคราว แต่มนุษย์เรากลับพยายามทุ่มเทเวลาทั้งหมด จนเป็นเหตุให้ต้องแก่งแย่งแข่งขันชิงดีชิงเด่นกัน ไปจนถึงฆ่ากัน ทำลายกันเอง เสร็จแล้วก็มานั่งภูมิใจว่าเราเก่ง เราชนะ ทั้งที่ชัยชนะที่ได้มานั้นไม่ได้มีแก่นสารใดๆ เลย

หากกล่าวเฉพาะในแง่มุมของพระพุทธศาสนาก็ยังหนีไม่พ้นกรรมเรื่องความขัดแย้งไปได้ ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ นิกายทั้งหลายก็ยังไม่ได้เกิดขึ้น พระพุทธศาสนาจึงเป็นหนึ่งเดียวมีความบริสุทธิ์มาก มีวัตถุประสงค์เป็นไปเพื่อดับทุกข์ เข้าถึงมรรค ผล นิพพานโดยแท้ เพราะมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานและเป็นศูนย์รวม พระพุทธองค์สามารถควบคุมความขัดแย้งได้เพราะบารมีและพระปัญญาธิคุณ ไม่ว่าจะเกิดปัญหา พระสงฆ์ประพฤตินอกรีต พระพุทธองค์ก็จะบัญญัติพระวินัยไว้ป้องกัน และชำระโทษได้ตามความเหมาะสม

ต่อเมื่อพระพุทธเจ้าได้ดับขันธปรินิพพานไปแล้วนั่นเองที่ทำให้ปัญหาเกิด เค้าลางแห่งนิกายก็ปรากฏทันที เมื่อมีเค้าลางมันก็เริ่มมีการแตกหน่อและทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ พระสงฆ์ทั้งหลายจึงเปรียบเหมือนบุตรที่ขาดบิดา ต่างฝ่ายต่างความเห็น ต่างพฤติกรรมและเมื่อต้องมาอยู่รวมกันโดยมีผู้นำ ซึ่งไม่ได้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ต่างฝ่ายจึงไม่ยอมกัน

ประเทศไทยเรา รับพระพุทธศาสนามาจากศรีลังกาซึ่งเป็นฐานที่มั่นใหญ่ของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ตอนที่พระสงฆ์ส่วนใหญ่ในประเทศไทยสังกัดนิกายเถรวาทใหญ่ทั้งหมด ปัญหาก็ยังไม่เกิด แต่เมื่อครั้นเกิดนิกาย ธรรมยุตในสมัยปลายรัชกาลที่ 3 ปัญหาจึงเกิดขึ้นมากมาย พระสงฆ์ในประเทศไทยจึงพลอยถูกแบ่งเป็นสองนิกาย

กลุ่มหนึ่งที่ถือหลักว่าเคร่งครัดในพระธรรมวินัยมากกว่าจึงตั้งชื่อนิกายว่า ธรรมยุติกนิกาย ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นพระสงฆ์หมู่มากที่มีอยู่แต่เดิมจึงถูกขนานนามว่า มหานิกาย

โชคยังดีที่ปัญหาเรื่องความแตกต่างในเรื่องนิกาย พระอริยสงฆ์ผู้รู้เท่าทันด้วยปัญญาทั้งสองนิกายไม่ได้ถือเอาเรื่องความแตกต่างนี้มาเป็นเรื่องสลักสำคัญ เพราะท่านเหล่านี้มองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญที่จะต้องมาแบ่งว่านิกายใดดีกว่ากัน เพราะท่านมองว่า “แก่นแท้ของพระพุทธศาสนานั้นเป็นอย่างเดียวกัน คือเป็นไปเพื่อมรรคผลและนิพพาน” เพียงเท่านั้น และพระสงฆ์ทั้งสองนิกายก็ล้วนสืบสายมาจากพระบรมศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์เดียวกัน ปัญหาเรื่องความขัดแย้งนี้จึงกลายเป็นเพียงคลื่นลมเพียงข้ามคืนเท่านั้น

ดังนั้นวิธีแก้ไขเพื่อให้เราหลุดพ้นในเรื่องกรรมเรื่องความขัดแย้ง ที่ได้ผลแยบยลที่สุดก็คือ “จงมองที่แก่นอย่ามองที่เปลือก” เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นในเรื่องใดขอให้มองย้อนกลับไปที่ ต้นเหตุของเรื่องราวนั้นว่าแท้จริงแล้วแก่นของมันคืออะไร

 

1. หากเป็นความเห็นที่ขัดแย้งกันในเรื่องของงาน ก็ต้องมองว่า งานนั้นมีจุดมุ่งหมายสำเร็จในงานที่ไหน แล้วมองหาจุดร่วมกันที่จะทำให้งานนั้นประสบความสำเร็จ ไม่ใช่การดึงดันจะใช้แต่วิธีการของตนเองยอมรับจุดต่าง แสวงหาจุดร่วมที่จะทำงานร่วมกันได้เพื่อให้งานประสบความสำเร็จ

 

2. หากเป็นแนวคิดเห็นที่ขัดแย้งกันในเรื่องของการเมือง ก็ควรมองด้วยความเข้าใจว่าการเมืองการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาในการวิวัฒนาการไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ แม้ในประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าแล้วยังต้องใช้เวลากว่า 100- 150 ปี จึงจะเข้าที่เข้าทางได้

ส่วนในบ้านเราเพิ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยเพียงเจ็ดสิบกว่าปีเท่านั้น จึงเป็น “เรื่องธรรมดา” ที่จะเกิดความขัดแย้งขึ้น แทนที่เราจะมองว่าเป็นเรื่องอันตราย ก็ควรมองว่าความขัดแย้งนั้นถือเป็นส่วนผสมหนึ่งของความเป็นประชาธิปไตย

ที่สำคัญควรบอกตัวเองเสมอว่า เราโชคดีมากที่ได้พบเห็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ได้พบเห็นปัญหาต่างๆ มากมาย ได้ผ่านช่วงชีวิตที่มีทั้งความราบรื่นและเต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งหมดถือเป็นบทเรียนชีวิตที่ดี วันหนึ่งเมื่อเราสามารถผ่านปัญหานี้ไปได้ สิ่งเหล่านี้ก็จะกลายเป็นสีสันที่น่าจดจำสำหรับชีวิต

3.หากมีแนวความคิดขัดแย้งกันในเรื่องความเชื่อ หรือ ศาสนา ก็ไม่ควรโจมตีฝ่ายตรงข้ามว่า คำสอนของเธอผิด ของฉันถูก ของเธอเลวกว่าของฉันดีกว่า เพราะในแต่ละความเชื่อย่อมมีเหตุผลประกอบของใครของมัน สิ่งสำคัญก็คือ ในทุกๆสิ่งที่เรียกว่า ศาสนานั้นล้วนมุ่งเน้นให้คนทั้งหลายได้ “สร้างคุณงามความดี” ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่มีศาสนาใด หรือนิกายใดเลยที่จะมุ่งเน้นให้คนกระทำความเลว ถ้าหากมีก็ไม่นับว่าสิ่งนั้นเป็นคำสอนหรือเป็นศาสนาได้

พระพุทธศาสนาสอนในเรื่องอริยสัจ 4 การเห็นความจริงของโลก มุ่งกระทำความดีเพื่อเข้าสู่มรรคผลนิพพาน ศาสนาคริสต์และอิสลามก็มุ่งสอนให้คนกระทำความดีเพื่อที่วาระสุดท้ายจะได้ไปอยู่กับพระเจ้าอย่างชั่วนิรันดร์ เพียงเท่านี้เราก็พอมองเห็นแล้วว่า จุดมุ่งหมายแต่ละของศาสนานั้นเหมือนกัน เพียงแต่พูดถึงเป้าหมายในลักษณะที่แตกต่างกันเท่านั้น

และยิ่งเป็นความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องนิกายยิ่งไม่ควรนำมาทะเลาะกันให้ถือหรือเห็นกันเป็นเรื่องสลักสำคัญ ซึ่งขอยกตัวอย่างเฉพาะในพระพุทธศาสนาสักหนึ่งตัวอย่าง

หลวงพ่อกิ ธัมมมุตตโม ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ซึ่งมีช่วงชีวิตอยู่ในยุคสมัยเดียวกันกับ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เล่าว่า ครั้งหนึ่งหลวงพ่อทองรัตน์ กันตะสีโล ได้มีโอกาสไปแวะเวียนไปกราบหลวงปู่มั่น อาจารย์ใหญ่ถึงที่พำนัก

ในขณะนั้นพระภิกษุบวชใหม่รวมถึงเณรน้อยทั้งหลายต่างก็พากันตั้งกลุ่มวิจารณ์ว่าด้วยเรื่องความแตกต่างของนิกายทั้งสองคือ มหานิกายและธรรมยุติกนิกายพอดี บ้างก็ว่าฝ่ายหนึ่งดีกว่าด้วยข้อวัตรข้อปฏิบัติที่เชื่อว่าเคร่งครัดกว่า ตรงกว่า และถูกกว่า หลวงพ่อทองรัตน์ กันตะสีโล ซึ่งเป็นพระอาคันตุกะได้เดินผ่านทางมาโดยบังเอิญ จึงถูกหยิบยกมาเป็นกรณีศึกษาของวงสนทนา

มีพระรูปหนึ่งออกปากวิจารณ์หลวงพ่อทองรัตน์ว่าเคร่งครัดในพระธรรมวินัยสู้ธรรมยุติกนิกายไม่ได้ พอท่านได้ยินก็เลยตรงเข้าไปที่วงสนทนาแล้วก็หันหลังถลกสบงขึ้นมาแล้วกล่าวเป็นภาษาอีสานว่า “ เอามาหยัดเข้าฮูขี้กูนี่” ซึ่งแปลความว่า “เอามายัดเข้าตูดข้านี่”

เมื่อพระหนุ่มและสามเณรถูกกระตุกความคิดอย่างแรงด้วยวิธีการเช่นนี้ ก็เรียกได้ว่าเกิดอาการวงแตก ทั้งพระทั้งเณรต่างก็แตกกระจายกันไปคนละทิศละทาง และนับตั้งแต่นั้นมาก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสนใจอีกเลยว่า นิกายไหนดีกว่านิกายไหน เพราะต่างเข้าใจได้ว่าสิ่งที่ตนเองเคยพูดถึงนั้นเป็นแค่เปลือกไม่ใช่แก่นแท้

แม้แต่ในแง่ของการปฏิบัติธรรมเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ครูบาอาจารย์อย่างหลวงพ่อชา สุภัทโทแห่งวัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี ก็กล่าวสอนไว้ว่า วิธีการเจริญภาวนานั้นจะเป็นแบบใดก็ได้ไม่จำเป็นต้องถือว่า วิธีใดดีกว่ากันเพราะสุดท้ายแล้ว เมื่อถึงจุดที่จิตสงบเป็นธรรมที่แท้จริงได้แล้ว ล้วนต้องปล่อยวางวิธีการที่ทำมาด้วยกันทั้งสิ้น

คนเราเวลาเดินทางถึงยอดเขาแล้ว คงไม่มีใครสนใจหรอกว่า คุณจะเดินขึ้นเขามาจากทิศไหน ใช้อุปกรณ์ใดๆ ช่วยให้ขึ้นเขามา เพราะจุดหมายปลายทางก็คือวิวที่สวยงามให้รื่นรมย์หัวใจได้ ไม่ต่างกัน

จะเห็นได้ว่าการที่คนเราไม่สามารถพ้นกรรมได้ ต้องมีความทุกข์ร้อนอยู่ร่ำไปเรื่องกรรมและหนีไม่เคยพ้นก็เพราะมีความ “เข้าใจผิด” ในต้นเหตุเป็นปฐม คือเข้าใจเรื่องกรรมว่าเป็นลัทธิความเชื่อเก่าๆ เป็นของเก่าที่แก้ไขไม่ได้ เข้าใจว่าทุกสิ่งเป็นไปเพราะเทพเจ้าสร้าง และเข้าใจว่าทุกสิ่งเป็นเหตุบังเอิญ เหล่านี้เป็นบ่วงรัดมือรัดเท้าไม่ให้เราหนีพ้นกรรมที่แน่นที่สุด หากพูดด้วยศัพท์เทคนิคก็คือ มี “มิจฉาทิฐิ” อยู่มากนั่นเอง ยิ่งมีมิจฉาทิฐิมากก็ยิ่งทำให้โง่ ไม่รู้วิธีแก้เชือกที่ผูกพันเราออกไป บางทีก็ทำให้โง่จนไม่รู้ว่าไอ้ที่มันรัดเราอยู่คือเชือกเสียด้วยซ้ำ

หากใครคิดจะแก้เชือกให้ออกก็จะเรียนรู้ว่าเชือกที่มัดเราอยู่แท้จริงก็คือ “ความคิด”ของเราเองนี่แหละที่เป็นตัวผูกมัด ไม่ใช่ปัจจัยภายนอกใดๆ เลย เมื่อรู้เชือกมัดเราอยู่ รู้ว่านี่คือเชือกก็ต้องค่อยๆ ขยับตัวคลายเชือกร้อยรัดตนเองออกไปด้วยวิธีการที่ถูกต้อง แน่นอนว่าเชือกไม่ได้รัดที่ตัวเราแห่งเดียว แต่ร่างกายกายและจิตใจของเราล้วนถูกเชือกแห่งกิเลสรัดแน่นเต็มไปหมด เราต้องค่อยๆ แก้ ถ้ายังแก้ไม่ได้อย่างน้อยก็หาวิธีคลายเชือกไม่ให้มันรัดจนเข้าเนื้อ จากนั้นจึงค่อยๆ หาทางตัดเชือกที่ร้อยรัดเราทิ้งไป

ในบทต่อไปเราจะก้าวไปทำความรู้จักกับการหนีพ้นกรรมในระดับที่สูงยิ่งขึ้น ซึ่งต้องอาศัยเครื่องมือและวิธีการที่แยบยิ่งกว่าการหนีพ้นกรรมแบบธรรมดาที่เราสามารถพิชิตได้มาแล้ว จะเป็นอย่างไรเชิญพบกับคำตอบได้ในหน้าถัดไป

จากหนังสือเรื่อง  เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ 7 พ้นเวร พ้นกรรม รวยฉับพลันต้องทำอย่างไร  โดย อมตะ เทพรักษา

Read Full Post »

เคล็ดวิชาลับ วิธีหนีกรรมเรื่องความรักความใคร่ความรักเป็นสิ่งที่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องพบเจอ ทุกชีวิตต้องการความรักความเอาใจใส่และ การให้ความสำคัญ

ความรักนั้นแท้จริงแล้วมีอยู่หลายมิติ แต่มิติหรือนิยามความรักที่ดูจะเป็นปัญหาที่สุดก็คือ ความรักในลักษณะของเชิงชู้สาว หรือในลักษณะของ “คู่รัก” เพราะความรักชนิดนี้มักเป็นสาเหตุให้คนทั้งรักกันและเกลียดกันได้อย่างรุนแรงจนมีการสร้างเวรสร้างกรรมต่อกัน ต่างจากรักในมิติอื่นๆ ที่เป็นรักที่บริสุทธิ์กว่า เช่นรักจากพ่อแม่ ครูอาจารย์ นั้นนับเป็นความรักที่มีความปลอดภัย

คนเราเป็นหนี้กรรมความรักต่อกันได้อย่างไรก็ เกิดขึ้นจากสองสาเหตุใหญ่นั่นก็คือ

 

1. บุพเพสันนิวาส คือมีความเกี่ยวพันในฐานะสามีภรรยา  เคยผูกสมัครรักใคร่และเคยสัญญาต่อกันว่าจะ ขออยู่เป็นคู่กันแบบข้ามภพข้ามชาติทุกชาติไป เพราะมีความรักที่ลึกซึ้งต่อกัน เพราะความประทับใจที่มีต่อกันเป็นปฐมเหตุ

หากใครยังคลางแคลงสงสัยว่าบุพเพสันนิวาสมีจริงหรือไม่ ก็ลองพิจารณาพระพุทธเจ้าในสมัยที่พระพุทธองค์ยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะได้ พระพุทธองค์เกิดมาเป็นเจ้าชายรูปงามด้วยลักษณะของมหาบุรุษทั้ง 32 ประการ พรั่งพร้อมด้วยลาภยศ สมบัติ ย่อมเป็นที่หมายปองแก่หญิงงามทั่วแคว้น ประกอบกับพระราชบิดาต้องการจะหาคู่ครองให้จึงได้ทำพิธีการเลือกคู่ให้พระองค์

แต่หญิงงามแค่ไหน สวยเลิศปานใดก็หาต้องใจพระองค์ได้ ซึ่งแม้แต่เหล่าสาวงามจากทั่วสารทิศเมื่อมาอยู่ต่อหน้าแทนที่จะเคลิบเคลิ้มในพระวรกายและชื่นชมในพระบารมีด้วยจิตใจเสน่หา แต่ทุกคนกลับแสดงออกถึงความยำเกรงตกประหม่าแทน มีแต่ความตื่นเต้นเมื่ออยู่ต่อหน้าพระพักตร์ ต่างก้มหน้าก้มตารับของขวัญจากพระองค์แล้วก็ก้มหน้าเดินถอยกลับไปเพียงเท่านั้น

แต่หญิงสาวคนสุดท้ายกลับไม่เป็นเช่นนั้น เธอเดินมารับของขวัญด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ของขวัญที่มีอยู่ก็หมดพอดี พระองค์จึงได้ถอดแหวนมอบให้เธอไป เธอผู้นี้ก็รับอย่างมีความสุขรอยยิ้มพิมพ์ใจปรากฏออกมาเป็นที่ต้องพระทัย จนมีการเอ่ยวาจาทักทายและพูดหยอกล้อต่อกันดั่งคนที่รู้จักกันมานาน

หญิงสาวคนสุดท้ายผู้นี้ก็คือ พระนางยโสธรา หรือ พิมพา คู่ชีวิตที่เคยผูกกรรมกับพระพุทธองค์มาตั้งแต่สมัยก่อน การที่เจ้าชายสิทธัตถะมีอาการ “ปิ๊ง” กับพระนางพิมพาตั้งแต่แรกเห็นก็เพราะทั้งสองเคยสร้างกรรมผูกพันกันมาตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าทีปังกรอุบัติขึ้นในโลก

อดีตชาติของพระนางพิมพามีชื่อนางสุมิตตา นางได้มีโอกาสไปร่วมซ่อมถนนที่จะเป็นทางผ่านของพระพุทธเจ้าทีปังกร ขณะนั้นสุเมธดาบสซึ่งเป็นฤๅษีได้เห็นชาวบ้านกำลังสร้างหนทางอยู่จึงเหาะลงมาสอบถาม และแสดงความประสงค์จะทำหนทางด้วยมือ ไม่ใช้อิทธิฤทธิ์ใดๆ ช่วย ทำให้นางสุมิตตาเกิดความประทับใจกับดาบสหนุ่มอย่างมาก พระนางสุมิตตาถึงกับลงไปช่วยขนดินหาบหญ้าร่วมกับดาบสหนุ่มสร้างความประหลาดใจให้กับชาวบ้านยิ่งนัก

พอพระนางสุมิตตาได้เห็นสุเมธดาบสล้มตัวลงนอนเพื่อเอาตนเองเป็นสะพานให้พระพุทธเจ้าทีปังกรและเหล่าพระสาวกได้เดินผ่านไปเมื่อสุเมธดาบสได้รับพุทธพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในโลก พระนางก็ยิ่งเกิดความประทับใจ รีบไปเก็บดอกบัวมากำหนึ่งแล้วตรงไปขอพรกับพระพุทธเจ้าทีปังกรทันทีว่า

 

“ข้าแต่พระองค์ ด้วยบุญกุศลที่หม่อมฉันได้สักการบูชาพระพุทธองค์ในคราวนี้ขอให้สุเมธดาบสจงได้เป็นสามีของหม่อมฉันในภายภาคหน้าด้วยเถิด”

การอธิษฐานเช่นนี้แม้แต่สุเมธดาบสเองก็ยังตกตะลึงบอกให้นางสุมิตตาถอนคำอธิษฐานนั้นเสีย แต่พระนางก็ยืนยันในคำอธิษฐานนั้น ซึ่งพระพุทธเจ้าทีปังกรก็ทรงอำนวยพรและกล่าวว่า “ สุเมธดาบส ท่านอย่าได้ห้ามความปรารถนาของกุมารีผู้นี้เลย เพราะว่าในอนาคตพระนางจะกลายเป็นที่พึ่งของท่านในการบำเพ็ญบารมีเพื่อการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า”

ในที่สุดนางสุมิตตาก็ได้สมหวัง เนื่องด้วยการทำบุญต่อพระพุทธเจ้าทีปังกรและการอธิษฐานในครั้งนั้นทำให้ทุกภพทุกชาติจึงผูกสมัครรักใคร่กับพระโพธิสัตว์อยู่ทุกชาติไป ไม่ว่าจะเกิดเป็นมนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน พญานาค หรือแม้แต่เทวดาก็ตาม และในชาติสุดท้ายก็ได้มาพบกับเจ้าชายสิทธัตถะตก ได้หลุมรักซึ่งกันและกันตั้งแต่แรกเห็น นี่คืออานุภาพของกรรมความรักที่เป็น บุพเพสันนิวาส

 

2. เกิดจากกรรมที่ได้สร้างใหม่ในปัจจุบันร่วมกัน เช่นเคยเรียนด้วยกัน ทำงานด้วยกัน ทำกิจกรรมร่วมกันเกิดความผูกสมัครรักใคร่กันแบบค่อยเป็นค่อยไป และได้อยู่ในที่ที่เป็นสภาพแวดล้อมอย่างเดียวกันจึงเกิดความรู้สึกผูกพันกันและได้มาร่วมสร้างความรัก สร้างกรรมด้วยกันต่อไป

นี่คือต้นเหตุแห่งกรรมที่ทำให้เกิดความรักระหว่างชายหนุ่มหญิงสาวที่จะได้มาครองคู่กัน ซึ่งต่างคนต่างก็จะสร้างหนี้กรรมผูกพันซึ่งกันและกันทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว หากเป็นกรรมในด้านดีก็จะพากันสนับสนุนส่งเสริมให้รุ่งเรืองเจริญก้าวหน้าแบบเดียวกับคู่ของเจ้าชายสิทธัตถะและพระนางพิมพา แต่หากได้สร้างกรรมไม่ดีต่อกันก็ต้องกลายเป็นหนี้ที่ต้องตามชดใช้กันต่อไป

ความรักในเชิงชู้สาวนั้น มีพื้นฐานจากรากศัพท์เดียวกันว่า “ราคะ” เป็นรักที่อิงด้วยความใคร่ ความต้องการทางเพศและความคลั่งไคล้ไหลหลง พูดง่ายๆก็คือ เป็นรักที่มีกามผสมอยู่ แม้จะมีรสหวานอร่อยแต่ก็มีอันตรายเหมือนการเอาลิ้นไปเลียน้ำผึ้งที่ติดบนปลายมีด

การที่คนเรามีปัญหากรรมติดพันในเรื่องความรักเพราะแยกแยะความรักและความใคร่กันไม่ออก จึงหลงคิดว่าทั้งสองอย่างเป็นสิ่งเดียวกัน หากมีความรักและความใคร่กับคนที่ตนเองแน่ใจว่าจะสามารถอยู่กินกันได้จนถึงขั้นร่วมชีวิตกันไปได้ตลอดรอดฝั่งก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรมากนัก แต่ที่เป็นปัญหากันมากก็คือ หนีกรรมไม่พ้นในเรื่องของ “การมีกิ๊ก”

“กิ๊กไม่ใช่ชู้ แต่ถ้าแฟนรู้ก็จำเป็นต้องเลิก” หมายความว่า แม้จะอ้างว่ามีความสัมพันธ์กันแบบขำๆ ไม่จริงจัง แต่พอถูกจับได้ผลลัพธ์ก็มักจะกลายเป็นผลร้ายที่ขำกันไม่ออกทั้งสิ้น

ในเบื้องต้นก็คือ ก่อนจะได้มีสัมพันธ์กันแล้วก็ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ระหว่างมีความสัมพันธ์นั้นก็ต้องคอยปกปิดไม่ให้ใครรู้ และภายหลังมีความสัมพันธ์กันแล้วก็ต้องคอยปกปิดซ่อนเร้นกันต่อไป แม้ว่าทันทีที่ได้มีอะไรกันก็ดูเหมือนปัญหาทุกอย่างจะจบลง แต่หลายกรณีมักไม่ได้เป็นเช่นนั้นเพราะ การมีความสัมพันธ์เชิงสวาทมักสร้างความอยากในกามารมณ์และความต้องการให้เพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่พอได้กันแล้วจะมีความต้องการลดลง

และเมื่อมีการตอบสนองความต้องการกันได้ดีมากยิ่งขึ้นเท่าไหร่ ความสัมพันธ์ก็จะยิ่งแนบแน่นขึ้นเท่านั้นจากที่ไม่เคยหวงแหนก็จะเริ่มหวงแหน จากที่ไม่เคยคิดจะครอบครองก็เริ่มอยากที่จะครอบครองและความอยากนั้นก็จะทวีมากขึ้นเรื่อยๆ ตราบที่ความสัมพันธ์ยังดำเนินต่อไปผูกพันฝังลึกกันไม่รู้จบ

ผลแห่งการสร้างหนี้กรรมทางกามนี้อย่างแรกก็คือจะทำให้คุณภาพจิตตกต่ำลงมาก ศักยภาพการใช้ปัญญาก็จะไม่เฉียบแหลม สุขภาพกายก็จะโรยแรงและยังต้องระแวงปกปิดพฤติกรรมของตนเองเป็นความลับ ชีวิตการครองคู่ก็จะเสียหาย หรืออาจถูกประทุษร้ายโดยมีต้นเหตุเพราะเรื่องกาม

วิธีการหนีให้พ้นกรรมเรื่องนี้ก็คือ

 

1.ถ้าคิดจะมีกิ๊ก ขอให้เลิกคิดเสีย พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ กรณีที่เรามีคู่อยู่แล้ว ก็ถือเป็น “การตัดไฟตั้งแต่ต้นลม” อย่าเปิดโอกาสให้ใครมาล้ำเส้นความสัมพันธ์ที่เกินพอดีเกินขอบเขต จนสามารถพัฒนาต่อยอดไปได้ในเชิงความต้องการทางกามารมณ์ โดยหมั่นนึกถึงคนที่เรารักและรักเรามากกว่าการนึกถึงอารมณ์ทางกามที่จะได้ระบายกับคนที่มาแวะเวียนเพียงชั่วครั้งชั่วคราว อันเป็นเหตุให้ครอบครัวร้าวฉานจะดีกว่า

 

2. อย่าหมกมุ่นในเรื่องของกามารมณ์จนเกินพอดี คนที่มีความหมกมุ่นในเรื่องกามารมณ์ ก็เหมือนคนที่หมั่นเติมเชื้อไฟร้อนๆ ใส่ตนเองให้พร้อมตลอดเวลาที่จะนำไฟไปเผาทำลายสิ่งอื่นๆ ดังนั้นหากใครที่มีพฤติกรรมหมกมุ่นในกามารมณ์ เช่น การชอบดูสื่อลามก การช่วยตัวเองบ่อยๆ ก็ต้องปรับให้มีความพอดี โดยลดพฤติกรรมดังกล่าวลง แล้วหันมาดูแลเอาใจใส่ในคู่ครองของตนเองให้มากขึ้น สำหรับการมีเพศสัมพันธ์ให้มีความพอดีกับคู่ครองของตนก็คือ ประมาณ 3- 5 ครั้งต่อสัปดาห์

กิจกรรมอื่นๆ ที่สร้างสรรค์ที่ช่วยให้ลดความต้องการทางเพศได้ดีก็คือ การออกกำลังกายและการเล่นกีฬา ซึ่งการออกกำลังกายจะทำให้ฮอร์โมนความสุขหลั่งออกมาได้เช่นเดียวกับการสำเร็จความใคร่หรือการมีเซ็กซ์ นอกจากนั้นยังทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงมากขึ้นด้วย

 

3. อย่าได้พยายามไปจีบแฟนคนอื่นโดยรู้ว่าเขามีแฟนอยู่แล้ว หลายคนอาจคิดว่าการพยายามจีบคนที่มีคู่ครองอยู่แล้วนั้นไม่ผิดอะไร เพราะถึงไม่สำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ความจริงแล้ว แม้จะไม่สำเร็จแต่ก็มีเค้าลางแห่งการละเมิดจริยธรรมทางเพศที่เริ่มก่อตัวขึ้นมา ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ หากคนๆ นั้นมีปัญญาคอยควบคุมได้ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่หากใครที่ขาดปัญญาได้ลองแล้ว ก็จะพยายามเอาทุกวิถีทางให้เกิดความสำเร็จในสิ่งที่กามกิเลสของตนเองต้องการ ซึ่งถ้าทำไม่สำเร็จก็อาจจะก่อความทุกข์ให้กับคู่กรณีที่ตนเองให้ความหลงใหลอยู่ได้

ส่วนถ้าหากทำได้สำเร็จ ก็ถือว่ายิ่งเป็นการสร้างกรรมผูกมัดให้มีหนี้กรรมกันต่อไปมากขึ้น มีผลทำให้ตนเองเดือดเนื้อร้อนใจ หากถูกจับได้ครอบครัวก็ต้องแตกแยก ผลในอนาคตที่เป็นวิบากกรรมก็คือ อาจมีชีวิตที่เป็นทุกข์เพราะเรื่องทางเพศเป็นเหตุ อาจเกิดในเพศกะเทย มีปัญหาฮอร์โมนเพศผิดปกติ มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ หรือครอบครัวอยู่ได้ไม่มีความสุข

 

4. จงเชื่อมั่นในความรักที่มีต่อกันระหว่างตนเองและคู่ครอง  คำว่าเชื่อมั่นก็คือการแสดงออกด้วยการกระทำว่า เราจะไม่นอกใจภรรยาหรือสามีของตน โดยไม่อ้างคำว่ารักเพียงแต่คำพูดแต่ต้องแสดงออกด้วยกากระทำที่มีความซื่อตรง ดูแลเลี้ยงดูภรรยาและบุตรอย่างสุดความสามารถ มอบความรักความเอาใจใส่ให้กันและกันอย่างเต็มที่ แม้จะมีปัญหากันบ้าง หรือต้องกระทบกระทั่งกันบ้างก็ต้องให้อภัยแก่กัน เพราะในโลกนี้ ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ ไม่มีใครได้ดั่งใจทั้งหมด และไม่มีอะไรสมบูรณ์

คู่รักที่สามารถยอมรับปัญหาและเคารพซึ่งกันและกันได้ ไม่นอกใจกันก็จะสามารถหนี้พ้นเรื่องกรรมที่เกี่ยวกับความรักที่ประกอบด้วยความใคร่ได้อย่างถาวร

จากหนังสือเรื่อง  เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ 7 พ้นเวร พ้นกรรม รวยฉับพลันต้องทำอย่างไร  โดย อมตะ เทพรักษา

Read Full Post »

อยากพ้นกรรมต้องทำที่ต้นเหตุ (กรรมเรื่องการทำงาน)การทำงานนับเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของชีวิตมนุษย์ แต่หลายๆ คนก็รู้สึกว่าตนเองนั้นมีเวรมีกรรมกับการทำงานเหลือเกิน เพราะต้องทนทำงานไม่ชอบ ได้เงินเดือนน้อย หรือไม่มีความสุขในที่ทำงาน ขัดแข้งขัดขากับคนที่ทำงาน อยากลาออกไปทำงานธุรกิจของตัวเองแต่ก็ยังออกไม่ได้ ยิ่งคนที่ทำงานเป็นกะต้องอยู่เวร ก็เลยพาลเรียกว่า เป็นคนมีเวรมีกรรมกับงาน เพราะต้องเข้าเวรตลอดไม่ค่อยมีชีวิตที่เหมือนคนปรกติทั่วไป

ความจริงแล้ววิธีพ้นหนี้กรรมเรื่องงานนี้ ไม่ยากแต่ที่ยากคือวิธีคิด คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ล้วนตกอยู่ในสภาพเป็นหนี้กรรมกับงานทั้งสิ้น คือ ต้องทำงานในสิ่งที่ไม่ชอบ รายได้ต่ำและความเครียดสูงแต่ก็ต้องทนทำต่อไปไม่อย่างนั้นก็ไม่มีกิน นอนไม่หลับ

 

แก้ไขที่ตัวเอง

การหนีให้พ้นกรรมเรื่องงานไม่ใช่การลาออก เปลี่ยนทำงานใหม่โดยทันทีเพราะไม่มีอะไรยืนยันได้ว่า ที่แห่งใหม่จะดีกว่าที่เก่าแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ การหนีออกจากงานไปเลยนั้นจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องรีบทำแต่ควรกระทำปัจจุบันให้ดีที่สุดก่อน ระลึกไว้ว่า “มีงานทำยังดีกว่าตกงาน” ไม่เช่นนั้นหนี้กรรมอื่นที่ตามมาจะหนักกว่านี้หลายเท่า

ขั้นต่อมาในการลงมือทำงานในแต่ละวันก็คือ “ทำงานให้เต็มที่ และปล่อยวางในผล” คำว่าผลนั้นก็คือ หากได้ทำงานเต็มที่แล้วไม่ว่าผลจะสำเร็จหรือยังไม่สำเร็จก็ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก ซึ่งขอย้ำอีกครั้งว่าเราต้องได้ทำมันอย่างเต็มที่แล้วเท่านั้น จึงสมควรปล่อยวาง ไม่ใช่ว่าทำแบบขี้เกียจหรือยังไม่ทำก็ปล่อยวางไม่ทำอะไร มิฉะนั้นจะกลายเป็นการสร้างหนี้กรรมให้ตนเองหนักมากขึ้น

พระพุทธเจ้าทรงประทานวิธีพ้นกรรมในการทำงานทุกชนิดด้วยหลักที่เรียกว่า อิทธิบาท 4 เอาไว้ให้เราทุกคนแล้ว เพียงแต่ลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังเท่านั้นปัญหาเรื่องการทำงานก็จะหมดไป

 

 ขอให้ชอบหรือทำใจให้ชอบ ซึ่งความชอบนี้ก็คือ ความรักในงานนั่นเอง เมื่อรักแล้วมันย่อมเต็มใจทำให้ทุกอย่าง รักในตัวงานก็จะทำงานให้สำเร็จไปเอง แม้แต่งานที่ยากก็อาจกลายเป็นง่ายก็ได้ถ้ามีความชอบเสียอย่าง แต่ถ้ายังไม่ชอบงานนั้นก็พยายามมองหาแง่ดีแง่งามของงานนั้นอยู่เสมอ ดีกว่าปล่อยให้ตนเองล่องลอยไปวันๆ ทำได้แค่ย้ายตนเองจากที่บ้านมาที่ทำงาน มากิน มานั่งเล่น รอเวลาเลิกงานไม่ได้พัฒนาตน ย่อมไม่มีทางที่จะทำอะไรได้สำเร็จ แล้วก็ติดหนี้กรรมต้องทำงานหนักต่อไปอยู่เรื่อยๆ

 

ขอให้มีความขยันหมั่นเพียร  ในงานที่ทำทุกอย่างต้องออกแรง ต้องคิด และต้องแข็งใจทำ คือถึงแม้งานบางอย่างนั้นเราจะไม่ชอบทำก็ต้องแข็งใจให้มันเสร็จให้ได้ เพราะต่อให้ปล่อยทิ้งไว้อย่างไรเราก็ต้องกลับมาทำให้มันเสร็จอยู่ดี

 

ขอให้ตั้งใจทำ เหมือนเวลารักใครสักคนเราก็จะคิดถึงแต่คนที่เรารัก และคนที่รักกันจะไม่มีวันทอดทิ้งกันแน่นอน ความตั้งใจทำจะส่งผลออกมาให้งานมีความประณีตละเอียด มีระเบียบเรียบร้อยทำงานครั้งเดียวแล้วเสร็จไม่ต้องกลับไปแก้ไขอีกหลายๆ รอบให้เสียอารมณ์ความรู้สึก ผลของงานที่ประณีตจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจและไม่ต้องรำคาญกับการทำงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า รู้สึกเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก

 

ขอให้เข้าใจทำ คือ ทำงานอย่างฉลาด ทำแล้วคิดตามมีการตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา หากเป็นคำพูดแบบนักจิตวิทยาต่างประเทศ การทำงานนอกจากจะมี Haeart (ใจ หรือความชอบ) hand (การลงมือ ด้วยความตั้งใจและพยายาม) ต้องมี Head (ความฉลาดและคิดตรึกตรองในเนื้องาน) ด้วยถ้าสักแต่ทำ ไม่ยอมคิดเองหรือรู้จักติตรองให้รอบคอบก็คงเป็นได้แค่แรงงานธรรมดา ไม่มีวันก้าวหน้า

มีคำเปรียบเทียบของตำราพิชัยสงครามตอนหนึ่งที่ว่า  ถ้า คนที่ทั้งฉลาดและขยัน ให้เอาเป็นไปแม่ทัพ ถ้าฉลาดแต่ขี้เกียจให้เอาไปเป็นกุนซือ ถ้าโง่และขี้เกียจด้วย เอาไปเป็นทหารเลว แต่ถ้าโง่แล้วขยันให้เอาไปฆ่าทิ้ง เพราะ คนโง่ๆก็จะขยันทำแต่เรื่องโง่ ๆ

ที่กล่าวอย่างนี้ พูดรวมทั้งตัวคนทำงานและผู้บริหารงานด้วย เพราะบางองค์กรบางแห่งมีผู้บริหารที่ไม่ค่อยฉลาดทำ ลูกน้องก็โง่แต่ขยันทำงาน บางทีเซ็นสั่งงานลูกน้องไปทั้งที่ไม่รู้ว่าตัวเองสั่งอะไรถามว่าให้ทำอะไรก็ตอบไม่ได้ เรื่องเล็กๆน้อยๆ ก็สามารถกลายเป็นเรื่องใหญ่จนแก้ไม่ไหว เพราะขยันสร้างปมจนผู้บริหารระดับสูงต้องลงมาแก้ปัญหา อย่างนี้ก็โทษใครไม่ได้ด้วยเพราะตนเองเป็นคนจ้างคนโง่มาทำงานต้องรับผลกลายเป็นเวรเป็นกรรมกันต่อไป

โปรดระลึกไว้เสมอว่า จำนวนตัวเลขที่มากมายเป็นแสนเป็นล้านนั้นเริ่มจากเงิน 1 บาทเสมอ การทำงานให้ดีให้เจริญก้าวหน้าก็ต้องมีอิทธิบาท 4 คอยควบคุมแม้จะเป็นจุดเล็ก ๆเริ่มที่ต้นที่ตำแหน่งเล็ก ๆรายได้น้อย แต่ก็มีความสำเร็จอันยิ่งใหญ่รอคอยอยู่เบื้องหน้า ขอเพียงแต่ขยันทำงานให้ดี ทำอย่างมีปัญญาความก้าวหน้าย่อมมาถึง

และเมื่อเราทำงานในส่วนของตนได้อย่างดีที่สุดแล้ว ครั้นได้ส่งงานของตนเองให้กับแผนกอื่น หากงานนั้นไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ก็ควรเรียนรู้และยอมรับด้วยความเข้าใจว่า ในโลกนี้ย่อมไม่มีใครได้ทุกอย่างดังที่ใจต้องการ และไม่มีใครพลาดพลั้งในทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อได้ทำสิ่งใดอย่างเต็มที่สุดมือสอยก็ต้องปล่อยมันไป

 

ปรับความสัมพันธ์

บางคนคิดว่าตนเองมีหนี้กรรมในที่ทำงาน ทั้งที่ความรู้ความสามารถดีเยี่ยมไม่มีที่ติ แต่พบว่าตนเองเป็นคนเงียบๆ เฉยๆ ไม่ได้วุ่นวายกับใคร ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนและไม่ได้ทำร้ายใครแต่ก็ไม่อาจจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นได้จนรู้สึกว่าตนเองเหมือนตัวประหลาดทำให้ทุกข์ใจยิ่งนัก

ความจริงหากเราคิดว่า การที่ตนเองเป็นคนที่เงียบๆ และคิดว่าตนเองไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนและจะอยู่เช่นนั้นต่อไปเรื่อยๆ แม้จะไม่ได้ผิดอะไร แต่ก็อาจกลายเป็นการสร้างหนี้กรรมความทุกข์ให้ตนเอง เพราะยิ่งทำงานต่อไป ก็จะไม่มีความสุข ยิ่งทำงานก็ยิ่งเสียคุณภาพชีวิต ปัญหาทางจิต ปัญหาทางสุขภาพก็จะตามมา แม้จะได้ชื่อว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการทำงานแต่กลับกลายเป็นมนุษย์ที่ล้มเหลวในชีวิต

ถ้ายังไม่สามารถหางานใหม่ที่ดีกว่าได้ก็ควรใช้วิธีการปรับตนให้เหมาะสมเป็นการเจือจางความทุกข์จากการทำงานที่คิดว่าเป็นหนี้กรรมกัน โดยใช้หลัก 4 ประการคือ

 

ใจดีมีแต่ให้ หมายถึงการฝึกให้ อาจใช้วิธีการหยิบยื่นอะไรให้ใครสักคนหนึ่งโดยไม่ต้องหวังผลตอบแทนใดๆ แม้แต่คำขอบคุณที่ไม่รู้ว่าเขาจะพูดตอบรับหรือไม่ แม้จะเป็นเพียงความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ หรือการซื้อขนมมาแบ่งปันให้กันกินโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก

 

พูดจาไพเราะ มนุษย์ทุกคนก็เปรียบเทียบได้เช่นเดียวกับ เจ้าโคนันทวิศาล โคนันทวิศาลเป็นโคจอมพลังสามารถลากเกวียนได้เป็นร้อยๆ เล่ม ครั้งหนึ่งเจ้าของพามันไปแข่งขันลากเกวียน ด้วยความตื่นเต้นจึงทำให้นันทวิศาลก้าวขาไม่ออก เจ้าของจึงหงุดหงิดเพราะเคยเห็นมันทำได้สบายๆ จึงพลั้งปากดุด่าว่ากล่าว ทำให้ เจ้านันทวิศาลหมดกำลังใจ ทำให้เจ้าของต้องแพ้พนันได้รับความอับอายเป็นอย่างมาก

ภายหลัง เจ้าของวัวจึงได้สำนึกผิดและขอโทษเจ้าโครักแล้วนำไปท้าแข่งอีกครั้ง คราวนี้แม้จะตื่นเต้นอย่างไรหรือท้อแท้แค่ไหน เจ้าของวัวก็พูดจาให้กำลังใจนันทวิศาลตลอดมา จนมันสามารถลากเกวียนร้อยเล่มได้สำเร็จชนะพนันได้ในที่สุด

คนที่ช่างพูดจาไพเราะและมีความจริงใจในการพูด ล้วนประสบความสำเร็จกันทั้งสิ้น จะย้ายขุนเขา เปลี่ยนทางน้ำ สะกดทัพนับแสนก็ยังสามารถทำได้สบายๆ การพูดไพเราะและพูดความจริงทำให้เราไม่ต้องเป็นหนี้คำพูดใคร เพราะไม่ทำให้ใครระคายหู ระคายใจ และได้ลงมือทำจริงตามคำพูดนั้น

 

สงเคราะห์ช่วยเหลือ เป็นวิธีการให้อีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ใช่ให้โดยวัตถุคือการให้อัธยาศัยไมตรี เห็นใครทำอะไรแล้วไม่นิ่งเฉยดูดาย มีจิตสาธารณะ ชอบช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนร่วมงานอยู่เสมอ กระทำการทุกอย่างโดยไม่เห็นแก่ตัว ก็จะกลายเป็นบุคคลที่รักของเพื่อนร่วมงานได้โดยปริยาย

 

วางตนให้เหมาะสม ข้อนี้คือการปรับตัวให้สามารถอยู่ร่วมกบเพื่อนร่วมงานได้อย่างเป็นปกติ ในลักษณะที่ว่า มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน ถ้าลงเรือพายแล้วแต่เรากลับไม่ลงมือพายเรือให้เหมือนกับคนอื่น ก็ย่อมต้องกลายเป็นคนที่แปลกแยก ดังนั้นไม่ว่างานจะหนักบ้างเบาบ้างก็ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุข ช่วยกันทำให้สำเร็จ หากลงมือไปช่วยไม่ได้ก็ควรอยู่เป็นกำลังใจไม่ทอดทิ้งเพื่อนร่วมงาน

 

เปลี่ยนงานพ้นกรรม

การเปลี่ยนงานถือเป็นทางเลือกสุดท้าย คือสภาพการทำงานย่ำแย่ถึงขีดสุด ไม่ใช่เพราะเนื้องานยาก แต่เพราะ ที่ทำงานนั้นมีแต่คนพาลเต็มไปหมด เช่น มีคนเลื่อยขาตลอด มีแต่คนรับชอบ ไม่มีคนรับผิด เจ้านายไม่มีธรรมาภิบาล ไม่มีความยุติธรรม หรือไม่มีความสามารถในการบริหารงาน ก็ควรเปลี่ยนงานเสียเลยโดยไม่ต้องคิดมากอีกต่อไป

ภาษิตอินเดียว่าไว้ “ที่ใดที่ไม่มีคนเห็นคุณค่า ไม่มีปัญญาชน ไม่มีแพทย์ ไมมีอาหารอันอุดม สถานที่เช่นนั้นไม่ควรพำนักเกิน 3 วัน” ที่สำคัญก็คือ หากอยู่ในที่ที่มีแต่คนพาลมารวมกันแล้วเราก็จะกลายเป็นคนประเภทเดียวกันไปด้วยในที่สุด

พระพุทธเจ้าทรงมอบวิธีพ้นกรรมชนิดนี้ว่า เราทุกคนควรเลือกสถานที่ที่เป็น ปฏิรูปเทส คือสถานที่ที่เหมาะสมแก่ตนเอง คืออยู่ใกล้บัณฑิต สถานที่นั้นมีคนดีอยู่ ทำมาหากินได้ง่ายไม่ลำบาก มีสถานพยาบาลที่สมบูรณ์ และมีสมณะผู้รู้ธรรมอยู่ สถานที่นั้นถือเป็นสถานที่ที่เจริญ

คนเรามีหนี้กรรมกันมากมาย และมีเวลาอยู่ในโลกนี้กันเพียงคนละไม่กี่ปี จึงควรเลือกคบหากับคนที่เห็นคุณค่า เสวนากับปัญญาชน ทำแต่สิ่งที่เป็นแก่นสารของชีวิต จึงไม่ควรเอาเวลาที่มีอยู่น้อยนิดอยู่แล้วไปเล่นการเมือง ไปทำชั่วหรือเสียเวลาเสวนากับคนไม่ดี ไม่ควรรับใช้คนที่มัวแต่หาประโยชน์จากตัวเรา เพราะมีแต่จะทำให้เหนื่อยเปล่า และเวลาที่เสียไปก็ไม่อาจเรียกคืนใดๆ ได้ ถ้าพบว่าที่ทำงานมีแต่คนพาลก็ควรรีบเปลี่ยนงานให้เร็วที่สุด ต่อให้ที่ใหม่ได้รายได้น้อยกว่าเดิมแต่มีคนดีอยู่ก็ยังนับว่าได้กำไรชีวิตมากกว่านัก

จากหนังสือเรื่อง  เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ 7 พ้นเวร พ้นกรรม รวยฉับพลันต้องทำอย่างไร  โดย อมตะ เทพรักษา

Read Full Post »

1. พ้นกรรมหนี้สินจะทำอย่างไร
อยากพ้นกรรมต้องทำที่ต้นเหตุ (กรรมทางโลก)

หนี้สิน ถือเป็นผลพวงของกรรมอย่างหนึ่งอันเกิดจากกิเลสความต้องการในทางกามารมณ์ ที่ควบคุมไม่ได้ เพราะความอยากได้ อยากมี อยากเป็นเหมือนดังเช่นผู้อื่นจึงก่อให้เกิดความพยายามตะเกียกตะกายที่จะมีทรัพย์สินให้มากขึ้น โดยที่ไม่ได้สำรวจศักยภาพความสามารถในการหารายได้ให้พอกับค่าใช้จ่าย จึงเกิดแต่ความทุกข์และกลายเป็นหนี้ในที่สุด

2. “อย่าคิดที่จะเพิ่มหนี้อีก” หากอยากเป็นคนดีก็ต้องหยุดทำความชั่วเสียก่อน อยากหยุดหนี้สินก็ต้องหยุดสร้างหนี้ฉันนั้น ถ้าเป็นหนี้บัตรเครดิตใบหนึ่งด้วยจำนวนเงินที่มากพอแล้ว ก็ไม่ควรไปสร้างหนี้เพิ่มให้กลายเป็นภาระดินพอกหางหมู หากพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นในทางธรรมก็คือ “ลดความอยากลงเสีย” หนี้ก็จะไม่เพิ่มขึ้น

 

3. ลดการใช้จ่ายเกินความจำเป็น คนที่ประสบปัญหามีหนี้มากก็เพราะมัวปล่อยจิตใจให้ไหลไปตามความอยากเพราะ “การซื้อหาด้วยอารมณ์” มากกว่า “การซื้อหาด้วยเหตุผล” จึงเป็นเหตุให้เป็นหนี้สินมากมาย ซึ่งเมื่อได้ของสิ่งนั้นมาแล้วก็ใช่ว่าจะได้ใช้สอยอย่างคุ้มค่าตามที่ซื้อไปหรือไม่

 

4. หลีกเลี่ยงการหาอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่จะก่อให้เกิดหนี้ เช่น การใช้บัตรเครดิต เปรียบเหมือนถ้าคุณเป็นจอมยุทธที่ชอบท่องเที่ยวในยุทธภพต้องการเป็นผู้ผดุงความยุติธรรม และให้สัญญากับตนเองว่าจะไม่ฆ่าหรือทำร้ายใคร แต่บังเอิญได้พกกระบี่อย่างดีที่สุดติดตัวไว้อำนวยความสะดวกที่จะสังหารผู้อื่นได้ทุกเมื่อ เช่นนี้แล้ว ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงการพลั้งเผลอฆ่าคนได้แน่นอน

การใช้บัตรเครดิตเพื่อการใช้จ่ายที่ดีนั้น ควรใช้บัตรเครดิตเพียงแค่ใบเดียวเท่านั้น โดยมูลค่าบัตร จะต้องมีวงเงินอยู่ในขั้นต่ำที่สุด ที่สำคัญต้องสามารถรูดใช้ได้ไม่เกิน 25% ของรายได้ และแนวทางป้องกันหนี้บัตรเครดิตที่ดีที่สุดก็คือ การเลิกใช้บัตรเครดิตไปเลย เพราะการมีบัตรเครดิตจะทำให้ชะล่าใจ จับจ่ายซื้อของอย่างเกินความจำเป็น

 

5. มีการจัดสรรเงินทองอย่างเป็นระบบ เป็นข้อหนึ่งในหลักธรรมที่ว่า “สมถชีวิตา” หรือ เลี้ยงชีพให้เหมาะสม โดยการแบ่งเงินรายได้ออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ เช่น เก็บเงิน 60% และไว้ใช้จ่ายอีก 40% วิธีนี้จะทำให้มีเงินเก็บที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

ที่สำคัญหากเราได้รับเงินพิเศษที่นอกเหนือไปจากเงินรายได้ที่ได้รับตามปกติแล้ว ก็ควรนำเอาเงินส่วนนั้นเก็บไว้เป็นทุนฉุกเฉินสำรองเอาไว้ เพราะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินคุณก็จะได้มีเงินทุนสำรองไว้ใช้ในยามจำเป็นได้

 

6. ต้องชำระหนี้สิน ไม่มีใครหนีหนี้ได้พ้นต่อให้เราหลบหนีไปไกลสักเท่าไหร่ก็จะถูกตามทวงถามเอาคืนได้สักวันหนึ่ง เพียงแต่การจ่ายหนี้นั้นต้องกระทำอย่างมีปัญญาด้วย สิ่งหนึ่งที่ควรพึงระลึกเอาไว้เสมอ ๆ ก็คือ การชำระหนี้อย่างพอดี ๆ ควรผ่อนชำระหนี้สินอย่างพอเหมาะตามสัดส่วนที่ควรจะเป็น เพื่อที่จะได้เงินเหลือใช้ทำอย่างอื่นต่อไป การทุ่มใช้หนี้ทั้งหมดจนไม่มีเงินเหลือไว้กินไว้ใช้ ต่อยอดชีวิตให้เดินหน้าต่อไปย่อมไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง แต่เราต้องแสดงเจตจำนงการใช้หนี้ให้ชัดเจน

นอกจากนั้นแล้วก็ควรไล่ดูหนี้สินที่มีทั้งหมด ตรวจสอบดูว่าตนเองมีหนี้สินอะไรบ้าง และแต่ละอย่างต้องใช้เงินจำนวนเท่าไหร่ เพื่อจะได้คำนวณค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้อย่างลงตัว ทั้งค่าใช้จ่าย เงินเก็บ และเงินชำระหนี้

 

7. มีการวางแผนการใช้จ่ายและการใช้ชีวิต พูดง่ายๆ  ก็คือการคิดก่อนทำ การวางแผนค่าใช้จ่ายในแต่ละวันเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้รู้ว่าวันหนึ่งๆ เราจะต้องจ่ายอะไรบ้าง และต้องมีการจำกัดวงเงินเมื่อต้องออกไปแสวงหาความสุขส่วนตัวทั้งหลาย คือไม่ว่าจะสนุกมากน้อยเพียงใด ก็ต้องใช้จ่ายตามวงเงินที่ได้กำหนดเอาไว้จะดีที่สุด

วิธีนี้จะได้ผลมากน้อย ก็ขึ้นอยู่ที่ตัวจิตคุณเองที่จะต้องซื่อสัตย์ และที่สำคัญต้องเลิกนิสัยการขอหยิบยืมเงินคนอื่นรวมถึงฝึกความอดทนอดกลั้นต่อสิ่งเร้านอกกายมากมายไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือของใช้ต่างๆ ที่ไม่มีความจำเป็น หากลองสำรวจจิตตนเองก็จะพบว่า สิ่งใดที่เราอยากได้มามากๆ แล้วสิ่งนั้นไม่ได้มีความจำเป็นต่อชีวิตมากนัก จิตก็จะเบื่อหน่ายในสิ่งนั้นได้เร็ว เพียงแค่ 3 วัน 7 วันก็ทำให้รู้สึกเฉยๆ หรือเบื่อหน่ายได้แล้ว

 

8. เพิ่มรายได้ด้วยงานพิเศษ รายได้ที่เพิ่มมากขึ้น อาจทำให้เราสามารถวางแผนจัดการกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้อย่างลงตัวมากขึ้น และยังช่วยให้มีเงินเหลือไปชำระหนี้บางส่วนได้อีกด้วย สิ่งนี้ต้องเริ่มต้นด้วยจิตที่ขยันขันแข็งจะสร้างรายได้ ซึ่งจะนำไปสู่การหางานพิเศษที่ไม่หนักหนาจนเกินไปในช่วงนอกเวลางานปกติ เมื่อมีรายได้มากขึ้นย่อมสามารถคลี่คลายปัญหาหนี้สินได้เร็วขึ้นเช่นกัน

 

9. ออมเงิน หรือการรักษาให้ดี ถือเป็นสิ่งที่สร้างประโยชน์ให้กับตัวเราเองได้มากที่สุด และมีประสิทธิภาพสูงสุดไม่ว่าเราจะมีภาระหนี้สินหรือไม่ หรือจะมีเงินรายได้มากน้อยขนาดไหน การออมเงินทีละเล็กละน้อย ก็จะทำให้เราได้มีเงินเก็บซึ่งเป็นเงินก้อนขึ้นมาเอง และเงินส่วนนี้เองจะเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้จ่ายในอนาคตต่อไปได้

หนี้สินที่เกิดขึ้นกับตัวเราทั้งหมดมีเหตุจากความโลภ ความอยาก จงระงับความอยากให้มากที่สุดแล้วโอกาสเกิดหนี้ก็จะน้อยลง โอกาสจะเบี้ยวหนี้ หนีหนี้ก็ยิ่งน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมีพื้นฐานมาจากธรรมะของพระพุทธเจ้าว่าด้วยคาถา “หัวใจเศรษฐี” ที่ว่า “อุอากาสะ” คือ ขยันหา รักษาดี มีกัลยาณมิตร และเลี้ยงชีวิตให้เหมาะสม ใครได้ประพฤติปฏิบัติตามก็จะพ้นหนี้สินได้และไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจเรื่องทรัพย์และความเป็นอยู่อีกต่อไป

จากหนังสือเรื่อง  เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ 7 พ้นเวร พ้นกรรม รวยฉับพลันต้องทำอย่างไร  โดย อมตะ เทพรักษา

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »