Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for สิงหาคม, 2012

การทำแท้งนั้นคืออะไร ?
ความหมายของการทำแท้งทางธรรมและทางโลก

การทำแท้ง หากจะกล่าวถึงในหลักของการแพทย์และวิทยาศาสตร์ก็หมายถึง การทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงก่อนอายุครรภ์ครบ 28 สัปดาห์ ( 7 เดือน )  ซึ่งในประเทศไทยที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนาและมีความเชื่อเรื่องการเวียนว่าย ตาย เกิดรวมทั้งบุญและบาปกันอยู่

 

การทำแท้งจึงยังเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายไม่ว่าจะกระทำโดยแพทย์ปริญญาที่มีใบอนุญาตหรือจะทำโดยหมอเถื่อนก็ตาม

ซึ่งตามกฎหมายแล้วจะอนุญาตให้ทำแท้งได้ 2 กรณีคือ กรณีที่หญิงผู้นั้นถูกข่มขืนแล้วเกิดมีการตั้งครรภ์ขึ้นมาและอีกกรณีหนึ่ง คือการตั้งครรภ์นั้นอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมารดาและทารกในครรภ์ เท่านั้น นอกเหนือจากเหตุผลทั้ง 2 นี้ถือว่าเป็นการผิดกฎหมายทั้งสิ้น

แต่ถ้าหากเป็นเหตุผลในทางธรรมแล้วถือเป็นการลงมือฆ่าสิ่งมีชีวิตโดยเจตนาซึ่งถือว่าบาปมากทีเดียว การทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงตามหลักวิชาการในปัจจุบันจะสามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบใหญ่ ๆได้แก่

 

ลักษณะและวิธีการทำแท้ง

1. แท้งโดยใช้ยา (Medical Abortion)

ยาที่ใช้ในการทำแท้งมีหลายชนิดได้แก่ Methotrexate ซึ่งมักจะใช้ร่วมกับตัวยาที่ชื่อ Misoprostol, และยา Ru-486 (Mifepristone) แต่ยาทั้ง 3 ชนิดนี้ไม่มีวางจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไปและส่วนใหญ่มีจำหน่ายในต่างประเทศที่มีกฎหมายสามารถทำแท้งได้อย่างเสรีแล้ว เนื่องจากเป็นยาควบคุมพิเศษ

นอกจากนี้ในปัจจุบันมีการค้นพบว่ายาที่ชื่อ Zytotec ซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษาโรคกระเพาะนั้นเมื่อสอดเข้าไปในช่องคลอด (ซึ่งมักจะเรียกกันว่า ยาเหน็บ) จะทำให้มดลูกบีบตัวและทำให้เด็กหลุดออกมา จึงเป็นยาที่วัยรุ่นนิยมใช้ในการทำแท้ง ซึ่งอาจทำให้เกิดการตกเลือดภายหลังแท้งได้มากจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

 

2. แท้งโดยใช้เครื่องมือ (Surgical Abortion)

การทำแท้งโดยใช้เครื่องมือช่วยนั้นยังสามารถแบ่งออกไปได้อีก 3 วิธี คือ

 

การปรับประจำเดือน

การปรับประจำเดือนจะใช้ในกรณีที่รอบประจำเดือนของสตรีขาดมาไม่เกิน 8 สัปดาห์ โดยไม่สนใจว่าการขาดเลือดนั้นเกิดจากการตั้งครรภ์หรือไม่ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยเครื่องดูดสูญญากาศ หรือกระบอกดูดสูญญากาศกับหลอดดูดซึ่งมีขนาดเล็กเท่าหลอดกาแฟ ถ้าผู้ทำแท้งเป็นสูติ-นรีแพทย์ที่มีประสบการณ์มาก ๆแล้วก็จะใช้เวลาทำประมาณ 2 นาที ทำเสร็จกลับบ้านได้เลย แต่ก็ยังอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้เช่น มดลูกทะลุ หรือมีอาการการอักเสบติดเชื้อ เป็นต้น

 

การขูดมดลูก

วิธีการนี้ สามารถกระทำได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 4-12 สัปดาห์คืออายุครรภ์ระหว่าง 1 – 3 เดือนหรือช่วงเวลาที่ท้องอ่อน ๆนั่นเองซึ่งใช้เวลาทำประมาณ3-10 นาที ทำเสร็จแล้วกลับบ้านได้เลย แต่ก็จะมีอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้แก่ มดลูกอาจทะลุ,มดลูกอักเสบ ถ้าคนทำไม่มีความชำนาญพออาจขูดลึกถึงกล้ามเนื้อมดลูก ทำให้มีเลือดออกกระปริบกะปรอยเรื้อรังซึ่งเมื่อตั้งครรภ์ครั้งต่อไปผู้ตั้งครรภ์ก็จะมีโอกาสแท้งได้ง่าย

 

การเร่งคลอด

การเร่งคลอดจะใช้ในกรณีตั้งครรภ์มีอายุ 16-27 สัปดาห์ ( 4 – 7 เดือน) ซึ่งกรณีนี้ผู้ที่ทำแท้งต้องนอนโรงพยาบาล การทำก็โดยฉีดน้ำเกลือเข้มข้น 20% เข้ามดลูกโดยผ่านทางหน้าท้อง หลังจากนั้นก็ใส่ยาเร่งคลอดในน้ำเกลือโดยค่อยๆหยดทางสายน้ำเกลือเข้าเส้นเลือด

บางคนอาจใช้ยาขยายปากมดลูกสอดเข้าทางช่องคลอดช่วยให้การคลอดง่ายขึ้นด้วย เมื่อปวดท้องคลอดก็ต้องเบ่งเหมือนคนคลอดทั่วไป ซึ่งจะได้ผลในเวลา 24 ชั่งโมงถึง 48 ชั่วโมง และก็มีอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน ได้แก่ มดลูกทะลุ,การอักเสบติดเชื้อและเด็กที่คลอดแล้วก็จะเสียชีวิตไป

จะเห็นได้ว่าการทำแท้งนั้นแม้จะกระทำโดยถูกต้องตามหลักวิชาการ และกระทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็อาจมีอันตรายถึงชีวิตเกิดขึ้นได้ นอกจากผิดกฎหมายและมีอันตรายถึงชีวิตแล้วการทำแท้งตามหลักพระพุทธศาสนายังถือว่าเป็นบาปกรรมหนัก เนื่องจากเป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการฆ่าทำลาย ชีวิตมนุษย์อันเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเอง ซึ่งการแสดงเจตนาและการลงมือไปทำแท้งนั้นมีความแตกต่างไปจากการแท้งเองโดยไม่เจตนา

 

การแท้งโดยไม่เจตนา

เรื่องนี้เชื่อว่าทุกคนคงจะให้ความสนใจกันมาก เพราะในสังคมสมัยใหม่นี้เสี่ยงมากเหลือเกินกับการที่จะแท้งลูกด้วยสาเหตุต่างๆ ถ้าเด็กแท้งโดยอุบัติเหตุเช่น ตกบันได หรือ คุณแม่ถูกกระแทกทำร้ายร่างกาย หรือ กินยาที่มีผลต่อทารกในครรภ์โดยไม่ได้มีจิตหรือความต้องการที่จะขับเด็กออกมา ก็ไม่ถือว่าเป็นกรรมหนัก เพราะเป็นกรรมของเด็กเอง

ซึ่งหากว่ากันด้วยเพราะหลักของกรรมนั้น ผู้เขียนขอนำเอาบทอรรถกาที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก จูฬกัมมวิภังคสูตร  ว่าด้วยกรรมของสรรพสัตว์จากอดีตชาติที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน เรื่องน่ารู้นี้ปรากฏอยู่ในวิภังคสูตรข้อที่ 35   พระสุตตันตปิฎก  มัชฌิมนิกาย พระไตรปิฎกเล่มที่ 14  อุปริปัณณาสก์ ซึ่งมีใจความกล่าวเล่าถึงพระพุทธองค์ตรัสตอบคำถามของ สุภมาณพ

พระพุทธองค์ขณะประทับอยู่ ณ วัดเชตวันมหาวิหาร  ทรงตอบคำถามของ  สุภมาณพ บุตรแห่งโตเทยยพราหมณ์เกี่ยวกับผลร้ายผลดี ต่าง ๆ 7 คู่ ว่าเนื่องมาจากกรรมคือการกระทำของสัตว์ ในที่นี้ขอยกคำถามคู่ที่ 1 ว่าด้วยกรรมของคนที่อายุน้อยและอายุยืน คือ

“ดูกร สุภมาณพ การที่บุคคลเป็นผู้มีอายุน้อยเพราะฆ่าสัตว์มาเป็นจำนวนมาก และบุคคลผู้มีอายุยืนยาวก็เพราะไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไม่เคยเบียดเบียนใคร”

เมื่อพระองค์แสดงธรรมด้วยการตอบปัญหาครบ 7 คู่ตามที่สุภมาณพสงสัยแล้วก็ตรัสเป็นพระวจนะว่า

 

“…ดูกรมาณพ  สัตว์ทั้งหลาย  มีกรรมเป็นของตน  เป็นทายาทแห่งกรรม  มีกรรมเป็นกำเนิด  มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์  มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย  กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีต ฯ”

เมื่อสุภมาณพ  บุตรแห่งโตเทยยพราหมณ์ได้ฟังธรรมแล้วก็กราบสรรเสริญพระธรรมเทศนา และแสดงตนเป็นอุบาสก ถือเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต

หากเราพิจารณาความตามนี้ก็จะเห็นได้ว่าผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดนั้นก็คือ เด็กทารกที่ไม่มีโอกาสได้เกิดอันเนื่องมาจากกรรมที่เขาเคยเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นไว้มาก ส่วนผู้ที่อายุยืนมาก ๆ ยืนยาวเป็นร้อยกว่าปีก็เพราะเขาได้รักษาศีลข้อที่ 1 คือไม่เบียดเบียนชีวิตใคร ๆมาดีมากนั่นเอง

ในการที่เด็กจะต้องตายอีกครั้งไปตามกรรมที่ทำมาซึ่งมาจากกรรมที่มีความผูกพันกันอยู่แม้ว่าจะเป็นกรรมที่ทำมาของเด็กคนนั้นเอง แต่ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นกรรมของแม่เด็กเองที่ผูกพันกันมา

ซึ่งแม่และเด็กอาจเคยร่วมเวรกันมาเลยต้องโคจรมาเจอกัน ให้มาบังเกิดร่วมในอุทรของมารดาจึงต้องรับผลกรรมนั้นร่วมกันไป ซึ่งบางรายอาจมีความรุนแรงระดับที่มารดาของเด็กต้องเสียชีวิตไปด้วยก็มีปรากฏให้เห็นกันมากมาย

ซึ่งถ้าจะให้กรรมนั้นยุติลง ต้องมีการอโหสิกรรมกันและกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งต้องเป็นหน้าที่ของแม่ที่มีชีวิตอยู่ ยังมีโอกาสที่จะสร้างบุญ ส่งบุญให้เด็กที่ตาย จนกว่าเขาจะพอใจเขาถึงจะยอมอโหสิกรรมให้ ซึ่งมีหลายวิธีที่จะกล่าวต่อไป

Read Full Post »

รู้จักกรรมหนักที่เกิดจากการ ทำแท้ง
ทำแท้ง อกุศลกรรมหนักที่บาปมหันต์

การทำแท้งนั้นเป็นกรรมหนักอย่างหนึ่งที่ใกล้เคียงกับระดับ ครุกรรม เพราะเป็นการฆ่ามนุษย์ให้ตายโดยเจตนา ซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการแท้งเพราะอุบัติเหตุใด ๆ เพราะการแท้งประเภทที่ไม่ได้เจตนานั้นไม่จัดเป็นการสร้างกรรมหนักแต่อาจจะเป็นเคราะห์กรรมของเด็กคนนั้นเอง

ซึ่งจะขอกล่าวถึงต่อไปนี้จะขอบอกกล่าวถึงความหมายและลักษณะรวมไปถึงวิธีการทำแท้งในแบบต่าง ๆ ซึ่งขอให้ทำความเข้าใจตรงกันเสียก่อนว่า ข้อมูลเหล่านี้เป็นไปเพื่อให้ทราบถึงความเข้าใจ ความน่ากลัว และ อันตรายของการทำแท้งว่าเป็นอย่างไร

 

ซึ่งไม่ได้มีจุดประสงค์ เพื่อเป็นไปในการแนะนำหรือชี้นำให้คุณผู้หญิงที่เพิ่งตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์นั้นนำไปทำตามโดยเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งที่กล่าวมานี้โดยเด็ดขาด

ก่อนจะเข้าถึงวิธีการนั้นเราต้องทราบเสียก่อนว่าเมื่อชายหญิงได้ร่วมหลับนอนกันแล้วตัว อสุจิและไข่ที่สุกเข้าผสมกันแล้วฝังตัวเข้าไปในมดลูกของฝ่ายหญิงเรียบร้อย เราจะนับอย่างไรและทราบได้อย่างไรว่า “สิ่งมีชีวิต”ได้เกิดขึ้นแล้วหรือไม่ เพราะมีข้อเข้าใจผิดมากมายที่ว่า อายุครรภ์เพียง 1 เดือน หรือ 2 เดือนนั้นยังเป็นเพียงแค่ “ก้อนเลือด” ยังไม่มีชีวิตนั้นเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดมากทีเดียว

 

“อย่างไรที่เรียกว่า มีชีวิต ?”

การแพทย์ในยุคปัจจุบันได้อธิบายขั้นต้อนวิวัฒนาการของชีวิตในครรภ์มารดาไว้เป็นลำดับขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ตัวสเปิร์มในอสุจิของฝ่ายชายที่มีจำนวนมากประมาณ 2 พันล้านตัวสามารถเจาะเข้าไปภายในไข่ของฝ่ายหญิงที่สุกเต็มที่ได้เพียงตัวเดียว ต่อจากนั้นวิวัฒนาการของชีวิตจึงเริ่มขึ้นจนกลายมาเป็นตัวของมนุษย์

ซึ่งหากจะอธิบายตามหลักการแพทย์ในปัจจุบันแล้วก็สามารถอธิบายถึงลำดับของพัฒนาการของทารกในครรภ์ได้ดังต่อไปนี้

 

ช่วง 4 สัปดาห์แรก ( 1 เดือน )

หลังจากที่อสุจิกับไข่ผสมกันก็จะกลายเป็นเซลล์ตัวอ่อนงอกอยู่ในเยื่อบุโพลงมดลูกจากเพียง 1 เซลล์ แล้วเพิ่มจำนวนเป็น 150 เซลล์ภายใน 7 วัน ตัวอ่อนนั้นจะเจริญเติบโตได้โดยอาศัยหลอดเลือดของแม่เป็นตัวลำเลียงออกซิเจนและ สารอาหารผ่านเข้าไปหล่อเลี้ยงเซลล์ตัวอ่อนส่งผ่านของเสียต่างๆผ่านเข้าสู่ระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งพออายุครรภ์ได้  5 สัปดาห์เด็กก็จะเริ่มมีลำตัวยาวประมาณ 7 มิลลิเมตร หรือเปรียบเทียบได้กับขนาดเท่าเมล็ดถั่ว

 

ช่วงอายุครรภ์ได้ 8 สัปดาห์ ( 2 เดือน )

ทารกก็จะเริ่มมีลักษณะรูปร่างชัดเจนขึ้น โดยมีส่วนหัวโตกว่าส่วนอื่นๆ มีรูปหน้า มือและเท้า ปรากฏให้เห็น กล้ามเนื้อเริ่มเจริญเติบโต มีขนงอกมาแล้วซึ่งช่วงปลายในเดือนที่ 2 ถ้าไปอัลตราซาวด์จะเห็นการเคลื่อนไหวและจับการเต้นหัวใจได้ รวมทั้งมองเห็นสายรก ซึ่งรกนี้ทำหน้าที่แทนอวัยวะทารกที่ยังเติบโตไม่เต็มที่ เช่น ทำหน้าที่เป็นปอดแลกเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์กับออกซิเจนจากแม่,ทำหน้าที่เป็นลำไส้โดยดูดสารอาหารจากเลือดแม่,ทำหน้าที่เป็นไตกรองของเสียทำหน้าที่แทนตับโดยเก็บธาตุเหล็กจากเม็ดเลือดแดงของแม่ และสุดท้ายคือทำหน้าที่เป็นต่อมไร้ท่อเพื่อสร้างฮอร์โมนต่าง ๆ

 

ช่วงอายุครรภ์ได้ 12 สัปดาห์ ( 3 เดือน)

ทารกจะมีลักษณะคล้ายมนุษย์มากขึ้นโดยตัวจะลอยอยู่ในน้ำคร่ำภายมดลูก ซึ่งน้ำคร่ำนี้เองทำหน้าที่ปกป้องและห่อหุ้มทารกไม่ให้ได้รับความกระทบกระเทือน ตัวทารกเริ่มมีนิ้วมือนิ้วเท้าขึ้นมาในสภาพติดกันแล้วค่อยแยกออก ช่วงกลางเดือนที่สามนี้หัวใจจะเป็นรูปเป็นร่างเต็มที่ เห็นหูชัดเจนตอนปลายเดือนอวัยวะสำคัญ เช่น อวัยวะเพศ จะเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างขึ้นมาแต่ยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นเพศไหน ในช่วง 3 เดือนแรกนี้เองที่จะมีอัตราเสี่ยงในการแท้งค่อนข้างสูงจากอุบัติเหตุหรือการใช้ยาที่ผิดประเภท พอทารกอายุได้ 12 สัปดาห์เต็มแล้ว เด็กก็จะมีน้ำหนักประมาณ 14 กรัม และมีลำตัวยาว 3 นิ้ว

 

 ช่วงอายุครรภ์ได้ 16 สัปดาห์ ( 4 เดือน )

ช่วงเวลานี้อวัยวะภายในของทารกจะเริ่มมีความสมบูรณ์ขึ้นมาก เล็บก็เริ่มงอกแล้ว แต่ตัวยังผอมแบบเป็นหนังหุ้มกระดูกอยู่เพราะยังไม่มีชั้นไขมัน ช่วงปลายเดือนที่ 4 ก็จะเริ่มมีเส้นขนละเอียดขึ้นทั้งตัว ผิวบางจนมองเห็นเส้นเลือด เมื่อตั้งครรภ์ได้ครบ 4 เดือนเต็ม รกก็จะมีขนาดโตมากขึ้นจากช่วงแรกซึ่งใหญ่กว่าตัวอ่อนเพียงเล็กน้อยสามารถได้ยินเสียงหัวใจเต้น เริ่มมีไตที่ทำงานได้เหมือนผู้ใหญ่ นอกจากนี้ทารกยังมีจำนวนเส้นประสาทและกล้ามเนื้อมากกว่าเดือนที่แล้วถึง 3 เท่า สามารถเตะครรภ์ของแม่ได้ งอนิ้วมือนิ้วเท้า กลอกตาได้อวัยวะเพศพัฒนามากขึ้นจนสามารถบอกได้ว่าเป็นเพศใด

 

ช่วงอายุครรภ์ได้ 20 สัปดาห์ ( 5 เดือน )  

ช่วงเวลานี้ทารกจะเจริญเติบโตเร็วมากคือ มีลำตัวยาว 9 นิ้ว ร่างกายผลิตสาสีขาวข้นที่เรียกว่า “เวอร์นิกซ์” ขึ้นมาเคลือบเพื่อปกป้องผิวเส้นผม คิ้วและขนตาเริ่มงอกเริ่มพัฒนาประสาทสัมผัส คือ รับรู้รส ได้กลิ่น และได้ยินตายังปิดอยู่แต่รับรู้แสงสว่างจ้าได้

ดังนั้นเวลามารดาพูดกับลูก ลูกก็จะได้ยินมีเสียงดังเกิดขึ้นลูกก็จะสะดุ้ง หรือเวลาที่ผู้เป็นแม่ลูบท้องลูกก็จะรู้สึกได้เช่นกันและตอนนี้ทารกก็จะเริ่มเคลื่อนไหวมากขึ้น บิดตัว เตะเท้าอยู่ในถุงน้ำคร่ำ เวลาโก่งหรือขยับตัว ตัวแม่ก็จะรู้สึกได้ เพราะท้องของแม่จะนูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ช่วงปลายเดือนนี้ทารกจะเริ่มมีความสามารถถ่ายปัสสาวะลงสู่น้ำคร่ำได้อีกด้วย และช่วงเวลานี้ทารกก็จะเริ่มสะอึกเป็นและตัวผู้เป็นแม่ก็จะสามารถรับรู้ได้ด้วย

 

ช่วงอายุครรภ์ได้ 24 สัปดาห์ ( 6 เดือน )

ในช่วงนี้ร่างกายของทารกเริ่มจะเติบโตช้ากว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาเพื่อให้อวัยวะภายใน เช่น ปอด ระบบย่อยอาหารและระบบภูมิคุ้มกันได้พัฒนาอย่างเต็มที่ และสิ่งที่น่าอัศจรรย์สำหรับผู้เป็นแม่ก็คือทารกสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวทำให้ผู้เป็นแม่รู้สึกได้โดยเฉพาะตอนนอนพัก ทารกจะสามารถได้ยินเสียงหัวใจเต้น เสียงพูด เสียงดนตรี และสามารถตอบสนองการกระตุ้นของแม่ เช่น ถ้าแม่ขยับตัวเร็วจะดิ้นตอบ ร่างกายทารกก็จะเริ่มมีเนื้อมีหนังมากขึ้นเพราะมีไขมันมาสะสมที่ชั้นใต้ผิวหนัง และถ้าหากเกิดเหตุสุดวิสัยที่ต้องคลอดก่อนกำหนด เวลาทารกคลอดออกมาตอนนี้ก็อาจมีโอกาสรอดชีวิตได้

 

ช่วงอายุครรภ์ได้ 28 สัปดาห์ ( 7 เดือน)

ช่วงนี้เป็นช่วงระยะเวลาสุดท้ายที่จะทำแท้งได้หรือหากเกิดอุบัติเหตุทำให้ต้องแท้งเองก็ยังพอมีโอกาสที่จะช่วยชีวิตมารดาของเด็กไว้ได้ เพราะหากเลยเวลาช่วงนี้ไปแล้วจะเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้เป็นมารดาและอาจเสียชีวิตได้ซึ่งตามหลักเกณฑ์เวลาของการจะทำแท้งแล้วนี่ถือว่าเป็นระยะที่อันตรายที่สุด

ทารกในครรภ์ช่วงเวลานี้จะเติบโตขึ้นมาก จนไปกดอวัยวะต่างๆในช่องท้องแม่ เปลือกตาเริ่มเปิด และนัยน์ตามีการพัฒนาไปมากจนมองเห็นแสงที่ผ่านมาทางหน้าท้องแม่ได้ เสียงดังๆทำให้ทารกเคลื่อนไหว และการเต้นของหัวใจเปลี่ยนไปตามเสียงและแสงไฟและที่สำคัญลูกก็จะเริ่มจดจำเสียงของผู้เป็นแม่ได้

นอกจากนั้นพัฒนาการด้านอื่น ๆก็จะตามมาคือต่อมรับรสของทารกพัฒนาไปมาก ถึงขนาดสามารถแยกรสหวานกับรสเปรี้ยวได้ ถ้าทารกคลอดออกมาตอนนี้จะมีโอกาสรอดชีวิตค่อนข้างสูง เพราะอวัยวะสำคัญทั้งหลาย (ยกเว้นปอดที่ยังทำงานได้ไม่เต็มที่นัก) ได้ทำงานเป็นระบบมากขึ้นสมองเติบโตมากขึ้น ร่างกายเจริญเติบโตได้สัดส่วนมากขึ้น

 

ช่วงอายุครรภ์ได้ 32 สัปดาห์ ( 8 เดือน )

ช่วงเวลานี้เรียกได้ว่าเลยกำหนดของการทำแท้งไปแล้วหากอายุครรภ์ครบ 8 เดือนแล้วไม่ว่าอย่างไรก็ตามต้องปล่อยให้เด็กได้เกิดมา เพราะทารกจะตัวโตมากขึ้นจนแน่นท้องคุณแม่ โดยเฉลี่ยน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 2-3 กิโลกรัม มีไขมันมากขึ้นจนดูเหมือนทารกแรกเกิด การทำงานของอวัยวะต่างๆ ประสานงานกันได้ดีขึ้น อาจอยู่ในท่ากลับหัวพร้อมที่จะคลอดแต่ขยับตัวน้อยลง เพราะพื้นที่ในท้องแม่ดูจะน้อยเกินไปเสียแล้ว น้ำดีและน้ำคร่ำที่ทารกกลืนเข้าไปจะสะสมอยู่ในลำไส้ของทารกไปจนถึงเวลาคลอดซึ่งทารกจะถ่ายของเสียนี้ออกมาเป็นอุจจาระสีเขียวแก่เรียกว่าขี้เทา

ช่วงเวลานี้หนึ่งเดือนก่อนคลอดผู้เป็นมารดาอาจมีอาการมดลูกบีบรัดตัวซึ่งเป็นอาการที่เรียกว่า “เจ็บท้องหลอก” การหดตัวรัดตัวนี้ก็เพื่อดันตัวทารก มาประชิดปากมดลุกเพื่อเตรียมพร้อมที่จะคลอดออกมานั่นเอง

 

ช่วงอายุครรภ์ได้ 36 สัปดาห์ ( 9 เดือน)

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เรียกได้ว่าท้องแก่ที่สุดต้องให้ความระมัดระวังเป็นอย่างมากในเดือนนี้ทารกโดยปกติมีน้ำหนักเฉลี่ยมากกว่า 3 กิโลกรัมขึ้นไป (โดยมาตรฐานเด็กทารกแรกคลอดปกติจะมีน้ำหนักเฉลี่ยที่ 3.3 กิโลกรัม)มีชั้นไขมันหนาทำให้ดูอ้วนกลมและเก็บไว้เป็นพลังสำรองหลังคลอด ปอดจะทำงานได้ดี อยู่ในท่ากลับหัวเชิงกรานหัวจะกดปากมดลูกทำให้เปิดออก เมื่อถึงเวลาคลอดแล้วก็จะช่วยให้คลอดง่ายขึ้น

นี่คือพัฒนาการของครรภ์มารดาในช่วงต่าง ๆ ตามหลักวิทยาศาสตร์ที่มนุษย์เพิ่งจะมาค้นพบได้ไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมานั่นคือความรู้ในแบบ “ทางโลก” ตามที่เรามีความเข้าใจกัน

แต่ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงเรื่องราวของการมีชีวิตของเด็กทารกในครรภ์โดยมีรายละเอียดบางอย่างที่การแพทย์สมัยปัจจุบันไม่สามารถบอกได้ มีอธิบายถึงทั้งลักษณะของการเกิดทั้งในแง่มุมของทางโลกและทางธรรม (ระดับจิตวิญญาณ)ดังต่อไปนี้

“….เมื่อวิญญาณเข้าถือปฏิสนธิในไข่ที่ผสมเชื้อไว้แล้วความเป็นคนก็ถือกำเนิดขึ้น วิญญาณที่เกิดสืบต่อ(ภวังควิญญาณ) ก็ทำหน้าที่สร้างสรรค์และหล่อเลี้ยงชีวิตให้วิวัฒนาการขึ้นตามลำดับ….”

พระพุทธเจ้าตรัสถึงวิวัฒนาการของชีวิตในครรภ์มารดาไว้ดังนี้

“รูปนี้เป็นกลละก่อน จากกลละเป็นอัพพุทะ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเป็นฆนะ จากฆนะเกิดเป็น 5 ปุ่ม ต่อจากนั้นก็มี ผม ขนและเล็บเกิดขึ้น มารดา ของสัตว์ในครรภ์บริโภค ข้าว น้ำ โภชนาหารอย่างใด สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ก็เลี้ยงอัตภาพอยู่ด้วยอาหารอย่างนั้น”

ที่มา :พระไตรปิฎก(มจร.) เล่มที่ ๑๑ หน้า๑๐๗ , เล่มที่ ๑๕ หน้า ๒๓๘

ซึ่งในคัมภีร์อรรถกถา อธิบายเพิ่มเติมในเรื่องนี้ว่า

ระยะแรกที่ยังเป็น “กลละ”นั้น หมายความว่าสัตว์ที่เกิดในครรภ์มารดา อวัยวะทุกส่วนมิใช่เกิดพร้อมกันทีเดียว แท้ที่จริงแล้วค่อยๆวิวัฒนาการขึ้นทีละน้อยตามลำดับ โดยระยะ แรกอยู่ในสภาพเป็นกลละ ก่อน กลละก็คือ น้ำใสๆ มีสีคล้ายเนยใสขนาดเท่าหยาดน้ำมันงา ซึ่งติดอยู่ที่ปลายด้ายที่ทำจากขนแกะแรกเกิด ในกลละนั้น มีเค้าโครงของกายภาพอยู่ด้วยแล้ว 3 อย่างได้แก่

1. กายทสกะ (โครงสร้างทางร่างกาย)

2. วัตถุทสกะ (โครงสร้างทางสมอง)

3. ภาวทสกะ (โครงสร้างเพศ)

หลังจากนั้นก็จะพัฒนาร่างกายขึ้นไปในลำดับต่อไปซึ่งช่วงเวลาที่นับเป็นกลละนี้จะนับตั้งแต่ปฏิสนธิร่างกายและวิญญาณไปได้ 7 วัน

ระยะที่สอง เรียกว่า “อัพพุทะ”ซึ่งวิวัฒนาการเพิ่มขึ้นเป็นน้ำขุ่นข้น มีสีคล้ายน้ำล้างเนื้อแล้วค่อย ๆพัฒนาการมาเป็นชิ้นเนื้อเมื่อเวลาผ่านไปได้อีก 7 วัน อัพพุทะเกิดการแข็งตัวกลาย เป็นชิ้นเนื้อสีแดง มีลักษณะคล้ายเนื้อแตงโมบด

จากชิ้นเนื้อสีแดงก็จะกลายมาเป็นก้อนเนื้อ ครั้นเป็นชิ้นเนื้อได้ 7 วันแล้ว ชิ้นเนื้อนั้นก็เกิดการแข็งตัวขึ้นกลายเป็นก้อนเนื้อทรงกลมคล้ายไข่ไก่จากก้อนเนื้อก็จะกลายเป็น 5 สาขาหรือ 5 ปุ่ม ปุ่มเหล่านั้นจะกลายเป็นศีรษะ 1 แขน 2 ข้าง และ ขา 2 ข้าง

เมื่อเวลาผ่านไปในสัปดาห์ที่ 6 ก็จะเกิดเค้าโครงตา (จักขุทสกะ) สัปดาห์ที่ 7 ก็จะเกิดเค้าโครงหู (โสตทสกะ)พอสัปดาห์ที่ 8 เกิดเค้าโครงจมูก(ฆานะทสกะ) สัปดาห์ที่ 9 เกิดเค้าโครงลิ้น (ชิวหาทสกะ)

ดังนั้นตั้งแต่แรกถือปฏิสนธิจนกระทั่งถึงเวลาเกิดอวัยวะ คือ ตา หู จมูก รวมเวลาทั้งสิ้น 9 สัปดาห์และจากสัปดาห์ที่ 9 ไปจนถึงสัปดาห์ที่ 42 องค์อวัยวะต่างๆก็จะเกิดขึ้นครบ คือ ผม ขน เล็บ หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม ตับ พังผืด ไต ปอด ลำไส้ใหญ่,ลำไส้น้อย,อาหารใหม่,อาหารเก่าในขณะที่อวัยวะหลักต่างๆเกิดขึ้นนั้นอวัยวะปลีกย่อย ต่างๆ ของร่างกายก็เกิดขึ้นพร้อมกันด้วย

จะเห็นได้ว่าพระพุทธองค์นั้นท่านสามารถจำแนกแยกแยะองค์ความรู้ที่เราเพิ่งจะร่ำเรียนกันมาไม่กี่ร้อยปีในวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้ตรงกันคือ ระบุไว้ชัดเจนในอรรถกถานี้ว่า เมื่อครบ 9 สัปดาห์ (อายุครรภ์โดยประมาณ 2 เดือน) ตั้งแต่ปฏิสนธิมนุษย์ก็มีความสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว

 

นอกจากนี้พระองค์ยังกล่าวไปถึงเรื่องของ “จิต” ที่ตายแล้วมาเกิดใหม่เอาไว้อย่างชัดเจน

คือทันทีที่จิตได้จุติแล้ว คือตายแล้วมาเกิดขึ้น ปฏิสนธิจิตเกิดความติดต่อกันทันทีไม่ขาดสาย เหมือนน้ำที่ไหลติดต่อกันในลำธารไม่มี อะไรมาคั่นกลาง แม้ว่าจะตายที่หนึ่งแล้วไปเกิดใหม่อีกที่หนึ่งที่มีความห่างไกลกัน จิตขณะจุติและปฏิสนธิก็จะดับและเกิดใหม่ติดต่อกันเพราะจิตนั้นมีความเกิดดับรวดเร็ว เพียงชั่ววินาทีเดียวจิตก็สามารถเกิด-ดับถึงได้ถึงแสนโกฏิครั้ง

ฉะนั้นทันทีที่เกิด “จิตจุติ” ขึ้น จิตที่สืบติดต่อกันนั้นก็ต้องเป็นปฏิสนธิจิตด้วยอำนาจของกรรมเป็นตัวสั่งการ เมื่อปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นแล้วดับไป ภวังคจิตเกิดขึ้นสืบต่อทันที ต่อไปจนถึงภวังคจลนะ จากนั้นก็กลายเป็น “ภวังค์คุปปัจเฉทะ” เป็นการตัดกระแสภวังค์เดิมเพื่อรับรู้อารมณ์ใหม่ต่อไปอีก

ดังนั้นตั้งแต่เวลาที่เกิดการปฏิสนธิเป็นต้นไป ทั้งที่ไม่สามารถมองเห็นหรือส่องกล้องดูได้เพราะยังเป็นน้ำใสคือเป็นกลละอยู่ตามที่เราเคยเข้าใจว่าเป็นเพียง “ก้อนเลือด”  แต่สัตว์นั้นก็มี “จิต”, มี “เจตสิก” (อาการแห่งจิต) และรูปร่างอยู่พร้อมเพรียง อารมณ์ก็เกิดได้ แต่ก็ยังเป็นอารมณ์ที่อ่อนมาก เพราะเพิ่งจะได้ตั้งต้นเป็นพลังงานของกรรมเพิ่งเริ่มวางรากฐาน อารมณ์ที่เกิดขึ้นของจิตนั้นก็เหมือนกับเรา หลับๆ ตื่นๆ หรือฝันไปดีบ้างร้ายบ้างเป็นไปตามอำนาจของกรรมที่ได้สั่งสมมา เมื่อตื่นขึ้นก็เล่าความฝันไม่ค่อยถูก

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ เวลานี้ผู้ใดที่ได้ไปทำการฆ่าหรือประหารเด็กในครรภ์ที่เราเรียกว่า “การทำแท้ง” ก็ได้ชื่อว่าฆ่ามนุษย์แล้วโดยสมบูรณ์เพราะมนุษย์นั้นเกิดทันทีขึ้นตั้งแต่การปฏิสนธิแรกของสเปริ์มและรังไข่นอกจากนั้นยังเป็นการจุติและเกิดใหม่ของดวงจิตและวิญญาณอีกด้วย

Read Full Post »

รู้ทันเจ้ากรรมนายเวรคำว่า “เจ้ากรรมนายเวร”  นี้เป็นที่คุ้นหูในหมู่ชาวพุทธอยู่แล้ว แม้แต่ในวงการบันเทิงก็ยังมีบทประพันธ์ที่นำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ให้เห็นถึงที่มาที่ไปและลักษณะของเจ้ากรรมนายเวรที่มีความแตกต่างกัน แต่เรื่องที่จะสามารถปลงใจเชื่อได้หรือไม่ว่า “มีอยู่จริงหรือไม่” นั้นเป็นเรื่องทัศนคติและความเชื่อของแต่ละบุคคล

ผู้เขียนขอยกเอาบทพระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ที่พระองค์ท่านได้ประพันธ์ไว้ในหนังสือ “อำนาจที่ยิ่งใหญ่แห่งกรรม” ที่มีบทอธิบายถึงเจ้ากรรมนายเวรว่ามีจริงหรือไม่ดังต่อไปนี้

“อันกรรมไม่ดีนั้น มีคู่ที่มักจะใช้ด้วยกันคือมีความหมายไปในทางที่ไม่ดีคือคำว่า “เจ้ากรรมนายเวร” ผู้ที่มีสัมมาทิฐิย่อมไม่ปฏิเสธความเชื่อที่มีอยู่ว่าเจ้ากรรมนายเวรนั้น “มี” ไม่ใช่ไม่มี

 

เจ้ากรรมนายเวรนั้นคือ “ผู้ที่ถูกทำร้ายก่อนและผูกอาฆาตจองเวร” หากไม่มีอาการอาฆาตจองเวรก็ไม่ถือว่าเป็นเจ้ากรรมนายเวรเขาย่อมเป็นผู้ไม่คิดร้าย ไม่ติดตามทำร้ายให้เป็นการตอบสนองหรือที่เรียกกันว่าแก้แค้น

 

ผู้ที่มีสัมมาทิฐิหรือมีความเห็นชอบแม้จะมองไม่เห็นหน้าตาของเจ้ากรรมนายเวรแต่ก็ย่อมไม่ประมาทและย่อมไม่เห็นเป็นความเหลวไหลไม่มีเหตุผล เหตุที่เรามีเจ้ากรรมนายเวรก็เพราะ เราต่างก็มีภพชาติมานับไม่ถ้วนในอดีต ต่างก็ทำกรรมดีและไม่ดีเอาไว้นับไม่ถ้วนในภพชาติทั้งหลายนั้น เจ้ากรรมนายเวรที่ได้ไปก้ำเกินเบียดเบียนทำร้ายไว้ ก็ย่อมมีไม่น้อยเช่นกัน

 

ทำนองเดียวกันกับผู้ที่เป็นบิดามารดาบุพการี หรือผู้มีพระคุณก็ต้องมีมากมาย แม้ชาตินี้ไม่อาจจะล่วงรู้ได้ว่าเป็นใครต่อใครบ้าง แต่ก็จงพึงยอมรับว่า เจ้ากรรมนายเวรมีอยู่ในภพภูมิที่พ้นความรู้เห็นของผู้ไม่มีความสามารถและทั้งในภพภูมิเดียวกันกับเราทั้งหลายนี้ด้วย

 

ทั้งเจ้ากรรมนายเวรและผู้มีพระคุณนั้น เมื่อจะทำการขอโทษท่านก็ต้องพึงทำเช่นเดียวกับเมื่อการที่เราจะตอบแทนบุญคุณของผู้มีพระคุณ คือการทำบุญทำกุศลด้วยความตั้งใจจริงที่จะอุทิศให้แล้วก็ตั้งใจจริงที่จะบอกกล่าวให้รับรู้ ให้ยอมรับความเจตนาอันจริงใจที่จะขอโทษและตอบแทน

 

การตอบแทนและการบอกกล่าวด้วยความจริงใจเช่นนี้ ต่อให้ผู้ที่ไม่มีตัวตนปรากฏให้เห็น นั้นเราไม่เรียกว่า ความหลง ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล แต่เป็นการปฏิบัติตนที่ถูกต้องและจะได้ผลอาจนำพาให้พ้นมือแห่งกรรมไม่ดีที่ตามอยู่ได้”

จากบทนิพนธ์อธิบายนี้ คงจะทำให้ทุกท่านพอมองภาพออกแล้วว่า เจ้ากรรมนายเวรคืออะไร ซึ่งจะขออนุญาตสรุปและจำแนกทั้งความหมายรวมไปถึงลักษณะของเจ้ากรรมนายเวรให้ทำความเข้าใจได้ง่าย ๆตามหลักของครูบาอาจารย์ตั้งแต่ครั้งโบราณกาลให้รับทราบดังนี้

เจ้ากรรมนายเวรนั้นหมายถึง ผู้ที่ถูกเราทำร้ายก่อนไม่ว่าจะเป็นสรรพสัตว์ชนิดใด คนนั้นอยู่ในประเภทเดียวกับสัตว์ด้วย   และผู้ที่ถูกทำร้าย ทำลายขามีจิตที่อาฆาตต่อเราและต้องการให้เราได้ชดใช้ผลกรรมที่เราเคยทำกับเขาไว้

การเกิดขึ้นของเจ้ากรรมนายเวรเกิดขึ้นเพราะการเวียนว่าย ตาย เกิดของสิ่งมีชีวิตทั้งปวงที่ยังไม่พ้นทุกข์นี้ เราทุกคนนั้นต่างก็เคยเกิดและตายมีภพชาติมานับไม่ถ้วนในอดีต ต่างก็ได้ทำทั้งกรรมดีและไม่ดีเอาไว้แบบนับไม่ถ้วนในภพชาติทั้งหลายนั้น เจ้ากรรมนายเวรเกิดขึ้นเนื่องจากเราได้ไปเบียดเบียนทำร้ายไว้ก่อนไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

เจ้ากรรมนายเวรมี 2 ลักษณะคือ เจ้ากรรมนายเวรที่มองเห็น และเจ้ากรรมนายเวรที่มองไม่เห็น หรือบางตำราอาจจะเรียกแตกต่างกันไปว่า เจ้ากรรมนายเวรที่มีชีวิตและเจ้ากรรมนายเวรที่ไม่มีชีวิตก็ได้

เจ้ากรรมนายเวรที่มองเห็นหรือเจ้ากรรมนายเวรที่มีชีวิตนั้น มีความหมายว่าอยู่ “ในภพภูมิเดียวกับเรา” เป็นผู้ที่มาสร้างความเดือดร้อนให้กับเราได้ทางใดทางหนึ่งอาจเป็นได้ทั้ง พ่อแม่บุพการี,ลูกหลาน ที่สร้างแต่ความทุกข์ใจและกายให้เกิดขึ้นกับเราโดยตลอด หรือ เพื่อนฝูงคนรู้จักที่คอยมาเบียดเบียนทำร้ายให้สูญเสียให้บาดเจ็บ ในลักษณะต่าง ๆหรืออาจเป็น สัตว์เดรัจฉานที่มีชีวิตแล้วเข้ามาทำร้ายเราให้ได้รับบาดเจ็บให้พิการหรือแม้กระทั่งถึงตาย ก็เป็นไปได้เช่นกัน

เจ้ากรรมนายเวรที่มองไม่เห็นหรือเจ้ากรรมนายเวรที่ไม่มีชีวิตนั้น มีความหมายว่า “เป็นผู้ที่อยู่ต่างภพภูมิกับเรา” หรืออมนุษย์ เป็นสิ่งที่มองด้วยตาเนื้อไม่เห็น แต่ก็เป็นผู้ที่จะมาสร้างความเดือดร้อนให้เราได้ทางใดทางหนึ่ง ซึ่งวิธีการที่เขาจะก่อความเดือดร้อนให้เรานั้นอาจเป็นเรื่อง “เหลือวิสัย”ของมนุษย์ธรรมดาจะรับรู้ได้  ซึ่งถ้าไม่สามารถทำกับเราโดยตรงได้ เขาอาจจะใช้วิธีดลจิตดลใจให้เราเผลอกระทำความชั่วให้ได้รับความลำบากแห่งผลกรรมชั่ว สร้างอุปสรรคใด ๆให้เกิดขึ้นอย่างที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับเราได้แต่ก็เกิดขึ้น ฯลฯ

และสุดท้ายคือ เรื่องการ “ขอโทษหรือขออภัยกับเจ้ากรรมนายเวร” เมื่อจะทำการขอโทษเจ้ากรรมนายเวรเหล่านั้น ก็ต้องทำด้วยวิธีการเช่นเดียวกับเมื่อการที่เราจะตอบแทนบุญคุณของผู้มีพระคุณ คือการ      “ทำบุญทำกุศล” ด้วย “ความตั้งใจจริงที่จะอุทิศให้” แล้วก็ “ตั้งใจจริงที่จะบอกกล่าวให้รับรู้” ให้เจ้ากรรมนายเวรเหล่านั้นยอมรับความเจตนาอันจริงใจที่จะขอโทษและตอบแทนเขาด้วยคุณงามความดีด้วยความสุขที่เราตั้งใจจะมอบให้อันเป็นผลเกิดขึ้นจากการสร้างบุญกุศลและคุณงามความดีเหล่านั้น

ดังนั้นหากกล่าวถึงในประเด็นหลักของหนังสือเล่มนี้ที่ว่าด้วยการทำแท้ง เด็กที่ถูกทำแท้งหรือถูกฆ่าตั้งแต่อยู่ในครรภ์ก็กลายเป็นเจ้ากรรมนายเวรของผู้ที่ทำแท้งไปเรียบร้อยแล้ว กลายเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่ไม่มีชีวิตหรือเจ้ากรรมนายเวรที่อยู่ต่างภพภูมิ

 

ย่อมผูกจิตอาฆาตต่อผู้สร้างกรรมไว้และเขาจะกระทำความเดือดร้อนให้แก่ผู้ที่ฆ่าเขาให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างแน่นอนจนกว่าจะเขาจะให้อภัย และการที่เขาจะให้อภัยได้ก็ต้องได้รับบุญกุศลที่ผู้ที่ทำแท้งนั้นได้ทำบุญอุทิศบุญไปให้และแสดงความจริงใจในการบอกกล่าวให้เขารับรู้

ในเรื่องของการให้อโหสิกรรมนั้น ล้วนขึ้นอยู่กับเจ้ากรรมนายเวรทั้งสิ้น เขาจะให้อโหสิกรรมหรือไม่ให้เป็นสิทธิ์ของเขา ไม่มีใครไปบังคับเขาได้ เพราะเขานั้นเป็นผู้ที่ถูกกระทำ เป็นผู้เสียหาย เป็นผู้ที่ตายเหมือนกับที่คนเรานั้นเป็นหนี้ เจ้าหนี้เขาจะยกให้หรือไม่ยกหนี้ให้อยู่ที่เขาทั้งสิ้น ลูกหนี้ไม่มีสิทธิ์ไปคิดเองเออเองว่า เขาต้องยกโทษให้วันนี้หรือพรุ่งนี้ และที่คนทำแท้งแม้จะปฏิบัติธรรม ทำบุญมาก อุทิศไปให้เขาตลอดเวลาแล้วทำไมชีวิตยังไม่ดีขึ้นนั้นมีอยู่ 3 สาเหตุคือ

สาเหตุที่หนึ่ง  เจ้ากรรมนายเวรเขายังไม่พอใจในสิ่งที่เราชดใช้หรือยังอาฆาตอยู่แรงมาก

สาเหตุที่สอง มีการทำแท้งหลายครั้งหลายหน แม้ว่าเจ้ากรรมนายเวรรายหนึ่งจะยอม อาจจะมีอีกหลายเจ้ากรรมนายเวรเจ้าอื่นเขายังไม่ยอม

สาเหตุที่สาม อาจจะมีผลกรรมในเรื่องอื่นนั้นมาส่งผลอยู่ด้วย แม้จะหมดกรรมในเรื่องการทำแท้งแล้วก็ตาม รวมถึงการประพฤติในปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นซึ่งจะทำให้เกิดสุขได้ เช่น ยังขี้เกียจ ยังผิดศีล ยังไม่ทำเหตุและปัจจัยตรงกับผลที่อยากได้ อยากมี ซึ่งต้องพิจารณาไปทั้ง 3 อย่างประกอบกันด้วย

ซึ่งครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า การทำแท้งนั้นทำให้เด็กนั้นกลายเป็นดวงวิญญาณเด็กที่ต้องเร่ร่อนไปเกิดที่ไหนไม่ได้ เขาจะเกาะติดอยู่กับแม่ตลอดเวลา เมื่อแม่เข้าบ้านเขาก็เขาไปไม่ได้เพราะเจ้าที่เจ้าทางเขาไม่อนุญาตให้เข้าไป ก็ต้องเกาะอยู่ตามหน้ารั้วบ้าง ตามต้นไม้ตามเสาบ้าง รอให้แม่ออกมาก็เกาะใหม่

ซึ่งในระหว่างนั้น เขาอาจจะต้องเจอกับดวงวิญญาณที่เป็นสัมภเวสีเหมือนกันแต่เป็นผู้ใหญ่กว่า มารังแกหรือคอยทำร้ายเขา ซึ่งต้องมีจำนวนมากอยู่แล้วในสถานที่แห่งหนึ่งไม่ว่าที่ไหนก็ตาม ถ้าเป็นอย่างนั้นเมื่อเขาถูกแกล้ง ถูกทำร้าย และไม่มีโอกาสที่จะรับส่วนบุญได้เพราะอาจจะโดนวิญญาณอื่นแย่งไป เขาย่อมจะโกรธแค้นคนที่ทำให้เขาตายก็คือ คนที่เป็นแม่เป็นอย่างมากและรองลงมาก็คือ พ่อหรือผู้ชายที่ทำให้เขาได้ปฏิสนธิ

รวมถึงหมอเถื่อนและไม่เถื่อน คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดที่เขาจะอาฆาตอย่างแรง และจะทำทุกวิถีทางให้คนเหล่านี้ต้องได้รับทุกข์เหมือนกับเขาที่ได้รับอยู่ จนกว่าเขาจะคลายความโกรธ ความอาฆาตลงและเมื่อเขาได้รับสิ่งที่เขาพอใจซึ่งส่วนมากก็คือ บุญกุศลที่บริสุทธิ์

หรือบางดวงวิญญาณก็ยังต้องการบางอย่างที่เป็นวัตถุทานเช่น ข้าวปลาอาหาร นม ของเล่น เสื้อผ้า ซึ่งต้องทำให้ตรงกับจริตของเขา ดวงวิญญาณนั้นถึงจะพอใจเลิกราไป แต่เวรนั้นระงับก็จริง แต่กรรมนั้นไม่ได้ระงับไปด้วย ก็คงยังต้องส่งผลตามกรรมนั้น การที่จะทำให้ทุกข์น้อยลงหรือสุขมากขึ้น เจริญขึ้นก็ต้องเร่งสร้างบุญกุศลหนีกรรมชั่วนั้นไม่ให้ส่งผล

ซึ่งก่อนจะอธิบายถึงวิธีการสร้างบุญและการอุทิศบุญไปให้เขานั้นว่าจะมีวิธีการอย่างไร ขอให้มาทำความรู้จักกับ วิบากกรรมที่เกิดจากการทำแท้งเสียก่อนว่าเป็นกรรมหนักในลักษณะใด มีผลอย่างไรและมีใครบ้างที่มีส่วนร่วมในการสร้างกรรมลักษณะนี้

Read Full Post »

เข้าใจเรื่อง กฎแห่งกรรม

หลักของกฎแห่งกรรมนั้น เป็นส่วนหนึ่งของกฎธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และดำรงอยู่แล้วมาตั้งแต่มีโลกนี้ ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบด้วยการตรัสรู้ ด้วยพระเมตตาพระมหากรุณาแก่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งปวงในโลก พระพุทธองค์จึงทรงนำเรื่องของกฎแห่งกรรมนี้มาสั่งสอน เพื่อให้เหล่ามนุษย์และอมนุษย์ทั้งหลาย จะได้รู้วิธีพาตนเองออกจากทุกข์ได้จริง

กฎแห่งกรรมนี้เป็นเรื่องสำคัญมากอัน เพราะกรรมนั้นเป็นต้นเหตุแห่งการเวียนว่าย ตาย เกิดมีปรากฏอย่างชัดเจนเป็นพุทธวจนะของพระพุทธองค์ว่า “กัมมุนา วัตตะตีโลโก” หรือสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม อันแปลความได้ง่ายและชัดเจนที่สุดว่า “บุคคลทำกรรมใดไว้แล้วไม่ว่ากรรมดีก็ตาม กรรมชั่วก็ตาม เขาย่อมต้องรับผลแห่งกรรมนั้น

แต่แม้ว่าพุทธวจนะของพระพุทธองค์แม้เมื่อได้กล่าวเช่นนี้แล้วก็ตาม ก็ยังมีความสับสนและเข้าใจไขว้เขวกันมากมายเพราะคนส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรม ก็มักจะมองถึง “ผลแห่งกรรมที่ได้รับ”นั้นเป็นตัวตั้งก่อน โดยไม่ค่อยมองกันที่เหตุ ทำให้ไขว่เขวจนอาจจะหลงผิด นึกไปเองว่า กฎแห่งกรรมนั้นไม่มีจริง เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาหลอกให้คนกลัวกัน

เพราะไปเห็นว่า ในบางคนที่กำลังทำชั่วอยู่ ทำไมเขากลับได้รับความสุขได้รับผลดีตอบแทนมากมาย มี ลาภ ยศ สรรเสริญหลั่งไหลเข้ามาในชีวิต หรือแม้จะไม่มีสิ่งที่เป็นสุขเข้ามาชีวิตก็ยังไม่เดือดร้อนอะไร สามารถใช้ชีวิตไปได้ตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแม้จะได้ทำกรรมชั่วหนัก ๆไว้ก็ตาม

แต่ตรงกันข้ามกับคนที่กำลังประกอบคุณงามความดีอย่างสม่ำเสมอ ทำบุญมากมายมหาศาลประเภทขวนขวายทำไม่ยอมหยุดพัก  ไกลแค่ไหนก็จะดั้นด้นไปทำบุญ ชีวิตกลับได้รับความทุกข์ทรมานต่าง ๆ มีผลไม่ดีเกิดขึ้นมากมาย ทำให้เสียทรัพย์ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทาว่าร้ายสบประมาทหรือได้รับความเจ็บไข้ได้ป่วยเข้ามาในชีวิต

 

การที่มองเห็นเช่นนี้…เป็นการมองไม่ตลอดสาย

คนที่เราเห็นว่าดีนั้นในอดีตชาติของเขาอาจจะเคยทำกรรมไม่ดีมามากมาย คนที่เราเห็นว่าเป็นคนชั่วกลับได้ดีมีสุข ในอดีตชาติเขาอาจจะสร้างบุญใหญ่มาก่อน และต้องเข้าใจเสียก่อนว่า กรรมนั้นที่ทำมาไม่ว่าจะเป็นกรรมชั่วหรือกรรมดี เมื่อถึงเวลาต้องส่งผลก็ต้องส่งผลไม่มีอำนาจใดมาห้ามได้

แต่คนที่จะมองเห็นตลอดสาย ตลอดชาติของอดีตชาติของเหล่าสรรพสัตว์ได้มีเพียงผู้เดียวในโลกก็คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น  สำหรับครูบาอาจารย์บางท่านที่มีอภิญญาชั้นสูงนั้น ท่านก็เพียงแต่รู้ในบางอดีตชาติของคนเท่านั้น ท่านมองไม่เห็นทุกชาติ และถ้าท่านมีเมตตาท่านก็จะบอกเป็นบางคนสำหรับเพื่อช่วยคลายทุกข์ แต่ท่านไม่ได้มีหน้าที่อะไรในเรื่องนี้ ไม่ใช่กิจของท่านและเชื่อว่าท่านเองก็คงไม่อยากรับรู้กรรมของใครเท่าใดนัก

การมองไม่ตลอดสาย อาจจะยกตัวอย่างให้เข้าใจ เหมือนผู้ร้ายคนหนึ่งได้ไปฆ่าคนตายมา แล้วหนีมาอยู่อีกจังหวัดหนึ่งที่ไม่มีใครรู้จักเลย เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนเสียงเสีย เพื่อไม่ให้คนรู้เบื้องหลัง  พอมาอยู่จังหวัดนี้เขาก็เปลี่ยนพฤติกรรมกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี ขยันทำมาหากิน จนมีฐานะร่ำรวยมีแต่คนยกย่อง

อยู่มาวันดีคืนดี ตำรวจที่เขาทำคดีนี้อยู่ก็สืบรู้ว่า เจ้าคนร้ายคนนี้แอบหนีมาอยู่ที่จังหวัดนี้ จึงตามมาจับตัวไปลงโทษ คนที่อยู่ในจังหวัดนี้ก็โวยวายว่า ตำรวจจับผิดตัวแล้ว ทำไมมาจับคนดีๆ ซึ่งในความเป็นจริง คนดีที่เขาเห็นแค่ในเวลาสั้นๆ นั้นเคยเป็นคนร้ายก่อกรรมทำเข็ญเอาไว้ ก็ต้องได้รับโทษ

อย่างนี้เรียกว่า คนที่จังหวัดนั้นมองไม่ตลอดสาย ไม่รู้ที่ไปที่มาจึงมักสรุปเอาเองเท่าที่ตาตัวเองเห็น เหมือนกับตัวเราทุกคนที่เกิดมาในชาตินี้ อาจจะทำอะไรไว้มากมายในชาติที่แล้วมา อาจจะเป็นร้อยชาติพันชาติในอดีต พอมาชาตินี้มีชื่อใหม่ ร่างกายใหม่ แต่จิตเดิมเป็นจิตเดียวกันกับที่เคยทำกรรมมา กรรมทุกอย่างที่เคยทำนั้นถูกบันทึกไว้ที่จิตไม่ว่ากรรมดีและกรรมชั่ว  (โดยเฉพาะกรรมชั่วที่เจ้ากรรมนายเวรเขาตามมารังควานเขาจึงตามที่จิตเดิม ไม่ได้ตามที่ร่างกายที่เปลี่ยนไป ต่อให้ไปเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุลเป็นพันครั้ง ทำศัลยกรรมจนจำตัวเองไม่ได้ เจ้ากรรมนายเวรเขาก็ตามเจอ)

แต่ชาตินี้ไม่รู้เรื่องซึ่งก็คือจำไม่ได้ว่าไปทำอะไรมาแล้วบ้างในอดีตชาติ พอกรรมนั้นมาส่งผลจึงโวยวายว่าทำไมตนเองถึงโชคไม่ดีเลย ทำไมต้องมารับผลกรรมทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำเลยในชาตินี้ ซึ่งความจริงเคยทำแต่จำไม่ได้ แต่กรรมนั้นเขาตามพบแน่นอน

เพราะกรรมนั้นทำตามหน้าที่ของกฎแห่งกรรม ที่ต้องส่งผลตามหน้าที่  ตามลำดับ ตามเวลา ไม่มีการยกเว้นใครหน้าไหนทั้งสิ้น เหมือนกับกฎหมายที่ต้องลงโทษคนที่เคยไปฆ่าคนตาย แต่กฎแห่งกรรมนั้นเที่ยงตรงกว่ากฎหมายหลายเท่านัก

แต่กฎหมายยังมีการเปลี่ยนแปลงไปได้เพราะตั้งขึ้นมาด้วยน้ำมือมนุษย์ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดเวลา แต่กฎแห่งกรรมนั้นมาจากฎธรรมชาติ หลักการเป็นอย่างไรก็ว่าไปตามนั้นไม่มีเปลี่ยนแปลง แม้จะทำดีแค่ไหน กรรมดีก็ต้องอยู่ในส่วนของกรรมดี กรรมชั่วก็ต้องอยู่ในส่วนของกรรมชั่วไม่มีมาปะปนกันหรือมาหย่อนโทษอะไรให้ ไม่มีอำนาจใดมาเบี่ยงเบนได้

หวังว่าจะพอเข้าใจในเรื่องการมองไม่ตลอดสายแล้วว่า ทำไมคนชั่วถึงได้รับความเจริญในชาตินี้ และคนที่เราเห็นว่าดีทำไมถึงต้องพบกับเรื่องร้ายๆ ตลอดชีวิต

ด้วยความสลับซับซ้อนดังกล่าวของกฎแห่งกรรมนี้ อาจจะทำให้ผู้รับผลของกรรมที่ยังขาดความรู้ขาดความเข้าใจนั้น อาจจะเกิดความสับสนว่าสิ่งที่ตนได้กระทำลงไปนั้นมีผลจริงหรือไม่ พอไม่เข้าใจจึงหลงผิด คิดเอาเองว่าบางครั้งลงมือทำสิ่งที่เป็นความชั่ว ก็นึกว่าไม่ใช่ความชั่ว กว่าจะรู้ตัวก็มักจะสายเกินแก้ไปเสียแล้ว

หรือในคนชอบทำกรรมชั่ว แต่ชีวิตยังดีมีเงินทองมีอะไรมากมาย ก็นึกว่าสิ่งที่ตนทำชั่วนั้น ไม่มีผลอะไรก็เลยประมาทในการสร้างบุญและละเว้นการทำชั่ว แต่ในความเป็นจริงแล้ว กรรมชั่วใด ๆ ก็ตามที่เรากำลังทำอยู่นั้น ผลกรรมมันยังไม่ทันให้ผลในเวลานั้นเท่านั้นเอง หรืออาจะเป็นเพราะกรรมดีที่เขาเคยทำเอาไว้ก่อนนั้นมาให้วาระผลก่อนในขณะที่คน ๆนั้นกำลังกระทำความชั่วอยู่จึงมองดูเหมือนว่า เขา “ทำชั่วแล้วได้ดี” หรือ ทำชั่วแล้วผลชั่วไม่เกิดนั่นเอง

สำหรับ การทำแท้งที่กำลังจะพูดถึงอย่างละเอียดในหนังสือเล่มนี้  เป็นสิ่งที่มีปัญหามากในสังคม คนที่ยังหลงผิด ไม่รู้ผลกรรมที่หนักหน่วงที่ต้องได้รับทั้งในชาตินี้และในชาติต่อไป จนคิดว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ที่ใคร ๆ เขาก็ทำกันถ้ายังไม่พร้อมที่จะมีลูก  คิดไปว่าทำแล้วไม่มีผลอะไรดีเสียอีกแก้ปัญหาได้  (ซึ่งก็คือ กรรมนั้นอาจจะไม่ถึงเวลาส่งผล หรือมีกรรมดี กรรมเก่ากำลังส่งผลอยู่) เลยทำให้ไม่รู้สึกว่าผิด ทำแล้วก็ยังทำอีก จนเมื่อถึงเวลาที่วิบากกรรมไม่ดีในเรื่องนี้มาส่งผลทำให้ชีวิตมีแต่เรื่องร้ายๆ มีแต่อุปสรรคที่เข้ามาจึงเข้าใจ เสียใจในสิ่งที่ตนเองเป็นผู้กระทำ

ซึ่งอย่างที่บอกต้องรู้และเข้าใจในเรื่องกรรมเสียก่อน ถึงจะรู้ซึ้งถึงกฎแห่งกรรม ก่ออื่นจะขออนุญาตอธิบายง่ายๆ ถึงกรรมที่จะส่งผลตามหลักของกฎแห่งกรรม ที่แบ่งตามกาลเวลาที่ให้ผลซึ่งมี 4 ประการนั่นคือ

 

1. กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน (ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม) เช่น เมื่อไปทำกรรมใด ๆ มาก็เห็นผลทันตาเห็นในภพชาตินั้นเลย เช่น ไปบริจาคทานมาด้วยกำลังทรัพย์ที่มากและสม่ำเสมอก็มีเหตุให้ใจนั้นมีความสุข ทำอะไรก็เจริญรุ่งเรืองเพราะใจนั้นมีฤทธิ์ ใจนั้นมีกำลัง ด้วยอานิสงส์แห่งกรรมดีที่ทำนั้น อาจจะทำให้มีโชคลาภ รวยแบบทันตาเห็น

หรือไปทำกรรมชั่ว เช่น ไปฆ่าคนตายมา ในกรรมแรกที่ได้รับใจก็เป็นทุกข์ทรมาน ต้องคอยหลบหนีการตามล่าทั้งจากตำรวจ จากเจ้าทุกข์ กรรมต่อมาก็ต้องถูกเขาจับไปติดคุกติดตะรางหรือประหารชีวิต ให้รับผลที่ทำมา ซึ่งเห็นผลกันในชาตินี้ทันทีเช่นกัน

 

2. กรรมที่ให้ผลในชาติถัดไปจากชาติปัจจุบัน ( อุปัชชเวทนียกรรม) กรรมในลักษณะนี้เป็นคำตอบของคำถามของผู้ที่มองผลของกรรมเป็นหลักว่าทำดีทำไมไม่ได้ดี ทำชั่วทำไมไม่ได้ชั่วให้เห็นกันเลย ก็เพราะระยะเวลาแห่งการส่งผลนั้นให้ผลในชาติถัดไป

เช่น ในชาตินี้เกิดมาร่ำรวยมากแต่มีความตระหนี่ถี่เหนียวมาก ไม่เคยทำบุญให้ทาน ประกอบอาชีพเอารัดเอาเปรียบคนเป็นจำนวนมากหรือประกอบอาชีพทุจริตมามาก แม้ในชาตินี้ไม่เห็นผลคือไม่ได้รับความลำบากทุกข์ร้อนใด ๆ แต่ผลกลับไปปรากฏในชาติหน้า ต้องเกิดมาเป็นคนยากจน และต้องได้รับกรรมที่ทำมาแน่นอน

กรรมที่ส่งผลแน่นอนในชาติติดกันนั้นคือ “กรรมหนัก”หรือครุกรรม ที่มีทั้งกรรมหนักฝ่ายดีและกรรมหนักฝ่ายไม่ดีหรือกรรมชั่ว เป็นกรรมที่พลังอำนาจมากให้ผลก่อนกรรมอื่นๆ และไม่มีกรรมใดมาขวางกั้นได้ มีพลังแรงอย่างทันตาเห็นในชาติปัจจุบันและสามารถส่งผลถึงชาติหน้าที่ติดกันได้

นอกจากกรรมหนักที่กล่าวไปแล้วยังมีอีกหลายกรรมที่ส่งผลในชาติติดกัน ที่มาจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตผู้อื่น ทำให้คนที่เคยทำแท้งมาในอดีตชาติ หรือเคยฆ่าลูกมา พอมาเกิดในชาตินี้ถึงจะยังไม่เคยทำกรรมแบบนั้น แต่ถ้ากรรมชั่วนั้นถึงเวลาส่งผล ก็ต้องได้รับผลกรรมนี้

 

3. กรรมที่ให้ผลหลังจากชาติที่ 3 เป็นต้นไป  (อปราปรเวทนียกรรม) หมายความว่าแม้ในชาติถัดไปยังไม่เห็นผลก็ตามแต่ ผลแห่งกรรมนั้นจะได้ให้ผลอย่างแน่นอนเมื่อ “สบโอกาส” คือถึงเวลาที่เหมาะสมเมื่อใดก็จะให้ผลเมื่อนั้น หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

4. กรรมที่ไม่ให้ผล เลิกแล้วต่อกันไป (อโหสิกรรม) เรียกว่า ผลแห่งกรรมนั้นได้รับผลสนองกันไปแล้วและไม่มีกรรมใด ๆ มาทำให้ผลกรรมส่งผลต่อกันอีก หรือเป็นเพราะกรรมที่ทำไว้นั้นถ้าเป็นกรรมเบาอาจจะไม่ส่งผลก็ได้ หากทำให้กรรมนั้นเป็นอโหสิกรรม

เช่น เมื่อเราประพฤติล่วงเกินผู้อื่นด้วยกาย วาจา หรือใจ แล้วไปขอให้ผู้ที่เราประพฤติล่วงเกินยกโทษให้ เมื่อท่านยกโทษให้แล้วก็ถือว่ากรรมนั้นเป็นอโหสิกรรม ไม่มีความอาฆาตต่อกันอีกและต่างอโหสิกรรมเลิกแล้วต่อกัน  กรรมจึงยุติไม่ให้ผลอีกต่อไปทั้งในชาตินี้และชาติหน้า

และกรรมนั้นจะเป็นอโหสิกรรมได้อีกทาง เมื่อคนที่สร้างกรรมนั้นได้ปฏิบัติธรรมชั้นสูงจนนิพพานไปเลย กรรมก็เลยต้องอโหสิกรรมไปหรือหมดกรรมไปเพราะไม่รู้จะไปส่งผลให้กับใครอีก ดังเช่นพระอรหันต์ที่บรรลุนิพพานแล้ว เพราะพระอรหันต์เป็นผู้หมดบุญหมดบาปแล้ว ไม่มีการรับผลบุญบาปอีก กรรมที่ท่านทำแม้จะเป็นกรรมดีก็เป็นอโหสิกรรมไปโดยปริยาย

จากเหตุผลในเรื่องของระยะเวลาที่ให้ผลของกรรมคงพอจะเป็นคำตอบให้คุณผู้อ่านเข้าใจได้ว่า คนเราทำอะไรลงไปแล้วย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้นอย่างแน่นอน แต่การที่ได้รับผลช้าหรือเร็วเพราะลักษณะของกรรมที่ได้ประกอบเอาไว้

ทางพระพุทธศาสนาสอนให้พิจารณาจาก 3 ปัจจัยประกอบกันคือ วัตถุ ประโยค และเจตนา แห่งกรรม ซึ่งจะขออนุญาตอธิบายให้ทราบดังนี้

 

วัตถุกรรม

หมายถึง คน สัตว์ สิ่งของ หรือเป็นเรื่องราวของตัวที่ทำให้เกิดกรรม ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องของการทำแท้งนี้ถ้า เราได้ทำแท้งลูกซึ่งเป็นผู้ที่มีบุญบารมีมากที่จะได้มาเกิด บาปก็มากตาม หากได้ฆ่าผู้ที่มีบุญน้อยมาเกิดบาปก็น้อยตามลงไป ซึ่งในเรื่องนี้อยู่ที่ผลบุญและกรรมจะกำหนดมา เราไม่อาจจะทราบได้เลยว่าผู้ที่จะเกิดมาเป็นลูกเรานั้น จะเป็นผู้มีบุญมากน้อยแค่ไหน

แต่หากเป็นการฆ่าในกรณีอื่น ๆนั้น ก็ยังพอจะจำแนกเปรียบเทียบให้เห็นชัดง่ายๆ  เช่น คนที่ฆ่าบุคคลที่มีบุญคุณกับตนเอง อย่างฆ่าพ่อแม่ของตนเองก็เป็นกรรมหนักและบาปมากกว่า การเผลอไปฆ่าโจรผู้ร้าย ฆ่าคนบาปมากกว่าฆ่าสัตว์เดรัจฉาน การฆ่าสัตว์เดรัจฉานที่มีคุณ อย่างวัวควายก็บาปมากกว่า สัตว์เดรัจฉานที่ไม่มีคุณและดุร้ายอย่าง พวกงู พวกตะขาบ เป็นต้น

ประโยคกรรม

คำว่า “ประโยค” นั้น แปลว่า “ความพยายามกระทำ” คือ หากยิ่งพยายามในการทำกรรมนั้นเท่าไหร่ก็ยิ่งมีผลมากเท่านั้น เช่นหากเป็นกรรมชั่วที่เกิดจากการพยามที่จะฆ่าผู้อื่น เช่น การฆ่าช้างสักหนึ่งเชือกเพื่อเอางา นั้นต้องใช้ความพยายามมาก ต้องคอยสังเกตจุดตาย การเตรียมอาวุธจะไปฆ่า จะยิงตรงไหน จะฆ่าอย่างไร นี่คือความพยายามในการฆ่า ต่างกับการฆ่าสัตว์เล็ก ๆอย่างมดที่ไม่ต้องใช้ความพยายามมากก็ทำให้มดตายได้

หากเป็นการกระทำความดีก็เช่นเดียวกัน เช่นหากพยายามที่จะทำกรรมดีมากผลแห่งกรรมดีก็มากตาม เช่น เวลาทำบุญก็พยายามตื่นแต่เช้ามาทำอาหารใส่บาตรด้วยตัวเอง ด้วยวัตถุทานบริสุทธิ์ ผู้ให้บริสุทธิ์ผู้รับบริสุทธิ์ ต้องขับรถไปยังวัดที่ตั้งอยู่อยู่ไกลบ้านด้วยความศรัทธา ก็ได้แรงบุญมากกว่าการซื้ออาหารสำเร็จรูปมายืนใส่บาตรหน้าบ้านตอนเช้าแบบสบาย ๆ อย่างนี้

หรือการไปช่วยสร้างพระอุโบสถที่ต้องใช้เวลามาก และเหนื่อยยากกว่าจะสำเร็จได้ แต่ทำแล้วสุขใจสบายใจ บุญที่ได้จะแตกต่างจากคนที่ไปหยอดเงินตามตู้อย่างนี้ เป็นต้น

 

เจตนากรรม

“เจตนา” ก็คือ ความตั้งใจให้เกิดกรรมนั้นเป็นตัวชี้ผลว่ากรรมนั้นจะหนักหรือจะเบา เช่นในเรื่องของกรรมแห่งการทำแท้งนี่เอง ถ้าเจตนาจะทำเพราะจะปัดความรับผิดชอบ ทำเพราะไม่ต้องการให้เด็กเกิดมาเป็นตัวขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของชีวิตตนเอง ย่อมมีเจตนาแรงกว่า คนที่ทำแท้งเพราะมีความจำเป็นต้องรักษาชีวิตของตัวแม่เด็กเอาไว้เนื่องจากสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงจึงจำเป็นต้องทำ หรือเด็กนั้นหลุดไปเองเพราะไม่แข็งแรง หรือทำงานหนักโดยไม่รู้ตัวว่าท้อง หรือเป็นการท้องนอกมดลูกที่เด็กนั้นเจริญเติบโตต่อไปไม่ได้และสลายไปเอง อย่างนี้เป็นต้น

ซึ่งในเรื่องของเจตนาหรือไม่เจตนานี้ จะขอพูดในรายละเอียดที่จะทำให้ทุกท่านเข้าใจแบบครบถ้วนในบทต่อๆ ไป ซึ่งขอแนะนำว่าให้อ่านอย่างละเอียดเพราะสำคัญมาก

และหากว่ากันตามหลักของกฎแห่งกรรมที่วัดผลด้วย ความแรงหนักเบาแห่งกรรม นั้นก็มีจำแนกไปอีก 4 ประการได้แก่

 

1. ครุกรรม “ครุ” นั้นแปลว่า ใหญ่หรือหนัก หากเป็นกรรมดีก็คือ การปฏิบัติธรรมให้ถึงฌาน,การเจริญวิปัสสนากรรมฐานด้วยวิธีการที่ถูกต้องที่ได้รับการสั่งสอนมาจากผู้รู้จริงจนกระทั่งจิตเข้าถึงมรรคผลนิพพาน อย่างนี้เรียกว่าเป็น ครุกรรมฝ่ายดีเป็นกุศลกรรมที่มากพอจะตัดเวรกรรมต่าง ๆไปจนหมดสิ้นได้

หากเป็นกรรมชั่วก็คือ การทำอนันตริยกรรม 5 ประการคือ ฆ่าบิดา,ฆ่ามารดา,ฆ่าพระอรหันต์,ทำให้พระพุทธเจ้าบาดเจ็บในระดับห้อพระโลหิตขึ้นไป และ ทำให้สงฆ์แตกแยกซึ่งความสามัคคี ซึ่งกรรมนี้มักจะส่งผลก่อนคือเห็นผลแบบทันตาเห็นเลยและถ้ายังไม่ส่งผลในชาตินี้ต้องส่งผลในชาติติดกันแน่นอน ดังเช่นที่พระเทวทัต ปองร้ายและทำร้ายพระพุทธเจ้าหลายต่อหลายครั้งจนวาระสุดท้ายของชีวิตก็ถูกธรณีสูบหายไป

กรรมหนักทั้ง 5 ประการนี้มีพลังโทษมาก เมื่อได้กระทำลงไปแล้ว และภายหลังรู้สึกสำนึกตนหวังให้พ้นทุกข์โทษในอเวจีมหานรก ด้วยการสร้างกุศลบุญใหญ่ ก็ไม่มีพลังอำนาจพอ ถึงแม้ว่าจะสร้างเจดีย์ทองคำสูงใหญ่ มากมายเต็มจักรวาล หรือจะถวายทานแก่พระสงฆ์ที่มีอยู่ในโลกทุกวันนี้ หรือโชคดีพบพระพุทธเจ้าแล้วเข้าอุปฏฐากใกล้ชิดจนสิ้นชีพ ก็ไม่มีพลังอำนาจพอที่จะลบล้าง อนันตริยกรรม ทั้งห้านี้ได้

 

2. อาจิณณกรรม คือ กรรมที่ทำอย่างสม่ำเสมอ ทำจนเคยชินเช่น กรณีที่ผู้ที่แท้งนี้คนที่ทำแท้งมาบ่อยครั้ง ทำจนเคยชินก็จะได้รับผลกรรมหนักและมากกว่าคนที่ทำเพียงครั้งเดียว หรือคนที่มีอาชีพต้องฆ่าสัตว์เป็นประจำ ก็จะมีผลกรรมในด้านกรรมนี้ยั่งยืนยาวนานกว่า คนที่เผลอฆ่าสัตว์เพียงครั้งหรือสองครั้ง

 

3. อาสันนกรรม คือ กรรมที่คนเราได้ทำเวลาที่จวนจะสิ้นชีวิตแล้วมีอานุภาพส่งให้ไปแดนสุคติหรือทุคติได้ ถ้าเขาเอาจิตไปหน่วงเหนี่ยวเอากรรมนั้นเป็นที่ตั้งเป็นอารมณ์ก่อนตาย มีเรื่องราวมากมายที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎก เช่น ในพระสูตรบทหนึ่งได้กล่าวถึง นาย “มัฏฐกุณฑลี” ซึ่งเจ็บป่วยหนัก และบิดาเป็นคนขี้เหนียวไม่หายามารักษา พระพุทธเจ้าพิจารณาเห็นแล้วว่านาย มัฎฐกุณฑลีคนนี้ในวันพรุ่งนี้จะตาย เมื่อตายลงไปแล้วจะตกนรก

พระองค์ก็เสด็จไปโปรด พระองค์ทรงเปล่งรัศมีไปเตือนให้รู้ว่าพระองค์เสด็จมาโปรด พอนายมัฏฐกุณฑลีผู้นี้หันกลับมามองดูพระพุทธเจ้าเพียงแวบเดียว แล้วก็เกิดความเลื่อมใสขึ้นมาว่า “โอ้โฮ้ ! พระพุทธเจ้าอัศจรรย์หนอ” แล้วก็ตาย เมื่อตายก็แล้วไปเกิดเป็นเทพบุตร อันนี้เป็นตัวอย่างในฝ่ายอาสันน กรรมฝ่ายดี

ตรงกันข้ามกับ กรรมก่อนตายที่เป็นฝ่ายชั่วแล้วไปนึกหน่วงเอาไว้ อย่างกรณีของ พระเจ้าอโศกมหาราชที่พระองค์เป็นผู้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก แต่จิตก่อนใกล้ตายเกิดโทสะเพราะถูกเหล่าอำมาตย์ทัดทานเอาไว้ไม่ให้บริจาคทานอีกเพราะกลัวเงินในท้องพระคลังจะหมด พระองค์จึงต้องไปเกิดเป็นงูเหลือมก่อนชาติหนึ่ง ก่อนที่จะได้ไปเสวยชาติเป็นเทพบุตรในชาติถัดไปเพราะผลกรรมดีที่ได้ทำไว้กับพระพุทธศาสนาอย่างมากมาย

 

4. กตัตตากรรม คือ กรรมที่สักแต่ว่าทำ ทำโดยไม่เจตนาอย่างนี้เป็นเจตนาที่อ่อนที่สุด ผลกรรมก็เบาที่สุดและอาจจะให้ผลเป็นเวลาท้ายที่สุดด้วย เช่น หญิงคนหนึ่งทำงานอยู่ในหน้าที่แม่บ้านกวาดเช็ดถูคลีนิครับทำแท้ง และเป็นผู้นำซากทากรกนั้นไปทิ้ง แม้จะเป็นผู้มีส่วนร่วมส่วนหนึ่งในธุรกิจทำแท้งก็จริงอยู่เกิดกรรมที่ไม่ดีเหมือนกัน แต่ทำเพราะเป็นหน้าที่ ทำเพราะหาเลี้ยงชีพไม่ได้ไปเบียดเบียนทารกในครรภ์โดยตรง ก็มีผลที่เบากว่า ผู้ที่มีจิตเจตนาสั่งให้ทำแท้ง มีผลกรรมเบากว่าหมอผู้ที่ทำแท้ง อย่างนี้เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะกล่าวมาแล้วว่า กรรมจะหนักจะเบาขึ้นอยู่กับ วัตถุ ประโยค และเจตนา ที่ได้ทำกรรมลงไป แต่ทว่ากรรมที่แม้จะไม่ตั้งใจทำหรือต้องทำเพราะทำตามคำสั่ง ทำเพราะสักว่าทำตามหลักกรรมว่าด้วยกตัตตากรรม ที่กล่าวมาก็ตามนั้นก็ยังมีผลให้เกิดเวรขึ้นต่อกันอยู่ดีไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ในกรณีของการทำแท้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการสร้างกรรม ก็ต้องทำความเข้าใจไว้ด้วยว่ามีไม่เจตนาหรือเจตนาอย่างเบาแค่ไหน ถึงอย่างไรก็ต้องมีส่วนในการรับผลแห่งกรรมนั้นไป ดังตัวอย่างที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังดังนี้

เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวของ พระรูปหนึ่งที่ถูกคมหอกแล้วมรณภาพ ซึ่งเรื่องนี้มีอยู่ปรากฏอยู่ในพระสูตรในพระไตรปิฎกซึ่งคัดมาจากหนังสือของ พระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ แห่ง วัดท่าซุง จ.อุทัยธานีเรื่อง “อุทิศส่วนกุศล” ซึ่งมีความตอนหนึ่งปรากฏอยู่ว่า

มีพระภิกษุอยู่รูปหนึ่งท่านกำลังเย็บจีวรอย่างขะมักเขม้น ก็พอดีมีตัวเรือดตัวหนึ่งมันเข้าไปซ่อนอยู่ในจีวร แต่พระท่านไม่รู้ก็เย็บไปเรื่อย ๆ  ไอ้ตัวเรือดมันอยู่ในตะเข็บจีวรเมื่อท่านไม่เห็นดังนั้น เข็มก็บังเอิญไปทิ่มเรือดตายโดยที่พระท่านไม่ได้เจตนา

แต่ก็เป็นบังเอิญเมื่อต่างคนต่างตาย เจ้าเรือดก็ตายไปก่อนพระก็อยู่ได้ไม่นานก็มรณภาพไปตามกาลพอได้ไปเกิดในชาติถัดไปก็ได้บังเกิดเป็นมนุษย์ด้วยกันทั้งคู่ โดยที่เจ้าเรือดไปเกิดเป็น “นายพรานป่าฆ่าเนื้อ” ส่วนพระภิกษุรูปนั้นก็ไปเกิดเป็นมนุษย์ และด้วยวิสัยและจิตเดิมที่มีติดตัวมาท่านก็ได้กลับมาบวชเป็นพระอีกครั้ง

อยู่มาวันหนึ่ง พระรูปนี้ก็ได้เดินทางมาแต่ไกลกำลังจะเดินสวนกับนายนายพรานอดีตตัวเรือด ท่านได้เห็นนายพรานถือหอกและอาวุธคอยล่าสัตว์มา ท่านก็นึกหวาดกลัวเพราะเกรงว่าอาจจะถูกทำร้ายก็ได้ก็เลยหลบเข้าพุ่มไม้เสียก่อน

นายพรานผู้นั้นก็เกิดความสงสัยเห็นว่า พระท่านก็เดินสวนมากับเราตอนนี้ แต่เวลานี้ท่านไปไหน หรือบางทีท่านเห็นเราถือหอกเดินมาท่านจะกลัวเราก็เป็นได้ เดินๆไปก็ไม่เห็นพระก็พยายามมองหาพลางนึกขึ้นได้ว่าหากถือหอกอยู่ท่านก็คงกลัวเป็นแน่แท้

ก็เลยพุ่งหอกลงไว้ที่พุ่มไม้ก่อน แล้วเดินไปมือเปล่าไปตามหาพระ แต่หอกเล่มนั้นก็ดำเนินไปตามกฎแห่งกรรมที่ไม่ตั้งใจเช่นกันคือ กลับพุ่งไปในพุ่มไม้ที่พระท่านซ่อนตัวอยู่และปักเข้ากลางอกของท่านพอดีทำให้ท่านต้องมรณภาพไป

ซึ่งเป็นการรับผลกรรมที่พลั้งเผลอไปสร้างกรรมไม่ได้มีเจตนาโดยตรง แต่กรรมนั้นเกิดขึ้นแล้ว มีคนที่เขาต้องเสียหาย ต้องเสียชีวิตต้องการทำกรรมนั้น คนที่ทำกรรมนั้นก็ต้องรับผลกรรมที่ทำไม่อาจจะหลีกหนีไปได้

คุณผู้อ่านทุกท่านอาจเคยได้ยินเรื่องราวทำนองนี้ในลักษณะของข่าวสารประจำวันที่ปรากฏตามสื่อก็ได้เช่น ข่าวที่ชายสองคนเป็นเพื่อนกันออกไปล่าสัตว์ในป่า แล้วคนหนึ่งเกิดปวดท้องต้องไปถ่ายทุกข์ที่พุ่มไม้ แต่อีกคนเข้าใจผิดเห็นความเคลื่อนไหวในพุ่มไม้ก็นึกว่าเป็นสัตว์ที่จะล่าเผลอยิงปืนเข้าไปถูกเพื่อนถึงแก่ความตายก็มีปรากฏให้เห็นมาแล้ว

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงอำนาจแห่งกรรมว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนหรือเป็นอย่างไรเราย่อมต้องได้รับผลของกรรมที่ตนเองทำไว้ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นถ้ากรรมนั้นเกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่ว่าอาจเป็นในลักษณะที่ต่างกันออกไป

และไม่ได้หมายความว่า วันนี้คนไปทำแท้งที่ได้ฆ่าคนตาย  จะต้องตายใน 3 วัน 7 วันในลักษณะเดียวกันเช่นนั้นแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน การรับผลกรรมนั้นยังมีลักษณะของการรับผลแห่งกรรมที่แตกต่างกันไปตามเหตุและปัจจัยรวมทั้งผลบุญและบาปที่ได้ทำสะสมกันมาอีกมากมายหลายรูปแบบ

 

แต่อย่างไรไม่ว่าเร็วหรือช้า ต้องรับผลกรรมที่ทำมาแน่นอนไม่มีใครหนีพ้นไปได้

Read Full Post »

 “หนีพ้นกรรมได้ด้วยการตื่นรู้อยู่ในปัจจุบัน”
ไม่ต้องพึ่งปาฏิหาริย์ก็พ้นกรรมได้

คนทุกคนล้วนมีกรรมเป็นของๆ ตน คนทุกคนล้วนมีความทุกข์และพยายามจะหนีทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้น แต่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเรื่องทุกข์จึงยังทำให้ไม่รู้วิธีแก้ทุกข์ได้ เหมือนคนที่ป่วยเป็นโรคแล้วไม่รู้วิธีรักษาโรค ทุกข์และกรรมทั้งหลายนั้นเกิดจากจิต เพราะคนเรามีความคิดและจิต หากจิตไม่ได้คิดหรือรู้สึกตัว ทุกสิ่งทุกอย่างก็ย่อมไม่มีตัวตน

แต่คนธรรมดาสามัญใครเล่าที่จะไม่มีจิต หรือไม่มีความคิด คนที่ไม่มีจิตหรือความคิดก็มีเพียงสองคน ก็คือ คนบ้าและคนตาย เท่านั้น แต่คนเราที่ทุกข์ก็เพราะจิตคิดติดอยู่กับกรรมในอดีตและเรื่องของอนาคตกันเป็นส่วนมาก มีน้อยคนนักที่จะรู้อยู่กับการตื่นเพื่อรู้ในปัจจุบัน คนที่อยู่กับปัจจุบันและสร้างกรรมใหม่ที่เป็นคุณงามความดีในช่วงเวลาปัจจุบันเท่านั้นแหละที่จะเป็นผู้พ้นทุกข์หนีพ้นกรรมได้จริง ไม่ต้องไปพึ่งพาอิทธิปาฏิหาริย์ใดๆ ให้เสียเวลาเลย

พระอาจารย์ทางพระพุทธศาสนาสายหนึ่งชื่อ หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ แห่งหมู่บ้านพลัม หมู่บ้านเล็กๆ ในประเทศฝรั่งเศสกล่าวสอนได้อย่างน่าฟังว่า “ ไม่มีหรอกปาฏิหาริย์ที่เดินบนน้ำ มีแต่ปาฏิหาริย์ในการเดินบนดินด้วยความรู้สึกตัวในปัจจุบันต่างหาก”

ท่านได้ให้เหตุผลไว้อย่างแยบคายว่า

“คนส่วนใหญ่ เดินเหมือนคนเดินละเมอ แม้เราจะเดินอยู่แต่เราไม่ได้เดินอยู่ที่นั่นอย่างแท้จริง เราไม่ได้มีประสบการณ์กับชีวิตหรือสิ่งมหัศจรรย์แห่งชีวิต เรามีความเบิกบานอยู่เพียงน้อยนิด เรากำลังเดินละเมออยู่ในชีวิตของเรา และชีวิตของเรานั้นเป็นเหมือนความฝันที่ไม่ใช่ของจริง

 

การบ่มเพาะพลังอำนาจที่แท้จริงก็คือการตื่นขึ้นมาจากความฝัน การย่างก้าวอย่างมีสติสักหนึ่งก้าวสามารถสร้างเงื่อนไขสู่การตื่นรู้ที่นำตัวของเราเองกลับคืนสู่ชีวิตและนำตัวเรากลับคืนสู่ความมหัศจรรย์ของการมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง และเมื่อเรามีพลังแห่งสติอยู่ที่นั่น สมาธิก็อยู่ ณ ที่แห่งนั้นด้วย..”

คำสอนของหลวงปู่แสดงให้เห็นว่า ใครก็ตามที่สามารถเดินได้อย่างเต็มฝ่าเท้า และทุกย่างก้าวมีสติตื่นรู้อยู่กับช่วงเวลาปัจจุบันได้ตลอดเวลา คนๆ นั้นก็เปรียบเหมือนกำลังเดินอยู่บนดอกบัว เดินอยู่บนสรวงสวรรค์ และกำลังมีโอกาสก้าวพ้นบ่วงกรรมทั้งหลายได้อย่างถาวร เพราะเมื่อปัจจุบันจิตมีการตื่นรู้ ก็จะมุ่งให้ร่างกายรู้และมุ่งทำแต่สิ่งที่เป็นคุณงามความดี และคุณงามความดีที่เกิดขึ้นอันนั้นเองจะเป็นตัวพลังปัจจัยส่งเสริม สติซึ่งกันและกันให้ชีวิตหลุดพ้นซึ่งหนี้กรรมได้ทั้งปวง

ขอให้คุณผู้อ่านทุกท่านจงเป็นผู้มีสติรู้ตัวพร้อมในปัจจุบันและมุ่งทำความดีทั้งหลายทั้งปวง เพื่อพ้นกรรมทั้งในอดีต ได้อยู่กับปัจจุบันอย่างมีความสุข และมีอนาคตที่ดีเพราะกรรมดีเป็นตัวกำหนดให้ดีกันอย่างถ้วนหน้า

จากหนังสือเรื่อง  เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ 7 พ้นเวร พ้นกรรม รวยฉับพลันต้องทำอย่างไร  โดย อมตะ เทพรักษา

Read Full Post »

การเจริญภาวนา
ภาวนา หนึ่งในสามสุดยอดบุญบารมี

การเจริญภาวนา เป็นการหนีพ้นหนี้กรรมถาวรแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้อย่างไร ขอให้ลองพิจารณาตัวอย่างหนึ่งที่สำคัญของกรณี พระองคุลีมาล หรือ อหิงสกะ ให้ดี เป็นที่ทราบกันดีว่า องคุลีมาลเป็นขุนโจรจอมวายร้ายที่หลงผิด แต่ชีวิตก็เปลี่ยนแปลงพ้นกรรมได้เพราะพระธรรม และธรรมชั้นสูงที่สุดที่องคุลีมาล บรรลุก็คือ การเจริญสติภาวนาจนบรรลุเป็นพระอรหันต์

ก่อนที่พระองคุลีมาลจะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ท่านต้องผจญกับความทุกข์ยากเพราะกรรมที่ฆ่าคนไว้มาก ถูกขว้างปาด้วยก้อนหิน จนศีรษะแตก บาตรแตก จีวรขาดก็ยินดีที่จะรับผลกรรมนั้นโดยดี แต่ภายในใจก็ยังมีข้อสงสัยและขุ่นมัวมาก เนื่องจากจิตฟุ้งซ่านไปถึงบาปกรรมครั้งในอดีตที่เป็นมหาโจรฆ่าคนมากมายมาตามหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา

พระพุทธเจ้าทรงทราบดีเรื่องปัญหาของการปฏิบัติธรรมของท่านองคุลีมาล ที่แม้จะเคร่งครัดในศีล ในพระวินัยอย่างดีแล้วก็ยังไม่อาจบรรลุธรรมได้ จึงได้ตรัสสอนธรรมว่า

“ดูกร องคุลีมาล เธออย่าไปมัวครุ่นคิดถึงสิ่งที่ล่วงมาแล้ว และอย่าพะวงในสิ่งที่มาไม่ถึงเลย สิ่งใดที่ล่วงมาแล้วก็เป็นอันว่าดับไปแล้ว ไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ ส่วนอนาคตก็ยังไม่ต้องคะนึงถึง เพราะมันเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น จงมุ่งพิจารณาสภาวธรรมในปัจจุบันเพียงอย่างเดียวเถิด..”

สายตาขององคุลีมาลมองขึ้นไปยังบนท้องฟ้าได้เห็นก้อนเมฆและพระจันทร์ ก็เข้าใจในสิ่งที่พระพุทธองค์สอน แสงสว่างจากดวงจันทร์ถูกบดบังเพราะเมฆในอดีต แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไป เมฆย่อมเคลื่อนลอยถอยห่างให้พระจันทร์ส่องแสงได้ฉันใด การปฏิบัติธรรมให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ก็ฉันนั้น พระองคุลีมาลตั้งใจเจริญภาวนาให้จิตรู้อยู่เฉพาะปัจจุบัน ในที่สุดก็เกิดความแช่มชื่นในดวงจิตชำแรกกิเลสทั้งหมดให้สลายหายไปบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ในที่สุด

ทีนี้เมื่อพระองคุลิมาลได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ความเป็นพระอรหันต์ก็เป็นผู้ที่พาหนีพ้นหนี้กรรมที่เคยทำมาทั้งหมด กรรมที่ฆ่าคนตายเป็นจำนวนมากที่เคยทำก็ถือว่าเป็นเพียง กรรมที่สักแต่ทำ เพราะความหลงผิด แต่เจตนาร้ายนั้นอ่อน และมีผลกรรมเป็นอโหสิกรรมจากความเป็นพระอรหันต์ กรรมหนักในอดีตชาติก็ไม่ได้ทำ เศษกรรมที่เหลือจึงกลายเป็นเพียงถูกหินขว้างปาจากประชาชนเท่านั้น ท่านองคุลีมาลจึงเปรียบเหมือนบุคคลที่เกิดใหม่อีกครั้งที่เรียกว่า “อริยชาติ” หรือการเกิดอันประเสริฐ

การเจริญภาวนาด้วยวิธีที่ถูกต้องจึงเป็นการชำระกรรมที่เคยทำไว้และทำให้ได้มาซึ่งปัญญา จิตก็หมดกิเลสไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่ เมื่อจิตไม่มีมลทินกรรมใดๆ ก็ถือเป็นอันยุติไปได้เพราะผลแห่งกรรมไม่รู้จะตามไปส่งผลให้ใคร เหมือนบุรุษไปรษณีย์ ตามไปส่งจดหมายที่เจ้าของตายเสียแล้ว ฉันนั้น

 

วิธีการเจริญภาวนา

การเจริญภาวนานั้นผู้เขียนคงพอจะอธิบายได้อย่างง่ายๆว่า เป็นการพยายามตระหนักรู้ดูอาการของกายที่เคลื่อนไหว คือ ดูลมหายใจของตนเองขณะที่กำลังเคลื่อนไหว ทำนี่ ทำโน่น ทำนั่น จากนั้นก็มาพิจารณาดูที่ความรู้สึก คือ ทุกข์ และสุข และเฉยๆ พิจารณาไปยังความคิดที่ฟุ้งซ่านไปยังเรื่องราวต่างๆ  และความวูบไหวเปลี่ยนแปลงต่างๆของจิต

ทั้งหมดนี้ ขอให้ลองพิจารณาดูด้วยการ “ลองจับตาดูมัน” เท่านั้น ไม่ต้องถึงกับตั้งหน้าตั้งตาดูให้เกิดความเครียดแต่ประการใด การกระทำทุกอย่างขอให้ทำอย่างผ่อนคลาย ฝึกดู ฝึกสังเกตกาย อาการที่เกิดขึ้นกับตนเอง ดูจิต และสภาพที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงทั้งหมด ไปเรื่อยๆ ทำไปเหมือนเรื่องธรรมดาๆ ถ้าสามารถจับจุดถูก ก็จะเห็นอาการของจิตที่มันกำลังวูบไหวไปมา พอเราหาจิตเจอก็เหมือนหาเพื่อนที่กำลังเล่นซ่อนแอบเจอ ก็จะจับได้และหลุดพ้นจากความทุกข์ หรือ กรรมทั้งหลายทั้งมวล

อาการที่เราต้องพยายามหาเพื่อนที่เล่นซ่อนแอบเจอนั้นแหละก็คือ ความสุข ความปีติ เป็นความสว่างโล่งแก่ชีวิตและจิตใจในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นั่นแหละคือการหลุดหนีพ้นกรรมได้อย่างแท้จริง สิ่งที่ผู้เขียนพยายามกล่าวถึงนั้นเป็นการร้อยเรียงคำพูดให้พอเข้าใจง่ายที่สุด หากคุณผู้อ่านยังไม่เข้าใจก็ควรลองหาโอกาสไปฝึกเจริญวิปัสสนากรรมฐานกับสำนักต่างๆ ที่มีครูบาอาจารย์ที่รู้จริง เมื่อได้ลองฝึกแล้วก็ลองกลับมาอ่านดูที่ผู้เขียนสาธยายไว้ ณ ที่นี้อีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนขอนำวิธีการที่ได้รับมาจากครูบาอาจารย์เพื่อนำมาถ่ายทอดถึงวิธีการฝึกที่เห็นผลได้จริงจากประสบการณ์ของผู้เขียนเองดังนี้

 

1. ใช้วิธีคิดใคร่ครวญถึงความตายเป็นอารมณ์ (มรณานุสติกรรมฐาน)

วิธีพิจารณานี้อาจฟังดูน่ากลัว แต่ก็เป็นความจริงตามธรรมชาติที่ว่าไม่มีมนุษย์คนใดหนีความตายได้พ้นไม่มีใครสามารถเอาชนะได้ เราจึงไม่ควรโกรธหรือผูกอาฆาตกับใครให้เป็นเวรเป็นกรรมกัน อยู่กันไม่ถึงร้อยปีก็ต้องตายจากกัน

ทุกวันนี้เวลาที่ผ่านไปในแต่ละวันของเรา เราก็เดินทางเข้าใกล้ความตายไปทุกขณะเพราะเราแก่ลงทุกวันทุกวินาที การระลึกถึงความตายจึงเป็นการเตือนสติไม่ให้ยึดติดกับสิ่งต่าง ๆไม่ให้โลภ โกรธ หลงกับสิ่งใด ๆก่อนที่ความตายจะมาถึง เมื่อได้คิดถึงความตายอยู่ตลอดเวลาก็จะทำให้ตัวของเราเองกลายเป็นผู้ที่ไม่มีความประมาทในชีวิต และปล่อยวางจากสิ่งที่เคยยึดมั่นถือมั่นไว้ได้ง่ายขึ้น

วิธีการพิจารณาถึงความตายนี้ “เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีจิตยึดติดอยู่ในวัตถุต่างๆ” เพราะเมื่อเราตายแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่พยายามขวนขวายหามาไม่ว่าตำแหน่งหน้าที่การงาน อำนาจบารมี บ้านหลังใหญ่ ๆ รถยนต์คันหรู ๆก็ไม่มีความหมายไม่ได้ตามติดไปกับตนเองเลยและ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเราแม้จะมีความเสียใจในช่วงแรก ๆแต่ไม่นานก็จะพากันลืมไปทุกอย่างที่เราเคยยึดมั่นไว้ก็กลายเป็นโมฆะกันไปทั้งหมด

 

2. ใช้วิธีพิจารณาถึงสิ่งที่ไม่สวยงามเป็นอารมณ์ (อสุภกรรมฐาน)

วิธีการนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีจิตยึดมั่นในรูปที่สวยงามน่าหลงใหลของร่างกายผู้อื่น คือ เป็นผู้ที่มีจิตรักชอบคนที่มีรูปสวยรูปงามน่าหลงใหลจนทำให้อยากเป็นเจ้าของ ได้ปล่อยวางความอยากนั้นได้ง่ายขึ้น คือใช้การพิจารณาถึง “ซากศพ” ว่าไม่ว่าจะเป็นร่างกายของตนเองหรือคนอื่นก็ตาม

การพิจารณาเช่นนี้จะทำให้เห็นความจริงที่ว่าที่เราคนเห็นหล่อๆสวย ๆอย่างนั้นไม่สามารถทนอยู่เช่นนั้นได้ตลอดไป เมื่อถึงเวลาก็ต้องเปลี่ยนสภาพจากหนุ่มสาวไปอยู่ในวัยชรา เพียงแค่นี้เราก็มองหาความสวยงามใด ๆไม่ได้แล้ว และสุดท้ายก็ตายกลายเป็นศพ

เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายได้ตายลงไปแล้ว จากสิ่งที่เราเคยปรารถนาเราก็จะเปลี่ยนความรู้สึกจากที่เคยอยากได้อยากครอบครองก็จะพาให้รู้สึกรังเกียจขึ้นมาทันทีไม่ยอมเข้าใกล้ อยู่ในบ้านก็จะพยายามรีบขนไปไว้ที่วัด

ซากศพเหล่านั้นก็จะค่อยเน่าเปื่อย พุพอง ขึ้นอืด ไร้คุณค่าและไร้ประโยชน์ทั้งหมดอาจจะพอมีประโยชน์อยู่บ้างก็ได้เพียงเป็นอาหารให้สัตว์อย่างหนอนแมลงและเชื้อแบคทีเรีย เมื่อเผาแล้วก็เหลือแต่กระดูกส่วนที่เหลือก็เน่าเปื่อยผุพังเป็นปุ๋ยให้แก่พืชผักต่อไปไม่อะไรคงเหลือให้น่าพิสมัยอีกเลย

 

3. ใช้วิธีการพิจารณาร่างกายว่า เป็นแหล่งรวมของสิ่งสกปรก (กายคตานุสสติกรรมฐาน)

การพิจาณาด้วยวิธีการนี้ “เหมาะสมสำหรับผู้ที่ยึดมั่นถือมั่นกับความสวยงามน่าหลงใหลของตนเอง” คือ คนบางคนเกิดมามีรูปร่างหน้าตาที่สวยงามเป็นที่ดึงดูดใจของคนอื่นทำให้จิตเกิดความหลงคือหลงในรูปและให้ความสำคัญกับตนเองมากเกินไป เมื่อหลงในรูปของตนเองแล้วก็จะทำให้หลงไปอยู่กับสิ่งอื่นได้ง่ายด้วย เพราะมักจะมีจิตคิดว่าแม้แต่คนอื่นยังมานิยมชมชอบตนเอง ดังนั้นเมื่อตนเองไปหลงชอบสิ่งใดก็จะมีจิตต้องการจะไขว่คว้าสิ่งนั้นมาให้ได้เช่นกัน

การพิจารณาในที่นี้ก็คือ ให้มีจิตใคร่ครวญเห็นสภาพตามความเป็นจริงที่ว่า ร่างกายของเรานั้นแท้จริงแล้วเป็นของสกปรกเป็นแหล่งรวมของสารพัด “ขี้” ทั้งหลาย ทั้งขี้หู ขี้ตา ขี้ฟัน ฯลฯ รวมไปถึงบรรดาสิ่งต่าง ๆที่อยู่ในตัวพวกกระเพาะลำไส้ ปอด ฯลฯ เหล่านี้ก็เป็นสิ่งสกปรก เพราะหากถอดผิวหนังให้เห็นกันแล้วรับรองว่าย่อมไม่เป็นที่ปรารถนาของใครแน่นอน แม้แต่เนื้อหนังเครื่องในของคนที่เป็นนางงามจักรวาลหากถอดเนื้อหนังออกให้เหลือแต่อวัยวะภายในก็รับรองได้ว่าไม่มีใครชื่นชมในความสวยงามเป็นแน่

 

4.ใช้วิธีพิจารณาร่างกายและสิ่งต่างๆ เป็นเพียงธาตุทั้ง 4 (ธาตุกรรมฐาน)

วิธีการนี้เป็นวิธีการที่เหมาะสำหรับทุกคน คือไม่ว่าเป็นผู้ที่ยังยึดติดในวัตถุ ในรูปร่างของผู้อื่น ในรูปร่างของตนเอง ในผู้ที่มีจิตผูกพันกับผู้อื่นไม่ว่าทางดีหรือร้าย สามารถใช้ได้กับทุกสิ่งไม่ว่าสิ่งใดก็ตามหรือแม้แต่เป็นผู้มีจิตกลางๆ (ไม่ยึดในสุขหรือทุกข์) ก็สามารถใช้หลักการพิจารณาแบบนี้ได้ทั้งสิ้น

การใช้หลักพิจารณานี้เป็นหลักวิทยาศาสตร์ที่ควบรวมเอาทุกสิ่งมาพิจารณาว่าเป็นเพียงธาตุทั้ง 4 หรือเป็นเพียงวัตถุอย่างหนึ่ง ไม่ว่าร่างกายของเราหรือของคนอื่นเป็นที่ประชุมรวมกันของธาตุดิน คือกระดูก น้ำคือเลือดและน้ำเหลือง ลมคือลมในร่างกายทุกชนิดและไฟคืออุณหภูมิจากร่างกายและอารมณ์

ทุกสิ่งทุกอย่างไม่สามารถที่จะทนอยู่ในสภาพเหล่านี้ได้นานไปก็เก่า นานไปก็แก่แล้วก็แตกสลายไป หากพิจารณาในแบบที่เป็นวิชาวิทยาศาสตร์ก็คือ หากแยกอวัยวะหรือวัตถุต่าง ๆออกมาจะเห็นได้เป็นระดับเซลล์เล็ก ๆที่มาเกาะกุมรวมกัน เซลล์ทั้งหลายก็มาจากหลายแหล่งทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ไม่มีอะไรเป็นของเราเลยแม้แต่อย่างเดียว

วิธีการเจริญภาวนาทั้งหลายนั้น สรุปรวมความให้เรามีความเห็นที่เป็นจริงว่า สรรพสิ่งล้วน “ไม่เที่ยง ไม่ทน ไม่แท้” นั่นแหละคือการหนีพ้นกรรมคือความทุกข์ได้แท้จริง

จากหนังสือเรื่อง  เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ 7 พ้นเวร พ้นกรรม รวยฉับพลันต้องทำอย่างไร  โดย อมตะ เทพรักษา

Read Full Post »

การรักษาศีล

ในอริยมรรคมีองค์แปดนั้น พระพุทธองค์กล่าวชัดเจนว่าด้วยศีลก็คือ  สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ ศีลเป็นการสำรวมกายวาจาและใจ ถ้าใครที่ไม่สำรวมกายวาจาและใจ คนๆ นั้นก็จะลำบาก ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

ธรรมชาติของใจนั้น จะนิยมชมชอบ ในสิ่งต่างๆ เช่น ตามองดูหรือเห็นนั้น จะชอบในรูปสวยๆ ถ้าจมูกได้กลิ่นก็จะชอบในกลิ่นหอมๆ  ใจก็จะปรุงแต่งในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น เมื่อใจชอบก็จะเป็นความโลภ หากใจไม่ชอบก็จะเป็นความโกรธ

เมื่อใจมีความโลภ ร่างกายก็จะขวนขวาย ในสิ่งที่ตนเองอยากได้ เช่นเมื่อทรัพย์สินเงินทองข้าวของทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนเองต้องการและปรารถนามาเป็นของตนก็จะทำทุกวิถีทางทั้งทางสุจริตบ้าง ทุจริตบ้าง โดยที่ไม่สนใจในคุณความดีก็เลยอาจทำบาปโดยที่ไม่รู้ว่า  จิตใดก็ตามที่มีความโลภอยู่ตลอดเวลาก็ยิ่งเป็นจิตที่สามารถสร้างเวรสร้างกรรมผูกพันหนี้สินให้เกิดขึ้นกับคนอื่นได้อีกไม่รู้จักจบสิ้น

ความโกรธก็เช่นเดียวกันเมื่อเกิดขึ้นในจิตใจแล้ว ก็จะมีการ อิจฉาริษยา อาฆาตพยาบาท จองเวร ไม่มีที่สิ้นสุด ความโกรธนี้ จะเผาไหม้คุกกรุ่นอยู่ในจิตใจอยู่ตลอดเวลา ถ้ามีเวลาและโอกาส จิตแห่งความโกรธนี้จะทำลายฝ่ายตรงข้าม ใจนี้ก็จะสั่งกายทำ สั่งวาจาพูด แต่ในสิ่งที่ไม่ดี คือสิ่งที่ไม่ดีที่จะพาไปสู่ความทุกข์คือผูกพันให้สร้างหนี้โกรธ หนี้แค้นกันต่อไป

ส่วนโมหะ คือ ความหลง ได้แก่ความไม่รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง และคนโง่ก็มักจะทำแต่เรื่องโง่ๆ เพราะความเขลาในปัญญาและมีโอกาสที่จะสร้างหนี้กรรมต่อกันได้ไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งถ้าไม่รู้วิธีรักษาศีลที่จะป้องกันตนจากความชั่วร้ายและความทุกข์แล้ว ก็ยิ่งไม่มีโอกาสที่จะหลุดพ้นหนี้กรรมใดๆ ไปได้เลยแม้แต่กรรมเดียว

พระพุทธเจ้าจึงทรงมีพระเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์ด้วยการสั่งสอนให้ทุกชีวิตรู้จักรักษาศีล  เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ได้รับความทุกข์เดือดร้อนได้แก่

 

1. การไม่ฆ่าสัตว์ สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตย่อมไม่ต้องการและปรารถนาให้ใครมาฆ่าและทำร้ายตนเอง ถ้าใครฆ่าสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ คนเหล่านั้นในอนาคต ถ้าเกิดมาเป็นมนุษย์ก็จะเป็นคนที่มีอายุสั้น เกิดมาไม่นานก็ตาย ถ้าไม่ตายคนนั้นๆจะมีโรคประจำตัวมีความเดือดร้อนอยู่ตลอดเวลา รักษาก็ไม่หาย เป็นหนี้เวรหนี้กรรมที่ต้องตามชดใช้กันไม่หมดสิ้น ดังนั้นถ้าหยุดฆ่าได้ก็เป็นการหยุดสร้างหนี้ให้เกิดขึ้น

 

2.  การไม่ลักทรัพย์หรือทำลายทรัพย์ของผู้ใด ทรัพย์ของใครใครก็หวง ถึงจะไม่มีราคา สิ่งมีชีวิตก็ย่อมมีจริตหวงแหนของตนเองเช่นเดียวกัน ถ้าใครมาลักของที่ตนเองมีอยู่นั้น จะทำให้คนนั้นๆ มีความอาฆาตพยาบาท และคนที่ทำอย่างนี้มาตั้งแต่อดีต ถ้าในปัจจุบันคนเหล่านี้ทำกิจการอันใดก็ตามก็จะไม่ค่อยสำเร็จ เพราะมีเจ้าหนี้คือเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายมาคอยตามทวงอยู่ตลอดเวลา

 

3. การไม่ประพฤติผิดลูกผิดเมียผู้อื่น การที่ใจเรานั้นมีความต้องการ และปรารถนาในสามี ภรรยา บุตร ธิดา ของคนอื่นด้วยความล่วงละเมิด โดยที่เขาเหล่านั้นไม่ได้มีความยีนดี ยินยอมพร้อมใจหรือไม่ได้เต็มใจจะยกให้ก็ย่อมสร้างความเดือดร้อนให้ตนเองและผู้อื่นได้ และกลายเป็นหนี้กรรมกันขึ้นมาได้

เพราะเจ้าของร่างกายผู้ถูกละเมิดไม่ได้เป็นเพียงของเจ้าตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นของ พ่อแม่ผู้ปกครอง ต่อให้ไม่มีเจ้าของซึ่งเป็นคนโสดแต่ก็มีเจ้าของคือผู้ให้ชีวิตอย่างพ่อแม่เป็นเจ้าของอยู่ดี และเมื่อเจ้าของร่างกายถูกละเมิดถ้าเขาไม่ทวงคืน เจ้าของร่างกายนอกเหนือจากเจ้าตัวก็จะต้องเป็นผู้ที่ทวงคืนเช่นกัน

 

4. การไม่พูดปด หยาบคาย ส่อเสียด และเพ้อเจ้อ การที่เราจะต้องรักษาศีลข้อนี้ให้ดี ๆ ก็ เพราะทุกคนย่อมปรารถนาจะได้ความจริงไม่ต้องการถูกหลอกลวงด้วยกันทั้งสิ้นไม่ใช่ว่า เราหลอกคนอื่นได้แต่คนอื่นหลอกเราไม่ได้อย่างนี้ก็ไม่เป็นการยุติธรรมต่อผู้อื่นและมีโอกาสสร้างเวรกรรมต่อกันเพราะความเท็จด้วย

นอกจากการละเว้นในการพูดโกหกแล้วพระพุทธเจ้ายังทรงบัญญัติไม่ให้พูดโกหกโดยอ้อมเพิ่มเติมด้วย เช่นการพูดประชดเสียดสี ด่าทอ พูดสับปลับเหลวไหล เมื่อทำสัญญาใดต่อกันแล้วก็ต้องรักษาสัญญาไม่บิดพลิ้วไม่กลับคำ พูดตรงไปตามเรื่องเท่านั้นและทำให้จริงตามที่พูดจึงจะได้ชื่อว่ารักษาศีลข้อนี้

หากจะมองพิจารณาให้เห็นผลประโยชน์ที่ชัดขึ้นก็คือ การพูดความจริงนั้นไม่ต้องคิดมากพูดตรงไปตามเรื่องราวที่เกิดไม่ต้องไปคิดค้นเปลี่ยนแปลง ตรงกันข้ามกับการพูดไม่จริงต้องคิดค้นคำพูดเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาหากจำคำพูดโกหกที่ตนเองพูดไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนเรื่องเสียเรื่อยไปจนคนฟังเกิดความสับสนและไม่แน่ใจได้ว่าจะเชื่อถือได้หรือไม่และสามารถจับพิรุธโกหกได้ไม่ช้าก็เร็ว

5. การงดเว้นจากการเสพของมึนเมาและสิ่งเสพติด การที่เราต้องรักษาศีลข้อนี้ให้ดีให้ได้ก็เพราะโดยปกติธรรมชาติของคนเราก็มีความประมาทกันอยู่แล้ว มักจะขาดสติมากบ้างน้อยบ้างต้องคอยระมัดระวังไม่ให้ทำผิดกันอยู่เสมอ  จนเป็นคำคมของนักปราชญ์ที่ว่า “สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง”

แปลความได้ง่าย ๆว่า ความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์และไม่มีมนุษย์คนใดที่ไม่เคยทำความผิดคนที่ไม่ทำผิดย่อมเป็นคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย ดังนั้นเมื่อเรายิ่งไปดื่มของมึนเมาเข้าแล้วก็ยิ่งทำให้ขาดสติมีความประมาทมากขึ้น ๆ และก็ยิ่งทำให้ผิดมากขึ้นไปอีกและที่สำคัญอาจจะทำผิดศีลได้หมดทุกข้อที่กล่าวมา เพราะขาดสติแล้วก็กลายเป็นคนหลงเต็มที่ ไม่รู้เหตุผลว่าควรไม่ควร ไม่รู้จักแยกแยะผิดถูกเหมือนคนที่ทิ้งตัวเองให้ตกน้ำไปช่วยตัวเองก็ไม่ได้ ใครจะช่วยก็ไม่ได้เพราะไม่อาจจะเมาแทนกันได้

อีกประการหนึ่งก็คือ สิ่งที่เรียกว่าศีลทั้งหมดนั้นคือการปฏิบัติให้ตรงให้เป็นปกติโดยกาย วาจาและใจ เมื่อเผลอดื่มน้ำเมาเข้าไปแล้วก็ประมาทเสียความเป็นปกติทั้งกายวาจาใจไปได้หมด หรือถึงแม้กายและวาจาจะยังไม่ได้ทำผิดแต่ใจก็เสียไปแล้ว

 

วิธีการรักษาศีลที่ถูกวิธี ผู้เขียนได้นำคำสอนในพระนิพนธ์ของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถระ) สมเด็จพระสังฆราชมากล่าวนำไว้ในที่นี้ว่า

 

“การรักษาศีลนั้นในชั้นแรกย่อมรู้สึกลำบาก ยากที่จะปฏิบัติอยู่บ้างเป็นของธรรมดา เพราะยังไม่เคยกระทำ แต่เมื่อเชื่อใจแน่วแน่ต่อคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าเป็นคำสอนที่ดี มีคุณประโยชน์แก่ผู้ประพฤติตามได้อย่างจริงใจแล้ว อดทนปฏิบัติตามไปด้วยอุตสาหะพากเพียร

 

ในไม่ช้าการที่การที่เห็นว่าเป็นของยากลำบากทำไม่ได้ ก็จะกลายเป็นของง่าย ทำตามไปได้อย่างเป็นปกติ ไม่รู้สึกลำบากเช่นเดียวกับ กิริยายืน เดิน นั่ง นอนซึ่งแต่เดิมเราก็ทำไม่เป็น แต่เมื่อร่างกายค่อย ๆเติบโตขึ้น ได้พยายามฝึกหัดกิริยาเหล่านี้มาแต่เล็กแต่น้อย จึงค่อยกระทำได้คล่องแคล่วอย่างเป็นปกติธรรมดา ด้วยความเคยชินตามระยะเวลาที่เติบโต

 

จึงสมควรอย่างยิ่งที่ชาวพุทธทั้งหลายจะได้ตั้งใจสำรวมระวังกายวาจาของตนตามองค์แห่ง ศีล 5 นี้ให้เป็นคุณสมบัติประจำใจตลอดไปทุกวันคืนจะทำให้มีกำลังผ่องใส เบิกบานสุขกาสบายใจอย่างแท้จริง เท่ากับได้ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น ตามที่โบราณว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจฉะนั้น…”

จากคำสอนของท่านแสดงให้เห็นว่า การรักษาศีลแท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่ง่าย เหมือนการที่เราต้องดำรงชีวิตประจำวันเพียงแต่ต้องกระทำอย่างจริงจังและมีความมุ่งมั่นสม่ำเสมอ มากพอ และ นานพอจึงจะเป็นบาทฐานแห่งบุญให้เต็มพอจะนำไปใช้หนี้กรรมต่อทุกคนได้

 

วิธีการถือรักษาศีลให้เกิดผล

การรักษาก็คือการถือเว้น แน่นอนว่าบางสิ่งบางอย่างที่เราเคยกระทำอาจเป็นสิ่งที่ผิดศีล เช่นเผลอตบยุงบ้าง เผลอหยิบของของคนอื่นไปใช้โดยไม่บอกกล่าวบ้าง เผลอพูดจาว่าร้ายโกหกบ้าง และมีพฤติกรรมชอบดื่มอยู่เป็นประจำ

การถือปฏิบัติรักษาศีลด้วยการ “งดเว้น” จึงดูเหมือนเป็นข้อห้ามที่ทำให้รักษาได้ยาก อะไรที่ถูกห้ามมักจะทำให้เราอยากจะฝ่าฝืนเสมอ การรักษาศีลจึงต้องมีตัวช่วยที่ทำให้เกิดกำลังใจที่จะกระทำเพื่อให้บรรลุผลเรียกว่า “พละ 5”

 

พละ 5 แปลง่ายๆ ว่า “พลัง” ซึ่งพลังที่ว่าก็คือพลังที่ใช้กับจิตใจ การที่เราทำอะไรไม่ค่อยจะสำเร็จหรือพบความยากลำบากทุกครั้งก็เพราะ พละ 5 นั้นไม่ค่อยมี หรือจะมีก็มีน้อย แต่หากมีธรรมทั้ง 5 อย่างนี้ประกอบกันเข้าแล้วทำให้ใจมีพลังแก่กล้าและทำให้ทุกอย่างประสบความสำเร็จได้ ธรรมทั้ง 5 อย่างนั้นได้แก่

 

1. ต้องมีความเชื่อ (ศรัทธา) คือเชื่อแน่วแน่ในคุณงามความดีว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่มีใครคนอื่นรับแทนได้ ตนทำตนต้องได้รับผลนั้นแน่นอน คนที่ประมาทดูถูกศรัทธาในคุณงามความดี ก็เลยไม่กล้าทำความดีต่อไป ไม่กล้าที่จะรักษาศีล เมื่อไม่มีศรัทธาที่ถูกต้องก็ป่วยการที่จะรักษาศีลได้ เพราะไม่มีความเชื่อถือว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว นับเป็นภัยต่อการรักษาศีลอย่างที่สุด

การที่เราทำอะไรหละหลวมในการรักษาศีล ก็เพราะเหตุไม่มีศรัทธา และทำอะไรไม่แน่วแน่เต็มที่ก็เพราะไม่มีศรัทธาเหมือนกัน เรามักพลั้งเผลอ หลงลืม นั่นคือศรัทธาของเราไม่เต็มที่ แต่เมื่อศรัทธามีแล้ว ความเพียร มันก็จะวิ่งเข้ามาสนับสนุนช่วยเหลือเป็นกำลังในการกระทำ ขยันหมั่นเพียรประกอบกิจต่างๆเช่น เมื่อเชื่อว่าบุญมีบาปมี ก็ตั้งหน้าตั้งตารักษาศีลป้องกันความชั่วไม่ให้เข้ามา ซึ่งผลก็คือ สุขกาย สุขใจ ชีวิตมีแต่ความสงบ ไม่มีเรื่องเดือดร้อนให้รำคาญใจ เพราะศีลสมบูรณ์

 

2.ต้องมีความเพียร (วิริยพละ) เพียรพยายามอยู่ตลอดเวลา ในเมื่อมีศีลก็พยายามรักษาศีลไม่ให้ขาด ทีแรกก็รักษาได้เป็นครั้งคราวเพียรพยายามนานเข้าให้มันชินให้มันคุ้นเคยกับศีล มันก็เป็นศีลบริบูรณ์ขึ้นมาให้คิดถึงเรื่องศีลของตน ว่าข้อไหนบกพร่องข้อไหนบริบูรณ์แล้วก็พยายามรักษาข้อที่บกพร่องให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป  ผู้ที่ไม่คิดถึงศีลเลย เชื่อว่ามีของดีแล้วได้ของดีแล้วแต่ไม่เห็นความของของดีนั้น ก็เปรียบเหมือนลิงได้แก้ว ไก่ได้พลอย ไม่เห็นคุณค่าที่จะรักษาไว้เมื่อเสียของไปแล้วก็ยากที่จะหามาได้ใหม่ กว่าจะสร้างใหม่ให้ได้บริบูรณ์เหมือนเดิมก็ต้องใช้เวลานาน เท่ากับเป็นการสูญเวลาเปล่า

 

3. มีสติตั้งมั่นอยู่กับเรื่องนั้น (สติพละ) หมาความว่า แม้จะมีศรัทธา หรือมีวิริยะแล้ว เราอาจที่จะหลงเชื่อในสิ่งที่ผิดก็ได้ หรือเพียรพยายามในสิ่งที่ผิดก็มี ถ้าหากไม่มีสติไม่ควบคุมไว้ว่า สิ่งนั้นควรหรือไม่ควรสิ่งนั้นผิดหรือถูก ถูกต้องตามธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ฟังคำครูบาอาจารย์แนะนำสั่งสอนตักเตือนมันตรงกันหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ต้องมีสติควบคุมระวัง จึงจะเดินถูกทาง

บางทีการที่เราเชื่อและมีความเพียรทำในสิ่งที่เชื่อ ถ้าสิ่งนั้นเป็นสิ่งผิดก็จะทำให้ยิ่งหลง บางคนก็ถือรักษาศีลอย่างผิดๆ เช่นเชื่อว่ารักษาศีลแล้วจะได้ไปสวรรค์ชั้นนั้น ชั้นนี้ ไม่ได้เชื่อว่าการรักษาศีลเป็นการกระทำเพื่อเป็นพื้นฐานในการป้องกันตนจากความชั่ว ก็จะพากันถือศีลอย่างงมงาย หรือถือกันแบบเคร่งครัด วิตกกังวลจนเกินไป จนทำให้ชีวิตเคร่งเครียดไม่มีความสุข อย่างนี้เป็นต้น แต่ก็ยังเชื่อว่าสิ่งที่ตนทำนั้นถูกและพยายามชักนำให้คนอื่นเชื่อว่าถูกตามตนไปด้วย ก็นับว่าอันตรายยิ่งนัก

หลวงปู่ เทสก์ เทสรังสี พระอริยสงฆ์แห่งวัดหินหมากเป้ง จ. หนองคายกล่าวไว้ว่า “ คนใดว่าตนดี คนนั้นยังไม่ดี ใครว่าตนวิเศษวิโสหรือฉลาดเฉียบแหลม คนนั้นคือคนโง่ ” ดังนั้นการจะทำอะไรๆ ก็ตามควรจะมีสติคอยประคับประคองอยู่เสมอจึงจะทำได้สำเร็จอย่างตลอดรอดฝั่ง

 

4. มีจิตตั้งมั่น (สมาธิพละ) ถือเป็นหลักใหญ่ที่สุด ศรัทธา วิริยะ สติ  แล้วก็จะรวมมาเป็นสมาธิ การกระทำสิ่งใดก็ตามถ้าจิตไม่สามารถรวมเป็นสมาธิได้ มันเตลิดเปิดเปิงไปใหญ่โต

ยกตัวอย่างเช่น การทำมาหากินประกอบอาชีพไม่ว่าจะ ค้าขาย ทำราชการบ้านเมืองอะไรต่าง ๆ จุดรวมหรือเป้าหมายก็คือมาเลี้ยงตัว จุดรวมก็คือ “หาเงิน” หาเงินแล้วก็รวมเอาเงินเข้ามาเก็บและใช้ประโยชน์ฉันนั้น การมีจิตตั้งมั่นแน่วแน่ในการรักษาศีลก็จะเป็นจุดรวมให้พึงละเว้นในการกระทำชั่วทุกอย่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนการจะเกิดสมาธิได้อย่างไรก็ต้องอาศัยบาทฐานพละทั้ง 3 อย่างที่กล่าวมาแล้วเป็นตัวตั้ง และทำอย่างสม่ำเสมอ สมาธิจึงเกิดได้

 

5. มีปัญญา (ปัญญาพละ) คือปัญญาพิจารณาเห็นความจริงแห่งการผิดศีลว่าจะเกิดผลเสียอย่างไรตามธรรมชาติและความเป็นจริง และปัญญานี่เองเป็นตัวที่จะควบคุมและบ่งบอกการรักษาศีลให้มีประสิทธิภาพได้สูงสุด

เราละเว้นการฆ่าสัตว์ได้ เพราะศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใสในเรื่องบาปบุญคุณโทษ เราละเว้นการลักทรัพย์ได้เพราะมีความเพียรพยายามละชั่ว ระวังความชั่วนั้นไม่ให้เกิด เราละเว้นการผิดลูกเมียผู้อื่นได้เพราะมีสติในกาย ในความรู้สึก ในจิต และ ในธรรมว่าคนของใคร ใครก็รัก  เราละเว้นการพูดปด พูดหยาบคาย พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อได้ เพราะมีสมาธิ ความตั้งใจมั่นในความดี และเราสามารถละเว้นการดื่มสุราได้ เพราะมีปัญญา ความรอบรู้ว่า เป็นเหตุแห่งอกุศลกรรมทั้งมวล

ศีลหรืออะไรก็ตามที่ว่ายาก จะกลายเป็นของง่ายเพราะได้ลงมือทำด้วยกำลังใจ เราจึงไม่ควรแต่คิดจะรักษา แต่ต้องลงมือทำหากอยากจะประสบความสำเร็จ ต้องลงมือทำ ทุกสิ่งที่คิดว่ายากนั้นยากเพราะคิด แต่สัมฤทธิ์เพราะทำทั้งสิ้น

จากหนังสือเรื่อง  เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ 7 พ้นเวร พ้นกรรม รวยฉับพลันต้องทำอย่างไร  โดย อมตะ เทพรักษา

Read Full Post »

Older Posts »