Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for กรกฎาคม, 2012

การสวดมนต์จะได้อะไร หรือช่วยให้เป็นสุขร่ำรวยได้อย่างไร ถือเป็นหนึ่งคำถามสำคัญ แต่ก่อนจะตอบว่าการสวดมนต์มีประโยชน์แท้จริงอย่างไร ก็ควรจะทราบก่อนว่าการสวดมนต์มีความเป็นมาแท้จริงอย่างไร

ความจริงแล้วมนต์เกิดขึ้นจากประเพณีการศึกษาเล่าเรียนธรรมะที่สืบเนื่องมาแต่ครั้งพุทธกาล ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่ เหล่าพระสงฆ์จะฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วจำไว้ จากนั้นก็จะทำการแบ่งกลุ่มกันจำพระพุทธวจนะเป็นกลุ่ม

พระอานนท์ผู้มีความจำเป็นเลิศก็จะจำพระสูตรที่พระพุทธเจ้าแสดงต่อสรรพสัตว์และเทวดาต่างๆ ในแต่ละวัน พระสารีบุตรจะจดจำธรรมอันยิ่งที่เกินกว่าความเข้าใจของปุถุชนนั่นคือ พระอภิธรรม ส่วนพระอุบาลีก็จะจำในพระวินัย ซึ่งพระสงฆ์ที่เป็นหัวหน้าสายก็จะมีศิษยานุศิษย์มากมายที่ช่วยกันท่องจำพุทธวจนะ ศิษย์จำต่อจากครู วันรุ่งขึ้นก็จะนำสิ่งที่ท่องจำได้ไปท่องให้ครูฟัง

เมื่อเหล่าครูบาอาจารย์เห็นว่าศิษย์จำได้แล้วก็จะมอบพุทธพจน์บทต่อๆ ไปให้กลับไปท่องจำและปฏิบัติกันต่อไป และเพิ่มปริมาณในสิ่งที่ท่องจำมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนการเพิ่ม LEVEL ความยาก ในการเรียนธรรมวินัยจึงเรียกวิธีการนี้ว่า “การต่อหนังสือ ต่อมาจึงกลายเป็นที่มาของการสวดมนต์

พระพุทธวจนะ เรียกสั้นๆ ว่าพุทธมนต์ การท่องมนต์จึงเรียกว่า “การสวดมนต์”และการสวดมนต์หากกระทำเป็นประจำทำบ่อยๆ จนมีเวลาลงตัวที่แน่ชัดก็เรียกกันว่าเป็นข้อปฏิบัติที่เป็น “วัตร” ที่พระท่านเรียกว่า “ทำวัตรสวดมนต์”

การที่เราต้องสวดมนต์ให้เป็นภาษาบาลี ก็เพราะมนต์นั้นคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระองค์สอนด้วยภาษาบาลี เมื่อเราท่องจำนำเอามนต์ซึ่งจำไว้ด้วยภาษาบาลีมาสวด ก็เป็นธรรมดาที่เราต้องสวดมนต์เป็นภาษาบาลีซึ่งรับมาแต่เดิม ซึ่งจะเป็นการดีและทำให้ธรรมะจากพุทธวจนะซาบซึ้งกินใจมากขึ้น หากเราทราบความหมายหรือคำแปล

ประโยชน์ของการสวดมนต์ก็มีมากมาย เป็นการสืบต่อพุทธวจนะหรือ คำสอนของครูบาอาจารย์ต่างๆ ไว้ไม่ให้เสื่อมสูญ และเป็นการถ่ายทอดคำสอนนั้นให้เผยแผ่ขจรขจายออกไป เป็นการศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าและเหล่าพระอริยสงฆ์ในรูปแบบบทสวด เป็นการฝึกจิตภาวนาให้จิตนิ่ง พัฒนาปัญญาที่ได้จากบทสวดให้รู้แจ้งมากขึ้น จึงเป็นการเกิดบุญทางหนึ่ง เพราะจิตเกิดปัญญาที่เห็นถูกต้องตรงความเป็นจริงแล้ว ย่อมนำไปสู่การคิดดี พูดดี และทำดี

อย่างพระคาถาหัวใจเศรษฐี ที่สวดสั้นๆ ว่า “อุอากาสะ” ก็เป็นการสวดเพื่อน้อมนำไปปฏิบัติสู่ความร่ำรวย ขยันหา รักษาดี มีกัลยาณมิตร เลี้ยงชีวิตให้เหมาะสม เมื่อปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดแล้วความร่ำรวยจึงจะมาเยือนได้ ไม่ใช่การเอาแต่นั่งสวดแล้วหวังว่ามันจะรวยขึ้นซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย

Read Full Post »

บุญเปรียบเหมือนยารักษากล้ามเนื้ออ่อนแรงที่ได้ผลชะงัดกว่าการใช้ไม้ค้ำวิเศษ หรือ เฝือกที่ทำจากทองคำ คือหลักของทาน และ ศีล เป็นเบื้องต้น ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งเมตตาสอนไว้ว่า การที่จะทำให้ตนเองนั้นมีความสุข ความเจริญได้แบบไม่ต้องลงทุนอะไรมากเลย ได้แก่

ประการที่หนึ่ง ต้องเป็นคนผู้นั้นต้องเป็นผู้ที่หมั่นให้ทานแบบสม่ำเสมอ แม้หลายๆ คนจะบอกว่าวันหนึ่งๆ แทบจะไม่มีกินอยู่แล้ว จะเอาอะไรไปให้ทานอีก ซึ่งในความจริงแล้วการให้ทานไม่ได้หมายถึง เงินหรือทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว ทานยังแบ่งออกเป็นอามิสทาน ธรรมทานและอภัยทาน  ใน 2 ประเภทหลังนี้เป็นการทำทานที่ไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียวที่ได้มหาบุญกุศลสูงขึ้นไป

อามิสทาน คือ การให้วัตถุสิ่งของเป็นทาน เป็นการแบ่งปัน การเสียสละสิ่งของของตนให้แก่ผู้อื่น ด้วยมุ่งสงเคราะห์อนุเคราะห์บ้างมุ่งตอบแทนพระคุณบ้าง มุ่งบุญกุศลบ้าง มุ่งสร้างบารมีบ้าง ซึ่งจะหมายถึงวัตถุที่เป็นทานหรือทานวัตถุ มี 10 อย่าง คือ อาหาร น้ำ เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะ มาลัยหรือดอกไม้ ของหอม (ธูปเทียน) เครื่อง ลูบไล้ (สบู่เป็นต้น) ที่นอน ที่อยู่อาศัย และประทีป (ไฟฟ้า) ในสมัยนี้นิยมให้เป็นเงินเพื่อไปซื้อหาทานวัตถุนั้นก็ถือว่าไม่ได้เป็นการผิดแต่อย่างใด เพราะดูที่เจตนาเป็นสำคัญ

อามิสทานนั้นจะเป็นเหตุให้ได้มนุษย์สมบัติและสวรรค์สมบัติ เป็นเหตุให้ครองใจคน ยึดเหนี่ยวน้ำใจกันไว้ได้ มีทรัพย์สินอุดมสมบูรณ์ไม่ขาดแคลนและสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข

การให้ธรรมทาน คนในยุคนี้ที่ขาดความเข้าใจดีพอ มักจะนึกไปถึงการจัดพิมพ์หนังสือธรรมะ หนังสือสวดมนต์ออกมาแจกจ่ายเท่านั้น ซึ่งในความหมายของธรรมทานนั้นกว้างมาก เพราะหมายถึง การให้ความรู้ที่ถูกต้องมีประโยชน์แก่ผู้อื่นทั้งทางโลกและทางธรรม

ธรรมทานในทางโลกนั้น หรือวิทยาทานทางโลก เป็นการสอนให้เกิดความรู้ความสามารถในเชิงศิลปวิทยาการเพื่อนำไปประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงชีวิต และสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ด้วยความสะดวกสบายทุกอย่าง มีความยินดีเต็มใจที่จะสอนอยากให้คนอื่นเจริญ มีปัญญาใช้นำทางชีวิตที่ถูกต้อง

ธรรมทานในทางธรรมหรือวิทยาทานทางธรรมนั้น คือ การให้ความรู้ที่เป็นธรรมะนั้นยิ่งเป็นสิ่งที่ประเสริฐ ด้วยเหตุที่ว่า การดำเนินชีวิตของแต่ละคนนั้นหากขาดเสียซึ่งหลักธรรมในการดำเนินชีวิต ก็จะพบแต่ความทุกข์ เดือดร้อน ผิดหวังตลอดไป ต่อเมื่อได้ยินได้ฟังธรรม และนำมาประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องเหมาะสม ย่อมเกิดความเจริญงอกงามในชีวิตของตน

ธรรมะนั้นจะมีผลทำให้จิตใจปลอดโปร่ง สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ในที่สุดก็ทำให้รู้แจ้งเห็นแจ้งในพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเข้าถึงความสุขที่แท้จริงได้ คือมีความเข้าใจในเรื่องความร่ำรวยอย่างถูกต้องว่า “สรรพสิ่งคือของใช้ มันไม่ใช่ของฉัน” คนรวยที่แท้จริงจะไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ใช้เงินเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้เกิดคุณค่าสูงสุด

สำหรับการให้ อภัยทานนั้น เชื่อว่าทุกคนคงเข้าใจกันดีว่า เป็นการให้อภัยต่อเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย คำว่า “สรรพสัตว์” นั้นรวมถึงทั้งเทวดา คน สัตว์เดรัจฉาน ดวงจิตวิญญาณด้วย ไม่ได้หมายถึงแค่สัตว์แบบที่เราเข้าใจกัน

การให้อภัยทานนั้น เป็นการไม่ถือโทษโกรธเคืองในการล่วงเกินของผู้อื่น ไม่มีเวร ไม่ผูกเวรกับผู้ใด ทั้งยังมีจิตเมตตาปรารถนาดีต่อผู้อื่นเป็นนิตย์ หากเรานั้นเป็นผู้มีใจเบิกบานไม่ยึดโทษถือโกรธ ยินดีและพร้อมให้อภัย จะทำให้ใจนั้นมีกำลังมากทำอะไรก็ไม่มีอะไรมาขวางกั้นได้

การให้อภัยนั้นอาจจะยากสำหรับคนบางคน ซึ่งต้องอาศัยการฟังธรรม ประพฤติปฏิบัติธรรมแบบเข้มข้นและทำบ่อยๆ จนเกิดความเข้าใจแจ่มแจ้ง เมื่อเห็นคุณ เห็นประโยชน์ของการให้อภัย แล้วจะทำให้อภัยได้ง่ายขึ้น

แนวทางที่จะทำให้เราให้อภัยต่อผู้อื่นได้ง่ายขึ้นขอให้ยึด “หลักพรหมวิหาร 4”  มาเป็นตัวช่วย คือมีเมตตา กรุณา มุทิตาหรือความยินดี และสุดท้ายถ้าไม่ไหวจริงๆ ขอให้อุเบกขาหรือวางใจเป็นกลางนิ่งเฉย จะช่วยให้ใจเราเบาสบาย ปล่อยให้กรรมเป็นตัวกำหนดตามธรรมชาติเพราะคนเราทำอะไรไว้ย่อมได้เช่นนั้น

เคล็ดทำบุญด้วยทานที่ให้อานิสงส์สูง

ร่วมงานทอดกฐินหรือทอดผ้าป่า

การทอดกฐินนั้นถือว่าเป็นการสร้างบุญใหญ่ที่สมควรทำเป็นอย่างยิ่งหากเกิดเป็นคนในชาตินี้  ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งเมตตาบอกเคล็ดไว้ว่า  หากอยากให้มีวาสนาดี เงินทองคล่องมือ ไม่มีวันตกต่ำขอให้ร่วมเป็นเจ้าภาพในการทอดกฐิน ผ้าป่าติดต่อกันอย่างน้อย 3 ปีติดกัน

การร่วมเป็นเจ้าภาพนั้น ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นถึงประธานหรือกรรมการที่สมัยนี้มีการกำหนดกันว่าต้องบริจาคเงินเท่านั้น เท่านี้ แต่การร่วมเป็นเจ้าภาพนั้นหมายถึง เป็นกฐินสามัคคีที่ทุกคนร่วมเป็นเจ้าภาพได้ จะร่วมเป็นเจ้าภาพใส่ซองหนึ่งบาทหรือพันบาท ก็ถือว่าร่วมเป็นเจ้าภาพได้บุญทั้งสิ้น

แต่ใครจะได้บุญมากหรือน้อยต้องดูที่ปัจจัยหลายอย่างในเรื่องของเงินบริสุทธิ์ เจตนาและความพยายาม ซึ่งก็แล้วแต่บุญและกรรมของคนที่ทำ ในพุทธกาลมีตัวอย่างมากมายหลายเรื่องที่คนทำบุญด้วยเงินน้อยแต่ได้ผลบุญที่ออกดอกออกผลมหาศาล

พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่าคนที่ทอดกฐินด้วยใจบริสุทธิ์ หรือว่าร่วมในการทอดกฐินครั้งหนึ่งก็ดี จะปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ จะปรารถนาเป็นพระอัครสาวกก็ได้ จะปรารถนาเป็นพระอรหันต์ก็ได้ เมื่อบุญน้อยลงมาจะเป็น พระมหากษัตริย์ 500 ชาติ เป็นมหาเศรษฐี 500 ชาติ เป็นอนุเศรษฐีอีก 500 ชาติ เป็นคหบดีอีก 500 ชาติ ตามลำดับ

อานิสงส์ของการร่วมทำบุญทอดกฐินยังมีอีกมากมายเช่น

1. ทำให้เป็นผู้มั่งคั่งมีทรัพย์สินมาก และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้โดยง่าย

2.ทำให้เป็นผู้มีจิตใจแช่มชื่น บริสุทธิ์และผ่องใสอยู่เสมอ

3.ทำให้เป็นผู้มีจิตใจตั้งมั่น เป็นสมาธิและเข้าถึงธรรมได้โดยง่าย

4.ได้ชื่อว่าเป็นผู้สามารถใช้ทรัพย์สมบัติให้เกิดเป็นบุญกุศลติดตัวไปในภพเบื้องหน้าได้อย่างเต็มที่

5.ทำให้เป็นคนรูปงาม ผิวพรรณงาม เป็นที่รักของคนทั่วไป

6.ทำให้เป็นผู้มีชื่อเสียง เกียรติคุณ น่ายกย่องสรรเสริญ เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาน่าเคารพนับถือ

แล้วถ้าหากได้ไปร่วมทอดกฐิน 3 ปีติดต่อกันนั้น บุญนั้นจะมากเท่าใด ครูบาอาจารย์ท่านถึงได้เน้นในเรื่องนี้มากและมีตัวอย่างที่พิสูจน์มาแล้วมากมาย คนที่อยากมีโชคลาภแบบลาภลอย ขอให้หมั่นทำทานให้มาก โดยเฉพาะทานแบบเฉพาะหน้า ไม่รู้ตัวใครมาขอก็ให้เขาไป ใครมาชวนทำบุญก็ทำทันที และหมั่นใส่บาตรทุกวัน ข้อห้ามสำคัญที่ห้ามขาดเลยคือห้ามเล่นการพนัน ห้ามกินเหล้าเมาสุราเป็นอันขาดถ้าอยากจะรวย ใครที่ขัดสนเรื่องเงินทอง มีแต่ปัญหาเรื่องเงิน บอกได้คำเดียวว่า “ต้องทำ” ไม่ใช่แค่ “ควรทำ”เท่านั้น

ประการที่สอง ต้องเป็นผู้รักษาศีล 5 อย่างเคร่งครัด

การรักษาศีล 5 นั้นเป็นเรื่องกำลังพื้นฐานในการที่จะนำไปสู่การเป็นคนรวยและมีความสุขได้ตลอดกาล เป็นการล้างชำระจิตใจให้สะอาดเปรียบเป็นภาชนะที่สะอาดหมดจดเพื่อจะรองรับความเป็นมงคล หรือสิ่งที่ดีงามที่กำลังจะเข้ามาในชีวิต และเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้ความดีที่ทำมาแล้วรั่วไหลออกจากตัวอีกด้วย

วิธีการรักษาศีลให้ถูกต้องและให้ได้ผล เราต้องมีการสมาทานศีล การสมาทานก็คือ การรับเอาเข้ามาเพื่อปฏิบัติด้วยการแสดงเจตนาหรือตั้งใจเริ่มด้วยการบอกกล่าวโดยเปล่งวาจาหรือจะว่าในใจก็ได้ การสมาทานศีลหากเป็นอย่างทางการแล้ว ก็ทำได้โดยวิธีที่เราไปขออาราธนาศีลและรับสมาทานศีลจากพระภิกษุโดยตรงนั่นเอง

การสมาทานศีลในรูปแบบนี้นั่นเป็นรูปแบบตามพิธีการ ซึ่งกระทำเมื่อเวลามีงานบุญ หรือพิธีทางศาสนาต่างๆ โดยพระสงฆ์จะให้ศีลเป็นภาษาบาลี หากเราต้องการให้ข้อศีลลึกซึ้งเข้าไปในจิตใจเราก็ควรรู้และเข้าใจความหมายหรือคำแปลในศีลแต่ละข้อด้วย

อย่างไรก็ตามการไปรับศีลจากพระโดยทั่วไปนั้น เรามักไม่ค่อยมีโอกาสได้กระทำกันนอกจาการที่ไปทำบุญที่วัด จิตก็เลยอาจจะไม่ได้ระลึกถึงศีลอยู่อย่างสม่ำเสมอ วิธีการที่สะดวกที่สุด ให้เราสามารถตั้งใจสมาทานศีลเอง โดยกระทำในที่พักอาศัยหรือบ้านของเราก็ได้ โดยกระทำต่อหน้าพระรัตนตรัย ( ทำเอง ณ เบื้องหน้า หิ้งพระ หรือโต๊ะหมู่บูชา ถ้าไม่มี ก็ให้ตั้งจิตเอาเองก็ได้ ในสถานที่อันควร)  และควรสมาทานศีลให้ได้ ทั้งเช้าและ ค่ำ

กระบวนการสมาทานศีลใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีแต่เกิดผลดีมหาศาลต่อชีวิตเป็นการให้คำมั่นสัญญาในชีวิตว่าเราจะไม่ทำความชั่ว แค่ 5  นาทีในแต่ละครั้งในทุกวัน คนที่อยากมีความสุขความเจริญย่อมสามารถทำได้โดยไม่มีเงื่อนไขแน่นอน

หลังจากสมาทานศีลแล้วก็ควรตั้งใจไว้ว่าจะรักษาศีลให้ดีที่สุดในแต่ละวัน เริ่มในเวลาเช้า เมื่อตื่นนอนรู้สึกตัว ก็ให้ทำเลย ก่อนที่จะไปทำงานหรือไปศึกษาเล่าเรียน ทำภารกิจประจำวันต่าง ๆ ส่วนในเวลาค่ำ ก็ให้ทำก่อนนอนทุกๆวัน ในระหว่างวัน ถ้ารู้ตัวว่าละเมิดศีล ผิดศีลในข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบสมาทานศีลใหม่หมดทุกข้อทันที และก่อนที่จะสมาทานศีลในตอนค่ำนั้น ให้เราตรวจดูศีลอีกครั้งหนึ่ง

หากเห็นว่าสมบูรณ์บริบูรณ์ดีแล้ว ก็โมทนาสาธุให้กับตนเอง และขอน้อมถวายบุญกุศลอันเกิดจากการที่เรารักษาศีลมาได้สมบูรณ์ดีแล้วในวันนี้ ก็ทำการบูชาพระรัตนตรัย  อธิษฐานให้ผลบุญนี้เป็นพละ(กำลัง) ปัจจัย ให้เราประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา (จะเป็นเรื่องประพฤติปฏิบัติ และหรือสิ่งที่เราปรารถนาอันชอบธรรมก็ว่าไป)

แต่ถ้าหากตรวจดูแล้วเห็นว่าข้อศีลเราบกพร่องผิดพลาดในศีลไป ก็ให้อโหสิกรรม (ยกโทษ) ให้กับตนเอง ไม่ต้องไปเสียใจหรือวิตกกังวลกับสิ่งที่ผิดพลาดบกพร่องไปแล้ว และให้ตั้งใจว่าในครั้งต่อไป วันต่อไป เราจะทำให้ดีที่สุด ในการรักษาศีล และพยายามระมัดระวังไม่ให้มีการผิดพลาดบกพร่องขึ้นอีก  ให้หมั่นทำหมั่นตรวจสอบเป็นประจำทุกวัน

เมื่อทำอย่างนี้เป็นประจำทุกวันแล้ว ศีลของเราก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ จนเรามีศีลมั่นคง ซึ่งเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของอริยบุคคลขั้นต้น (พระโสดาบัน) การมีศีลมั่นคง ก็คือ จะไม่มีการผิดหรือละเมิดศีล (ศีล 5หรือศีล 8 ) อีกต่อไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะมีอะไรมากระทบ บีบคั้นอย่างไร ก็ไม่อาจจะไปละเมิดศีลหรือผิดศีลได้ จนแม้กระทั่งสามารถยอมสละชีวิตได้ เพื่อไม่ให้ผิดศีล เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว จะได้มีการสมาทานศีลหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่จำเป็นแล้วเพราะศีลได้เข้าไปอยู่ในจิตใจแล้วอย่างแท้จริง เรียกว่ามีสติสมบูรณ์ในศีลแล้วนั่นเอง

หากถามว่า ถ้าเรามุ่งมั่นจะรักษาศีลให้มั่นคงแล้วเราจำเป็นต้องสมาทานศีลอีกหรือไม่ ก็คงตอบได้ว่าจำเป็น เพราะอานิสงส์ของศีลนั้น เกิดจากจิตที่ตั้งใจ (เจตนา) งดเว้นจากการเบียดเบียน การอยู่เฉยๆ โดยไม่ได้แสดงเจตนางดเว้นจากการเบียดเบียน จึงไม่ได้เป็นการรักษาศีล เป็นแต่เพียงยังไม่ได้ไปผิดศีลเท่านั้นเอง ดังนั้น จึงยังมิได้รับอานิสงส์ในส่วนของการรักษาศีลแต่อย่างใด

ให้ลองนึกถึงตัวอย่างง่ายๆ เช่น คนเจ็บไข้ได้ป่วยที่นอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล ที่เขาไม่ได้ระลึกถึงศีลเลย แต่เขาก็ไม่ได้ไปละเมิดศีล หรือทำผิดศีลเลยแม้แต่เพียงข้อเดียว  นั่นก็ยังไม่ได้ถือว่าเขาผู้นั้นรักษาศีลหรือถือศีลแต่อย่างใด ก็เพราะเขาไม่ได้มีเจตนา (ตั้งใจ) งดเว้นจากการเบียดเบียน (รักษาศีล) นั่นเอง การที่จะเป็นผู้ที่มีเจตนางดเว้นจากการเบียดเบียนได้ตลอดเวลาทุกขณะจิต(มีสติในศีล) คือการมีศีลมั่นคงแล้วนั้น ก็ต้องมีวิธีการเพื่อให้จิตระลึกถึงศีลได้ โดยเริ่มต้นจากการสมาทานศีลก่อนนั่นเอง

การรักษาศีล 5 อย่างยิ่งยวดไม่ย่อท้อจะเป็นการเปิดทางให้บุญนั้นส่งผลอย่างเต็มที่ เหมือนเราเป็นเครื่องรับที่มีกำลัง บุญกุศลที่เราเพียรทำมาก็จะส่งผลกับชีวิตของเราได้อย่างเต็มที่ทำอะไรก็เจริญ ทำอะไรก็สำเร็จโดยง่าย

Read Full Post »

“สิ่งสำคัญ บางครั้งไม่อาจเห็นด้วยตา”

คุณผู้อ่านคงเคยสังเกตเห็นว่าคนที่ร่ำรวยมากๆ นอกจากจะขยันทำมาหากิน ฉลาดทำกินและประกอบวิชาชีพอย่างสุจริตแล้วเขาเหล่านั้น ยังมีการกระทำที่นอกเหนือยิ่งไปกว่านั้นมากมาย เช่น การเดินสายทำบุญให้ทาน การหมั่นสวดมนต์เจริญภาวนา รวมไปถึงการเช่าบูชาพระเครื่อง หรือบูชาเครื่องรางของขลัง นอกจากนั้นยังมีการไปเข้าร่วมทำพิธีกรรมทางศาสนาอื่นๆ อีกมากมาย ตามโอกาสจะอำนวยของเหล่าผู้คนจำนวนมาก ทั้งคนรวยคนจน

ซึ่งก็เป็นที่น่าแปลกใจสำหรับบางคนว่า แม้แต่พวกเศรษฐียังกระทำในสิ่งที่คนจนส่วนมากก็กระทำกัน แล้วตกลงว่าเราควรจะกระทำอย่างไหน ควรจะมุ่งหน้ากระทำแต่พิธีกรรม การสวดมนต์ และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายอย่างเดียวจะดีกว่าหรือไม่ หรือจะเลือกใช้ชีวิตแบบการมุ่งเน้นในการกระทำเพื่อสร้างความร่ำรวยเพียงอย่างเดียวไม่จำเป็นต้องพึ่งเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ใดๆ

“สิ่งสำคัญนั้นไม่อาจเห็นได้ด้วยตา” ผู้เขียนขอนำคำกล่าวของครูบาอาจารย์คนสำคัญท่านหนึ่งมากล่าวไว้ตรงนี้ว่า การที่คนๆ หนึ่งจะประสบความสำเร็จได้มีทั้งปัจจัยที่มองเห็น และมองไม่เห็นอีกมากมาย สิ่งที่มองเห็นหรือสิ่งที่เราสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้านั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ประกอบกันในความสำเร็จ ยังมีสิ่งที่มองไม่เห็นแต่มีอยู่จริง

ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ พรหมเทพเทวดา เจ้ากรรมนายเวร สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่คนเรามองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ด้วยกายเนื้อ หรือประสาทสัมผัสใดๆ ที่เรามีอยู่แต่สิ่งเหล่านี้ก็มีอยู่จริง ยกตัวอย่างเรื่องของเจ้ากรรมนายเวรที่คอยขัดขวางชีวิตของคนเราสักหนึ่งอย่าง

ในครั้งพุทธกาล มีภิกษุกลุ่มหนึ่งออกพรรษาแล้วต้องการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เดินทางออกจากวัดรอนแรมมาหลายวัน แล้วได้เข้าพักที่ถ้ำแห่งหนึ่งในยามพลบค่ำ พอเข้าไปพักแล้วจู่ๆ ก็มีหินก้อนใหญ่หล่นลงมาปิดปากถ้ำ พยายามจะเคลื่อนย้ายอย่างไรก็ไม่อาจทำให้มันขยับเขยื้อนได้ ไม่ว่าชาวบ้านจะเกณฑ์คนมาช่วยกันงัด ขุดเจาะก็ล้วนไม่เป็นผล

ในระหว่างที่ภิกษุทุกคนกำลังนั่งรอความตายอยู่ในวันที่เจ็ด จู่ๆ หินก้อนนั้นก็เคลื่อนที่ออกไปเองราวปาฏิหาริย์ ภิกษุพากันดีใจกันสุดชีวิต ชาวบ้านที่อยู่ภายนอกจึงพากันมาจัดข้าวน้ำถวายทำให้รอดตายกันแบบหวุดหวิด เหตุการณ์นี้นำพาไปสู่คำถามมากมายว่ามี “มือที่มองไม่เห็น” ไปหยิบหินขวางแล้วยกออกไปตามใจได้หรืออย่างไร

ภิกษุพากันนำเรื่องนี้ไปกราบทูลต่อพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเห็นความเป็นไปของทุกสรรพสิ่ง พระพุทธองค์ทรงอธิบายถึงเรื่องนี้ที่ว่าเป็นปาฏิหาริย์ นั้นเป็นท่านทั้งหลายยังไม่เข้าใจหรือปัจจัยแฝงตัวในเหตุการณ์นี้เพียงพอ พระพุทธองค์ทรงตรัสเล่าถึงความเป็นมาของภิกษุทั้งเจ็ดในชาติก่อนว่า

เธอทั้งหลายในอดีตชาติเป็น เด็กเลี้ยงวัวมาก่อน วันหนึ่งก็จูงวัวไปกินหญ้าตามปกติเกิดพบเห็นตัวเงินตัวทองวิ่งจะลงรูที่จอมปลวกข้างทาง จึงพากันนึกสนุกช่วยกันเอาก้อนดินปิดทางไว้ไม่ให้เข้า และออกจากทางนั้นได้ กะว่า ตอนเย็นจะค่อยมาเปิดปากรู

แต่กลายเป็นว่าเด็กเลี้ยงวัวทุกคนพากันลืมสนิททำให้ตัวเงินตัวทองติดอยู่ในจอมปลวกเสียสนิทนานถึง 7 วัน พอครบวันที่ 7 ทั้งหมดก็พากันนึกได้ว่าขังตัวเงินตัวทองให้อยู่ในนั้น จึงรีบไปปล่อยออกมาตัวเงินตัวทองจึงเกือบตาย คลานกระย่องกระแย่งออกมา ด้วยเศษกรรมเหล่านี้เองที่ทำให้เมื่อชาติปัจจุบันพอทั้งหมดได้กลายเป็นภิกษุแล้ว จึงถูกตัวเงินตัวทองซึ่งเป็น “เจ้ากรรมนายเวร” ให้มาสร้างเหตุและปัจจัยให้ต้องอยู่ในถ้ำยาวนานถึงเจ็ดวัน

จากเรื่องราวที่กล่าวมาเป็นคำตอบได้ว่า เจ้ากรรมนายเวร ก็คือสิ่งที่มีอยู่จริงและเป็นใครก็ตามที่เราเคยทำให้เขาเดือดร้อน และมีการผูกอาฆาตหมายมั่นปั้นมือเอาไว้หากทางล้างแค้นให้ได้ ถ้าสบโอกาสเมื่อไหร่ก็จะทำทันที พลังแห่งความพยาบาทนั้นแลเป็นตัวเกิดของกรรมผูกพันกัน คอยตามเล่นงานกันไปหลายภพหลายชาติ

คนบางคนแม้จะประกอบอาชีพประสบความร่ำรวย แต่ไม่มีใครได้ทุกอย่างดังใจเสียหมด บางคนป่วยเป็นโรคร้ายป่วยอยู่ตลอดเวลา บางคนครอบครัวไม่สงบสุข บางคนรวยแต่ก็อยู่อย่างโดดเดี่ยว ฯลฯ พวกคนรวยจึงจำเป็นต้องหาที่พึ่ง มีการขออโหสิกรรม มีการทำพิธีกรรมขอขมาต่อสิ่งที่มองไม่เห็นเหล่านี้กันอยู่เนืองๆ

และการทำพิธีกรรมรวมไปถึงการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ นั้นผู้ที่บูชาและปฏิบัติก็มีความรู้ความเข้าใจกันอยู่หลายระดับ มีทั้งที่ทำด้วยความรู้จริงเข้าใจจริงว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง พรหมเทพเทวดามี บุญบาปมีจริง คนเหล่านี้เวลากระทำการใดๆ ก็จะมีสติกำกับไม่หลงทาง แต่ก็มีบ้างก็ทำด้วยความไม่รู้ มีความงมงาย ไม่เข้าใจว่าแต่ละอย่างแต่ละการกระทำมีความหมายอะไร ขอให้ได้ทำไว้ก่อน

คนที่มีปัญญาและสติจะกระทำการสร้างบุญและการทำพิธีกรรมต่างๆ ด้วยความเข้าใจ ผู้มีปัญญาจะสามารถรับรู้ได้ว่า สิ่งที่ทำเป็นเหมือน “ราวบันได” ให้เป็นตัวช่วยจับยึดไม่ให้ล้ม เป็นสิ่งที่น้อมให้จิตใจเข้าไปสู่การกระทำคุณงามความดี ส่วนการทำความดีก็คือการเร่งสร้างพลังที่ต้นขาของเขาเอง ให้มีกำลังวังชาเดินขึ้นบันไดได้อย่างสบาย หากขามีกำลังมั่นคงแล้ว ราวบันไดอาจไม่จำเป็นอีกต่อไป

ส่วนคนที่ยังไม่เข้าใจก็อาจเข้าใจว่า ราวบันไดนั้นเป็นราวบันไดวิเศษที่จับแล้วจะกลายเป็นบันไดเลื่อน  พาเลื่อนไปสู่จุดสูงสุดได้ ซึ่งไม่ใช่ความจริง แต่การจับราวบันไดไว้ก็ยังถือว่าดีกว่าปล่อยให้ตัวเองล้มลงกลิ้งเกลือกไม่เป็นท่าอยู่ปลายบันได เหมือนคนพิการที่ขาก็ไม่แข็งแรง มือก็ไม่ยอมจับราว ไหนเลยจะเดินขึ้นสู่ที่สูงได้

เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์เสริมความร่ำรวยที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ จึงเปรียบดังการยึดถือราวบันไดเอาไว้ให้มั่น พร้อมๆกับ การเสริมพลังที่กล้ามเนื้อต้นขาให้มีแรงไปพร้อมกัน เมื่อเหตุพร้อมปัจจัยพร้อมร่างกายแข็งแรงดี ในที่สุดเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง มือทั้งสองข้างย่อมปล่อยราวให้เป็นอิสระ

อย่างไรก็ตาม ร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงจะแข็งแรงขึ้นมาได้ต้องฝึกฝน สั่งสม กระทำให้มากพอ นานพอ และมีความสม่ำเสมอ จึงจะมีแรงเหมือนคนพิการกล้ามเนื้อชั่วคราว อยากจะแข็งแรงก็ต้องเร่งฟิตร่างกาย หมั่นออกกำลัง เดินก็ต้องใช้ราวไม้ค้ำช่วย เมื่อแข็งแรงดีแล้วก็ใช้ชีวิตได้ตามปกติ

วิชาเคล็ดแห่งความรวยนี้ก็เช่นกัน หมั่นเพียรทำ เพียรสร้างให้ถึงที่สุดย่อมประสบความสำเร็จแน่นอน

Read Full Post »

คลายความสงสัย ทำไมบางคนเกิดมารวย บางคนเกิดมาจน บางคนก็พอมีพอกินอยู่ได้ตามอัตภาพ ก่อนจะนำไปสู่หลักวิธีการ ขอทำความเข้าใจเรื่องคำถามที่ว่า ทำไมฟ้าช่างไม่ยุติธรรมบันดาลให้คนเรารวยจนแตกต่างกัน บางคนเกิดมาก็รวยล้นฟ้า บางคนก็เกิดมายากจนเข็ญใจแบบแทบจะไม่มีอะไรกิน

คนที่เกิดมาร่ำรวยนั้น มีเหตุให้รวยเพราะกรรมหรือการกระทำได้กำหนดเอาไว้ เช่นเดียวกับคนที่เกิดมายากจนก็เช่นเดียวกัน เพราะการกระทำกำหนดให้เป็นไป ตัวอย่างที่อยากจะกล่าวถึงเรื่องบุคคลที่ร่ำรวยมากๆ รวยมาตั้งแต่เกิดนั้นมีมากมาย ขอยกตัวอย่างบุคคลหนึ่งที่รวยแสนรวยและสามารถชี้มูลเหตุแห่งความรวยได้ชัดเจน นั่นก็คือ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี

ท่านผู้นี้รวยแค่ไหน ก็ร่ำรวยขนาดมีเจ้าชายท้าให้เอาทองไปกองให้เต็มลานที่จะสร้างวัดได้เมื่อไหร่ก็จะยกพื้นที่นั้นให้สร้างวัด ท่านก็รับคำท้าจัดแจงเอาทองคำที่ท่านมองว่าเป็นเหมือนวัตถุธรรมดาไม่ต่างจากกระเบื้องมาปูให้เต็มลาน จนเจ้าชายต้องซูฮกยอมถอย ยกพื้นที่ให้สร้างวัด เพราะทึ่งในความศรัทธา

นี่คือ คนรวยระดับที่โลกต้องจารึก กาลเวลาผ่านไปกว่าสองพันห้าร้อยปี เรื่องราวของเศรษฐีคนนี้ก็ยังถูกนำมาเล่าขานให้ชนรุ่นหลังได้ฟังอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งการที่ท่านร่ำรวยขนาดนี้นั้นไม่ใช่จู่ๆ ฟ้าก็บันดาลลงมาให้ท่านรวย คนที่จะตอบคำถามว่าท่านรวยขนาดนี้ได้อย่างไรก็มีเพียงพระพุทธเจ้าเพียงผู้เดียว ผู้ซึ่งเป็นผู้รู้แจ้งทุกสิ่งในโลก

พระพุทธเจ้าตรัสเล่า เหตุแห่งความร่ำรวยของเศรษฐีคนนี้ว่า ย้อนไปเมื่อแสนกัปปีที่แล้ว ในสมัยนั้นมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งพระนามว่า ปทุมุตตระพุทธเจ้า ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้เกิดเป็นบุตรของผู้มีสกุลในเมืองหงสาวดี เป็นผู้มีอันจะกินคนหนึ่ง

อยู่มาวันหนึ่ง ท่านได้ไปฟังธรรมจากพระบรมศาสดา ได้เห็นพระบรมศาสดาทรงสถาปนาอุบาสกท่านหนึ่งไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะผู้เป็นเลิศกว่าอุบาสกทั้งหลายด้านการถวายทาน เป็นเหตุให้ท่านอยากเอาอย่างบ้าง

เมื่อท่านได้เห็นดังนั้นจึงได้เร่งสั่งสมบุญกุศลอย่างยิ่งยวด นอกจากทำมาหากินอย่างสุจริตค้าขายอย่างชอบธรรมแล้ว ท่านยังมีการเลี้ยงพระถวายภัตตาหารเป็นสังฆทาน โดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธานตลอด 7 วัน แล้วตั้งความปรารถนาว่า ความปรารถนาอย่างอื่นไม่ต้องการเลย ต้องการตำแหน่งอันเลิศอย่างนี้อย่างเดียว และเพียรทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

เมื่อละสังขารจากชาตินั้นแล้วไปบังเกิดในสวรรค์ จนกระทั่งถึงเวลาก็ลงมาสร้างบารมีบนโลกมนุษย์อีก ท่านเวียนว่ายตายเกิดอยู่ใน 2 ภพภูมิ คือ เทวโลก และมนุษยโลกเท่านั้น ในช่วงตลอดแสนกัปที่ผ่านมาไม่เคยไปท่องในอบายภูมิเลยแม้สักครั้ง

มาในสมัยพุทธกาลนี้ ท่านเศรษฐีก็ได้มาบังเกิดในเรือนของสุมนเศรษฐี แห่ง นครสาวัตถี พ่อแม่จึงตั้งชื่อว่า “สุทัตตะ” แล้วด้วยอุปนิสัยรักการให้ของท่าน จึงได้ชื่อใหม่ว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐี ซึ่งเป็นชื่อที่ท่านตั้งความปรารถนาไว้ จนกระทั่งได้มาพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและได้สร้างมหาทานบารมีอย่างเต็มที่

ท่านเศรษฐีนั้นไปวัดพระเชตวันทุกวันมิได้ขาด วันละสามครั้งบ้าง สองครั้งบ้าง โดยท่านจะไปอุปัฏฐากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งเวลาเช้าและเวลาเย็น นอกจากนี้ท่านเศรษฐียังไปบำรุงพระภิกษุสงฆ์แห่งอื่นๆ ด้วย คือไปทั่วถึง ตั้งแต่พระบรมศาสดากระทั่งพระสาวก เวลาท่านเศรษฐีไปวัด ท่านไม่เคยไปมือเปล่าเลย เพราะใจท่านเอื้ออาทรต่อพระเณร อยากให้ท่านทำพระนิพพานให้แจ้งได้สะดวก เจริญสมาธิภาวนาได้สะดวก

ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ทำทาน รักษาศีล เช่นนี้ทุกวัน จนกระทั่งทรัพย์ของท่านเริ่มหมดลง บริวารจึงมาเรียนให้ทราบว่า ทรัพย์มากมายกำลังหมดลงไปแล้ว หมดไปด้วยเหตุหลายเรื่อง พ่อค้าที่ร่วมลงทุนค้าขายกับท่านได้กู้เงินจากท่านเศรษฐีไปแล้วไม่ยอมเอามาคืน ขอยืมเป็นขอลืม ทรัพย์ที่ท่านฝากพระแม่ธรณีที่ฝังเอาไว้ในแผ่นดิน เป็นสมบัติของตระกูลท่านอีกมาก ซึ่งฝังไว้ที่ริมตลิ่ง ต่อมาก็ถูกน้ำเซาะพังทลายไป ทรัพย์ทั้งหลายก็หายไปตามสายน้ำ

ด้วยเหตุนี้ทรัพย์ของท่านจึงหมดลง แต่แม้จะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐียังถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์เป็นประจำ แม้วัตถุทานของท่านไม่ประณีตเหมือนเดิม แม้ทานนั้นไม่ประณีตก็ถวายทานไปอย่างเดิม

แม้แต่เทวดาที่อยู่ในซุ้มประตูบ้านมาบอกให้เลิกทำทาน ท่านก็ไม่สนกลับไล่เทวดาองค์นั้นไปเสียด้วยซ้ำ ใครมาบอกให้โกงบ้าง คดบ้างท่านก็ไม่ยอมกระทำ มุ่งมั่นทำทานรักษาศีลให้เคร่งครัดที่สุด ยอมอดเพื่อให้คนอื่นได้อิ่ม แม้จะมีเหลือแค่ปลายข้าวกับน้ำผักดองก็ยังคงมุ่งมั่นทำทานต่อไป

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ทรงห้ามการให้ที่ดูจะเกินกำลังแล้วของท่านเศรษฐี เพราะทรงทราบว่า ผลแห่งบุญที่กระทำนี้ คือ ความสุขความสำเร็จในชีวิตและจะส่งผลให้สุทัตตะมีความสุขความเจริญแน่นอน ซึ่งก็เป็นความจริงเช่นนั้น ที่ทรัพย์ทั้งหลายที่เคยสูญหาย หรือถูกโกงถูกนำกลับมาคืนได้ทั้งหมด จะเห็นได้ว่า การกระทำหลักๆ ที่ทำให้ร่ำรวยมาก นั้นเป็นกรรมที่เกิดขึ้นทางใจก่อนคือ

ความมีนิสัยใจคอเผื่อแผ่ คือเอาแต่คิดให้

ท่านเศรษฐีสุทัตตะมีจิตผูกใจอยู่กับการให้ เคยชินกับการเป็นผู้ให้ รักที่จะให้มาตั้งแต่อดีตชาติ ขนาดไม่มีให้ก็ขวนขวายกระวนกระวายอยากหามาช่วยเหลือคนกำลังตกทุกข์ได้ยาก ตลอดชีวิตมีแต่ใจอยากเจือจาน กลัวแต่ว่าคนอื่นจะมีไม่พอ กระทั่งลืมๆว่าตัวเองจะมีพอไหม ผลแห่งการใจดีเกินธรรมดา คือการเป็นผู้มีทรัพย์มากเกินกว่าคนทั่วไปจะพึงมีพึงได้

การละอายต่อบาปอย่างยิ่งยวด

คือขนาดยอมอดตายดีกว่าคิดคดโกง ผู้ไม่คิดเพ่งเล็งเอาทรัพย์ผู้อื่นโดยมิชอบ ย่อมรับผลเป็นความสุขและปลอดภัยในทรัพย์สิน จะเห็นได้ว่าแม้ทรัพย์จะถูกคดโกงหรือถูกทำให้เสียหายสุดท้ายก็จะได้คืนมาอยู่ดี

กรรมทางใจเป็นหลักนี้เป็นเหตุให้เกิดการกระทำความดีขึ้นมาอีกมากมาย ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งเป็นผู้รู้เกี่ยวกับเรื่องผลบุญและกรรมที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งได้กล่าวสนับสนุนเรื่องกรรมปลีกย่อยที่แต่งให้คนๆ นั้นเกิดมาร่ำรวยอีกมากมายหลายประเด็นดังนี้

1. ชี้ช่องคนอื่นรู้จักทำมาหากิน

คือเคยช่วยเหลือให้ผู้อื่นกลายเป็นผู้ฉลาดในธุรกิจ กับทั้งมีใจใหญ่คิดเผื่อแผ่กลยุทธ์การทำมาหากินอย่างสุจริตให้กับคนทั้งประเทศ หรือทั้งโลก หากการเผื่อแผ่ของเขาเป็นไปโดยบริสุทธิ์และปรารถนาให้คนทั้งแผ่นดินอยู่ดีกินดี มีชีวิตที่เป็นสุขขึ้นก็เป็นเหตุให้เกิดมาร่ำรวยได้

บุญที่ทำนั้นอาจนำให้ไปเกิดในถิ่นฐานอุดมสมบูรณ์ หรืออย่างน้อยแม้เกิดในถิ่นฐานแห้งแล้งด้วยบาปบางประการ เขาก็จะมีกินมีใช้เหนือกว่าคนที่อยู่แวดล้อมทั้งหมดตั้งแต่เกิด นอกจากนั้นยังฉลาดในการหา ฉลาดในการเก็บ และฉลาดในการใช้เป็นอย่างยิ่ง เพราะเคยบอกกล่าววิธีคนอื่นมาก่อน

2.  เคยงดเว้นบาปชนิดที่ให้ผลเป็นความอัตคัดใดๆ ทุกรูปแบบ

หมายความว่า ไม่เคยไปสร้างกรรมที่ทำให้เกิดความเดือดร้อนทางทรัพย์สิน ไม่เคยก่อความทุกข์ยากให้สูญทรัพย์แก่ใคร ไม่เคยเผาไล่ที่ใคร ทั้งที่มีสิทธิ์ทำได้ด้วยอำนาจที่มี ตนเองเห็นว่าคนยากจนกำลังใช้พื้นที่หลวงบางส่วนในการทำมาหากินอย่างสุจริต แม้จะก่อความไม่เรียบร้อยไปบ้าง ก็ไม่ไปตัดโอกาสในการทำมาหากินของเขา

3. เคยเป็นผู้ยกผลประโยชน์ใหญ่ของตนให้คนอื่นด้วยน้ำใจเมตตาอารี

เช่นตนเองเคยเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสาธารณประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวมมากมาย และเมื่อมีผลประโยชน์เกิดขึ้นอันชอบธรรมที่ตนเองพึงจะได้แล้ว กลับไม่ยอมรับผลประโยชน์อันนั้น กลับยกให้เป็นของส่วนรวมเพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่ หรือเคยเป็นผู้เคยมอบสมบัติให้แก่ผู้สมควรได้รับ หรือมอบวัตถุอย่างใหญ่ มอบที่ดินให้เป็นประโยชน์แด่สงฆ์

4. เคยเป็นผู้ให้ลาภลอยแก่คนอื่นโดยที่เขาไม่คาดฝัน

มีอุปนิสัยแห่งการให้ คือเมื่อพบเห็นใครน่าช่วยเหลือก็ช่วยเลยทันทีทำให้คนอื่นเขาได้รับลาภเพราะความช่วยเหลือของตน ทำให้เขายินดีปรีดามีความสุขกับลาภที่ด้ หรือทำให้เขารอดจากภาวะยากลำบากแบบฉับพลันทันที

หรือเคยเป็นผู้ตั้งใจให้คนอื่นดีใจกับการได้รับของขวัญ ของกำนัลโดยไม่คาดฝัน ชอบสร้างความประหลาดใจโดยไม่เปิดโอกาสให้คนๆ นั้นรู้เนื้อรู้ตัว หวังจะเห็นเขาตื่นเต้นยินดีสุดขีด ความหวังชนิดนั้น ถ้าทำสำเร็จก็ให้ผลเป็นลาภลอยก้อนใหญ่ได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ารู้ว่าใครอยากได้อะไรมานาน รู้ว่าชีวิตเขาจะเปลี่ยนไปในทางดีขึ้นหากได้สิ่งนั้น ก็จะบังเกิดผลให้เป็นคนที่ลาภลอยก้อนใหญ่แบบไม่คาดฝัน

นอกจากการกระทำที่ก่อให้เกิดความร่ำรวยอันเกิดจากการให้ทานแล้ว ความร่ำรวยยังมาในลักษณะของโชคลาภและความสามารถในการประกอบอาชีพได้อีกหลายทาง เช่นคนที่สามารถประกอบอาชีพใดๆ ก็ตามแล้วมีกำไรอยู่เสมอก็มี การสร้างบุญมาในลักษณะที่แตกต่างกันไป

เช่น เคยให้ความหวังแก่พระสมณะว่าจะถวายสิ่งโน้นสิ่งนี้ ตกปากรับคำแล้วภายหลังนำมาถวายตามสัญญาเสมอ แต่ให้ยิ่งขึ้นกว่านั้นคือท่านต้องการเพียงหนึ่ง แต่ได้นำของที่ท่านประสงค์มาถวายเป็นสิบ หรือเป็นจำนวนมากกว่าที่ท่านคาดหวังโดยมีจุดมุ่งหมายให้ท่านได้ใช้สอยเผื่อเหลือเผื่อขาด

เมื่อกลับไปทำงานค้าขายประกอบอาชีพ ถ้าเก็งไว้ว่าจะทำยอดกำไรสินค้าให้ถึงเป้าสักล้านบาง ยอดการค้าก็อาจพุ่งพรวดทะลุเป้าไปเป็นหลายสิบล้าน มีโชคช่วยตลอด แม้ฝีมือจะไม่ได้ดีกว่า หรือมีเล่ห์เหลี่ยมมากกว่าพ่อค้ารายอื่นก็ตาม ข้อนี้พระพุทธเจ้าเคยตรัสแนะนำวิธีการค้าขายกับเศรษฐีไว้เป็นกรณีพิเศษ หากคนที่ไม่มีวิบากกรรมเก่ามาเป็นอุปสรรค ก็น่าจะได้เห็นผลทันตาในชาตินี้ได้

ยิ่งไปกว่านั้นคุณงามความดีที่ส่งผลให้เกิดความเจริญ ความร่ำรวยอาจมาในรูปแบบของผลตอบแทนที่ได้คุ้มกับความรู้ความสามารถในงานที่ทำลงไปในทุกๆ งาน คือแม้จะไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไรมากนัก แต่เมื่อลงมือทำงานใดๆ แล้วก็มักจะได้เงินตอบแทนกลับมาแบบคุ้มค่าเหนื่อยทุกครั้ง เพราะตนเองก็เคยให้ผลประโยชน์กับคนอื่นอย่างตรงไปตรงมา สมน้ำสมเนื้อแล้วกับความรู้ความสามารถของพวกเขา

อาจเคยเป็นผู้ทำงานโดยเล็งประโยชน์สุขแก่คนอื่น คือตั้งต้นไม่ได้คิดเรื่องกำไรหรือรายได้เป็นหลัก เช่นอยากทำยาสีฟันออกขาย ก็เฝ้าครุ่นคิด หรือให้ทุนนักวิจัยว่าทำอย่างไรจะได้ยาสีฟันดีๆ มีคุณภาพสูง รักษาเหงือกและฟันได้จริง อีกทั้งมีราคาไม่แพงเกินกำลังผู้บริโภคส่วนใหญ่ เรียกว่ามอบสินค้าที่เกินคุ้มให้กับสังคม ประโยชน์สุขของผู้บริโภคจะย้อนกลับมาเป็นกำลังหนุนให้ได้รับผลตอบแทนเกินกว่าที่คาดฝันเช่นกัน

จากที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด แม้อาจจะยังไม่สามารถตอบคำถามของหลายๆ คนได้อย่างตรงมากมนัก อย่างน้อยก็น่าจะทำให้เริ่มเห็นได้ว่าการเป็นคนรวยล้นฟ้านั้น แน่นอนว่าจะต้องมีจิตแห่งทานในอดีตเป็นบุญเก่าหนุนส่งอยู่ แต่ยังต้องอาศัยปัจจัยอีกหลายต่อหลายอย่างในปัจจุบันประกอบร่วมเข้าไปด้วย

คนเรานั้นมีอยู่ 4 ประเภท แต่ละประเภทก็ล้วนเป็นไปเพราะกรรมกำหนดให้เป็นไปทั้งสิ้นคือ

1. มามืดไปสว่าง คนพวกนี้เกิดมาเป็นลูกของพ่อแม่ที่เป็นคนธรรมดา แต่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้ดี กลายเป็นคนสำคัญของแผ่นดิน มีชื่อเสียงเกียรติยศค้ำจุนวงศ์ตระกูลให้มั่นคงยิ่งใหญ่ เป็นที่รู้จักกันทั่วบ้านทั่วเมือง แม้แต่เมื่อเสียชีวิตแล้วก็ยังได้รับพระราชทานเพลิงศพ

ตนเองแม้จะไม่รู้จักกรรมในอดีตที่ทำให้เกิดมาไม่ค่อยมี แต่ก็เพียรสร้างการกระทำความดีใหม่ให้เกิดขึ้น เมื่อทำดีชีวิตก็ย่อมได้ผลดีอยู่ตลอด ไม่เอากรรมเก่ามานั่งทุกข์ร้อนว่าเกิดมาจนก็ต้องจนตลอดไป สร้างกรรมใหม่ให้กลายเป็นคนร่ำรวยมีความสุขได้ ก็เพราะ คิดดี ทำดีอย่างสม่ำเสมอเป็นเหตุ

2. มาก็มืด ไปก็มืด คนพวกนี้เรียกได้ว่ามีต้นทุนในชีวิตที่ต่ำมากทั้งในทางโลกและทางธรรม คือเกิดมาก็ฐานะยากจนอยู่แล้ว ทั้งยังไม่มีโอกาส หรือไม่ได้แสวงหาโอกาสที่จะพัฒนาตนเอง ใช้ชีวิตแบบไปตามยถากรรมแบบที่พ่อแม่เคยเป็น

นอกจากนั้นอาจประพฤติตนให้ตกต่ำยิ่งกว่า คือนอกจากไม่แสวงหาทางในการทำมาหากินแล้ว ยังปล่อยตัวปล่อยใจให้ไหลไปตามกิเลส เป็นทาสของความโลภ โกรธ หลง นำความเสื่อมมาสู่ตนไม่เข้าหาผู้รู้ แล้วก็ตายจากไปโดยที่ไม่มีทั้งทรัพย์และอริยทรัพย์ ไม่มีชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักมักคุ้นกับใครเลย

3. มาสว่าง แต่ไปมืด คนประเภทนี้ มักเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องของการกระทำ คิดว่าตนเองเกิดหนเดียวตายหนเดียว หลงระเริงกับสิ่งได้รับติดตัวมาตั้งแต่เกิดเพราะเคยสร้างกรรมดีไว้ก่อน แต่มีความประมาทในชีวิต จึงใช้ต้นทุนที่มีอยู่ทั้งหมดให้หมดไป

คือแม้จะเกิดมาในตระกูลที่ดี ร่ำรวยแล้วแต่กลับทำทุกอย่างให้พินาศไปหมด เกียจคร้าน ไม่ทำมาหากิน นอกจากนั้นยังหลงไปในอบายมุข เสพแต่กามกิเลส ไม่สนใจจะใช้ชีวิตให้ถูกต้อง เมื่อตายไปก็ไม่เป็นที่จดจำ และยังต้องรับผลกรรมให้ยากจนในชาติถัดไป

4. มาก็สว่าง ไปก็สว่าง คนประเภทนี้นับว่าเป็นคนที่โชคดีที่สุด เพราะเคยทำบุญสนับสนุนไว้ดี พ่อแม่เตรียมสมบัติพัสถานไว้ให้มากมาย และเมื่อเติบโตขึ้นแล้วยังมุ่งหน้าสร้างสรรค์ความดีให้มากยิ่งๆ ขึ้นไป อาจร่ำรวยได้ยิ่งกว่าพ่อแม่  พ่อแม่ก็พร้อม ลูกก็พร้อม ลูกอาจทำได้ดีกว่าพ่อแม่ เพราะมีแนวความคิดในการไม่ประมาทในชีวิต ถือว่าตนเองเกิดมาดีแล้ว ต้องทำดีมากขึ้น มีจริตในบุญ มีความคิดที่ดีงามเป็นที่ตั้ง

คนที่มีมากแล้วยิ่งไม่ประมาทเช่นนี้ มักกลายเป็นผู้ที่มีความสำคัญในวงสังคม เป็นผู้มีชื่อเสียงและเป็นผู้ที่มีความเจริญได้สูงสุด เป็นที่จดจำทั้งตอนที่มีชีวิตอยู่และเมื่อเสียชีวิตไปแล้วก็ ยังเป็นบุคคลตัวอย่างให้เป็นกรณีศึกษาแก่คนรุ่นหลัง ถือเป็นบุคคลต้นแบบได้

นี่คือเหตุผลของคำถามที่ว่า เหตุใดคนเราถึงเกิดมารวย และในด้านตรงกันข้ามก็สามารถตอบคำถามได้ด้วยว่า เหตุใดจึงเกิดมาจน แต่กรรมเก่านั้นจะเป็นอย่างไรก็ไม่สำคัญเท่า “กรรม ณ เวลาปัจจุบัน” ที่เราจะมุ่งเน้นในการสร้างคุณงามความดีคือเหตุแห่งความร่ำรวยใหม่ๆ มากแค่ไหน เราท่านทั้งหลายอยากเป็นคนประเภทใดใน สี่ประเภทนี้ แต่ละท่านคงพอจะทราบคำตอบด้วยตัวเอง

ขอเชิญพบกับคำตอบแห่งความร่ำรวยที่คุณได้ทำแล้ว ต่อให้หนีไปสุดหล้าฟ้าเขียวแค่ไหนก็รับรองว่าคุณหนีมันไม่พ้นแน่นอน

Read Full Post »

เหตุการณ์นี้หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโมได้เล่าเอาไว้เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ปี พ.ศ.2530 ครั้งเมื่อที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดพรหมบุรี อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี โดยวันนั้นเป็นวันโกนสาร์ท คือในช่วงเทศกาลทำบุญเดือนสิบ มียายแก่คนหนึ่งชื่อ ยายเภา อาศัยอยู่ที่บางสำโรง เขตสวี อำเภอ ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ได้พายเรือมาที่ตลาดปากบางเพื่อที่จะมาซื้อของไปเตรียมทำขนมกระยาสารท

ยายเภาได้เทียบเรือเข้าไปจอดริมตลิ่งที่มีต้นไม้ครึ้มทอดลงมาต้นหนึ่ง ซึ่งคุณยายเภาไม่ทราบเลยว่าต้นไม้ต้นนั้นเคยมี ชายแก่ชาวจีนคนหนึ่งมาผูกคอตายไว้ พอคุณยายทอดเรือที่ต้นไม้นั้นก็เกิดเรื่องทันที มีอาการผิดปกติดิ้นรนทุรนทุราย ปากก็พร่ำออกมาเป็นภาษาจีนทั้งที่เธอเป็นคนไทยไม่เคยรู้ภาษาจีนเลยแม้แต่คำเดียว

ชาวบ้านในตลาดพากันมามุงดูก็ทราบว่ายายเภาถูกผีเข้าก็ไม่ทราบจะทำอย่างไรจึงได้ให้คนไปนิมนต์พระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญมาช่วย ซึ่งพอทราบเรื่องท่านก็รีบมา แต่ก็ไม่สามารถสื่อสารกันได้รู้ความเพราะ ยายเภานั้นพูดแต่ภาษาจีนอยู่ตลอดเวลา หลวงพ่อจึงได้ไปตามลุงเขยของท่านที่ชื่อ เลี่ยงเกี๊ยก มาช่วยเจรจา

เมื่อคุณเลี่ยงเกี๊ยกมาช่วยเจรจาก็ทราบความว่า วิญญาณที่เข้าสิงยายเภาชื่อ “นายเล่งฮ่วย” เคยอาศัยอยู่ ณ บริเวณแถวนี้โดยอยู่กับหลานสาว ซึ่งมีอาชีพทำขนมขายโดยตัวแกนั้นมีวิสัยติดยาฝิ่นแบบงอมแงม ต้องกินยาฝิ่นทุกวัน โดยแลกกับการตักน้ำหาบน้ำมาให้หลานสาวทำขนม ถ้าวันไหนไม่ทำงานก็จะไม่มีเงินจากหลานสาวไปซื้อฝิ่นเสพ ทำให้อยากฝิ่นทรมานมาก

ด้วยวิสัยเช่นนี้จึงไม่มีใครเห็นใจ และยังเป็นที่ตำหนิถูกต่อว่าเป็นขี้ยาติดยาเสพติด ทำให้รู้สึกน้อยใจเป็นอย่างมาก เมื่อความคิดเช่นนี้สะสมเข้าอยู่ในจิตใจทุกวันจึงตัดสินใจหนีความทุกข์โดยการไปผูกคอตายที่ต้นไม้ต้นนั้นเอง เพราะหวังว่าจะได้ไปสบายเสียที

แต่ทว่าสิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไปถือเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงยิ่งนัก เพราะแทนที่จะได้สบายกลับต้องทนทุกข์ทรมานกว่าตอนที่มีชีวิตอยู่หลายเท่า และวันที่ต้องมาเข้าร่างของยายเภาเนื่องจากหนีมาอยู่กับคนที่ชื่อ “ฮ่วยเซียเถ้า” ที่วัดพรหมบุรี ซึ่งนายเล่งฮวยหมายความถึง “หลวงตามด” ซึ่งเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดกลางพรหมนคร เหนือตลาดปากบาง

เมื่อหลวงพ่อจรัญลองสืบประวัติเรื่องหลวงตามด ก็พบว่ามีอยู่จริงที่วัดกลางพรหมนคร เคยเป็นเจ้าอาวาส ขณะที่ยังมีชีวิตก็ต้องฆ่าตัวตายทั้งที่อยู่เพศสมณะเพราะเสียใจที่เงินที่สะสมเอาไว้สร้างถาวรวัตถุของวัดถูกมัคนายกที่วัดขโมยไปเสียหมด จนขาดสติทำให้ผูกคอตายอย่างน่าอนาถ ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นมาเมื่อ 60 ปีมาแล้ว

นายเล่งฮวยและหลวงตามดที่ฆ่าตัวตายในสภาพวิญญาณต้องไปกินอาหารตามกองขยะที่เขาเอามาทิ้ง เพราะไม่มีใครอุทิศให้ต้องกินของที่เขาทิ้งแล้วจึงจะกินได้ โดยนายเล่งฮวยขอร้องให้หลวงพ่อไปบอกกับหลานสาวว่า ตนเองไม่สามารถรับบุญจากการทำทานใดๆ ได้จะสามารถรับบุญได้จากการเจริญวิปัสสนากรรมฐานเพียงอย่างเดียว

หลวงพ่อจรัญ ยังเกิดความแคลงใจในตัวของสมภารมดหรือหลวงตามด ที่เป็นพระภิกษุแต่กลับฆ่าตัวตายได้อย่างไร ซึ่งก็ทราบความภายหลังว่า หลวงตามดนั้นเมื่อบวชแล้วก็ไม่ค่อยได้เจริญกรรมฐาน ไม่ค่อยได้ปฏิบัติธรรมเลยจึงทำให้ขาดสติคิดสั้นไป และตนเองและสมภารมดก็มีความเป็นอยู่ในสถานะวิญญาณเหมือนกันคือ ต้องทำงานขุดดินทั้งวันทั้งคืน เมื่อถึงวันโกนวันพระจึงจะได้หยุด วันนี้จึงได้หนีมาบอกความประสงค์ให้รับรู้

เมื่อหลวงพ่อจรัญทราบความประสงค์แล้ว วิญญาณของนายเล่งฮวยก็ออกจากร่างยายเภาไป หลวงพ่อจรัญ จึงทำการทดสอบยายเภาดูว่าจะทราบภาษาจีนบ้างหรือไม่ โดยสอบถามเป็นภาษาจีนง่ายๆ ว่า “เจี๊ยะปึง ฮ้อ ? ” (กินข้าวดีหรือยัง) ซึ่ง ยายเภาก็ไม่เข้าใจแม้สักคำเดียวจึงเป็นอันแน่ใจว่า วิญญาณนายเล่งฮวยมาเข้าสิงจริงๆ

หลวงพ่อจรัญได้ยอมไปพบกับหลานสาวของเล่งฮวย เพื่อบอกกล่าวความเป็นอยู่ของญาติตนเองให้ทราบ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ นางเจียผู้เป็นหลานสาวกลับไม่เชื่อหาว่าเป็นเรื่องบ้าบอคอแตกไปไม่คิดจะเจริญกรรมฐานใดๆ ให้ทั้งสิ้น ซึ่งท่านก็ต้องปล่อยวางเรื่องนี้ไปตามยถากรรมของสัตว์

นรกของคนที่ฆ่าตัวตาย

ในพระไตรปิฎกนั้นระบุกรรมของผู้ที่ฆ่าตัวตายถือเป็นกรรมที่หนักอย่างยิ่ง ต้องลงไปสู่นรกที่เรียกว่า “โลกันตนรก” ซึ่งมีลักษณะของนรกที่เลวร้ายมากดังนี้ว่า

โลกันตนรกเป็นนรกขุมพิเศษที่อยู่นอกจักรวาล อยู่ระหว่างโลกจักรวาล 3 โลกคือสวรรค์ นรก และโลกมนุษย์ เปรียบเหมือนมีดอกบัว 3 ดอกมาเรียงชิดติดกันจะเกิดช่องว่างในตรงกลางโดยบริเวณช่องว่างในตรงกลางนั้นเรียกว่า “โลกันตนรก”

สัตว์ที่มาเกิดในโลกันตนรกนี้มีร่างกายใหญ่โต มีเล็บมือเล็บเท้ายาว ต้องใช้เล็บมือเล็บเท้าเกาะอยู่ตามเชิงจักรวาล ห้อยโหนโยนตัวอยู่ชั่วนิจนิรันดรเหมือนค้างคาวห้อยหัวอยู่บนกิ่งไม้ และก็จะรำพึงในใจว่า “ทำไม ตัวเราจึงมาอยู่ที่นี่ สงสัยจะมีเพียงเราผู้เดียวกระมัง”

เหตุที่รำพึงเช่นนี้เพราะว่าโลกันตนรก นั้นมืดมิด ไม่มีแสงสว่างแม้เพียงนิดเดียว ต่างห้อยโหนโยนตัวเปะปะด้วยความหิวโหย พอตะครุบไปถูกตัวสัตว์นรกซึ่งกันและกันจึงคิดว่าเป็นอาหาร ต่างปล้ำฟัดกันอยู่อย่างนี้ ไม่ช้าต่างก็พลัดตกลงไปในทะเลน้ำกรดอันเยือกเย็น เนื้อตัวร่างกายก็เปื่อยแหลกเหลว ตายไปในทันที แล้วก็กลับฟื้นขึ้นมาอีก ต้องได้รับความทุกข์ทรมานเช่นนี้ไม่มีวันสิ้นสุดชั่วพุทธันดร กัปหนึ่งจึงจะพ้นโทษจากโลกันตนรก

กรรมที่เกิดจากการฆ่าตัวตายนั้น ย่อมน้อมนำมาให้สู่นรกขุมนี้ นอกจากนั้นยังเคยทำร้ายทรมานบิดามารดา ไม่เชื่อนรก ไม่เชื่อสวรรค์ ทำบาปกรรมชั่วช้าเป็นประจำก็จะน้อมนำให้มาบังเกิดในนรกขุมนี้ได้

การฆ่าตัวตายนั้นไม่ใช่การทำให้ตนเองพ้นทุกข์แต่จะกลับเป็นการเริ่มต้นวิวัฒนาการทางจิตวิญญาณใหม่ให้ทุกข์หนักกว่าเดิม พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเปรยว่า การที่เราจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นยากแสนยากเหมือนกับมหาสมุทรที่แสนกว้างใหญ่ โดยเหนือผิวน้ำจะมีห่วงเล็กๆ ลอยฟ่องอยู่

โดยในแต่ละวินาทีที่ห่วงนี้ถูกคลื่นลมตีให้ลอยไปมาไม่มีโอกาสอยู่นิ่ง ภายใต้ท้องมหาสมุทรจะมีเต่าตาบอดตัวหนึ่งโดย เต่าตัวนี้ทุกร้อยปีจะโผล่ศีรษะมาเหนือผิวน้ำสักหนึ่งครั้ง

พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบไว้ว่า โอกาสที่เต่าตาบอดจะโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำและเอาหัวมาสวมเข้ากับห่วงที่ว่านั้นอย่างพอเหมาะพอดีเป็นไปได้ยากแสนยาก แต่การเกิดมาเป็นมนุษย์นั้นยากกว่านั้นนับล้านเท่า เมื่อใดที่ฆ่าตัวตายก็คือการปฏิเสธความเป็นมนุษย์ จิตจะต้องตกต่ำดำมืดและกลับไปเริ่มต้นวิวัฒนาการกรรมกันใหม่ กว่าจะพัฒนาจนเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกนับภพชาติไม่ถ้วน

การฆ่าตัวตายจึงไม่ใช่หนทางที่พ้นทุกข์เลย แต่เป็นการสร้างความทุกข์อันยาวนานขึ้นมาใหม่ พระพุทธเจ้าจึงทรงตำหนิผู้ที่ฆ่าตัวตายเอาไว้มาก

ทำอย่างไรจะหนีนรกจากการฆ่าตัวตายได้พ้น

นรกของคนที่จะฆ่าตัวตายนั้นเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ในจิตใจคือ ความน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่ได้ดั่งใจ ความพลัดพรากจากของที่รัก ดังเช่นกรณีของนายเล่งฮวยที่ต้องฆ่าตัวตายเพราะทนซึ่งคำดูถูกเหยียดหยามจากคนอื่นไม่ได้จึงตัดสินใจคิดสั้น

การจะหนีกรรมหนีนรกฆ่าตัวตายให้พ้น ในทางพระพุทธศาสนาก็มีหลักธรรมสอนเอาไว้ที่ชื่อ “ไตรลักษณ์” อันหมายถึงความเป็น สามัญในทุกสรรพสิ่งที่ว่า ไม่แน่ ไม่ได้ดั่งใจ ไม่มีอะไรสมบูรณ์คำว่าไม่แน่ก็คือความเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย (อนิจจัง) ทุกๆ ชีวิตต้องพบพานกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัวอยู่เสมอ

ประการต่อมาก็คือ ต้องเจอ “ความทุกข์” (ทุกขัง)ไม่ว่าใครในโลกนี้ก็ต้องเจอทุกข์เหมือนกันทั้งหมดทั้งสิ้น และสุดท้ายก็ต้องพบกับ ความไม่สมบูรณ์ (อนัตตา) เกิดขึ้นแล้วก็ย่อมเสื่อมสลายไปไม่มีอะไรเป็นของเราเลยแม้แต่น้อย

ภาวะที่เป็นไตรลักษณ์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับใครคนใดคนหนึ่งแต่เกิดกับทุกคนอย่างเสมอภาคเท่าเทียม เพราะฉะนั้นการจะหนีนรกให้พ้นจากการฆ่าตัวตายได้ก็ต้องหัดทำใจให้มองเห็นเรื่องทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเป็นเรื่อง “ธรรมดา” คนที่เข้าใจความเป็นธรรมดาของโลกว่า ทุกข์ทั้งหลาย การติฉินนินทา การเสื่อมลาภ เสื่อมยศ เป็นเรื่องปกติก็จะเข้าใจโลกได้มากขึ้นและมีความเห็นที่ตรง

เมื่อบุคคลใดก็ตามที่มีความเห็นที่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงแล้วเขาผู้นั้นก็จะไม่กระทำกรรมหนักที่เป็นบาปเช่นนี้โดยเด็ดขาด หากจะมีก็มีแต่ในผู้บรรลุธรรมแล้วเท่านั้น

การฆ่าตัวตายที่ไม่ตกนรกมีอยู่หรือไม่ ?

ในพระพุทธศาสนานั้นพระพุทธเจ้ากล่าวถึงการฆ่าตัวตายชนิดหนึ่งที่ “ไม่ถือเป็นบาป” กรณี พระฉันนะ (ซึ่งเป็นคนละรูปกับพระฉันนะ อดีตคนสนิทของพระพุทธองค์) ว่า

พระฉันนะนั้นก่อนที่ท่านจะฆ่าตัวตาย ท่านมีอาการอาพาธหนัก จึงได้ปลงสังขารและคิดจะฆ่าตัวตายด้วยศาสตราวุธเพื่อให้พ้นทุกข์ พระสารีบุตรได้เทศนาสั่งสอนและห้ามปรามไว้ แต่ในที่สุดพระฉันนะก็ฆ่าตัวตายจนได้ ทำให้ได้รับคำตำหนิติเตียนจากญาติมิตรและผู้คนเป็นอันมาก

พระสารีบุตรจึงทูลถามพระพุทธเจ้าถึงเรื่องนี้ว่า พระพุทธองค์ทรงมีทรรศนะเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายของเหล่าภิกษุนี้ว่าอย่างไร พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า

“ ดูก่อน สารีบุตร พระฉันนะยังมีสกุลมิตร สกุลสหายและสกุลที่คอยตำหนิอยู่ก็จริง แต่เราหาเรียกบุคคลว่า ควรถูกตำหนิด้วยเหตุเพียงเท่านี้ไม่ บุคคลใดแลทิ้งกายนี้และยึดมั่นกายอื่น บุคคลนั้นเราเรียกว่า ควรถูกตำหนิ ฉันนะภิกษุหามีลักษณะนี้ไม่ ฉันนะภิกษุหาศาสตรามาฆ่าตัว อย่างไม่ควรถูกตำหนิ..”

พระพุทธองค์หมายความว่า พระฉันนะนั้นขณะที่จิตสุดท้ายก่อนจะฆ่าตัวตาย จิตของเธอได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่ถือยึดเอาร่างใดเพื่อการเกิดใหม่อีกเมื่อตายแล้วจึงเข้าสู่นิพพานเลย เมื่อจิตสุดท้ายบริสุทธิ์ก็กลายเป็นผู้ที่หมดบุญหมดบาปแล้วท่านจึงไม่ต้องเกิดอีกต่อไป เป็นการฆ่าตัวตายที่พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงตำหนิ

การฆ่าตัวตายของพระอรหันต์นั้นเรียกอีกประการหนึ่งว่าเป็นการ “ปลดเปลื้องขันธ์”  หมายความว่าต้องอยู่ในความเหมาะสมกับกาลเวลาที่จะสละขันธ์ของร่างกาย ความเหมาะสมนี้ไม่สามารถจะบอกกล่าวได้ว่า จะต้องสละขันธ์เมื่อใด และก็จะสละขันธ์กันอย่างไร

ในกรณีการใช้อาวุธฆ่าตัวตายของพระฉันนะเป็นวิธีหนึ่งที่ปรากฏใช้ในพุทธกาล หากมองว่าเป็นการทำร้ายร่างกายตนเองเพื่อฆ่าตัวตายได้ถ้ามองในมุมของปุถุชน แต่การสละขันธ์ด้วยวิธีนี้เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้ท่านถึงนิพพานเป็นเพียงกระบวนการ “ทำให้สิ้นไปซึ่งขันธ์ 5”

การปลดเปลื้องขันธ์เพื่อเข้าถึงนิพพานนี้ก็ยังใช้วิธีอื่นด้วย เช่น กรณีของพระอานนท์ ก่อนที่ท่านจะเข้าถึงนิพพานก็มีข้อถกเถียงกันในเรื่องของอัฐิธาตุของท่านนั้นเองว่าจะถูกแบ่งไปให้พระญาติทั้งสองฝั่งแม่น้ำโหริณีอย่างไรดี เพราะพระญาติทั้งสองฝั่งต่างก็ไม่ยอมให้กัน

พระอานนท์เห็นว่าหากปล่อยไปเช่นนี้จะเกิดการทะเลาะกันขึ้น จึงได้ตัดสินใจเข้าเตโชธาตุ (ไฟ) ท่านจัดการแยกร่างกลางอากาศแล้วเผาร่างกายแตกออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งให้ตกอยู่ที่ฝั่งกบิลพัสดุ์ อีกส่วนให้ตกที่ฝั่งเทวทหะ เพื่อให้พระญาติทั้งสองฝั่งแบ่งอัฐิธาตุนำไปสักการบูชา

ดังนั้นการปลดเปลื้องขันธ์แบบพระอรหันต์ไม่ได้หมายความว่า เป็นการกระทำที่เป็นการฆ่าตัวตายโดยมีพื้นฐานของ “วิภวตัณหา” คือความไม่อยากที่จะมีชีวิตอยู่ หรือแม้แต่ไม่อยากที่ได้รับการเป็นอยู่ในสภาพนั้นๆ

เหล่าปุถุชนไม่อาจหยั่งทราบภาวะของพระอรหันต์ได้ว่า เหตุใดท่านจึงทำเช่นนั้น และไม่ทำเช่นนั้น เพราะบางครั้งทำในเรื่องเดียวกันลักษณะเดียวกัน แต่การทำของปุถุชนนำไปสู่ทุคติ แต่การทำของพระอรหันต์นั้นจะไม่มีผลใดให้เกิดผลต่ออีก เพราะการกระทำของพระอรหันต์เป็นเพียงกิริยาอาการเท่านั้น

ส่วนการฆ่าตัวตายโดยทั่วไปของสัตว์โลกและเป็นการฆ่าตัวตายที่พระพุทธองค์ทรงตำหนิมาก ก็เพราะ จิตของเขาต้องอยู่ในสภาพที่เศร้าหมองอย่างยิ่งและเต็มไปด้วย “วิภวตัณหา” คือไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อเพราะไม่สามารถรับมือกับความทุกข์ได้ เขาจึงจะฆ่าตัวตาย ดังนั้นทันทีที่เขาตาย จิตเศร้าหมองทุคติ จะนำไปเกิดในที่อื่นไม่ได้เลย นอกจากนรกหรืออบายภูมิเพียงอย่างเดียว

การฆ่าตัวตายที่พระพุทธองค์ตำหนิในตามประวัติสมัยพุทธกาล โดยสมัยหนึ่ง พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงวิธีการเจริญกรรมฐานแก่เหล่าภิกษุทั้งหลาย โดยแสดงการเจริญ “อสุภกรรมฐาน” คือให้พิจารณาร่างกายเป็นของไม่สวยไม่งามเสียเพื่อที่จะได้ปลงสังเวชแก่ร่างกายไม่ยึดติดเอาความสวยงามน่าหลงใหลต่างๆ มาเป็นอารมณ์

จากนั้นพระพุทธองค์ก็ทรงหลีกเร้นไปอยู่ในป่ามหาวันเพียงรูปเดียวตลอดครึ่งเดือนเพื่อทำการพักผ่อนจิตโดยใช้หลักอานาปานสติ โดยทรงอนุญาตให้ภิกษุเฉพาะรูปที่ส่งอาหารบิณฑบาตเท่านั้นเข้าเฝ้าได้ รูปอื่นห้ามเข้าเฝ้า

ส่วนบรรดาภิกษุทั้งหลายได้พากันเจริญอสุภกรรมฐาน จนบางรูปเกิดความเบื่อหน่ายในชีวิต เพราะเห็นว่าร่างกายเต็มไปด้วยมูตรคูถต่างๆ  จึงได้ฆ่าตัวเองตายไปบ้าง บางรูปก็วานให้ภิกษุอื่นช่วยฆ่าตนเองบ้าง ส่วนภิกษุอีกเหล่าหนึ่งได้จ้างวานให้คฤหัสถ์ให้ช่วยฆ่าตัวเองให้ตาย โดยให้บาตรและจีวรเป็นรางวัล ซึ่งก็ได้มีการฆ่าพระตายไปเป็นจำนวนมาก

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงออกจากกรรมฐานพบเห็นว่ามีภิกษุเหลือน้อยลงไปเป็นอันมากจึงสอบถามก็ทราบความว่าภิกษุที่ตายไปเพราะเกิดความเบื่อหน่ายในร่างกายตนเองจึงได้พากันฆ่าตัวตายบ้าง หรือให้ผู้อื่นช่วยฆ่าตนเองบ้าง พระพุทธเจ้าทรงตำหนิการกระทำเช่นนี้เป็นอย่างยิ่งจึงบัญญัติวินัยการฆ่าผู้อื่นเป็นอาบัติปาราชิก ส่วนการฆ่าตัวเองตายเองเป็นอาบัติทุกกฎ

กรรมที่ฆ่าตัวตายด้วยจิตที่ยังเจือด้วยกิเลสถือเป็นกรรมหนักมาก และต้องมีนรก อบายภูมิเป็นที่ไปแน่นอน

Read Full Post »

เรื่องราวที่จะนำมาถ่ายทอดนี้เป็นเรื่องที่หลวงพ่อจรัญได้บันทึกไว้ในหนังสือ “เล่าเรื่องกรรม” โดยที่มีโยมมาเล่าถวายไว้ให้รับทราบถึงรายละเอียดของกรรมที่ทำไม่ดีอันเป็นเหตุให้ตกนรก

“ภรรยาตกนรกกลับมาเกิดใหม่อยู่กับสามีคนเดิม”

เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ประหลาดที่มีหญิงสาววัย 16 ปีเดินทางมาพบกับหลวงพ่อจรัญพร้อมด้วยสามีวัย 78 ปี ซึ่งไม่น่าจะเป็นสามีภรรยากันได้เลย การเดินทางมาพบหลวงพ่อจรัญก็เพราะโยมทั้งสองนั้นมีความต้องการจะสร้างสำนักวิปัสสนากรรมฐานให้ที่วัดอัมพวัน เมื่อหลวงพ่อถามถึงเหตุผลที่ต้องการจะสร้างสำนักวิปัสสนากรรมฐาน จึงได้ทราบความดังนี้ว่า

ย้อนหลังกลับไปเมื่อในอดีต ชายแก่ที่เป็นสามีชื่อ นายปุ่น ส่วนตัวภรรยาชื่อ นางสะอิ้ง เมื่อสมัยที่ยังเป็นนายปุ่นยังเป็นหนุ่มนั้นค่อนข้างเป็นคนที่มีฐานะ เมื่ออายุครบบวชพ่อแม่จึงจัดงานบวชให้ ซึ่งตัวของนายปุ่นเป็นคนดีมีศีลธรรมมาก เมื่อบวชก็ตั้งใจปฏิบัติศึกษาในพระธรรมวินัยเป็นอย่างดี ถึงขนาดสวดปาฏิโมกข์ได้ครบถ้วนเลยทีเดียว

สามปีต่อมานายปุ่นก็สิกขาลาเพศไปมาช่วยบิดามารดาทำมาหากิน และพ่อแม่ก็ได้หาคู่ครองให้ โดยได้แต่งงานกับ นางสะอิ้ง โดยที่นางสะอิ้งนั้นมีวิสัยความประพฤติที่ตรงกันข้ามกับนายปุ่นผู้เป็นสามีมาก เพราะนายปุ่นเป็นคนธรรมะธัมโม ตื่นเช้า และเวลาเข้านอนก็ต้องสวดมนต์ภาวนาไหว้พระเป็นประจำ

ในทางกลับกันภรรยาอย่างนางสะอิ้งนั้นไม่เคยสนใจในการปฏิบัติธรรมเลย ไม่สามารถสวดมนต์ได้ ไหว้พระก็ไม่เอา อ่านหนังสือก็ไม่ออก และยังมีวิสัยโลภมากอยากได้ใคร่ดีในสมบัติทรัพย์สินของผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา

ครั้งหนึ่ง นางสะอิ้งได้ไปช่วยงานบวชหลานของสามี ได้เห็นสายสร้อยทองของคนในบ้านหลานด้วยความโลภ เมื่อทองหายไปจึงมีการค้นหาซักไซ้ไล่เลียงกันโดยนางสะอิ้งก็ใส่ความให้กับหลานชายของสามีว่าเป็นคนขโมยไป ทำให้หลานชายของสามีโดนพ่อแม่ตีจนหัวแตกทั้งที่ไม่ใช่คนผิดแม้แต่น้อย

ส่วนตัวแม่สะอิ้งก็สบายอกสบายใจที่ไม่มีใครจับได้ในการกระทำของตัวเองเพราะตัวเองได้แต่งงานในครอบครัวที่มีฐานะอยู่แล้วจึงไม่มีใครตั้งข้อสงสัย แม่สะอิ้งและนายปุ่นอยู่กินกันมาจนมีลูกด้วยกันสองคน แต่นิสัยชอบการลักขโมยนั้นแก้ไม่หาย

เมื่อถึงฤดูกาลทำนาซึ่งที่นาของครอบครัวก็มีมากมายอยู่แล้วเกี่ยวข้าวได้มากอยู่แล้ว นางสะอิ้งยังชอบที่จะใช้ให้ลูกจ้างไปลักขโมยข้าวของที่นาอื่นที่เขานวดเอาไว้แล้วเอามาผสมกับข้าวเปลือกของตนเอง เมื่อข้าวหายก็มีการสอบสวนกันก็ไม่มีใครสงสัยอีกเพราะ นายปุ่นเองก็เป็นคนออกทุนทรัพย์ให้คนในละแวกหมู่บ้านกู้เงินไปทำนากันหลายราย พอขายข้าวได้ค่อยนำมาคืนกัน หรือ เอาข้าวมาใช้แทนก็ได้โดยมีการคิดดอกเบี้ยไปตามธรรมเนียม

นางสะอิ้งเพลิดเพลินกับการทำความชั่วแบบนี้ไปหลายปีจนกระทั่งในวันใกล้สิ้นอายุไขก็ยังทำชั่วด้วยกรรมที่ขโมยของอีก

เวลานั้นนางกำลังตั้งครรภ์บุตรคนที่สาม ใจคอก็หงุดหงิดไม่สบาย นางมีสร้อยสะพายทองคำอยู่สองสาย น้ำหนักทองเส้นละ 8 บาทซึ่งเป็นทองหมั้น จู่ๆ นางก็ตกใจกลัวว่าจะมีใครมาขโมยทองไปดังที่ตนเองเคยขโมยของคนอื่นและโกงคนอื่นมาหลายปี

นางสะอิ้งในสภาพท้องแก่ก็ไม่ยอมอยู่บ้านตะเกียกตะกายออกไปคุมลูกจ้างในนาทำงานโดยปล่อยให้สามีนายปุ่นอยู่เฝ้าบ้าน ซึ่งเจตนาที่แท้จริงก็ยังเป็นเช่นเดิมคือจะหาโอกาสให้ลูกจ้างไปลักขโมยข้าวในนาของคนอื่นมานั่นเอง

เมื่อนามีที่กว้างมากจึงมีการสร้างโรงนาเป็นที่พักแปลงนาพอกันแดดกันฝนได้ โดยมีต้นกระทุ่มอยู่ใกล้ๆแปลงนา โดยนางสะอิ้งเอาสร้อยสองเส้นไปด้วย แล้วแอบไปฝังเอาไว้ตรงโคนต้นกระทุ่มเพราะความหวาดกลัวในจิตใจว่าจะมีใครมาขโมยไป

วันที่นางสะอิ้งเสียชีวิตเธอได้ออกไปกลางนาอีก พอตกเย็นเหลือเธอเพียงคนเดียวในโรงนา ขณะที่กำลังจะกลับบ้านก็เจ็บท้องคลอด เดินกลับบ้านเองไม่ไหวและไม่มีใครช่วยเพราะอยู่คนเดียว เธอต้องเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสอยู่คนเดียวจนสิ้นใจตายคาโรงนา

นายปุ่นสามีเสียใจอย่างมากที่ภรรยาต้องตายไปแบบตายท้องกลมอีกต่างหาก เมื่อนำศพภรรยามาประกอบพิธีตามประเพณีแล้วนายปุ่นก็อยู่อย่างสงบมาโดยตลอด ส่วนนางสะอิ้งตอนมีชีวิตอยู่ไม่ยอมเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ จิตใจก็ไม่เคยยกระดับขึ้นมาได้เลยแม้จะอยู่ใกล้ชิดพระ และคนดีเช่นสามี เมื่อตายไปแล้ว นางสะอิ้งซึ่งกลับชาติมาเกิดในปัจจุบันเป็นเด็กสาวอายุ 16 ปี ได้เล่าให้หลวงปู่จรัญฟังว่า

“ตอนที่ตายไปแล้ว วิญญาณก็ต้องดิ่งลงนรกเลย ได้รับความทุกข์เวทนาแสนสาหัส โดยพญายมให้รับโทษฐานลักขโมยสร้อยทองและข้าวในนาผู้อื่น และคดีที่ใส่ความหลานของสามีเป็นเวลานานถึง 100 ปี โดยในนรกนั้นมีการสวดมนต์ไหว้พระกันด้วย

ตอนที่เป็นมนุษย์อยู่ไม่เคยสนใจเรื่องการสวดมนต์เลย ก็ใช้ความพยายามในการจดจำคำสวดมนต์ได้หมดตอนที่กำลังรับกรรมในนรก พอถึงวันโกนวันพระมีก็จะมีพระมาลัยมาเทศน์โปรดเหล่าสัตว์นรกให้ฟังด้วย”

ฝ่ายสามีนายปุ่นก็เฝ้าคิดถึงภรรยาคอยทำบุญอุทิศให้ภรรยาตลอด โดยครั้งหนึ่งนายปุ่นเอาข้าวเปลือกมาก่อเป็นเจดีย์ ซึ่งเป็นขนบประเพณีโบราณของการทำบุญวิธีหนึ่ง แล้วถวายให้กับวัดเป็นสังฆทานต่อไป

ด้วยการอุทิศส่วนกุศลนั้นยมบาลจึงมาแจ้งแก่นางสะอิ้งซึ่งกำลังรับโทษว่าได้ลดโทษให้ยี่สิบปีและจะเหลือเวลาใช้กรรมอีกแปดสิบปีเพราะบุญที่นายปุ่นสามีอุทิศมาให้ด้วยการก่อเจดีย์ข้าวเปลือก โดยต่อมานายปุ่นก็จัดการเอาเรือนที่เคยอยู่กับนางสะอิ้ง ทำการรื้อทิ้งนำไม้ไปปลูกเป็นกุฏิถวายวัด โดยท่านสมภารก็มีความเห็นดีด้วย นายปุ่นก็สามารถปลูกกุฏิถวายวัดได้สำเร็จ ถวายเป็นสังฆทานให้วัดใช้ประโยชน์เป็นที่อาศัยของพระภิกษุที่มาปฏิบัติธรรม

ในวันที่ถวายกุฏิ นายปุ่นก็จัดให้มีการฉลองกุฏิ โดยว่าจ้างคณะหมอลำกับหนังตะลุงมาประชันกันเพื่อให้ชาวบ้านได้รับความสนุกสนานกันด้วย โดยบุญที่ทำนายปุ่นก็อุทิศให้กับภรรยา นางสะอิ้งซึ่งอยู่ในนรกก็ได้รับบุญนั้น โดยพญายมได้มาแจ้งว่าเธอได้รับการลดโทษลงไปอีก 20 ปี เหลือโทษที่จะต้องรับอีกเพียง 60 ปี

นายปุ่นอยู่ต่อมาก็เริ่มคิดจะมีภรรยาใหม่ เนื่องจากมีผู้ใหญ่แนะนำผู้หญิงคนหนึ่งที่ดี มีคุณสมบัติพร้อมให้เป็นแม่เรือนและมีคุณธรรมเสมอกัน และลูกที่เกิดกับภรรยาเก่าคือนางสะอิ้งโตกันหมดแล้วจึงไม่มีอะไรที่จะต้องห่วงมาก อย่างไรก็ตามนายปุ่นยังคงอาลัยในภรรยาจึงตัดสินใจสร้างกุศลใหญ่อีกครั้งด้วยการบวชอีกหนึ่งพรรษาเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แม่สะอิ้ง

เมื่อบวชอยู่พระปุ่นก็ได้ถือปฏิบัติกรรมฐานอย่างเคร่งครัดถึงระดับถือธุดงควัตร ฉันอาหารเพียงมื้อเดียว อยู่ในป่าช้าเจริญกรรมฐานแผ่บุญกุศลให้กับแม่สะอิ้งเป็นสำคัญอยู่ตลอด เมื่อออกพรรษาแล้วก็ได้ลาสิกขาอีกครั้ง และเข้าพิธีแต่งงานกับภรรยาใหม่ไปตามปกติ

นางสะอิ้งซึ่งอยู่ในนรกได้รับบุญกุศลครั้งสำคัญจากการบวชของสามี พญายมจึงลดโทษให้อีกถึง 40 ปี แล้วพญายมก็เรียกให้นางสะอิ้งมาพบและอธิบายว่า

“ตัวเจ้านี้เหลือเวลารับโทษในนรกอยู่อีก 20ปี ซึ่งเราอภัยโทษให้เจ้าไม่ได้อีกแล้วเพราะเจ้าต้องชดใช้กรรมที่ขโมยของคนอื่นแล้วโยนความผิดให้คนอื่น และยังขโมยข้าวในนาของคนอื่นอยู่เป็นประจำ เมื่อเจ้าอยู่ในนรกนี้ ได้หมั่นสวดมนต์อยู่ เราจะให้โอกาสแก่เจ้าไปเกิดใหม่ในโลกมนุษย์อีก 20 ปี เจ้าจงไปใช้หนี้กรรมแก่ผัวเก่าเจ้าเสีย โดยเจ้าต้องรักษาสัญญาดังนี้

ประการที่หนึ่งต้องรักษาอุโบสถศีล (ศีล 8) ทุกวันพระ

ประการที่สองต้องไปสร้างกุฏิเพื่อกรรมฐานด้วยเงิน 1 ชั่ง (80 บาท) ไม่ให้เกินหรือขาดเพื่ออุทิศเป็นส่วนบุญกุศล หากเจ้ารักษาสัญญาได้ก็จะให้เจ้าไปเกิดแต่หากเจ้าเสียสัจจะแล้ว เจ้าก็จะต้องกลับมารับทุกขเวทนาในขุมนรกนี้อีก”

นางสะอิ้งรับปากพญายมจึงได้กลับมาเกิดใหม่เป็นลูกสาวของชายแก่คนหนึ่งซึ่งมีภรรยาอายุน้อย ซึ่งก็เป็นเพราะกรรมผูกพัน บริเวณละแวกบ้านของชายแก่คนนี้ซึ่งเป็นร้านขายของชำ อยู่กันคนละตำบลกับบ้านของนายปุ่น ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันนักประมาณ 2 กิโลเมตรเท่านั้น และชายแก่คนนี้ก็รู้จักนายปุ่นเป็นอย่างดีเพราะเป็นพ่อค้าเหมือนกัน

ลูกสาวของชายแก่ซึ่งก็คือนางสะอิ้งในอดีตชาติพออายุครบ 11 ปี ก็ระลึกชาติได้ว่าตนเองเป็นใคร ซึ่งก็ไปบอกพ่อแม่ว่าตนเองเคยเป็นภรรยาของตาปุ่นที่อยู่อีกตำบลหนึ่ง ซึ่งทำให้พ่อแม่กลุ้มใจมากแม้จะทำตามความเชื่อโบราณที่ต้องหาไข่ข้าว (ไข่หลงรัง) เอามาต้มให้กินก็ไม่เป็นผล เด็กสาวไม่ยอมลืมอดีตชาติ รบเร้าให้พ่อแม่พาไปหาคุณตาปุ่นให้ได้

ขณะนั้น ตาปุ่นอายุล่วงเลยมาได้ถึง 78 ปี โดยภรรยาใหม่ก็อายุไล่เลี่ยกันคือ 72 ปีได้เจอกับเด็กสาวที่อ้างว่าเป็นภรรยาเก่าในอดีตชาติก็ตกใจ ซึ่งตอนแรกนายปุ่นไม่เชื่อ โดยนางสะอิ้งในร่างเด็กสาวก็เล่าสาธยายถึงวีรกรรมที่เคยทำในอดีตชาติทั้งหมด ตั้งแต่เรื่องการลักทองแล้วป้ายความผิดให้หลาน ซึ่งทีแรกตาปุ่นยังไม่เชื่อ เพราะแม้จะเป็นเรื่องเก่านานมาแล้ว แต่ใครๆ ก็อาจจะรู้ได้ ไปฟังความมาแล้วนำมากล่าวอ้างก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน

แม่สะอิ้งในร่างเด็กสาวก็เล่าต่อไปถึงเรื่องบุญที่ได้รับ เพราะการก่อเจดีย์ข้าวเปลือก บุญจากการปลูกกุฏิถวายวัด บุญที่ได้จากการบวชจนกระทั่งได้รับการลดโทษเรื่อยมาจนพญายมอนุญาตให้กลับมาในโลกมนุษย์ได้ ซึ่งทั้งตาปุ่นและภรรยาก็ยังเฉยอยู่ เพราะทุกเรื่องยังเป็นเรื่องที่สามารถรับรู้กันทั่วไป อาจจะมีการรู้มาจากใครก็ได้ การจะให้เชื่อว่านางสะอิ้งกลับมาเกิดใหม่จึงเป็นเรื่องที่ทำใจไม่ได้

นางสะอิ้งในร่างสาวจึงบอกเล่าเรื่องที่นางเอาทองไปซ่อนที่ต้นกระทุ่มกลางนา ซึ่งปัจจุบันต้นกระทุ่มยังอยู่ แต่โรงนาทั้งหลายรื้อทิ้งไปนานแล้วจึงบอกให้ไปขุดดูก็พบทองสร้อยสายสะพายซึ่งเป็นทองหมั้นเมื่อครั้งที่นายปุ่นเอามาหมั้นกับนางสะอิ้งจริง

ในที่สุดตาปุ่นจึงต้องยอมรับว่าลูกสาวของชายแก่ร้านขายของชำเป็นภรรยาเดิมของตน โดยเธอขอมาอยู่รับใช้ปรนนิบัติตาปุ่นไม่ยอมกลับไปอยู่กับพ่อแม่ของเธออีก โดยภรรยาของตาปุ่นก็ยินยอมเพราะเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินจะกล่าว อีกทั้งผู้เฒ่าทั้งสองก็ชราภาพมากแล้ว

นางสะอิ้งในชาติใหม่นี้ต่างจากคนเดิมมาก ซึ่งทุกเช้าจะชอบสวดมนต์ไหว้พระไม่เคยขาดและรักษาอุโบสถศีลอยู่เป็นประจำทุกวันพระ และในที่สุดก็มีการปรึกษาหารือกันกับพ่อแม่ของเธอ และครอบครัวของตาปุ่นว่าจะมีการสละทรัพย์เพื่อสร้างกุฏิกรรมฐานถวายวัดให้ได้

ทั้งสามคนคือตาปุ่น ภรรยาใหม่ และนางสะอิ้งจึงได้เดินทางจากนครสวรรค์มากรุงเทพ โดยมีเทวดาดลใจบันดาลให้มาถึงจังหวัดสิงห์บุรี มาถึงวัดอัมพวัน แม่สะอิ้งจึงได้สร้างกุฏิกรรมฐานถวายที่วัดแห่งนี้ข้างโบสถ์เป็นหลังแรกของวัด โดยใช้งบประมาณ 80 บาท ( 1 ชั่ง) พอดี บรรลุความประสงค์ของนางสะอิ้งและพญายมราชทุกประการ

เวลาต่อมาตาปุ่นเริ่มป่วยเป็นอัมพาต ก็ได้นางสะอิ้งที่เป็นภรรยาในอดีตมาคอยปรนนิบัติ รวมถึงปรนนิบัติภรรยาใหม่ของสามีด้วยความเคารพ เมื่อถึงวันที่นางสะอิ้งอายุครบ 20 ปีพอดี วันที่เธอกำลังทำกับข้าวไปถวายที่วัด พอถวายเสร็จนางสะอิ้งก็ฟุบลงไปแล้วเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุเลย หลังจากนั้นไม่นานตาปุ่นและภรรยาใหม่ก็เสียชีวิตตามไปในอีกสองปีถัดมา

เรื่องที่หลวงพ่อจรัญเล่ามาให้รับทราบทั้งหมด เป็นผลกรรมหนักของการลักขโมยของและการให้ร้ายป้ายสีมีโทษหนักมากและมีนรกเป็นที่ไป หลวงพ่อจรัญยังชิ้ให้เห็นว่าในนรกนั้นแม้จะเต็มไปด้วยความทุกข์แต่ก็เชื่อสัตว์นรกยังสามารถสวดมนต์ทำความดีได้ ที่สำคัญการสร้างบุญกุศลเอาไว้นั้นบุญไม่ได้สูญหายไปไหน เมื่อหมั่นมีการอุทิศบุญกุศลให้แล้ว ภพภูมิที่เป็นทุกข์อยู่เขาก็จะได้รับบุญนั้นจริงและมีสุขเป็นที่ไป

นรกของการขโมย ลักทรัพย์

นรกขุมที่ถูกกล่าวอ้างถึงกรรมชั่วของคนที่ลักขโมยของ ฉ้อโกงคนอื่นเพื่อให้ได้ทรัพย์มาเป็นของๆ ตนเรียกนรกขุมนี้ว่า “กาฬสุตตนรก” ชีวิตของสัตว์นรกในกาฬสุตตนรกนั้น สัตว์นรกจะถูกนายนิรยบาลจับมัดให้นอนเหนือแผ่นเหล็กแดงที่ร้อนแรงด้วยไฟนรก

จากนั้นนายนิรยบาลก็จะเอาด้ายดำซึ่งทำด้วยเหล็กนรกใหญ่โตเท่าลำตาล มาตีบนร่างของสัตว์นรกซึ่งเป็นร่างกายที่ใหญ่โตมาก จนทำให้เป็นรอยเส้น แล้วก็ทำการเลื่อย ด้วยเลื่อยนรกที่ลุกแดงด้วยค่อยๆ เลื่อยไปจนกายขาดเป็นท่อนๆ

นายนิรยบาลก็บังคับจับมัดให้แน่นเข้าไปอีก แล้วเลื่อยตัดร่างกายของสัตว์นรกเหล่านั้นต่อไป จนกว่าจะถึงอายุขัยของสัตว์นรกนั้นหรือเมื่อหมดกรรม เมื่อหมดกรรมแล้วเมื่อเศษเวรเศษกรรมนั้นจะส่งผลต่อมาให้เกิดมาเป็นเปรต

เมื่อพ้นกรรมจากเปรตแล้ว หากได้เกิดเป็นมนุษย์ก็จะต้องเกิดมามามีฐานะที่ยากจน ทำการใดๆ ก็ไม่อาจจะเจริญรุ่งเรือง ถูกคดโกงอยู่ตลอดเวลา อาจประสบภัยร้ายถูกปล้น ถูกทำให้สูญเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมากๆ

กรรมของผู้ที่ชอบลักทรัพย์นั้นนับว่ามีโทษร้ายแรงยิ่ง คนเราควรพิจารณาตนเองอย่าให้ความโลภครอบงำเพราะจะนำให้ไปสู่นรกนับว่าเสียเวลาเปล่าแทนที่จะได้ไปอยู่ในภพภูมิที่ดีเป็นสุขเป็นที่ไปต้องกลับมาเวียนเกิดเวียนตายในภพภูมิที่ต่ำ หรือ แม้เกิดมาเป็นมนุษย์ก็ต้องลำบากยากจนอีกหลายภพชาติ

หนีนรกชอบขโมยทำอย่างไร

วิสัยการขโมยของ คดโกง เบียดบัง ยักยอกทรัพย์สินของผู้อื่นให้มาเป็นของตนเองนั้นเราต้องดูสาเหตุหลักที่แท้จริงที่ทำให้เกิดวิสัยนี้และมาดูขอบข่ายของศีลข้อที่สองด้วยว่าเป็นอย่างไร

การกระทำที่ถือว่าเข้าข่ายลักทรัพย์นั้นต้องประกอบด้วยองค์ 5 ได้แก่

1. ทรัพย์นั้นมีเจ้าของที่หวงแหน

2. ผู้ลักทรัพย์นั้นก็รู้อยู่ว่าทรัพย์นั้นมีเจ้าของหวงแหน

3. มีจิตคิดจะลักทรัพย์นั้น

4. มีความพยายามในการลักทรัพย์นั้น

5. ลักทรัพย์นั้นได้สำเร็จ

จิตที่มีความโลภและตระหนี่นั้นเป็นสาเหตุสำคัญในการทำให้ผิดศีล การจะแก้ไขก็ต้องแก้ด้วยการให้ทานเป็นสำคัญ การให้ทานเป็นยาแก้โดยตรงของผู้ที่ชอบลักขโมยและคนตระหนี่ วิธีการให้ทานให้ได้ผลและได้ประโยชน์สูงสุดนั้นอยู่ที่ “จิต” เป็นสำคัญ หากให้แล้วยังเสียดายอยู่ผลแห่งทานนั้นก็ไม่เกิดอะไรมากนัก กลายเป็นการให้ไปเสียเปล่าๆ

การฝึกให้เป็นเรื่องบุญที่สร้างกันได้ง่ายที่สุด แต่บางทีสำหรับบางคนอาจจะเป็นเรื่องยากก็ต้องค่อยๆ ฝึกฝนกันไปโดยฝึกให้ในทรัพย์สินที่เป็นของเล็กๆ น้อยๆ ก่อนไม่ว่าจะเป็นเศษเงินที่จะให้ไปตามตู้รับบริจาค การแบ่งปันสิ่งของที่มีให้กับคนอื่นหรือคนในครอบครัว เมื่อได้ฝึกฝนเป็นเวลานานแล้ว จิตที่มีความตระหนี่ก็จะค่อยๆ คลายตัวลง สามารถให้ได้มากขึ้นและเมื่อสามารถให้ได้มากขึ้น การจะไปสร้างกรรมในการลักขโมยก็จะลดน้อยถอยลงเป็นลำดับ

ข้อสำคัญก็คือ ต้องหมั่นฝึกภาวนาอยู่เป็นประจำโดยใช้หลักพิจารณาที่ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกล้วนเป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนและเป็นทุกข์ทั้งสิ้น สิ่งของมากมายต่างๆ ที่เราได้ครอบครองอยู่นั้นมีเหตุให้ต้องผุพังเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่มีอะไรจีรังเลยสักอย่างเดียว

เมื่อได้มาย่อมต้องเสียไปในเวลาอันสมควรเป็นเรื่องธรรมชาติ เหมือนกับกรณีที่ เรื่องเล่าของหลวงพ่อขำแห่งวัดเสาธงทองที่ของที่ได้มาจากการถวายนั้นต้องเก็บไว้จนผุพังไปไม่ได้ใช้ประโยชน์ก็เพราะมีเหตุจากความตระหนี่ถี่เหนียวเป็นที่ตั้ง

หรือในกรณีของแม่สะอิ้งซึ่งแม้จะร่ำรวยล้นฟ้าสักปานใดเมื่อตายไปแล้วก็ไม่สามารถนำทรัพย์สมบัติ ข้าวเปลือก หรือเงินทองใดๆ ไปใช้ที่นรกได้เลยแม้แต่บาทเดียวมีเพียงแต่ผลกรรมของตนเองเท่านั้นที่จะได้ชดใช้ ดังนั้นผู้ที่ต้องการจะหนีให้พ้นจากนรกขุมนี้ ต้องหมั่นฝึกให้ทาน รักษาศีลข้อที่สองให้ดี และเจริญภาวนาให้จิตละเสียซึ่งความตระหนี่ให้ได้ ก็จะมีสุขเป็นที่ไป

Read Full Post »

เมื่อปี พ.ศ.2517 หลวงพ่อจรัญได้รับ อาราธนาจากพระครูสุวัฒน์คณาภิบาลเจ้าคณะอำเภอศรีสำโรง จ.สุโขทัยไปในงานพุทธาภิเษกเพื่อรวบรวมปัจจัยในการสร้างพระอุโบสถวัดโพธาราม ที่สุโขทัย เมื่อหลวงพ่อได้ไปถึงที่วัด หลวงพ่อก็ได้นั่งรอกำหนดเวลาพิธี โดยมีโยมคนหนึ่งอายุประมาณ 60 ปีเศษแล้ว เข้ามาสนทนากับท่านด้วยกิริยาวาจาที่อ่อนน้อมมากโดยเล่าให้ฟังว่า

ตัวของโยมผู้นั้นมีอาชีพทำนาขณะเดียวกันก็มีความสามารถในการรักษาโรคบ้าของคนได้ด้วยยาหม้อ ซึ่งสามารถรักษาคนที่มีจิตใกล้วิกลจริตมาได้นักต่อนักแล้ว ซึ่งหลวงพ่อจรัญ ก็ให้ความสนใจมาก ท่านได้พยายามสอบถามโยมผู้นั้นว่าจะสามารถจดตัวยาให้ได้หรือไม่ ซึ่งโยมผู้นั้นก็อึกอักก่อนจะกราบเรียนไปตามตรง

“กระผมอยากจะจดตัวยาให้ท่านแต่ ยาที่ข้าพเจ้าได้มาเป็นยาผีบอก ซึ่งโบราณถือว่าถ้าหากนำไปบอกต่อแล้วก็จะหมดความขลังความศักดิ์สิทธิ์ไป หวังว่าหลวงพ่อคงเห็นใจที่จะมอบให้ไม่ได้จริงๆ”

หลวงพ่อจรัญ ท่านก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพียงแต่ซักถามรายละเอียดต่างๆ ซึ่งโยมผู้นั้นก็กราบเรียนเรื่องความฝันประหลาดที่ทำให้ยาหม้อนี้มาว่า

คืนหนึ่งในขณะที่เขาหลับไป ฝันเห็นตนเองกำลังเลี้ยงควายและดูแลไร่ยาสูบอยู่ได้มองเห็นพระภิกษุรูปหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ อายุประมาณ 70 ปีเศษเดินไปเดินมาด้วยความเหนื่อยอ่อนกระวนกระวาย ที่สำคัญก็คือจีวรของท่านขาดวิ่นจนดูไม่ได้เลยไม่ทราบเหตุผลเลยว่าทำไมท่านจึงได้อัตคัดขัดสนถึงเพียงนี้ แล้วพระรูปนั้นก็เอ่ยขึ้นมาว่า

“พ่อทิดเอ๋ย หลวงพ่อหิวน้ำจัง ขอบิณฑบาตน้ำหน่อยได้หรือไม่” เขาก็รีบตักน้ำมาถวาย พระภิกษุรูปนั้นก็รับน้ำไปฉันอย่างกระหายเมื่อท่านอิ่มแล้วจึงได้ชวนคุย

โยมซึ่งมีความสงสัยในสภาพของหลวงพ่อจึงถามขึ้นว่า “ หลวงพ่ออยู่ที่ไหนทำไมจึงมาที่นี่ครับ”

“พ่อทิดเอ๋ย หลวงพ่อมานี่ก็เพราะต้องมาทวงหนี้เขา บ้านหนึ่งเขาขอยืมมา 1 ชั่งอีกสองบ้านก็มายืม 2 ชั่ง ยืมไปแล้วก็ไม่ยอมคืน หลวงพ่อเคยทวงหนี้เขาแล้วเขาไม่ให้ ตอนหลังๆ นี่คนที่เป็นลูกหนี้หลวงพ่อไม่รู้หายไปไหนหมด หลวงพ่อก็เลยต้องเดินวนเวียนอยู่ตรงนี้เป็นเวลานานแล้ว”

โยมผู้นั้นบอกชื่อให้หลวงพ่อจรัญทราบว่า พระรูปนี้ชื่อ “หลวงพ่อขำ แห่งวัดเสาธงทอง บ้านแป้งไทย” ซึ่งเป็นพระนักเทศน์ที่ได้ปัจจัยติดกัณฑ์เทศน์สะสมไว้เยอะมากทีเดียว

แต่ในขณะที่ท่านมีปัจจัยเก็บสะสมเอาไว้มากมายนั้นแทนที่จะบริจาคออกไปเพื่อบำรุงเสนาสนะ วัดวาอารามต่างๆ ที่ตนเองปกครองดูแลอยู่ หรือจะนำไปสร้างสาธารณกุศลให้เกิดต่อประโยชน์ส่วนรวมก็เกิดความเสียดายขึ้น ความคิดแบบฆราวาสจึงกลับมาครอบงำจึงมุ่งหน้าสะสมปัจจัยเอาไว้ด้วยความโลภ

ญาติพี่น้องของหลวงพ่อขำเมื่อทราบว่าหลวงพ่อมีทรัพย์สมบัติจึงเจรจามาขอกู้ไปทำทุนทำไร่ยาสูบ โดยยินดีจะจ่ายเงินตามระบบกู้ยืม หลวงพ่อขำก็เห็นดีเห็นงามไปด้วยเพราะเงินงอกเงยเร็วและได้มาก แต่ทว่าการกู้เงินจากพระไปก็ไม่ได้ทำให้การทำไร่ยาสูบประสบความสำเร็จดังที่ต้องการ จึงไม่สามารถหาเงินมาคืนหลวงพ่อขำได้ มีการเจรจาขอผัดผ่อนเรื่อยมาจนกระทั่งหลวงพ่อถึงแก่กาลมรณภาพ พวกที่เป็นหนี้จึงไม่ต้องใช้หนี้

ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้หลวงพ่อขำต้องคอยมาเดินตามทวงหนี้กับลูกหนี้แบบนี้เป็นเวลานานกว่า 50-60 ปีแล้ว และด้วยที่เห็นว่าโยมคนนี้เป็นคนที่ใจบุญสุนทาน จึงได้บอกตัวยาในการรักษาโรคบ้าให้กับผู้คนซึ่งมีทั้งหมด 32 ชนิด เมื่อบอกตัวยาหมดแล้วท่านก็รำพึงพร้อมกับสั่งสอนว่า

พ่อทิดเอ๋ย เป็นเวรเป็นกรรมของหลวงพ่อเหลือเกิน ตอนที่เป็นเจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง เป็นพระนักเทศน์เป็นพระอุปัชฌาย์บวชนาคไม่มีพัก ปัจจัยก็ได้มาเรื่อยๆ พอหลวงพ่อตายแล้วเขาก็ทำศพให้ จน 50-60 ปีก็ยังไปหาที่เกิดไม่ได้ ได้แต่ตามทวงหนี้วนเวียนอยู่อย่างนี้ไปไหนก็ไม่ได้เลย หิวน้ำอาหารก็ไม่มีจะฉัน ถ้าไม่เจอพ่อทิดแล้วก็คงจะต้องกระหายน้ำต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด

จำไว้นะพ่อทิด เวลามีเงินมีทองก็หมั่นทำบุญให้ทานไว้บ้าง อย่าให้ใครเขากู้ยืมเอาไปเลยหาไม่จะเป็นอย่างหลวงพ่อต้องคอยตามทวงหนี้จนสบงจีวรขาดวิ่นร่องแร่งอยู่อย่างนี้เรื่อยไป”

หลวงพ่อจรัญได้ฟังเรื่องเล่าของโยมจนจบยังไม่ปักใจเชื่อ จึงได้สืบหาความจริงให้ได้ต่อไป แต่โชคดีที่โยมคนนี้จำได้ว่า เจ้าอาวาสวัดเสาธงทองรูปปัจจุบันคือหลวงพ่อพวงก็ได้ตำรายาผีบอกนี้ไปเช่นกันจึงกราบเรียนถามหลวงพ่อจรัญว่า

“หลวงพ่อครับ วัดเสาธงทองกับวัดอัมพวันอยู่ใกล้กันหรือไม่ครับ”

“จะว่าใกล้ก็ใกล้อยู่นะโยม เพราะว่าอยู่ในเขตอำเภอ พรหมบุรี เหมือนกัน”

“ถ้าอย่างนั้นหลวงพ่อไปขอยากับเจ้าอาวาสพวง ที่วัดเสาธงทองเถิดครับ”

ในความจริงหลวงพ่อจรัญไม่ได้ติดใจเรื่องตำรับยาอีกแล้วสิ่งที่ท่านสงสัยก็คือหลวงพ่อขำแห่งวัดเสาธงทองนั้นเป็นเปรตจริงหรือไม่ เมื่อกลับมาจากงานพุทธาภิเษกแล้ว เมื่อมีโอกาสจึงได้ไปพบกับหลวงพ่อพวง

หลวงพ่อจรัญได้กราบเรียนถามกับหลวงพ่อพวงถึงอุปนิสัยของหลวงพ่อขำว่าเป็นอย่างไรโดยที่หลวงพ่อพวงก็กล่าวเล่าให้ฟังว่าหลวงพ่อขำนั้นเป็นพระอาจารย์ของท่านเองแต่ท่านเป็นพระที่มีความตระหนี่ถี่เหนียวที่ต้องยกให้

ความตระหนี่ของหลวงพ่อขำนั้นขึ้นชื่อมาก ญาติโยมถวายอะไรให้ท่านท่านจะเก็บไว้จนแน่นกุฏิไม่ยอมแบ่งให้ใคร แม้แต่นมกระป๋องก็เก็บไว้จนแข็ง เสื่ออ่อนเป็นมัดๆ ก็ไม่ได้ใช้เปื่อยยุ่ยเสียทุกผืน ร่มมากมายในกุฏิก็เก็บไว้จนผุ เมื่อหลวงพ่อขำมรณภาพกรรมการวัดเข้าไปปรับปรุงกุฏิก็พบว่าท่านซ่อนเงินไว้เป็นจำนวนมากก็ได้เงินจำนวนนั้นเองนำมาสร้างศาลาบำรุงวัด

เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ทำให้หลวงพ่อจรัญสิ้นความสงสัยเรื่องหลวงพ่อขำ อดีตเจ้าอาวาสวัดเสาธงทองแม้จะมรณภาพไปนานแล้วท่านก็ต้องไปผุดไปเกิดเป็นเปรตเพราะอกุศลกรรมด้านความตระหนี่และความโลภจนได้รับทุกขเวทนา อดอยากหิวโหยเป็นอันมาก

การที่ครูบาอาจารย์อย่างหลวงพ่อฤๅษีลิงดำและหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโมได้นำมาถ่ายทอดเรื่องราวนี้ไว้ก็เพราะท่านต้องการชี้ให้เห็นว่า

ถ้าใครที่ต้องการจะบวชเพื่อแสวงหาความรู้มาเป็นอาชีพ หรือเพื่อยศศักดิ์ เพื่อเป็นเหยื่อล่อสตรีที่เห็นว่าดีว่างาม และเพื่อลาภผลใดๆ  ก็จะมีที่ไปเป็นนรกดังเช่นท่านเจ้าคุณฯ ในเรื่องราวของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ  และหลวงพ่อขำจากเรื่องเล่าของหลวงพ่อจรัญนี้ทั้งสิ้น

แต่ถ้าหากผู้ใดบวชแล้วปฏิบัติตามคำปฏิญาณที่ให้ไว้เมื่อวันบวชว่า “นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ เอตัง กาสาวัง คะเหตวา ปัพพาเชถะมัง ภันเต”  ซึ่งแปลว่า “ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอรับผ้ากาสาวพัสตร์เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน” แล้วก็จะมีโอกาสเข้าถึงพระนิพพานได้

ในหลักของพระพุทธศาสนานั้น การบวชก็คือการมุ่งละกิเลส หากการบวชไม่ได้เป็นไปเพื่อค้นหาธรรม ก็ถือว่าการบวชนั้นเป็นการบวชที่ไม่ได้ประโยชน์ ไม่สร้างคุณค่าใดๆ แก่ตนเองซึ่งมีอยู่ 4 ประเภทได้แก่

1. อุปมุยหิกา คือผู้ที่บวชโดยหลงงมงาย สักแต่ว่าจะบวชตามผู้อื่น บวชไปตามกระแสโดยไม่มีความศรัทธาที่จะบวชอย่างแท้จริง

2. อุปชีวิกา คือ การบวชโดยหวังจะใช้ผ้าเหลืองหาเลี้ยงชีพ ไม่อยากจะทำมาหากินอย่างอื่นจึงอาศัยผ้าเหลืองมาบวช ไม่สนใจปฏิบัติตามพระธรรมวินัย

3. อุปกีฬิกา คือผู้ที่บวชแล้วหาแต่เครื่องเล่นให้เกิดความเพลิดเพลินไปวันหนึ่งๆ เช่น มัวแต่สักยันต์ ใบ้หวย ให้เสน่ห์ยาแฝด ทำเครื่องรางของขลัง ปลุกเสกวัตถุโดยไม่ใส่ใจประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย

4. อุปทูสิกา คือ ผู้ที่บวชแล้วทำเรื่องชั่วช้าเสียหายให้ศาสนาเสื่อม ไม่ได้บวชเพื่อทำให้ตนเองหมดเวรหมดภัย

กรรมหนักของคนที่ปลอมบวช หรือบวชแล้วไม่ได้กระทำตนให้สมกับเป็นนักบวชนั้นจึงยิ่งเป็นภัยและกรรมที่หนักมากเพราะถือว่าเป็นการยกตนเองให้สูงโดยที่ตนเองไม่ได้มีคุณงามความดีสมกับการกราบไหว้ คนไหว้ก็ไม่ได้กุศลอะไร

อเวจีมหานรก นรกสำหรับผู้ทำอนันตริยกรรม

กรรมที่เข้ามาบวชแล้วไม่ได้ตั้งใจปฏิบัติธรรม อาศัยการบวชเพื่อการไม่สุจริตนั้นต้องลงอเวจีมหานรกสถานเดียว เพราะกรรมชนิดนี้เป็นบาปหนักที่ถือเป็น “อนันตริยกรรม” เทียบเท่ากับคนที่ฆ่าบิดามารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำให้พระพุทธเจ้าห้อพระโลหิต ทำสังฆเภท คือ ยุยงสงฆ์ให้แตกแยกกัน เป็นผู้ทำลายพระพุทธรูป พระพุทธเจดีย์ ต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พวกติเตียนพระอริยสงฆ์ ซึ่งมีเจตนาจะทำลายพระพุทธศาสนาย่อมได้รับโทษร้ายแรงมาก

กรรมก็เป็นดังเช่นอดีตท่านเจ้าคุณรูปนั้นโดยจะถูกนายนิรยบาลตรึงเสียบด้วยหลาวเหล็ก อันร้อนแรงทั้ง ๔ ด้าน จากซ้ายทะลุขวา หน้าทะลุหลัง ที่ศีรษะและเท้าถูกครอบตรึง ด้วยเหล็กที่ร้อนแรงอยู่ตลอดเวลา

หนีนรกจากอันตริยกรรม ด้วยการบวชต้องเข้าใจเรื่องบวชให้ถ่องแท้

การบวชในพระธรรมวินัยนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก ผู้ที่จะบวชต้องพร้อมทั้งกายและใจ  เรื่องเล่าของพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ จึงเป็นข้อเตือนใจได้ดีมากกับผู้ที่ต้องการจะบวชในพระพุทธศาสนาว่าต้องคิดให้ดี ให้รอบคอบว่าพร้อมจะแสวงหาโมกขธรรมที่แท้จริงหรือไม่

เพราะหากยังไม่พร้อมเพราะตนเองยังติดในกิเลสอยู่ก็อย่าเพิ่งเข้ามาบวช เพราะกรรมที่ทำในความเป็นพระ หนักกว่า กรรมที่ทำในความเป็นฆราวาสหลายเท่า ดังเช่นจะมีกรรมหนักอย่างที่ท่านเจ้าคุณผู้นี้ได้รับทุกขเวทนาอยู่ในอเวจีมหานรกนั้น

การจะเข้ามาแสวงบุญในพระพุทธศาสนา ด้วยการบวชนั้นเราก็ต้องตีความหมายเรื่องการบวชให้ชัดเจนก่อนว่า บวช แปลว่าอะไร คำว่าบวชนั้นพระอริยสงฆ์อย่างพระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุต ปยุตโต) ให้นิยามเอาไว้ว่า บวช หรือการบรรพชา ก็คือ “การเว้น” อันได้แก่

1. การเว้นก็คือการเว้นจากบาปอกุศลทั้งปวง เว้นจากการทำให้กิเลสพุ่งพล่านทั้งสามกองก็คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง การที่พระภิกษุหลายรูปต้องตกนรกมีอบายภูมิเป็นที่ไป ก็เป็นเพราะ ยังไม่สามารถละในสิ่งเหล่านี้ได้นั่นเอง

2. การสละละเว้นออกมาจากโลกภายนอก เพื่อเข้ามาหาความสงบให้เกิดขึ้นแก่ตนเอง

3. การละเว้นจากเครื่องห่วงที่พะรุงพะรังเป็นโซ่ตรวนทั้งหลาย คือ ลาภ ยศ ทรัพย์สมบัติทั้งหลาย

การบวชเป็นพระภิกษุจะได้อานิสงส์เป็นบุญก็ต่อเมื่อจิตของผู้บวชนั้นโปร่งโล่งเบาจากเครื่องพันธนาการทั้งหลายอย่างแท้จริงไม่หันกลับไปยึดเอาสิ่งเหล่านั้นเป็นเครื่องเล่นเพื่อสนองตัณหาความสุขอีก และเมื่อบวชแล้วก็ต้องศึกษาหาความรู้ ปฏิบัติให้ได้ผล เมื่อทราบผลแล้วก็จะต้องนำผลแห่งการปฏิบัติไปเผยแผ่ให้ผู้อื่นได้รับทราบ นั่นเป็นการบวชเพื่อให้พ้นนรก ปิดอบายอย่างแท้จริง

แต่หากตัวเราทราบว่าเรายังไม่พร้อมจะบวช เพราะยังไม่สามารถละได้ในกามคุณ ยังไม่สามารถตัดห่วงทั้งหลายในชีวิตทิ้งไปได้ ก็ไม่ควรจะไปรีบเร่งบวชโดยขาดความเข้าใจ เพราะการบวชไม่ใช่หนทางเดียวที่จะทำให้บรรลุภาวะพระนิพพาน หากยังเป็นฆราวาสอยู่ แต่มีความตั้งใจ หมั่นปฏิบัติธรรม ก็ย่อมสามารถที่จะเข้าถึงธรรมอันสูงสุดได้เช่นกัน

ในสมัยพุทธกาลมีบุคคลมากมายที่บรรลุอรหันต์ได้ในเพศฆราวาส เช่นพระเจ้าสุทโธธนะพระราชบิดาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เองก็เป็นเช่นนั้น การบรรลุธรรมและการสร้างกุศลให้ถึงระดับสูงสุดไม่ได้ใช้ร่างกายในการบรรลุธรรม แต่หากใช้จิตในการบรรลุธรรม

ผู้ที่คิดจะบวชในพระพุทธศาสนาจึงจำเป็นต้องไตร่ตรองกิเลสในตัวเองให้ดี หากรู้ตัวว่ายังมีกิเลสที่ไม่อาจจะละได้ แล้วตั้งจุดประสงค์อื่นที่ไม่ใช่เพื่อเป็นไปในการละกิเลส อาศัยผ้าเหลืองเป็นเครื่องมือหากิน หรือ เพื่อกิจกรรมอันไม่เหมาะสมในด้านต่างๆ แล้ว ย่อมมีนรกและอบายภูมิเป็นที่ไปอย่างแน่นอน

Read Full Post »

Older Posts »