Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for พฤษภาคม, 2012

ขอแจ้งท่านผู้อ่านและสมาชิกทุกท่านให้ทราบว่า

เราได้ย้ายบล็อก ธ.ธรรมรักษ์ ไปยังเว็บไซต์ ธ.ธรรมรักษ์ แล้ว

ท่านสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ ธ.ธรรมรักษ์ ได้ที่ลิ้งค์นี้ http://www.torthammarak.com

และติดตามทางเฟสบุ๊คได้ที่ลิ้งค์นี้ https://www.facebook.com/pages/%E0%B8%98-%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C/447519145261923

 

จึงเรียนมาเพื่อทราบทั่วกัน

 

Advertisements

Read Full Post »

มาถึงบทสุดท้ายกันแล้วนะครับ รักนั้นมักเกิดขึ้นได้อย่างที่ไม่คาดหมายมาก่อน และไม่ว่าครั้งใดที่รักเกิดขึ้นมาแล้ว เราก็ควรมีศิลปะจัดการกับรักได้อย่างถูกต้อง ในคำสอนของพระพุทธองค์นั้น พระองค์ไม่ได้ทรงห้ามการมีคู่รัก แต่ทรงเตือนอยู่เสมอถึงการมีสติยั้งคิดในชีวิตคู่ และให้ปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ คู่รักที่ครองคู่กันก็ไม่ควรประมาทในชีวิต เพราะถึงจะมีครอบครัวและคู่รัก ทุกๆ คนก็สามารถปฏิบัติธรรมได้ โดยการมีอาชีพที่สุจริต ละความชั่ว หมั่นทำความดี และให้พยายามฝึกฝนจิตใจให้มีความบริสุทธิ์อยู่เสมอ การสำรวมกาย วาจา และใจ การมีสติรู้เท่าทันทั้งโลกรอบข้างและจิตใจของตนเองนั้นเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงปรารถนาให้ทุกๆ คนปฏิบัติเสมอมา แม้ว่าจะมีสามีภรรยา มีลูกหลาน หรือประกอบอาชีพใดๆ ก็ตาม

การรักให้เป็นสุขนั้น บนพื้นฐานของพุทธศาสนา ควรที่จะหมั่นสร้างบุญทั้งฝ่ายหญิงและฝายชาย หากคู่รักทั้งคู่เป็นคู่บุญร่วมกันมา กล่าวคือมี ศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาอยู่ในระดับสูงเสมอกันแล้ว พระพุทธองค์ได้กล่าวว่า หากได้พบเห็นหน้ากันแล้ว แม้เพียงครั้งแรก ก็จะเกิดการเย็นอกเย็นใจ ชุ่มฉ่ำในหัวใจ เกิดความปีติยินดี ผาสุกอย่างบอกไม่ถูก อยากให้เขาหรือเธอนั้น มาอยู่เคียงข้างเราตลอดไป

การรักให้เป็นสุข ควรมีหลักดังต่อไปนี้

1) มี ศรัทธา ไปในแนวทางเดียวกัน ศรัทธานั้นคือความเชื่อ เช่นเชื่อถือศาสนาเหมือนกัน มีศาสดาองค์เดียวกัน เชื่อเรื่องกรรมเหมือนกัน หรือเชื่อว่าทำดีต้องได้ดี เชื่อมั่นในแนวทางการดำรงชีวิตในรูปแบบเดียวกัน เช่น เชื่อว่าค้าขายแล้วรวย ไม่ใช่ว่า ภรรยาไม่เคยเชื่อเลยว่า ค้าขายแล้วจะรวย ปล่อยให้สามีทั้งเชื่อทั้งทำแต่เพียงผู้เดียว อย่างนี้ไม่ถือว่ามีศรัทธาร่วมกัน หรือถ้าหากไม่เชื่อก็ไม่เชื่อเหมือนกัน เช่น ไม่เชื่อว่าการคดโกงจะทำให้คนได้ดี เป็นต้น

หากทั้งคู่มีศรัทธาไม่ตรงกัน ก็จะมีความคิด คำพูด และการกระทำที่แตกต่างกัน เรียกว่า คุยเรื่องเดียวกันไม่รู้เรื่อง อาจทำให้ความสัมพันธ์แตกร้าวได้ง่าย แต่ความเชื่อที่มีร่วมกันนั้น โดยความเป็นจริงแล้ว ควรเป็นไปในทางเดียวกัน แต่คงไม่มีใครเลยที่จะเชื่อเหมือนกันในทุกๆ เรื่อง เช่น ภรรยากลัวผี แต่สามีไม่กลัว ภรรยาเชื่อว่าละครทีวีเป็นเรื่องจากชีวิตจริง แต่สามีไม่เชื่อ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ตรงกันเหล่านี้ ถือเป็นธรรมดาของชีวิตคู่ หากมีความเข้าใจตรงกันได้ไม่ขัดแย้งกันในเรื่องสำคัญ ก็ถือว่าเป็นผู้มีศรัทธาตรงกันแล้ว

2) มี ศีล เช่นเดียวกัน ศีลนั้นถูกเปรียบเหมือนเครื่องหอมทางใจ ที่ช่วยยกระดับจิตใจของผู้ถือศีลให้มีคุณภาพและเป็นปกติสุข คู่ครองควรมีศีลในระดับเดียวกัน ไม่ว่าจะมากหรือน้อย คือมีความคิดงดเว้นการทำผิดแบบเดียวกัน เช่น พรานหนุ่มกับพรานสาว ย่อมทนกันได้ เพราะต่างคนต่างมีกลิ่นเลือดจากสัตว์ที่โดนฆ่า และมีกลิ่นอายจากฆ่าฟันสัตว์เช่นเดียวกัน หรือคนกินเจย่อมครองคู่กับคนกินเจเช่นเดียวกัน มิเช่นนั้นคงเป็นการลำบากที่ต้องทนความเป็นอยู่ของอีกฝ่ายที่ขัดแย้งกับตนเสมอมา หรือการอยู่ร่วมกับคนที่เจ้าชู้ ดื่มสุรา สำส่อน นอนกับใครไม่เลือก ก็คงเป็นการยากที่คู่รักที่ไม่มีพฤติกรรมเหล่านั้นจะอยู่ร่วมได้ หากคู่รักทั้งคู่เป็นคนใจคอซื่อสัตว์รักมั่นต่อกัน มีผัวเดียวเมียเดียว มีศีลที่บริสุทธิ์ดีงามแล้วเหมือนกัน ทั้งคู่ย่อมอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุขตลอดไป

3) มี จาคะเสมอกัน จาคะหมายถึงการสละสิ่งของและความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น และหมายความรวมถึงการสละละทิ้งกิเลส ละความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความตระหนี่ ความใจแคบ และการเลิกละนิสัย ตลอดถึงความประพฤติที่ไม่ดี ที่ทำให้เกิดความเสียหาย ก่อความบาดหมางทะเลาะเบาะแว้ง เป็นต้น คู่ครองที่มีจาคะเสมอกันนั้น โดยเฉพาะผู้ที่มีจาคะสูงๆ จะมีการแบ่งปัน ช่วยเหลือผู้อื่นเสมอกัน อย่างน้อยก็เป็นผู้ให้ซึ่งกันและกัน ไม่ตระหนี่ถี่เหนียวต่อกัน

หากมีจาคะไม่เสมอกัน เช่น อีกฝ่ายจ้องคิดแต่จะเอาเปรียบอีกฝ่ายอยู่เสมอ และไม่ชอบทำบุญร่วมกัน ไม่ชอบบริจาค ปล่อยให้อีกฝ่ายทำบุญอยู่ข้างเดียว จะเป็นการยากนักที่จะครองคู่กันยืดยาว และถึงแม้สามารถครองคู่กันยืดเพราะอำนาจบุญแต่ชาติปางก่อน แต่ชาติต่อไปอาจจะไม่ได้เป็นคู่ครองกันอีกก็เป็นได้

หากคู่รักมีจาคะร่วมกันร่วมสละสิ่งของเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่นและสังคมร่วมกัน จะยิ่งทำให้ความรักแน่นเฟ้น และมีความสุข ความยินดีร่วมกันทำให้ชีวิตคู่เป็นที่พึ่งให้กันและกัน ประคับประคองกัน เจริญก้าวหน้าร่วมกัน ประสบความสำเร็จพร้อมกัน ชีวิตคู่ของผู้มีจาคะสูงๆ เท่าเทียมกันนั้น ย่อมมีความสุขความเจริญทวีคูณยิ่งๆ ขึ้นไป

4) มี ปัญญา เสมอกัน ปัญญาในทางโลกคือ ความรู้ กล่าวคือ สามารถคุยกันรู้เรื่อง รู้เท่าทันกันและกัน และในทางธรรม คือมีระดับการเห็นธรรมชาติตามความเป็นจริงเท่าเทียมกัน ผู้มีปัญญาเสมอกันย่อมมีความเห็นความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เช่น พูดกันด้วยเหตุผลเหมือนกัน ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งพูดด้วยอารมณ์และอีกฝ่ายหนึ่งพูดด้วยเหตุผล ซึ่งคงเข้าใจกันได้ยากมาก หรืออีกฝ่ายคิดก่อนทำ ส่วนอีกฝ่ายทำอะไรโดยปราศจากการยั้งคิด ซึ่งคงทำให้มีการทะเลาะวิวาทกันบ่อยมาก เป็นต้น หากทั้งสองฝ่ายมีสติ ไตร่ตรองยั้งคิด และรักในการเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางโลกและทางธรรม ก็ย่อมทำให้ทั้งสองฝ่ายมีสติปัญญาที่ดี เป็นคู่รักที่เกื้อหนุนกันและกัน ทำให้ชีวิตเจริญงอกงาม และที่สำคัญคือ ถ้าคู่รักทั้งสองฝ่ายรักกันอย่างมีเหตุผล ก็คงไม่เบื่อหน่ายกันและกันเพียงเพราะเหตุผลทางอารมณ์กาม และเป็นเหตุให้มีความรักที่จริงแท้ หวังดีต่อกันตลอดไป

โดยสรุป การรักอย่างเป็นสุขคือ การที่คู่รักมีความหวัง ความฝัน กำลังใจ และศรัทธาในสิ่งที่ดีงามร่วมกัน ซึ่งจะทำให้รักมีพลานุภาพที่รุนแรงมาก เพราะคู่รักจะมีความหวัง ความฝัน กำลังใจ และแรงศรัทธาในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ร่วมกัน และหากเจอปัญหาก็จะร่วมช่วยกันแก้ปัญหา ช่วยกันฟันฝ่าอุปสรรคลงจนได้ ที่สำคัญคือ ทั้งคู่ต้องมีธรรมะในหัวใจ ฝึกฝนหลักธรรมอย่างสม่ำเสมอ และมองโลก มองชีวิตในสิ่งที่เป็นแง่ของความจริง ซึ่งก็จะทำให้เกิดความสุข ความสงบในชีวิตคู่อย่างแน่นอน

Read Full Post »

หลังจากที่ได้นำเสนอการฝึกจิตไปแล้ว ทั้งสมาธิและการดูจิต ต่อมาสำหรับหลักการปฏิบัติตนที่ขาดไม่ได้เลย คือการฝึกฝนตนให้เป็นคนดีพร้อม เพื่อที่ความรักจะได้สมหวังดีพร้อมเช่นกัน เพราะถ้าหากเรามีความบกพร่องหลายประการ เป็นคนที่ไม่ดีพอ ก็จะเหมือนกับโอ่งที่รั่ว แม้มีน้ำไหลเข้าโอ่ง น้ำก็ย่อมไหลออกทางรูรั่วอยู่ดี และถึงแม้ในพุทธศาสนาจะมีคำกล่าวที่ว่า “ที่ใดมีรัก ที่นั้นมีทุกข์” ซึ่งอาจตีความหมายคำว่า “รัก” คือ “ความทุกข์” แต่อย่างไรก็ดี ในหลักคำสอนของพุทธศาสนาก็ไม่ได้ปฏิเสธให้คนไร้ความรัก แต่ในทางตรงกันข้าม ก็มีหลักธรรมที่สอนให้คนรักกันอย่างดีมีศีลธรรม ปฏิบัติตนอย่างผู้ที่เจริญแล้ว และครองเรือนอย่างมีคุณค่า มีหลักธรรมในหัวใจ ซึ่งหลักธรรมที่ใช้ในการปฏิบัติตนสำหรับทุกคนที่มีความรัก คือ “ฆราวาส ธรรม 4”

 

หลักฆราวาสธรรม 4 นี้ จะสอนให้คนเรารู้จักการดำเนินชีวิตทางโลกอย่างผู้ประสบความสำเร็จ ซึ่ง ฆราวาสธรรม ประกอบด้วย 2 คำ “ฆราวาส” แปลว่า ผู้ดำเนินชีวิตในทางโลก ผู้ครองเรือน และ “ธรรม” แปลว่า ความถูกต้อง ความดีงาม นิสัยที่ดีงาม ฆราวาสธรรม ประกอบด้วยธรรมะ 4 ประการ คือ สัจจะ ทมะ ขันติ และจาคะ โดยหลักธรรม 4 ประการนี้ มีความสำคัญต่อการสร้างตัวของฆราวาสมาก

 

ในพระไตรปิฎกบันทึกว่า พระพุทธองค์ทรงให้เหล่าสาวกของพระองค์ไปถามผู้รู้ท่านอื่นๆ ว่า มีสิ่งใดในโลกนี้ที่สร้างเกียรติยศให้คนเราได้เท่ากับการมี “สัจจะ” หรือไม่ มีสิ่งใดในโลกนี้ที่สร้างปัญญาให้คนเราได้เท่ากับการมี “ทมะ” หรือไม่ มีสิ่งใดในโลกนี้ที่สร้างทรัพย์สมบัติให้คนเราได้เท่ากับการมี “ขันติ” หรือไม่ และมีสิ่งใดในโลกนี้ที่สร้างหมู่มิตรให้คนเราได้เท่ากับการมี “จาคะ” หรือไม่

 

ซึ่งการที่พระพุทธองค์ทรงให้สาวกของพระองค์ไปถามผู้รู้อื่นๆ อย่างนี้ ก็เป็นเครื่องยืนยันอย่างยิ่งยวดว่า ไม่มีธรรมะใดๆ ที่จะใช้สร้างตัวให้ประสบความสำเร็จได้ยิ่งกว่าธรรมะอันประเสริฐ 4 ประการนี้ ดังนั้นแล้ว หากบุคคลต้องการที่จะประสบความสำเร็จทั้งในชีวิต การงาน ตำแหน่ง ฐานะ และความรัก เขาผู้นั้นต้องสร้าง สัจจะ ทมะ ขันติ และจาคะให้เกิดขึ้นกับตน ตามหลักฆราวาสธรรม 4 ยิ่งถ้าสร้างและพัฒนาตัวเองจนเป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานประจำตนได้นั้น ก็จะทำให้สามารถสร้างเกียรติยศ สร้างปัญญา สร้างทรัพย์สมบัติ และสร้างหมู่ญาติมิตรให้เกิดขึ้นได้สำเร็จด้วยกำลังความเพียรของตน

 

เมื่อหลักฆราวาสธรรม 4 มีประโยชน์อเนกอนันต์ดังกล่าวแล้ว เรามาดูข้อปฏิบัติของหลักธรรมทั้ง 4 ประการนี้ดีกว่า ได้แก่

1. สัจจะ

แปลว่า จริง ตรง แท้ เป็นหลักความซื่อสัตย์ ความจริงใจต่อคนที่เรารัก ซึ่งธรรมชาติของคนเรานั้นก็ย่อมต้องการความจริงใจ หากไม่มีความจริงใจให้กัน อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องรู้ตัวแน่ๆ บางคนขนาดไม่ค่อยสนิทกันยังรู้เลยว่าคนอื่นไม่จริงใจกับตนเอง ดังนั้นการคบหาสมาคมระหว่างบุคคลในสังคมไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใด จำต้องมีหลักธรรมสัจจะข้อนี้อยู่ด้วยเสมอ แต่การมีความจริงใจอย่างเดียวโดยไม่แสดงออกก็ยังไม่พอ เพราะการแสดงออกซึ่งความซื่อสัตย์และความจริงใจต่อบุคคลที่เรารู้จัก จะทำให้เป็นรากฐานสำคัญที่สืบสานความสัมพันธ์ระหว่างกัน ซึ่งหากมีความจริงใจและซื่อสัตย์ ความสัมพันธ์ต่อกันก็จะสามารถสานต่อสัมพันธ์กันในระยะยาวได้ต่อไป

 

ส่วนสำหรับคนที่มีความรักนั้น การมีความซื่อสัตย์และความจริงใจให้คนรักนั้น จะต้องดูแลและพิถีพิถันมากกว่าคนทั่วไป เพราะการมีชีวิตคู่นั้นย่อมต้องการทำให้เกิดความไว้วางใจ ความเชื่อใจระหว่างคู่รัก หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขาดสัจจะต่อคนรัก ย่อมเป็นเหตุให้เกิดความร้าวฉานได้ง่าย ทำให้ทั้งสองฝ่ายหวาดระแวงแคลงใจกัน และไม่ยากนักที่จะแตกหัก เลิกรากันไป ยากที่จะประสานให้คืนดีได้ดังเดิม

 

ดังนั้นแล้ว ด้วยเหตุนี้เอง หลายคนจึงได้ให้นิยามความรักว่าคือ การมีความจริงใจให้แก่กัน ซึ่งตามหลักความเป็นจริงแล้ว ความจริงใจและความซื่อสัตย์ก็ควรเป็นข้อปฏิบัติพื้นฐานที่บุคคลที่รักกันพึงมีให้แก่กันเป็นอันดับแรก เพราะคนรักกันถ้ายังไม่จริงใจต่อกัน ก็เหมือนกับไม่ได้รักกันจริง หรือเป็นรักลวง หรือรักจอมปลอมนั่นเอง เพราะฉะนั้นแล้วหากเรามีความจริงใจต่อผู้อื่น เราก็จะได้รับความจริงใจกลับมานั่นเอง

 

อานิสงส์ของการมีสัจจะได้แก่ เป็นคนมีความรับผิดชอบ เป็นคนหนักแน่นมั่นคง ชีวิตและหน้าที่การงานมีความเจริญก้าวหน้า มีคนเคารพยกย่อง มีคนเชื่อถือและเกรงใจ มีคนรักใคร่นิยม พบเจอกับรักแท้ มีเกียรติยศชื่อเสียง เป็นต้น

 

โทษของการขาดสัจจะ ได้แก่ ไม่มีความรับผิดชอบ เป็นคนเหลาะแหละ ไร้ความสามารถในการทำงาน ชีวิตพบแต่ความตกต่ำ ไร้คนรักจริง มีแต่คนดูถูก ไร้คนเชื่อถือ ไร้ความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน มียศเสื่อมยศ มีลาภเสื่อมลาภ เป็นต้น

 

2. ทมะ

แปลว่า การข่ม ใจ การปรับตัว ฝึกตน ข่มจิต และรักษาใจ มีความหมายไปในทางการรู้จักบังคับควบคุมอารมณ์ของตนเอง ซึ่งหลักธรรมข้อนี้มีมาตั้งแต่ก่อนที่จะค้นพบอีคิวกันแล้วนะครับ ซึ่งทมะนี้ หากคนไหนมีสูงก็จะควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดี หากใครมีต่ำก็จะมีปัญหาด้านการควบคุมอารมณ์ของตนเอง เรียกง่ายๆ ว่าอีคิวต่ำนั่นเอง ซึ่งการอยู่ร่วมกันในสังคม หรืออยู่กับคนที่เรารักนั้น เราต้องปรับตัวเข้าหาเขาและเขาต้องปรับตัวเข้าหาเรา ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแข็งขืน ไม่ยอมเข้าใจและปรับตัวเข้าหากัน ก็จะทำให้ชีวิตรักหรือชีวิตคู่ไม่สมหวังดั่งตั้งใจ

 

ยิ่งคนเรานั้นแต่ละคนต่างมาจากพื้นฐานชีวิตและประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกันออกไป ดั่งคำว่า “ร้อยพ่อพันแม่” ดังนั้น จึงไม่มีใครที่สามารถเป็นได้ทุกอย่างตามที่ใจของเราคิด และตัวเราเองก็เช่นเดียวกันที่ไม่สามารถเป็นไปได้ทุกอย่างตามใจคนอื่นต้องการ ด้วยความแตกต่างกันเช่นนี้ เราจึงต้องยอมรับข้อบกพร่องและความแตกต่างของกันและกันให้ได้ คู่รักหลายคู่เลิกกันด้วยเหตุผลความแตกต่างจนสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้อีกฝ่ายเป็นอย่างมาก เพราะเหตุผลของความแตกต่างไม่น่าจะนำมาเป็นเหตุผลแห่งการเลิกรักกันเลย เพราะไม่มีใครในโลกนี้ไม่มีใครหรอกที่จะไม่แตกต่างกัน

 

“ทมะ” จึงเป็นการฝึกข่มใจระงับความรู้สึกต่อเหตุบกพร่องของกันและกัน พูดง่ายๆ ว่า รู้จักทนกันให้ได้ รู้จักยอมรับในความต่างของกันและกัน รู้จักฝึกฝนปรับปรุงตน รู้จักแก้ไขข้อบกพร่อง ปรับนิสัยและอัธยาศัยให้กลมกลืนประสานเข้าหากันได้ ไม่เป็นเอาแต่ใจตนเอง หรือดื้อรั้นเอาอารมณ์ของตนเป็นใหญ่โดยที่ไม่สนใจอีกฝ่ายเลย การมีทมะก็เพื่อที่จะทำให้เรายอมรับในข้อบกพร่องของคนรักของเราหรือผู้อื่นได้ รวมทั้งจุดเด่น จุดดีของเขาด้วย

 

หลักอันแท้จริงของทมะ ก็คือการใช้สติและปัญญาในการตัดสินใจ ควบคุมจิตใจ ในการทำความเข้าใจคนที่เรารัก รวมถึงเข้าใจถึงความเป็นไปอันแท้จริงของโลกนี้ด้วย หากเราไม่มีธรรมะข้อนี้ เท่ากับว่าเราเป็นคนที่ขาดการใช้สติปัญญาในการพิจารณาเรื่องต่างๆ ซึ่งผลร้ายของการปล่อยให้อารมณ์ หรือข้อบกพร่องที่มีมาควบคุมเราได้นั้น ก็จะกลายเป็นเหตุให้เราแตกแยกความสามัคคีกับคนที่เรารัก หรือกับผู้อื่น การที่ไม่สามัคคี หรือไม่ลงรอยกันเป็นแค่อาการเบื้องต้นของการที่เรามีหลักธรรมทมะต่ำ แต่อาการขั้นต่อไปนั้น ความแตกร้าวจะทำลายชีวิตคู่รักให้แตกขาดจากกันอย่างสมบูรณ์แบบในที่สุด

 

จากที่กล่าวไปแล้ว เมื่อทุกคนต่างรู้ดีว่า ไม่มีใครที่จะสมบูรณ์แบบไปหมดทุกอย่าง ทุกคนต้องเข้าใจในข้อด้อยและข้อเด่นของผู้อื่น เมื่อเข้าใจผู้อื่นแล้วก็จึงจะเป็นผู้ที่สามารถได้รับความเข้าใจจากคนที่เรารัก หรือคนอื่นๆ ได้เช่นกัน ซึ่งหลักธรรมข้อนี้นั้น ก็เหมือนเช่นข้ออื่นๆ คืออาจจะดูจับต้องยากสักหน่อย แต่ถ้าเราพยายามฝึกหัดควบคุมใจของตนทีละน้อย ให้เป็นผู้ที่บังคับควบคุมอารมณ์และจิตใจของตนเอง ให้ทำใจกับปัญหาและความแตกต่างที่เกิดขึ้น เราก็จะเป็นผู้หนึ่งที่ได้ผลดีแห่งความสุข สมหวังในรักจากหลักธรรมข้อนี้

 

อานิสงส์ของการมีทมะ ได้แก่ ทำให้เป็นคนรักการฝึกฝนตนเอง มีความสามารถในการทำงาน ไม่มีศัตรู ไม่มีความแค้นกับใคร สมารถยับยั้งตนเองไม่ให้หลงไปทำผิด หรือหลงไปในทางที่ผิดได้ สามารถตั้งตัวได้ มีสมองดี มีปัญญาเป็นเลิศ มีใจที่สงบสุขเพราะควบคุมอารมณ์ได้ เป็นต้น

 

โทษของการขาดทมะ ได้แก่ ไม่ฝึกฝนตนเอง ปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม ขาดความสามารถในการทำงาน หลงผิดไปทำความชั่วได้ง่าย เข้าใจผิดในเรื่องต่างๆ ได้บ่อย เกิดการทะเลาวิวาทได้ง่าย มักลุ่มหลงในอบายมุข ทำให้ครอบครัวเดือดร้อน สร้างเนื้อสร้างตัวให้ดีได้ยาก เป็นคนโง่เขลา ปัญญาทึบ มีสติน้อย มักทำงานใดๆ ผิดพลาดเสมอ เป็นต้น

 

3. ขันติ

แปลว่า ความอดทน อดกลั้น ซึ่งหลักธรรมข้อนี้ ไม่ใช่เพียงจำเป็นต่อชีวิตคู่เท่านั้น แต่เป็นหลักที่สำคัญมาก ที่ต้องมีหากต้องการให้ชีวิตสมหวัง สำเร็จดั่งใจหมาย ความอดทนนั้น เป็นหลักการตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ซึ่งแม้แต่ปัจจุบันนี้ก็ตาม หากใครไม่มี ดูเหมือนว่า ชีวิตนี้จะยากที่จะประสบความสำเร็จได้ และสำหรับชีวิตคู่นั้น นอกจากจะต้องมีความซื่อสัตย์ ความจริงใจ และความเข้าใจกันแล้ว จะต้องมีความอดทนอดกลั้นอีกด้วย

 

เพราะการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันนอกจากจะมีข้อขัดแย้งแตกต่างทางด้านอุปนิสัย การอบรม ประสบการณ์เดิม บางครั้งก็อาจมีอุปสรรคมาให้ร่วมเผชิญ หรือบางครั้งอาจมีการทะเลาะเบาะแว้ง บาดหมางกัน ซึ่งไม่ว่าจะโดยคำพูดหรือการกระทำ จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องรู้จักอดกลั้นระงับใจ ไม่ก่อเหตุให้เรื่องลุกลามกว้างขยายต่อไป เรื่องร้ายที่น่าจะลุกลามจึงจะระงับ สงบลงไป แต่ถ้าระงับห้ามใจไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ก็จะไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ ในที่สุดก็ต้องเลิกรากันไป

 

หลักขันตินั้นจะแตกต่างจากหลักของทมะ ตรงที่ขันติมุ่งอดทนที่ร่างกายเป็นหลัก ส่วนหลักของทมะนั้น มุ่งอดทนที่จิตใจและอดทนที่อารมณ์ คนที่มุ่งมั่นจะฝึกให้ขันติมีมากแก่ตน ต้องอดทนต่อความยากลำบากที่เกิดขึ้นกับตัวเองให้ได้ โดยเฉพาะในชีวิตคู่ เราต้องอดทนทั้งต่อตัวเราเอง และอดทนกับคนที่เรารัก เพราะในการใช้ชีวิตร่วมกับคนที่เรารัก อาจต้องพบเจอกับความลำบากตรากตรำ และเรื่องหนักใจต่างๆ ในการประกอบการงานอาชีพ อุปสรรคก็จะถาโถมเข้ามามาก หากอดทนไม่ไหว ก็จะทำให้พาครอบครัวไปไม่ถึงฝั่งฝัน

 

ดังนั้นแล้วสำหรับชีวิตคู่ การร่วมหัวจมท้ายที่จะอดทนเผชิญและฟันฝ่าต่อความยากลำบากไปด้วยกันถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความรักของคนทั้งสองด้วย โดยเฉพาะเมื่อเกิดภัยพิบัติ หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประสบความตกต่ำคับขัน ทั้งคู่จะต้องมีสติ อดทน อดกลั้น คิดหาอุบาย หรือใช้ปัญญาหาทางแก้ไข ฝ่าฟันไปให้ได้ ความอดทนเพียรพยายามเท่านั้น ที่จะเป็นกำลังใจให้ซึ่งกันและกัน จนสามารถผ่านพ้น เหตุการณ์เลวร้ายไปด้วยกันได้

 

แต่หากขาดความอดทนแล้ว ทั้งคู่ก็จะไม่สามารถประสานใจ ร่วมกันประคับประคองพากันให้รอดพ้นเหตุร้ายต่างๆ ได้ หรือแม้แต่จะอดทนอยู่ด้วยกันตลอดรอดฝั่งก็นับว่ายาก บางคู่ บางคน อดทนอะไรนิดหน่อยก็ไม่ได้ ก็จำเป็นต้องเลิกรากันไป แต่หลายคู่แม้ทะเลาะกันนับพันๆ หน ก็ยังอยู่ด้วยกันได้จนแก่ จนเฒ่า จนตายจากกันไป ก็นับว่าเป็นหลักธรรมเรื่องขันตินี้เอง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะมีบางคนให้นิยามของความรักว่า “รักคือการอดทน” หรือรักคือ “การอยู่เคียงข้างกัน ไม่ว่าในเวลาที่ทุกข์หรือสุข” ซึ่งนับเป็นสิ่งที่ถูกต้องกว่าคู่รักบางคนที่มุ่งแต่จะเอาความสะดวกสบายจากคนรัก พอไม่ได้ก็ทิ้งกันไป เช่นนี้แล้วนับเป็นบุญวาสนาของคนที่โดนทิ้งมาก เพราะว่าคนที่ไม่มีความอดทน ถึงจะอยู่ด้วยกันยังไง ก็ไม่มีทางสร้างความเจริญให้ครอบครัวไปได้อย่างแน่นอน

 

อานิสงส์ของการมีขันติ ได้แก่ ทำให้อดทนต่ออุปสรรคและปัญหาต่างๆ ได้ ทำงานได้ดี เป็นที่พึ่งและหลักในครอบครัวได้ เป็นที่พึงให้คนอื่นที่เดือดร้อนได้ ทำให้ไม่มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนอื่น ไม่หลงผิดไปทำความชั่ว และทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จตามที่มุ่งหวังได้ เป็นต้น

 

โทษของการขาดขันติ ได้แก่ เป็นคนเหลาะแหละ ทำให้ผู้อื่นดูถูกเหยียดหยาม ไม่สามารถอดทนต่อปัญหาและอุปสรรคใดๆ ได้เลย เป็นคนจับจด ทำงานอะไรก็ไม่สำเร็จ ไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้ผู้อื่นได้ หลงผิด ทำชั่วได้ง่าย ไม่มีใครไว้วางใจจากผู้อื่น มีศัตรูมาก ชีวิตไม่มีความเจริญก้าวหน้า ไม่มีทางประสบความสำเร็จ หรือร่ำรวยได้ เป็นต้น

 

4. จาคะ

แปลว่า ความเสียสละ ความเผื่อแผ่ แบ่งปัน หรือคือการให้นั่นเอง จาคะนั้นมีความหมายรวมถึงรู้จักสละสิ่งของช่วยเหลือผู้อื่นด้วย ซึ่งโดยปกติของชีวิตคู่นั้น เราต้องช่วยเหลือเกื้อกูลคนรักของเราตลอดเวลา เรียกว่าต้องแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่ถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมุ่งจะเอากับคนรักอย่างเดียว ก็จะทำให้เกิดการเบื่อหน่าย เข้าทำนองรู้ว่า อีกฝ่ายหนึ่งตั้งใจจะเอาเปรียบ ทำให้ไม่อาจอยู่ร่วมกันยืดได้ ซึ่งการให้ที่ดีนั้น จะต้องอยู่บนหลักของ ผู้ให้ให้ด้วยความเต็มใจ ผู้รับก็รับด้วยความสุข ผู้ให้ก็จะมีความสุขไปด้วย แต่ถ้าเป็นการบังคับเอากับผู้อื่นโดยที่ผู้ให้ก็ไม่เต็มใจจะให้ ย่อมไม่ทำให้เกิดความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ

 

 

การให้ในหลักของจาคะนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงการให้ เผื่อแผ่ แบ่งปันสิ่งของเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการให้น้ำใจแก่กัน การแสดงน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน ตลอดจนการเสียสละความพอใจและความสุขส่วนตนได้ เช่น ในคราวที่คู่ครองประสบความทุกข์ ความเจ็บไข้ หรือมีความลำบากต้องการความช่วยเหลือ ก็สามารถช่วยเหลือ เสียสละความสุขความพอใจของตน ตลอดจนสิ่งของที่มี เสียสละ ขวนขวายช่วยเหลือ เอาใจใส่ดูแล เป็นที่พึ่งอาศัย เป็นกำลังส่งเสริม หรือช่วยให้กำลังใจให้อีกฝ่ายได้

 

ซึ่งผู้ที่มีจาคะนั้น ถือว่าเป็นผู้ที่มีจิตใจกว้างขวาง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เสียสละ ไม่คับแคบเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นคุณธรรมที่จำเป็นและจำเป็นต่อชีวิตคู่มาก อีกประเด็นที่สำคัญมากและคนมักมองข้ามกันก็คือ “การให้อภัย” การให้อภัยมักไม่ถูกรวมกับการให้โดยทั่วไป ทั้งๆ ที่มีความสำคัญมาก การให้อภัยนั้น อาจเป็นการสรุปนิยามของความรักที่ดีก็ได้ เพราะเมื่อเราให้อภัยแก่คนที่เรารัก ก็เป็นการแสดงไมตรีจิตเรื่องความจริงใจของเราเอง เป็นการแสดงออกถึงการยอมรับความแตกต่าง การเข้าใจในอีกฝ่าย และความอดทนอดกลั้นในความผิดที่คู่รักได้ก่อขึ้น ไม่คิดแก้แค้น ไม่คิดเอาคืน มีแต่ความรักให้กันและพร้อมที่จะฝ่าฟันอุปสรรคด้วยกันอีกครั้ง ดังนั้น การให้อภัยจึงเป็นจุดรวมของ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ที่กล่าวไปแล้วด้วย

 

อานิสงส์ของการมีจาคะ ได้แก่ ทำให้มีอารมณ์ผ่องใสติดตัว มีนิสัยเสียสละแก่ผู้อื่น รักผู้อื่นเหมือนรักตนเอง ทำให้ตนเองปลอดภัย คนอื่นนับหน้าถือตา ครอบครัวและสังคมเป็นสุข มีเพื่อนดีๆ รอบตัว จิตใจมีความสุข ช่วยชำระล้างจิตใจที่สกปรกเห็นแก่ตัว ทำให้คนรักรักเรามากขึ้น เป็นต้น

 

โทษของการขาดจาคะ ได้แก่ จิตใจเกิดความตระหนี่ถี่เหนี่ยว เป็นคนเห็นแก่ตัว ได้รับคำครหาติเตียน มีความทุกข์ในใจ ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ ไร้เพื่อนฝูงและบริวาร ไร้คนรักและเห็นใจ ไม่มีใครรักจริง เป็นต้น

 

สรุปแล้ว หลักการมีฆราวาสธรรม 4 จะทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตและครอบครัว หากเรามีไว้ แม้เราเป็นคนโสด ไม่ใช่ผู้ครองเรือน หลักคุณธรรมนี้ก็จะเหนี่ยวนำให้มีคนรัก มีเมตตา ทำให้สมหวังในความรักและคู่ครองได้ ซึ่งโดยรวมก็คือ เมื่อมีสัจจะย่อมมีเกียรติยศชื่อเสียง มีผู้คนเชื่อมั่น เมื่อมีทมะย่อมได้รับปัญญา ควบคุมอารมณ์ได้ เมื่อมีขันติย่อมเกิดทรัพย์และความสำเร็จที่ตั้งใจไว้ และเมื่อมีจาคะย่อมเกิดมิตรที่ดี เกิดคนรักใคร่ ทำให้มีสมัครพรรคพวกที่ดีในสังคม เป็นต้น

 

ส่วนโทษของการขาดฆราวาสธรรมโดยรวมก็คือ เมื่อขาดสัจจะย่อมเกิดปัญหา ถูกหวาดระแวง ไม่มีใครเชื่อถือ เมื่อขาดทมะย่อมเป็นผู้มีภาวะทางอารมณ์ต่ำ มีแต่ความโง่เขลา เบาปัญญา เมื่อขาดขันติย่อมเกิดปัญหาความยากจน จะทำอะไรก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า และเมื่อขาดจาคะย่อมเกิดปัญหาความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้น ไม่มีใครรัก มีแต่คนอื่นชัง เป็นต้น

 

หลัก ฆราวาสธรรม ทั้ง 4 ข้อนี้ เป็นหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ที่มีมาสองพันกว่าปีแล้ว แต่ก็นับเป็นหลักธรรมที่ทันสมัย สามารถเกื้อหนุนชีวิตคู่และความรักในปัจจุบันให้สมหวังได้ หลักฆราวาสธรรมนี้ ไม่เพียงแต่ยังเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนให้มีความรักที่ดีระหว่างคู่รักเพียง 2 คนเท่านั้น แต่สามารถที่จะนำไปปฏิบัติกับทุกคนในสังคมที่เราอาศัยอยู่ด้วย หรือนำไปพัฒนาตนเองเฉพาะบุคคลก็ย่อมดีมากเช่นกัน เพื่อที่จะทำให้สังคมมีแต่ความสงบสุขและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่มอบให้กันและกัน

Read Full Post »

อภิณหปัจจเวกขณ์ 5 เป็นหลักธรรมะอีกหมวดหนึ่งหนึ่ง ที่ถ้าหากเราได้ใคร่ครวญบ่อยๆ ก็จะทำให้เราตระหนักดีว่า เราเป็นใคร ควรทำอะไรดีในโลกนี้ และเราควรจัดการชีวิตของเราเช่นไร อภิณหปัจจเวกขณ์ 5 ข้อ เป็นธรรมะที่เอาไว้ใช้พิจารณาบ่อยๆ เหมือนการกินยารักษาโรค ที่ควรกินเป็นประจำทุกๆ วัน อภิณหปัจจเวกขณ์ 5 นี้ก็เช่นกัน ควรพิจารณาบ่อยๆ ทุกวัน วันละหลายๆ ครั้งยิ่งดี เพราะจะช่วยให้เรามีสติรู้ตัว ทำให้เข้าใจความเป็นไปอันแท้จริงของชีวิต ซึ่งหากเรากำลังอกหักอยู่ จะทำให้เรารู้สึกดีขึ้น ดังนั้นไม่ว่าเราจะเป็นใคร มีเพศอะไร อายุเท่าไหร่ เราก็ควรพิจารณาเนืองๆ เพราะจะได้ประโยชน์ดังต่อไปนี้

 

1. ชราธัมมตา เราควรพิจารณาเนืองๆ ว่า “เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่อาจล่วงพ้นความแก่ไปได้” การพิจารณาธรรมะข้อนี้ จะทำให้เราไม่หลงมัวเมาในชีวิต สามารถลด ละ หรือบรรเทาความลิงโลดมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาวหรือความเยาว์วัยได้ ซึ่งมีวัยรุ่นหนุ่มสาวเป็นจำนวนมาก หลงติดอยู่กับความหนุ่มสาวที่ตนมีและใช้ชีวิตอย่างสิ้นเปลืองที่สุด บางคนถึงขนาดมั่วยาเสพติด มั่วเซ็กส์ หรือใช้ชีวิตบ้าๆ บอๆ ไม่ได้สร้างสรรค์ประโยชน์อะไรให้กับตนและผู้อื่นเลย สิ่งที่มักลองก็มักเป็นเรื่องผิดๆ ที่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น จนมีคำกล่าวว่า วัยรุ่นคือ “วัยระเริง”

 

ผู้เขียนเคยได้ยินเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งพูดว่า รำคาญคนแก่ เพราะทำอะไรชักช้า ไม่ทันใจ ไม่เหมือนกับตนที่ทำอะไร รวดเร็วว่องไว ไม่เหนื่อย คนแก่ทำอะไรนิดหน่อย ก็เหนื่อยง่ายแล้ว ซึ่งผู้เขียนได้แต่สมเพทเวทนาความหลงมัวเมาในวัยของตนของวัยรุ่นผู้นั้น ถ้าเขาอายุมากขึ้นมาสักหน่อย เขาคงไม่เอ่ยคำพูดเช่นนั้นเป็นแน่แท้ เพราะเขาจะเข้าใจว่า เรี่ยวแรงที่เขามี ก็จะหดหายไปเรื่อยๆ เช่นกัน และอีกเช่นกัน วัยรุ่นหลายคนที่คิดลองรักเรื่อยเปื่อย เปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อยๆ เขาไม่รู้เลยว่า ได้สร้างบาดแผลและกรรมที่ไม่ดีให้กับทั้งตนเองและผู้อื่น

 

ร่างกายนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เราไม่ควรคิดว่ามันจะสวยสดงดงามตลอดเวลา ไม่มีใครหลุดพ้นจากความแก่ไปได้ ไม่เชื่อลองดูดาราหนุ่มสาวยอดนิยม ที่เพียงเวลาผ่านราวๆ สิบกว่าปี บางคนอาจสั้นกว่านั้น ก็ต้องเปลี่ยนบทเล่นเป็นแม่ หรือพ่อ พระเอก นางเอกแล้ว โดยมีดารารุ่นกระเตาะ รุ่นใหม่ๆ มาแทนที่ หากเราไม่ประมาทแล้ว เราก็จะสามารถใช้พลังที่เรามีได้อย่างเต็มที่ เราควรบำรุงตัวเองและบำรุงจิตใจของตนเองให้เต็มที่ สร้างสรรค์สิ่งที่ดีๆ ให้ตนเอง และกรรมดีจะเป็นคำตอบให้ชีวิตของเราเอง

 

2. พยาธิธัมมตา เราควรพิจารณาเนืองๆ ว่า “เรามีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา ไม่อาจล่วงพ้นความเจ็บป่วยไปได้” การเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นของธรรมดาคู่สัตว์โลกทั้งหลาย หากเราพิจารณาอยู่เสมอว่า เรามีความเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นของธรรมดา เราก็จะเกิดความไม่ประมาท ทำให้ดูแลตัวเองอยู่เสมอ จงคิดเสมอว่า ร่างกายของเรานั้นไม่เที่ยงแท้ยั่งยืน ความเจ็บป่วยนั้นจะสะท้อนตัวตนความเป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่งในตัวมนุษย์ออกมา เพราะมนุษย์จะอ่อนแอและมีสภาวะไม่เหมือนเดิม

 

 ผู้เขียนเคยเห็นนางแบบสาวผู้หนึ่งทางข่างโทรทัศน์ ดาราสาวผู้นี้เป็นดาราที่เซ็กซี่มาก แต่ตอนที่ออกข่าวนั้น เธอเป็นไข้ไม่สบายจนต้องเข้าโรงพยาบาล ซึ่งใบหน้าของเธอที่ปรากฏในข่าวนั้น ช่างต่างจากดาราเซ็กซี่ ที่ผู้เขียนเคยเห็นอย่างสิ้นเชิง ใบหน้าของเธอเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาที่ไม่สบายดูซีดๆ ซึ่งไม่ได้ปรากฏแรงดึงดูดใจทางเพศเลยแม้แต่น้อย จวบจนวันที่เธอหายดี หลังจากนั้นหลายเดือน เธอกลับมาถ่ายแบบเซ็กซี่อีกหน ซึ่งก็กลับมาเป็นนางแบบหุ่นดี ใบหน้าสวยอีกครั้ง ซึ่งผู้เขียนก็ได้แต่คิดว่า มันเป็นมายาโดยแท้ อะไรก็เกิดขึ้นได้โดยแท้

 

หากเราพิจารณาธรรมข้อนี้เนืองๆ แล้ว เราก็จะหมั่นดูแลสุขภาพของตนให้ดี ทั้งกายและใจเพื่อความสงบสุขนั่นเอง ไม่ใช่เพื่อจุดมุ่งหมายอื่นใดเลย หากกายเรามีสุขภาพดี ใจของเราก็จะสงบสุขไปด้วย ซึ่งจะภูมิคุ้มกันต่อปัญหา อุปสรรค และความเจ็บปวดทั้งปวง รวมทั้งความรักที่ไม่สมหวังด้วย

 

ผู้เขียนขอกล่าวถึงเพื่อนคนหนึ่ง ที่เมื่อเขาเผชิญความไม่สมหวังในความรัก ยามเขารู้สึกเจ็บปวดในรักที่ไม่สมหวัง เขาจะไปวิ่งออกกำลังกาย ซึ่งเขาวิ่งนานเป็นชั่วโมงคล้ายวิ่งมาราธอนเลยทีเดียว จนเพื่อนๆ ไม่วิ่งด้วยเพราะเหนื่อย เมื่อถามเขา เขาก็จะบอกว่า “เป็นการฆ่าใจที่ฟุ้งซ่าน” เพราะยิ่งวิ่งหนักๆ เหนื่อยๆ ก็จะเป็นเหมือนการฝึกสมาธิและเป็นการล้างความเจ็บปวดหายไปจนหมด ซึ่งวิธีการนี้ท่านผู้อ่านจะนำไปใช้ก็ได้นะครับ ไม่สงวนลิขสิทธิ์

 

3. มรณธัมมตา เราควรพิจารณาเนืองๆ ว่า “เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่อาจล่วงพ้นความตายไปได้” การพิจารณาธรรมะข้อนี้ สามารถเรียกได้อีกอย่างว่า “มรณะสติ” หรือการเพ่งสติยอมรับกับความตาย เพราะว่าความตายสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ เมื่อไรก็ได้ และคนส่วนใหญ่ หรือแทบทุกคนมักคิดว่า ตนจะไม่ตายง่ายๆ ดังนั้นหลายคนจึงใช้ชีวิตอยู่ด้วยการรอคอยอะไรสักอย่าง เป็นเหตุให้ชีวิตนั้นเสียเวลาไปมาก โดยที่ไม่ตระหนักกันเลยว่า เราทุกคนได้ถอยหลังเข้าหาความตายกันทุกคน หรือสามารถคิดได้ว่า ถ้าผ่านไปหนึ่งวัน พวกเราทุกคนก็มีชีวิตสั้นลงหนึ่งวันเช่นกัน

 

ดังนั้นแล้วเราควรพิจารณาความตายบ่อยๆ จะได้ไม่แระมาทในการใช้ชีวิต และจะได้ไม่คิดว่าเรามีเวลามากมายนัก ส่วนเรื่องอกหัก หรือความปวดร้าวกับความรักก็เช่นกัน หากมัวแต่ปล่อยใจให้เศร้าก็เป็นการเสียเวลาซะเปล่าๆ เรามารีบทำเรื่องที่ดีมีประโยชน์กันดีกว่า โปรดอย่าลืมนะว่า “ชีวิตเราสั้นลง ทุกนาที ทุกชั่วโมง และทุกวัน”

 

4. ปิยวินาภาวตา เราควรพิจารณาเนืองๆ ว่า “เราจักต้องมีความพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น” ธรรมะที่ควรพิจารณาข้อนี้สำคัญมากสำหรับคนที่อกหัก รักคุด ไม่สมหวังในรักทั้งหลาย เพราะการพิจารณาว่า เราจักต้องมีความพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น รวมทั้งคนรักและความรักด้วย เป็นสิ่งที่ควรทำ เราจะได้ตาสว่าง รู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควรหลงเสียที จะทำให้เราละหรือบรรเทาความยึดติดผูกพันในของรักทั้งหลาย โปรดจงคำนึงเสมอว่า ธรรมชาติของความรักนั้นไม่เที่ยงทั้งสิ้น สามารถพลัดพรากได้ทุกเมื่อเหมือนของหายนั่นแหละ ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะรัก จะหวงของของเรา หรือรักของเรามากแค่ไหน ก็ไม่มีทางหยุดความพลัดพรากได้

 

จงเปิดใจยอมรับกับความจริงข้อนี้ของธรรมชาติและเราจะสบายขึ้น ทำให้เรามีชีวิตไม่จมปลัก พร้อมที่จะลุยสู้ชีวิตข้างหน้าต่อไป ซึ่งหากมองกลับกัน แม้พลัดพรากไป แต่เราก็สามารถมีได้ใหม่และก็ต้องพลัดพรากไปตามกฎแห่งกรรม ไม่ช้าก็เร็ว ดังนั้นเราควรพิจารณาทำใจไว้เนืองๆ จะได้มีใจที่เข้มแข็ง พร้อมสู้ในทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

 

5. กัมมัสสกตา ควรพิจารณาเนืองๆ ว่า “เรามีกรรมเป็นของตน เราทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักต้องเป็นทายาทของกรรมนั้น” การพิจารณาธรรมะข้อนี้ จะทำให้เราตระหนักถึงกฎแห่งกรรมได้ดีมากขึ้น เป็นเหตุให้ละหรือบรรเทาความทุจริต หรือการกระทำเรื่องไม่ดีต่างๆ ลงได้ โดยปกติแล้ว ในสมัยปัจจุบัน คนมั่วไปมักดูตัวอย่างนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่ดีและคิดว่า พวกนี้ทำไม่ดี ทำไมได้ดี หรือร่ำรวยจัง หรือว่าคำพูดว่า “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” จะเป็นจริง

 

ผู้เขียนขอกล่าวรับรองว่า ทำเลวไม่มีทางได้ดีแน่ๆ แต่นักการเมืองที่ทำไม่ดีตามที่เราเห็นเขาได้ดีนั้น เป็นเพราะกรรมดีในอดีตที่เรามองไม่เห็น ช่วยเกื้อหนุนให้เขาได้ดี ซึ่งถ้าหากกรรมดีหมดไปวันใด เขาก็จะถูกกรรมไม่ดีเล่นงาน ทับถมทันที โปรดดูตัวอย่างอดีตนักการเมืองมีชื่อเสียงคนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันเป็นนักโทษหลบหนีคดีไปแล้ว ถึงแม้ว่าจะร่ำรวยด้วยกรรมดีที่ทำมา แต่กรรมไม่ดีก็คอยสนองเขาอยู่ตลอด และในปัจจุบันนี้ เราสามารถสังเกตชีวิตคนทั่วไปได้ไม่ยาก กรรมที่ไม่ดีมักจะสนองเร็วมา เพราะสังคมทุกวันนี้ เทคโนโลยีพัฒนาไกลมาก สังคมจึงมาถึงก้นเหวของความเสื่อมแล้ว

 

ดังนั้น กรรมที่ไม่ดีก็จึงผุดออกมาสนองคนทำเลว ทำชั่วมากมาย ขอให้เรายึดมั่นในการทำดีเข้าไว้ เพราะท่ามกลางความวุ่นวายของสังคมมีแต่กรรมดีเท่านั้นที่จะจรรโลงชีวิตเราให้ดีขึ้นได้ ทั้งด้านชีวิตการงานและชีวิตความรัก

Read Full Post »

เมื่อฝึกสมาธิดีแล้ว ต่อมาก็เป็นขั้นวิปัสสนากันล่ะครับ วิปัสสนา คือ การการทำให้แจ้ง หรือการทำให้รู้จริง การเห็นแจ้งตามความเป็นจริง เป็นการทำให้สติของเราแข็งแรงขึ้น แน่วแน่ขึ้น ทำให้เจริญขึ้น เพื่อให้เกิดปัญญานั่นเอง ซึ่งปัญญาก็คือการรู้เท่าทันความจริง มองในสิ่งที่มันเป็น ไม่ใช่มองในสิ่งที่เราอยากให้เป็น ซึ่งการทำวิปัสสนา ผู้เขียนจะไม่ขอแยกแยะแจกแจงอย่างละเอียดทั้งหมดนะครับ แต่จะขอสรุปเข้าประเด็นว่า มีวิธีการหนึ่ง ที่นักปฏิบัติวิปัสสนาชอบฝึกฝนกัน และหากเอามาใช้สำหรับคนที่มีจิตใจว้าวุ่น มีปัญหากับชีวิต หรือคนที่อกหัก ก็จะเห็นผลดีมากเลยครับ ทำให้คลายทุกข์ได้ อย่างรวดเร็ว แถมยังส่งผลให้จิตใจของเราเข้มแข็ง แม้มีปัญหาสักกี่ครั้งเราก็สามารถทนได้ ทำใจได้สบายมาก นั่นคือ “การดูจิต” แต่ทว่าการดูจิตอาจจะยากสักนิดสำหรับคนที่ไม่มีจิตตั้งมั่นพอ เพราะฉะนั้นผู้เขียนจึงเสนอการทำสมาธิไปแล้วในบทที่แล้ว ซึ่งหากท่านมีความตั้งมั่นพอสมควรแล้ว ก็เริ่มฝึกการดูจิตได้เลย ดังนี้

 

– เริ่มต้นการดูจิต ขออย่าให้คิดมาก อย่าบังคับมาก อย่าฝืนมาก อย่าหวังมากว่าจะได้โน่นได้นี่ เพียงแต่ขอให้ผู้ปฏิบัติรู้สภาวธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่เป็นกลางเท่านั้น คืออะไรจะเกิดขึ้นกับตัวเราและความคิดของเรา ก็ขอให้รับรู้ด้วยจิตใจที่เป็นกลาง อย่ามีอารมณ์กับมัน อย่าลุ้น อย่าคาดหวัง อย่าดีใจ อย่าเสียใจ ทำใจให้เป็นกลางเข้าไว้

 

– ทำใจให้เป็นกลาง อะไรจะเกิดกับเราให้แค่รู้ก็พอ แต่ไม่ใช่ว่าปล่อยไปตามบุญตามกรรมนะครับ ตรงนี้สำคัญมาก ควรใช้ชีวิตตามปกติ ทำงานก็ทำตามปกติ เวลามีอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นกับเรา ก็รับรู้ไปตามปกติ ไม่ใช่ไปแข็งขืน ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ กลายเป็นคนละคนไปเลย อย่างนั้นเหมือนกับไปกดดันจิตใจมากเกินไป แข็งไป ซึมไป ไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง

 

– หลักของการดูจิตที่สำคัญคือ การรู้เท่าทันสภาวะจิตของเรา จิตที่เราคิด จิตที่เรารับรู้ จิตที่ปรุงแต่ง หรือเป็นไปตามความยึดมั่น ความเชื่อมั่นว่าเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ ซึ่งอาจจะไม่เป็นจริงก็ได้ โดยเราก็ไม่อาจจะรู้ได้จนกว่าเราจะได้พิเคราะห์ หรือพิจารณาเข้าถึงสภาพจิตโดยแยบคายแล้ว

 

– หลักที่ว่านี้คือ การใช้ชีวิตประจำวันนั่นเอง เพราะการใช้ชีวิตประจำวัน จะทำให้จิตแสดงธาตุแท้ของมันออกมา เพราะว่า บางทีการที่เราไปหาที่สงบอยู่ตามป่า เขา สำนักปฏิบัติธรรม ฯลฯ และนั่งสมาธิเพื่อให้จิตเผยธาตุแท้ของมันออกมา มันอาจไม่เผยก็ได้ เพราะว่ามันไม่ได้รับผลกระทบเท่าที่ควร ดังนั้นการใช้ชีวิตประจำวัน จึงเป็นโอกาสที่ทำให้จิตเผยธาตุแท้มากที่สุด และเราก็ดูมัน

 

– เราต้องทำแค่ดูมันเท่านั้น สังเกตมันเท่านั้น การดูจิตไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะควบคุมจิต หรือบังคับให้มันแน่วแน่ แข็งแรง หรือเกิดพลัง ซึ่งวิธีดังกล่าว ผู้เขียนได้กล่าวไปแล้วในบทที่แล้ว ที่เกี่ยวกับเรื่องฝึกสมาธิ การดูจิตจะเห็นสภาพที่แท้จริงของจิต หากจิตมีอารมณ์อะไรบางอย่างที่รุนแรง ยิ่งสังเกตได้ง่าย เช่น อารมณ์อกหัก ที่เราไม่อยากจะมีและอยากจะทิ้งมันไป

 

– เมื่อเข้าใจหลักการที่สำคัญแล้ว เราก็เริ่มใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ และเริ่มการดูจิตได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน ตอนเรียนหนังสือ ตอนทำงาน ตอนเวลาว่าง ตอนทำอาหาร ตอนเข้าห้องน้ำ ตอนก่อนนอน ยกเว้นเวลาเราหมดสติอย่างเช่นตอนนอนหลับ เราอาจพักผ่อนโดยเว้นการดูจิตไว้ก่อน

 

– การดูจิตนั้นเริ่มจากการสังเกตดูความเคลื่อนไหวของจิตเราเอง เช่น เดินออกจากประตูบ้าน หากเราเริ่มดูจิต เราจะพบว่า เรามองไปที่ประตูและถนน เราก็รู้ว่าเรามองออกไป เวลาเดิน เราก็รู้ว่าเราเดิน หรืออาจจะสรุปง่ายๆ ว่า การดูจิตขั้นแรกคือ “เรารู้ตัวตลอดเวลาว่าทำอะไรอยู่”

 

– ขั้นต่อมาคือรับรู้อารมณ์ของจิต อารมณ์ของจิตนั้นสำคัญมาก มักมีหลากหลาย เช่น รู้สึกมีความสุข ก็ให้รู้ว่ามีความสุข เมื่อความสุขดับไป ก็ให้รู้ว่าความสุขดับไป มีความโกรธก็รู้ว่ามีความโกรธ เมื่อความโกรธ ดับไปก็รู้ว่าความโกรธดับไป เมื่อจิตมีความทะยานอยากอันเป็นแรงผลักดัน โดยแสดงออกทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ให้รู้ว่ามีแรงทะยานอยาก เป็นต้น

 

– อารมณ์ที่กำลังปรากฏขึ้นแก่เรา ต้องเป็นอารมณ์ ของจริง ไม่ใช่ของสมมุติ โดยเราจะต้องแยกแยะจำแนกออกให้ได้ว่า อารมณ์ที่เกิดขึ้นเป็นของจริง (ปรมัตถธรรม) หรือเป็นเพียงของสมมุติ (บัญญัติธรรม) เช่น เมื่อเรามีความสุข เราก็ต้องมีสติรู้ตัวว่าตัวเรานั้น ตัวจิตของเรานั้น รู้สึกสุขจริงๆ หรือถ้าเกิดความโกรธขึ้น ก็ต้องว่าจิตนั้นเกิดความโกรธจริงๆ หรือเมื่อมีความลังเลสงสัย ก็ต้องรู้ว่าจิตของเรานั้น มีความลังเลสงสัยจริงๆ หรือสรุปได้ว่า รู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ นั่นเอง

 

– คราวนี้ถ้าอารมณ์เกิดขึ้นจริงๆ กับเรา ถ้าเป็นอารมณ์ที่มีกำลังน้อย ก็ดูเหมือนว่าเราจะไม่รู้สึกรู้สานัก โปรดสังเกตดูว่า ก่อนการฝึกดูจิต อารมณ์เล็กน้อยที่เกิดขึ้นกับเรานั้น เหมือนไม่เกิดเลย ก็คือเราไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะจิตของเรามันไวมาก เราที่ไม่เคยฝึกสติจึงรับรู้มันไม่ทัน เช่น เรากำลังนั่งบนพื้นหญ้า รู้สึกคันที่มือ มีแมลงตัวเล็กๆ ที่คันมาเกาะ เราก็ตบพลั๊วะแล้วนั่งลงต่อ ต่อมาก็รู้สึกคันที่ขาก็เอามือเกา ปรากฏเป็นตุ่มเล็กๆ ต่อมาเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เรารับโทรศัพท์ สักพักก็คุยหัวเราะกับเพื่อน ลืมความคันไปหมดสิ้น

 

การรับรู้ทางจิต หรืออารมณ์ที่ผู้เขียนยกตัวอย่างนั้น เกิดขึ้นเร็วมาก ดูเหมือนกลมกลืนต่อเนื่อง และไม่รู้สึกอะไร จริงๆ แล้วจิตของเรานั้นหมุนเร็วมาก สติที่ไม่ได้รับการฝึกฝนไม่มีทางดูจิตทันเลย เหมือนกับลูกปืนที่ยิงออกมาจากกระบอกต่อหน้าเรา เราไม่มีทางมองทันเลย เพราะเร็วมาก ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เริ่มจากการตัดสินใจจะนั่งลงบนพื้น และเราก็นั่งลงโดยที่ไม่ดูจิตขณะนั่งเลย พอมีแมลงมากัดมือปุ๊บ ได้เกิดอารมณ์หงุดหงิดรำคาญขึ้น ซึ่งเราก็ตามไม่ทันเช่นกัน ได้แต่ตบแมลงจนตายและนั่งลง พอคันอีกรอบ เราก็รู้สึกไม่พอใจอีกรอบ

 

– ความรู้สึกนี้ ถ้าเราตามดีๆ อาจเป็นความรู้สึกโกรธก็ได้ แต่มันเบาบางมากจึงกลายเป็นหงุดหงิดมากกว่า และเราก็เกาขาโดยที่ร่างกายเราขยับไปเอง ซึ่งบ่งบอกว่าสติของเราช้ามาก นอกจากจะตามจิตไม่ทันแล้ว แม้กระทั่งการเคลื่อนไหวของร่างกายของเรา เราก็ยังไม่รู้ตัวเลย ทันใดนั้นเพื่อนเราโทรมา เราก็รับอย่างอัตโนมัติเช่นกัน พอคุยไปสักพักก็หัวเราะพอใจในคำพูดของเพื่อน โดยที่สติตามไม่ทันแล้วว่า เพราะอะไรถึงหัวเราะ และเพราะอะไรความรู้สึกโกรธ หรือรำคาญที่เพิ่งเกิดเพียงเสี้ยวนาทีก่อนหน้า จึงมลายหายไปสิ้น

 

– ซึ่งจากตัวอย่างที่ยกมานี้ เป็นเหตุการณ์ปกติมากของคนส่วนใหญ่ในสังคมนี้ ที่จิตหมุนเร็วมาก เคว้งคว้าง สับสน สับเปลี่ยน วิ่งพล่านไปมาอย่างรวดเร็ว จนสติที่มีอยู่แทบไม่ได้ใช้งานเลย หรือใช้งานน้อยมาก และด้วยสาเหตุนี้นั่นเอง เราจึงมักปล่อยให้อารมณ์ทั้งดีและร้ายเข้าครอบงำอย่างรวดเร็ว จนมันทำร้ายจิตใจเราได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน เพราะจิตจะสะเทือนไปตามแรงชักจูง โดยปราศจากสติมาคอยกำกับช่วยเหลือ

 

– ดังนั้นเราต้องรีบตั้งสติกำกับจิตโดยด่วน นี่ล่ะคือ “หัวใจของการดูจิต” หากเรามีสติมากขึ้น แม้มีเรื่องเศร้ามากกว่าอกหัก เราก็สามารถรับมือได้อย่างสบายมาก ซึ่งการใช้สติจับรู้ที่จิตเป็นไปด้วยความยาก เราก็ควรเริ่มจากอะไรที่กว้างๆ เสียก่อน อย่างการใช้ชีวิตประจำวันของเรา เราต้องเอาสติมากำกับในจุดที่สำคัญมากๆ เช่น ตื่นนอน เราก็ต้องอาบน้ำแปรงฟัน เราก็ควรทำอย่างมีสติ รวมไปถึงการแต่งตัวและค่อยๆ เอาสิ่งของที่จำเป็นพกพาไปกับตัวอย่างมีสติ ซึ่งเราอาจออกไปเรียน หรือออกไปทำงาน หากเรามีสติแล้ว เราก็จะไม่มีปัญหาเรื่องหยุมหยิม ได้แก่ ลืมกุญแจรถ ลืมของ ลืมหนังสือ บางคนลืมแม้กระทั่งกระเป๋าสตางค์ ต้องกลับเข้ามาที่บ้านเพื่อเอาอีก

 

– ขั้นต่อมาเมื่ออกไปนอกบ้านแล้ว เนื่องจากนอกบ้านเป็นสถานที่กว้าง การดูจิตอย่างกว้างๆ ควรจับจุดที่สำคัญๆ บางคนฝึกจิตโดยการรู้ตัวขณะก้าวเดิน ขณะขยับตัว แต่พอเอาเข้าจริงๆ พอเจอเกิดสถานการณ์ยุ่งๆ บางคนถึงขนาดลืมคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กไว้บนรถเมล์ หรือบางคนพยายามขับรถอย่างมีสติ แต่กลับเสียบกุญแจคารถทิ้งไว้หน้าตาเฉย ซึ่งก็จะเข้าทำนอง ยิ่งดูจิต ยิ่งทำให้จิตว้าวุ่น หรือยิ่งพยามทำ กลับห่างออกไปทุกที นั่นก็เพราะว่า สติถูกเรียกไปอยู่ที่จุดเล็ก จุดน้อย จนเราลืมจุดใหญ่ๆ ไปได้อย่างน่าใจหายใจคว่ำ

 

– เพราะฉะนั้นแล้ว เพื่อป้องกันปัญหาผิดพลาดดังกล่าว เมื่อเริ่มฝึกหัดดูจิตใหม่ๆ เราต้องมีสติที่จุดสำคัญๆ ซะก่อน แล้วค่อยมีสติตามจุดเล็กๆ จนค่อยๆ ขยายละเอียดขึ้น โดยสามารถมีสติให้อยู่กับตัวทั้งวันได้ ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดปัญหา ยิ่งฝึกจิตยิ่งปล้ำๆ เป๋อๆ หลงโน่นลืมนี่ ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นเลยกับผู้ฝึกดูจิต

 

– พอดูจิตในจุดที่สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเราแล้ว ต่อมาเราก็ลองขยายการดูจิต เช่น ขณะนั่งทำงาน หรือนั่งเรียนอยู่บนเก้าอี้ กายของเราไม่ได้ขยับไปไหนแน่ จึงเป็นโอกาสดี ที่ขณะเราเรียน หรือทำงาน เราก็จะได้สังเกตการกระทำของจิตอย่างช้าๆ เช่น ขณะที่ฟังครูสอน พอครูสอนเรื่องยากๆ เราก็หาว นี่แสดงว่าจิตมันเริ่มเบื่อหน่าย ไม่อยากรับรู้เข้าแล้ว ให้เรารู้ตัวว่าจิตมันเริ่มเบื่อหน่าย หรือถ้าเราเป็นคนทำงาน ทำงานตึงเครียด อาจโดนเจ้านายตำหนิ เราหน้านิ่วคิ้วขมวดโดยไม่รู้ตัว ก็ให้เรารู้ตัวว่า จิตมันตึงเครียด ซึ่งแรกๆ เราอาจแยกอาการของจิตโดยละเอียดไม่ได้ ให้ดูอาการใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นกับจิตไปก่อน

 

– ต่อมาเมื่อเรารับรู้อาการของจิตได้งวดขึ้น ได้ละเอียดขึ้น เราก็จะสามารถจำแนกได้อย่างไม่ยากว่าจิตมีอาการเช่นไรบ้าง ซึ่งความละเอียดในการรับรู้นี่เอง จะทำให้เราเข้าใจสภาวะจิตใจของเราได้ ยามเมื่อเกิดสิ่งมากระทบ (ผัสสะ) และเราจะได้รู้ว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่จิตแท้ดั้งเดิม มันเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างจิตกับผัสสะ ซึ่งเมื่อมีสติรับรู้ถึงเพียงนี้ เราก็จะแยกอารมณ์กับสภาวะของจิตแท้ออก ไม่ให้มันเกี่ยวข้องกันต่อไป ซึ่งในขั้นนี้ก็พอเพียงพอมากแล้วสำหรับการทำลายอารมณ์เศร้า หรือขจัดไม่ดีๆ ที่เกิดจากการอกหัก รักคุด

 

สิ่งที่ผู้เขียนกล่าวไปแล้ว “การดูจิต” ก็คือการฝึกสติชนิดหนึ่ง ซึ่งสติเป็นอาวุธที่สำคัญที่สุดของวิปัสสนา ทำให้เรารู้เห็นตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น โดยเอาตัวเราเป็นแกนหลักเสียก่อน เพราะตัวเราเป็นดั่งเครื่องรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ดี ชั่ว รวย จน สูง ต่ำ ดำ ขาว ฯลฯ ล้วนมาจากการรับรู้ของเราทั้งสิ้น หากเราเข้าใจตัวเราซะแล้วปัญหาก็จบกัน ดั่งคำของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ที่ท่านกล่าวสอนลูกศิษย์เสมอมาว่า “อย่าส่งจิตออกนอก” เพราะหากเรามีสติที่ดีที่สุดแล้ว เราก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว แม้แต่สมาธิก็คือหลักการจากการที่เราเอาสติไปจับที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งนั่นเอง เพราะ “สติ” มีความหมายว่า “ระลึกได้”

 

ผู้เขียนขอขยายความตรงนี้นิดหนึ่ง เดี๋ยวท่านผู้อ่านจะงง “จิต” หมายความว่า “รู้” จิตทำหน้าที่เป็นตัวรู้ จิตไม่มีตัวตน ไม่มีรูปร่าง ไม่มีสี ประมาณไม่ได้ แต่ทำหน้าที่ผ่าน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จึงเป็นอันว่าเรารับรู้ได้ว่ามีจิตอยู่ผ่านอวัยวะทั้งห้าส่วน แต่อีกหนึ่งส่วนคือ “ใจ” นั้นไม่มีตัวตน แต่ใจมักแยกไม่ออกจากความคิด แต่ก็ไม่เหมือนความคิด ง่ายๆ ก็คือ ความคิดเกิดขึ้นและดับไป ส่วนใจนั้นเป็นความคิดที่สำคัญ มั่นคงกว่าความคิด และความคิดก็เกิดจากสมอง แต่ตามหลักพุทธศาสนา สมองเป็นแค่อวัยวะหนึ่งที่สำคัญของกายเท่านั้น ถึงจะเป็นต้นกำเนิดความคิด แต่ใจก็สำคัญกว่าความคิด และจิตสำคัญกว่าใจ หากจะเปรียบเทียบกันง่ายๆ ก็คือ จิตเหมือนเนื้อในของผลไม้ ส่วนใจนั้นเป็นดั่งเปลือกห่อหุ้มอยู่

 

ตรงนี้นี่เอง ที่หากเราทำสมาธิจนจิตตั้งมั่นแน่วแน่ ความคิดจะถูกสลัดออกไป เหมือนเราปอกเปลือกผลไม้ออก เราก็จะเห็นเนื้อในของผลไม้ ซึ่งสมาธิที่ฝึกจนแกร่งกล้า แน่วแน่ที่สุด จะทำให้เรารับรู้ถึงจิตของเราได้ และเราจะรู้ว่าท้ายสุดจิตก็ไม่มีตัวตนเช่นกัน

 

กลับมาที่การฝึกสติอีกนะครับ ผู้เขียนรู้ตัวว่าพาท่านผู้อ่านไปไกลเกินกว่าจะระงับอาการอกหัก รักคุดธรรมดาเสียแล้ว เรามาดูการฝึกสติอีก 3 รูปแบบดีกว่า การที่เราหัดฝึกสติอยู่บ่อยๆ ด้วยวิธีการต่างๆ นั้น มีผลประโยชน์มหาศาลเลยทีเดียว หากจะมีวิธีใดที่ทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เป็นคนใหม่ เป็นยอดคน วิธีนี้ก็คือ การฝึกสตินั่นเอง ผู้เขียนอยากจะกล่าวว่า สติไม่ได้กินความหมายอยู่แค่รู้ตัวเท่านั้น แต่สามารถทำให้เรามีศักยภาพในการทำงาน หรือการเรียนมากขึ้น อะไรที่ทำไม่ได้ เราก็สามารถทำได้ หากคิดว่า เราไม่มีทางจะทำอะไรได้ หรือมันเป็นไปไม่ได้สำหรับเรา ลองมาฝึกสติดูครับ เพราะจะทำให้เราควบคุมตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

คนเราส่วนใหญ่นั้น มักไม่ค่อยรู้ตัวกัน บางคน บางวัน รู้ตัวเพียงไม่กี่ครั้งต่อวันแล้วหลับไป วันต่อมาก็ตื่นมาทำงาน หรือมาเรียนต่อ ใช้ชีวิตแบบเป็นไปตามอัตโนมัติ คือเคยชินเช่นไรก็ปล่อยให้ร่างกายและจิตใจไหลไปตามนั้น การกระทำเช่นนี้ คือ การมีช่องโหว่ของการไร้สติอย่างใหญ่หลวง จึงไม่แปลกใจเลย ที่เมื่อมีความปัญหาเข้ามา เราจึงมีความทุกข์อย่างใหญ่หลวง เพราะความไร้สติของเรานั่นเอง

 

ดังนั้นผู้เขียนขอแนะนำการฝึกสติอีก 3 รูปแบบครับ ซึ่งผู้เขียนศึกษามาจากธรรมะของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ผู้เขียนจึงขอกราบในพระคุณของหลวงปู่ ที่ได้เผยแผ่ธรรมะอันเป็นหนทางสู่หนทางพ้นทุกข์เช่นนี้ให้แก่สัตว์โลกทั้งปวง ซึ่งการฝึกสติ 3 รูปแบบ มีดังนี้

 

การฝึกสติแบบที่ 1

1. การฝึกสติต้องใช้ในชีวิตประจำวันของคนเรา ต้องฝึกการมีสติทุกวัน ทำสิ่งใดก็แล้วแต่ ต้องมีสติกำหนดรู้ไปซะทุกๆ อย่างๆ ไม่จำเป็นต้องไปนั่งปฏิบัติธรรมวัด ที่ไหนๆ ตราบเท่ายังมีชีวิตอยู่ก็สามารถฝึกสติได้

 

2. การฝึกสติ ที่ง่ายที่สุด คือ การรู้ตัว แค่เพียงเรารู้ตัวว่า ทำสิ่งใดอยู่เพียงเท่านั้นเอง จะนั่งจะกินจะนอน จะทำอะไรก็แล้วแต่ ต้องเอาการรู้ตัวเป็นหลัก

 

3. การฝึกสตินั้น ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องไปจำแนกแยกแยะว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ต้องเกร็ง

 

4. หากความคิดฟุ้งกระจาย ให้รู้ว่านี่เป็นธรรมชาติของจิต เป็นปกติแล้ว การหลงๆ ลืมก็เป็นธรรมชาติของจิตใจของคนเราเช่นกัน

 

5. จิตใจตามปกติจะแล่นไปตามความคิดที่เรากำหนดของมันเอง ให้เราเพียงตามความคิดไปให้รู้เท่าทันเท่านั้น ไม่ต้องฝืนให้ความคิดหยุดนิ่ง

 

6. การฝึกสติ ไม่เหมือนกันฝึกสมาธิ ให้เน้นหลักการรู้เท่าทันความคิด ไม่ต้องไปฝืนรวมความคิดให้อยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง

 

7. หากความคิดโลกแล่นฟุ้งซ่านไปเอง ในกรณีที่นั่งเหม่อ ไม่มีงานทำ หรือไม่ได้เรียนหนังสือ ให้พยามดึงความคิดมาที่ปัจจุบัน หากบังคับไม่อยู่ ใจฟุ้งซ่านมาก ก็ปล่อยให้คิดไปเรื่อยเปื่อย

 

8. เมื่อปล่อยให้ตัวเองเหม่อคิดไปเรื่อยเปื่อยแล้ว ความคิดและสติจะกลับมาที่ตัวเราอีกครั้ง ไม่มีใครหรอกที่นั่งเหม่อ คิดเรื่อยเปื่อยได้ทั้งวัน ถึงแม้บางคนจะมีจินตนาการสูง คิดเป็นเรื่องราวเหมือนนิยาย แต่เรื่องก็ย่อมมีวันจบ ความคิดย่อมมีวันหยุดคิด

 

9. ความคิดที่กลับมาที่ตัวเราอีกครั้งเราเรียกว่า จิตอิ่มตัว ก็คือ หยุดคิดชั่วคราว เหมือนคนอิ่มข้าวแล้ว แต่อีกไม่นานก็จะหิวอีกรอบ จะเป็นอย่างงี้วนเวียนไม่จบสิ้น ผู้ที่มีสติดี อาจเรียนหนังสือเก่ง หรือทำงานเก่ง จะฟุ้งซ่านน้อยกว่าคนปกติ แต่ก็จะมีจังหวะที่ใจฟุ้งซ่านได้เหมือนกัน

 

10. ให้พิจารณาความคิดที่กลับมาที่ตัวเรา เปรียบเทียบดูตอนที่มีสติอยู่กับตัว กับตอนที่ความคิดลอยละล่องไป นั้นเป็นเช่นไร

 

11. ที่เราคิดเปรียบเทียบ ก็คือ ขณะที่ความคิดล่องลอยฟุ้งซ่านนั้น เรียกกันว่า จิตไร้พลัง คือ จิตใจอ่อนแอเลื่อนลอย ฟุ้งซ่าน ทำการงานอะไรไม่ได้ มีแต่ความกระวนกระวาย เหน็ดเหนื่อย เป็นทุกข์ รำคาญ สับสน ยิ่งใจเราฟุ้งซ่านในเรื่องที่เรากำลังมีความทุกข์ ยิ่งมีแต่ความทรมาน

 

12. ซึ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับจิตที่มีสติแล้ว จะรู้สึกดีขึ้น รู้สึกสงบขึ้น สบายขึ้น เป็นสุขขึ้น และเมื่อเปรียบเทียบไปเรื่อยๆ เราจะอยากอยู่กับจิตที่มีสติกำกับมากกว่า เพราะมีความสุขมากกว่า

 

13. และถ้าทุกครั้งที่ความคิดของเราเตลิดเช่นนี้ ให้พยายามรู้ตัว แล้วค่อยๆ ดึงกลับมา ค่อยๆ รักษาจิตให้อยู่ในสภาวะรู้อยู่กับที่ ต่อไปเผลอออกไป ดึงกลับมา อย่างนี้เรื่อยไป เมื่อจิตเตลิดฟุ้งซ่าน ก็ปล่อยให้จิตอิ่มตัว และทำอย่างเดิมอีก

 

14. หากทำบ่อยๆ จนจิตใจเข้มแข็ง จิตจะไม่เตลิดโดยง่าย ก็ให้เรามีสติรู้ตัวไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ดำเนินชีวิต ทำเรื่องต่างๆ อยู่

 

15. การฝึกสติแบบนี้นั้น เราควรทำทุกเมื่อทุกขณะ ตราบเท่าที่รู้สึกตัว ไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่างเช่นการไปเที่ยวสังสรรค์ หรือการดื่มสุราก็สามารถทำได้ แล้วเราจะรู้ว่าตัวเราที่มีสติสัมปชัญญะ นั้นแตกต่างกับตอนไม่มีสติเช่นไร

 

16. ข้อห้าม หากสติของเราเตลิดเต็มที่เต็มกำลัง หรือเมามายจนประคองสติไม่ได้ ก็จงยอมรับว่าสติเราบกพร่องแล้ว ไม่ต้องฝืนฝึกสติ ให้กลับบ้าน อาบน้ำแล้วนอนดีกว่า ดีที่สุด เพราะหากฝืน อาจมีอาการมึนงง และยังทำให้บั่นทอนพลังความเพียร ไม่มีกำลังใจในการฝึกสติครั้งต่อไป

 

การฝึกสติแบบที่ 2

1. ฝึกได้ทุกที่ทุกเวลาเหมือนวิธีแรก

 

2. เน้นที่การมีสติตามความคิดของเราผ่านประสาทสัมผัสต่างๆ เช่น ขณะที่เรากำลังขี่รถอยู่ สายตาเราจับจ้องไปที่รถคันหน้า ก็ให้รู้แล้วว่า สติของเรากำลังอยู่ที่รถคันหน้า สักพักจะเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่นสายตาเปลี่ยนไปมองรถคันอื่น หรือจู่ๆ ก็คิดเรื่องอะไรไม่รู้ หรือได้ยินเสียงตะโกนข้างถนน ให้เอาสติจับไปที่ความสนใจนั้นๆ

 

3. ความคิดของเราจะเปลี่ยนไปตาม “ตัวล่อ” เช่นการเห็น การได้ยิน กลิ่น การสัมผัส รสจากการกิน และความคิดของเราเอง

 

4. ให้ใช้ความคิดตามความคิดของเราเอง ในทุกกรณีที่เรามีสตินึกขึ้นมาได้

 

5. วิธีนี้ ไม่มีข้อเสียหาย แม้แต่ทำงานอยู่ ก็เอาสติจดจ่อไปที่งานที่กำลังทำ หรือกำลังเรียนหนังสือก็เอาสติจับไปที่เสียงครูพูดเช่นกัน

 

6. หากมีสติอ่อนมาก หรือยังงงๆ ว่าจะเริ่มจับความคิดของเรายังไงดี ชูมือขึ้นมากำกำปั้น จ้องดูให้เต็มตาสัก 5 – 10 วินาที โปรดรู้ไว้ว่าขณะที่จ้องกำปั้น ความคิดของเรา กำลังจิตจดจ่อของเราก็ไปอยู่ที่กำปั้นแล้ว เมื่อวางมือลง ความคิดของเราก็เลิกจดจ่อที่กำปั้นด้วย ลองคิดถึงสิงโตดู ความคิดของเราก็แล่นไปจับที่ภาพสิงโตเรียบร้อยแล้ว นั่นคือเรามีสติอยู่ที่ภาพสิงโตที่เรานึก

 

7. เมื่อรู้ตัวว่าสติแล้ว การดำเนินชีวิตประจำวันของเราก็ควรมีสติจับจ่ออยู่กับความคิดของเราตลอดเวลา เช่น กินข้าว ตามองดูอาหารที่กำลังกิน ลิ้นก็ลิ้มรสอาหารที่กิน มือก็ตักข้าวขึ้นๆ ลง แต่ใจของเราอาจคิดถึงสิ่งอื่นก็ได้ ให้ตามความคิดของเราไป แล้วให้ตระหนักว่า กำลังกินข้าวอยู่ แล้วดึงสติกับมาที่การกินข้าว ใช้สติตามรสชาติอย่างช้าๆ ใช้สติตามภาพอาหารที่มองเห็นอย่างช้าๆ ส่วนมือของเรานั้น เราอาจไม่ต้องไปสนใจนัก คือ การฝึกสติวิธีนี้จะเน้นที่ความคิดของเรามากกว่าการเคลื่อนไหว เพราะการเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ของคนเรา จะเป็นการเคลื่อนไหวอย่างอัตโนมัติ หรือเรียกง่ายๆ ว่า กายขยับเร็วกว่าความคิด ซึ่งการฝึกสติวิธีนี้ สำคัญที่สุด คือ ต้องตามรู้ความคิดของเราให้ได้

 

8. ผลดีของการฝึกสติวิธีนี้คือ นอกจากรับรู้อารมณ์ของตัวเราเองแล้ว เรายังสามารถรับรู้สภาวะรอบกายตามความเป็นจริงอีกด้วย เช่น อารมณ์ของคนรอบข้าง การเคลื่อนไหวของธรรมชาติรอบๆ ตัวเรา ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตาม เราควรมีสติที่ตัวเราเองให้หนักแน่นเสียก่อน\

 

9. ข้อที่ควรระวังที่สุด คือ อย่าส่งสติออกไปนอกกาย ให้มีสติที่ตัวเราเองให้มากที่สุด อย่าลืมว่า ตัวเราเองคือศูนย์กลางของการรับรู้ การฝึกสติก็เพื่อประโยชน์ของตัวเรานั่นเอง

 

การฝึกสติแบบที่ 3

1. การฝึกสติแบบนี้ เป็นการฝึกแนวกรรมฐาน คล้ายการฝึกสมาธิ ที่สำนักปฏิบัติธรรมโดยทั่วไปใช้ฝึกปฏิบัติกัน

 

2. ควรฝึกในทีท่าที่สบายๆ อาจนั่งสมาธิ หรือเดินจงกรมอยู่ วิธีนี้ไม่เหมาะที่จะฝึกในขณะดำเนินชีวิตประจำวันอยู่ เพราะอาจไม่สะดวกระหว่างที่เราเรียน หรือการทำงานได้ ควรจะหาเวลาว่างอย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมงในการฝึกฝน

 

3. ขณะที่ฝึก แรกๆ อาจนั่งลืมตาก็ได้ แล้วจึงค่อยๆ หลับตาลง

 

4. ให้ภาวนา “พุทโธ” หรือคำอะไรก็ได้ที่ท่องบ่นแล้ว ทำให้ใจสงบ แต่ในที่นี้ขอใช้คำว่า “พุทโธ” ดีที่สุด ให้ท่องไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องเร่ง ท่องไว้ในใจนะ จนคำภาวนาชัดเจนดี

 

5. หากเรานึก พุทโธ ไปเรื่อยๆ จนชัดเจนในใจ คำที่ชัดเจนนี้ จะทำให้สติของเรามีอยู่ในตัว ไม่ซัดส่ายไปทางอื่น พูดง่ายๆ ว่า สติไม่อยู่นอกกาย สติจะคงอยู่กับเรานี่เอง โดยใช้คำที่เรานึกเป็นตัวล่อให้มีสติอยู่กับตัว

 

6. นึก พุทโธ ในใจไปเรื่อยๆ อย่าปล่อยให้ขาดสายได้ ถ้าขาดสายเมื่อใด ความคิดจะทำงาน และดึงเราไปสู่อารมณ์ต่างๆ ทันที

 

7. หากเรามีความคิดต่างๆ หรือเกิดอารมณ์ต่างๆ ขึ้นมา ให้พยายามดึงความคิดกลับมาที่ พุทโธ ที่ท่องบ่นในใจอีก ประคองการนึกนี้ไปเรื่อยๆ ให้ความคิดจดจ่อแต่ พุทโธ นี้ให้ได้

 

8. วิธีการนี้ เปรียบเหมือนการขึ้นขี่ม้าพยศ เมื่อผู้ขี่กระโดดขึ้นบนหลัง ม้าจะสะบัดให้ตกจากหลังให้ได้ ดังนั้นราต้องใช้ความพยายามอย่างหนักหน่วง เพื่อให้สติของเราแนบแน่นกับคำที่นึกในใจให้ได้ ให้พยายามจนเรามีสติครบถ้วนจดจ่ออยู่กับ “พุทโธ” เป็นเวลาตามที่เรากำหนดไว้ เช่น 2 ชั่วโมง เป็นต้น

 

9. หากมีความคิดและอารมณ์แวบเกิดขึ้นอันเป็นธรรมดาที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ให้เอาสติกำหนดรับรู้และละเสีย โปรดจงสังวรว่า เรากำลังฝึกสติอยู่ หากวอกแวก ปล่อยให้ใจโลดแล่นไปตามความคิดอันเกิดใหม่เรื่อยๆ สติของเราก็จะไม่สมบูรณ์สักที

 

10. การฝึกนี้ ควรทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ อาจกำหนดฝึกสัปดาห์สัก 4 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง เป็นต้น และไม่ควรทำเล่นๆ ควรจริงจังสักหน่อย ให้เปรียบเหมือนเรากำลังจดจ่ออยู่ในอะไรบางอย่างที่เป็นอันตราย และต้องการรอดพ้นให้ได้ การทำแบบเหลาะแหละ จะเสียเวลาเปล่าๆ เราควรเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่า การฝึกเช่นนี้ จะช่วยทำให้เรามีสติสมบูรณ์ได้ และทำให้เราสามารถพิชิตทุกข์และอุปสรรคได้

 

11. หากฝึกจนถึงขั้นสูงแล้ว (อาจใช้เวลาเป็นปีก็ได้ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล) สติของเราจะตั้งมั่นจนเลยคำที่เรานึก ซึ่งสติของเราอาจจะแนบแน่นอยู่กับความสงบหรือความแน่วแน่ที่ผุดขึ้นมาก็ได้ (ถึงเวลาแล้ว เราจะรู้เอง)

 

12. ให้รักษาสภาวะการมีสติไว้ ไม่ต้องถอยหลังกลับมานึก “พุทโธ” อีก ซึ่งแสดงว่าเรามีสติอยู่กับตัวได้ดีมากแล้ว

 

13. ให้รักษาสติแนบแน่นกับตัวไว้เรื่อยๆ เมื่อถึงขั้นนี้อาจมีอารมณ์ละเอียดต่างๆ ผุดขึ้นมา ให้ละซะ หรืออาจมีภาพความคิดแบบชัดมากๆ ผุดขึ้นมา ให้มีสติเกาะติดแค่อย่างเดียวเท่านั้น อย่าวอกแวก

 

อย่าลืมว่า ควรกำหนดรู้ตัวและมีสติ และอย่าส่งสติออกไปนอกตัว ให้มีสติอยู่กับตัวตลอดเวลา

Read Full Post »

การที่ผู้เขียนตั้งใจเขียนหนังสือเล่มนี้ ก็ด้วยจุดประสงค์อย่างแคบ นั่นคือ มุ่งแก้หัวใจที่อกหักของผู้อ่านให้ได้ แต่จุดประสงค์ที่แคบนี้กลับก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งยวด ดั่งที่เราน่าจะเคยรับรู้มาแล้วว่า อกหักทำให้เกิดผลร้ายมากถึงเพียงใด นั่นคือ อย่างน้อยที่สุดก็เจ็บช้ำน้ำใจ เจ็บปวดในใจ มองฟ้าสีสดใสกลับกลายเป็นสีหม่นหมองมัวได้อย่างน่าอัศจรรย์ ส่วนผลร้ายอย่างกลาง ก็ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท เกิดโรคภัยไข้เจ็บ งานการ การเรียนก็เสียหาย ส่วนผลร้ายอย่างสูงสุดก็คือ ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนไปด้วย และหนักถึงขั้นทำให้ทั้งตนเองและผู้อื่นตายได้ ถ้าเราได้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ หรือดูข่าวทางโทรทัศน์ หรือทางอินเตอร์เน็ตเป็นประจำ จะพบว่า มีเหตุฆ่ากันตาย หรือฆ่าตัวตายอยู่เป็นประจำ บางรายก็ฆ่ายกครัว ทำให้ลูกหลาน พ่อแม่ พี่น้อง และคนอื่นๆ ตายไปด้วย บางคนก็ดีหน่อย คือตัดช่องน้อยแต่พอตัว ตายไปคนเดียว หรือทำให้ทั้งตนเองและคู่รักตายตามกันไปด้วย

 

ซึ่งจากการอกหักที่ก่อให้เกิดผลร้ายแรงถึงเพียงนี้ เราจึงต้องมาหาวิธีแก้อกหักอย่างเฉียบพลัน รวดเร็วที่สุดที่สุด นั่นคือ “การทำสมาธิ” การทำสมาธินี้ ท่านผู้อ่านอาจคิดว่า ให้นั่งหลับตาแล้วบริกรรมคาถาอะไรสักอย่าง แล้วใจจะสงบขึ้นได้ แก้ความเจ็บปวดจากอาการอกหักได้ เปล่าเลยครับ หากท่านผู้อ่านเคยอกหักมาก่อน จะรู้ทันทีเลยว่า นั่งหลับตาเฉยๆ แก้อาการอกหักไม่ได้หรอก ยิ่งถ้าอกหักแรงๆ เจ็บปวดเป็นอย่างมาก ขืนมานั่งหลับตาเฉยๆ ก็ยิ่งมีอาการหนักเข้าไปอีก ดังนั้นมันต้องมีวิธีการที่เหมาะสมในแต่ละคน

 

แต่ก่อนอื่นที่จะมาทำสมาธิ ซึ่งแต่ละคนก็ต้องทำในรูปแบบที่แตกต่างกันตามความเหมาะสม เราจะมาดูความหมายของสมาธิเสียก่อน

 

สมาธิ ในความหมายของพจนานุกรม แปลว่า ที่ตั้งมั่นแห่งจิต การที่จิตตั้งมั่นแน่วแน่ในสิ่งเดียว หมายถึงสมาธิแล้ว และสมาธิในความหมายของการลงมือทำ คือการทำใจให้นิ่งโดยใช้วิธีการต่างๆ ซึ่งหากจะเทียบกับการออกกำลังกาย ที่ยิ่งเคลื่อนไหวร่างกายยิ่งแข็งแรง แต่จิตใจนั้นตรงกันข้าม คือต้องทำให้จิตใจหยุดนิ่งให้ได้ คิดง่ายๆ ว่า จิตใจยิ่งเคลื่อนไหว หรือยิ่งหวั่นไหวยิ่งอ่อนแอ จิตใจต้องหยุดนิ่งถึงแข็งแรง เหมือนการรวมโฟกัสของแสงให้เป็นจุดเดียวกัน เมื่อแสงแดดที่กระจายมารวมเข้าที่จุดเดียว ก็จะมีพลังพอที่จะจุดไฟให้ติดได้ ดังนั้นแม้ร่างกายเราจะเคลื่อนไหวมากเพียงใด จิตใจเราต้องหยุดนิ่งให้ได้ และเราจะมีความสุข ทำให้จิตใจแข็งแรง แก้ปัญหาอกหักได้ และจะมีผลทำให้เรียนเก่งและทำงานได้ดีอีกด้วย

 

โดยปกติ คนทั่วไปอาจทำสมาธิด้วยวิธีที่พระท่านนิยมทำกัน คือนั่งหลับตาแล้วภาวนา “พุทโธ” แต่อย่าลืมว่า คนที่กำลังอกหัก จะมีสภาวะจิตใจไม่ปกติ คือ จิตใจอ่อนแอ หวั่นไหว ฟุ้งซ่าน มีจิตใจที่เจ็บปวด เศร้าซึม บางรายอาจแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ อาระวาด หรือทำร้ายตนเองได้ทุกเมื่อ ดังนั้นการทำจิตใจให้นิ่งด้วยสมาธิ ต้องมีขั้นตอน ได้แก่

 

1. ทำให้ใจไม่ว่างด้วยงาน หรือกิจกรรม

2. ทำให้ใจไม่ว่างด้วยการออกกำลังกาย

3. ทำให้ใจไม่ว่างด้วยการควบคุมจิตตรงๆ เลย

 

ทั้ง 3 อย่างที่กล่าวมานี้ อย่างที่ 3 ทำได้ยากที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีคนที่ทำได้ จริงๆ แล้วยังมีอีก 2 วิธี เป็นวิธีพิเศษ ที่หลายๆ คนชอบทำกัน แต่ผู้เขียนไม่ขอสนับสนุนอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นวิธีการที่ไม่ดี วิธีแรกคือ ใช้สิ่งเสพติด ของมึนเมา และกิจกรรมแนวบั่นทอนพลังจิต มาทำให้จิตใจอ่อนแอไปอีก เช่น กินเหล้า ปาร์ตี้ยาอี้ ฯลฯ อะไรทำนองนี้ ซึ่งเป็นวิธีที่แย่มาก นอกจากสามารถทำร้ายตนเอง หรือฆ่าตัวตายได้แล้ว เผลอๆ อาจจะได้ไปอกหักต่อในคุกอีก

 

ส่วนวิธีที่สองคือ “การใช้หนามยอกเอาหนามบ่ง” วิธีนี้ก็ไม่สนับสนุน เพราะหลายๆ คนลองทำแล้ว แทนที่หนามเก่าจะถูกบ่งออกไป กลับถูกหนามอันใหม่ทิ่มจนบาดเจ็บอีก นั่นคือ หาแฟนใหม่ หรือหาคู่รักคนใหม่มาดามอกอย่างทันทีทันใด เพื่อให้ลืมคนเก่าที่เพิ่งเจ็บปวดใจหมาดๆ วิธีนี้ อาจจะดีตรงที่ถ้าได้คนดีที่หาได้ยากมาดามหัวใจ ก็เหมือนเจอหมอเทวดามารักษาอาการไข้ให้หาย แต่หากเกิดเหตุผิดพลาดก็เหมือนขี่รถแหกโค้ง ยิ่งบาดเจ็บเลือดโทรมกายทีเดียวเพราะฉะนั้นอย่าลองดีกว่า เพราะโดยธรรมชาติของคนเรานั้น ถ้าเราแข็งแรงดีแล้ว เราจะทำอะไรก็ได้ แต่ถ้าเจ็บป่วยอยู่ก็ควรรอให้หายก่อนจะดีกว่า การมีคนรักใหม่ก็เช่นกัน ถ้าเราหายอกหักดีแล้ว ไม่รู้สึกเจ็บปวดแล้ว เราก็สามารถลองเสี่ยงหารักใหม่ได้อย่างง่ายดาย

 

 ส่วน 3 วิธีข้างต้น ที่สามารถรักษา หรือขจัดวิธีอกหักให้หมดไป มีหลักปฏิบัติ ได้แก่

 

1. ทำให้ใจไม่ว่างด้วยงาน หรือกิจกรรม

วิธีนี้ เป็นวิธีง่ายที่สุดที่คนอกหักนึกจะทำได้ บางคนตื่นมาตั้งแต่ดึกดื่น มาขัดรถ ล้างรถ ทำความสะอาดห้องนอน หรือทำความสะอาดบ้าน บางคนก็กวาดบ้านวนไปวนมาเป็นสิบๆ รอบ บางคนก็รดน้ำพรวนดิน เอาอะไรสักอย่างมาซ่อม บางคนก็นั่งต่อจิ๊กซอว์ ฯลฯ เพราะว่าหาอะไรทำไม่ให้ใจคิดฟุ้งซ่าน ซึ่งกิจกรรม หรืองานที่ควรทำตอนอกหักนั้น หากเราคิดว่ามันเหมาะกับเราและไม่ช่วยให้คิดมาก เป็นการทำสมาธิขั้นต้นอย่างหนึ่ง เพราะจิตใจของเรามุ่งมั่นไปในทางเดียว คือเรื่องงานที่เราทำ ขอให้มีหลักการลงมือทำ ดังนี้

 

– กิจกรรมที่ไม่ใช้กำลังกาย แต่มุ่งเน้นใช้สมอง ควรแน่ใจเสียก่อนว่าจะสามารถทำได้ เพราะกิจกรรมบางอย่าง เวลาว้าวุ่นจริงๆ มักทำไม่ได้ เช่น อ่านหนังสือเรียน หรือทำงานที่ใช้ความละเอียด ประณีตสูง ถ้าจะทำจริงๆ ควรรอให้ใจนิ่งๆ ก่อนดีกว่า หรือหลีกเลี่ยงไปทำอะไรที่ง่ายกว่า เช่น อ่านหนังสือนิยาย หรือดูภาพยนตร์ หรือเล่นอินเตอร์เน็ต เป็นต้น

 

– ควรทำงานอย่างที่ก่อให้เกิดผลจริงๆ เช่น อกหักแล้วมาทำอาหารแก้เครียด แก้คิดมาก ก็ควรทำให้กินได้จริงๆ ไม่ใช่ทำไปอย่างมั่วซั่ว ถ้าเช่นนั้นอย่าทำเสียเลย เพราะเสียดายของ และถ้าทำเสร็จแล้วก็ควรแบ่งให้คนอื่นกินด้วย คนอื่นจะได้มีความสุข ตัวเราก็จะได้สุขด้วย ดังนั้นงานที่ไม่เกิดประโยชน์ เราไม่ควรทำ เช่น กวาดบ้านเป็นสิบๆ รอบ หรือรดน้ำ พรวนดิน ทั้งๆ ที่ต้นไม้ก็แข็งแรงอยู่แล้ว ฯลฯ เราควรทำแต่พอเป็นประโยชน์และมุ่งเกิดผลจะดีกว่า

 

– หากิจกรรมที่เป็นประโยชน์ทำ กิจกรรมที่เป็นประโยชน์บางอย่าง อาจทำให้เราลืมอารมณ์อกหักไปเลยก็ได้ อย่างกิจกรรมการกุศลต่างๆ เช่น เข้าค่ายอาสา เป็นอาสาสอนหนังสือเด็ก หรือเป็นอาสาพัฒนาชนบท หรือเข้าวัดหาหลักสูตรกรรมฐานเข้าร่วม ซึ่งจะไม่เหมือนการนั่งทำสมาธิกรรมฐานคนเดียว เพราะถ้าไปวัดจะออกแนวอบรม เป็นกิจกรรมซะมากกว่า เป็นต้น แต่หากเราคิดว่าจะทำกิจกรรมอะไรไม่ออก ขอแนะนำให้เปิดเว็บไซต์ดู สมัยนี้เราสามารถดูรายละเอียดจากเว็บไซต์ได้ ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่ายังมีกิจกรรมอีกมากมายที่เราสามารถเข้าร่วมได้โดยที่เราไม่รู้มาก่อน

 

2. ทำให้ใจไม่ว่างด้วยการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นวิธีที่ดีมากวิธีหนึ่งในการทำให้จิตไม่ว่างและเป็นการทำให้จิตใจสงบ ไม่ต้องคิดฟุ้งซ่าน การออกกำลังกายยังเป็นการปรับเคมีในร่างกายที่จะทำให้ร่างกายสมดุล เวลาที่ออกกำลังกาย อวัยวะทั้งภายในและภายนอกร่างกาย จะเคลื่อนไหว ทำให้เลือดภายในร่างกายสูบฉีดและจะผลักดันของเสียออกจากร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นทางเหงื่อและลมหายใจ อีกทั้งสมองสองซีก คือซีกซ้ายและซีกขวาจะเกิดการกระชับ ทำให้สมองได้ออกกำลัง โดยเฉพาะถ้าออกกำลังเหนื่อยๆ จิตใจจะรวมศูนย์ หรือจิตใจจะเป็นสมาธิโดยอัตโนมัติ ไม่คิดฟุ้งซ่าน ทำให้เป็นการทำสมาธิอีกวิธีด้วย ดังนั้นจึงเรียกได้ว่า การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและยังทำให้ร่างกายแข็งแรงแก้โรคอกหักได้อีกด้วย การออกกำลังกายแก้อกหักที่ดี ควรมีหลักการ ดังนี้

 

– ออกกำลังตามเกมกีฬา เพราะเกมกีฬาจะทำให้เรารู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลิน ลืมความรู้สึกเศร้าๆ ที่มี การมีเกมกีฬาที่ชัดเจนจะทำให้เรามีจุดมุ่งหมายในการเล่น ดีกว่าเล่นไปงั้นๆ ไม่มีเป้าหมาย หากเราเป็นวัยรุ่น ที่มีโอกาสแข่งขันในเกมกีฬา เราอาจใช้กีฬาให้ลืมเรื่องเศร้าๆ ได้ เช่น มุ่งมั่นฝึกซ้อมเพื่อให้เป็นตัวจริงในการแข่งบาสเกตบอล หรือซ้อมว่ายน้ำเพื่อหวังเหรียญ เป็นต้น

 

– ออกกำลังกายที่เหนื่อยจริง หนักจริง เพราะร่างกายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ถ้าเราไม่เอาจริง มันอาจไม่ตอบสนองดีเท่าที่ควร แต่ถ้าเราเอาจริง ร่างกายจะตอบสนองได้อย่างดีเยี่ยม รูปร่างบุคลิกภาพของเราอาจเปลี่ยนไปจนดูดีกว่าเดิมมาก และจะทำให้เรารู้สึกถึงความแข็งแกร่งของร่างกายของเราหลังออกกำลังกายได้

 

– อย่ามองหาการออกกำลังที่เราทำไม่ได้ แต่ให้มองหาสิ่งที่เราทำได้ง่าย ได้ผลเร็ว เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ เล่นฟิตเนส ซึ่งจะดีกว่าหากีฬาแปลกๆ ซึ่งเราไม่สามารถทำได้ เช่น สกี เล่นเซิร์ฟ เป็นต้น

 

3. ทำให้ใจไม่ว่างด้วยการควบคุมจิตตรงๆ เลย

การทำสมาธิขั้นนี้ เป็นการทำสมาธิขั้นมุ่งตรงเพื่อควบคุมจิตล้วนๆ นั่นเอง โดยไม่เอาการเคลื่อนไหวทางด้านร่างกายมาปนมากนัก ซึ่งการทำสมาธิเช่นนี้ มีหลายวิธี ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการทำสมาธิแบบที่พระ หรือนักบวชนิยมทำกันนั่นเอง ซึ่งผู้เขียนขอกล่าวไว้ เพราะยังไงซะเราก็ควรฝึกทำซะบ้าง จะเป็นประโยชน์มากต่อตัวเราเอง ปัจจุบันนี้ การทำสมาธิได้รับการทดลองมาแล้วว่า สามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสมองได้ ดังนั้นจากคนไม่เรียนเก่ง หรือทำงานไม่เก่งก็สามารถกลายเป็นคนเก่งได้ และยังแก้ความเจ็บปวดจากการอกหักได้ชะงักชะงันด้วย แต่ทว่าเราต้องเลือกเอาวิธีที่เหมาะกับตัวเองนะ

 

โดยทั่วไป หลักสมาธิของศาสนาพุทธ มักมี 3 ระดับ ดังนี้

ขณิกสมาธิ เป็นสมาธิที่มีแรงน้อยสุด เกิดขึ้นเมื่อเราตั้งใจจะทำอะไรสักอย่างในชีวิตประจำวัน เช่น อ่านหนังสือ ขับรถ ทำอาหาร ยิงปืน ออกกำลังกาย พูดสนทนา เรียน และทำงาน เป็นต้น ซึ่งสมาธิเช่นนี้ รวมถึงใช้ในการทำกิจกรรม หรือใช้ในการออกกำลังกาย ดั่งที่กล่าวไปแล้ว โดยปกติคนทั่วไปมักจะมีขณิกสมาธิ โดยมีน้อย มีมากไม่เท่ากัน ซึ่งถึงจะเป็นสมาธิที่มีแรงน้อยสุด แต่ก็ยังมีคนที่ไม่มีขณิกสมาธิเอาเสียเลย ซึ่งคนที่ไม่มีแม้สมาธิจะจดจ้องอะไรสักอย่างได้เป็นเวลานาน เวลาอกหัก จะเจ็บปวดมาก หรือคุมอารมณ์ตัวเองได้ยากมาก

 

อุปจารสมาธิ เป็นสมาธิที่มีแรงปานกลาง ความแน่วแน่ของจิตใจจะมากกว่าขณิกสมาธิ แต่แน่วแน่น้อยกว่าระดับสูงสุด คือไม่ถึงกับมีสมาธิที่ดิ่งจนถึงกับไม่จนใจอะไรเลย แต่ยังอยู่ที่ตรงกลาง คือดีกว่าความแน่วแน่ชั่วคราว สามารถแน่วแน่ได้นานกว่าและมีพลังแรงกว่า สมาธิขั้นนี้ ทุกคนน่าจะฝึกจนใช้การได้ดี เพราะจะดีกว่าจับจดเดี๋ยวๆ ด๋าวๆ เช่นบางคนอ่านหนังสือได้เพียง 30 นาทีก็ต้องเลิกแล้วพัก แต่ถ้ามีสมาธิขั้นอุปจารแล้ว ก็สามารถอ่านหนังสือ 2-3 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้นได้

 

อัปปนาสมาธิ เป็นสมาธิที่แรงสุด คือไม่หวั่นไหวกับอะไรทั้งนั้นแล้ว แต่ก็ทำได้ยากมาก ต้องอาศัยการฝึกหัดอย่างจริงจัง ขยันอดทน สมัยก่อนที่จะมีพุทธศาสนาเกิดขึ้น คนที่ต้องการหนีความทุกข์ทางโลก มักจะทำอย่างไรก็ได้ เช่นนั่งหลับตาแล้วเพ่งใจให้อยู่กับสิ่งเดียว ทำอย่างหนักจนสามารถบรรลุถึงสมาธิขั้นนี้และแน่วแน่สูงขึ้นไปอีกได้ ภาษาบาลีเรียกว่า “ฌาน” ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะลืมความทุกข์ทางโลกจนหมดสิ้นทุกอย่าง แต่ยังมีสูงกว่านี้ขึ้นไปอีก แต่ผู้เขียนไม่ขอกล่าวแล้ว เพราะแค่นี้ก็เพียงพอที่จะลืมอาการเจ็บปวดจากอกหักแล้ว

 

จากระดับสมาธิทั้ง 3 ระดับนี้ หากเราเป็นคนมีกำลังสมาธิดี หรือเรียนหนังสือได้เก่ง กรุณาอย่าเพิ่งคิดว่า จะปลอดภัยจากการไม่เจ็บปวดจากการอกหัก ดังที่กล่าวไปแล้วในบทแรกว่า อารมณ์ที่เกิดตอนอกหักจะแปรปรวน ซับซ้อน รุนแรง ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล คนบางคนมีสมาธิดีเยี่ยม เรียนเก่งถึงขั้นเกียรตินิยม แต่พออกหักขึ้นมา ถึงขนาดฆ่าตัวตายเลยก็มี เพราะฉะนั้นสมาธิที่ใช้ในการทำงานและใช้ในการเรียนถึงจะดีแล้วก็ตาม แต่ถ้าไม่นำมาหัดนำสมาธิมาใช้ควบคุมอารมณ์ หรือไม่หัดเอาสมาธิมาเปิดปัญญาให้เห็นความเป็นจริงของโลก ก็จะเหมือนกับเรามีรถยนต์คันหนึ่ง ขับตระเวนแต่ทางใต้ตลอดเวลา ไม่เคยขับขึ้นทางภาคเหนือเลย เพราะฉะนั้น รถคันนั้นก็ไม่อาจพาเราถึงภาคเหนือได้ เพราะเราไม่เคยขับไปนั่นเอง

 

การทำสมาธิแบบควบคุมจิตตรงๆ มีหลายวิธี ดังนี้

 

การควบคุมลมหายใจ (อาณาปานสติ)

อาณาปานาสติ เป็นสมาธิของพระพุทธเจ้า ที่มีประวัติบันทึกไว้อย่างชัดเจน ท่านได้ทำตั้งแต่ท่านยังทรงพระเยาว์ ขณะที่พระบิดาของท่านกำลังทำพิธีจรดแรกนาขวัญ ท่านได้ใช้อาณาปานสติจนกระทั่ง ก่อให้เกิดความอัศจรรย์ขึ้นคือ ต้นไม้ที่ท่านทรงประทับอยู่ พ้นเหนือกาลเวลาไป ซึ่งต่อมาอาณาปานสตินี้ ก็เป็นพื้นฐานของการฝึกสมาธิลมปราณแบบอื่นๆ ด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วอาณาปานสติมีความซับซ้อนพอสมควร แต่ผู้เขียนขอกล่าวเพียงย่อๆ และขอให้ท่านผู้อ่านทราบว่า อาณาปานสติ เป็นการมีสติอยู่กับลมหายใจเข้าออก เป็นวิธีที่พิเศษมากวิธีหนึ่ง มีตำนานกล่าวขานไว้ว่า ผู้ที่ฝึกอาณาปานสติจะควบคุมร่างกายได้ ซึ่งหลักปฏิบัติโดยย่อ มีดังนี้

 

– นั่งขัดสมาธิ ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย หรือวางมือตามสะดวก หรือจะนั่งบนเก้าอี้ หรือโซฟาก็ได้ ท่านอาจนั่งพิงได้ แต่ต้องให้แน่ใจว่าจะไม่หลับเสียก่อน

– แรกๆ อาจไม่หลับตาก็ได้ หรืออาจหรี่เปลือกตา ทำพอใจนิ่งสักพัก ถึงหลับตา

– เริ่มจากหายใจเข้ายาวๆ ให้รู้ว่าหายใจเข้า หายใจออกก็ให้รู้ว่าหายใจออก

– แรกๆ ให้เอาจิตใจวิ่งตามลมหายใจ ลมหายใจวิ่งจากข้างนอกวิ่งเข้ามาในท้อง ไปสิ้นสุดในท้อง แล้ววิ่งออกมากระทบที่จะงอยจมูก ก็เอาความคิดตามการวิ่งของลมหายใจนั้น

– ขั้นต่อมา เมื่อวิ่งตามลมหายใจจนชำนาญแล้ว จึงเฝ้าดู คือไม่ต้องเอาความคิดตามลมหายใจเข้าออก แต่ให้ตั้งสติไว้ที่จุดตรงจะงอยจมูกพอลมหายใจออกมาก็รู้ว่าออก และเอาสติไปตั้งไว้ในท้องตรงจุดลมไปสิ้นสุด ถ้าลมไปสิ้นสุดตรงนั้นก็รู้เช่นกัน

– การทำอาณาปานสติ หลายท่านมักเอาคำว่า “พุทโธ” หรือนับเลขมาใช้ ซึ่งแล้วแต่ความสะดวกของท่าน

– การทำอาณาปานสติ ให้ท่านวัดผลเมื่อแรกฝึกโดยจับเวลาไว้สัก 1 ชั่วโมง ถ้าเราสามารถนั่งควบคุมลมหายใจ หรือมีสติกับลมหายใจที่วิ่งเข้าวิ่งออกได้นาน 1 ชั่วโมง แสดงว่าเราควบคุมจิตได้พอสมควรแล้ว แต่โดยส่วนมาก อาณาปานสติมักไม่ง่าย ส่วนใหญ่มักควบคุมลมหายใจได้ไม่ถึง 1 ชั่วโมง เราจึงต้องอดทนและฝึกทำบ่อยๆ อย่าคิดว่าเสียเวลาเพราะมีประโยชน์ต่อจิตใจและสมองโดยตรง

 

การควบคุมจิตใจโดยการเพ่งกสิณ

การเพ่งกสิณต้องอาศัยเครื่องมือเข้ามาช่วย ซึ่งโดยปกติสมาธิแบบเพ่งกสิณนั้นมี 10 ประการ โดยอาศัยเครื่องมือช่วยทั้ง 10 อย่าง ได้แก่ แสงสว่าง ไฟ ดิน น้ำ ลม ช่องว่างของอากาศ สีแดง สีเหลือง สีเขียว สีขาว ซึ่งเครื่องมือจากที่กล่าวมานั้น มีวิธีการหลักก็คือ เอามาเพ่งดูจนจำติดตา แล้วหลับตา สร้างภาพในความคิดถึงเครื่องมือทั้ง 10 อย่าง จนจำติดแน่นในใจ ถ้ายังจำไม่ได้ก็ลืมตาดูอีก ซึ่งกสิณทั้ง 10 อย่างนี้ ส่วนใหญ่ผู้ฝึกจะไม่ฝึกทีละหลายอย่างในคราวเดียว แต่จะฝึกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

 

เช่นเพ่งน้ำก็จะเพ่งน้ำอย่างเดียว จนเกิดภาพในใจ เวลาหลับตาก็จะเห็นดวงนิมิตจากน้ำติดอยู่ในใจ หรือหากเลือกเพ่งไฟก็เช่นกัน จะไม่เพ่งจนแสบตา หรือเจ็บปวดดวงตา แต่แค่มองพอให้เห็นภาพขึ้นในใจเท่านั้น พอหลับตาต่อก็จะเห็นภาพในใจอย่างชัดเจน การฝึกกสิณนั้น มีข้อดีตรงที่หลายท่านที่ฝึกมีความเห็นว่า ทำให้จิตใจเป็นสมาธิเร็วดี คือใจแนบแน่นเร็ว บงท่านอาจใช้คำบริกรรมไปด้วย แต่ส่วนใหญ่ก็มักทิ้งคำบริกรรมหลังจากเห็นภาพติดตาในใจดีแล้ว ซึ่งหากท่านผู้อ่านอยากลองฝึกเพ่งกสิณ ผุ้เขียนก็ขอแนะนำกสิณหลักๆ ให้สามารถลองฝึกได้ ตามวิธีการดังนี้

 

– กสิณไฟ : มักมีผู้เข้าใจว่าต้องก่อกองไฟกองใหญ่ๆ แล้วฝึก หรือต้องใช้ฉากกั้นมาครอบกองไฟให้ดูยุ่งยาก จริงๆ แล้วหลักของกสิณไฟก็คือ การนำภาพดวงไฟมาไว้ในใจให้ได้ คือต้องให้ไฟแดงๆ ที่ลุกไหม้อะไรก็แล้วแต่ กลายมาเป็นดวงในใจเราให้ได้ ซึ่งตั้งแต่โบราณมาครูบาอาจารย์ที่จะฝึกกสิณไฟอย่างถูกต้อง มักใช้ไม้ชนิดหนึ่ง ที่พอเผาไฟแล้วจะเป็นสีเหลือง ไม่แดงจนแสบตาเกินไป และมีฉากกั้นกองไฟกับตัวเราไว้ แล้วเวลาเรามอง เราจะเห็นไฟเป็นดวงๆ แล้วนั่งเพ่งไฟดังกล่าว พร้อมกับบริกรรมว่า “เตโชๆ ๆ ๆ ” จนใจสงบ

 

ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ผู้ฝึกสามารถจุดเพียงเทียนก็ได้ แล้วให้จดจำเปลวเทียนนั้นให้ดี แล้วน้อมนำมาวางไว้ในความคิดของเรา แล้วขณะที่นั่งเพ่งกสิณก็ไม่จำเป็นต้องจุดเทียนทิ้งไว้ เดี๋ยวมันจะไหม้ห้องนอน หรือไหม้บ้านได้ แค่เพียงจุดแล้วจำลักษณะของดวงไฟให้ได้ อย่าไปคิดฟุ้งซ่านตามความไหวของเปลวไฟก็พอ ซึ่งเมื่อจำดวงไฟไว้ในใจของเราได้ ก็เป็นอันว่าสามารถทำให้ใจของเราเพ่งในดวงไฟในใจของเราได้

 

– กสิณน้ำ : นำน้ำใส่ขัน ขันควรเป็นสีขาว หรือเป็นขันเงิน จะได้เห็นน้ำชัดเจน เพ่งน้ำไปจนกระทั่งเห็นภาพน้ำติดตา ตั้งแต่โบราณมาครูบาอาจารย์มักบริกรรมว่า “อาโปๆๆๆ”

 

– กสิณแสงสว่าง : มักใช้การเพ่งดูหลอดไฟที่แสงไม่แสบตาก็ได้ หรือเพ่งแสงจากท้องฟ้า พระอาทิตย์ตอนเย็น หรือพระจันทร์ หรือเพ่งลูกแก้วก็ได้ทั้งนั้น

 

– กสิณลม : ให้ดูลมที่พัดยอดไม้ หรือใบไม้ปลิว หากฝึกในห้อง ให้หากระดาษมากรีดเป็นริ้วๆ แล้ววางกระดาษไว้ให้พัดลมพัด หรือสังเกตผ้าที่โดนพัดลมพัดก็ได้ กสิณลมนี้ต้องจ้องดีๆ เพราะเราจะมองไม่เห็นลม แต่จะมองเห็นสิ่งที่ลมพัดแทน เวลาฝึกบริกรรมว่า “วาโยๆๆๆ” จนกว่าภาพลมจะติดตา ซึ่งกสิณลมฝึกได้ยากกว่ากสิณชนิดอื่นมาก

 

– กสิณสี : ใช้วงกลมสีอะไรก็ได้จากที่กล่าวไปแล้วมาเพ่ง ซึ่งสามารถซื้อได้ตามร้านหนังสือ หรือร้านเครื่องเขียนทั่วไป แต่อย่าเพ่งจนแสบตา ควรเพ่งพอจับภาพได้แล้วหลับตาเพ่งต่อในใจก็พอ

 

การพิจารณากาย

การพิจารณากายสามารถแก้เรื่องความรักที่ไม่สมหวังได้ดีมากวิธีหนึ่ง ทำให้รู้ว่าทั้งเราทั้งเขามีความไม่เที่ยง ล้วนต้องแก่เจ็บตายไปด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จะมัวมาหลงยึดติดกันไปให้เจ็บปวดยาวนานทำไม ความรักนั้นไม่ยั่งยืน ไม่แท้จริง ไม่เร็วก็ช้าที่ต้องจากกัน ถึงไม่จากกันวันนี้ วันหน้าก็ต้องจากกันอยู่ดี การที่เรายึดติดเพราะความฉาบฉวยของผิวกาย หากเราไม่ยึดติดกายแล้ว ความเจ็บปวดในความรักก็จะหายไปได้เช่นกัน

 

ดังนั้นเราจึงควรฝึกการพิจารณากายไว้ให้มากๆ ซึ่งหลักการพิจารณากายคือ การใช้จินตนาการมองเข้าไปหาความจริงในร่างกายของเรา นั้นก็คืออวัยวะน้อยใหญ่ ทั้งตับไต ไส้พุง ปอด ตับ ม้าม หัวใจ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ กระเพาะปัสสาวะ ฯลฯ และมีหนังหุ้มกายอยู่ ซึ่งการพิจารณากายไม่ใช่ของง่ายๆ เลย หลวงปู่มั่นท่านเคยเทศน์สอนว่า การพิจารณากายต้องอาศัยความวิริยะ อุตสาหะเป็นอย่างมาก อย่าเกลียดคร้าน ซึ่งหากทำสำเร็จก็จะพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นความเป็นตัวเราของเราได้

 

ซึ่งในกรณีที่เราอยากหายเจ็บปวดเรื่องความรักที่ไม่สมหวัง อาจจะไม่ถึงกับต้องพิจารณาอย่างกับท่านที่ต้องกรบรรลุนิพพานก็ได้ เพียงแต่พิจารณาพอให้คลายความปักใจในร่างกาย ในรูปร่าง แค่นั้นก็พอแล้วครับ เพื่อจะได้ตระหนักรู้ความจริงว่า ถึงเสียใจไปก็ไม่ได้อะไรเลย สิ่งที่เรายึดมั่นไว้ ไม่มีใครไปจับมันไว้ได้อยู่แล้ว ล้วนแต่สลายตามกาลเวลาไป การพิจารณากาย ขอให้เริ่มดังนี้

 

– ควรนั่งขัดสมาธิมากกว่ายืนหรือนอน เพราะอาจใช้เวลานานสักหน่อย หากยืนอาจจะปวดเมื่อยขา และหากนอนก็อาจม่อยหลับไป ควรนั่งดีกว่า นั่งขัดสมาธิ วางเท้า วางมือให้สบาย หลังตรง หากไม่มีอาการปวดหลังจริงๆ ก็ไม่ควรนั่งพิง เพราะจะทำให้หลับได้ง่าย

 

– เริ่มจาก นึกถึงสิ่งที่มองเห็นได้ชัดในร่างกาย เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ลองคิดดูว่าสิ่งเหล่านี้ ไม่เที่ยง ต้องทำความสะอาดอยู่เสมอ เพราะเป็นของไม่สะอาด หากหลุดจากร่างกายตกใส่อาหาร ก็ต้องเทอาหารทิ้งไป ทั้งๆ ที่มาจากร่างกายเราแท้ๆ ร่างกายเราจึงเป็นของไม่สะอาด แม้แต่เสื้อผ้า เวลาวางไว้เฉยๆ ก็สะอาดดี แต่ถ้าเราเอามาสวมใส่ร่างกาย กลับเหม็น ต้องซักต้องล้าง แม้แต่ร่างกายก็ต้องอาบน้ำทุกวัน จึงเป็นการเน้นย้ำว่าร่างกายเป็นของไม่สะอาด พร้อมที่จะสกปรก เหม็น และเน่าได้ทุกเมื่อ

 

– ต่อมานึกถึงอวัยวะที่เกาะติดกับร่างกายที่เห็นได้ง่าย เช่น หู ดวงตา นิ้ว จมูก ลิ้น แขน ขา สิ่งเหล่านี้ หากไม่ประกอบกับร่างกาย ถ้าหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ พร้อมกับ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ที่พิจารณาไปก่อนหน้านี้ ก็เท่ากับร่างกายไม่มีอะไรเลย มีเพียงก้อนเนื้อ และของเหล่านี้ก็พร้อมจะแตก จะดับ จะหลุด จะกระจายได้ทุกเมื่อ หากเราไม่มีชีวิตอยู่

 

– นึกถึงอวัยวะภายในบริเวณลำตัวเป็นสำคัญ เป็นอวัยวะที่สำคัญมาก แต่เราไม่อยากคิดถึงมันมากที่สุด เพราะมันน่าเกลียด มีหัวใจ ตับ ไต ไส้ ม้าม ปอด กระเพาะปัสสาวะ มีน้ำเลือด มีน้ำหนอง มีน้ำเหลืองในร่างกาย ในหัวก็มีก้อนมันสมอง มีน้ำลาย มีน้ำมูก นี่คือตัวตนของเรา นี่คือตัวตนของคนที่เรารัก เวลาเรารักกัน ไม่มีใครนึกถึงของพวกนี้เลย ทั้งๆ ที่คนเรากอดกัน ก็เท่ากับกอดของเหล่านี้ด้วย กอดอุจจาระ ปัสสาวะในร่างกายคนด้วย

 

– นึกโครงกระดูกในร่างกายคน โครงกระดูกเป็นอวัยวะหลักในร่างกายคน เป็นแกนเคลื่อนไหวในร่างกาย ทุกครั้งที่เราเคลื่อนไหว เราเคลื่อนไหวกระดูกด้วยทั้งนั้น

 

– นึกแยกอวัยวะในร่างกายของเรา นึกแยกเท่าที่จะแยกได้ ให้นึกอย่างตั้งใจ เห็นภาพไม่ชัดเจนไม่เป็นไร ค่อยๆ นึกแยกไปทีละส่วน นึกกระจายไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่เราจะนึกออก อย่าคิดว่าเราคิดไปเอง แม้เป็นจินตนาการ แต่อวัยวะภายใน รวมถึงสิ่งที่เรากำลังนึกอยู่มีจริงทั้งนั้นในร่างกายของเรา

 

– นึกกระจัดกระจายอวัยวะภายในของเราให้มากๆ นึกให้ละเอียดเท่าที่เราจะสามารถทำได้ พอแยกกระจัดกระจายแล้ว ก็นึกให้อวัยวะเหล่านั้นประกอบเข้ามาเป็นเราอีกครั้ง ทำหลายๆ ครั้ง ซ้ำๆ ซากๆ จนนึกแยกให้ละเอียดชัดเจนที่สุด

 

– ระหว่างที่ฝึก หากเมื่อยล้า หรือนึกไม่ออก ก็นอนพักเสียก่อน และเราสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ เราอาจไปหาซื้อสมุดภาพเกี่ยวกับอวัยวะภายในมาดู จะได้ทำให้รู้ว่าภายในร่างกายของเรามีอะไรบ้าง หรืออาจจะหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตก็ได้ อย่ากลัว มันคือความจริงที่อยู่ในร่างกายของเรา

 

การฝึกเช่นนี้ ไม่มีจุดสิ้นสุด เราควรฝึกบ่อยๆ จะทำให้จิตใจสงบสุขเพราะยอมรับความจริงที่มีอยู่ ที่เป็นอยู่ได้ หากเราเห็นภาพความจริงในร่างกายเราชัดเจนมากแล้ว เราจะคลายความยึดมั่นในตัวตน เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เราไม่หลงรูป เวลาที่เราคบหาดูใจกับใครก็ตาม เราจะไม่หลงเพียงแค่รูปร่างหน้าตาของเขา และมองทะลุว่านิสัยของเขาเป็นคนเช่นไร ทำให้ไม่เจ็บปวดจากรักที่สมหวังอีกต่อไป

 

การฝึกสมาธิแบบเดินเคลื่อนไหว

ผู้เขียนไม่อยากใช้คำว่าเดินจงกรม เพราะผู้เขียนก็ไม่เคยฝึกการเดินจงกรมถูกต้องเช่นกัน แต่เคยฝึกการเดินอย่างมีสมาธิ หรือเคลื่อนไหวโดยจิตที่มีสมาธิ ซึ่งอาจเพิ่มเติมการเดินแกว่งมือไปด้วย เป็นการทำให้กระฉับกระเฉงมากขึ้น การเดินอย่างมีสมาธิ การฝึกเดินอย่างมีสมาธิ มีหลักง่ายๆ ดังนี้

 

– เดินอย่าเร็ว ไม่ใช่เฉพาะแต่การเดิน แต่การฝึกอะไรก็แล้วแต่ตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ควรรีบเร่ง การรีบเดินอาจทำให้สะดุดล้มได้ และไม่รู้จะรีบไปทำไม อย่าลืมว่านี่คือการฝึกจิต โดยใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือเท่านั้น เพราะร่างกายผูกติดกับจิตใจแยกกันไม่ติด จึงจำต้องฝึกกายไปด้วย แต่จำไว้ว่า เราเจ็บปวดที่จิตใจ โดยเฉพาะการไม่สมหวังในรัก เป็นการเจ็บปวดมากกว่าโดนมีดกรีด เพราะใจถูกทำร้ายโดยตรง ดังนั้นต้องแก้ที่ใจถึงจะหายขาด

 

– ก้าวเท้าอย่างมีสติ เอาสติไปจับเวลาก้าวเท้า หากแกว่งมือไปด้วย ก็เอาสติไปจับที่มือเวลาแกว่ง ค่อยๆ รู้เวลาเดิน เวลายกเท้า เวลาเท้าแตะพื้น เวลาร่างกายขยับ ลองเดินช้าๆ กลับไปกลับมาสัก 10 รอบ ระยะทางก็แล้วแต่สะดวก หากเดินในห้องก็ไม่เกิน 4 เมตร ส่วนหากเดินที่สวนสาธารณะ จะเดินเป็นระยะทางยาวๆ สัก 10 – 15 เมตรก็ได้

 

– ควรจะเดินกลับไปกลับมาจะดีกว่าเดินยาวๆ เป็นระยะหลายกิโลเมตร เพราะว่า เรากำลังฝึกสติ การเดินยาวๆ จะคล้ายกับการออกกำลังทางกายมากกว่าการฝึกจิตหรือฝึกสติ

 

– เวลาฝึกหายใจยาวๆ ไปด้วยก็ได้ อย่าเครียด บางท่านที่เคยฝึกสมาธิมาก่อน อาจเอาจิตไปจับไว้ที่ฐานใดๆ ฐานหนึ่งในร่างกาย หรือรักษาการนึกคิดแบบกสิณ หรือหายใจแบบอาณาปานสติไปด้วย ซึ่งอาจทำควบคู่ไปด้วยก็ได้ แต่การเคลื่อนไหว จะทำให้รักษาสมาธิเหล่านี้ หรือฝึกสมาธิเหล่านี้ยากมาก ทางที่ดีควรมาฝึกท่านั่งดีกว่า

 

– การเดินควรเน้นการรู้ตัวขณะเคลื่อนไหวของร่างกายจะดีที่สุด จะทำให้เรารู้และสัมผัสร่างกายได้ และระหว่างนั้นความคิดของเราจะผุดขึ้นมาเป็นระยะๆ ให้ปล่อยมันทิ้งซะ จินตนาการว่า ความคิดโผล่ขึ้นมา ให้สลัดมันตกทิ้งข้างทางทันที อย่าเก็บไว้

 

การฝึกสมาธิแบบเดินเคลื่อนไหว มีไว้สำหรับผ่อนคลายและสนับสนุนสมาธิแบบอื่นๆ ไม่ควรทำแต่สมาธิแบบการเดินเคลื่อนไหวแต่อย่างเดียว

 

สมาธิทางลัด

ผู้เขียนไม่รู้จะตั้งชื่อสมาธิแบบนี้อย่างไรดี สมาธิแบบนี้ บรรดาผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำสมาธิจะรู้จักดี เป็นคล้ายๆ กับการจับอารมณ์ตอนเป็นสมาธิเลย คือไม่ต้องเริ่มต้นที่จุดเริ่มต้น ซึ่งครูบาอาจารย์ด้านสมาธิท่านจะทราบดีและจะทำได้จนชำนาญ ผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจ จึงเอามานำเสนอไว้ แต่ผู้เขียนจะเริ่มจากการเอาความง่วงนอนมาเป็นอารมณ์ เพราะหากคนเราง่วงนอนประสาทสัมผัสของคนเราจะช้าลง เพราะร่างกายจะเตรียมตัวปิดประตูแห่งการรับรู้เรื่องราวภายนอกอยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้เป็นโอกาสที่ดีมาก

 

หากเราฉวยโอกาสนี้ได้ ทำให้จะหลับแต่ก็ไม่หลับ เป็นการกึ่งหลับกึ่งไม่หลับ จะเท่ากับเราพาจิตของเราตกอยู่ในภวังค์ครึ่งหนึ่งเลย ถ้าพูดเป็นภาษาวิทยาศาสตร์ก็คือสมองของเราจะอยู่ใน คลื่นอัลฟ่า (Alpha brainwave) สมองจะส่งสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหมุนรอบประมาณ 7 – 14 รอบต่อวินาที (Hz) จากเดิมในภาวะปกติที่เราตื่นตัวเต็มที่ สมองของเราเป็น คลื่นเบต้า (Beta brainwave) ซึ่งสมองจะส่งสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหมุนรอบสมอง ราวๆ 14 – 21 รอบต่อวินาที (Hz) ซึ่งคลื่นเบต้านี้เป็นคลื่นที่สมองวุ่นวาย ส่วนคลื่นอัลฟ่าเป็นคลื่นสมองยามสงบ

 

ส่วนถ้าเป็นทางพุทธศาสนา ผู้เขียนไม่มั่นใจว่าเปรียบเทียบถูกหรือไม่ แต่น่าจะเป็นการที่สมาธิตั้งต้นที่ อุปจารสมาธิ เลยทีเดียว ซึ่งหากควบคุมจิตใจได้ ก็จะทำให้เข้าสู่สภาวะที่สมองปล่อย คลื่นเธต้า (Theta brainwaves) คลื่นความถี่ของสมองจะเหลือเพียง 4 – 11 รอบต่อวินาที (Hz) หรือเป็น อัปปนาสมาธิ พร้อมที่จะเข้าสู่สภาวะ “ฌาน” ได้ไม่ยาก ซึ่งตามหลักวิทยาศาสตร์นั้น ช่วงนี้คลื่นสมองจะทำงานช้าลงมาก เรียกได้ว่า ไม่ใช่สภาวะปกติของคนที่จะประกอบกิจการงานตามปกติ ทำให้มีความสุขสบาย ลืมความทุกข์ ความกังวลจนหมดสิ้น ซึ่งผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นภาวะ “ฌาน” ในพุทธศาสนานั่นเอง

 

การฝึกสมาธิทางลัดมีดังนี้

– ควรอาศัยตอนที่ร่างกายอยากหลับนอนมาช่วย ควรเตรียมตัวนอนหลับเหมือนปกติ คือ อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด กินอาหารให้เรียบร้อย ฯลฯ คือทำยังไงก็ได้ก่อนที่เราจะนอนหลับอย่างสบายใจ ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน

 

– ควรตั้งใจให้ดีว่าเราจะนั่งสมาธิ ไม่ใช่หลับจริงๆ เพราะหากไม่ตั้งใจให้ดี เราอาจหลับได้ทุกเมื่อ วิธีนี้เสี่ยงต่อการนอนหลับไปเลยมากถึงมากที่สุด บางท่านพยายาม 10 ครั้ง อาจสำเร็จเพียงครั้งเดียวก็ได้ และคนที่เป็นโรคนอนไม่หลับ ควรฝึกสมาธิวิธีอื่นๆ หรืออกกำลังกายให้นอนหลับได้ตามปกติเสียก่อน เพราะวิธีนี้เป็นวิธีลัด จะเอาอารมณ์ก่อนหลับนิดเดียวมาส่งให้จิตอยู่ในสมาธิ

 

– อีกประการหนึ่งที่สามารถเลือกทำได้คือ หากไม่ต้องการทำก่อนนอน เราจะสามารถทำหลังตื่นนอนใหม่ๆ ก็ได้ เพราะหลังตื่นนอนใหม่ๆ เรามักจะงัวเงีย บางคนหากยังนอนไม่เต็มอิ่มก็ยังอยากจะนอนอีกแต่นอนไม่ได้แล้ว หรือบางคนยังมีอาการกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่ ซึ่งเราอาจใช้ช่วงเวลานี้มาฝึกก็ได้เหมือนกัน ซึ่งช่วงเวลาทั้งก่อนนอนและหลังนอน นับเป็นช่วงเวลาดีที่สุดในการนั่งสมาธิวิธีนี้ก็ว่าได้ ส่วนช่วงเวลาอื่นๆ ที่มีอาการเหนื่อยล้า หรือง่วงนอนก็สามารถนั่งสมาธิเช่นนี้ได้เช่นกัน

 

– เมื่อเตรียมพร้อมแล้ว รู้สึกง่วง หรือรู้สึกล้าเต็มที่แล้ว ให้นั่งขัดสมาธิ เมื่อฝึกใหม่ๆ อย่านั่งพิงอะไรทั้งนั้น เพราะจะเป็นการนั่งหลับไปเสีย หากมีอาการกังวลจะปวดเมื่อยตามร่างกาย ไม่ต้องห่วง วิธีนี้สมองเราจะเฉื่อยลงมากจนไม่รู้สึกเจ็บปวด เราจะนั่งได้นานหลายชั่วโมง และจิตเราจะนิ่งสงบลงจากปกติมาก

 

– นั่งหลับตาทั้งๆ ที่มีความรู้สึกง่วงนอนอยู่ ให้ตั้งสติดีๆ อย่าให้หลับลงอย่างเด็ดขาด นั่งหลังตรง คอตรง แรกๆ อาจหายใจยาวๆ ลึกๆ เป็นการเรียกสติตัวเอง แต่เมื่อจิตสงบนิ่งดีแล้ว เราจะรู้ตัวดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรา คือเราจะมีสติทุกอย่าง แต่จิตเราจะนิ่งมาก อาจมีภาพความสับสนในความคิดโผล่ขึ้นมา แต่จะไม่มากมายเท่ากับเวลาปกติ

 

– เมื่อเกิดสภาวะนี้ขึ้นมา เราจะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก เราอาจนั่งหลายชั่วโมง แต่รู้สึกว่านั่งไม่นาน จิตเราจะนิ่งมากด้วย เหมือนเรากำลังหลับอยู่ แต่เรามีสติทุกอย่าง ได้ยินทุกเสียงที่เกิดขึ้น และเราสามารถขยับตัวได้ด้วย เป็นการขยับตัวในสภาวะที่คล้ายๆ จะหลับนั่นเอง ซึ่งถ้าหลับไปจริงๆ ก็จะขยับตัวไม่ได้

 

– สมาธิทางลัดเช่นนี้ จิตเราจะนิ่งขึ้นหรือไม่ หรือไม่คิดอะไรเลยหรือไม่ หรือจะเกิดภาพนิมิตต่อเช่นไร ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนของเราแล้ว ช่วงแรกๆ เราอาจรำคาญที่จะหลับไปเลยก็ไม่หลับ และรู้สึกเหนื่อยล้า ซึ่งจริงแล้วๆ หากจิตเรานิ่งสงบ แม้มีสติรู้ตัวอยู่ แต่เราจะไม่รู้สึกเหนื่อย และเราจะไม่รำคาญต่อสิ่งภายนอกที่เรารู้สึกได้ด้วย หากเราเข้าสมาธิได้แล้ว ส่วนเรื่องอกหัก รับรองลืมไปเลยชั่วคราวอย่างแน่นอน

 

หลังจากที่ได้ฝึกสมาธิไปแล้ว เรามาดูประโยชน์ของการฝึกสมาธิแบบรวมๆ รวบยอดกันดีกว่า มีดังนี้

1. ทำให้มีบุคลิกหนักแน่น เข้มแข็ง ใจแข็ง

2. ได้ความสามารถพิเศษเหนือสามัญชน (ลองไปศึกษาเพิ่มเติมดูนะครับ พระท่านเรียกว่า “อภิญญา”)

3. จิตใจหายฟุ้งซ่าน

4. ข่มความเศร้าหมองได้ชั่วคราว (แก้อกหักได้นั่นเอง)

5. ข่มความเจ็บปวดทางกายได้ เห็นพวกทรงเจ้าเอาเหล็กแหลมทิ่มร่างกายตัวเองไหมครับ นั่นเป็นผลจากจิตมีสมาธิในระดับหนึ่ง

6. ใจเย็น มีความสงบ ไม่ฉุนเฉียวเกรี้ยวโกรธง่าย

7. มีความสุภาพ อ่อนโยน นิ่มนวล ท่าทีมีความเมตตากรุณา เห็นพระที่ท่านปฏิบัติสมาธิ หรือนักบวชที่จิตมีสมาธิแน่วแน่ไหมครับ ท่านจะดูเป็นคนใจดี น่าเพิ่งได้

8. จิตใจสดใส สดชื่น เบิกบาน

9. ดูมีสง่า องอาจ น่าเกรงขาม

10. มีความมั่นคงทางอารมณ์ หรือที่เรียกว่ามีอีคิวสูงนั่นเองครับ ข้อนี้สำคัญมากในการแก้ปัญหาอะไรก็ตาม ที่เกิดขึ้นในชีวิต

11. กระฉับกระเฉง ไม่เซื่องซึม คนที่ดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ไม่กระตือรือร้น มักเป็นพวกสมาธิสั้นครับ คนที่มีสมาธิดีๆ จะมีจิตใจที่พร้อมเผชิญเหตุการณ์ต่างๆ ได้

12. สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ฉับไว

13. มีจิตใจสบาย ไม่เครียด มีความสุข ผ่องใส

14. เป็นคนไม่ขี้กลัว หรือหายหวาดกลัวได้ง่าย หายกระวนกระวายโดยไม่จำเป็นได้

15. นอนหลับง่าย ไม่ฝันร้าย มักเป็นคนคุมตัวเองได้ สั่งตัวเองได้

16. กระฉับกระเฉง ว่องไว รู้จักเลือกและตัดสินใจเหมาะแก่สถานการณ์

17. ดูอ่อนวัย ไม่ดูแก่เกินวัย

18. มีความแน่วแน่ในจุดหมาย มีความตั้งใจ มีความใฝ่ฝันที่จะประสบความสำเร็จสูง

19. มีสติสัมปชัญญะดี รู้เท่าทันเรื่องราว เหตุการณ์ต่างๆ และสามารถยับยั้งชั่งใจได้ดีเยี่ยม

20. ทำงานได้ดี ไม่พลาดง่าย หรือ ทำกิจกรรมอื่นๆ สำเร็จด้วยดี

21. เรียนหนังสือเก่ง สมองดี มีความจำดีเยี่ยม มีความเข้าใจ คิดวิเคราะห์ดี

22. มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี การฝึกสมาธิบางประเภท เช่นการควบคุมลมหายใจ จะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงดี เป็นการออกกำลังกายภายในอีกวิธีหนึ่ง

23. รักษาโรคบางอย่าง เช่น โรคเครียด โรคท้องผูก โรคความดันโลหิต โรคหืด หรือโรคจิตบางประเภท

24. ช่วยควบคุมความอยากได้ ตามความต้องการ ไม่ว่าจะอยากอะไรก็แล้วแต่

25. ช่วยควบคุมน้ำหนักที่มากเกิน จนทำให้เป็นโรคอ้วน หรือโรคร้ายอื่นๆ เช่น เบาหวาน มะเร็ง หัวใจ

และประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย

 

ก่อนจะจบบทนี้ สมาธิดังที่ได้แนะนำไปแล้วนั้น แม้จะแก้ปัญหาการอกหักได้ แต่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือเป็นการแก้ปัญหาชั่วอย่างไม่ถาวร เป็นการแก้ความปวดร้าวเป็นครั้งคราวเฉยๆ เปรียบเหมือนการกินยารักษาอาการป่วยของโรค แต่ตราบใดที่ร่างกายยังอ่อนแออยู่ โรคร้ายก็พร้อมที่จะกลับมาคุกคามได้ทุกเมื่อ ดังนั้นผู้เขียนขอให้ท่านฝึกสมาธิเพื่อให้ใจสงบ เพื่อให้ใจแข็งแกร่งเสียก่อน และวิธีฝึกสมาธิในแบบต่างๆ ท่านสามารถทำได้ตามแต่ความชอบของแต่ละบุคคล อาจฝึกทำสมาธิตามทุกวิธีเลยก็ได้ หรืออาจเลือกทำก็ได้ ไม่ต้องเรียงลำดับครับ ชอบและเหมาะสมกับวิธีไหนก็สามารถทำได้เลย และเชิญดูบทต่อๆ ไปเลย ตั้งแต่บทหน้าเป็นต้นไป หากท่านทำได้ ท่านจะไม่อกหัก หรือไม่เจ็บปวดจากความรักตลอดกาล

Read Full Post »

ดังที่ผู้เขียนกล่าวไปแล้ว คือเรื่องอนิจจังกับเรื่องทุกข์ และต่อไปก็จะเป็นเรื่องอนัตตา ซึ่ง 3 เรื่องนี้ เป็นความจริงของโลก 3 ประการที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ “อนัตตา” แปลว่า “ไม่ใช่ตัวตน” หมายความว่า สิ่งทั้งหลายไม่มีแก่นสารถาวรคงที่ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คล้ายๆ หลักอนิจจัง แต่อนัตตาจะกล่าวถึงว่าในที่สุดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่มีอะไรเลย เช่นคนคนหนึ่ง พอตายก็กลายเป็นศพ พอเป็นศพก็เอาไปเผา กลายเป็นขี้เถ้า สุดท้ายก็มลายหายไปสิ้นเลย นี่คือหลักของอนัตตา ดังนั้น ผู้เขียนจึงกล้ากล่าวว่า ไม่มีความอกหักจริงๆ หรอก เช่นเดียวกับความเจ็บปวด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นคล้ายภาพลวง เป็นมายา

 

มายา หมายความว่า เป็นความจริงที่ไม่ใช่ความจริง คือมีจริง แต่ก็ไม่มีจริง ขอยกตัวอย่างเช่น ดวงจันทร์ที่เราเห็น นั่นคือภาพมายา ซึ่งจริงๆ แล้ว มีอยู่จริง เป็นดวงดาวจริงๆ แต่ภาพที่เราเห็นไม่ใช่ความจริงของดวงจันทร์ เพราะดวงจันทร์เป็นดาวที่ใหญ่มาก เราแค่เห็นเงาสะท้อนของแสงเห็นเป็นรูปกลมๆ เท่านั้น เราจะเหมาติต่างว่า ดวงจันทร์เป็นเช่นนั้นไม่ได้ ดังนั้นภาพของดวงจันทร์ก็คือมายา

 

ความเจ็บปวดของความรัก หรืออกหักก็เช่นเดียวกัน เป็นมายา เพราะไม่ใช่ของจริง เป็นแค่เงาสะท้อนระหว่างสัมผัสของเราต่อคนที่เราผิดหวัง จับต้องไม่ได้ แต่ถือเอาได้ ทำเจ็บปวดได้เพราะเราทำตัวเอง แต่ถ้าเราไม่ถือ ความเจ็บปวดจากความรักจะมีน้ำหนักเบากว่าลม แทบไม่ระเคืองใดๆ เลย ซึ่งด้วยความที่เป็นมายาเช่นนี้ ความเจ็บปวดจากความรัก จึงเป็นอนัตตา

จากความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนคิดว่าตัวเองเป็นของแน่นอน คิดว่าความรักเป็นของแน่นอน คิดว่าตัวเราต้องเป็นอย่างงั้น คนนั้นต้องเป็นอย่างงี้ การยึดมั่นให้มันเป็นสิ่งที่แน่นอนเป็นความหลงผิดในความถาวรที่ไม่มีจริง ผลก็คือ นอกจากจะปล่อยวางไม่ได้แล้ว ยังจะทำให้เราไม่เห็นใจคนอื่น กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวอีกด้วย ซึ่งต่างจากคนที่เข้าใจเรื่องอนัตตาดี จะเป็นคนที่ไม่มีความเห็นแก่ตัวและปล่อยวางได้ง่าย ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้คนมองโลกในแง่ร้าย หรือไม่ดิ้นรนต่อสู้ในชีวิต แต่สอนให้คนไม่เห็นแก่ตัว รู้จักปล่อยวาง รู้จักเสียสละ รู้จักให้ และรู้จักว่า ชีวิตนี้คือการปฏิบัติธรรม นั่นเอง

การเข้าใจหลักธรรมในพุทธศาสนา จะทำให้เราสามารถเข้าใจเรื่องต่างๆ ได้ดี แล้วไม่ยึดมั่นถือมั่น ทำให้เราอยู่ในโลกอย่างไม่ติดกับโลก เข้าใจชีวิตมากขึ้น เป็นการใช้ชีวิตอย่างผู้มีปัญญา เราควรคิดว่าโลกนี้เป็นละครโรงใหญ่ เพราะแต่ละคนมีหน้าที่ของตนต้องกระทำ หน้าที่ก็จะผันแปรเปลี่ยนไปตามการโลดเต้น ดิ้นรนของตัวละคร ซึ่งอาจกลายเป็นอะไรก็ได้ วันนี้อาจเป็นยาจกแต่อีก 20 ปี อาจเป็นรัฐมนตรีก็ได้ ใครจะไปรู้ หรือวันนี้อาจจะอกหัก อกตรม อยากฆ่าตัวตาย แต่อีก 1 สัปดาห์ อาจเตรียมตัวแต่งงานอย่างมีความสุขก็ได้ ซึ่งชีวิตนี้เป็นโรงละครที่ยุ่งวุ่นวายที่สุด ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอย่างแน่นอน “ความไม่แน่นอน อาจจะแน่นอน หรืออาจจะไม่แน่นอนก็ได้” และ “ความแน่นอนอาจจะไม่แน่นอน หรืออาจจะแน่นอนก็ได้” อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้นั่นเอง

 

นอกจากนี้พุทธศาสนายังสอนให้เราเชื่อเรื่องของการวนเวียนมาเกิดเป็นวงกลม หรือ “สังสาระ” โดยกรรมที่เราทำทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว จะส่งผลให้เรามีบทบาทตามกรรมนั้นๆ ถ้าเราทำไม่ดีมากๆ เราก็จะเจอแต่สิ่งไม่ดี การทำร้ายผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นเศร้าหมอง หรือแม้แต่อกหัก ในทางพุทธศาสนามีความเชื่อว่า เราต้องเคยทำเช่นเราเจอกับผู้ที่ทำเราเจ็บมาแล้ว จนมีคำพูดติดปากในหมู่คนเชื่อกฎแห่งกรรมว่า “กงกรรม กงเกวียน” ซึ่งกรรมจะมีความซับซ้อนมากขึ้น จนสำหรับบางคนอาจประสบชะตากรรมประหลาดพิสดารจนจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าไปทำกรรมอะไรมากันแน่ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแก้ปัญหาเรื่องการพบเจอชะตากรรมที่ไม่ดีว่า

 

“จงทำแต่กรรมดี”

ซึ่งกรรมดีจะส่งผลให้พบเจอแต่เรื่องดีๆ โดยแก้ปัญหากรรมร้ายๆ ทั้งปวง โดยเบื้องต้นแรกสุด พระพุทธองค์ทรงสอนให้ทำความดีจาก 3 ทางง่ายๆ ได้แก่

 

1. กายกรรม : ควรมุ่งทำดีทางกาย ทางการกระทำ หากไม่ประสงค์จะแสดงท่าทางอะไร ก็ควรจะสำรวมกายไว้ก่อน เป็นการระมัดระวังตนเอง ไม่ให้เกิดความประมาท และควรมุ่งสะสมทำความดี เช่นอุทิศตนช่วยเหลือผู้อื่นโดยการทำดีให้มากๆ

 

2. วจีกรรม : ควรมุ่งพูดดี ไม่พูดจาเหลวไหล หรือพูดจาไม่ดีในทางเสียหาย การพูดนั้น แม้ไร้น้ำหนักและลงทุนน้อย แต่บางคำพูดก็สามารถเกิดผลอย่างใหญ่โตได้ ดังนั้นเราต้องพูดแต่สิ่งดีๆ และทำให้คำพูดของเราน่าเชื่อถือ การพูดจากลิ้งกลอกเรื่อยเปื่อย พูดเอาความจริงไม่ได้ บางคนอาจจะคิดว่าไม่บาป แต่จริงๆ แล้วเป็นกรรมที่ไม่ดีเช่นกัน

 

3. มโนกรรม : ควรคิดแต่สิ่งดีๆ ความคิดของคนเรานั้นบังคับยากมาก แต่ความคิดมันไม่มีสาระที่แท้จริง เราควรปล่อยวางความคิดไม่ดีที่เกิดขึ้นซะ อย่าคิดว่าเราตั้งใจคิด แต่เมื่อใดที่ความคิดไม่ดีเกิดขึ้น ให้เราคิดซะว่า เราเผลอไป เหมือนเดินหกล้ม ซึ่งจริงๆ เราก็ไม่ได้ตั้งใจจะหกล้ม มันหกล้มของมันเอง แล้วให้เราตั้งใจคิดแต่เรื่องดีๆ เราก็จะเป็นคนที่สามารถคิดแต่สิ่งดีๆ ได้

ในที่สุดแล้ว การเข้าใจในกฎของอนิจจัง – ไม่เที่ยง ทุกข์ – เป็นทุกข์ และอนัตตา – ความไม่มีตัวตนนั้น ถ้าเรานำไปใช้ปรับปรุงในชีวิตประจำวันแล้วจะทำให้เราอยู่ในชีวิตอย่างมีความสุข หากเราหมั่นตรองธรรมะดังกล่าวอยู่เสมอ เราก็จะเกิดปัญญา เข้าใจกฎของชีวิต เข้าใจปรากฏการณ์แท้จริงของธรรมชาติ เป็นการสร้างเกราะคุ้มกันให้กับชีวิต ทำให้เราอยู่ในโลกได้อย่างมีความสุขมากขึ้น แต่เราต้องระมัดระวังในมุมมองของการใช้ชีวิต คือเราควรมองชีวิตแบบแยกพิจารณา อย่ามองเหมารวมกันไปซะทั้งหมด การแยกพิจารณาว่า อันไหนดี อันไหนชั่วจะเป็นประโยชน์แก่เรามาก และควรแยกมองตามสถานการณ์และโอกาสต่างๆ ตามความเหมาะสม การรู้จักใช้สติปัญญาเช่นนี้ จะทำให้เราอยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุขมากขึ้น อยู่ในโลกโดยไม่ติดกับโลก ไม่โดนโลกปั่นหัว ไม่มึนงงในสภาวะของโลก ทำให้ใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาดและมีความสุข

Read Full Post »