Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for เมษายน, 2012

สืบเนื่องมาจากความไม่เที่ยง เมื่อความไม่เที่ยงเกิดขึ้นกับคนเราแล้ว ถ้าหากคนเรายังเอามายึดติด ทำให้ไม่ปลงไม่วาง จึงทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาได้ คำว่า “ทุกข์” แปลว่า การทนได้ยาก หรือการคงอยู่ในภาวะเดิมไม่ได้ ในชีวิตประจำวันของคนเราตามปกตินั้น มีสิ่งที่ทนได้ยากมากมาย นั้นคือไม่มีอะไรคงที่ มันเป็นทุกข์ ความทุกข์ในพุทธศาสนามี 3 ประการด้วยกันได้แก่

 

1. ทุกขทุกขตา

หมายถึง ความรู้สึกเจ็บปวดในกายหรือในใจ เมื่อปวดใจก็เกิดทุกข์ หรือเมื่อปวดกายก็เกิดทุกข์ ความรู้สึกเช่นนี้ มักเรียกว่า “ทุกขเวทนา” คือ เป็นความรู้สึกทุกข์ในใจที่คนส่วนมากรู้สึกกัน จากผลกระทบทางกายและใจ

 

2. วิปริณามทุกขตา

หมายถึง ทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะความเปลี่ยนแปลง เป็นความแปรปรวนจากสุขกลายเป็นทุกข์ อาการอกหัก รักขม รักคุด ก็เกิดจากความทุกข์เช่นนี้ เพราะแต่เดิมนั้นมีความสุข พอสุขนั้นหายไปตามกฎความไม่เที่ยง (อนิจจัง) เราก็เกิดทุกข์ขึ้นมา จากสุขที่กลายเป็นทุกข์ ซึ่งบางคนรับไม่ได้คิดว่าความสุขจะอยู่กับเราตลอด พอกลายไปเป็นทุกข์ จึงไม่สามารถทำใจได้ ซึ่งผู้เขียนขอแนะนำว่า ทำใจซะเถอะครับ เหมือนน้ำแข็งละลายเป็นน้ำ อย่าไปยึดมั่นถือมั่นกับมันเลย

 

3. สังขารทุกขตา

หมายถึง สิ่งที่ถูกบีบคั้นจนทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ซึ่งสิ่งทั้งปวงเป็นเพียงการประกอบกันขึ้นมาและปรุงแต่งเป็นลักษณะต่างๆ เมื่อมีเกิดก็ย่อมมีเสื่อมและสลายไปตามธรรมชาติ ซึ่งผู้ที่จะเกิดความทุกข์กับสิ่งเหล่านี้ คือผู้ที่ไปยึดมั่นถือมั่นกับมัน เช่น คาดหวังในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง พอสิ่งนั้นไม่เป็นตามที่คาดหวังก็เกิดความทุกข์ใจ

ทุกข์ที่แปลว่าสิ่งที่ทนได้ยากนั้น คือทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ แต่ความหมายของทุกข์ไม่ได้โหดร้ายกับคนเรานั้น ถ้าเราไม่เอาจิตใจไปคาดหวังในมัน เพราะการทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เป็นธรรมชาติของสิ่งต่างๆ เช่น เราโยนก้อนหินขึ้นไปบนท้องฟ้า มันไม่ลอยค้างอยู่ในอากาศ แต่ตกลงมาเพราะทนอยู่ที่เดิมไม่ได้นั่นคือเป็นทุกข์ แต่ที่ทุกข์ทำให้เราเกิดทุกข์ในใจที่เจ็บปวดนั้น ก็เพราะเราไปลุ้น ไปมุ่งมั่นให้มันเป็นดั่งใจเรา ทั้งๆ ที่มันจะเป็นก็ได้ ไม่เป็นก็ได้ บางครั้งบางสิ่งอาจอยู่ในการควบคุมของเรา แต่บางสิ่งก็ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของเรา จึงมีคำกล่าวว่า “หวังอะไรก็ได้ ทำอะไรก็ได้ แต่อย่าทุกข์”

 

ส่วนความทุกข์ที่ทำให้เกิดความไม่สบายกายไม่สบายใจขึ้นนั้น รับรองว่าไม่มีใครสักคนหรอกที่จะชอบความลำบาก บางครั้งเราหลีกเลี่ยงปัญหา หนีทุกข์ ยังไงก็ไม่พ้น เพราะความทุกข์นั้นมีอยู่ทั่วไปในทุกหนทุกแห่ง ทุกคนต้องเจอทุกข์ ไม่มีใครหนีทุกข์พ้น ดังที่กล่าวไปแล้ว ทุกข์คือการไม่อยู่ในสภาพเดิม การหิว การอิ่ม จะเช้า จะสาย จะกลางวัน จะกลางคืน แล้วเราจะหนีทุกข์พ้นได้เช่นไร

 

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า

 

“ทุกข์เป็นสิ่งที่เราจะต้องกำหนดรู้ รู้ว่ามีปัญหา อย่าหนีปัญหา อย่าหนีทุกข์ ชีวิตที่หนีทุกข์เป็นชีวิตที่อ่อนแอ”

 

เพราะว่าหากเราเผชิญกับทุกข์บ่อยๆ ใจเราจะเข้มแข็ง จะสู้ทุกข์ไหว สู้ทุกข์ได้ เหมือนว่าวจะลอยสูงขึ้นต้องมีแรงลมดัน คนก็เช่นกันจะมีชีวิตที่ดีได้ เข้มแข็งได้ ก็เพราะเผชิญกับอุปสรรค ดั่งคำว่า ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรูคือยาชูกำลัง มีเรื่องเล่าว่า แม่ลิงเลี้ยงลูกลิงโดยเอาลูกที่แม่ลิงรักขี่ไว้ข้างหลัง ส่วนลูกที่ไม่ค่อยรัก จะเอากระเตงชังไว้ข้างหน้า ตัวหนึ่งจะเกาะข้างหน้า ตัวหนึ่งจะเกาะด้านหลัง เวลาที่แม่ลิงกระโดดไปเกาะตามกิ่งไม้ ลูกตัวที่รักที่เกาะอยู่ข้างหลังจะสบาย ไม่ค่อยถูกกิ่งไม้ปะทะ แต่ลูกตัวที่ไม่ค่อยรักที่เกาะอยู่ข้างหน้า โดนกิ่งไม้ปะทะตลอดเวลา ทำให้ทั้งต้องอดทนและต้องคอยหลบคอยหลีกกิ่งไม้ด้วย

 

ซึ่งลูกลิงที่เกาะหลังแม่ แม้จะสบายก็จริง แต่พอสิ้นแม่แล้ว จะอ่อนแอ หากินเองลำบาก หลบพราน หรือสัตว์ร้ายไม่ค่อยเป็น ส่วนลูกตัวที่อยู่ข้างหน้า จะเป็นลิงที่แข็งแกร่ง รู้จักหาอาหารกินเอง รู้จักหลบหลีกศัตรู พรานมาก็หลบเป็น ซึ่งจากนิทานที่กล่าวไป คนเราก็เหมือนลูกลิง ถ้าเจ็บมาเยอะ ทนมามาก ก็จะแข็งแกร่ง แต่อย่างไรก็ตาม หากเราได้เรียนรู้หลักธรรมะในพุทธศาสนา ถึงแม้ว่าเราจะมีประสบการณ์น้อยไปหน่อย แต่เราก็สามารถฝึกหัดทำใจให้เข้มแข็งได้

 

ลองมาดูความสุขกับความทุกข์เปรียบเทียบกันนะครับ ความทุกข์นั้นเหมือนอุณหภูมิด้านร้อน ส่วนความสุขเป็นอุณหภูมิด้านเย็น ร้อนกับเย็นจะตรงกันข้าม เหมือนทุกข์จะตรงข้ามกับความสุข ซึ่งตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว ความเย็นไม่มี มีแต่ความร้อนที่น้อยลง คือหากจะเปรียบกับหลักธรรมในพุทธศาสนาก็เช่นกัน ความสุขจริงๆ ก็ไม่มีเช่นกัน มีแต่ความทุกข์น้อยลง นั่นล่ะคือความสุข

 

เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่า จริงหรือที่ความสุขไม่มี มีแต่ความทุกข์ที่น้อยลง ซึ่งความสุขในพุทธศาสนา แบ่งออกเป็นดังนี้

 

1. สามิสสุข

คือ ความสุขที่เกิดจากเหยื่อล่อ (อามิส) ซึ่งการที่คนเราจะมีสุขนั้น เพราะว่าได้อาศัยสิ่งล่อตาล่อใจมาเป็นองค์ประกอบ ความสุขเช่นนี้เป็นความสุขที่คนส่วนใหญ่ไขว่คว้าให้ได้มา เป็นความสุขที่ได้มาจากวัตถุที่ทำให้เราสบายใจได้ เช่น มีคนรัก มีรถยนต์ มีโทรศัพท์มือถือ มีคอมพิวเตอร์ มีบ้านหลังใหญ่ๆ มีอาหารอร่อยๆ มากิน ฯลฯ ซึ่งเหยื่อล่อเหล่านี้ เป็นองค์ประกอบให้เรามีความสุข หากไม่มีเหยื่อล่อ เราก็จะทุกข์ทันที สามิสสุขเช่นนี้ เปรียบเหมือนความสุขที่เกิดจากการเกา ยิ่งเกายิ่งคันยิ่งมันยิ่งเกา ทั้งที่รู้ก็รู้ว่ายิ่งเกายิ่งเป็นแผลและต้องเจ็บปวดทีหลังแต่ก็ยังเกาอยู่

 

นอกจากวัตถุที่จับต้องได้แล้ว ความสุขชนิดนี้ ยังรวมไปถึงเหยื่อล่อที่จับต้องไม่ได้แต่มีความโยงใยกับความสุขจากวัตถุเช่นเดียวกัน เช่น ตำแหน่ง เกียรติยศ ศักดิ์ศรี การได้รับการยอมรับจากสังคม การถูกเอาใจ เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นเหยื่อล่อทั้งสิ้น แม้แต่ความรักของชาย – หญิง ที่ยึดถือตัวบุคคลเป็นหลักก็นับเป็นความสุขประเภทเหยื่อล่อนี้ด้วยเช่นกัน และความสุขส่วนใหญ่ที่คนเราถืออยู่ก็เป็นความสุขแบบมีเหยื่อล่อทั้งสิ้น

 

2. นิรามิสสุข

คือ ความสุขที่ไม่ต้องการเหยื่อล่อ หรือไม่อาศัยเหยื่อล่อมาสร้างความสุข ความสุขชนิดนี้จะเกิดจากใจที่สงบ หรือได้รู้แจ้งตามธรรมชาติ เป็นความสุขที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม ทำใจให้สะอาด สว่าง สงบ เป็นสุข พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่าความสุขชนิดนี้เป็นถาวร และพระองค์ก็เลือกความสุขแบบนี้ รวมทั้งหมู่อริยะสงฆ์สาวกและสมมุติสงฆ์ก็เช่นกัน เรื่องของ “นิรามิสสุข” นี้ บางคนเห็นเป็นเรื่องไร้ค่า บางคนก็เห็นเป็นเรื่องสูงส่ง ไม่สามารถทำได้

 

ซึ่งตั้งแต่พระพุทธองค์ทรงนำหลักธรรมเรื่องความหลุดพ้นมาเผยแผ่เป็นเวลาราวๆ 45 ปี และบวกอายุพุทธศาสนาปีอีกราวๆ 2,554 ปี มีคนเยอะแยะมากมาย แม้จะน้อยกว่าจำนวนคนทั้งโลก แต่ก็นับว่าไม่น้อยเลยทีเดียวตลอดเวลาสองพันกว่าปีล่วงมา ต่างตระหนักในนิรามิสสุข และยอมสละทิ้งความสุขทางโลกอันมีเหยื่อล่อ เช่น คู่รัก ทรัพย์สินเงินทอง ยศศักดิ์ตำแหน่ง เกียรติยศ และอื่นๆ อีกมากมายมาหาความสุขอันเป็นนิรันดรแท้จริงนี้ ซึ่งคนจำนวนมากนี้ มีตั้งแต่คนธรรมดา มหาโจร เจ้าชาย เจ้าหญิง แม้แต่มหาราชายังใฝ่หาความสุขชนิดนี้

 

ในประเทศญี่ปุ่น มีนางสนองพระโอษฐ์ของพระราชินีญี่ปุ่น ชื่อว่า “ริโยเนน” เธอเป็นคนสวยมากๆ และเก่งในด้านกาพย์กลอนต่างๆ เธอเข้าฝากตัวรับใช้ราชินีตั้งแต่อายุได้ 17 ปี และอนาคตของเธอก็น่าจะเป็นเฉกเช่นคนธรรมดาคนอื่นๆ คือมีสามีที่ดีและมีความรุ่งโรจน์ในชีวิต แต่ทว่า ริโยเนนกลับเป็นคนฝักใฝ่ในธรรม พอพระราชินีเสด็จสวรรคต ริโยเนนเห็นความไม่เที่ยงของชีวิต เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายในชีวิตที่เต็มไปด้วยมายาและการแก่งแย่งกัน ประกอบเบื่อหน่ายในความสวยของตนเองด้วย เพราะตระหนักว่า หน้าตารูปร่างเป็นของไม่คงทน สักวันหนึ่งก็จะต้องเปลี่ยนแปลงไป จึงตัดสินใจที่จะออกบวช แต่พ่อแม่ขอร้องให้เธอแต่งงานมีลูกสืบตระกูลก่อนแล้วค่อยออกบวช ริโยเนนจึงได้ยอมแต่งงานกับชายผู้หนึ่ง และได้บุตร 3 คน จึงลาครอบครัวมาบวชสมใจปรารถนา

 

การเห็นคุณค่าของความสุขอันแท้จริงของริโยเนนนี้ ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเธอเองก็ตัดใจทางโลกได้แล้ว และครอบครัวก็อนุญาต แต่ทว่าวัดที่เธอไปขอบวช ต่างก็ปฏิเสธไม่ให้บวชเพราะเธอสวยจนเกินไป หากให้บวช พระเณรในวัดจะปฏิบัติธรรมได้ไม่เป็นสุข เพราะจะพากันนึกถึงแต่ความสวยของเธอ ริโยเนนไปขอบวชอยู่หลายวัดและถูกปฏิเสธตลอด เธอจึงตัดสินใจเด็ดขาด เอาเหล็กแผ่นพอขนาดปิดแก้มได้ไปเผาไฟจนแดงแล้วนาบแก้มทั้งสองข้างทำลายโฉม แล้วไปสมัครเป็นแม่ชีที่วัดอีกรอบ คราวนี้ทางวัดรับเธอเข้าปฏิบัติธรรม ซึ่งแม่ชีริโยเนนไม่ได้เสียดายความหลังอันรุ่งโรจน์ หรือหน้าตาอันสวยงามของตัวเองเลย ท่านกลับคิดว่า ความสุขสงบที่ดีที่สุดและพ้นทุกข์ได้นั้น คือความสุขอันแท้จริง

 

ดังที่กล่าวเปรียบเทียบเรื่องความทุกข์และความสุขไปแล้ว ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า เรื่องอกหักหากเทียบกับเรื่องราวและหลักธรรมอันลึกซึ้งหลากหลายในทางพุทธศาสนาแล้ว เรื่องอกหักก็ดูเล็กน้อยไปเลย และดูเหมือนธรรมะของพุทธศาสนานั้น จะสามารถล้างอกหักให้สิ้นไปได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงที่อกหักนั้นเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของความทุกข์เท่านั้น หากความทุกข์ทั้งหลายทั้งมวลรวมกัน เป็นดั่งกองเพลิงอันมหึมา อกหักก็จะเปรียบเหมือนแสงวูบวาบราวแสงเทียนเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม อกหัก รักคุด รักไม่สมหวังนี้ เป็นกิเลสที่แตกแขนงมาจากราคะและความหลง ซึ่งหากเราไม่ระวัง แม้เป็นแสงเทียนเล็กๆ ก็อาจจะไหม้ลุกลามเป็นกองเพลิงขนาดมหึมาได้

 

ตั้งแต่สมัยโบราณมาจนถึงปัจจุบัน ความหลงใหลในเรื่องเพศ หรือความรัก กลายเป็นตำนานกระฉ่อนโลกมานักต่อนักแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพระนางคลีโอพัตรา กับ จูเลียต ซีซาร์ หรือกษัตริย์ชาห์ชะฮาน กับ พระนางมุมตัซ ที่เป็นต้นตอของการสร้างทัชมาฮาล สิ่งก่อสร้างหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ซึ่งไม่ว่าความรักที่ไม่สมหวังจะดูเจ็บปวดมากเพียงใด แต่หากเรามีสติและมีธรรมะ ฝึกฝนอบรม เตือนใจตนเองอยู่เสมอ เราก็จะสามารถขจัดพิษรักที่ปวดร้าวได้อย่างแน่นอน

Read Full Post »

ความเจ็บปวดจากอาการอกหัก หลายๆ คนที่เคยรู้สึกย่อมรู้ว่ามันเป็นเช่นไร มันมีพลังมากมายเพียงไหน บางครั้งมันก็ก่อให้เกิดเหตุการณ์เล็กๆ เช่น นอนไม่หลับ กินข้าวไม่ลง เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง หรือทำงานไม่ได้ แต่บางครั้งมันก็ทำให้เกิดเหตุการณ์ใหญ่ขึ้น เช่น สอบตก โดนไล่ออกจากงาน ทำร้ายตนเอง ทำร้ายผู้อื่น หนักๆ เข้าก็อาจเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง จนอาจก่อเรื่องฆ่ากันตายเลยก็มี ซึ่งจริงๆ แล้ว สภาวะอกหักนับเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง คำว่า “ไม่เที่ยง” นี้ หมายความว่า มีการผันแปรไปเรื่อยๆ จะเอาแน่เอานอนกับมันไม่ได้ วันนี้อาจเป็นอีกอย่าง วันพรุ่งนี้อาจเป็นอีกอย่าง ซึ่งสภาวะอันไม่เที่ยงนี้ พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนว่า เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นกับโลกนี้เป็นธรรมดา คือทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่เที่ยงนั่นเอง

 

ซึ่งหากเรายังไม่เชื่อก็ลองพิสูจน์ง่ายๆ เช่น ตั้งแต่เราเป็นเด็กจนเติบโตมา มีอะไรที่อยู่นิ่ง คงที่ไม่เปลี่ยนแปลงบ้าง บางอย่างนั้นช่างเปลี่ยนแปลงเร็วเสียจนน่าตกใจ แต่บางอย่างก็เปลี่ยนช้ากว่าอย่างอื่น เลยดูเหมือนไม่เปลี่ยนแปลง เช่นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ แต่สิ่งเหล่านั้นก็เปลี่ยนแปลงเช่นกัน เพียงแต่เราอยู่ไกลเกินกว่าจะสังเกตเห็นชัดเจนเท่านั้น

 

และจะนับประสาอะไรกับการอกหัก บางคนเสียใจได้ 2 – 3 วัน ก็เลือนรางแล้ว แต่บางคนที่หลงอย่างแน่นหนาก็อาจใช้เวลานานสักหน่อย ที่จะลืมมัน แต่ยังไงความเจ็บปวดจากอาการอกหักก็ไม่มีวันคงอยู่ตลอดกาล จนมีคำกล่าวว่า “เวลาช่วยรักษาใจ” นั่นคือเวลาผ่านพ้นไปเรื่อยๆ ความมาเที่ยงก็สำแดงอาการแปรเปลี่ยนทุกอย่าง จากที่เคยจำแม่นๆ ก็กลายเป็นลืมเลือนไปตามสภาวะ

 

ความไม่เที่ยงนี้ หากนำกล้องส่องอะตอมที่ส่องเห็นอณูที่เล็กที่สุดก็จะพบว่า เซลล์ของสิ่งต่างๆ เกิด – ดับ และเกิด – ดับตลอดเวลา เช่นเดียวกับหลายสิ่งบนโลกนี้ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และก็ดับไปตามเวลาของมัน เปรียบเหมือนกับกระแสน้ำที่ไหลไปไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ ส่วนอารมณ์ ความคิดของเรานั้น ยิ่งเกิด – ดับทุกขณะอย่างเร็วมาก เร็วยิ่งกว่าความเร็วของเสียงและความเร็วของแสง

 

เราอาจมองไม่เห็นว่าในโลกนี้ หลายสิ่งหลายอย่างเกิด – ดับและทดแทนกันตลอดเวลา เช่น กระแสไฟฟ้า หรือเปลวไฟที่มีความต่อเนื่องกันตลอดเวลา จริงแล้วๆ มันเปลี่ยนแปลง เกิด ดับ และเข้ามาทดแทนกันตลอดเวลาต่างหาก แต่ตาเปล่าเรามองไม่เห็น จึงมองเห็นมันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ เช่นเดียวกับผิวหนัง หรือร่างกายของเรา ที่จริงๆ แล้ว ได้ร่วงสึกหรอไปทุกๆ วัน วันละน้อย แต่เรามองไม่เห็น ซึ่งเซลล์ใหม่ก็เกิดขึ้นมาแทน นี่คือความไม่เที่ยง ท่านผู้อ่านเคยได้ยินไหมว่า “คนเรานั้นข้ามแม่น้ำสายเดิมได้ครั้งเดียวเท่านั้น” เพราะหากเราข้ามครั้งที่สอง หรือครั้งต่อๆ ไป น้ำใหม่ก็จะไหลมาแทนน้ำเก่า แต่เราไม่เคยรับรู้หรือสังเกตเห็นเลย จึงคิดว่าเป็นแม่น้ำสายเดิม

 

การเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องเช่นนี้ พระพุทธศาสนาจึงสอนให้ทุกคนรับรู้ว่า ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นกับอะไรเลยเพราะจะทำให้เกิดความทุกข์ การที่จิตใจเป็นทุกข์ก็เพราะทำใจไม่ได้ อยากให้สิ่งดีๆ คงที่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งขัดกับหลักธรรมชาติ ที่ทุกสิ่งเป็นอนิจจานั่นเอง นี่เป็นกฎของธรรมชาติ เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ จะทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ความรักก็เช่นกัน ความไม่รักก็เช่นกัน ความเจ็บปวดจากความรักก็เช่นกันซึ่งหากเรารู้ดังนี้แล้ว เราก็ควรทำใจ ปล่อยให้เป็นไปตามกฎอันไม่เที่ยงของธรรมชาติ ใจเราก็จะสบาย ไม่รู้จะทุกข์ไปเพื่ออะไรกัน

 

คนเรานั้นมาจากส่วนประกอบที่เรียกว่า “เบญจขันธ์” คือ

– รูป คือ สิ่งที่มาประชุมกันเข้า มารวมกันเข้าเป็นร่างกาย

– เวทนา คือ ความรู้สึก อารมณ์ การรับรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้น หรือเรียกว่าการเสวยอารมณ์

– สัญญา คือ ความจำ

– สังขาร คือ สิ่งปรุงแต่ง ทำให้เกิดความซับซ้อนหลายอย่าง เช่นความดีชั่วในใจ

– วิญญาณ คือ ตัวรู้ เป็นอารมณ์รู้ ร่างกายจะสัมผัสรู้ผ่าน ตา หู จมูก ปาก ลิ้น กาย และใจ

 

จากที่กล่าวไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างเข้ามาประกอบเป็นคน พอดึงออกมาแต่ละอย่าง ความเป็นคนก็กระจายออกไป เพราะฉะนั้นจึงไม่มีตัวเราที่เที่ยงแท้ถาวร แต่เราก็ยึดติดกันเอง เพราะเรามองไม่เห็นถึงความจริงดังกล่าว การมองไม่เห็นถึงความจริงดังกล่าว เรียกว่า “อวิชชา” หรือเป็นความไม่รู้ เป็นความโง่เขลาที่ปิดบังกมลสันดานของมนุษย์ทุกคนอยู่ คนเราทุกคนจึงยึดมั่นในตัวเราของเรา รักของเรา คนรักของเรา ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรเป็นของของเราทั้งสิ้น แม้แต่ตัวเรายังไม่มีจริงแท้เลย รอวันที่จะเปลี่ยนแปลงเท่านั้น เป็นเพียงการประกอบเข้ากันของเบญจขันธ์ดังกล่าวไปแล้ว

 

แต่เนื่องจากคนธรรมดา ไม่สามารถมองทุกสิ่งทุกอย่างทะลุทะลวงตามสภาพความเป็นจริงแบบที่พระพุทธเจ้ามองได้ หรือพระอรหันต์มองได้ เราจึงควรศึกษาหลักธรรมะและพิจารณาตามความเป็นจริงเข้าไว้ จะได้ไม่เกิดความทุกข์จากอารมณ์ที่มากระทบ

 

มีนิทานเรื่องหนึ่งเล่าว่า มีพ่อตากับลูกเขยคู่หนึ่งที่ไม่ค่อยกินเส้นกัน ปกติแล้วสองคนนี้ต้องไปหาปลาคนละที่กัน นั่งเรือกันไปคนละลำ จะใกล้กันไม่ได้เพราะมักค่อนขอดกันอยู่เสมอ พอดีวันหนึ่ง เหลือเรืออยู่ลำเดียว ไม่รู้ว่าใครเอาเรือที่เหลือไปไหน ทั้งคู่จึงจำใจต้องไปหาปลาด้วยกัน ระหว่างนั่งเรือไป ลูกเขยที่มีความรู้ทางธรรมสักหน่อยก็อดแหย่พ่อตาไม่ได้ จึงเอ่ยว่า

“พ่อ จะไปทางไหนดี ไปตกเบ็ดทางไหน”

พ่อตาตอบว่า “ไปทิศเดิม ทิศเหนือที่พ่อเคยไป”

ลูกเขยจึงขัดว่า “โอ๊ย ไม่แน่หรอก ปลาอาจจะไม่กินเบ็ดก็ได้ ไปทำไมทิศเหนือ มันไม่แน่หรอก ไปทิศใต้ดีกว่า “พ่อตาจึงพูดขึ้นว่า “ทำไมมันจะไม่แน่ ข้าไปทุกวันแล้วก็ได้ปลาทุกวันต้องแน่สิ”

ทั้งสองจึงพายเรือไปตามทิศทางที่พ่อตาบอก พอไปถึงที่ตกปลาของพ่อตา ลูกเขยก็พูดว่า

“ดูแม่น้ำแล้ววันนี้ถ้าจะไม่ได้ปลา”

ซึ่งทั้งคู่ก็นั่งตกปลาตั้งแต่เช้า ปลาไม่กินเบ็ด ลูกเขยได้ทีพูดว่า “บอกแล้วไม่เชื่อว่ามันไม่แน่นะพ่อ อะไรๆ มันก็อนิจจัง ปลามันไม่กินเบ็ดแน่ๆ “

แต่พ่อตายืนกรานว่า “มันต้องกินสิ”

บ่ายแล้วปลาก็ยังไม่กินเบ็ด ลูกเขยก็บ่นว่าอนิจจังไม่เที่ยง มันไม่ได้หรอก ทำให้พ่อตาชักหงุดหงิด แต่พอชักบ่ายคล้อย กลับตกได้ปลาตัวใหญ่กินเบ็ดดิ้นไปดิ้นมา

พ่อตาจะร้องด้วยความดีใจว่า “นั่นไง ข้าว่าแล้ว มันได้สิ มันแน่สิ”

แต่ลูกเขยเตือนว่า “สายเบ็ดอาจจะขาดก็ได้นะพ่อ”

พ่อตาได้ยินดังนั้น จึงรีบดึงสายเบ็ดขึ้นมา ลูกเขยไม่ช่วยแถมยังพูดว่า “ไม่แน่นะ ปลาอาจจะหลุดมือตกน้ำไปก็ได้”

พ่อตาไม่สนจึงรีบจับปลายัดใส่ข้องปิดฝาแน่น แล้วพูดว่า “นี่แน่ะ ปลาอยู่ในข้อง จะไปไหนให้มันรู้ไปสิ มันไม่แน่ได้ยังไงวะ”

ทั้งคู่จึงนั่งตกปลาต่อ ปลาก็ไม่มากินเบ็ด ทั้งคู่จึงชวนกันกลับบ้าน เมื่อถึงบ้าน พ่อตาจัดแจงขอดเกล็ดปลาและนำปลาไปต้มยำ ทำเองหมดทุกอย่าง ลูกเขยนั่งมองเฉยๆ แต่ยังไม่เลิกแหย่ว่า

“อาจจะไม่ได้กินก็ได้พ่อ มันไม่แน่ อะไรๆ มันก็ไม่เที่ยง”

สวนพ่อตาก็ตอบกลับว่า “มันจะไม่เที่ยงได้ไง นี่ข้าทำเสร็จแล้ว” พูดพลางยกหม้อลงมาตั้ง ตักแกงใส่ถ้วย คดข้าวใส่จาน แต่ลูกเขยยังยืนกรานแหย่ไม่เลิกว่า

“พ่อ อะไรๆ มันก็ไม่แน่นะพ่อ อาจจะไม่ได้กินก็ได้”

พ่อตาจึงตักแกงจ่อที่ริมฝีปาก แล้วกล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า

“ก็ตักแล้วนี่ จะซดอยู่แล้วนี่ จะไม่ได้กินได้อย่างไร” มันจะไม่แน่ได้อย่างไร”

 แต่ลูกเขยพูดหน้าตาเฉยว่า “ไม่แน่พ่อ พ่ออาจจะตักพลาดไม่เข้าปากก็ได้”

ทีนี้พ่อตาโกรธจัด เลยเผลอยกหม้อแกงทุ่มใส่ลูกเขย ลูกเขยหลบ หม้อตกแตก

ลูกเขยเห็นสมดั่งคำพูด จึงรีบร้องออกมาว่า “บอกแล้วๆ มันไม่แน่ มันไม่แน่ พ่อกับฉันเลยอดกินไปเลย”

 

ซึ่งจากนิทานดังกล่าวนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่ไม่ใช่เอามาพูดแหย่กันให้ท้อแท้ในการทำงานหรือเสียกำลังใจอย่างที่ลูกเขยทำนะครับ เพราะไม่เช่นนั้น เราก็ไม่ต้องทำอะไรเลย อะไรๆ ก็อนิจจังแปรเปลี่ยน เลยไม่ต้องทำอะไรดีๆ กัน ซึ่งหลักอนิจจังหมายความว่า ให้เรารีบทำอะไรที่ดีมีคุณค่าและปล่อยวางจิตใจที่ไม่ดี ไม่ใช่เป็นหลักธรรมที่งอมืองอเท้า ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ถูก ผู้เขียนเองก็มีเพื่อนที่ยึดถือหลักธรรมข้อนี้มากๆ อะไรๆ ก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เลยทำให้เพื่อนคนนี้ดิ้นรนน้อยมากหากเทียบกับคนอื่นๆ ซึ่งจริงๆ แล้ว หลักแห่งความอนิจจังนี้ หากเรารู้ว่า อะไรก็ไม่เที่ยงแล้ว เราต้องยิ่งขยันขันแข็ง ทำให้ชีวิตเจริญก้าวหน้า

 

โดยเฉพาะกับท่านที่ไม่สมหวังในความรัก หรือไม่สมหวังในอะไรที่ตั้งใจไว้ สิ่งที่ท่านควรปล่อยวางคือใจที่เป็นทุกข์ แต่มือของท่านต้องดิ้นรนขวนขวายหาความเจริญมาใส่ชีวิตตลอดเวลา ธรรมะของพระพุทธองค์มีไว้เพื่อการพัฒนาตน ไม่ใช่การทำตัวให้ตกต่ำ นี่จึงเป็นสาเหตุหลักที่ถึงแม้ว่า แม้ความรักฉันท์หนุ่มสาวจะเป็นรูปแบบหนึ่งของกิเลส จะทำให้เกิดความทุกข์ แต่พระพุทธองค์ท่านก็ยังตรัสสั่งสอนให้คนรู้จักรักและรู้จักครองเรือนอย่างถูกต้อง เพราะหากเราทำดีครบถ้วนแล้ว ความสุข ความสงบ และทางพ้นทุกข์ก็สามารถบังเกิดแก่เราได้เช่นกัน

Read Full Post »

ความรักคืออะไร?

ทำไมผิดหวังในความรักแล้วถึงต้องเจ็บปวด?

ในโลกนี้ไม่มีใครคนใดไม่รู้จักความรัก ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติใด ศาสนาใด เพศไหนหรืออยู่ในวัยใดก็ตาม คำว่า “รัก” เป็นเรื่องของธรรมชาติที่ดำรงอยู่กับคนและโลกตั้งแต่วันที่โลกเริ่มต้น

 

ถ้าหากรู้จักรักจริง แต่เหตุไฉนคนเราจำนวนมากถึงทุกข์เพราะรัก

คำว่า “รัก” เป็นคำที่มีความหมายมากกว่าที่อยู่ในพจนานุกรมไม่ว่าฉบับใดใน ราชบัณฑิตและนักปราชญ์ล้วนกล่าวว่า รักมีความหมายว่า ชอบเอ็นดู มีใจผูกพันด้วยความห่วงใย มีใจผูกพันด้วยความเสน่ห์หา มีใจผูกพันฉันท์ชู้สาว และมีความหมายในความรู้สึกของแต่ละคน

 

รักเป็นคำที่มีความหมายตั้งแต่อย่างแคบไปจนถึงอย่างกว้าง จึงสามารถกล่าวได้ว่า รักมีความหมายที่หลากหลายและซับซ้อนตามแต่จิตใจของบุคคล เช่น รักในสิ่งนั้นสิ่งนี้ รักในคนนั้นคนนี้ รักที่จะทำ รักที่จะเป็น รักที่จะไม่ทำ รักที่จะไม่เป็น ฯลฯ ทั้งหมดนี้รวมนิยามของความรักเข้าด้วยทั้งสิ้น

 

รักที่เกิดขึ้นกับคนคนหนึ่ง เป็นสิ่งหนึ่งที่เข้าไปพัวพันกับคนคนนั้นตั้งแต่เกิดจนตาย ตั้งแต่เกิดมาก็มีความรักจากพ่อแม่ที่มีให้ต่อลูกของตน เมื่อเด็กเติบโตก็รู้จักการรักในของเล่น รักสัตว์เลี้ยง และรักในพ่อแม่ เวลาต่อมาจึงรู้จักรักเพื่อน และเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นจึงเริ่มที่จะรักในเพศตรงข้าม รักจึงมีความหมายตั้งแต่ความหมายตื้นๆ เช่นการมีเพศสัมพันธ์ไปจนถึงกว้างไกลลึกซึ้งเทียบเท่าพลังแห่งการบรรลุความทุกข์

 

แต่ความรัก ที่อยากจะนำเสนอ จะขอกล่าวถึงเรื่องที่จะมาเกี่ยวข้องกับการที่รักไม่สมหวัง หรืออกหัก รักคุดนั้น ที่เป็นความรักในเชิงแคบ คือ เป็นความรักในเชิงหนุ่มสาว หรือชู้สาวเท่านั้น ซึ่งความรักในเชิงนี้ คือ มีใจผูกพันด้วยความเสน่หา ถือเป็น โลภะ หรือราคะ คือความกำหนัดยินดี อยากได้เป็นเจ้าของบุคคลนั้น หรืออยากครอบครองคนที่เรามาดหมายรักใคร่

หากความรักไม่ได้เป็นอย่างที่หวังไว้ ความรู้สึกผิดหวังในเรื่องความรักจากบุคคลที่เราคาดหวังไว้ ก็จะเกิดขึ้นและปรากฏเป็นอาการ “อกหัก”

ดังนั้น “อกหัก” คือ ความรู้สึกผิดหวังในเรื่องความรัก ส่วน “รักคุด” ก็คือการที่รักที่วาดหวังไว้ ไม่สมหวังนั่นเอง เป็นอารมณ์ความรู้สึกเจ็บช้ำ ปวดใจควบคู่กับอกหัก

 

ในด้านธรรมะ อกหักเกิดจากการที่เรารู้ไม่เท่าทันอารมณ์ของตนเอง ความนึกคิดของตนเอง ไม่ใช่มาจากบุคคลอื่น แต่มาจากตัวเราเองล้วนๆ เรียกได้ว่ารักเองเจ็บเองโดยแท้ โดยปกติแล้ว วงจรชีวิตของคนเรานั้น จะเอาจิตใจไปยึดเกาะกับผู้อื่นหรือสิ่งอื่นตลอดเวลา โดยเอาตัวเองเป็นแกนหลัก คือไม่ว่าจะอะไรก็ตาม ย่อมคิดว่าเป็นของเราทั้งสิ้น ซึ่งการยึดมั่นในตัวเราของเราโดยไปเกาะติดกับวัตถุภายนอก ไม่ค่อยสนใจด้านจิตใจ ทำให้เกิดการยึดมั่นใน คู่รัก เงินทอง วัตถุต่างๆ และชื่อเสียงเกียรติยศ ทำให้จิตใจไม่สงบและทำให้เกิดความทุกข์ทั้งสิ้น ซึ่งอกหักก็เกิดจากธรรมชาติเช่นนี้นั่นเอง

ส่วนในด้านวิทยาศาสตร์ ก็มีการหาคำตอบมาอธิบายสภาวะอกหัก นั่นคือ การที่คนเรารู้สึกเจ็บปวดเมื่อรักไม่สมหวัง หรืออกหัก เป็นผลมาจากกระบวนการทางเคมีในร่างกายทำงาน เพราะเวลาที่คนเรามีความรัก จะเกิดปฏิกิริยาทางสมอง สมองจะหลั่งสารที่เรียกว่า “ฟีนิลเอธิลามีน” (Phenylethylamine) ออกมา ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายยากระตุ้นประสาทอย่างแอมเฟตามีน สามารถทำให้สมองตื่นตัว มีความสุข สดชื่น ร่างกายมีกำลังมากกว่าปกติ มีความกระปรี้กระเปร่าเกิดขึ้น นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมคนมีความรักถึงดูสดใสและมีกำลังในการทำงาน หรือเรียนหนังสือมากกว่าคนปกติ

แต่ทว่าถ้าเกิดอกหักขึ้น สมองจะเลิกหลั่งสาร “ฟินิลเอธิลามีน” อย่างเฉียบพลัน ทำให้ร่างกายเกิดสภาวะขาดสารฟินิลเอธิลามีนที่ก่อนหน้านั้นร่างกายได้รับมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยา อย่างซึ่ง ดร.ไมเคิล ไลโบวิตซ์ แห่งสถาบันจิตวิทยานิวยอร์ก อธิบายไว้ว่า อาการอกหักทำให้เกิดอาการคล้ายกับการเลิกยาเสพติด ซึ่งจะทำให้เกิดความทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส และต้องทนจนกว่าอาการเจ็บปวดในใจจะหายไป เหมือนกับการอดทนตอนเลิกยาเสพติดนั่นเอง

การปรับเปลี่ยนของสารเคมีในร่างกายที่ไม่สมดุล หรือผิดปกติเช่นนี้ แต่ละคนจะมีการตอบสนองไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสภาวะอารมณ์ การปักใจในรักว่ามีมากแค่ไหน และการตอบสนองต่อปัจจัยต่างๆ ที่ แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมและตัวบุคคล เช่น การเลี้ยงดู วิถีชีวิตในปัจจุบัน ครอบครัว การศึกษา ประสบการณ์ที่เจอมา สิ่งแวดล้อมและทางสังคม การควบคุมอารมณ์ส่วนตัว รวมทั้งปริมาณสารเคมีในร่างกาย ที่แต่ละคนมีไม่เท่ากันอีกด้วย ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยสำคัญในยามที่แต่ละคนประสบปัญหาอกหักทั้งสิ้น เช่น บางคนสามารถที่จะทำใจได้ในเวลาอันรวดเร็วเวลาอกหัก หรืออาจไม่รู้สึกอะไรมากนัก แต่ขณะเดียวกัน คนบางคนที่อกหักก็อาจมีอาการหนักมาก เพราะไม่สามารถควบคุมอารมณ์เจ็บปวดในใจที่เกิดขึ้นได้ จนนำไปสู่การฆ่าตัวตายก็มีจำนวนไม่น้อยดั่งที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์

 

ในพุทธศาสนานั้น เรื่องความรักที่ไม่ว่าจะสมหวัง หรือสมหวัง ย่อมหลีกเลี่ยงกรรมไม่ได้เลย กรรม หมายความว่า การกระทำที่เราตั้งใจทำด้วยเจตนา ซึ่งตามหลักการในพระพุทธศาสนา คนและสัตว์โลกทั้งหลายต่างเกิดและตายมานับครั้งไม่ถ้วน ดังนั้นคนเราจึงมีการกระทำที่เจตนา หรือ “กรรม” มานับครั้งไม่ถ้วน โดยการกระทำที่เราทำไปแล้วไม่ว่าจะเป็นชาติก่อนๆ หรือชาติปัจจุบันจะมาปรากฏแก่เรา เป็นผลของกรรม ซึ่งแม้แต่ความรักก็เช่นกัน ไม่ว่าจะสมหวังหรือไม่สมหวัง ล้วนแต่เป็นผลมาจากกรรมของคนเราทั้งอดีตและปัจจุบันทั้งสิ้น

 

“สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” นี่คือคำกล่าวของพระพุทธองค์ที่อยู่เหนือกาลเวลา คือไม่ว่าเวลาจะผ่านมาสักเท่าใด จะกี่พัน กี่หมื่นปี คำๆ นี้ยังคงเป็นจริงเสมอ ตราบใดที่พวกเราสัตว์โลกยังคงดำรงชีวิตและเผ่าพันธุ์อยู่ ชีวิตของเราก็จะเป็นไปตามกรรมของเรา และ “รัก” ของเราก็จะเป็นไปตามกรรมของเราเช่นกัน ถ้าเราทำกรรมในความรักที่ดี เราก็จะเจอรักที่ดี แต่ถ้าเราทำกรรมในความรักไม่ดี เราก็จะเจอรักที่ไม่สมหวัง เป็นอกหัก รักคุด ซึ่งกรรมในความรักนี้ ไม่ใช่เพียงแต่ปัจจุบันกรรมที่เรามองเห็นเท่านั้น แต่ยังเป็นอดีตกรรมที่เราไม่สามารถรู้ได้ในปัจจุบัน

 

กรรมแห่งความรัก จึงไม่มีผู้ใดหนีพ้น ความรักเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกผู้คนต่างต้องการแสวงหามาช้านาน แต่ละคนก็พบความสุขและความทุกข์ไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน บางคนพบความสุข มีความสดชื่นรายล้อม ทำให้มีหัวใจที่แจ่มใส มีสีสันสีชมพูสด จนมีคำพูดว่า ความรักทำให้โลกสดชื่น แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อย ที่พบความรักในแง่ของความทุกข์ ทำให้เกิดความโศกเศร้าอาลัยอาวรณ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดๆ เช่น โดนคนรักทอดทิ้ง คนรักไม่เข้าใจ รักที่หวังไว้ไม่สมหวัง หรือแม้แต่ผู้อันเป็นที่รักจาก ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ย่อมทำให้ผู้ประสบ มีความเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง

 

เมื่อได้กล่าวถึงกรรมแห่งความรักไปบ้างแล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่งในพุทธศาสนา ที่เป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับความรักระหว่างชาย – หญิง นั่นคือ เรื่องของ บุพเพสันนิวาส และ การเกื้อหนุนกันในปัจจุบัน ทั้งสองเรื่องนี้ มาจากการที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ ในสาเกดชาดก พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 19 เกี่ยวกับความรักของชาย – หญิง ว่า ทั้งสองเพศมีความรู้สึกรักกันได้ ย่อมเกิดจากเหตุ 2 ประการ คือ ด้วยการอยู่ร่วมกันในชาติก่อนที่เรียกว่า บุพเพสันนิวาส และความเกื้อหนุนต่อกันในชาติปัจจุบัน ซึ่งได้ทรงอธิบายไว้ ดังนี้

 

การอยู่ร่วมในชาติก่อนๆ (บุพเพสันนิวาส) มาจากการเวียนว่ายตายเกิดของมนุษย์ทุกคน มีระยะเวลาอันยาวนานจนหาจุดเริ่มต้นและที่สุดไม่ได้ หญิงชายแต่ละคนจึงมีเนื้อคู่มากมายเป็นแสนคน แต่ละชาติที่เกิดมาก็อาจได้พบเจอเนื้อคู่ได้หลายๆ คนพร้อมกัน หรืออาจไม่ได้เจอเนื้อคู่เลยสักคนก็เป็นได้ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะกรรมที่ได้ทำไว้

 

แต่ด้วยความผูกพันแห่งกฎของบุพเพสันนิวาสนี้เอง การที่ชายหญิง 2 คน มาพบกัน อาจจะนึกรักนึกชอบ หรือนึกเกลียดกันประการใดก็ได้ ซึ่งความรักที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยเสน่หา และรักใคร่ วางใจในผู้นั้นได้โดยทันที ถูกสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นบุพเพสันนิวาส ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ เพราะว่า คนคู่นั้นเคยอยู่ร่วมกันมาในหลายๆ ชาตินับไม่ถ้วนแล้ว

 

โปรดทราบไว้ด้วยว่า คำว่า”บุพเพสันนิวาส” นั้นไม่ได้หมายความว่าต้องเคยเป็นเนื้อคู่ชายและหญิงเท่านั้น อาจจะเคยเป็นทั้งพ่อและแม่ เป็นพี่เป็นน้อง เป็นเพื่อน หรือแม้กระทั่งเป็นศัตรูกันมา ทำกรรมร่วมกันมา เมื่อมีโอกาสดีที่เกิดมาเป็นคนจึงได้มาชดใช้เวรกรรมกัน ถ้าเป็นกรรมดีก็มาเจอกันสนับสนุนกันอีกในการทำกรรมดี เสวยสุขร่วมกัน

 

แต่ถ้าเป็นกรรมชั่ว ก็ต้องมาชดใช้ซึ่งกันและกัน ในบางคู่จึงมีแต่ความทุกข์ บางคนมาพบกันเพื่อจาก เพื่อที่จะหมดเวรหมดกรรมที่เคยทำกันมาก่อน จึงไม่แปลกที่ต้องมีคนทั้งสมหวังและอกหัก ถูกทอดทิ้ง เพราะเป็นกกแห่งกรรมที่ใครก็มิอาจหลีกหนีไปได้

 

พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบไว้ว่า การรักใคร่ทางโลกของชายหญิงเหมือนดอกไม้หรือพืชที่เกิดในน้ำ ซึ่งได้อาศัย 2 ปัจจัย คือ โคลนตมกับน้ำ จึงสามารถเกิดได้ และไม่ใช่เหตุบังเอิญที่นึกจะเกิดก็เกิด แต่ต้องมีเหตุปัจจัยคือ การอยู่ร่วมในชาติก่อนและการมีความสัมพันธ์เกื้อกูลต่อกันในชาติปัจจุบัน

 

การได้เกื้อหนุนกันในชาติปัจจุบัน เป็นความรักที่เกิดขึ้นตามหลักวิทยาศาสตร์มากกว่าแบบบุพเพสันนิวาส คือสามารถมองด้วยตาเปล่าเห็น พิสูจน์ได้ จับต้องได้ เป็นกรรมปัจจุบันที่ทั้งสองคน รู้จักกัน จีบกัน พูดคุยกัน พบเจอกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ไม่ได้อาศัยพลังผูกพันที่มองไม่เห็นแต่เก่าก่อนมาช่วย แต่อาศัยการคบหาสัมพันธ์กันเฉพาะหน้า จนสร้างความสัมพันธ์ขึ้นมาได้ จนทำให้ความรักเกิดขึ้นและได้ครองคู่กัน

 

ความรักทั้งสองประเภทที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ สร้างความสงสัยให้กับหลายคนมาก เพราะหลายคนมีความรู้สึกว่า ตนได้ได้คู่ครองมาแบบบุพเพสันนิวาส คือ ไม่ต้องพูดกันมาก ไม่ต้องคบหาสนิทกันมาก แค่เจอหน้ากันครั้งสองครั้งก็รักกันได้และครองคู่กันได้แล้ว แต่ต่อมาก็อยู่ด้วยกันไม่ยืด (แต่บางคู่ก็อยู่ยืด) หรือบางคนก็ไม่น่าจะเป็นคู่รักกันได้ คือ ไม่ได้รัก ไม่ได้ชอบกันเลย แต่อาศัยเป็นเพื่อนกัน ช่วยเหลือกัน เกื้อกูลกัน ก็กลายเป็นคู่รักกันได้ อยู่ด้วยกันยืด (แต่บางคู่ก็อยู่ไม่ยืด) จนมีผู้สงสัยว่า ทำไมความรักมันช่างสับสน มั่วซั่วเช่นนี้ หลายคู่หลายคนความรักไม่เป็นไปตามหลักการทางพุทธศาสนา หรือหลักการใดๆ เลย ช่างซับซ้อนซ่อนเงื่อนเหลือเกิน

 

ในจุดนี้ขออธิบายว่า ความรักหนุ่มสาวเป็นไปตามหลักของบุพเพสันนิวาสและการเกื้อหนุนกันในปัจจุบัน แต่ทว่ามีกรรมที่ทั้งเราและฝ่ายคู่รักของเราทำไว้ ไม่ว่าจะเป็นดีหรือไม่ดี กรรมในอดีตหรือในปัจจุบัน มาสอดแทรก พลิกแพลงให้มันดูซับซ้อนยิ่งขึ้น ขอยกตัวอย่างแปลกๆ สักหน่อย เช่น

 

– ชายหญิงคู่หนึ่งเป็นแฟนกันสมัยเรียน ต่อมาเลิกกัน ต่างคนไปทำงานคนละที่คนละทาง ต่างมีครอบครัว มีลูกฝ่ายละ 2 – 3 คน แต่สุดท้ายก็ต้องหย่าร้าง เลิกกับสามี – ภรรยาของแต่ละฝ่าย และได้กลับมาแต่งงานกันอีกครั้ง เรียกว่าหนีกันยังไงก็ไม่พ้น

 

– ชายหญิงคู่หนึ่งพบกันไม่กี่ครั้งตอนวัยรุ่น แอบรักกันและกัน ต่อมาต่างเข้าใจผิดคิดว่าอีกฝ่ายแต่งงานแล้ว จึงครองตัวเป็นโสดทั้งคู่ หลายสิบปีต่อมา จึงมารู้ความจริง และแต่งงานกันตอนอายุเกือบ 50 ปี

 

– ชายคนหนึ่งเบื่อหน่ายโลก เพราะรักไม่สมหวัง ศึกษาพระธรรมเตรียมตัวจะบวชอยู่แล้ว ก่อนบวชเพียงสองเดือน เจอหญิงสาวที่เข้าใจ เลยเปลี่ยนงานบวชเป็นงานแต่งซะเลย ทำให้ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงงงกันทุกคน

 

– หญิงสาวคนหนึ่ง แต่งงานกับชายหนุ่มฐานะดีคนหนึ่ง จดทะเบียนสมรสด้วย อยู่กินจนมีลูก 1 คน มารู้ความจริงอันน่าตกใจภายหลังว่า ตนเป็นเมียน้อยคนที่ 4 และทะเบียนสมรสที่จดไป เป็นการจดทะเบียนซ้อน

 

– ฝ่ายชายเป็นคนทางขั้วโลกใต้ ฝ่ายหญิงเป็นชนชาวเขาใกล้ชายแดนพม่าไทย ทั้งคู่บังเอิญได้ไปทำธุระที่กรุงเทพฯ และพบรักกัน แต่งงานกันในที่สุด

 

– พระรูปหนึ่งบวชเรียนตั้งแต่หนุ่มๆ จนอายุหกสิบกว่า จู่ๆ มีความรักใคร่ในลูกสาวของโยมอุปฐาก ที่มีอายุเพียง 17 ปี หักห้ามใจไม่ได้ ต้องสึกออกไปมีชีวิตครอบครัว

 

จากกรณีที่ยกตัวอย่างมา จริงๆ แล้วมีเรื่องราวเกี่ยวกับความรักที่แปลกๆ มากมายได้เกิดขึ้น บนโลกนี้ และก็มีคนอีกจำนวนหนึ่งเช่นกัน ที่ไม่มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในความรัก โดยเฉพาะในสมัยปัจจุบัน ที่คนหนุ่มสาวสมัยนี้มักจะชอบอยู่คนเดียวมากกว่าอยู่เป็นคู่ ในอัตราที่มากกว่าคนในอดีต หรือสามารถพูดได้ง่ายๆ ว่า คนในปัจจุบันผิดหวังด้านความรักมากกว่าคนสมัยก่อน แล้วหลอกตัวเองว่า “โชคดีที่โสดเป็น”

 

ซึ่งเมื่อเร็วๆ มานี้ ได้มีข่าวออกมาว่า ที่ประเทศไต้หวันกำลังมีปัญหาที่หนุ่มสาวมักนิยมแต่งงานกันช้าลง หลายคนก็นิยมอยู่คนเดียว เพราะว่าหลายคนลองมีคู่รักกันมาแล้ว แต่รักไม่สมหวัง จึงอยู่คนเดียวมีความสุขมากกว่า และผลกระทบก็คือ หากคนมีครอบครัวกันน้อยลง ก็จะส่งผลกระทบให้มีลูกน้อยลง หรือไม่มีเลย

 

ซึ่งหากยังมีปัญหาเช่นนี้ต่อไป มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ในระยะเวลา 20 – 30 ปี ก็จะมีนักศึกษาน้อยลง ส่งผลกระทบในทางที่เสียหาย ต่อประเทศชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะบุคคลากรที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศชาติลดน้อยลง

 

ถึงจะมีผู้บาดเจ็บ เจ็บปวดทางใจกับความรักที่ไม่สมหวัง แต่ก็เชื่อว่าไม่มีเข็ดในเรื่องของความรักโดยธรรมชาติของคนเราก็ยากที่ตัดความรักให้ขาดลงได้ ยิ่งในวงจรบุพเพสันนิวาสแล้ว คนเราวนเวียนมาเจอกันแล้วเจอกันเล่า แต่ก็ยังไม่เคยเบื่อที่จะเจอกันอีกครั้ง นั่นเป็นเพราะเราไม่รู้นั่นเอง เราจึงเริ่มต้นพบเจอกัน สมหวังบ้าง ผิดหวังบ้างอยู่ร่ำไป

 

ซึ่งหากสรุปแบบความเชื่อทางศาสนาพุทธก็คือ ผู้ที่มีกรรมแห่งความรักร่วมกัน ก็ต้องกับมาพบเจอร่ำไป ด้วยรูปแบบที่ต่างออกไป บางคนอาจเจอกันในเวลาที่คลาดเคลื่อนกัน บางคู่ ผู้ชายมีอายุมากแล้ว แต่คู่ของตนเพิ่งเกิดมาด้วยวัยที่อ่อนกว่ามาก ก็ต้องรับกรรมไปตามสถานภาพที่ควรได้รับ

 

ดังนั้น คู่ของเรานั้นจะถูกจัดสรรให้แก่เราโดยกฎแห่งกรรม แต่ทว่ากรรมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางชาติเนื้อคู่มักไม่เกิดมาพร้อมกัน หรืออาจมีเหตุ คือกรรมแทรกแซงที่ทำให้เกิดมีการเปลี่ยนผันแปรปรวน คือ เขาอาจได้กับผู้อื่นก่อนตามแรงผลักดันและแปรปรวนแห่งกรรม แล้วค่อยมาเจอกับเราเมื่อภายหลัง และได้ อนุภาพบุญที่ทำร่วมกันมา ก็ทำให้เกิดแรงผลักดันเกิดความรักที่เป็นบาปขึ้นมาเพราะเขามีคู่ครองเสียแล้ว หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเราหรือฝ่ายเขาอาจได้คู่ครองเสียแล้ว

 

แต่หากเนื้อคู่ของเราเกิดมาพร้อมกันกับเรา โดยสายใยความผูกพัน เราก็จะเป็นผู้เลือกเนื้อคู่คนแรกของเราทันที แต่ก็มีที่เนื้อคู่ของเราเลือกเนื้อคู่ที่ไม่ใช่เราแล้ว เราก็จะเลี่ยงไปเลือกเนื้อคู่อันดับต่อมา และมีหลายเหตุปัจจัยที่บาปจากกรรมได้ส่งผลให้เกิดเป็นวิบากหรือสร้างความลำบากให้แก่คู่รักทั้งสอง โดยทั้งสองอาจเกิดความเจ็บช้ำอย่างรุนแรง มีบางกรณีเช่นกันที่คู่กรรมทั้งสองฝ่ายรับกรรมจนหมดแล้ว และสามารถกลับมาครองคู่กันได้ในที่สุด แต่หากว่ากรรมนั้นยังคงรุนแรงอยู่ คู่กรรมทั้งสองก็ต้องทนทุกข์ทรมานชดใช้กรรมจนกว่าจะหมด และทั้งสองสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้ในชาติต่อๆ ไป

 

แต่ถ้าหากเราไม่สนใจในเรื่องกฎแห่งกรรมของความรัก หรือไม่สนใจเรื่องบุพเพสันนิวาส เราก็สามารถเลือกคู่ครองที่คิดว่าใช่ หรือละทิ้งการมีความสัมพันธ์กับผู้ที่คิดว่าไม่ใช่ได้เช่นกัน ซึ่งก็เป็นไปตามหลักกรรมปัจจุบันที่เราเลือกทำได้โดยเจตนา และเป็นไปตามหลักการเกื้อกูลกันในชาติปัจจุบัน โดยกรรมของเราที่ตั้งใจอย่างหนักหน่วงก็สามารถแปรเปลี่ยนกรรมในอดีตหรือหลักบุพเพสันนิวาสได้ แม้จะไม่ทั้งหมด แต่ก็ถือว่าชีวิตความรักเราสามารถเลือกได้ ดีกว่าจะปล่อยให้เป็นเรื่องของกรรมเก่าทั้งหมด ซึ่งเจตนาที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงชีวิตรักให้ดีขึ้น ก็นับเป็นคำสอนของพระพุทธองค์เช่นกัน

 

เช่น เรามีคนรักอยู่คนหนึ่ง แต่ยิ่งอยู่ด้วยกัน ชีวิตก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย มีแต่ความทุกข์ ทะเลาะเบาะแว้งกันทุกวัน มีแต่ทำให้สุขภาพจิตเสื่อมโทรม ทำให้คุณภาพชีวิตและการพัฒนาชีวิตของเราต่ำลง และอาจส่งผลถึงหน้าที่การงาน สภาพเศรษฐกิจ เช่น เป็นหนี้ เข้าสังคมลำบาก หน้าที่การงานไม่เจริญรุดหน้าเท่าที่ควร

 

ยิ่งถ้าปล่อยให้มีลูกด้วยกัน ลูกที่เกิดมาต้องเป็นเด็กมีปัญหาอย่างแน่นอน ดังนั้นเราต้องเป็นฝ่ายเลือก ว่าจะปล่อยให้รักมีกรรม ชอกช้ำต่อไปตามกฎแห่งบุพเพสันนิวาส หรือยอมตัดใจไปจากเขาเสีย เพราะกรรมในปัจจุบันนั้น เราเป็นคนเลือกเอง แม้ว่าเราจะทำไม่สำเร็จเพราะกรรมเก่าแรงกว่า แต่ถ้าเราตัดสินใจเปลี่ยนแปลงชีวิตด้วยใจมุ่งมั่นแรงกล้า เราอาจทำสำเร็จก็ได้

 

การตั้งใจเปลี่ยนแปลงความรักเช่นนี้เอง เปลี่ยนจากความรักที่คัดสรรไม่ได้ ปล่อยตามบุญตามกรรม มาเป็นความรักที่เลือกได้ บางคนถึงขนาดคบเป็นแฟนกับใครก็เจอแต่ปัญหา เรื่องลำบากใจ เรื่องทุกข์ใจ จึงตัดสินใจเป็นโสด อยู่คนเดียวมันซะเลย ไม่ต้องแคร์ใครมองว่าอยู่คนเดียว ไม่มีคู่ เพราะตัวเองย่อมรู้ดีที่สุดว่า สิ่งไหนเป็นความสุขที่ตนเองเลือกได้และต้องการ

 

สุดท้ายในบทนี้ ผู้เขียนอยากกล่าวว่า “ความรักไม่ใช่ความผิด” และ “ความผิดหวังในรัก” ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดเช่นเดียวกัน สิ่งที่ผิดหากจะมีก็คือ การที่เรามีทุกข์จากความรักเพราะรู้ไม่เท่าทันความรักต่างหาก หลายท่านยังไม่ทราบเลยว่า รักเป็นเช่นไร อย่าว่าแต่หัวใจของรักเลย แม้แต่ปลายเล็บของรักก็ไม่เคยคิดใคร่ครวญที่จะรับรู้มัน เพียงแค่เห็นคนเพศตรงข้าม หรือคนที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม ก็คิดรักชอบปักใจจนสร้างความทุกข์ให้กับตัวเอง บางคนคิดว่า “หลง” เป็นรัก กลายเป็นหลงในรักไป

 

ความหลงนั้นต่างจากความรัก เพราะว่า “หลง” นั้น มักไม่มีเหตุผล มักหลงแค่รูปร่างหน้าตาภายนอก โดยไม่ดูถึงเหตุผลอื่นที่น่าจะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขเลย เป็นการใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล โดยไม่คิดว่า รูปร่างหน้าตาที่สวยงาม เป็นเพียงแค่สิ่งฉาบฉวย อยู่ได้ไม่นาน ส่วน “รัก” นั้น มาจากความปรารถนาดี ปรารถนาอยากให้ผู้ที่เรารักมีความสุข เป็นการใช้เหตุผล ส่งผลสู่ความเจริญและความดีงามในด้านอื่นๆ ทำให้เราและคู่รักสามารถสร้างครอบครัวที่ดีได้

 

ดังนั้นหากเรามีเหตุผลกับความรักให้มากๆ เราก็จะไม่ผิดหวังเรื่องความรัก กลายเป็นความรักที่เลือกได้ คือเลือกที่จะไม่เจ็บได้ เลือกที่จะไม่มีได้ หรือเลือกที่จะมีความสุขได้ หากเราหาความรักที่ดีมีความสุขไม่ได้สักที หรือหาคนที่ดีสำหรับเราไม่ได้ ผู้เขียนขอยืนยันว่า คนที่ดีที่เข้าใจเรานั้นมี เพียงแต่เรายังไม่เจอเท่านั้นเอง การหาคนที่เหมาะสมกับเรา มีพื้นฐานอยู่บน “กรรม” ที่ทั้งสองก่อขึ้นนั่นเอง คือถ้าเราเป็นคนดีมีศีลธรรม กรรมของเราก็จะชักจูงให้เราเจอกับคนที่อยู่ในระดับเดียวกับเรา แต่ถ้าเราเป็นคนไม่ดี ไม่มีศีล ไม่มีธรรม กรรมก็จะชักจูงให้เจอคนที่อยู่ในระดับเดียวกันเช่นกัน

 

ซึ่งความซับซ้อนของกรรมเช่นนี้ ดั่งที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกระทำชาตินี้เพียงชาติเดียว บางคนชาตินี้ ไม่ค่อยทำดีนัก แต่กับพบคู่รักที่สมหวัง แต่บางคนทำดีมาก แต่พบคู่ที่ไม่สมหวัง ซึ่งก็เป็นเพราะลิขิตของกรรม เพราะฉะนั้นหากเรารู้ในหลักการ

 

“ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่วแล้ว”

 

การได้เนื้อคู่ที่ดี ทำให้เราสมหวังในรัก หรือได้เนื้อคู่ที่ร้าย ทำให้เราผิดหวังในรักก็เป็นไปตามหลักการดังกล่าวนี้เอง

Read Full Post »

นี่เป็นอีกเรื่องที่ต้องเน้นย้ำให้เข้าใจ เพราะหลายคนยังคงยึดติดกับอวิชชาหรือความไม่รู้ พยายามหาทางแก้เคราะห์ด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้องหรือด้วยวิธีที่ไม่ใช่ทางที่ดีนัก จนทำให้ตัวเองต้องมารับเคราะห์กรรมเลวร้ายที่หนักหนาขึ้นไปเรื่อยๆ

 

พระพุทธเจ้าทรงเน้นเสมอให้เราแก้ปัญหา ดับทุกข์ด้วยเหตุและผล ไม่ใช่การใช้อภินิหารหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ พระองค์ทรงเน้นให้คนเข้าใจธรรมชาติ เข้าใจหลักธรรมอันนำมาจากการค้นพบสัจธรรมจากธรรมชาติ เพื่อให้เรานำไปใช้ดำเนินชีวิตให้ถูกต้องตามแนวทาง ตามความปกติของความเป็นมนุษย์

 

ดังนั้น หากเกิดเคราะห์ เกิดทุกข์ เกิดปัญหา เราต้องมีสติ ระงับโทสะหรือกิเลสตัวจุดชนวนอารมณ์ทั้งหลาย ทำให้ใจเรานิ่งและค่อยลงมือแก้ ซึ่งการแก้หรือเอาชนะปัญหา ก็ควรเจริญตามรอยพระพุทธบาทที่พระพุทธเจ้าทรงสร้างไว้ นั่นคือ ใช้อริยสัจ 4 หรือใช้เหตุผลและสติปัญญาเข้าจัดการ ค่อยๆ ไขปัญหาตามขั้นตอน

 

แต่กระนั้นหลายคนก็ยังอยากได้วิธีที่ง่ายกว่า ไม่ต้องไปนั่งคิด วิเคราะห์ เรียนรู้หรือปรับอะไรให้มาก อยากได้อะไรที่มันเร็วๆ ขอปุ๊บได้ปั๊บ จึงทำให้คนจำนวนมากพากันไปพึ่งพาตำหนักทรง พึ่งพาเจ้าพ่อเจ้าแม่ หรือไม่ก็พึ่งพาหมอดูแก้กรรมสารพัดแนวทาง เพราะเชื่อว่าขอแล้วได้ ทุกข์จะหายเป็นปลิดทิ้ง ซึ่งผมไม่ปฏิเสธครับว่าบางคนสามารถแก้เคราะห์ได้จริงๆ หลังจากไปทำพิธีการ แต่ประเด็นก็คือ มันไม่ได้ผลเสมอไป…

 

ในขณะที่หลักธรรมของพระพุทธเจ้านั้น ได้ชื่อว่าเป็นหลักที่อกาลิโก เอหิปัสสิโก ซึ่งหมายถึงใช้ได้ไม่จำกัดกาล ไม่จำกัดสถานที่ และไม่จำกัดต่อบุคคล ดังนั้นถ้าคุณคาดหวังวิธีที่จะได้ผลอย่างแน่นอนนั้น ก็ควรพิจารณาเปรียบเทียบดูให้ดี

 

ผมอยากยกตัวอย่างผลเสียแห่งการแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ไม่ถูก ซึ่งผมมีโอกาสได้ยินได้ทราบเรื่องราวทำนองนี้บ่อยครับในฐานะนักจิตวิทยา อย่างบางคนกำลังเครียดเพราะกำลังจะตกงาน ก็กลัวมากจนต้องไปพึ่งพาพ่อหมอแม่หมอ แล้วก็ไปทำพิธีแก้กรรม ไหว้พระสารพัดวัด แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่อาจรอดพ้นจากการตกงานได้ ต้องมานั่งเศร้าและทำอะไรไม่ถูกอยู่พักใหญ่

 

คนที่คิดพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และไม่คิดพึ่งพาตนเอง จะมีแค่ไม่ถึงครึ่งที่รอดปัญหาไปได้ นอกนั้นก็ต้องมาเครียดเพราะในที่สุดแล้ว ปัญหาเคราะห์ร้ายมันก็ไม่ได้ผ่านหายไป

 

แต่กับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เมื่อเกิดเรื่องไม่ดี เกิดปัญหา เช่น เรื่องงานเหมือนกัน แต่แทนที่จะเสียเวลาไปทำอะไรแบบนั้น พวกเขากลับทำงานขยันมากขึ้น ได้งานมากขึ้น จนทำให้นายจ้างหันมาพิจารณาใหม่ หรือรายไหนที่โดนให้ออกอยู่ดี ก็ไม่มีปัญหา เพราะพวกเขาก็มองหาทางออกเผื่อไว้แล้ว ซึ่งคนกลุ่มหลังนี้มักจะสามารถลุกขึ้นยืนตั้งหลักทางการงานได้เร็วกว่าและมั่นคงกว่าคนกลุ่มแรกที่หวังพึ่งแต่สิ่งรอบตัว

 

โปรดเข้าใจหลักเหตุและผลครับ เมื่อคุณขยันคุณจะได้งาน ต่อให้คุณตกงาน แต่ถ้าคุณขยันหางาน ขยันเรียนรู้เพิ่มทักษะให้ตนเอง ส่งใบสมัครไปยังบริษัทต่างๆ ทุกๆ สามวัน ไม่ว่าจะอย่างไรคุณก็จะได้งานทำอย่างแน่นอน ส่วนคนที่เอาแต่ไปขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่คิดจะไปสมัครงานที่ไหน หรือไม่คิดแม้แต่จะขยันให้เก่งกว่าเดิม… แบบนั้นจะได้งานที่ดีขึ้นได้อย่างไร… ลองพิจารณาให้ดีครับ

 

จงจำไว้ว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ซึ่งกรรมก็หมายถึงการกระทำ หากเราทำดีและทำดีไปเรื่อยๆ เราย่อมได้รับผลดี แม้จะมีสถานการณ์ไม่ดีเกิดแทรกบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดาของโลก หน้าที่เราคือรับมือและคอยปรับตัวตามสถานการณ์เท่านั้นเอง

 

อย่ามอบอำนาจแห่งการดูแลชะตาชีวิตตนให้ใคร เพราะหากคุณหมั่นฝึกฝนคุมชีวิตตน กำหนดชะตาตนเองบ่อยๆ ในที่สุดคุณก็จะได้อำนาจนั้นมาครอบครอง แต่หากคุณยังคงมอบอำนาจในการควบคุมชีวิตหรืออนาคตให้กับคนอื่นไปเรื่อยๆ คุณก็จะต้องคอยแต่พึ่งพาผู้อื่นไปจนตลอดชีวิต และยากที่จะประสบความสำเร็จแบบยั่งยืนยาวนานได้

 

คนที่ประสบความสำเร็จ คนที่ชนะทุกข์ ชนะโชคชะตาได้ คือคนที่คุมตนเอง คุมความคิด คุมจิตใจไว้ในมือ

ผมไม่ได้จะบอกเพื่อให้คุณไม่เชื่อในเรื่องเหล่านั้น แต่ตั้งใจจะให้คุณเป็นชาวพุทธที่ฉลาดเฉลียว นั่นคือ ต้องรู้จักพิสูจน์ทดลองหาความจริง ขนาดพระพุทธเจ้าผู้เป็นเอกของโลก ยังประกาศให้มนุษย์ทุกคนทดลองคำสอนของท่านได้ทุกเมื่อ หากไม่ลองก็อย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะฟังตามกันมา สามารถพิสูจน์ได้เสมอ

 

อย่าลืมนะครับ การหลุดจากความงมงาย จะเท่ากับติดปีกให้กับตัวคุณ

Read Full Post »

ยุทธวิธีพลิกเคราะห์ให้เป็นคุณนั้น นอกจากการมองบวกเพื่อสังเกตประโยชน์จากมันแล้ว เรายังต้องรู้จักพลิกมุมมองเคราะห์หนึ่งๆ ให้ครบทุกมุมด้วย… ใช่ครับ หนึ่งเคราะห์อาจมีหลายมุมให้มอง และมีหลายองค์ประกอบให้เราทำการวิเคราะห์แยกแยะ เพื่อการเรียนรู้จากเคราะห์นั้นๆ ให้เต็มคุณค่า

 

เมื่อเกิดเคราะห์ขึ้นหนึ่งครั้ง การรู้จักมองมันมากกว่าหนึ่งมุม จะเป็นการเปิดวิสัยทัศน์ของเราได้อย่างดีเยี่ยม เช่น เมื่อเกิดเรื่อง นอกจากการมองจากมุมของเราแล้ว หากเราสามารถพลิกมองจากมุมของคนอื่นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ เช่น ถ้าเป็นเรื่องงานก็ลองมองจากมุมเพื่อนร่วมงาน ถ้าเป็นปัญหาครอบครัวก็ลองมองจากมุมของคนอื่น เช่น คนรักของเราที่อาจเป็นคู่กรณีทะเลาะกับเราอยู่พอดี การมองให้ได้หลายมุมแบบนี้อาจช่วยให้เราเห็นทางออกได้ง่ายขึ้นและเห็นได้หลายทางมากขึ้น

 

หรือถ้าเป็นเรื่องการเมือง เรื่องความคิดประเด็นร้อน หัวข้อข่าวต่างๆ การรู้จักมองจากมุมเราและมุมคนที่คิดตรงข้ามกับเรา จะทำให้เราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น รับความต่างทางความคิดได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งเรายังสามารถประยุกต์ความคิด มุมมองคนอื่นมาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการคิดวิเคราะห์ของเรา

 

ลองคิดดูสิครับว่ามันจะยอดเยี่ยมแค่ไหน ที่เราสามารถคิดได้ทั้งแบบของเราและแบบของคนอื่นๆ รู้จักประมวลเข้าหากันได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากในกรณีที่เราต้องติดต่อ พูดคุย หรือแสดงความเห็นกับคนที่คิดไม่เหมือนเรา… นอกจากรับความต่างได้ เรายังอาจสามารถปรับจูนความคิดระหว่างเรากับเขาให้เข้ากัน ประนีประนอมไปในทางเดียวกันสำเร็จก็ได้

 

นอกจากนี้ เมื่อเราเจอเคราะห์ เรายังสมควรวิเคราะห์เจ้าตัวเคราะห์นั้นให้ครบถ้วน เริ่มจากการมองย้อนเพื่อหาสาเหตุของเคราะห์นั้น เช่น ถ้าเรามีปัญหาในที่ทำงาน เพื่อนร่วมงานไม่ค่อยชื่นชอบหรือไม่ค่อยให้ความร่วมมือ เจ้านายก็ไม่ค่อยชอบฟังสิ่งที่เราเสนอ เมื่อเจอเรื่องเช่นนี้แล้ว หากเราตั้งสติและวิเคราะห์แยกแยะ ค่อยๆ คิดหาสาเหตุ เราก็อาจได้เหตุผลอันเหมาะและเป็นแนวทางอันดีที่สามารถใช้เพื่อแก้ไขและพัฒนาตนเองได้ เช่น การที่เกิดเรื่องนั้นอาจเพราะเราไม่มีมนุษยสัมพันธ์ หรือเราชอบทำงานเด่นคนเดียวโดยไม่สนคนอื่น หรือเราพูดจาไม่ค่อยเข้าหูคน หรือเพราะรูปแบบการทำงานมันไม่เหมาะกับเรา ฯลฯ

 

หากทำได้ดังนี้ เคราะห์มันจะรังควานเราได้อีกเพียงไม่นาน เพราะเราจะทำการไล่เคราะห์ให้หายไปได้ในที่สุด

Read Full Post »

ขอย้ำอีกครั้งว่า เคราะห์ คือสัญญาณที่เตือนให้เราสำรวจว่าในตอนนั้น (หรือก่อนหน้านั้น) เราต้องบกพร่องในเรื่องใดเรื่องหนึ่งของชีวิตแน่นอน ธรรมชาติก็เลยเตือนเราด้วยเคราะห์ เพื่อให้เรารีบหันกลับมามอง หันกลับมาเรียนรู้ จะได้ปรับปรุงแก้ไข จะได้พัฒนาตนเองให้เข้าใกล้ความสมบูรณ์มากขึ้น

 

แต่หากเราแปลสัญญาณนั้นผิด หรือเอาแต่หนีสัญญาณนั้นไปเรื่อยๆ การพยายามเตือนหรือการพยายามส่งสัญญาณของธรรมชาติก็จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดหากเตือนยังไงก็ไม่สำเร็จ เราก็อาจต้องประสบเคราะห์ที่ใหญ่จนถึงขั้นเสียหายสูงสุด จนแก้ไขอะไรไม่ได้เลยก็ได้

 

ถ้าเทียบให้เห็นภาพก็เหมือนภาวะโลกร้อนที่ตอนนี้คนทั้งโลกกำลังตื่นตัว ซึ่งในความจริงแล้ว ธรรมชาติส่งสัญญาณเตือนชาวโลกมาตลอด ผ่านทางปัญหาอากาศผิดปกติ เรื่องช่องโหว่บนชั้นโอโซน การอพยพที่ผิดปกติของสัตว์ต่างๆ หรือการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก แต่การที่เราไม่สังเกตกัน หรือมาสังเกตเอาตอนเกือบจะสายไป ก็ทำให้เราต้องรับผลแห่งปัญหาที่สะสมมาในปัจจุบัน และต้องมาลงมือแก้ในโจทย์ที่ยากกว่าสมัยปัญหาเพิ่งเกิดใหม่ๆ ตั้งมากมาย

 

เช่นนี้แล้ว เราต้องรีบมองเคราะห์และปัญหาอย่างถูกต้องให้เร็วที่สุดเสมอ เมื่อเกิดความทุกข์ใดๆ รีบมองที่หัวข้อก่อนเลยว่า มันคือเรื่องอะไร ตามด้วยการมองย้อนไปว่ามันเกิดจากอะไร ค่อยๆ หยิบเหตุและผลมาพิจารณา และตรวจสอบว่าตัวเราสามารถทำอะไรเพื่อแก้ไข และป้องกันไม่ให้มันเกิดเรื่องเช่นนั้นอีก

 

รีบมองให้ถูกต้องได้แล้วครับ ไม่ว่าจะเรื่องใด เมื่อทุกข์ จงอย่าเสียเวลาไปกับการตีโพยตีพายหรือแสดงความไม่พอใจ หรือโทษโชคชะตา แต่จงรีบสืบสาวต้นตอที่มาของปัญหา ดูว่าเราทำสิ่งใดผิดหรือดูว่ามันมีเหตุจากอะไร เพื่อเรียนรู้ เพิ่มทักษะในการจัดการกับปัญหา ทั้งเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องชีวิตคู่ เรื่องครอบครัว พ่อแม่ลูกเต้า หรือแม้แต่เรื่องในสังคม ในประเทศ จงระลึกไว้เสมอว่า เคราะห์ทุกชนิดไม่ได้มีไว้ให้ทุกข์ แต่มีไว้ให้เราเรียนรู้ มีไว้ให้เราเติบโตขึ้น และมีไว้ให้เราแสดงพลัง จัดการให้มันกลับเข้าสู่เส้นทางอันถูกต้องเหมาะสม

 

 

จงเป็นมิตรกับเคราะห์ ทำเหมือนเคราะห์เป็นเพื่อน เมื่อเขาเดินมาเยี่ยม จงอย่ามองแค่ใบหน้าที่ถมึงทึงชวนหงุดหงิด แต่มองให้เห็นถึงคุณค่าสาระที่เขานำติดตัวมาฝากเราด้วย

Read Full Post »

การจะทำให้เคราะห์เป็นคุณนั้น เราต้องปรับมุมมอง เปลี่ยนทัศนคติ จากเดิมที่คุณอาจมองเห็นแต่เรื่องลบๆ เมื่อเจอเคราะห์ เจอปัญหา หรือเจอความทุกข์ ตอนนี้หากคุณอยากเปลี่ยนชีวิตให้มีความสุขยิ่งขึ้น คุณต้องลองคิดบวกแบบที่ผมกำลังจะแนะนำต่อไปนี้

 

ผมอยากให้คุณมองเคราะห์ทุกชนิด ว่าเป็นเหมือน “ผัก”… ใช่ครับ ผักใบเขียวที่เด็กๆ มักส่ายหน้าและไม่ชอบกินทั้งๆ ที่มันมีประโยชน์และคุณค่าอย่างมากมาย เคราะห์กับผักก็มีสภาพไม่ต่างกันครับ รูปลักษณ์มันอาจไม่น่ากินนัก รสชาติมันก็อาจขม เหม็นเขียว ฝาด หรือชวนอาเจียนบ้าง แต่ยามใดที่เรากินมันให้เป็น และรู้ถึงคุณค่าที่แท้จริงของมันแล้ว ผักเหล่านี้ก็จะค่อยๆ กลายสภาพเป็นของอร่อยสำหรับคุณ และให้ประโยชน์ต่อคุณ

 

เคราะห์หรือปัญหาที่เกิดกับเราแต่ละครั้ง มักมีลักษณะคล้ายสัญญาณเตือนภัยตามธรรมชาติ เมื่อไรที่เราเกิดปัญหาในหัวข้อไหนของชีวิต แสดงว่าในเวลานั้น เราอาจละเลยหรือเลินเล่อ ปล่อยปละไม่ดูแลหัวข้อนั้น ไม่ใส่ใจจนเกิดข้อผิดพลาดขึ้น

 

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณป่วยไข้เป็นหวัด เป็นหนักถึงขนาดไปทำงานไม่ได้ ลุกก็ไม่ไหว มันแปลว่าอะไรครับ… “มันแปลว่า เรามันซวย มีเคราะห์ซ้ำซาก มันเพราะเราโชคไม่ดี มันเป็นเพราะอากาศเฮงซวย มันเป็นเพราะไอ้คนที่จามใส่หน้าเราบนรถเมล์แน่นอนเลยน่ะสิ”… คุณคิดแบบนั้นหรือเปล่าครับ… ถ้าคิดแบบนั้นรีบปรับโดยด่วน เพราะนั่นมันเป็นการคิดเชิงลบที่ไม่ได้ให้อะไรเราเลย นอกจากความโกรธยิ่งขึ้น

 

ถ้าคุณจะเปลี่ยนเคราะห์ให้เป็นคุณ คุณต้องเห็นสัญญาณเชิงบวกที่ซ่อนอยู่ในเคราะห์นั้น เช่นกับเรื่องเป็นหวัด คุณก็จะมองว่า “การที่เราไม่สบายนี่ แสดงว่าช่วงนี้เราดูแลสุขภาพไม่ดีสักเท่าไร และแปลว่าระยะนี้อาจมีโรคหวัดระบาดก็ได้… แบบนี้เราต้องหาทางรักษาตัวเองให้ดีเสียก่อน ต้องพักผ่อนมากๆ และต้องหันมาดูแลตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาป่วยซ้ำอีก”…

 

 

เห็นไหมครับ ไม่มีการโทษใครทั้งสิ้น มีแต่การมองว่า เมื่อเราเป็นหวัดแล้วควรแก้อย่างไร และยังคิดล่วงหน้าด้วยว่า การที่เราป่วยก็เพราะเราบกพร่องในเรื่องการดูแลร่างกายตนเอง แบบนี้เราต้องรีบหันมาดูแลร่างกายให้สม่ำเสมอโดยด่วนที่สุด

 

เคราะห์ก็คือผักที่ให้ประโยชน์ต่อชีวิต แม้จะมีโฉมหน้าที่ไม่ค่อยน่าทานนักก็ตาม ซึ่งนอกจากผมจะเปรียบว่าเคราะห์เป็นผักแล้ว ผมยังขอเปรียบคนที่กลัวเคราะห์ ไม่เห็นค่าของเคราะห์ หรือเกลียดเคราะห์ ว่าเป็นเหมือนเด็กที่ยังไม่โตพอครับ หรือต่อให้เป็นผู้ใหญ่ ก็ถือว่าเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีวุฒิภาวะเท่าที่ควร…

 

ได้เวลาบริโภคเคราะห์ให้เกิดคุณค่าแล้วนะครับ คุณผู้ใหญ่ทั้งหลาย

Read Full Post »

Older Posts »