Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for มีนาคม, 2012

ดังกล่าวไปแล้วว่าผมมีพุทธวิธีชนะความทุกข์อีกกลุ่มหนึ่งที่มีอานุภาพเหมือนอริยสัจ 4 แต่ยกมาอธิบายตรงนี้ก็เพื่อให้คุณจำได้ง่ายๆ นำไปใช้ได้แบบทันใจ ซึ่งเป็นหลักที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้เรียกขานว่าเป็น ธรรมะ 4 เกลอ ที่สามารถเอาชนะความทุกข์ได้ทุกเมื่อ ตามต้องการ ขอให้ระลึกถึงหลักนี้เสมอเป็นพอ ซึ่ง 4 เกลอ ที่ว่านี้ก็ได้แก่ สติ ปัญญา สัมปชัญญะ และ สมาธิ

 

เมื่อเราเกิดความทุกข์ขึ้น ผมได้เน้นย้ำแล้วว่า เราต้องรีบเรียก สติ ให้มาประจำการให้เร็วที่สุด สติ จึงเป็นตัวแรกที่เราต้องมี เราต้องฝึกฝนและท่องไว้เสมอ เมื่อเกิดปัญหาใดๆ หรือเกิดเรื่องชนิดไหน รีบพูดกับตัวเองทันทีว่า สติ สติ สติ เพื่อกระตุ้นเตือนตัวเองให้รีบนำสติออกมารับมือ

 

เมื่อเรียกสติได้มา เราก็ต้องรีบท่องคำต่อไปว่า ปัญญา ปัญญา ปัญญา ซึ่งปัญญานี้ก็หมายถึง การคิดอย่างถูกต้อง การทำอย่างมีหลักการอันเหมาะสม เมื่อเราตั้งสติได้ ก็ต้องรีบเรียกปัญญามาช่วยหาทางออก ให้ปัญญาช่วยนึกถึงหลักธรรม แนวทางแห่งธรรม ที่จะช่วยเราให้หลุดพ้นจากปัญหาหรือตัวทุกข์ในปัจจุบันได้

 

ทีนี้ เมื่อมีสติและปัญญาแล้ว ขั้นตอนระหว่างที่ปัญญากำลังทำหน้าที่เอาความรู้มาจัดการความทุกข์นั้น จะเป็นการทำงานของ สัมปชัญญะ ที่แปลว่า การรู้สึกตัวพร้อมสำหรับแต่ละกรณี กล่าวคือเวลานั้น ปัญญาจะคัดเลือกหาทางออก หาแนวทางที่เหมาะสำหรับการจัดการต่อความทุกข์นั้นๆ หาแนวทางที่เฉพาะสำหรับกรณีนั้นๆ ออกมาให้ได้

 

และหากพลังสัมปชัญญะของเรามีน้อยหรือเกิดการสั่นคลอน เช่น มีสิ่งเร้ารบกวนมาก หรือมีสิ่งกวนใจปรากฏขึ้นมาอีก เราก็ต้องเรียกเอามา สมาธิ ขึ้นมาช่วยเสริมแรงแห่งสัมปชัญญะ ซึ่งก็คือการทำจิตให้จดจ่ออยู่กับกระบวนการแก้ปัญหา จัดการหาทางออกให้กับความทุกข์ที่ว่านั่นเอง

 

4 สิ่งนี้คือสิ่งสำคัญ ที่หากเรามีติดตัวไว้ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับจิตใจและชีวิตได้ทุกชนิด เราจึงต้องบอกตัวเองเสมอยามเกิดเรื่องให้ต้องคิด ยามเกิดปัญหาให้ต้องแก้ หรือเกิดความทุกข์มาตามรังควาน เราต้องเรียก สติ สติ สติ มาตั้งหลัก ก่อนจะเรียก ปัญญา ปัญญา ปัญญา มาช่วยรับมือหาทางออก ปล่อยให้มันเกิด สัมปชัญญะ ค่อยๆ หาทางออกอันเหมาะควร แต่หากพลังยังไม่พอ ก็ต้องทำจิตให้เป็น สมาธิ

 

แน่นอนครับว่า 4 สิ่งนี้ต้องอาศัยการฝึกฝนต่อเนื่องถึงจะได้ผลแบบเต็มร้อย ในคราวแรกๆ เมื่อเราต้องเจอกับทุกข์ อาจตั้งสติยากบ้าง อาจเรียกปัญญามาได้น้อยบ้าง (ซึ่งบางส่วนก็เพราะ ตัวเราเองไม่ได้มีการเพิ่มพูนสิ่งที่เป็นปัญญามาเตรียมไว้ในสมอง) บางครั้งสมาธิก็ทำไม่ค่อยได้บ้าง เราจึงต้องหมั่นฝึกฝน

 

การฝึกสติ การฝึกสมาธินั้น หลายคนมองเป็นเรื่องธรรมะที่ไกลตัว เพราะเอาแต่คิดว่า ผลดีแห่งการฝึกสิ่งเหล่านั้นก็คือ การได้บรรลุมรรคผล การได้อานิสงส์ข้ามภพชาติ หรือเป็นการฝึกของพุทธบริษัทที่อยากได้ญาณบารมี แต่แท้จริงแล้ว อานิสงส์ของจริงของการฝึกสติและสมาธิ ไม่ใช่ชาติหน้า แต่คือชาตินี้ เพราะยิ่งฝึกเราจะยิ่งมีสติที่แข็งแกร่ง เรียกสติมาประจำการได้ง่าย สร้างสมาธิให้เกิดในใจได้ง่าย ทำให้เรามีพลังในการจดจ่อทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นกองหน้าสำคัญสำหรับรับมือกับความทุกข์อีกต่างหาก

 

โปรดมองให้ถูกครับ การฝึกสติ ฝึกสมาธิต่างๆ ไม่ใช่เพื่อเรื่องไกลตัวหรือเรื่องภพหน้าเลย แต่มันเป็นการฝึกเพื่อทำให้ตัวเราในวันพรุ่งนี้มีชีวิตที่ดียิ่งขึ้น มีความเก่งกาจมากขึ้น มีความสามารถในการรับมือกับทุกสถานการณ์ของชีวิตมากขึ้น

Read Full Post »

จากคำอธิบายโดยละเอียดของอริยสัจ 4 จะเห็นได้ว่าธรรมแห่งการดับทุกข์นั้น ไม่ได้เน้นเรื่องอภินิหารอะไรเลยครับ แต่จะเน้นเหตุและผล เน้นการกระทำ และการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นกลาง ดังนั้นหากคุณยังเป็นชาวพุทธประเภทที่พอเกิดทุกข์แล้ว ก็คิดแต่จะหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วยเหลือ คิดแต่จะไปรดน้ำมนต์ล้างซวย หรือไปหาเจ้าพ่อเจ้าแม่แก้กรรมแก้ดวง โปรดคิดใหม่ให้ดีนะครับ ว่านั่นคือทางดับทุกข์จริงหรือไม่

 

ผมอยากให้คุณมองให้กว้างครับ ว่าคนที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงนั่น ต่างก็แก้ปัญหาด้วยหลักทั้ง 4 ประการนี้ ซึ่งอริยสัจ 4 นี้เองที่ทำให้ชาวโลกยกย่องว่า ศาสนาพุทธ คือ ศาสนาที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์สูงที่สุด มีเหตุและผล และความน่าเชื่อมากที่สุด (แม้แต่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ยังยอมรับในประเด็นนี้)

 

เพราะหลักอริยสัจ 4 นี้เปรียบได้กับหลักแห่งการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ที่จะต้องมีการตั้งปัญหา สมมติฐาน ทดลอง และสรุปผล จึงเป็นเรื่องน่าภูมิใจจริงๆ ครับ เพราะเหล่านักวิทยาศาสตร์ตะวันตกเพิ่งตราหลักการนี้ขึ้นแค่ไม่ถึง 1,500 ปีก่อน แต่พระพุทธเจ้าค้นพบหลักการนี้กว่า 2,500 ปีล่วงมาแล้ว

 

หลักที่ว่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อใช้ดับทุกข์เท่านั้น แต่ยังประยุกต์ใช้ได้กับทุกอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะการทำธุรกิจ ทำงาน ทำการค้า ปัญหาครอบครัว ปัญหาความสัมพันธ์ เรื่องเพื่อน เรื่องชาติ บ้านเมือง เราสามารถตั้งประเด็นปัญหาขึ้นมา เพื่อหาทางทดลอง และหาข้อสรุป เช่น ทำไมฉันทำงานได้ไม่ดีเลย มันเป็นเพราะอะไรได้บ้าง จากนั้นก็ไล่เรียงความเป็นไปได้ เหตุและผลทั้งหลาย ตามด้วยการลงมือทดลอง หาคำตอบ หาทางแก้ไป

 

อริยสัจ 4 จึงไม่ใช่แค่ทางดับทุกข์ แต่เป็นเหมือนกุญแจวิเศษที่ใช้จัดการกับทุกเรื่องทุกสิ่งได้ครอบจักรวาล ขึ้นอยู่กับว่าเราจะดัดแปลงนำมันไปใช้การในเรื่องใด และเป็นหลักที่เมื่อเราลงมือใช้แล้ว จะทำให้เกิดความกระจ่าง ทำให้เรื่องหนักกลายเป็นเรื่องเบาได้ทุกประการ

 

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ผมอยากกระซิบบอก ซึ่งจัดว่าเป็นเทคนิคประยุกต์ใช้หลักธรรมให้เกิดคุณค่าสูงสุด นั่นคือ ในอริยสัจ 4 ที่ประกอบด้วยทุกข์ สมุทัย นิโรธ และ มรรคนั้น สำหรับขั้นตอน มรรค คือการลงมือดับทุกข์ นอกจากหลักมรรค 8 แล้ว เรายังสามารถประยุกต์หลักธรรมต่างๆ มาใช้เพื่อดับทุกข์ให้เข้ากับหัวเรื่องของปัญหาได้ เช่น หลักอิทธิบาท 4 ก็ใช้ในเรื่องการทำงาน หลักอิทธิบาท 4 ก็สามารปรับใช้ได้กับเรื่องของครอบครัว หลักแห่งสังคหวัตถุ 4 ก็ใช้ได้ยามเราเกิดปัญหาเรื่องสัมพันธภาพ หรือหลักแห่งอุอากะสะ หัวใจเศรษฐีก็เป็นตัวสำคัญสำหรับการกำราบทุกข์เรื่องการเงิน ซึ่งผมจะทำการกล่าวละเอียดในบทถัดๆ ไปครับ

Read Full Post »

แล้วเราก็มาถึงส่วนแห่งการเรียนรู้วิธีเอาชนะทุกข์แนวพุทธแล้วนะครับ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า การดำรงชีวิตให้เกิดความสุขและเอาชนะความทุกข์ได้นั้น เราต้องดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง และรับมือความทุกข์ได้อย่างเหมาะสม เพียงเท่านี้ก็เท่ากับเป็นการสร้างรากฐานให้ชีวิตของเรามีความสุขได้

 

ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำก็คือ เราต้องรู้หลักธรรมที่สอนสั่งว่า “ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องนั่น ต้องทำอย่างไร” และ “เมื่อเจอปัญหา หรือตัวทุกข์แล้ว เราจะกำจัดขับไล่มันอย่างได้ผลได้อย่างไร

 

ในตอนนี้เราจะกล่าวถึงแนวทางชนะความทุกข์ก่อนนะครับ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงมอบหลักธรรมแห่งการดับทุกข์เอาไว้ให้เรานำไปใช้กัน นั่นก็คือ อริยสัจ 4 ซึ่งแปลว่า ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ อันประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และ มรรค กล่าวคือหากเกิดทุกข์ขึ้นมาเมื่อใด ก็ใช้ อริยสัจ 4 นี่แหละ เป็นตัวรับมือ

 

ก่อนอื่นเรามารู้จักความหมายของมัน เพื่อจะใช้ได้รู้ว่าแต่ละตัวมีหน้าที่ทำอะไร และเราใช้งานมันได้อย่างไรบ้าง เมื่อเราเจอกับความทุกข์เข้า

 

ทุกข์ คือ สภาพที่ทนอยู่ได้ยาก ซึ่งก็คือความทุกข์นั่นเอง มันคือความจริงประการแรกที่ว่า มนุษย์เกิดมาแล้ว ย่อมต้องประสบกับทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกาย เช่น โรคภัยไข้เจ็บ หรือความแก่ชรา หรือทุกข์ทางใจ เช่น ความหมองมัวของจิตของเกิดจากกิเลสและนิวรณ์ทั้งหลาย

 

วิธีใช้เพื่อนำไปดับทุกข์ นี่ถือเป็นขั้นตอนแรกแห่งการดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ กล่าวคือ เราต้องมองเห็นทุกข์ รู้เสียก่อนว่าตอนนี้เรากำลังประสบกับทุกข์เรื่องอะไร ต้องใช้สติยอมรับว่า ทุกข์คือเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ และการไปตีโพยตีพาย โวยวายอาละวาดก็ไม่ได้ช่วยขับไล่ทุกข์ไป แต่มันเป็นการทำให้ใจร้อนรนยิ่งขึ้น ทำให้ทุกข์ที่มีขยายขนาดยิ่งขึ้น

 

ดังนั้นในขั้นตอนแรกแห่งการดับทุกข์อย่างมีเหตุและผล คือ เราต้องคุมสติให้ดี เข้าใจตามหลักความจริงว่า “ทุกข์ ย่อมเกิดขึ้นได้” เราต้องทำใจยอมรับมันอย่างตรงไปตรงมา กล้าเผชิญหน้ากับปัญหา และไม่หลอกตัวเองหรือหาทางหนีปัญหา ซึ่งในทางพุทธศาสนา ได้เรียกแนวทางการปฏิบัติต่อทุกข์ อย่างมีสตินี้ว่า ปริญญา

 

สมุทัย คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ซึ่งตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดทุกข์ คือสิ่งที่เรียกว่า ตัณหา 3 อันประกอบไปด้วย กามตัณหา ซึ่งก็คือความทะยานอยากในกาม, ภวตัณหา ซึ่งก็คือความทะยานอยากที่จะเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ และ วิภวตัณหา คือ ความไม่อยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ ซึ่งตัณหาเหล่านี้ คือสภาวะที่เกิดต่อเนื่องมาจากตัวกิเลสทั้งหลาย เมื่อเราเกิดกิเลส (โลภะ โทสะ โมหะ) เราก็จะเกิดความอยากหรือไม่อยากที่ชัดเจนเป็นรูปเป็นร่าง

 

วิธีใช้เพื่อนำไปดับทุกข์ หลังจากเรารู้จักตัวทุกข์ ขั้นต่อมาก็คือ เราต้องรู้ให้ถึงสาเหตุแห่งทุกข์ ว่ามันมีที่มาจากไหน ซึ่งการที่ผมได้บอกเล่ารายละเอียดแห่งทุกข์ไปเมื่อตอนที่แล้ว ก็เพื่อให้เราสามารถบอกตนเองได้ว่า ตอนที่เรากำลังเป็นทุกข์นั้น เราทุกข์เพราะอะไร เช่น เราทุกข์เพราะความอยากได้ (ทุกข์เพราะกิเลส ประเภทโลภะ) หรือทุกข์เพราะความโกรธเกลียด (ทุกข์เพราะกิเลส ประเภทโทสะ) เราจะได้เห็นถึงสาเหตุ และทำการยุติมันได้อย่างตรงจุด

 

เปรียบได้กับหมอที่หากจะรักษาอาการป่วยของคนไข้ ก็ต้องมองให้ถูกว่าเขาเป็นโรคอะไร จะได้ให้ยาถูกชนิด ซึ่งการมองปัญหาไปถึงต้นตอ และเตรียมลงมือแก้ไขนั้น มีคำเรียกเฉพาะว่าเป็น ปหานะ

 

นิโรธ คือ การดับทุกข์ กล่าวคือเป็นการลงมือยุติตัณหา 3 นั้นให้หมดไป ซึ่งนี่ถือเป็นขั้นตอนจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกอันเป็นทุกข์ อันร้อนรนของเรา โดยการลงมือดับตัณหาทั้งหมด เปรียบได้กับถ้าทุกข์เป็นไฟ นิโรธก็คือขั้นตอนการทำให้ไฟนั้นดับลง ถ้าถึงขั้นเป็นไฟสิ้นเชื้อได้จะยิ่งดี

 

สำหรับการใช้นิโรธเพื่อดับตัณหานั้น มี 5 แนวทางที่เราสามารถนำไปปรับใช้เพื่อจัดการกับตัวตัณหาได้

 

1. วิกขัมภนนิโรธ คือ การดับด้วยการข่ม ซึ่งสามารถทำได้สำหรับผู้ที่ฝึกฝนจิตใจมาดีในระดับหนึ่ง ก็จะสามารถทำใจให้อยู่เหมือนกิเลสตัณหาทั้งปวง มองว่ามันเป็นของธรรมดาที่เกิดมาแล้วย่อมดับไป

 

2. ตทังคนิโรธ คือ การดับกิเลสตัณหาด้วยหลักธรรมอันเป็นคู่ปรับของมัน เช่นเมื่อเราเกิดโทสะ เราก็ต้องนึกถึงธรรมแห่งความอดทนอดกลั้น หรือขันติขึ้นมาเพื่อสงบระงับมัน

 

3. สมุทเฉจนิโรธ คือ การดับกิเลสตัณหาด้วยการตัดขาด โดยใช้หลักแห่งมรรคมีองค์ 8 เข้าจัดการ (ซึ่งจะมีการกล่าวถึงมรรคมีองค์ 8 ในส่วนถัดไป)

 

4. ปฏิปัสสัทธินิโรธ คือ การดับกิเลสตัณหาด้วยการสงบระงับ สามารถระงับกิเลสได้อย่างรวดเร็วได้จิตที่ฝึกมาดีแล้ว

 

5. นิสสรณะนิโรธ คือ การดับกิเลสโดยสิ้นเชิง และดับได้ต่อเนื่องตลอดไป ซึ่งก็คือการถึงขั้นนิพพาน มองทุกสิ่งที่เรื่องว่าง ดับกิเลสได้อย่างถาวร

 

วิธีใช้เพื่อนำไปดับทุกข์ หลายท่านอาจสงสัยว่า เมื่อรู้ทุกข์และเหตุแห่งทุกข์แล้ว ทำไมขั้นถัดมาถึงไม่ใช่การลงมือแก้ปัญหา แต่กลับต้องมาหาทางระงับทุกข์ให้ดับก่อนถึงจะเริ่มแก้ปัญหา

 

นั่นก็เพราะในยามที่ใจเราร้อนรน อันเกิดจากไฟแห่งความทุกข์แผดเผา พลังสติปัญญาและความคิดก็จะอ่อนแรงหรืออาจไม่มีพลังเพียงพอที่จะทำอะไรได้ อีกทั้งการพยายามคิดหาทางออกเพื่อแก้ปัญหาท่ามกลางใจที่ยังมีไฟสุมทรวง ก็เปรียบได้กับการพยายามขับรถออกจากป่ายามค่ำมืด หรือการพยายามแก้ปัญหาด้วยใจที่ลนลาน ซึ่งย่อมเป็นการยากที่เราจะสามารถจัดการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

นี่จึงเป็นขั้นตอนแห่งการหาทางสงบจิตใจ หรือ ตั้งสติ เพื่อเรียกพลังแห่งปัญญาให้เกิดขึ้น เราจะได้ลงมือแก้ปัญหาได้ มองสาเหตุของปัญหา มองที่มาของตัวทุกข์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง อันจะส่งผลให้เราสามารถเอาชนะทุกข์ตัวนั้นได้อย่างเด็ดขาดที่สุด

 

มรรค คือ แนวปฏิบัติที่นำไปสู่การดับทุกข์ หรือก็คือการลงมือแก้ปัญหา โดยการปฏิบัติสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสำหรับการระงับทุกข์นั้นให้จบสิ้นไป ซึ่งเราจะกระทำสิ่งที่ถูกได้ก็ต่อเมื่อเราผ่านกระบวนการรู้ตนว่าทุกข์เรื่องอะไร (ทุกข์) รู้ว่าทุกข์เพราะอะไร (สมุทัย) และทำใจสงบ เปิดสมอง เรียกสติปัญญากลับมาเป็นมือขวาช่วยในการฝ่าฟันปัญหาพร้อมแล้ว (นิโรธ)

 

ในขั้นตอนแห่งมรรคนี้ พระพุทธเจ้าได้ทรงมอบหลักที่เรียกว่า มรรคมีองค์ 8 ไว้ เพื่อให้เป็นแนวทางในการวางแผนเอาชนะความทุกข์ ในการเลือกปฏิบัติสิ่งที่ถูกต้องเพื่อยุติปัญหาทุกรูปแบบ กล่าวคือหากอยากเอาชนะความทุกข์ได้ ก็ควรดำเนินการตามแนวทางต่อไปนี้

 

1. สัมมาทิฏฐิ คือ การเห็นชอบ

หมายถึง การลงมือกำจัดทุกข์ หรือแม้แต่การใช้ชีวิตปกตินั้น เราควรทำโดยมีรากฐานแห่งความคิดและความเชื่อที่ถูกต้องอยู่เสมอ (เช่น เชื่อว่าทำดีย่อมได้ดี เป็นต้น) ใช้ปัญญาในการเลือกทำ เลือกปฏิบัติในสิ่งที่เกิดคุณ ไม่ใช่เกิดโทษ ไม่ใช่ทำด้วยความหลงผิดหรือทำด้วยความไม่รู้ ดังนั้นเราจึงควรสำรวจตัวเองก่อนลงมือแก้ปัญหาหรือเอาชนะความทุกข์เสมอว่า ตอนนี้เรามีความเห็นความเชื่อที่เหมาะสม ถูกต้องแล้วหรือยัง

 

2. สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ

หมายถึง การใช้สมองและใช้ความคิดในทางที่นำไปสู่ความดีงาม หากจะลงมือเอาชนะความทุกข์ก็ต้องเป็นการแก้ทุกข์แล้วเกิดความงอกงามขึ้น เกิดสิ่งดีงามขึ้น ไม่ใช่แก้ทุกข์ของเราแล้วไปเกิดทุกข์กับชาวบ้านต่อ กล่าวคือต้องเป็นการคิดที่ปราศจากโลภะ โทสะ โมหะ ถึงจะช่วยให้การเอาชนะความทุกข์ได้ผลอย่างสมบูรณ์

 

3. สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ

หมายถึง การแก้ปัญหาหรือการดำรงชีวิตประจำวันก็ควรใช้คำพูดคำจาที่ไพเราะ ดีงาม พูดแล้วเกิดผลดี พูดแล้วทำให้คนรักกัน เกื้อกูลกัน เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อกันมากขึ้นเรื่อยๆ พูดให้เกิดความสร้างสรรค์และสมัครสมานสามัคคี หรือพูดแล้วทำให้เกิดทางออก จึงเป็นหลักที่มีไว้เพื่อเตือนสติยามเอาชนะความทุกข์ว่า การพูดไม่ดี พูดด้วยอารมณ์ รังแต่จะทำให้เกิดปัญหาเพิ่ม จึงควรมีสติ สงบระงับไว้ ข่มคำพูดที่สร้างเรื่องเชิงลบไว้ให้ได้

 

4. สัมมากัมมันตะ คือ การประพฤติชอบ

หมายถึง มีการกระทำในทางที่ดีงาม ทำแต่พฤติกรรมที่ดี ไม่เบียดเบียนใคร ไม่ทำให้ใครทุกข์ใจ ทำพฤติกรรมที่ดีต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ทำอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา และไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งการที่คนเรามีพฤติกรรมที่ถูกก็จะช่วยลดโอกาสการเกิดความผิดพลาดในชีวิต หรือโอกาสการเกิดทุกข์ได้เป็นอย่างดี และหากเราถึงขั้นประพฤติชอบได้เป็นปกติวิสัยแล้ว ความทุกข์ที่เราจะต้องเผชิญก็อาจจะเหลือแค่ความทุกข์ที่เกิดจากภายนอกเท่านั้น

 

5. สัมมาอาชีวะ คือ ประกอบอาชีพชอบ

หมายถึง การประกอบอาชีพที่สุจริต อาชีพที่สร้างความเจริญทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น ต่อสังคม และต่อประเทศชาติ อาชีพที่มีการช่วยเหลือเกื้อกูลต่อกัน ไม่ใช่แก่งแย่งทำร้าย ทำให้ใครต้องเสียประโยชน์ ซึ่งหากคนเราประกอบอาชีพในความเหมาะสม ไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อกัน ก็จะเป็นทางสำคัญที่ช่วยบรรเทาความทุกข์ในชีวิตลงไปได้อีกมากมายทีเดียว

 

6. สัมมาวายามะ คือ การมีความเพียรชอบ

หมายถึง การพยายามที่จะดำรงตนอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องเหมาะสม หมั่นเตือนตนไม่ให้ทำอกุศลกรรม หรือทำสิ่งที่ไม่ดี เตือนตนว่าหากนาทีนี้ทำสิ่งไม่ดีหรือในอดีตทำสิ่งไม่ดี ก็ขอให้ละเลิก และหันมาทำสิ่งที่ดี เพื่อให้ชีวิตของตนในภายภาคหน้าได้พบ ได้เจอกับสิ่งที่ดีๆ เช่นกันกับในทางการแก้ปัญหา หากเรารู้ว่าในอดีตนั้น เราต้องเจอทุกข์ ต้องเจอปัญหาก็เพราะการทำผิดพลาดใดๆ แล้ว เราก็ต้องพยายามอย่างมากที่จะนำตนเองเข้าสู่เส้นทางแห่งความถูกต้อง

 

7. สัมมาสติ คือ การมีสติเสมอ

หมายถึง การตั้งตนอยู่ในความมีสติ ตระหนักรู้เสมอว่า เรากำลังจะทำอะไร หรือกำลังทำอะไรอยู่ในขณะนี้ ไม่เผลอไผลลืมตัว บอกตนเองเสมอว่าจงทำสิ่งชอบ และละเว้นการทำสิ่งมิชอบ โดยเฉพาะเมื่อเกิดปัญหารบกวนจิตใจเราก็ต้องไม่ปล่อยให้ใจเผลอไผลขาดสติ จำไว้ว่าสติต้องอยู่กับเราเสมอ เมื่อใดก็ตามที่เราหุนหัน สับสน หรือเกิดอารมณ์เชิงลบ นั่นแสดงว่าสติกำลังเลือนหายไป เราต้องรีบเตือนตัวเองเรียกสติกลับคืนมาให้เร็วที่สุด และใช้สตินั้นพิจารณาตัวตนในปัจจุบันของเรา ว่ากำลังโกรธหรือไม่ กำลังเศร้าหรือไม่ กำลังเครียดหรือไม่ ซึ่งการใช้สติพิจารณาก็เพื่อที่เราจะได้ลงมือปฏิบัติสิ่งที่ถูกต้องต่อไป ซึ่งการมีสตินี้เองคือจุดสำคัญมากของอริยสัจ 4

 

8. สัมมาสมาธิ คือ การมีสมาธิตั้งมั่นอยู่ในทางที่ชอบ

หมายถึง การตั้งมั่นให้ใจอยู่เหนือกิเลส อยู่แต่ในทิศทางที่ดี ยามเกิดปัญหาหรือความทุกข์ ก็มีพลังสมาธิที่จะจดจ่อพิจารณาความทุกข์นั้นอย่างมีสติ มีเหตุผล และมีขั้นตอน มีความจดจ่อที่สร้างพลังให้กับจิตใจ ไม่ปล่อยให้อารมณ์ผันผวนไปตามสภาวะต่างๆ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย เพื่อจะได้ทำให้เรามีความมั่นคงทางจิตใจ อันจะทำให้ตัดสินใจทำอะไรหรือไตร่ตรองอะไรได้อย่างเหมาะควรเสมอ

 

วิธีใช้เพื่อนำไปดับทุกข์ มรรค คือ ขั้นตอนแห่งการลงมือดับทุกข์ ชนะทุกข์ ซึ่งขอเพียงเรามีสติ มีความใจเย็นเพียงพอแล้ว เราก็ค่อยเริ่มกระบวนการคิด ไตร่ตรอง วิเคราะห์ พิจารณาสิ่งต่างๆ ด้วยใจเป็นกลาง และด้วยความคิดที่มุ่งหมายให้เกิดเรื่องในทางบวก ทางสร้างสรรค์ แล้วก็ค่อยๆ ประยุกต์ลงมือทำไป เช่น หากวันหนึ่งโทรศัพท์มือถือของเราเกิดหายไป แน่นอนว่าเราต้องทุกข์อย่างมาก และอาจเกิดอารมณ์ขุ่นมัว ไม่พอใจ เกิดความเศร้า หรือดีไม่ดีก็อาจเกิดกิเลสในเชิงโทสะ คิดว่ามีคนมาขโมยไป หรือไม่ก็เกิดโมหะ สับสน งงงันทำอะไรต่อไปไม่ถูก แต่เราต้องรีบดึงสติกลับมา ตั้งสติให้เร็วที่สุด ค่อยๆ ระลึกหาสาเหตุ ว่าเราอาจไปทำหล่นไว้ที่ไหน หรือ เราควรไปแจ้งกับเจ้าหน้าที่เพื่อให้ช่วยตามหาหรือไม่ หรือ จะต้องเผื่อใจว่าเราอาจต้องซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ ในกรณีที่หาไม่เจอ

 

ระหว่างการดำเนินการแก้ปัญหานั้น เราก็ต้องระลึกถึงหลักแห่งมรรคมีองค์ 8 ไว้เสมอ ว่าเราต้องทำสิ่งที่ถูก ไม่โวยวาย ไม่อารมณ์เสีย ไม่ขาดสติ และไม่หันไปทำสิ่งผิดเสียเอง (เช่น ไปขโมยมือถือหรือขโมยเงินคนอื่นมาซื้อมือถือใหม่ให้ตัวเอง)

 

จุดสำคัญแห่งการเอาชนะความทุกข์นั้น คือ เราต้องมีสติ ต้องเรียกสติให้พร้อมเสมอ ต้องมาก่อนอื่นใด อย่าปล่อยให้ใจวุ่นวายสับสน ซึ่งหากจะถามว่าแล้วต้องทำอย่างไรถึงจะมีสติ เรื่องนี้ก็ต้องอยู่ที่ตัวเราเองว่าจะหมั่นฝึกฝนพลังแห่งสติมากน้อยแค่ไหน

 

และสำหรับคนที่ยังไม่ค่อยกระจ่างนักในกระบวนการของอริยสัจ 4 เพราะมันเป็นเรื่องที่ละเอียดและต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ ผมก็ขอแนะนำให้คุณอ่านบทนี้อีกสักครั้ง ซึ่งหากยังรู้สึกว่าเรื่องนี้ซับซ้อนมากอยู่ ก็ไม่ต้องกังวลครับ ในบทถัดๆ ไปผมยังมีพุทธวิธีชนะความทุกข์อีกกลุ่มหนึ่ง ที่สามารถเข้าใจได้ง่ายกว่า แต่ก็ยังคงหลักการแห่งอริยสัจ 4 นี้ไว้อย่างครบถ้วน

 

แต่ถ้าจะให้ดี ลองพยายามทำความเข้าใจหลักนี้ให้ทะลุเสียก่อนนะครับ

Read Full Post »

คุณอาจสงสัยว่าทำไมเราต้องหันมากุมชะตาตนเองด้วย จะปล่อยให้เราเชื่อในพลังอภินิหาร เทพเทวดาต่อไปมันไม่ดีที่ตรงไหน จุดนี้ก็ต้องอธิบายกันต่อ เพราะมันเกี่ยวเนื่องกัน

 

เมื่อเกิดสถานการณ์แห่งความทุกข์ขึ้นมา หลายคนกลับใช้วิธีคิดแบบขาดสติหรือเหตุผล เช่น อ้างว่าเราทำกรรมในอดีตชาติมาเยอะ อ้างว่าสวรรค์ไม่เป็นธรรม อ้างว่าคนอื่นนั่นแหละผิด ทำให้เราต้องรับผลกรรมในตอนนี้ อ้างๆ ๆ ๆ อ้างไปเรื่อย ซึ่งเป็นการอ้างอย่างข้างๆ คูๆ และอ้างโดยไม่มองเหตุผลสำคัญที่สุดที่ก่อให้เกิดความทุกข์ นั่นคือ จิตใจและตัวของเรานั่นแหละ

 

การอ้างโทษสิ่งรอบตัวเราย่อมทำได้ แต่โปรดคิดให้ดีว่า “แล้วมันแก้ปัญหาได้หรือไม่”… คำตอบคือ ไม่ครับ การที่เราอ้างว่าโน่นผิดนี่ผิด เราก็จะได้แค่ที่สำหรับกล่าวโทษ แต่เราย่อมแก้อะไรที่ผ่านมาแล้วไม่ได้ จะไปปรับแก้คนอื่นที่เราหาว่าเขาผิดก็ไม่ได้ ยิ่งไปร้องเรียนต่อเทวดาที่ไหนยิ่งไม่ได้ใหญ่ จะเห็นได้ว่านี่คือเหตุผลใหญ่เลยครับ ว่าทำไมคนที่คิดลักษณะโทษโน่นนี่จึงมักออกจากปัญหาไม่ได้

 

ก็เพราะเขาดันเอาแต่จ้องสิ่งที่เขาเองไม่สามารถทำอะไรกับมันได้

 

ในขณะที่คนที่แก้ปัญหาได้นั้น เขาจะมองมาที่ตนเองก่อน มองว่าเราทำอะไรผิดพลาดไป เพราะว่า “ตนเองคือสิ่งที่เราปรับแก้ได้ง่ายที่สุด” มันง่ายกว่าการไปแก้สถานการณ์ หรือรอพึ่งพาคนอื่นมากมายนัก

 

และการแก้ที่ตนเอง เรียนรู้จากความผิดพลาดในวันก่อน ก็จะทำให้เราได้ทักษะใหม่ๆ ในการเอาชนะความทุกข์หากมันหวนมาเกิดกับเราอีกในคราวต่อไป อันจะทำให้เราแกร่งขึ้น เก่งขึ้น มีใจที่เข้มแข็ง มีไหวพริบที่เพิ่มระดับได้อย่างไม่มีขีดจำกัด

 

เมื่อทราบเช่นนี้ ก็ได้เวลาแล้วนะครับที่เราจะดึงเอาความเชื่อมั่น ดึงเอาความสามารถในการกุมชะตาตนเองมาไว้ที่ตัวเรา หากจะปรับแก้ปรับปรุงก็มองที่ตัวเราก่อน เพราะแม้เราจะคุมสถานการณ์หรือใจใครไม่ได้ แต่หากเราคุมตัวเราและใจเราได้แล้ว ไม่ว่าจะเกิดเรื่องชนิดไหน เราก็จะสามารถผ่านพ้นอุปสรรคเหล่านั้นไปได้ ดีไม่ดีเรายังสามารถปรับความคิดให้เป็นเชิงบวก มองบวกได้แม้กระทั่งเจอเรื่องทุกข์มากองตรงหน้า

Read Full Post »

ทราบความหมายของธรรมะไหมครับ… ตามรากศัพท์แล้ว ธรรมะ แปลว่า ความถูกต้อง ดังนั้นที่ศาสนาพุทธพยายามเน้นย้ำให้ทุกคนดำรงชีวิตโดยมีธรรมะประกอบเสมอ ก็หมายความว่า “ดำรงชีวิตอย่างถูกต้องในทุกย่างก้าว” ไม่ได้แปลว่าต้องท่องมนต์คาถาหรือทำตัวสุภาพเรียบร้อยแบบทุกวินาที และไม่ได้แปลว่าต้องนับถือพุทธเท่านั้น หรือต้องเชื่อแต่คำสอนแนวพุทธเท่านั้น

 

คนที่ถือว่ามีธรรมะตามหลักของพุทธ ไม่ใช่คนที่สักแต่ประกาศว่าตนนับถือพุทธศาสนา หรือผ่านการบวชมาแล้ว แต่จะหมายถึงคนที่สามารถปฏิบัติตนและใช้ชีวิตได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง นั่นคือ ไม่ก่อความเดือดร้อนให้ตนเองและผู้อื่น อีกทั้งยังทำสิ่งดีเพื่อช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นให้มีความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

 

กับคำถามที่ว่า “ทำไมธรรมะถึงดับทุกข์ได้” คำตอบก็คือ การใช้ชีวิตอย่างมีธรรมะ ซึ่งก็คือการใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง จะทำให้เราเดินในเส้นทางที่ถูก ทำสิ่งที่ถูก ซึ่งจะทำให้โอกาสการเกิดเรื่องผิด เรื่องชวนทุกข์ใจลดน้อยลงโดยอัตโนมัติ หรือต่อให้สถานการณ์ภายนอกมากวนใจเราให้เกิดทุกข์ ขอเพียงเรามีเส้นทางที่ถูกในการรับมือกับเรื่องทุกข์นั้น เราก็จะสามารถจัดการกับความทุกข์นั้นได้ จนมันส่งผลให้เราเกิดความทุกข์น้อยที่สุด หรืออาจทำให้ไม่เกิดความทุกข์ใดๆ เลยก็ได้

 

ที่ต้องอธิบายอย่างนี้ก็เพื่อความเข้าใจที่ถูก เนื่องจากมีคนจำนวนมากเข้าใจเหตุและผลผิดไปคนละทาง นั่นคือ เข้าใจว่า เมื่อเราปฏิบัติตามหลักธรรมะให้มากๆ ทำบุญทำกุศลให้เยอะๆ แล้วผลบุญ (ในรูปของอภินิหาร) จะหนุนนำให้เราไม่ต้องเจอทุกข์ ทำให้แคล้วคลาดปลอดภัยในทุกภยันตราย หรือไม่ก็คิดว่า พอทำดีแล้วจะมีเทวดาลงมาช่วยปัดเป่าทุกข์ภัย ซึ่งโปรดเข้าใจให้ถูกว่า การมองบุญเป็นเรื่องอภินิหารนั้น ไม่ถือว่าเป็นการมองบุญแบบพุทธ แต่จัดว่าเป็นการมองบุญแบบศาสนาอื่นๆ เช่น พราหมณ์ ฮินดู เสียมากกว่า

 

อย่าลืมนะครับ ว่าศาสนาพุทธของเราได้ชื่อว่าเป็น ศาสนาอเทวนิยม ซึ่งแปลว่า เป็นศาสนาที่ไม่ได้มีเทพเจ้าและไม่ได้เน้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ แต่จะเน้นที่เหตุและผลของการกระทำ ดังนั้นการทำดี ทำถูกมันจึงให้ผลอย่างมีเหตุผลว่า “ก็ในเมื่อเราหมั่นทำสิ่งที่ถูก สิ่งที่ผิดก็ย่อมเกิดขึ้นน้อยลง” มันเป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน

 

ที่ต้องบอกเช่นนี้ก็เพราะหลายคนเข้าใจผิด เลยเกิดความประมาทกับชีวิต แทนที่จะใช้ชีวิตให้ถูกทุกย่างก้าว กลับปล่อยให้ตนเองประมาทเลินเล่อในบางเวลา เพราะคิดว่า เราทำดีแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไรเทพก็คงจะลงมาช่วยเราตอนเกิดเรื่องไม่ดีแน่ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ไม่มีเทพที่ไหนมาช่วยหรอกครับ เพราะหลักของศาสนาพุทธก็บอกแล้วว่า อัตตาหิ อัตโนนาโถ หรือ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

 

สังเกตดีๆ นะครับ พระพุทธเจ้า ยังทรงย้ำเลยว่า เราต้องพึ่งตน ไม่ใช่พึ่งเทพไท้ที่ไหน

 

ที่ต้องแยกแยะเช่นนี้ก็เพื่อให้เราเข้าใจศาสนาพุทธกันให้ถูก ว่าหลักเบื้องต้นแห่งการใช้ชีวิตให้ถูกต้อง ให้มีธรรมะตามแนวพุทธก็คือ เราต้องรู้ตัวเสมอ รู้ว่าตัวเรานี่แหละคือตัวกำหนดว่าชีวิตจะเจอทุกข์หรือสุข ไม่ใช่เทวดาที่ไหน ไม่ใช่ยักษ์มารที่ไหน คนที่จะเข้าใจชีวิตและมีความสุขได้ จะต้องรู้จักคิดอย่างมีเหตุและผล คิดอย่างเข้าใจความจริงตามธรรมชาติ ไม่ใช่ฟุ้งไปตามคำปรุงแต่งหรือเรื่องปรัมปรา

 

บางคนอาจคิดว่าสิ่งที่ผมกล่าวอยู่นี้คือการลบหลู่ แต่อย่าลืมนะครับว่า พระพุทธเจ้าเองได้ทรงเปิดช่องทางไว้ให้เราสำรวจความจริงในธรรมเสมอ ด้วยหลักกาลามสูตร ที่สอนให้เราอย่าเชื่อเพียงเพราะคนบอกเล่ากันมา อย่าเชื่อเพียงเพราะอาจารย์หรือศาสดาสอนกันมา แต่เราต้องรู้จักไตร่ตรอง พิสูจน์ด้วยตนเองว่าอะไรจริงหรือไม่จริง อะไรที่แต่งเติมหรือไม่แต่งเติม

 

แน่นอนครับผมไม่ขอให้คุณเชื่อทันที แต่ลองใช้วิธีคิดอย่างมีเหตุผลวิเคราะห์กันดู ว่าระหว่างการฝึกสมองให้คิดอย่างมีตรรกะ เอาความรับผิดชอบชีวิตตนมาไว้กับตน กับการใช้ชีวิตแบบหวังพึ่งพาพลังเหนือธรรมชาติจากแหล่งอื่นๆ แบบไหนที่จะทำให้เรามีความสุขได้ทุกสถานการณ์ แบบไหนที่จะทำให้เราเอาชนะความทุกข์ได้

 

การที่เราจะดับทุกข์โดยใช้วิธีแห่งเหตุและผล ใช้วิถีแห่งสติปัญญา เราก็ต้องเริ่มไตร่ตรองความคิด ความเชื่อในชีวิตของเราเสียก่อนว่ามันมีเหตุผลและถูกต้องหรือไม่ หากยังไม่ถูกก็ต้องปรับให้ถูก เพื่อลดช่องทางที่จะทำให้ความทุกข์หรือความสับสนเข้ามาจู่โจมเราให้เหลือน้อยที่สุด

Read Full Post »

ถัดจากกิเลสเราก็ต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่า นิวรณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดสะสมสืบเนื่องต่อมาจากกิเลส อันจะทำให้เราเห็นกระบวนการก่อตัวของจิตที่ทำให้ตัวเราเกิดทุกข์ได้อย่างชัดเจนขึ้น

 

เราได้ทราบแล้วว่ากิเลสคือความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบที่เกิดขึ้นในใจ ซึ่งการเกิดกิเลสแต่ละครั้ง มันก็จะมีประเภทของกิเลสที่ต่างกันไป เช่น เกิดกิเลสด้วยความรู้สึกชอบและต้องการอยากได้ มันก็จะเป็นโลภะ หรือหากเกิดกิเลสจากความไม่ชอบ เราก็จะเรียกมันว่าโทสะ ดังนั้นเมื่อเราเกิดความรู้สึกเหล่านี้ก็เท่ากับเกิดกิเลสขึ้นในใจ ทำให้ใจของเราเสียสมดุล เกิดเป็นความทุกข์ขึ้นมาได้

 

เจ้ากิเลสเหล่านี้ยังมีความร้ายกาจยิ่งกว่านั้น นอกเหนือไปจากการที่ทำให้เราเกิดสภาวะผันแปรไปตามอารมณ์ ณ ขณะที่เราเจอเหตุการณ์ที่กระทบต่อความรู้สึกแล้ว มันยังสามารถเข้ามาสะสมในตัวเราได้อีกด้วย

 

อธิบายให้เข้าใจก็คือ เมื่อเกิดกิเลสในใจเราครั้งหนึ่ง ร่องรอยของกิเลสก็จะไปประทับอยู่ในส่วนลึกของจิตใจครั้งหนึ่ง (หรือภาษาชาวบ้านก็คือ สะสมอยู่ในสันดาน) ดังนั้นยิ่งเราปล่อยให้กิเลสเกิดมากเท่าไร มันก็จะมีกิเลสตัวนั้นไปสะสมในใจมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะส่งผลให้กิเลสตัวนั้นมีอำนาจรุนแรงขึ้น เช่น ถ้าเราเกิดความโลภ สำหรับครั้งแรกๆ แรงแห่งความโลภก็จะอยู่ในระดับประมาณ 1 แต่เมื่อเราปล่อยใจให้เกิดความโลภซ้ำเรื่อยๆ จะทำให้ครั้งต่อไป เมื่อเกิดความโลภ เจ้าความโลภสะสมในจิตใจก็จะออกมาผสมโรงรวมพลังกับความโลภที่เพิ่งเกิดในปัจจุบัน อันจะทำให้ความโลภครั้งใหม่นั้นมีความรุนแรงในระดับ 30 หรือ 40 เลยก็เป็นได้

 

นิวรณ์ จึงหมายถึง กิเลสสะสม เป็นเหมือนกองหนุนของกิเลสที่ยิ่งมีมากในใจเราเท่าไร มันก็จะกลายเป็นพฤติกรรมประจำตัวเราไป เช่น ถ้าเราปล่อยใจให้โลภบ่อยๆ เราก็จะกลายเป็นคนโลภมากขึ้นๆ หรือถ้าเราไม่ระงับใจ ปล่อยให้เราไม่พอใจหรือเกิดโทสะทุกครั้งที่มีปัญหา ในที่สุดเราก็จะกลายเป็นคนเจ้าอารมณ์ไป นี่จึงเป็นคนอธิบายว่าทำไมคนเราเมื่อมีพื้นฐานโลภหรือมีโทสะมากๆ แล้ว เขามักจะเป็นคนที่มีอารมณ์ด้านนั้นรุนแรงขึ้นตามลำดับ เช่น บางคนเมื่อก่อนอาจโลภอยากได้เงินแค่ 100 หรือ 200 แต่เมื่อปล่อยใจ ก็ทำให้ความโลภขยายกลายเป็นอยากได้เงิน 10,000 หรือเงินล้านไป ยิ่งปล่อยไว้เราก็ยิ่งไม่รู้จักพอ

 

ในทางจิตวิทยานั้นเราอาจเรียกนิวรณ์ได้ว่าเป็น “นิสัย” นั่นเอง ซึ่งความหมายของนิสัยก็คือ การที่เราทำพฤติกรรมใดซ้ำๆ ติดต่อกันจนเคยชิน ในที่สุดมันก็จะเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา ซึ่งหากพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นพฤติกรรมที่ดีก็ย่อมส่งผลให้เราเป็นคนดี มีนิสัยใจคอ ความคิดอันเหมาะสม แต่หากเราปล่อยให้พฤติกรรมเชิงลบเกิดและไม่คิดปรับแก้ไข ในที่สุดเราพฤติกรรมที่ไม่ดีเหล่านั้นก็จะส่งผลกระทบลบต่อชีวิตเราในที่สุด

นิวรณ์ได้รับการขนานนามว่าเป็น ตัวขับไล่ความสุขที่ร้ายกาจ เป็นดั่งตัวก่อกวนที่ปรากฏขึ้นในใจผู้ใดเมื่อไร หรือประจำเป็นนิสัยของใครแล้วล่ะก็ คนผู้นั้นก็จะต้องพบกับความทุกข์ ซึ่งเราสามารถแบ่งนิวรณ์ได้เป็น 5 ประเภท ดังต่อไปนี้

 

นิวรณ์ที่ 1 กามฉันทะ เป็นนิวรณ์อันเป็นผลรวมมาจากกิเลสประเภทโลภะ ประเภทว่าต้องการอะไรก็จะเอาให้ได้เช่นนั้น เช่น ถ้าชอบเรื่องกามารมณ์ มีความต้องการทางเพศมาก หากปล่อยให้ให้หมกมุ่นสะสมความอยากไปเรื่อยๆ ในที่สุดคนๆ นั้นก็อาจผันตัวกลายเป็นโจรข่มขืนหรือคนที่โดนตัณหากามารมณ์เข้าครอบงำจนทำสิ่งผิดได้ง่ายๆ

 

หรือความโลภ ความต้องการประเภทอื่นๆ เช่น อยากได้ของเขา อยากมีเงินมากๆ อยากได้ตำแหน่ง อยากได้ของมาตอบสนองความต้องการทางผัสสะต่างๆ ของตน (อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และ กาย) เมื่อเราต้องการมาก ความต้องการก็จะรบกวนทำให้เราเกิดความไม่สงบ เกิดความทุกข์ขึ้นมาได้ ครั้นเราหาสิ่งมาตอบสนองความต้องการนั้นได้ก็ตาม เราก็จะยังบังเกิดความอยากที่มากขึ้นต่อไปอีกเรื่อยๆ มันจะไม่มีทางหยุดได้จนกว่าเราจะเป็นผู้หยุดที่ใจตนเอง

 

นิวรณ์ที่ 2 พยาบาท คือสิ่งที่ตรงข้ามกับความอยากความชอบ มันคือการสะสมกันอย่างยาวนานของโทสะ เช่น การไม่ชอบคนๆ หนึ่ง หากสะสมต่อเนื่องอย่างยาวนาน เขาผู้นั้นก็จะกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตสำหรับจิตใจของเรา ทำให้ในระยะหลัง เพียงแค่นึกถึง โดยที่เขายังไม่ได้ทำอะไรเรา เราก็พร้อมจะเกิดความเกลียดและอยากทำร้ายเขาขึ้นมาได้แล้ว

 

เมื่อใดที่เราเกิดนิวรณ์พยาบาทขึ้น ความทุกข์ร้อนก็จะเกิดขึ้น เพราะใจมันอยากทำลาย ใจมันอยากจัดการกับสิ่งที่เราไม่ชอบนั้น มันจะแผดเผาจิตใจเราให้ร้อนรุ่ม รู้สึกย่ำแย่ ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นไปเรื่อยๆ อีกด้วย

นิวรณ์ที่ 3 ถีนมิทธะ คือการสะสมกันของโมหะ ประเภทที่ชวนจิตใจให้แฟบลง เกิดความหมดกำลัง ไม่อยากทำอะไรต่อไป ซึ่งตัวนิสัยที่สะสมกันมากๆ จนทำให้จิตของคนเกิดนิวรณ์ตัวนี้ขึ้นมาได้ก็มีหลายชนิด เช่น ความเกียจคร้านที่สะสมมากขึ้นๆ ก็จะทำให้เราไม่อยากทำอะไร หรือสภาวะความเศร้าเสียใจ ความคิดเชิงลบต่อตนเอง จนในที่สุดพลังใจก็หมดลง ไม่อยากทำอะไรอีก เพราะคิดว่าทำแล้วก็เท่านั้น จิตที่มีนิวรณ์ตัวนี้จะโน้มน้าวให้ตัวเราหยุดนิ่ง ไม่อยากทำสิ่งใดทั้งสิ้น ซึ่งหากปล่อยให้นิวรณ์ตัวนี้มีอำนาจกำหนดเราต่อไป ในที่สุดคนผู้นั้นก็จะมีทักษะความสามารถที่ด้อยลงไปเรื่อยๆ

 

นิวรณ์ที่ 4 อุทธัจจกุกกุจจะ คือการสะสมกันของโมหะ ประเภทที่ชวนจิตใจให้ฟุ้งซ่าน ซึ่งจะตรงกันข้ามกับถีนมิทธะที่จะโน้มใจให้นิ่งให้ซึม ส่วนอุทธัจจกุกกุจจะนี้ จะเป็นตัวนิสัยฟุ้งซ่าน ทำให้จิตใจเราเตลิดจนเกินควบคุมได้ เช่น การเป็นคนคิดมากในทางลบ ประเภทว่าเกิดเรื่องอะไรก็คิดลบไว้ตลอด อย่างในเวลาที่เราทำงานแล้วหัวหน้าเกิดเรียกเราเข้าพบ หากเราเป็นคนที่คิดลบ เจ้าความคิดลบมันก็จะฟุ้ง มันจะโน้มน้าวใจให้คิดลบแบบเตลิดว่า “หัวหน้าต้องคุยเรื่องไม่ดีแน่นอน หัวหน้าอาจไล่เราออกก็ได้” ยิ่งคิดใจยิ่งกระวนกระวาย เพ้อเจ้อผิดไปจากความเป็นจริง

 

นิวรณ์ที่ 5 วิจิกิจฉา คือ การสะสมกันของโมหะ ประเภทที่ชวนให้จิตใจลังเล ไม่แน่ใจ เกิดความสับสนงงงันไปเสียทุกเรื่อง หรือเกิดความหวาดระแวงตื่นกลัวในความไม่แน่นอนของชีวิต เช่น ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เราจะเจอเรื่องดีหรือร้าย ไม่แน่ใจว่างานที่เราทำนั้นดีหรือไม่ดี ไม่มั่นใจในตนเองว่าจะหางานทำใหม่ได้หรือไม่หากต้องตกงานขึ้นมา ซึ่งความไม่แน่ใจลักษณะนี้ยิ่งมีสะสมมากเท่าไร ใจของคนที่มีนิวรณ์ตัวนี้ก็จะทุกข์แบบรอบด้าน ระแวงสงสัยแบบไม่เหมาะสมกับทุกสิ่ง ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน ความปลอดภัยของตน ใจของคนรอบข้าง และทุกสิ่งที่อาจจะเกิดในอนาคตกาล

 

การที่เราได้นำเอาเรื่องของนิวรณ์มากล่าวขยายความก็เพื่อให้คุณได้ลองสำรวจว่า คุณมีนิวรณ์ใดสิงอยู่ในใจหรือไม่ หากมีไม่ว่าจะกี่ประเภทก็ตาม สิ่งที่ควรทำก็คือ ลบล้างกำจัดมันออกไป แล้วแทนที่ด้วยสิ่งที่ทำให้จิตใจบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว

 

หากกล่าวตามหลักของจิตวิทยา เหล่านิวรณ์นี้ก็คือนิสัยหรือพฤติกรรมอันไม่เหมาะควร เป็นพฤติกรรมที่สมควรได้รับการแก้ไขเพื่อให้คนผู้นั้นมีความเบิกบาน มีจิตใจและนิสัยที่พร้อมจะนำความสุขมาให้และรู้จักจัดการกับทุกข์อย่างถูกต้อง ซึ่งอยู่ในศาสตร์ที่เรียกว่า การปรับพฤติกรรม (Behavior Modification) แทนที่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะ ด้วยพฤติกรรมที่เหมาะแทน (พฤติกรรมในที่นี้หมายความรวมถึง ระบบความคิดด้วย)

Read Full Post »

กิเลส คำยอดฮิตที่เราได้ยินกันบ่อยมากที่สุดเมื่อมีการกล่าวถึงเรื่องความทุกข์ เพราะในทางพุทธศาสนานั้น กิเลสคือตัวการสำคัญที่จุดชนวนให้ใจเป็นทุกข์

 

กิเลส นั้นมีในมนุษย์ทุกคนตั้งแต่ตอนยังเป็นเด็กน้อยๆ มันก็คือการที่เรามีความรู้สึกชอบ พอใจ และอยากได้หรือโกรธ ไม่พอใจสิ่งใด และอยากให้สิ่งนั้นไปให้ไกลจากเรา กิเลสจึงเป็นสิ่งที่เกิดต่อเนื่องมาหลังจากเรามีความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตน (หรือตัวกูของกู)

 

ในความหมายเดิมของคำว่า กิเลส คือ สิ่งสกปรก หรือ สิ่งที่ทำให้หมอง กล่าวคือ เมื่อเกิดกิเลสขึ้นในจิตใจของเราแล้ว ก็ทำให้ให้ใจเราเกิดความสกปรกหมองมัวขึ้น เหมือนผ้าขาวบริสุทธิ์ที่ต้องมาเปื้อนคราบสกปรก จนทำให้ความใส กระจ่างหายไป

 

ดังนั้นความหมายโดยนัยของกิเลส จึงหมายถึง การที่ใจของเราเกิดความหมอง หมดสิ้นความกระจ่างลง การรับรู้ในสิ่งต่างๆ ของชีวิตจึงเปลี่ยนแปลง จากการมองทุกอย่างด้วยความเป็นกลาง ก็กลายเป็นเริ่มยึดติด เริ่มตีตราว่าสิ่งใดที่เราชอบ สิ่งใดที่เราไม่ชอบ แล้วในที่สุดความทุกข์ก็จะเริ่มเกิดในใจ เมื่อเราเกิดไม่ได้สิ่งที่ชอบหรือต้องเจอกับสิ่งที่ไม่ชอบขึ้นมา

 

ความชอบไม่ชอบนั้นก็เกิดหลังจากที่เราสัมผัสผ่านทางผัสสะทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และ กาย

ส่วนประเภทของกิเลสนั้น ก็มีอยู่ 3 ตัวด้วยกัน นั่นก็คือ โลภะ โทสะ และ โมหะ

 

โลภะ คือ ความรู้สึกชอบ พึงพอใจ และต้องการให้สิ่งที่ชอบนั้นเข้ามาหาตนเองให้มากๆ เช่น ชอบเงิน ชอบความรวยเราก็อยากให้ตัวเองได้เงินมากๆ ยิ่งโลภมากเท่าไรก็ยิ่งอยากได้มากเท่านั้น เป็นต้น

 

โทสะ คือ ความรู้สึกไม่ชอบ ไม่พอใจ และต้องการให้สิ่งที่ตนไม่พอใจนั้น ออกไปให้ห่างตนที่สุด หรือไม่ก็ถึงขั้นอยากทำลายสิ่งนั้นให้สูญสิ้นไป เช่น ยามที่เราโกรธใครสักคนอย่างมาก เราก็จะอยากทำร้าย อยากทำลายคนผู้นั้นให้เสียหาย

 

โมหะ คือ ความรู้สึกหลง ซึ่งมีทั้งเกิดจากความชอบและไม่ชอบ เป็นอารมณ์ในเชิงไม่แน่ใจและสงสัยในบางเรื่องซึ่งก่อให้เกิดความสับสนในจิตใจขึ้นมา แต่จะไม่รุนแรงเท่าโลภะหรือโทสะ

 

เหล่านี้คือกิเลสหลักที่นำความทุกข์มาสู่มนุษย์ มันคือตัวเหนี่ยวนำให้ใจเราเกิดความชอบหรือไม่ชอบ ซึ่งเป็นจุดเริ่มที่สำคัญของความทุกข์ ทำให้แนวทางสำคัญสำหรับคนที่ต้องการเอาชนะความทุกข์ มีจิตใจที่อิสระเหนือความทุกข์ได้ เราก็ต้องหาทางกำจัดกิเลสเหล่านี้ให้หมดไป หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องรู้วิธีที่จะข่มกิเลสนั้นไม่ให้มีอำนาจมากกว่าตัวเรา

 

จุดสำคัญอย่างหนึ่งของการเอาชนะความทุกข์ก็คือ เราต้องมั่นใจว่า ความทุกข์นั้นเอาชนะได้ หรือตัวกิเลสเราก็สามารถข่มมันได้ อย่าเพิ่งท้อแท้หรือคิดว่าเราไม่อาจเอาชนะกิเลสหรือความอยาก ความชอบ ความไม่ชอบ บางคนอาจคิดว่า ในเมื่อเราก็คือสัตว์โลกชนิดหนึ่ง ก็ย่อมหนีไม่พ้นที่จะมีความอยาก ความชอบในจิตใจ ซึ่งนั่นเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกเสียทั้งหมด

 

จริงที่เราเป็นสัตว์โลก และเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะต้องมีอารมณ์ความรู้สึกเกิดขึ้น ผ่านทางผัสสะแล้วตรงมาก่อความรู้สึกต่างๆ ที่จิตใจ แต่กระนั้นมนุษย์ก็มีความพิเศษกว่าสัตว์อื่น คือ มีสมองที่มีประสิทธิภาพสามารถพัฒนาความคิด ไหวพริบ ความฉลาดได้อย่างต่อเนื่อง

 

พระพุทธเจ้าทรงเน้นย้ำเสมอว่า มนุษย์คือสัตว์ที่มีสติปัญญา เป็นสัตว์ที่สามารถพัฒนาตนเองให้กลายเป็นสัตว์ประเสริฐได้ ขอเพียงรู้จักฝึกฝน บ่มเพาะความรู้ความเข้าใจ ทำให้ตนเองมีทักษะทางจิตที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มนุษย์ผู้นั้นก็จะเป็นบุรุษที่เหนือกว่าบุรุษอื่นได้

 

นอกจากนี้ยังถือโอกาสนี้ในการแก้ไขความเข้าใจผิดของคำว่า สัตว์ประเสริฐ ที่คนเราชอบเอามาพูดกันว่า คนทั้งหมดคือสัตว์ประเสริฐ ซึ่งอันที่จริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้นครับ คนที่ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ คือคนที่สามารถฝึกตนเอง เกลาตนเองจนไม่ตกเป็นเหยื่อของกิเลส ของความอยาก ของสัญชาตญาณ หรือสิ่งผิดใดๆ เพราะแท้จริงแล้วมนุษย์ก็เริ่มต้นเหมือนสัตว์โลกอื่นๆ ที่ตกอยู่ในอำนาจของสัญชาตญาณและความอยากชนิดต่างๆ

 

แนวทางแห่งการเป็นสัตว์ประเสริฐกับแนวทางแห่งการเอาชนะความทุกข์ จึงต่างก็เป็นการฝึกฝนตัวเราให้มีความสามารถในการดำรงชีวิตได้อย่างห่างไกลความทุกข์ยิ่งขึ้นทั้งสิ้น

Read Full Post »

ก่อนจะเข้าเรื่องสำคัญต่อไปอยากเล่านิทานให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง เป็นนิทานสนุกๆ ที่แฝงสัจธรรมที่คงจะบอกอะไรได้บางอย่าง

 

โปรดอ่านและพิจารณากันดู ถ้ารอบแรกยังไม่เข้าใจขอให้อ่านสัก 2-3 รอบ

 

มีชาวนาจีนแก่ๆ คนหนึ่งเดินไปตามถนนบนมุ่งหน้าไปสู่ท้องนาของตนซึ่งเป็นกิจวัตรที่คุ้นตาของคนในละแวกนั้นบนบ่าของเขามีไม้พาดอยู่และที่ปลายไม้นั้นก็มีหม้อดินใส่แกงจืดเต้าหู้ผูกห้อยไว้ ซึ่งเขาเตรียมไว้กินในมื้อเที่ยงในนาของเขา

 

ในเช้าวันหนึ่งขณะที่เดินไปทำงานเหมือนเช่นเคยทุกวัน เขาเกิดเดินสะดุดก้อนหิน และหม้อดินก็หล่นลงกระทบพื้นแตกกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ชาวนาผู้เฒ่าคนนี้ก็ลุกขึ้นแล้วก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป โดยไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย

 

ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เดินตามหลังมาและเห็นเหตุการณ์มาโดยตลอด รีบวิ่งมาหา แล้วพูดด้วยความตื่นเต้นระคนสงสัยว่าว่า

 

“นี่ๆ ท่านพ่อเฒ่า ท่านไม่รู้เลยหรือว่าหม้อดินหล่นลงมาแตกกระจัดกระจายที่พื้นอย่างนี้ ท่านแก่เฒ่าและเลอะเลือนถึงขนาดจำอะไรไม่ได้เชียวหรือท่าน”

 

ชายชราหันไปมองชายหนุ่มและที่ริมฝีปากมีรอยยิ้มน้อยๆ ตอบว่า

 

“โธ่ พ่อหนุ่มข้ายังไม่แก่ปานนั้นหรอก และ ฉันรู้ ฉันได้ยินเสียงมันหล่นอยู่”

 

ชายหนุ่มยิ่งมีสีหน้างุนงงและประหลาดใจเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น

 

“อ้าวแล้วทำไมท่านไม่ย้อนกลับไปจัดการอะไรสักอย่างล่ะ”

 

สีหน้าของผู้เฒ่ายังคงระบายยิ้มด้วยความเอ็นดูและเมตตา

 

 ขณะที่ตอบชายหนุ่มด้วยคำพูดที่หนักแน่นชัดเจนว่า

 

“ก็หม้อดินมันแตกแล้วแกงจืดก็ไม่เหลือแล้วจะให้ฉันทำอะไรได้อีกล่ะ พ่อหนุ่มเอ๋ย”

 

พูดจบชายชราผู้มากด้วยประสบการณ์ชีวิตก็เดินหัวเราะเสียงดังและย่างเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงปล่อยให้ชายหนุ่มผู้หวังดียืนเกาหัวอยู่คนเดียว

 

ชายชราผู้มากด้วยประสบการณ์กำลังสอนชายหนุ่มและสอนคนที่มีปัญญาในทางอ้อมว่า

 

ในชีวิตของคนเรานั้นวันวานนี้สิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา อะไรที่สูญเสียไปแล้วใน อดีตนั้น มันเป็นสิ่งที่ไม่อาจเรียกมันให้ย้อนกลับคืนมาได้

 

แล้วทำไมคนเป็นจำนวนมากถึงมัวแต่มานั่งเสียเวลาคร่ำครวญกับสิ่งที่เปล่าประโยชน์ที่ผ่านเลยไปแล้วเมื่อวานและเหตุใดจึงไม่ยอมเสียเวลาและทุ่มเทไปกับสิ่งดีๆ ที่ควรจะทำในวันนี้และและจะส่งผลในอนาคต

 

หากเปรียบเทียบกับกรรมเก่าที่ติดตัวเรามา เราไม่สามารถที่จะไปแก้ไขอะไรได้แล้วเมื่อเกิดมาแล้ว มีแต่ความจริงในปัจจุบันเท่านั้น เราเรียนรู้ที่มาเรื่องกรรมต่างๆ เพื่อไม่ให้เราไปทำซ้ำให้ชีวิตพินาศลงไปอีก

 

เราเรียนรู้เรื่องธรรมเพื่อนำชีวิตเราไปสู่แสงสว่าง มี”สติ” ใคร่ครวญในสิ่งที่เกิดขึ้น รู้จักปล่อยวาง ทุกสรรพสิ่งในโลกมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปทั้งสิ้น ไม่มีอะไรยั่งยืนเลยแม้แต่สิ่งเดียว

 

อย่าไปนั่งคร่ำครวญอย่างเปล่าประโยชน์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิต ไม่ว่าเกิดมาจน เกิดมาเรียนไม่เก่ง ไม่สวย ไม่หล่อ หรือเจอปัญหาหนักๆ ในชีวิต

 

เอาเวลาของวันนี้มานั่งวางแผนพัฒนาชีวิตอย่างรัดกุม กระทำทุกอย่างแบบถูกต้องได้ผล ใช้ชีวิตและเตรียมรับมืออย่างชาญฉลาด เดินหน้าเพื่อให้วันนี้นั้นดีเสมอในทุกๆ วัน

 

ทุกๆ วันคือจุดเริ่มต้นใหม่ กรรมดีใหม่สร้างได้เสมอทุกนาที

 

ขอให้ สำรวจตรวจตราเพื่อเตรียมพร้อมที่จะรับความสุข ความร่ำรวยในชีวิต มีอะไรที่ควรจะแก้ ควรจะทำ ควรจะเปลี่ยนแปลงก็ควรทำไม่ต้อมา”เดี๋ยว” กันอีก เพราะชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก ขอให้มีความเชื่ออย่างมั่นคงว่า กรรมเป็นผู้ลิขิตชีวิตทุกชีวิตจริงแท้แน่นอนดังที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว

 

เราก็ย่อมเป็นผู้ลิขิตชีวิตเองได้ เลือกทางเดินของชีวิตเองได้โดยการกระทำทั้งสิ้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนนี้ไว้ว่า

 

“บุคคลตั้งอยู่ในตน คือสมบูรณ์แล้วด้วยตน สามารถจะทำกุศลแล้วถึงสวรรค์ หรือเพื่อยังมรรคให้เจริญ หรือทำให้แจ้งซึ่งผลได้ เพราะเหตุนั้นแหละ ตนแลพึงเป็นที่พึ่งของตน คนอื่นใครเล่า? พึงเป็นที่พึ่งของใครได้ เพราะบุคคลมีตนฝึกดีแล้ว จึงชื่อว่า ตนเองย่อมลิขิตตนเองได้ด้วยตนเอง”

 

ถึงแม้ในชาตินี้เราเป็นบัวประเภทไหนใน 4 เหล่า เพราะกรรมแต่งให้เกิดให้เป็นเช่นนั้นเราทุกคนก็สามารถพัฒนาตนเองได้ ใครที่ยังไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องนี้ ขอให้อ่านแบบละเอียดเพื่อเป็นกำลังใจในการมีธรรมนำทางและชีวิตจะเป็นสุขแน่นอนในชาตินี้

 

เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้แล้ว พระธรรมที่พระองค์ทรงบรรลุนั้นมีความละเอียดอ่อนและเต็มไปด้วยสัจธรรมที่สุขุมภีรภาพ อาจจะยากต่อบุคคลจะรู้ เข้าใจและปฏิบัติได้

 

ต่อมาพระพุทธองค์ได้ทรงพิจารณาอย่างลึกซึ้ง และทรงจำแนกบุคคลในโลกนี้ซึ่งมีหลายจำพวก บางพวกสอนได้ บางพวกสอนไม่ได้ พระพุทธองค์จึงเปรียบเหล่าคนทั้งหลายนี้เสมือนบัว 4 เหล่า ดังนี้

 

เหล่าที่ 1 บัวพ้นน้ำ

เป็นพวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิหรือความเห็นที่ชอบและถูกต้อง ถูกธรรม เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที (อุคฆฏิตัญญู)

 

เหล่าที่ 2 บัวปริ่มน้ำ

เป็นพวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิเมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้าเปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป (วิปจิตัญญู)

 

เหล่าที่ 3 บัวใต้น้ำ

เป็นพวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิเมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอมีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอบด้วยศรัทธา ความเลื่อมใส ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้าเปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง (เนยยะ)

 

เหล่าที่ 4 บัวในตม

พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือยังมีความเห็นไม่ตรง ไม่ถูกต้องถูกธรรม แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาที่แนวแน่ ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ที่รอเวลาที่จะตกเป็นอาหารของเต่าและปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน (ปทปรมะ)

 

แม้เวลาจะผ่านล่วงไปกว่า 2,500 ปีที่พระพุทธองค์ได้ตรัสแบ่งประเภทของคนออกเป็นดังดอกบัว 4 เหล่านี้ แต่กลุ่มบุคคลทั้ง 4 ประเภทนี้ก็มีอยู่ ยังคงเห็นทั่วไปในยุคปัจจุบัน หากจะเปรียบดังนักเรียนก็คงจะเห็นได้ชัด

 

คนบางคนก็หัวไว เรียนอะไรได้เร็ว จำแม่น ก็เหมือนบุคคลประเภทแรก

 

คนบางคนหัวปานกลาง แต่มีนิสัยใฝ่ดี ก็ต้องอ่านซ้ำๆ ซากๆ กันหน่อย แต่ในที่สุดก็จะผ่านการศึกษาการเล่าเรียนไป

 

คนบางคนอาจจะหัวไม่ดี แต่มีความขยัน ยังมีใจใฝ่เรียนบ้าง ซึ่งอาจจะต้องจ้ำจี้จ้ำไข ลงโทษ เฆี่ยนตีกัน อาจจะต้องซ้ำชั้นบ้าง แต่ในที่สุดก็อาจจะสอบผ่านได้

 

คนบางคนนั้น นอกจากหัวไม่ดีแล้ว ยังไม่สนใจเรียน จะเคี่ยวเข็ญเท่าใดก็ไม่สนใจที่จะเรียน เพราะอาจจะไม่เห็นประโยชน์ในการเรียน มองว่าเรียนไปไม่มีประโยชน์อะไรกับชีวิต

 

จึงเป็นเรื่องที่น่าใคร่ครวญและพิจารณาว่าหากต้องการให้ตนเองนั้นเป็นบัวพ้นน้ำต้องเริ่มต้นอย่างไรและทำอย่างไร ก่อนอื่นควรต้องรู้ว่า “จิตประภัสสร” หรือจิตเดิมของเราทุกคนนั้นใสและบริสุทธิ์เป็นปกติ แต่เมื่อเวลาผ่านไป จิตนั้นโดนสิ่งที่เข้ามากระทบจากภายนอกซึ่งก็คือกิเลส ที่อุดมไปด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง

 

กิเลสก็เหมือนเครื่องพรางตาทั้งหลาย ย่อมทำให้จิตไม่แจ่มใส ทำให้มืดมัว กิเลสปกคลุมใจหนาแน่นมาก ก็ทำให้จิตใจมืดมัวมาก ดังที่ท่านเปรียบกิเลสเช่นเมฆหมอกบนท้องฟ้า

 

จิตเดิมดังเช่นดวงอาทิตย์ที่มีความสว่างเจิดจ้าอยู่ในตัว เมฆเคลื่อนเข้าบดบัง ก็จะทำให้ความสว่างไม่ปรากฏ จิตที่มีกิเลสเข้าปกคลุมก็จะเศร้าหมอง ทั้งที่จิตเดิมนั้นมีความบริสุทธิ์ผ่องใสอยู่ในตัวเต็มที่

 

การที่จะชำระล้างจิตใจให้ใสสะอาดอีกครั้ง เพื่อเข้าใจในสภาวธรรมที่จะเป็นทางสายเอกที่จะนำพาชีวิตของตนให้พบกับความสุขและความเจริญนั้น

 

ควรเริ่มต้นตั้งแต่ปรับจิตให้ถูกต้อง มีความเห็นชอบ เห็นถูกต้องตามทำนองคลองธรรม รู้ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วจริง เปลี่ยนมิจฉาทิฏฐิให้เป็นสัมมาทิฏฐิให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฟังพระธรรมเพื่อความเข้าใจ ฟังเพื่อละความไม่รู้ (อวิชชา)

 

ฟังเพื่อเพิ่มพูนความรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน ถือเป็นการอบรม เจริญปัญญา (ความรู้ในสภาพธรรมตามความเป็นจริง) ทีละเล็กทีละน้อยแม้จะมีอุปสรรคขัดขวางไม่ว่าด้วยเหตุใด ก็ไม่ยอมแพ้ไม่ท้อถอย

 

ถือเอาความเพียรเป็นที่ตั้ง ซึ่งบางเรื่องอาจจะต้องใช้เวลามากก็คงไม่เป็นปัญหา เพราะใจนั้นมั่งคงเสียแล้ว หากมีปัญหาไม่เข้าใจก็หมั่นไปไต่ถามหาความรู้จากครูบาอาจารย์ เมื่อไม่ย่นย่อ ไม่ท้อถอย มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมมากขึ้น ปัญญาก็จะเจริญมากขึ้น

 

ปัญญาจะทำหน้าที่สำคัญ คือ การเข้าไปขจัดและทำให้เรารู้จักละกิเลส แต่เราไม่มีทางจะละกิเลสได้ด้วยความเป็นตัวตน เพราะความเป็นเราหรือตัวตนนี้ก็เป็นกิเลสด่านแรกที่ยิ่งใหญ่ เป็นการยากที่จะละความยึดถือความเป็นเรา ตัวกู ของกูนั้นมันใหญ่จนอาจจะมองไม่เห็นแสงสว่างแห่งธรรม

 

เพราะเรามีความยึดถือในตัวตนของเรามาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน จึงตั้งตนเป็นใหญ่บดบังความจริงของ 3 โลกที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้และมีพระเมตตาสั่งสอนแก่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย พระธรรมจะทำหน้าที่ขจัดความยืดถือนี้ลง ขจัดกิเลสที่ปิดบังความจริงทั้งมวล

 

พึงละความโกรธด้วยการให้ทาน พึงละความโลภด้วยการรักษาศีล พึงละความหลงด้วยการภาวนา

 

แม้ว่าในวันนี้เราทุกคนอาจจะเป็นบัวประเภทใดประเภทหนึ่งที่ยังไม่พ้นจากน้ำ ยังไม่ได้พบกับธรรมะจนเกิดสภาวธรรมอย่างแท้จริง แต่หากเรามีความตั้งใจจริง ละตัวตนมองเห็นในความจริง ความถูกต้องแห่งธรรมะ เราทุกคนสามารถพัฒนาตนเองไปทีละขั้น แม้ว่าจะเป็นบัวในตม บัวใต้น้ำ บัวปริ่มน้ำ แต่ด้วยความเพียรอย่างไม่ย่นย่อยอมแพ้

 

ในวันหนึ่ง ทุกคนก็จะกลายเป็นบัวพ้นน้ำ ได้สูดทุกลมหายใจแห่งความสุข สงบ สว่างตลอดกาล

 

ขอโปรดเข้าใจถึงคุณประโยชน์ในชีวิตให้ถ่องแท้ และรู้ซึ้งถึงโทษของคำว่า “เดี๋ยว” ที่ทำลายทุกอย่างในชีวิตเราได้

 

ทั้งๆ ที่ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นเลย

Read Full Post »

แรงบันดาลใจอย่างหนึ่งทำให้ต้องเขียนเรื่องนี้ก็คือ ที่ผ่านมาหลายปีนี้ มีท่านที่สงสัยได้ถามคำถามมามากมาย ถึงการที่จะทำให้ชีวิตนั้นพลิกจากที่ทุกข์ให้กลับกลายมาดี มีความสุขความเจริญมากขึ้นในชีวิต จากที่เคยมีปัญหาจะได้หมดปัญหา เห็นทุกท่านสนใจที่จะพยายามแก้ไข

แต่จากที่พูดคุยกันส่วนมากจะบอกว่าไม่มีเวลา ยังไม่พร้อม โอกาสอำนวยแล้วจะทำทันที จึงพอจะทราบสาเหตุแล้วว่า ทำไมคนที่เอาเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์จากครูบาอาจารย์ไปทำแล้วไม่เกิดผล หรือเกิดผลน้อยในชีวิต ทั้งๆ ที่ควรจะดี สุข รวยไปแล้วในชีวิตหรืออย่างน้อยปัญหาควรจะเบาบางลง

สาเหตุสำคัญเพราะคำว่า “เดี๋ยว” คำเดียวเท่านั้น

ซึ่งอยากจะบอกและเรียนให้ทราบว่า ถ้าอยากจะเปลี่ยนชีวิตจริงๆ อยากจะแก้ไขเรื่องเงินทองที่ทำให้ชีวิตลำบาก การทะเลาะวิวาทความไม่เข้าใจในครอบครัว การค้าขายที่ยังไม่เกิดผลดี การทำงานอะไรก็ตามที่มีแต่ปัญหาปวดหัว โรคเวรโรคกรรมหรือ เรื่องใดๆ ก็ตามที่ทำให้เราไม่สบายใจ

ให้ทิ้งคำว่า “เดี๋ยว” ออกไปจากชีวิตเสียตั้งแต่วินาทีนี้ เพราะคำว่า “เดี๋ยว”ไม่เคยเกิดผลดีกับชีวิตเลยแม้แต่น้อย

คำว่า “เดี๋ยว” จริงๆ แล้วหมายความว่ายังไม่ทำ ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงกรรม ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นต่อชีวิตอะไรเลยแม้แต่ปลายนิ้วก้อย แค่เพียงแต่คิดและไม่ได้ลงมือทำ จะไม่มีทางแก้ปัญหาได้เลยแม้แต่ปัญหาเดียว ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กเพียงใด

ขอเป็นกำลังใจให้ทิ้งคำว่า “เดี๋ยว” ให้หมดไปจากชีวิต ยิ่งเหลือน้อยเท่าไหร่ ชีวิตจะเริ่มดีขึ้นทันที

“เดี๋ยว” ค่อยสร้างบุญกุศล มีเวลาค่อยขออโหสิกรรม ขอชดใช้ขออภัยในสิ่งที่ล่วงเกินคนอื่น “เดี๋ยว” จะทำตัวใหม่ ลด ละเลิกกรรมไม่ดีที่ไม่ต้องรอให้กรรมส่งผลก็รู้แก่ใจตัวเองดีถึงโทษอยู่แล้ว

วันๆ มัวแต่ “เดี๋ยว” จนเวรกรรมนั้นตามมาทัน เจ้ากรรมนายเวรเขาตามมาล้างแค้นจนชีวิตพังพินาศ

อยากทำทาน ก็ทำไปเลยอย่าไปอ้างโน่น อ้างนี่ว่าไม่มีเวลา ไม่เจอใคร งานยุ่งมีมากมายสารพัดข้ออ้างที่จะสรรหามาอ้าง การทำทานนั้นทำที่บ้านก็ได้ง่ายๆ โดยตั้งจิตเอาเงินใส่กระปุกวันละสลึง วันละบาท เมื่อมีเวลาก็เอาไปถวายวัด ถ้าไม่มีเงินก็เอาแรงไปช่วยคนอื่นทำงาน หรือไปช่วยเก็บดอกไม้ เก็บเศษใบไม้ในวัด หรือแม้แต่ข้างทาง ข้างถนนก็ถือว่าได้สร้างทานแล้ว

อยากถือศีล เพื่อเป็นเกราะป้องกันชีวิตไม่ให้ไปเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ต้องตั้งใจแล้วทำเลย เพราะทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกนาทีของชีวิต ใช้การสมาทานรักษาศีลเพียงไม่กี่นาที และคอยระมัดระวังในแต่ละวันชีวิตก็ดีขึ้นทันที

อยากทำสมาธิไม่ว่าด้วยเหตุผลใด เพื่อสงบจิตใจ ชำระล้างสิ่งต่างๆ ที่มันรกอยู่ในจิต การจะทำสมาธิเพื่อขออโหสิกรรมเจ้ากรรมนายเวร เพื่ออุทิศบุญใดๆ ก็ขอให้ลงมือทำเลย เพียงนั่ง นอน หรือเดิน หรือทำงานอยู่ก็กำหนดจิตเป็นสมาธิได้

โปรดอย่าเอาคำว่า “เดี๋ยว” มาหยุดความเจริญและโชคลาภที่ควรจะหลั่งไหลมาสู่ของตนเองเลย

ในทางโลกนั้นคำว่า “เดี๋ยว” นี้ทำให้คนที่ชอบใช้คำนี้ติดปากเป็นประจำจนกลายเป็นนิสัยไม่ดีติดตัว นิสัยไม่ดีบางอย่างนั้นหลายคนไม่ทราบว่าเป็นตัวการสำคัญหรือกรรมที่จะหยุดความเจริญ ซึ่งจะอธิบายอย่างละเอียดในบทต่อไป

เรามาดู คำว่า “เดี๋ยว” นั้นให้ผลร้ายอย่างไรกับชีวิตบ้าง อาจจะจะทำให้ดูเหมือนเป็นคนที่ขี้เกียจทั้งๆ ที่อาจจะไม่ขี้เกียจก็ได้ อาจจะดูเหมือนเป็นคนด้อยปัญญาไม่เห็นคุณค่าของเวลาที่มีค่ามาก หลายคนใช้คำว่า “เดี๋ยว” ทำให้หมดโอกาสที่จะแก้ตัวอะไรได้เลยในชีวิต

“เดี๋ยว” จะล้างเท้าพ่อแม่ ล้างเท้าผู้มีพระคุณ

“เดี๋ยว” จะพาพ่อแม่ไปกินอะไรดีๆ อร่อยๆ ในชีวิต

เพราะคำว่า “เดี๋ยว” ทำให้อาจจะไม่มีโอกาสได้ทำเลยสักครั้งในชีวิตเพราะท่านอาจจะมาด่วนจากไปเสียก่อน

“เดี๋ยว” ค่อยๆ เก็บเงินทองก็ได้ เที่ยว เล่น กินให้คุ้มในช่วงชีวิต พอคิดได้ก็หมดเวลาแล้ว เพราะแก่เฒ่าชรา จนหมดเรี่ยวแรงจะทำมาหากิน

“เดี๋ยว” จะลงมือทำงานให้เสร็จ แต่ในที่สุดก็ไม่ทำ หรือแม้แต่ลงมือทำก็จริงแต่เสร็จแบบลวกๆ ไม่มีคุณค่าหรือเกิดประโยชน์น้อยมาก ซึ่งถ้าลงมือทำแบบไม่ “เดี๋ยว” งานก็จะเสร็จเรียบร้อยดี เจ้านายก็รัก เพื่อนร่วมงานก็ชอบ ส่งเสริมให้กลายเป็นที่คนเชื่อถือในการทำงาน เป็นคนไม่จับจด เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ

คนที่เป็นนักเรียน นักศึกษา ไม่ยอมอ่านหนังสือ ไม่ยอมทบทวนตำราเลย ประมาทชะล่าใจ มีคำติดปากว่า “เดี๋ยวๆ ๆ ๆ ๆ” และในใจคิดว่ายังมีเวลาอีกเยอะ จนในที่สุดอ่านหนังสือไม่ทัน สอบได้เกรดไม่ดีหรือบางคนต้องสอบตกด้วยซ้ำ

พ่อค้าแม้ค้า รู้ทั้งว่าการค้าที่จะดีขึ้น ลูกค้ามากมายเพราะคุณภาพของสินค้า การถือสัจจะ และการตรงต่อเวลา ไม่มีลูกค้าที่ไหน เมื่อมาร้านแล้วเจอร้านปิดบ้าง เปิดบ้าง เพราะพ่อค้าแม่ค้าเหล่านั้น คิดว่า “เดี๋ยว” ค่อยไปเปิดร้านยังเช้าไป ยังไม่มีคนมาหรอก หรือ “เดี๋ยว” ค่อยเพิ่มสิ่งดีๆ ให้กับลูกค้าก็ได้

ในหลายคนยอมอดทนนั่งรอเป็น 4-5 ชั่วโมงเพื่อรอดูดารา นักแสดงมาเล่นคอนเสิร์ต หลายคนยอมอดหลับอดนอนเพื่อดูถ่ายทอดสดกีฬา หลายคนยอมยืนรอเข้าคิวต่อคิวซื้อสินค้าไอทีที่ออกมาใหม่เป็นวันๆ ได้ร้อนหรือฝนตกแค่ไหนก็ทน

แต่เรื่องที่ทำให้ตนเองมีชีวิตที่ดี กลับทนไม่ได้ที่จะทำ บอกว่าเหนื่อย ไม่มีเวลา ยุ่งมาก ยังไม่พร้อม เหมือนกับเราไม่ให้ความสำคัญของชีวิตตัวเอง

เพราะคำว่า “เดี๋ยว” ทำลายอนาคตที่ดี ซึ่งไม่ได้มากจากใครทำทั้งนั้น เราทำตัวเราเอง

อีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนมองข้ามคือ เรื่องการมีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ ในช่วงที่วิบากกรรมเข้าหรือในช่วงที่ชีวิตมีปัญหาตกต่ำ ขอให้สังเกตเถิดว่า ใจของเรานั้นเป็นอย่างไร

ส่วนมาก “กำลังใจ” จะตกแทบคิดอะไรไม่ออกหรือไม่มีใจจะทำอะไร มันห่อเหี่ยวหมดหวังอย่างไรพิกล ยิ่งใจตกคาไหน การแก้ปัญหาก็จะมากขึ้นด้วย ตามนั้น รวมถึงอาจจะส่งผลไปถึงร่างกายที่อาจจะรวนตามไปด้วย

โปรดอย่าลืมว่าเพราะ “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” ทั้งสองสิ่งนี้สัมพันธ์กันเสมอ

กรรมนั้นเกิดที่ใจ และทำให้เบาลงด้วยใจด้วยเช่นกัน ถ้าเราคิดว่ามันทุกข์มาก มันก็จะทุกข์มากตามที่ใจเราคิด เห็นคนมากมายที่น่าจะทุกข์มากเมื่อเกิดวิกฤตชีวิตแต่ทำไมเขายังยิ้มได้ สู้ชีวิต สู้กรรมอย่างไม่ย่อท้อ

โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพนั้นสำคัญ ส่วนมากจะ “เดี๋ยว” กันทั้งนั้น “เดี๋ยว” ค่อยกินอาหารที่เป็นประโยชน์ “เดี๋ยว” ค่อยไปหาหมอยังไม่เป็นอะไรมาก พอรู้ตัวอีกที “เดี๋ยว” ก็เอาไปเผาที่ป่าช้าเสียแล้ว ไม่ทันได้แก้ไขอะไรสักอย่าง

ขอให้หมั่นดูแล “ใจ” และ “กาย” ให้ดียิ่งในช่วงวิบากกรรมไม่ดีเข้า ถ้าร่างกายแข็งแรงโอกาสจะสร้างกรรมดีก็มีมาก กรรมดีที่เกิดขึ้นก็ยิ่งช่วยคลายวิบากกรรมไม่ดีได้มากเช่นกัน

คนที่เข้าใจเรื่องกรรมดี มักจะไม่มีคำว่าท้อใจ และไม่มีคำว่า “เดี๋ยว” ในชีวิต และถึงจะมีก็น้อย เพราะยอมรับกรรมที่ทำให้เกิดมาเป็นอย่างไรในชาตินี้ แต่ไม่ยอมแพ้กรรมเก่า สร้างกรรมใหม่ขึ้นมา เพื่อพาตนเองหนีให้พ้นจากวิบากกรรมเก่าที่ติดตัวมาหรือกำลังตามไล่ล่าอยู่

บางคนเกิดมาไม่สวย ไม่หล่อ ไม่รวย หรืออาจจะร่างการพิการไม่สมประกอบแต่ยังยิ้มรับ ยิ้มสู้กรรมเก่าได้อย่างทระนง พยายามสร้างบุญกุศลใหม่เพราะเชื่อมั่นว่า ด้วยบุญที่ทำนั้นจะสามารถพาให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น หรืออย่างน้อยก็ไปทำบาปกรรมไม่ดีซ้ำไปอีก เพราะกลัวว่าชาติต่อไปก็จะเจอความลำบากหรือความไม่มีอีกในชีวิต

สิ่งหนึ่งที่เราอาจจะไม่ทราบถึง คำสอนสำคัญที่มาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าที่จะทำให้ชีวิตนั้นพ้นทุกข์ได้อย่างเด็ดขาดก็คือ การที่จะต้องลด ละ เลิกสิ่งที่เป็นกรรมไม่ดีก่อนเป็นอันดับแรก และตามมาด้วยการสร้างกรรมดีเป็นอันดับที่สอง

หลายคนที่ชีวิตไม่ดีขึ้นเพราะไม่เข้าใจเคล็ดลับพ้นทุกข์นี้อย่างถ่องแท้

บางคนเมื่อเกิดทุกข์ เจอวิบากกรรมหนักๆ จึงวิ่งวุ่นไปทำบุญแก้กรรมกันหมด ทำแต่ภายนอกหวังบุญช่วย ทั้งๆ ที่ต้องแก้จากข้างในคือ ที่ตัวเองเสียก่อนถึงจะสำเร็จ พลานุภาพแห่งบุญและอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านถึงจะเข้ามาช่วยได้

เพราะความไม่เข้าใจในเรื่องนี้ ชีวิตก็ยังไม่หยุดสร้างบาปกรรม เรียกว่าทำไปพร้อมๆ กรรมดีจึงส่งผลไม่ได้ เพราะมีกรรมชั่วที่ทำด้วยไปขวางเอาไว้ ต้องหยุดกรรมชั่วเสียก่อนทันทีไม่มีคำว่า “เดี๋ยว” ในทุกนาทีของชีวิต กรรมดีจะได้ส่งผลเต็มที่

จำง่ายๆ ว่าถ้าอยากให้ชีวิตดีแบบทันตาเห็นต้องหยุด ลด ละ เลิกกรรมชั่วทันที และหมั่นสร้างกรรมดีอย่างไม่ลดละ

อีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เรามีกำลังใจในการสร้างกรรมดีก็คือ กรรมในปัจจุบันมีผลต่อชีวิตเรามากกว่ากรรมเก่าหลายเท่า พระพุทธองค์จึงเน้นว่า กรรมในปัจจุบันสำคัญที่สุด อย่าไปกลัวอดีตหรือกรรมเก่าเลย

การยอมรับในสิ่งที่เรา “เป็น” และ “มี” ในปัจจุบันหรือในชาตินี้เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะ ช่วยทำให้เข้าใจความเป็นจริงและสามารถที่จะเข้าใจสภาวะโลก เข้าใจสภาวธรรมมากขึ้น

เมื่อ “ใจ” ยอมรับแล้วก็ง่ายๆ ที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเองให้ดีขึ้น ไม่มานั่งคิดทำนองว่า

“ทำไมฉันถึงเป็นเช่นนี้”

“ทำไมฉันถึงจน ไม่รวยเหมือนคนอื่นเขา”

“ทำไมฉันถึงไม่มีโชคมีลาภเหมือนคนนั้น คนนี้”

บอกแล้วว่าถ้าเรายอมรับบุญเก่าได้ว่าเราทำมาแค่นี้ แต่เราสามารถทำให้ชีวิตนั้นดีขึ้นด้วยบุญใหม่ ที่เราทำได้โดยไม่ต้อง “เดี๋ยว”

Read Full Post »

ความทุกข์นั้นเกิดขึ้นได้หลากหลายจริงๆ ครับ ไม่ว่าจะเรื่องชีวิตทั่วไปหรือเศรษฐกิจการงานการเงินก็ก่อให้เกิดทุกข์ได้ แม้แต่การพยายามที่จะกำจัดทำลายความทุกข์ บางครั้งมันก็กลายเป็นตัวสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก

 

เป็นเรื่องปกติที่คนเราจะไม่ชอบทุกข์ เมื่อไรที่มีทุกข์ก็จะหาทางปลดปล่อยตัวเองให้พ้นจากความทุกข์ ทำให้มันไปพ้นๆ แต่ปัญหาคือบางคนเลือกที่จะแก้ไขความทุกข์ด้วยแนวทางอันไม่ถูกต้อง เช่น

 

– ใช้อารมณ์ด้านลบเชิงทำลายล้าง โดยหวังว่ามันจะทำให้ปัญหายุติลง เช่น พอมีปัญหาเรื่องงานหรือคนในครอบครัวขัดแย้งกัน ก็ใช้กำลังดุด่าอีกฝ่ายโดยหวังจะให้ฝ่ายตรงข้ามกลัว เราจะได้เป็นฝ่ายชนะและปัญหาจะได้จบลง แต่ส่วนมากแล้วการใช้อารมณ์มักเป็นการยั่วยุให้อีกฝ่ายเกิดโทสะขึ้นมา ทำให้ปัญหาลุกลามกลายเป็นการทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายไปเสียอีก

 

– ใช้อารมณ์ด้านลบแบบแสดงความอ่อนแอ หลายคนก็เลือกจะใช้น้ำตาหรือความน่าสงสารเป็นตัวช่วยให้ปัญหาบรรเทาลง เช่น พอตัวเองมีหนี้สินก็ใช้วิธีทำให้เจ้าหนี้สงสารเพื่อจะได้สามารถผัดผ่อนหนี้สินออกไป ซึ่งในบางครั้งการทำเช่นนั้นก็อาจยืดเวลาการชำระหนี้ออกไปได้ ทว่าหากเอาแต่ใช้วิธีนี้จนติดเป็นนิสัย เจ้าตัวก็จะกลายเป็นคนหนีปัญหา แม้จะเอาตัวรอดได้ แต่ปัญหาที่แท้ก็ยังอยู่ ซึ่งมันก็จะค่อยๆ สะสมจนขยายขนาดเป็นปัญหาใหญ่ได้ และความทุกข์ที่มากกว่าเดิมก็จะตรงมาหาเรา

 

– ปรึกษาคนพาล แนะนำทางผิด การแก้ปัญหาโดยขอคำปรึกษาจากผู้อื่น อันที่จริงแล้วเป็นแนวทางที่ดี เพราะบางครั้งเมื่อเราเจอความทุกข์ก็จะไม่สามารถเอาชนะปัญหาได้ด้วยตนเองเพียงลำพัง แต่หากเราไปปรึกษาคนพาลที่พาลพาเราไปหาทางที่ผิด เช่น แนะนำให้โกง แนะนำให้ใช้กำลัง แนะนำให้เล่นไม่ซื่อแล้ว แทนที่จะเป็นการแก้ปัญหา มันกลับจะทำให้เราต้องเจอเรื่องทุกข์ทวีคูณขึ้นไปอีก

 

– เอาแต่คิด ทว่าไม่ทำ หลายคนทีเดียวที่ชอบคิดแนวทางแก้ปัญหาทุกครั้ง รวมถึงมีความรู้เกี่ยวกับเหตุแห่งทุกข์และแนวทางการดับทุกข์ แต่กลับไม่ลงมือทำ เอาแต่รีรอหรือไม่ก็ขาดความมั่นใจในตนเอง จนในที่สุดปัญหานั้นก็ยังคงทำให้เราทุกข์อย่างต่อเนื่องต่อไป

 

– ลงมือแก้ปัญหาอย่างงูๆ ปลาๆ นี่ก็อีกหนึ่งจำพวก ที่พร้อมลงมือแก้ปัญหา แต่ทว่าเป็นในเชิงทำก่อนคิด ไม่มีความรู้หรือทักษะเพียงพอที่จะจัดการทุกข์อย่างถูกต้อง

 

– เอาแต่คิดว่า “ถ้า” อย่างนั้น “ถ้า” อย่างนี้ นี่ก็ถือเป็นการแก้ปัญหายอดฮิตที่ไม่ได้ช่วยจบปัญหาแต่อย่างใด ได้แก่ การคิดหมกมุ่นย้อนไปที่อดีต ว่าถ้าเราไม่ทำเช่นนั้นคงดี ถ้าไม่ทำเช่นนี้ก็คงสบายไปแล้ว

 

– การโทษคนอื่น ที่สุดแห่งการแก้ปัญหาหรือความทุกข์ผิดวิธี คือ การโทษคนอื่นสำหรับความทุกข์ที่เกิดกับเรา ซึ่งแม้เหตุแห่งทุกข์ของเราจะเกิดเพราะความผิดของคนอื่นจริงๆ ก็ตาม แต่นาทีนั้นความทุกข์ได้มาอยู่ประจำกับเราเป็นที่เรียบร้อย และคนๆ เดียวที่จะทำให้ทุกข์ของเราหายไปได้ก็คือตัวเราเองเท่านั้น การโทษคนอื่นไม่ทำให้ปัญหาหายไป แต่การรับผิดชอบแต่ผลแห่งทุกข์ที่เกิดขึ้นกับเราแล้วต่างหากถึงจะนำพาเราไปสู่ทางออกได้

 

แนวทางของพุทธศาสนานั้น ไม่ว่าจะทำอะไร เราก็จะต้องไตร่ตรอง ใช้สติเป็นตัวนำทางเสมอ ดำรงชีวิตอยู่บนความไม่ประมาท ซึ่งก็เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับทฤษฎีทางจิตวิทยาของชาติตะวันตก ที่เน้นย้ำเสมอว่าก่อนจะลงมือทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การใช้ชีวิต การเอาชนะปัญหา หรือการเริ่มต้นสิ่งใหม่ เราก็ต้องมีการคิดก่อนทำ เพื่อจะได้ลงมือทำให้เกิดผลอันเป็นคุณประโยชน์ต่อตัวเรา

 

การเอาชนะทุกข์อย่างถูกต้องนั้น เราไม่ต้องใจร้อน ไม่ต้องรีบเร่งจนเกินไป จงเตือนสติตนเองด้วยหลักแห่งการเดินทางสายกลาง ซึ่งสอนให้เราทำอะไรอย่างพอเหมาะ ไม่ต้องเร็วเกินไป เพียงแค่ใช้สติค่อยๆ ตรึกตรอง ขอแค่เราใช้สติ ปัญญา สัมปชัญญะ เป็นเครื่องนำทางแล้ว ทางออกของปัญหาก็จะปรากฏได้ในเวลาอันเหมาะควร

Read Full Post »

Older Posts »