Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for มกราคม, 2012

บทสวดต่างๆ

จากนี้ไปจะบอกถึงทุกขั้นตอนในการเริ่มสร้างบุญอย่างละเอียด ในบทคาถาที่ใช้ต่อท้ายนั้น เป็นของ ธ.ธรรมรักษ์ เอง สำหรับท่านที่จะสวดเพิ่มเติมคาถาหรือบทสวดใดก็ขอให้ท่านเลือกสวดได้ตามใจที่ท่านปรารถนาเพราะดีทุกบทแน่นอน

บทสวดชุมนุมเทวดา

ผะริตะวานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา อะวิกขิตตะจิตตา ปะริตัง ภะณันตุ สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน ทีเปรัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา ติฏฐันตา สันติเก ยังมุนิวะระวะจะนัง สาธะโวเม สุณันตุฯ ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา…

คำแปล:

ท่านผู้เจริญ ผู้มีเมตตาขอจงแผ่เมตตาจิตไป อย่าได้มีจิตฟุ้งซ่านสวดพระปริตรเทอญ ขอเชิญเทวดาทั้งหลายซึ่งสิงสถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นกามภพ ในชั้นรูปภพ สิงสถิตอยู่บนยอดเขา และที่หุบผา ทั้งที่มีวิมานอยู่ในอากาศ และภุมมเทวดาทั้งหลาย ซึ่งสิงสถิตอยู่ในทวีป ในรัฐ ในหมู่บ้าน บนต้นไม้ ในป่าชัฏ ในเหย้าเรือน และเรือกสวนไร่นา ตลอดทั้งเหล่ายักษ์ คนธรรพ์ และเหล่านาคทั้งหลาย ผู้เป็นสาธุชน ซึ่งอยู่ในน้ำ บนบก ที่ลุ่ม และที่ดอน จงมาชุมนุมกัน ขอเชิญฟังคำของพระมุนีเจ้าผู้ประเสริฐ

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม

คำบูชาพระรัตนตรัย

อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ (ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระพุทธเจ้า ด้วยเครื่องสักการะนี้)

อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อะภิปูชะยามิ (ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระธรรม ด้วยเครื่องสักการะนี้) อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อะภิปูชะยามิ (ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระสงฆ์ ด้วยเครื่องสักการะนี้) คำบูชาพระรัตนตรัย

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ

(กราบครั้งที่หนึ่ง ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า)

สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ

(กราบครั้งที่สองให้นึกพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่พาเหล่าสรรพสัตว์ออกจากทุกข์) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ

(กราบครั้งที่สาม ให้ระลึกถึงพระสงฆ์ผู้สืบทอดเผยแผ่พระพุทธศาสนา)

 

คำขมาพระรัตนตรัย

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ

นมัสการพระพุทธเจ้า

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

*ระหว่างที่เราเริ่มตั้งนะโมฯ ก็ให้เรานำเงินมา จบเอาไว้ในมือ จะกี่บาทก็ได้ 5 บาท 10 บาท หรือ 20 บาท หรือจะมากกว่านั้นตามแต่ศรัทธา จากนั้นก็เริ่มสวดบทต่อไป

 

บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ. สวากขาโต ภะคะวา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ. (อ่านว่าวิญญูฮีติ) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสสะ ยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย อัญชะลีกะระนีโย อะนุตตะรัง ปุญญะเขตตัง โลกัสสา

 

คำกล่าวบูชาไตรสรณคมน์

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

 

คำอาราธนาศีล

มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ  ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ  ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ  ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ

(****ถ้า ศีล ๘ ให้เปลี่ยน ปัญจะ เป็น อัฏฐะ) 

คำสมาทานศีล 5

1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ

2. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ

3. กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ

4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ 5.

5. สุราเมระยะมัจฉะปะมาทะถานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

 

คำสมาทานศีล 8 (สำหรับผู้ที่ต้องการรักษาศีลบริสุทธิ์มากขึ้น)

1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ 2. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ 3. อะพรัหมะจะริยา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ 5. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ 6. วิกาละโภชนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ 7. นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะ- มัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ 8. อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

****เหตุผลที่จะต้อง สมาทานศีล 5 หรือศีล 8 ก่อนนั้นเป็นเพราะพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ต้องมีศีล 5 จึงจะได้ผลดี ไม่ใช่ว่าสวดมนต์ทุกวัน แต่ไม่มีศีล 5 ในใจ การสวดมนต์ก็เป็นเพียงการท่องจำไม่มีประโยชน์ และเป็นการทำให้ตัวเองบริสุทธิ์เป็นภาชนะที่สะอาดพร้อมที่จะรองรับสิ่งดีที่จะเข้ามาในชีวิต

สำหรับการถือศีล 8 นั้นจะยิ่งดีมากๆ  ในวันเกิดของตนในรอบสัปดาห์หรือวันพระต่างๆ  ซึ่งแล้วแต่การพิจารณาของท่านเอง หลังจากนี้จะเป็นบทสวดคาถาที่ท่านสามารถเลือกเอาตามที่ชอบ หรือจะเอาตามบทสวดข้างล่างนี้ได้เลย

คาถาหลวงพ่อโอภาสี

อิติสุคโต อะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ ปฐะวีคงคา พระภุมมะเทวา ขะมามิหัง (3 ครั้ง)

คาถาพระมหาจักรพรรดิ์

นะโมพุทธายะพระพุทธะ ไตรรัตนะญาณ มณีนพรัตน์

สีสะหัสสะ สุธรรมาพุทโธ ธัมโม สังโฆ ยะธาพุทโมนะ

พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา

อัคคีทานัง วะรังคันธัง สีวลีจะมหาเถรัง

อะหังวันทามิ ทูระโต อะหังวันทามิ ธาตุโย

อะหังวันทามิ สัพพะโส พุทธะ ธัมมะ สังฆะปูเชมิ (สวด 9 จบ)

*****แล้วน้อมพลังพระเข้าตัวด้วยบทนี้

สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา

พะลัปปัตตาปัจเจกานัญ จะยังพลัง

อรหันตานัญ จะเตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส (5 จบ)

พุทธังอธิษฐามิ ธัมมังอธิษฐามิ สังฆังอธิษฐามิ

คาถาเงินล้าน เมตตาจากหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ

สัมปะจิตฉามิ

นาสังสิโม พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ (คาถาปัดอุปสรรค) พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม (คาถาเงินแสน) มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม (คาถาลาภไม่ขาดสาย) มิเตพาหุหะติ (คาถาเงินล้าน) พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม (คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า) สัมปะติจฉามิ (คาถาเร่งลาภให้ได้เร็วขึ้น) เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ …… (บูชา 9 จบ ตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด ข้อความอธิบายในวงเล็บไม่ต้องสวด) (พรหมา-อ่านว่า พรม-มา) (สวาโหม-อ่านว่า สะ-หวา-โหม)

****คนที่ต้องการรวยมีเงินหรือเดือดร้อนเรื่องเงินอย่างหนัก ขอแนะนำว่า ต้องสวดคาถานี้ทุกวันยิ่งมากจบยิ่งดี  และห้ามกินเหล้า เล่นการพนัน ต้องรักษาสัจจะยิ่งชีวิต พูดแล้วต้องทำได้ ถ้าทำไม่ได้อย่าไปรับปากคนอื่น ทั้ง 3 ข้อนี้เป็นข้อห้ามอย่างเด็ดขาด ใครทำได้บอกได้คำเดียวว่าพบกับความรวยแน่นอน

คาถาพาหุงมหากา หรือ พุทธชัยมงคลคาถา (ถวายพรพระ) 1. พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ 2. มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ 3. นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง เมตตัมพุเสกะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ 4. อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโย ชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ 5. กัตตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ 6. สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ 7. นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ 8. ทุคคาหะ ทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถาโย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะ (สวดจบแล้วแนะนำว่าให้กลับมาสวด พระพุทธคุณ บทเดียวหรือ 9 จบ หรือเท่าอายุบวกหนึ่ง)

ซึ่งเมื่อสวดทุกคาถาครบถ้วนก็ถือว่าวันนี้เราได้เป็นผู้มีศีลและสวดมนต์เสร็จแล้ว ต่อจากนั้น ให้ทำสมาธิอีกระยะหนึ่ง สำหรับคนที่ไม่เคยนั่งให้นั่งในท่าสบายๆ  อย่าไปเกร็ง เอามือซ้ายทับมือขวา ขาขวาทับขาซ้ายหรือนั่งในท่าที่ตัวเองรู้สึกสบายๆ  หลับตา

สูดลมหายใจเข้าให้ ภาวนาคำว่า “พุท” หายใจออกเป็น “โธ” ปล่อยใจให้สบายนึกถึงพระพุทธรูปหรือพระอริยสงฆ์ที่เราเคารพก็ได้ นั่งสัก 5- 10 นาทีให้ใจสงบ อย่าไปบังคับลมหายใจปล่อยไปเรื่อยๆ  เหมือนเราหายใจปกติ (หากมีอาการวูบวาบหรือเกิดนิมิตเห็นอะไรไม่ต้องตกใจ ให้หายใจลึกๆ  2- 3 ครั้ง นิมิตต่างๆ  ก็จะหายไป ถ้ารู้สึกเจ็บหรือปวดเมื่อยตรงไหน ให้เอาใจไปจับตรงที่รู้สึกเจ็บ สักระยะหนึ่งก็จะหายปวด)

เมื่อรู้สึกว่าจิตนิ่งดีแล้ว ขอให้พิจารณาเรื่องการเกิด แก่ เจ็บตาย อันเป็นเรื่องอนิจจัง อันเป็นเรื่องธรรมดาของโลก เรื่องปัญหาที่เกิดขึ้น มองค้นหาถึงสาเหตุที่แท้จริงและการที่จะแก้ไขได้ หลายคนพิจาณาจนค้นพบความสุขที่แท้จริงของชีวิต ว่าเรื่องของทรัพย์สมบัติภายนอกเป็นเรื่องของวัตถุที่ต้องมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ต้องดับไปไม่มีอะไรจีรีงยั่งยืน ใจจะเป็นสุขถอดถอนจากกิเลส ลดความอยากได้ อยากมีลงในชีวิตได้

 

ในการพิจาณานี้ถือว่าเป็นการเจริญวิปัสสนา ซึ่งเป็นมหาบุญกุศลและมีประโยชน์มากในชีวิตของคนเราทุกคน

 

ดังที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้ว่า การทำสมาธินั้นเมื่อกับการที่เราต้มน้ำร้อน ถ้าไม่เจริญวิปัสสนาต่อ ก็เหมือนต้มน้ำร้อนเสร็จแล้วเอาน้ำร้อนเททิ้งเสียไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย คนที่มีปัญญาต้องเอาน้ำร้อนนั้นไปใช้ประโยชน์ด้วย เหมือนกับการทำสมาธิในเบื้องต้นเพื่อให้จิตนั้นนิ่งมีกำลังเราเรียกว่า “สมถกรรมฐาน” หรือสมาธิภาวนา คือการฝึกจิตให้เกิดความสงบ ที่เราเรียกกันตามประสาชาวบ้านว่าการทำ “สมาธิ

 

แต่เมื่อนิ่งแล้วต้องเอาจิตนั้นมาพิจารณาให้เกิดประโยชน์กับตัวเราเองเป็นการ”เจริญวิปัสสนากรรมฐาน” คือ การฝึกอบรมจิตที่สงบแล้วนั้นให้เกิดปัญญา เป็นความรู้แจ้งเห็นจริงตามสภาพที่เป็นจริง การเจริญวิปัสสนานั้น เป็นการทำสมาธิขั้นสูงสุดได้มหาบุญกุศลที่สุด

เมื่อได้ทำสมาธิจนสมควรแก่เวลาเมื่อจะออกจากสมาธิ ให้ทำใจให้อภัย ให้อโหสิกรรมกับเจ้ากรรมนายเวร คนที่ทำให้เราขุ่นข้องหมองใจ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม สัตว์ก็ตาม เมื่อให้อโหสิกรรมเสร็จแล้ว

ให้อธิษฐานดังนี้เสียก่อน

            “ข้าพเจ้า………………….(ชื่อของเรา ถ้ามีการเปลี่ยนชื่อให้บอกทั้งชื่อเก่าและชื่อใหม่แต่ถ้าเปลี่ยนมาหลายครั้งจนจำไม่ได้ให้ใช้ชื่อเก่า)

ขออุทิศบุญที่เกิดขึ้นจากการทำทาน ศีล ภาวนา ที่สำเร็จแล้วในวันนี้ และที่เคยทำมาในอดีตชาติรวมถึงที่จะมีขึ้นในปัจจุบัน น้อมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ถวายและมีส่วนร่วมในพระบุญบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ตั้งแต่องค์ปฐมจนถึงองค์ปัจจุบัน พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอรหันต์เจ้า พระโพธิสัตว์ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี เพื่อโมทนาพระคุณความดีของพระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์ทุกพระองค์ ทุกองค์ ทุกท่านจนถึงที่สุด

โดยเฉพาะหลวงปู่ทวด หลวงปู่แสง สมเด็จโต ครูบาศรีวิชัย หลวงปู่มั่น หลวงปู่ฝั้น หลวงพ่อปาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ หลวงพ่อสด หลวงพ่อโอภาสี หลวงปู่โต๊ะ หลวงปู่ดู่ หลวงพ่อเกษม หลวงปู่แหวน หลวงปู่สิม หลวงปู่ดู่ และครูบาอาจารย์ที่ไม่ได้เอ่ยนามทั้งสิ้นทั้งปวง (สำหรับพระอริยสงฆ์ครูบาอาจารย์ที่ยกมาเป็นตัวอย่างนั้นเป็นของธ.ธรรมรักษ์ สำหรับท่านผู้อ่านแล้วขอแล้วแต่ท่านเลื่อมใส)

อุทิศแด่พรหมเทพเทวดาทั้ง 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน เทวดาประจำตัวของข้าพเจ้า เทวดาที่รักษาเคหะสถานและกิจการการค้า ดวงพระวิญญาณพระมหากษัตริย์แห่งแผ่นดินสยาม ท่านผู้มีพระคุณต่อแผ่นดิน บรรพบุรุษ ปู่ย่าตายาย ผู้มีพระคุณ ญาติก็ดีไม่ใช่ญาติก็ดี เหล่าสรรพสัตว์ เหล่าสรรพวิญญาณทั้งหลาย

อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย เทวดาใกล้ตัว คนใกล้ตัว สัตว์ใกล้ตัว โดยเฉพาะเจ้ากรรมนายเวรที่มาขัดขวางทางกุศลทั้งปวงในขณะนี้ ขอให้ท่านมาร่วมอนุโมทนาและโปรดรับบุญกุศลที่เกิดขึ้นนี้ หากท่านพอใจยินดีในบุญกุศลที่เกิดขึ้นนี้

ขอให้ท่านให้อโหสิกรรมและถอนตัวจากอุปสรรคต่างๆ  ที่ท่านทำให้เกิดขึ้นทั้งปวง และข้าพเจ้าให้อโหสิกรรมต่อท่าน ขอถอนคำสาปแช่ง คาถาเวทมนต์ที่อาจจะเคยกระทำกับท่านทั้งปวง ขอให้หมดสิ้นเวรกรรมทั้งปวงต่อกันตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

หากท่านไม่สามารถมารับได้ ขอเมตตาจากท่านท้าวยมราช นายนิริยะบาล แม่พระธรณี ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 โปรดมาเป็นสักขีพยานในการสร้างบุญในครั้งนี้และขอเมตตาฝากบุญกุศลนี้ไว้กับท่าน เมื่อเจ้ากรรมนายเวรถึงเวลาอยู่ในภพภูมิที่รับได้โปรดเมตตาส่งบุญให้ด้วย

            ขออานิสงส์ผลบุญนี้ จงเป็นพละปัจจัยให้ข้าพเจ้า (หรือผู้อื่นกรณีอุทิศให้ผู้อื่น) ปรารถนาสิ่งใดก็ให้ว่าไป โดยต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม (อาทิ เพื่อความสำเร็จต่างๆ   ให้ธุรกิจการงานราบรื่น มีผลกำไรดี ให้คิดดี พูดดี ทำดีต่อกัน สนับสนุนกัน ขอให้หายเจ็บไข้ได้ป่วย ให้พ้นจากภาวะทุกข์ทั้งหลาย ปัญหาอุปสรรคทั้งหลายที่เป็นอยู่ ต้องระบุ บอกรายละเอียด ฯลฯ…) นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เทอญ

เมื่ออธิษฐานจิตจนเสร็จ จากนั้น เอาเงินที่จบไว้ในมือ ใส่เงินลงไปในภาชนะที่เตรียมไว้ที่หิ้งพระหรือโต๊ะหมู่บูชา หรือหน้ารูปพระ ในขณะที่ใส่ให้นึกถึงภาพว่าตนเองกำลังใส่บาตรกับพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระสิวลี พระอุปคุต พระสังกัจจายน์หรือพระสงฆ์ที่ท่านเคารพ

เสร็จแล้วต้องกรวดน้ำแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลทุกครั้งให้เจ้ากรรมนายเวร ให้ทำอย่างนี้ทุกวันอย่าให้ขาด เมื่อมีเวลาว่างให้เอาเงินนั้นไปทำบุญที่วัดเขียนหน้าซองว่า ถวายเป็นค่าภัตตาหาร เป็นสังฆทาน

คาถาแผ่เมตตา (แผ่ให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย)

สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ อัพพะยาปัชฌา โหนตุ อะนีฆา โหนตุ สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ…

หลังจากนั้นให้เอาน้ำที่กรวดเสร็จแล้วไปรดที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ตอนที่รดน้ำให้กล่าวในใจหรือจะออกเสียงก็ได้ว่า

“ขอให้แม่พระธรณี ท่านพระยายมราช ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 โปรดมาเป็นสักขีพยานในการสร้างบุญของข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยเทอญ”

เมื่อรดน้ำเสร็จสิ้นก็ถือว่าเราได้สร้างบุญใหญ่แล้วในวันนี้ ขอให้หมั่นทำทุกๆ  วันเท่าที่จะทำได้ เคล็ดสำคัญเวลาสวดมนต์ สวดคาถาอย่าไปนึกให้ให้รวยเร็วๆ  หรือทางอกุศล เพราะจะเกิดกรรมไม่ดีไปขวางทางบุญเอาไว้ ถ้าอยากได้เรื่องอะไรให้ไปขอในตอนอธิษฐานจิตเอา

ขอให้รู้ไว้ว่า ถ้าทำได้ครบตามที่แนะนำมาทั้งหมด ทุกท่านก็จะได้บารมีครบถ้วน ทั้ง 10 ประการหรือบารมี 10 ทัศ ซึ่งประกอบไปด้วย

1. ทานบารมี ขณะที่เราสวดมนต์เสร็จ เราทำทานคือเอาเงินที่จบใส่ใน กระปุกออมสิน หรืออื่นๆ  เป็น ทานบารมี

2. ศีลบารมี ขณะที่เราสวดมนต์อยู่ในขณะนั้น เราไม่ได้ทำบาปกรรมกับใคร มีศีลอยู่ในขณะที่สวดมี ศีลบารมี

3. เนกขัมมบารมี  ขณะที่เราสวดมนต์อยู่ จิตของเราปราศจาก สิ่งมามารบกวนจิตใจ ถือว่าเป็นการบวชใจ ถือว่าเป็น เนกขัมมบารมี

4. ปัญญาบารมี การสวดมนต์ทำด้วยความศรัทธา ทำด้วยปัญญาที่เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ช่วยฝึกฝนให้เกิดสติ มีสมาธิเป็น ปัญญาบารมี

5. วิริยะบารมี ถ้าเราไม่มีความเพียร เราก็สร้างบุญทั้งทาน ศีลเจริญภาวนาในวันนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรานั้นคือ ความเพียรเป็น วิริยะบารมี

6. ขันติบารมี มีความเพียรแล้ว ไม่มีความอดทน ความเพียรก็ตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องมีความอดทน ความอดทนเป็น ขันติบารมี

7. สัจจะบารมี  มีความเพียร มีความอดทนแล้ว และมีความจริงใจในการประพฤติปฏิบัติ ซึ่งความจริงใจคือ สัจจะบารมี

8. อธิษฐานบารมี เมื่อเราสวดมนต์เสร็จ ทำสมาธิ ตั้งจิตอธิฐาน การอธิฐานเป็น อธิษฐานบารมี

9. เมตตาบารมี ใส่บาตร สวดมนต์เสร็จ ก็ต้องแผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศล การแผ่เมตตาที่เราทำนั้นเป็น เมตตาบารมี

10. อุเบกขาบารมี ขณะที่เราแผ่เมตตา เราต้องทำใจของเราให้มีเมตตา ต่อสัตว์ทั้งหลาย ทำใจให้เป็นพรหมวิหาร 4 อุเบกขา วางเฉย อโหสิกรรม ให้อภัยกับบุคคลที่เราเคยล่วงเกินกันมา ไม่โกรธใคร ไม่เกลียดใคร ไม่ชอบใคร ไม่ชังใคร ทำใจให้นิ่ง ทำจิตให้สงบ วางใจให้เป็นอุเบกขา เป็น อุเบกขาบารมี

            บารมี 10 ทัศนั้นถือว่าเป็นมหาบุญกุศล ที่ทำให้คนพบกับความสุขทั้งในทางโลกและทางธรรม ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า “อยากสุข อยากรวย แค่ไหนก็ได้ทั้งนั้น” แต่มีข้อแม้อย่างเดียวเท่านั้น ต้องทำเท่านั้นถึงจะได้ ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย

Read Full Post »

ในทุกวันเมื่อตื่นนอนในตอนเช้า ให้หาน้ำสะอาดใส่แก้ว (หรือขันล้างหน้า) มาถือเอาไว้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก พยายามตั้งจิตให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูปที่เราเคารพบูชา เมื่อจิตนิ่งดีแล้วให้ท่องคาถา “นะ โม พุท ธา ยะ” เป่าลงไปในน้ำ 3 ครั้ง แล้วเอานิ้วชี้ขวาลงในน้ำพร้อมๆ กับท่องคาถาว่า “มะอะอุ” พ่นใส่น้ำ 3 จบ แล้วท่อง

พระพุทธล้างหน้า พระธรรมล้างทุกข์ พระสงฆ์เพิ่มสุข ยาตรายามดี สวัสดีมีชัย อิติปิ โส  ภะคะวา

เสร็จแล้วให้ดื่มและเหลือไว้ล้างหน้าและประพรมตบท้ายทอย 3  ครั้ง  เพื่อชำระกายวาจาใจ ชีวิตจิตวิญญาณบริสุทธิ์สะอาดสงบสว่างเป็นบ่อเกิดแห่งความดีงาม เป็นการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่เป็นมงคลยิ่ง

หลังจากล้างหน้าแล้ว ให้เริ่มสร้างบุญใหญ่ประจำวัน ซึ่งจะได้ครบทั้งทาน ศีล ภาวนา เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ไม่มีเวลาไปใส่บาตรในตอนเช้า สำหรับคนที่ใส่บาตรทุกวันแล้วก็ทำได้เช่นกัน การทำบุญแบบนี้นั้นไม่จำกัดเวลาตอนไหนก็ไหน แต่ถ้าในตอนเช้าก่อนจะเริ่มภารกิจทำงานประจำวันจะดีมากเพราะเป็นการเริ่มต้นที่ดีในทุกๆ เช้าจิตใจจะอิ่มเอิบผ่องใสไปด้วยบุญ วิธีการมีดังนี้

 

1. หากระปุกออมสิน หรือบาตรพลาสติกเล็กๆ  (บาตรแบบนี้ที่ร้านสังฆทานต่างๆ ก็จะมีขาย) หรือภาชนะที่สะดวกในการหยอดเงิน ให้เอาบาตรหรือภาชนะนั้นนำมาวางไว้บนหิ้งพระ สำหรับคนที่อยู่คอนโดหรืออพาร์ทเมนท์ ถ้าไม่มีหิ้งพระจริงๆ  ให้หารูปถ่ายของพระพุทธรูปที่เรานับถือมาติดที่ฝาผนังก็ได้ หรือถ้าไม่มีรูปพระจริงๆ ให้เอาบาตรหรือภาชนะนั้นวางอยู่สูงเสียหรือบนโต๊ะทำงานก็ได้ เดี๋ยวนี้คนยุคใหม่ เขาไหว้พระ สวดมนต์หน้าคอมพิวเตอร์มาก รวมถึงการโอนเงินทำบุญผ่านบัญชีธนาคารถึงวัดหรือพระสงฆ์ที่ท่านบอกบุญมา ซึ่งเป็นการดีมากได้บุญกุศลเช่นกัน

 

2. ให้นำเงินที่ตั้งใจจะใส่บาตร (แต่ไม่มีเวลาจะไป) เตรียมเอาไว้ ตั้งสมาธิให้นิ่งถ้าไม่มีรูปพระ หิ้งพระที่บ้านให้นึกพระพุทธรูปที่เราเคารพเช่น หลวงพ่อพระพุทธชินราช หลงพ่อโสธร พระจักรพรรดิ หรือถ้านึกไม่ออกจริงๆ ให้นึกถึงพระอริยสงฆ์ที่เราเคารพ เช่น หลวงปู่ทวด สมเด็จโตฯ หลวงพ่อปาน หลับตานึกถึงท่านแล้ว พนมมือเริ่มจะสวดมนต์ เริ่มจากอัญเชิญเทวดา

ซึ่งจะเป็นการดีมากที่เราได้อัญเชิญพรหมเทพเทวดาทั้งหลายให้ท่านมาร่วมอนุโมทนาและรับบุญที่เราทำในวันนี้ ก็อยากจะเรียนให้ทราบตามที่ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาสอนมาให้รู้ว่า โดยทั่วไป ก่อนที่เราจะไหว้พระสวดมนต์ ทำสมาธินั้น เราก็ควรจะอัญเชิญเทพเทวดาทั้งหลายมาร่วมเป็นพยานให้เรา

 

ทั้งนี้เพื่อป้องกันเราให้พ้นจากอุปสรรคปัญหาความยุ่งยากทั้งหลาย และมาร่วมอนุโมทนาบุญกับเราด้วย นอกจากเหล่าพรหมเทพเทวดาท่านมาพร้อมกันแล้ว ก็ยังมีพวกบรรดาบริวารของท่าน พวกผี ดวงจิตวิญญาณเร่ร่อนทั้งหลายมาร่วมโมทนาบุญอีกด้วย

 

เพราะนอกจากการทำบุญทำทานกราบไหว้พระ ทำสมาธิตามปกติแล้ว ในตอนอธิษฐานจิตอุทิศบุญแผ่เมตตาในตอนท้าย เราก็ได้เมตตาเผื่อแผ่บุญกุศลไปถึงสรรพสัตว์สรรพวิญญาณทั้งสามโลกโดยไม่มีประมาณอีกด้วย ซึ่งมีหลายคนบอกว่า เมื่ออัญเชิญพรหมเทพเทวดา แล้วพวกผีจะมาด้วย ขอบอกว่าไม่ต้องกลัวเรื่องผีเรื่องดวงวิญญาณพวกนี้ เพราะพวกนี้เขามาดี มาร่วมบุญมาขอส่วนบุญ ยิ่งทำให้เราได้บุญมากขึ้น

 

บ้านไหนหรือร้านค้าไหนสวดมนต์ประจำ ถึงจึงไม่สวดอัญเชิญพรหมเทพเทวดาหรือชุมนุมเทวดา แต่รับรองท่านก็มาเองแน่นอน เพราะที่ไหน เมื่อใดที่มีการสร้างบุญกุศลท่านจะรู้ด้วยตัวของท่านเองที่มีจิตละเอียดอยู่แล้ว อย่างน้อยก็เทพยดาอาลักษณ์ส่วนหนึ่งที่ปกป้องดูแลสถานที่ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ร้านค้าที่ทำงาน ท่านมาเองแน่

 

ซึ่งเมื่อท่านมาร่วมสวดมนต์ มาร่วมอนุโมทนาบุญแล้ว ท่านก็จะมาปกปักรักษาคนที่สร้างบุญรวมถึงสถานที่นั้นด้วย ยิ่งบ้านไหนไหว้พระสวดมนต์ประจำ มีพระพุทธรูป เทวดาท่านก็จะมากราบไหว้และรักษาพระพุทธรูปด้วย ทำให้พระพุทธรูปองค์นั้นๆ ศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งพระพุทธรูปองค์องค์ไหนคนกราบไหว้บูชาเยอะ ก็ยิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะเทวดามารักษาเยอะ เรื่องนี้ครูบาอาจารย์ท่านทราบดีจึงได้บอกว่า เวลาจะสร้างบุญกุศลใดๆ ให้สวดบทชุมนุมเทวดาเพื่ออัญเชิญท่านมาร่วมด้วยทุกครั้ง

 

บทสวดมนต์ชุมนุมเทวดา เป็นบทสวดมนต์เพื่ออันเชิญเทวดามาฟังธรรมของพุทธองค์ แต่ถ้าท่านรู้คำแปลแล้วจะเห็นว่าไม่เฉพาะเทวดาเท่านั้น จริงๆ  แล้วเป็นการประกาศเชิญให้ผู้สนใจเข้ามาฟังธรรมของพุทธองค์ และบทสวดนี้ตอนขึ้นต้นจะเป็นการเตือนผู้สวดให้ระลึกอยู่เสมอว่า ต้องประกอบด้วยเมตตาจิต มีสมาธิไม่ฟุ้งซ่านนั่นเอง

Read Full Post »

การที่เรามีจิตศรัทธาน้อมเข้ามาศึกษาปฏิบัติธรรม บำเพ็ญบารมีความดีประการต่างๆ อาจมีอุปสรรคเครื่องขัดขวางให้เกิดความล่าช้า ด้วยอำนาจของกรรมในอดีต ที่เราอาจผิดพลาด หลงไปล่วงเกินประมาท ต่อ ท่านผู้รู้ ผู้มีพระคุณ ผู้ทรงคุณความดีและบารมีธรรมทั้งหลาย เพราะการกระทบกระทั่งผู้รู้ ผู้มีคุณความดีบารมีธรรมระดุบสูงมากขึ้นไปเพียงใดแล้ว ผลที่จะสะท้อนกลับมาก็ย่อมรุนแรงขึ้นไปเท่านั้น ยิ่งเป็นพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอริยสังฆเจ้า หรือพระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย ผู้เป็นอัปปมาโณบุคคล คือบุคคลผู้ทรงคุณค่าหาประมาณมิได้แล้วด้วยไซร้ กรรมที่เกิดขึ้นแม้เพียงคิดกล่าวปรามาสล่วงเกิน ก็สามารถส่งผลตอบแทนที่รุนแรงน่ากลัวมหันต์ ปิดบังตาบังใจ ไม่ให้เราท่านสามารถเกิดปัญญารู้ทั่วถึงธรรมตามเป็นจริงได้

เพื่อเป็นการเปิดทาง และสร้างเหตุให้เราสามารถบรรลุเข้าถึงธรรมได้โดยง่าย และเพื่อให้เกิดสัปปายะ ความสบายรวดเร็วในการปฏิบัติธรรมทั้งยังเป็นความไม่ประมาท ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกย่องสรรเสริญ จึงควรที่เราทั้งหลายจะได้มีการทำพำพิธี “ขออโหสิกรรม เพื่อความไม่ประมาท” ต่อกรรมทั้งหลายทั้งปวงที่เราท่านอาจจะได้เคยล่วงเกินต่อท่านฯ มา

ใครจะได้รู้ว่าในอดีต หรือภพชาติที่ผ่านพ้นไปแล้วนั้น เราอาจจะเคยพลาดพลั้งล่วงเกินไปอย่างใดบ้าง จึงควนที่เราท่านทั้งหลายจะได้ปฏิบัติตามที่พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตักเตือนพุทธบริษัท เป็นปัจฉิมโอวาทว่า

 “สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด”

ดังนั้นโดยตั้งใจทำพิธี ขออโหสิกรรม” ในกรรมทั้งหลายที่เราอาจเคยกระทำไว้เหล่านั้น เพื่อยังความไม่ประมาท ทรมานกิเลส และพัฒนาให้เรากล้าต่อความจริงและเหตุผลที่ถูกต้องชอบธรรม โดยความอ่อนน้อมเป็นเหตุให้เป็นบุคคลที่พึงประสงค์ เป็นที่รัก ทั้งยังเป็นการบรรเทาโทษทุกข์ภัยให้ลดน้อยลงด้วย ดังที่เราท่านจะได้กล่าวคำขมา ขออโหสิกรรมต่อไป

 

หมายเหตุ ท่านพระอาจารย์นพพรฯ ได้เมตตาแนะนำให้ทำพิธีนี้วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา หรือในวันมหาปวารณา (ออกพรรษา) โดยถือเอาตามนัยที่ว่า เป็นวันที่พระทั้งหลาย ท่านมาประชุมพร้อมเพรียงกัน พร้อมที่จะให้อโหสิกรรม และว่ากล่าวตักเตือนกันได้

ชุมนุมเทวดา (สัคเค กาเม…)

นะโม ๓ จบ

ไตรสรณาคมณ์ (พุทธัง สรณัง คัจฉามิ…)

สมาทานศีล (ปาณาติปาตา…)

โมทนาสาธุๆ ๆ   กับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกๆ  พระองค์

โมทนาสาธุๆ ๆ   กับ พระธรรมเจ้า ทุกๆ  พระองค์

โมทนาสาธุๆ ๆ   กับ พระอริยสังฆเจ้า ทุกๆ  พระองค์

โมทนาสาธุๆ ๆ   กับ พระปัจเจกพุทธเจ้า ทุกๆ  พระองค์

โมทนาสาธุๆ ๆ   กับ พระอัครสาวกเจ้า ทุกๆ  พระองค์

โมทนาสาธุๆ ๆ   กับ พระอสีติมหาสาวกเจ้า ทุกๆ  พระองค์

โมทนาสาธุๆ ๆ   กับ พระอรหันตสาวกเจ้า ทุกๆ  พระองค์

ขอพระบรมพุทธานุญาติ ขอพระองค์ทรงประทานพระวโรกาส ให้ข้าพระพุทธเจ้าและคณะ พร้อมด้วยพรหมเทพเทวดาทั้งหลาย สรรพสัตว์ทั้งหลาย สรรพเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ได้ทำพิธีขออโหสิกรรม

ในกรรมทั้งหลายทั้งปวง ที่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้เคยประมาทล่วงเกินแก่องค์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอริยสังฆเจ้า ท่านผู้ทรงคุณความดี และพระบารมีธรรมทั้งหลาย ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดีหรือแม้ด้วยใจก็ดี นับแต่อดีต ๑๖ อสงไขยแสนกัลป์ จนถึงปัจจุบันชาติเพื่อความหมดเวรสิ้นกรรม เพื่อมรรค ผล นิพพาน และความวิมุติหลุดพ้นได้โดยง่าย ในฉับพลันนี้ด้วยเทอญ.

ตั้งนะโม ๓ จบแล้วสวดพระคาถาดังนี้

๑.สัมมาสัมพุทโธ ปะมาเทนะ ทฺวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต

๒.สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ปะมาเทนะ ทฺวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต

๓.สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ปะมาเทนะ ทฺวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต

๔.รัตนะตะเย ปะมาเทนะ ทฺวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต

๕.สังโฆ อริยสังโฆ ปะมาเทนะ ทฺวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต

๖.เถเร มะหาเถเร ปะมาเทนะ ทฺวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต

๗.ทานบารมี ทานอุปบารมี ทานปรมัตถบารมี ศีลบารมี ศีลอุปบารมี ศีลปรมัตถบารมี เนกขัมมะบารมี เนกขัมมะอุปบารมี เนกขัมมะปรมัตถบารมี ปัญญาบารมี ปัญญาอุปบารมี ปัญญาปรมัตถบารมี วิริยะบารมี วิริยะอุปบารมี วิริยะปรมัตถบารมี ขันติบารมี ขันติอุปบารมี อธิฐานบารมี อธิษฐานอุปบารมี อธิฐานปรมัตถบารมี เมตตาบารมี เมตตาอุปบารมี เมตตาปรมัตถบารมี อุเบกขาบารมี อุเบกขาอุปบารมี อุเบกขาปรมัตถบารมี ญาณสัมปันโน ปะมาเทนะ ทฺวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต

๘.ญาณวิมุติบารมี ญาณวิมุติอุปบารมี ญาณวิมุติปรมัตถบารมี ญาณะสัมปันโน ปะมาเทนะ ทฺวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต

๙.มรรค-ผล-นิพพาน บารมี มรรค-ผล-นิพพาน อุปบารมี มรรค-ผล-นิพพาน ปรมัตถบารมี ญาณะสัมปันโนปะมาเทนะ ทฺวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต

๑๐.คุรุ อาจะริยะ ปะมาเทนะ ทฺวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต

๑๑.มาตาปิตะเร ปะมาเทนะ ทฺวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต

โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ

ขอให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ  พระองค์ พระธรรมเจ้าทุกๆ  พระองค์ พระอริยสังฆเจ้าทุกๆ  พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ  พระองค์ พระอัครสาวกเจ้าทุกๆ  พระองค์ พระอสีติมหาสาวกเจ้าทุกๆ  พระองค์ พระอรหันต์สาวกเจ้าทุกๆ  พระองค์ บารมีธรรมทั้งหลาย อุปัชฌา ครูอาจารย์ ทั้งหลาย บิดามารดา และท่านผู้มีพระคุณทั้งหลาย ญาติสนิทมิตรสหายทั้งหลาย สรรพเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย สรรพวิญญาณทั้งหลาย นับแต่ ๑๖ อสงไขยแสนกัลป์จนถึงปัจจุบันชาติ จงเมตตาให้อโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้า และให้อโหสิกรรมแก่กันและกันเทอญ

  • ขอจงอโหสิๆ ๆ
  • ขอให้หมดเวรสิ้นกรรมๆ ๆ
  • ขอให้กรรมทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นอโหสิๆ ๆ
  • ขอให้วิบากกรรมชั่วทั้งหลายทั้งปวง จงยุติการส่งผลๆ ๆ
  • ขอให้วิบากกรรมดีทั้งหลายทั้งปวง จงส่งผลสำเร็จๆ ๆ
  • นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบเท่าเข้าส่าประนิพพานด้วยเทอญ
  • โมทนาสาธุๆ ๆ
  • ขอให้สำเร็จมรรค ผล นิพพาน ในชาติปัจจุบันนี้เทอญ

คำประกาศให้อโหสิกรรม

“ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขออาราธนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ  พระองค์ พระธรรมเจ้าทุกๆ  พระองค์ พระอริยสังฆเจ้าทุกๆ  พระองค์ ประปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ  ประองค์ พระอรหันต์สาวกเจ้าทุกๆ  พระองค์ พระอรหันต์สาวกเจ้าทุกๆ  พระองค์ ท่านท้าวพระยายมราช ท่านท้าวจตุโลกบาล และพระสยามเทวาธิราชทุกๆ  พระองค์ ขอจงโปรดเมตตาแก่กันและกัน และแก่ผู้เคยล่วงเกิน ต่อข้าพระพุทธเจ้ามาแล้ว ทั้งหลายทั้งปวง ในทุกกัปทุกกัลป์ทุกอสงไขย จนถึงปัจจุบันชาติ…

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอประกาศให้อโหสิกรรมแก่ตนเอง ตลอดจนถึง พ่อแม่พี่น้อง ปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา บุตรธิดา ภรรยาสามี ลูกหลานเหลนทั้งหลาย ญาติมิตรสหายทั้งหลาย หมู่คณะผู้ร่วมงานทั้งหลาย คู่แข่งคู่ค้า คู่รักคู่แค้น คู่บุญคู่กรรมทั้งหลาย ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย อุปัชฌาย์อาจารย์ทั้งหลาย ตลอดจนพรหมเทพเทวดา มนุษย์ สรรพสัตว์ สรรพวิญญาณ สรรพเจ้ากรรมนายเวร ทั้งหลายทั้งปวง ทุกท่านทุกพระองค์ ที่เคยเข่นฆ่า ทำร้ายรังแก ปล้นจี้ลักขโมย เบียดบังยักยอก ข่มขืนผิดประเวณีโกหกหลอกลวง ต้มตุ๋น คดโกง ตระบัดสัตว์ หักหลัง ทรยศ อกตัญญู เสียดสีด่าว่า บังคับฝืนใจ ให้กินเหล้าเมายา ทั้งแก่ตัวข้าพเจ้าเอง หรือแม้ในบุคคล และสิ่งที่ข้าพเจ้ารักหวนแหน ไม่ว่าในชาติภพนี้ หรือในภพชาติใดๆ  ก็ตาม ในทุกกัปทุกกัลป์ทุกอสงไขย ทั้งเจตนาหรือไม่เจตนา ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทั้งที่รู้และไม่รู้ อันเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ทุกข์กายก็ดี ทุกข์ใจก็ดี ข้าพเจ้าขออโหสิกรรม และให้อโหสิกรรมแก่ท่านทั้งหลายทั้งปวงจนหมดสิ้น ตั้งแต่บัดนี้ ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน

การอาฆาตพยาบาท สาปแช่ง จองเวรจองกรรมใดๆ  ที่ข้าพเจ้าได้เคยประกาศไว้ หรือผูกใจเก็บไว้ ในชาติภพนี้ หรือภพชาติใดๆ  ก็ตามข้าพเจ้าให้อโหสิกรรม ยกเลิก ให้เป็นโมฆะทั้งสิ้น เพื่อให้หมดเวรสิ้นกรรมต่อกันและกัน นับแต่บัดนี้ ตราบจนถึงพระนิพพาน

ขอให้เราท่านทั้งหลาย ที่อยู่พร้อมหน้ากันในที่นี้ ตลอดจนพ่อซื้อแม่ซื้อ พ่อเกิดแม่เกิด พรหมดเทวดา ที่ปกปักรักษาข้าพเจ้าทั้งหลาย ทราบว่า บัดนี้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้ให้อโหสิกรรมแก่กันและกันแล้ว และจะไม่เอาการกระทำทั้งหลายในอดีต มาเป็นเหตุทำร้ายทำลาย เบียดเบียนซึ่งกันและกัน อีกต่อไป

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอโมทนาความดี กับ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ  พระองค์ พระธรรมเจ้าทุกๆ  พระอง๕ พระอริยะสังฆเจ้าทุกๆ  พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้า ทุกๆ  พระองค์ พระอรหันต์สาวกเจ้าทุกๆ  พระองค์ ท่านท้าวพระยายมราช ท่านท้าวจตุโลกบาล และพระสยามเทวาธิราชทุกๆ  พระองค์ ที่โปรดเมตตากรุณา เสด็จมาเป็นสักขีพยาน ในการอโหสิกรรม ของข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ด้วยอานิสงส์แห่งการให้อโหสิกรรมนี้ ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงของข้าพเจ้า จงกรุณาอโหสิกรรมแก่ข้าพระพุทธเจ้าโดยง่ายเทอญ

  • โมทนาสาธุ โมธนาสาธุ โมธนาสาธุ
  • ขอให้เจ้ากรรมทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นอโหสิ (๓ ครั้ง)
  • ขอให้วิบากกรรมชั่วทั้งหลายทั้งปวง จงยุติการส่งผล (๓ ครั้ง)
  • ขอให้วิบากกรรมดีทั้งหลายทั้งปวง จงส่งผลสำเร็จ (๓ครั้ง)
  • โมทนาสาธุ โมธนาสาธุ โมธนาสาธุ
  • ขอให้ข้าพเจ้าพร้อมด้วยพรหมเทพเทวดา สรรพสัตว์วิญญาณ สรรพเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงสำเร็จมรรค ผล นิพพาน ในชาติปัจจุบัน โดยเร็วพลัน เทอญ

Read Full Post »

ในหน้าหนังสือพิมพ์ เราคงเคยเห็นกันอยู่บ่อยๆ ในทางโลกที่เมื่อเกิดกรณีพิพาทของคนใหญ่คนโตหรือคนดัง ที่บางครั้งคู่กรณีก็ไม่สามารถจะเจรจาตกลงกันได้ ต้องมีคนกลางที่มีบุญบารมี เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยหรือมาเชื่อมให้เกิดผลดีทั้งสองฝ่าย

ทางการค้านั้น เรามักเรียกว่า คนกลาง ที่อยู่ตรงกลางระหว่างผู้ผลิตและผู้จำหน่าย บางธุรกิจคนกลางมีหน้าที่ประสานผลประโยชน์ต่างๆ ให้ลงตัว และสร้างความพึงพอใจให้ทั้งสองฝ่าย

การพึ่งบุญนั้น ก็เป็นการเชื่อมบุญอีกแบบหนึ่ง แต่เป็นการเชื่อมบุญกับคนกลางที่เราอยากให้เขาหรือท่านไปช่วยเรา เชื่อมต่อให้กับคนที่เราต้องการให้เกิดผลสำเร็จในเรื่องต่างๆ

เพราะบางครั้งบุญของเราในตอนนั้นไม่พอ ที่จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ได้อาจจะเป็นเพราะในห้วงเวลานั้น วิบากกรรมนั้นมันหนักและส่งผลแรงกว่าบุญเก่าบุญเดิมที่เรามีอยู่

การเข้าหาคนกลางหรือผู้มีบุญให้เข้ามาช่วย โดยที่คนกลางนั้นเขามีบุญมากกว่าเรา เขาสามารถที่จะช่วยเจรจาไกล่เกลี่ย หรือกระทั่งหยุดวิบากกรรมนั้นได้ แต่เราต้องมีบุญใหม่ไปช่วยส่งให้เขาด้วย อาจจะเป็นคนที่เราเคยช่วยเหลืออุ้มชูมาก่อน มีเนื้อนาบุญร่วมกันมา แต่ในเวลาที่เรากำลังเดือดร้อนหรือต้องการความช่วยเหลือนั้น เขามีบุญบารมีมากกว่าเรา

หรืออาจจะเป็นผู้มีพระคุณ ครูบาอาจารย์ ที่มีบุญบารมีมากกว่าเรามากมาย หรือเป็นใครก็ได้ที่เราต้องการขอความช่วยเหลือ เราก็ต้องทำการเชื่อมบุญใหม่เข้าไปหาท่าน เพื่อให้ท่านช่วยเราให้รอดจากวิกฤตต่างๆ ในชีวิต

ทำไมเราต้องเพิ่มบุญ ทั้งๆ ที่ตนเองนั้นมีอยู่แล้ว เรื่องนี้มีคำตอบ

เพราะเหตุที่ว่า ในบางวิบากกรรมนั้น อาจจะต้องใช้บุญบารมีที่มากพอ ที่จะช่วยให้วิบากกรรมฝ่ายดีนั้นส่งผลได้เร็วและทันท่วงที และเพื่อที่จะทำให้เจ้ากรรมนายเวรนั้นเขายอมอโหสิกรรมให้ อุปสรรคหรือเรื่องร้ายๆ ในชีวิตนั้นยุติลงได้โดยง่ายและเร็ว ไม่สร้างความเสียหายมากจนเกินจะรับมือไหว

เหมือนเรายกก้อนหินที่ขวางทางเรา ถ้าเราไม่มีแรงพอเราก็ยกก้อนหินนั้นไม่ขึ้น แต่ถ้ามีคนมาช่วยยก เราก็สามารถยกก้อนหินนั้นได้อย่างสบาย

จะยกตัวอย่างให้ฟัง ถ้าเราทำงานเป็นลูกน้องเขา มีตำแหน่งและหน้าที่อำนาจรับผิดชอบตามที่มีอยู่แล้ว ก็ทำงานไปเรื่อยๆ ไม่ติดขัดอะไรมากเรียกว่า พอถูๆ ไถๆ ไปได้  อยู่มาวันหนึ่งได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ไปทำอะไรงานอะไรสักอย่าง ที่ยากมากกว่าที่เคยทำมา แต่เจ้านายอนุญาตให้ใช้อำนาจเดิมที่เรามี ให้ไปทำงานที่ใหญ่ขึ้น ยากขึ้น เราก็ไม่สามารถไปทำงานนั้นให้สำเร็จ มีแต่อุปสรรคต่างๆ ขวางเอาไว้ ทำอะไรก็ติดขัดไม่ได้รับความร่วมมือ เพราะไม่มีอำนาจพอที่จะสั่งการได้

แต่เมื่อเราไปบอก ไปขอร้องให้เจ้านายเพิ่มอำนาจให้อีกเพื่อให้งานนั้นสำเร็จ ท่านเห็นว่าเราเป็นคนดี ขยันตั้งใจทำงานดี ท่านก็เมตตาเพิ่มความช่วยเหลือ ให้อำนาจมากขึ้น งานนั้นก็สำเร็จได้โดยง่าย ทำให้เรานั้นมีความดีความชอบและได้เลื่อนขั้นขึ้นไปในตำแหน่งที่สูงขึ้น

เหมือนกับชีวิตของเรานั้น ตามปกติก็ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ปนเปกันไป อยู่ในขั้นที่พอจะรับมือไหว ที่เป็นเช่นนี้เพราะบุญยังมีพออยู่ พอๆ กับวิบากกรรมไม่ดีที่มีกำลังน้อย แต่เมื่อวิบากกรรมไม่ดีแบบวิบากกรรมหนักเข้า บุญที่มีไม่พอ จะทำอย่างไรดี จะปล่อยให้ชีวิตพบกับความทุกข์ทรมานแบบแสนสาหัสหรือจะสู้

ถ้าจะสู้ ไม่ยอมจำนน เราก็ต้องเร่งเพิ่มบุญของตัวเอง

อย่างแรกต้องช่วยตัวเองก่อนคือ การเร่งสร้างบุญของตัวเองให้มากพอ ใหญ่เกินกว่าผลของกรรมนั้น และจะทำให้วิบากกรรมไม่ดีนั้นส่งผลกระทบได้น้อยหรือไม่ส่งผลเลยได้ก็ยิ่งดี ถ้าบุญยังไม่พออีกก็ต้องบากหน้า ไปขอผู้ที่มีบุญส่งบุญของท่านมาช่วยให้กองบุญนั้นใหญ่มากพอ

กองบุญนั้น เมื่อก่อนนั้นที่เป็นกองบุญของตัวเอง เปรียบว่า สะสมมามีความสูงเท่ากับกองดินขนาดย่อมๆ แต่ในวันหนึ่งเมื่อมีพายุหรือวิบากกรรมไม่ดีแบบที่เรียกว่าวิบากกรรมหนักเข้า ลมพายุนั้นอาจพัดกองดินนั้นแตกกระจายหายวับไปกับตา บุญตัวเองที่เรามีอยู่ในตอนนั้นมันต้านทานไม่ไหว

แต่เมื่อมีคนส่งดินหรือบุญมาช่วย กองดินนั้นก็ใหญ่ขึ้นๆ จนกลายเป็นภูเขาบุญ เมื่อวิบากกรรมไม่ดีหรือพายุ พัดมาอีก ภูเขาบุญนั้นก็ไม่มีทางสะทกสะท้านอะไรเลยแม้แต่น้อย ยังยืนหยัดได้แบบองอาจทระนง

ถามว่า ลมพายุหรือวิบากกรรมหนักนั้นกระทบหรือไม่ มันกระทบแน่นอน แต่ไม่กระเทือน กำลังของมันไม่สร้างความเดือดร้อนเกินที่เราจะรับมือได้

และการเพิ่มบุญนั้น ไม่เพียงแต่จะเพิ่มบุญให้กับตัวเองได้เท่านั้น เรายังสามารถเพิ่มให้คนอื่นได้ด้วย ทั้งพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ลูกหลานหรือแม้กระทั่งลูกน้องที่ทำงานให้เรา เพื่อให้เขามีบุญรับมือวิบากกรรมไม่ดีได้

จะเล่าให้ฟังอีกเรื่องหนึ่ง ท่านเจ้าสัวรายหนึ่งในเมืองไทย ที่ชอบทำบุญมากนั้น นอกจากบุญจะส่งผลให้กับตัวท่าน ครอบครัวของท่าน กิจการของท่านให้เจริญและมีความสุขแล้ว เวลาที่ท่านจะขยายกิจการอะไรเพิ่มหรือสร้างธุรกิจอะไรเพิ่มขึ้นมาที่ต้องใช้ลูกน้องหรือผู้จัดการที่ท่านไว้ใจให้ไปดูแลแทนท่าน

ก่อนอื่นท่านจะอุทิศบุญที่ท่านมีไปให้ลูกน้องคนนั้น เพื่อให้บุญที่ท่านมีนั้นไปเพิ่มบุญเก่าของลูกน้องคนนั้น  ซึ่งเป็นเคล็ดลับที่น่าสนใจมากท่านได้มาจากครุบาอาจารย์ของท่าน  เพราะท่านฉลาดมากในการทำบุญ ทำแบบไม่เคยหยุดและพยายามทำบุญกับเนื้อนาบุญนั้นสูงตลอดเวลา บุญบานมีของท่านจึงมากส่งผลให้ท่านมีความสุขกิจการยิ่งใหญ่ มีเงินทองแบบสิบชาติก็กินใช้ไม่หมด

และไม่เพียงแต่ตัวท่านมีบุญมากเท่านั้น ยังพยายามส่งเสริมให้ลูกน้องคนนั้นไปทำบุญตลอดเวลา เพื่อเพิ่มบุญให้กับตัวลูกน้องเอง ที่นี้ทั้งบุญของลูกน้องที่มีอยู่แล้ว รวมกับบุญของท่านเจ้าสัวที่ส่งลงไปเพิ่มบุญให้ ก็ยิ่งทำให้ลูกน้องคนนั้นบุญมากขึ้น ไปดูแลกิจการธุรกิจการค้าอะไรก็สำเร็จ ยิ่งส่งผลให้ท่านเจ้าสัวรวยขึ้นไปอีกหลายเท่า

สำหรับท่านผู้อ่านที่ทำการค้า หรือทำธุรกิจอยู่ท่านสามารถเพิ่มบุญให้กับลูกน้องของท่านได้ตลอดเวลา เพียงท่านอุทิศบุญที่ท่านทำไปให้เขา และต้องเจาจงออกชื่อเขาด้วย เพื่อให้กายทิพย์ของเขานั้นมารับบุญด้วย เมื่อเขามีบุญมากขึ้นงานทุกอย่างที่ท่านทำจะสำเร็จทุกประการ และในลูกน้องที่มีปัญหาในการทำงาน เป็นต้นเหตุให้งานนั้นติดขัด ก็สามารถเพิ่มบุญให้เขาด้วยเช่นกัน

มีเคล็ดลับอีกข้อหนึ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งท่านสอนไว้ในการทำธุรกิจการค้าให้สำเร็จสมกับความปรารถนานั้น โดยเฉพาะเรื่องของกรรมวาจากับลูกน้องที่ควรทำ ก็คือ การพูดกับลูกน้องด้วยความมีเมตตากรุณาและให้อภัยเสมอ ไม่ดุด่าลูกน้องแม้จะทำผิด แต่ใช้การพูดที่ให้โอกาส ไม่สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้ไปเกิดกรรมไม่ดีต่อกัน ที่จะเป็นต้นเหตุของอุปสรรคทั้งปวงที่จะเข้ามาทำลายธุรกิจ

หัวใจของเรื่องนี้คือ การให้อภัย และการให้อโหสิกรรมอย่างจริงใจ

ถ้าลูกน้องลักขโมย หรือทำให้การค้าเสียหาย หรืออะไรก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการชดใช้กรรมเก่ากันไป ไม่ผูกใจเจ็บเคียดแค้นพยาบาท จนตัวเราเองต้องมีกรรมที่สลัดไม่หลุด จนอาจจะเป็นเหตุให้การค้านั้นเสียหายได้เพราะการแก้แค้นกันและกัน และเรื่องจะไม่มีทางยุติ ต้องติดตามกันไปในทุกชาติ

ถ้าเราให้อภัยและให้อโหสิกรรมเสีย กรรมตรงนั้นจะยุติลงไม่มาส่งผลอีก มีคนนำวิธีการนี้ไปใช้ ก็เห็นว่าธุรกิจการค้าของเขาก็รุดหน้าเจริญ คนที่ร่วมทำงานก็มีความสุขความเจริญ คนที่มาทำงานร่วมกันในชาตินี้ ต่างเป็นเจ้ากรรมนายเวรของกันและกันแน่นอน มีกรรมเป็นเครื่องผูกพันกันและกันไว้ ถ้ากรรมดีมากกว่ากรรมชั่ว กิจการการค้านั้นก็เจริญ

ในทางกลับกัน ถ้ากรรมไม่ดีของคนเหล่านั้นมีมากกว่ากรรมดี ธุรกิจเหล่านั้นมักไปไม่รอดหรือมีปัญหาต้องแก้ไขกันตลอด จนกว่าจะเจอสาเหตุและการแก้ไขที่ถูกต้อง

ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า การให้อภัยเป็นทาน หรืออภัยทานนั้น เป็นการให้ทานที่ได้อานิสงส์ของบุญมากที่สุดในฝ่ายทาน ทำได้ง่ายที่สุด

เป็นกระแสบุญแห่งการสร้างความสุขความเจริญให้กับชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

วิธีการพึ่งบุญ

การทำพึ่งบุญก็คล้ายๆ กับการทำเชื่อมบุญ แต่มีการเพิ่มชื่อคนที่เราต้องให้เป็นคนกลางในการไปเชื่อมกับคนที่เป็นเป้าหมายหลักนั้น

หลังจากที่เราได้ทำบุญ ทำทานแล้วแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใส่บาตร ทำสังฆทานหรือทำวรสังฆทาน อะไรก็ตามที่เป็นบุญกริยาวัตถุ ๑๐ เมื่อถึงเวลาที่จะทำการโมทนาอุทิศบุญนั้น ให้เริ่มตั้งจิตให้สงบ นึกถึงพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง แล้วกล่าวคำว่า

ขออำนาจพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และบุญกุศลที่ข้าพเจ้า ……….(ออกชื่อตัวเองจะเปลี่ยนชื่อใหม่ก็ไม่เป็นไร) ได้ทำในครั้งนี้และบุญกุศล บารมีที่ข้าพเจ้าเคยทำในอดีตชาติ ชาติปัจจุบัน และที่กำลังที่จะมีต่อไปในอนาคต ขอโมทนาอุทิศบุญให้แก่…………..(ออกชื่อคนที่เราอยากจะเชื่อมติดต่อด้วย) ที่มีสถานที่อยู่…………..( ควรหาที่อยู่ของคนที่จะเชื่อมติดต่อด้วย เพื่อให้บุญกุศลที่อุทิศไปให้ไปถูกตัว ถูกสถานที่)

และขอให้บุญกุศลนี้เป็นการเชื่อมบุญและพึ่งบุญระหว่างข้าพเจ้ากับ……… …………..(ออกชื่อคนกลางที่เราอยากจะเชื่อมติดต่อด้วย) สถานที่อยู่………….. …………..( ควรหาที่อยู่ของคนกลางที่จะพึ่งบุญติดต่อด้วย เพื่อให้บุญกุศลที่อุทิศไปให้ไปถูกตัว ถูกสถานที่)

และขอให้เรื่อง………….(เรื่องทั้งหมดที่เราอยากจะให้เกิดขึ้น บอกให้หมดทุกเรื่อง)และไปเชื่อมบุญกับ

และขอให้อโหสิกรรมและขออโหสิกรรมระหว่างข้าพเจ้ากับ…………..(ออกชื่อคนกลาง)และ……………..(ชื่อคนที่เราอยากจะเชื่อมติดต่อด้วย) ขอให้เรื่องที่กำลังติดต่อระหว่างกันอยู่นี้ ขออย่าให้มีอุปสรรคมาขัดขวาง ขอให้ทุกอย่างดำเนินการอย่างราบรื่นทุกประการเทอญ…

โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ

ขอทำพึ่งบุญนี้ควรทำทุกๆ วันจนกว่าจะได้ผล และที่สำคัญเราต้องสมาทานศีล ๕ ตลอดระยะเวลาที่ทำการเชื่อมบุญอยู่นี้ เพราะทำให้ตัวเรานั้นบริสุทธิ์เท่าที่จะทำได้ ถ้าศีลข้อใดข้อหนึ่งขาด เราต้องรีบสมาทานศีลใหม่ทันที

 

ผลของการเชื่อมบุญ

๑. อานิสงส์ของบุญจะทำให้เทวดาได้รับทราบและมาช่วยให้เราสำเร็จในสิ่งที่เรานั้นมุ่งหมาย ที่เราส่งไปเชื่อมกับ

๒ . เป็นการขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรทำให้ วิบากกรรมที่มีอยู่นั้นลดลงหรือหมดสิ้นไปถ้าเจ้ากรรมนายเวรเขามาโมทนาและอโหสิกรรมให้

๓. การงานได้รับความสะดวก ไหลลื่นไม่มีอุปสรรค

๔. ครอบครัวมีความสุข เป็นครอบครัวที่มีศีลธรรมอันดี ลูกเชื่อฟังพ่อแม่ ผัวเมียไม่ทะเลาะแตกแยก ๔. ช่วยให้มีจิตใจที่อ่อนโยน มีเมตตาต่อคนรอบข้างอละสรรพสัตว์ทั้งปวง

๕. การเดินทางปลอดภัย เพราะเป็นที่รักของมนุษย์และอมนุษย์

๖. สามารถที่จะปฏิบัติธรรม เจริญในธรรมปัญญาเกิดขึ้นง่ายเพราะมีฐานบุญ ศีลหนุนนำ

Read Full Post »

เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่มีหลายท่านจำนวนมากมีจิตศรัทธาเข้าร่วมสร้างบุญครั้งใหญ่ในชีวิตในโครงการมหาทานครั้งที่ 1 ซึ่งจะขอให้วันที่ 24 มกราคม 2555 นี้เป็นวันสุดท้ายในการเปิดรับท่านที่เข้าร่วม

และจะดำเนินการตามจิตศรัทธา โดยจะแสดงรายละเอียดทั้งหมดเมื่อทุกอย่างได้เสร็จสิ้นทั้งการพิมพ์หนังสือ การไปสร้างบุญกับพระอาจารย์ภาสกร ภูริวัฑฒโน การไปสงเคราะห์สัตว์ไถ่ชีวิตโคกระบือ ที่วัดศรีโสดา จ.เชียงใหม่

สำหรับโครงการมหาทานครั้ง 2 จะเริ่มต่อเนื่องในวันที่ 25 มกราคม 2555 นี้เป็นต้นไป

ขอบุญรักษา

ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

หลังจากที่เราได้ทำบุญ ทำทานแล้วแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใส่บาตร ทำสังฆทานหรือทำวรสังฆทาน อะไรก็ตามที่เป็นบุญกริยาวัตถุ ๑๐ ก็ถึงเวลาสำคัญ ที่จะทำการโมทนาอุทิศบุญเพื่อให้เป็นการเชื่อมบุญนั้น ให้เริ่มตั้งจิตให้สงบ และสวดมนต์ภาวนาดังนี้

 

๑. คำบูชาพระรัตนตรัย

เป็นการรำลึกถึงพระพุทธคุณเบื้องต้น ขอให้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้นนำทาง

 อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ) สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ)

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

 

๒. คำอาราธนาศีล ๕

มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ

 

. สมาทานศีล ๕

จากนั้นก็ให้นึกถึงพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง แล้วกล่าวคำอุทิศบุญว่า

ขออำนาจพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และบุญกุศลที่ข้าพเจ้า ……….(ออกชื่อตัวเองจะเปลี่ยนชื่อใหม่ก็ไม่เป็นไร) ได้ทำในครั้งนี้และบุญกุศล บารมีที่ข้าพเจ้าเคยทำในอดีตชาติ ชาติปัจจุบัน และที่กำลังที่จะมีต่อไปในอนาคต ขอโมทนาอุทิศบุญให้แก่…………..(ออกชื่อคนที่เราอยากจะเชื่อมติดต่อด้วย) ที่มีสถานที่อยู่…………..( ควรหาที่อยู่ของคนที่จะเชื่อมติดต่อด้วย เพื่อให้บุญกุศลที่อุทิศไปให้ไปถูกตัว ถูกสถานที่)

และขอให้บุญกุศลนี้เป็นการเชื่อมบุญระหว่างข้าพเจ้ากับ……… …………..(ออกชื่อคนที่เราอยากจะเชื่อมติดต่อด้วย) และขอให้เรื่อง………….(เรื่องทั้งหมดที่เราอยากจะให้เกิดขึ้น บอกให้หมดทุกเรื่อง)

และขอให้อโหสิกรรมและขออโหสิกรรมระหว่างข้าพเจ้ากับ…………..(ออกชื่อคนที่เราอยากจะเชื่อมติดต่อด้วย) ขอให้เรื่องที่กำลังติดต่อระหว่างกันอยู่นี้ ขออย่าให้มีอุปสรรคมาขัดขวาง ขอให้ทุกอย่างดำเนินการอย่างราบรื่นทุกประการเทอญ…

โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ

ขอทำเชื่อมบุญนี้ควรทำทุกๆ วันจนกว่าจะได้ผล และที่สำคัญเราต้องสมาทานศีล ๕ ตลอดระยะเวลาที่ทำการเชื่อมบุญอยู่นี้ เพราะทำให้ตัวเรานั้นบริสุทธิ์เท่าที่จะทำได้ ถ้าศีลข้อใดข้อหนึ่งขาด เราต้องรีบสมาทานศีลใหม่ทันที

Read Full Post »

ผมเคยฝึกทำสมาธิตั้งแต่เด็กๆ จากหลากหลายวิธีการ และเรียนรู้มาจากครูบาอาจารย์ที่ผมเคารพว่า การทำสมาธินั้นมีหลายวิธี เราจะทำวิธีทำสมาธิวิธีไหนก็ได้ บางคนใช้วิธีนั่ง หลายคนนอนเพราะร่างกายไม่สามารถนั่งได้ หรือจะเดินจงกรม หรือหยุดยืนนิ่งทำได้ทั้งนั้น และจะใช้อุบายอะไรก็ได้ จะใช้วิธีภาวนาตามจริตของเราแบบใดก็ได้ เพราะจุดมุ่งหมายของเราก็คือขอให้จิตเราสงบแล้วมีสติกำกับไว้ก็พอ

 

ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้ว่าเราจะทำสมาธิเวลาก็ได้ เช้าค่ำ บ่ายสาย แต่ต้องอยู่ในสภาวะที่ร่างกายพร้อม ไม่อ่อนเพลียจากการทำงานหนักจนเกินไป เพราะจะไม่ได้ผลดีในการทำสมาธิครั้งนั้น การทำงานหนักนั้นมีทั้งทางจิตที่ต้องพบกับเรื่องกระทบสะเทือนใจหรือรุนแรง และการทำงานหนักของร่างกายที่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ

การเดินสายกลางตามหลักของพระพุทธองค์ เราต้องเรียนรู้และปรับมาใช้ในทุกเรื่องของชีวิตและการฝึกจิตนั้น การเหมือนกับการออกกำลังกาย คือ เริ่มฝึกจากทีละน้อย เพิ่มขึ้น จนถึงในสภาวะที่จิตแข็งแรง เหมือนกล้ามเนื้อที่ได้รับการเคลื่อนไหวตลอด วันหนึ่งมันก็จะฟิตแข็งแรงขึ้นมา

การสวดมนต์และเจริญภาวนานั้นเป็นอุบายในการฝึกจิตที่ครูบาอาจารย์ท่านค้นพบ และการภาวนาไม่ว่าจะเป็นการนั่งสายพุทโธ สัมมาอรหัง ยุบหนอ พองหนอ ซึ่งก็ดีกับการฝึกจิตทั้งนั้น และตัวผมเองก็ได้ลองมาหลายสำนักแล้วทั้งของวัดมหาธาตุ แบบธรรมกาย และแบบของหลวงพ่อฤาษีลิงดำหรือพระราชพรหมยาน

หลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จังหวัดอยุธยา ผมขออนุญาตหลวงพ่อในครั้งนี้ที่จะเอามาวิธีการทำสมาธิทั้งนั่งและนอนเผยแพร่เพื่อเป็นแนวทางการทำสมาธิที่ผมเห็นว่าได้ผลเป็นจริตตรงกับผมและจะเกิดผลบุญเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านต่อไป ถือเป็นการแสดงมุตาจิตต่อครูบาอาจารย์นำเอาวิทยาทานมามอบให้แก่ทุกคน ขออนุโมทนานะครับหลวงพ่อที่เคารพ

 

การนั่งสมาธิ

วิธีนั่ง ให้นั่งขัดสมาธิ คือ ขาขวาทับขาซ้าย นั่งตัวตรง หลับตา เอาสติมาจับอยู่ที่สะดือที่ท้องพองยุบ เวลาหายใจเข้าท้องพอง กำหนดว่า พอง หนอ ใจนึกกับท้องที่พองต้องให้ทันกัน อย่าให้ก่อนหรือหลังกัน หายใจออกท้องยุบ กำหนดว่า ยุบ หนอ ใจนึกกับท้องที่ยุบต้องทันกัน อย่าให้ก่อนหรือหลังกัน

ข้อสำคัญให้สติจับอยู่ที่ พอง ยุบ เท่านั้น อย่าดูลมที่จมูก อย่าตะเบ็งท้องให้มีความรู้สึก ตามความเป็นจริงว่าท้องพองไปข้างหน้า ท้องยุบมาทางหลัง อย่าให้เห็นเป็นไปว่า ท้องพองขึ้นข้างบน ท้องยุบลงข้างล่าง ให้กำหนดเช่นนี้ตลอดไป จนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนดจะต้องมีความอดทนเป็นการสร้างขันติบารมี ไปด้วย ถ้าผู้ปฏิบัติขาดความอดทนเสียแล้ว การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นก็ล้มเหลว

ในขณะที่นั่งอยู่นั้น ถ้ามีความเจ็บ ปวด เมื่อย คันๆ เกิดขึ้นให้หยุดเดิน หรือหยุดกำหนดพองยุบ ให้เอาสติไปตั้งไว้ที่เวทนาเกิด และกำหนดไปตามความเป็นจริงว่า ปวดหนอๆๆ เจ็บหนอๆๆ คันหนอๆๆ เป็นต้น ให้กำหนดไปเรื่อยๆ จนกว่าเวทนาจะหายไป เมื่อเวทนาหายไปแล้ว ก็ให้กำหนดนั่งต่อไป

จิต เวลานั่งอยู่หรือเดินอยู่ ถ้าจิตคิดถึงบ้าน คิดถึงทรัพย์สินหรือคิดฟุ้งซ่านต่างๆ นาๆ ก็ให้เอาสติปักลงที่ลิ้นปี่พร้อมกับกำหนดว่า คิดหนอๆๆๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจิตจะหยุดคิด แม้ดีใจ เสียใจ หรือโกรธ ก็กำหนดเช่นเดียวกันว่า ดีใจหนอๆๆๆ เสียใจหนอๆๆๆ โกรธหนอๆๆๆ เป็นต้น

 

การทำสมาธิเวลานอน

เวลานอนค่อยๆ เอนตัวนอนพร้อมกับกำหนดตามไปว่า นอนหนอๆๆๆ จนกว่าจะนอนเรียบร้อย ขณะนั้นให้เอาสติจับอยู่กับอาการเคลื่อนไหวของร่างกาย เมื่อนอนเรียบร้อยแล้วให้เอาสติมาจับที่ท้อง แล้วกำหนดว่า พองหนอ ยุบหนอ ต่อไปเรื่อยๆ ให้คอยสังเกตให้ดีว่า จะหลับไป ตอนพอง หรือตอนยุบ

 

อิริยาบถต่างๆ การเดินไปในที่ต่างๆ การเข้าห้องน้ำ การเข้าห้องส้วม การรับประทานอาหาร และการกระทำกิจการงานทั้งปวง ผู้ปฏิบัติต้องมีสติกำหนดอยู่ทุกขณะในอาการเหล่านี้ ตามความเป็นจริง คือ มีสติ สัมปชัญญะ เป็นปัจจุบัน อยู่ตลอดเวลา

เคยมีคนถามหลวงพ่อฤษีลิงดำว่า เขาไม่สามารถที่จะนั่งสมาธิได้จิตใจไม่สงบนิ่งพอ หลวงพ่อท่านก็เมตตาตอบไปว่า

ต้องฝึกให้ชำนาญนะ จึงจะทำได้ เหมือนเช่นนักมวยนั่นแหละแม้จะมีพี่เลี้ยงไปยืนตะโกนสอนอยู่ข้างเวทีให้ฮุคขวา ฮุคซ้าย เตะก้านคอ ศอก เข่า เขาก็ทำไม่ได้นะ หากมิได้ฝึกซ้อมจนเกิดความชำนาญมาก่อน

ดังนั้นหากใครก็ตามสามารถฝึกกรรมฐานได้จนช่ำชอง ก็อาจสามารถกำหนดจิตไปวางอยู่ ณ ที่ใดก็ได้นะ ยิ่งฝึกมาก จิตก็ยิ่งเชื่องนะ แม้ทำกรรมชั่วไว้มาก ทำกรรมดีไว้แต่เพียงน้อยนิด เขาก็สามารถกำหนดจิตของเขาไปวางไว้ในส่วนของกรรมดีได้ โอกาสลงนรกเขาจึงไม่มี

และเมื่อเขาได้มีโอกาสได้อยู่ในกลุ่มของคนดี เขาก็มีโอกาสสร้างกุศลผลบุญได้มาก และในทุกครั้งที่สร้างกรรมดี ถ้าเขาอุทิศส่วนกุศลผลบุญให้แก่เจ้ากรรมนายเวรไปเรื่อยๆ หากเจ้ากรรมนายเวรเหล่านั้นไม่ถือผูกโกรธ พยาบาท และอภัยให้ เขาก็อาจจะไม่ต้องไปชดใช้กรรมชั่วเลยก็ได้นะเสมือนหนึ่งเจ้าหนี้ ซึ่งเห็นคุณงามความดีของคุณ แล้วไม่ติดใจทวงหนี้คืนจากคุณนั่นแหละ คุณก็ไม่ต้องหาเงินไปใช้หนี้เขาใช่ไหม?” หลวงพ่อเคยอธิบายในเรื่องนี้อย่างชัดเจน

 

วิธีการทำสมาธิขออโหสิกรรมให้ตัวเอง

เริ่มทำสมาธิโดยทำจิตให้นิ่ง สาเหตุที่ต้องเริ่มจากตรงนี้ ก็เพื่อจะ เพื่อปรับสภาพตัวเราให้เหลือเพียงจิต เหมือนเจ้ากรรมนายเวรที่เราต้องการไปขออโหสิกรรม คือเปลี่ยนสภาพตัวเราให้เหมือนวิญญาณ ไปสื่อสารกับเขาได้

เพราะฉะนั้นเราจะทำวิธีทำสมาธิวิธีไหนก็ได้ บางคนใช้วิธีนั่ง หลายคนนอนเพราะร่างกายไม่สามารถนั่งได้ หรือจะเดินจงกรม หรือหยุดยืนนิ่งทำได้ทั้งนั้น และการจะใช้วิธีภาวนาตามจริตของเราแบบใดก็ได้อย่างที่เคยบอก ทั้งพุทโธ ยุบหนอ จุดมุ่งหมายของเราก็คือ ขอให้สงบแล้วมีสติกำกับไว้ก็พอ เมื่อเราทำสมาธิเข้าที่แล้ว เรารู้สึกว่าจิตมันเริ่มนิ่งแล้ว

ในขั้นตอนที่ ๑ เราต้องเริ่มต้นจากการสวดเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ และการสมาทานศีล ๕ เพื่อเป็นฐานบุญเบื้องต้นของเราเสียก่อน เราเริ่มจากบทสวดดังนี้

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา

พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ)

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม

ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

สังฆัง นะมามิ (กราบ)

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

 

คำอาราธนาศีล ๕

มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ

ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ

ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ

และสมาทานศีล ๕ เมื่อเราสมานศีลเสร็จแล้วให้กล่าวตามใบขออโหสิกรรม

คำที่อยู่ในใบอโหสิกรรมนี้ เราจะอ่านแบบออกเสียงก็ได้ หรือจะอ่านในใจก็ได้ ในกรณีที่ทำสมาธิที่มีคนพลุกพล่าน เช่นในที่ทำงาน ในรถประจำทาง ฯ ให้เริ่มอ่านแล้วทำจิตให้ตามไปถึงสิ่งที่เรากำลังอ่านอยู่

   

เริ่มจาก…

          ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระคุณของครูบาอาจารย์และผู้มีพระคุณ และบุญกุศลทั้งหมดที่เคยทำมาในอดีตชาติ ชาติปัจจุบันและในอนาคต ( ที่ต้องทำการอธิษฐานขออำนาจบุญบารมีนี้ก็เพื่อให้ท่านมาคุ้มครองเราในขณะที่เราทำสมาธิอยู่ เพราะในโลกที่แตกต่างจากเราไปนั้นเต็มไปด้วยวิญญาณต่างๆ  มากมายทั้งประสงค์ดีและประสงค์ร้าย เราไม่ต้องไปกลัว ให้นึกอยู่เสมอว่าในเวลานี้เราทั้งมีพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า ครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณ และบุญกุศลมหาศาลที่เราเคยทำและอยู่เหนือเจ้ากรรมนายเวรหลายชั้น และในขณะที่เราทำสมาธินี้บุญบารมีจะคุ้มครองเราอยู่เป็นเกราะเพชรชั้นดีที่ไม่มีใครสามารถจะเจาะเข้ามาได้)

  ถึงเจ้ากรรมนายเวร ขณะนี้ลูก/ข้าพเจ้า…………………….( เอ่ยชื่อตัวเองบางคนเปลี่ยนชื่อ ใช้ชื่อปัจจุบันก็ได้ เจ้ากรรมนายเวรเขาตามเราที่จิต จะเปลี่ยนรูปร่างหน้าตา หรือเปลี่ยนชื่ออย่างไร เขาก็รู้ทั้งนั้น)

   กำลังทำสมาธิ เจริญภาวนาถึงเจ้ากรรมนายเวรของลูก /ข้าพเจ้า( ควรบอกเจาะจงชื่อเจ้ากรรมนายเวรที่มีชีวิตแนะนำว่าหากระดาษมาจดเตรียมชื่อเหล่าเตรียมไว้ก่อนเพื่อให้ได้ผลดีและที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นวิญญาณถ้าเรารู้แล้ว และต้องการไปขออโหสิกรรมต่อเขาหรือถ้าเรายังนึกไม่ออกและไม่รู้จริงๆ  อยากจะบอกแบบครอบคลุมก่อนก็ได้) เทวดาใกล้ตัว คนใกล้ตัว สัตว์ใกล้ตัว ญาติก็ดี ไม่ใช่ญาติก็ดี ที่มาถึงตัวแล้วและกำลังจะมาถึงตัว

          ในชาตินี้ บัดนี้ ลูก/ข้าพเจ้ารู้ดีแล้วว่า ได้สร้างกรรมทำเข็ญไว้มากมายให้แก่ท่านให้ท่านได้รับการพลัดพรากจากสิ่งที่ท่านรัก ทำให้ท่านต้องสูญเสียคนรัก ของรัก หรือชีวิต และทุกสิ่งที่ลูก/ข้าพเจ้าได้ทำไปกับท่านทั้งในอดีตชาติ ชาติปัจจุบัน และในอนาคต( ในบางคนที่สมาธิดีจะเห็นภาพที่เจ้ากรรมนายเวรเขาอยากจะให้เราเอ่ยปากขอโทษ ไม่ต้องไปกลัว ให้นึกอยู่เสมอว่าในเวลานี้เรามีพระพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณคุ้มครองเราอยู่ การที่เราพูดถึงอนาคตเพื่อเป็นการไปขออโหสิกรรมล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เกิดกรรมที่เราอาจไม่รู้ตัว เป็นการผ่อนหนักเป็นเบาและไม่ประมาทในกรรม )

            ซึ่งมาในบัดนี้กรรมดังกล่าวกำลังส่งผลให้กับลูก/ข้าพเจ้า ทำให้ลูก/ข้าพเจ้าประสบกับ…………( บอกทุกเรื่องที่ทำให้เราเป็นทุกข์ ทั้งเรื่องการเจ็บป่วย การงาน การเงิน การค้าที่ติดขัด ขอย้ำวาต้องทุกเรื่อง เพื่อให้เจ้ากรรมนายเวรในเรื่องต่างๆ ที่มีหลายชุดหลายเรื่อง ได้รับรู้เหมือนกับเราบอกให้เขารับรู้ในสภาวะเป็นจริงว่า เรากับอดีตชาตินั้นเป็นคนละคนกัน เราไม่สามารถรู้ว่าชาติก่อนเราทำอะไรไว้ แต่ผลกรรมยังตามมาอยู่ ตอนนี้เรารู้แล้วว่าผลกรรมมีจริง จากการที่ลูกประสบปัญหาต่างๆ )

          และลูก/ข้าพเจ้าได้สำนึกผิดแล้ว สำนึกในบาปบุญคุณโทษที่เคยทำมา ถ้าท่านพอใจการทำสมาธินี้และบุญกุศลที่ลูก/ข้าพเจ้าได้อุทิศไปให้ท่านตลอดเวลาที่ผ่านมาและจะกระทำอุทิศบุญกุศลไปให้ท่านตลอดไปนับแต่บัดนี้

          และให้อโหสิกรรมต่อท่านทั้งหลาย และขอให้ท่านได้อโหสิกรรมให้ลูก/ข้าพเจ้าด้วยนี้ ขอให้หนี้เวรหนี้กรรม เศษเวรเศษกรรมที่มีอยู่จงหมดสิ้นกันไปนับตั้งแต่บัดนี้ และขอให้ท่านนำเอาสิ่งต่างๆ  ที่เกิดขึ้นกับลูก/ข้าพเจ้ากลับคืนไปด้วย

 

และเมื่อเรากล่าวคำขออโหสิกรรมทั้งหมดเสร็จสิ้น อย่างเพิ่งออกจากสมาธิ ต้องทำการอุทิศบุญและแผ่เมตตาให้กับเจ้ากรรมนายเวรอีกครั้ง ก็จะถือว่าเราทำการขออโหสิกรรมเสร็จสิ้นสมบูรณ์

 

วิธีการทำสมาธิขออโหสิกรรมให้ผู้อื่น

การทำสมาธิอโหสิกรรมนั้นนอกจากที่เราจะทำให้กับตัวเราเองแล้ว เราสามารถทำให้ผู้อื่นได้ด้วย แต่ต้องเป็นญาติสายตรงเท่านั้น เป็นพ่อแม่ พี่น้อง ตามสายเลือด เพราะเนื่องจากคนเหล่านี้นั้นเป็นผู้ที่มีความผูกพันกันอย่างใกล้ชิดในอดีตชาติที่ผ่านมา เป็นเจ้ากรรมนายเวรของเราด้วย และด้วยบุญกุศลที่มีการทำร่วมกันมาจึงมาเกิดในสายเลือด มีความใกล้ชิด มีส่วนประกอบของบุญและกรรม เลือดเนื้อจากแหล่งเดียวกัน และในบางวิบากกรมนั้นเรามีส่วนร่วมอยู่ในเหตุนั้นๆ ด้วย

การทำการทำสมาธิขออโหสิกรรมให้ผู้อื่น ทำได้ในกรณีที่คนเหล่านี้เจ็บป่วยจนไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ไม่สามารถทำสมาธิได้ อาจจะหมดสติ หรือมีวิบากกรรมขวางไว้ วิธีที่ทำนั้นเหมือนกันทุกประการเพียงเพิ่มเติมชื่อคนที่เหล่าจะทำแทนให้เปลี่ยนคำจาก

          ถึงเจ้ากรรมนายเวร ขณะนี้ลูก/ข้าพเจ้า…………………….( เอ่ยชื่อตัวเอง) กำลังทำสมาธิ เจริญภาวนาถึงเจ้ากรรมนายเวรของ…..(เอ่ยชื่อคนที่เราทำสมาธิอโหสิกรรมแทน และถึงแม้เขาจะเปลี่ยนชื่ออย่างไรก็ใช้ได้ทั้งนั้นทั้งชื่อเก่าชื่อใหม่ และจะใช้ชื่อปัจจุบันก็ได้ อย่างที่บอกเจ้ากรรมนายเวรก็รู้ทั้งนั้น)

            ซึ่งมาในบัดนี้กรรมดังกล่าวกำลังส่งผล…………..( บอกทุกเรื่องที่ทำให้คนที่เราทำแทนเป็นทุกข์ ทั้งเรื่องการเจ็บป่วย การงาน การเงิน การค้าที่ติดขัด ขอย้ำวาต้องทุกเรื่อง เพื่อให้เจ้ากรรมนายเวรในเรื่องต่างๆ ที่มีหลายชุดหลายเรื่อง ได้รับรู้เหมือนกับเราบอกให้เขารับรู้ในสภาวะเป็นจริงว่า คนที่เราทำแทนนั้นกับอดีตชาตินั้นเป็นคนละคนกัน ไม่สามารถรู้ว่าชาติก่อนได้ทำอะไรไว้ แต่ผลกรรมยังตามมาอยู่ ตอนนี้คนที่เราทำแทนรู้แล้วว่าผลกรรมมีจริง จากการที่เขาต้องประสบปัญหาต่างๆ )

          และ………… …..(เอ่ยชื่อคนที่เราทำสมาธิอโหสิกรรมแทน ได้สำนึกผิดแล้ว สำนึกในบาปบุญคุณโทษที่เคยทำมา ถ้าท่านพอใจการทำสมาธินี้และบุญกุศลที่ลูก/ข้าพเจ้าได้อุทิศไปให้ท่านตลอดเวลาที่ผ่านมาและจะกระทำอุทิศบุญกุศลไปให้ท่านตลอดไปนับแต่บัดนี้

          และให้อโหสิกรรมต่อท่านทั้งหลาย และขอให้ท่านได้อโหสิกรรมให้……….…..(เอ่ยชื่อคนที่เราทำสมาธิอโหสิกรรมแทน ) ด้วยนี้ ขอให้หนี้เวรหนี้กรรม เศษเวรเศษกรรมที่มีอยู่จงหมดสิ้นกันไปนับตั้งแต่บัดนี้ และขอให้ท่านนำเอาสิ่งต่างๆ  ที่เกิดขึ้นกับ………. …..(เอ่ยชื่อคนที่เราทำสมาธิอโหสิกรรมแทน )กลับคืนไปด้วย

         

และเมื่อเรากล่าวคำขออโหสิกรรมทั้งหมดเสร็จสิ้น อย่างเพิ่งออกจากสมาธิ ต้องทำการอุทิศบุญและแผ่เมตตาให้กับเจ้ากรรมนายเวรของคนที่เราทำแทนอีกครั้ง ก็จะถือว่าเราทำการขออโหสิกรรมเสร็จสิ้นสมบูรณ์

         

ที่สำคัญเราสามารถที่จะทำสมาธิอโหสิกรรมนี้ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ และทำได้วันละหลายๆ  ครั้ง ยิ่งทำมาก ก็เหมือนกับเราเพียรพยายามเอาหนี้ไปชดใช้เขาตลอดเวลา เจ้ากรรมนายเวรเขาจะพอใจเป็นอย่างมาก และอโหสิกรรมให้เราแน่นอน วิบากกรรมที่เราได้รับจะหมดสิ้นไปในไม่ช้า

อย่าด่วนใจร้อน ทำแค่วันสองวันสิบวันจะสำเร็จลงได้อย่างไร เพราะกรรมที่เราทำไว้กับเขา มันมากมายนัก หลายร้อยชาติ จึงมีเจ้ากรรมนายเวรหลายร้อยชุดเช่นกัน เมื่อชุดไหนเขายินดีในสิ่งที่เราทำเขาก็จากไป ชุดใหม่ก็เขามา พยายามทำไปทุกๆ วันเหมือนเราเตรียมพร้อมไว้เสมอสำหรับกรรม

Read Full Post »

Older Posts »