Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for ธันวาคม, 2011

เป็นการเชื่อมบุญที่สำคัญ เพราะเป็นพื้นฐานแรกที่จะทำให้เรานั้นเจริญก้าวหน้าในทุกๆ ทาง ถ้าครอบครัวมีความสุข จะทำอะไรก็สำเร็จ เพราะมีแรงบุญช่วยกันหนุนนำ

ขอให้สังเกตเถิดว่า คนที่ครอบครัวพร้อมสนับสนุน มักจะทำอะไรก็มีความสุขและสำเร็จไม่ยาก ไม่ว่าเรื่องนั้นจะแสนยากเย็นเพียงใด

หลายคนเรียกว่าพลังใจ แต่ผมขอเรียกว่าพลังบุญ

 

แต่ก็มีหลายคนแย้งว่า ไม่จริงหรอกฉันทำอะไรสำเร็จเพราะไม่ยุ่งเกี่ยวกับครอบครัว คนที่พูดอย่างนั้นยังเข้าใจความหมายของชีวิตที่ผิด เพราะว่าความสุขนั้นบางครั้งไม่ได้วัดกันที่ตัวเลข วัดกันที่เงินทอง หลายคนบอกว่าประสบความสำเร็จมากในการทำงาน แต่ทว่าหัวใจปราศจากความสุข หันไปทางไหนไม่เห็นคนในครอบครัวกันเลยสักคน อย่างนี้จะสำเร็จไปทำไมกัน สู้ทั้งครอบครัวก็สุข งานก็สัมฤทธิ์ผลไม่ได้แน่นอน ยิ่งถ้เก่งและมีคนในครอบครัวหนุนรับรองว่าจะต้องพบกับความสำเร็จจากที่เป็นอยู่อีกหลายเท่าตัว

การที่เกิดมาเป็นครอบครัวเดียวกันนั้น เป็นการยืนยันในเรื่องบุพเพสันนิวาสในเบื้องต้น ว่าต้องเป็นคนที่เคยร่วมทำบุญมาด้วยกันอย่างใกล้ชิดแน่นอน ในอดีตชาติต้องเคยเป็นญาติสนิทติดกันมา ทั้งเป็นพ่อแม่ พี่น้อง วนเวียนสลับกันไปมา ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาอย่างยาวนาน

การเชื่อมบุญในวิธีนี้จะง่ายที่สุด และได้ผลเร็วที่สุด ถ้ายิ่งยังอยู่ด้วยกันในบ้าน เราสามารถไปทำการเชื่อมบุญด้วยกันในการทำบุญทำทาน รักษาศีล สมาธิภาวนา มีหลายบ้านที่ยกครอบครัวไปทำบุญ ทำกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาร่วมกัน

 

บุญนั้นจึงเป็นบุญกองใหญ่และส่งผลให้ครอบครัวนั้นมีแต่ความสุข สงบ และสว่างในสติ ปัญญา รู้จักการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง

ถ้าความสัมพันธ์ หรือความประพฤติของคนใดคนหนึ่งในบ้าน ทำให้เราไม่สบายใจ ทุกข์ใจไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ไปกินเหล้าเมายา ติดการพนัน ติดยาเสพติด นิสัยสุรุ่ยสุร่าย ใช้เงินมือเติบ บ่นจู้จี้มากผิดปรกติ หาเรื่องเดือดร้อนเข้ามาในบ้านไม่เว้นแต่ละวัน ลูกหลานเอาแต่เรื่องร้อนใจมาให้ ไม่สนใจเรียนหนังสือ ไม่มีความรับผิดชอบ สร้างความแตกแยก มีชู้ ฯลฯ

เราก็ยิ่งจะรวมตัวกับคนที่เหลือช่วยกันแก้ไข โดยการเชื่อมบุญเข้าไปหาคนที่มีปัญหาอยู่นั้น ไปช่วยให้เขาพ้นวิบากกรรม เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เอาบุญใหม่ไปหนุนให้เขา อโหสิกรรมให้เขาอยากจริงใจ ทำอย่างต่อเนื่องไปพร้อมๆ กับการตักเตือน การห้ามปราม ซึ่งการทำลักษณะนี้ก็เป็นบุญแบบหนึ่งด้วย

การให้ทำด้วยความเมตตา ความกรุณา มุติทา อุเบกขา หรือดำรงอยู่พรหมวิหาร ๔ อย่างยิ่งยวด ผลบุญที่ยิ่งใหญ่จะช่วยให้เขากลับเนื้อกลับตัวในไม่ช้า กลับมาเป็นคนดีของบ้านของสังคม แล้วครอบครัวเราก็จะมีแต่ความสุขความเจริญทุกสถาน

โฆษณา

Read Full Post »

การทำบุญเริ่มต้นนั้น หลายคนนึกว่าต้องทำกับพระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง หมู่คณะใดคณะหนึ่ง วัดใดวัดหนึ่งเท่านั้น หรือแม้กระทั่งต้องทำกับพระสงฆ์เท่านั้นคนยากจน คนไม่มีข้าวจะกิน ผู้พิการ เพื่อนฝูง คนที่ต้องการความช่วยเหลือ สัตว์ต่างๆ เราก็ควรจะทำด้วย

 

แต่กับพ่อแม่ ผู้มีพระคุณกับเรา ที่เราต้องทำบุญกับท่านเหล่านั้นเป็นอันดับแรกด้วยซ้ำ

 

เป็นบุญใหญ่ที่ทุกคนต้องทำ ไม่ใช่แค่ควรทำ ที่ใช้คำว่าต้องทำนั้น เพราะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดเป็นบุญใหญ่ที่สุดของคนเลยทีเดียว

 

เพราะพ่อแม่นั้นเปรียบดังพระอรหันต์ ท่านเป็นพระพรหมในบ้านที่ควรกราบไว้เคารพบูชายิ่งกว่าคนที่เราไปทำบุญโดยไม่รู้จักเสียด้วยซ้ำ ท่านได้อดทนบากลำบากเลี้ยงดู อุ้มชูเรามาตั้งแต่เกิด ท่านเอาอนาคต ความฝัน เวลาทั้งหมดของตนโยนทิ้งไป เพื่อลูกทุกคน

 

เมื่อเราเติบใหญ่มีเรี่ยวแรงมากขึ้น ในขณะที่ท่านสูงอายุ ร่างกายเริ่มเสื่อมถอยลงเราควรต้องตอบแทนพระคุณของท่านอย่างเต็มกำลังและสติปัญญา

 

สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม หรือสมเด็จโต พระอริยสงฆ์ที่คนไทยรู้จักท่านดี ท่านเคยเทศนาในเรื่องของพระอรหันต์ในบ้าน ที่ลึกซึ้งกินใจมากขออนุญาตนำมาลงในที่นี้ เพื่อเป็นธรรมทานแด่ทุกท่าน และเพื่อความเข้าใจในเรื่องของบุญ

 

ขอโมทนาพระคุณความดีของสมเด็จโต และผู้เกี่ยวข้องที่ถอดความออกมาเผยแพร่ ณ โอกาสนี้ สมเด็จโตท่านเทศนารวมใจความว่า

 

“พระอรหันต์ คือ พระผู้ประเสริฐ คนเราทั้งหลายพยายามค้นหาพระผู้ประเสริฐ เพียงหวังที่จะยึดท่าน เกาะผ้าเหลืองท่าน เกาะหลังของท่าน เพื่อให้ท่านพาไปสู่ความสุข แม้ว่าท่านจะอยู่ไกลสุดขอบฟ้า คนเราก็ยังอุตสาห์ดั้นด้นดิ้นรนไปหา เพียงหวังเพื่อยึดเหนี่ยวและบูชาท่าน

 

แต่พระที่อยู่ภายในที่ใกล้ตัวที่สุดกลับมองข้าม มองไม่เห็นเหมือนใกล้เกลือแต่กับไปกินด่าง อันน้ำใจของพ่อแม่ที่ให้ต่อลูก มีแต่ความบริสุทธิ์ ไม่คิดหวังสิ่งใดตอบแทน เช่นเดียวกับน้ำใจของพระอรหันต์ที่ให้ต่อมนุษย์ ก็มีความบริสุทธิ์เช่นเดียวกัน

 

พ่อแม่จึงเปรียบเสมือน พระอรหันต์ของลูก…

 

…น้ำใจที่มีต่อลูกเช่นนี้เปรียบเท่ากับน้ำใจของพระอรหันต์โดยแท้ พ่อแม่จึงเป็นพระอรหันต์ในบ้านของเราจริงๆ ทำไมพวกท่านจึงไม่คิดที่จะบุญกับพระอรหันต์ที่อยู่ในบ้านของท่านเล่า

 

…ขอให้สาธุชนทั้งหลายผู้มาได้ฟังธรรมในวันนี้ จงกลับไปทำบุญกับพ่อแม่ผู้เป็นพระอรหันต์ในบ้าน การทำบุญแบบนี้จะได้อานิสงส์ทันตาเห็นในชาติปัจจุบัน บุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน คือ บุญที่ทำกับพระอรหันต์ผู้ประเสริฐ

 

แต่พระอรหันต์ที่อยู่นอกบ้าน พวกท่านไม่อาจจะล่วงรู้ได้ว่าองค์ใดจริงหรือไม่จริง แต่ที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดและเป็นของจริง และบูชาได้อย่างแน่นอน

 

ไม่เคยเห็นผู้ใดเลยที่มีความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่แล้ว ต้องพบกับความวิบัติไม่เคยมี มีแต่จะทำมาหากินอาชีพอะไรก็จะเจริญรุ่งเรือง แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟก็ไม่ไหม้ มีแต่ความสุข อายุยืนยาว”

 

อานิสงส์ในการทำบุญต่อพ่อแม่ผู้มีพระคุณนี้ จะส่งผลให้ผู้ใดที่ทำได้รับการเคารพนับถือยกย่องจากปวงเทพเทวดา จากคนทั่วไป ได้รับการสนับสนุนทุกเรื่องจากคนรอบข้าง

 

การค้าเจริญก้าวหน้าไม่มีวันขาดทุน เป็นคนที่มีจิตใจงดงาม ไม่มีตกทุกข์ได้ยาก มีทรัพย์สินอันบริบูรณ์ บุตรหลานอยู่ในโอวาทว่านอนสอนง่าย ไม่มีอุบัติภัยในชีวิต โรคร้ายแรงใดๆ ไม่กล้ำกลาย วิบากกรรมหนักจะคลายตัวเป็นเบาหรือถึงขึ้นไม่ส่งผลเลยในชาติ

 

จะเห็นได้ว่าอานิสงส์ในการทำบุญต่อพ่อแม่ผู้มีพระคุณนั้นมีแต่ผลดีทั้งสิ้น ในทางกลับกันคนที่ทอดทิ้ง ปล่อยขว้างไม่ดูแลหรือไปสร้างกรรมทำให้ท่านช้ำใจ เสียใจนั้นผลกรรมไม่ดีที่จะได้รับจะเป็นเรื่องตรงกันข้ามจากที่กล่าวมาทั้งสิ้น เรื่องนี้เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยิน ได้ฟังว่า คนที่เป็นลูกอกตัญญูนั้นไม่มีวันเจริญขึ้นมาได้เลยในชาตินี้

 

หลายคนสงสัยอีกว่า เราเชื่อมบุญไปให้ พ่อแม่ที่ล่วงลับไปแล้วท่านเหล่านั้นจะได้รับบุญหรือไม่เรื่องที่เป็นจุดมุ่งหมายในการทำบุญ เพื่ออุทิศบุญไปให้ผู้ที่ตายไปแล้วนั้น น่าจะเป็นจุดมุ่งหมายแรกๆ ของผู้ที่ทำบุญกันทุกคน

 

บุญกุศลที่ทำให้ผู้ตายนั้นไม่ว่าจะเป็นใคร พ่อ แม่พี่น้อง บรรพบุรุษหรือคนที่เรารักที่เพื่อที่จะให้เขาได้รับบุญที่เราส่งไปให้นั้น เราเป็นผู้ส่งแต่ผู้รับนั้นต้องมีเงื่อนไขหลายประการสำคัญถึงจะรับได้ ในทางพระพุทธศาสนานั้นมีระบุไว้ชัดเจนใน พระไตรปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ พอจะสรุปใจความว่า

 

เปรตหรือผู้รับต้องยอมรับหรืออนุโมทนาบุญที่เราส่งไปให้เขาก็จะได้รับ ถ้าเขาไม่รู้ หรือไม่รับไม่ชื่นชมก็ไม่มีทางรับบุญนั้นได้ อีกทั้งไม่อยู่ในสภาวะที่รับได้ก็จะรับไม่ได้เพราะอยู่ในภพภูมิที่ต่ำมากเพราะถูกลงโทษอยู่ในนรกก็ไม่สามารถรับบุญได้เช่นกัน

 

สำหรับ พ่อแม่ที่ล่วงลับไปแล้ว ถ้าท่านเปิดรับท่านก็รับได้ ยิ่งเป็นการเพิ่มบุญให้ท่านมีบุญบารมี และมีความสุขในภพภูมิของท่าน รวมถึงในพระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์ท่านจะได้มีบุญเพิ่มมากๆ และช่วยเหลือ คน ดวงจิตวิญาณต่างๆ ได้มาก ถือวาเราได้ร่วมสร้างบุญใหญ่กับท่าน ขอให้อุทิศบุญ เชื่อมบุญไปให้กับท่านเหล่านั้นเยอะ รับรองว่าดีแน่

 

ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งบอกไว้ว่า สำหรับคนตายที่สะสมกรรมดีมากได้ไปเกิดในภพภูมิเทวดานั้น แม้ท่านจะมีความสุข มีอาหารทิพย์ แต่ถ้าท่านทราบว่าญาติพี่น้องทำบุญแล้วอุทิศให้ท่าน ท่านก็ยินดีรับ ท่านก็ชื่นชมอนุโมทนาด้วย บุญก็เกิดแก่ผู้ทำและผู้รับเช่นกัน แต่ถ้าท่านไม่รับไม่ชื่นชม ก็เหมือนกับเปรตคือ ไม่ได้บุญนั้นเช่นกัน

แต่การอนุโมทนาของเปรตกับเทวดานั้นต่างกัน เทวดาอนุโมทนาแล้วบุญก็เกิดเทวดาเท่านั้น แต่สำหรับเปรตนั้น เมื่อเปรตอนุโมทนาแล้ว นอกจากบุญจะเกิดแก่เปรตแล้ว เปรตยังได้รับข้าวของอันสมควรแก่ฐานะของเปรต ตรงตามที่ผู้อุทิศไปให้ด้วย

 

เช่น มีผู้ถวายอาหารแล้วอุทิศให้เปรต เปรตอนุโมทนา ก็จะได้รับอาหารอันสมควรแก่ฐานะของเปรตด้วย ทำให้เปรตอิ่มหนำสำราญ พ้นจากความหิวโหย หรือเราถวายผ้า เปรตก็จะได้รับผ้าทิพย์ปกปิดร่างกาย ทำให้พ้นจากสภาพเปลือยกายได้ เราถวายน้ำแล้วอุทิศให้ เปรตก็ได้ดื่มน้ำทิพย์พ้นจากความหิวกระหายด้วยอำนาจของการอนุโมทนา

การอุทิศบุญที่ทำแล้วให้เปรตนั้น มิใช่หยิบยื่นของส่งให้ เพราะบุญเป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้ เกิดที่ใจ เมื่อใดที่ใจเกิดบุญ ใจก็จะผ่องใส ไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น ธรรมชาติของบุญก็คือเป็นเครื่องชำระจิตใจให้ผ่องใส ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง

 

แต่มีครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งท่านบอกวิธีที่จะคนตายนั้นรับบุญได้แน่นอนถ้ายังไม่ไปเกิด คือ การฝากบุญนั้นไว้กับท่านพระยายมบาล พระแม่ธรณี หรือพระอริยสงฆ์ที่เราเคารพนับถือ

 

และเชื่อว่าท่านยังเป็นดวงจิตวิญาณชั้นสูงปฏิบัติธรรมอยู่บนสวรรค์ชั้นต่างๆ เพื่อสร้างบารมีในการเป็นพระพุทธเจ้าในภายภาคหน้า หรือแม้กระทั่งเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ ก็ขอพระเมตตาฝากบุญได้

 

ที่ธ.ธรรมรักษ์ทำเป็นประจำ ก็คือ การขอเมตตาฝากบุญกับหลวงปู่ทวด ครูบาศรีวิชัยเจ้า และอีกหลายองค์ ให้กับบรรพบุรุษ บริวาร ที่ตายไปแล้ว ซึ่งไม่แน่ใจว่าท่านอยู่ในภพภูมิใดแน่ เป็นการไม่เสียหลายในการทำบุญ เพราะเชื่อว่าอย่างน้อยต้องถึงมือท่านเหล่านั้นแน่นอนไม่ว่าในวันใดวันหนึ่ง

 

ถึงแม้ในบางท่านจะต้องไปชดใช้กรรมในนรกขุมไหนก็ตาม เพราะเมื่อผู้ตายนั้นรับทุกข์จนถึงวาระแล้ว กรรมนั้นก็ต้องหมดลงไป ก็จะมีโอกาสที่จะรับบุญได้เพราะได้เลื่อนภพภูมิแล้ว

 

เราต้องเข้าใจว่าสัตว์โลกนั้นย่อมเป็นไปตามกรรม ใครทำได้ย่อมได้ดีไปอยู่ในภพภูมิที่ดี ถ้าหากทำชั่วก็ต้องไปอยู่ในภพภูมิที่มีแต่ความทุกข์ยากลำบาก ต้องรับผลกรรมที่ทำมา ใครจะมารับแทนไม่ได้ หรือจะช่วยให้พ้นทุกข์นั้นไม่ได้

 

หลายคนบอกว่ามีบรรพบุรุษหรือแม้กระทั่งดวงจิตวิญญาณที่เราไม่รู้จักมาเข้าฝันหน้าตาอิดโรยบอกว่า อยากกินโน่นอยากกินนี่ อาหารที่เขาเคยชอบเหมือนตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่

 

ดังนั้นคนที่บอกว่าทำอาหารที่คนตายชอบส่งไปให้นั้น เขาไม่ได้รับอาหารแบบนั้นหรอกไม่ว่าจะเป็นผัดเผ็ดปลาช่อน ไก่ย่าง ขาหมูอะไรที่เราเข้าใจกันผิดๆ ที่เขามาบอกอย่างนั้น

 

เราต้องรู้ว่า บุญที่ส่งไปให้นั้นเป็นของทิพย์ ที่จะทำให้เขาเหล่านั้นมีความสุขมากขึ้นในระดับหนึ่งทั้งเสื้อผ้าทิพย์ น้ำทิพย์ อาหารทิพย์ที่เขาได้รับนั้นไม่เหมือนกับอาหารที่เรากินหรือที่เราทำบุญ

 

แต่ที่เขามาปรากฏตัวมาขออาหารเหล่านั้น เพราะเขายังติดอยู่ในเรื่องจริตเดิมที่ก่อนตายเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น การที่เราเอาอาหารที่เขาชอบมาทำบุญนั้นก็ไม่ผิดแต่อย่างไร ยิ่งเป็นการแสดงเจตนาที่แรงกล้าที่จะช่วยส่งบุญนั้นไปถึงคนตายได้ ยิ่งพยายามทำมาก บุญนั้นก็มาก

 

แต่เราต้องพิจารณาด้วยปัญญาด้วย ว่าคนที่กินอาหารนั้นในความเป็นจริงเป็นใครกันแน่ ระหว่างดวงจิตวิญญาณกับพระสงฆ์ ที่เห็นได้ จับต้องได้ ท่านฉันอาหารเข้าปากให้เห็นกันต่อหน้าเลย

 

เราต้องพิจารณาด้วยความเหมาะสมด้วย พระสงฆ์บางรูปท่านมีอายุมากแล้ว ท่านควรจะฉันอาหารประเภทใด ท่านเป็นคนเหมือนเราทุกอย่าง เพียงแต่ท่านสละแล้วทางโลกมุ่งปฏิบัติธรรม

 

อาหารที่มาทำบุญนั้น ควรจะส่งเสริมให้ท่านเจริญในธรรมได้ดีขึ้น ไม่ใช่เพราะอาหารเหล่านั้นทำให้ท่านเกิดเป็นโรคต่างๆ ทั้งท้องเสีย เบาหวาน ไขมันอุดตันในเลือด ขอฝากไว้ให้ทุกท่านได้เข้าใจตามความเป็นจริงในข้อนี้ด้วย

 

การเชื่อมบุญกับพ่อแม่ควรจะทำเป็นอันดับแรก ยิ่งท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะได้เมตตาเรามากขึ้น สำหรับคนที่มีเรื่องขุ่นข้องใจกับพ่อแม่ หรือไปทำอะไรให้ท่านเสียใจ ขอให้อุทิศบุญ เชื่อมบุญให้กับท่านตลอดเวลา เรื่องที่นึกว่าร้ายจะกลายเป็นดี เรื่องที่เอยู่แล้วจะดียิ่งขึ้น

 

เพราะโดยพื้นฐานแล้ว พ่อแม่กับลูกนั้นต่างเป็นเจ้ากรรมนายเวรซึ่งกันและกันตอนก่อนที่เกิด ลูกนั้นเป็นเจ้ากรรมนายเวร ที่เป็นคนเลือกพ่อแม่มาเกิด เปรียบกับเจ้าหนี้นั้น เขาต้องเลือกลูกหนี้ที่ค้างหนี้เขามากที่สุดก่อนเป็นอันดับแรก ถ้าอยากจะได้หนี้คืน

 

ลูกจึงเป็นคนเลือกพ่อแม่มาเกิด ด้วยกรรมแต่งให้เกิด

 

เมื่อมาเกิดแล้ว คราวนี้พ่อแม่ต้องเลี้ยงดูอุ้มชู เป็นไปตามกรรมลิขิต และก็ได้กลายมาเป็นเจ้ากรรมนายเวรของลูกแล้วในที่นี้ พอแก่เฒ่า ลูกจึงเป็นลูกหนี้ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ เป็นการใช้หนี้ตอบแทน

 

การที่จะให้ครอบครัวเป็นสุขนั้น บุญจะต้องมากกกว่าบาป หรือกรรมดีที่มีร่วมกันต้องมากกว่ากรรมไม่ดีที่มีต่อกัน การอุทิศบุญ เชื่อมบุญแก่กันตลอดเวลา บุญย่อมมากขึ้นตลอดเวลา และระวังกรรมไม่ดีประกอบกันไปด้วย ให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้

 

พ่อแม่และลูกก็จะมีความสุข เมื่อมีวิบากกรรมไม่ดีเข้ามาในครอบครัวก็จะช่วยเหลือกันได้ ขอให้เชื่อมั่นเถิดว่า พลังบุญจะช่วยให้ทุกคนในครอบครัวอยู่กันแบบมีความสุขล้นด้วยแรงบุญที่ทำร่วมกัน

Read Full Post »

การเชื่อมบุญ คืออะไร หลายคนที่ไม่เคยได้ยินคงสงสัยว่า มันเป็นการทำบุญในลักษณะใดกัน หลายคนอาจจะบอกว่า ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยได้ยินคำๆ นี้

แล้วอะไรคือ การเชื่อมบุญ ที่แน่ๆ คำถามที่ต้องตามมาก็คือ เราทำการเชื่อมบุญเพื่ออะไร โปรดใจเย็นๆ ตั้งสติ ค่อยๆ อ่านทำความเข้าใจไป เพื่อจะให้เรื่องนี้เกิดประโยชน์มหาศาลกับชีวิตของทุกคน

ในชีวิตของคนเรานั้น เราเคยมีเวลามาสังเกตกันบ้างหรือไม่ว่า ความสำเร็จ หรืออุปสรรคความทุกข์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตนั้น มันเริ่มจากตรงไหนแล้วไปสิ้นสุดที่ไหน

เอาแค่เส้นทางชีวิตในชาติเดียว เอาเพียงชาติปัจจุบันนี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องดูกันตลอดเส้นทางยาวๆ ไปหลายภพหลายชาติ ไปข้างหลังหรือข้างหน้า มันยากเกินไปและเกินวิสัยของคนปกติทั่วไปที่จะหยั่งรู้ได้

ส่วนมากเรื่องเหล่านี้นั้น ทั้งหมดมันจะเริ่มต้นมาจากตัวเรา ไปสู่คนหรือเรื่องที่เราต้องการจะติดต่อ และดำเนินการให้สำเร็จและต้องเกี่ยวพันกันไป หลายครั้งแม้เราจะพยายามทำแบบสุดแรงเกิด สุดสติปัญญา เงินทุนรอน กำลังที่มีทั้งหมด ทำแค่ไหนมันก็ยังไม่สำเร็จเสียที

แล้วมันเป็นเพราะเหตุใด ด้วยสาเหตุอะไรกันแน่ จำได้ที่เคยบอกเอาแล้วว่าในเรื่องเจ้ากรรมนายเวรว่า คนทุกคนที่มาเกี่ยวข้องกันในชาตินี้นั้น เคยเป็นญาติกันและเป็นเจ้ากรรมนายเวรของกันและกัน มันเกี่ยวพันกันเป็นลูกโซ่ร้อยรัดเข้าด้วยกัน

บางครั้งมันจะห่างหรือจะรัดเข้าหากัน มันขึ้นอยู่ด้วยบุญและกรรมที่ส่งผลในเวลานั้น

เหตุผลที่เรื่องต่างๆ ที่เราจะอยากจะให้เกิดขึ้นมันไม่สำเร็จ ก็เป็นเพราะส่วนหนึ่งเราอาจจะยังไม่รู้จักช่องทางหรือวิธีทำให้เรื่องต่างๆ นั้นมันสำเร็จลงได้ง่าย เราปล่อยให้โซ่ที่เกี่ยวกันนั้นห่างกันมากจนไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้เลย แล้วอย่างนี้เรื่องต่างๆ ที่เราต้องการนั้นมันจะสำเร็จได้อย่างไร

เหมือนเราต้องการอยากจะได้สิ่งหนึ่งจากคู่รักแล้วเราไม่บอก ไม่แสดงทีท่า ไม่แสดงอาการอยากได้ แล้วชาตินี้เขาหรือเธอจะรู้หรือไม่ และชาตินี้เราจะได้มันหรือไม่

เราต้องการอะไรจากคนอื่นแล้วเราเคยให้อะไรคนอื่นบ้างหรือไม่

เราอยากจะให้เขาทำดีกับเรา เราเคยทำดีอะไรให้กับเขาหรือไม่

เราอยากจะให้เขาช่วย แล้วเราเคยสนิทชิดเชื้อ เคยไปมาหาสู่กับเขาหรือไม่ เราเคยช่วยเหลือเขาทั้งในยามที่เขาลำบากหรือไม่ลำบากหรือไม่ เราเคยมีบุญคุณกับเขาหรือไม่ และเพียงพอที่จะทำให้เขาต้องมาตอบแทนเราหรือไม่

เราอยากให้เขาช่วย เราเคยมีบุญร่วมกันกับเขามาหรือไม่ ทั้งบุญเก่าที่สร้างด้วยกันมาและได้มีการสร้างบุญใหม่ร่วมกัน

การเชื่อมบุญนี้ เป็นอีกช่องทางที่สำคัญมาก ที่มีมาจากการทำบุญ (ขอแนะนำว่าให้ย้อนกลับไปดูในเรื่องบุญกริยาวัตถุ ๑๐ อีกครั้งเพื่อเข้าใจ ในเรื่องของบุญอย่างถูกต้อง) และต้องมีการโมทนาอุทิศบุญและเชื่อมบุญของเรากับผู้ที่เราต้องการให้เรื่องที่เราจะให้เกิดขึ้นนั้นสำเร็จได้โดยง่าย

ใครได้ยินคำๆ นี้ไหม ถ้าไม่มีบุญพอ ก็ไม่มีทางสำเร็จได้ และเมื่อบุญมาถึง แม้ฟ้าก็มิอาจกั้นได้!

ในเรื่องที่เราต้องการบางเรื่องนั้น บางครั้งเรายังไม่มีบุญพอที่จะเชื่อมเรื่องราว เชื่อมบุญเข้าหากับคนที่เราอยากจะเชื่อมเข้าหากันได้ หรือยังมีวิบากกรรมขวางทางเราอยู่

ดังนั้นเราต้องสร้างบุญใหม่ให้ถูกวิธี มีแรงบุญพอที่จะไปช่วยลดวิบากกรรที่มีอยู่ในตอนนั้นเวลานั้นเสีย และต้องเชื่อมบุญใหม่ให้ใหญ่กว่า แรงกว่าให้ตรงช่องทางกับเรื่องราวหรือคนที่เราอยากจะเชื่อม ทั้งนี้ก็เพื่อจุดมุ่งหมายที่เราอยากจะได้

เปรียบเหมือนเวลาที่จะยกขอนไม้ที่กีดขวางทางเดินของเรา เรายืนอยู่คนเดียวก็หันรีหันขวางไม่รู้จะทำอย่างไร จะเดินไปต่อก็ไม่ได้ ยกคนเดียวก็ไม่มีแรงจะยกขึ้น เรารู้แล้วว่า ลำพังเราคนเดียวนั้น ไม่สามารถยกขอนไม้นี้ได้

ตัดสินใจไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่น จึงรีบวิ่งไปบอกเพื่อนบ้านข้างบ้าน ที่เผอิญไปบ้านที่ไม่ถูกกันอีก เราวิ่งไปผิดบ้าน เหมือนกับความพยายามของเราที่ไปผิดช่องทางใช่ไหม

ดังนั้น บ้านที่ไม่ถูกกันนี้ เขาก็นิ่งเฉย แถมยังบอกอีกว่า ธุระไม่ใช่ ไม่ใช่เรื่องของเขา ทีเมื่อก่อนเขาเคยมาเรียกให้เราไปช่วยยกของ เรายังทำเป็นเฉย แล้วทีนี้เขาจะไปช่วยเราทำไม เมินเสียเถอะ!

เราจึงต้องวิ่งไปบอกอีกบ้านหนึ่ง ที่เราเคยไปช่วยเขาขนของย้ายบ้าน หรือเคยช่วยอะไรเขา พอบอกเขาว่ามาช่วยยกขอนไม้หน่อย เท่านั้นเอง เราวิ่งไปถูกช่องทางแล้ว เขาก็กุลีกุจอลุกขึ้นไปช่วยเรา ขอนไม้เมื่อได้สองแรงก็ยกขึ้น เราก็สามารถผ่านไปได้ง่ายๆ

หรือแม้แต่ในตอนนั้น เรามีเพื่อนบ้านเหลืออยู่บ้านเดียว เมื่อเขาปฎิเสธไม่ช่วยเรา แต่เราก็ยังมีใจที่ถ่อมอ่อนน้อม ไปขอโทษเขาบอกเขาว่า ในวันนั้นเรารู้สึกผิดที่ไม่ได้มาช่วย อาจจะเป็นเพราะเราติดธุระจริงๆ หรือเรากำลังไม่สบาย ซึ่งต้องเป็นไปตามความจริงอย่าผิดศีล เรื่องมุสาหรือโกหกเป็นอันขาด ถ้าเขาไม่ติดใจอะไรหรือไม่โกรธแค้นเราอะไรมากมาย เขาอาจกลับมาช่วยเรายกขอนไม้นี้ก็ได้

เรื่องต่างๆ ในชีวิตของเราก็เหมือนกัน บางคนอยากจะทำการค้าขายกับใคร อยากจะได้งานทำ อยากจะขายบ้าน อยากจะทำงานที่องค์กรใหญ่นั้น อยากจะให้ผู้ใหญ่สนับสนุน แต่ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่อยากได้นั้น จะสำเร็จตลอดรอดฝั่งได้หรือไม่

เพราะเหตุที่ว่า เรายังเชื่อมเรื่องราวต่างๆ นั้นยังไม่ถูกช่อง หรือแม้แต่รู้จักคนที่ต้องการจะเชื่อมแล้ว แต่เราก็ยังไม่รู้วิธีว่าจะทำอย่างไร?

การเชื่อมบุญไม่ใช่พิธีกรรมทางไสยศาสตร์ แต่เป็นการทำบุญ โดยที่เราตั้งใจที่จะโมทนาอุทิศบุญกุศลที่ทำบุญนี้ แล้วส่งตรงไปที่คนที่เราต้องการจะให้ แต่ที่พิเศษกว่าเล็กน้อยก็คือ เป็นการทำในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะไม่ได้กล่าวอุทิศบุญแบบกว้างๆ

ซึ่งมุ่งตรงไปที่เรื่องราวต่างๆ ที่เราอยากให้เกิดขึ้นแต่ต้องเป็นในทางที่ถูกธรรมเท่านั้นถึงจะสำเร็จได้ และในหลายท่านอาจจะต้องทำหลายครั้งในหลักการที่ว่า

สม่ำเสมอ หมายความว่า เราต้องสร้างบุญ และอุทิศบุญเจาะจงไปที่คนๆ นั้น เจ้ากรรมนายเวรในเรื่องนั้น วิบากกรรมในเรื่องนั้น สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นในเรื่องนั้น แบบซ้ำๆ กันต่อเนื่องเพื่อให้เกิดพลัง

มากพอ หมายถึง บุญกุศลที่เราทำนั้นต้องมีพลังบุญมากพอ ที่จะช่วยให้สิ่งที่เราต้องการเกิดขึ้นด้วยการสร้างบุญแบบไม่หยุดและรวมบุญให้มากพอ

นานพอ หมายถึง ในบางวิบากกรรมนั้น เจ้ากรรมนายเวรเขาไม่ยอมยกโทษให้ง่ายๆ เราต้องแสดงความสำนึกอย่างจริงใจ ซึ่งเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราสำนึกจริงหรือไม่ เจตนาของเราเป็นอย่างไรเรากำลังจะหลอกเจ้ากรรมนายเวรอีกครั้งหรือไม่ หรือการที่เรามีเจ้ากรรมนายเวรหลายท่าน ซึ่งเมื่ออุทิศบุญไปให้เจ้ากรรมนายเวรรายหนึ่งแล้ว แต่ยังมีอีกเจ้ากรรมนายเวรมาต่อคิวขวางทางเอาไว้อีก จะต้องทำอุทิศบุญไปเป็นระยะเวลานานสมควร เรื่องที่เราต้องการจึงจะสำเร็จ

เคล็ดลับสำคัญของการเชื่อมบุญนั้น เราต้องอุทิศบุญไปให้ทั้งเจ้ากรรมนายเวรทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตที่เราอยากให้เขาอโหสิกรรม และขอให้เขาถอนตัวจากอุปสรรคต่างๆ ที่เขาขวางไว้ไม่ให้เราทำสำเร็จ รวมทั้งคนที่เราอยากจะไปขอโทษในเรื่องที่กำลังเกิดขึ้น หรือจะไปเชื่อมบุญใหม่กับคนที่เราต้องการไปขอความช่วยเหลือจากเขา หรือคนที่เราติดต่อทำมาค้าขายกัน คนที่มีปัญหาและอุปสรรคต่อกันในเรื่องต่างๆ ฯลฯ

เรื่องนี้สำคัญมาก เรียกง่ายๆ ว่า เป็นการเชื่อมบุญไปหาคนที่เราต้องการในเรื่องต่างๆ ที่เป็นผลดีในชีวิตของเราและที่สำคัญเรื่องที่เราต้องการให้สำเร็จนั้นไม่ผิดศีลธรรมอันดี

การเชื่อมบุญ ที่จะไปทำบาปนั้นไม่มีทางสำเร็จ เทพ เทวดา เจ้ากรรมนายเวร เขาไม่เอากับเราด้วยแน่นอน เรื่องอะไรเขาไปช่วยส่งเสริมหรือร่วมมือไปทำความชั่ว ให้เขาต้องได้รับโทษทัณฑ์ไปด้วย

บางครั้งที่เราอาจจะเคยได้ยินพวกแก๊งค์โจรร่วมมือกันไปทำความชั่ว มีพิธีกรรมอะไรนั้นมันการชักจูงวิญญาณที่ชั่วร้าย เป็นเรื่องของมารซาตาน ที่ต้องการพรรคพวกไปตกนรกร่วมกัน คนที่ไม่มีบุญ ไม่มีศีลกำกับไว้ของคนพวกนี้ นรกคือปลายทางสุดท้ายของพวกมัน

เป็นคนละเรื่องกับการเชื่อมบุญเพื่อไปร่วมกันทำความดี เหมือนผ้าขาวกับผ้าดำ นรกกับสวรรค์ที่แตกต่างกันลิบลับ

การเชื่อมบุญ ถือว่าเป็นการกระตุ้นบุญเก่าและสร้างบุญใหม่ไปพร้อมๆ กัน และส่งแรงบุญใหม่นี้ไปให้คนที่เกี่ยวข้องในเรื่องต่างๆ เป็นการมีบุญร่วมกัน

เพื่อขออำนาจแห่งบุญบารมีที่มีร่วมกันนี้ ช่วยให้ทำการติดต่อในเรื่องที่ติดขัดได้สะดวกยิ่งขึ้น ถ้าเป็นคนที่เคยมีบุญร่วมกันมาก่อนก็ง่าย เหมือนมีบุญเก่าไปกระตุ้น แต่ถ้าไม่เคยทำบุญหรือรู้จักกันมาก่อน ก็กลายเป็นบุญใหม่ที่เราเป็นคนสร้างขึ้นมาร่วมกันกับเขาจะเป็นตัวไปเชื่อมให้เรื่องราวต่างๆ สำเร็จได้โดยง่าย ซึ่งขอย่ำอีกทีว่า ต้องสม่ำเสมอ นานพอและมากพอ

เมื่อทำเชื่อมบุญแล้วยังไม่สำเร็จได้แบบทันใจ อย่าเพิ่งท้อเป็นอันขาด ทำไปเรื่อยๆ รับรองว่าไม่นานนักจะต้องสำเร็จหรืออย่างน้อยจะพบทางออกที่ดีแน่นอน

เรื่องนี้ธ.ธรรมรักษ์ ขอรับประกัน เพราะทำการเชื่อมบุญมาหลายเรื่องแล้ว สำเร็จทุกเรื่อง

ทั้งเรื่องคดีความที่ดูเหมือนจะไม่จบ เรื่องการเงินที่ติดขัด เรื่องการงานที่มีปัญหามาก การซื้อขายที่ดิน ขายบ้าน เรื่องลูก เรื่องปัยหาครอบครัวที่ทะเลาะเบาะแว้งกันตลอด เรื่องการเจ็บป่วยที่ไม่รู้สาเหตุ ถึงแม้จะได้ผลไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์แต่เกิน 80 เปอร์เซ็นต์ทุกเรื่อง

ขอให้เชื่อมบุญเถอะครับ แล้วจะรู้ว่าบุญนั้นพลิกชีวิตเลยทีเดียว

ในการเชื่อมบุญนั้นหลายท่านเคยถามด้วยความสงสัยว่า ทำการเชื่อมบุญในเวลาไหน ขอตอบตรงนี้เลยว่า เราสามารถทำได้ตลอดเวลา

ทั้งในช่วงเวลาที่ไม่มีปัญหาเพื่อเพิ่มบุญ เพิ่มวงจรบุญให้เชื่อมติดทำอะไรก็สะดวก

ทั้งในเวลาที่กำลังเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ซึ่งบางครั้งบุญของตนเองไม่พอก็มีวิธีการ “พึ่งบุญ” ซึ่งเป็นการเชื่อมบุญชั้นสูง (มีอยู่ในเล่มอย่างละเอียดขอให้อ่านไปเรื่อยๆ ก่อน)

เราเชื่อมบุญได้ทุกครั้งที่มีการทำบุญ แต่ข้อสำคัญเราต้องสร้างบุญก่อน ไม่เช่นนั้นเราจะเอาอะไรไปเชื่อมบุญ!!!

อย่าลืมว่าการทำบุญนั้นมีหลายทางอย่างที่บอกไว้แล้ว รวมถึงการให้ทานในทุกเรื่อง ทั้งเงินทอง อาหาร การหยอดเงินลงตู้ที่เดี๋ยวนี้มีคนนิยมมาบอกบุญมากมาย ทั้งการร่วมสร้างถาวรวัตถุทางพุทธศาสนา เช่น โบสถ์ วัดวาอาราม เป็นค่าอาหารกลางวันเด็ก คนพิการ คนชรา การออกแรง การให้ความรู้ การพิมพ์หนังสือธรรมทาน รวมถึงการรักษาศีล และการทำสมาธิภาวนาฯลฯ เรียกได้ว่า เรามีโอกาสทำบุญ ทุกเวลาและทุกโอกาส

แม้แต่การให้อาหารสัตว์เลี้ยง อาหารกับคนในบ้าน ทำอาหารให้ผู้มีพระคุณ เป็นเรื่องของบุญทานทั้งนั้น และเมื่อเราได้ทำบุญทานเหล่านี้แล้ว ก็ควรทำการเชื่อมบุญทันที เหมือนเป็นการเก็บสะสมบุญให้เป็นกองใหญ่ เป็นกองทุนบุญให้มีพลังที่จะเป็นเชื่อมบุญกับคนหรือสิ่งที่เราต้องการ ย้ำทำได้ทุกที่ ทุกเวลา

อยู่ที่เราจะตั้งสัจจะอธิษฐาน จะทำที่ไหน เมื่อไหร่ก็ทำได้ทันที ในทุกเช้าเมื่อเราลืมตาตื่นขึ้นมา ก่อนจะทำอะไรก็ตามควรจะสวดมนต์ไหว้พระ หรืออย่างน้อยตั้งสมาธิ สวดมนต์ อาราธนาศีล สมาทานศีล ๕ เท่านี้เราก็ได้บุญ มีบุญแล้วก็ทำเชื่อมบุญได้ทันทีทันใด ไม่มีการสิ้นเปลืองอะไรเลยแม้แต่น้อย นอกจากใช้เวลาไปไม่มากนัก

หรือการที่เราทำสมาธิภาวนาสั้นๆ ในแต่ละช่วงเวลาของวัน ก็สามารถเชื่อมบุญเหล่านี้ไปได้เหมือนกัน ในห้องนอน ทั้งในรถ ในที่ทำงาน ทำได้ทั้งสิ้น

การเชื่อมบุญไม่มีการจำกัดเวลาและสถานที่ ว่างเมื่อใดทำได้เมื่อนั้นและเกิดผลเมื่อนั้นทันทีเช่นกัน

หลายคนสงสัยอีกว่า เราเชื่อมบุญไปให้พระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์ พ่อแม่ที่ล่วงลับไปแล้วท่านเหล่านั้นจะได้รับบุญหรือไม่เรื่องที่เป็นจุดมุ่งหมายในการทำบุญ เพื่ออุทิศบุญไปให้ผู้ที่ตายไปแล้วนั้น น่าจะเป็นจุดมุ่งหมายแรกๆ ของผู้ที่ทำบุญกันทุกคน

บุญกุศลที่ทำให้ผู้ตายนั้นไม่ว่าจะเป็นใคร พ่อ แม่พี่น้อง บรรพบุรุษหรือคนที่เรารักที่เพื่อที่จะให้เขาได้รับบุญที่เราส่งไปให้นั้น เราเป็นผู้ส่งแต่ผู้รับนั้นต้องมีเงื่อนไขหลายประการสำคัญถึงจะรับได้ ในทางพระพุทธศาสนานั้นมีระบุไว้ชัดเจนใน พระไตรปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ พอจะสรุปใจความว่า

เปรตหรือผู้รับต้องยอมรับหรืออนุโมทนาบุญที่เราส่งไปให้เขาก็จะได้รับ ถ้าเขาไม่รู้ หรือไม่รับไม่ชื่นชมก็ไม่มีทางรับบุญนั้นได้ อีกทั้งไม่อยู่ในสภาวะที่รับได้ก็จะรับไม่ได้เพราะอยู่ในภพภูมิที่ต่ำมากเพราะถูกลงโทษอยู่ในนรกก็ไม่สามารถรับบุญได้เช่นกัน

สำหรับพระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์ พ่อแม่ที่ล่วงลับไปแล้ว ถ้าท่านเปิดรับท่านก็รับได้ ยิ่งเป็นการเพิ่มบุญให้ท่านมีบุญบารมี และมีความสุขในภพภูมิของท่าน รวมถึงในพระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์ท่านจะได้มีบุญเพิ่มมากๆ และช่วยเหลือ คน ดวงจิตวิญาณต่างๆ ได้มาก ถือวาเราได้ร่วมสร้างบุญใหญ่กับท่าน ขอให้อุทิศบุญ เชื่อมบุญไปให้กับท่านเหล่านั้นเยอะ รับรองว่าดีแน่

ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งบอกไว้ว่า สำหรับคนตายที่สะสมกรรมดีมากได้ไปเกิดในภพภูมิเทวดานั้น แม้ท่านจะมีความสุข มีอาหารทิพย์ แต่ถ้าท่านทราบว่าญาติพี่น้องทำบุญแล้วอุทิศให้ท่าน ท่านก็ยินดีรับ ท่านก็ชื่นชมอนุโมทนาด้วย บุญก็เกิดแก่ผู้ทำและผู้รับเช่นกัน แต่ถ้าท่านไม่รับไม่ชื่นชม ก็เหมือนกับเปรตคือ ไม่ได้บุญนั้นเช่นกัน

แต่การอนุโมทนาของเปรตกับเทวดานั้นต่างกัน เทวดาอนุโมทนาแล้วบุญก็เกิดเทวดาเท่านั้น แต่สำหรับเปรตนั้น เมื่อเปรตอนุโมทนาแล้ว นอกจากบุญจะเกิดแก่เปรตแล้ว เปรตยังได้รับข้าวของอันสมควรแก่ฐานะของเปรต ตรงตามที่ผู้อุทิศไปให้ด้วย

เช่น มีผู้ถวายอาหารแล้วอุทิศให้เปรต เปรตอนุโมทนา ก็จะได้รับอาหารอันสมควรแก่ฐานะของเปรตด้วย ทำให้เปรตอิ่มหนำสำราญ พ้นจากความหิวโหย หรือเราถวายผ้า เปรตก็จะได้รับผ้าทิพย์ปกปิดร่างกาย ทำให้พ้นจากสภาพเปลือยกายได้ เราถวายน้ำแล้วอุทิศให้ เปรตก็ได้ดื่มน้ำทิพย์พ้นจากความหิวกระหายด้วยอำนาจของการอนุโมทนา

การอุทิศบุญที่ทำแล้วให้เปรตนั้น มิใช่หยิบยื่นของส่งให้ เพราะบุญเป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้ เกิดที่ใจ เมื่อใดที่ใจเกิดบุญ ใจก็จะผ่องใส ไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น ธรรมชาติของบุญก็คือเป็นเครื่องชำระจิตใจให้ผ่องใส ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง

แต่มีครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งท่านบอกวิธีที่จะคนตายนั้นรับบุญได้แน่นอนถ้ายังไม่ไปเกิด คือ การฝากบุญนั้นไว้กับท่านพระยายามบาล พระแม่ธรณี เพราะเมื่อผู้ตายนั้นรับทุกข์จนถึงวาระแล้ว กรรมนั้นก็ต้องหมดลงไป ก็จะมีโอกาสที่จะรับบุญได้เพราะได้เลื่อนภพภูมิแล้ว

เราต้องเข้าใจว่าสัตว์โลกนั้นย่อมเป็นไปตามกรรม ใครทำได้ย่อมได้ดีไปอยู่ในภพภูมิที่ดี ถ้าหากทำชั่วก็ต้องไปอยู่ในภพภูมิที่มีแต่ความทุกข์ยากลำบาก ต้องรับผลกรรมที่ทำมา ใครจะมารับแทนไม่ได้ หรือจะช่วยให้พ้นทุกข์นั้นไม่ได้

หลายคนบอกว่ามีบรรพบุรุษหรือแม้กระทั่งดวงจิตวิญญาณที่เราไม่รู้จักมาเข้าฝันหน้าตาอิดโรยบอกว่า อยากกินโน่นอยากกินนี่ อาหารที่เขาเคยชอบเหมือนตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่

ดังนั้นคนที่บอกว่าทำอาหารที่คนตายชอบส่งไปให้นั้น เขาไม่ได้รับอาหารแบบนั้นหรอกไม่ว่าจะเป็นผัดเผ็ดปลาช่อน ไก่ย่าง ขาหมูอะไรที่เราเข้าใจกันผิดๆ ที่เขามาบอกอย่างนั้น

เราต้องรู้ว่า บุญที่ส่งไปให้นั้นเป็นของทิพย์ ทำให้เขาเหล่านั้นมีความสุขมากขึ้นในระดับหนึ่งทั้งเสื้อผ้าทิพย์ น้ำทิพย์ อาหารทิพย์ที่เขาได้รับนั้นไม่เหมือนกับอาหารที่เรากินหรือที่เราทำบุญ

แต่ที่เขามาปรากฏตัวมาขออาหารเหล่านั้น เพราะเขายังติดอยู่ในเรื่องจริตเดิมที่ก่อนตายเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น การที่เราเอาอาหารที่เขาชอบมาทำบุญนั้นก็ไม่ผิดแต่อย่างไร ยิ่งเป็นการแสดงเจตนาที่แรงกล้าที่จะช่วยส่งบุญนั้นไปถึงคนตายได้ ยิ่งพยายามทำมาก บุญนั้นก็มาก

แต่เราต้องพิจารณาด้วยปัญญาด้วย ว่าคนที่กินอาหารนั้นในความเป็นจริงเป็นใครกันแน่ ระหว่างผีกับพระสงฆ์ ที่เห็นได้ จับต้องได้ ท่านฉันอาหารเข้าปากให้เห็นกันต่อหน้าเลย

เราต้องพิจารณาด้วยความเหมาะสมด้วย พระสงฆ์บางรูปท่านมีอายุมากแล้ว ท่านควรจะฉันอาหารประเภทใด ท่านเป็นคนเหมือนเราทุกอย่าง เพียงแต่ท่านสละแล้วทางโลกมุ่งปฏิบัติธรรม

อาหารที่มาทำบุญนั้น ควรจะส่งเสริมให้ท่านเจริญในธรรมได้ดีขึ้น ไม่ใช่เพราะอาหารเหล่านั้นทำให้ท่านเกิดเป็นโรคต่างๆ ทั้งท้องเสีย เบาหวาน ไขมันอุดตันในเลือด ขอฝากไว้ให้ทุกท่านได้เข้าใจตามความเป็นจริงในข้อนี้ด้วย

สำหรับคำถามที่ว่า จะเชื่อมบุญในเรื่องอะไรได้บ้าง

ขอตอบว่า เราสามารถสร้างบุญและเชื่อมบุญไปได้ทุกเรื่องที่เราต้องการ หากเราต้องการที่จะให้แรงบุญที่เราทำนั้น ช่วยเราให้ดำเนินการในเรื่องใดให้สำเร็รลุล่วง เราก็ต้องการเชื่อมบุญในเรื่องนั้น กับคนที่เราอยากจะให้เห็นผลขึ้น

เราต้องการที่จะเชื่อมบุญในเรื่องใดก็ต้องเจาะจงไปในเรื่องนั้นๆ อย่าบอกไปกันรวมๆ พลังบุญที่เราทำมันอาจจะพุ่งตรงไปถึงจุดหมายไม่ได้ หรือไม่มีแรงพอ เพราะมันจะกระจัดกระจายกันปนเปไปหมด ควรทำที่ละเรื่องๆ เราทำการเชื่อมบุญได้หลายครั้งไม่จำกัดในแต่ละวันอยู่แล้ว

Read Full Post »

« Newer Posts