Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for พฤศจิกายน, 2011

1.      การอธิษฐานเพื่อขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์

การตั้งจิตอธิษฐานแบบนี้มักพบเห็นกันมากในสังคมไทยครับคือ แต่ละคนก็จะมีความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แตกต่างกันไปการไปอธิษฐานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นจุดประสงค์ก็เพื่อเป็นการขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเป็น “พลังเสริม” หรือไม่ก็ไปขอความช่วยเหลือแล้วหวังผลการอธิษฐานจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นไปเลยตรงๆ โดยอาศัยพลังบุญของตนเองเป็นที่ตั้ง

ยกตัวอย่างเช่นการบูชาเทวดา ผีบ้านผีเรือน ศาลเจ้า หรือแม้แต่พระสงฆ์อริยะเจ้าที่ได้ดับขันธ์ไปแล้ว โดยมีความเชื่อทางพิธีกรรมโบราณนำมาผสมผสานกับความเชื่อของพระพุทธศาสนาแล้วตั้งคำอธิษฐานไว้ก็เป็นการขออำนาจจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นมาช่วย “ดลจิตใจ” ให้เกิดการกระทำที่ดีและอวยพรให้ชีวิตประสบความสุขและความสำเร็จ

หลักการในการอธิษฐานก็มีความเหมือนกันกับที่ได้อธิบายไปข้างต้นแล้วคือ จะมีการอธิษฐานก็ต่อเมื่อได้ ประกอบบุญสร้างบุญแล้วต้องทำการ เชื่อมบุญ อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นให้ท่านเหล่านั้นได้มีพลังเกื้อหนุนที่จะช่วยเหลือให้ผู้ร้องขอได้สมความปรารถนาต่อไป แต่จะได้ช้าหรือเร็วก็อยู่ที่บุญบารมีที่ได้สั่งสมกันมารวมไปถึงการกระทำในปัจจุบันด้วยครับว่า ได้ทำกรรมดีเอาไว้มากน้อยแค่ไหน

 ที่ต้องกล่าวว่าเราจะต้องไปขอพรหรือขอความช่วยเหลือนั้น เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายนั้นก็เป็นภพที่อยู่สูงกว่า จึงเป็นการสมควรที่ต้องไปสักการบูชาทำความเคารพ ขอโมทนาคุณความดีของตัวท่านให้ช่วยคุ้มครองและดลใจให้เราไม่เดินทางผิดและมุ่งหน้าทำดีต่อไปและตัวผู้ขอก็ต้องมีศรัทธาที่แรงกล้ามากพอจะจึงมีผลเชื่อมต่อถึงการกระทำที่ได้ให้สัจจะวาจาผ่านทางการอธิษฐานไป

ตัวอย่างคำอธิษฐานที่ปรากฏโดยการอ้างถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีดังนี้ครับ

 

สวด นะโม 3 จบ แล้วตั้งจิตอธิษฐาน ดังนี้

ข้าพเจ้าชื่อ………………….นามสกุล…………………………..อายุ………..ปี

 ขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ หลวงพ่อปานวัดบางนมโค หลวงพ่อฤาษีลิงดำ อีกทั้ง เทวดาที่คุ้มครองพระนามว่า ……………………………และท่านท้าวพระยายมราช จงได้โปรดสงเคราะห์ ระงับกรรมที่เป็น อกุศล ที่มาตัดรอนชีวิต,อายุ,การเงิน,การงาน หรือ ความสุขในครอบครัวไว้ก่อน เพื่อที่จะให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสทำการงานที่ดีเพื่อสำเร็จประโยชน์ในทุกสิ่งเพื่อที่จะได้บำเพ็ญบารมี ทานศีลภาวนา ในการอันสมควร และขอให้บริวารอยู่ในปกครอง อุปสรรคในกิจการงานจงอย่ามีแก่ข้าพเจ้า

การอธิษฐานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบนี้ก็นับว่าเป็นตัวอย่างการอธิษฐานที่ดีแบบหนึ่งเพราะไม่เป็นการก่อกิเลสหรือก่อบาปกรรมให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเพราะจุดประสงค์เพื่อขอพรและโมทนาบุญความดีให้แก่กันและกันและมุ่งเน้นไปสู่การปฏิบัติตนให้ดีเพื่อให้ได้สิ่งที่ปรารถนาสมความตั้งใจเอาไว้ด้วย

2.      การอธิษฐานเพื่อสิ่งที่ต้องการด้วยการบนบาน

การบนบานศาลกล่าวนั้นความจริงแล้วก็เป็นส่วนหนึ่งของการอธิษฐานเหมือนกันเพียงแต่ว่า นอกจากเป็นการขออำนาจบารมีของผู้มีอำนาจมาให้ช่วยแล้ว ยังมีการ “ติดสินบน” เอาไว้อีกด้วยซึ่งการบนบานนี้มีความเชื่อกันว่าหากนำสิ่งของทั้งหลายไปล่อเพื่อเป็นการตอบแทนหลังการอธิษฐานแล้วจะยังผลให้เกิดความสัมฤทธิ์ผลเร็วขึ้น

ของที่มักจะนำไปบูชาหรือตอบแทนก็มักจะเป็นอาหารคาวหวาน หรือการกระทำในรูปแบบต่างๆ เช่น การฟ้อนรำ,การวิ่ง หรือกิจกรรมใดๆ ที่ผู้ที่ได้มาบนมีความถนัด ซึ่งการบนบานนั้นเชื่อว่าเป็นพิธีกรรมหนึ่งที่มาจากวิชา “ไสยศาสตร์” เสียมากกว่า โดยจะดูไปถึงนิสัยเดิมของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้ที่ไปบนมีความเคารพนับถือว่าขณะที่เป็นมนุษย์ว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร

เช่น ขณะที่เป็นมนุษย์ชอบรับประทานเนื้อก็มักจะเอาเนื้อสดมาบูชา หรือชอบรับประทานไข่ก็เอาไข่มาบูชา ชอบดื่มเหล้า ก็มักจะเอาเหล้ามาบูชา หรือถ้าไม่รู้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นท่านชอบอะไรก็มักจะเตรียมกันมาแบบครบเครื่องเผื่อเหลือเผื่อขาด ให้เลือกเอาได้ตามสบาย

แต่โดยปกติภพภูมิของความเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หากเป็นระดับชั้นเทพหรือเทวดาท่านจะมีทิพย์สุขอยู่แล้วอยากได้อะไรก็มักจะนึกเอาได้ดังใจปรารถนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นชั้นเทพจึงไม่มีความจำเป็นต้องรับสินบนใดๆ เพราะหากเผลอไปรับก็อาจมีสิทธิ์ตกสวรรค์ไปได้ง่ายๆ เพราะเป็นการทำผิดกฎเป็นการสร้างกรรมสร้างกิเลสและ ผลกรรมก็จะตกอยู่กับผู้ที่เอาเครื่องเซ่นไหว้นี้ไปให้ท่านด้วย

 เรื่องของการเอาของมาเซ่นไหว้นี้ จริงๆ แล้วน่าจะเป็นความเชื่อเพื่อไหว้ “วิญญาณ” หรือ ผี ที่ต่ำลงมา เช่น วิญญาณบรรพบุรุษ หรือเจ้าที่ที่เคยอาศัยอยู่บริเวณนั้นซึ่งส่วนมากแล้วก็มักจะเป็นการอธิษฐานขอโดยมีจุดประสงค์เพื่อขอให้ช่วยปกป้องคุ้มครองให้มีความปลอดภัยและมีการดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติและมีความราบรื่น

การบนบานจึงมีความแตกต่างกับการอธิษฐานจิตตรงที่การมี “ปัจจัย”ประกอบ การอธิษฐานโดยแท้ตามที่ได้กล่าวมาจะใช้พลังจากเหตุที่จิตของตนเองมีความบริสุทธิ์และความปรารถนาของตนเองเป็นที่ตั้งแล้วมีการตั้งสัจจะวาจาด้วยการกระทำประกอบลงไปด้วยจึงมีสภาวะที่เหมาะสมที่จะเป็นเหตุปัจจัยให้สำเร็จตามแรงของตนเอง

 แต่สำหรับการบนบานนั้นจะต้องอาศัยพลังจาก”ปัจจัยอื่น” ซึ่งในที่นี้คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายตามความเชื่อของผู้ที่ได้มาบนบาน และสิ่งที่อธิษฐานก็เชื่อว่าไม่อาจจะเป็นจริงได้ถ้าไม่ได้รับปัจจัยที่ถูกนำมาเป็นส่วนประกอบในการอธิษฐานครั้งนั้นๆ

ตัวอย่างการอธิษฐานประกอบสิ่งที่นำมาบนบานได้แก่ การทำบัตรพลีเสียกบาล (โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านครับเพราะเป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล)

ของประกอบการเซ่นไหว้ได้แก่

นำเอาใบตองมาเย็บเป็นกระทงแบบ 4 มุม ภายในใส่ข้าวสุก 3 ทัพพี, กุ้งยำ 3 ช้อน , ปลายำ 3 ช้อน, หมาก 7 คำ, บุหรี่ 7 มวน, ธูป 1 ดอก, เทียน 1 เล่ม, ปั้นหุ่นตุ๊กตาด้วยดินเหนียว เขียนชื่อ นามสกุล ห่อด้วยผ้าแดงวางในกระทง นำไปวางที่ใกล้ทาง 3 แพร่งวางกระทงลงแล้วจุดบุหรี่, ธูปเทียน

อธิษฐาน นะโม 3 จบแล้วเอ่ยว่า

ข้าพเจ้า ชื่อ………….นามสกุล…………..ขอพรท่านท้าวพระยายมราชเป็นสักขีพยานในการทำบัตรพลีเสียกบาลให้แก่เจ้ากรรมนายเวร,เจ้าเกณฑ์ชะตา ที่จะมาตัดรอนชีวิตอายุ, การเงิน, การงาน,ความสุขในครอบครัว จงมารับบัตรพลีไป หากมีบางส่วนที่ยังโกรธเคืองกันอยู่ ขอให้ลงโทษ หุ่นแทนตัวข้าพเจ้า เมื่อหายโกรธแล้วจงมารับบัตรพลีและรับกุศลไปด้วยเถิด

การอธิษฐานด้วยการบนบานก็เหมือนกับการติดสินบนซึ่งในฐานะผู้เขียนแล้วเห็นว่าการอธิษฐานพร้อมกับบนบานไปด้วยนั้นเป็นการก่อ “กิเลส” ให้เพิ่มมากขึ้นกับทั้งตัวสิ่งศักดิ์สิทธิ์และผู้ร้องขอเอง หากผู้ที่ขอยังไม่ได้สมความปรารถนาในทันทีก็อาจจะพาลผิดคำพูดไม่ทำการแก้บนไปเลยเมื่อได้รับผลที่ขอนั้นช้า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็อาจไม่ยกโทษให้ก่อเหตุบังตา หรือดลจิตใจให้ทำในสิ่งไม่ดี ทำให้เป็นเวรเป็นกรรมกันต่อไประหว่างมนุษย์กับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์อีก

การจะอธิษฐานได้ผลช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับกรรมเป็นองค์ประกอบสำคัญครับ ไม่ได้อยู่ที่เครื่องเซ่นไหว้อามิสบูชาทั้งหลายอย่างที่เข้าใจกัน

3.      การอธิษฐานเพื่อการขอขมาหรือขออภัยในสิ่งที่ได้ล่วงเกิน

การอธิษฐานประเภทนี้จัดเป็นการขอ “อโหสิกรรม”อย่างหนึ่ง ในการกระทำที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ทำการล่วงละเมิดต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีความเชื่อว่าต้องการขอขมาไม่เช่นนั้นจะเกิดเหตุอัปมงคลหรือภัยอันตรายทั้งหลายเข้ามาสู่ตัว การกระทำนั้นอาจกระทำด้วยความตั้งใจ ความคึกคะนอง หรือความพลั้งเผลอไม่ได้ตั้งใจก็ตาม เป็นการอธิษฐานขอขมาลาโทษเพื่อไม่ให้เกิดเวรกรรมต่อกัน

การอธิษฐานแบบนี้ก็มีความเชื่ออิงกันมาทั้งในด้านไสยศาสตร์และพระพุทธศาสนา หากเป็นในทางไสยศาสตร์ก็จะนิยมเอาเครื่องสักการะ ของเซ่นไหว้มาทำการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้เผลอล่วงเกินนั้นเป็นส่วนประกอบ หากเป็นทางความเชื่อทางพุทธก็จะใช้การทำบุญทำทานสร้างกุศลและอุทิศบุญไปให้เป็นการขอขมา

ยกตัวอย่างการใช้คำอธิษฐานทางไสยศาสตร์เพื่อจุดประสงค์ในการขอขมามีดังนี้

มีพิธีกรรมหรือกิจกรรมในการทำบุญก่อนเช่น การปล่อยสัตว์น้ำอย่างปลา,เต่า,กบ, หรือหอยขม การทำสังฆทานหรือไปถวายไทยธรรมแก่พระภิกษุเสร็จแล้วก็ทำการอธิษฐานอุทิศส่วนบุญกุศล ไปให้เจ้ากรรมนายเวรหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ล่วงเกินโดยว่า

นะโม 3 จบแล้วต่อด้วยคำอธิษฐานขอขมาว่า

ข้าพเจ้าขอพร ท่านท้าวพระยายมราช จงเป็นสักขีพยาน “อิทังบุญพลัง” ผลบุญใดที่ได้บำเพ็ญแล้ว ณ.โอกาสนี้ ผลบุญนี้จงเป็นปัจจัยให้เจ้ากรรมนายเวรเจ้าชะตา ที่มาตัดรอนชีวิต อายุการเงิน การงาน ความสุขในครอบครัว จงโมทนาไปและอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

หรืออาจกล่าวอุทิศกุศลเพิ่มเติมให้แก่เจ้ากรรมนายเวรที่จะมาตัดรอนเรื่องโรค……………………… เจ้ากรรมนายเวร ชื่อ……………….ในสมัย………………..จงโมทนาไปและอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

ในทางพระพุทธศาสนาก็มีปรากฏเรื่องการขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพระพุทธศาสนาเช่นกันครับบางคนอาจพลั้งเผลอสติในการพูดจาพูดลบหลู่หรือได้มีการทำการล่วงเกินพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ด้วยเจตนาก็ดีหรือไม่ก็ตามก็จะมีคำอธิษฐานขอขมาโดยว่าดังนี้

คำขอขมาพระรัตนตรัย

 ตั้ง นะโม 3 จบ แล้วว่า

“สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต

ข้าพเจ้า ชื่อ……………….สกุล………….. หากข้าพระพุทธเจ้า ได้เคยประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกินต่อพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระธรรม และพระอริยะสงฆ์ทั้งหลาย(ได้แก่ท่าน…………….ถ้าหากรู้นามท่านให้กล่าวด้วย ) ในชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ด้วยทางกาย หรือวาจาก็ดีหรือ ด้วยใจก็ดี ด้วยเจตนาก็ดีหรือไม่เจนาก็ดี รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี

 ขอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระธรรม พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย และผู้มีพระคุณทุกท่าน ได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบเท่าการเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ”

เรื่องการขอขมานี้ ถ้าเป็นในทางปฏิบัติหากเป็นเรื่องของสงฆ์ในพระพุทธศาสนาแล้วจะใช้ “การอยู่กรรม” เป็นการชำระหนี้และขออภัยในความผิด คือ นอกจาก การปลงอาบัติคือการยอมรับผิดแล้วยังต้องชดใช้ด้วยการกระทำอีกด้วย เช่น หากพระภิกษุกระทำความผิดในขั้นใดก็ต้องรับการลงโทษหรืออยู่กรรมด้วยการกระทำที่สมควรแก่กรรมนั้น เพราะพระพุทธองค์ทรงเน้นถึง กฎแห่งกรรม เป็นหลักและสอนให้กลัวบาปและผลของการกระทำบาปนั่นเอง

ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งฝากแนะนำทุกท่านว่า การทำผิดหรือคาดว่ามีความผิด โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว เจตนาหรือไม่เจตนา ควรทำการขอขมาเสีย เพื่อช่วยปัดเป่าอุปสรรคที่จะขัดขวางให้แรงอธิษฐานนั้นไปไม่ถึง

ขอให้ปาฏิหาริย์แห่งการอธิษฐาน ดลบันดาลให้ทุกท่านพบกับทุกสิ่งที่ปรารถนา

โฆษณา

Read Full Post »

การจะตั้งจิตอธิษฐานให้ได้ผลชื่อของมันก็บอกไว้ตั้งแต่คำแรกเลยครับว่า “ตั้งจิต” แปลว่า จิตใจต้องมีความสงบแน่วแน่เป็นสมาธิและต้องมีความจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ไม่วอกแวกหรือซัดส่ายออกไป

1.      ทำสมาธิก่อน

            ปกติแล้วจิตของคนเรามักจะซัดส่ายไปไหนต่อไหนได้ตลอดเวลาเพราะมีสิ่งเร้าที่ทำให้มันไม่อยู่นิ่งๆ และมีสิ่งเร้าต่างๆ ที่จะทำให้มันขุ่นมัวให้ไหลไปในทางที่ต่ำลง ทำให้ความถี่ของจิตเกิดการสั่นสะเทือนด้วยความถี่ต่ำมันจึงไม่มีอำนาจจะน้อมนำอะไรให้เกิดขึ้นมาได้ การที่จะทำให้จิตนิ่งคลื่นความถี่เรียบสงบก็คือ การทำสมาธิ

            การทำสมาธิเป็นการข่มจิตให้แน่นิ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งทางที่ง่ายและมีความปลอดภัยที่สุดคือการทำสมาธิแบบ “อานาปานสติ”โดยการกำหนดลมหายใจเข้าออกโดยการภาวนาตามลมหายใจ ซึ่งมีอยู่หลายแบบการภาวนา เช่นการภาวนาว่า “พุทธ” ขณะหายใจเข้า และภาวนาว่า “โธ” ขณะหายใจออก หรือไม่ก็ ยุบหนอ พองหนอ จนกระทั่งจิตเป็นสมาธิแล้วจึงได้เลิกภาวนากำหนดรับรู้ที่ลมหายใจอย่างเดียว เมื่อจิตนิ่งไม่สั่นไหว ไม่คิดเรื่องอื่น จิตก็มีความบริสุทธิ์ตามสูตรองค์ประกอบเลยครับ

2.      นึกถึงบุญและความดีที่ได้กระทำมา

อย่างที่บอกครับว่า บุญเป็นอาหารและปัจจัยสำคัญในการอธิษฐานจิตให้มีพลังและประสบความสำเร็จ เพราะการทำบุญและได้ระลึกถึงบุญที่ได้ทำนั้นเป็นการยกระดับความถี่ของจิตให้สูงขึ้นและลดแรงต้านจากจิตฝ่ายต่ำได้ดีด้วย จิตที่มีความถี่สูงนี้จะสามารถน้อมนำสิ่งที่มุ่งมาดปรารถนามาสู่เราได้จะเห็นได้ว่าคนมักจะอธิษฐานขอพรต่างๆ หลังจากทำบุญแล้วเพราะเป็นช่วงเวลาที่จิตสงบผ่องใสที่สุด

3.      เชื่อมบุญกุศลกับสิ่งที่ปรารถนาเอาไว้

นึกถึงบุญไม่พอครับต้องเชื่อมบุญไปยังสิ่งที่เรามุ่งความปรารถนาด้วย ขออธิบายเรื่องการเชื่อมบุญก่อนนะครับว่ามันคืออะไร “การเชื่อมบุญ” ก็คือ การนำบุญที่เราได้กระทำมานั้นส่งต่อไปยังสิ่งที่เราปรารถนาเพื่อเป็นกำลังส่งให้เกิดความสัมฤทธิ์ผลหรือส่งบุญไปให้ผู้อื่นเพื่อต้องการให้เขาเหล่านั้นมีความสุข เพราะเมื่อคนอื่นมีความสุขเราก็จะมีความสุขไปด้วย

คนส่วนใหญ่เวลาทำบุญทำทานใดๆ แล้วจึงต้องมีการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้คนที่ตัวเองนึกถึงหรือมีความปรารถนาดีให้เพื่อต้องการให้เขาได้รับบุญนั้นไปและเอาไปใช้อย่างมีความสุข ดังคำกล่าวอุทิศบุญหรือบทกรวดน้ำแบบพิสดาร ยกตัวอย่างเช่นการทำบุญแล้วเชื่อมบุญไปถึงพ่อกับแม่ให้ได้รับบุญในบทกรวดน้ำก็จะมีคำกล่าวว่า

“อิทังเม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร” ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่บิดามารดาของข้าพเจ้า

ดังนั้นการอธิษฐานก็เช่นกันต้องส่งบุญไปยังสิ่งที่เราปรารถนาจะได้เป็นการเชื่อมกันระหว่างจิตที่บริสุทธิ์กับสิ่งที่ปรารถนาให้ต่อติดถึงกัน

เรื่องการอุทิศบุญเชื่อมบุญนี่มีความสำคัญมากที่จะทำให้คำปรารถนาของเราเป็นจริงและมีความราบรื่น ยกตัวอย่างกรณีในอดีตชาติของ หมอชีวกโกมารภัจจ์ ขณะที่ท่านตั้งจิตอธิษฐานในอดีตชาติหลังจากทำบุญ พระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ก็ตรัสว่า “เอวัง โหตุ” เป็นการส่งบุญที่ได้กลับคืนไปให้กับอดีตชาติของหมอชีวกโกมารภัจจ์ แปลว่า ขอโมทนาบุญนี้และขอให้คำอธิษฐานสัมฤทธิ์ผลตามความปรารถนาแล้วท่านก็ได้ในสิ่งที่ต้องการจริงๆ

หากเป็นกรณีของสุเมธดาบส หลังจากได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าทีปังกร ท่านก็ได้นั่งลงพิจารณานึกถึงบุญของตัวเองที่ได้สั่งสมมา ทำให้ทราบว่าตนเองนั้นได้สั่งสมบุญบารมีมาหลายภพหลายชาติแล้วก็เชื่อมั่นว่าตนเองจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน

รวมทั้ง มีเหล่าเทพยดาลงมากราบไหว้พร้อมกันมากมาย ก็ตั้งจิตอธิษฐานขอให้ผลบุญช่วยส่งให้ตนได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตแล้วจึงได้เหาะกลับไปยังมหาอรัญวิเวก ซึ่งเป็นที่อยู่ของตน

ตัวอย่างที่สำคัญที่สุดก็คือ การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าหลังจากที่พระองค์ตั้งจิตอธิษฐานไปแล้วว่า หากไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าจะไม่ลุกขึ้นเป็นอันขาด ด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่บริสุทธิ์ขณะที่พระองค์กำลังต่อสู้กับพญามาร (ซึ่งในมุมมองของนักวิชาการทางพุทธศาสนาสมัยใหม่ตีความว่า พญามารนั้นที่แท้คือ กิเลสทั้งหลายที่ยังอยู่ในกมลสันดานความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลงทั้งหลาย) กิเลสเหล่านั้นถือเป็นมารอันใหญ่ที่ต้องใช้ความสามารถในการตัดทิ้งเป็นอย่างมาก

พระองค์จึงต้องทำการเชื่อมบุญบารมีมาใช้ก็คือ ตอนที่พระองค์ทรงเชื่อมบุญด้วยการชี้นิ้วลงสู่ธรณีแล้วพระแม่ธรณีได้โผล่ขึ้นมานำน้ำในมวยผม ซึ่งเป็นบุญของพระองค์เองมาเป็นพลังช่วยในการปัดกวาดล้างชำระกิเลสทั้งหลายที่อยู่ในกมลสันดานให้หมดสิ้น นอกจากพระองค์จะมีการตั้งพระทัยด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์แน่วแน่แล้วยังเชื่อมบุญกับจุดประสงค์ที่พระองค์ได้ตั้งจิตเอาไว้ด้วย สิ่งที่พระพุทธองค์ตั้งความหวังเอาไว้จึงประสบความสำเร็จทุกประการ

4.      เปล่งคำอธิษฐานด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่

เมื่อเชื่อมบุญเรียบร้อยแล้วทีนี้ก็ตั้งจิตเอ่ยคำอธิษฐานที่ต้องการด้วยใจที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิเลยครับการเปล่งอธิษฐานอาจเปล่งออกมาเป็นคำพูดหรือตั้งจิตอธิษฐานในใจก็ได้ขอให้นึกถึงและพยายามตั้งจิตอธิษฐานเน้นย้ำๆ ซ้ำๆ ไปบ่อยๆ เป็นประจำเพื่อเป็นการตอกย้ำเจตนาทางจิตและจะส่งผลไปสู่การปฏิบัติด้วย ที่สำคัญคืออย่าเพิ่งกังวลกับ “ผล”ของการอธิษฐานนั้นว่าจะเป็นจริงหรือไม่ เพราะมีหลายคนที่อธิษฐานแล้วมักจะหวังให้ผลแห่งการอธิษฐานนั้นเกิดความสัมฤทธิ์ผลทันทีหรืออยากได้ผลแบบรวดเร็วทันตาเห็น

แต่พอยังไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เกิดมีความกังวลขึ้นมาแล้วทำให้พลอยเลิกอธิษฐานไปเลยพอเลิกอธิษฐานก็หมายถึงการเลิกเชื่อในผลบุญกุศลที่ตนเองได้ทำมาด้วยเพราะคิดว่าทำแล้วไม่ได้ผลอะไรไม่ทำเสียดีกว่าก็จะยิ่งแย่ไปกันใหญ่ การหวังผลที่จะได้รับนั้นมันเป็นเรื่องของกรรมด้วยครับ ยิ่งกังวลก็ยิ่งทำให้อำนาจจิตมีพลังลดทอนลงไปรบกวนสิ่งที่ปรารถนา ก็จะทำให้ผลที่ต้องการได้ล่าช้าออกไปอีก ดังนั้นขอให้เปล่งคำวาจาอธิษฐานด้วยความเชื่อมั่นไร้กังวลเชื่อว่ามันจะเป็นจริง แล้วมันก็จะเป็นจริงเองครับ

จากหลักการอธิษฐานข้อนี้ทำให้นึกได้ถึงการอธิษฐานขอเอาสรณะสามเป็นที่พึ่งคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ในทางพระพุทธศาสนาครับที่พระพุทธองค์จะให้กล่าวถึง 3 ครั้ง ก็คือ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ แล้วว่าด้วย ทุติยัมปิ และ ตะติยัมปิก็เป็นการเน้นย้ำถึงเจตนา เพราะการพูดอะไรครั้งเดียวนั้นอาจเป็นการพูดเพียงครั้งเดียวลอยๆ อาจเป็นเพราะพูดในขณะที่สติยังเผลอตัวอยู่ไม่อาจเน้นย้ำถึงความตั้งใจที่มุ่งมั่นและแสดงความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำให้เป็นจริงได้

แม้แต่ในเรื่องของการเขียนก็เหมือนกันครับ อย่างในอักษรเทวานาครีของพวกที่นับถือศาสนาพราหมณ์กล่าวว่าเป็นอักษรศักดิ์สิทธิ์ใช้ในการสวดและประกอบพิธีกรรมทั้งหลายเพราะการเขียนแต่ละตัวต้องเน้นย้ำเขียนกันด้วยสมาธิที่แน่วแน่แรงกล้าไม่เหมือนการเขียนอักษรภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นๆ ที่เขียนได้อย่างลวกๆ ไม่ได้เป็นการเน้นย้ำถึงเจตนา การอธิษฐานก็เช่นกันครับขอให้แน่วแน่และบ่อยๆครั้งเข้าไว้จะสัมฤทธิ์ผลได้เช่นกัน

5.      ต้องปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับสิ่งที่ตั้งจิตอธิษฐานไปแล้ว

พูดจาภาษาชาวบ้านก็คือ “ปากร้องขอแล้วมือก็ต้องทำ” ด้วยครับถึงจะสมบูรณ์ไม่อย่างนั้นก็ไม่เกิดผลอะไรขึ้น ชีวกโกมารภัจจ์ไม่ได้จู่ๆ กลายเป็นแพทย์ประจำพระพุทธองค์ด้วยการอธิษฐานเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยความมุมานะบากบั่นพยายามร่ำเรียนอยู่ในสำนักตักศิลาอยู่นานถึง 7 ปี

หลังเรียนจบแล้วยังไม่พอต้องไปสร้างชื่อเสียงด้วยการออกรักษาผู้ป่วยทั้งยากดีมีจนทั้งหลาย กว่าจะได้เป็นแพทย์ประจำราชสำนักและด้วยความที่เป็นแพทย์ประจำราชสำนักพระอานนท์จึงได้เชิญไปรักษาพระพุทธเจ้า

กรณีของสุเมธดาบสเมื่อได้รับพุทธทำนายแล้วก็ตั้งจิตอธิษฐานกลับไปปฏิบัติความเพียรบำเพ็ญภาวนาเพื่อให้ได้เข้าถึงการเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต และตัวอย่างที่สำคัญที่สุดก็คือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในตอนที่กำลังตรัสรู้พระองค์ตั้งอธิษฐานจิตแล้วถึง 3 ครั้งและก็ได้บำเพ็ญการปฏิบัติต่อเนื่องในแต่ละครั้งมาโดยตลอดเพื่อการหลุดพ้น ไม่มีวันใดที่พระองค์ไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติเลยผลจึงประสบความสำเร็จ

การอธิษฐานจะมีความศักดิ์สิทธิ์จึงต้องกระทำไปควบคู่กับกรรมดี (การกระทำดี) ด้วยเป็นเรื่องที่ต้องฝึกทำและตอกย้ำบอกตนเองอยู่เสมอๆ ว่าจะพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะทำให้ได้ตามที่ได้เปล่งสัจจะวาจาอธิษฐานไปให้ได้

คุณต้องการอธิษฐานอะไรให้กับตัวเอง?

กรณีของปุถุชนคนธรรมดาเช่นเราๆ การตั้งจิตอธิษฐานก็มักเป็นไปเพื่อสิ่งที่เรียกว่าสุขทางโลกโดยเฉพาะความสุขส่วนตัวก่อนไม่ว่าจะเป็นเรื่อง หน้าที่การงาน ความรัก ชีวิตส่วนตัว แก้ปัญหาครอบครัวแตกแยก หรือแม้แต่การต้องการบันดาลโชคลาภที่ยิ่งใหญ่ให้กับตน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ขอเพียงมีเจตนาที่ดีเป็นไปเพื่อความสุขไม่ก่อความเดือดร้อนให้ใครก็ถือว่าครบองค์ประกอบการอธิษฐานครับ

ดังนั้น การปฏิบัติตนเพื่อให้สมหวังกับสิ่งที่ตั้งการอธิษฐานไว้ก็มีหลักปฏิบัติวิธี 5 วิ จึงจะสมหวังครับ หลัก 5 วิ แห่งการปฏิบัติเพื่อการสมหวังนั้นได้แก่

5.1 วิชา

การมีวิชาความรู้ในด้านใดๆ ก็ตามเป็นความรู้ที่เกิดมาจากการศึกษาและการฝึกฝนรู้ในหลักที่ได้เรียนรู้มา คือ “รู้หลักการ” เป็นอย่างที่หนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น อยากจะร่ำรวยเป็นพ่อค้าที่ประสบความสำเร็จก็ต้องรู้หลักการค้าขายที่ถูกวิธี ซื้อมาให้ถูก ขายออกไปให้ได้กำไรอย่างยุติธรรมเป็นต้น

แต่การมีวิชานั้นไม่ได้หมายความว่ารู้หลักเพียงอย่างเดียวต้อง “รู้รอบ” คือต้องอาศัยประสบการณ์มาช่วยด้วยประสบการณ์ต่างๆ จะทำให้รู้แจ้งมากยิ่งขึ้นกว่าการรู้ในในหลักทฤษฎี ในที่นี้ผมขอยกตัวอย่างกรณีของพระพุทธองค์อีกสักครั้งหนึ่งครับ

พระพุทธองค์ทรงได้ร่ำเรียนมาในฐานะกษัตริย์ย่อมมีความรู้สูงในศิลปะวิทยาการอยู่แล้ว ภายหลังออกผนวชเป็นพระโพธิสัตว์ก็ยังไปร่ำเรียนทางธรรมเพิ่มกับพระอาจารย์อีกถึง 2 สำนักจนอาจารย์หมดภูมิสอนพระองค์ก็ยังไม่ได้ตรัสรู้ จนต้องออกไปเก็บประสบการณ์การบำเพ็ญเพียรด้วยการประพฤติตนแบบนักบวชเดียรถีย์หลายๆ แบบจนเกือบสิ้นพระชนม์ เมื่อทรงทราบแล้วว่าวิธีการเหล่านั้นไม่ได้ผลจึงต้องเปลี่ยนวิธี และในที่สุดพระองค์ก็ตรัสรู้ได้

ความสุขและความสำเร็จจะมีได้ด้วยการอาศัยว่ารู้วิชาดีและมีการปฏิบัติชอบด้วยในแง่อื่นๆ ก็เช่นกันครับ อยากให้ครอบครัวมีความสงบสุขก็ต้องรู้หลักการอยู่ร่วมกัน รู้วิธีเอาชนะใจคนแล้วนำไปปฏิบัติให้ถูกวิธีจากประสบการณ์ที่ได้สั่งสมควบคู่กับการอธิษฐานที่ดีรับรองว่าได้ผลอย่างแน่นอน

5.2 วินัย

อย่างที่เกริ่นนำไปแล้วครับแม้แต่การอธิษฐานด้วยวาจายังต้องมีวินัยอธิษฐานกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าและการอธิษฐานซ้ำๆ แบบนี้นี่เองที่จะยังผลมาสู่การปฏิบัติด้วย ความดีและผลสัมฤทธิ์ทางความดีทั้งหลายจะมีได้ก็ต้องอาศัยวินัยหรือความมีระบบระเบียบแบบแผนให้ปฏิบัติดังคำพระที่ท่านว่า คนจะดีเพราะมีวินัย คนจะร้ายเพราะว่าวินัยไม่มี ขออนุญาตยกตัวอย่างเกี่ยวกับตัวผู้เขียนเองนี่แหละครับ ปกติการเขียนงานต้นฉบับเรื่องหนึ่งจะมีความยากง่ายแตกต่างกันไป

สิ่งที่ผู้เขียนได้กระทำมาตลอดเป็นประจำก็คือ การอธิษฐานขอให้ต้นฉบับแต่ละเล่มปิดลงอย่างเสร็จสิ้นด้วยดี และองค์ประกอบที่สำคัญก็คือ “วินัย” นี่เองที่จะต้องกำหนดหน้ากระดาษไว้เสมอว่า วันหนึ่งๆ ต้องเขียนให้ได้จำนวนหน้าที่กำหนดไว้อย่างมีคุณภาพ ถ้าเขียนไม่ครบหน้าจะไม่เลิกเขียนอย่างเด็ดขาด วินัยข้อนี้ก็สะท้อนถึงผลสัมฤทธิ์ของการกระทำประกอบแรงอธิษฐานด้วยเช่นเดียวกัน

ขอยกอีกตัวอย่างประกอบง่ายๆ ครับเป็นเรื่องของ “ความรัก” ที่คนมักจะอธิษฐานขอพรให้มีแฟนกันมาก บางคนอธิษฐานขอให้ได้แฟนแต่ไม่ว่าจะปฏิบัติอย่างไรเท่าไหร่ก็ยังไม่สัมฤทธิ์ผลเพราะขาดวินัยในการจีบ ก็คือ ความสม่ำเสมอ นั่นเองคือต้องเสมอต้นเสมอปลาย หมั่นเอาใจใส่ดูแลอย่างสม่ำเสมอเป็นองค์ประกอบสำคัญข้อหนึ่งในหลายๆ ข้อที่จะต้องมี นอกจาก บุญวาสนาที่มีต่อกัน ไม่อย่างนั้นคงจะไม่มีคำว่า “ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก” หรอกครับ

5.3 วิสัย

วิสัยในที่ว่านี้ก็คือ ขอบเขตของความเป็นอยู่ครับ คนดีๆ ต่อให้ตั้งจิตอธิษฐานด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ทำบุญเชื่อมบุญอย่างต่อเนื่องและมีจุดมุ่งหมายของการอธิษฐานมีความบริสุทธิ์เพียงใดหรือมีการปฏิบัติที่ดีแค่ไหนหากอยู่ สภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่ไม่ดี ไม่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติก็ส่งผลให้บรรลุความสำเร็จได้ยาก

เรื่องนี้ขอยกตัวอย่างเรื่อง นักศึกษาที่ต้องการบรรลุผลการสอบครับ หากคุณผู้อ่านยังอยู่ในวัยเรียนหรือแม้จะเรียนจบมาแล้วคงต้องมีสักหนึ่งครั้งที่ต้องเคยอธิษฐานขอให้สอบได้คะแนนดีๆ หรืออย่างน้อยๆ ก็สอบผ่านในวิชาที่สุดแสนจะยากใช่หรือเปล่าครับ การจะเตรียมตัวเพื่อสอบให้ผ่านก็ต้องอยู่ในวิสัยของผู้ที่จะสอบผ่านด้วย เช่น มีวิสัยอ่านหนังสือในที่สงบและเป็นสมาธิ อยู่กับเพื่อนๆ ในกลุ่มที่มีจุดมุ่งหมายจะผ่านการสอบเหมือนๆ กันคือตั้งหน้าตั้งตาทบทวนบทเรียนด้วยกันไม่มีการแหกความประพฤติไปเที่ยวเล่นระหว่างการเตรียมสอบ

ลองคิดดูเล่นๆ ก็ได้ครับ ตั้งจิตอธิษฐานเพื่อขอให้สอบผ่านมีความรู้อยู่ในตัว ขยันอ่านหนังสือ แต่ถ้าเวลาดูหนังสือต้องอยู่ในสถานที่ที่อึกทึกอยู่ตลอดก็คงจะอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องหรือหากมีเพื่อนที่เอาแต่ชวนไปเที่ยวเล่น แล้วไปเที่ยวกับเขาจนไม่มีเวลากลับมาทบทวนหนังสือต่อให้มีวินัยมาท่องมาอ่านทุกวันก็คงจะได้ผลน้อยกว่าคนที่มีวิสัยเหมาะสมกับการอ่านหนังสือให้มีประสิทธิภาพเป็นแน่

เรื่องวิสัยที่เหมาะสมนี้ตัวอย่างในทางธรรมก็มีครับ อย่างกรณีของพระมหากัสสปะเถระที่ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรนั่นอย่างไรครับ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อปฏิบัติทางธุดงควัตรที่ท่านได้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพียงแค่ 7 วัน ท่านก็สามารถบรรลุความเป็นพระอรหันต์ได้

ในข้อปฏิบัติทางสงฆ์พระพุทธองค์จึงบัญญัติเอาไว้ครับว่า การเป็นภิกษุต้องพึงอยู่ในที่สงัด จึงจะได้เหมาะสมกับการบำเพ็ญเพียร เรื่องวิสัยการอยู่ป่าของพระอรหันต์นี่เอง มีเรื่องราวเรื่องหนึ่งในทางพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับ สามเณรที่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์นามว่า “เรวตะ”ที่มีวิสัยชอบอยู่ป่า

ครั้งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าต้องเดินทางไปเมืองราชคฤห์ ซึ่งระหว่างทางมีเส้นทางสองทางให้เลือกเดินทางซึ่งทางแรกเป็นทางกันดารมีระยะทางประมาณ 30 โยชน์ ส่วนอีกทางเป็นทางสะดวกไม่มีอันตรายแต่ต้องเดินทางไกลถึง 60 โยชน์ พระพุทธองค์เลือกเดินทางสั้นโชคดีที่การเดินทางคราวนั้นมีพระสีวลีไปด้วยจึงไม่อดและขาดเรื่องอาหารเพราะพระสีวลีเป็นพระเถระที่ทรงคุณเรื่องลาภสักการะอยู่แล้ว

สามเณรเรวตะอรหันต์น้อยผู้นี้เป็นน้องชายของพระสารีบุตรอยู่ในป่าระหว่างทางของเมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ส่วนวัดที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่คือวัด พระเชตวันอยู่เมืองสาวัตถีแคว้นโกศลระยะทางห่างกันพอสมควร พอทราบว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จมาก็ทำการนิรมิตพระคันธกุฎีถวายในป่าสะแกที่ตนพำนักอยู่ มีการสร้างเรือนยอด สถานที่จงกรม สถานที่พักทั้งกลางวันและกลางคืนทั้งที่อยู่ในป่าสะแกด้วยวิสัยอิทธิฤทธิ์ของผู้เป็นอรหันต์

พระแก่สองรูปเห็นกุฏิสวยงามในป่า ก็นึกตำหนิสามเณร เรวตะว่าคงเอาแต่คิดจะก่อสร้างจนไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยฌานว่ามีภิกษุที่มีจิตอกุศลต่อพระอรหันต์เรวตะ เกรงว่าจะเป็นบาปกรรมเสียเปล่าๆ จึงบันดาลด้วยอิทธิฤทธิ์ให้พระทั้งสองลืมบริขารเอาไว้ที่วัดป่าสะแกนั้นโดย ไม่เห็นตึกรามหรือกุฏิที่สวยงามเลย ทั้งสองจึงต้องบุกป่าฝ่าดงหนามสะแกไปจนพบห่อของที่ลืมไว้

หนึ่งเดือนให้หลังพระนางวิสาขามหาอุบาสิกาได้นิมนต์พระพุทธองค์และเหล่าสาวกไปฉันภัตตาหารที่บ้าน ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับวัดบุพพารามที่ตนเองสร้างไว้และพระพุทธองค์โปรดประทับอยู่ ก็ได้ถามถึงความเป็นอยู่ของพระเรวตะในการอยู่ในป่าต่อภิกษุทั้งสองโดยบังเอิญขณะที่กำลังจะกลับวัด

 ด้วยความที่ต้องบุกป่าฝ่าดงเข้าไปเอาของจนถูกหนามของป่าสะแกตำเท้าเอาจึงบอกว่า ที่อยู่นั่นไม่น่าจะเป็นที่ของพระเลยน่าจะเป็นที่อยู่ของเปรตมากกว่า แต่พอคล้อยหลังมีพระอีกกลุ่มหนึ่งจะเดินกลับวัดเหมือนกันก็เล่าให้ฟังว่าวัดป่าสะแกของพระเรวตะนั้นน่าอยู่สวยงามร่มรื่นดุจดั่งเทวสภาก็ไม่ปาน

 เมื่อพระทั้งสองกลุ่มพูดไม่เหมือนกันก็เกิดความสงสัยจึงได้ไปสอบถามพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์จึงบอกนางวิสาขาว่า ไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตามไม่ว่าอยู่ที่บ้านหรืออยู่ในป่าที่ใดมีพระอรหันต์อยู่ก็น่าอยู่ทั้งสิ้น แม้พระองค์จะไม่ได้ตรัสบอกความตรงแก่นางวิสาขา แต่ก็ชี้ให้เห็นว่า การที่พระอรหันต์ผู้ทรงคุณควรจะอยู่ในป่านั้นเป็นที่ที่เหมาะสมแล้วด้วยประการทั้งปวง

พระเรวตะหลังจากได้อุปสมบทก็ได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็นเอตทัคคะผู้เป็นเลิศในการอยู่ป่าเป็นวัตร คือท่านถืออยู่ป่าเสมอโดยเฉพาะป่าสะแกที่ท่านชอบมากจนได้ฉายาว่า “ขทิรวนิยเรวตะ” แปลว่าพระเรวตะ ผู้ชอบอยู่ป่าสะแก

เป็นพระอรหันต์นี่ครับจะให้ท่านชอบอยู่ในเมืองที่มีเสียงอึกทึกก็คงไม่ใช่วิสัย ยิ่งการอยู่เพื่อการบำเพ็ญปฏิบัติแล้วอยู่ป่าจึงถือว่าเหมาะสมที่สุด

5.4 วิสุทธิ์

            คำว่า วิสุทธิ์ในที่นี้ก็คือ ความบริสุทธิ์ในการกระทำซึ่งข้อนี้เป็นผลต่อเนื่องมาจากการตั้งจิตให้บริสุทธิ์เป็นพื้นฐานอยู่แล้วครับเมื่อความคิดที่เป็นจิตพื้นฐานบริสุทธิ์ก็จะส่งผลให้การกระทำบริสุทธิ์ตามไปด้วย

ยกตัวอย่างในทางโลกก่อนครับ ถ้าตั้งจิตอธิษฐานขอให้เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน การประพฤติปฏิบัติงานก็ต้องมีความสุจริตโปร่งใสไปด้วย ไม่ใช่ว่าอุตส่าห์ตั้งจิตอธิษฐานทำบุญเสียดิบดีแต่ตกม้าตายตอนที่ลงมือทำงาน เห็นโอกาสโกยเงินมากๆ ก็คิดว่านี่คงเป็นช่องทางสวรรค์เปิดให้สมดังคำอธิษฐานแล้ว ก็ทำการทุจริตเพื่อให้ได้ทรัพย์หรือสิ่งที่คิดว่าเป็นความเจริญก้าวหน้ามาโดยการเหยียบย่ำคนอื่นขึ้นไปเป็นใหญ่หรือมีอำนาจ อย่างนี้ต่อให้ได้ทรัพย์สินหรือหน้าที่ตำแหน่งไปจริงๆ อีกไม่นานก็ต้องสูญเสียงานไปอย่างแน่นอน

ตัวอย่างในทางธรรมก็มีครับ เป็นเรื่องของสามเณรน้อยรูปหนึ่งที่ชื่อ สุมน สามเณรรูปนี้เป็นสามเณรที่ได้ชื่อว่ามีฤทธิ์มาก คือเป็นอรหันต์ผู้บรรลุอภิญญา 6 หมายความว่าไม่ใช่เพียงแค่หมดกิเลสเพียงอย่างเดียวแต่ มีความสามารถพิเศษทั้งหลาย อย่างเช่น มีอิทธิปาฏิหาริย์ เหาะได้ มีตาทิพย์ เป็นต้น

วันหนึ่งสามเณรสุมนก็เข้าไปในป่าหิมพานต์ (เขาหิมาลัย) พร้อมกับพระอนุรุทธะผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ บังเอิญว่าท่านอนุรุทธะท่านเกิดอาการของโรคลมจุกเสียดขึ้นมาอย่างรุนแรงจึงสั่งให้สามเณรไปเอาน้ำจากสระอโนดาตมาเพื่อช่วยบรรเทาอาการโรคลม ที่แต่แห่งนั้นมีพญานาคอยู่ชื่อว่า ปันนกะซึ่งมีความรู้จักกับท่านให้ไปขอน้ำจากพญานาคเสียก่อน สามเณรก็เหาะไปเอาน้ำตามคำสั่ง ขณะนั้นปันนกะกำลังสำราญกับการลงเล่นน้ำพร้อมๆ กับบริวารสาวๆ อยู่พอดี เห็นสามเณรเหาะลอยข้ามหัวมาก็โกรธเพราะคิดว่าถูกลบหลู่และกล่าวหาว่า สามเณรน้อยเหาะลอยมาเอาขี้ฝุ่นที่เท้ามาโปรยใส่หัวของตน ทั้งที่ความจริงไม่มีแม้แต่นิดเดียว

เมื่อสามเณรอ้างถึงชื่อพระอาจารย์แล้ว เจ้าพญานาคปันนกะก็ยังไม่สนใจจะไล่กลับเสียท่าเดียวแถมยังแผ่พังพานปิดสระอโนดาตเสียมิดแถมยังร้องท้าว่า ถ้าแน่จริงก็มาเอาน้ำในสระไปได้เลย สามเณรสุมนถือว่าตนเองได้รับอนุญาตแล้ว ก็เลยแสดงฤทธิ์แปลงร่างเป็นพรหมสูงใหญ่เหยียบตรงหัวพังพานให้สระน้ำเปิดออกให้สายน้ำพุ่งขึ้นมาแล้วเอาบาตรรองน้ำจนเต็มแล้วก็เหาะกลับไปหาพระอาจารย์

ปันนกะก็พาลหาเรื่องต่อทั้งเจ็บใจทั้งอายที่ถูกสามเณรน้อยเหยียบหัวเสียแบนก็เลยตามไปถึงป่าหิมพานต์กล่าวตู่ว่า สามเณรรังแกตนและเอาน้ำมาอย่างไม่ชอบธรรม พระอนุรุทธะก็ถามเณรตามตรงและสามเณรก็เรียนพระอาจารย์ตามตรงว่าได้เอาน้ำมาอย่างชอบธรรมแล้วเพราะพญานาคเป็นผู้อนุญาตเอง ท่านเชื่อศิษย์ของท่านเพราะพระอรหันต์ย่อมไม่กล่าวเท็จอย่างแน่นอนเมื่อดื่มน้ำแล้ว โรคลมในกายของท่านก็สงบลง

 เห็นผลดังนั้นก็รู้แล้วครับว่าใครผิดใครถูกกันแน่ถ้าเณรน้อยทำผิดไม่บริสุทธิ์จริงโรคในกายท่านคงไม่หายแน่ และอาจจะเป็นหนักกว่าเดิมก็ได้ ยิ่งท่านพระอนุรุทธะเป็นพระอรหันต์ที่เป็นเลิศกว่าผู้อื่นในด้านมีตาทิพย์ (ทิพยจักษุ)ด้วยแล้วพญานาคก็คงแก้ตัวอะไรไม่ขึ้นจึงบอกให้พญานาคขอโทษสามเณรเสีย พญานาคจึงยอมขอโทษสามเณรสุมน และบอกว่าต่อไปหากต้องการน้ำเมื่อไหร่ขอเพียงแต่สั่งมาเท่านั้นตนจะเอามาถวายให้เองทันทีอีกต่างหาก

ความสะอาด ความสุจริต ความยุติธรรมนี่เป็นกำแพงป้องกันศัตรูชั้นยอดเลยจริงๆ ครับต่อให้มีคนคิดร้ายหรือริษยาก็ทำอะไรไม่ได้ เหมือน ฝ่ามือที่ไม่มีแผลต่อให้กำยาพิษอยู่ก็ยังปลอดภัย

5.5 วิธี

ว่ากันว่าการจะทำอะไรให้สำเร็จนอกจากความพยายาม ความตั้งใจ การลงมือทำด้วยความบริสุทธิ์อย่างสุดท้ายที่ต้องมีก็คือ “วิธีการ”ที่ดีครับ คำฝรั่งว่า มี Heart มี Hand แล้วต้องมี Head ด้วยวิธีการที่ดีก็จะส่งผลให้สิ่งที่หวังสำเร็จได้โดยง่าย

ลองนึกดูก็ได้ครับถ้านึกจะขุดสระเพื่อทำสระน้ำสักบ่อหนึ่งถ้ามัวใช้จอบใช้เสียมค่อยๆ แซะค่อยๆ ขุดใช้ความเพียรเสียหน่อยก็คงเสร็จได้สักวัน แต่คงให้เวลานานเป็นเดือนเป็นปีไม่ทันกินกว่าจะเสร็จ ถ้าใช้รถขุดไม่กี่วันก็คงจะเรียบร้อย

เรื่องเล่าต่อไปนี้เป็นประสบการณ์เรื่องการทำงานของผู้เขียนโดยตรงครับ เมื่อหลายปีก่อนได้ทำงานอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งงานก็เป็นงานด้านเอกสารและธุรการในออฟฟิศทั่วๆ ไป แต่ที่โรงงานแห่งนี้ยังมีระบบการจัดการที่ไม่ดีพอ ไม่มีการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลในเนื้องานใดๆ เลย ทุกอย่างยังใช้ระบบ “อัตโนมือ” อยู่ คือจดบันทึกลงสมุดบัญชีเล่มหนาๆ  เสมียนผู้ทำหน้าที่นี้ก็เป็นคนขยันครับ วันทั้งวันแกก็ต้องนั่งเขียนบันทึกเอกสารอยู่เป็นกองพะเนินอยู่คนเดียวแทบไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย

 เมื่อได้ลองสอบถามว่า ทำไมจึงไม่ใช้เครื่องทุ่นแรงอย่าง คอมพิวเตอร์กันดูบ้าง ก็ได้รับคำตอบว่าใช้คอมพิวเตอร์กันไม่เป็นครับ ถึงแม้จะมีเงินอยู่ในออฟฟิศอยู่มากก็ไม่ได้ซื้อ เพราะซื้อมาก็ไม่มีใครในที่แห่งนั้นใช้คอมพิวเตอร์เป็นเลยสักคนเดียว

ในที่สุดทางแก้ปัญหาก็คือ บริษัทต้องมีการจัดอบรมเรียนรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ให้กับพนักงานครับแม้ว่าจะสิ้นเปลืองเวลาและงบประมาณไปไม่น้อยแต่ก็ต้องทำเพราะยุคนี้ถ้าไม่ใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็นแล้วล่ะก้อคงยากที่จะทำธุรกิจการงานให้สำเร็จเหนือคู่แข่งได้ พี่เสมียนคนที่ผมกล่าวถึงนั้น แกเป็นคนดีมากๆครับ ทั้งใจดี ขยันอดทน มีมานะอุตสาหะแต่วิธีการทำงานของแกกลับผิดวิธีและไม่ได้มีการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เพิ่มแกก็เลยเป็นแค่เสมียนอยู่อย่างนั้นพอให้เริ่มวิธีใหม่อย่างการใช้คอมพิวเตอร์แกก็รับไม่ค่อยได้คือไม่ยอมจะเรียน ในที่สุดแกก็ต้องลาออกไปเพราะรับระบบการทำงานแบบใหม่ๆ ทันสมัยไม่ทัน น่าเสียดายคนดีๆ ขยันทำงานแบบนี้จริงๆ

ขอเล่าเรื่องในทางธรรมประกอบด้วยอีกสักหนึ่งเรื่องครับ เป็นเรื่องราวของพระพุทธเจ้าของเรานี่เองหลังจากที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้แล้วใหม่ๆ ก็ออกแสดงธรรมเพื่อโปรดสัตว์โลก ครั้งหนึ่งก็ได้เสด็จไปถึง อุรุเวลาประเทศในเขตเมือง ราชคฤห์ แห่งแคว้นมคธใกล้กับแม่น้ำเนรัญชราในเวลาเย็นเพื่อขอพบกับ อุรุเวลกัสสปะ พระองค์ต้องการที่พักแต่อุรุเวลกัสสปะก็ดูเหมือนจะไม่เต็มใจให้ โดยบอกว่าที่พักมีอยู่แห่งเดียวคือในถ้ำบูชาไฟที่มีพญานาคอยู่และเกรงว่าจะทำร้ายพระพุทธองค์ แต่พระพุทธองค์ก็ยืนยันถึง 2 ครั้งว่าไม่มีสิ่งใดทำร้ายพระองค์ได้ อุรุเวลกัสสปะจึงอนุญาตให้พระองค์เข้าไปในถ้ำด้วยความถือดีว่า ตนเตือนแล้วไม่ยอมเชื่อ

พญานาคในถ้ำเมื่อเห็นพระพุทธองค์เข้ามาในถ้ำก็โกรธพ่นไฟใส่พระองค์ทำให้มีเปลวเพลิงจำนวนมากพุ่งออกมาจากถ้ำบูชาไฟแห่งนั้น เหล่าชฎิลผู้บูชาไฟก็ได้แต่มองยืนดูอยู่ห่างๆ และคิดว่าพระพุทธองค์คงจะสิ้นพระชนม์ด้วยน้ำมือพญานาคเป็นแน่ พอรุ่งเช้าพระพุทธองค์ทรงออกมาจากถ้ำอย่างปลอดภัยไร้รอยแผลใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมกับจับพญานาคใส่บาตรแล้วนำมาให้แก่อุรุเวลกัสสปะ

อุรุเวลกัสสปะผู้บูชาไฟนั้นมีศิษย์มากมายถึง 500 ตนก็ยังมีทิฐิมานะคิดว่าวิธีการบูชาไฟของตนนั้นทำให้ตนเป็นพระอรหันต์แล้ว แม้จะเกรงในพระอิทธิวิธีของพระพุทธเจ้าแต่ก็ไม่ละทิ้งวิธีการของตนได้กล่าวเชิญพระพุทธองค์ให้ประทับอยู่ที่อาศรมของตนแต่พระพุทธองค์ปฏิเสธ โดยพระองค์จะพำนักอยู่ในป่าใกล้ๆ กันนั้นแทน พอตกดึก อุรุเวลกัสสปะก็เห็นแสงสว่างทั่วทั้ง 4 ทิศใกล้ๆ กับที่พักของพระพุทธเจ้า รุ่งเช้าเมื่อพระพุทธองค์ไปรับภัตตาหาร อุรุเวลกัสสปะก็ออกปากถามว่าเหตุใดจึงมีแสงสว่างไสวไปทั่วทั้ง 4 ทิศ ณ ที่พำนักของพระองค์ พระพุทธองค์ก็ตอบว่า เป็นเพราะท้าวจตุมหราชทั้ง 4 แห่งสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ลงมาฟังธรรมของพระองค์ ในคืนต่อมาก็มีเทวดาชั้นสูงอีกหลายชั้นลงมาฟังธรรมเช่นกัน อุรุเวลกัสสปะก็ถามเช่นเดิม แม้จะทึ่งในบุญบารมีแต่ก็ยังคิดว่า พระพุทธองค์ยังไม่ได้เป็นอรหันต์เหมือนกับตนเอง

พระพุทธองค์ทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์อีกหลายประการ เช่น การอ่านใจ, เสด็จเหาะเหินเดินอากาศต่อหน้าเพื่อทรมานอุรุเวลกัสสปะให้คลายความเห็นผิดจากทิฐิมานะที่มีว่า ตนเองนั้นได้ปฏิบัติบูชาไฟจนเป็นพระอรหันต์แล้ว (ทั้งที่ยังไม่ได้เป็น) แต่ทำอย่างไร อุรุเวลกัสสปะก็ยังไม่ยอมรับอยู่ดี จวบจนวันเพ็ญเดือน 2 พระพุทธองค์ก็ตรัสให้อุรุเวลกัสสปะเกิดความสลดใจว่า พระพุทธองค์ทราบมาตลอดว่า ชฎิลบูชาไฟอย่าง อุรุเวลกัสสปะ นั้นยังไม่ใช่พระอรหันต์ แต่ทำไมจึงยังดื้อดึงปฏิบัติในทางที่ไม่ใช่การบรรลุอรหันต์และเชื่อว่าตนเองเป็นอย่างนั้นทั้งที่ไม่ได้เป็น บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่จะยอมรับว่าตนเองยังไม่ใช่พระอรหันต์ หากได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ก็จะบรรลุอรหันต์ได้ในไม่ช้า

อุรุเวลกัสสปะเมื่อทราบว่าพระพุทธองค์รู้ดีมาตลอดว่าความถือดีในตนเองว่าเป็นอรหันต์นั้นเป็นสิ่งผิดก็เกิดความสลดใจยอมก้มกราบขอขมาแต่โดยดี และยังชักชวนให้ชฎิลทั้งห้าร้อยตนนำบริขารเครื่องใช้ต่างๆ ที่มีไปลอยน้ำทิ้งให้หมดและกราบทูลของอุปสมบทพระองค์จึงบวชให้ด้วยวิธี เอหิภิกขุอุปสัมปทา

ชฎิลผู้บูชาไฟ ณ ที่แห่งนี้มีอยู่ 3 พี่น้องครับ น้องคนที่สองของอุรุเวลกัสสปะก็คือ นทีกัสสปะเห็นบริขารของพี่ชายตนลอยมาก็พาเอาศิษย์กว่าสามร้อยตน มาเพื่อไต่ถามถึงสาเหตุพอมาถึง พระอุรุเวลกัสสปะก็เรียกให้นั่งฟังเรื่องราวที่ตนได้ประสบมาก็เกิดความศรัทธา ลอยบริขารของตนทิ้งพร้อมกับบริวารเหมือนกันทั้งสามร้อยตนเช่นกัน เครื่องบริขารทั้งสามร้อยก็ลอยไปยัง สำนักของ คยากัสสปะผู้เป็นน้องเล็ก คยากัสสปะ ก็เดินทางมาพอได้ฟังธรรมของพระพุทธองค์แล้วก็ตัดสินใจบวชพร้อมกับลูกศิษย์เช่นกัน รวมกันแล้ว ชฎิลผู้บูชาไฟทั้งหมดมีรวมกัน 1 พันกับ 3 รูป (3 รูปที่เหลือคงจะเป็นหัวหน้ากัสสปะทั้งสามพี่น้อง) หลังจากนั้น พระพุทธองค์ก็แสดงธรรมที่เรียกว่า “อทิตตปริยายสูตร” ซึ่งเป็นพระสูตรที่แสดงถึงการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 6 ที่รุ่มร้อนเหมือนมีไฟติดอยู่ทั่วตัวจาก ไฟราคะ ไฟโทสะ และไฟของโมหะ รวมไปถึงร้อนไปด้วยทุกข์ อันมีชาติกำเนิด ความแก่ชราและความตาย จนทั้งหมดได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่สุด

แทรกตรงนี้สักเล็กน้อยครับ การจะสั่งสอนสิ่งใดแก่ใครก็ต้องเลือกวิธีการสอนครับ ตัวอย่างนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดีครับ ในเมื่อชฎิลเหล่านั้นบูชาไฟเป็นเหตุอยู่แล้วพระองค์จึงใช้พระสูตรที่อธิบายเรื่องกิเลสราคะโมหะว่าเป็น ความร้อนเหมือนกับไฟเช่นกัน ชฎิลเหล่านั้นจึงบรรลุอรหันต์ได้ง่ายนั่นเอง

ก่อนที่พระพุทธองค์จะทรงตรัสรู้ ท่านได้ลองทุกวิธีการมาแล้วนี่ครับวิธีไหนเป็นการบรรลุถึงอรหันต์ที่แท้จริงพระองค์ก็สอนให้ถือเอาสิ่งนั้น ในอดีตถ้าพระองค์ยังไม่ละเลิกวิธีทรมานกายแม้จะมีจิตเป็นสมาธิเพียงใด ได้ฌานกี่ขั้นก็คงไม่อาจบรรลุอรหันต์ได้ ดังนั้น ทุกอย่างต้องมีวิธีการที่ดีครับจึงจะประสบความสำเร็จสมดังคำอธิษฐานและปณิธานที่ได้ตั้งมั่นเอาไว้

6.      เมื่ออธิษฐานให้ตัวเองได้แล้วจงอธิษฐานให้คนอื่นด้วย

 แรงอธิษฐานที่ยิ่งใหญ่นั้นไม่ใช่มุ่งเน้นประโยชน์ความต้องการของตนเองเพียงอย่างเดียวครับเมื่อได้ในสิ่งที่ตนเองปรารถนาแล้วควรจะแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้กับคนอื่นไปด้วยเพื่อให้คนที่เรารักและมีความปรารถนาดีมีความสุขไปพร้อมๆ กัน เรียกว่าเป็น พรหมวิหารธรรม คือ เมตตา ปรารถนาจะให้ผู้อื่นมีความสุขเหมือนกับที่ตนได้รับ

การอธิษฐานในข้อนี้ในฐานะผู้เขียนแล้วเห็นว่ามีความสำคัญมากที่สุดเลยครับ เพราะความสุขที่แท้จริงนั้นคือคนรอบข้างมีความสุขด้วยตัวเราเองถึงจะมีความสุข สมมติว่าเราเป็นผู้ที่มีหน้าที่การงานสุจริตประกอบสัมมาอาชีวะค้าขายได้ร่ำรวยมหาศาลแต่ เพื่อนกิจการข้างๆ กลับอยู่ในสภาวะตกต่ำต้องประสบปัญหาขาดทุนอยู่ ถ้าเป็นผู้มีจิตเมตตาก็จะยังไม่รู้สึกว่ามีความสุขได้ต้องได้ช่วยเหลือให้คนอื่นมีความสุขได้เหมือนกันเสียก่อน

ตัวอย่างเรื่องการอธิษฐานเพื่อคนอื่นนี่ ผู้เขียนเคยชมในภาพยนตร์เรื่องหนึ่งครับ เรื่องมีอยู่ว่าพระเอกเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไปตกหลุมรักสาวคนหนึ่ง วันหนึ่งเจ้าหนุ่มบังเอิญได้พบกับซาตานจะมาเอาชีวิตเพราะถึงเวลาหมดอายุไขเสียแล้วเจ้าหนุ่มไม่อยากตายตอนนั้น ก็เลยขอคำอธิษฐานไว้ 6 อย่าง เพื่ออยากให้สาวคนที่ตัวเองหลงรักได้มารักกับตนแล้วค่อยตายก็ไม่เสียหาย คำอธิษฐาน 5 ข้อแรกนั้นเป็นไปเพื่อตัวเองทั้งสิ้นครับเช่น ขอให้รวยมากๆ , ขอให้หล่อ, เป็นศิลปิน, เป็นผู้มีชื่อเสียง, เป็นนักกีฬาชื่อดัง เหล่านี้เป็นต้น แต่แม้ว่ากลายเป็นคนรวยอย่างไร หล่อมากแค่ไหน เป็นศิลปินที่น่าจะพิชิตใจสาวได้ไม่ยาก หรือจะปรารถนาดีต่อสาวเจ้าขนาดไหน สาวสวยคนนี้ก็ไม่ได้หลงรักเจ้าหนุ่มอย่างที่ต้องการเสียที

เจ้าหนุ่มจึงตัดสินใจเลิกและไม่ขอพรข้อสุดท้ายอีกต่อไปเพราะท้อแท้ใจและถือว่าสัญญากับซาตานเป็นโมฆะเพราะตนไม่ได้ขอพรจนครบ จบเรื่องกัน! ซาตานก็ไม่ยอมครับเพราะถือว่าได้ให้คำมั่นสัญญาด้วยวาจาไว้แล้วถ้าไม่อธิษฐานขอพรข้อสุดท้ายก็ต้องไปนรกทันที

ด้วยความจนตรอก เจ้าหนุ่มหมดทางเลือกเนื่องจากถูกบีบบังคับแต่ในใจยังมีความปรารถนาดีต่อคนที่ตัวเองรักอยู่เสมอ จึงได้อธิษฐานขอพรข้อสุดท้ายว่า ขอให้สาวคนที่ตัวเองหลงรักนั้นมีความสุขไปตลอดชีวิต ด้วยคำขอนั้นซาตานจึงให้พรไปตามนั้นแต่ก็ต้องยกเลิกการเอาชีวิตของเจ้าหนุ่มไปด้วยเพราะกฎของนรกมีข้อยกเว้นว่า หากผู้ที่ถึงฆาตได้ทำการอธิษฐานขอพรให้ผู้อื่นมีความสุขแทนตนเองแล้ว ซาตานหรือยมทูตไม่อาจจะเอาชีวิตของคนผู้นั้นได้

ตอนจบของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ ชายหนุ่มแม้จะไม่ได้สมหวังกับสาวคนที่ตนหลงรักแต่ก็ได้พบกับสาวคนใหม่ที่มีบุคลิกลักษณะคล้ายกันอีกคนหนึ่งและอยู่อย่างมีความสุขกับเธอคนนั้นไปตลอดชีวิต

การอธิษฐานให้คนอื่นมีความสุขไปด้วยนั้นจะทำให้ผู้ที่อธิษฐานมีความสุขที่แท้จริงครับในที่นี้ผมขอยกตัวอย่างประกอบจากเรื่องจริงในสมัยพุทธกาลเป็นการส่งท้ายบทการอธิษฐานให้ได้ผลนี้

เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของพระอานนท์ครับ

พระอานนท์นั้นกว่าที่ท่านจะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ก็ต้องเป็นช่วงหลังจากพุทธปรินิพพานไปแล้วภายหลังการถวายพระเพลิงพุทธสรีระพระมหากัสสปะเถระก็ได้เรียกประชุมสงฆ์เพื่อหารือเรื่องการสังคายนาพระธรรมวินัย โดยที่ที่ประชุมสงฆ์นั้นตกลงกันว่าจะทำการเลือกพระมหาเถระ 3 รูปเป็นประธาน คือ พระอุบาลี พระอานนท์และ พระมหากัสสปะเป็นประธานใหญ่ เหตุที่พระอานนท์ได้รับเลือกนั้นก็ยังมีเสียงคัดค้านอยู่บ้าง และที่สนับสนุนก็มีเพราะว่า พระอานนท์เป็นผู้ที่ใกล้ชิดพระพุทธเจ้ามากกว่าใครมีความจำดีและรู้เรื่องคำสอนทั้งหมดแต่เสียงที่คัดค้านก็เพราะว่าท่านยังไม่บรรลุอรหันต์

แม้ท่านจะมีภารกิจมากเพราะต้องติดต่อกับบุคคลหลายฝ่ายทำให้ไม่มีเวลาปฏิบัติธรรมมากเพียงพอแต่ท่านก็ไม่ได้ละความเพียรพยายามปฏิบัติธรรมอย่างหนักโดยปลีกตัวไปยังใต้ต้นไทร ด้วยจิตปรารถนาจะบรรลุอรหันต์ให้ได้เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งสงสัยในตัวท่านจะได้ไม่เกิดปัญหาเรื่องความเหมาะสมในหมู่คณะสงฆ์ซึ่งเป็นเรื่องส่วนรวมอีก ท่านได้พยายามปฏิบัติธรรมเพื่อการบรรลุเป็นอรหันต์อยู่หลายแห่ง

แต่ทว่าแม้จะเปลี่ยนไปอยู่ในถ้ำเล็กๆ ก็ยังไม่อาจบรรลุอรหันต์ได้แต่ก็ยังตั้งจิตอธิษฐานเพื่อหวังจะได้บรรลุเป็นอรหันต์อยู่เป็นประจำและในวันสุดท้ายหนึ่งวันก่อนการสังคายนาพระไตรปิฏกจะเริ่มต้น พระอานนท์เกิดความอ่อนล้ามากจึงได้เดินทางกลับไปยังกุฏิเพื่อพักผ่อน ณ เชิงเขาเวภาระ

ก่อนจะขึ้นนอนที่กุฏิท่านก็ล้างเท้าและกำหนดสติวิปัสสนาอยู่ตลอดทุกลมหายใจเข้าออกจนเมื่อพระอานนท์กำลังเอนกายลงบนเตียงศีรษะกำลังจะถึงหมอนและเท้าลอยยกจากพื้นก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น จิตที่ตั้งมั่นได้เป็นฌานด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่ ท่านก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ในอิริยาบถนั้นเองนับว่าเป็น อิริยาบถที่แปลกกว่าพระเถระรูปอื่นๆ โดยสิ้นเชิง

ก่อนการทำสังคายนาจะเริ่มขึ้น พระมหากัสสปะได้ซักถามเรื่องความบกพร่องหรือกิริยาทั้งหลายที่ไม่เหมาะสมของพระอานนท์หลายประการซึ่งพระอานนท์ก็สามารถตอบชี้แจงแถลงไขได้อย่างชัดเจนทุกอย่างและได้กล่าวว่า หากคณะสงฆ์ทั้งหลายเห็นว่ามีความผิดก็จะขอรับเอาไว้ คำตอบของพระอานนท์นั้นทำให้พระมหากัสสปะและคณะสงฆ์ทุกรูปพอใจมาก นั่นแสดงออกโดยชัดเจนว่าท่านได้บรรลุความเป็นอริยบุคคลชั้นสูงสุดแล้ว

เมื่อการสังคายนาเริ่มขึ้น พระอานนท์ก็มีส่วนช่วยอย่างมากในการตีความพระธรรมให้กระจ่างการที่พระอานนท์เป็นผู้มีความเป็นเลิศในด้านความจำดีทำให้พระธรรมวินัยถูกบันทึกไว้ได้อย่างครบถ้วนการตั้งจิตอธิษฐานเพื่อเป็นพระอรหันต์ในครั้งนี้จึงเป็นการยังประโยชน์เพื่อส่วนรวมโดยแท้จริง

และการอธิษฐานครั้งสุดท้ายของพระอานนท์ก็เกิดขึ้นในตอนที่ท่านจะปรินิพพานนั่นเองครับที่สำคัญเป็นการตั้งจิตอธิษฐานเพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่เสียด้วย พระอานนท์มีชีวิตอยู่ล่วงเลยมาได้จนอายุ 120 ปี ก่อนจะปรินิพพาน พระญาติของทั้งสองฝั่งแม่น้ำโรหิณีก็คือเมืองกบิลพัสดุ์และเมืองเทวทหะต่างฝ่ายต่างก็พยายามต้องการจะให้พระอานนท์ได้ไปนิพพานทางฝั่งบ้านเมืองของตนเอง จนไม่มีฝ่ายฝั่งไหนยินยอมให้แก่กัน

พระอานนท์พิจารณาเป็นครั้งสุดท้ายว่าหากปล่อยให้เรื่องราวกลายเป็นแบบนี้ต่อไปจะก่อให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงและก่อการทะเลาะเบาะแว้งกันได้จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานให้ลอยขึ้นไปในอากาศให้ร่างเผาไหม้กลางอากาศแล้วแตกออกเป็นสองส่วนส่วนหนึ่งตกลงในเมืองกบิลพัสดุ์อีกส่วนก็ตกลงยังฝั่งเมืองเทวทหะเพื่อให้พระญาติของทั้งสองฝั่งได้นำอัฐิไปบรรจุสถูปสักการบูชากันได้ทั้งสองฝ่าย

การอธิษฐานเพื่อหวังผลประโยชน์สุขของผู้อื่นด้วยจะยังก่อให้เกิดความสุขที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างแท้จริงด้วยประการฉะนี้ครับ

Read Full Post »

เรื่องจุดประสงค์นี่ก็มีความสำคัญมาก ลองนึกดูง่ายๆ ว่า ถ้าเราอุตส่าห์ทำจิตให้สะอาดมาเป็นอย่างดี ทำบุญทำทานเพื่อเป็นฐานกำลังให้การอธิษฐานมีความสำเร็จ แต่ถ้าอธิษฐานในสิ่งที่เกินกำลังบุญหรือไปในทางที่ไม่ถูกธรรม ขอให้คนอื่นเกิดความวินาศอย่างนี้ก็ไม่ไหว

 

คำอธิษฐานไม่มีทางเป็นจริงได้แน่นอน

เพราะทันทีที่จิตไปคิดลบ จิตก็จะขุ่นมัวลงทันที หรือการมุ่งขอแต่สิ่งที่เจือด้วยกิเลสมากๆ ก็จะทำให้จิตไม่ผ่องใสเช่นกันเช่น ขอให้ถูกหวย ขอให้ร่ำรวยทันตาเห็น ขอให้ได้แฟนหล่อๆ สวยๆ ฯลฯ

อย่างนี้เป็นจุดประสงค์ในการอธิษฐานที่ยังไม่มีความบริสุทธิ์เพียงพอ แต่หากผู้ที่ขอได้สั่งสมบุญบารมีมามากพอและประกอบกรรมดีอยู่เสมอก็อาจสมหวังได้ อยู่ที่เหตุและปัจจัย แต่จุดประสงค์เหล่านี้ก็เป็นเพียงจุดประสงค์ทางด้านสุขในทางกายหรือสุขภายนอกหรือสามิสสุข ยังไม่ถึงกับขั้นสุขทางธรรมหรือนิรามิสสุขที่เป็นสุขที่แท้จริง

ตัวอย่างเรื่องการมุ่งจุดประสงค์แห่งการอธิษฐานสำคัญๆ ในพระพุทธศาสนาก็มีแสดงให้เห็นครับว่า คนที่มุ่งปรารถนาขอแต่ในสิ่งที่ดีๆ ก็จะได้รับผลตามที่เขาเหล่านั้นมีความปรารถนา ในทีนี้ขอยกตัวอย่างอีกสักสองเรื่อง

 

“การอธิษฐานเพื่อเป็นแพทย์ประจำพระพุทธองค์”

ย้อนกลับไปในช่วงของสมัยก่อนพุทธกาลครับ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งทรงพระนามว่า “ปทุมุตตระ” ได้เสด็จอุบัติขึ้นมาบนโลก พระพุทธเจ้าปทุมุตตระนั้น เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในสารกัปพุทธวงศ์องค์ที่ 10 ซึ่งประสูติในตระกูลของกษัตริย์แห่งนครหงสาวดี ซึ่งมีพระชนมายุยาวนานประมาณ 1 แสนปี และพระศาสนาของพระองค์ดำรงอยู่ได้นาน 1 แสนปีเช่นกัน

ณ เมือง จำปา ในขณะที่พระองค์ทรงมาประทับอยู่ที่เมืองนี้ มีมาณพหนุ่มคนหนึ่ง ได้สังเกตเห็นชายชราผู้หนึ่งเดินเข้าออกพระอารามที่ประทับของพระพุทธเจ้าปทุมุตตระอยู่เป็นประจำก็เกิดความสงสัยในการกระทำของชายชรา วันหนึ่งจึงได้ดักเฝ้ารออยู่หน้าที่ประทับเพื่อที่จะถามถึงจุดประสงค์

หลังจากได้สอบถามชายหนุ่มก็พบว่า ชายชราที่เข้าออกที่ประทับของพระพุทธเจ้านั้นเป็นนายแพทย์ประจำตัวของพระพุทธองค์ การเข้าออกพระอารามทุกวันก็เพื่อรับฟังพระโอวาทและถวายการรักษาในคราวที่พระพุทธองค์ทรงประชวร ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นก็มีความปลาบปลื้มใจและชื่นชมในตำแหน่งหน้าที่นี้มาก จึงได้สอบถามว่าจะทำอย่างไรจึงจะได้มีโอกาสในการทำหน้าที่นี้

แต่ชายชราบอกว่า หน้าที่แบบนี้ในชั่วพุทธกาลหนึ่งจะเกิดขึ้นได้เพียงคนเดียวเท่านั้นแล้วแต่บุญแต่กรรมที่ได้สร้างสมกันมาถ้าอยากจะทำหน้าที่นี้ ก็ต้อง “ตั้งจิตอธิษฐาน” ขอเอาไว้ในชาติหน้า ชายหนุ่มได้ฟังคำกล่าวนั้นก็สงสัยเรื่องการมีอยู่จริงของชาติหน้า รวมไปถึงว่า การอธิษฐานจิตจะมีผลถึงชาติต่อไปหรือไม่จึงได้ขอเข้าเฝ้าไปทูลถามพระพุทธองค์ให้เกิดความกระจ่างชัด

พระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ได้ตรัสสั่งสอนเรื่องกรรมว่า ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลสก็จะต้องเกิดแล้วเกิดอีกด้วยผลกรรมของตัวเองกระทำถ้าทำดีก็ได้ไปเกิดในภพที่ดีทำชั่วก็ได้ไปเกิดในภพที่ต่ำลงไปกว่ามนุษย์ ส่วนการอธิษฐานจิต นั้นคือการตั้งใจมั่นว่าจะทำอะไรและมีความพยายามที่จะได้มาเพื่อสิ่งนั้น การกระทำนั้นจะส่งผลได้ถึงในชาติปัจจุบัน ชาติหน้า และชาติภพต่อๆ ไปด้วย

นับเป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มผู้นี้ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าและสนทนาธรรมกับพระพุทธองค์เมื่อถามตอบปัญหาธรรมะกับพระพุทธองค์จนหายสงสัยแล้ว ก็เกิดความปิติเป็นที่ชุ่มชื่นของจิตใจ หลังจากนั้นชายหนุ่มก็ได้อาราธนาพระพุทธองค์พร้อมพระสาวกไปรับภัตตาหารของตนเองที่บ้านของตนเองในวันรุ่งขึ้น

วันรุ่งขึ้นหลังจากที่ชายหนุ่มได้ถวายภัตตาหารแด่พระพุทธองค์ ชายหนุ่มก็ตั้งจิตอธิษฐานขอพรจากพระพุทธเจ้าปทุมุตตระว่า ขอให้ได้เป็นนายแพทย์ประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในอนาคตซึ่ง พระพุทธองค์ก็ตรัสอนุโมทนา ชายหนุ่มก็ตั้งจิตมั่นว่าจะกระทำความเพียรสั่งสมบุญบารมีเพื่อที่จะได้เป็นแพทย์ประจำพระองค์ในชาติต่อไป

หลังจากภพชาตินั้นแล้ว กาลเวลาก็ได้ผ่านไปเป็นระยะเวลานานกว่าแสนกัปชายหนุ่มได้เวียนว่ายตายเกิดในภพต่างๆ ตามกรรมที่ได้กระทำมาในแต่ละภพตามแรงอธิษฐานจิตของเขา จนในสมัยพุทธกาลชายหนุ่มก็ได้กลับมาเกิด เป็นลูกของนางสาลวดีซึ่งเป็นหญิงงามเมืองใน กรุงราชคฤห์แห่งแคว้นมคธซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยพระเจ้าพิมพิสารเด็กคนนี้ คือ ชีวกโกมารภัจจ์

มูลเหตุที่ทำให้เด็กคนนี้ได้นามว่าชีวกโกมารภัจจ์ เพราะวัยเด็กทารกของชีวกนั้นนางสาลวดีผู้เป็นแม่ต้องแอบคลอดลูกและนำชีวกไปทิ้งที่กองขยะ เพราะไม่อาจให้การมีลูกมาทำลายอาชีพและชื่อเสียงของตน เด้กคนนี้ก็ถูกเก็บมาเลี้ยงดูโดยเจ้าฟ้าชาย “อภัยกุมาร” ซึ่งเป็นพระราชโอรสองค์หนึ่งของพระเจ้าพิมพิสาร

เจ้าฟ้าชายอภัยเห็นว่าเด็กคนนี้มีชีวิตรอดมาจากฝูงกาที่กำลังจะรุมแทะกินร่างของเด็กน้อยจึงตั้งชื่อว่า “ชีวก” แปลว่าผู้ยังมีชีวิต และด้วยเหตุที่เป็นผู้ที่เจ้าชายทรงชุบเลี้ยงจึงได้สร้อยตามท้ายชื่อว่า “โกมารภัจจ์” แปลว่า ผู้ซึ่งพระราชกุมารเลี้ยงดูนั่นเอง

เมื่อเติบโตขึ้นชีวกโกมารภัจจ์ก็ได้เดินทางไปเรียนศิลปะวิทยาการต่างๆ เพื่อการเป็นแพทย์ที่เมืองตักศิลาที่สำนักทิศาปาโมกข์ เป็นเวลาเจ็ดปีซึ่งตอนที่เรียนจบได้รับคำสั่งจากอาจารย์ให้ไปหาสิ่งที่ไม่อาจทำยาได้ในบริเวณ 1 โยชน์โดยรอบพระนครตักศิลาแต่ชีวกโกมารภัจจ์ไม่อาจหาได้พบเพราะบอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถนำมาทำยาได้ทั้งสิ้น ท่านจึงได้สำเร็จการศึกษา

หมอชีวกโกมารภัจจ์เริ่มอาชีพแพทย์ด้วยการเดินทางไปตรวจดูคนไข้ตามที่ต่างๆ จนเริ่มมีชื่อเสียงจากการรักษาโรคประชวรของกษัตริย์หลายพระองค์ เช่น พระเจ้าพิมพิสารป่วยเป็นริดสีดวง พระเจ้าจัณฑปัชโชติซึ่งป่วยเป็นโรคดีซ่าน ตลอดจนเศรษฐีผู้มีชื่อเสียงมากมายจนพระเจ้าพิมพิสารพอพระทัยในความสามารถและความอ่อนน้อมถ่อมตนที่ไม่เคยหวังลาภยศใดๆ จึงโปรดแต่งตั้งให้เป็นแพทย์ประจำพระองค์

ชื่อเสียงของท่านขจรไปไกล ในที่สุดความปรารถนาของหมอชีวกโกมารภัจจ์ในอดีตชาติก็กลายเป็นจริงเมื่อพระพุทธโคดมถูกลอบทำร้ายจากพระเทวทัต โดยพระเทวทัตพยายามสังหารพระองค์โดยการจะกลิ้งหินก้อนใหญ่มาทับพระพุทธองค์ที่เขาคิฏชกูฎ

แต่ด้วยปาฏิหาริย์แห่งบุญบารมีทำให้พระพุทธองค์ทรงได้รับบาดเจ็บห้อเลือดที่พระบาทเท่านั้น เป็นเหตุให้พระอานนท์เข้าวังไปขอตัวหมอชีวกโกมารภัจจ์มาทำการรักษาพระพุทธองค์ได้

และชีวกโกมารภัจจ์ก็ได้สมความปรารถนา ตามคำอธิษฐานที่ได้ตั้งไว้ในอดีตชาติที่จะได้เป็นแพทย์ประจำพระองค์ได้สำเร็จ

ท่านมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนามากและต้องการจะไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์วันละ 2-3 ครั้งแต่เห็นว่า วัดเวฬุวันนั้นอยู่ไกลเกินไปกับพระนครจึงสร้างวัดถวายในสวนมะม่วงของตนเองเรียกว่า ชีวกอัมพวัน หรือ ชีวกัมพวัน หรือสวนมะม่วงวัดของหมอชีวก

ด้วยเหตุที่หมอชีวกเป็นแพทย์ประจำคณะสงฆ์ของพระพุทธองค์ จึงเป็นเหตุให้มีคนมาขอบวชมากขึ้นโดยคิดอาศัยวัดเป็นที่รักษาตัวเป็นจำนวนมาก จึงทูลขอพระพุทธเจ้าให้ทรงบัญญัติข้อห้ามไม่ให้รับบวชต่อคนที่เจ็บป่วยด้วยโรคบางชนิดที่เป็นโรคติดต่อ เพราะเกรงจะทำให้ภิกษุรูปอื่นเดือดร้อนภายหลัง

นอกจากนั้นหมอชีวกโกมารภัจจ์ได้กราบทูลให้พระพุทธเจ้า โปรดทรงอนุญาตให้มีที่จงกรมและเรือนไฟเพื่อเป็นที่บริหารร่างกายของพระสงฆ์ เพื่อเป็นการช่วยรักษาสุขภาพของภิกษุทั้งหลายและพระพุทธองค์ทรงให้การยกย่องหมอชีวกโกมารภัจจ์ว่า เป็น เอตทัคคะในด้านเป็นที่รักของปวงชนในฝ่ายฆราวาส

แม้จะไม่ได้บวชและปฏิบัติธรรมในบวรพุทธศาสนาเลย แต่ก็ได้บำเพ็ญคุณงามความดีช่วยเหลือผู้ป่วยไม่เลือกฐานะตลอดชีวิต ได้กลายเป็นแพทย์ประจำตัวของพระพุทธองค์ รวมทั้งสั่งสอนคนรุ่นหลังให้รู้ถึงวิชาแพทย์จนกลายเป็นยุครุ่งเรืองทางการแพทย์ของชมพูทวีปอย่างแท้จริง สมความปรารถนาที่ได้ตั้งจิตอธิษฐานไว้ในอดีตชาติทุกประการ ยังมีอีกหนึ่งตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่ในการอธิษฐานเพื่อจุดประสงค์อันประเสริฐครับ

 

“การอธิษฐานเพื่อเกิดเป็นพระพุทธเจ้า”

ย้อนกลับไปในสมัยก่อนพุทธกาลในสมัยพระทีปังกรพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าองค์แรกในพุทธวงศ์ลงมาจุติเพื่อโปรดมนุษย์โลกเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้ทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ขจรขจายไปไกล ซึ่งในยุคเดียวกันนี้เองก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งที่ได้ถือกำเนิดในรัมมวดีนคร ซึ่งเป็นที่เดียวกับที่พระพุทธเจ้าทีปังกรถือกำเนิดขึ้น

พอเติบโตขึ้นชายหนุ่มคนนี้ก็ออกบวชเป็นชฎิลฤาษี (ผู้บำเพ็ญตบะด้วยการบูชาไฟเป็นการเผากิเลส) นามว่า สุเมธดาบส ครั้งหนึ่งมีประกาศว่าพระทีปังกรจะเสด็จผ่านทางเพื่อทำการผ่านทางหนึ่งเพื่อโปรดแสดงธรรม เส้นทางที่เสด็จนั้นมีความยากลำบากมีอุปสรรคมากมายและยังเป็นทางเลนที่ยากจะเสด็จผ่านไปได้ ชาวบ้านนับพันต่างก็มาร่วมใจกันแผ้วถางทางอย่างรวดเร็ว

สุเมธดาบสซึ่งเป็นฤาษีก็เหาะผ่านมายังทางที่กำลังแผ้วถางอย่างขะมักเขม้น ก็ลงมาสอบถามว่าคนทั้งหลายมาชุมนุมกัน ณ ที่แห่งนี้เพราะเหตุอันใดกัน เมื่อทราบว่าพระทีปังกรพุทธเจ้าจะเสด็จมาแสดงธรรมโดยผ่านเส้นทางนี้ สุเมธดาบสก็มีความยินดีที่จะช่วยทำทางให้เสร็จโดยเร็วเช่นกัน

แต่ในขณะที่สุเมธดาบสกำลังจะลงมือทำทางให้พระทีปังกรก็เสด็จผ่านมาถึงก่อนโดยเส้นทางที่จะทำเหลืออีกเพียง 1 ช่วงตัวคนเท่านั้น สุเมธดาบสจึงถอดผ้าคลุมฤาษีของตนเองออกแล้วปูลาดลงไปที่พื้นและได้กราบนมัสการต่อพระทีปังกรพุทธเจ้า นิมนต์ให้พระพุทธองค์และพระสาวกทั้งหมดกว่า 4 แสนรูปได้ย่างเท้าไปบนร่างกายของตนเองที่จะทำการทอดถวายเป็นสะพานแทน ด้วยจิตปรารถนาถึงสัมมาสัมโพธิญาณขอให้ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า

พระพุทธเจ้าทีปังกรได้รู้เจตนาและการบำเพ็ญบารมีจึงตรัสทำนายว่า สุเมธดาบสจะได้กลายเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งนามว่า “พระพุทธโคดม” ซึ่งก็คือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันของเรานี่เอง หลังจากสุเมธดาบสได้สิ้นชีวิตแล้วก็ได้ไปวนเวียนเกิดอีกหลายภพชาติสั่งสมบุญบารมีมาอีกยาวนานจนในชาติสุดท้ายก็ได้บรรลุผลแห่งการอธิษฐานเมื่อครั้งอดีตสมความตั้งใจ

จากตัวอย่างการตั้งจิตอธิษฐานเพื่อมุ่งในจุดประสงค์อันประเสริฐนั้นจะเห็นได้ว่าผู้ที่ขอนั้นมีความตั้งใจและมุ่งเป้าประสงค์เพื่อขอให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นอย่าง หมอชีวกโกมารภัจจ์ก็ได้เป็นหมอประจำพระองค์และเผยแพร่วิชาแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้คนมากมาย สุเมธดาบสก็มุ่งจิตอธิษฐานเพื่อการเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อปรารถนาให้คนทั้งหลายได้พ้นทุกข์

 

จุดประสงค์แห่งการอธิษฐานจึงเป็นเหตุผลสำคัญประการสุดท้ายที่ทำให้การอธิษฐานที่ยิ่งใหญ่เกิดความสัมฤทธิ์ผล

องค์ประกอบทั้งสามเมื่อมีความบริสุทธิ์และถึงพร้อมแล้วด้วย จิตอันบริสุทธิ์ มีการสั่งสมบุญบารมีที่มากและมีความยาวนานพอจุดประสงค์ที่จะอธิษฐานก็มีความดีบริสุทธิ์ในเป้าหมายพร้อมสมบูรณ์

Read Full Post »

จิตที่มีความบริสุทธิ์แน่วแน่เป็นกำลังส่งเสริมให้การอธิษฐานนั้นได้ผล องค์ประกอบที่สองก็คือ “บุญบารมี” ซึ่งถือเป็นอาหารและปัจจัยสำคัญของการอธิษฐาน

ในที่นี่จะขอตัวอย่างการอธิษฐานของพระพุทธองค์ซึ่งนำไปสู่การตรัสรู้ว่า ในขณะที่พระองค์ได้ทรมานกายอยู่ก็พบว่า จิตกับกายไม่อาจผสานรวมเป็นหนึ่งได้เพราะกายถูกทรมานจิตก็ไม่ผ่องใสพอพระองค์หันกลับมาบริโภคอาหารร่างกายตั้งอยู่ได้มีความแข็งแรง จิตก็มีความสุขสดใสไปด้วย นี่คือ ปัจจัยแรก

ต่อมาพระองค์ได้ตั้งมั่นที่จะมุ่งสู่ความรู้ได้พบกับอุปสรรคใหญ่ครั้งสุดท้าย ในที่นี้หากไม่ว่ากันถึงอิทธิฤทธิ์หรืออภินิหารใดๆ เหล่ามารและพญามารทั้งหลาย ก็คือ “กิเลส” กองใหญ่ๆ ที่หมักหมมอยู่ในกมลสันดานนั่นเอง

การที่ พระองค์เอาชนะกิเลสได้ ก็ด้วย “บุญบารมี” ที่ได้สั่งสมมาพัดท่วมกิเลสหายไปนั้น ก็เพราะได้ฝึกจิตให้สะอาดมานานและสั่งสมบุญบารมีมาแล้วหลายร้อยชาติ โดยเฉพาะในทศชาติสุดท้ายได้กระทำบุญบำเพ็ญบารมีนานาประการจนสูงสุด อันได้แก่

ชาติที่ 1 พระเตมีย์ ทรงบำเพ็ญเนกขัมมะบารมี คือ ความอดทนอย่างสูงสุด

ชาติที่ 2 พระมหาชนก ทรงบำเพ็ญวิริยะบารมี คือความพากเพียรอย่างสูงสุด

ชาติที่ 3 พระสุวรรณสาม ทรงบำเพ็ญเมตตาบารมี คือความเมตตาอย่างสูงสุด

ชาติที่ 4 พระเนมิราช ทรงบำเพ็ญ “อธิษฐาน”บารมี คือ “ความมีจิตแน่วแน่”อย่างสูงสุด

ชาติที่ 5 พระมโหสถ ทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี คือความมีปัญญาอย่างสูงสุด

ชาติที่ 6 พระภูริทัต ทรงบำเพ็ญศีลบารมีคือความมี ศีลอันเป็นเครื่องประคองกายวาจาใจอย่างสูงสุด

ชาติที่ 7 พระจันทกุมาร ทรงบำเพ็ญขันติบารมี คือความอดกลั้นอย่างสูงสุด

ชาติที่ 8 พระนารทพรหม ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี คือความวางเฉยแน่วแน่ไม่หวั่นไหวอย่างสูงสุด

ชาติที่ 9 พระวิฑูรย์บัณฑิต ทรงบำเพ็ญ สัจจะบารมี คือความมีสัจจะวาจาอย่างสูงสุด

ชาติที่ 10 พระเวสสันดร ทรงบำเพ็ญทานบารมีคือ การให้ทานสูงสุด

บุญทั้งหลายที่สั่งสมมาหลายภพหลายชาติรวมกับการบำเพ็ญทศชาติบารมีอย่างสูงสุดแล้ว เมื่อบุญส่งผลในเวลานั้นจึงทำให้พระพุทธองค์ประสบความสำเร็จในการตรัสรู้ ในการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ บุญบารมีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นตัวเชื่อมให้คำอธิษฐานได้บรรลุผลและกลายเป็นความจริง

ในขณะที่เรายังเป็นปุถุชนคนธรรมดาก็ขอพึงกระทำสร้างบุญบารมีในชาติปัจจุบันนี้ให้ดีที่สุด การพึงสร้างบุญบารมีสำหรับในวิธีการแห่งพระพุทธศาสนานั้นมีด้วยกันถึง 10 วิธีการตามหลักของบุญกิริยาวัตถุ 10 อันได้แก่

1. ให้ทานเป็นบุญ (ทานมัย) คือ แบ่งปันผู้อื่นด้วยสิ่งของไม่ว่าจะให้ใครก็เป็นบุญ (ทานมัย) การให้ทานเป็นการช่วยขัดเกลาความเห็นแก่ตัว ความตระหนี่ถี่เหนียว และความติดยึดในวัตถุ นอกจากนี้สิ่งของที่เราแบ่งปันออกไปก็จะเป็นประโยชน์กับบุคคลหรือชุมชนโดยส่วนรวม

2. รักษาศีลเป็นบุญ (ศีลมัย) เป็นการฝึกฝนที่จะ ลด ละ เลิกความชั่ว ไม่ไปเบียดเบียนใคร มุ่งที่จะทำความดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่นเป็นการหล่อเลี้ยงบ่มเพาะให้เกิดความดีงามและพัฒนาคุณภาพชีวิตไม่ให้ตกต่ำ

3. เจริญภาวนาเป็นบุญ (ภาวนามัย) การภาวนาเป็นการพัฒนาจิตใจและปัญญา ทำให้จิตสงบ ไม่มีกิเลส ไม่มีเรื่องเศร้าหมอง เห็นคุณค่าสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง ผู้ที่ภาวนาอยู่เสมอย่อมเป็นหลักประกันว่า จิตจะมีความสงบ ชีวิตมีความสุขและจิตใจสูงขึ้น

4. อ่อนน้อมถ่อมตน (อปจายนมัย) เมื่อเป็นผู้น้อยก็ควรอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็แสดงออกในความมีเมตตาต่อผู้น้อย และต่างก็อ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธรรมรวมถึงการให้เกียรติ ให้ความเคารพในความแตกต่างซึ่งกันและกันทั้งในความคิด ความเชื่อและวิถีปฏิบัติของบุคคลและสังคมอื่น เป็นการลดความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตน

5. ช่วยเหลือสังคมรอบข้าง (เวยยาวัจจมัย) ช่วยเหลือสละแรงกาย เพื่องานส่วนรวม หรือช่วยงานเพื่อนบ้านที่ต้องการความช่วยเหลือก็เกิดบุญ

6. เปิดโอกาสให้คนอื่นมาร่วมทำบุญกับเรา (ปัตติทานมัย) หรือในการทำงานก็เปิดโอกาสให้คนอื่นมีส่วนร่วมทำ ร่วมแสดงความคิดเห็น รวมไปถึงการอุทิศส่วนบุญให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วด้วยซึ่งข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญมากข้อหนึ่งในการประกอบบุญและส่งผลต่อการอธิษฐาน

7. ยอมรับและยินดีในการทำความดีหรือทำบุญของผู้อื่น (ปัตตานุโมทนามัย) การชื่นชมยินดีหรืออนุโมทนาไม่อิจฉาหรือระแวงสงสัยในการกระทำความดีของผู้อื่นก็เกิดบุญ

8. ฟังธรรมเพื่อบ่ม เพาะสติปัญญาให้สว่างไสวและฉลาดเฉลียว (ธรรมสวนมัย) การฟังธรรมะนั้นก็จะได้ฟังเรื่องที่ดีมีประโยชน์ต่อสติปัญญาหรือมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตที่ดี เป็นความจริง ความดี ความงามไม่เพียงแต่ธรรมะจากปากของพระเท่านั้นการได้เรียนรู้อะไรที่เป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ก็เช่นกันเกิดเป็นบุญทั้งสิ้น

9. แสดงธรรม (ธรรมเทศนามัย) หรือการให้ธรรมะและข้อคิดที่ดีกับผู้อื่น แสดงธรรมนำธรรมะไปบอกกล่าว เผื่อแผ่ให้คนอื่นได้รับฟัง ให้เขาได้รู้จักวิธีการดำเนินชีวิตที่ดี เป็นเรื่องของความจริง ความดี ความงามหรือความสุขก็เป็นบุญและจัดเป็นมหาทานอย่างหนึ่งด้วยคือ ธรรมะทาน

10. ทำความเห็นให้ถูกต้องและเหมาะสม (ทิฏฐุชุกรรม) เป็นการปรับทิฐิ แก้ไขปรับปรุงพัฒนาความคิดเห็น ความเข้าใจให้ถูกต้องตามธรรมหรือความเป็นจริง ให้เป็นสัมมาทัศนะอยู่เสมอ เป็นการพัฒนาปัญญาอย่างสำคัญ ถือเป็นบุญด้วยเช่นกัน เจ้าทิฏฐุชุกรรมหรือสัมมาทัศนะนี้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำบุญทุกชนิดและทุกโอกาส จะต้องประกบและประกอบเข้ากับบุญกิริยาวัตถุข้ออื่นทุกข้อ เพื่อให้ผลบุญในข้อนั้นๆ เป็นไปอย่างถูกต้องตามความหมายและถูกยังมุ่งหมายที่ดีและพร้อมที่บุญจะได้ผลถูกทาง

การสร้างบุญทั้ง 10 วิธีนี้เป็นที่รู้จักกันมานานแล้วแต่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจเรื่องการสร้างบุญด้วยการให้ทานเพียงอย่างเดียวซึ่งความจริงแล้วยังมีการสร้างบุญอีกมากมายครับ ขอให้เราสั่งสมบุญบารมีกันเอาไว้มากๆ บุญนี่เองที่จะเป็นตัวเชื่อมที่สำคัญให้การอธิษฐานสัมฤทธิ์ผล

 

และก็มาถึง ปัจจัยอย่างสุดท้ายที่มีความสำคัญในการอธิษฐานก็คือ จุดประสงค์ของการอธิษฐาน

Read Full Post »

หลักการทำจิตใจให้สะอาดตามแบบพุทธนี้จะเรียกอีกประการว่าการ “สร้างบุญ” ก็ได้ เพราะบุญตามความหมายของพจนานุกรมพุทธศาสน์โดยท่าน พระพรหม คุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตโต) กล่าวว่า บุญคือ “เครื่องชำระสันดาน” เป็นความดี กุศลและความสุขอันหมายถึง ความประพฤติชอบทางกาย วาจา ใจและกุศลธรรม

บุญนั้นเป็นอาหารแห่งจิตบริสุทธิ์

การชำระจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาดขั้นแรกคือต้อง ชำระกิเลสหรือสิ่งปรุงแต่งในสันดานของธรรมชาติมนุษย์ให้หมดก่อนเป็นอันดับแรกนั่นคือ “ความตระหนี่” เพราะเมื่อคนเราถูกความตระหนี่เข้าครอบงำจิตใจแล้วก็เหมือนเป็นยางเหนียวที่เกาะกุมจิตไม่ให้สะอาดอยู่ร่ำไปไม่อาจชำระจิตให้สะอาดได้เพราะต้องการของ “ปรุงแต่ง”มาเจือจิตให้หม่นหมองลงไปอยู่เรื่อยๆ

1. ทาน เครื่องมือในการชำระล้างจิตที่มีความตระหนี่ก็คือ “การให้ทาน” ครับ การทำทานเป็นการสละทรัพย์ภายนอกที่ตัวเองมีโดยมุ่งหวังว่าทรัพย์นั้นจะได้รับประโยชน์และความสุข ทานนั้นมีอยู่ 2 แบบ ที่รู้จักกันดีและทำได้ง่ายมากก็คือ วัตถุทานและอภัยทาน

ทานที่เป็นวัตถุทานก็เช่น เงินทอง ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เรามีอยู่และได้มาด้วยความสุจริตองค์ประกอบของการให้ทานแล้วจิตจะมีความบริสุทธิ์อยู่ได้ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ประการได้แก่

2. วัตถุทานหามาได้ด้วยความบริสุทธิ์ เพราะถ้าหาวัตถุที่หามาไม่มีความบริสุทธิ์ จิตที่จะให้ก็มีความหม่นหมองลงไปด้วย เช่น สมมติว่าอยากจะทำทานโดยการ ฆ่าสัตว์อย่าง โค กระบือ หรือปลา เพื่อนำมาทำอาหารถวายพระ เพื่อจะชำระใจให้บริสุทธิ์ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะเวลาที่ต้องฆ่า ต้องสังหารสัตว์เหล่านั้นจิตก็ย่อมไม่ผ่องใส ในทางตรงกันข้าม ถ้าเป็นการซื้อเนื้อสัตว์มาจากผู้อื่นโดยที่ตัวเองไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการฆ่าสัตว์ เมื่อนำมาทำทานก็จะมีความบริสุทธิ์เกิดกับจิตใจมากกว่า

วัตถุทานนั้นรวมถึงแหล่งที่มาของเงินที่มาซื้อวัตถุทานด้วย วัตถุทานที่มีความบริสุทธิ์โดยการแสวงหามาโดยชอบธรรมนั้น ไม่ได้จำกัดความว่าจะต้องเป็นของมีค่า มีมากหรือมีน้อย ประณีตหรือหยาบ ๆก็ได้ไม่สำคัญ ขอเพียงว่าเราหาทรัพย์นั้นมาได้ตามกำลังและศรัทธาตั้งมั่นในความดี

3. เจตนาที่ให้ต้องบริสุทธิ์ จุดมุ่งหมายของการให้ทานก็เพื่อขจัดความโลภ ที่ว่าเจตนาที่บริสุทธิ์นั้นต้องบริสุทธิ์ด้วยกัน 3 ระยะคือ ระยะก่อนที่จะให้ทาน,ระยะที่กำลังให้ทาน,ระยะหลังจากให้ทานไปแล้วมีความบริสุทธิ์คือมีความรู้สึกเป็นสุขอิ่มเอมใจสมบูรณ์ทั้งสามช่วง และจิตใจจะสะอาดยิ่งขึ้นไปอีก หากใช้ปัญญาพิจารณาวัตถุทานที่ให้นั้นว่า

บรรดาทรัพย์สินสิ่งของทั้งหลายที่ คนเรานิยมชมชอบและให้การยกย่องและหวงแหนเอาไว้ด้วยความตระหนี่และโลภนั้น ที่จริงแล้วก็เป็นของที่มีอยู่และสร้างขึ้นมาประจำโลก เป็นสมบัติกลางไม่ใช่ของใครคนหนึ่งโดยเฉพาะ เป็นของที่มีอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่เราเกิดมา

ได้ผ่านการเป็นเจ้าของมาแล้วนับไม่ถ้วน เพียงแค่เปลี่ยนจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง จนตกมาถึงตัวของเรา เราก็ได้กินได้ใช้เป็นการชั่วคราวแล้วสิ่งเหล่านั้นก็ต้องตกทอดเปลี่ยนมือไปเป็นของคนอื่นๆ อีกต่อไป

ที่สำคัญวัตถุต่างๆ ที่เป็นทรัพย์สินนั้นเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็อยู่อย่างนั้นให้คงสภาพเดิมตลอดไปไม่ได้จะต้องผุพัง บุบสลายไปไม่มีตัวตนเหมือนกับร่างกายของเราเอง เมื่อเกิดมาก็เติบโตเจริญขึ้นเป็นหนุ่มสาว แล้วก็แก่เฒ่า แล้วก็ตายลงไปในที่สุดเหมือนกัน (คำพระท่านว่าหมายถึงลักษณะของ ไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง และ อนัตตา)

เมื่อเจตนามีความบริสุทธิ์ทั้งสามระยะ คือ ทั้งก่อนให้ กำลังให้และหลังจากให้ ควรมีปัญญามาพิจารณาสภาพของวัตถุทานเหล่านั้นลงไปด้วยก็จะทำให้เจตนาของการให้ทานมีความบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น จิตก็จะยิ่งมีความสะอาด

แต่เรื่องเจตนาในการทำทานด้วยจิตใจที่สะอาดนี่ ต้องให้ความระมัดระวังเหมือนกัน เพราะถ้าไม่ระวังในเจตนาจิตก็จะเศร้าหมองลงไปอีก ตัวอย่างเช่น การทำทานเพราะเอาหน้าโดยแม้มีทรัพย์มากแต่ไม่ได้มุ่งสงเคราะห์ผู้อื่น แต่ต้องการสร้างชื่อเสียงของตนเองให้มากขึ้น ไม่ได้มุ่งทำเพื่อขจัดความโลภและอยากได้ที่มีอยู่ในใจอย่างนี้ใจก็ยังไม่สะอาด

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ทำทานเพราะเสียไม่ได้ ต้องตั้งใจทำกลัวเสียหน้าที่ใคร ๆ เขาก็ทำจึงต้องสละทรัพย์มาทำทานด้วยความจำใจยังมีความตระหนี่หวงแหนอยู่หรือแม้แต่นึกโกรธที่มีคนเดินมาบอกบุญ จิตก็จะเศร้าหมองลงไปอีก

ทานที่ให้ผลบุญมากนั้นขอให้ยึดหลักของสัปปุริสทาน 8 ตามหลักของพระพุทธศาสนา คือ 1. ให้ของสะอาด 2. ให้ของประณีต 3. ให้ของเหมาะกาล ให้ถูกเวลา 4. ให้ของสมควร ให้ของที่ควรแก่เขา ซึ่งเขาจะใช้ได้ 5. พิจารณาเลือกให้ ให้ด้วยวิจารณญาณ เลือกของ เลือกคนที่จะให้ ให้เกิดผลเกิดประโยชน์มาก
6. ให้เนืองนิตย์ ให้ประจำ ให้สม่ำเสมอ 7. เมื่อให้ ทำจิตผ่องใส 8. ให้แล้ว เบิกบานใจ

1. ผู้รับทานต้องมีความบริสุทธิ์

ในข้อนี้คำพระท่านว่า ผู้รับต้องมี “เนื้อนาบุญที่ดี” คำว่าเนื้อนานี่ ขออธิบายอย่างง่ายๆ เปรียบเทียบเอาเป็นผืนนา ในการทำนาถ้าผืนนามีความเรียบที่ไม่สม่ำเสมอสูงๆ ต่ำๆ เวลาหว่านข้าวปักดำลงไป ตรงที่น้ำน้อยข้าวก็จะแคระแกร็นไม่โตเต็มที่

ตรงไหนที่มีน้ำมากๆ น้ำก็จะท่วมจนสูงมิดยอดข้าว กินปุ๋ยได้ไม่เต็มอิ่มอย่างนี้เรียกว่า เนื้อนาไม่ดี ถ้าเป็นเนื้อนาที่ดีต้องมีความ “เรียบเสมอกัน” หว่านหรือปักดำลงไปแล้วข้าวขึ้นเสมอกัน น้ำเสมอกันตรงรากหว่านปุ๋ยปุ๋ยก็ลงรากได้ทั่วถึง นี่คือ เนื้อนาที่ดี

การทำทานก็เหมือนกันตัวบุคคลที่เป็นผู้รับทานเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุด เพราะแม้วัตถุทานมีความบริสุทธิ์มากเพียงใด หรือ เจตนาขณะทั้งก่อน ระหว่างให้ทานและหลังทำทานไปแล้วดีแค่ไหน ถ้าผู้รับทานเป็นผู้ที่ไม่เหมาะสม ความบริสุทธิ์แห่งใจที่แท้ก็ไม่เกิดรังจะให้เกิดความเสียดายภายหลังแก่ผู้ทำทานให้เท่านั้นเหมือนหว่านข้าวลงไปในนาที่ไม่เสมอกัน หว่านไปข้าวก็ไม่ขึ้นเสียดายข้าวไปเปล่าๆ แบบไร้ค่า

เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคนที่เป็นฆราวาส จึงควรทำบุญกับนักบวชหรือผู้ทรงศีลมากกว่าบุคคลอื่นๆ ก็เพราะผู้รับมีความบริสุทธิ์มากกว่าคนธรรมดาทั่วๆ ไปนั่นเอง แม้ในปัจจุบันก็ต้องเลือกทำ

คำว่า “ทำบุญอย่าถามพระ หรือ ตักบาตรอย่าเลือกพระ” เห็นทีจะใช้ไม่ได้ในสมัยนี้ไม่ได้ ลองเปรียบเทียบดู พระในสมัยพุทธกาลมีความบริสุทธิ์มากเพราะจุดมุ่งหมายของการบวช ท่านมุ่งที่จะหนีให้พ้น วัฎสงสาร มุ่งทำมรรคผล ทำนิพพานให้แจ้งเพียงอย่างเดียวอย่างอื่นไม่สน

แต่พระสมัยนี้มีเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเหมือนครั้งพุทะกาล เพราะมักถือมาบวชด้วยคติ 4 ประการ คือ บวชเป็นประเพณี บวชเพื่อหนีทหาร บวชผลาญข้าวสุก หรือบวชเพื่อเอาสนุกตามเพื่อนประเภท อกหัก หลักลอย คอยงาน หรือสังขารเสื่อม ไม่รู้จะไปไหน ก็ไปบวชดีกว่าอยู่สบายดีโดยไม่สนใจพระธรรมวินัย คิดเพียงว่ามีผ้าเหลืองห่มคลุมร่างกายก็นึกว่าตนเองเป็นพระเต็มขั้นเสียแล้วอย่างนี้ก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยง

การเลือกที่จะให้พระผู้รับก็ต้องพิจารณาให้ดีๆ เสียก่อนหากเป็นพระภิกษุ ก็ต้องแน่ใจว่าพระท่านเหล่านั้นเป็นผู้ที่ปฏิบัติดี เรียนรู้พระธรรมวินัยจริงๆ จึงจะเป็นผู้ที่สมควรจะรู้ได้อย่างไร วิธีการสังเกตก็คือ ต้องหมั่นไปวัดทำกิจกรรมทางศาสนาบ่อยๆ สังเกตดูเจ้าอาวาส ดูพระลูกวัด

ดูว่าท่านมีวินัยมากน้อยแค่ไหน ปฏิบัติธรรมสวดมนต์สม่ำเสมอหรือเปล่า วัดสะอาดสะอ้านหรือไม่ ถ้าวัดสะอาดเป็นระเบียบมากแสดงว่า พระวัดนั้นมีวินัยและปฏิบัติธรรมเรียนธรรมกันจริงๆ เพราะวินัยจะเป็นเครื่องกำหนดการปฏิบัติทั้งกิจกรรมภายนอกและความประพฤติต่างๆ ไปในตัว

เพราะอย่างนี้พระพุทธองค์ถึงได้มีพระดำรัสตรัสเอาไว้ เรื่องเนื้อนาบุญว่า แม้วัตถุทานที่มีความบริสุทธิ์ เจตนาทำทานก็บริสุทธิ์แต่ผลบุญของความบริสุทธิ์จะเกิดขึ้นได้มากน้อยขึ้นอยู่กับเนื้อนาบุญตามลำดับของผู้รับ คือ สัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ผู้ไม่มีศีล มนุษย์ผู้มีศีล 5  มนุษย์ผู้มีศีล 8 สามเณร สมมติสงฆ์ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามลำดับ

การที่พระองค์จัดลำดับไว้อย่างนี้เพราะว่า เป็นการทำทาน หากได้ทำให้กับผู้รับที่ยิ่งมีความบริสุทธิ์มากเท่าไหร่ผู้ให้ก็ยิ่งมีความรู้สึกอิ่มเอิบใจเป็นสุขมากเท่านั้นไม่มีความรู้สึกเสียดายหรือตระหนี่มาเกาะกุมหัวใจอีกต่อไป

แต่ทานอีกประเภทหนึ่งที่พระพุทธองค์ยกย่องว่าได้บุญกุศลและทำให้จิตใจบริสุทธิ์มากที่สุดก็คือ การให้ “อภัยทาน” เพราะการให้อภัยคือการไม่ผูกใจโกรธ ไม่อาฆาตจองเวรใคร สิ่งนี้ไม่ใช่ทานทางวัตถุแต่เป็น “ทานทางใจ” เป็นการบำเพ็ญเพียรทางจิตอย่างหนึ่งที่ทานอย่างอื่นมุ่งเน้นลดละความโลภ

แต่การให้อภัยจะลดละกิเลสกองใหญ่ที่มาเกาะกุมใจและมีความอันตรายกว่าก็คือ ความโกรธ การให้อภัยทานกับคนอื่นๆ ได้จึงนับได้ว่า เป็นการชำระกิเลสได้สูงไปอีกขั้นจิตก็จะมีความบริสุทธิ์มากขึ้น

ตัวอย่างเรื่องการให้ทานเพื่อมุ่งชำระความตระหนี่ในจิตใจให้มีความบริสุทธิ์และยังอานิสงส์ทำให้จิตปรารถนาจะหลุดพ้นไปจากสงสารวัฎด้วยปัญญาก็มีตัวอย่างของอริยบุคคลในพุทธกาลอีกท่านหนึ่ง ที่อยากจะนำมาเล่าให้ฟังกัน

นับถอยหลังไปก่อนสมัยพุทธกาลอยู่ในช่วงของ พระวิปัสสีพุทธเจ้า (ตามวงค์ของพระพุทธเจ้าแล้วเป็นพระพุทธเจ้าลำดับที่ 19 การที่พระองค์นามว่าวิปัสสีนั้น เพราะสามารถมองเห็นพระองค์จากความมืดที่เกิดจากการกระพริบตาในระหว่างกลางวันและมองเห็นพระองค์ได้ในเวลากลางคืนด้วยตาเปล่า)

มีพราหมณ์อุบาสกคนหนึ่งชื่อว่า “เอกสาฏกพราหมณ์” แปลว่าพราหมณ์ผู้มีผ้าห่มเพียงผืนเดียวอาศัยอยู่กับภรรยาและมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก

เอกสาฏกพราหมณ์เป็นพราหมณ์ที่มีความยากจนมาก แม้แต่เครื่องนุ่งห่มที่ทำเป็นผ้าห่มไว้ในนอนตอนกลางคืนก็มีเพียงผืนเดียว และต้องใช้ผ้าร่วมกับตอนที่ต้องออกไปข้างนอกเอามาห่มคลุมกายด้วย เวลาที่ฝนตก พราหมณ์ผู้นี้ก็ต้องรีบวิ่งกลับบ้านอย่างเร่งร้อนและทุลักทุเลทุกครั้งด้วยความกลัวว่าผ้าจะเปียก

วันหนึ่งฝนก็เกิดตกลงมาโดยไม่คาดฝัน เอกสาฎกพราหมณ์ก็รีบกลับบ้านเช่นเคย ด้วยความที่รีบร้อนจึงเป็นเหตุให้ผ้าไปเกี่ยวกับไม้ขาดรุ่งริ่ง แถมยังเปียกโชกไปหมด ทำให้ภรรยาโกรธมากด้วยความเสียดายผ้าห่มที่มีเพียงผืนเดียว แต่พอเอกสาฎกพราหมณ์บอกว่า จะมีการแสดงธรรมโดยพระวิปัสสีพุทธเจ้าในวันมะรืนซึ่งพระองค์จะแสดงธรรมในรอบเจ็ดปีต่อหนึ่งครั้งเท่านั้น

ภรรยาได้ยินดังนั้นก็ ดีใจหายโกรธ รีบเอาผ้าห่มมาตากให้แห้ง โดยทั้งคู่ได้ตกลงกันว่าจะผลัดกันไปฟังธรรมโดยช่วงเช้าให้ภรรยาไปฟังเพราะถือว่าหญิงไม่ควรออกนอกบ้านตอนกลางคืน ส่วนเวลากลางคืนเอกสาฎกพราหมณ์จะไปเอง

เมื่อถึงวันแสดงธรรมพระวิปัสสีพุทธเจ้าก็ประทับอยู่บนธรรมาสน์ที่ประดับไว้อย่างงดงาม ทรงแสดงธรรมต่อหน้าฝูงชน โดยมีพระเจ้าพันธุมราชประทับร่วมฟังธรรมอยู่ภายในม่านหลังธรรมาสน์ด้วย ในช่วงหัวค่ำขณะที่ เอกสาฎกพราหมณ์นั่งฟังธรรมอยู่ท่ามกลางฝูงชนก็เกิดความรู้สึกอิ่มใจซาบซึ้งในพระธรรมเป็นอันมาก

เมื่อใจเกิดความปิติก็เกิดศรัทธาตามมา เอกสาฎกพราหมณ์จึงคิดจะถวายผ้าห่มเพียงผืนเดียวที่ตนเองมีอยู่ แต่คิดอย่างไรก็ยังคิดไม่ตก เพราะหากถวายผ้าไปแล้วก็ไม่มีผ้าจะห่ม เวลาออกไปข้างนอกก็ไม่อาจจะออกนอกบ้านได้ (เครื่องแต่งกายของพราหมณ์นั้น มีเพียงผ้านุ่งคล้ายสบงในท่อนล่างและผ้าห่มปิดกายท่อนบน เวลาอยู่ในบ้านจะเปลือยท่อนบนหากเป็นชาย หากเป็นหญิงก็จะมีผ้าคาดอกเอาไว้และต้องห่มผ้าปิดกายด้านบนให้มิดชิด)

เอกสาฎกพราหมณ์คิดย้อนกลับไปกลับมาอยู่หลายรอบว่าจะถวายผ้าดีหรือไม่ ลังเลอยู่นานจนเวลาเลยเที่ยงคืนไปก็ตกลงปลงใจว่าจะถวายให้ได้เพราะ การได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าวิปัสสีหนึ่งครั้งในเจ็ดปีนั้นเป็นสิ่งที่ถือว่าคุ้มค่าแล้ว พอเอกสาฎกพราหมณ์นำผ้าเพียงผืนเดียวไปถวายแก่พระวิปัสสีพุทธเจ้าเป็นทาน ก็ได้ตะโกนขึ้นมาดังๆ ว่า “เราชนะแล้ว” อยู่หลายครั้ง

ฝ่ายพระเจ้าพันธุมราชซึ่งเป็นพระราชาก็เกิดความสงสัย ว่าใครมาตะโกนว่าชนะแล้วๆ ขณะแสดงธรรมอย่างนี้ จึงสั่งให้อำมาตย์ไปถามดู เอกสาฎกพราหมณ์อธิบายถึงการกล่าวเช่นนั้นว่าสิ่งที่เขาได้ทำหมายถึง การแสดงความยินดีที่เขาสามารถเอาชนะ “ความตระหนี่” ในใจได้ถือเป็นสิ่งอัศจรรย์มากสำหรับตัวเขาเองเปรียบเสมือนนักรบที่เพิ่งได้ชัยชนะมาจากสมรภูมิก็ไม่ปาน

เมื่อพระเจ้าพันธุมราชได้ทราบเช่นนั้นจึง ตระหนักว่า พราหมณ์อย่างเอกสาฏกนั้นได้ทำในสิ่งที่สมควรกระทำ แต่ตัวของพระเจ้าพันธุมราชเองเป็นถึงพระราชากลับยังไม่รู้ถึงสิ่งที่ควรกระทำ  จึงมีสติระลึกได้สั่งให้อำมาตย์นำผ้าคู่หนึ่งไปมอบแก่เอกสาฎกพราหมณ์

แต่เมื่อเอกสาฎกพราหมณ์ได้รับผ้ามาแล้ว กลับคิดว่าการที่ตนเองได้นั่งนิ่งอยู่ในลานธรรม พระราชาก็ไม่ได้พระราชทานผ้าหรือทรัพย์ใดๆ ให้ แต่เพียงเพราะตนเองได้กระทำการสรรเสริญพระพุทธเจ้าด้วยการถวายผ้า พระราชาจึงได้ประทานผ้ามาให้ จึงคิดว่าไม่สมควรที่จะใช้ผ้าที่ได้มาเพราะอาศัยพระพุทธคุณ

เมื่อคิดได้ดังนั้น เอกสาฏกพราหมณ์จึงนำผ้าทั้งสองผืนที่พระราชาพระราชทานให้ถวายต่อพระวิปัสสีพุทธเจ้าไปแทน เมื่อพระเจ้าพันธุมราชได้เห็นการกระทำของเอกสาฏกพราหมณ์ก็ได้พระราชทานผ้าแก่พราหมณ์ไปอีก 1 คู่ แต่ เมื่อรับผ้าแล้วพราหมณ์ก็ถวายต่อพระพุทธเจ้าอีก ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพระราชาพระราชทานผ้าทวีขึ้นไปจนถึง 32 คู่

ผ้าคู่ที่ 32 นั้น เอกสาฎกพราหมณ์เห็นว่าอาจเป็นการเรียกร้องที่จะได้ผ้ามากขึ้นเรื่อยๆ จึงขอรับผ้าคู่ สุดท้ายเอาไว้โดยที่ ผืนหนึ่งตนเองจะนำไปใช้ ส่วนอีกผืนก็จะมอบให้ภรรยาเป็นการถนอมน้ำใจของพระราชาไปด้วยทำให้พระราชาพอพระทัยในตัวของเอกสาฎกพราหมณ์เป็นอย่างมาก

ครั้งหนึ่งในฤดูหนาว พระเจ้าพันธุมราชได้พระราชทานผ้ากัมพลแดง (ผ้าที่ทอด้วยขนสัตว์อย่างเช่น ผ้าสักหลาด) ให้กับเอกสาฎกพราหมณ์เพื่อให้ใช้นุ่งห่มมาฟังธรรมในครั้งต่อไป เอกสาฎกพราหมณ์เห็นว่าคงเป็นการไม่เหมาะสมที่จะเอาผ้าเนื้อดีมีค่าขนาดผ้ากัมพลแดงมาห่อหุ้มร่างกาย จึงตัดสินใจนำผ้านั้นขึ้นไปทำเป็นเพดานเหนือที่บรรทมของพระวิปัสสีพุทธเจ้าในพระคันธกุฎี

เมื่อพระราชามีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระวิปัสสีพุทธเจ้า ณ พระคันธกุฎีที่ประทับ พอแลเห็นผ้ากัมพลแดงก็จำได้ และได้ตระหนักถึงความรู้จักทำในสิ่งที่สมควรกระทำของเอกสาฎกพราหมณ์ แต่พระองค์กลับไม่รู้จักอีกครั้ง จึงได้พระราชทานทรัพย์สินและสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ มากมายให้และแต่งตั้งเอกสาฎกพราหมณ์ให้เป็น ปุโรหิตประจำราชสำนักอยู่ใกล้ชิดพระองค์ต่อไป

เอกสาฎกพราหมณ์ได้ประกอบคุณงามความดีบำเพ็ญทานอยู่เป็นประจำจนสิ้นชีวิต ก่อนที่จะสิ้นชีวิตก็มีความปรารถนาจะได้พบกับพระพุทธองค์อีกครั้งและหวังจะได้เป็นพระสาวกของพระองค์ในบวรพระพุทธศาสนาเพื่อความหลุดพ้นจึงได้ตั้งจิตอธิษฐานขอให้เกิดอีกครั้งเป็นชาติสุดท้าย

ด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์สะอาดปราศจากความตระหนี่และบุญบารมีที่ได้สั่งสมมาเป็นเวลานานในสมัยพุทธกาล เอกสาฎกพราหมณ์ก็ได้กลับมาเกิดเป็น “ปิปผลิมาณพ” ผู้ร่ำรวยมหาศาลแห่งตระกูลพราหมณ์มหาติตถะ ณ กรุงราชคฤห์แคว้นมคธ ซึ่งต่อมาได้ สละเพศฆราวาสออกบวชพร้อมกับภรรยา กลายเป็น “พระมหากัสสปะเถระ” ในเวลาต่อมา

เมื่อครั้งแรกที่พระพุทธองค์ได้ประทานโอวาทธรรม 3 ประการคือ ประการแรกให้มีความพึงละอายและเกรงใจในหมู่พระภิกษุทั้งหลายทั้งที่เป็นผู้เฒ่าและผู้บวชใหม่ให้มาก ประการที่สองคือ ให้ตั้งใจฟังธรรมด้วยจิตที่เป็นกุศลและพิจารณาเนื้อความแห่งพระธรรมนั้น ประการสุดท้ายคือให้พิจารณาร่างกายว่ามีลักษณะเป็นไตรลักษณ์ เป็นของไม่เที่ยงและเปลี่ยนแปรได้เสมอ

หลังจากได้ประทานโอวาทแล้วก็ทรงพระดำเนินไปสักพักก็จะประทับนั่งที่ใต้ต้นไม้ข้างทาง พระมหากัสสปะรู้ทันจึงได้พับผ้าสังฆาฎิของตนเองเป็น 4 ทบแล้วปูลาดเป็นอาสนะถวายพระพุทธเจ้าและขอมอบผ้าผืนนั้นให้พระองค์ได้ใช้ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถามว่า “แล้วท่านจะให้อะไรนุ่งห่มกาย” พระมหากัสสปะก็ทูลขอผ้าบังสุกุล (ผ้าที่อธิษฐานเอาจากศพ) ของพระพุทธเจ้ามาทำเป็นผ้าสังฆาฎิแทน

พระพุทธองค์จึงทรงเปลี่ยนผ้าบังสุกุลกับผ้าสังฆาฎิของพระมหากัสสปะ เหตุการณ์นี้ถึงกับทำให้แผ่นดินดังสนั่นหวั่นไหวเหมือนจะเป็นการกราบทูลว่า พระพุทธองค์ทรงกระทำในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผ้าบังสุกุลที่พระพุทธองค์ใช้นั้นไม่เคยประทานแก่สาวกรูปใดเลย 

พระมหากัสสปะเมื่อได้ผ้าบังสุกุลของพระพุทธองค์มาใช้ก็ไม่ได้เกิดความลำพองใจว่าตนเองจะได้เป็นที่โปรดปรานของพระพุทธเจ้า กลับตระหนักเพียงว่าจะต้องกระทำความดีให้มากยิ่งขึ้นให้สมกับที่พระองค์ถวายผ้าบังสุกุลมาให้ใช้

พระมหากัสสปะ จึงได้ปฎิบัติธุดงควัตร (ข้อปฏิบัติเพื่อขูดกิเลส 13 ประการ) อย่างเคร่งครัด ด้วยดวงจิตที่สะอาดบริสุทธิ์แน่วแน่มาแต่ครั้งเยาว์วัย ท่านได้ปฏิบัติธรรมด้วยธุดงควัตรอยู่ 7 วัน พอเช้าวันที่ 8 ท่านก็ได้บรรลุอรหันต์

พระพุทธองค์จึงได้ยกย่องพระมหากัสสปะว่าเป็น เอตทัคคะผู้เป็นเลิศในด้านธุดงควัตร

ซึ่งต่อมา ท่านมหากัสสปะผู้นี้ก็ได้เป็นพระประทานในการทำปฐมบทแห่งการสังคายนาพระไตรปิฎก และเป็นผู้ที่มาถวายพระเพลิงแก่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย

อธิบายแทรกตรงนี้สักเล็กน้อยครับเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติธุดงควัตร 13 ประการนั้นแปลความว่า เป็น “เครื่องกำจัดหรือขูดกิเลส” เป็นกิจวัตรที่ต้องปฏิบัติต่อเนื่องกันอย่างสม่ำเสมอผู้ที่ปฏิบัติได้จะขัดเกลากิเลสส่งเสริมความมักน้อยสันโดษมีอยู่ 4 หมวดรวม 13 ข้อคือ

หมวดที่ 1 ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่มคือจีวรได้แก่ การถือใช้แต่ผ้าบังสุกุล ไม่รับผ้าที่คฤหัสถ์ใดๆ ถวายให้ ถือใช้ผ้าแค่สามผืนเท่านั้นคือ สบง จีวร และสังฆาฏิ เท่านั้น

หมวดที่ 2 เป็นข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการบิณฑบาต คือ การออกเดินบิณฑบาตเป็นประจำไม่รับนิมนต์ไปฉันอาหารที่ใดๆ บิณฑบาตไปตามลำดับบ้าน ถือฉันเพียงวันละ 1 มื้อ ฉันเฉพาะในบาตร และเมื่อลงมือฉันแล้วจะไม่รับประเคนอาหารเพิ่มอีก ฉันเท่าที่มีอยู่เท่านั้น

หมวดที่ 3 เป็นข้อปฏิบัติเกี่ยวกับที่อยู่ คือ ถืออยู่แต่ในป่า อยู่โคนไม้ อยู่กลางแจ้ง อยู่ป่าช้า และอยู่ในที่แล้วแต่ที่เขาจะจัดให้

หมวดที่ 4 เป็นข้อปฏิบัติเพื่อการบำเพ็ญเพียร คือ ถือนั่งเพียงอย่างเดียวไม่ยอมนอน

ผลแห่งทานด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ยังผลให้จิตที่บริสุทธิ์นั้นส่งผลมาได้ข้ามภพชาติดังที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้นเมื่อรวมกับแรงอธิษฐานด้วยปัญญาจึงทำให้เกิดความสัมฤทธิ์ผล และอานิสงส์แห่งทานที่ได้ทำก็มีความเหมาะสมพร้อมทั้ง 3 ประการ เอกสาฎกพราหมณ์จึงได้บรรลุวัตถุประสงค์แห่งการอธิษฐานและการประกอบผลกรรมดีไว้ทุกประการ

การให้ทานจึงเป็นเครื่องมือชำระจิตให้สะอาดอันเป็นพื้นฐานอันทรงพลังอย่างหนึ่งในการอธิษฐานได้อย่างแท้จริงข้อหนึ่ง ขอให้คุณผู้อ่านได้หมั่นทำทานบ่อยๆ ตามแต่กำลังที่ตนมี อย่าให้ตนเองนั้นเดือดร้อนและขอให้ทำเพราะอยากทำอยากให้ทานด้วยใจจริง

กิจกรรมที่เป็นการทำทานเพื่อการชำระจิตใจที่ดีก็ได้แก่ การทำบุญตักบาตรพระในตอนเช้าเป็นประจำทุกวันหรือตามกำลังศรัทธาเท่าที่สามารถจะทำได้ ทำหนังสือเกี่ยวกับธรรมะแจกฟรีเพื่อเป็นธรรมทาน มีผลให้เจริญก้าวหน้าในสติปัญญาทั้งทางโลกและทางธรรม บริจาคเงินตามแต่กำลังโดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างสิ่งก่อสร้างทางพระพุทธศาสนาอย่างเช่นวัด โบสถ์ หรือวิหารเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนายังผลให้ชีวิตอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข บริจาคเลือดทุกๆ 3 เดือน ปล่อยนกปล่อยปลาเป็นการให้ทานในชีวิต อย่างนี้เป็นต้นครับ

เมื่อให้ทานแล้วจิตก็จะมีความสะอาดมากขึ้นหากเปรียบเทียบเป็น จิตที่ขุ่นมัวตามวิสัยของปุถุชนที่ยังเป็นน้ำสกปรกและมีความเหนียวข้น การให้ทานก็คือการทำให้น้ำที่สกปรกและเหนียวข้นนั้นมีความเจือจางลงโดยการเติมน้ำสะอาดที่ชื่อว่าทานเข้าไป แต่จิตก็ยังมีสิทธิ์ที่ขุ่นเคืองและกลับมาข้นได้เหมือนเดิมหากไม่มีข้อปฏิบัติที่จะช่วยทำให้จิตใจสะอาดผ่องใสได้มากกว่านั่นคือการบำเพ็ญ ศีล ซึ่งถือเป็นเครื่องป้องกันกิเลสชั้นยอด

2. ศีล

ที่บอกว่าศีลจะทำให้จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ได้มากกว่าทานเพราะว่า การรักษาศีลนั้นเป็นการเพียรพยายามจะระงับสิ่งที่จะเกิดเป็นโทษทางกายและวาจาไม่ให้มันเกิดขึ้นมาเป็นทั้งข้อบังคับและข้อปฏิบัติคือห้ามปฏิบัติสิ่งที่จะทำให้เกิดโทษทั้งกายและวาจา

เช่น ศีล 5 ซึ่งเป็น ศีลพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ได้แก่การห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามลักทรัพย์ใดๆ แม้เพียง 1 บาท การดำรงตนอยู่ในคู่ครองของตัวเอง การห้ามพูดปด พูดส่อเสียด หรือแม้แต่พูดคำหยาบ และ ไม่ดื่มสุราให้ขาดสติเป็นเหตุให้สติไม่ตั้งมั่นจิตใจเศร้าหมองลง ไปจนถึงข้อปฏิบัติที่เป็นข้อวัตรที่ทำให้กายและวาจาเกิดความบริสุทธิ์ไม่ยอมทำความผิดหรือทำให้กิริยาไม่งาม

อย่างศีล 227 ข้อของพระภิกษุซึ่งถือว่าเป็นอธิศีล หรือศีลอย่างอุกฤษฎ์ เมื่อรักษาศีลได้อย่างหมดจดแล้วก็จะเป็นพื้นฐานที่จะทำให้ปฏิบัติการชำระจิตใจให้สะอาดในขั้นสูงต่อไปได้

เมื่อบำเพ็ญศีลอยู่เป็นนิตย์คือ หมั่นรักษาการกระทำทั้งทางกายและวาจาให้ดี จิตก็จะไม่ถูกปรุงแต่งด้วยสิ่งที่ไม่ดีให้สกปรกมากไปกว่าเดิมถ้าหากเปรียบจิตเป็นน้ำ ก็เหมือนน้ำที่ได้มีการเจือจางแล้วและยังมีการป้องกันหรือแผ่นกรองไม่ให้สิ่งสกปรกใดๆ ตกลงไปเจือในน้ำที่ได้เจอจางไว้แล้วไม่ให้สกปรกไปมากกว่าเดิมนั่นเอง

กิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดการรักษาศีลมากๆ แนะนำให้ ไปปฏิบัติธรรมเป็นประจำที่วัดใกล้ๆ บ้าน จะบวชพราหมณ์หรือบวชอุปสมบทเป็นพระภิกษุก็ได้อย่างน้อยสัก 15 วันครับ หลังจากได้บวชหรือปฏิบัติธรรมออกมาแล้วก็จะทำให้เรามีความเข้าใจในข้อวัตรที่จะต้องปฏิบัติในการรักษาศีลอย่างถ่องแท้มากขึ้นและสามารถรักษาศีลได้อย่างถูกวิธีด้วย

3. การเจริญภาวนา

การถือศีลนั้นแม้ว่าจะเป็นการชำระจิตให้สะอาดที่มากกว่าทานหลายเท่า แต่ก็ยังถือว่าเป็นการชำระจิตให้สะอาดด้วยข้อปฏิบัติทางกายและวาจาไม่ให้หลุดออกมาและทำให้ดูนิ่งเป็นปกติเท่านั้น คือสามารถควบคุมและชำระจิตใจได้ในส่วนที่เป็นจิตรู้สำนึกและจิตก่อนสำนึก ส่วนที่เป็น “จิตใต้สำนึก” นั้น ศีลยังไม่อาจจะควบคุมหรือทำให้สะอาดบริสุทธิ์ได้เพียงพอ

การเจริญภาวนาในแบบวิธีแห่งพุทธจึงเป็นการทำความสะอาดจิตอย่างละเอียดเป็นการซักฟอกจิตให้สะอาดจนถึงที่สุดคือ ให้จิตเบาบางไปจากสิ่งปรุงแต่ง (กิเลสทั้งหลาย) จนกระทั่งหมดไปในที่สุด

การบำเพ็ญเจริญภาวนา จึงถือเป็นการชำระจิตใจที่ให้ความสะอาดที่สุดและมีความยิ่งใหญ่ที่สุด (เรียกได้ว่าได้บุญมากในทางธรรม) การบำเพ็ญภาวนานั้นมีอยู่ 2 แบบ คือ การทำสมาธิ และ การ เจริญปัญญา

การทำสมาธิคือ การกำหนดใจให้นิ่งกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่เป็นอารมณ์เดียว ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตามขอให้เพียงแต่ใจอยู่นิ่งไม่วอกแวกก็คือเป็นสมาธิ เช่นการไหว้พระสวดมนต์จิตก็จะนิ่งอยู่ที่บทสวด หรือการนั่งสมาธิจิตก็จะนิ่งอยู่ที่ลมหายใจอย่างนี้ ก็ถือว่าเป็นสมาธิซึ่งเป็นพื้นฐานของการชำระจิตให้สะอาดที่อยู่ในกมลสันดานของแต่ละคน เมื่อจิตอยู่นิ่งแล้วก็เกิดความง่ายที่จะทำให้สะอาดเพราะรู้ว่าจิตอยู่ตรงไหนจากนั้นจึงค่อยใช้ การเจริญปัญญา เป็นการซักฟอกให้สะอาดหมดจดในชั้นต่อไป

การเจริญปัญญานั้นต่างไปจากความเป็นสมาธิ ตรงที่สมาธิเป็นเพียงการทำใจให้สงบนิ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่เพียงอารมณ์เดียวแน่นิ่งอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้นึกคิดอะไร แต่ การเจริญปัญญา (คำพระท่านว่า วิปัสสนา) ไม่ใช่ทำให้แค่จิตใจตั้งมั่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น 

การเจริญปัญญาเป็นการคิด “ใคร่ครวญ” เพื่อหาเหตุผลในสภาวะที่เป็นธรรมและความจริงในแต่ละสรรพสิ่งว่า สิ่งทั้งหลายในโลกนี้เป็น สิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป (อนิจจัง) ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทุกข์ (ทุกขัง) คือทุกอย่างเป็นสภาพที่ไม่อาจทนอยู่ในสภาพเดิมได้ เกิดขึ้นแล้วไม่อาจทรงตัวต้องเปลี่ยนแปลงไป ทำให้อารมณ์เกิดความเปลี่ยนแปลงตามก่อให้เกิดความทุกข์ตามมา

และสุดท้ายคือ ทุกสิ่งไม่มีตัวตนและไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนหรือเป็นของๆ ใครใดๆ ทั้งสิ้น (อนัตตา) หรือที่ท่านพุทธทาส ให้นิยามว่า ตัวกู-ของกู

เมื่อใครก็ตามที่พิจารณาสิ่งต่างๆ รอบตัวให้เป็นไปตามที่กล่าวมานี้ได้ก็ถือได้ว่าได้ทำการชำระจิตให้หมดจดจนบริสุทธิ์ที่แท้ เพราะจิตใจสามารถยอมรับสภาพความจริงทั้งหลายและความเป็นไปทั้งหลายของโลกได้โดยดุษณี  หากว่ากันในทางธรรมก็หมายถึงจิตจะเข้าสู่กระแสธรรมได้อย่างชัดเจนและสามารถตัดกิเลสบรรลุถึงพระนิพพานได้

การเจริญภาวนานี้ ได้ก็ขอให้ฝึกนั่งสมาธิ อย่างน้อยๆ วันละ 15 นาที เป็นการฝึกจิตใจให้นิ่ง อานิสงส์ที่ได้ก็จะทำให้ได้สติปัญญาที่เฉลียวฉลาดและมีความสามารถปล่อยวางจากทุกสิ่งได้ง่าย จิตใจจะรู้วิธีการแก้ปัญหาต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติ และขอให้หมั่นสวดมนต์ภาวนาด้วยพระคาถาต่างๆ เป็นประจำ

แม้ว่าการเจริญปัญญาสำหรับมนุษย์ธรรมดาอย่างเราๆ ซึ่งยังมีสิ่งที่เจืออยู่ในจิตอย่าง กิเลสอยู่จะเป็นการยากก็ตาม แต่ก็ต้องฝึกฝนเอาไว้อย่างสม่ำเสมอเป็นการขัดเกลาจิตให้สะอาดไปเรื่อยๆ เมื่อจิตใสสะอาดก็จะสามารถนำไปใช้ได้

ถ้าเปรียบเทียบเป็นน้ำ ก็เหมือนน้ำที่ได้ผ่านการบำบัดจากเครื่องกรองชั้นเยี่ยมมาแล้ว คือผ่านทั้งการเจือจางและป้องกันสิ่งสกปรกที่จะตกลงไป ยังได้ผ่านการกรองให้สะอาดจนไร้สีไร้กลิ่น พร้อมจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทุกเมื่อ

ผู้ที่ได้ฝึกบำเพ็ญทำความสะอาดจิตอยู่เสมอนี้จิต ก็จะมีพลังเมื่อจะนำไปใช้ในการอธิษฐานก็จะเกิดความสัมฤทธิ์ผลได้เร็วยิ่งขึ้นตามพลังจิตที่สะอาดนั้นส่งกำลังไป แต่การอธิษฐานจะได้ผลมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับ จุดประสงค์ในการอธิษฐานรวมไปถึงกรรมที่ได้กระทำสั่งสมกันมาตั้งแต่อดีตและปัจจุบันด้วยเป็นปัจจัยสำคัญ

ปัจจัยแรกที่ได้กล่าวไปแล้วคือ จิตที่บริสุทธิ์ด้วยการถึงพร้อมด้วยทาน ศีล และภาวนาและ มีจิตใจที่มีความมั่นคงดีแล้ว มีความเพียรพยายามตั้งตนเองไว้ในทางที่ต้องการบรรลุความสำเร็จก็ย่อมข้ามพ้นอุปสรรคทั้งหลายไปได้อย่างแน่นอน เราก็จะมาดูกันว่าองค์ประกอบต่อไปที่จะทำให้การอธิษฐานได้ผลนั้นมีอะไรบ้าง

Read Full Post »

การอธิษฐานเป็นการจดจ่อแน่วแน่ของจิต จิตของคนเราจะมีพลังอานุภาพมากต่อเมื่อจิตใจมีความบริสุทธิ์ และเมื่อจิตจดจ่อและตั้งมั่นอยู่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งนานๆ เข้า จิตจะสามารถน้อมนำสิ่งที่ต้องการนั้นมาสู่เราได้ แต่สิ่งที่น้อมนำมาเป็นเรื่องของผล ก่อนจะมีผลก็ต้องมีเหตุก่อน

 

เราต้องสร้างเหตุที่ดีให้เกิดขึ้นก่อนแล้วจึงจะได้ผลที่ดีตาม

พลังจิตเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะเป็นองค์ประกอบในการอธิษฐาน เราจะอธิษฐานอะไรได้ผลหรือไม่ได้ผลก็ขึ้นอยู่กับพลังจิตของเรานี่แหละครับที่เป็นเหตุ เปรียบเทียบได้กับคนไข้กับคุณหมอ คุณหมอไม่สามารถจะทำการรักษาคนไข้ให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ได้เลย จนกว่าจะทำให้คนไข้มีจิตใจนั้นที่แข็งแรงสมบูรณ์เสียก่อน

เรื่องจิตนี่คนเรานั้นได้ติดตัวกันมาก่อนตั้งแต่เกิดกันทุกคนแล้ว นอกจากจะมีติดตัวกันมาตั้งแต่เกิดแล้วยังติดมาจากภพชาติในอดีตก่อนอีกต่างหาก หลายคนคงจะเคยได้ยินเรื่องราวของผู้ที่มีพลังจิตสูงๆ ผู้ที่สามารถระลึกชาติได้และสามารถนำมาช่วยเหลือคนอื่นในด้านต่างๆ ได้ด้วย

เรื่องนี้เรียกได้ว่าเป็น “จิตฐานเดิม” ที่มีติดตัวกันมาตั้งแต่ก่อน เพราะในอดีตนั้นคนเหล่านี้เคยมีการสะสม และการปฏิบัติมาแล้วหลายภพหลายชาติมาก่อนเรียกว่ามีอยู่ในเชื้อในตัวอยู่แล้ว เพียงแต่มีการฝึกฝนเพิ่มเติมในปัจจุบันเพียงเล็กน้อยจิต ก็มีความเข้มแข็งขึ้นมาได้ และเมื่อนำจิตที่มีความเข้มแข็งนี้ไปใช้จึงประสบความสำเร็จได้เกือบทุกครั้งไป

นี่จึงเป็นเหตุผลที่สำคัญว่า ทำไมบางคนตั้งจิตอธิษฐานในบางสิ่งบางอย่างเพียงครั้งหรือสองครั้งก็ได้รับการตอบสนอง แต่กับบางคนกลับกลายเป็นเรื่องที่ยากแสนยาก เพราะจิตฐานเดิมไม่มีความมั่นคงเพียงพอ

หรืออาจจะเป็นเพราะกรรมในอดีตส่งผลมาถึงเช่นในอดีต อาจเคยติดสุรา หรือมีสิ่งที่คอยรบกวนจิตประสาทให้เกิดความอ่อนแออยู่เสมอ จิตได้เคยถูกทำลายมาก่อน หรือจิตเคยอยู่ในสัตว์ที่อยู่ในภูมิของเดรัจฉานที่มีชีวิตอยู่เพียงโดยสัญชาติญาณ

พอได้เกิดมาในภพชาติปัจจุบัน จิตจึงไม่มีพลังมากพอ ฝึกเท่าไหร่ก็ไม่ได้ผล หรือ จิตก้าวหน้าได้ช้า พอนำจิตไปใช้ก็ไม่มีพลังมากพอจะส่งให้เกิดผลสำเร็จ อธิษฐานอะไรก็ไม่ค่อยเกิดผล

แต่เรื่องได้ผลหรือไม่ได้ผลนั้นต้องมีเรื่องของ “กรรม” เข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญเกี่ยวข้องด้วย เพราะถึงแม้ว่าในอดีตทำบุญเรื่องจิตมาดี แต่ปัจจุบันทำไม่ดีไม่ได้ฝึกฝนต่อ ก็ไม่ส่งผลต่อการอธิษฐานอะไร

ส่วนคนที่ทำดีสร้างกรรมดีเป็นพื้นฐานในปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา แต่พลังจิตอ่อนหากได้ฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจิตก็จะมีความเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อนำจิตไปใช้เพื่อการอธิษฐานแม้อาจจะเห็นผลช้าแต่ก็รับรองว่าจะได้ผลอย่างแน่นอน

ดังนั้นเมื่อทราบถึงเหตุผลและองค์ประกอบของการตั้งจิตอธิษฐานให้ได้ผลแล้ว จะเห็นได้ว่าเราไม่อาจย้อนไปแก้ไขเหตุต้นเดิมหรือ จิตฐานเดิมในอดีตชาติได้ สิ่งสำคัญก็คือเราจะเรียนรู้ต่อไปว่าจิตที่มีพลังนั้นคืออะไร และจะฝึกจิตอย่างไรในปัจจุบันให้มีพลังเพื่อเป็นพื้นฐานในการอธิษฐานที่ทรงพลังและมีอานุภาพต่อไป

 

เข้าใจเรื่องพลังจิต

มีหลายๆ คนที่ต้องการเสาะหาคำตอบที่ว่า ถ้าจิตและพลังจิตมีอยู่จริงแล้ว เหตุใดจึงมองไม่เห็นหรือไม่อาจจะจับต้องได้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เพราะในเมื่อมีจริงก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นจริงได้สิ่งที่มองไม่เห็นและไม่มีตัวตนยากจะพิสูจน์แบบนี้ จึงทำให้หลายคนไม่เชื่อในเรื่องของจิตที่มีในตนจึงไม่อาจจะฝึกฝนให้มันแข็งแกร่งขึ้นมา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้คำจำกัดความเกี่ยวกับลักษณะของจิตว่า

อสรีรํ แปลว่า ไม่มีร่างกาย

คุหาสยํ แปลว่า มีคูหาเรือนกายเป็นที่อาศัย

ซึ่งคำที่มาจากพระโอษฐ์ของของพระพุทธองค์นี้ ได้ครูบาอาจารย์สำคัญท่านหนึ่งที่วงการพระพุทธศาสนารู้จักท่านดี ในฐานะครูบาอาจารย์ด้านอภิธรรมและในด้านอื่นคือ พระเทพวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตัณโณ) ท่านได้เมตตา ขยายความเอาไว้ในหนังสือเรื่องกฎแห่งกรรม ที่จัดพิมพ์ไว้เป็นธรรมทานอธิบายเรื่องจิต เพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจกันได้ง่ายว่า

“…จิตนี้เป็นนาม ไม่ใช่รูป จึงไม่อาจจะมองเห็นได้ เพราะมันไม่มีรูปร่าง ไม่มีสี ไม่มีเสียงและ ไม่กินที่อยู่จึงไม่อาจจะจับต้องได้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ใดๆ แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ซึ่งสามารถรู้ได้และ สังเกตได้จากพฤติกรรมที่แสดงออกมา

เช่น เมื่อดีใจ เสียใจ มีความโกรธ ความโลภ หรือมีความสุข เพราะจิตแสดงออกทางกายให้ปรากฏเช่นเดียวกับความรู้ แม้จะไม่มีตัวตนแต่ก็มีอยู่จริง แสดงออกได้ว่ามีหรือไม่มี  มีน้อยหรือมีมาก ตัวเราเองย่อมรู้ชัดได้ด้วยตัวเอง เพราะจิตเป็นตัวทำหน้าที่จดจำ นึกคิด สั่งงาน เก็บได้กระทั่งกรรมและ กิเลสเอาไว้ คนที่มีความสามารถบางคนสามารถใช้พลังจิตหรืออำนาจจิตของตนเองสะกดคนอื่นได้ด้วย”

ในศาสตร์สมัยใหม่ นักจิตวิทยาชื่อก้องโลกอย่าง ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์เรื่องจิตใจของคนเราและพยายามจะอธิบายว่า จิตใจทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ซึ่งมีอยู่ 3 ลักษณะคือ

1. จิตรู้สำนึก (Conscious mind) เป็นสภาวะจิตที่มีความรู้ตัวอยู่ว่าคนเรารู้ว่ากำลังทำอะไร แสดงพฤติกรรมแบบไหนออกมาให้สอดคล้องกับหลักหรือเหตุการณ์แห่งความเป็นจริง

2. จิตกึ่งสำนึก (Subconscious mind) เป็นสภาวะจิตที่ระลึกถึงได้ รู้ว่ามีอยู่แต่ไม่ได้แสดงออกมาในขณะนั้นหรือเวลาปัจจุบัน และเป็นส่วนที่รู้ตัวอยู่แต่สามารถดึงจิตออกมาใช้ได้ทุกเมื่อตามที่ต้องการ

3. จิตใต้สำนึก ( Unconscious mind) เป็นสภาวะจิตใจที่ไม่อยู่ในภาวะที่จะรู้ตัวหรือระลึกถึงไม่ได้ในเวลานั้น และถูกซ่อนอยู่ เป็นเหมือนสิ่งที่ถูกฝังลึกอยู่ในจิตใจแต่มีอิทธิพลจูงใจต่อ พฤติกรรมและการดำเนินชีวิตของคนเรามากที่สุด

จิตใต้สำนึกของคนเรานี่แหละครับที่มีความสำคัญมาก ฟรอยด์ได้แบ่งจิตใต้สำนึกลงไปอีก ถึง 3 ส่วนคือ อิด (Id) หมายถึงจิตที่เป็น “สัญชาติญาณดิบ” เป็นอารมณ์ความรู้สึกที่มีติดตัวคนเรามาตั้งแต่เกิด เช่น มีความรัก โลภ โกรธ หลง เป็นความรู้สึกพื้นฐานที่ทุกคนนั้นมีติดตัว

อีโก้ (Ego) เป็นจิตใต้สำนึกที่อยู่ตรงกลางระหว่าง สัญชาติญาณดิบและ “คุณธรรม”คอยทำหน้าที่ไม่ให้คนเราแสดงสัญชาติญาณดิบออกมามากเกินไป เช่น คอยควบคุมไม่ให้เราแสดงความต้องการทางเพศและระบายออกมาในที่สาธารณะ หรือ ควบคุมจิตในการรับประทานอาหารอย่างพอดี รู้จักรักษามารยาททางสังคม เป็นต้น

และซูเปอร์อีโก้ (Super Ego) เป็นพลังจิตที่ได้เรียนรู้ด้านค่านิยม คุณธรรม ความดีความชั่วซึ่งเป็นพลังงานที่ดีมาคอยกั้นการแสดงออกทาง Id เพียงอย่างเดียวแต่ พลังงานด้านนี้ก็ไม่อาจแสดงออกมาทางคุณธรรมเพียงอย่างเดียวเช่นกัน ต้องมี อีโก้มาคอยดึงไม่ให้แสดงออกถึงคุณธรรมมากเกินไป จิตใต้สำนึกทั้งสามนี้ จึงอยู่รวมกันในร่างกายของมนุษย์และทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

จากการได้นิยามความหมายเรื่องจิตนี้ พอจะสรุปความหมายเรื่องจิตได้ง่ายๆ ดังนี้ครับ คือ ผมอยากให้ลองนึกถึงว่า จิตของคนเรานี้ดังเดิมแล้วก็เหมือนกับน้ำใสๆ สะอาดๆ น้ำเป็นของเหลวต้องมีที่อยู่ก็ต้องหาภาชนะใส่ให้มัน เช่น ขวดน้ำ แก้วน้ำ ใส่มันลงไปในภาชนะรูปร่างแบบไหนก็กลายเป็นรูปร่างอย่างนั้น เช่นใส่ในขวดก็น้ำกลายเป็นรูปขวด ใส่ในแก้วน้ำก็กลายเป็นรูปแก้ว ซึ่งภาชนะนี้ก็เปรียบเสมือนร่างกายของคนเรา

น้ำนี่ก็เปรียบเหมือนจิตยังถูกปรุงแต่งเพิ่มเติมลงไปได้อีก เช่น ถ้าเอาสีอะไรไปใส่น้ำใสๆ ก็ กลายเป็นสีนั้น เอาน้ำหอมไปใส่น้ำก็กลายเป็นน้ำหอม หรือถ้าเอาโคลนไปใส่น้ำก็กลายเป็นน้ำโคลนข้นๆ ดำๆ เช่นกัน จิตที่อยู่ในกายของเราก็เช่นกันครับ ปกติเราเกิดมาจิตมันก็ใสๆ และสะอาด แบบเด็กทารกผู้ไม่รู้อะไรเลย ถ้าเอาอะไรเติมลงไปก็เป็นการปรุงแต่งจิตให้เป็นไปตามนั้น

สิ่งที่นำมาปรุงแต่งลงไปก็เรียกได้สองแบบ คืออย่างแรกคือ ของปรุงแต่งจิตแบบในทางโลกก็คือ องค์ความรู้ต่างๆ ทั้งหมดทั้งมวลที่ปรากฏอยู่ในโลก ค่อยๆ ถ่ายทอดและป้อนให้เรียนรู้กันมาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย

ส่วนแบบที่สองก็คือของปรุงแต่งจิตในแบบทางธรรมก็คือ “กิเลส” ความอยากได้อยากมี อยากเป็นทั้งหลาย ซึ่งมีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้วและ ถูกความรู้ทางโลกเป็นตัวดึงกิเลสออกมาผสมผสานให้เข้ากันเพื่อตอบสนองความต้องการได้ตรงกับจิตที่ถูกปรุงแต่งไป

เพื่อความเข้าใจในเรื่องนี้ ผมขออนุญาตนำคำสอนของหลวงปู่ดุล อตุโล แห่งวัดบูรพาราม อ.เมือง จ.สุรินทร์ ที่ท่านก็ได้เทศนาสั่งสอนเรื่องการที่จิตของเราถูกปรุงแต่งเอาไว้ เพื่อให้ทุกท่านเจริญในธรรมและเข้าใจในเรื่องจิต ได้ง่าย หลวงปู่ดูล ท่านเทศน์ไว้ว่า

“แท้จริงแล้วจิตนั้นก็คือ พุทธหรือสิ่งที่สูงสุด ไม่มีพุทธะอื่นใดที่ไหนอีก ไม่มีจิตอื่นใดที่ไหนอีกจิตที่บริสุทธิ์มันแจ่มจ้าและไร้ตำหนิ เช่นเดียวกับความว่าง คือมันไม่มีรูปร่างหรือปรากฏการณ์ใดๆ เลย ถ้าเราใช้จิตของเราให้ปรุงแต่งความคิดเพ้อฝันไปต่างๆ นั้น ก็เท่ากับเราได้ทิ้งเนื้อหาอันเป็นสาระเสีย แล้วไปผูกพันตัวเองอยู่กับรูปธรรมซึ่งเป็นเปลือก

จิตนั้นเป็นเหมือนกับความว่างซึ่งภายในนั้นไม่มีความสับสนและไม่มีความไม่ดีต่างๆ เห็นได้จากเมื่อดวงอาทิตย์ผ่านไปในที่ว่างแห่งนั้น ย่อมส่องแสงไปได้ทั้งสี่มุมโลก เพราะว่าเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นย่อมให้ความสว่างทั่วไปทั้งผืนโลก ความว่างที่แท้จริงนั้นมันไม่ได้สว่างขึ้น และเมื่อพระอาทิตย์ตกความว่างก็ไม่ได้มืดลง ปรากฏการณ์ของความสว่างและความมืดย่อมสับเปลี่ยนซึ่งกันและกัน

 

แต่ธรรมชาติของความว่างนั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลง จิตของพุทธและของสัตว์โลกทั้งหลายก็ย่อมเป็นเช่นนั้น”

จากคำเทศน์ของท่าน คงพอจะแสดงให้เห็นว่า จิตนี้แท้จริงแล้วไม่ใช่จิตที่เกิดจากความคิดที่ถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัยต่างๆ หรือกิเลสใดๆ เป็นสิ่งที่อยู่ต่างหากปราศจากความเกี่ยวข้องกับรูปธรรมใดๆ ในโลกอย่างสิ้นเชิงในทางธรรมแล้ว การที่ทำให้จิตว่างเปล่าไร้การปรุงแต่งปราศจากกิเลสทั้งหมด ก็คือการเข้าถึงความว่าง หมายถึง “พระนิพพาน”นั่นเอง

ขอเปรียบเทียบเรื่องจิตกับ “น้ำ” อีกเป็นประเด็นสุดท้ายเพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เราจะเห็นแล้วว่า จิตที่จะนำไปใช้ได้ดีก็คือ จิตที่สะอาดเหมือนกับน้ำสะอาด น้ำสะอาดๆ ใครๆ ก็อยากเอาไปใช้กระทำการต่างๆ จะเอามาดื่มกิน เอามาหุงหาทำอาหาร ผสมในยา หรือแม้กระทั่งจะซักผ้า ถูบ้าน ล้างจาน หรือแม้แต่ย่อมจะได้ผลดี

หากเป็นน้ำที่สกปรกเจอไปด้วยสิ่งต่างๆ เชื่อว่าก็ไม่มีใครอยากเอาไปใช้หรือถ้านำไปใช้ก็ไม่อาจใช้มันได้เต็มที่ จะเอาไปดื่มก็ไม่ได้ จะเอาไปซักล้างใดๆ ก็มีแต่รังจะทำให้สกปรกมากขึ้นไปอีก ผลหรือประโยชน์ของน้ำที่ไม่สะอาดนั้น ย่อมน้อยไปตามความบริสุทธิ์

ดังนั้น จิตที่สะอาดหมดจด จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการนำไปใช้โดยเฉพาะเรื่องการอธิษฐานให้ได้ผลและมีพลังต้องอาศัยจิตที่สะอาดเป็นองค์ประกอบหลักๆ แต่ในเมื่อเราเกิดมาถูกปรุงแต่งจิตกันมาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งปัจจุบัน น้ำที่เคยใสตั้งแต่เกิดก็คงไม่ใสสะอาดเหมือนเดิมอีกแล้ว ต้องหาวิธีการทำให้น้ำกลับมาใสเหมือนเดิมจึงจะนำมันไปใช้ได้

Read Full Post »

เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวของ องค์พระศาสดาของพระพุทธศาสนาในช่วงที่พระพุทธองค์ ยังทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ก่อนที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั่นเองครับ ซึ่งก่อนที่พระองค์จะได้ตรัสรู้ได้กระทำการ อธิษฐานครั้งสำคัญ 3 ครั้งด้วยกัน ซึ่งชาวพุทธทุกคนควรทราบเป็นอย่างยิ่ง

เพราะในช่วงที่เจ้าชายสิทธัตถะก่อนที่จะออกบวชนั้น ได้ทรงครุ่นคิดอย่างหนักถึงการหาวิธีการที่จะพ้นทุกข์อย่างแท้จริง  แม้จะมีนางรำที่มีความสวยงามมากมายมาร่ายรำสร้างความบันเทิงอยู่ตรงหน้า ก็ไม่ได้ให้ความสนใจแม้แต่น้อยจนกระทั่งเผลอหลับไป

 เมื่อตื่นขึ้นมากลางดึกก็พบเห็นเหล่านางรำที่เมื่อสักครู่ยังดูสวยงาม แต่มาบัดนี้นอนทับถมกระจัดกระจายเต็มท้องพระโรงประหนึ่งเหมือนซากศพ เมื่อเห็นดังนั้นก็เกิดความสังเวชใจจึงไม่เกิดความลังเลใจอีกต่อไป ทรงตัดสินใจออกบวชทันที

ที่ลุ่มแม่น้ำอโนมา  หลังจากที่ได้ทรงถอดเครื่องประดับทั้งหลายพร้อมกับบอกให้นายฉันนะ นำกลับไปยังเมืองกบิลพัสดุ์เพราะพระองค์ตัดสินใจออกบวชแล้ว จึงได้ทำการ “ตั้งจิตอธิษฐานเป็นครั้งแรก”ว่า ขอให้พระองค์เองได้ตัดใจบวชเพื่อมุ่งสู่ความเป็นบรรพชิตแสวงหาทางพ้นทุกข์นับแต่บัดนี้

โดยถ้าหากพระองค์จักได้ทำการตรัสรู้ก็ขอให้ พระเกศาของพระองค์จงลอยอยู่บนอากาศอย่าได้ตกลงมาเลย ปาฏิหาริย์ครั้งแรกแห่งการอธิษฐานก็เกิดขึ้นทันที

เพราะหลังจากที่พระองค์ตัดพระเกศาออก ท้าวสักกะเทวราช หรือพระอินทร์ ที่ล่วงรู้เหตุการณ์ทั้งหมด ก็รีบเหาะนำพานมารองรับพระเกศาเอาไว้แล้ว นำพระเกศาของพระองค์ไปบรรจุไว้ในเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ต่อไป

จุดเริ่มต้นแห่งพระพุทธศาสนาจึงได้เริ่มต้นที่ริมฝั่งแม่น้ำ อโนมาแห่งนั้น หลังจากออกผนวชได้ 7 วัน พระโพธิสัตว์สิทธัตถะก็ได้เสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์แล้วมุ่งหน้าไปที่กรุงราชคฤห์ซึ่งมีพระเจ้าพิมพิสารปกครองอยู่ พระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จมาเข้าเฝ้าพระโพธิสัตว์ด้วยพระองค์เองและทูลขอให้ประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์แห่งนี้

พระโพธิสัตว์สิทธัตถะ สำนึกได้ว่าไม่ควรจะอยู่ที่ใดที่หนึ่งเป็นเวลานานเพราะต้องแสวงหาทางดับทุกข์นั้นให้ได้ แต่เพื่อให้เป็นไปตามกรรมกำหนดจึงได้ให้สัญญากับพระเจ้าพิมพิสารว่า หากได้บรรลุธรรมแล้วจะเสด็จมาโปรดพระองค์และชาวเมืองเป็นพวกแรก

จากนั้นก็ได้ทรงเดินทางไปหา อาฬารดาบสกาลามโคตร ทรงศึกษากับพระอาจารย์อาฬารดาบส ถึงเรื่องการเข้าสมาบัติสำเร็จฌาน 8 คือ รูปฌาน 4 และ อรูปฌาน 4 ซึ่งถือเป็นความรู้ทางธรรมอันสูงสุดของอาจารย์ หลังจากพระองค์ได้บำเพ็ญจิตสมาธิจนบรรลุฌานทั้ง 8 แล้วอาจารย์ก็หมดภูมิจะสอนต่อไปอีก

พระโพธิสัตว์จึงได้เสด็จไปยังเมืองพาราณสีเพื่อศึกษาต่อกับ พระอาจารย์อุททกดาบส รามบุตรซึ่งพระองค์ก็ใช้เวลาศึกษาอยู่ไม่นานก็สำเร็จ แต่ก็พบว่ายังไม่ใช่ธรรมะขั้นสูงสุดที่จะทำให้สำเร็จมรรคผลถึงนิพพานได้ จึงได้ปฏิเสธคำเชิญของอาจารย์ที่จะอยู่ร่วมเป็นอาจารย์ช่วยสั่งสอนศิษย์ทั้งหลาย จึงได้ลาและออกแสวงหาธรรมโดยพระองค์เองต่อไป

เวลาผ่านไปหลายปี พระโพธิสัตว์สมณโคดมได้ทดลองการบำเพ็ญเพียรทั้งหมด ไม่ว่า การบำเพ็ญแบบเดียรถีย์ ที่เป็นแนวปฏิบัติของนักบวชของอินเดียในสมัยโบราณ ที่ต้องทรมานร่างกายในแบบต่าง ๆ เช่น การประพฤติตนเปลือยกาย ไม่ยอมรับอาหารที่เขาให้ หรือ ฉันอาหารที่เก็บไว้วันเดียวบ้างเจ็ดวันบ้าง เดินเขย่งเท้าหรือนอนบนที่นอนที่ทำด้วยหนาม เป็นต้น

ในขณะที่ประทับอยู่ ณ อุรุเวลาเสนานิคม ก็มีชายกลุ่มหนึ่งมาจากเมืองกบิลพัสดุ์มาตามหาพระสมณโคดม นำโดย ท่านอัญญาโกณทัญญะ พราหมณ์ผู้เป็นหัวหน้า ได้พาพวกมาเข้าเฝ้าด้วยความเลื่อมใส และทั้งหมด ขออยู่รับใช้ที่นั่นจนกว่าพระโพธิสัตว์จะได้บรรลุธรรม

พระโพธิสัตว์ได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาจนพระวรกายซูบผอมดำคล้ำจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกโดยการบำเพ็ญขั้นสุดท้ายนี้คือ การบริโภคอาหารน้อยลงจนถึงหยุดกินอาหารไปเลย เหล่าพราหมณ์ทั้ง 5 ที่ตามมารับใช้ต่างก็ช่วยกันดูแลพระโพธิสัตว์อยู่ตลอด พระองค์ได้ทำการทรมานตนเองจนเกือบจะสิ้นพระชนม์อยู่หลายวัน

แต่สำหรับท้าวสักกะเทวราชหรือพระอินทร์นั้นไม่เห็นด้วยกับการกระทำของพระองค์ และยังเกรงว่าความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวนี้จะเกิดความสูญเปล่า ดังนั้นในคืนที่ 49 แห่งการบำเพ็ญเพียรก่อนที่ร่างของพระองค์กำลังจะดับสูญไปเพราะความทุกข์ทรมาน

พระองค์ได้ยินเสียงพิณจากนักดนตรีที่แล่นเรือผ่านมาตามแม่น้ำ ซึ่งก็คือพระอินทร์แปลงกายมาโดยที่นักดนตรีปลอมนั้นแกล้งตั้งสายพิณให้หย่อนบ้าง และ ตึงบ้างสลับกันไปจนกระทั่งพระอินทร์ตั้งเสียงพิณจนสุดจนสายขาดผึงไป

เพราะเสียงพิณที่แตกต่างกัน ทำให้พระองค์ได้ตระหนักถึงความสำคัญของ “จิตกับกาย” หรือนามกับรูปเป็นครั้งแรกว่าในขณะนี้พระองค์ได้ทรมานร่างกายมากเกินควร เพราะธรรมชาติของร่างกายสามารถทนได้เพียงเท่านี้หากดื้อดึงจะใช้จิตเคี่ยวเข็ญร่างกายจนเกินกำลังก็คงไม่อาจบรรลุธรรมได้แน่

และทำให้พระองค์ได้นึกถึงตอนที่พระองค์ยังทรงพระเยาว์อยู่ ในงานแรกนาขวัญขณะที่อายุได้ 8 พรรษาได้นั่งอยู่ใต้ต้นหว้าที่ร่มเย็นและมีใจเป็นสมาธิมาก ถือศีล งดเว้นจากเรื่องทางโลกทั้งหลายจนได้บรรลุฌานเบื้องต้น รู้เท่าทัน “จิต” และมีความสุขจากการรับรู้นั้นทำให้เกิดความสงบจากสิ่งเจือปนทางจิต (กิเลส) ทั้งปวง เมื่อตระหนักได้ดังนี้ พระองค์ก็ได้ยินเสียงพิณที่ได้ขึ้นสายใหม่ที่เสียงมีความพอดีบรรเลงได้ไพเราะจึงได้เลิกทรมานกายเพราะตระหนักแล้วว่า

 

การเดินสายกลาง ที่ไม่ตึงเกินไปไม่หย่อนจนเกินไปนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

การปฏิบัติที่ตึงเกินไปทำให้ร่างกายที่เต็มไปด้วยความหิวก่อให้เกิดทุกข์จึงหันมาบริโภคน้ำและอาหารเพื่อร่างกายที่แข็งแรงอีกครั้ง

เหล่าพราหมณ์ทั้ง 5 พอได้ทราบว่าพระโพธิสัตว์ได้กลับมาบริโภคอาหารอีกครั้ง ด้วยความที่ไม่ทราบถึงหลักความจริงในเรื่องการเดินสายกลาง ก็จึงเกิดความเสื่อมศรัทธาในตัวพระองค์ ต่างพากันหลีกหนีไปไม่อยู่รับใช้อีก

แต่พระพุทธองค์ก็ตั้งมั่นในทางสายกลางที่ได้ค้นพบต่อไปเพราะรู้แล้วว่า “หากร่างกายดี จิตก็ดีตาม สมาธิก็มีความตั้งมั่น” จึงเป็นทางที่จะนำไปสู่การหลุดพ้นได้

และในช่วงนั้นเองก็มีมีบุคคลผู้หนึ่งที่เข้ามามีบทบาทในการตรัสรู้ และเป็นเหตุเนื่องมาจากการ “อธิษฐาน” เสียด้วย นั่นก็คือ นางสุชาดา ซึ่งเป็นธิดาเศรษฐีแห่งตำบลอุรุเวลาเสนานิคมแห่งนั้น ซึ่งนางได้ตั้งจิตอธิษฐานต่อเทวดาที่ต้นไทรว่า หากนางมีครอบครัวและได้บุตรชาย นางจะนำข้าวมธุปายาสมาถวายกับเทวดา (ข้าวมธุปายาสนั้นเป็นข้าวที่หุงด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง)

ซึ่งในขณะนั้นพระโพธิสัตว์ได้กลับมาบริโภคอาหารจนร่างกายแข็งแรงแล้ว ทำให้ผิวพรรณและร่างกายกลับมามีความสดใสเปล่งปลั่งสมกับลักษณะของมหาบุรุษอีกครั้ง นางสุชาดาได้เห็นก็เชื่อว่าต้องเป็นเทวดาอย่างแน่นอน นางจึงเอาข้าวมธุปายาสเข้าไปถวาย พร้อมทั้งอธิษฐานอีกครั้งว่า  “ข้าพเจ้าได้บรรลุความปรารถนาแล้วขอให้ท่านได้บรรลุความปรารถนาเช่นเดียวกัน”

 

การอธิษฐานครั้งที่สอง ของพระโพธิสัตว์จึงบังเกิดขึ้นจากการถวายข้าวมธุปายาสนี้ หลังจากที่พระองค์ได้เสวยข้าวจนหมดแล้วก็ได้เดินนำถาดทองไปที่ริมแม่น้ำเนรัญชรา เพื่อตั้งจิต อธิษฐานบารมีอีกครั้งว่า

“ถ้าเราจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอให้ถาดนี้จงลอยทวนกระแสน้ำไป”

ปาฏิหาริย์ครั้งที่2 จึงเกิดขึ้นทันตาเห็นทันที เมื่อถาดถูกปล่อยจากพระกรหรือมือของพระองค์แล้ว ถาดที่หนักอึ้งนั้น ก็หมุนลอยทวนกระแสน้ำไปเรื่อยๆ ด้วยแรงอธิษฐานและจมสู่นาคพิภพไปรวมกับถาดอีก 3 ใบของพระพุทธเจ้าในภัทรกัปปัจจุบัน

อธิบายแทรกเพิ่มตรงนี้นิดหน่อยครับ ภัทรกัปคือการ อุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าในยุคปัจจุบันมีอยู่ 5 พระองค์คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมณ์ พระกัสสปะ พระโคดม(พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน)และ พระศรีอริยเมตไตรย ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทะเจ้าองค์ต่อไป

 หลังจากถาดได้ลอยทวนน้ำไปแล้วพระองค์ก็เกิดความแน่วแน่และมั่นใจมากยิ่งขึ้นว่า จะได้ตรัสรู้อย่างแน่นอนจึงได้เสด็จไปยังโคนต้นโพธิ์ทางทิศตะวันออก ขณะที่กำลังจะประทับนั่นนั้นเอง ก็มีคนหาบหญ้าที่ชื่อว่า “โสตถิยะ” ผ่านมาได้เห็นลักษณะที่น่าเลื่อมใสงามสง่าของพระโพธิสัตว์ จึงได้ทำการถวายหญ้าคา 8 กำปูลาดเป็นอาสนะให้ประทับนั่ง พระองค์ทรงรับเอาไว้และนำไปประทับนั่งใต้ต้นโพธิ์ นั่งขัดสมาธิแล้วหันหน้าไปทางทิศตะวันออก

ก่อนที่พระองค์จะบำเพ็ญเพียรภาวนาเพื่อการหลุดพ้นก็ “ตั้งจิตอธิษฐานเป็นครั้งที่สาม” กำหนดใจให้สงบตั้งมั่นว่า

 

“แม้เลือดในร่างกายจะแห้งเหลือแต่หนัง เอ็นหุ้มกระดูก็ตามหากยังไม่ได้บรรลุพระธรรมอันประเสริฐสูงสุดนั้น เราจะไม่ลุกขึ้นจากบัลลังก์แห่งนี้”

เทวดาทั้งหลายทั่วทั้งชั้นฟ้าต่างก็ได้รับรู้ถึงการอธิษฐานจิตของพระองค์ในครั้งนี้ จึงได้พากันลงมาสดุดีบูชามหาบุรุษด้วยดอกไม้ ของหอมต่าง ๆแล้วโมทนาบุญที่บังเกิดขึ้นในครั้งนั้น แต่ยังมีเทพองค์หนึ่งที่ต้องการขัดขวางการบรรลุธรรมของพระองค์คือ “พญาวสวัตดีมาร” ซึ่งเป็นถึงผู้ปกครองชั้นสูงสุดของสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น (สวรรค์กามาวจร)

พญามารนั้นเกรงว่าผู้ใดบรรลุธรรมแล้วจะมีอำนาจพ้นจากกามสุข ซึ่งเป็นอำนาจของตนเองที่ใช้ปกครองเทวดาทั้งหลาย ได้ยกกองทัพมารจำนวนมหาศาลมาประชิด โดยที่พญาวสวัตตีมารได้ขี่ช้างที่ชื่อ “คีรีเมขล์” ที่มีความสูงถึง 150 โยชน์มาด้วยทำให้เหล่าเทวดาพากันถอยหนีไปหมด

ณ บัดนั้น พระโพธิสัตว์ได้ทรงตั้งพระทัยมุ่งจิตที่บริสุทธิ์ของพระองค์ให้สู้กับธรรมชาติฝ่ายต่ำและยกจิตของพระองค์เองให้สูงขึ้นเหนือสิ่งที่เป็นความสุขชั่วคราวทั้งหลาย ที่เคยได้ประสบมาแล้วตั้งแต่ครั้งยังเป็นเจ้าชายอยู่ให้พ้นไป

พญามารได้ออกปากขับไล่ให้พระโพธิสัตว์ได้ลุกออกจากโพธิบัลลังก์โดยอ้างว่า บัลลังก์ที่พระองค์ประทับนั่งอยู่นั้นเป็นของพญามารเอง เพราะหน้าที่บงการชีวิตของเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ประสบทุกข์หรือสุขนั้นเป็นหน้าที่ของพญามารแต่เพียงผู้เดียว

แต่พระโพธิสัตว์ก็ไม่ได้ลุกขึ้นตามความประสงค์ของพญามาร บุญบารมีทั้งหมดที่ได้สั่งสมมาตั้งแต่ครั้งอดีตชาติจะเป็นสื่อกลางและธรณีที่ประทับนั่งอยู่จะเป็นพยาน หลังจากนั้นก็ใช้ปลายนิ้วชี้ของพระหัตถ์ด้านขวาชี้ลงไปที่ธรณี

ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อทั่วทั้งปฐพีเกิดการสั่นไหวแม้แต่ท้องฟ้าก็ร้องคำราม พระแม่ธรณีได้ผุดขึ้นมาจากธรณีเป็นพยานและได้ถือเอาหลักฐานที่พระโพธิสัตว์กล่าวอ้าง มาแสดงให้ปรากฏแก่สายตาของพญามาร พระแม่ธรณีได้บีบมวยผมที่ชุ่มไปด้วย “บุญบารมี” ของพระโพธิสัตว์ที่ได้บำเพ็ญมาแล้วตั้งแต่ต้นจนมีปริมาณมากจนไม่อาจจะประมาณได้   น้ำปริมาณมหาศาลได้พัดท่วมเหล่ามารนั้นจนหายไปหมดสิ้นซัดไปไกลลอยไปจนถึงเขตมหาสมุทร

ฝ่ายพญามารก็ยังไม่ยอมแพ้หมายมั่นจะนำกำลังที่เหลือกลับไป แต่เมื่อกลับไปแล้วก็ถูกฟ้าผ่าลงมาอีก จึงยอมแพ้ต่อพระโพธิสัตว์ พญามารเกรงในพระราชอาญาและบารมีจึงออกปากสรรเสริญต่อพุทธเดชานุภาพของพระองค์ว่า ไม่มีบุคคลใดที่มีความเสมอเหมือนพระโพธิสัตว์ไม่ว่าในเทวโลกหรือในมนุษย์โลกก็ตาม และพระองค์จะช่วยให้เหล่ามนุษย์ได้พ้นจากสังสารวัฎได้อย่างแน่นอน

พระโพธิสัตว์ได้ชัยชนะเหนือความชั่วร้ายได้ตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ทันได้ลับขอบฟ้า จากนั้นพระองค์ก็ได้กำหนดจิตให้เข้าสู่สมาธิทรงรำลึกถึงความทุกข์แห่งการเวียนว่าย ตาย เกิดที่วนเวียนเกี่ยวเนื่องกันไปไม่ยอมสิ้นสุด จนจิตเป็นสมาธิในเวลาเย็นก็เกิดปัญญาหยั่งรู้ถึงชาติที่เคยเกิดมาก่อน

พอเวลาได้เลยไปถึงค่อนคืนแล้วก็ทรงเกิดปัญญา หยั่งรู้การเกิด การตายของเหล่าสัตว์ทั้งหลาย พอถึงเวลาใกล้รุ่งเช้าก็เกิดปัญญาหยั่งรู้ถึงธรรมที่มีความดับแล้วซึ่งกิเลสทุกอย่างในตอนนี้ จิตของพระองค์ได้พ้นจาก กิเลสในสันดานที่เกิดจากความใคร่ (กามาสวะ)  กิเลสที่หมักหมมอยู่ในกมลสันดานทำให้อยากเกิด อยากมี อยากเป็นอยู่ตลอดเวลา (ภวาสวะ) และ กิเลสที่หมักหมมอยู่ในสันดานทำให้ไม่รู้ตามความเป็นจริง ( อวิชชาสวะ) คือพ้นแล้วซึ่งกิเลสทั้งปวงบรรลุอรหันต์

ในที่สุดการค้นหาของพระองค์สิ้นสุดลง ทรงตรัสรู้กลายเป็น “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” โดยมีเหล่าเทวดาพากันลงมาโมทนาบุญกุศลให้มากมายในเวลานั้นภายหลังการบรรลุธรรมอันสูงสุดของพระพุทธองค์พื้นปฐพีก็กึกก้องดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วอีกครั้ง

ขั้นตอนการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ก็สิ้นสุดลงด้วยประการฉะนี้ จากตัวอย่างในการตรัสรู้ธรรมของพระพุทธองค์จะเห็นได้ชัดถึงพลังแห่งการอธิษฐานนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งและต้องมีปัจจัยเป็นองค์ประกอบที่ดีงามจึงจะบรรลุถึงความสำเร็จได้

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »