Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for พฤศจิกายน, 2011

ถวายกฐิน เป็นสุดยอดของทาน เป็นทานที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานให้กับมนุษย์ เพราะบุญที่เกิดขึ้นจะปรากฏแก่ผู้ให้และผู้รับเป็นบุญที่หาที่สุดไม่ได้ เมื่อดับขันธ์แล้วจะไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์สถิตอยู่ในวิมานแก้วสูง ๕ โยชน์ มีนางเทพอัปสรเป็นบริวารถึง ๑ หมื่นเป็นเทพที่ได้นุ่งผ้าทิพย์ ด้วยอานิสงส์แห่งการทำกฐินนี้เอง (วัดที่จะรับกฐินได้ ต้องมีพระจำพรรษาครบตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไปเท่านั้น)

 

ถวายผ้าป่า อานิสงส์ทำให้มีความสุข มีความสมัครสมนาสามัคคี ชีวิตไม่ตกต่ำทั้งภพนี้และภพหน้า มีกินมีใช้อย่างอุดมสมบูรณ์ ทั้งหญิงและชายจะอุดมได้ด้วยโภคทรัพย์ด้วยเครื่องอลังการทั้งข้าวของเงินทอง และข้าทาสบริวารชายหญิงมิได้ขาด เมื่อดับขันธ์ไปแล้วจะเกิดในสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

 

ถวายองค์พระพุทธรูป อานิสงส์สร้างบารมี มีศักดิ์มีศรีเป็นที่รักและเคารพทั้งเทพและเทวดา ตลอดจนทั้ง ๓ โลก เมื่ออยู่ในโลกทิพย์จะมีรัศมีกายที่สว่างไสวเมื่อเกิดเป็นมนุษย์จะมีรูปร่างอันงดงามอวัยวะครบถ้วนทั้ง ๓๒ ประการ ทำให้บุคคลผู้นั้นหลุดพ้นจากภยันตราย อันตรายต่างๆ เมื่อดับชีพแล้วจะไม่ไปสู่อบายภูมิ เมื่อยังชีพอยู่ย่อมจะเจริญก้าวหน้าและถึงสิ้นความสำเร็จทั้งปวง สามารถตั้งจิตอธิฐานเข้าสู่พุทธภูมิได้

 

ถวายเครื่องบวชพระ (เป็นเจ้าภาพการบวช) ได้รับอานิสงส์อันหาขอบเขตมิได้ บุญกุศลจะถึงบิดา-มารดา บรรพบุรุษ เคราะห์หามยามร้ายจะหมดไป ย่อมได้รับอานิสงส์อันไพศาลทั้งภพนี้และภพหน้า ตราบเข้าสู่พระนิพพาน

 

ถวายปัจจัยภิกษุอาพาธ อานิสงส์จะทำให้สุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงดี ทั้งภพนี้และภพต่อๆ ไป

 

ถวายข้าวสาร อานิสงส์จะทำให้มีกินมีใช้ไม่ขาดแคลนในทุกๆ ภพ ทุกๆ ชาติ

 

ถวายคำสาธารณูปโภคในวัด (ค่าน้ำ-ค่าไฟ) ทำให้เกิดแสงสว่างสำเร็จซึ่งทิพยจักษุในชีวิตสว่างไสวและร่มเย็นเป็นสุข มีกินมีใช้อุดมสมบูรณ์ทุกๆ ประการ

 

ถวายสังฆทาน อานิสงส์ไม่มีโอกาสได้พบสิ่งที่ลำบากยากแค้น มีแต่ความสุขสมบูรณ์ทั้งภพนี้ และภพหน้า แม้ไปเกิดในภพไหนก็มีแต่ความสุขความเจริญ บริบูรณ์ไปด้วยลาภยศ โภคทรัพย์ พ้นทุกข์ทั้งปวงเสวยสุขสมบัติทั้ง ๓ ประการ อย่างเพียบพร้อม คือ มนุษย์สมบัติสวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ เมื่อสิ้นอายุจะเกิดเป็นเทพบุตรเทพธิดา สถิตอยู่ในวิมานทองบนสวรรค์ แม้บุคคลนั้นเข้าสู่นิพพานและอานิสงส์ยังไม่หมดสิ้น

ถวายสร้างหลังคาวิหาร อานิสงส์จะมีความสุข ความเจริญที่สมบูรณ์ทั้งภพนี้และภพหน้ามีผู้คอยปกป้องดูแลรักษา คอยช่วยเหลือคุ้มครองเมื่อมีภัยมาคุกคามเมื่อสิ้นอายุขัยจะปรากฏในสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อุดมด้วยวิมานแก้ว วิมานทอง พร้อมบริวาร

 

ถวายธรรมมะ (หนังสือสวดมนต์) จะเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม สามารถรู้และเข้าใจในสิ่งต่างๆ ได้ดีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ ชีวิตไม่ตกต่ำ สามารถเข้าสู่ปกระแสนิพพานได้เร็ว

 

สร้างเวจกุฎี (สร้างส้วม) ให้วัด อานิสงส์จะไม่มีความทุกข์โศกโรคภัยเลย เพราะสร้างที่ปลดทุกข์ให้กับมนุษย์ จะมีความสุขความสบายทั้งภพนี้และภพต่อๆ ไป

 

ซื้อที่ดินถวายวัด อานิสงส์ผลบุญนี้ จะทำให้มีอาณาบริเวณที่กว้างใหญ่ไพศาลอีกทั้งมีทรัพย์และบริวาร เมื่อดับขันธ์ไปแล้วจะมีวิมานที่กว้างใหญ่ไพศาลพร้อมด้วยบริวาร มีความสุข ความเจริญทุกๆ ภพ ทุกๆ ชาติ จนถึงพระนิพพาน

 

ถวายทุนการศึกษาพระปริยัติธรรม อานิสงส์สามารถเรียนรู้เข้าใจทั้งทางโลกและทางธรรมได้ง่ายศึกษาพระไตรปิฎกสำเร็จโดยเร็ว สามารถเข้าถึงพระนิพพานได้ง่าย

 

ถวายกองเพล (บูชา) จะมีชื่อเสียง มีเกียรติภูมิทั่วทั้ง ๓ โลก เป็นที่เคารพรักทั้งพรหมโลก เทวโลก มนุษย์โลก ถ้าไปเกิดบนสวรรค์ก็จะได้เสวยทิพยสมบัติ เสยสุขชั่วกาลนาน

 

ถวายระฆัง จะมีเสียงดังกังวาน ไพเราะสดใส มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วทั้ง ๓ โลก

 

ถวายพระไตรปิฎก ทำไห้เป็นผู้มีปัญญาเลิศล้ำ สามารถที่จะมองเห็นภพภูมิตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ มีอานิสงส์ที่จะประมาณได้ หากได้เกิดเป็นมนุษย์ ก็จะได้เป็นพระราชาที่ยิ่งใหญ่สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ ช้างแก้ว ม้าแก้ว ขุนคลังแก้ว ขุนพลแก้ว ดวงแก้ว จักรแก้ว และชั้นดุสิต บริบูรณ์ด้วยวิมานปราสาทแก้ว ถึง ๘๔,๐๐๐ ปรางค์ นับว่าเป็นอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่สุดประมาณ

 

สร้างพระอุโบสถ เป็นอานิสงส์ยิ่งใหญ่ไพศาล เมื่อยังชีพอยู่ก็เจริญด้วยอายุวรรณะ สุขะ พละ มีผู้คนชื่นชมยกย่องอุดมไปด้วยเกียรติลาภยศ เต็มไปด้วยความองอาจกล้าหาญเสมอไปทุกที่ เมื่อสิ้นชีพดับขันธ์แล้วจะเสวยสุขอยู่ในสรวงสวรรค์อันเป็นบรมสุข

 

สร้างกุฏิ เป็นการส่งเสริมบำรุงพระพุทธศาสนาเพราะเป็นการสร้างที่พำนักอาศัยของพระภิกษุสามเณร จะเป็นบารมีอันยิ่งใหญ่เมื่อเป็นมนุษย์เมื่อสิ้นอายุขัยแล้วจะเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สถิตอยู่ในวิมานอันงดงามด้วยแก้ว ๗ ประการ แวดล้อมด้วยนางฟ้า นางเทพอัปสรเป็นบริวารเสวยสุขย่างเกษมสำราญ ชั่วกาลนาน

 

สร้างศาลา สำหรับเป็นที่ปฏิบัติธรรมและที่พักสำหรับพระภิกษุสงฆ์และกำบังแดดฝนให้คนทั้งหลายที่สัญจรไปมา ย่อมให้เกิดอานิสงส์ทั้งภพนี้และภพหน้า ย่อมอุดมไปด้วยบุญกุศล ถึงซึ่งความสำเร็จที่ปรารถนา

 

สร้างเจดีย์ (บูรณะเจดีย์) จะเป็นกุศลจริยาอันประเสริฐ ก่อเกิดประโยชน์สุขแก่ชีวิตคนอย่างมหาศาล เพราะเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ให้คนทั่วไปได้สักการบูชาอานิสงส์ผลบุญนี้ ย่อมประสบความสุขความเจริญบริบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ และลาภยศ สรรเสริญ ทั้งภพนี้และภพหน้า

 

บูรณปฏิสังขรณ์ ถือเป็นการจรรโลงพระพุทธศาสนา ศาสนสถานถือเป็นอานิสงส์ผลบุญอันยิ่งใหญ่ นำความสุขความเจริญทั้งภพนี้ภพหน้า จนเข้าสู่พระนิพพาน

 

ไถ่ชีวิตโค กระบือ อานิสงส์มีอายุที่ยืนยาวปราศจากสรรพทุกข์สรรพโศก สรรพโรค สรรพภัย ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ เรื่องคับแค้นใจจะคลายและหายไปเป็นที่เคารพเมตตาทั้ง ๓ โลก (เพราะโค กระบือ เป็นสัตว์ใหญ่ที่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม เช่นเดียวกับมนุษย์ อยู่ติดใกล้ชิดกับมนุษย์ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างแม่ลูก เหมือนดั่งมนุษย์) เรื่องทุกข์โศกหมดไป

 

ปล่อยนก อานิสงส์จะมีอิสรภาพในชีวิตไม่ต้องถูกจองจำ สามารถเดินทางโดยสวัสดิภาพ คดีความจะหลุดรอดพ้นภัย

 

ปล่อยปลา อานิสงส์ให้ชีวิตพ้นจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง มีชีวิตยืนยาว (อานิสงส์ในการไถ่ชีวิตโค-กระบือ ปล่อยนก ปล่อยปลานี้ เป็นการให้ชีวิตทั้ง ๓ ทาง คือ สัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ปีก (อากาศ) ถือว่าเป็นการทำครบสูตรทุกประการ คือเป็นการสะเดาะเคราะห์อันยิ่งใหญ่)

 

ถวายโลงศพ อานิสงส์ดับทุกข์โศกโรคภัย สิ่งอัปมงคลต่างๆ มลายไป มีอายุที่ยืนยาว รอดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

 

ปัจจัยให้ผู้ป่วยอนาถา อานิสงส์จะมีสุขภาพดี แข็งแรงทั้งภพนี้และภพต่อๆไป มีผิวพรรณวรรณะสดใส ทั้งกาย-ใจ อุดมสมบูรณ์ในทุกๆ ด้าน

 

ให้ทุนการศึกษา นักเรียนนักศึกษา อานิสงส์ทำให้เป็นผู้รู้ เป็นผู้ที่มีสติปัญญาเฉียบแหลมไม่ตกต่ำในทุกๆ ภพ ทุกๆ ชาติ อานิสงส์ถึงลูกหลานวงศ์ตระกูล

 

มูลนิธิผู้พิการตาบอด อานิสงส์ทำให้มีดวงตาที่แจ่มใส สามารถมองเห็นสัจธรรมได้ทิพยญาณ (จักษุ) มีความสุขทุกภพทุกชาติเข้าสู่กระแสนิพพานได้ง่าย

 

มูลนิธิผู้พิการหูหนวก อานิสงส์ทำให้ได้ทิพยโสต (หูทิพย์) ล่วงรู้ถึงจิตใจคน สามารถสำเร็จญาณเข้าสู่กระแสพระนิพพานได้ง่าย

 

บริจาคโครงการสาธารณภัย แจกทานผ้าห่ม อานิสงส์จะมีแต่ความสุขสมบูรณ์ มีแต่ความอบอุ่น ไม่ขาดแคลนในทุกภพชาติ บุญกุศลถึงบุตรหลานบริวาร

 

แจกยาสามัญประจำบ้าน สุขภาพจะสมบูรณ์แข็งแรง ไม่รู้จักเจ็บป่วยทุกภพทุกชาติ

 

แจกเสื้อผ้า อานิสงส์จะมีเครื่องแต่งกายที่เป็นทิพย์มีความสวยสดงดงามมีรัศมีกาย

 

อานิสงส์ของการทำบุญขอนำเรื่องที่ท่านหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี ศิษย์เอกของหลวงพ่อปาน แห่งวัดบางนมโค ท่านเล่าไว้นานแล้ว แต่ยังน่าฟังและใช้ได้ตลอดกาล จึงกราบเรียนขออนุญาตท่านไว้  ณ ที่นี้ ทั้งนี้เพื่อเป็นธรรมทาน เรื่องมีอยู่ว่า

          “..เรื่องพระสารีบุตร จากพระไตรปิฎกเล่ม ๒๖ หน้า ๑๖๑ เมื่อพระสารีบุตรท่านเจริญพระกรรมฐานเป็นที่สบายอารมณ์แล้ว ท่านไปแดนเปรตพบหญิงเปรตคนหนึ่งผอมมีแต่ซี่โครง เปลือยกายมีเส้นเอ็นสะพรั่ง ท่านจึงถามว่า

“เธอเป็นใคร”

การถามแบบนี้แสดงว่าท่านทราบว่าเปรตนั้นเป็นใคร แต่ระเบียบของพระรู้แล้วต้องทำเป็นไม่รู้ ระเบียบนี้พระพุทธเจ้าทรงใช้เป็นปกติ

เปรตตอบว่า

“เมื่อก่อนในชาติที่ผ่านมาแล้ว ๑๐๐ ชาติ ฉันเป็นมารดาของท่าน เวลานี้ฉันหิวมาก มีความกระหายในอาหาร เมื่อความหิวเกิดขึ้นก็กินน้ำลาย เสมหะ นํ้ามูก ที่เขาถ่มทิ้ง กินไขมันเหลวจากซากศพที่เขาเผา กินโลหิตของหญิงทั้งหลายที่คลอดบุตร เป็นต้น

ลูกเอ๋ย ลูกจงให้ทานอุทิศส่วนกุศลให้แม่บ้าง แม่จะได้เลิกหิวเสียที”

          พระสารีบุตรท่านตั้งใจจะช่วยมารดา เมื่อท่านรับรองว่าจะช่วยแล้วท่านก็มาปรึกษากับพระโมคคัลลานะ พระอนุรุทธ พระกับปินะ หรือที่ชาวบ้านหรือพระนักเทศน์เรียกว่า “พระกบิน” ท่านทั้งหมดช่วยกันสร้างกุฏิ ๔ หลังใน ๔ ทิศ (สร้างกุฏิเพิงหมาแหงน)

            และถวายข้าวหยิบมือหนึ่ง กับข้าวหยิบมือหนึ่ง ใส่ใบไม้ และนํ้าหนึ่งฝาบาตร ผ้ากว้างคืบ ยาวคืบ หนึ่งผืน ถวายพระสงฆ์เป็นสังฆทานและวิหารทาน แล้วร่วมกันอุทิศส่วนกุศลให้มารดาพระสารีบุตร (มารดาคนนี้เคยเป็นมารดาพระสารีบุตรเมื่อ ๑๐๐ ชาติที่แล้วมา ไม่ใช่มารดาในชาติปัจจุบันของท่านซึ่งก่อนตายท่านเป็นพระโสดาบัน)

            เมื่ออุทิศส่วนกุศลให้แล้ว อานิสงส์บังเกิดดังนี้

            ถวายข้าวและนํ้า ทำให้เธอได้ร่างกายที่เป็นทิพย์

            ถวายผ้าคืบยาวคืบ เป็นเหตุให้เธอได้เครื่องประดับที่เป็นทิพย์

            ถวายกุฏิเพิงหมาแหงน เป็นเหตุให้เธอได้วิมานที่สวยงามมาก

            ถวายนํ้า ๑ ฝาบาตร เป็นเหตุให้เธอได้สระโบกขรณี

            เมื่อยามราตรีเธอก็ปรากฏกายพร้อมทั้งวิมานและสระโบกขรณีให้พระโมคคัลลานะเห็น

            ท่านก็ถามว่า “เป็นใคร”

            เธอตอบว่า

            “ฉันคือมารดาพระสารีบุตรที่เป็นเปรต ที่พระสารีบุตรถวายสังฆทานและพระคุณเจ้าช่วยกันสร้างกุฏิถวายสงฆ์แล้วอุทิศส่วนกุศลให้”

            แสดงว่าคนฉลาดรู้จักทำบุญไม่ต้องสิ้นเปลืองมาก ก็ได้รับอานิสงส์สูง เมื่อให้เขา เขาได้รับ เราผู้ทำก็มีผลเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อให้ใครก็ตามผู้รับก็มีผลไม่บกพร่อง..”

            โปรดอย่าลืมว่า การทำบุญที่ได้บุญมากนั้น “เจตนา” นั้นสำคัญมาก เป็นแรงส่งชั้นดี การทำบุญด้วยวัตถุอันเลิศ ให้กับบุคคลอันเลิศ ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองใดๆ ทำไปด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่มั่นคง ประกอบด้วยศรัทธาอันดี ถึงพร้อมด้วยปิติเบิกบานใจ

          ผลบุญที่ได้ย่อมไพบูลย์ฉันนั้น

Read Full Post »

ธ.ธรรมรักษ์ ขออาสานำบุญสร้างมหาทานยิ่งใหญ่ เพิ่มสร้างบุญหนุนชีวิตให้เจริญในชาตินี้ครบทั้ง 3 ทานสำคัญ วัตถุทาน ธรรมทาน และอภัยทาน ตามหลักวิชาศักดิ์สิทธิ์ของโบราณาจารย์ โดยธ.ธรรมรักษ์ขอประกาศเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างมหาทานด้วยกองบุญ 14 บาท

หนึ่ง เงินทำบุญ 10 บาท ของท่านจะนำไปจัดทำสร้างบุญดังนี้หนึ่ง เป็นเจ้าภาพพิมพ์หนังสือธรรมทาน ” ปาฎิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์พลิกชีวิตให้ดี สุข รวย ฉบับธรรมทาน” ร่วมเป็นเจ้าภาพพิมพ์เล่มละ 10 บาท

***อานิสงส์การให้ธรรมทานนั้น บุญจะดลบันดาลให้ในชาตินี้เป็นผู้มีลาภ ยศ สรรเสริญ จะบังเกิดเป็นกุศลจิตแก่ทุกคนที่ได้พบเห็น เป็นเนื้อนาบุญอย่างเอนกทุกชาติของผู้สร้างที่เกิด จะได้พบและฟังธรรมจากพระอริยเจ้าปัญญาในธรรม เจ้ากรรมนายเวรร่วมยินดีในบุญ และได้รับบุญกุศลพร้อมให้อโหสิกรรมทุกกรรม

สอง เงิน 2 บาทของท่านจะไปสร้างวัตถุทาน โดยการบริจาคร่วมเป็นเจ้าภาพในการสร้างสถานปฏิบัติธรรมภูริวัฒนโณ จ.เชียงใหม่ โดยการนำของพระอาจารย์ ภาสกร ภาวิไล พระอาจารย์ที่เป็นที่เคารพยิ่งของธ.ธรรมรักษ์ในชาตินี้ เพื่อใช้เป็นสถานที่อบรมผู้ที่มาปฏิบัติโดยไม่เสียค่าใช่จ่ายแม้แต่บาทเดียว รวมถึงค่าอาหารระหว่างมาปฏิบัติธรรม ***อานิสงส์แห่งบุญนี้ จะทำให้ท่านพบแต่ความร่ำรวย มีเงินทองไม่ขาดมือ พบแต่ความสุขเจริญในชาตินี้ และเป็นเสบียงบุญในชาติภพต่อไป มีแต่คนรักใคร่บริวารมากมาย

สาม เงินที่เหลืออีก 2 บาท ของท่านเพื่อนำไปใช้ไถ่ชีวิตโคกระบือ และสงเคราะห์สัตว์ ที่วัดศรีโสดา จ.เชียงใหม่ วัดที่ครูบาเจ้าศรีวิชัย ครูบาอาจารย์สูงสุดของธ.ธรรมรักษ์ ที่ได้มาปฏิสังขรณ์เป็นวัดแรกในการสร้างถนนขึ้นพระธาตุดอยสุเทพเมื่อเกือบ 80 ปีก่อน

***อานิสงส์ของบุญกุศลนี้ จะดลบันดาลให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง แม้ยามมีภัยจะมีคนมาช่วยเหลือทันเวลา กรรมหนักหรือวิกฤตในชีวิตจะคลายตัวลงหรือหมดสิ้นไปอย่างรวดเร็ว โรคเวรโรคกรรมจะยุติลง

ข้อตกลงกันในการร่วมสร้างบุญ ให้ท่านเลือกหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งที่จะเป็นเจ้าภาพพิมพ์ไม่ว่าจะ 1 เล่ม 100 เล่ม 1,000 เล่ม จะไม่มีการให้โอนเงินมาก่อนโดยการแสดงรายชื่ออย่างชัดเจนต่อสาธารณชนบนเว็บ ไซต์นี้ เมื่อครบจำนวน 5,000 เล่มต่อการพิมพ์ 1 ครั้งแล้ว จะแจ้งกลับไปตามที่ท่านให้ที่ติดต่อเอาไว้ เพื่อให้โอนเงินมาพร้อมค่าจัดส่งที่จะคิดตามน้ำหนักของไปรษณีย์ ไม่รับการโอนเงินล่วงหน้าแต่ประการใดไม่ต้องส่งมา ท่านต้องการหนังสือกี่เล่มให้เอา 14 บาทคูณด้วยจำนวนเล่ม เช่น 1 เล่ม 14 บาท 10 เล่มเท่ากับ 140 บาท 100 เล่มเท่ากับ 1,400 บาท

-ท่านจะได้รับหนังสือตามจำนวนที่ท่านเป็นเจ้าภาพตามที่อยู่ที่ระบุเอาไว้ หรือต้องการจะให้ส่งไปที่ใดให้ระบุอย่างชัดเจนจะนำส่งให้ตามที่ต้องการ-การ ไปบริจาคเงินนั้นจะบริจาคในนามของท่านทั้งการสร้างวัตถุทานและสงเคราะห์สัตว์และจะแสดงใบอนุโมทนาบัตรในเว็บไซต์นี้

***ส่วนท่านที่ร่วมเป็นเจ้าภาพในโครงการมหาทานครั้งก่อนนั้นให้ใช้จำนวนเงิน ใหม่ตามนี้ ท่านใดที่จะสร้างกองบุญเพิ่มเติมให้แจ้งความจำนงไว้ในเว็บบอร์ดหรือติดต่อ เจ้าหน้าที่ประสานงาน

…………..

หนังสือ ” ปาฎิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์พลิกชีวิตให้ดี สุข รวย ฉบับธรรมทาน

เนื้อหาภายในเล่ม : สร้างมหาบุญกุศลง่ายๆ ด้วยตัวเองทุกวัน อโหสิกรรมเป็น ชีวิตเปลี่ยน บูชาเทวดาประจำตัวอย่างไรถึงเกิดผล แก้ไขเรื่องการเงินอย่างเร่งด่วนฉับพลันต้องทำอย่างไร โรคเวรโรคกรรมแก้ได้ที่เจ้ากรรมนายเวร สวดมนต์อย่างไรถึงจะดีกับชีวิต ฯลฯ

ท่านสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เจ้าหน้าที่ประสานงาน โทร. 083-1878304 หรือ email : temchaivanich@gmail.com

รายละเอียดหนังสือธรรมทาน

Read Full Post »

มาถึงตอนนี้เรารู้แล้วว่าการที่จะให้ชีวิตมีความสุข ความเจริญนั้น เราต้องมีการสร้างบุญและการขออโหสิกรรม ที่จำเป็นต้องทำไปควบคู่กันตลอด หมายความว่าทั้งเพิ่มบุญและทั้งลดกรรมหรือขออโหสิกรรมไปด้วย

 

ยังมีอีกหลายคนที่รู้จักแต่การไปสร้างบุญ…แต่ยังไม่รู้จักแรงแห่งบุญหรือพลังแห่งบุญ

 

คนที่มีชีวิตตั้งอยู่ในความประมาทนั้น จะเริ่มหรือคิดจะทำบุญก็ต่อเมื่อคิดว่าตัวเองมีเคราะห์หรือเริ่มจะโชคร้าย จึงเริ่มวิ่งไปสร้างโน่นสร้างนี่ ถวายเงิน ถวายทรัพย์สินกันวุ่นวาย

 

จงรู้ไว้เถิดว่า การทำบุญนั้นทำได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องรอให้เกิดเหตุการณ์เสียก่อน

 

แต่สำหรับคนที่ไม่ประมาทในชีวิตนั้น เขาจะสร้างบุญตลอดเวลา เป็นการเก็บเสบียงตุนไว้ยามที่ขาดแคลนจะได้หยิบฉวยมาใช้ได้ทัน และยังเอาบุญที่มีไปช่วยเผื่อแผ่สงเคราะห์ผู้อื่นได้ด้วย

 

เป็นเหมือนเงินฝากประจำแบบพิเศษ ที่สามารถเบิกถอนมาใช้ได้ตลอดเวลาและเต็มจำนวนด้วยถ้าเรารู้จักวิธีที่จะเบิกมาใช้ได้ และทันกาลเวลา

 

ในหนังสือพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตโต) ให้ความหมายของคำว่า “บุญ” ไว้ว่า บุญคือ เครื่องชำระสันดาน ความดี กุศล ความสุขความประพฤติชอบทางกาย วาจาใจ และกุศลธรรม

 

ประเภทของบุญ

“บุญ” หรือ “ปุญญ” แปลว่า ชำระ หมายถึงการทำให้หมดจด ปราศจากมลทิน เครื่องเศร้าหมอง อันได้แก่ ความโลภ (โลภะ) ความโกรธ (โทสะ) และ ความหลง (โมหะ)

 

มีพุทธพจน์ ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า “ท่านทั้งหลาย อย่ากลัวต่อบุญเลย เพราะคำว่าบุญนี้เป็นชื่อของความสุข”

 

จริงๆ แล้วหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า เราสามารถ สร้างบุญได้หลายทางไม่เพียงแค่ตักบาตรหรือทำสังฆทาน หรือการได้ช่วยเหลือคนอื่นเท่านั้น

 

วิธีการสร้างบุญนั้นมีถึง ๑๐ ช่องทาง ซึ่งในทางพระพุทธศาสนานั้นเรียกว่า บุญกริยาวัตถุ ๑๐ ทั้งนี้ก็เพื่อกำจัดเครื่องเศร้าหมองทั้ง ๓ คือ ทั้งความโลภ ความโกรธ ความหลง แบ่งออกเป็นข้อๆ ดังนี้

๑. ทานหรือการให้ เพื่อกำจัด ความโลภ เป็นการให้สิ่งที่ตนมี หรือ ตนเป็นเจ้าของ แก่บุคคลอื่นๆ ทั้งทรัพย์สินเงินทอง ความรู้ ความสามารถ ก็สามารถให้ได้ทั้งนั้น เช่น การตักบาตร การบริจาคทรัพย์ ถวายสังฆทาน การสอน การให้การอบรมตักเตือน เป็นต้น

 

สิ่งเหล่านี้ถือเป็น การบริจาค เป็นการให้ที่เรียกว่า จาคะ เพราะเมื่อเราทำทานแล้วจะทำให้จิตใจสดชื่น แจ่มใสจากการให้ เราให้อย่างไม่หวังผลตอบแทนและไม่กลับมานั่งเสียดาย ซึ่งนับเป็นบุญอย่างหนึ่ง แต่ก็มีการให้บางอย่างก็ไม่สมควรให้เพราะจะทำให้บุคคลอื่นเกิดโทษหรือผิดศีลและเกิดเป็นบาปได้

 

๒. ศีลหรือการรักษาศีล เพื่อรักษาความสมดุล ความเป็นผู้ปรกติ กำจัดความโกรธ ความประพฤติที่ไม่ละเมิด รักษาความสำรวมทั้งทางกาย วาจา และ ใจไว้ อย่างเช่น การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการลักทรัพย์ งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม งดเว้นจากการพูดเท็จ หรือ พูดส่อเสียด และ งดเว้นจากการดื่มสุรา หรือ เสพสิ่งเสพติด เป็นต้น

 

๓. ภาวนาหรือ การทำสมาธิ วิปัสนา เป็นการ การอบรมจิต ทำให้มีความรู้ ความเข้าใจ เกิดสติปัญญา ความรู้ที่แท้จริง

 

๔. ความเป็นผู้นอบน้อม ต่อผู้ที่ควรนอบน้อม (อปจายนะ) เมื่อเราเป็นผู้อ่อนน้อม ถ่อมตน จะทำให้จิตใจเรานั้นอ่อนโยนลง ทำให้เข้าใจถึงความสำคัญของบุคคลอื่น ไม่ทำร้ายบุคคลอื่น และ ไม่หลงตนเอง

 

๕. ความขวนขวายในกิจ หรือ งาน ที่ควรกระทำ (เวยยาวัจจะ) การงานที่ทำไม่ว่าทำงานอะไร การตั้งใจทำงานนั้นให้ประสบความสำเร็จ มุ่งมั่นตั้งใจ จะทำให้จิตใจของเรานั้น มีสมาธิการในช่วงเวลาของการทำงานนั้นๆ เป็นการฝึกสมาธิอีกทางหนึ่ง

 

๖. การให้บุญที่ตนถึงแล้ว แก่บุคคลอื่น (ปัตติทาน) เช่นการอุทิศแผ่ส่วนบุญ ส่วนกุศล การกวดน้ำ เป็นต้น การทำเช่นนี้ทำให้จิตใจเรานั้น มีความอ่อนโยน ปรารถนาดีให้กับบุคคลอื่น ต้องการให้บุคคลอื่น มีความสุขเช่นเดียวกันตน เมื่อจิตใจเป็นเช่นนี้ การทำผิดศีล ก็จะไม่เกิดขึ้น อีกทั้งยังสร้างความเมตตา กรุณา ในใจของเราอีกด้วย

 

๗. การยินดีในบุญที่คนอื่นถึงพร้อม (ปัตตานุโมทนา) เช่น เห็นคนอื่น ทำบุญตักบาตร เมื่อเราพลอยปลื้มปิติยินดี กล่าวอนุโมทนา เพียงเท่านี้ก็ได้บุญแล้ว เพราะ การยินดีกับบุญที่บุคคลอื่นทำ นั่นหมายถึง เรามีมุทิตาจิต ทำให้จิตใจเราผ่องใสขึ้น ทำให้ละความโกรธ และ ความหลงลงได้

 

๘. การฟังธรรม (ธัมมัสสวนะ) ไม่ว่าจะฟังธรรมโดยตรง หรือ จากสื่อวิทยุ โทรทัศน์ จากสื่ออื่นๆ  ก็จัดว่าเป็นการฟังธรรมทั้งสิ้น การฟังธรรม และ นำธรรมะที่ได้รับนั้นไปปฏิบัติ จะทำให้เรามีจิตใจที่อ่อนโยน มีการประพฤติปฏิบัติตนได้ถูกต้อง ไม่ทำผิดศีล เกรงกลัวต่อบาป และ ยังทำให้เรามีสติ มีสมาธิ อีกด้วย

 

๙. การแสดงธรรม (ธัมมเทศนา) เมื่อได้ศึกษาธรรมะจนเข้าใจถูกต้องแล้ว เราได้มีการถ่ายทอดให้แก่บุคคลอื่น นับเป็นบุญประการหนึ่งด้วย เพราะได้ทำให้คนอีกหลายๆคน ได้มีมุมมองการใช้ชีวิตที่ถูกต้อง ตามธรรมะที่แสดงไปนั้น และ เท่ากับเป็นการสืบทอดพระศาสนาของพระบรมศาสดาด้วย แต่ไม่ทุกคนที่จะสามารถแสดงธรรมได้ถูกต้อง หากตนเองไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ก็อาจจะเพียงแนะนำให้บุคคลอื่นได้ไปอ่าน ไปศึกษา หลักธรรม เพียงเท่านี้ ก็ได้บุญแล้วเช่นกัน

 

๑๐. การกระทำความเห็นให้ตรง หรือ สัมมาทิฏฐิ (ทิฏฐุชุกรรม) การมีความคิดเห็นที่ตรง ที่ถูกต้องนั้น จะทำให้เราประพฤติปฏิบัติตน เป็นคนดี สามารถละเว้นความชั่ว หรือทิฐิของตนได้ ซึ่งเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีความคิดเห็นที่ตรงนั้น ต้องศึกษาอย่างจริงๆจังๆ และ ต้องหัดสังเกตตนเองอยู่บ่อยๆ เมื่อทำเช่นนี้ ก็จะทำให้เรา สติ อยู่กับตนเอง การมีสติ ก็จะทำให้เรางดเว้นการทำบาปทั้งปวงเช่นกัน

 

เมื่อเราทราบถึงวิธีการสร้างบุญที่ถูกต้อง แล้วก็ขอให้ระลึกไว้ในใจเลยว่า

ทั้งการทำทานบางทาน การรักษาศีล ภาวนา เป็นการทำบุญที่ลงทุนที่น้อยที่สุด แต่ได้ผลมากที่สุด และการสร้างบุญนั้นทำได้ทุกเวลาสถานที่และบางครั้งไม่ต้องใช้เงินเลยแม้แต่บาทเดียว!

 

ในเรื่องของการทำบุญ และการทำทาน ยุคนี้เราเอาไปปนกันมั่วไปหมด จนหลายคนไม่เข้าใจแยกแยะไม่ออก จึงอยากจะเปรียบให้ฟังแบบง่ายๆ เข้าใจ

 

การทำทานนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำบุญ และทำให้เราเกิดบุญซึ่งเป็นผลจากการทำทานนั้น เหมือนเรานั้นอิ่มเพราะเรากินข้าว

 

การกินข้าวนั้นเป็นเพียงหนึ่งช่องทาง เป็นเพียงวิธีหนึ่งที่ทำให้เราอิ่ม แต่ยังมีอาหารอีกหลายอย่างที่ทำให้เราอิ่ม ไม่ว่าการกินขนมปัง กินพืชผัก ซึ่งก็คือ การที่จะได้ผลบุญนั้นจึงมีหลายช่องทางที่เป็นบุญกริยาวัตถุ ๑๐ ดั่งที่กล่าวมาแล้ว

และให้สังเกตง่ายๆ ว่า การทำบุญนั้นเป็นหนทางแห่งความดี ผลของการทำบุญนั้นไม่มีบาปใดๆ ทั้งสิ้น แต่การให้ทานบางอย่างนั้นเป็นบาปไม่ได้บุญ เช่น การให้เงินคนไปกินเหล้า การให้เงินคนไปทำชั่ว และสิ่งของที่ทานไปนั้น ย่อมเกิดมาจากเหตุที่ว่าได้ให้อะไรเป็นทานเป็นของดีหรือของเลว การปล่อยสัตว์ที่ไม่รู้จักนิสัยความเป็นอยู่ของสัตว์ อย่างเอาปลาไปปล่อยในที่น้ำน้อย ปล่อยกบในที่แล้ง เป็นต้น

 

อยากจะฝากท่านผู้อ่านเรื่องหนึ่ง ถือว่าเป็นการนำเสนอในเรื่องของการทำบุญแบบใหม่ที่นิยมกันมากในสมัยนี้เพราะมันง่ายและสะดวกสบาย ก็คือ การทำสังฆทานถังเหลืองในยุคปัจจุบัน ซึ่งการซื้อถังเหลืองที่มีของบรรจุที่ไม่มีคุณภาพนั้น บอกได้เลยว่าได้บุญน้อยเอามากๆ

 

ทำไมถึงบอกเช่นนี้ ก็เพราะว่าสิ่งของในถังเหลืองนั้นบางเจ้าที่เขาจัดทำนั้น เอาสิ่งของที่พระภิกษุสงฆ์นั้นไม่ได้ใช้เลยใส่เข้าไป พอกเข้าไปให้ดูเยอะสมราคา หรือมากกว่าราคาที่เราซื้อ แต่คนรับเขาไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย เป็นทานที่ได้บุญน้อยมาก ไม่มีกำลังเพราะไม่ตรงกับความต้องการ ไม่ได้ทำให้คนที่ได้รับไปใช้เป็นประโยชน์

 

ยกตัวอย่างเช่น เครื่องชงต่างๆ ที่ไร้คุณภาพ น้ำดื่มที่เป็นขวด ผ้าอังสะที่พระภิกษุสงฆ์ใช้นุ่งห่มก็บางแบบใส่แล้วมันดูไม่งาม และที่ต้องทำให้บางคุณภาพต่ำก็เพื่อให้ราคาถูก หลายสิ่งหลายอย่างที่พระคุณเจ้าทั้งหลายได้รับสังฆทานจากญาติโยมแล้วก็ไม่ได้ใช้มีมากมาย

 

แต่สิ่งที่ท่านต้องการและจำเป็นต้องใช้ไม่ค่อยมีคนใส่ลงไป เช่น เครื่องเขียน สมุด ดินสอ พระภิกษุสงฆ์นั้นท่านต้องใช้เรียนหนังสือ ท่านต้องเจียดเอาปัจจัยที่ญาติโยมถวายไปซื้อหา ผ้าเช็ดตัวที่มีคุณภาพ เช็ดหน้าแล้วเส้นใยไม่หลุดร่วงติดตามหน้า ตามร่างกาย

 

ยาสระผม ที่ท่านต้องใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันโกน ที่ท่านต้องปลงผม ใบมีดโกนที่มีความคม คุณภาพดี โกนแล้วไม่กินหนังหัว กินผม รองเท้าที่มีความนุ่ม หนังสือธรรมะ หนังสือทั่วไปที่เกิดประโยชน์ เหล่านี้เป็นต้น

ซึ่งในยุคนี้การทำทานในสังคมที่ขาดความรู้ ความเข้าใจที่ถูก จึงต้องมีสติ มีปัญญาประกอบด้วยถึงจะเป็นผลบุญที่ดีได้

Read Full Post »

ส่วนในเรื่อง เจ้ากรรมนายเวร ที่เป็นวิญญาณ นั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และมันอาจจะยากมากในการที่จะรับรู้จนนำไปถึงความเชื่อของใครหลายคน  เพราะเวลานี้สภาพของเราและเขา ตอนนี้มันเป็นการอยู่กันคนละมิติ คนละภพชั้นกัน เป็นเรื่องของจิตที่ละเอียดและจิตที่หยาบเข้าหาติดต่อกันไม่ได้

เจ้ากรรมนายเวรแบบที่ไม่มีชีวิตเหลือเพียงวิญญาณ ที่เป็นเจ้ากรรมแบบนี้ออกจะดูเป็นแนวเหลือเชื่อ เหนือจริงเพราะเราจับต้องพิสูจน์ไม่ได้ เพราะเจ้ากรรมประเภทนี้เป็นเพียงดวงจิตวิญญาณ ที่ยังทนทุกข์ทรมานอยู่ทั้งที่มาจากการกระทำของเราและมาจากกรรมของตัวเขาเองที่ทำไว้

ที่บอกว่าเหลือเชื่อก็เพราะ เราพิสูจน์แบบตาเห็นไม่ได้ หลายคนเลยพาลคิดว่าไม่มีจริง ก็เหมือนกับกระแสไฟฟ้าที่เรามองไม่เห็น แต่ทำไมมีพลังทำให้ตู้เย็นนั้นเย็นได้ ถ้าไม่มีพลังงานจริงทำไมทำให้กระทะไฟฟ้านั้นร้อนขึ้นมาได้ เหมือนกับคลื่นวิทยุ ที่เรามองไม่เห็นแต่ทำไมเราเปิดวิทยุถึงมีเสียงขึ้นมาได้

เมื่อเราเชื่อทางวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ร้อยปี แต่ทำไมเราไม่เชื่อเรื่องในพุทธศาสนา ที่เหล่าสุดยอดนักวิทยาศาสตร์บอกว่า เหนือกว่าวิทยาศาสตร์หลายเท่าตัว

 

เรื่องบางเรื่องที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้มีอยู่จริงในโลก

และบางคนที่ไม่เชื่อในเรื่องของกรรม การทำบุญ ทำทาน ทำกุศลแก่ผู้อื่น ยิ่งไปกันใหญ่เหมือนยังจมอยู่ในน้ำที่ลึก นับวันยิ่งจมดิ่งลงไปเรื่อยๆ ไม่มีทางที่จะมีแรงพยุงตัวขึ้นมาพบแสงสว่างหรืออากาศที่ลอยอยู่เหนือน้ำได้เลย

อย่างที่เรียนให้ทราบไปแล้วว่า ในโลกนี้นอกจากมนุษย์ สัตว์ต่างๆ ที่มีร่างกาย พืชต่างๆ แล้วยังมีสรรพสัตว์อื่นๆ รวมอยู่ด้วยทั้งที่ไม่มีร่างกายเช่น พรหมเทพเทวดา วิญญาณต่างๆ ซึ่งอยู่ในภพภูมิอื่นรวมกันถึง 31 ภพภูมิ รวมถึงเจ้ากรรมนายเวรประเภทที่มีเพียงวิญญาณด้วย ที่รอการไปเกิดในภพภูมิใหม่ หรือกำลังชดใช้กรรมต่างๆ อยู่ หรือเสวยบุญอยู่ในภพต่างๆ ด้วย

ฉะนั้นครูบาอาจารย์ ท่านจึงเน้นการทำบุญ ทำทาน ต้องถือศีล ปฏิบัติธรรม ด้วยการเจริญสมาธิภาวนา เพื่อให้จิตมีพลังสูงขึ้น สามารถส่งผ่านความรู้สึกที่ดีงามไปถึงอีกฝ่ายหนึ่งได้ถูกต้อง เพราะเมื่อผู้รับเป็นจิตวิญญาณ ที่มีความละเอียดของกายที่แตกต่างจากมนุษย์ทั่วไป เราก็มีทางเดียวที่จะสื่อสารกับเขาได้ก็ด้วยจิตเหมือนกันกับเขา

เจ้ากรรมนายเวรที่เป็นวิญญาณนั้น ตอนนี้เขาไม่มีร่างที่จะให้เราจับต้องหรือพูดคุยสื่อสารกันซึ่งๆ หน้าได้ เขาสละร่างทิ้งไปแล้ว เหลือแต่เพียงจิตละเอียดที่ยังล่องลอยอยู่ ไม่ว่าจะอยู่ในชั้นไหนก็ตาม การที่เราจะสื่อกับเขาได้นั้น ตัวเราเองต้องปรับสภาพตัวเราให้เป็นจิตเหมือนเขา จิตต่อจิตที่สื่อสารกันให้เป็นเหมือนเครื่องรับ เครื่องส่งวิทยุที่ต้องมีความถี่ในระนาบเดียวกันถึงจะรับคลื่นเดียวกันได้

การที่เราจะสื่อกับเขาได้ เพื่อจะไปขอโทษ ขออโหสิกรรมเขาได้นั้น เราต้องฝึกจิต ซึงมาจากการทำสมาธิภาวนาให้จิตของเราเป็นอย่างเดียวกับเขาหรือใกล้เคียงกัน เราต้องฝึกการรวบรวมจิตให้แข็งกล้า โดยการทำสมาธิเป็นการรวมจิต ปรับจากจิตที่หยาบให้ละเอียดขึ้น ปรับมาจากความวุ่นวาย ความฟุ้งซ่านที่มีให้เป็นจิตหนึ่งเดียว พุ่งตรงไปหาที่เจ้ากรรมนายเวร ไม่ต้องวอแววอกแวกไปผิดทิศผิดทางได้อีก

ซึ่งมีครูบาอาจารย์หลายท่านที่สั่งสอนไว้ว่า ยิ่งเราทำสมาธิได้นิ่งมากเท่าไหร่จิตเราก็ยิ่งแกร่งกล้ามากใหญ่ขึ้นเท่านั้น จิตก็จะเดินทางไปได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น มีอำนาจมากขึ้นเท่านั้น

เมื่อเราทำสมาธิได้ สามารถรวมจิตได้แล้ว เราก็จะสื่อถึงเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นวิญญาณได้ดี บางคนที่เริ่มทำสมาธิอาจนิ่งน้อย ก็รวมจิตได้น้อย สื่อไปหาเจ้ากรรมนายเวร เขาก็รับรู้แต่เราสัมผัสไม่ได้ ทั้งที่อยู่สภาพเดียวกัน คือ จิตเหมือนกัน แต่ที่ยังสัมผัสไม่ได้ก็เพราะจิตยังมีขนาดที่ไม่เท่ากัน

ขอให้รู้เถอะว่า ครูบาอาจารย์ที่เราเคยได้อ่านไม่ว่าจะเป็นพระ เป็นฆราวาส ที่ฝึกจิตจนสามารถติดต่อกับวิญญาณได้นั้น เป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น บางท่านก็ไม่พูดเพราะไม่ใช่กิจธุระอะไรของท่านที่ต้องมานั่งโอ้อวด

ถ้าหากเราได้ฝึกสมาธิมานานแล้ว รวมจิตได้มากสัมผัสได้ บางครั้งเจ้ากรรมนายเวรอาจจะมาแสดงให้เราเห็นก็มี ซึ่งเมื่อเราสัมผัสได้เมื่อพยายามสื่อถึงเขา บางคนอาจจะขนลุก หรือเห็นภาพต่างๆ เป็นเพราะเขาอยากจะให้เรารู้ว่า เราเคยกระทำอะไรมาบ้าง การฝึกจิตที่ดีได้นั้น ต้องเริ่มมาจากบุญที่มาจาก ทาน ศีล ภาวนา

ผลของทานเป็นปัจจัยให้ได้ลาภสักการะ

ผลของการรักษาศีลให้เกิดความสุขหลายๆ ประการ

ผลของการเจริญภาวนาและศึกษาธรรม เป็นเหตุให้เกิดปัญญามีความฉลาด

ขอให้เรามีศรัทธา ทำทานไปเรื่อยๆ ทั้งทานภายนอก ทานภายใน รักษาศีลทั้งศีลภายนอกและภายในให้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในชีวิต คือรักษากาย วาจา และใจ ให้มันเป็นปกติ หรือรักษาจิตนั่นเอง คอยมีสติปกครองจิตใจ สิ่งใดไม่ควรคิดก็ไม่คิด สิ่งใดไม่ควรพูดก็ไม่พูด สิ่งใดไม่ควรทำก็ไม่ทำ เพราะเรามีสติรู้อยู่ว่าเราเป็นผู้มีศีล

บุญและการขออโหสิกรรมที่จะรับส่งได้ ก็ต้องอาศัยผู้ที่มีจิตละเอียดเป็นสื่อด้วยเช่นกัน เหมือนคลื่นความถี่ทางวิทยุหรือโทรทัศน์ หากไม่ปรับจูนให้ถูกต้องก็ไม่สามารถรับได้เลย หรือรับได้ก็ไม่ชัดเจน

การที่เรารู้จักวิธีช่องทางเหล่านี้ ทั้งการส่งแรงบุญ หลักธรรมการแก้ไขวิบากกรรมหรือขออโหสิกรรมเหล่านี้ ด้วยหลักของเมตตาธรรม การทำสมาธิและการแผ่เมตตาให้ถูกต้องถูก เหมือนการส่งของทางไปรษณีย์หรือทางอีเมล์ ที่เราต้องรู้ชื่อ รู้ที่อยู่ของคนรับอย่างชัดเจน เขาจะได้รับแบบเต็มๆ

เพราะบางครั้ง เราอาจจะพยามยามส่งแรงบุญ แรงจิตแห่งการอโหสิกรรมไปถึงเขาแต่เขาไม่ได้รับเลย ไม่รู้เรื่อง หรือรับได้แต่น้อยมาก เป็นแค่ปลายๆ อย่างนี้เราทำแทบตาย เขาก็ยังโกรธแค้นเหมือนเดิม และรอเวลาที่จะมาทวงเอาคืน

ระหว่างคนที่คอยระวังตัวมั่งไม่ระวังตัวมั่ง หรือไม่รู้ตัวกับคนที่คอยที่จ้องรอทำร้ายอยู่ ใครจะสำเร็จในจุดมุ่งหมายก่อนกัน มันก็ต้องเป็นคนที่จ้องสิ เพราะคนที่ระวังมันย่อมพลาดกันได้ มันจะต้องสร้างบุญเป็นเกราะบังตัวเราไว้บ้าง

    

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากๆ เราต้องเข้าใจและปฏิบัติให้ถูกต้อง ถ้าอยากให้ชีวิตที่เหลืออยู่นี้มีความสุข

เป็นการดีมากที่เราจะบอกเขาว่า เรารับรู้และเราได้รับผลกรรมที่เคยกระทำต่อเขาแล้ว ทั้งเรื่องต้องเจ็บป่วย เรื่องที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน การเงิน ครอบครัวแตกแยก ผัวไปทางลูกไปทาง ทุกข์ใจแสนสาหัส และเราพยายามทำเช่นนี้ก็เพื่อขอให้เจ้ากรรมนายเวร เขามาอโหสิกรรมให้แก่เรานั่นเอง

      

หลายคนถามผมว่า ทำไมเราต้องโมทนาอุทิศบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวร

อย่างที่อธิบายไปแล้วถึงเรื่องของเจ้ากรรมนายที่มีเพียงจิตวิญญาณเราต้องติดต่อกันที่จิตเท่านั้น และสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดคือ บุญกุศลเพื่อทำให้เขาพ้นทุกข์ คนที่กำลังเดือดร้อนไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามขอบอกให้ทราบว่า ตอนนี้เจ้ากรรมนายเวรได้มาถึงตัวแล้วและยังมีอีกมากมายที่ยังมาไม่ถึงตัว เราคงต้องเตรียมเสบียงบุญกันไว้ให้เยอะเพื่อที่จะทันการ

แต่อย่างไรก็ตามเราอย่าไปโทษเจ้ากรรมนายเวรเขาเสียทุกเรื่อง เพราะบางครั้งการที่เราเจ็บป่วยตามธรรมชาติของร่างกาย เรื่องส่วนนี้เป็นเรื่องของความเสื่อม เป็นเรื่องของธรรมชาติ ที่ต้องเสื่อมไปตามกาลเวลา ตามหลักไตรลักษณ์ ที่เกิด ตั้งอยู่และดับไป

 

ไม่ใช่เจ้ากรรมนายเวรเป็นคนทำ อย่าไปโยนความผิดให้เขาอีก จะทำให้เรายิ่งลำบากเข้าไปอีก

เจ้ากรรมนายเวรนั้นเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่กำลังทำให้เรามีปัญหาชีวิตสารพัด ซึ่งในแต่ละคน แต่ละท่านนั้น ขอให้รู้ไว้เลยว่า เราทุกคนนั้นมีเจ้ากรรมนายเวรกันคนละหลายๆ ชุด ไม่ใช่ชุดเดียว เพราะกรรมที่เราทำมานั้น มันหลายภพหลายชาติเหลือเกิน

เป็นเพราะว่าในอดีตนั้นเราเคยทำกรรมไม่ดีนั้น มันต่างวาระ ต่างเรื่องราวกัน เมื่อเราพ้นจากเจ้ากรรมนายเวรชุดนี้แล้ว เขาพอใจที่เราได้ชดใช้ หรือเขายอมให้อโหสิกรรมแล้ว เขาก็จะจากไป เลิกราไปเอง

แต่หลังจากนั้นเจ้ากรรมนายเวรชุดใหม่ก็จะมาทวงต่อ เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เป็นไปตามคิว ตามวาระ จนกว่ากรรมที่เราทำมานั้นเราจะชดใช้ให้หมดสิ้นไปหรือทำให้เขาพอใจ ซึ่งบอกได้เลยว่า เป็นไปได้ยากมาก ทำไมรู้ไหม?

ก็เพราะว่ากว่าที่เราจะเกิดมาเป็นคนในชาตินี้ ตัวเราเองต้องเคยเกิดมานับแสนๆ ล้านๆ ชาติ เป็นไปหมดแล้วทุกอย่างทั้งสัตว์มีกระดูก สัตว์ไม่มีกระดูก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์เดรัจฉาน เทวดา พระมหากษัตริย์ ทาส ฯลฯ

ในหลายชีวิตของเราที่ผ่านมา เราทุกคนสะสมกักขังเจ้ากรรมนายเวรไว้มากมาย เรียกว่า ทั้งกรรมดี กรรมชั่วเราทำมาหมดแล้วทั้งนั้น มันมีมากมายเหลือจะคณานับ

แล้วการที่เราไม่มีการฝึกสมาธิ การมีจิตที่ละเอียด ไม่มีบุญบารมีที่สะสมมาเป็นเสบียงบุญพอ รับรองว่าเราไม่มีทางที่จะล่วงรู้เลยว่า เราไปทำอะไรมาบ้างในชาติก่อน

เหมือนกับเราเอากระดาษสีขาวมาแผ่นหนึ่ง วางบนโต๊ะแล้วเอาดินสอดำมาหนึ่งแท่ง แล้วเริ่มนั่งเขียนตัวอักษรอะไรก็ได้ลงไปในกระดาษแผ่นนั้น เขียนทับไปทับมาให้เต็มกระดาษหลายๆ ครั้งๆ หน แล้วเราทิ้งไว้สักครู่ ลองกลับอ่านดู

รับรองได้ว่า เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าในชั้นแรกๆ ชั้นหลังๆ นั้น เราได้เขียนตัวอักษรอะไรลงไป มันทับ มันซ้อนกันจนมันยุ่งวุ่นวาย มันอีรุงตุงนังไปหมด มันอ่านไม่ออกเลย พยายามเท่าใดก็อ่านไม่ได้

ก็เหมือนกับตัวเราในชาตินี้แหละ ที่ไม่รู้เรื่องจำอะไรไม่ได้อีกแล้วในชาติก่อน และไม่ต้องถึงชาติก่อนชาติเก่า เอาชาตินี้ก็ได้ เคยจำอะไรได้หมดทุกเรื่องหรือเปล่า

เมื่อวันนี้ของปีที่แล้วเราทำอะไรลงไป เราจำได้หมดหรือไม่ หรือเมื่อสัปดาห์ที่แล้วตอนเช้าวันนั้นเราทำอะไรบ้าง กินข้าวกับอะไร พูดอะไรไว้บ้าง หรือทำกิจกรรมอะไร มันจบสิ้นกันไปแล้ว คนละเรื่อง คนละเวลา คนละเหตุการณ์กัน

การที่เราเพียรพยายามจะกลับไปรู้ ก็เหมือนเราพยายามจะกลับแก้ไข ไปเจรจาต่อรองขอโทษ เราเอาบุญกุศลที่ดีและมีอานิสงส์ไปให้เจ้ากรรมนายเวรนั้น เปรียบเหมือนเรามียางลบคุณภาพดีเยี่ยม ที่เราต้องค่อยๆ ลบ ค่อยๆ ขอโทษ พร้อมกับขออโหสิกรรมไป เพื่อให้กระดาษหรือชีวิตของเรา ในปัจจุบันนี้ มันสะอาดและสว่างขึ้นมา หลังจากมันดำมืดไปหมดนานแสนนานแล้ว

ดังนั้นการที่เรามีสติ เตรียมตัว เตรียมพร้อมที่จะชดใช้เจ้ากรรมนายเวรนั้นเป็นส่วนที่ถูกต้องที่สุด คนเรานั้นมีหนี้เราก็ต้องชดใช้ และพร้อมๆ กับทำบุญอุทิศไปให้กับเทพ เทวดาที่คุ้มครองและช่วยเหลือเราอยู่ ท่านอาจจะเป็นกำลังสำคัญของเรา ที่จะช่วยเจรจาต่อรองกับเจ้ากรรมนายเวรให้ผ่อนจากกรรมที่หนักให้เป็นเบาได้

ทำไมถึงต้องใช้คำว่าอาจจะก็เพราะว่า เราเองนั้นมีสิทธิ์และอำนาจอะไรไปบังคับท่านได้ เราทำดี มีศีลธรรมหรือเปล่า เรามีสัจจะ มีจิตที่บริสุทธิ์ มีบุญที่ท่านควรจะช่วยได้ไหม ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งท่านกล่าวไว้ว่า

ผู้สั่งสมบุญกุศล ผู้มีศีลธรรมอันดีงาม แม้ว่าไปเกิดอุปสรรค ความขัดข้องอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา แล้วผู้นั้นตั้งจิตอธิษฐาน ถึงบุญถึงคุณที่ตนบำเพ็ญมา

 

หากบุญคุณของตนที่บำเพ็ญมานั้นมากพอ มันก็จะไปดลจิต ดลใจของเทวดา อินทร์พรหมให้ล่วงรู้ว่า โอ้ คนมีบุญ ผู้นี้กำลังประสบอุปสรรคขัดข้อง อย่างใดอย่างหนึ่ง เราจำเป็นต้องลงไปช่วย

อยากจะเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับเจ้าสัวใหญ่คนหนึ่งในเมืองไทย ที่มีกิจการการค้าเป็นแสนๆ ล้านต่อปี เป็นเจ้าสัวที่คนไทยทั้งประเทศและต่างประเทศรู้จักกันดี ซึ่งขออนุญาตไม่เปิดเผยนามของท่าน

ภรรยาของท่านนั้นป่วยเป็นโรคมะเร็ง ซึ่งหมอได้วินิจฉัยแล้วว่าต้องทำเคมีบำบัดซึ่งสร้างความกลัดกลุ้มใจให้กับผู้ป่วยและท่านเจ้าสัวมาก ความทุกข์ใจของท่านทำให้คนในครอบครัว บริวารคนใกล้ชิด ทุกคนต่างพยายามทำทุกวิธีทางที่จะให้ท่านสบายใจขึ้น

และภรรยาของท่านเจ้าสัวนั้น ได้พยายามหาหมอมือดีรักษามามากมาย จนในที่สุดต้องเดินทางไปทำการรักษาที่โรงพยาบาลในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการแพทย์สมัยใหม่ เครื่องมือที่ทันสมัย และสรุปว่าต้องทำเคมีบำบัดช่วยรักษาโรคร้ายนี้

ต่อมาก็ได้มีการเตรียมการณ์รักษา กำหนดวันทำเคมีบำบัดไว้หมดทั้งสิ้นแล้ว แต่เมื่อกลุ่มญาติของท่านเจ้าสัวได้รู้จักครูบาอาจารย์ท่านหนึ่ง ก็จึงลองเข้ามาขอความช่วยเหลือเพื่อที่อยากจะทราบว่าพอจะมีทางใดที่จะช่วยภรรยาของท่านเจ้าสัวได้บ้าง เพราะทางวิทยาศาสตร์นั้นหมดปัญญาแล้ว

ครูบาอาจารย์ท่านนี้ก็ได้ใช้สมาธิฌานที่แกร่งกล้า ท่านเป็นเหมือนคนกลางที่ย้อนกลับไปดูเรื่องราวในอดีตของภรรยาท่านเจ้าสัว จึงได้รู้ความเป็นมาของภรรยาท่านเจ้าสัวในอดีตชาติว่า เป็นผู้หนึ่งที่เคยร่วมบารมีสร้างพระพุทธรูปทองคำ ที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

บุญกุศลของท่านในครั้งนั้นจึงส่งผลให้ท่านในชาตินี้นั้นอุดมไปด้วยทรัพย์มากมาย มีคนเคารพยกย่อง อยู่ในชาติตระกูลที่ดีมีชื่อเสียง แต่เพราะกรรมเก่าบางตัวที่ติดค้างกับเจ้ากรรมนายเวรนั้นทำให้ท่านต้องเป็นโรคร้ายนี้

ครูบาอาจารย์จึงได้แนะนำบอกกับญาติของภรรยาท่านเจ้าสัวให้ไปดำเนินการทำบางอย่างซึ่งเป็นการทำบุญใหญ่และทำการอุทิศบุญต่อเจ้ากรรมนายเวร ที่ส่งผลต่อการเจ็บป่วยในครั้งนี้ และก็ได้มีการทำตามทุกอย่างที่ครูบาอาจารย์แนะนำทุกประการ

จนเมื่อถึงวันที่ภรรยาท่านเจ้าสัวไปทำเคมีบำบัดที่เมืองนอก แพทย์ที่โรงพยาบาลนั้นก็ต้องตกใจ เพราะเมื่อทำการเอ็กซเรย์อีกครั้ง เพื่อจะทำเคมีบำบัด ก็พบว่าก้อนเนื้อร้ายที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับภรรยาท่านเจ้าสัวนั้น หายไป

และภรรยาของท่านเจ้าสัวไม่ต้องเข้าทำเคมีบำบัดแต่อย่างใด! ปัจจุบันท่านได้หายจากโรคร้ายแล้ว ที่อยากจะสรุปว่า ภรรยาท่านเจ้าสัวนั้นรู้ช่องทางในการไปเชื่อมบุญเก่าและใหม่ทันรวมถึงการไปขออโหสิกรรมที่ตรงช่องทางที่สุด จึงหายได้

เรื่องต่อมาอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของท่านนายพลเอกแห่งกองทัพอากาศ ที่มีชื่อเสียงอีกท่านหนึ่ง เคยมีตำแหน่งทางการเมืองใหญ่โต ต่อมาท่านป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง ซึ่งต้องทนทุกข์ทรมานมาก ไปไหนมาไหนไม่ได้ไกล เพราะจะเหนื่อยมาก และท่านก็ดั้นด้นไปหาครูบาอาจารย์ให้ช่วยเหลือ

ครูบาอาจารย์จึงได้ย้อนกลับไปดูกรรมเก่าในอดีต และพบว่าในชาติที่แล้วท่านเป็นแม่ทัพนายกองใหญ่คนหนึ่งในอดีต เป็นคนสำคัญของบ้านเมือง เป็นคู่บุญของผู้มีบุญบารมีมากคนหนึ่งในแผ่นดิน

เพราะหน้าที่และความจำเป็นในการต้องหาเงินมาช่วยบำรุงบ้านเมืองที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งใหม่ หลังจากถูกชาติเพื่อนบ้านเข้ามาทำลายพังพินาศ และต้องมีการย้ายเมืองหลวงซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมากในการสร้างเมืองเพื่อความผาสุกของราษฎร

จึงต้องขายฝิ่นซึ่งในตอนนั้นยังเป็นของถูกกฎหมาย ถึงแม้จะเป็นของถูกกฎหมาย แต่ก็ไม่ถูกต้องในเรื่องของศีลธรรม มีคนจำนวนมากที่ต้องติดฝิ่น ร่างกายสูบผอม ประกอบอาชีพที่สุจริตไม่ได้ ครอบครัวต้องเดือดร้อน เป็นห่วงลูกโซ่แห่งกรรม ที่ร้อยต่อกันเชื่อมไปอีกหลายคน

ผลบุญที่ท่านทำเพื่อบ้านเมืองทำให้ท่านนายพลคนนี้มีบุญวาสนาที่สูงส่งเป็นที่นับหน้าถือตาในบ้านเมืองในชาติต่อมา และเช่นกันในผลแห่งการทำบาปต่อผู้อื่น

ทำให้ท่านต้องมาทนทุกข์ทรมานแก่โรคร้ายเป็นโรคถุงลมโป่งพอง เหมือนกับในอดีตที่คนสูบฝิ่นต้องเป็นเพราะฤทธิ์ของยาเสพติด ครูบาอาจารย์ท่านเห็นเจ้ากรรมนายเวรในชาติก่อนที่มาเกิดในชาตินี้เหมือนกัน ซึ่งยังมีแรงอาฆาตฝังอยู่และรู้ว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหน

ก็บอกให้ท่านนายพลไปทำการขออโหสิกรรมกับเขาเสีย จะได้พ้นวิบากกรรมนี้ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๒ คน คนแรกเป็นคนที่ท่านคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว จึงง่ายในการที่จะทำการขออโหสิกรรม

แต่แล้วท่านก็สามารถทำตามที่ครูบาอาจารย์บอกได้เพียงแค่ครึ่งเดียว เพราะอีกคนหนึ่งนั้นในชาตินี้นั้นเป็นคนที่ท่านไม่สามารถจะทำใจไปขออโหสิกรรมได้ด้วยเหตุผลส่วนตัว การไปขออโหสิกรรมนั้นสำเร็จเพียงครึ่งก็ส่งผลทำให้ท่านมีอาการดีขึ้นจากโรคร้าย

แต่เป็นแค่ครึ่งเดียว ไม่มีทางหายขาดได้เพราะอีกคนท่านไม่ได้ไปขออโหสิกรรมเขา จึง ต้องยอมรับวิบากกรรมที่ทำไว้ต่อไป

ที่เอาเรื่องนี้มาเล่าทั้งสองเรื่องเพื่อจะยืนยันและบอกว่า ในเรื่องของกรรมนั้น มีเพียงเจ้ากรรมนายเวรเท่านั้นที่จะทำให้เราหลุดพ้นได้ ซึ่งมาจากการให้อโหสิกรรมและการขออโหสิกรรมของเราที่จริงใจ สำนึกผิดเท่านั้น

แต่อย่าลืมว่า เขาจะยกโทษหรืออโหสิกรรมให้นั้น อยู่ที่เขาทั้งสิ้นเราไม่สามารถไปบังคับเขาได้เลยแม่แต่นิด แต่ที่จะทำให้เขาใจอ่อนมีอยู่วิธีเดียวคือการสำนึกผิดอย่างจริงใจและด้วยพลังบุญที่เราส่งไปให้

พลังบุญเป็นอย่างไร คงต้องอ่านกันอย่างละเอียดในบทต่อไปที่อธิบายอย่างชัดเจนง่ายๆ สบายๆ เอาไว้แล้ว

Read Full Post »

ในเรื่องของเจ้ากรรมนายเวรนั้น อยากจะบอกว่า คนทุกคนที่เกิดมานั้น เรามีเจ้ากรรมนายเวรของเราติดตัวมากันทุกคน และจะมีเจ้ากรรมนายเวรอยู่ ๒ แบบ จะอธิบายให้เข้าใจอย่างละเอียดก็คือ

๑. เจ้ากรรมนายเวรแบบที่มีชีวิต

๒. เจ้ากรรมนายเวรที่เป็นจิตวิญญาณอยู่

ขอเริ่มจากเรื่องของ เจ้ากรรมนายเวรที่มีชีวิต เป็นเรื่องแรกเพราะเราได้พบได้เจอและสัมผัสกันอยู่ทุกวัน และเป็นวิบากกรรมที่ส่งผลกับเราได้เร็วแบบวันต่อวันเลย ทันตาเห็นเลย

เจ้ากรรมนายเวรที่มีชีวิต ก็คือ เป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกันกับเราที่ยังมีลมหายใจอยู่ ในชาตินี้เขาอาจจะเป็นคนใกล้ตัว อาจจะเป็นพ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อน คนในที่ทำงาน เจ้านาย ลูกน้อง คนข้างบ้านหรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงที่เราเลี้ยงไว้

หรืออาจจะเป็นคนที่ไกลตัว อยู่ห่างกันก็ได้แต่ยังเฝ้ารอที่จะมาเจอเรา มาสร้างเรื่องราวให้เราต้องสูญเสีย ต้องปวดหัว หรือต้องการให้เราเจ็บช้ำน้ำใจ หรือพบอะไรที่ไม่ดีบางอย่างในชีวิต

วิธีง่ายๆ ที่เราจะรู้ได้และสังเกตด้วยตัวเองว่า เป็นเจ้ากรรมนายเวรในแบบนี้หรือไม่ ก็คือ ต้องเป็นสิ่งมีชีวิตที่จะเป็นคนหรือสัตว์ต่างๆ ที่นำความเดือดร้อนมาให้เรา มาสร้างความกังวลใจ ตอแยเรา นำความไม่สบายใจมาให้เราอยู่ตลอดเวลา

เป็นคนที่เราเห็นหน้าก็อยากจะหนีไปให้พ้น ไม่อยากพบไม่อยากเจอ แม้แต่จะทำอย่างไรหนีไปไหนก็ยังหนีไม่พ้น ประเภทนี่แหละคือ เจ้ากรรมนายเวรแบบที่มีชีวิต ที่ตอนนี้มาถึงตัวเราแล้ว

แต่เมื่อเรารู้ตัวดีแล้ว รู้จักเขาว่าเป็นใครแล้ว พยายามทำดีกับเขา เข้าใจเขา ยอมเสียสละ ยอมทำตามที่เขาขอร้อง เลี้ยงดูเขาหรือแม้กระทั่งมีเหตุการณ์บางอย่าง ที่เรามีส่วนเกี่ยวข้องมาทำให้เขาพอใจ ซึ่งก็คือ การชดใช้ที่เราอาจจะไม่รู้ตัวเลย สังเกตดูง่ายๆ ก็ได้ว่า เจ้ากรรมนายเวรพวกนี้ก็จะเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางดี พูดและทำกับเรา คิดกับเราดีขึ้น

 

ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะเขาพอใจและได้รับการชดใช้กรรม ที่เราได้เคยก่อไว้กับเขาแล้วทั้งในอดีตชาติและในปัจจุบันกรรม

 

หลายคนคงเคยได้ยินคำๆ นี้ ที่ชอบพูดกันนักว่าเป็น คู่บุญคู่กรรม หรือคู่เวรคู่กรรมอันนี้แหละชัดและถูกต้องที่สุด หรือจะเรียกว่า คู่กัด ก็ไม่ผิดแต่อย่างใด

 

เพราะทุกครอบครัวนั้น สามีภรรยาและลูกๆ หรือญาติและคนใกล้ชิดติดตัวนั้น ต่างก็เป็นทั้งคู่บุญและคู่กรรมของกันและกัน ถ้าทำบุญร่วมกันมามากหน่อย บุญกุศลที่เคยทำก็จะทำให้ครอบครัวนั้นร่มเย็นเป็นสุข ความสัมพันธ์นั้นราบรื่น ไปในทิศทางบุญที่มันควรจะเป็น

 

แต่ถ้าเป็นหนี้กรรมมากกว่าบุญ คู่นี้ชาตินี้คงอยู่กันแบบรักทรหด ต้องทะเลาะตบตีกันอุตลุตวุ่นวาย ลูกเต้ามีปัญหามาให้แก้กันตลอดเวลาตั้งแต่เด็กจนโต ญาติพี่น้องก่อเรื่องกันไม่หยุดหย่อนบางครอบครัวก็หนักหน่อย เลี้ยงลูกมาจนโตแต่ก็โตแต่ตัว แม้พ่อแม่จะแก่เฒ่าขนาดไหน ก็ยังตามมารังควาน ราวีล้างผลาญสมบัติให้มันหมดมันสิ้นไป

 

ในบางรายซึ่งไม่อยากจะได้ยินเลยก็คือ นอกจากจะไม่เลี้ยงดูพ่อแม่แล้ว ยังผลาญทรัพย์สมบัติสิ่งที่ท่านสร้างมาจนหมด สุดท้ายก่อกรรมหนักขึ้นไปอีก เอาพ่อแม่ของตัวไปปล่อยทิ้งไว้ตามยถากรรม

 

คนพวกนี้ นอกจากจะไม่รู้จักกรรมเก่าแล้วบังอาจสร้างกรรมใหม่ที่ชั่วช้ารุนแรง ถึงขั้นต้องตกลงนรกหลายขุมเสียก่อน นรกจึงส่งมาเกิดชดใช้กันอีกรอบ ซึ่งไม่รู้ว่าบุญจะพอได้เกิดมาเป็นคนอีกหรือไม่ ก็สุดแล้วแต่กรรมใครกรรมมัน

 

และสำหรับคู่ผัวตัวเมียที่มีวิบากกรรมหนัก เมื่อมันถึงกาล ถึงวาระกรรมของมัน มันทำให้เกิดปัจจัยหรือเกิดแรงส่งขึ้นมา ซึ่งร้อยทั้งร้อยมันมากจากสาเหตุสำคัญก็คือ การฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ศีลนั้นขาด หรือศีล ๕ รั่วไม่ว่าจะข้อไหนก็ตาม ทั้งคดโกง ลักทรัพย์ เบียดบังทรัพย์ แอบเม้มแอบขโมย หรือมุสาหรือโกหก หรือข้อหาเรื่องสุราซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และเป็นศีลข้อสำคัญที่จะนำให้คนที่ไม่มีสติไปผิดศีลข้ออื่นอีกมากมาย

 

ทั้งทำให้มีการล่วงประเวณี ทำร้ายกัน เมื่อศีลขาด มันไม่มีสติและปัญญาจะให้แก้ไขอยู่แล้ว มันก็ยิ่งเป็นแรงส่งให้ก่อกรรม ก่อเวรกันขึ้นมาอีกในชาติปัจจุบัน เบาะๆ ก็ตบตีทำร้ายร่างกาย แจ้งให้อีกฝ่ายถูกตำรวจจับไปขังให้สิ้นอิสรภาพ หรือแม้กระทั่งต้องถึงกับฆ่ากันตายไปข้างหนึ่ง ฝ่ายหนึ่งไปอยู่ที่วัดรอเผาเหลือแต่ฝุ่นผง อีกฝ่ายหนึ่งไปอยู่คุกแยกจากกันชั่วคราว รอละครรอบใหม่ลงโรงอีกครั้ง

 

เรื่องแบบนี้มันเป็นปัจจุบันกรรมนำไปส่งผล ให้เห็นผลแบบทันตาเห็นทั้งปัจจุบันและไปรอส่งผลให้มีการชดใช้กันในรอบใหม่ ชาติใหม่ไม่มีสิ้นสุด หลายครอบครัวยังทนอยู่กันได้ เพราะต่างคนต่างยังชดใช้ให้แก่กันและกันไม่เสร็จสิ้น

 

บางคนก็ทนอยู่จนถึงที่สุดแห่งกรรมในชาตินี้ มาให้อโหสิกรรมกันไปเมื่อต้องตายจากกันไป ชาติหน้าชาติไหนอาจจะไม่ได้พบเจอะเจอกันอีกแล้ว ต่างคนต่างไปผุดไปเกิดตามแรงเหวี่ยงของกรรมดีและกรรมชั่วที่สะสม

 

แต่บางคนเมื่อตอนยังรักกันอยู่ กรรมมันยังมาไม่ถึง ก็รักกันปานดวงใจ เคยไปร่วมตั้งสัจจะอธิษฐานขอเกิดมาอยู่ร่วมกันในชาติหน้าอีก คราวนี้แหละสนุกแน่ อย่างลืมว่าต่างคนต่างก็มีเวรมีกรรม ที่เจ้ากรรมนายเวรที่รอคิวกันอยู่อีกหลายชุดทั้งนั้น รวมถึงกรรมปัจจุบันที่แอบไปทำกันไว้ โดยที่ทั้งรู้และไม่รู้ในขณะที่มีชีวิตอยู่

 

พอชาติหน้าเกิดมา หลายคนจึงต้องชดใช้กรรมกันก่อนที่เสวยบุญ อย่างอาทิเช่น ผัวได้เกิดมาเป็นคน แต่เมียได้เกิดมาเป็นสัตว์ หรือจะสลับกลับกันก็ไม่แปลก เกิดมาเป็นสัตว์เลี้ยงไม่ว่าจะเป็น หมา แมว วัว ควาย อะไรก็ตาม

 

ด้วยเหตุนี้คนกับสัตว์ก็ต้องอยู่ด้วยกัน ผูกพันกันไปตามแรงสัจจะอธิษฐาน เลี้ยงดูกันทั้งเป็นแรงงาน เป็นเพื่อนกันไปจนตายจากไปข้างหนึ่ง หรือแล้วแต่ที่ใครจะไปหมดเวรหมดกรรมกันก่อน

 

และถ้าต่างฝ่ายต่างเกิดมาเป็นคนเหมือนกัน แต่เป็นเพศเดียวกัน คือเป็นผู้ชายกับผู้ชาย ผู้หญิงกับผู้หญิง ก็ต้องมาเจอะเจอกันอีก กลายเป็นคู่กระเทย คู่เกย์ คู่ทอมกับดี้ สร้างความชุลมุนวุ่นวายกันไปหมดในสังคม ใครจะพยายามกีดกันสักเท่าไรก็ไม่มีทางบอกได้เลย เราจึงเห็นรักวิปริตนี้มากมาย เขาทั้งคู่เกิดมาตามแรงสัจจะอธิษฐานและเพื่อชดใช้กรรมของตน

 

เพราะถ้าทั้งคู่มีกรรมร่วมกันมา อย่างไรก็ต้องเจอกัน มาชดใช้ซึ่งกันและกันให้จบสิ้นเสียก่อน เมื่อรู้กันแล้วอย่างนี้ก็อย่าพยายามสร้างกรรมใหม่ขึ้นมาอีก มันจะไม่จบไม่สิ้นทันที

 

แรงสัจจะอธิษฐาน นั้นแรงมากๆ ถ้าไม่แน่ใจอะไรแล้ว อย่าไปทำสุ่มสี่สุมห้า จะซวยแบบที่ไม่มีใครจะช่วยได้เลย แรงแห่งสัจจะอธิษฐานนั้นสำคัญในทุกเรื่อง ในพระคาถาต่างๆ ที่ศักดิ์สิทธิ์นั้นเพราะมาจากสัจจะที่เป็นจริงทั้งสิ้น

 

กรณีที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรในที่ทำงาน ในสถานทำงานแบบนี้ก็ต้องมีคนทำงานมากมายเปรียบเสมือนคนที่เคยทำบุญกุศลหรือกรรมกันมาก่อนแล้วในอดีตชาติ มาพบมาเจอมาร่วมทำกิจกรรมกันอีก มีทั้งบุญและบาปประกอบกันไป

 

คิดดูเอาก็แล้วกัน มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ที่คนที่ต่างครอบครัว ต่างพ่อต่างแม่ ต่างภูมิลำเนา ต่างเชื้อชาติมากันคนละทิศคนละทาง จะมาเจอกันมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มันต้องเคยมีบุญ มีกุศล มีกรรมร่วมกันถึงจะมาเจอกันได้อีก มาเล่นละครเรื่องใหม่กันอีกจะสั้นหรือยาวก็แล้วแต่

 

เพราะเมื่อบุญที่ทำร่วมกันหรือกรรมร่วมกันมันสิ้นลง ละครก็จบ ต่างคนก็จะต่างแยกย้ายกันไป เหลือแต่พวกที่ยังไม่หมดบุญหมดกรรมกัน บางครั้งก็มีการกระทบกระทั่งกันในแต่ละวัน แต่เมื่อมีการเปิดใจคุยกัน และต่างยอมถอย ต่างยอมกันและกันหรือให้อโหสิกรรมแก่กัน เหตุการณ์ร้ายๆ ที่เคยเกิดขึ้นก็หายไป มีแต่เรื่องดีๆ เข้ามาแทน

 

เพราะเราต่างเป็นเจ้ากรรมนายเวรของกันและกัน เมื่อมีการให้อโหสิกรรมต่อกันและกัน ยอมเสียสละให้กันและกันจนทั้งสองฝ่ายพอใจ กรรมหรือเรื่องที่บาดหมางก็จะหายไปและมีแต่ความเจริญหรือบุญที่ทำร่วมกันมา ทำให้ต่างคนต่างได้รับความสุข ความเจริญในชีวิต

 

ยิ่งได้ทำบุญกุศลร่วมกันเป็นบุญใหญ่ เป็นบุญกลุ่ม บริษัทห้างร้านนี้ก็ยิ่งเจริญก้าวหน้า ทำมาค้าขึ้น เงินทองไหลมาเทมา แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีการ อโหสิกรรมให้แล้ว แต่ก็คงได้รับเศษเวรเศษกรรม แต่ก็ยังดีกว่าได้รับผลกรรมอย่างเต็มๆ ใช่ไหม

 

สำหรับเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นเพื่อนบ้านนั้นก็สร้างความปวดใจให้เรามากเหมือนกัน บ้านบางบ้านที่มีรั้วติดกัน เป็นเพื่อนบ้าน บางคนไม่ถูกกัน มันเหมือนกับมีใครเอากองไฟร้อนๆ มาสุมไว้อยู่รอบบ้าน อยู่บ้านก็ไม่มีความสุข คอยแต่จะมองเหลียวซ้ายแลขวา หวาดระแวง เพราะต่างคนต่างคิดจะทำร้ายหรือพูดจาถากถางใส่ร้ายกันและกัน อย่างนี้แหละเรียกว่า เจ้ากรรมนายเวรตัวจริง ของจริงล้านเปอร์เซ็นต์

 

เราคงต้องหาหนทางรีบทางแก้ไข บางคนอาจจะโชคดีหน่อยที่บุญเก่ามาเสริมทัน ได้ย้าย ได้ขายบ้านไปอยู่ในที่เป็นเนื้อนาบุญของตัวเองใหม่ ที่สร้างเตรียมเอาไว้ตั้งแต่ในอดีตชาติ แต่คนที่ยังมีกรรมก็ต้องอยู่ ต้องทนจนกรรมตรงนั้นมันหมดสิ้นไป

 

มีหลายรายที่มีบ้านใกล้เรือนเคียงกัน เห็นหน้ากันแทบทุกวัน ต้องมาฆ่ากันตายเพราะมีปัจจัยมาช่วยเสริม อาจจะเป็นเรื่องสัตว์เลี้ยงหมา เป็นแมว ที่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของเจ้ากรรมนายเวร มันเป็นไปได้ทั้งนั้น คนที่ถูกฆ่าตายก็จบกันไปในชาตินี้เดินทางไปชดใช้ในอีกภพหนึ่ง ส่วนคนที่ฆ่าเขาก็ต้องไปอยู่คุกไปทนทุกข์ทรมาน หากหลบหนีกรรมไปได้ชั่วคราว ก็ต้องมีชีวิตแบบเร่ร่อน อยู่ไม่เป็นที่เป็นทาง มีนรกพกติดตัวไปทุกที่ ไม่มีทางหนีพ้นไปได้

 

และขอให้เข้าใจไว้ด้วยว่า เราและเขาต่างก็เป็นเจ้ากรรมนายเวรของกันและกัน ดังนั้นเราอยากอยู่แบบมีความสุขในกรรมที่กำลังส่งผลอยู่นี้ ก็คงต้องเพียรพยายามทำกรรมดีให้มาช่วยทั้งทาน ศีล สมาธิภาวนา ให้กับเขาทุกวัน เสียสละ ทำดี คิดดี พูดดีต่อคนรอบข้างเหล่านี้ เมื่อเขาพอใจ ตัวเราเองก็จะมีความสุข ความเจริญตามไปด้วยเพราะบุญมันกำลังส่งผลมาช่วยส่วนหนึ่ง

 

ในโลกแห่งการทำงาน ไม่มีลูกน้องคนไหน ที่ขัดคอ ขัดความเจริญของเจ้านาย คอยนินทาใส่ร้ายเจ้านายคนที่หาเงินมาจ่ายเงินเดือนให้กินให้ใช้ แล้วจะเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานไปได้

 

ไม่มีลูกคนไหนของบ้านที่อกตัญญูต่อพ่อ แม่ ญาติพี่น้องหรือผู้มีพระคุณ จะเจริญมีสุขไปได้ในชาตินี้ ไม่มีเพื่อนคนไหนที่คิดไม่ซื่อ นำเพื่อนๆ ไปทางเลวหรือทางชั่ว เอารัดเอาเปรียบเพื่อน แล้วใครหน้าไหนจะรักภักดีอย่างจริงใจด้วย นอกจากคนโง่ที่ไม่มีสติ ปัญญาและกรรมมันบังจนมองไม่เห็นว่า อันไหนเป็นกงจักร อันไหนเป็นดอกบัว

 

อย่างที่เห็นๆ กันในสังคมรอบข้างว่ายังคงได้ดี มีคนล้อมหน้าล้อมหลัง ยังร่ำรวยอู้ฟู้อยู่ ขอให้รู้ไว้เถอะว่า มันยังมีกรรมดีที่ส่งผลอยู่ รอให้บุญเก่าหมดเสียก่อน เราจะได้เห็นผลกรรมฝ่ายไม่ดี มันแสดงผลของมันอย่างแท้จริงและดุเดือดเลือดพล่านแค่ไหน ตัวอย่างในอดีตก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป

 

อย่างผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ในบ้านเรา ตอนที่มีอำนาจเพราะบุญเก่าส่งผลอยู่ ก็หลงระเริง เที่ยวโกงกิน รังแกคนเขาไปทั่ว สร้างแต่ความชั่ว สร้างแต่ความเดือดร้อน สร้างเจ้ากรรมนายเวรมานับไม่ถ้วน

 

พอหมดบุญเก่า กรรมมันตามมาทันแล้ว เจ้ากรรมนายเวรที่รอคิวอยู่นานทั้งเก่าและใหม่ ก็เข้ากระหน่ำเป็นระลอกๆ คราวนี้รับแบบเต็มๆ ทั้งต้นทบดอก ดอกทบต้น อำนาจหรือบุญเก่าก็หมด เงินที่โกงมาก็ใช้ไม่ได้ เจ้ากรรมนายเวรเขาบังไว้คุมเชิงไว้ เพราะไม่ได้หามาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง เป็นเงินบาป ต้องหนีแทบไม่มีแผ่นดินจะอยู่ บ้านแตกสาแหรกขาดกระจุย ผัวไปทาง เมียไปทาง ลูกไปทาง รับวิบากกรรมแบบเต็มๆ

บางคนต้องตายแบบหมาตัวหนึ่ง ไม่มีใครเขาจะเหลียวแลทำศพให้ เป็นเพราะทำเขาไว้มาก ก่อศัตรูไว้เยอะ เรื่องนี้ประวัติศาสตร์ของเราบันทึกไว้เยอะแยะ

 

พ่อค้า คหบดีหรือเจ้าสัว พ่อเลี้ยงมากมาย ที่ต้องมาสิ้นเนื้อประดาตัว เสียชื่อเสียงอย่างย่อยยับในตอนปลายชีวิต เพราะเงินที่หามาได้ตลอดชีวิตนั้น มันมาจากการขูดเลือดขูดเนื้อของคนอื่น การค้าขายที่ไม่สุจริต เงินมันรวมกันปนเปไปหมดตอนที่มีเงินมาก มีความสุข มีหน้ามีตาก็เป็นเพราะว่า บุญเก่ามันยังส่งผลอยู่

เงินที่ดีที่มาจากการทำงานที่สุจริต ก็คงได้ใช้เท่าที่บุญมี เงินบาปที่หามาได้แบบคดโกงคนอื่นมา เมื่อถึงเวลาเจ้าของเดิมเขาก็ต้องมาเอาคืน เจ้ากรรมนายเวรเขามาเรียกคืนไป อาจจะมาในรูปแบบต่างๆ กัน ทำให้การค้าฉิบหายวอดวาย จับต้องอะไรเป็นต้องเจ๊ง เป็นเสียเงิน หรือเกิดอุบัติเหตุ เจ็บป่วยทำให้ทำงานไม่ได้ เงินทองไม่มีใครดูแล ไม่นานนักก็หมดตัว กรรมเก่าก็เริ่มงานของมันทันที

 

พอจะสรุปให้ทราบได้ว่า ทั้งกรรมดีและกรรมชั่วนั้น มันมีคิว มีเวลาของมันเป็นคิวๆ ไป ตอนนี้ที่หลายคนที่ก่อกรรมชั่วอาจจะยังดูดีอยู่ อาจจะเป็นกรรมดีของชาติก่อนหลายสิบชาติส่งผลอยู่ กรรมชั่วที่ทำในชาตินี้มันเป็นรอคิวอยู่ อาจจะเป็นในกลางชีวิต ในบั้นปลายชีวิต หรือไปรอคิวอยู่ข้างหน้าแล้ว

 

ที่บอกอย่างนี้ไม่ใช่ให้คนไม่กลัวกรรมชั่วในชาตินี้ เพราะจริงๆ แล้วกรรมชั่วมันอาจจะส่งผลได้ทั้งในวินาทีข้างหน้าหรืออีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้อันใกล้ จึงอย่าประมาทเป็นอันขาด

 

เราไม่ควรที่จะไปคิดว่า อะไรกันตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นว่า ทำดีได้ดี มีแต่คนทำชั่วแล้วได้ดี การคิดอย่างนี้นั้นเป็นเรื่องที่อันตรายและไม่ถูกต้องเลย เราเองแค่มีชีวิตอยู่ไม่กี่ปีในชาตินี้ จะไปรู้ได้อย่างไรว่า คนที่เราเห็นเขาสุขสบาย ร่ำรวยในตอนนี้นั้น ชาติที่แล้วเขาทำกรรมดี กรรมชั่วมาขนาดไหน

 

ตอนนี้ชีวิตของเขา ยังคงเป็นเรื่องของตัวละครกรรมดีที่มันกำลังแสดงอยู่ก็เป็นไปได้ ตัวละครกรรมชั่วมันรออยู่หลังโรง รออยู่อย่างใจจดใจจ่อ รอคิวอยู่ เมื่อถึงคิวรับรองว่ามันแสดงอย่างสุดฝีมือเหมือนกัน อย่าลืมว่าเขาก็เป็นตัวเอกในเรื่องเหมือนกัน

 

ดังนั้นเราต้องมองเขาตลอดสาย หลายภพหลายชาติจึงจะรู้ เรื่องราวทั้งหมด เราต้องคอยตามคนๆ นี้ไปถึงชาติหน้า ชาตินู้นได้หรือไม่ หรือเคยตามไปดูว่าเมื่อร้อยชาติที่แล้วเขาทำกรรมดีอะไรมาบ้าง ทำกรรมชั่วมากี่หนกี่ครั้ง

 

ซึ่งด้วยบุญบารมีของเรานั้นไม่มีทางรู้ได้เลย นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราเท่านั้น ที่พระองค์ท่านเห็นทุกสิ่งทุกเรื่องแบบตลอดเส้นทาง ตลอดสาย ไม่ว่าจะกี่ร้อย กี่ล้านอดีตชาติก็ตามท่านเป็นสัพพัญญู ท่านจึงอยู่เหนือกรรม เหนือกาลเวลาทั้งปวง

 

และเป็นโอกาสอันดี ที่อยากจะขอนำข้อความบางข้อความของท่านเสถียร โพธินันทะ ปราชญ์คนสำคัญของพระพุทธศาสนา ครูบาอาจารย์คนสำคัญผู้ได้ล่วงลับไปแล้ว

 

ท่านได้เคยปาฐกถาเรื่อง “สวรรค์อยู่ที่ไหน” ที่วัดอาวุธวิกสิตาราม ฝั่งธนบุรี ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๐๙ ที่สามารถขยายความในเรื่องกรรมดีกรรมชั่วที่มีจังหวะของมันในการส่งผลได้ชัดเจนมาก เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้นดังนี้

 

จังหวะของกรรมดีและกรรมชั่วนั้น จะให้ผลอยู่ที่คิวของมัน เพราะว่าเราทำกรรมดี กรรมชั่วมามากมายอเนกอนันต์นับไม่ถ้วนชาติ มันก็มีคิว ต้องต่อคิวกันมาซิ จะมาให้ผลทันตาเราไม่ได้ดอก

 

ไม่ใช่ว่าตักบาตรทอดกฐิน วันนี้แล้วอธิษฐานว่า พรุ่งนี้ลอตเตอรี่ออกให้ถูกที่หนึ่งเถอะ อำนาจผลบุญที่ร่วมอนุโมทนากฐินขอให้ถูกลอตเตอรี่ถูกที่หนึ่งเถอะ แล้วพอไม่ถูกก็มาโทษ บอกว่าทำบุญไม่เห็นได้ผลบุญเลย

 

ไม่ถูก มันอยู่ที่คิว ก่อนที่จะถูกเราต้องรอคิวเสียก่อนว่า บางกรรมชั่วเราทำมาก คิวของกรรมชั่ว ต้องเรียงมาตั้งเป็นชาติๆ รอเราอยู่ เราก็ต้องชดใช้หนี้มันก่อนซิ คิวดีก็ไปรอเราโน้นแน่ะ อีกร้อยชาติข้างหน้า ไปรอเราโน่น เราก็ต้องใจเย็นรอคิว ไปก่อนไปหลังซิ

 

เหมือนเราทำกรรมชั่วเหมือนกันแหละ วันนี้ไปปล้นเขาปิดบังหลักฐานได้ ก็หัวเราะชอบใจว่าตำรวจไม่รู้ เราไม่ต้องเข้าคุก เพราะฉะนั้นใครทำชั่วก็ไม่ได้ผลชั่ว ไม่จริงหรอก ศาสนาสอนไม่จริง

 

อย่างนี้คิวดีของเขายังให้ผลอยู่ คิวชั่วเขานะยังให้ผลอยู่ คิวชั่วยังมาไม่ถึง ก็เหมือนเราตีตั๋วนี่แหละ เราไปช้าเราต้องไปยืนหลังเขา ใครไปก่อนก็ไปยืนหน้าเขา แล้วเราจะไปต่อว่า โอ๊ย ไม่ได้หรอก ไม่ได้ กรรมดีกรรมชั่วมันมีจังหวะจะให้ผล

 

เราปลูกกล้วย ปลูกมะละกอ ปลูกพริก ปีหนึ่งก็ได้กินผล ปลูกทุเรียนปีหนึ่งได้กินผลไหม ไม่ได้ห้าปี หกปี เจ็ดปีกว่าจะได้กินทุเรียน ปลูกมะม่วงสามปีสี่ปีก็ได้กินผลแล้ว เมื่อปลูกพริกปีหนึ่ง ห้าเดือนหกเดือนก็ได้กินแล้ว ปลูกพริกฉันใด

 

กรรมดีกรรมชั่วก็เหมือนกัน มันมีจังหวะเร็วจังหวะช้า

 

และในทางพระพุทธศาสนา ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า เราทุกคนนั้นเวียนว่าย ตายเกิดมานานแสนนาน  สัตว์โลกต้องเป็นไปตามกรรม เพราะกว่าจะมาถึงวันนี้ ชาตินี้ ตัวเราและเจ้ากรรมนายเวรพวกนี้ เราทั้งหมดอาจจะผ่านเรื่องราวที่เกี่ยวข้องเป็นญาติกันมาหลายหมื่นหลายแสนชาติ

 

เราทุกคนเป็นทั้งญาติธรรม และเจ้ากรรมนายเวรด้วยกันหมดทั้งสิ้น

 

ทำไมเราทุกคนต่างเป็นญาติกันและกัน ขออธิบายเรื่องนี้อย่างง่ายๆ ในชาติปัจจุบันนี้ เรามีญาติพี่น้องทั้งหมดกี่คน เราลองนับดูได้ทั้งญาติทางพ่อ ทางแม่ ปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา มาทางครอบครัวเราบ้าง เรามีพี่น้องกี่คน แล้วเรามีหลานกี่คน แล้วครอบครัวของลูก ของหลานอีกกี่คน

 

นี้ลองเฉพาะนับคร่าวๆ เอาเพียงในชาติปัจจุบันนี้เท่านั้นนะ เรายังไม่นับรวมในอดีตชาติ สมมติว่าเรานับได้สักร้อยคนสำหรับญาติในชาตินี้ ที่นี้ลองคิดกันเล่นๆ อีก เอาเลขล้านมาคูณดู มาเปรียบเทียบเป็นอันว่าถ้าเราเคยเกิดมาเป็นคนสักล้านชาติก็พอ

 

ตอนนี้เรามีญาติกันอยู่เท่าไร นับว่าทุกคนในโลกนี้ ในสังคมนี้ ในประเทศนี้เป็นญาติกันได้หรือไม่ และถ้าเคยเป็นสัตว์ต่างๆ อีกล้านชาติ เป็นพันธุ์ต่างๆ อีกล้านชาติละ เราจะนับญาติกันหมดไหม

 

เราทุกคนล้วนต่างเคยเป็นอะไรในทุกสถานะที่ต้องเกี่ยวข้องกัน เคยเป็นทั้งพ่อ เป็นแม่ ทั้งผัวหรือเมีย พี่น้องกัน สร้างทั้งกรรมดีและกรรมชั่วมามากมายในชีวิต ในส่วนกรรมดีก็กำลังจะส่งผล ส่วนกรรมชั่วก็ส่งผลอยู่เช่นกัน มันเป็นเหมือนวงแหวนสองวงที่วางซ้อนกันอยู่

 

วงแรกที่อยู่ใกล้ตัว และติดตัวเรามากที่สุดก็คือ วงของเวรกรรมที่เราทุกคนต้องชดใช้และต้องหาวิธีที่จะผ่านไปไม่ว่าจะเป็นการทำความดี การทำสมาธิ ขออโหสิกรรม ทำบุญ ทาน บารมี ต่างๆ เพื่อที่จะไปหาวงที่สองที่เป็นกรรมดี เป็นบุญที่กำลังรอเราอยู่ ที่จะทำให้เราและคนที่รักนั้นสุขสบาย อย่างน้อย

 

และกรรมในทางดีและผลบุญที่เราเคยทำมาและกำลังกระทำอยู่ ที่ส่งผลทำให้ชาตินี้เราได้เกิดมาเป็นคน เป็นที่มีอวัยวะครบทั้ง ๓๒ ประการ มีฐานะ ครอบครัวที่ดี มีหน้าที่การงานที่ดี หล่อหรือสวย ฉลาดปราดเปรื่องตามฐานบุญที่สะสมมา

 

ในส่วนของกรรมในทางที่ไม่ดีที่เคยมีต่อกันนั้น ทำให้เราต้องเกิดมาเป็นพ่อหรือแม่ หรือเพื่อน เป็นลูกน้องที่ต้องเลี้ยงดู รับใช้ ทำงานให้เขาไป มีพันธะเกี่ยวข้องต่อกันในชาตินี้ พอถึงช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อเราชดใช้หนี้กรรมกับเขาหมดหรือเขาใจดีหรืออโหสิกรรมให้ ก็ถือว่าหมดสิ้นแล้วต่อกัน

 

แต่ทว่าในชาตินี้ที่เกี่ยวข้องกัน เรายังไปทำอะไรที่ไม่ดีต่อเขาอีก มันก็คงต้องเกี่ยวพันกันไปในชาติต่อไปอีกไม่รู้จบ อย่างนี้เราจะเลือกทำดีหรือทำชั่วกับเจ้ากรรมนายเวรอย่างไรดี ต้องคิดให้ดีๆ คิดให้หนักๆ เข้าไว้

 

มีหลายคนเคยถามแบบทันยุคทันเหตุการณ์ว่า พวกรับจ้างทวงหนี้ ทั้งบัตรเครดิต หรือทำหน้าเหี้ยมโหด ดุร้ายตามตลาดร้านค้า หน้าตาดุๆ พวกนี้เป็นเจ้ากรรมนายเวรของเราไหม ก็คงต้องใช้ปัญญาและหลักการเดียวกันกับการพิจารณาว่า

 

คนเหล่านี้นำความเดือดร้อน ไม่สบายใจมาให้เราไหม

 

ถ้าตอบว่า ใช่ เขาก็คงเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเรา แต่กรรมที่มีต่อกันก็แล้วแต่คน ถ้าพวกนี้มันทำร้ายร่างกาย ทุบตีเรา ก็คงจะมีแรงอาฆาต วิบากกรรมที่หนักหน่อยรวมถึงกรรมใหม่ที่เขาต้องเตรียมชดใช้เรา

 

แต่แค่โทรมาขู่ให้ตกใจเล่น คงเบาบางมากไม่นานก็หลุดพ้น เขาอาจจะทำตามหน้าที่ แต่เพราะไม่มีศีล มีสติ ปัญญากำกับ คนพวกนี้มันจึงทำอะไรที่ดูเกินเลยเถิดนอกเหนือคำสั่ง เป็นแค่ทาสบริวารของเจ้ากรรมนายเวรตัวจริง อาจจะเคยได้แค่เศษข้าวกิน แรงเขาจึงไม่มี ทำร้ายอะไรเราไม่ได้นอกจากกวนจิตใจเราเท่านั้น ถ้าเราให้อโหสิกรรมต่อเขาเหล่านั้น ชาติต่อไปก็คงไม่ต้องพบกันอีก

 

แต่ถ้าเรายังอาฆาต คงได้เจอกันแน่ในชาติหน้าต่อไป แต่คราวนี้เราอาจจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเขา คอยทวงเขาแทนจะเป็นอะไรก็ไม่อาจจะรู้ได้

 

ทางที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน ก็คือ ให้อโหสิกรรมเขาเสีย แค่นั้นก็จบ และน่าจะเป็นทุกคน ทุกเรื่องที่เราเกี่ยวข้องกันในชาตินี้ อย่าพยายามเอาติดตัวไปอีกเลย

 

ทางข้างหน้าเรายังไม่รู้เลยว่า เราจะเป็นอะไรกันต่อไป ซึ่งมันแล้วแต่บุญและกรรมของเราเป็นตัวกำหนด

Read Full Post »

เมื่อเรารู้จักกรรมกันดีพอสมควรแล้ว ก็อยากจะอธิบายถึงเรื่องของเจ้ากรรมนายเวร ที่เป็นส่วนสำคัญมากที่สุดในเรื่องของกรรมนี้ เพราะเขาเป็นเจ้าหนี้ตัวจริง เสียงจริง

 

และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราต้องทนทุกข์ทรมานกันมากมายในทุกวันนี้ นอกจากกรรมในปัจจุบันที่เราทำเองด้วย

เจ้ากรรมนายเวร ก็คือ คน สัตว์หรือวิญญาณ ที่เคยมีความเกี่ยวข้องกันกับเรามาในอดีต หลายคนอาจจะเป็นพี่ เป็นน้อง พ่อแม่ เป็นเพื่อน หรือกระทั่งเป็นคน เป็นสัตว์ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย

แต่แล้วก็มีเหตุการณ์ๆ หนึ่งหรือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ต้องมาเกี่ยวพันกัน อาจจะเป็นเรื่องที่เรานั้นตั้งใจและไม่ตั้งใจก็ตาม แล้วเขาก็มีการอาฆาต เขายังมีความต้องการให้เราต้องชดใช้

ในบางคน อาจจะเคยทำกรรมอะไรไว้ที่เบาบาง และคนที่ถูกเรากระทำนั้น เขาไม่ติดใจเอาความ ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างนี้ไม่เข้าข่ายและไม่ใช่เจ้ากรรมนายเวร

เรื่องนี้ขอย้ำอีกครั้ง เจ้ากรรมนายเวรที่ส่งผลให้เราทุกข์ทรมานในหลายเรื่อง หลายวาระนั้นต้องเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่เขายังอาฆาต และยังต้องการให้เรานั้นชดใช้ และเขาจะให้อโหสิกรรมกับเราเมื่อไหร่ เวลาไหน หรือไม่ให้อโหสิกรรมนั้นขึ้นอยู่ที่เขาทั้งสิ้นไม่ใช่ตัวเรา

และตัวเราไม่มีอำนาจอะไรที่จะไปบังคับเขา นอกจากการขอให้เขาอโหสิกรรมเท่านั้น จะด้วยวิธีใดก็แล้วแต่จะเลือกทำ ตามความถนัดและจริต รวมถึงบุญบารมีที่เรามีอยู่ในตอนนี้

ในบางกรรมที่มีเจ้ากรรมนายเวรที่เขาอาฆาตอยู่ค่อนข้างจะรุนแรง เพราะเราอาจจะมีส่วนที่ทำให้เขาเกิดการพลัดพราก สูญเสีย ทรัพย์สิน ญาติพี่น้อง คนที่เขารัก หรือมีส่วนที่ทำให้เขาเกิดอุบัติเหตุ ทำให้เขาเจ็บป่วย หรือทนทุกข์ทรมานหรือถึงขั้นตายได้ การที่เราทำให้ชีวิตใดชีวิตหนึ่งต้องสูญเสียไป

และที่สำคัญจิตเขายังอาฆาตหรือต้องการให้เราชดใช้ จิตของเขาจะติดกับจิตของเราไปทุกภพ ทุกชาติ ไม่ว่าเราจะเกิดเป็นใคร เป็นคน เป็นสัตว์หรืออะไรก็ตาม จะไปเปลี่ยนชื่อ ทำศัลยกรรม หนีไปสุดหล้าฟ้าเขียวที่ไหนก็ตาม เขาตามเจอเราแน่นอน

เขาแค่มีเงื่อนไขเดียวเท่านั้นที่จะเลิกยุ่งกับเรา คือ ถ้าเขาได้รับการชดใช้ที่เขาพอใจ หรือเขาให้อโหสิกรรมกับเราเองด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม

ไม่ว่าจะเป็นการนั่งสมาธิขออโหสิกรรม แก้กรรม ลดกรรม การทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ หรืออะไรก็ตามแต่ครูบาอาจารย์แต่ละท่านจะเรียก

ถ้าเขาให้อโหสิกรรมกับเรา เราเองก็หลุดพ้นจากกรรมนั้นทันที !!! ไม่ต้องมาชดใช้กันอีกแต่มันยังคงมีเศษเวรเศษกรรมอยู่ที่เราต้องได้รับ

ที่สำคัญมันต้องเป็นฝ่ายที่เขาที่สูญเสีย เป็นคนที่อโหสิกรรมให้ เรื่องกรรมที่มีต่อกันถึงจะเลิกรากันไป ไม่ใช่เราไปคิดเอง เออเอง

ตัวอย่างเช่น กรณีเราเป็นหนี้เงิน เป็นปัจจุบันกรรม ถ้าเราเป็นหนี้ติดเงินเพื่อนที่สนิทกันมากๆ  แต่เรากลับคิดไปเองเออเองว่า เงินเพียงแค่นี้เพื่อนของเราคงยกให้เราแล้วฟรีๆ แล้ว เจอหน้ากันก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ อย่างนี้เรียกว่า เราคิดของเราไปเองคนเดียว

แต่จริงๆ แล้ว เพื่อนของเรายังอยากจะได้เงินของเขาคืน เมื่อสบโอกาสเหมาะๆ หรือวาระของกรรมนั้นมาถึงของมันแล้ว พอเจอหน้าเรา เพื่อนก็อาจจะบอกกับเราทันทีว่า

“เฮ้ยเมื่อไหร่ แกจะเอาเงินมาคืนเสียทีว่ะ “

หรือบางคนที่ยังคงโกรธแค้นเรามากๆ จากคนที่เคยเป็นเพื่อนอาจจะกลายเป็นศัตรูเป็นเจ้ากรรมนายเวรไปแล้ว และเมื่อเห็นเราทำเฉยเป็นทองไม่รู้ร้อน เขาอาจจะบอกว่า

“ถ้าแกไม่มีเงินมาคืน ฉันก็จะยึดรถ ยึดบ้าน ของรัก ของหวงของแก เอามาชดใช้แทนแล้วกัน ให้แกได้สูญเสีย เจ็บช้ำน้ำใจเหมือนฉัน”

เห็นไหมครับ เจ้ากรรมนายเวรที่ถึงแม้จะเป็นเพื่อน เขาก็ยังไม่ยอมยกโทษ ยกหนี้ให้เราง่ายๆ จนกว่าเขาจะพอใจและเขาได้รับการชำระหนี้แล้ว แล้วประสาอะไรกับเจ้ากรรมนายเวรที่ชาตินี้เราจำเขาไม่ได้ และไม่เคยเป็นเพื่อนและเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน วิบากกรรมที่จะส่งผลให้กับเรามันจะรุนแรงขนาดไหน

และการชำระหนี้นั้นที่ดีที่สุด ตรงช่องทางที่สุด ก็คือ การชำระหนี้ที่ถูกต้องและตรงกับหนี้นั้นหรือมีมูลค่าที่เท่ากันหรือใกล้เคียงกันที่เจ้าหนี้เขาพึงพอใจ ยืมเงินก็คืนเงิน ยืมทองก็คืนทอง ยืมรถก็คืนรถ ยืมข้าวก็คืนข้าว เรียกว่าไปเอาอะไรของใครเขามา ก็ต้องคืนสิ่งนั้นให้แก่เขาไป

จากตัวอย่างที่ยกมา ถ้าเราเป็นหนี้เงินหนทางที่ดีที่สุด เราก็ควรต้องเอาเงิน หรือของที่เขาต้องการที่มีมูลค่าแทนหนี้เงินนี้ได้ไปคืนให้เพื่อนไป ถ้ามีเงินก็เอาเงินไปคืนให้เขา มีครบจำนวนก็ยิ่งดี แม้มีไม่ถึง ก็ต้องเอาไปใช้หนี้เขาเท่าที่เรามี ค่อยๆ ผ่อนใช้เขาไป เราต้องแสดงความรับผิดชอบ เป็นลูกหนี้ชั้นดี แสดงเจตนาที่จะชำระหนี้ให้เขาเห็น

วันดีคืนดี เจ้าหนี้เขาเห็นเรามีการแสดงอย่างจริงใจว่า เราพยายามที่จะขอโทษ พยายามแก้ไขในสิ่งที่เราทำผิดลงไปแล้ว วันหนึ่งเขาก็จะเข้าใจ อย่างน้อยเทพ เทวดาอาลักษณ์ที่คุ้มครองตัวเขาอยู่ ก็อาจจะช่วยดลใจให้เขาใจอ่อนเห็นแก่บุญกุศลที่เราเพียรพยายามทำไปให้และอโหสิกรรมให้

มีบางครั้งที่ถึงแม้เราจะคืนเงินชดใช้หนี้คืนให้เขายังไม่ครบ แต่เพื่อนเราก็อาจเริ่มหายโกรธที่ละน้อยๆ เหมือนไฟแค้นที่กำลังจะมอดลงในใจ เพราะมีน้ำแห่งความดี มีพลังแห่งบุญเข้าไปรดให้ไฟแค้นมันมอดดับลงไปเรื่อยๆ

เขาเห็นเราติดหนี้เขาหนึ่งพันบาท แต่เราก็แสดงให้เขาเห็นว่าเราพยายามจะคืนให้ทุกวิธีทาง ทยอยใช้คืนวันละสิบบาท ยี่สิบบาททั้งๆ ที่จนแสนจน ครอบครัวเรายังลำบาก อดมื้อกินมื้อ

แต่เรายังมีเจตนาที่จะชดใช้คืนให้เขา เจตนาและการกระทำที่แสดงออกนั้นจึงสำคัญที่สุด

วันหนึ่งเขาอาจเห็นความดี ความตั้งใจในส่วนนี้ เขาก็อาจจะยกหนี้ให้เรา หรือพักหนี้เอาไว้ให้ก่อน แม้จะใช้มาไม่ถึงครึ่งหนึ่งก็ตาม เราควรจะขอบคุณเพื่อนที่ไม่ติดใจโกรธและขออโหสิกรรมและให้อโหสิกรรมต่อกัน เพื่อให้ไม่มีกรรมอะไรตกค้างกันไปต่อกันอีกในชาติต่อไป

แต่ถ้าเราเอง จนหนทางจริงๆ ทำอย่างไรก็ไม่มีเงินจะใช้คืนให้ แต่ยังมีความคิด ความกตัญญูที่ดี ที่อยากจะชดใช้ คงมีแต่แรงกายเท่านั้น ก็อาจจะไปขอเพื่อน ขอเอาแรงกายไปชดใช้หรือทำอะไรก็ได้ที่เจ้าหนี้เขาต้องการ เช่น ไปถางหญ้า ไปขับรถให้ หรือเอาแรงกายไปทำอะไรก็แล้วแต่ เพื่อเอาแรงไปแทนหนี้ ไปชดใช้แทนให้เขาแทนเงินที่ค้างเอาไว้

ขอให้เชื่อเถิดว่า เพื่อนก็คือเพื่อน อย่างที่บอกแต่ต้นแล้วว่า เจ้ากรรมนายเวรส่วนมากก็เป็นคนที่เคยรักเราและเราเคยรักทั้งนั้น เมื่อเขาเห็นเราไม่มีเงิน แต่ยังมีเจตนาที่ดี ไม่เบี้ยวหรือเหนียวหนี้ยังอุตส่าห์ไปนั่งหลังคดหลังงอถางหญ้าให้ เอาตัวไปให้เขาใช้งานถึงบ้าน ไปถูบ้านเก็บกวาดที่บ้านเขาทุกวันๆ ไปรับใช้เขาสารพัด เขาก็คงเริ่มจะใจอ่อนลงบ้างแล้ว ถ้าไม่อาฆาตและแค้นจนเกินไป

จนวันหนึ่งเขาอาจจะบอกว่า ไม่เป็นไรแล้วเพื่อนรัก ฉันยกโทษให้เพื่อนแล้ว ฉันสงสารเพื่อน ไม่เอาเงินแล้ว บางคนถึงกับเอาอาหาร เอาน้ำมาเลี้ยง ความสัมพันธ์กลับฟื้นขึ้นมาดีดั่งเดิมหรือมากกว่าเดิมอย่างนี้ แต่ถ้าทำกรรมดีชดใช้เขาอย่างไร เขาก็ยังไม่ยอม เราก็คงต้องเหนื่อยมากขึ้นและก้มหน้าเพียรพยายามชดใช้กันต่อไปจนกว่าเขาจะใจอ่อนยอมอโหสิกรรมให้เรา

ที่นี้เรามาดูในเรื่องของหนี้อื่น ที่ไม่ใช่เงินบ้าง ถ้าเป็นหนี้ชีวิต การที่ในอดีตชาติของเรา ตัวเราอาจจะไปฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเขา จะเป็นหมู หมา กาไก่ สัตว์อะไรก็ตามแม้กระทั่งมด ยุงริ้นไร เมื่อเราจบสิ้นชาตินั้นแล้ว ก็เหมือนกับที่ละครชีวิตฉากนั้นมันจบ มันปิดฉากลงไปแล้ว นักแสดงและคนดูต่างคนต่างแยกย้ายกันไปแล้ว

มีคนมากมายที่ในอดีตชาติที่ผ่านมาอาจจะเคยเป็นทหารกล้า ต้องไปทำศึกสงคราม และต้องฆ่าคน ฆ่าสัตว์เป็นจำนวนมาก แล้วไปสร้างวัด หล่อพระ บำรุงพระพุทธศาสนาทำอะไรดีๆ มากมายทิ้งไว้ในแผ่นดินก่อนที่จะตาย

ในส่วนของบุญที่ทำให้กับประโยชน์แผ่นดิน และพระพุทธศาสนาก็เป็นส่วนหนึ่ง ในเรื่องของการผิดศีลข้อหนึ่งที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนั้นก็เป็นบาปมหันต์ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ก็ต้องรับไปทั้งบุญและกรรม

และเหมือนกับพวกที่มีอาชีพเป็นแพทย์ เพราะกว่าจะได้เป็นแพทย์เก่งๆ เขาก็ต้องทำการทดลองค้นคว้าหาโรคภัยไข้เจ็บมามากมาย เขายอมทำอย่างนั้นก็เพื่อหาหนทางช่วยชีวิตคน เขาก็ต้องใช้สัตว์ทดลอง สัตว์พวกนี้ก็ต้องตายหรือพิการเพราะการทดลอง บุญที่เขาได้ช่วยคนก็เป็นส่วนหนึ่ง กรรมที่เขาต้องเอาเชื้อโรคใส่เข้าไปในสัตว์ ทำให้มันทรมานหรือตายไป ก็เป็นกรรมอีกส่วนหนึ่งแยกออกจากกันชัดแจ้ง

เราต้องเข้าใจก่อนว่าบุญก็อยู่ส่วนบุญ บาปกรรมก็อยู่ส่วนบาปกรรม

การที่มาเริ่มชาติใหม่ก็เหมือนเปิดการแสดงรอบใหม่ ชาติใหม่หรือชาตินี้ เราเองคงจำใครหรือจำเรื่องราวไม่ได้เลยในชาติที่แล้ว ความทรงจำในเรื่องเดิม มันถูกลบลงไปเรียบร้อยแล้ว เราเปลี่ยนรูปร่างหน้าตา เปลี่ยนชื่อนามสกุล เปลี่ยนสัญชาติไปแล้ว เปลี่ยนทุกอย่างไปหมด

บางคนอาจจะจำได้ลางๆ คุ้นๆ ว่าเรื่องแบบนี้เคยเห็น เคยทำมาแล้ว เคยสัมผัสมาแล้ว แต่ก็แค่พักเดียวมันก็จะลบลงหายไปแล้ว บางครั้งอาจจะเป็นเพราะเจ้ากรรมนายเวรเขาทำให้เราระลึกจำได้ถึงสิ่งที่เราเคยทำมาก็ได้เช่นกัน

จนเกิดมาในชาตินี้ ในบางคนไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามมันแสนจะติดขัด ทำการค้า ทำบุญอะไรก็ไม่ขึ้น มีแต่เรื่องที่ไม่เป็นเรื่องเกิดขึ้น หรือเจ็บป่วยโดยที่ไม่มีเหตุผลหาสาเหตุไม่ได้ ที่หลายๆ คนชอบเรียกกันว่า “โรคเวรโรคกรรม” เพราะความไม่รู้จะแบ่งประเภทหาสาเหตุอะไรแล้ว มันจนหนทางที่จะเรียก จะค้นหาให้พบ ก็เลยมักง่ายเหมาเรียกไปเลยรวมๆ อย่างนั้น

ในบางคนนั้น เมื่อเจอเจ้ากรรมนายเวรเล่นหนัก โดนในหลายๆ เรื่อง จนแทบจะรับมือไม่ไหว ชีวิตมันดูมืดมนไปหมดทุกทาง มองไปทางไหนก็หาทางออกไม่ได้ คนโบราณเขาเลยเรียกว่า มัน”มืดแปดด้าน”

มืดแปดด้าน มันมืดได้ยังอย่างไร ซึ่งมันก็คือ ในความรอด ทางสว่างทุกด้านนั้น เจ้ากรรมนายเวรเขาบังหมดทุกด้าน ทั้งแปดทิศทำให้เราหาทางออกไม่ได้ ต้องทนกับความทรมานเจ็บป่วยและอุปสรรคมากเหลือเกิน จนหลายคนบอกว่ามันเกินจะทนทานแล้ว

นั่นแหละขอให้รู้เลยว่า เจ้ากรรมนายเวรเขามาถึงตัวแล้ว เขาเริ่มที่ทวงในสิ่งที่เราเคยทำกับเขา คอยขัดขวางเราเอาไว้ทุกวิธีทาง ถ้าเราโชคดีหน่อย เรารู้ตัวเร็วหรือเจอครูบาอาจารย์ที่เก่ง ท่านเมตตาช่วยชี้แนะทางให้ เราก็ควรรีบขนขนวายรีบทำรีบหาทาง ไปชดใช้หนี้ให้เขา

การทำทาน รักษาศีล การทำบุญอุทิศส่วนกุศล เป็นช่องทางสำคัญ เป็นช่องทางตรงที่จะช่วยเราได้ให้เรามีพลัง มีบุญบารมี นำไปสู่การทำสมาธิภาวนาขออโหสิกรรมที่ได้ผล

หรือที่มักเรียกการขออโหสิกรรมกันว่าการแก้กรรมนั้น เพื่อให้เข้าใจง่ายนั้น ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง อีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยลดกรรมให้เบาบางลงไปได้

แต่ถ้าเราเป็นหนี้ชีวิต แล้วชาตินี้เราจะเอาชีวิตที่ไหนไปคืนให้เขาได้ ทั้งๆ ที่อยากจะชดใช้ใจจะขาดอยู่แล้ว เพราะเรารู้สำนึกแล้วว่ามันเป็นกรรม เรารู้แล้ว สัมผัสได้แล้วว่ามันเป็นทุกข์อย่างแสนสาหัส

เรื่องหนี้ชีวิต ก็ยังพอมีทางช่วยให้ผ่อนคลายลงไปได้บ้าง ครูบาอาจารย์สำคัญหลายท่านกล่าวตรงกันว่า มีหลายช่องทางแล้วแต่จริต แล้วแต่บุญเก่าและบุญใหม่ของคน ทั้งเรื่องการทำบุญที่มีหลากหลาย ที่มีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างบุญบารมีของตัวเองให้ใหญ่ขึ้น มากขึ้น เพิ่มค่าตัว เพิ่มบุญบารมีของเรา เพื่อทำให้เรื่องกรรมที่จะได้รับจากที่หนักให้เป็นเบาขึ้น หรือการทำสมาธิแก้กรรม ขอให้อ่านอย่างให้ละเอียด ให้ต่อเนื่อง เพราะมันสำคัญมากจริงๆ กับชีวิตของเรา

เพราะในบางคนกรรมที่เจ้ากรรมนายเวรเขาคิดจะเล่นงานนั้นจริงๆ แล้ว อาจจะต้องถึงตาย แต่เราไปขออโหสิกรรมเขาได้ทันเวลา ทำบุญอุทิศส่วนกุศลตรงช่องทาง เราอาจจะแค่แขนขาหัก หัวแตก ก็นับว่ายังดีที่เขายังยอมยกโทษให้บ้าง และถ้าบุญเราพอ กรรมนั้นอาจจะหักล้างกันได้ หรือทำให้กรรมนั้นตามไม่ทัน

เพราะแรงบุญนั้นเร็วกว่า และใหญ่กว่า ไม่มีอำนาจใดๆ ในโลกนี้จะมีอำนาจเท่าแรงบุญไปได้อีกแล้ว

ครูบาอาจารย์ท่านเปรียบเทียบให้ฟังว่า เหมือนเราใส่เกลือไว้ในแก้ว สมมติว่าเกลือนั้นคือกรรมไม่ดี และน้ำนั้นคือบุญกุศลที่ดี เมื่อเราเติมน้ำเข้าไปในแก้วเรื่อยๆ เกลือที่เค็มแสนเค็มนั้นก็จะคลายรสชาติความเค็มไปเรื่อยๆ จนเมื่อน้ำนั้นมีปริมาณที่มากกว่าเยอะ เกลือที่เค็มนั้นก็หมดรสชาติไปเลย มีแต่น้ำที่เป็นบุญล้วนๆ ที่เราสัมผัสได้

ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาทและเพื่อทำให้ชีวิตของเราและครอบครัว คนที่เรารักเป็นสุข เราก็ควรเริ่มจะทำบุญ ทำทานอุทิศส่วนกุศลที่ถูกวิธี เพื่อส่งตรงไปให้เจ้ากรรมนายเวรเขาเขา ในขณะเดียวกันกับการทำสมาธิ เพื่อขออโหสิกรรมก็ทำควบคู่กันไปด้วย ค่อยๆ ทำไปที่ละนิด ทีละน้อย สม่ำเสมออย่างจริงใจและรู้สำนึกผิดจริงๆ

เราเพียรพยามยามจนถึงวันหนึ่ง เจ้ากรรมนายเวรเขาพอใจ เขาก็จะอโหสิกรรมให้เรา ก็จะรอดตัวไปพบกับความสุขหรือบุญที่รออยู่ข้างหน้าได้

และเมื่อเจ้ากรรมนายเวรเขาพอใจแล้ว เราเองก็ยังสำนึกผิดและไม่ยอมหยุดที่จะทำดีต่อเขา เมื่อเขามีบารมีมากขึ้น มีบุญมากขึ้น เขาอาจจะใจดีมากขึ้น อย่างที่เคยบอกเอาไว้แล้วว่า เขาเคยเป็นคนที่รักเรา หรืออย่างน้อยก็เคยรู้จักเรามาเป็นอย่างดี

เขาเคยช่วยเหลืออุ้มชูเรามาก่อน เมื่อเรามาทำผิด เขาจึงมีความโกรธที่รุนแรงมากกว่าปกติทั่วไป ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเรากลับตัว กลับใจ และเขาให้อภัย ให้อโหสิกรรมเราแล้ว เขาอาจจะช่วยเหลือเราให้ผ่านเรื่องสำคัญๆ ได้ในชีวิต หรือคอยอวยพร อวยชัยให้เราโชคดีได้

เหมือนกับเปลี่ยนศัตรูให้กลับมาเป็นมิตรที่ดีอีกครั้ง

และคราวนี้เขาอาจจะรักและช่วยเรามากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เพราะเขาเข้าใจเราดีมากยิ่งขึ้นแล้ว

อย่าไปกลัวเลยเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย

Read Full Post »

หลายคนอาจจะมีข้อสงสัยว่า เพราะเหตุใดชีวิตจึงได้พบกับอุปสรรค ความยากลำบากและเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร การงาน เงินทองที่ขัดสน ปัญหาครอบครัว การติดขัดในเรื่องต่างๆ มากมาย ที่หลายคนอาจจะยากที่จะรับมือไว้

         

ขอเรียนให้ทราบว่า ผลที่เกิดขึ้นเหล่านี้ มาจาก”กรรม” ทั้งสิ้น

 

สำหรับในเรื่องของกรรมนั้น วันนี้หลายคนคงรู้กันดีแล้วว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับคนทุกคน เพราะกรรมนั้นเป็นผู้ลิขิตเหล่าสรรสัตว์ทั้งปวง ไม่มีใครใหญ่เกินกรรมไปได้ ซึ่งมีทั้งกรรมทีทำในปัจจุบันและกรรมเก่าในอดีต

แต่น่าเสียดายที่ยังมีหลายท่าน ที่อาจจะมองตัวว่าเป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีความรู้ทางโลกที่สูง แต่ไม่เชื่อในเรื่องของกรรม กฎแห่งกรรม จึงปฏิเสธในเรื่องที่สำคัญมากเหล่านี้ หรืออาจจะยังคงขาดความเข้าใจมองไม่ครบด้าน จึงมีความรู้ที่ไม่เต็มรอบ และมีความเชื่ออย่างผิดๆ กันว่า

 

กรรมที่กำลังส่งผลนั้นเป็นเรื่องของการกระทำในชาติปัจจุบัน ทำชาตินี้อย่างใดก็จะได้ในชาตินี้แบบทันตาเห็น ไม่มีเรื่องของชาติหน้าหรือชาติเก่าชาติไหนๆ ทั้งสิ้น

 

ซึ่งเมื่อได้ยินในความเชื่อเหล่านี้แล้วมันเป็นเรื่องที่น่าตกใจมากและน่าเป็นห่วงสำหรับคนที่คิดอย่างนี้ เพราะกรรมเก่าที่เขาไม่เชื่อนี้แหละ มันสำคัญมากที่สุด ที่ทำให้เราทุกคนต้องทนทุกข์ทรมานวุ่นวายต่อไปอีกทั้งชีวิตและไม่มีทางสงบสุขและหนีรอดกรรมเก่าที่ว่านี้ไปได้แม้แต่คนเดียว!!!

 

เพราะความเป็นจริงชีวิตของเราทุกคนนั้นที่ดำเนินอยู่ในทุกวันนี้ เปรียบเหมือนละครโรงใหญ่ที่กำลังโลดเต้นแสดงบทบาทกันอยู่นี้ บทละครที่เราเล่นมันถูกกำหนดขีดเส้นชะตาชีวิตไว้แล้วด้วยกรรม และมันขึ้นอยู่กับการกระทำทั้งในปัจจุบันกับกรรมเก่า ที่เป็นทั้งเรื่องของกรรมดีและกรรมชั่วในอดีต ที่ติดตามเรามาทุกภพ ทุกชาติ

 

เป็นเหตุและผลซึ่งกันและกัน ที่เมื่อมีเหตุก็ต้องมีผลของมันเกิดขึ้นตามมา

 

เรากระทำการใดหรือก่อกรรมใดก็ต้องได้รับผลกรรมของมันกรรมนั้นหมายถึง การกระทำซึ่งมีทั้งดีและชั่ว  และผลของกรรมนั้นเราเรียกว่า วิบากกรรม แต่ยังมีหลายคนในสมัยนี้เอาคำว่ากรรมและวิบากกรรมพูดปนกันไปหมด ทั้งๆ ที่ความหมายนั้นคนละความหมายกันสิ้นเชิง

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนที่ได้รับวิบากกรรมนั้นไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ การเจ็บป่วย หรือเรื่องเดือดร้อนอะไร เรามักโทษโชคชะตา หรือที่ไม่เชื่อโชคชะตาก็มักจะพูดว่ามันเป็นเหตุบังเอิญ หรือไม่บางครั้งก็กล่าวโทษไปถึงเทวดา โทษพรหมลิขิต โทษคนอื่นหรือสิ่งอื่นเสมอ

 

ส่วนมากเราก็มักจะโยนให้เป็นบาปกับเรื่องเคราะห์ เรื่องของความซวยที่ตัวเองไม่ตั้งใจเพื่อให้ตัวเองพ้นไป แล้วเหตุการณ์เหล่านั้นผ่านไปในความรู้สึกที่ง่ายๆ ไม่มีผู้ใดที่จะหาต้นเหตุที่จะเกิดผลเคราะห์กรรม

 

แต่น่าแปลกใจตรงที่ ไม่ค่อยจะมีใครโทษตัวเองที่สร้างกรรมหรือก่อกรรมเอาไว้ !!!

 

และที่สำคัญ อาจจะเป็นเพราะยังถูกเจ้ากรรมนายเวรเขาบังตาบังใจไว้และไม่รู้จักการทำบุญกุศลแบบที่ได้บุญจริงๆ เท่าที่ผ่านมาบุญกุศลที่เราทำมันอาจจะส่งผลได้น้อยมากๆ หรือแทบไม่เกิดผล อะไรเลยแม้แต่นิดเดียว หลายคนอาจจะกำลังหลงบุญ หลงทางกันอยู่

 

และถ้าหากท่านใดที่มีความเชื่อในเรื่องกรรม และมีโอกาสได้ลองค้นคว้าหาสาเหตุต้นเรื่อง “กรรม” ก็คงจะเห็นได้ชัดว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้นมีสาเหตุทั้งสิ้น ไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างลอยๆ ไร้สาเหตุ

 

เพราะ “ผล” นั้นย่อมเกิดจาก “เหตุ” และมี “ปัจจัย” เป็นตัวช่วยให้เกิดทั้งสิ้น

 

ถ้าจะเปรียบเทียบก็ไม่ผิดอะไรกับการที่เราปลูกข้าว ผลของมันก็ต้องออกมาเป็นเมล็ด จะเป็นพืชอื่นจะไปเป็นมะละกอ  จะไปออกเป็นส้มก็ไม่ได้   เราเคยทำอะไรไว้ เราก็ต้องได้รับผลของมันทั้งสิ้น เราหว่านอะไรไว้ เราก็ต้องได้อย่างนั้น

 

ทำดีก็ต้องได้ดี ทำชั่วก็ต้องได้รับผลชั่วตามนั้นเป็นกฎธรรมชาติ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครเก่งเกินกรรม  แต่กรรมใดจะมาส่งผล จะเป็นก่อนหรือหลัง ต้องเป็นไปตามคิวตามวาระของมัน ที่เราได้กระทำเอาไว้สะสมมาในหลายภพชาติ ตามกฎแห่งกรรม

 

คำถามที่ว่า ทำไมเราต้องเรียนรู้เรื่องกรรม ก็ขออนุญาตตอบเสียตรงนี้เลยว่า เราเรียนรู้ เพื่อจะเข้าใจเรื่องกรรมแบบทะลุปรุโปร่ง  รู้แจ้งเห็นจริง เราเรียนรู้เพื่อจะได้ไม่มีชีวิตอยู่ในความประมาทอีก เราเรียนรู้เพื่อที่จะอยู่กับมันอย่างมีความสุข เพราะจะให้ทำอย่างไรเราก็สลัดกรรมให้หลุด หนีไม่พ้น แม้จะตายไปอีกร้อยชาติพันชาติก็ตาม นอกจากไปสู่พระนิพพานหลุดพ้นไปแล้วเท่านั้น ซึ่งในผู้บุญบารมียังไม่พอ การไปถึงพระนิพพานคงยังต้องใช้เวลาอีกนานโขเลยทีเดียว

 

แต่เราก็มีความสุขในภพภูมินี้ได้ ถ้าเรารู้เรื่องกรรมดีพอ และสร้างกรรมดี ละเว้นกรรมไม่ดีอย่างถูกต้อง มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในชาตินี้

 

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระอริยสงฆ์ที่เราทุกคนกราบไหว้ท่านได้อย่างหมดหัวใจ ท่านได้เทศนาสั่งสอนให้พวกเรารู้จักกรรมไว้นานแล้วว่า

 

“ผู้สงสัยกรรม หรือไม่เชื่อกรรมว่ามีผล คือ ลืมตน จนกลายเป็นผู้มืดบอด อย่างช่วยไม่ได้ กรรม คือ การกระทำดีชั่ว ทางกาย วาจา ใจต่างหาก

 

ผลจริง คือ ความสุขทุกข์ มนุษย์ก็มีกรรมชนิดหนึ่ง ที่พาให้มาเป็นเช่นนี้ ซึ่งล้วนผ่านกำเนิดต่างๆ มา จนนับไม่ถ้วน

 

ให้ตระหนักในกรรมของสัตว์ว่า มีต่างๆ กัน เพราะฉะนั้น ไม่ให้ดูถูกเหยียดหยาม ในชาติกำเนิด ความเป็นอยู่ของกันและกัน และสอนให้รู้ว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมดี กรรมชั่วเป็นของๆ ตน

 

เป็นจริงไหมที่ว่า ในภพชาตินี้เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปในอดีต แล้วไปบอก ไปเตือนกับตัวเองในชาติที่แล้วทำนองว่า

 

เฮ้ย ! หยุดๆ อย่าไปทำอย่างนี้น่ะ มันผิดศีล มันทำให้เราต้องตกระกำลำบากในชาติปัจจุบันนี้ เราอย่าไปฆ่าเขา อย่าไปขโมยของๆ เขา อย่าไปผิดลูกผิดเมียเขา อย่าโกหก อย่ากินเหล้า อย่าๆๆๆๆ สารพัดสารเพ

 

เราไม่มีทางที่จะกลับไปหยุดสิ่งที่เราเคยทำไปแล้วไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านั้นเราได้ทำไปแล้ว และมันกำลังจะส่งให้กับเราในชาตินี้ จะเร็วหรือช้าก็มาถึงตัวแน่นอน มันเป็นเรื่องของกรรมเก่า ที่เกิดมาจากเหตุที่กระทำมาในอดีตทั้งนั้น แม้แต่ที่ท่านกำลังอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่ บรรทัดแรกที่ท่านอ่านก็ล่วงไปแล้ว

 

เพราะเราเคยช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อยามเราเกิดวิกฤตในชีวิต จึงมีคนมาช่วย เรายังมีบุญเก่าที่เคยทำมา ช่วยหนุนนำให้เราผ่านเหตุการณ์นั้นไปได้

 

เพราะเราเคยคดโกงผู้อื่น เคยทำร้ายผู้อื่น วันหนึ่งเจ้าของตัวจริง เขาก็มีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะมาเอาคืน หรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องมีการสูญเสีย

 

เพราะเราเคยทำธรรมทาน เคยชี้นำคนให้รู้จักทำความดี ทำให้ชาตินี้มีปัญญาผ่องใส คิดอ่านอะไรก็รวดเร็ว แก้ปัญหาก็ตรงช่องทาง

 

เพราะเราเคยถวายพระพุทธรูป ชาตินี้จะมีร่างกายสมบูรณ์และผิวพรรณดี ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน

 

แต่คงมีบางครั้งในชาตินี้  ที่เราอาจจะท้อและคิดว่าเราจะทำดีไปทำไม ทำแล้วเราได้อะไรบ้าง ในเมื่อทำแล้ว ไม่เห็นได้อะไรเลยมิหนำซ้ำยังได้ผลในสิ่งที่เราไม่อยากได้

 

ทั้งๆ ที่เราก็คิดว่าทำดีทุกอย่างแล้ว แต่ทำไมหนอยังชาตินี้ยังไม่ได้ดี หรือเอาดีไม่ได้เลย

 

บอกได้เลยว่าที่เป็นเช่นนั้น ก็เป็นเพราะว่าเราทุกคน ยังคงต้องชดใช้กรรมเก่าที่ส่งผลแรงกว่ากรรมดีที่กำลังจะตามมา และกรรมดีนั้นยังไม่ได้ถูกสร้างมากเท่าที่ควร หรือบุญยังมาไม่ทัน ยังไม่ถึงเวลาที่บุญนั้นจะส่งผล

 

และในปัจจุบันกรรมเราก็ยังคงไม่ยอมหยุดการกระทำที่ไม่ดี ปล่อยให้กิเลส ความอยากได้ ความอยากมีเข้ามาครอบงำ ยังคงอยู่ในความประมาททั้งชีวิตที่เหลือเพียงน้อยนิดอยู่ หลายคนอาจจะเที่ยวไปยืมเงินยืมทองคนอื่น ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีปัญญา ไม่มีหนทางไปคืนเขาได้

 

เที่ยวไปคดโกง ไปทำร้ายผู้อื่นทั้งทางตรงและทางอ้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ก่อกรรมทำเข็ญให้ผู้อื่น หรือในบางก็ครั้งก็ไม่มีเจตนา แต่กรรมเก่ามันส่งผล และไม่มีบุญพอ ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ กลายเป็นว่า ในชาตินี้ก็ยังทำกรรมไม่ดีเอาไว้อีกมาก กรรมไม่ดีเหล่านี้จะเป็นตัวขวางทางให้กรรมไม่ดีส่งผลไม่ได้ ยิ่งมีกรรมไม่ดีมากๆ กรรมดีจะส่งผลได้อย่างไร

 

เหมือนน้ำที่มาไหล เพราะมีเศษขยะต่างๆ ไปอุดไปขวางไม่ให้น้ำนั้นไหล ซึ่งต้องเอาสิ่งสกปรกโสโครกนี้ออกไปเสียก่อน น้ำนั้นถึงจะไหลได้ เปรียบเหมือนน้ำที่ไม่สะอาด มีแต่ยาพิษหากเราดื่มเข้าไป ก็คงไม่รอด ต้องเอาน้ำนั้นไปกลั่นกรองหรือทำให้ยาพิษนั้นเจือจางที่สุดถึงจะเอามาดื่มให้เกิดผลดีต่อชีวิตของเราได้

 

ในทางพระพุทธศาสนานั้น ได้บอกไว้เป็นสัจธรรมมากว่า ๒,๕๐๐ ปีแล้วว่า

 

สัตว์โลกนั้นย่อมเป็นไปตามกรรม” แล้วกรรม คือ อะไรกันแน่ มีความสำคัญอย่างไรกับเราบ้าง เรามาทำความรู้จักกันแบบง่ายๆ สบายๆ กัน

 

สำหรับคำว่า กรรม (ภาษาสันสกฤต : กรฺม, ภาษาบาลี : กมฺม) แปลว่า “การกระทำ” เป็นคำกลางๆ  ที่จะดีก็ได้ จะร้ายก็ได้ ซึ่งได้แก่ กระทำทางกาย เรียก กายกรรม ทางวาจา เรียก วจีกรรม และทางใจ เรียก มโนกรรม

 

และทางแห่งการทำกรรม จำแนกตามคุณภาพ หรือตามธรรมชาติที่เป็นมูลเหตุมี ๒ อย่าง คือ

. กรรมฝ่ายไม่ดีคือกรรมชั่ว เรียก อกุศลกรรม หรือ อกุศลกรรมบถ

๒. กรรมฝ่ายดี เรียก กุศลกรรม หรือ กุศลกรรมบถ

คำว่า อกุศลกรรมบถ แยกศัพท์ได้ คือ อ = ไม่ กุศล = ดี  ฉลาด กรรม = การกระทำ บถ = ทาง รวมเรียกว่า ทางแห่งการทำความไม่ดี หรือ ไม่ฉลาด มี ๑๐ อย่าง ซึ่งฝ่ายดีที่เรียก กุศลกรรมบถ ก็มี ๑๐ อย่าง เช่นเดียวกัน

กรรมฝ่ายดีหรือกรรมฝ่ายไม่ดีนั้น ก็สุดแต่ผลที่เกิดขึ้นจากกรรมนั้น ๆ ถ้าให้เกิดผลเป็นคุณเกื้อกูลแก่ตนเองและผู้อื่นก็เป็นกรรมดี

ที่เรียกว่า กุศลกรรม นั้นแปลว่า กรรมที่เป็นกิจของคนฉลาด หรือ บุญกรรม กรรมที่เป็นบุญ คือความดีเป็นเครื่องชำระล้างความชั่ว เช่น รักษาศีล ประพฤติธรรมที่คู่กับศีล หรือแม้กิจการที่ดีที่ชอบ ที่เป็นตามที่แสดงมาแล้วที่เป็นสุจริต

 ส่วนกรรมฝ่ายไม่ดี ที่ให้เกิดผลเป็นโทษเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นให้เดือดร้อนเป็นกรรมชั่ว ไม่ดี เรียก อกุศลกรรมบถ แปลว่ากรรมที่เป็นกิจของคนไม่ฉลาด บาปกรรม กรรมเป็นบาป เช่น การประพฤติผิดในศีลธรรม ประพฤติทุจริตต่างๆ ที่ตรงกันข้ามกับกุศล

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ทรงตรัสไว้ว่า

ตัณหาเป็นกรรม สมุทัยคือ เหตุให้เกิดกรรม มรรคเป็นทางดับกรรม ฉะนั้น จึงไม่ต้องกลัวอดีต แต่ให้ระวังปัจจุบันกรรม และระวังใจ ตั้งใจให้มั่นไว้ในธรรม ธรรมก็จะรักษาให้มีความสวัสดีทุกกาล ทุกสถาน

สิ่งที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสั่งสอนไว้นั้น เพื่อเตือนสติให้เรา อยู่ในโลกแห่งปัจจุบันเพราะอดีตนั้นล่วงเลยไปแล้ว จงเพียรทำความดีเพื่อให้มีความสุข

เราคงเคยได้ยินเรื่องสามล้อถูกหวย หรือคนที่บุญเก่าของเขาทำไว้มากและทำให้ชาตินี้เกิดโชคลาภที่ถูกหวยรางวัลที่ ๑ มีเงินแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนเลยในชีวิต จึงตกอยู่ในอำนาจฝ่ายต่ำ หลงระเริงในความบาป เที่ยวเตร่ใช้เงินแบบไม่มีปัญญาชี้นำ

ซึ่งเป็นการที่เขาใช้ปัจจุบันกรรมในทางที่ไม่ดี เป็นการไปต้านบุญเก่าที่กำลังส่งผล

ไม่นานนักบุญเก่าที่ได้เงินมาหลายล้านก็หมดไปภายพริบตา กลับมาถีบสามล้องกๆ เหงื่อไหลไคล้ย้อย ต้องมีชีวิตที่กลับมาจนเหมือนเดิม ต้องอดมื้อกินมื้ออย่างเก่า และอับอายคนจนแทบจะมุดแผ่นดินหนี

บางรายพอถูกหวย ก็มีเจ้ากรรมนายเวรที่มีชีวิตโผล่มาตามวาระ ตามมาทวงหนี้ทวงสิ้น มาขอเงิน ยืมเงิน หลอกหลวง สารพัด ทำให้อยู่ที่ไหนก็ไม่เป็นสุข ต้องหลบหนีไปอยู่ที่อื่น หรือทำอะไรก็ได้ให้เงินมันหมดเร็วๆ จะได้ไม่มีใครมากวนหัวใจ ไม่นานนักเงินก็จึงหมดลง ต้องตกอยู่ในวิบากกรรมต่อไป เพราะบุญเก่าหมดและไม่ได้สร้างเพิ่มมาช่วย จึงต้องรับกรรมเก่าที่ตามมาทันในชาตินี้

            และเป็นเวลานานมากแล้ว ที่ครูบาอาจารย์หลายท่านของเรา ท่านได้ค้นพบถึงวีธีการที่จะมีชีวิตอย่างไม่ประมาท การเฝ้าระวังและรู้เท่าทันปัจจุบันกรรม ซึ่งจะมาจากผลบุญกุศลที่มีจุดกำเนิดจากการทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ที่ถูกวิธีและตรงช่องทาง ก็จะช่วยในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของเราในชีวิตได้

ทั้งนี้ก็เพื่อให้เราทุกคนได้เข้าใจและเพียรประกอบกรรมดีต่อไป ไม่สร้างกรรมที่ไม่ดี ไม่เบียดเบียนกันและกัน เพื่อส่งผลให้เราทุกคนมีความสุขทั้งในปัจจุบัน และทุกภพ ทุกชาติต่อไป

           ท่านได้เมตตาสอนว่าเราทุกคนควรต้องทำปัจจุบันกรรมให้ดี เพื่อให้ชีวิตที่เหลืออยู่นั้นมีความสุข ทำปัจจุบันกรรมให้ดีเพื่อให้บุญใหม่นั้นไปช่วยลบล้างกรรมเก่าที่เคยทำมา หรือที่ยังมีอยู่ให้เบาบางลงไปได้

            และอย่าไปคิดน้อยใจเป็นอันขาด ว่าทำไมหนอเรารู้จักเรื่องบุญหรือกรรมช้าไป ขอให้คิดเพียงว่า เป็นโอกาสที่ดีแล้วในชีวิตที่เราได้เรียนรู้ในตอนนี้ไม่มีคำว่าสาย  ถ้าไม่มีวิบากกรรม เราก็คงไม่รู้จักบุญและกรรมที่แท้จริงก็ได้

เรามาเริ่มต้นกันใหม่ ทำในกรรมที่ดีได้ตลอดเวลา วินาทีนี้ เดี๋ยวนี้ ยังไม่สายเกินไป

น้ำนอกแก้วที่มันหก มันระเหยไปแล้ว ขอให้อย่าไปนั่งคิดเสียดายเลย มันเปล่าประโยชน์ไปแล้ว มันหมดไปแล้ว เอาเวลาที่เหลือมาดูแลน้ำในแก้วที่เหลืออยู่ดีกว่า ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้มันหก ไม่ให้มันกระฉอกหายลดลงไปอีก

 

การศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรม และกรรมเก่านั้นก็เป็นเรื่องที่ดียิ่งสำหรับมนุษย์ทุกคน แต่ขอให้เป็นเพียงรู้เพื่อจะไม่ไปสร้างกรรมใหม่ให้เกิดขึ้น เอากรรมเก่าและผลเหล่านั้นมาเป็นบทเรียนเอามาเป็นครูบาอาจารย์

 

เพื่อนำมาเตือนสติตัวเองให้เกิดปัญญาที่ถูกต้อง เพื่อมายับยั้งชั่งใจถ้าคิดจะทำอะไรนอกลู่นอกทาง ที่อาจจะไปสร้างกรรมไม่ดีขึ้นมา ก็จะรู้ว่าผลจากการกระทำนั้นจะทำให้ชีวิตมีแต่ความทุกข์ยากลำบาก ก็ไม่ลงมือทำลงไปทั้งกาย วาจา ใจ

 

แต่ชีวิตของคนเราทุกคนนั้น อย่าไปยอมจำนนต่อกรรมเก่า ตกเป็นทาสของกรรมเก่าจนโงหัวไม่ขึ้น ไม่ยอมทำอะไรเลย นอนรอกรรมเก่าอย่างเดียว

 

พระพุทธองค์ได้เคยตรัสไว้ว่า

ลัทธิกรรมเก่าหรือปุพเพกตเหตุวาท นั้นเป็นลัทธิความเชื่อที่อยู่นอกศาสนาพุทธ ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระองค์และแน่นอนว่า ความเชื่อ สิ่งใดหรืออะไรก็ตามที่อยู่นอกศาสนาพุทธนั้นไม่ใช่ทางที่จะทำให้มนุษย์นั้นหลุดพ้นจากทุกข์ไปได้

 

พวกคลั่งลัทธิกรรมเก่า จะมีความเชื่อที่ว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตามทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะกรรมที่ได้ทำไว้ในปางก่อนซึ่งเป็นเรื่องจริง แต่ที่น่าสงสารก็คือ คนพวกนี้จึงยอมจำนนต่อกรรมเก่า โดยไม่ยอมทำอะไรเลยเพื่อจะไปแก้ไขให้มันดีขึ้น ซึ่งน่าสงสารมากที่ปล่อยให้ชีวิตของตนเหมือนกับท่อนไม้ลอยไปตามยถากรรม

 

ในศาสนาพุทธ สอนให้ทุกคนอยู่กับความเป็นจริง อยู่กับกรรมในปัจจุบัน ไม่พะวงหรือติดยึดกับกรรมเก่า รู้เพียงรู้แล้วอย่าไปทำแบบเดิมๆ ให้ชีวิตต้องทนทุกข์อีก

 

อดีตนั้นบอกถึงสภาวะในปัจจุบัน และปัจจุบันจะเป็นตัวบอกว่า อนาคตของเรานั้นเป็นอย่างไร

กรรมเก่าที่เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกฎแห่งกรรมนั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เราทุกคนได้ตระหนักถึงความจริงในชีวิตว่า ชีวิตของเรานั้นในชาตินี้ที่พบกับความทุกข์ยาก ความลำบากในการมีชีวิตไม่ว่าจะด้วยการพิการ ความไม่มี ความขัดสนจนเงินทอง การไม่มีเกียรติ การโดนดูถูกเหยียดหยาม

เราทุกคนสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้ด้วยการกระทำกรรมดีที่เป็นกรรมใหม่ของเราเองได้

 

ชีวิตของเรานั้นไม่ได้จะดีขึ้นมาได้ ด้วยการดลบันดาล การช่วยเหลือของเทพยดาหรือใครหน้าไหนทั้งสิ้นแบบเต็มร้อย เราต้องมีกรรมดีของเราเอง ในส่วนที่ท่านช่วยนั้นเป็นด้วยความเมตตา แต่ไม่ได้ช่วยทั้งหมด มีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตก็วิ่งไปหาท่าน สารพัดที่จะบนบานหวังที่จะให้ท่านช่วย อย่างที่ใครหลายคนเข้าใจว่า

 

หลายคนหมดอาลัยตายอยาก คิดสั้นๆ เพียงว่า ชีวิตที่ดีหรือตกต่ำเป็นเพราะพรหมนั้นลิขิตหรือกำหนดมา ก็จึงไม่คิดจะทำ จะสร้างอะไรให้ตนเองนั้นดีขึ้นมา

 

หลายคนจึงปล่อยชีวิตเหมือนขอนไม้ หรือปลาตายที่สุดแต่กระแสน้ำจะพัดพาไป ดูแล้วน่าเศร้าใจยิ่งนัก

 

กฎแห่งกรรมที่พระพุทธองค์นั้นทรงค้นพบ และนำมาสั่งสอนโปรดสัตว์โลก ก็เพื่อช่วยให้เรามีปัญญา มีใจที่สว่างเห็นความถูกต้องที่เป็นเหตุและเป็นผล เห็นคุณค่าของความเพียร ความมานะบากบั่นที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

ผมอยากจะยกตัวอย่างของคนสองคนมาเปรียบเทียบให้ท่านผู้อ่านได้สัมผัสเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องของกรรมเก่าและกรรมใหม่

 

คนแรกนั้นชื่อ สมพร เขาเป็นคนพิการมาตั้งแต่เกิด ขาทั้งสองข้างนั้นลีบเดินไม่ได้ เขาเป็นคนที่เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เขาจึงพยายามศึกษาเรียนรู้ว่า สาเหตุอะไรที่เขาต้องมาพิการมีชีวิตที่แสนลำบากแบบอย่างนี้

 

เขารู้ว่า เพราะในอดีตชาติซึ่งไม่รู้ว่าชาติไหนแน่ ตัวเขาเองนั้นต้องเคยทำกรรมไม่ดีบางอย่างเอาไว้ที่มาส่งผลในชาตินี้ อาจจะเคยกักขัง หน่วงเหนี่ยวทรมานสัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตให้ทนทุกข์ทรมาน

 

อาจจะบังคับให้สัตว์นั้นไปไหนไม่ได้จนสัตว์นั้นขาพิการ ชาตินี้เขาจึงต้องเกิดมาชดใช้กรรมที่เขาก่อขึ้น เกิดมาลืมตาดูโลกกรรมนั้นตามสนองต้องกลายมาเป็นคนพิการเดินเหินแบบคนปกติเขาไม่ได้

 

เขาเข้าใจถึงที่มาแล้วว่า ทำไมเขาต้องรับผลจากการกระทำที่ผ่านมา เขารู้ดีว่าไม่มีใครใหญ่เกินกรรมไปได้ และเขาไม่มีทางย้อนเวลาไปแก้กรรมนั้นได้ เพราะกรรมนั้นเกิดขึ้นแล้วในอดีต

 

ดังนั้นในชาตินี้ภพนี้ เขาจึงพยายามที่แก้ไขในปัจจุบันเท่าที่เขาทำได้ เมื่อครูบาอาจารย์ชี้ทางสว่างว่า บุญนั้นเป็นที่พึ่งได้จริง เขาจึงเพียรทำบุญกุศลทุกครั้งที่มีโอกาส และอุทิศบุญกุศลเพื่อไปขออโหสิกรรมต่อดวงจิตวิญญาณที่เขาเคยทำกรรมไม่ดีเอาไว้ ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร ชื่ออะไรอยู่ที่ไหน แต่เขาทำเพราะด้วยความสำนึกผิดจริงๆ แล้วทุกคนที่เขาทำบุญ เขาก็มีกำลังใจในการสู้ชีวิต

 

เมื่อทำบุญคราใดเขาก็จะอธิษฐานทุกครั้งว่า ด้วยบุญกุศลที่เขาทำไปนั้น ขอจงส่งผลให้ชาติหน้าฉันใด ขอให้เขาได้เกิดมามีร่างกายที่ครบถ้วนเหมือนคนอื่นทั่วไป ขอให้ความขัดข้องและความไม่มีจงอย่างบังเกิดขึ้นกับเขาอีกเลยในชาติปัจจุบันรวมไปถึงชาติต่อไปจนกว่าจะถึงนิพพาน คือ การไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว ซึ่งเขาคิดว่าเป็นการกระทำที่ดีที่สุดเท่าที่เขาทำได้แล้วในชาตินี้

 

เพราะเมื่อทำบุญครั้งใดจิตใจของเขาก็ผ่องใส มีกำลังใจที่จะต่อสู้ชีวิตที่เหลืออยู่ เหมือนมีน้ำใหม่เข้ามาเติมชีวิตที่แห้งแล้งของเขาให้รู้สึกชื่นช่ำ  เขาเชื่อว่า กรรมดีหรือการกระทำดีใหม่ในชาตินี้ จะมีผลต่อชีวิตเขามากที่สุดตราบที่เขายังมีลมหายใจอยู่

 

ในชาตินี้เขาก็พยายามที่จะระมัดระวัง ไม่ไปเบียดเบียนใครทั้งสิ้น และมีเมตตาต่อสัตว์และเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ขยันขันแข็งไม่งอมืองอเท้า แม้จะพิการก็สู้ชีวิตแบบยิบตา

 

เพราะเขารู้ดีแล้วว่า การทำดีของเขาจะต้องส่งผลให้เขาในภายภาคหน้า เขามีเมตตาและการให้ของเขา ทำให้เขาเป็นที่รักของคนทั้งปวงที่อยู่แวดล้อมเขา

 

สมพรอดทนเพียรพยายามทำความดี และเมื่อใจเขามีกำลังเพราะเขารู้จักการทำทาน ถือศีล และมีปัญญาที่มาจากการทำสมาธิ ทำให้เขากลายเป็นคนที่ภาษาชาวโลกสมัยใหม่เรียกว่า คิดบวกและทำบวกอยู่ตลอดเวลา

 

เขาจึงคิดอยู่เสมอว่า ตัวเขาเองยังโชคดีมากกว่าคนอื่นหลายเท่านัก แม้ขาจะพิการ แต่ยังมีแขนเหลืออีกตั้ง 2 ข้าง มีหูตาที่ดีกว่าคนอื่นอีกหลายคน เขาพยายามที่จะหาอาชีพที่สุจริตทำ ไม่ทำตัวให้น่าสมเพชไม่เป็นภาระให้คนอื่น  เขาไม่ยอมมีชีวิตอยู่มานั่งให้ใครหน้าไหนก็ตามมาลิขิตชีวิตของเขา

 

เขาเชื่อในเรื่องกรรมเก่า แต่ไม่ไปนั่งฟูมฟายเพราะมันไม่มีประโยชน์อะไร เพราะมันเกิดขึ้นมาแล้ว

 

เขารู้ดีว่าถ้าเขาลงมือทำเมื่อใด เขาก็จะได้รับผลดี ไม่ใช่มีเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใดจะมาดลบันดาลช่วยเขาทุกอย่าง ทุกเรื่องแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ เขาเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นมีจริง แต่ท่านจะช่วยคนที่ลงมือทำความดีเท่านั้น

 

เขารู้ดีว่าอันดับแรก ที่จะทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นก็คือ ตนนั้นแหละเป็นที่พึ่งแห่งตน เขาจึงเร่งในการสร้างกรรมใหม่ในปัจจุบันเพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนให้เป็นไปในทางที่ดีงาม

 

ซึ่งผิดกับคนที่สองที่ชื่อ ทวีเดช ที่มีอวัยวะครบถ้วนทั้ง 32 ประการ ซึ่งก็เรียนรู้เรื่องกฎแห่งกรรมเช่นกัน แต่กลับไปเน้นที่กรรมเก่าและการยอมจำนนต่อกรรมเก่า ทวีเดชนั้นเกิดมาเป็นคนหัวไม่ดีนัก หรือเรียกว่า สติปัญญาน้อย

 

เขาเรียนรู้มาเช่นกันว่าเหตุที่เป็นเช่นนั้นเป็นเพราะกรรมเก่า ที่ชาติหนึ่งชาติใดในอดีต เขาอาจเคยเป็นผู้ทำตัวเสเพล เมาสุรา มั่วสุมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดที่ผลต่อสมองหรือเป็นผู้ชักนำมีส่วนเกี่ยวข้องให้คนอื่นร่วมทำกรรมไม่ดีนี้ด้วย

 

พอมาในชาตินี้ เขาจึงมีสติปัญญาที่ไม่ดีนัก เมื่อรู้อย่างนี้ก็หมดอาลัยตายอยาก คิดว่าตัวเองนั้นสมองไม่ดีแล้ว ทำอย่างไรก็คงไม่ดีขึ้น ดูถูกตัวเองว่าไม่มีทางสู้คนอื่นเขาได้ ก็เลยปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม แบบว่าอะไรมันจะเกิดก็ให้มันเกิด ไม่มีความมานะอดทนที่จะเสาะแสวงหาความรู้ หรือสร้างกรรมดีใหม่เพื่อมาลบล้างกรรมเก่า

 

ทั้งๆ ที่รู้จักกรรมแต่ทำไม่ไม่รู้ตัวเองว่า เพราะขาดความเพียร ความมานะบากบั่น จึงทำให้เรียนได้ไม่สูง ไม่เพียงพอที่จะหางานดีๆ เลี้ยงชีวิตตัวเองและตอบแทนพระคุณพ่อแม่ได้ เมื่อมาได้เมียก็เพราะความไม่มีปัญญามากพอขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง บอกกับตัวเองว่าไม่มีทางเลือกเพราะพรหมลิขิตไว้แล้ว แทนที่จะใช้ปัญญาเลือกจากคนที่มีศีล มีปัญญา มีศรัทธา มีการให้ที่เท่ากัน เสมอกัน

 

เมื่อยอมจำนนต่อกรรมแบบนั้น ชีวิตของทวีเดชจึงมีแต่ความวุ่นวายมากกว่าความสุข ต้องตกระกำลำบากอดมื้อกินมื้อ เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยแทนที่จะพิจารณาว่ามาจากสาเหตุใด กินอาหารไม่ครบมื้อ ขาดสารอาหารอะไร ทำไมถึงทำให้เป็นโรคร้าย

 

ไม่ดูแลร่างกายตนเองเมื่ออากาศเปลี่ยน หรือแม้กระทั่งโรคที่เป็นอยู่ประจำเพราะมาจากกรรมพันธุ์ ทวีเดชไม่รู้ที่มาที่ไป ปล่อยให้พฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องของตนเองก่อให้เกิดโรค แทนที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อจะป้องกันโรค

 

ก็ไปโทษว่าเป็นโรคเวรโรคกรรมเก่าทั้งนั้น

 

ชีวิตของทวีเดช จึงเป็นชีวิตที่รู้จักกรรมแต่ไม่เข้าใจในกรรมดีพอ เหมือนตกนรกทั้งเป็น แต่สมพร ผู้ไม่ยอมจำนนต่อกรรมเก่า เหมือนขึ้นสวรรค์ทั้งเป็นแม้ร่างกายพิการ

 

เหมือนคนที่เป็นเมียแล้วถูกผัวซ้อม และทำร้ายหัวใจต่างๆ นานา ร้อยทั้งร้อยที่เป็นคำแนะนำที่ฝ่ายหญิงมักจะได้รับจากผู้เห็นใจหรือเพื่อนๆ ญาติพี่น้องก็คือ ทำใจเสียเถอะมันเป็นกรรมเก่าหรือผลของกรรมที่ทำมา เพราะกรรมเก่าจึงต้องมานั่งทนทุกข์ ชดใช้กรรมนั้นจนกว่าจะหมดสิ้นกันไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะหมดเสียที นอกจากจากตายจากกันไปหรือหนีไป

 

นี่คือ ตัวอย่างของการอ้างกฎแห่งกรรม มาใช้ที่ทำให้ผู้คนยอมจำนนต่อปัญหา จำนนต่อกรรมที่เห็นได้ชัด

 

จริงอยู่การเลือกผู้ชายมาเป็นผัวนั้น ฝ่ายหญิงนั้นคิดผิดตั้งแต่แรกแล้วที่หลับหูหลับตาหรือมีกรรมอะไรมาบังตาจนไม่เห็นความเลวร้ายที่ซุกซ่อนอยู่หรือเป็นเพราะกรรมนั้นลิขิต ที่ต้องมาชดใช้กัน จึงหลงเลือกผู้ชายไม่ดีมาเป็นผัว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่พอจะรับฟังได้

 

แต่ในเวลาต่อมา ที่ทนยอมให้ผัวทำร้ายเตะต่อยนั้น ส่วนหนึ่งเราต้องใช้สติปัญญาพิจารณากันอย่างละเอียดว่าไม่ใช่เรื่องของกรรมเก่าหรือการชดใช้กรรมแล้ว แต่เป็นการสร้างกรรมใหม่ และกรรมใหม่ที่ผู้หญิงเลือกที่จะสร้างขึ้นมาแล้วให้ผู้ชายมาทำร้ายนั่นเอง ต้องมานั่งพิจารณาว่า ฝ่ายหญิงนั้นบกพร่องในเรื่องใด

 

ฝ่ายหญิงเป็นคนที่ชอบเที่ยวกลางคืน ดื่มเหล้าเมายา ติดการพนัน จนการงานไม่ทำ งานบ้าน ลูกเต้าไม่ดูแลหรือไม่

 

ฝ่ายหญิงเป็นผู้มักมากในกาม คบชายชู้ หรือทำตัวสำส่อนหรือไม่

 

ฝ่ายหญิงไม่รู้จักปรับปรุงเนื้อตัว ปล่อยตัวเองตามยถากรรม เหมือนผีบ้า ใครเขาจะพาไปไหนด้วย โกหกไฟแลบ เที่ยววิ่งยืมเงินคนสร้างความเดือดร้อนให้กับครอบครัวหรือไม่

 

กรรมใหม่ที่สร้างขึ้น นี่แหละที่เป็นตัวการทำให้เธอต้องพบกับความเลวร้ายในชีวิต พูดอีกอย่างก็คือ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับฝ่ายหญิง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการกระทำในปัจจุบันของเธอเอง ไม่ใช่เป็นเพราะกรรมเก่าในอดีต ไม่ว่าในชาตินี้หรือชาติที่แล้ว แต่เป็นกรรมใหม่หรือการกระทำใหม่ล้วนๆ ที่เธอสร้างขึ้นมา

 

เป็นที่น่าเศร้าใจมาก ที่ทุกวันนี้มีคนจำนวนไม่น้อยมีความเข้าใจที่ผิดๆ เหมือนกับทวีเดชและผู้หญิงที่ถูกผัวทำร้ายและยอมแพ้ ยอมจำนนต่อกรรมเก่าว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของตนเองทั้งหมดล้วนเป็นเพราะกรรมเก่าทั้งสิ้น

 

เมื่อเกิดอะไรขึ้นไม่ดีไม่งาม เกิดอุปสรรคต่างๆ ในด้านการทำงาน การขัดสนเงินทอง การทะเลาะเบาะแว้ง การผิดประเวณี ครอบครัวแตกแยกเกิดอุบัติเหตุ เจ็บไข้ได้ป่วย ฯลฯ

 

แทนที่จะเร่งสร้างการกระทำใหม่ที่ดี โดยมีกรรมเก่าเป็นบทเรียน กลับไปโทษสิ่งอื่นนอกจากตัวเอง  แพะรับบาปตัวแรกก็คือ ไอ้กรรมเก่านี่แหละ

 

ทุกวันนี้เรื่องของกรรมเก่า ถูกนำมาใช้เพื่อสะกดสมองและจิตใจให้ผู้คนยอมจำนนกับปัญหา โดยไม่คิดที่จะทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงตนเองหรือสถานการณ์ที่เลวร้ายให้กลับมาเป็นดีซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้องนัก

 

คำสั่งสอนขององค์พระศาสดาที่มีมากว่า 2,500 ปี ในเรื่องของการสร้างบุญกุศลที่เป็นกรรมดี การเพียรพยายามทำสิ่งที่ดีสู่ตัวเองและผู้อื่น การละเว้นความชั่ว พยายามที่จะควบคุมจิตใจประพฤติตนให้อยู่ในศีล ในธรรมนั้น

 

เป็นของวิเศษ เป็นกรรมใหม่ที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วเป็นระยะเวลายาวนานว่า จะทำให้ชีวิตของคนทุกขึ้นดี เจริญขึ้น จะสุขหรือทุกข์น้อยลงเพียงใด ก็ขึ้นอยู่ที่ใครจะทำกรรมดีมากหรือน้อย ละเว้นกรรมไม่ดีได้เท่าใด

 

เป็นกรรมใหม่ในปัจจุบันที่เราทุกคนควรทำเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่ผ่านมาอย่าไปเสียดาย เราเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ชีวิตเป็นของเราเอง

 

พระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก ที่คนไทยรู้จักกันดีนั้น เป็นพระเมตตามหากรุณาธิคุณของในหลวงองค์ปัจจุบันของเรา เพื่อการเตือนสติเราทุกคนไม่ให้ยอมแพ้ต่อกรรมและโชตชะตา ที่มีเนื้อเรื่องว่า ครั้งหนึ่งมีพ่อค้า 700 คน คนพวกนี้อยากรวยก็พากันลงเรือกันไปจะแสวงหาโชคลาภ

 

รอแล่นได้มาระยะทางหนึ่ง เจอกับพายุใหญ่พอเรือล่มพ่อค้า 700 คนเหล่านั้น ก็ไม่ทำอะไรพากันคุกเข่าอ้อนวอนเทวดาให้ช่วย สุดท้ายก็เลยจมน้ำตายหมด แต่พระมหาชนกไม่ทรงอ้อนวอน พยายามช่วยตัวเองทุกทาง ว่ายน้ำทวนกระแสกรรมแบบไม่ยอมแพ้ จนพระมหาชนกพบกับความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา

 

ในเรื่องของบุญและคุณงามความดีที่เราทำขึ้นมาใหม่นั้น มีฤทธิ์และพลังอำนาจที่สามารถจะไปช่วยผ่อนคลายกรรมเก่าที่เรากลัวหนักกลัวหนาเหมือนกับพยุร้ายที่จะพัดให้เรือชีวิตนั้นอับปาง บุญจะช่วยให้คลายจากที่หนักเปลี่ยนมาเป็นเบาได้ ดังที่ครูบาอาจารย์หลายท่านค้นพบและได้สอนอยู่เสมอว่า

 

กรรมดีและบุญฤทธิ์นั้นสามารถที่จะคลายกรรมเก่าได้

 

โดยเฉพาะคนที่เชื่อว่ามีกรรมเก่าส่งผลแต่ไม่ยอมจำนน  ยังมีเจ้ากรรมนายเวรนั้นตามราวีจนทุกข์ทรมาน มีปัญหามากมายในชีวิต บุญกุศลที่เราทำนี้ ยังสามารถไปขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตเหลือเพียงดวงจิตวิญญาณที่ตามราวีเราไม่เลิกรา ให้เขายกโทษเปลี่ยนใจอโหสิกรรมให้

 

เพื่อให้กรรมที่เราเคยทำกับเขานั้นส่งผลน้อยเท่าที่สุดหรือในบางกรรมนั้นตามมาส่งผลในชาตินี้ไม่ได้ เพราะเบาบางมาก แต่ถึงอย่างไรก็ดี  เราก็คงต้องได้รับเศษเวรเศษกรรมนั้นอยู่ดี เพราะกรรมนั้นเกิดขึ้นแล้ว จะเบาจะหนักหนาเพียงใด ก็ขึ้นอยู่ที่กรรมนั้นกำหนดจะส่งผลเมื่อใด หนักหนาเพียงใด ในชาตินี้หรือชาติไหนไม่มีใครล่วงรู้ได้เป็นไปตามกฎแห่งกรรม

 

อย่างน้อยถ้าไม่เชื่อในเรื่องกรรมเก่านี้ การทำความดีทั้งต่อตนเองและคนอื่น เชื่อว่าน่าจะเป็นทางที่ถูกต้องที่นำไปสู่ความเจริญ และจะทำให้เป็นที่รักนิยมชมชอบของคนทั้งปวงได้

 

หลักจากนี้ต่อไป จะเป็นการแนะนำในเรื่องของการสร้างบุญกุศลที่มีพลังอำนาจมากพอ ที่จะช่วยให้ทุกคนผ่อนคลายในเรื่องของวิบากกรรมไม่ดีลง เพื่อให้ทุกคนมีความสุข ความเจริญได้ตามที่ตนปรารถนา แต่ทั้งนี้นั้นขึ้นอยู่ที่บุญจะพาไปทั้งสิ้น

 

ใครที่ไม่เชื่อในเรื่องบุญและกรรมนั้น ก็ขอให้นึกเสียว่าเป็นความรู้อีกแขนงหนึ่งที่ รับรู้ไว้ไม่เสียหลาย แต่จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อคนที่เชื่อที่จะทำให้ชีวิตทุกคนเจริญ มีความสุขได้อย่างแน่นอน

 

แต่ขอบอกอย่างหนึ่งว่า เรื่องที่จะพูดถึงในหนังสือเล่มนี้ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องไสยศาสตร์ หรือชักนำให้หลงและงมงาย โปรดตั้งสติ มีสมาธิในการอ่าน และพิจารณาด้วยปัญญา ในบางบรรทัดที่มีการกล่าวอ้างชื่อครูบาอาจารย์คนสำคัญไว้ เพื่อแสดงความกตัญญูและเพื่อบูชาพระคุณความดีของท่าน ที่ได้พยายามสอนสั่งให้ทุกคนเข้าใจ และนำไปปฏิบัติให้เกิดผลดีต่อชีวิตของทุกคน

 

และสิ่งที่ท่านจะได้พบภายในหนังสือเล่มนี้ ขอให้เป็นไปตามแรงสัตยาอธิษฐานของผู้เขียน ที่จะพยายามอธิบายในเรื่องกรรมต่างๆ และวิธีการเชื่อมบุญ พึ่งบุญ ทำบุญ แรงบุญที่ยิ่งใหญ่ให้เข้าใจอย่างชัดเจนในทุกเรื่อง เท่าที่บุญของผู้เขียนจะพาไปได้ จะเกิดผลมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับบุญและกรรมที่เราทุกคนร่วมกันทำมา

 

จะอธิบายรวมไปถึงการแก้กรรมหรือการไปขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรที่ได้ผล เรียกว่าพยายามให้สมบูรณ์ทั้งสองทาง ทั้งเพิ่มบุญและแก้กรรมไปพร้อมๆ กัน และเชื่อว่า หลังจากนี้เป็นต้นไป ชีวิตของเราทุกคน ต้องมีความสุขได้แน่นอน

 

ในบทต่อไป เรามารู้จักเจ้ากรรมนายเวรกันอย่างละเอียดว่า เขาเป็นใคร มีจริงหรือไม่

 

และที่สำคัญ เจ้ากรรมนายเวรพวกนี้เราจะรับมือเขาอย่างไรดีถึงจะถูกธรรมและเกิดผลดีต่อชีวิตของเรา

Read Full Post »

1.      การอธิษฐานเพื่อขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์

การตั้งจิตอธิษฐานแบบนี้มักพบเห็นกันมากในสังคมไทยครับคือ แต่ละคนก็จะมีความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แตกต่างกันไปการไปอธิษฐานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นจุดประสงค์ก็เพื่อเป็นการขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเป็น “พลังเสริม” หรือไม่ก็ไปขอความช่วยเหลือแล้วหวังผลการอธิษฐานจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นไปเลยตรงๆ โดยอาศัยพลังบุญของตนเองเป็นที่ตั้ง

ยกตัวอย่างเช่นการบูชาเทวดา ผีบ้านผีเรือน ศาลเจ้า หรือแม้แต่พระสงฆ์อริยะเจ้าที่ได้ดับขันธ์ไปแล้ว โดยมีความเชื่อทางพิธีกรรมโบราณนำมาผสมผสานกับความเชื่อของพระพุทธศาสนาแล้วตั้งคำอธิษฐานไว้ก็เป็นการขออำนาจจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นมาช่วย “ดลจิตใจ” ให้เกิดการกระทำที่ดีและอวยพรให้ชีวิตประสบความสุขและความสำเร็จ

หลักการในการอธิษฐานก็มีความเหมือนกันกับที่ได้อธิบายไปข้างต้นแล้วคือ จะมีการอธิษฐานก็ต่อเมื่อได้ ประกอบบุญสร้างบุญแล้วต้องทำการ เชื่อมบุญ อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นให้ท่านเหล่านั้นได้มีพลังเกื้อหนุนที่จะช่วยเหลือให้ผู้ร้องขอได้สมความปรารถนาต่อไป แต่จะได้ช้าหรือเร็วก็อยู่ที่บุญบารมีที่ได้สั่งสมกันมารวมไปถึงการกระทำในปัจจุบันด้วยครับว่า ได้ทำกรรมดีเอาไว้มากน้อยแค่ไหน

 ที่ต้องกล่าวว่าเราจะต้องไปขอพรหรือขอความช่วยเหลือนั้น เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายนั้นก็เป็นภพที่อยู่สูงกว่า จึงเป็นการสมควรที่ต้องไปสักการบูชาทำความเคารพ ขอโมทนาคุณความดีของตัวท่านให้ช่วยคุ้มครองและดลใจให้เราไม่เดินทางผิดและมุ่งหน้าทำดีต่อไปและตัวผู้ขอก็ต้องมีศรัทธาที่แรงกล้ามากพอจะจึงมีผลเชื่อมต่อถึงการกระทำที่ได้ให้สัจจะวาจาผ่านทางการอธิษฐานไป

ตัวอย่างคำอธิษฐานที่ปรากฏโดยการอ้างถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีดังนี้ครับ

 

สวด นะโม 3 จบ แล้วตั้งจิตอธิษฐาน ดังนี้

ข้าพเจ้าชื่อ………………….นามสกุล…………………………..อายุ………..ปี

 ขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ หลวงพ่อปานวัดบางนมโค หลวงพ่อฤาษีลิงดำ อีกทั้ง เทวดาที่คุ้มครองพระนามว่า ……………………………และท่านท้าวพระยายมราช จงได้โปรดสงเคราะห์ ระงับกรรมที่เป็น อกุศล ที่มาตัดรอนชีวิต,อายุ,การเงิน,การงาน หรือ ความสุขในครอบครัวไว้ก่อน เพื่อที่จะให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสทำการงานที่ดีเพื่อสำเร็จประโยชน์ในทุกสิ่งเพื่อที่จะได้บำเพ็ญบารมี ทานศีลภาวนา ในการอันสมควร และขอให้บริวารอยู่ในปกครอง อุปสรรคในกิจการงานจงอย่ามีแก่ข้าพเจ้า

การอธิษฐานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบนี้ก็นับว่าเป็นตัวอย่างการอธิษฐานที่ดีแบบหนึ่งเพราะไม่เป็นการก่อกิเลสหรือก่อบาปกรรมให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเพราะจุดประสงค์เพื่อขอพรและโมทนาบุญความดีให้แก่กันและกันและมุ่งเน้นไปสู่การปฏิบัติตนให้ดีเพื่อให้ได้สิ่งที่ปรารถนาสมความตั้งใจเอาไว้ด้วย

2.      การอธิษฐานเพื่อสิ่งที่ต้องการด้วยการบนบาน

การบนบานศาลกล่าวนั้นความจริงแล้วก็เป็นส่วนหนึ่งของการอธิษฐานเหมือนกันเพียงแต่ว่า นอกจากเป็นการขออำนาจบารมีของผู้มีอำนาจมาให้ช่วยแล้ว ยังมีการ “ติดสินบน” เอาไว้อีกด้วยซึ่งการบนบานนี้มีความเชื่อกันว่าหากนำสิ่งของทั้งหลายไปล่อเพื่อเป็นการตอบแทนหลังการอธิษฐานแล้วจะยังผลให้เกิดความสัมฤทธิ์ผลเร็วขึ้น

ของที่มักจะนำไปบูชาหรือตอบแทนก็มักจะเป็นอาหารคาวหวาน หรือการกระทำในรูปแบบต่างๆ เช่น การฟ้อนรำ,การวิ่ง หรือกิจกรรมใดๆ ที่ผู้ที่ได้มาบนมีความถนัด ซึ่งการบนบานนั้นเชื่อว่าเป็นพิธีกรรมหนึ่งที่มาจากวิชา “ไสยศาสตร์” เสียมากกว่า โดยจะดูไปถึงนิสัยเดิมของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้ที่ไปบนมีความเคารพนับถือว่าขณะที่เป็นมนุษย์ว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร

เช่น ขณะที่เป็นมนุษย์ชอบรับประทานเนื้อก็มักจะเอาเนื้อสดมาบูชา หรือชอบรับประทานไข่ก็เอาไข่มาบูชา ชอบดื่มเหล้า ก็มักจะเอาเหล้ามาบูชา หรือถ้าไม่รู้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นท่านชอบอะไรก็มักจะเตรียมกันมาแบบครบเครื่องเผื่อเหลือเผื่อขาด ให้เลือกเอาได้ตามสบาย

แต่โดยปกติภพภูมิของความเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หากเป็นระดับชั้นเทพหรือเทวดาท่านจะมีทิพย์สุขอยู่แล้วอยากได้อะไรก็มักจะนึกเอาได้ดังใจปรารถนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นชั้นเทพจึงไม่มีความจำเป็นต้องรับสินบนใดๆ เพราะหากเผลอไปรับก็อาจมีสิทธิ์ตกสวรรค์ไปได้ง่ายๆ เพราะเป็นการทำผิดกฎเป็นการสร้างกรรมสร้างกิเลสและ ผลกรรมก็จะตกอยู่กับผู้ที่เอาเครื่องเซ่นไหว้นี้ไปให้ท่านด้วย

 เรื่องของการเอาของมาเซ่นไหว้นี้ จริงๆ แล้วน่าจะเป็นความเชื่อเพื่อไหว้ “วิญญาณ” หรือ ผี ที่ต่ำลงมา เช่น วิญญาณบรรพบุรุษ หรือเจ้าที่ที่เคยอาศัยอยู่บริเวณนั้นซึ่งส่วนมากแล้วก็มักจะเป็นการอธิษฐานขอโดยมีจุดประสงค์เพื่อขอให้ช่วยปกป้องคุ้มครองให้มีความปลอดภัยและมีการดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติและมีความราบรื่น

การบนบานจึงมีความแตกต่างกับการอธิษฐานจิตตรงที่การมี “ปัจจัย”ประกอบ การอธิษฐานโดยแท้ตามที่ได้กล่าวมาจะใช้พลังจากเหตุที่จิตของตนเองมีความบริสุทธิ์และความปรารถนาของตนเองเป็นที่ตั้งแล้วมีการตั้งสัจจะวาจาด้วยการกระทำประกอบลงไปด้วยจึงมีสภาวะที่เหมาะสมที่จะเป็นเหตุปัจจัยให้สำเร็จตามแรงของตนเอง

 แต่สำหรับการบนบานนั้นจะต้องอาศัยพลังจาก”ปัจจัยอื่น” ซึ่งในที่นี้คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายตามความเชื่อของผู้ที่ได้มาบนบาน และสิ่งที่อธิษฐานก็เชื่อว่าไม่อาจจะเป็นจริงได้ถ้าไม่ได้รับปัจจัยที่ถูกนำมาเป็นส่วนประกอบในการอธิษฐานครั้งนั้นๆ

ตัวอย่างการอธิษฐานประกอบสิ่งที่นำมาบนบานได้แก่ การทำบัตรพลีเสียกบาล (โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านครับเพราะเป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล)

ของประกอบการเซ่นไหว้ได้แก่

นำเอาใบตองมาเย็บเป็นกระทงแบบ 4 มุม ภายในใส่ข้าวสุก 3 ทัพพี, กุ้งยำ 3 ช้อน , ปลายำ 3 ช้อน, หมาก 7 คำ, บุหรี่ 7 มวน, ธูป 1 ดอก, เทียน 1 เล่ม, ปั้นหุ่นตุ๊กตาด้วยดินเหนียว เขียนชื่อ นามสกุล ห่อด้วยผ้าแดงวางในกระทง นำไปวางที่ใกล้ทาง 3 แพร่งวางกระทงลงแล้วจุดบุหรี่, ธูปเทียน

อธิษฐาน นะโม 3 จบแล้วเอ่ยว่า

ข้าพเจ้า ชื่อ………….นามสกุล…………..ขอพรท่านท้าวพระยายมราชเป็นสักขีพยานในการทำบัตรพลีเสียกบาลให้แก่เจ้ากรรมนายเวร,เจ้าเกณฑ์ชะตา ที่จะมาตัดรอนชีวิตอายุ, การเงิน, การงาน,ความสุขในครอบครัว จงมารับบัตรพลีไป หากมีบางส่วนที่ยังโกรธเคืองกันอยู่ ขอให้ลงโทษ หุ่นแทนตัวข้าพเจ้า เมื่อหายโกรธแล้วจงมารับบัตรพลีและรับกุศลไปด้วยเถิด

การอธิษฐานด้วยการบนบานก็เหมือนกับการติดสินบนซึ่งในฐานะผู้เขียนแล้วเห็นว่าการอธิษฐานพร้อมกับบนบานไปด้วยนั้นเป็นการก่อ “กิเลส” ให้เพิ่มมากขึ้นกับทั้งตัวสิ่งศักดิ์สิทธิ์และผู้ร้องขอเอง หากผู้ที่ขอยังไม่ได้สมความปรารถนาในทันทีก็อาจจะพาลผิดคำพูดไม่ทำการแก้บนไปเลยเมื่อได้รับผลที่ขอนั้นช้า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็อาจไม่ยกโทษให้ก่อเหตุบังตา หรือดลจิตใจให้ทำในสิ่งไม่ดี ทำให้เป็นเวรเป็นกรรมกันต่อไประหว่างมนุษย์กับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์อีก

การจะอธิษฐานได้ผลช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับกรรมเป็นองค์ประกอบสำคัญครับ ไม่ได้อยู่ที่เครื่องเซ่นไหว้อามิสบูชาทั้งหลายอย่างที่เข้าใจกัน

3.      การอธิษฐานเพื่อการขอขมาหรือขออภัยในสิ่งที่ได้ล่วงเกิน

การอธิษฐานประเภทนี้จัดเป็นการขอ “อโหสิกรรม”อย่างหนึ่ง ในการกระทำที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ทำการล่วงละเมิดต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีความเชื่อว่าต้องการขอขมาไม่เช่นนั้นจะเกิดเหตุอัปมงคลหรือภัยอันตรายทั้งหลายเข้ามาสู่ตัว การกระทำนั้นอาจกระทำด้วยความตั้งใจ ความคึกคะนอง หรือความพลั้งเผลอไม่ได้ตั้งใจก็ตาม เป็นการอธิษฐานขอขมาลาโทษเพื่อไม่ให้เกิดเวรกรรมต่อกัน

การอธิษฐานแบบนี้ก็มีความเชื่ออิงกันมาทั้งในด้านไสยศาสตร์และพระพุทธศาสนา หากเป็นในทางไสยศาสตร์ก็จะนิยมเอาเครื่องสักการะ ของเซ่นไหว้มาทำการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้เผลอล่วงเกินนั้นเป็นส่วนประกอบ หากเป็นทางความเชื่อทางพุทธก็จะใช้การทำบุญทำทานสร้างกุศลและอุทิศบุญไปให้เป็นการขอขมา

ยกตัวอย่างการใช้คำอธิษฐานทางไสยศาสตร์เพื่อจุดประสงค์ในการขอขมามีดังนี้

มีพิธีกรรมหรือกิจกรรมในการทำบุญก่อนเช่น การปล่อยสัตว์น้ำอย่างปลา,เต่า,กบ, หรือหอยขม การทำสังฆทานหรือไปถวายไทยธรรมแก่พระภิกษุเสร็จแล้วก็ทำการอธิษฐานอุทิศส่วนบุญกุศล ไปให้เจ้ากรรมนายเวรหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ล่วงเกินโดยว่า

นะโม 3 จบแล้วต่อด้วยคำอธิษฐานขอขมาว่า

ข้าพเจ้าขอพร ท่านท้าวพระยายมราช จงเป็นสักขีพยาน “อิทังบุญพลัง” ผลบุญใดที่ได้บำเพ็ญแล้ว ณ.โอกาสนี้ ผลบุญนี้จงเป็นปัจจัยให้เจ้ากรรมนายเวรเจ้าชะตา ที่มาตัดรอนชีวิต อายุการเงิน การงาน ความสุขในครอบครัว จงโมทนาไปและอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

หรืออาจกล่าวอุทิศกุศลเพิ่มเติมให้แก่เจ้ากรรมนายเวรที่จะมาตัดรอนเรื่องโรค……………………… เจ้ากรรมนายเวร ชื่อ……………….ในสมัย………………..จงโมทนาไปและอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

ในทางพระพุทธศาสนาก็มีปรากฏเรื่องการขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพระพุทธศาสนาเช่นกันครับบางคนอาจพลั้งเผลอสติในการพูดจาพูดลบหลู่หรือได้มีการทำการล่วงเกินพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ด้วยเจตนาก็ดีหรือไม่ก็ตามก็จะมีคำอธิษฐานขอขมาโดยว่าดังนี้

คำขอขมาพระรัตนตรัย

 ตั้ง นะโม 3 จบ แล้วว่า

“สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต

ข้าพเจ้า ชื่อ……………….สกุล………….. หากข้าพระพุทธเจ้า ได้เคยประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกินต่อพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระธรรม และพระอริยะสงฆ์ทั้งหลาย(ได้แก่ท่าน…………….ถ้าหากรู้นามท่านให้กล่าวด้วย ) ในชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ด้วยทางกาย หรือวาจาก็ดีหรือ ด้วยใจก็ดี ด้วยเจตนาก็ดีหรือไม่เจนาก็ดี รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี

 ขอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระธรรม พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย และผู้มีพระคุณทุกท่าน ได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบเท่าการเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ”

เรื่องการขอขมานี้ ถ้าเป็นในทางปฏิบัติหากเป็นเรื่องของสงฆ์ในพระพุทธศาสนาแล้วจะใช้ “การอยู่กรรม” เป็นการชำระหนี้และขออภัยในความผิด คือ นอกจาก การปลงอาบัติคือการยอมรับผิดแล้วยังต้องชดใช้ด้วยการกระทำอีกด้วย เช่น หากพระภิกษุกระทำความผิดในขั้นใดก็ต้องรับการลงโทษหรืออยู่กรรมด้วยการกระทำที่สมควรแก่กรรมนั้น เพราะพระพุทธองค์ทรงเน้นถึง กฎแห่งกรรม เป็นหลักและสอนให้กลัวบาปและผลของการกระทำบาปนั่นเอง

ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งฝากแนะนำทุกท่านว่า การทำผิดหรือคาดว่ามีความผิด โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว เจตนาหรือไม่เจตนา ควรทำการขอขมาเสีย เพื่อช่วยปัดเป่าอุปสรรคที่จะขัดขวางให้แรงอธิษฐานนั้นไปไม่ถึง

ขอให้ปาฏิหาริย์แห่งการอธิษฐาน ดลบันดาลให้ทุกท่านพบกับทุกสิ่งที่ปรารถนา

Read Full Post »

การจะตั้งจิตอธิษฐานให้ได้ผลชื่อของมันก็บอกไว้ตั้งแต่คำแรกเลยครับว่า “ตั้งจิต” แปลว่า จิตใจต้องมีความสงบแน่วแน่เป็นสมาธิและต้องมีความจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ไม่วอกแวกหรือซัดส่ายออกไป

1.      ทำสมาธิก่อน

            ปกติแล้วจิตของคนเรามักจะซัดส่ายไปไหนต่อไหนได้ตลอดเวลาเพราะมีสิ่งเร้าที่ทำให้มันไม่อยู่นิ่งๆ และมีสิ่งเร้าต่างๆ ที่จะทำให้มันขุ่นมัวให้ไหลไปในทางที่ต่ำลง ทำให้ความถี่ของจิตเกิดการสั่นสะเทือนด้วยความถี่ต่ำมันจึงไม่มีอำนาจจะน้อมนำอะไรให้เกิดขึ้นมาได้ การที่จะทำให้จิตนิ่งคลื่นความถี่เรียบสงบก็คือ การทำสมาธิ

            การทำสมาธิเป็นการข่มจิตให้แน่นิ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งทางที่ง่ายและมีความปลอดภัยที่สุดคือการทำสมาธิแบบ “อานาปานสติ”โดยการกำหนดลมหายใจเข้าออกโดยการภาวนาตามลมหายใจ ซึ่งมีอยู่หลายแบบการภาวนา เช่นการภาวนาว่า “พุทธ” ขณะหายใจเข้า และภาวนาว่า “โธ” ขณะหายใจออก หรือไม่ก็ ยุบหนอ พองหนอ จนกระทั่งจิตเป็นสมาธิแล้วจึงได้เลิกภาวนากำหนดรับรู้ที่ลมหายใจอย่างเดียว เมื่อจิตนิ่งไม่สั่นไหว ไม่คิดเรื่องอื่น จิตก็มีความบริสุทธิ์ตามสูตรองค์ประกอบเลยครับ

2.      นึกถึงบุญและความดีที่ได้กระทำมา

อย่างที่บอกครับว่า บุญเป็นอาหารและปัจจัยสำคัญในการอธิษฐานจิตให้มีพลังและประสบความสำเร็จ เพราะการทำบุญและได้ระลึกถึงบุญที่ได้ทำนั้นเป็นการยกระดับความถี่ของจิตให้สูงขึ้นและลดแรงต้านจากจิตฝ่ายต่ำได้ดีด้วย จิตที่มีความถี่สูงนี้จะสามารถน้อมนำสิ่งที่มุ่งมาดปรารถนามาสู่เราได้จะเห็นได้ว่าคนมักจะอธิษฐานขอพรต่างๆ หลังจากทำบุญแล้วเพราะเป็นช่วงเวลาที่จิตสงบผ่องใสที่สุด

3.      เชื่อมบุญกุศลกับสิ่งที่ปรารถนาเอาไว้

นึกถึงบุญไม่พอครับต้องเชื่อมบุญไปยังสิ่งที่เรามุ่งความปรารถนาด้วย ขออธิบายเรื่องการเชื่อมบุญก่อนนะครับว่ามันคืออะไร “การเชื่อมบุญ” ก็คือ การนำบุญที่เราได้กระทำมานั้นส่งต่อไปยังสิ่งที่เราปรารถนาเพื่อเป็นกำลังส่งให้เกิดความสัมฤทธิ์ผลหรือส่งบุญไปให้ผู้อื่นเพื่อต้องการให้เขาเหล่านั้นมีความสุข เพราะเมื่อคนอื่นมีความสุขเราก็จะมีความสุขไปด้วย

คนส่วนใหญ่เวลาทำบุญทำทานใดๆ แล้วจึงต้องมีการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้คนที่ตัวเองนึกถึงหรือมีความปรารถนาดีให้เพื่อต้องการให้เขาได้รับบุญนั้นไปและเอาไปใช้อย่างมีความสุข ดังคำกล่าวอุทิศบุญหรือบทกรวดน้ำแบบพิสดาร ยกตัวอย่างเช่นการทำบุญแล้วเชื่อมบุญไปถึงพ่อกับแม่ให้ได้รับบุญในบทกรวดน้ำก็จะมีคำกล่าวว่า

“อิทังเม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร” ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่บิดามารดาของข้าพเจ้า

ดังนั้นการอธิษฐานก็เช่นกันต้องส่งบุญไปยังสิ่งที่เราปรารถนาจะได้เป็นการเชื่อมกันระหว่างจิตที่บริสุทธิ์กับสิ่งที่ปรารถนาให้ต่อติดถึงกัน

เรื่องการอุทิศบุญเชื่อมบุญนี่มีความสำคัญมากที่จะทำให้คำปรารถนาของเราเป็นจริงและมีความราบรื่น ยกตัวอย่างกรณีในอดีตชาติของ หมอชีวกโกมารภัจจ์ ขณะที่ท่านตั้งจิตอธิษฐานในอดีตชาติหลังจากทำบุญ พระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ก็ตรัสว่า “เอวัง โหตุ” เป็นการส่งบุญที่ได้กลับคืนไปให้กับอดีตชาติของหมอชีวกโกมารภัจจ์ แปลว่า ขอโมทนาบุญนี้และขอให้คำอธิษฐานสัมฤทธิ์ผลตามความปรารถนาแล้วท่านก็ได้ในสิ่งที่ต้องการจริงๆ

หากเป็นกรณีของสุเมธดาบส หลังจากได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าทีปังกร ท่านก็ได้นั่งลงพิจารณานึกถึงบุญของตัวเองที่ได้สั่งสมมา ทำให้ทราบว่าตนเองนั้นได้สั่งสมบุญบารมีมาหลายภพหลายชาติแล้วก็เชื่อมั่นว่าตนเองจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน

รวมทั้ง มีเหล่าเทพยดาลงมากราบไหว้พร้อมกันมากมาย ก็ตั้งจิตอธิษฐานขอให้ผลบุญช่วยส่งให้ตนได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตแล้วจึงได้เหาะกลับไปยังมหาอรัญวิเวก ซึ่งเป็นที่อยู่ของตน

ตัวอย่างที่สำคัญที่สุดก็คือ การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าหลังจากที่พระองค์ตั้งจิตอธิษฐานไปแล้วว่า หากไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าจะไม่ลุกขึ้นเป็นอันขาด ด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่บริสุทธิ์ขณะที่พระองค์กำลังต่อสู้กับพญามาร (ซึ่งในมุมมองของนักวิชาการทางพุทธศาสนาสมัยใหม่ตีความว่า พญามารนั้นที่แท้คือ กิเลสทั้งหลายที่ยังอยู่ในกมลสันดานความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลงทั้งหลาย) กิเลสเหล่านั้นถือเป็นมารอันใหญ่ที่ต้องใช้ความสามารถในการตัดทิ้งเป็นอย่างมาก

พระองค์จึงต้องทำการเชื่อมบุญบารมีมาใช้ก็คือ ตอนที่พระองค์ทรงเชื่อมบุญด้วยการชี้นิ้วลงสู่ธรณีแล้วพระแม่ธรณีได้โผล่ขึ้นมานำน้ำในมวยผม ซึ่งเป็นบุญของพระองค์เองมาเป็นพลังช่วยในการปัดกวาดล้างชำระกิเลสทั้งหลายที่อยู่ในกมลสันดานให้หมดสิ้น นอกจากพระองค์จะมีการตั้งพระทัยด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์แน่วแน่แล้วยังเชื่อมบุญกับจุดประสงค์ที่พระองค์ได้ตั้งจิตเอาไว้ด้วย สิ่งที่พระพุทธองค์ตั้งความหวังเอาไว้จึงประสบความสำเร็จทุกประการ

4.      เปล่งคำอธิษฐานด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่

เมื่อเชื่อมบุญเรียบร้อยแล้วทีนี้ก็ตั้งจิตเอ่ยคำอธิษฐานที่ต้องการด้วยใจที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิเลยครับการเปล่งอธิษฐานอาจเปล่งออกมาเป็นคำพูดหรือตั้งจิตอธิษฐานในใจก็ได้ขอให้นึกถึงและพยายามตั้งจิตอธิษฐานเน้นย้ำๆ ซ้ำๆ ไปบ่อยๆ เป็นประจำเพื่อเป็นการตอกย้ำเจตนาทางจิตและจะส่งผลไปสู่การปฏิบัติด้วย ที่สำคัญคืออย่าเพิ่งกังวลกับ “ผล”ของการอธิษฐานนั้นว่าจะเป็นจริงหรือไม่ เพราะมีหลายคนที่อธิษฐานแล้วมักจะหวังให้ผลแห่งการอธิษฐานนั้นเกิดความสัมฤทธิ์ผลทันทีหรืออยากได้ผลแบบรวดเร็วทันตาเห็น

แต่พอยังไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เกิดมีความกังวลขึ้นมาแล้วทำให้พลอยเลิกอธิษฐานไปเลยพอเลิกอธิษฐานก็หมายถึงการเลิกเชื่อในผลบุญกุศลที่ตนเองได้ทำมาด้วยเพราะคิดว่าทำแล้วไม่ได้ผลอะไรไม่ทำเสียดีกว่าก็จะยิ่งแย่ไปกันใหญ่ การหวังผลที่จะได้รับนั้นมันเป็นเรื่องของกรรมด้วยครับ ยิ่งกังวลก็ยิ่งทำให้อำนาจจิตมีพลังลดทอนลงไปรบกวนสิ่งที่ปรารถนา ก็จะทำให้ผลที่ต้องการได้ล่าช้าออกไปอีก ดังนั้นขอให้เปล่งคำวาจาอธิษฐานด้วยความเชื่อมั่นไร้กังวลเชื่อว่ามันจะเป็นจริง แล้วมันก็จะเป็นจริงเองครับ

จากหลักการอธิษฐานข้อนี้ทำให้นึกได้ถึงการอธิษฐานขอเอาสรณะสามเป็นที่พึ่งคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ในทางพระพุทธศาสนาครับที่พระพุทธองค์จะให้กล่าวถึง 3 ครั้ง ก็คือ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ แล้วว่าด้วย ทุติยัมปิ และ ตะติยัมปิก็เป็นการเน้นย้ำถึงเจตนา เพราะการพูดอะไรครั้งเดียวนั้นอาจเป็นการพูดเพียงครั้งเดียวลอยๆ อาจเป็นเพราะพูดในขณะที่สติยังเผลอตัวอยู่ไม่อาจเน้นย้ำถึงความตั้งใจที่มุ่งมั่นและแสดงความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำให้เป็นจริงได้

แม้แต่ในเรื่องของการเขียนก็เหมือนกันครับ อย่างในอักษรเทวานาครีของพวกที่นับถือศาสนาพราหมณ์กล่าวว่าเป็นอักษรศักดิ์สิทธิ์ใช้ในการสวดและประกอบพิธีกรรมทั้งหลายเพราะการเขียนแต่ละตัวต้องเน้นย้ำเขียนกันด้วยสมาธิที่แน่วแน่แรงกล้าไม่เหมือนการเขียนอักษรภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นๆ ที่เขียนได้อย่างลวกๆ ไม่ได้เป็นการเน้นย้ำถึงเจตนา การอธิษฐานก็เช่นกันครับขอให้แน่วแน่และบ่อยๆครั้งเข้าไว้จะสัมฤทธิ์ผลได้เช่นกัน

5.      ต้องปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับสิ่งที่ตั้งจิตอธิษฐานไปแล้ว

พูดจาภาษาชาวบ้านก็คือ “ปากร้องขอแล้วมือก็ต้องทำ” ด้วยครับถึงจะสมบูรณ์ไม่อย่างนั้นก็ไม่เกิดผลอะไรขึ้น ชีวกโกมารภัจจ์ไม่ได้จู่ๆ กลายเป็นแพทย์ประจำพระพุทธองค์ด้วยการอธิษฐานเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยความมุมานะบากบั่นพยายามร่ำเรียนอยู่ในสำนักตักศิลาอยู่นานถึง 7 ปี

หลังเรียนจบแล้วยังไม่พอต้องไปสร้างชื่อเสียงด้วยการออกรักษาผู้ป่วยทั้งยากดีมีจนทั้งหลาย กว่าจะได้เป็นแพทย์ประจำราชสำนักและด้วยความที่เป็นแพทย์ประจำราชสำนักพระอานนท์จึงได้เชิญไปรักษาพระพุทธเจ้า

กรณีของสุเมธดาบสเมื่อได้รับพุทธทำนายแล้วก็ตั้งจิตอธิษฐานกลับไปปฏิบัติความเพียรบำเพ็ญภาวนาเพื่อให้ได้เข้าถึงการเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต และตัวอย่างที่สำคัญที่สุดก็คือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในตอนที่กำลังตรัสรู้พระองค์ตั้งอธิษฐานจิตแล้วถึง 3 ครั้งและก็ได้บำเพ็ญการปฏิบัติต่อเนื่องในแต่ละครั้งมาโดยตลอดเพื่อการหลุดพ้น ไม่มีวันใดที่พระองค์ไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติเลยผลจึงประสบความสำเร็จ

การอธิษฐานจะมีความศักดิ์สิทธิ์จึงต้องกระทำไปควบคู่กับกรรมดี (การกระทำดี) ด้วยเป็นเรื่องที่ต้องฝึกทำและตอกย้ำบอกตนเองอยู่เสมอๆ ว่าจะพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะทำให้ได้ตามที่ได้เปล่งสัจจะวาจาอธิษฐานไปให้ได้

คุณต้องการอธิษฐานอะไรให้กับตัวเอง?

กรณีของปุถุชนคนธรรมดาเช่นเราๆ การตั้งจิตอธิษฐานก็มักเป็นไปเพื่อสิ่งที่เรียกว่าสุขทางโลกโดยเฉพาะความสุขส่วนตัวก่อนไม่ว่าจะเป็นเรื่อง หน้าที่การงาน ความรัก ชีวิตส่วนตัว แก้ปัญหาครอบครัวแตกแยก หรือแม้แต่การต้องการบันดาลโชคลาภที่ยิ่งใหญ่ให้กับตน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ขอเพียงมีเจตนาที่ดีเป็นไปเพื่อความสุขไม่ก่อความเดือดร้อนให้ใครก็ถือว่าครบองค์ประกอบการอธิษฐานครับ

ดังนั้น การปฏิบัติตนเพื่อให้สมหวังกับสิ่งที่ตั้งการอธิษฐานไว้ก็มีหลักปฏิบัติวิธี 5 วิ จึงจะสมหวังครับ หลัก 5 วิ แห่งการปฏิบัติเพื่อการสมหวังนั้นได้แก่

5.1 วิชา

การมีวิชาความรู้ในด้านใดๆ ก็ตามเป็นความรู้ที่เกิดมาจากการศึกษาและการฝึกฝนรู้ในหลักที่ได้เรียนรู้มา คือ “รู้หลักการ” เป็นอย่างที่หนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น อยากจะร่ำรวยเป็นพ่อค้าที่ประสบความสำเร็จก็ต้องรู้หลักการค้าขายที่ถูกวิธี ซื้อมาให้ถูก ขายออกไปให้ได้กำไรอย่างยุติธรรมเป็นต้น

แต่การมีวิชานั้นไม่ได้หมายความว่ารู้หลักเพียงอย่างเดียวต้อง “รู้รอบ” คือต้องอาศัยประสบการณ์มาช่วยด้วยประสบการณ์ต่างๆ จะทำให้รู้แจ้งมากยิ่งขึ้นกว่าการรู้ในในหลักทฤษฎี ในที่นี้ผมขอยกตัวอย่างกรณีของพระพุทธองค์อีกสักครั้งหนึ่งครับ

พระพุทธองค์ทรงได้ร่ำเรียนมาในฐานะกษัตริย์ย่อมมีความรู้สูงในศิลปะวิทยาการอยู่แล้ว ภายหลังออกผนวชเป็นพระโพธิสัตว์ก็ยังไปร่ำเรียนทางธรรมเพิ่มกับพระอาจารย์อีกถึง 2 สำนักจนอาจารย์หมดภูมิสอนพระองค์ก็ยังไม่ได้ตรัสรู้ จนต้องออกไปเก็บประสบการณ์การบำเพ็ญเพียรด้วยการประพฤติตนแบบนักบวชเดียรถีย์หลายๆ แบบจนเกือบสิ้นพระชนม์ เมื่อทรงทราบแล้วว่าวิธีการเหล่านั้นไม่ได้ผลจึงต้องเปลี่ยนวิธี และในที่สุดพระองค์ก็ตรัสรู้ได้

ความสุขและความสำเร็จจะมีได้ด้วยการอาศัยว่ารู้วิชาดีและมีการปฏิบัติชอบด้วยในแง่อื่นๆ ก็เช่นกันครับ อยากให้ครอบครัวมีความสงบสุขก็ต้องรู้หลักการอยู่ร่วมกัน รู้วิธีเอาชนะใจคนแล้วนำไปปฏิบัติให้ถูกวิธีจากประสบการณ์ที่ได้สั่งสมควบคู่กับการอธิษฐานที่ดีรับรองว่าได้ผลอย่างแน่นอน

5.2 วินัย

อย่างที่เกริ่นนำไปแล้วครับแม้แต่การอธิษฐานด้วยวาจายังต้องมีวินัยอธิษฐานกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าและการอธิษฐานซ้ำๆ แบบนี้นี่เองที่จะยังผลมาสู่การปฏิบัติด้วย ความดีและผลสัมฤทธิ์ทางความดีทั้งหลายจะมีได้ก็ต้องอาศัยวินัยหรือความมีระบบระเบียบแบบแผนให้ปฏิบัติดังคำพระที่ท่านว่า คนจะดีเพราะมีวินัย คนจะร้ายเพราะว่าวินัยไม่มี ขออนุญาตยกตัวอย่างเกี่ยวกับตัวผู้เขียนเองนี่แหละครับ ปกติการเขียนงานต้นฉบับเรื่องหนึ่งจะมีความยากง่ายแตกต่างกันไป

สิ่งที่ผู้เขียนได้กระทำมาตลอดเป็นประจำก็คือ การอธิษฐานขอให้ต้นฉบับแต่ละเล่มปิดลงอย่างเสร็จสิ้นด้วยดี และองค์ประกอบที่สำคัญก็คือ “วินัย” นี่เองที่จะต้องกำหนดหน้ากระดาษไว้เสมอว่า วันหนึ่งๆ ต้องเขียนให้ได้จำนวนหน้าที่กำหนดไว้อย่างมีคุณภาพ ถ้าเขียนไม่ครบหน้าจะไม่เลิกเขียนอย่างเด็ดขาด วินัยข้อนี้ก็สะท้อนถึงผลสัมฤทธิ์ของการกระทำประกอบแรงอธิษฐานด้วยเช่นเดียวกัน

ขอยกอีกตัวอย่างประกอบง่ายๆ ครับเป็นเรื่องของ “ความรัก” ที่คนมักจะอธิษฐานขอพรให้มีแฟนกันมาก บางคนอธิษฐานขอให้ได้แฟนแต่ไม่ว่าจะปฏิบัติอย่างไรเท่าไหร่ก็ยังไม่สัมฤทธิ์ผลเพราะขาดวินัยในการจีบ ก็คือ ความสม่ำเสมอ นั่นเองคือต้องเสมอต้นเสมอปลาย หมั่นเอาใจใส่ดูแลอย่างสม่ำเสมอเป็นองค์ประกอบสำคัญข้อหนึ่งในหลายๆ ข้อที่จะต้องมี นอกจาก บุญวาสนาที่มีต่อกัน ไม่อย่างนั้นคงจะไม่มีคำว่า “ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก” หรอกครับ

5.3 วิสัย

วิสัยในที่ว่านี้ก็คือ ขอบเขตของความเป็นอยู่ครับ คนดีๆ ต่อให้ตั้งจิตอธิษฐานด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ทำบุญเชื่อมบุญอย่างต่อเนื่องและมีจุดมุ่งหมายของการอธิษฐานมีความบริสุทธิ์เพียงใดหรือมีการปฏิบัติที่ดีแค่ไหนหากอยู่ สภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่ไม่ดี ไม่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติก็ส่งผลให้บรรลุความสำเร็จได้ยาก

เรื่องนี้ขอยกตัวอย่างเรื่อง นักศึกษาที่ต้องการบรรลุผลการสอบครับ หากคุณผู้อ่านยังอยู่ในวัยเรียนหรือแม้จะเรียนจบมาแล้วคงต้องมีสักหนึ่งครั้งที่ต้องเคยอธิษฐานขอให้สอบได้คะแนนดีๆ หรืออย่างน้อยๆ ก็สอบผ่านในวิชาที่สุดแสนจะยากใช่หรือเปล่าครับ การจะเตรียมตัวเพื่อสอบให้ผ่านก็ต้องอยู่ในวิสัยของผู้ที่จะสอบผ่านด้วย เช่น มีวิสัยอ่านหนังสือในที่สงบและเป็นสมาธิ อยู่กับเพื่อนๆ ในกลุ่มที่มีจุดมุ่งหมายจะผ่านการสอบเหมือนๆ กันคือตั้งหน้าตั้งตาทบทวนบทเรียนด้วยกันไม่มีการแหกความประพฤติไปเที่ยวเล่นระหว่างการเตรียมสอบ

ลองคิดดูเล่นๆ ก็ได้ครับ ตั้งจิตอธิษฐานเพื่อขอให้สอบผ่านมีความรู้อยู่ในตัว ขยันอ่านหนังสือ แต่ถ้าเวลาดูหนังสือต้องอยู่ในสถานที่ที่อึกทึกอยู่ตลอดก็คงจะอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องหรือหากมีเพื่อนที่เอาแต่ชวนไปเที่ยวเล่น แล้วไปเที่ยวกับเขาจนไม่มีเวลากลับมาทบทวนหนังสือต่อให้มีวินัยมาท่องมาอ่านทุกวันก็คงจะได้ผลน้อยกว่าคนที่มีวิสัยเหมาะสมกับการอ่านหนังสือให้มีประสิทธิภาพเป็นแน่

เรื่องวิสัยที่เหมาะสมนี้ตัวอย่างในทางธรรมก็มีครับ อย่างกรณีของพระมหากัสสปะเถระที่ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรนั่นอย่างไรครับ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อปฏิบัติทางธุดงควัตรที่ท่านได้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพียงแค่ 7 วัน ท่านก็สามารถบรรลุความเป็นพระอรหันต์ได้

ในข้อปฏิบัติทางสงฆ์พระพุทธองค์จึงบัญญัติเอาไว้ครับว่า การเป็นภิกษุต้องพึงอยู่ในที่สงัด จึงจะได้เหมาะสมกับการบำเพ็ญเพียร เรื่องวิสัยการอยู่ป่าของพระอรหันต์นี่เอง มีเรื่องราวเรื่องหนึ่งในทางพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับ สามเณรที่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์นามว่า “เรวตะ”ที่มีวิสัยชอบอยู่ป่า

ครั้งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าต้องเดินทางไปเมืองราชคฤห์ ซึ่งระหว่างทางมีเส้นทางสองทางให้เลือกเดินทางซึ่งทางแรกเป็นทางกันดารมีระยะทางประมาณ 30 โยชน์ ส่วนอีกทางเป็นทางสะดวกไม่มีอันตรายแต่ต้องเดินทางไกลถึง 60 โยชน์ พระพุทธองค์เลือกเดินทางสั้นโชคดีที่การเดินทางคราวนั้นมีพระสีวลีไปด้วยจึงไม่อดและขาดเรื่องอาหารเพราะพระสีวลีเป็นพระเถระที่ทรงคุณเรื่องลาภสักการะอยู่แล้ว

สามเณรเรวตะอรหันต์น้อยผู้นี้เป็นน้องชายของพระสารีบุตรอยู่ในป่าระหว่างทางของเมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ส่วนวัดที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่คือวัด พระเชตวันอยู่เมืองสาวัตถีแคว้นโกศลระยะทางห่างกันพอสมควร พอทราบว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จมาก็ทำการนิรมิตพระคันธกุฎีถวายในป่าสะแกที่ตนพำนักอยู่ มีการสร้างเรือนยอด สถานที่จงกรม สถานที่พักทั้งกลางวันและกลางคืนทั้งที่อยู่ในป่าสะแกด้วยวิสัยอิทธิฤทธิ์ของผู้เป็นอรหันต์

พระแก่สองรูปเห็นกุฏิสวยงามในป่า ก็นึกตำหนิสามเณร เรวตะว่าคงเอาแต่คิดจะก่อสร้างจนไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยฌานว่ามีภิกษุที่มีจิตอกุศลต่อพระอรหันต์เรวตะ เกรงว่าจะเป็นบาปกรรมเสียเปล่าๆ จึงบันดาลด้วยอิทธิฤทธิ์ให้พระทั้งสองลืมบริขารเอาไว้ที่วัดป่าสะแกนั้นโดย ไม่เห็นตึกรามหรือกุฏิที่สวยงามเลย ทั้งสองจึงต้องบุกป่าฝ่าดงหนามสะแกไปจนพบห่อของที่ลืมไว้

หนึ่งเดือนให้หลังพระนางวิสาขามหาอุบาสิกาได้นิมนต์พระพุทธองค์และเหล่าสาวกไปฉันภัตตาหารที่บ้าน ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับวัดบุพพารามที่ตนเองสร้างไว้และพระพุทธองค์โปรดประทับอยู่ ก็ได้ถามถึงความเป็นอยู่ของพระเรวตะในการอยู่ในป่าต่อภิกษุทั้งสองโดยบังเอิญขณะที่กำลังจะกลับวัด

 ด้วยความที่ต้องบุกป่าฝ่าดงเข้าไปเอาของจนถูกหนามของป่าสะแกตำเท้าเอาจึงบอกว่า ที่อยู่นั่นไม่น่าจะเป็นที่ของพระเลยน่าจะเป็นที่อยู่ของเปรตมากกว่า แต่พอคล้อยหลังมีพระอีกกลุ่มหนึ่งจะเดินกลับวัดเหมือนกันก็เล่าให้ฟังว่าวัดป่าสะแกของพระเรวตะนั้นน่าอยู่สวยงามร่มรื่นดุจดั่งเทวสภาก็ไม่ปาน

 เมื่อพระทั้งสองกลุ่มพูดไม่เหมือนกันก็เกิดความสงสัยจึงได้ไปสอบถามพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์จึงบอกนางวิสาขาว่า ไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตามไม่ว่าอยู่ที่บ้านหรืออยู่ในป่าที่ใดมีพระอรหันต์อยู่ก็น่าอยู่ทั้งสิ้น แม้พระองค์จะไม่ได้ตรัสบอกความตรงแก่นางวิสาขา แต่ก็ชี้ให้เห็นว่า การที่พระอรหันต์ผู้ทรงคุณควรจะอยู่ในป่านั้นเป็นที่ที่เหมาะสมแล้วด้วยประการทั้งปวง

พระเรวตะหลังจากได้อุปสมบทก็ได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็นเอตทัคคะผู้เป็นเลิศในการอยู่ป่าเป็นวัตร คือท่านถืออยู่ป่าเสมอโดยเฉพาะป่าสะแกที่ท่านชอบมากจนได้ฉายาว่า “ขทิรวนิยเรวตะ” แปลว่าพระเรวตะ ผู้ชอบอยู่ป่าสะแก

เป็นพระอรหันต์นี่ครับจะให้ท่านชอบอยู่ในเมืองที่มีเสียงอึกทึกก็คงไม่ใช่วิสัย ยิ่งการอยู่เพื่อการบำเพ็ญปฏิบัติแล้วอยู่ป่าจึงถือว่าเหมาะสมที่สุด

5.4 วิสุทธิ์

            คำว่า วิสุทธิ์ในที่นี้ก็คือ ความบริสุทธิ์ในการกระทำซึ่งข้อนี้เป็นผลต่อเนื่องมาจากการตั้งจิตให้บริสุทธิ์เป็นพื้นฐานอยู่แล้วครับเมื่อความคิดที่เป็นจิตพื้นฐานบริสุทธิ์ก็จะส่งผลให้การกระทำบริสุทธิ์ตามไปด้วย

ยกตัวอย่างในทางโลกก่อนครับ ถ้าตั้งจิตอธิษฐานขอให้เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน การประพฤติปฏิบัติงานก็ต้องมีความสุจริตโปร่งใสไปด้วย ไม่ใช่ว่าอุตส่าห์ตั้งจิตอธิษฐานทำบุญเสียดิบดีแต่ตกม้าตายตอนที่ลงมือทำงาน เห็นโอกาสโกยเงินมากๆ ก็คิดว่านี่คงเป็นช่องทางสวรรค์เปิดให้สมดังคำอธิษฐานแล้ว ก็ทำการทุจริตเพื่อให้ได้ทรัพย์หรือสิ่งที่คิดว่าเป็นความเจริญก้าวหน้ามาโดยการเหยียบย่ำคนอื่นขึ้นไปเป็นใหญ่หรือมีอำนาจ อย่างนี้ต่อให้ได้ทรัพย์สินหรือหน้าที่ตำแหน่งไปจริงๆ อีกไม่นานก็ต้องสูญเสียงานไปอย่างแน่นอน

ตัวอย่างในทางธรรมก็มีครับ เป็นเรื่องของสามเณรน้อยรูปหนึ่งที่ชื่อ สุมน สามเณรรูปนี้เป็นสามเณรที่ได้ชื่อว่ามีฤทธิ์มาก คือเป็นอรหันต์ผู้บรรลุอภิญญา 6 หมายความว่าไม่ใช่เพียงแค่หมดกิเลสเพียงอย่างเดียวแต่ มีความสามารถพิเศษทั้งหลาย อย่างเช่น มีอิทธิปาฏิหาริย์ เหาะได้ มีตาทิพย์ เป็นต้น

วันหนึ่งสามเณรสุมนก็เข้าไปในป่าหิมพานต์ (เขาหิมาลัย) พร้อมกับพระอนุรุทธะผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ บังเอิญว่าท่านอนุรุทธะท่านเกิดอาการของโรคลมจุกเสียดขึ้นมาอย่างรุนแรงจึงสั่งให้สามเณรไปเอาน้ำจากสระอโนดาตมาเพื่อช่วยบรรเทาอาการโรคลม ที่แต่แห่งนั้นมีพญานาคอยู่ชื่อว่า ปันนกะซึ่งมีความรู้จักกับท่านให้ไปขอน้ำจากพญานาคเสียก่อน สามเณรก็เหาะไปเอาน้ำตามคำสั่ง ขณะนั้นปันนกะกำลังสำราญกับการลงเล่นน้ำพร้อมๆ กับบริวารสาวๆ อยู่พอดี เห็นสามเณรเหาะลอยข้ามหัวมาก็โกรธเพราะคิดว่าถูกลบหลู่และกล่าวหาว่า สามเณรน้อยเหาะลอยมาเอาขี้ฝุ่นที่เท้ามาโปรยใส่หัวของตน ทั้งที่ความจริงไม่มีแม้แต่นิดเดียว

เมื่อสามเณรอ้างถึงชื่อพระอาจารย์แล้ว เจ้าพญานาคปันนกะก็ยังไม่สนใจจะไล่กลับเสียท่าเดียวแถมยังแผ่พังพานปิดสระอโนดาตเสียมิดแถมยังร้องท้าว่า ถ้าแน่จริงก็มาเอาน้ำในสระไปได้เลย สามเณรสุมนถือว่าตนเองได้รับอนุญาตแล้ว ก็เลยแสดงฤทธิ์แปลงร่างเป็นพรหมสูงใหญ่เหยียบตรงหัวพังพานให้สระน้ำเปิดออกให้สายน้ำพุ่งขึ้นมาแล้วเอาบาตรรองน้ำจนเต็มแล้วก็เหาะกลับไปหาพระอาจารย์

ปันนกะก็พาลหาเรื่องต่อทั้งเจ็บใจทั้งอายที่ถูกสามเณรน้อยเหยียบหัวเสียแบนก็เลยตามไปถึงป่าหิมพานต์กล่าวตู่ว่า สามเณรรังแกตนและเอาน้ำมาอย่างไม่ชอบธรรม พระอนุรุทธะก็ถามเณรตามตรงและสามเณรก็เรียนพระอาจารย์ตามตรงว่าได้เอาน้ำมาอย่างชอบธรรมแล้วเพราะพญานาคเป็นผู้อนุญาตเอง ท่านเชื่อศิษย์ของท่านเพราะพระอรหันต์ย่อมไม่กล่าวเท็จอย่างแน่นอนเมื่อดื่มน้ำแล้ว โรคลมในกายของท่านก็สงบลง

 เห็นผลดังนั้นก็รู้แล้วครับว่าใครผิดใครถูกกันแน่ถ้าเณรน้อยทำผิดไม่บริสุทธิ์จริงโรคในกายท่านคงไม่หายแน่ และอาจจะเป็นหนักกว่าเดิมก็ได้ ยิ่งท่านพระอนุรุทธะเป็นพระอรหันต์ที่เป็นเลิศกว่าผู้อื่นในด้านมีตาทิพย์ (ทิพยจักษุ)ด้วยแล้วพญานาคก็คงแก้ตัวอะไรไม่ขึ้นจึงบอกให้พญานาคขอโทษสามเณรเสีย พญานาคจึงยอมขอโทษสามเณรสุมน และบอกว่าต่อไปหากต้องการน้ำเมื่อไหร่ขอเพียงแต่สั่งมาเท่านั้นตนจะเอามาถวายให้เองทันทีอีกต่างหาก

ความสะอาด ความสุจริต ความยุติธรรมนี่เป็นกำแพงป้องกันศัตรูชั้นยอดเลยจริงๆ ครับต่อให้มีคนคิดร้ายหรือริษยาก็ทำอะไรไม่ได้ เหมือน ฝ่ามือที่ไม่มีแผลต่อให้กำยาพิษอยู่ก็ยังปลอดภัย

5.5 วิธี

ว่ากันว่าการจะทำอะไรให้สำเร็จนอกจากความพยายาม ความตั้งใจ การลงมือทำด้วยความบริสุทธิ์อย่างสุดท้ายที่ต้องมีก็คือ “วิธีการ”ที่ดีครับ คำฝรั่งว่า มี Heart มี Hand แล้วต้องมี Head ด้วยวิธีการที่ดีก็จะส่งผลให้สิ่งที่หวังสำเร็จได้โดยง่าย

ลองนึกดูก็ได้ครับถ้านึกจะขุดสระเพื่อทำสระน้ำสักบ่อหนึ่งถ้ามัวใช้จอบใช้เสียมค่อยๆ แซะค่อยๆ ขุดใช้ความเพียรเสียหน่อยก็คงเสร็จได้สักวัน แต่คงให้เวลานานเป็นเดือนเป็นปีไม่ทันกินกว่าจะเสร็จ ถ้าใช้รถขุดไม่กี่วันก็คงจะเรียบร้อย

เรื่องเล่าต่อไปนี้เป็นประสบการณ์เรื่องการทำงานของผู้เขียนโดยตรงครับ เมื่อหลายปีก่อนได้ทำงานอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งงานก็เป็นงานด้านเอกสารและธุรการในออฟฟิศทั่วๆ ไป แต่ที่โรงงานแห่งนี้ยังมีระบบการจัดการที่ไม่ดีพอ ไม่มีการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลในเนื้องานใดๆ เลย ทุกอย่างยังใช้ระบบ “อัตโนมือ” อยู่ คือจดบันทึกลงสมุดบัญชีเล่มหนาๆ  เสมียนผู้ทำหน้าที่นี้ก็เป็นคนขยันครับ วันทั้งวันแกก็ต้องนั่งเขียนบันทึกเอกสารอยู่เป็นกองพะเนินอยู่คนเดียวแทบไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย

 เมื่อได้ลองสอบถามว่า ทำไมจึงไม่ใช้เครื่องทุ่นแรงอย่าง คอมพิวเตอร์กันดูบ้าง ก็ได้รับคำตอบว่าใช้คอมพิวเตอร์กันไม่เป็นครับ ถึงแม้จะมีเงินอยู่ในออฟฟิศอยู่มากก็ไม่ได้ซื้อ เพราะซื้อมาก็ไม่มีใครในที่แห่งนั้นใช้คอมพิวเตอร์เป็นเลยสักคนเดียว

ในที่สุดทางแก้ปัญหาก็คือ บริษัทต้องมีการจัดอบรมเรียนรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ให้กับพนักงานครับแม้ว่าจะสิ้นเปลืองเวลาและงบประมาณไปไม่น้อยแต่ก็ต้องทำเพราะยุคนี้ถ้าไม่ใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็นแล้วล่ะก้อคงยากที่จะทำธุรกิจการงานให้สำเร็จเหนือคู่แข่งได้ พี่เสมียนคนที่ผมกล่าวถึงนั้น แกเป็นคนดีมากๆครับ ทั้งใจดี ขยันอดทน มีมานะอุตสาหะแต่วิธีการทำงานของแกกลับผิดวิธีและไม่ได้มีการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เพิ่มแกก็เลยเป็นแค่เสมียนอยู่อย่างนั้นพอให้เริ่มวิธีใหม่อย่างการใช้คอมพิวเตอร์แกก็รับไม่ค่อยได้คือไม่ยอมจะเรียน ในที่สุดแกก็ต้องลาออกไปเพราะรับระบบการทำงานแบบใหม่ๆ ทันสมัยไม่ทัน น่าเสียดายคนดีๆ ขยันทำงานแบบนี้จริงๆ

ขอเล่าเรื่องในทางธรรมประกอบด้วยอีกสักหนึ่งเรื่องครับ เป็นเรื่องราวของพระพุทธเจ้าของเรานี่เองหลังจากที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้แล้วใหม่ๆ ก็ออกแสดงธรรมเพื่อโปรดสัตว์โลก ครั้งหนึ่งก็ได้เสด็จไปถึง อุรุเวลาประเทศในเขตเมือง ราชคฤห์ แห่งแคว้นมคธใกล้กับแม่น้ำเนรัญชราในเวลาเย็นเพื่อขอพบกับ อุรุเวลกัสสปะ พระองค์ต้องการที่พักแต่อุรุเวลกัสสปะก็ดูเหมือนจะไม่เต็มใจให้ โดยบอกว่าที่พักมีอยู่แห่งเดียวคือในถ้ำบูชาไฟที่มีพญานาคอยู่และเกรงว่าจะทำร้ายพระพุทธองค์ แต่พระพุทธองค์ก็ยืนยันถึง 2 ครั้งว่าไม่มีสิ่งใดทำร้ายพระองค์ได้ อุรุเวลกัสสปะจึงอนุญาตให้พระองค์เข้าไปในถ้ำด้วยความถือดีว่า ตนเตือนแล้วไม่ยอมเชื่อ

พญานาคในถ้ำเมื่อเห็นพระพุทธองค์เข้ามาในถ้ำก็โกรธพ่นไฟใส่พระองค์ทำให้มีเปลวเพลิงจำนวนมากพุ่งออกมาจากถ้ำบูชาไฟแห่งนั้น เหล่าชฎิลผู้บูชาไฟก็ได้แต่มองยืนดูอยู่ห่างๆ และคิดว่าพระพุทธองค์คงจะสิ้นพระชนม์ด้วยน้ำมือพญานาคเป็นแน่ พอรุ่งเช้าพระพุทธองค์ทรงออกมาจากถ้ำอย่างปลอดภัยไร้รอยแผลใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมกับจับพญานาคใส่บาตรแล้วนำมาให้แก่อุรุเวลกัสสปะ

อุรุเวลกัสสปะผู้บูชาไฟนั้นมีศิษย์มากมายถึง 500 ตนก็ยังมีทิฐิมานะคิดว่าวิธีการบูชาไฟของตนนั้นทำให้ตนเป็นพระอรหันต์แล้ว แม้จะเกรงในพระอิทธิวิธีของพระพุทธเจ้าแต่ก็ไม่ละทิ้งวิธีการของตนได้กล่าวเชิญพระพุทธองค์ให้ประทับอยู่ที่อาศรมของตนแต่พระพุทธองค์ปฏิเสธ โดยพระองค์จะพำนักอยู่ในป่าใกล้ๆ กันนั้นแทน พอตกดึก อุรุเวลกัสสปะก็เห็นแสงสว่างทั่วทั้ง 4 ทิศใกล้ๆ กับที่พักของพระพุทธเจ้า รุ่งเช้าเมื่อพระพุทธองค์ไปรับภัตตาหาร อุรุเวลกัสสปะก็ออกปากถามว่าเหตุใดจึงมีแสงสว่างไสวไปทั่วทั้ง 4 ทิศ ณ ที่พำนักของพระองค์ พระพุทธองค์ก็ตอบว่า เป็นเพราะท้าวจตุมหราชทั้ง 4 แห่งสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ลงมาฟังธรรมของพระองค์ ในคืนต่อมาก็มีเทวดาชั้นสูงอีกหลายชั้นลงมาฟังธรรมเช่นกัน อุรุเวลกัสสปะก็ถามเช่นเดิม แม้จะทึ่งในบุญบารมีแต่ก็ยังคิดว่า พระพุทธองค์ยังไม่ได้เป็นอรหันต์เหมือนกับตนเอง

พระพุทธองค์ทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์อีกหลายประการ เช่น การอ่านใจ, เสด็จเหาะเหินเดินอากาศต่อหน้าเพื่อทรมานอุรุเวลกัสสปะให้คลายความเห็นผิดจากทิฐิมานะที่มีว่า ตนเองนั้นได้ปฏิบัติบูชาไฟจนเป็นพระอรหันต์แล้ว (ทั้งที่ยังไม่ได้เป็น) แต่ทำอย่างไร อุรุเวลกัสสปะก็ยังไม่ยอมรับอยู่ดี จวบจนวันเพ็ญเดือน 2 พระพุทธองค์ก็ตรัสให้อุรุเวลกัสสปะเกิดความสลดใจว่า พระพุทธองค์ทราบมาตลอดว่า ชฎิลบูชาไฟอย่าง อุรุเวลกัสสปะ นั้นยังไม่ใช่พระอรหันต์ แต่ทำไมจึงยังดื้อดึงปฏิบัติในทางที่ไม่ใช่การบรรลุอรหันต์และเชื่อว่าตนเองเป็นอย่างนั้นทั้งที่ไม่ได้เป็น บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่จะยอมรับว่าตนเองยังไม่ใช่พระอรหันต์ หากได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ก็จะบรรลุอรหันต์ได้ในไม่ช้า

อุรุเวลกัสสปะเมื่อทราบว่าพระพุทธองค์รู้ดีมาตลอดว่าความถือดีในตนเองว่าเป็นอรหันต์นั้นเป็นสิ่งผิดก็เกิดความสลดใจยอมก้มกราบขอขมาแต่โดยดี และยังชักชวนให้ชฎิลทั้งห้าร้อยตนนำบริขารเครื่องใช้ต่างๆ ที่มีไปลอยน้ำทิ้งให้หมดและกราบทูลของอุปสมบทพระองค์จึงบวชให้ด้วยวิธี เอหิภิกขุอุปสัมปทา

ชฎิลผู้บูชาไฟ ณ ที่แห่งนี้มีอยู่ 3 พี่น้องครับ น้องคนที่สองของอุรุเวลกัสสปะก็คือ นทีกัสสปะเห็นบริขารของพี่ชายตนลอยมาก็พาเอาศิษย์กว่าสามร้อยตน มาเพื่อไต่ถามถึงสาเหตุพอมาถึง พระอุรุเวลกัสสปะก็เรียกให้นั่งฟังเรื่องราวที่ตนได้ประสบมาก็เกิดความศรัทธา ลอยบริขารของตนทิ้งพร้อมกับบริวารเหมือนกันทั้งสามร้อยตนเช่นกัน เครื่องบริขารทั้งสามร้อยก็ลอยไปยัง สำนักของ คยากัสสปะผู้เป็นน้องเล็ก คยากัสสปะ ก็เดินทางมาพอได้ฟังธรรมของพระพุทธองค์แล้วก็ตัดสินใจบวชพร้อมกับลูกศิษย์เช่นกัน รวมกันแล้ว ชฎิลผู้บูชาไฟทั้งหมดมีรวมกัน 1 พันกับ 3 รูป (3 รูปที่เหลือคงจะเป็นหัวหน้ากัสสปะทั้งสามพี่น้อง) หลังจากนั้น พระพุทธองค์ก็แสดงธรรมที่เรียกว่า “อทิตตปริยายสูตร” ซึ่งเป็นพระสูตรที่แสดงถึงการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 6 ที่รุ่มร้อนเหมือนมีไฟติดอยู่ทั่วตัวจาก ไฟราคะ ไฟโทสะ และไฟของโมหะ รวมไปถึงร้อนไปด้วยทุกข์ อันมีชาติกำเนิด ความแก่ชราและความตาย จนทั้งหมดได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่สุด

แทรกตรงนี้สักเล็กน้อยครับ การจะสั่งสอนสิ่งใดแก่ใครก็ต้องเลือกวิธีการสอนครับ ตัวอย่างนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดีครับ ในเมื่อชฎิลเหล่านั้นบูชาไฟเป็นเหตุอยู่แล้วพระองค์จึงใช้พระสูตรที่อธิบายเรื่องกิเลสราคะโมหะว่าเป็น ความร้อนเหมือนกับไฟเช่นกัน ชฎิลเหล่านั้นจึงบรรลุอรหันต์ได้ง่ายนั่นเอง

ก่อนที่พระพุทธองค์จะทรงตรัสรู้ ท่านได้ลองทุกวิธีการมาแล้วนี่ครับวิธีไหนเป็นการบรรลุถึงอรหันต์ที่แท้จริงพระองค์ก็สอนให้ถือเอาสิ่งนั้น ในอดีตถ้าพระองค์ยังไม่ละเลิกวิธีทรมานกายแม้จะมีจิตเป็นสมาธิเพียงใด ได้ฌานกี่ขั้นก็คงไม่อาจบรรลุอรหันต์ได้ ดังนั้น ทุกอย่างต้องมีวิธีการที่ดีครับจึงจะประสบความสำเร็จสมดังคำอธิษฐานและปณิธานที่ได้ตั้งมั่นเอาไว้

6.      เมื่ออธิษฐานให้ตัวเองได้แล้วจงอธิษฐานให้คนอื่นด้วย

 แรงอธิษฐานที่ยิ่งใหญ่นั้นไม่ใช่มุ่งเน้นประโยชน์ความต้องการของตนเองเพียงอย่างเดียวครับเมื่อได้ในสิ่งที่ตนเองปรารถนาแล้วควรจะแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้กับคนอื่นไปด้วยเพื่อให้คนที่เรารักและมีความปรารถนาดีมีความสุขไปพร้อมๆ กัน เรียกว่าเป็น พรหมวิหารธรรม คือ เมตตา ปรารถนาจะให้ผู้อื่นมีความสุขเหมือนกับที่ตนได้รับ

การอธิษฐานในข้อนี้ในฐานะผู้เขียนแล้วเห็นว่ามีความสำคัญมากที่สุดเลยครับ เพราะความสุขที่แท้จริงนั้นคือคนรอบข้างมีความสุขด้วยตัวเราเองถึงจะมีความสุข สมมติว่าเราเป็นผู้ที่มีหน้าที่การงานสุจริตประกอบสัมมาอาชีวะค้าขายได้ร่ำรวยมหาศาลแต่ เพื่อนกิจการข้างๆ กลับอยู่ในสภาวะตกต่ำต้องประสบปัญหาขาดทุนอยู่ ถ้าเป็นผู้มีจิตเมตตาก็จะยังไม่รู้สึกว่ามีความสุขได้ต้องได้ช่วยเหลือให้คนอื่นมีความสุขได้เหมือนกันเสียก่อน

ตัวอย่างเรื่องการอธิษฐานเพื่อคนอื่นนี่ ผู้เขียนเคยชมในภาพยนตร์เรื่องหนึ่งครับ เรื่องมีอยู่ว่าพระเอกเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไปตกหลุมรักสาวคนหนึ่ง วันหนึ่งเจ้าหนุ่มบังเอิญได้พบกับซาตานจะมาเอาชีวิตเพราะถึงเวลาหมดอายุไขเสียแล้วเจ้าหนุ่มไม่อยากตายตอนนั้น ก็เลยขอคำอธิษฐานไว้ 6 อย่าง เพื่ออยากให้สาวคนที่ตัวเองหลงรักได้มารักกับตนแล้วค่อยตายก็ไม่เสียหาย คำอธิษฐาน 5 ข้อแรกนั้นเป็นไปเพื่อตัวเองทั้งสิ้นครับเช่น ขอให้รวยมากๆ , ขอให้หล่อ, เป็นศิลปิน, เป็นผู้มีชื่อเสียง, เป็นนักกีฬาชื่อดัง เหล่านี้เป็นต้น แต่แม้ว่ากลายเป็นคนรวยอย่างไร หล่อมากแค่ไหน เป็นศิลปินที่น่าจะพิชิตใจสาวได้ไม่ยาก หรือจะปรารถนาดีต่อสาวเจ้าขนาดไหน สาวสวยคนนี้ก็ไม่ได้หลงรักเจ้าหนุ่มอย่างที่ต้องการเสียที

เจ้าหนุ่มจึงตัดสินใจเลิกและไม่ขอพรข้อสุดท้ายอีกต่อไปเพราะท้อแท้ใจและถือว่าสัญญากับซาตานเป็นโมฆะเพราะตนไม่ได้ขอพรจนครบ จบเรื่องกัน! ซาตานก็ไม่ยอมครับเพราะถือว่าได้ให้คำมั่นสัญญาด้วยวาจาไว้แล้วถ้าไม่อธิษฐานขอพรข้อสุดท้ายก็ต้องไปนรกทันที

ด้วยความจนตรอก เจ้าหนุ่มหมดทางเลือกเนื่องจากถูกบีบบังคับแต่ในใจยังมีความปรารถนาดีต่อคนที่ตัวเองรักอยู่เสมอ จึงได้อธิษฐานขอพรข้อสุดท้ายว่า ขอให้สาวคนที่ตัวเองหลงรักนั้นมีความสุขไปตลอดชีวิต ด้วยคำขอนั้นซาตานจึงให้พรไปตามนั้นแต่ก็ต้องยกเลิกการเอาชีวิตของเจ้าหนุ่มไปด้วยเพราะกฎของนรกมีข้อยกเว้นว่า หากผู้ที่ถึงฆาตได้ทำการอธิษฐานขอพรให้ผู้อื่นมีความสุขแทนตนเองแล้ว ซาตานหรือยมทูตไม่อาจจะเอาชีวิตของคนผู้นั้นได้

ตอนจบของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ ชายหนุ่มแม้จะไม่ได้สมหวังกับสาวคนที่ตนหลงรักแต่ก็ได้พบกับสาวคนใหม่ที่มีบุคลิกลักษณะคล้ายกันอีกคนหนึ่งและอยู่อย่างมีความสุขกับเธอคนนั้นไปตลอดชีวิต

การอธิษฐานให้คนอื่นมีความสุขไปด้วยนั้นจะทำให้ผู้ที่อธิษฐานมีความสุขที่แท้จริงครับในที่นี้ผมขอยกตัวอย่างประกอบจากเรื่องจริงในสมัยพุทธกาลเป็นการส่งท้ายบทการอธิษฐานให้ได้ผลนี้

เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของพระอานนท์ครับ

พระอานนท์นั้นกว่าที่ท่านจะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ก็ต้องเป็นช่วงหลังจากพุทธปรินิพพานไปแล้วภายหลังการถวายพระเพลิงพุทธสรีระพระมหากัสสปะเถระก็ได้เรียกประชุมสงฆ์เพื่อหารือเรื่องการสังคายนาพระธรรมวินัย โดยที่ที่ประชุมสงฆ์นั้นตกลงกันว่าจะทำการเลือกพระมหาเถระ 3 รูปเป็นประธาน คือ พระอุบาลี พระอานนท์และ พระมหากัสสปะเป็นประธานใหญ่ เหตุที่พระอานนท์ได้รับเลือกนั้นก็ยังมีเสียงคัดค้านอยู่บ้าง และที่สนับสนุนก็มีเพราะว่า พระอานนท์เป็นผู้ที่ใกล้ชิดพระพุทธเจ้ามากกว่าใครมีความจำดีและรู้เรื่องคำสอนทั้งหมดแต่เสียงที่คัดค้านก็เพราะว่าท่านยังไม่บรรลุอรหันต์

แม้ท่านจะมีภารกิจมากเพราะต้องติดต่อกับบุคคลหลายฝ่ายทำให้ไม่มีเวลาปฏิบัติธรรมมากเพียงพอแต่ท่านก็ไม่ได้ละความเพียรพยายามปฏิบัติธรรมอย่างหนักโดยปลีกตัวไปยังใต้ต้นไทร ด้วยจิตปรารถนาจะบรรลุอรหันต์ให้ได้เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งสงสัยในตัวท่านจะได้ไม่เกิดปัญหาเรื่องความเหมาะสมในหมู่คณะสงฆ์ซึ่งเป็นเรื่องส่วนรวมอีก ท่านได้พยายามปฏิบัติธรรมเพื่อการบรรลุเป็นอรหันต์อยู่หลายแห่ง

แต่ทว่าแม้จะเปลี่ยนไปอยู่ในถ้ำเล็กๆ ก็ยังไม่อาจบรรลุอรหันต์ได้แต่ก็ยังตั้งจิตอธิษฐานเพื่อหวังจะได้บรรลุเป็นอรหันต์อยู่เป็นประจำและในวันสุดท้ายหนึ่งวันก่อนการสังคายนาพระไตรปิฏกจะเริ่มต้น พระอานนท์เกิดความอ่อนล้ามากจึงได้เดินทางกลับไปยังกุฏิเพื่อพักผ่อน ณ เชิงเขาเวภาระ

ก่อนจะขึ้นนอนที่กุฏิท่านก็ล้างเท้าและกำหนดสติวิปัสสนาอยู่ตลอดทุกลมหายใจเข้าออกจนเมื่อพระอานนท์กำลังเอนกายลงบนเตียงศีรษะกำลังจะถึงหมอนและเท้าลอยยกจากพื้นก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น จิตที่ตั้งมั่นได้เป็นฌานด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่ ท่านก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ในอิริยาบถนั้นเองนับว่าเป็น อิริยาบถที่แปลกกว่าพระเถระรูปอื่นๆ โดยสิ้นเชิง

ก่อนการทำสังคายนาจะเริ่มขึ้น พระมหากัสสปะได้ซักถามเรื่องความบกพร่องหรือกิริยาทั้งหลายที่ไม่เหมาะสมของพระอานนท์หลายประการซึ่งพระอานนท์ก็สามารถตอบชี้แจงแถลงไขได้อย่างชัดเจนทุกอย่างและได้กล่าวว่า หากคณะสงฆ์ทั้งหลายเห็นว่ามีความผิดก็จะขอรับเอาไว้ คำตอบของพระอานนท์นั้นทำให้พระมหากัสสปะและคณะสงฆ์ทุกรูปพอใจมาก นั่นแสดงออกโดยชัดเจนว่าท่านได้บรรลุความเป็นอริยบุคคลชั้นสูงสุดแล้ว

เมื่อการสังคายนาเริ่มขึ้น พระอานนท์ก็มีส่วนช่วยอย่างมากในการตีความพระธรรมให้กระจ่างการที่พระอานนท์เป็นผู้มีความเป็นเลิศในด้านความจำดีทำให้พระธรรมวินัยถูกบันทึกไว้ได้อย่างครบถ้วนการตั้งจิตอธิษฐานเพื่อเป็นพระอรหันต์ในครั้งนี้จึงเป็นการยังประโยชน์เพื่อส่วนรวมโดยแท้จริง

และการอธิษฐานครั้งสุดท้ายของพระอานนท์ก็เกิดขึ้นในตอนที่ท่านจะปรินิพพานนั่นเองครับที่สำคัญเป็นการตั้งจิตอธิษฐานเพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่เสียด้วย พระอานนท์มีชีวิตอยู่ล่วงเลยมาได้จนอายุ 120 ปี ก่อนจะปรินิพพาน พระญาติของทั้งสองฝั่งแม่น้ำโรหิณีก็คือเมืองกบิลพัสดุ์และเมืองเทวทหะต่างฝ่ายต่างก็พยายามต้องการจะให้พระอานนท์ได้ไปนิพพานทางฝั่งบ้านเมืองของตนเอง จนไม่มีฝ่ายฝั่งไหนยินยอมให้แก่กัน

พระอานนท์พิจารณาเป็นครั้งสุดท้ายว่าหากปล่อยให้เรื่องราวกลายเป็นแบบนี้ต่อไปจะก่อให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงและก่อการทะเลาะเบาะแว้งกันได้จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานให้ลอยขึ้นไปในอากาศให้ร่างเผาไหม้กลางอากาศแล้วแตกออกเป็นสองส่วนส่วนหนึ่งตกลงในเมืองกบิลพัสดุ์อีกส่วนก็ตกลงยังฝั่งเมืองเทวทหะเพื่อให้พระญาติของทั้งสองฝั่งได้นำอัฐิไปบรรจุสถูปสักการบูชากันได้ทั้งสองฝ่าย

การอธิษฐานเพื่อหวังผลประโยชน์สุขของผู้อื่นด้วยจะยังก่อให้เกิดความสุขที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างแท้จริงด้วยประการฉะนี้ครับ

Read Full Post »

เรื่องจุดประสงค์นี่ก็มีความสำคัญมาก ลองนึกดูง่ายๆ ว่า ถ้าเราอุตส่าห์ทำจิตให้สะอาดมาเป็นอย่างดี ทำบุญทำทานเพื่อเป็นฐานกำลังให้การอธิษฐานมีความสำเร็จ แต่ถ้าอธิษฐานในสิ่งที่เกินกำลังบุญหรือไปในทางที่ไม่ถูกธรรม ขอให้คนอื่นเกิดความวินาศอย่างนี้ก็ไม่ไหว

 

คำอธิษฐานไม่มีทางเป็นจริงได้แน่นอน

เพราะทันทีที่จิตไปคิดลบ จิตก็จะขุ่นมัวลงทันที หรือการมุ่งขอแต่สิ่งที่เจือด้วยกิเลสมากๆ ก็จะทำให้จิตไม่ผ่องใสเช่นกันเช่น ขอให้ถูกหวย ขอให้ร่ำรวยทันตาเห็น ขอให้ได้แฟนหล่อๆ สวยๆ ฯลฯ

อย่างนี้เป็นจุดประสงค์ในการอธิษฐานที่ยังไม่มีความบริสุทธิ์เพียงพอ แต่หากผู้ที่ขอได้สั่งสมบุญบารมีมามากพอและประกอบกรรมดีอยู่เสมอก็อาจสมหวังได้ อยู่ที่เหตุและปัจจัย แต่จุดประสงค์เหล่านี้ก็เป็นเพียงจุดประสงค์ทางด้านสุขในทางกายหรือสุขภายนอกหรือสามิสสุข ยังไม่ถึงกับขั้นสุขทางธรรมหรือนิรามิสสุขที่เป็นสุขที่แท้จริง

ตัวอย่างเรื่องการมุ่งจุดประสงค์แห่งการอธิษฐานสำคัญๆ ในพระพุทธศาสนาก็มีแสดงให้เห็นครับว่า คนที่มุ่งปรารถนาขอแต่ในสิ่งที่ดีๆ ก็จะได้รับผลตามที่เขาเหล่านั้นมีความปรารถนา ในทีนี้ขอยกตัวอย่างอีกสักสองเรื่อง

 

“การอธิษฐานเพื่อเป็นแพทย์ประจำพระพุทธองค์”

ย้อนกลับไปในช่วงของสมัยก่อนพุทธกาลครับ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งทรงพระนามว่า “ปทุมุตตระ” ได้เสด็จอุบัติขึ้นมาบนโลก พระพุทธเจ้าปทุมุตตระนั้น เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในสารกัปพุทธวงศ์องค์ที่ 10 ซึ่งประสูติในตระกูลของกษัตริย์แห่งนครหงสาวดี ซึ่งมีพระชนมายุยาวนานประมาณ 1 แสนปี และพระศาสนาของพระองค์ดำรงอยู่ได้นาน 1 แสนปีเช่นกัน

ณ เมือง จำปา ในขณะที่พระองค์ทรงมาประทับอยู่ที่เมืองนี้ มีมาณพหนุ่มคนหนึ่ง ได้สังเกตเห็นชายชราผู้หนึ่งเดินเข้าออกพระอารามที่ประทับของพระพุทธเจ้าปทุมุตตระอยู่เป็นประจำก็เกิดความสงสัยในการกระทำของชายชรา วันหนึ่งจึงได้ดักเฝ้ารออยู่หน้าที่ประทับเพื่อที่จะถามถึงจุดประสงค์

หลังจากได้สอบถามชายหนุ่มก็พบว่า ชายชราที่เข้าออกที่ประทับของพระพุทธเจ้านั้นเป็นนายแพทย์ประจำตัวของพระพุทธองค์ การเข้าออกพระอารามทุกวันก็เพื่อรับฟังพระโอวาทและถวายการรักษาในคราวที่พระพุทธองค์ทรงประชวร ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นก็มีความปลาบปลื้มใจและชื่นชมในตำแหน่งหน้าที่นี้มาก จึงได้สอบถามว่าจะทำอย่างไรจึงจะได้มีโอกาสในการทำหน้าที่นี้

แต่ชายชราบอกว่า หน้าที่แบบนี้ในชั่วพุทธกาลหนึ่งจะเกิดขึ้นได้เพียงคนเดียวเท่านั้นแล้วแต่บุญแต่กรรมที่ได้สร้างสมกันมาถ้าอยากจะทำหน้าที่นี้ ก็ต้อง “ตั้งจิตอธิษฐาน” ขอเอาไว้ในชาติหน้า ชายหนุ่มได้ฟังคำกล่าวนั้นก็สงสัยเรื่องการมีอยู่จริงของชาติหน้า รวมไปถึงว่า การอธิษฐานจิตจะมีผลถึงชาติต่อไปหรือไม่จึงได้ขอเข้าเฝ้าไปทูลถามพระพุทธองค์ให้เกิดความกระจ่างชัด

พระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ได้ตรัสสั่งสอนเรื่องกรรมว่า ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลสก็จะต้องเกิดแล้วเกิดอีกด้วยผลกรรมของตัวเองกระทำถ้าทำดีก็ได้ไปเกิดในภพที่ดีทำชั่วก็ได้ไปเกิดในภพที่ต่ำลงไปกว่ามนุษย์ ส่วนการอธิษฐานจิต นั้นคือการตั้งใจมั่นว่าจะทำอะไรและมีความพยายามที่จะได้มาเพื่อสิ่งนั้น การกระทำนั้นจะส่งผลได้ถึงในชาติปัจจุบัน ชาติหน้า และชาติภพต่อๆ ไปด้วย

นับเป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มผู้นี้ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าและสนทนาธรรมกับพระพุทธองค์เมื่อถามตอบปัญหาธรรมะกับพระพุทธองค์จนหายสงสัยแล้ว ก็เกิดความปิติเป็นที่ชุ่มชื่นของจิตใจ หลังจากนั้นชายหนุ่มก็ได้อาราธนาพระพุทธองค์พร้อมพระสาวกไปรับภัตตาหารของตนเองที่บ้านของตนเองในวันรุ่งขึ้น

วันรุ่งขึ้นหลังจากที่ชายหนุ่มได้ถวายภัตตาหารแด่พระพุทธองค์ ชายหนุ่มก็ตั้งจิตอธิษฐานขอพรจากพระพุทธเจ้าปทุมุตตระว่า ขอให้ได้เป็นนายแพทย์ประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในอนาคตซึ่ง พระพุทธองค์ก็ตรัสอนุโมทนา ชายหนุ่มก็ตั้งจิตมั่นว่าจะกระทำความเพียรสั่งสมบุญบารมีเพื่อที่จะได้เป็นแพทย์ประจำพระองค์ในชาติต่อไป

หลังจากภพชาตินั้นแล้ว กาลเวลาก็ได้ผ่านไปเป็นระยะเวลานานกว่าแสนกัปชายหนุ่มได้เวียนว่ายตายเกิดในภพต่างๆ ตามกรรมที่ได้กระทำมาในแต่ละภพตามแรงอธิษฐานจิตของเขา จนในสมัยพุทธกาลชายหนุ่มก็ได้กลับมาเกิด เป็นลูกของนางสาลวดีซึ่งเป็นหญิงงามเมืองใน กรุงราชคฤห์แห่งแคว้นมคธซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยพระเจ้าพิมพิสารเด็กคนนี้ คือ ชีวกโกมารภัจจ์

มูลเหตุที่ทำให้เด็กคนนี้ได้นามว่าชีวกโกมารภัจจ์ เพราะวัยเด็กทารกของชีวกนั้นนางสาลวดีผู้เป็นแม่ต้องแอบคลอดลูกและนำชีวกไปทิ้งที่กองขยะ เพราะไม่อาจให้การมีลูกมาทำลายอาชีพและชื่อเสียงของตน เด้กคนนี้ก็ถูกเก็บมาเลี้ยงดูโดยเจ้าฟ้าชาย “อภัยกุมาร” ซึ่งเป็นพระราชโอรสองค์หนึ่งของพระเจ้าพิมพิสาร

เจ้าฟ้าชายอภัยเห็นว่าเด็กคนนี้มีชีวิตรอดมาจากฝูงกาที่กำลังจะรุมแทะกินร่างของเด็กน้อยจึงตั้งชื่อว่า “ชีวก” แปลว่าผู้ยังมีชีวิต และด้วยเหตุที่เป็นผู้ที่เจ้าชายทรงชุบเลี้ยงจึงได้สร้อยตามท้ายชื่อว่า “โกมารภัจจ์” แปลว่า ผู้ซึ่งพระราชกุมารเลี้ยงดูนั่นเอง

เมื่อเติบโตขึ้นชีวกโกมารภัจจ์ก็ได้เดินทางไปเรียนศิลปะวิทยาการต่างๆ เพื่อการเป็นแพทย์ที่เมืองตักศิลาที่สำนักทิศาปาโมกข์ เป็นเวลาเจ็ดปีซึ่งตอนที่เรียนจบได้รับคำสั่งจากอาจารย์ให้ไปหาสิ่งที่ไม่อาจทำยาได้ในบริเวณ 1 โยชน์โดยรอบพระนครตักศิลาแต่ชีวกโกมารภัจจ์ไม่อาจหาได้พบเพราะบอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถนำมาทำยาได้ทั้งสิ้น ท่านจึงได้สำเร็จการศึกษา

หมอชีวกโกมารภัจจ์เริ่มอาชีพแพทย์ด้วยการเดินทางไปตรวจดูคนไข้ตามที่ต่างๆ จนเริ่มมีชื่อเสียงจากการรักษาโรคประชวรของกษัตริย์หลายพระองค์ เช่น พระเจ้าพิมพิสารป่วยเป็นริดสีดวง พระเจ้าจัณฑปัชโชติซึ่งป่วยเป็นโรคดีซ่าน ตลอดจนเศรษฐีผู้มีชื่อเสียงมากมายจนพระเจ้าพิมพิสารพอพระทัยในความสามารถและความอ่อนน้อมถ่อมตนที่ไม่เคยหวังลาภยศใดๆ จึงโปรดแต่งตั้งให้เป็นแพทย์ประจำพระองค์

ชื่อเสียงของท่านขจรไปไกล ในที่สุดความปรารถนาของหมอชีวกโกมารภัจจ์ในอดีตชาติก็กลายเป็นจริงเมื่อพระพุทธโคดมถูกลอบทำร้ายจากพระเทวทัต โดยพระเทวทัตพยายามสังหารพระองค์โดยการจะกลิ้งหินก้อนใหญ่มาทับพระพุทธองค์ที่เขาคิฏชกูฎ

แต่ด้วยปาฏิหาริย์แห่งบุญบารมีทำให้พระพุทธองค์ทรงได้รับบาดเจ็บห้อเลือดที่พระบาทเท่านั้น เป็นเหตุให้พระอานนท์เข้าวังไปขอตัวหมอชีวกโกมารภัจจ์มาทำการรักษาพระพุทธองค์ได้

และชีวกโกมารภัจจ์ก็ได้สมความปรารถนา ตามคำอธิษฐานที่ได้ตั้งไว้ในอดีตชาติที่จะได้เป็นแพทย์ประจำพระองค์ได้สำเร็จ

ท่านมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนามากและต้องการจะไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์วันละ 2-3 ครั้งแต่เห็นว่า วัดเวฬุวันนั้นอยู่ไกลเกินไปกับพระนครจึงสร้างวัดถวายในสวนมะม่วงของตนเองเรียกว่า ชีวกอัมพวัน หรือ ชีวกัมพวัน หรือสวนมะม่วงวัดของหมอชีวก

ด้วยเหตุที่หมอชีวกเป็นแพทย์ประจำคณะสงฆ์ของพระพุทธองค์ จึงเป็นเหตุให้มีคนมาขอบวชมากขึ้นโดยคิดอาศัยวัดเป็นที่รักษาตัวเป็นจำนวนมาก จึงทูลขอพระพุทธเจ้าให้ทรงบัญญัติข้อห้ามไม่ให้รับบวชต่อคนที่เจ็บป่วยด้วยโรคบางชนิดที่เป็นโรคติดต่อ เพราะเกรงจะทำให้ภิกษุรูปอื่นเดือดร้อนภายหลัง

นอกจากนั้นหมอชีวกโกมารภัจจ์ได้กราบทูลให้พระพุทธเจ้า โปรดทรงอนุญาตให้มีที่จงกรมและเรือนไฟเพื่อเป็นที่บริหารร่างกายของพระสงฆ์ เพื่อเป็นการช่วยรักษาสุขภาพของภิกษุทั้งหลายและพระพุทธองค์ทรงให้การยกย่องหมอชีวกโกมารภัจจ์ว่า เป็น เอตทัคคะในด้านเป็นที่รักของปวงชนในฝ่ายฆราวาส

แม้จะไม่ได้บวชและปฏิบัติธรรมในบวรพุทธศาสนาเลย แต่ก็ได้บำเพ็ญคุณงามความดีช่วยเหลือผู้ป่วยไม่เลือกฐานะตลอดชีวิต ได้กลายเป็นแพทย์ประจำตัวของพระพุทธองค์ รวมทั้งสั่งสอนคนรุ่นหลังให้รู้ถึงวิชาแพทย์จนกลายเป็นยุครุ่งเรืองทางการแพทย์ของชมพูทวีปอย่างแท้จริง สมความปรารถนาที่ได้ตั้งจิตอธิษฐานไว้ในอดีตชาติทุกประการ ยังมีอีกหนึ่งตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่ในการอธิษฐานเพื่อจุดประสงค์อันประเสริฐครับ

 

“การอธิษฐานเพื่อเกิดเป็นพระพุทธเจ้า”

ย้อนกลับไปในสมัยก่อนพุทธกาลในสมัยพระทีปังกรพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าองค์แรกในพุทธวงศ์ลงมาจุติเพื่อโปรดมนุษย์โลกเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้ทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ขจรขจายไปไกล ซึ่งในยุคเดียวกันนี้เองก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งที่ได้ถือกำเนิดในรัมมวดีนคร ซึ่งเป็นที่เดียวกับที่พระพุทธเจ้าทีปังกรถือกำเนิดขึ้น

พอเติบโตขึ้นชายหนุ่มคนนี้ก็ออกบวชเป็นชฎิลฤาษี (ผู้บำเพ็ญตบะด้วยการบูชาไฟเป็นการเผากิเลส) นามว่า สุเมธดาบส ครั้งหนึ่งมีประกาศว่าพระทีปังกรจะเสด็จผ่านทางเพื่อทำการผ่านทางหนึ่งเพื่อโปรดแสดงธรรม เส้นทางที่เสด็จนั้นมีความยากลำบากมีอุปสรรคมากมายและยังเป็นทางเลนที่ยากจะเสด็จผ่านไปได้ ชาวบ้านนับพันต่างก็มาร่วมใจกันแผ้วถางทางอย่างรวดเร็ว

สุเมธดาบสซึ่งเป็นฤาษีก็เหาะผ่านมายังทางที่กำลังแผ้วถางอย่างขะมักเขม้น ก็ลงมาสอบถามว่าคนทั้งหลายมาชุมนุมกัน ณ ที่แห่งนี้เพราะเหตุอันใดกัน เมื่อทราบว่าพระทีปังกรพุทธเจ้าจะเสด็จมาแสดงธรรมโดยผ่านเส้นทางนี้ สุเมธดาบสก็มีความยินดีที่จะช่วยทำทางให้เสร็จโดยเร็วเช่นกัน

แต่ในขณะที่สุเมธดาบสกำลังจะลงมือทำทางให้พระทีปังกรก็เสด็จผ่านมาถึงก่อนโดยเส้นทางที่จะทำเหลืออีกเพียง 1 ช่วงตัวคนเท่านั้น สุเมธดาบสจึงถอดผ้าคลุมฤาษีของตนเองออกแล้วปูลาดลงไปที่พื้นและได้กราบนมัสการต่อพระทีปังกรพุทธเจ้า นิมนต์ให้พระพุทธองค์และพระสาวกทั้งหมดกว่า 4 แสนรูปได้ย่างเท้าไปบนร่างกายของตนเองที่จะทำการทอดถวายเป็นสะพานแทน ด้วยจิตปรารถนาถึงสัมมาสัมโพธิญาณขอให้ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า

พระพุทธเจ้าทีปังกรได้รู้เจตนาและการบำเพ็ญบารมีจึงตรัสทำนายว่า สุเมธดาบสจะได้กลายเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งนามว่า “พระพุทธโคดม” ซึ่งก็คือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันของเรานี่เอง หลังจากสุเมธดาบสได้สิ้นชีวิตแล้วก็ได้ไปวนเวียนเกิดอีกหลายภพชาติสั่งสมบุญบารมีมาอีกยาวนานจนในชาติสุดท้ายก็ได้บรรลุผลแห่งการอธิษฐานเมื่อครั้งอดีตสมความตั้งใจ

จากตัวอย่างการตั้งจิตอธิษฐานเพื่อมุ่งในจุดประสงค์อันประเสริฐนั้นจะเห็นได้ว่าผู้ที่ขอนั้นมีความตั้งใจและมุ่งเป้าประสงค์เพื่อขอให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นอย่าง หมอชีวกโกมารภัจจ์ก็ได้เป็นหมอประจำพระองค์และเผยแพร่วิชาแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้คนมากมาย สุเมธดาบสก็มุ่งจิตอธิษฐานเพื่อการเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อปรารถนาให้คนทั้งหลายได้พ้นทุกข์

 

จุดประสงค์แห่งการอธิษฐานจึงเป็นเหตุผลสำคัญประการสุดท้ายที่ทำให้การอธิษฐานที่ยิ่งใหญ่เกิดความสัมฤทธิ์ผล

องค์ประกอบทั้งสามเมื่อมีความบริสุทธิ์และถึงพร้อมแล้วด้วย จิตอันบริสุทธิ์ มีการสั่งสมบุญบารมีที่มากและมีความยาวนานพอจุดประสงค์ที่จะอธิษฐานก็มีความดีบริสุทธิ์ในเป้าหมายพร้อมสมบูรณ์

Read Full Post »

Older Posts »