Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for ตุลาคม, 2011

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าอาหารผักเป็นการรับประทานเพื่อการชำระล้างร่างกายและอาหารที่ได้รับประทานเข้าไปนั้นหากรับประทานอย่างถูกสุขลักษณะและมีปริมาณที่เหมาะสมก็จะมีประโยชน์กับร่างกายและจิตใจอย่างมากทีเดียว ซึ่งมีอานิสงส์ 2 ทาง ทั้งในทางโลกและทางธรรม

 

ผลอานิสงส์ในทางโลก

ผลทางร่างกาย

1. ร่างกายสามารถขับถ่ายของเสียได้เกือบทั้งหมด สารพิษที่เคยตกค้างอยู่ภายในจะได้รับการชำระล้างออกไปมาก เพราะสารอาหารและกากใยที่อยู่พืชผักผลไม้ จะช่วยในการขับถ่ายเอาสารพิษที่อยู่ในกระเพาะและลำไส้ออกไป และทำให้การย่อยอาหารเป็นปกติ

2. เมื่อรับอาหารเจไปได้เป็นประจำหรืออย่างน้อยในช่วงเทศกาล 9 วันแห่งการกินเจ เลือดก็จะถูกฟอกให้สะอาดขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เซลล์ต่างๆ ของร่างกายเสื่อมสลายช้าลง ผิวพรรณจะดูสดชื่นผ่องใสขึ้น นัยน์ตาแจ่มใสไม่พร่ามัว รู้สึกเบาสบายไม่อึดอัด

3. อวัยวะหลักภายในสำคัญและอวัยวะประกอบทั้ง 5 มีความแข็งแรงและทำงานได้เป็นปกติสมบูรณ์ ซึ่งอวัยวะหลักภายในทั้ง 5 นั้นได้แก่ หัวใจ ไต ม้าม ตับ และปอด ส่วนอวัยวะประกอบทั้ง 5 ได้แก่ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ กระเพาะปัสสาวะ กระเพาะอาหารและถุงน้ำดี

4. ร่างกายจะเพิ่มขีดความสามารถในการต้านทานสารพิษต่างๆ ได้สูงกว่าคนปกติที่กินเนื้อเพราะอาหารจำพวกผักและผลไม้เมื่อรับประทานได้ติดต่อกันเป็นเวลานานก็จะมีส่วนช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย เพราะได้รับคุณค่าของวิตามินและเกลือแร่อยู่ไม่ขาด

5. ในบรรดาผู้ที่รับประทานอาหารเจและอาหารที่เป็นพืชผักเป็นประจำนั้น ความเจ็บไข้ได้ป่วยเฉพาะโรคมักจะไม่ค่อยปรากฏเช่นโรคที่มีความรุนแรงและเจ็บป่วยเรื้อรังได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคไต ไขข้ออักเสบหรือเบาหวาน ที่สำคัญก็คือ โรคที่เกี่ยวข้องกับทางเดินอาหารก็ไม่ค่อยพบด้วย เช่น ริดสีดวงทวาร มะเร็งในกระเพาะ อาหารไม่ย่อย เป็นต้น

 

ผลทางจิตใจ

1. ทำให้จิตใจสงบมีความเยือกเย็นยิ่งขึ้น และบังเกิดความมีเมตตาจิตอย่างเต็มเปี่ยม อารมณ์ไม่ฉุนเฉียวหรือโกรธง่าย อันเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติธรรมให้ได้ผลยิ่งๆ ขึ้นไป

2. เป็นการหยุดสร้างกรรมโดยการตัดชีวิตผู้อื่นทางอ้อม ทำให้ไม่มีศัตรูทั้งมนุษย์และสัตว์ที่มีจิตอาฆาตคิดมุ่งร้ายพยาบาทติดตามจองเวร

3. เป็นผู้ที่มีสติมั่นคงมากยิ่งขึ้นคือ การงดบริโภคเนื้อสัตว์นั้นจะทำให้ความอยากในกามารมณ์ลดน้อยลงไปรวมถึงจิตที่อาฆาตและรักความรุนแรงที่อยู่ในตัวเราก็จะลดลงไปด้วย

 

ผลในทางธรรม

อานิสงส์ของการไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนสัตว์ ในทางธรรมก็คือ จะทำให้ชีวิตของเราไม่ต้องตายด้วยปืนผาหน้าไม้ คมหอกคมดาบและอาวุธต่างๆ และไม่ตายด้วยเหตุการณ์อันน่าสยดสยองหรือภัยพิบัติ อีกทั้งยังสามารถเป็นการเว้นกรรมในเรื่องการฆ่า และยุติการจองเวรกับสรรพสัตว์ทั้งหลายอีกด้วย

พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติศีลข้อ “ปาณาติบาต” คือ ห้ามการฆ่าเป็นข้อศีลที่สำคัญเป็นอันดับแรกเพราะเป็นการบอกให้เรารู้ว่า พื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดย่อมรักชีวิตของตนเองการที่พระองค์บัญญัติศีลข้อนี้ขึ้นมาก็เพราะมีภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเป็นภิกษุปุถุชน ในอดีตก่อนบวชเคยเป็นนายพรานได้เผลอเอาธนูไปยิงอีกาเข้าตัวหนึ่งจนอีกาถึงแก่ความตายจึงเป็นเหตุให้พระองค์ต้องบัญญัติศีลข้อนี้ขึ้นมา

และในพระสูตรของพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ยังได้กล่าวถึงพระพุทธวจนะว่าด้วยเรื่อง “อานิสงส์ 10 ประการของการไม่กินเนื้อสัตว์” ในคราวที่ได้เสด็จไปเทศนาโปรดบรรดาเหล่าพญานาคราช ซึ่งผู้เขียนขอนำบทอธิบายอานิสงส์ดังกล่าวมาแสดงไว้ใน ณ ที่นี้

1. เป็นที่รักใคร่ของบรรดาเทพ พรหม ตลอดจนมนุษย์ และสัตว์ทั้งหลาย

บุคคลผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี ไม่เบียดเบียนผู้ใด มีกิริยาสำรวม จรรยามารยาทเรียบร้อย ไม่กล่าวคำกระโชก ด่าทอกับใคร บุคคลเช่นนี้เมื่อก้าวไปสู่ที่ใดย่อมเป็นที่รักใคร่มีแต่คนอยากเข้ามาใกล้ชิดในทางตรงกันข้าม หากเป็นคนที่สะสมไว้แต่อารมณ์ร้ายๆ แววตาเต็มไปด้วยกลิ่นไอแห่งการฆ่า ทุกคนก็อยากจะวิ่งหนีไปให้ไกล ถ้าภายในจิตใจเราไม่คิดจะไปทำลายหรือเบียดเบียนชีวิตของผู้อื่น เราจึงไม่เป็นที่หวาดกลัวต่อผู้ใด แต่จะเป็นที่รักของสัตว์ต่างๆ แม้สัตว์ดุร้ายก็ไม่ทำอันตราย

 

2. จิตอันเป็นมหาเมตตาย่อมบังเกิดขึ้น

คนที่มีเมตตากรุณาอยู่ในใจ อย่าว่าแต่เห็นสัตว์ทั้งหลายต้องตายไปต่อหน้าเลย เพียงแต่เห็นสัตว์ต้องประสบเคราะห์กรรมถูกเฆี่ยนตี ก็ย่อมจะไม่สบายใจ นอกจากจะไม่เข่นฆ่าทำลายชีวิตผู้อื่นแล้ว แม้แต่จะเอ่ยวาจาด่าทอให้ระคายหูก็จะไม่กระทำโดยเด็ดขาด เมื่อจิตเมตตาค่อยๆ ถูกสะสมเพิ่มพูนจนเปี่ยมล้น ก็จะบังเกิดเป็นมหาเมตตาขึ้นในใจ และมหาเมตตานี้จะเพิ่มพลังจิตขึ้นในตัว นับเป็นเหตุปัจจัยสำคัญอันจะนำพาให้ผู้บำเพ็ญสามารถสำเร็จธรรมบรรลุขั้น “พระโพธิสัตว์”

 

3. สามารถตัดขาดความอาฆาต ดับอารมณ์โหดร้ายเคียดแค้นได้

นอกเหนือจากความเห็นแก่ตัวเพื่อปากท้องตัวเองอันเป็นเหตุให้เกิดการเข่นฆ่า ทำลายชีวิตผู้อื่น และสาเหตุใหญ่ของการทำร้ายซึ่งกันและกัน คือ ความโกรธแค้น อาฆาต พยาบาทจองเวรต่อกัน ซึ่งนับวันก็จะกลายเป็นคนโหดร้ายเห็นความตายของผู้อื่นเป็นเรื่องเล็กน้อย

 

ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องตัดอารมณ์เหล่านี้ให้หมดสิ้น และไม่เพียงแต่จะรักชีวิตตนเองเท่านั้น แต่ยังจะต้องรักและทะนุถนอมชีวิตผู้อื่นอีกด้วย หากชาตินี้เรายังฆ่ากินเลือดเนื้อเขา ความแค้นพยาบาทจะฝังอยู่ในกมลสันดาน และจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรติดตามทวงหนี้ชีวิตทุกชาติไป แล้วเราจะปฏิบัติธรรมให้หลุดพ้นได้อย่างไร?

 

4. ปราศจากโรคภัยร้ายแรงมาเบียดเบียนร่างกาย

ความเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งมีสาเหตุมาจากการผันแปรของดินฟ้าอากาศ หรืออาหารการกินที่ผิดธรรมชาติ ซึ่งอาจรักษาให้หายได้ด้วยยา แต่ทวายาไม่สามารถรักษาโรคกรรมได้ โรคกรรมอันเกิดมาจากการเคยสร้างอกุศลกรรมร่วมกันมาในอดีต การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ร่วมเสพเนื้อผู้อื่น ร่วมส่งเสริมผู้อื่นให้ฆ่าให้กินให้เสพเป็นกรรมร่วมกัน จึงส่งผลให้คนเหล่านั้นต้องมาตายพร้อมกันในชาติปัจจุบัน เช่นเป็นโรคระบาดในคราวเดียวกันมากๆ ประสพภัยพิบัติ น้ำท่วม แผ่นดินไหวตายหมู่ เป็นต้น

 

หากเราต้องการเป็นผู้ที่มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน จงงดเว้นบริโภคเนื้อสัตว์ และหมั่นสร้างบุญสร้างกุศล ปลดปล่อยช่วยเหลือชีวิตสัตว์ทั้งหลายเป็นประจำ

 

5. อายุมั่นขวัญยืน

ทุกชีวิตที่เกิดมาบนโลกนี้ ทั้งคนและสัตว์ ต่างล้วนอยากให้ตนมีอายุยืนยาว แต่ความมีอายุยืนยาวนั้น มิใช่ขอกันได้ ถ้าหากในอดีตเราเป็นผู้ที่ชื่นชอบนิยมยินดีในการบริโภคเนื้อสัตว์ ตลอดจนฆ่าและส่งเสริมให้ผู้อื่นฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การที่จะหวังให้ตนมีชีวิตที่ราบรื่นเป็นสุข และอายุยืนยาวนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ บุคคลผู้ที่มีจิตเมตตา ชอบช่วยเหลือชีวิตสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ใหญ่หรือสัตว์เล็กๆ ก็ตาม อานิสงส์ผลบุญจะช่วยต่อชีวิตทำให้มีอายุยืนยาว

 

6. ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากวัชรเทพทั้งแปด

วัชรเทพทั้ง 8 พระองค์ คือ เทพเจ้าผู้พิทักษ์ธรรมในพระพุทธศาสนา เมื่อบุคคลใดมีจิตมุ่งมั่นที่จะสร้างคุณงามความดี รักษาศีลกินเจ วัชรเทพทั้ง 8 พระองค์ก็จะมีบัญชาให้เหล่าเทพบริวารทั้งหลายลงมาพิทักษ์รักษาปกป้องคุ้มครองบุคคลนั้นๆ มิให้ภูตผีปีศาจ ยักษ์มาร อสูรร้ายมารังควาน แต่หากเมื่อใดบุคคลนั้นมีจิตใจรวนเร ไม่มั่นคงในการปฏิบัติธรรม บรรดาทวยเทพก็จะพากันผละหนีไปซึ่งเหล่ามารร้ายจะเข้าจู่โจมทำอันตรายทันที  ซึ่งแม้ตาเนื้อของปุถุชนคนธรรมดา จะมองไม่เห็นบรรดาเทพพรหมที่เฝ้าคุ้มครอง แต่เมื่อถึงคราววิกฤตตกอยู่ในที่คับขัน เทพพรหมทั้งหลายเหล่านั้นก็จะพลิกผันเหตุการณ์ให้แคล้วคลาดรอดพ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวงได้ในที่สุด

 

7. ยามหลับจะนิมิตเห็นแต่สิ่งที่ดีงามเป็นสิริมงคล

โดยปกติคนทั่วๆ ไป หากมีเรื่องราวรบกวนจิตใจให้วิตกกังวลว้าวุ่น เมื่อถึงยามพักผ่อนแม้ว่าร่างกายจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าสักปานใด ก็ไม่สามารถจะหลับลงได้หรือหลับๆ ตื่นๆ และท้ายที่สุดเคลิ้มหลับไป ก็จะฝันร้ายตลอดคืน มีตัวอย่างมากมายของผู้ที่ดำเนินชีวิตในแต่ละวัน เอาแต่สร้างกรรมชั่ว ประพฤติมิชอบ อาหารแต่ละมื้อจะต้องเพียบพร้อมไปด้วยเนื้อสัตว์ เมื่อยามหลับก็จะฝันเห็นแต่สิ่งที่เลวร้าย น่าเกลียดน่ากลัว แต่เมื่อได้ศึกษาและตั้งใจปฏิบัติธรรม งดบริโภคเลือดเนื้อผู้อื่น ก็มักจะมีโอกาสนิมิตเห็นแต่สิ่งที่ดีงาม เห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นนิมิตที่ดีเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง จะหลับและตื่นก็เป็นสุข

 

8. ย่อมระงับการจองเวร สลายความอาฆาตแค้นซึ่งกันและกันได้

คัมภีร์แห่งสัจธรรมได้กล่าวว่าสัตว์ทั้งหลายกับคนนั้นเป็นหนึ่งเดียวกัน มิได้แตกต่างกัน แต่เป็นเพราะความหลงผิดไม่รู้เท่าทัน จึงยึดรูปลักษณ์ภายนอกมาทำให้เป็นความแตกต่างว่านั่นเป็นสัตว์ นี่เป็นคน ฯลฯ ผู้ปฏิบัติธรรมมีญาณปัญญา เห็นแจ้งในธรรมต้องปราศจากจิตที่เคืองแค้นอาฆาตผู้อื่น และมีจิตเมตตากรุณา คิดสงสารผู้อื่นที่หลงประพฤติผิด ทั้งพยายามหาวิธีฉุดช่วยให้เขากลับสู่เส้นทางแห่งความถูกต้องดีงาม

 

9. สามารถดำรงอยู่ในกระแสแห่งพระนิพพานไม่พลัดหลงตกลงสู่อบายภูมิ

ตามกฎแห่งกรรมผู้ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิตหรือชอบเสพเลือดเนื้อสัตว์ทั้งหลาย เมื่อตายไปวิญญาณจะต้องร่วงลงสู่อบายภูมิทั้ง 3 ได้แก่

1. นรกภูมิ 10 ขุม ต้องรับทุกข์ทรมานแสนสาหัส

2. เปรตภูมิ จะได้รับทุกข์ทรมานอยู่กับความหิวโหย

3. เดรัจฉานภูมิ เมื่อวิญญาณใช้หนี้บาปกรรมพ้นจากนรกภูมิและเปรตภูมิแล้วจะต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ถูกเขาฆ่าตายชาติแล้วชาติเล่า จนกว่าจะครบกำหนดตามจำนวนที่ตนได้เคยทำลายชีวิตผู้อื่น ดังนั้นหากสามารถละเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตได้ก็จะเป็นหนทางรอดในการที่ไม่ต้องตกสู่อบายภูมิต่อไป

 

10. ทันทีที่ละสังขารจากโลกนี้ จิตวิญญาณจะมุ่งสู่สุคติภพ

ในมหายานสูตร มีเรื่องเล่าถึงวิบากกรรมของผู้ที่หลงผิดชอบเข่นฆ่าสัตว์และนำไปสังเวยฟ้าดินถวายต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นการกระทำที่เป็นบาปอย่างมหันต์ อกุศลกรรมนั้นทำให้ต้องได้รับโทษโดยถูกสุนัขปีศาจรุมกัดกินเนื้อ ทุกข์ทรมานแสนสาหัส นับครั้งไม่ถ้วน

 

สาธุชนผู้ที่งดเว้นเนื้อสัตว์ ปลดปล่อยชีวิตสัตว์ให้รอดตายด้วยการถือศีลกินเจ ย่อมจะห่างไกลจากทุคติภพไม่ต้องไปรับโทษทัณฑ์อันน่าสะพรึงกลัว เมื่อจิตวิญญาณจะละสังขาร ก็อาศัยเหตุปัจจัยแห่งกุศลกรรมความดี ดลบันดาลให้เหล่าทวยเทพเทวารอรับขึ้นเบื้องบน

 

ฉะนั้นการศึกษาและปฏิบัติธรรมให้ได้สำเร็จลุล่วงผู้บำเพ็ญธรรม จักต้องละเว้นจากการเสพเลือดเนื้อชีวิตสัตว์โดยสิ้นเชิง พร้อมกับอนุเคราะห์ช่วยเหลือสรรพสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยาก เพื่อให้หนทางการบำเพ็ญสู่ความหลุดพ้น ไม่ถูกขัดขวางจากเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย

จะเห็นได้ว่าในคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานนั้นก็มีความเชื่อที่คล้ายคลึงกับฝ่ายเถรวาทมากจะมีรายละเอียดปลีกย่อยบางประการที่ไม่เหมือนกันเช่นความเชื่อในองค์เทพเจ้าทั้งแปด ซึ่งในฝ่ายเถรวาทไม่ปรากฏ ซึ่งในฝ่ายเถรวาทนั้นกล่าวถึงอานิสงส์ของการรักษาศีลข้อที่ 1 ซึ่งในที่นี้ขอยกคำกล่าวที่ปรากฏไว้ในพระนิพนธ์ของสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก องค์ที่ 19 ที่พระองค์ท่านประพันธ์เอาไว้ในหนังสือ วิธีสร้างบุญบารมี เอาไว้ว่า

“ผู้ที่รักษาศีลในข้อที่1 ด้วยการไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ด้วยบุญที่ที่รักษาศีลข้อนี้ เมื่อน้อมนำมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะทำให้มีพลานามัยที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัย ไม่ขี้โรค อายุยืนยาว ไม่มีศัตรูหรืออุบัติเหตุต่างๆมาเบียดเบียนให้ต้องบาดเจ็บ หรือ สิ้นอายุเสียก่อนวัยอันควร”  

 

อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นความเชื่อทางฝ่ายไหนก็แสดงให้เราได้เห็นว่า การเว้นจากการฆ่าสัตว์ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมนั้น ย่อมให้อานิสงส์ที่ดีทั้งสิ้นควรจะน้อมนำหลักในข้อศีลนี้ไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตนเองและยังผลให้เกิดสุขกับผู้อื่นอีกด้วย

Read Full Post »

อย่างที่กล่าวไปตามความหมายและจุดประสงค์ที่แท้จริงของการกินมังสวิรัติและกินเจนั้นต้องมีสัมมาทิฐิควบคุม คือไม่ใช่แค่กินผักแต่ปากแต่ข้อวัตรอื่นๆ เราไม่ได้สนใจเลยอย่างนี้ก็ไม่เกิดผลอะไรในทางปฏิบัติธรรมเพื่อให้ได้บุญอย่างที่ต้องการ

 

ในที่นี้ขอยกตัวอย่างอธิบายความหมายของ “อาหารเจ” โดยเฉพาะความหมายของตัวอักษร “เจ” คือผู้ที่จะกินเจนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การรับประทานอาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ ผักฉุน หรือ ของที่สะอาดตามที่กล่าวมาทั้งหมดเท่านั้น แต่หมายถึงการกระทำที่เป็นศีลเป็นตัวกำหนด คือการควบคุมกาย วาจา และ ใจด้วย

 

การกินเจคือ “กายเจ” หมายถึง การถือศีลที่ต้องระมัดระวังในทางกายคือ การไม่ฆ่าสัตว์ไม่เบียดเบียนสัตว์ทุกชนิด การไม่ล่วงละเมิดเอาสิ่งของที่เป็นกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้อื่นและการไม่ถือแย่งเอาในบุคคลอื่นผู้เป็นที่รักใคร่ของคนอื่นมาเป็นของตนคือการไม่ทำผิดประเวณี

 

การกินเจคือ “ปากเจ” คือ การถือให้ปากสะอาดอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การงดเว้นเนื้อสัตว์แต่หมายถึง ต้อง ไม่พูดเท็จไม่หลอกลวง ไม่พูดยุแหย่ให้คนเขาแตกร้าวกันหรือแตกความสามัคคี ไม่พูดคำพูดหยาบคายให้ระคายหูของผู้อื่น และ ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหลไร้สาระอันจะเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียเวลาฟังเรื่องราวอันเปล่าประโยชน์แทนที่จะได้ทำกิจประโยชน์อย่างอื่น

 

การกินเจ คือ “ใจเจ” คือ การรักษาจิตใจของตนเองให้สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากมลทินกิเลสใด ๆคือ ไม่คิดโลภอยากได้ของๆ ผู้อื่น ไม่คิดอาฆาตพยาบาท อิจฉาริษยาปองร้ายผู้อื่น และการมีความเห็นที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมไม่เห็นผิดเป็นชอบ ซึ่งข้อสุดท้ายนี้นับว่าสำคัญที่สุด เพราะแม้จะบอกว่าปากของตนเองไม่กินเนื้อ ไม่ดื่มเหล้าไม่สูบบุหรี่ หากจิตยังฟุ้งซ่านกลับไปกลับมาอาจจะต้องกลืนน้ำลายตนเอง ทำให้กลับไปหลงทำผิดในด้านอื่นๆ ได้อีก

 

ผู้ที่ถือศีลกินผักที่แท้จริง จึงต้องฝึกฝนทั้งกาย วาจาและใจให้สะอาดบริสุทธิ์อยู่ตลอดเวลาจึงได้ชื่อว่าได้สร้างบุญเต็มที่อย่างแท้จริง

 

จะเห็นได้ว่าจากที่กล่าวมาว่าการถือ กายเจ ปากเจ นั้นเป็นข้อวัตรเพื่อให้เราได้ดำรงตนอยู่ใน “ศีล” ทั้งสิ้นอันเป็นพื้นฐานที่จะทำให้กระทำ “ใจเจ” คือการเจริญสมาธิให้เกิดปัญญาต่อไป

แต่ทว่าการถือศีลเพื่อให้ได้บุญตามที่เราตั้งใจจะทำนั้น เราควรจะถือศีล 5 หรือ ศีล 8 ดี เพราะมีความเข้าใจที่ว่า เมื่อถึงเทศกาลกินเจแล้วก็ควรถือศีล 8 ให้เคร่งครัดไปเลย หรือว่าเป็นเพียงการถือรักษาศีล 5 ก็เพียงพอแล้วเพราะว่าตามศาลเจ้าและโรงเจที่เปิดเลี้ยงให้ผู้คนเข้าไปทำพิธีกรรมล้วนแต่มี “อาหารมื้อเย็น”ให้กับผู้ที่เข้าไปถือศีล และยิ่งเป็นวันที่มีการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ด้วยแล้วตอนค่ำก็จะยังมีอาหารบริการเสริมเป็นพิเศษอีกด้วย

 

ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้หากถือศีลแปดก็จะขัดกับหลักในศีลวัตรในข้อที่ 6 คือที่ผู้ถือศีลต้องถือ “วิกาลโภชนา” คือการงดเว้นในการกินของขบเคี้ยวทุกชนิดหลังเที่ยงวันไปด้วย เรื่องนี้ทำให้มีความเข้าใจที่สับสนกันอยู่มาก

จริงๆ แล้วคำว่า เจ หรือ แจ ในภาษาจีนนั้นมีความหมายว่า การรักษาความบริสุทธิ์ทั้งกายและใจเพื่อเป็นการสักการะและการปฏิบัติบูชาถวายเทพยดา ซึ่งนั่นเป็นความหมายทางพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานผู้ที่ถือศีลนั้นขอเพียงครองศีล 5 ให้เป็นนิจศีลก็เพียงพอ

 

แต่ในฝ่ายเถรวาทแล้วตามความเชื่อของพุทธศาสนิกชนชาวไทยมักจะคุ้นชินกับศีลแปดที่หมายถึง อุโบสถศีลที่คนโบราณมักจะไปอาราธนาศีลแปดจากพระสงฆ์ในวันธรรมสวนะภายในพระอุโบสถจึงถือเอาว่า ศีลแปดคืออุโบสถศีลไปด้วย ดังนั้นในช่วงเทศกาลกินเจสำหรับผู้ที่เคร่งในศีลวัตรทางสายนี้ก็มักจะทำการตั้งจิตอธิษฐานว่าจะครองศีลแปดไปเลย

 

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นถือครองศีล 5 หรือศีล 8 ก็ตามย่อมมีผลดีและมีอานิสงส์สูงมากด้วยกันทั้งสิ้น

 

คำว่าศีล นั้นแปลว่า “ความเป็นปกติ” คือสิ่งที่คนเราต้องให้ความระมัดระวังรักษาตามเพศและฐานะการรักษาศีลให้ดีจึงถือเป็นการระงับโทษทางกายและวาจาที่เป็นกิเลสหยาบในตัวของเราให้กำเริบขึ้นมาอันเป็นพื้นฐานสำคัญให้จิตใจสงบระงับซึ่งความอยากในกิเลสทั้งหลายซึ่งอย่างน้อยก็ควรจะรักษาให้ได้ 5 ข้อคือ

1. การละเว้นจากการฆ่าและเบียดเบียนชีวิต

ข้อนี้เรียกได้ว่าเป็นโอกาสอันดีอยู่แล้วที่จะได้ละเว้นการฆ่าสัตว์เพราะในขณะที่เรางดเว้นการกินเนื้อสัตว์นี้เราก็ได้ละเว้นชีวิตสัตว์ต่างๆ ไปทางอ้อมแล้ว นอกจากนั้นการละเว้นการกินเนื้อสัตว์ยังเป็นการแสดงความกตัญญูต่อสัตว์ผู้มีคุณด้วยโดยเฉพาะสัตว์อย่าง วัว ควาย ที่เป็นแรงงานให้มนุษย์เราเสมอมา รวมไปถึงสัตว์อย่างสุกร ไก่ หรือปลาทั้งหลายที่มีส่วนเลี้ยงดูให้เรามีร่างกายที่แข็งแรงดังเช่นทุกวันนี้

 

แต่การรักษาศีลข้อนี้ ไม่ใช่เพียงการกินอาหารผักเท่านั้นเราก็จะได้ชื่อว่ารักษาศีลข้อที่ 1 ได้ดีแล้ว เพราะบางทีเราอาจเผลอฆ่าหรือไปทำร้ายสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อื่นๆ ตามความเคยชินก็เป็นได้ เช่น เผลอไปตบยุง เผลอไปเหยียบมดฆ่ามด เอาน้ำราดให้มันไหลไปตามน้ำ ฯลฯ เพราะนี่คือสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตของเราและคิดว่าไม่เป็นไรเพราะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความจริงแล้ว นี่เป็นการเบียดเบียนชีวิตเช่นกัน

 

2. การละเว้นจากการถือเอาทรัพย์สินคนอื่นโดยเขาไม่เต็มใจให้

การระมัดระวังรักษาศีลในข้อนี้ เราอาจมีความสงสัยว่าเราจะไปถือเอาทรัพย์สินของผู้อื่นได้อย่างไรเพราะเราไม่ได้มีนิสัยชอบขโมยของหรือเป็นมิจฉาชีพใดๆ แต่เราอาจเคยชินในการหยิบของใช้คนอื่นไปโดยไม่ขออนุญาตโดยคิดว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวจะนำกลับมาคืน แต่บางทีก็หลงลืมกลายเป็นความผิดศีลข้อนี้โดยไม่ตั้งใจ ดังนั้นเมื่อถือปฏิบัติรักษาศีลแล้ว ก็ต้องให้ความสำรวมระมัดระวังกายให้มากขึ้นอย่าได้เผลอสติเอาของผู้อื่นไปใช้โดยไม่ขออนุญาตแม้จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

 

3. การระมัดระวังรักษาศีลในข้อที่ 3 คือ การยึดถือพรหมจรรย์

ศีลข้อนี้มีความน่าสนใจมากตรงที่ว่าหากเป็นผู้ที่ถือศีล 8 นั้นจะใช้ข้อศีลที่ว่า “อะพรัหมะจริยา” ซึ่งมีความแตกต่างกับคำว่า “กาเมสุมิจฉาจารา” ข้อนี้แปลว่าการถือประพฤติพรหมจรรย์โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางเพศโดยสิ้นเชิง ต่างกับการอยู่โดยถือผัวเดียวเมียเดียวแบบศีลข้อปฏิบัติทางศีล 5 คือยังสามารถยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางเพศได้แต่ต้องเป็นภรรยาหรือสามีของตนเองเท่านั้น

 

ซึ่งการถือศีลในข้อนี้ขอให้เป็นไปตามความเชื่อและสิทธิส่วนบุคคลเพราะผู้ที่ต้องการรักษาข้อวัตรในศีลนั้นมีความเคร่งครัดไม่เท่ากัน โดยเฉพาะบางรายที่ปกติถือกินผักเป็นประจำอยู่แล้ว พอถึงเวลาในเทศกาลที่ต้องถือศีลกินผักแบบเป็นทางการ อย่างเช่น ในช่วงเทศกาลกินเจ ก็ต้องถือเคร่งให้สะอาดบริสุทธิ์ทุกอย่างแต่บางรายก็ขอถือเพียงศีล 5 ก็พอ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วในช่วง 9 วันในเทศกาลก็อาจจะมีความเชื่อตรงกันที่ว่า ยิ่งรักษากายให้บริสุทธิ์มากเท่าใดก็ยิ่งได้บุญมาก จึงพลอยรักษาศีลข้อ 3 โดยถือพรหมจรรย์กันไปเลย เพราะถือเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น

 

แต่อานิสงส์ที่แท้จริงในการถือพรหมจรรย์ก็คือ จิตจะได้ระงับความต้องการทางกามกิเลสไม่ให้ลุ่มหลงติดอยู่ในเพศรสอันจะนำไปสู่ความลุ่มหลงอย่างอื่นๆ นั่นเอง

 

4. การระมัดระวังรักษาศีลในข้อที่ 4 คือ การงดเว้นจากการพูดเท็จ

ศีลข้อนี้ดังที่กล่าวรวมถึงความหมายของคำว่า “ปากเจ” คือเป็นการควบคุมความประพฤติทางวาจาทั้ง 4 แบบคือ การไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย และไม่พูดเพ้อเจ้อ

เราอาจสงสัยว่าเราไม่มีความจำเป็นต้องพูดโกหกอันใดแล้วคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา แต่ด้วยจริตและปกติวิสัยของแต่ละคนอาจมีเหตุให้ผิดศีลข้อนี้ก็ได้ทางใดทางหนึ่ง เช่นคนที่มีอาชีพเป็นพ่อค้าแม่ค้าซึ่งต้องทำมาค้าขายนั้นต้องใช้กลยุทธ์ต่างๆ ในการพูดดึงดูดใจลูกค้าอาจต้องโกหก อาจต้องมีเหตุให้พูดหยาบคาย หรือการพูดเล่นไร้สาระใดๆ บ้างเพราะเหตุแห่งความเคยชิน

เพราะฉะนั้นการรักษาศีลด้วยปากไม่ใช่แค่กินอาหารผัก แต่ต้องตั้งใจสมาทานรักษาศีลให้ดีแล้วก็ต้องพึงระมัดระวังเป็นพิเศษในเรื่องคำพูดเพราะ หากพูดดีคือ พูดความจริง พูดไพเราะ ไม่พูดส่อเสียด และไม่พูดไร้สาระอันจะเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียเวลาด้วยแล้วก็จะเป็นผลดีต่ออาชีพและชีวิตส่วนตัวเป็นอันมาก

 

5. การระมัดระวังรักษาศีลในข้อที่ 5 คืองดเว้นจากการดื่มสุราและสิ่งเสพติดให้โทษทุกชนิดที่จะทำให้ขาดสติ

บางคนมักจะมีความเห็นผิดที่ว่า เมื่อตนเองได้ถือรับประทานอาหารมังสวิรัติหรือเจมาตลอดก็น่าจะเพียงพอแล้วแต่ ก็พบว่ามีคนที่ถือกินผักไม่กินเนื้อแต่ก็เป็นนักเลงสุราได้เช่นกัน ซึ่งแสดงให้เห็นได้ชัดว่ามีผู้ที่เข้าใจจุดประสงค์ที่แท้จริงของการถือกินมังสวิรัติและกินเจไปผิดทิศทางมากมาย

 

ยิ่งในช่วงที่เป็น “เทศกาล” อันมีความหมายว่า “งานรื่นเริง” หรืองานเฉลิมฉลอง มักจะทำให้ผู้คนที่ขาดความเข้าใจถึงเนื้องานของเทศกาลที่แท้จริงไปเพราะเทศกาลที่เป็นบุญ อย่างเช่นการกินเจนั้นไม่ได้งดเว้นแค่เพียงเนื้อสัตว์แต่ต้องงดเว้นสุรารวมทั้งสิ่งเสพติดให้โทษทั้งหลายด้วย

 

ผู้ที่ถือศีลในเทศกาลกินผักนั้นสมควรอย่างยิ่งที่จะงดเว้นการดื่มสุราและของมึนเมาทุกชนิดที่มีผู้เข้าใจผิดนำมาเฉลิมฉลองในงาน เพราะเป็นสาเหตุให้ขาดสติ และเมื่อคนเราเผลอขาดสติไปแล้วย่อมสามารถทำผิดศีลข้ออื่นๆ ได้ และหากได้เผลอทำไปแล้ว การที่เราอุตส่าห์ถือศีลข้อต่างๆ มาก็กลายเป็นการศีลขาดไปอย่างน่าเสียดาย

 

นอกจากการรักษาศีลที่ได้กล่าวมาแล้วยังมีข้อปฏิบัติที่เป็นการสร้างบุญให้ได้ผลมากในช่วงกินเจนี้ก็คือการปฏิบัติธรรมในด้านการเจริญปัญญา อันได้แก่ การสวดมนต์ การแผ่เมตตาจิตและการเชื่อมบุญอุทิศบุญกุศล

 

การสวดมนต์

การสวดมนต์นั้นเป็นอุบายที่ดีที่จะทำให้จิตเกิดสมาธิเพราะในขณะที่สวดมนต์อยู่จิตจะจดจ่ออยู่ที่บทสวดอันเป็นอารมณ์เดียวในขณะที่ปฏิบัติการสวดมนต์นั้น ซึ่งในคติทางพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานนั้นก็จะมีบทสวดมนต์ที่ใช้กันในวัดฝ่ายมหายานและในโรงเจด้วยอันเป็นการสวดบูชาเทพเจ้า

 

แต่ถ้าเป็นหลักคติธรรมของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทแล้ว จะมุ่งเน้นให้เกิดสมาธิและถือเป็นการทบทวนบทคำสอนของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ท่านได้ประทานโอวาทสั่งสอนธรรมแก่พุทธบริษัททั้ง 4 เอาไว้ ซึ่งมีบทสวดที่เป็นบทมหามงคลมากมาย เช่น บทสวดพระพุทธชัยมงคลคาถา (พาหุงมหากาฯ) และบทสวดโพชฌงคปริตร อันเป็นบทสวดมนต์ที่มีความมุ่งหมายให้เกิดสุขภาพกายที่ดีและช่วยบรรเทาความเจ็บไข้ได้ป่วยได้ (ดูในภาคผนวก)

 

การแผ่เมตตาจิต

หลังจากที่ได้รักษาศีลและสวดมนต์ให้จิตสงบเป็นสมาธิแล้วก็ต้องมีการแผ่เมตตาจิตให้เหล่าสัตว์ทั้งหลายด้วย การที่เราได้ละเว้นการรับประทานเนื้อสัตว์ได้ก็นับเป็นการให้ทานมหาศาลที่ยิ่งใหญ่ เมื่อสวดมนต์แล้วก็ให้แผ่เมตตาจิตไปให้เหล่าสัตว์ทั้งหลายที่เรา “เคย” ได้นำเลือดและเนื้อของเขามารับประทานเป็นอาหาร

เพราะหากลองคิดให้ดีๆ แล้วสัตว์ที่เราได้รับประทานเข้าไปทุกเมื่อเชื่อวันนั้น ได้ตายอย่างผิดธรรมชาติด้วยกันทั้งสิ้น เหล่า หมู ไก่ วัว ควาย ทั้งหลายต่างก็ถูกแทงถูกเชือดให้ต้องตายโหงเช่นกัน จิตวิญญาณของสัตว์เหล่านั้นอาจเต็มไปด้วยแรงอาฆาตพยาบาทเราที่ได้นำเนื้อของเขามารับประทานแม้จะเป็นเพียงการกินเพื่อให้อิ่มปากท้องก็ตามอันเป็นที่มาของ คำว่า “ร่างกายของคนเรานั้นเปรียบเหมือนป่าช้าที่ใหญ่ที่สุดของเหล่าสัตว์”

การแผ่เมตตานั้น ขอให้กระทำอย่างตั้งใจและทำการส่งความปรารถนาดี ความเมตตาไปให้สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นให้ได้อยู่เป็นสุข และยังเป็นผลให้จิตใจของเรามีความอ่อนโยนลงด้วยโดยขอให้ตั้งใจกล่าวคำแผ่เมตตาในบทที่ว่า

            “ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงเป็นสุขๆ เถิด จงละเวรซึ่งกันและกัน อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน จงรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งหลายทั้งปวง ให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ไปยังแดนนิพพานโดยถ้วนทั่วพร้อมเพรียงกันทุกรูปทุกนามเทอญ”

            หรือจะใช้บทแผ่เมตตาที่นิยมใช้กันในปัจจุบันก็ได้ว่า

            “สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมด ทั้งสิ้น อะเวรา โหตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวร แก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียน ซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด”

 

การเชื่อมบุญ

การเชื่อมบุญนั้นเรียกอีกอย่างได้ว่า เป็นการอุทิศบุญหรือส่งบุญให้กันซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกพิสดารหรือลี้ลับใดๆ ทั้งสิ้น เปรียบเสมือนบุญที่เราได้ทำมาแล้วทั้งการถือศีลให้เคร่งครัด การสวดมนต์แผ่เมตตาทั้งหลายเป็น ดวงไฟ ที่เราจะทำการมอบหรือส่งต่อไปให้ผู้อื่นได้รับแสงสว่างแห่งบุญ ซึ่งก็คือความสุขความอิ่มเอมใจทั้งหลายไปให้ผู้อื่น

คุณผู้อ่านที่มีความคุ้นเคยในการไปทำบุญที่วัดแล้วพระท่านจะบอกให้ทำการกรวดน้ำส่งบุญอุทิศบุญไปให้บุคคลที่เราต้องการคือพ่อแม่ญาติพี่น้อง นั่นก็คือความหมายเดียวกัน

เหตุที่เราต้องทำการเชื่อมบุญนั้นก็เพราะว่า เหล่าสรรพสัตว์ที่สละเลือดเนื้อให้เราเป็นอาหารนั้นมีเป็นจำนวนมากเขาเหล่านั้นย่อมได้รับความทุกข์ทรมานจากการที่ต้องเกิดมาเพื่อเป็นอาหารของเหล่ามนุษย์โดยที่สัตว์บางชนิดเกิดมาเพื่อสิ่งนั้นจริงๆ คือ ถูกเลี้ยงมาในฟาร์มขุนให้อ้วนแล้วก็ถูกจับขายทอดมาโรงฆ่าสัตว์ ถูกชำแหละและกลายเป็นชิ้นเนื้อให้มนุษย์เราได้บริโภคกัน

สัตว์เหล่านี้ไม่มีทางเลือกในการใช้ชีวิตตามปกติเลยเกิดแล้วก็ตายไม่มีโอกาสได้สร้างบุญเช่นมนุษย์ เราจึงควรทำการอุทิศบุญที่ได้ทำมาเพื่อให้เขาได้มีความสุขเพื่อจะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีต่อไปและเป็นการขออโหสิกรรมต่อเหล่าสัตว์ทั้งหลายนี้ไปด้วย ซึ่งการเชื่อมบุญหรือยกบุญให้นี้มีความแตกต่างจากการแผ่เมตตา เปรียบเสมือนว่า เมื่อเราได้เผลอทำร้ายคนอื่นแล้วทำการขอโทษขออภัยเพียงอย่างเดียวมันอาจไม่เพียงพอกับความต้องการ การยกบุญให้เขาก็เปรียบเหมือนนอกเหนือจากคำขอโทษแล้วยังแถมเงินทองของมีค่าไปให้เขาอีกด้วย

            หลังจากแผ่เมตตาแล้วก็ให้นึกกล่าวอุทิศบุญในบทที่ว่า

            อิทัง เม มาตาปิตุนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า จงมีความสุข

อิทัง เม ญาตินัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า จงมีความสุข

อิทัง เม คุรุปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรุปัชฌายาจริยา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า จงมีความสุข

อิทัง สัพพะ เทวานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเทวา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เทวดาทั้งหลาย ของให้เทวดาทั้งหลาย จงมีความสุข

อิทัง สัพพะ เปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเปตา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เปรตทั้งหลาย ขอให้เปรตทั้งหลาย จงมีความสุข

อิทัง สัพพะ เวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเวรี ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงมีความสุข

อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพสัตตา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่สัตว์ทั้งหลาย ขอให้สัตว์ทั้งหลาย จงมีความสุข

Read Full Post »

ในหมู่ชนชาวจีนนั้นมีคำกล่าวที่น่าสนใจมากว่า “อาหารและยามาจากแหล่งเดียวกัน และอาหารและยานั้นไม่เคยแยกจากกัน” ซึ่งเป็นคำกล่าวที่บ่งชี้ว่า อาหารก็คือยานั่นเอ ข้อปฏิบัติในการถือรับประทานอาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ที่ผู้เขียนจะขอนำมากล่าวถึงในที่นี้เป็นเพียงหลักการรับประทานอาหารแบบหนึ่งเท่านั้นซึ่งอาจมีอีกหลายแนวทางในการปฏิบัติ

 

1. รับประทานอาหารเจที่ให้โปรตีนและพลังงาน

โปรตีนและคาร์โบไฮเดรตนั้นเป็นสารอาหารที่จำเป็นที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่ามีอยู่มากในเนื้อสัตว์จึงได้นิยมรับประทานเนื้อสัตว์กันมากมาย แต่ที่จริงแล้วโปรตีนนั้นสามารถพบได้มากใน เมล็ดธัญพืชได้แก่ ถั่ว และถั่วเปลือกแข็งทุกประเภทโดยควรเลือกรับประทานจากถั่วต่างๆ ได้ดังต่อไปนี้

 

1.1 ถั่วแดง อุดมด้วยวิตามินมีโปรทีเนส (Proteinase) บำบัดโรคเหน็บชา แก้บวมน้ำ ขับปัสสาวะ บำรุงประสาท บำบัดอาการใจสั่น บำรุงลำไส้ เลือดได้ดีและที่สำคัญมีคุณสมบัติบำรุงหัวใจ และบำรุงธาตุไฟในร่างกาย วิธีการนำถั่วแดงมาปรุงอาหารในการรับประทานอาหารเจก็มีหลายวิธี เช่น การทำซุปถั่วแดง ถั่วแดงต้มนำไปโรยในสลัดน้ำใส

 

1.2 ถั่วดำ เป็นถั่วอีกชนิดหนึ่งที่มีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตสูงแต่มีไขมันต่ำ แถมยังอุดมไปด้วยกากใยหรือไฟเบอร์ นอกจากนั้นก็ยังมีงานวิจัยพบว่า ผู้ที่บริโภคถั่วดำได้เป็นปกติจะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าผู้ที่บริโภคถั่วดำน้อย หรือไม่ได้บริโภคเลย อีกทั้งถั่วดำนั้นยังเป็นตัวล้างพิษในร่างกายได้ดีไม่แพ้ผลไม้อีกด้วย

โดยในถั่วดำนั้น จะมีสาร “ฟลาโวนอยด์” หรือสารล้างพิษกรัมต่อกรัมสูงที่สุด รองลงมาเป็นถั่วสีแดง น้ำตาล เหลืองและขาวตามลำดับ เพราะในถั่วดำนั้นมีสารสำคัญอย่างแอนโทไซยานินส์ ซึ่งนับเป็นตัวล้างพิษชั้นดี โดยเมื่อเทียบกับการกินถั่วดำในปริมาณเท่ากันกับการกินส้มแล้ว ถั่วดำจะมีปริมาณสารล้างพิษมากกว่าในส้มถึง 10 เท่าคือเทียบได้กับองุ่นและแอปเปิล แต่การทำให้ถั่วดำสุกนั้นก็จะสูญเสียตัวล้างพิษไปบ้าง แต่ก็ยังสามารถล้างพิษให้ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ในการนำถั่วดำมาปรุงอาหารนั้นที่เป็นที่นิยมคือนำมาทำขนมหวานอย่างสาคูราดหน้าด้วยถั่วดำต้มและกะทิ นอกจากนั้นก็ยังมีการนำถั่วดำนำมาทำเป็นซาลาเปาไส้ถั่วดำอันเป็นอาหารเจที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากคนไทยและชาวไทยเชื้อสายจีนอีกด้วย

 

1.3 ถั่วเหลือง ถั่วเหลืองเป็นเมล็ดพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากและเป็นแหล่งอาหารที่ให้พลังงานสูงคือให้ไขมันและโปรตีน มีประโยชน์ต่อสุขภาพและช่วยป้องกันโรค ถั่วเหลืองมีไขมันประมาณร้อยละ 20  แต่มีโปรตีนถึงร้อยละ 40

ด้วยเหตุที่ถั่วเหลืองมีโปรตีนสูงมากนี่เอง ถั่วเหลืองจึงเป็นแหล่งโปรตีนสำหรับบุคคลที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์และคนที่ต้องการรับประทานอาหารเจได้มากที่สุด โปรตีนในถั่วเหลืองมีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับโปรตีนจากสัตว์และหากบริโภคในปริมาณที่สูงพอ ร่างกายจะได้รับโปรตีนเพียงพอกับความต้องการได้

 

อาหารที่เป็นมังสวิรัติหรือเจส่วนใหญ่นั้นจะประกอบไปด้วยอาหารที่ทำจากถั่วเหลืองเป็นส่วนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น เต้าหู้ เต้าเจี้ยว ฟองเต้าหู้ เนื้อสัตว์เทียม รวมไปถึงเครื่องปรุงรสหลายชนิดเช่น ซอสถั่วเหลือง ซอสมิโสะ ก็ประกอบด้วยถั่วเหลืองเป็นส่วนสำคัญทั้งนั้น เพราะฉะนั้นอาหารหลักของคนที่ไม่กินเนื้ออาหารที่มีส่วนประกอบของถั่วเหลืองนั้นเรียกได้ว่ามีให้เลือกมากมายหลากหลายที่สุด

 

1.4 ถั่วเขียว ถั่วชนิดนี้มีองค์ประกอบที่สำคัญคือ แป้งร้อยละ 62.7 โปรตีนร้อยละ 21.7 ความชื้นร้อยละ 10.2 และไขมันร้อยละ 1.5 ถั่วเขียวนั้นเป็นพืชผักอีกชนิดหนึ่งที่ไม่ให้น้ำมันหรือโปรตีนเป็นหลัก แต่ให้ปริมาณแป้งและโปรตีนที่สูงกว่าถั่วชนิดอื่นๆ ดังนั้นเราจึงจะพบได้ทั่วไปว่า “แป้งถั่วเขียว” มักถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารหรือใช้ทำขนม เช่น ซ่าหริ่ม ส่วนแป้งสดนำไปใช้ทำวุ้นเส้น

 

นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยพบว่า วุ้นเส้นให้ค่าการตอบสนองต่อน้ำตาลในเลือดต่ำเมื่อเทียบกับอาหารคาร์โบไฮเดรตอื่นๆ เช่น ข้าวเหนียว ข้าวจ้าว ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่หรือเส้นหมี่ สารอาหารในถั่วเขียวมีค่าการตอบสนองต่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งนอกจากจะสามารถควบคุมระดับน้ำให้เป็นปกติแล้ว ยังช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดได้อีกด้วย

 

ถั่วเขียวมีโปรตีนสูงเมื่อเทียบกับถั่วเมล็ดแห้งชนิดอื่นๆ จึงนับว่าเป็นแหล่งอาหารโปรตีนได้ ถั่วเขียวเมื่อบริโภคร่วมกับธัญพืชจะให้กรดอะมิโนที่จำเป็นครบตามความต้องการของร่างกาย โปรตีนจากถั่วเขียวมีราคาถูกเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ และการเลือกกินอาหารโปรตีนจากพืชแทนเนื้อสัตว์จะสามารถหลีกเลี่ยงการรับไขมันเกินความจำเป็นได้

 

นอกจากนี้ในถั่วเขียวยังให้วิตามินและแร่ธาตุบางชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น วิตามินบี 1 ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา วิตามินบี 2 ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก แคลเซียมและฟอสฟอรัสซึ่งจำเป็นต่อความแข็งแรงของกระดูกและธาตุเหล็กซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือดแดง นอกจากนี้ถั่วเขียวยังมีใยอาหารซึ่งช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือดและลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่ด้วย

 

แต่อย่างไรก็ตามในการบริโภคอาหารที่ทำจากถั่วเขียวที่ผู้ที่ต้องการถือศีลกินเจ ควรอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะถ้ากินในปริมาณมากเกินไปก็จะทำให้ได้รับคาร์โบไฮเดรตมาเกินความจำเป็น

 

อาหารที่ทำจากถั่วเขียวที่จะสามารถนำมาใช้ในการรับประทานในช่วงกินเจนี้ ก็เช่น ผัดวุ้นเส้น ข้าวเกรียบถั่วเขียว หรือผัดถั่วงอกแบบที่ใช้เนื้อสัตว์เทียมจากถั่วเหลืองเป็นส่วนผสมก็ได้

 

อย่างไรก็ตามการรับประทานอาหารที่เป็นโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานเหล่านี้นั้น ควรจะรับประทานควบคู่ข้าวกล้องหรือ ข้าวซ้อมมือ ไปด้วยซึ่งจะทำให้ได้วิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกายเพิ่มขึ้น

 

2. อาหารที่เป็นพืชผักชนิดอื่นและผลไม้

ผักและผลไม้นั้นเป็นของคู่กันเสมอ อาหารที่เป็นผักชนิดต่างๆ ที่ได้รับอนุญาตให้รับประทานนอกเหนือ 5  ชนิดต้องห้ามนั้นรับประทานได้ทั้งสิ้นซึ่งหมายถึงหลักของการกินเจ แต่ไม่รวมไปถึงในหลักการของมังสวิรัติ แต่หากจะเลือกผักและผลไม้มารับประทานก็ควรจัดให้ได้ครบตามสีองธาตุทั้ง 5 ดังต่อไปนี้

 

2.1 สีแดง อาหารที่เป็นพืชผักสีแดงนั้น เป็นได้ทั้งสีแดงส้ม,สีแสดและชมพู ซึ่งแทนสัญลักษณ์ของธาตุ ไฟ อาหารที่รับประทานได้ก็คือ มะเขือเทศ ผัดพริกแดงสุก หัวแครอท หากเป็นผลไม้ก็เป็นพวก มะละกอสุก ส้ม และแตงโม

2.2 สีดำ อาหารที่เป็นผักและผลไม้ที่มีสีดำนั้น รวมสีที่เป็น น้ำเงินและม่วง ซึ่งแทนสัญลักษณ์ของธาตุน้ำ ผักที่สามารถนำมารับประทานได้ได้แก่ มะเขือม่วง เผือก เห็ดหูหนู หากเป็นผลไม้ก็เช่น ละมุด ลูกหว้า องุ่น เป็นต้น

 

2.3 สีเหลือง อาหารที่เป็นผักและผลไม้ที่มีสีเหลืองนั้นรวมสีที่เป็นเหลืองอ่อนและเหลืองแก่ซึ่งแทนสัญลักษณ์ของธาตุดิน หากเป็นผักก็เช่น ฟักทอง ข้าวโพด พริกเหลือง ถ้าเป็นผลไม้ก็เช่น มะม่วงสุก กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ กล้วยหอม มะเฟืองสุก เป็นต้น

 

2.4 สีเขียว อาหารที่เป็นผักและผลไม้ที่มีสีเขียวรวมสีที่เป็น เขียวเข้มและเขียวอ่อนซึ่งใช้แทนสัญลักษณ์ของธาตุไม้ หากเป็นผักก็เช่น ผักคะน้า ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ฯลฯ หากเป็นผลไม้ก็เช่น ฝรั่ง ชมพู่เขียว มะม่วงดิบ เป็นต้น

 

2.5 สีขาว อาหารที่เป็นผักและผลไม้ที่มีสีขาวรวมสีที่เป็น ขาวนวลหรือ ขาวสะอาดเลยซึ่งใช้แทนสัญลักษณ์ของธาตุโลหะ หากเป็นผักก็เช่นหัวผักกาดขาว ผักกาดขาว กะหล่ำดอก หากเป็นผลไม้ก็เช่น มะพร้าว น้อยหน่า มังคุด เงาะ ลำไย ฯลฯ

 

ที่สำคัญสำหรับคนที่รับประทานอาหารผักอีกประการก็คือ การรับประทานอาหารนั้นไม่ควรสร้างภาระให้กับตนเองมากจนเกินไปคือ ผักผลไม้ที่จะกินไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงและหาได้ยาก มีอะไรที่สามารถรับประทานได้ใกล้ๆ บ้านหรือใกล้ชุมชุนที่อยู่ก็ควรนำมารับประทาน ซึ่งถือเป็นการฝึกให้ไม่เลือกรับประทานแต่ผักและผลไม้ที่ชอบไปในตัวด้วย

 

อนึ่งการรับประทานผักหลากหลายชนิดให้ครบ 5 สีที่กล่าวมานั้น ไม่ควรกินผักอย่างเดียวซ้ำๆ เพื่อเป็นการป้องกันให้ร่างกายได้รับวิตามินและเกลือแร่ครบถ้วนเพียงพอต่อความต้องการ

 

เทคนิคการล้างผักและผลไม้

การรับประทานอาหารเจที่เป็นผักและผลไม้ที่ควรนำมาใช้ก็คือ การล้างผักและผลไม้ให้ถูกวิธีเพราะจะทำให้ผักสะอาดและไม่เสียคุณค่าไปเกินความจำเป็นซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดซึ่งมีวิธีการดังนี้

1. การล้างน้ำผักในน้ำไหลนาน 2 นาที จะลดสารพิษได้ ร้อยละ 54 – 63

2. ล้างด้วยผงฟูในอัตราผงฟู 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 อ่าง แช่ทิ้งไว้ 15 นาที จะลดสารพิษลงได้ร้อยละ 90 – 95

3. การล้างโดยวิธีการแช่ในน้ำสะอาด นาน 15 นาที ช่วยลดสารพิษลงได้ร้อยละ 7-33

4. การล้างผักและผลไม้ด้วยน้ำผสมด่างทับทิม โดยใช้ด่างทับทิมประมาณ 20-13 เกล็ด ต่อน้ำ4 ลิตรล้างนาน 10 นาที แล้วล้างน้ำตาม จะลดสารพิษลงได้ร้อยละ 50

5. การล้างด้วยน้ำเกลือเข้มข้นร้อยละ 50 โดยใช้เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ4 ลิตรนาน 2 นาที จะลดสารพิษลงร้อยละ 34

6. การล้างด้วยน้ำส้มสายชู ควรใช้น้ำส้มสายชู 1 ขวด ต่อน้ำ4 ลิตรนาน 15 นาที จะลดสารพิษลงได้ร้อยละ 60-84

แต่อย่างไรก็ตามการล้างผักและผลไม้แต่ละชนิดนั้นเราจะเลือกใช้วิธีการใดในการล้างก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกและเหมาะสมของแต่ละบุคคลซึ่งไม่มีข้อกำจัดตายตัวว่าควรจะใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง

 

เครื่องดื่มสำหรับคนกินอาหารผัก

สำหรับเครื่องดื่มที่คนถือรับประทานอาหารผักควรดื่ม ก็คือ น้ำเปล่าอุณหภูมิห้องและน้ำผลไม้สดๆ ตามธรรมชาติ เช่น น้ำส้ม น้ำมะเขือเทศ น้ำสับปะรด น้ำอ้อย น้ำมะพร้าว น้ำใบบัวบก น้ำมะตูม ฯลฯ ควรงดน้ำหวานที่ปรุงแต่งรสและเจือสีสังเคราะห์เพื่อหลีกเลี่ยงพิษภัยจากสิ่งปลอมปนอย่างเช่นน้ำอัดลม

 

และที่สำคัญเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทุกชนิดก็ควรจะงดเว้นให้เด็ดขาดนอกจากจะไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพแล้วยังเป็นการผิดข้อวัตรปฏิบัติในการดำรงตนให้อยู่ในศีลอีกด้วย

 

อาหารผักแบบใดที่ไม่ควรรับประทาน

แม้ว่าการถือและเลือกรับประทานอาหารที่เป็นผักไม่ว่ามังสวิรัติหรือเจจะเป็นผลดีแก่สุขภาพมากมายก็ตามแต่ก็มีอาหารอีกหลายชนิดที่ไม่สมควรรับประทานนั่นก็คือ อาหารที่เป็นของหมักดองและประเภทผัดที่ให้ความมันจัด

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงก็คือ ผักดอง ผลไม้ดอง เครื่องกระป๋องที่เป็นของดองทั้งหลายเพราะอาหารเหล่านี้อุดมไปด้วยเกลือซึ่งหากรับประทานไปมากๆ จะเกิดอันตรายต่อตับและไต นอกจากนั้นอาหารผักที่ปรุงด้วยวิธีผัดด้วยความมันมากๆ ด้วยการใส่น้ำมันและเต้าเจี้ยว ซอสและเกลือจะทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นได้

นอกจากนั้นก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงจนมีรสจัดหรือมีรสเลียนแบบอาหารปกติมาก นอกจากจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพแล้วยังทำให้ไม่สามารถละเลิกการยึดติดในรูปและรสของอาหารได้อีกด้วย

อาหารที่ให้รสจัดชนิดต่างๆ จะส่งผลต่อร่างกายดังต่อไปนี้ คือ หากเป็นอาหารที่มีรสขมจัดก็จะส่งผลต่อหัวใจ รสเค็มจัดส่งผลต่อไต รสที่หวานจัดจะส่งผลต่อม้าม รสเปรี้ยวจัดจะส่งผลต่อตับ และรสเผ็ดจะส่งผลต่อปอด เป็นต้น

Read Full Post »

มีคำกล่าวที่ว่า “ร่างกายของคนเรานั้น เปรียบดังป่าช้าที่ใหญ่ที่สุด” นั้นก็คงจะไม่ผิดไปจากความเป็นจริงมากนัก เพราะ อาหารคาวหวานที่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ต่างๆ นั้นเมื่อเรารับประทานเข้าไปแล้วก็เปรียบเหมือนเป็นที่พักของซากศพของสัตว์ต่างๆ ที่ถูกนำมาปรุงเป็นอาหารนับไม่ถ้วน

คุณผู้อ่านลองคิดตามดูเล่นๆ ได้ว่า คนเรานี้นับได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกได้ว่า “กินไม่เลือก” ซึ่งต่างจากสัตว์เดรัจฉานที่พวกสัตว์เหล่านั้นยังแบ่งประเภทได้ว่า สัตว์บางพวกกินแต่เนื้อและสัตว์บางพวกก็กินแต่พืช ก็เลยเกิดคำถามที่มักถูกถามกันในวงสนทนาทั่วๆ ไปอยู่บ่อยครั้งว่า ตกลงแล้วมนุษย์เรานี่เป็นสัตว์กินพืชหรือกินเนื้อกันแน่

 

แต่ไม่ว่าข้อถกเถียงที่ว่ามนุษย์จะเป็นสัตว์กินพืชหรือกินเนื้อก็ตาม สิ่งที่เราเห็นได้ชัดทุกวันนี้ ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็นิยมบริโภคเนื้อสัตว์กันมากกว่าผักและได้ละเลยอาหารจำพวกผักที่มีคุณประโยชน์สูงไปอย่างน่าเสียดาย เพราะเนื้อสัตว์นั้นเวลาถูกนำมาปรุงแต่งแล้วมักจะมีรสชาติอร่อยลิ้นกว่าผัก เลยทำให้มนุษย์เราส่วนใหญ่มีนิสัยเลือกรับประทานเฉพาะเนื้อสัตว์มาก แล้วก็เอาผักไปทิ้ง

 

การที่เราไม่ค่อยได้รับประทานผักนั้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราเป็นโรคขาดสารอาหาร ร่างกายไม่ได้รับอาหารครบ 5 หมู่ โดยทางการแพทย์ปัจจุบันระบุว่า เด็กหรือผู้ใหญ่ที่รับประทานผักน้อยหรือไม่ได้รับประทานผักเลยมักจะเจ็บป่วยเป็นโรคต่างๆ เช่นโรคขาดสารอาหาร ขาดวิตามิน เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารเช่น โรคกระเพาะ โรคเกี่ยวกับลำไส้ สุขภาพไม่แข็งแรง เซื่องซึม ไม่เฉลียวฉลาดขาดปฏิภาณไหวพริบเท่าที่ควร หรือมีสติปัญญาต่ำ รวมไปทั้งพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจไม่สมบูรณ์

 

การกินอาหารมังสวิรัติหรือกินเจนั้น หากไม่นับถึงเรื่องความสำคัญในทางพิธีกรรมและทางความเชื่อของศาสนาต่างๆ ก็เรียกได้ว่าเป็น “อุบายที่ดี” ที่จะให้ร่างกายของเราได้ชำระล้างร่างกายให้สะอาดจากพิษตกค้างที่มีอยู่ในเนื้อสัตว์

 

แต่เรื่องนี้ก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่า หากรับประทานอาหารที่เป็นอาหารเจหรืออาหารที่มีแต่ผักเพียงอย่างเดียวนั้นก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นโรคขาดสารอาหารได้เช่นเดียวกัน ซึ่งทางแพทย์นั้นพบว่า ไม่ว่าจะเป็นคนที่รับประทานเนื้อสัตว์หรือคนที่กินเจ ก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นโรคขาดสารอาหารได้เท่าเทียมกันหากรับประทานอาหารไม่ถูกวิธี

ซึ่งแง่มุมนี้แสดงให้เห็นว่าโรคขาดสารอาหารและการทุโภชนานั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกินเนื้อหรือกินผักแต่ขึ้นอยู่กับ “นิสัยที่กินแบบตามใจ” โดยถือเอาความอร่อยลิ้นของตนเองเป็นที่ตั้ง

อาหารที่เป็นอาหารมังสวิรัติหรือเจนั้น คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่าเป็นอาหารที่มีรสชาติจืดชืด ไม่อร่อยซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด อาจเป็นเพราะคนส่วนใหญ่นั้นแทบจะไม่มีโอกาสได้ลิ้มลองอาหารเจที่แท้จริง ซึ่งมีรสชาติดีที่ต่างไปจากอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อสัตว์และที่สำคัญไม่มีกลิ่นเหม็นคาวใดๆ

คนที่รับประทานอาหารมังสวิรัติหรือเจนั้นไม่ว่าจะกินเป็นกิจวัตรหรือกินตามเทศกาลก็ตาม หากเป็นผู้ที่ได้ทดลองกินมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วจะรู้จักวิธีดัดแปลง แปรรูปธัญพืชในธรรมชาติให้ได้มาซึ่งโปรตีน ซึ่งเราเห็นในรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปมาจากเมล็ดถั่วเหลืองมากมายหลายชนิด เช่น น้ำเต้าหู้ เต้าหู้ขาว เต้าหู้เหลือง เต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว ฯลฯ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นอาหารที่มีแหล่งโปรตีนที่อุดมและมีคุณค่าสูง

Read Full Post »

จากทั้งความหมายตามพจนานุกรม ตำราโบราณ ความเชื่อของแต่ละศาสนาหลายๆ ศาสนา และที่สำคัญที่สุดคือ แนวคิดแนวทางอันเป็นสัมมาทิฐิเกี่ยวกับการถือกินผักไม่ว่ามังสวิรัติหรือว่าเจทั้งหมด ล้วนมีความคล้ายคลึงกันคือ “การกินถือรับประทานมังสวิรัติหรือกินเจนั้นไม่ได้หมายถึงเพียง แค่การงดเว้นการรับประทานเนื้อสัตว์เท่านั้น แต่มีความหมายรวมถึงการอยู่ในศีลธรรมอันดีงามด้วยการปฏิบัติธรรมคือการชำระกาย วาจา ใจให้สะอาดบริสุทธิ์อีกด้วย” การถือศีลกินผักที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่การเข้าร่วมพิธีกรรมใดๆ ดังตัวอย่างที่ปรากฏในความหมายของอักษร “เจ” ในภาษาจีน

ความหมายของอักษร “เจ” ที่แท้

ขออธิบายถึงความหมายของคำว่า “เจ” ตามตัวอักษรในภาษาจีนนั้นมีความหมายที่ลึกซึ้งมาก โดยอักษรคำว่า เจ จะขีดขึ้นมาเป็นเส้นรวมกันได้ 18 เส้น แบ่งความหมายเป็น 10 ครั้งดังต่อไปนี้

  1. “จุดหนึ่ง” หมายถึง มโนทวาร หมายถึงประตูที่เปิดสู่ “อนุตตรภูมิ” อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของผู้ที่ปฏิบัติธรรมให้ไปถึงพระนิพพาน
  2. “หนึ่งขีด” หมายถึงการก้าวขึ้นสู่เรือแห่งพระธรรม (นาวาธรรม) ให้หลุดพ้นไปจากวัฎสงสารทั้ง 3 ภพคือ ภพมนุษย์ เทวโลก และนรก ไม่เวียนว่ายตายเกิดอีก
  3. “เข้าใจ” คือการรู้กระจ่างชัดเห็นจริงในสัจธรรม ทำให้หมดสิ้นความอยาก ไม่ต้องการมีกิเลสอีก มีความต้องการจะก้าวพ้นวิสัยแห่งโลกียสุขที่จะเป็นตัวก่อกิเลสให้เกิดขึ้นมาไม่จบไม่สิ้น
  4. “มีดซ้าย”  คือการตัดอารมณ์ความต้องการที่เป็นปัญหาออกไปได้ 7 อย่างคือ ความปีติยินดี ความโกรธ ความเศร้าเสียใจ ความกลัว ความรัก ความเกรี้ยวกราดดุดัน และความอาลัยอาวรณ์ยึดเกี่ยวอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
  5. “มีดขวา” คือ การขจัดตัณหา 6 ประการออกไปจากร่างกายคือ ความหลงในจักษุ (ตา) คือการหลงในรูปที่สวย ความหลงในนาสิก (จมูก) คือ กลิ่นหอมของสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะกลิ่นหอมของนวลเนื้อ หลงในชิวหา (ลิ้น) คือมีความติดใจในการเสพกินเนื้อสัตว์และผักฉุนทั้ง 5 ประการ หลงในโสต (หู) คือ การหลงชอบฟังในสิ่งที่เป็นภัยร้าย เรื่องติฉินนินทาต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อน หลงในโผฎฐัพพะ ( กายสัมผัส) คือ การหลงในการสัมผัสสิ่งที่อ่อนนุ่มสวยงามน่าพิสมัยทั้งหลายจนไม่มีการควบคุม และสุดท้ายคือหลงใน “ใจ” คือ หลงติดในโลกียสุขทุกอย่างจนขาดสติไม่ยอมสร้างบุญกุศล
  6. “หนึ่งขีดขึ้น” หมายความว่าเป็นทางเลือกระหว่างสูงและต่ำ ทางสวรรค์และนรกนั้นมีทางไปสองทางต้องรู้จักเลือกเดินทางในเส้นทางที่จะพาตนเองให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไป
  7. “หนึ่งขีดลง”  หมายความว่า เป็นเส้นทางที่ควรเลี่ยงอันหมายถึง นรกภูมิ
  8. หนึ่งขีด หมายถึงการก้าวเดินแต่ละขั้น ต้องค่อยๆ ก้าวไปเป็นขั้นตอน
  9. อีกหนึ่งขีด หมายถึง การก้าวสูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
  10. “เสี่ยว”  หรือที่แปลว่า เล็ก หมายถึงการสำรวมระมัดระวังกายไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยใดๆ ที่จะเป็นการทำบาปกรรม เปรียบได้เหมือนกับความระมัดระวังในระดับเดียวกับความระมัดระวังในการสอดด้ายเข้ารูเข็มที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก

 เพียงแค่ขีดอักษรก็แฝงไปด้วยข้อคิดและข้อปฏิบัติที่ดีที่สมควรจะน้อมนำไปใช้อย่างมากมายนี่แสดงให้เห็นถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงสำหรับผู้ที่จะถือกินผักโดยแท้

Read Full Post »

พิธีกรรมในที่นี้ขอกล่าวถึงเฉพาะการกินเจในช่วงเทศกาลเท่านั้น เนื่องจากพิธีกรรมในพิธีกินเจในเดือน 9 มีอยู่มากมายหลากหลายและแต่ละแห่งก็มีจัดได้แตกต่างกันไป อาจทำให้คุณผู้อ่านที่เคยเข้าไปสัมผัสกับพิธีกินเจมาแล้วอาจพบว่ามีความแตกต่างจากที่เคยไปสัมผัสมาได้ซึ่งขออธิบายไว้ดังต่อไปนี้

พิธีกินเจตามวัดที่นับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน

พิธีการกินเจที่จะขอนำมายกตัวอย่างในที่นี้ขอยกตัวอย่างถึง วัดโพธิ์แมนคุณาราม ซึ่งปัจจุบันเป็นศูนย์กลางของคณะสงฆ์จีนในประเทศไทย สืบทอดหลักธรรมคำสอนมาจากนิกายเซน สาขาหลินฉี (วิปัสสนากรรมฐาน) และเป็นเป็นศูนย์กลางหลักธรรมคำสอนของนิกายวินัย และนิกายมนตรายานของวัชรยาน ในทิเบต และเป็นศูนย์กลางการปกครองคณะสงฆ์จีนนิกายแห่งประเทศไทย และศูนย์กลางการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนานิกายมหายาน และวัชรยานอีกทั้งเป็นแหล่งข้อมูลพุทธศาสนาฝ่ายมหายานของประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 323 ถนนสาธุประดิษฐ์ ซอย19 (ซอยวัดโพธิ์แมน) เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร

พิธีการกินเจของทางวัดนี้จะไม่มีพิธีกรรมที่สลับซับซ้อนโดยทางวัดจะเริ่มจัดพิธีกินเจตั้งแต่วันสุดท้ายของเดือน 8 ไปจนถึงตอนค่ำของวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ณ บริเวณวิหารพระโพธิสัตว์กวนอิมซึ่งในวันแรกของเทศกาล พระสงฆ์จะทำการเจริญพระพุทธมนต์เปิดมณฑลพิธีอัญเชิญพระพุทธเจ้า 7 พระองค์ และพระโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์มาเป็นประธานในพิธีกินเจและตลอดระยะเวลาในช่วงเทศกาลจะมีพระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์เป็นช่วง ๆ พระสูตรที่จะใช้ในการสวดเซ่นคือ บทอดีตพุทธอุตรดารานิรภัยอายุวัฒนวิเศษสูตร หรือ พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์สมันตมุขปรวรรต ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร และพระสหัสพุทธนามสูตร เป็นต้น

นอกจากนั้นในวันสุดท้ายของเทศกาลกินเจทางวัดจะได้จัดพิธีโยคเปรตพลีเพื่ออุทิศบุญกุศลที่ได้กระทำมาทั้งหมดตลอด 9 วันให้แก่ดวงวิญญาณไร้ญาติทั้งหลายด้วย

 

พิธีกินเจตามศาลเจ้าจีนในกรุงเทพมหานคร

ก่อนจะกล่าวถึงเรื่องการกินเจในพิธีกินเจตามศาลเจ้านั้น ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า “ไม่ใช่ทุกศาลเจ้าในกรุงเทพฯ จะจัดให้มีพิธีกรรมการกินเจในช่วงเทศกาลทั้งหมด” ซึ่งจะมีเพียงบางศาลเจ้าเท่านั้นที่จะทำพิธีการกินเจเช่น ศาลเจ้าใหญ่ๆ ที่เป็นที่รู้จักอย่าง ศาลเจ้าชิกเซี้ยม่าวงเวียน 22 ศาลเจ้าโจวซือกง ที่ตลาดน้อย ศาลเจ้าเตี่ยชู่หั่ง บริเวณสำเพ็ง ศาลเจ้าไต้ฮงกง บริเวณ พลับพลาไชย และศาลเจ้า บ้วนชุนตั๊วเชิงสะพานกรุงเทพฯ เป็นต้น และรายละเอียดปลีกย่อยในพิธีการของแต่ละศาลเจ้าอาจมีความแตกต่างกันไป

ในที่นี้ขอยกตัวอย่างกล่าวถึงบางศาลเจ้าคือ ศาลเจ้าโจวซือกงที่บริเวณตลาดน้อย ซึ่งเป็นศาลเจ้าจีนขนาดใหญ่ของชาวจีนฮกเกี้ยนที่ได้จัดพิธีการกินเจมาร้อยกว่าปีแล้ว

พิธีการจะเริ่มขึ้นในช่วงตอนสาย ในเวลาประมาณ 11.00 น. ในวันสุดท้ายของเดือน 8 จะมีการตั้งปะรำพิธีพิธีอัญเชิญนพราชาพุทธเจ้าและเทพฟ้าดิน โดยมีขบวนธงทิวอย่างยิ่งใหญ่เพื่อรอรับเสด็จเทพเจ้าและ สาธุชนผู้ศรัทธาที่มารอรับเสด็จจะแต่งกายชุดขาวและถือธูปเพื่อรอพระสงฆ์ให้มาเจริญพระพุทธมนต์อัญเชิญนพราชาพุทธเจ้าและเทพแห่งฟ้าดินลงมาจากสวรรค์

เมื่อพระสงฆ์ทำการเจริญพระพุทธมนต์เสร็จแล้วคณะกรรมการในพิธีกินเจของทางศาลเจ้าจะทำการโยนไม้เสี่ยงทายว่า “เหล่านพราชาพุทธเจ้าและเทพแห่งฟ้าดินได้ลงมาโลกมนุษย์แล้วหรือไม่” หากได้เสด็จลงมาแล้วจะอัญเชิญกระถางธูปวิ่งเข้าสู่ศาลเจ้าอันถือเป็นการเปิดพิธีกินเจของทางศาลเจ้าอย่างเป็นทางการในปีนั้น นอกจากนี้การที่ต้องอัญเชิญนพราชาพุทธเจ้าบริเวณท่าน้ำยังมีนัยยะแฝงถึงการรำลึกถึงกษัตริย์ “เป๊ง” ซึ่งเป็นยุวกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ซ่งใต้ที่กระโดดทะเลจนสิ้นพระชนม์ด้วย

จากวันแรกจนถึงวันขึ้น 5 ค่ำเดือน 9 จะยังไม่มีพิธีกรรมใดเป็นพิเศษ ซึ่งพิธีกรรมที่สำคัญจะเริ่มขึ้นในวันขึ้น 6 ค่ำเป็นต้นไป

 

พิธีกรรมในวันขึ้น 6 ค่ำ (วันแห่งอภัยทาน)

ในวันขึ้น 6 ค่ำ ทางศาลเจ้าจะกำหนดให้เป็นวันอภัยทานโดยให้ผู้ที่ถือศีลกินเจได้ทำการปล่อยชีวิตสัตว์เป็นการสร้างกุศล ซึ่งสาธุชนจะหลั่งไหลเข้ามาร่วมพิธีในวันนี้เป็นจำนวนมาก เพราะเชื่อกันว่าการปล่อยชีวิตสัตว์จะสามารถสะเดาะเคราะห์และต่ออายุของตนเองให้ยืนยาวได้  ทั้งยังถือกันอีกด้วยว่าในวันขึ้น 3 ค่ำ 6 ค่ำ และ 9 ค่ำ เป็นวันพิธีที่มีความสำคัญกว่าพิธีอื่นๆ หรือที่ชาวจีนเรียกกันว่า “ตั่วแจคี้” ซึ่งในวันขึ้น 6 ค่ำนี้ถือเป็นวันที่สำคัญที่สุด

ในการประกอบพิธีทำอภัยทานนั้น ทางศาลเจ้าจะจัดขึ้นในช่วงเวลาบ่าย เมื่อพระสงฆ์ทำการเจริญพระพุทธมนต์เสร็จแล้วจะทำการปล่อยชีวิตสัตว์ให้ได้รับอิสรภาพ นอกจากจะเป็นการสร้างกุศลที่ดีแล้ว ยังเป็นการปลูกจิตสำนึกให้สาธุชนได้มีจิตใจที่เมตตาไม่ต้องการเบียดเบียนชีวิตสัตว์ใดๆ อีกต่อไป อันถือเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในพิธีการกินเจ และนับตั้งแต่วันขึ้น 6 ค่ำไปจนถึงวันสุดท้ายในพิธีการกินเจก็จะมีการขอเซียมซีกันเป็นจำนวนมากซึ่งจะได้ยินเสียงเซียมซีเสี่ยงทายอยู่ไม่ขาด เพื่อทำนายทายทักในสิ่งที่ตนเองอธิษฐานกับนพราชาพุทธเจ้าได้

 

พิธีกรรมในวันขึ้น 7 ค่ำ (พิธีการลอยกระทง หรือ “ปั๊งจุ่ยเต็ง”)

ในวันขึ้น 7 ค่ำ ทางศาลเจ้าจะมีการกำหนดให้เป็นวันลอยกระทงซึ่งต่างจากพิธีลอยกระทงของไทยที่มีความหมายในการบูชาพระแม่คงคาที่ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย แต่การลอยกระทงในวันนี้มีจุดประสงค์เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่บรรดาวิญญาณทางน้ำและถือเป็นการบอกกล่าวแก่ดวงวิญญาณทั้งหลายให้มารับส่วนกุศลในพิธีทิ้งกระจาดที่ศาลเจ้าที่จะจัดขึ้นในวันขึ้น 8 ค่ำ

 

พิธีกรรมในวันขึ้น 8 ค่ำ (พิธีทิ้งกระจาด )

ในวันขึ้น 8 ค่ำ ทางศาลเจ้าจะกำหนดให้เป็น “วันทิ้งกระจาด” (อูลั้งเส่งหวย) ซึ่งพิธีการทิ้งกระจาดนี้ชาวจีนจะเรียกกันโดยทั่วไปว่า “ซีโกว” แปลว่า การบริจาคทานให้แก่ดวงวิญญาณไร้ญาติ ซึ่งบางแห่งก็เรียกว่า “โพวโต่ว” แปลว่า การโปรดสัตว์ ซึ่งพิธีกรรมนี้มีที่มาจากพระสูตรจีนที่ชื่อ “เปรตมุขอัคนีชวาลยศรการนามธารณีสูตรซึ่งได้สาธยายเอาไว้ดังต่อไปนี้

สมัยหนึ่ง สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จประทับนั่งแสดงธรรมเทศนา ณ นิโครธาราม นครกบิลพัสดุ์ ซึ่งในขณะนั้นพระอานนท์ได้ทำการปลีกวิเวกไปเข้าฌานสมาบัติอยู่ที่ใต้ต้นโคนต้นไม้ใหญ่ ขณะที่พระอานนท์กำลังนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่นั้น ได้มีอสุรกายตนหนึ่งนามว่า “อัคนีชวาลมุขเปรต” (เอี่ยมเข้า ในภาษาจีน) มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้า ซึ่งเปรตตนนี้มีรูปร่างสูงใหญ่ มีใบหน้าเขียว แสยะแยกเขี้ยว โดยที่ตามตัวมีแต่หนังหุ้มกระดูกลำคอเท่ารูเข็ม มีเปลวไฟโชติช่วงออกมาจากปากอยู่ตลอดเวลา

อัคนีวาลมุขเปรตได้กล่าวกับพระอานนท์ โดยบอกว่า พระอานนท์จะถึงกาลมรณะในอีกเพียง 3 วันข้างหน้าจากนั้นท่านต้องไปเกิดในเปรตภูมิได้รับความทุกข์ทรมานด้วยความหิวโหยอย่างแสนสาหัส หากพระเถระเจ้าปรารถนาจะมีอายุยืนยาว ขอให้ท่านได้ทำพิธีมหาทานอุทิศข้าวของเครื่องใช้และเครื่องบริโภคเป็นไทยทานแก่ฝูงเปรตด้วย

เมื่อเปรตตนนั้นกล่าวจบแล้วก็หายไปทันที พระอานนท์นั้นยังไม่ได้บรรลุในอรหันต์จึงเกิดความตกใจกลัว จึงไปเข้าเฝ้าทูลถามพระพุทธองค์เพื่อขอให้พระพุทธองค์แถลงไขในเรื่องนี้

พระพุทธองค์เมื่อได้ฟังเรื่องราวของ อัคนีวาลมุขเปรตแล้วจึงได้ตรัสแก่พระอานนท์ว่า

ในอดีตเมื่อพระองค์ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ในสำนักพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์นั้น พระโพธิสัตว์ได้ตรัสเทศนาถึง “พิธีโยคเปรตพลี” เพื่อโปรดเหล่าเปรตและสัตว์ทั้งหลาย ดังนั้น อัคนีชวาลมุขเปรตตนนั้น ซึ่งก็คือ พระอวโลกิตเตศวรโพธิสัตว์ หรือ พระโพธิสัตว์กวนอิม ผู้มีปณิธานที่จะโปรดสัตว์ให้หลุดพ้นจากทุกข์ได้นิรมิตกายมาเพื่อเป็นอุบายให้พระพุทธองค์แสดงพระธรรมเทศนาเกี่ยวกับพิธีโยคเปรตพลีอุทิศแก่พระอานนท์เพื่อโปรดสัตว์ไตรภูมิเป็นปฐมกาล

หลังจากนั้นพิธีนี้ได้เป็นแนวทางปฏิบัติของนิกายมนตรยาน เพื่อแสดงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้าและเหล่าพระโพธิสัตว์ต่อเหล่าสัตว์ โลกทั้งหลาย เมื่อมีการแปลพระสูตรเป็นภาษาจีน พิธีนี้จึงมีการถ่ายทอดสืบเนื่องต่อมาเรื่อยๆ แม้หลังสมัยพระพุทธเจ้าปรินิพพาน

ต่อมาภายหลังราชวงศ์ถังของประเทศจีนพิธีนี้จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายออกไป จนเป็นที่นิยมของประชาชนมีการประกอบพิธีทั่วไปทั้งในงานศพ ในงานวันเกิด ในเทศกาลสารทจีนเดือน 7 และในเทศกาลอื่นๆ รวมทั้งในเทศกาลกินเจก็จะต้องมีพิธีกรรมนี้ ซึ่ง แม้แต่ในศาสนาเต๋าก็รับแนวคิดนี้จากพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน นอกจากนี้ยังเป็นประเพณีนิยมในประเทศที่รับพระพุทธศาสนาจากจีน เช่น ญี่ปุ่น และเกาหลี ก็ได้รับความนิยมด้วย

พิธีกรรมทิ้งกระจาดจึงมีที่มาของความเชื่อตามคติของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่ว่า มนุษย์และสัตว์เมื่อถึงแก่กรรมแล้วยังคงมีดวงวิญญาณอยู่ และถูกกักขังอยู่ในนรกทั้ง 18 ขุม พระยายมราชเป็นผู้ควบคุมดวงวิญญาณเหล่านั้น โดยมีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรคอยควบคุมพระยายมราชอีกทีหนึ่ง

พิธีทิ้งกระจาดจึงถือเป็นการทำบุญเพื่อเชิญดวงวิญญาณทั้งหลายมารับส่วนบุญและรับ การเซ่นไหว้ เพื่อให้ดวงวิญญาณเหล่านั้นได้อยู่อย่างสุขสงบไม่ไปรบกวนผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ และเพื่อเป็นการแจกทานให้แก่ดวงวิญญาณที่ไร้ญาติรวมทั้งเป็นการโปรยทานให้แก่ผู้ที่ยากจนขัดสนที่ยังมีชีวิตอยู่อีกทางหนึ่งด้วย

 

พิธีกรรมในวันขึ้น 9 ค่ำ (พิธีส่งพระ)

          ช่วงวันสุดท้ายนั้นเรียกได้ว่ามีพิธีสำคัญคือพิธีส่งพระเป็นการอัญเชิญส่งเสด็จเทพเจ้ากลับสู่สวรรค์โดยที่ไฟทุกดวงในบริเวณบริเวณศาลเจ้าจะดับลงแล้วทำการปิดประตูใหญ่ทางออกของศาล เมื่อทำการส่งเสด็จของเทพกลับสวรรค์แล้ว สาธุชนทั้งหลายก็จะสามารถทำการบริโภคอาหารคาวหวานได้ตามปกติและในตอนเช้าของวันขึ้น 10 ค่ำ จะมีการนำ เสาโกเต็งที่ใช้แขวนตะเกียงเก้าดวงบริเวณหน้าศาลเจ้าลง จากนั้นก็จะทำพิธีเลี้ยงส่งเป็นครั้งสุดท้าย อันถือเป็นการสิ้นสุดพิธีการกินเจของปี

 

พิธีกรรมการกินเจของ ชาวภูเก็ต

พิธีกรรมการกินเจของชาวภูเก็ตที่มีชื่อเสียงก็คือ พิธีกรรมการกินเจของชาวกะทู้ ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญและรู้จักกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก อาจจะเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนพิธีการกินเจในประเทศไทยเลยก็ว่าได้โดยพิธีกรรมดังกล่าวจะมีความแตกต่างไปจากพิธีการกินเจของศาลเจ้าที่ปรากฏอยู่ในกรุงเทพมหานคร

โดยพิธีกรรมการกินเจของศาลเจ้าที่นี่จะเริ่มตั้งแต่วันกินเจที่แท้จริง 1 วันคือวันสุดท้ายของเดือน 8 จะมีการทำความสะอาดศาลเจ้า ซึ่งเรียกกันว่า “อ๊าม” ทำการรมไม้กำยานหอมในบริเวณศาลเจ้าและจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ที่จะใช้ในพิธีการกินเจให้พร้อม พอตกบ่ายจะมีการยกเสาโกเต็งที่หน้าบริเวณศาลเจ้าที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นและการสิ้นสุดของเทศกาลกินเจ

พอถึงเวลาเที่ยงคืนทางศาลเจ้าจะทำพิธีอัญเชิญยกเทพเจ้า “อ๋องซ่งเต” หรือ เง็กเซียนฮ่องเต้และ กิ้วอ๋องไต่เต (เทพนพราชา) มาเป็นประธานในพิธี หลังจากนั้นจะแขวนตะเกียงน้ำมันจำนวนเก้าดวงไว้บนเสาโกเต็งเป็นการบ่งบอกว่าพิธีกรรมการกินเจได้เริ่มต้นขึ้นแล้วโดยที่ตะเกียงทั้ง 9 ดวงจะต้องจุดไฟให้ติดอยู่ตลอดเวลาจนกว่าพิธีการกินเจจะสิ้นสุดลง

 

พิธีกรรมในวันขึ้น 1 ค่ำ ( พิธี ปั้งกุน )

          ในช่วงเวลาบ่ายของวันแรกจะมีการประกอบพิธี ปั้งกุน ที่มีความหมายว่าเป็นการวางกำลังทหารรักษาการณ์ตามทิศต่างๆ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ภูตผีปิศาจเข้ามาทำลายพิธีกรรมนี้ โดยจะใช้ “ธงสีต่าง ๆปักเป็นสัญลักษณ์จัดวางกำลังทหาร” โดยถือตามแบบอย่างประเพณีจีนในสมัยราชวงศ์ซ่ง โดยจะมีการวางกำลังทหารแบ่งออกเป็น 5 ทิศได้แก่

  1. ทิศตะวันออกปักธงสีเขียว แทนกำลังทหารจำนวน 99,000 คน โดยมีแม่ทัพชื่อ “กิมหงอเหงี้ย” ถือธาตุไม้
  2. ทิศตะวันตกปักธงสีขาว แทนกำลังทหารจำนวน 55,000 คน มีแม่ทัพชื่อ “ ซุนหงอเหงี้ย” ถือธาตุโลหะ
  3. ทิศเหนือปักธงสีดำ แทนกำลังทหารจำนวน 66,000 คน มีแม่ทัพชื่อ “ฉั่วหงอเหงี้ย” ถือธาตุน้ำ
  4. ทิศใต้ปักธงสีแดง แทนกำลังทหารจำนวน 88,000 คน มีแม่ทัพชื่อ “หงอหงอเหงี้ย” ถือธาตุไฟ
  5. ตรงกลางปักธงสีเหลือง แทนกำลังทหาร 33,000 คน มีแม่ทัพชื่อ “เต่วหง้อเหงี้ย” ถือธาตุดิน

เมื่อทำการปักธงครบ 5 ทิศแล้วถือเป็นการเสร็จพิธีปั้งกุน ซึ่งในวันนี้สาธุชนก็จะสามารถเริ่มถือศีลกินเจได้ตั้งแต่เวลาเช้าเป็นต้นไป และเนื่องจากทางศาลเจ้าได้ทำการอัญเชิญเทพเจ้าทั้งเง๊กเซียนฮ่องเต้และกิ้วอ๋องไต่เตมาเป็นประธานแล้ว สาธุชนจะทำการบูชาเจ้าด้วยเครื่องเซ่นไหว้ที่เป็นของเจ คืออาหารที่มีเนื้อสัตว์และผักฉุน 5 ประการ (รวมผักชีด้วย) ทั้งที่บริเวณศาลเจ้าและที่บ้านของตนเอง และจะมีการสวดมนต์ตลอดเทศกาลกินเจโดยทำการสวดมนต์วันละ 2 ครั้งในตอนเช้าและตอนค่ำ

สำหรับมนต์ที่ใช้สวดนั้นคือ บทสวดปั้กเต้าเก็ง เพื่อเป็นการขอพรจากเทพกิ้วอ๋องไต่เตให้ประทานพรให้เกิดความสุขสวัสดีแก่ตนเองและครอบครัวและเมื่อใดที่ถือกินเจครบ 3 วันแรกก็จะถือว่า ผู้นั้นมีความบริสุทธิ์แล้วอย่างแท้จริง

 

พิธีกรรมในวันที่ 3 (พิธี โขกุ้น)

พิธีนี้เป็นการเลี้ยงรับรองเหล่าทหารที่ได้เชิญมาให้ปกปักรักษาการณ์ในพิธีการกินเจตั้งแต่วันแรกโดยจะทำการจัดเตรียมอาหารและเหล้ามาเพื่อเซ่นสังเวยเหล่าพลทหารโดยมีหญ้าและถั่วเพื่อเป็นอาหารของทัพม้าอีกด้วย ซึ่งพิธีการนี้จะจัด 3 ครั้งในวัน ขึ้น 3 ค่ำ 6 ค่ำ และ 9 ค่ำ

ในช่วงเวลาตอนค่ำของวันขึ้น 3 ค่ำ ทางศาลเจ้าจะมีพิธีอัญเชิญเทพมาอีก 2 องค์ คือ เทพ “หน่ำซิ้งแชกุง” และ “ปั้กเต้าแชกุง” ซึ่งถือเป็นเทพที่มีหน้าที่ลิขิตการเกิดและตายของมนุษย์ให้มาร่วมพิธีกรรมในการกินเจในปีนั้นด้วย

 

พิธีกรรมในวันที่ 7 (พิธีบูชาดาว)

          หลังผ่านการถือศีลกินเจมาจนถึงช่วง 3 วันสุดท้ายนั้นจะเรียกได้ว่าเป็น “ไฮไลท์” ของพิธีกรรมในการกินเจอย่างแท้จริงโดยที่วันที่ 7 นั้นจะมีพิธีบูชาดาว โดยพอถึงตอนค่ำของวันขึ้น 7 ค่ำทางศาลเจ้าจะทำการประกอบพิธีบูชาดาว เพื่อขอให้องค์เทพกิ้วอ๋องไต่เตได้คุ้มครองผู้มาเข้าร่วมพิธีถือศีลกินเจในปีนั้น โดยจะมีการแจกผ้ายันต์แก่ผู้มาเข้าร่วมพิธี

นอกจากพิธีบูชาดาวแล้วยังมีการจัดพิธีบูชา “อึ้มโปม่าเหนียว” หรือแม่ซื้อทั้งเจ็ด ซึ่งเป็นผู้ดูแลทารก โดยจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาดูแลทารกคนละวันด้วยและเมื่อเสร็จพิธีบูชานี้แล้วทางศาลเจ้าจะทำการแจกจ่ายข้าวเปลือก ข้าวสารและถั่วงาที่ใช้ในพิธีแก่ชาวบ้านเพื่อให้นำไปเพาะปลูกเพื่อความเป็นสิริมงคลและให้มีโชคลาภต่อไป

 

พิธีกรรมในวันที่ 8 (พิธีแห่เจ้า)

ในวันขึ้น 8 ค่ำ นั้นเรียกว่าเป็นวันแห่เจ้า หรือวันพระออกเที่ยวเพื่อการโปรดสัตว์ คล้ายๆ กับพระมหากษัตริย์โปรดเยี่ยมราษฎรโดยริ้วขบวนแห่จะมีขบวนธงและป้ายแห่นำหน้า จากนั้นก็จะตามด้วยเกี้ยวของจ้าวซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เกี้ยวสีแดง ส่วนเกี้ยวขององค์เทพประธานคือ เง้กเซียนฮ่องเต้และกิ้วอ๋องไต่เตจะเป็นสีเหลือง ซึ่งถือว่าเป็นเกี้ยวสำคัญที่สุดของขบวน

ในขบวนแห่นั้นจะมีม้าทรงแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ ตลอดเส้นทางที่ขบวนแห่เดินทางผ่านไปโดยที่สาธุชนที่มีความเลื่อมใสจะจัดเครื่องบูชาไว้ที่หน้าบริเวณบ้านของตนและจะทำการจุดประทัดเพื่อเป็นการต้อนรับเมื่อขบวนเสด็จผ่านมาถึง ดังนั้นในวันนี้จะได้ยินเสียงประทัดชนิดสนั่นหวั่นไหวเลยทีเดียว

 

พิธีกรรมในวันสุดท้าย (พิธีลุยไฟ โก๊ยห่าน และส่งพระ)

ในวันที่ 9 นี้เองที่เรียกได้ว่าสร้างความน่าสนใจกับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นอย่างยิ่งเพราะจะมีพิธีกรรมหลายอย่างที่น่าตื่นตาตื่นใจ โดยตอนเช้าของวันขึ้น 9 ค่ำจะมี พิธีกรรมลุยไฟ (โก๊ยโห่ย) เพื่อแสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ขององค์เทพเจ้า โดยเชื่อกันว่าไฟที่นำมาก่อไว้นั้นเป็นไฟทิพย์สามารถชำระล้างความสกปรกของร่างกายให้บริสุทธิ์ได้ และผู้ที่จะทำการลุยไฟคือผู้ที่ทำหน้าที่เป็นม้าทรงในริ้วขบวนแห่ และไม่จำกัดเฉพาะผู้ที่ทำหน้าที่ม้าทรงเท่านั้นใครที่มีความศรัทธาแรงกล้าและเชื่อมั่นในร่างกายก็สามารถเข้าร่วมพิธีลุยไฟนี้ได้

แต่อย่างไรก็ตามการลุยไฟนี้เป็นพิธีกรรมเฉพาะซึ่งผู้ที่จะเข้าร่วมพิธีนี้ได้มักจะเป็นผู้ที่เคยผ่านพิธีกรรมมาแล้ว หากบุคคลทั่วไปที่แม้จะมีศรัทธาแรงกล้าแต่ไม่เคยเข้าร่วมการลุยไฟมาก่อนผู้เขียนขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งว่าไม่ควรเสี่ยงลงไปลุยไฟเพราะจะเป็นอันตรายกับตัวเอง ซึ่งถือเป็นการทำร้ายตัวเองทางหนึ่งแทนที่จะได้บุญอาจจะได้บาปพร้อมกับอาการบาดเจ็บสาหัสกลับมาได้

หลังเสร็จพิธีลุยไฟแล้วก็จะมีพิธี “โก๊ยห่าน” ซึ่งจะจัดขึ้นในตอนบ่าย โดยผู้ที่ต้องการจะสะเดาะเคราะห์จะทำการตัดกระดาษเป็นรูปของตนเองแล้วนำเหรียญ 25 สตางค์และต้นกุยช่ายอีก 1 ต้นนำมาที่ศาลเจ้าแล้วให้ม้าทรงประทับตราที่ด้านหลังของเสื้อที่สวมใส่

และสุดท้ายก็จะมีพิธีกรรมในการส่งพระเช่นเดียวกับศาลเจ้าในกรุงเทพ โดยช่วงกลางวันนั้นจะมีพิธีการส่งเสด็จเทพประธานคือเง้กเซียนฮ่องเต้ กลับสวรรค์ก่อนแล้วตอนค่ำค่อยส่งเสด็จกิ้วอ๋องไต่เตกลับไป เมื่อขบวนเสด็จเดินพ้นประตู ไฟทุกดวงก็จะดับลงแล้วทำการปิดประตูใหญ่ สาธุชนทั้งหลายก็จะสามารถรับประทานอาหารคาวหวานได้ตามปกติเช่นเดียวกัน

ในวันขึ้น 10 ค่ำนั้นจะมีพิธีส่งท้ายอีกเล็กน้อยคือการทำพิธีเลี้ยงอาหารทหารทั้งหลายที่อัญเชิญมาปกปักรักษาพิธีกรรมตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายอีกครั้ง แล้วก็ทำการทำพิธีส่งทหารกลับสวรรค์โดยทำการถอนธงทั้ง 5 สีออก อันเป็นการสิ้นสุดพิธีการกินเจในปีนั้น

Read Full Post »

การกินเจนั้นเท่าที่ปรากฏให้เห็นในสังคมไทยเราปัจจุบันอาจจะสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือการกินเจแบบทั่วไปและการกินเจในช่วงของเทศกาล คือช่วงเวลา ขึ้น 1 ค่ำเดือน 9 ไปถึง ขึ้น 9 ค่ำเดือน 9

การกินเจแบบทั่วไป

            การกินเจในลักษณะนี้ หมายถึงการกินเจในระหว่างช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง หรืออาจจะสมาทานเป็นกิจวัตรโดยถือกินตลอดชีพเลยก็ได้  หากจะเลือกเป็นเฉพาะช่วงเวลาผู้ที่ถือศีลกินเจนั้นจะเลือกกินทุกวัน 1 ค่ำ และ 15 ค่ำ ซึ่งถือเป็นช่วงวันพระของจีน หรือในวันที่ลงท้ายด้วยเลข 3 6 9 ตามความเชื่อของปฏิทินจีนเป็นต้น การกินเจในลักษณะนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นไปตามความเชื่อและการกำหนดของผู้ที่ถือกินเจเป็นสำคัญ และอาจถือเป็นข้อปฏิบัติส่วนบุคคล ซึ่งมีความแตกต่างกับการกินเจในช่วงเวลาของเทศกาล

            ความเป็นมาของการกินเจในลักษณะนี้ ยังไม่อาจทราบแน่ชัดได้ว่าเริ่มมีขึ้นมาในประเทศจีนตั้งแต่สมัยใด แต่ตามความเชื่อของนักประวัติศาสตร์จีนส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าน่าจะเริ่มมีมาจากข้อวัตรปฏิบัติของนักพรตในศาสนาเต๋า โดยมีบัญญัติให้บรรดาสาวกยึดถือการกินเจเป็นวัตรปฏิบัติเพื่อความบริสุทธิ์สะอาดและสร้างความเลื่อมใสศรัทธาแก่หมู่ชน การกินเจจึงกลายเป็นจริยวัตรของนักบวชในศาสนาเต๋าเป็นต้นมา แต่อย่างไรก็ตามการกินเจในลักษณะนี้ยังไม่ได้แพร่หลายไปในชาวบ้านเท่าไหร่นัก มักเป็นข้อปฏิบัติของนักบวชและผู้ที่มาร่วมประกอบศาสนาพิธีทางศาสนาเต๋าเท่านั้น จนกระทั่งสืบเนื่องมาในปัจจุบันก็มีผู้สืบทอดลักษณะการกินเจโดยถือเป็นข้อปฏิบัติสำหรับผู้ที่นับถือศาสนาเต๋าอย่างเคร่งครัดนั่นเอง

การกินเจในช่วงเทศกาล

            การกินเจในลักษณะนี้ก็คือกินในช่วงวันขึ้น 1 ค่ำถึงขึ้น 9 ค่ำเดือน 9 ตามความเชื่อของหลายๆ ตำนานที่ได้กล่าวมา ผู้ที่ถือศีลกินเจในช่วงนี้จะรู้จักกันดีและเรียกการกินเจในลักษณะนี้ว่า “เกาง่วยแจ” แปลว่า การกินเจเดือน 9

            ในช่วงเวลาที่เป็นช่วงเทศกาลนี้ประชาชนทั้งหลายจะพร้อมใจกันสมาทานศีล งดรับประทานเนื้อสัตว์และผักที่มีกลิ่นฉุน 5 ชนิดถือนุ่งขาวห่มขาวเพื่อเข้าร่วมประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตาม วัดวาอาราม โรงเจและศาลเจ้าจีน

            ส่วนประเด็นความเชื่อที่ว่าการกินเจเดือน 9 ที่ถือปฏิบัติกันมาเริ่มขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดนั้นก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่เพราะใน พจนานุกรมเทศกาลของจีน ไม่พบว่าการกินเจในลักษณะนี้เป็นเทศกาลของชาวบ้านที่อยู่ในเมืองจีนไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่นไหนก็ตาม แต่เป็นเพียงเทศกาลของนักบวชในศาสนาเต๋าเท่านั้น และปัจจุบันอารามแปะฮุ้งกวง ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นศาสนสถานของศาสนาเต๋ายังคงจัดพิธีกินเจในเดือน 9 อยู่ ซึ่งเป็นหลักฐานอย่างดีเลยว่า พิธีกรรมกินเจเดือน 9 ยังคงมีอยู่ในประเทศจีน

            นอกจากนี้ในหนังสือ “คติชนวิทยาของมณฑลกวางตุ้ง” ได้กล่าวเอาไว้ว่า พิธีกินเจในเดือน 9 เป็นกิจกรรมของคณะงิ้วแต้จิ๋วในยุคช่วงก่อนที่จีนจะเป็นสาธารณรัฐในช่วงเวลาเดียวกันของทุกปี คณะงิ้วต้องกินเครื่องกระยาบวช คือการงดของสดของคาวทุกชนิด ผู้ที่แสดงงิ้วต้องแต่งกายด้วยชุดขาว สยายผมออกให้หมด และหากเผลอไปกินของสดของคาว เนื้อสัตว์ รวมถึงการไม่ถือศีลเรื่องวาจา ถือว่าผิดข้อห้าม ต้องไปนั่งคุกเข่าโขกศีรษะตนเองเพื่อทำการขอขมาที่หน้าหิ้งเทวดา เพื่อแสดงความสำนึกผิดและให้เทพเจ้าอภัยให้

            ในช่วงเทศกาลกินเจนี้ พวกงิ้ว ละครเร่ จะมีการตั้งปะรำพิธีเซ่นสรวงบูชานพราชาและเทพกฤติกามาตุ ซึ่งพิธีเซ่นไหว้เทพเจ้าของคณะงิ้วนั้นค่อนข้างจะแปลกประหลาด เพราะจะใช้ถังข้าวหรือกระบุงข้าวใส่ข้าวสารจนเต็มแล้วปักเสาไม้ไว้ตรงกลาง ด้านบนมีห่วงอยู่ที่ตอนปลายของเสาไม้จำนวน 9 ห่วงแต่ละห่วงจะแขวนโคมน้ำมันไว้ มีการจุดธูปเซ่นไหว้และถวายผลไม้เป็นเครื่องเพลบูชาแล้วค่อยทำการแสดงงิ้ว

            ส่วน พิธีกินเจที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจะเริ่มมาจากที่ใดก่อนนั้น ก็ยังเป็นปัญหาที่ถกเถียงกันอยู่ ซึ่งบ้างก็บอกว่าเริ่มจากกรุงเทพมหานครก่อนแล้วค่อยแพร่ลงไปทางภาคใต้ บ้างก็ว่าเริ่มจากภาคใต้แล้วก็แผ่ขยายขึ้นมาทางกรุงเทพฯ

            แต่หากจะกล่าวกันโดยทั่วไปแล้ว พิธีกินเจในไทยนั้นมีตำนานเล่าสืบกันมาว่าเกิดขึ้นที่ภาคใต้ของไทยก่อนโดยเกิดขึ้นที่อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ตเป็นครั้งแรก ในช่วงปี พ.ศ.2326 หลังจากที่พระยาถลาง (เจิม) ได้ย้ายเมืองถลางมาตั้งที่เมืองใหม่บ้านเก็ตโฮ่ ซึ่งเป็นแหล่งแร่ธาตุที่มีความอุดมสมบูรณ์ ผู้คนจึงพากันหลั่งไหลไปขุดแร่จำนวนมากซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนทั้งที่อพยพมาจากเมืองถลางเดิมและมาจากเมืองจีนโดยผ่านทางแหลมมาลายู

            ในปีเดียวกันนั้นเองที่มีคณะงิ้วเร่จากเมืองจีนมาเปิดการแสดงที่อำเภอกะทู้โดยเปิดการแสดงที่นั่นนานเป็นปี ต่อมาชาวคณะงิ้วเร่นั้นได้เกิดล้มป่วยลงจึงฉุกคิดได้ว่าเมื่อครั้งอยู่ประเทศจีนได้ประกอบพิธีกินเจเป็นประจำทุกปี เมื่อเกิดคราวเคราะห์ขึ้นมาจึงพร้อมใจกันประกอบพิธีการกินเจขึ้น และเมื่อได้ประกอบพิธีกินเจไปแล้วต่างก็พากันหายป่วยถ้วนหน้า

            ชาวอำเภอกะทู้พอทราบความดังกล่าวก็เกิดจิตศรัทธาแล้วก็ลองนำมาปฏิบัติดูบ้าง ปรากฏว่าโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นอยู่ในชาวบ้านอำเภอกะทู้ก็ลดน้อยลงไปเช่นกัน ชาวอำเภอกะทู้จึงได้ทำตามอย่างประกอบพิธีกรรมในการกินเจขึ้นมาบ้างนับแต่นั้นสืบมา

            ต่อมาเมื่อชาวกะทู้เริ่มกินเจมากขึ้นแล้วจึงมีความคิดว่าน่าจะประกอบพิธีกรรมให้ถูกต้องตามแบบแผนของชาวจีนมากขึ้น ผู้รู้บางคนจึงแนะนำว่าต้องไปสอบถามและบันทึกพิธีการกินเจตามแบบของชาวมณฑลกังไสตามตำนาน ชาวบ้านอำเภอกะทู้จึงช่วยกันรวบรวมเงินเพื่อเป็นค่าเดินทางของตัวแทนในการอัญเชิญควันธูปและขี้ธูปมายังอำเภอกะทู้โดยเริ่มเดินทางในปี พ.ศ.2395

            การเดินทางใช้เวลานานจนกระทั่งถึงวันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 9 ซึ่งน่าจะอยู่ในราวปี 2398 ผู้แทนจากอำเภอกะทู้ได้อัญเชิญควันธูปและขี้ธูปพร้อมกับตำราต่างๆ ที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมกินเจตามแบบของมณฑลกังไสที่ถูกต้องสมบูรณ์มาถึงอำเภอกะทู้ โดยมาขึ้นฝั่งที่ท่าเรือหัวท่าบางเหนียว (บริเวณสะพานหินในปัจจุบัน)

            เมื่อชาวอำเภอกะทู้ทราบข่าวจึงได้จัดขบวนแห่ต้อนรับจากเรือไปยังศาลเจ้าที่เมืองกะทู้ทันที นับแต่นั้นมาจึงถือกันมาเรื่อยว่า อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ตเป็นแหล่งกำเนิดพิธีการกินเจที่ถูกต้องทางภาคใต้ของประเทศไทยและอาจจะเป็นแห่งแรกของประเทศด้วย

            แต่อย่างไรก็ตามความเชื่อนี้ก็มีนักวิชาการบางท่านให้การทัดทานว่าอาจไม่เป็นความจริงและไม่น่าจะถูกต้อง เพราะจากการศึกษาที่กังไสแล้วไม่พบว่าเคยมีพิธีกรรมการกินเจเกิดขึ้นที่นั่น ความเชื่อดังกล่าวนั้นอาจะเกิดมาจากภาษาที่ผิดพลาดคือ ในขบวนการอั้งยี่จะมีสายหนึ่งที่เรียกว่า “กังเซียง” หรือกลุ่มอั้งยี่ที่ใช้ชีวิตเร่ร่อน ซึ่งประกอบอาชีพทรงเจ้า หมอดู เล่นงิ้ว รับดูฮวงจุ้ย หรือรับดูโหงวเฮ้งเพื่อหาทุนกลับไปจุนเจือฐานอำนาจในประเทศจีน

            การที่พิธีกินเจทางภาคใต้มีการทรงเจ้าเข้าผีด้วยดังที่เห็นในปัจจุบันจึงเป็นหลักฐานสำคัญที่อาจสรุปได้ว่าเป็นอั้งยี่สายกังเชียง เพราะประเพณีการทรงเจ้าเข้าผีนั้นไม่มีการสอนให้กับคนนอกศาสนา นอกจากนี้ยังมีการบุกน้ำลุยไฟ การทำร้ายร่างกาย ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งความเชื่อของอั้งยี่สายกังเซียง ฉะนั้นคำว่า “กังไส” ที่พูดถึงกันในภาคใต้นั้นอาจมีความหมายถึง อั้งยี่สายกังเซียงนี่เอง

            ข้อสังเกตที่เป็นข้อทัดทานดังกล่าวนั้นสอดคล้องกับในหนังสือพจนานุกรมเทศกาลจีนที่กล่าวว่า “ไม่มีพิธีกินเจในหมู่ชาวบ้านในประเทศจีนไม่ว่าท้องที่ใด” และยังสอดรับกับตำนานพิธีกินเจเกี่ยวกับเชื้อพระวงศ์ในราชวงศ์หมิง ดังนั้นบทสรุปที่ว่าการเกิดพิธีกินเจในประเทศไทยในภาคใต้จึงยังไม่มีบทสรุปที่ตายตัว

Read Full Post »

Older Posts »