Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for กันยายน, 2011

ปัญหาเรื่องการทำมาหากินหรือปัญหาเรื่องงานนี่ก็จัดเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจเพราะบางคนทำงานแทบตายแต่กลับมีผลงานน้อย เจ้านายไม่เห็นคุณค่า ถูกเพื่อนร่วมงานเอารัดเอาเปรียบ ไม่ได้ผลงานอย่างที่ตั้งใจไว้ทั้งๆ ที่ตั้งใจทำงานเต็มที่แล้ว รวมไปถึงเรื่องการเลือกอาชีพต่างๆ ประเด็นเหล่านี้ได้คำตอบจากพระอริยสงฆ์หลายท่านได้ให้ความเมตตาตอบไว้หลากหลายประเด็น

 

คนธรรมดาถาม : ประกอบอาชีพอะไรในทางฆราวาสที่มีความเหมาะสมกับเศรษฐกิจในทุกวันนี้?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

“อาชีพนั้นขอเป็นอะไรก็ได้ ใครคล่องตัวในการทำนาก็ไปทำนา ใครคล่องตัวในการทำไร่ก็ไปทำไร่ ใครคล่องในการก่อสร้างไปก่อสร้าง ใครคล่องในการทำมาค้าขายก็ไปทำมาค้าขาย อาศัยความพากเพียรพยายาม ล้มลุกคลุกคลาน อดทน อย่าท้อถอย ในที่สุดแล้วเราจะประสบผลสำเร็จ”

 

คนธรรมดาถาม : ถ้าต้องทำธุรกิจการค้า วิธีจะรักษาศีลข้อมุสาวาทให้บริสุทธิ์ได้อย่างไรเพราะมันหลีกเลี่ยงยากเหลือเกิน?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“มีวิธีอย่างนี้ ถ้าสมมติว่าเราไปซื้อของมาขาย เราขายของให้ลูกค้า ถ้าลูกถามค้าว่า “ทำไมขายแพง” ก็ตอบว่า“ต้นทุนมันสูง” แล้วถ้าเขาถามต่อ“ต้นทุนมันเท่าไหร่” ก็ให้บอกคิดค่าเสียเวลา ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าขนส่ง ค่าเสียภาษี ดอกเบี้ย บวกเข้าไป ค่าของที่มาตกค้างอยู่ในร้านค้า ทุนมันก็เพิ่มขึ้นๆ ยิ่งค้างอยู่นานเท่าไหร่มันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นๆ ซื้อมาทุน 10 บาท ก็ตีราคาทุนมัน 12 บาทก็ได้ ไม่ใช่โกหก เพราะว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

ถ้าเราเดินทางจากโคราชไปเอาของที่กรุงเทพฯไปก็ต้องเสียค่ารถ เอารถไปเองก็ต้องเสียค่าน้ำมัน ค่าสึกหรอรถ ค่าอาหารการกินของผู้ที่ไป พอได้แล้วก็ต้องเสียค่าขนส่ง มาแล้วก็ต้องเสียภาษีดอกเบี้ย เราก็คิดรวมเข้าไปซิ นักการค้าต้องเป็นคนฉลาด คนรักษาศีลก็ต้องเป็นคนฉลาด แต่ว่าเรามีเจตนาโกหกเขามันก็ผิดศีลข้อมุสาวาทมันจะไปยากอะไรการรักษาศีลข้อมุสาวาทา

 

คนธรรมดาถาม : จำเป็นต้องเลี้ยงสัตว์ใหญ่อย่างโคเนื้อขาย ทำอาชีพอย่างนี้จะมีบาปหรือไม่และจะเป็นการตัดรอนขวางกั้นพระนิพพานชาตินี้หรือเปล่า?

พระอริยสงฆ์ตอบ :  (โดยพระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)

“ไอ้เรื่องตัดพระนิพพานนี้ ฉันไม่ตอบดีกว่า เพราะไม่แน่นี่คนที่ทำบาปบางทีบาปมาจากการจองเวรจองกรรมกัน ถ้าบังเอิญชำระได้บาปก็สลายตัวไปนิพพานได้ อย่างท่านองคุลีมาล ฆ่าคนพันกว่านะ ความจริงมันเป็นอย่างนี้ ท่านฆ่ามาก่อน แต่ไม่มีนิ้วเป็นประกัน ฆ่าไปฆ่ามาก็ลืม ไม่รู้ฆ่ามาแล้วกี่คน ทีนี้เอาใหม่ ถ้าได้ 1 คน เอา1 นิ้วจนได้ 999 นิ้วแล้ว

ทีนี้ในขณะที่ท่านทำบาป ตอนท้ายก็ได้มาพบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าบอกว่า “ตถาคตหยุดแล้ว เธอยังไม่หยุดจากบาปกรรมธรรมอันลามกอีกหรือ? ” ท่านได้สติก็โยนดาบทิ้ง โยนพวงนิ้วมือทิ้งเสยผมให้ดี แล้วเปลื้องผ้าที่หยักรั้งเข้าไปกราบพระพุทธเจ้าขอบวชแล้วก็เป็นพระอรหันต์ มันไม่แน่นะที่พูดอย่างนี้เพราะตัวอย่างนี้นั้นหมายถึงบาปที่มีการจองเวรจองกรรมกัน”

 

คนธรรมดาถาม : ที่บ้านมีคนมาอาศัยโทรศัพท์ เพื่อพูดติดต่อกิจการงานบ่อยๆ อันนี้ก็ถือว่าเป็นการสงเคราะห์เพื่อความสะดวกของเขา แต่มีรายหนึ่ง แกชอบพูดติดต่อเกี่ยวกับเรื่องไก่ขายไก่แล้วก็ส่งเข้าโรงงานเอาไปฆ่าทีละเป็นจำนวนมากๆ อยากจะเรียนถามว่า จะบาปหรือไม่ ไปสนับสนุนให้เขามีการซื้อไก่ขายไก่ฆ่าไก่ฆ่าสัตว์อย่างนี้?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“หวาน…หวานพระยายม เพราะสนับสนุนก็เหมือนกับทำเองมีการรวมกัน “เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าการตั้งใจเป็นตัวกรรม” ถ้าเราไม่สนับสนุน ปล่อยตามเรื่องตามราวของเขา ปล่อยเขาไป เขาพูดก็พูดไปเราแค่รับฟัง หมดเรื่องหมดราวไป”

 

คนธรรมดาถาม : ทำงานได้ดีนะครับแต่ไม่ได้สองขั้นสักที เพื่อนที่ทำงานเดียวกันปรากฏว่าได้ สองขั้นอยู่เรื่อยแต่ ทำไมเราไม่ได้เลื่อนขั้นเลย จะทำอย่างไรจะหายโกรธเจ้านาย?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

          “ที่จริงเราโกรธ ไม่ถูก เราดีมาก เพื่อนมันเป็นอนิจจังมันไม่เที่ยงนี่ อยู่ขั้นนี้เป็นขั้นโน้น อยู่ขั้นโน้นไปขั้นนู้น เราเองซิที่เที่ยงกว่า ดีกว่าตั้งเยอะ ไปโกรธคนเลวใช้ได้เรอะ เราแน่กว่า ดีกว่า เป็นสัจธรรมกว่าใช่ใหม.. อยู่แค่ไหนได้แค่นั้น ก็ถือเป็นกฎธรรมดาซิ ถือว่าเป็นกฎของกรรมนะ

            แต่ว่ามันไปอยู่ขั้นไหนมันก็ได้เงินเดือนนี่ ใช่ใหม…ถ้าทำใจไม่สบายเกินไป ไปกระทบเจ้านายเข้า เขาก็จะไม่พิจารณาความดีให้ ถือว่าบุญวาสนาบารมีมันส่งให้แค่นี้ ถ้าสูงมากเกินไป มีเงินเหลือใช้จะลำบาก ถือเป็นกฎแห่งกรรมก็แล้วกันนะ เราตั้งใจทำความดีไว้ อกุศลกรรมมันบังหน้าอยู่ ถ้าเจ้านี่ถอยไปเมื่อไรเราก็สบายเมื่อนั้น”

คนธรรมดาถาม : แล้วถ้าถูกกลั่นแกล้งเรื่องงานอยู่ตลอดนี่จะทำอย่างไรครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ขอให้เฉยๆ ไว้ อุเบกขา ช่างมันๆๆๆ ไอ้การถูกกลั่นแกล้งนี่ฉันโดนมาหนักนะ โดนมาหนักเลย เพิ่งจะมาเบาๆ แค่ 2 ปีนี่เอง เมื่อก่อนโดนมาตลอด ฉันถือว่าการแกล้งเป็นเรื่องของคนแกล้ง ถือคาถาบทเดียวว่า “ช่างมันๆๆๆ” แล้วผลที่สุด คนแกล้งก็พังทุกราย พังแบบย่ำแย่เลยนะ”

คนธรรมดาถาม : แล้ววิธีการล่ะครับ เพียงแค่ทำเฉยอย่างเดียวเท่านั้นหรือ มีอะไรมากกว่านี้อีกหรือไม่?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ก็คือไม่ยอมรับ ถ้าเราไม่ยอมรับ มันจะกลับไปหาเจ้าของเขา ถ้าย้อนกลับไปหาเจ้าของเขานี่มันแรงกว่า มันมากระทบเรา เราไม่จำเป็นต้องไปแช่งเขานะ ไปแช่งเขามันไม่มีผล กำลังเราตก ถ้าเป็นฆราวาสเวลาสวดมนต์เสร็จแล้วให้อุทิศส่วนกุศลกรวดน้ำให้

            ทำอย่างนี้ทำให้ใจเป็นสุข เมื่อมันตายแล้วจะได้รับ เพราะคิดว่าเขาตายแล้วไงล่ะ เรากรวดน้ำให้เขาเป็นสุข ไม่ช้าก็พัง รับรองว่าไม่เกิน 1 ปี ของฉันนี่พังมาแล้วไม่รู้กี่ร้อยรายแล้ว แต่เราต้องทำเฉยๆ นะ ทำจิตให้เป็นสุข ไม่โกรธ ห้ามใจเสีย บูชาพระด้วยจิตเป็นสุข หลังจากนั้นจึงอุทิศส่วนกุศลกรวดน้ำให้เลย อย่างนี้ขอยืนยันว่า ถ้าเอาจริงๆ นะ ไม่เกิน 3 เดือน จอดแน่ๆ เลย”

คนธรรมดาถาม : ทำไมในปัจจุบันนี้ นักธุรกิจทั่วไปมักจะนิยมอ่านตำราบริหารงานของฝรั่งในพุทธศาสนา เรามีหลักคำสอนซึ่งเกี่ยวกับการบริหารงานบ้างหรือไม่

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยพระเดชพระคุณ พระภาวนาวิริยคุณ เผด็จ ทัตตชีโว)

เจริญพร…ความจริงในเรื่องของการบริหารงานนั้น ตำรับตำราทางโลกว่าที่จริงของเขา ก็ไม่เลวหรอก เพียงแต่ว่ามันยังไม่สมบูรณ์ ที่ว่าไม่สมบูรณ์มันเป็นอย่างไร กล่าวคือ การบริหารทางโลกมักมุ่งเน้นไปที่ความสำเร็จเป็นหลัก ที่เรียกว่าความสำเร็จเป็นหลัก คือ มุ่งประโยชน์ของตนเองเป็นหลักนั่นเอง

พอมุ่งประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก มันก็เข้าทำนองที่เราเรียกว่า “มุ่งวัตถุเป็นหลักจนกระทั่งลืมทางด้านจิตใจกันไป” เพราะว่าพอมุ่งเอาความสำเร็จ ซึ่งมนุษย์ส่วนมากมุ่งที่ความร่ำรวยอีกนั่นแหละ มุ่งที่ความเด่น ความดังอีกนั่นแหละ ส่วนใครจะกระทบอย่างไรก็ช่าง ขอให้เราได้รวย ได้เด่น ได้ดังมาเสียก่อน นี้ก็เป็นแนวทางการบริหารทางโลก ตามตำรับตำราในยุคปัจจุบันนี้

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ทรงทราบดีว่า ความจริงแล้ว มนุษย์เกิดมาทำไม คือ เกิดมาสำหรับสร้างบุญ สร้างบารมี เกิดมาเพื่อแก้ไขตัวเองมีข้อผิดพลาดอยู่อย่างไรติดตัวข้ามภพข้ามชาติมา แก้เสียให้หมดในชาตินี้ แล้วก็ขณะที่กำลังทำมาหากิน ซึ่งแน่นอนเพราะเรื่องการทำมาหากินนั่นแหละ ทำให้เราทุกคนต้องบริหารงาน อันนั้น อันนี้ อันโน้น ขึ้นมา

ในระหว่างทำมาหากินอยู่นี่เอง ก็ถือโอกาสปรับปรุงแก้ไขตัวเองให้ยิ่งๆ ขึ้นไป สร้างความดี สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองยิ่งๆ ขึ้นไป พูดง่ายๆ สายตาของพระพุทธศาสนา มองว่า “มนุษย์ทั้งหลาย เกิดมาเพื่อสร้างบารมี เพื่อสร้างความดี เพื่อแก้ไขตัวเองเป็นหลัก ส่วนว่าเรื่องความรวย เรื่องความสำเร็จแบบโลกๆ นั้น เป็นแค่ “ของแถม” พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมองโลก ทรงมองพวกเรา อย่างนี้

เพราะฉะนั้นพระองค์จึงทรงมุ่งเน้นให้เรานั้น ขณะที่บริหารไป ก็อย่ามุ่งแค่ Material หรืออย่ามุ่งแค่ประโยชน์ตน ประโยชน์ทางวัตถุเท่านั้น แต่ให้คำนึงถึงประโยชน์ท่าน ประโยชน์ทั้งตนและท่าน ทั้งทางด้านวัตถุและทางด้านจิตใจไปพร้อมๆกัน ที่เรียกว่าประโยชน์ทางด้านจิตใจ คือ อย่างที่บอก คือ แก้ไขนิสัยใจคอของตัวเอง ที่ไม่ดีให้แก้ไขไปซะ และเพิ่มพูนบุญกุศลให้กับตัวเองให้มากยิ่งขึ้น

เมื่อพระองค์ทรงมองอย่างนี้ แล้วมุ่งหวังที่จะให้พวกเราทำอย่างนี้  จึงขอแนะนำว่า…ลูกเอ๊ย…จะทำมาหากินอะไร จะบริหารงานอย่างไร เห็นช่องทางจะร่ำรวยในทางที่ไม่ผิดศีลไม่ผิดธรรมล่ะก็…ทำไปเถอะ ไม่ว่าหรอก จะบริหารงานขนาดส่วนตัวหรือทำกันเป็นองค์กร ทำเป็นบริษัทใหญ่ๆ หรือในระดับประเทศก็ทำไปเถอะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงตำหนิ แต่ให้คำนึงว่า งานทุกชิ้นนั้นจะต้องเพิ่มพูนศีลธรรมให้กับตัวเอง เพิ่มพูนศีลธรรมให้กับเพื่อนร่วมงาน เพิ่มพูนศีล เพิ่มพูนธรรม ให้กับสังคมและประเทศชาติ อีกทั้งไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย นี่คือเป้าใหญ่ใจความของการบริหารงาน ซึ่งชาวพุทธได้ถูกอบรมบ่มนิสัยมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก

เมื่อเราถูกอบรมกันมาอย่างนี้ บางทีเราจึงมักจะละเลยที่จะไปแก้ไขปรับปรุงในเรื่องขั้นตอนทางเทคโนโลยี หรือไปผลิตเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการบริหาร บางทีทำให้การบริหารทางด้านวัตถุล้าหลังไป แต่ว่ามีความก้าวหน้าทางด้านจิตใจมาก กล่าวคือ ทำงานไปด้วย ก็มีน้ำจิตน้ำใจกันไปด้วย ในระหว่างนั้นก็ทำทานไป ก็เพิ่มพูนจิตเมตตาไปให้กับเพื่อนร่วมงาน ใครตกทุกข์ได้ยาก ก็มีกรุณาหอบหิ้วลากจูงกันไป ที่จะปลดกันง่ายๆ ตัดลอยแพกันง่ายๆ ไม่มี มีแต่ประคับประคองกันไปให้ถึงที่สุดทีเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น ทำงานไปด้วยก็พยายามที่จะสร้างความสามัคคีธรรม ให้เกิดขึ้นในบ้านในเมือง ในหมู่คณะ ทำทานไปก็ได้บุญไป ทำทานไปก็ชักชวนกัน เดี๋ยวก็ทอดผ้าป่า เดี๋ยวก็ทอดกฐิน เดี๋ยวก็ช่วยกันสร้างสาธารณประโยชน์ เอาความรวย เอาความสำเร็จที่ได้นั้น เป็นฐานในการสร้างคุณงามความดี รวยมาเท่าไหร่ก็ใช้ไปทำบุญทำทาน ทำงานหนักเท่าไหร่ กลายเป็นเพิ่มความเมตตากรุณาแก่กัน เพิ่มความหนักแน่นมั่นคงให้กับจิตใจไปด้วย ถือว่าสิ่งเหล่านี้ เมื่อได้มาแล้วมันคุ้มยิ่งกว่าสมบัติพันล้าน หมื่นล้าน หรือมหาสมบัติท่วมฟ้าท่วมโลกเสียอีก

เพราะฉะนั้นขอฝากไว้จะทำงานอะไรก็ทำไป จะบริหารงานยังไง จะวิธีไหนก็ไม่ว่า แต่จำไว้ บริหารไปต้องให้ศีลธรรมประจำใจมีแต่เพิ่มพูน อะไรที่จะทำให้ตกหล่นมีโอกาสจะตกนรกอย่าไปทำเข้า ส่วนว่าเมื่อศีลธรรมเพิ่มพูนขึ้นมากขึ้นในระหว่างนั้น มันอาจจะต้องใช้จ่ายมากขึ้นไปบ้าง ก็ช่างประไร ในเมื่อไม่ถึงกับขาดทุนขาดรอน กำไรหย่อนลงไปสักหน่อย แต่ภูมิศีล ภูมิธรรม เพิ่มขึ้นมาตั้งเยอะ…ยอมเถอะลูก…อย่างนี้แล้วจะประสบความสำเร็จข้ามภพข้ามชาติอีกเหมือนกัน”

 

คนธรรมดาถาม : แล้วถ้าเรากำลังทำธุรกิจส่วนตัว ซึ่งต้องดูแลลูกน้องมากมาย ทำอย่างไรเราถึงจะเป็นนักบริหารที่สามารถครองใจให้ลูกน้องรักได้?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ครองใจคนความจริงไม่ยาก ขอให้เราครองใจของเราให้ได้ก่อน ครองใจของตนเองได้แล้ว จึงค่อยครองใจคน ตรงนี้จำไว้ให้ดีในการครองใจของตนเองเป็นอย่างไร…ครองใจของตนเองให้ได้ คือ ครองใจของเราให้ผ่องใสอยู่ตลอดเวลา ถ้าครองใจให้ผ่องใสได้ตลอดเวลาแล้ว…ถ้าอย่างนั้นครองใจคนก็ไม่ยาก

ทีนี้ที่ถามว่า “ครองใจลูกน้องจะทำอย่างไร” ดูศัพท์คำนี้ให้ดี ดูศัพท์คำว่า “ลูกน้อง” ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของเรามีหลายรูปแบบ เรามีคำหลายคำ ตั้งแต่คำว่า “พนักงาน” คำว่า “คนงาน” คำว่า “คนรับใช้” หนักเข้าไปก็ “ข้าทาส” แย่หนักเข้าไปก็ “ขี้ข้า” คำประเภทนี้ปู่ย่าตาทวดเราไม่ใช้ ถือว่าเป็นคำที่จิกหัวเรียก อย่างเช่น คำว่า “ขี้ข้า” คำว่า “ข้าทาส” อย่างนี้ จิกหัวเรียกหมดความเป็นคน

แต่ว่าให้มีจิตเมตตา มองกันด้วยว่า เขากับเราก็เป็นมนุษย์ด้วยกันแล้วการที่เขามาอยู่กับเรา เป็นบุคคลที่มาช่วยผ่อนแรง มาช่วยเราทำมาหากิน เราได้เขาเป็นแรงกายส่วนเราออกแรงสติปัญญา อย่างนี้ ถ้าจะว่าไป ก็เหมือนมือกับซ้ายมือขวาหรือว่าเท้าหน้ากับเท้าหลัง อะไรอย่างนี้ ถ้าอย่างนี้พอไปด้วยกันได้

ทีนี้เมื่อเราจะครองใจลูกน้องของเรา ขั้นต้น…ให้มองคำว่า “ลูก” กับคำว่า “น้อง” คือ ใครมาอยู่กับเรา ก็ให้ความเมตตา เรารักความสุข ความสะดวก ความสบายอย่างไร คนอื่นเขาก็เป็นคน เขาก็รักความสุข ความสะดวก ความสบายเหมือนเราเพียงแต่ว่าวันนี้เรามีฐานะดีกว่าเขา มีความรู้ความสามารถมากกว่าเขา เอาล่ะ เขายอมเรา ยอมอะไร ก็ยอมมาอยู่ใต้บังคับบัญชาของเรา

เมื่อมาอยู่ใต้บังคับบัญชาของเราแล้ว เราถือว่าเขาเป็นคนหรือไม่ ถ้าถือว่าเขาเป็นคน แต่เป็นแค่คนก็เป็นคนรับใช้ คนงาน ไม่มีอะไรเกี่ยวกับเราหรือถือว่าเขาไม่ใช่คนแล้วเขาอยู่ต่ำกว่าเราแล้ว เป็นไอ้ขี้ข้า ไอ้ข้าทาสอย่างนี้หมดสัมพันธไมตรีเลย

แต่ว่า…เออ…มาอยู่กับเราถือมันเหมือนลูกถือมันเหมือนน้อง อย่างนี้ใช้ได้ เออนี่คือ “ลูกน้อง” กล่าวคือ เหมือนลูก แต่ว่าเป็นลูกชนิดที่ต้องจ่ายเงินจ่ายทองหรือเป็นลูกจ้างก็ยังดี จะลูกน้องหรือลูกจ้างก็เอาล่ะ เท่ากับเรายอมรับว่าเขาเป็นคน มีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนเช่นเดียวกับเรา แต่เขาด้อยโอกาสกว่าเรา เราก็ให้โอกาสเขาซิ อย่าไปดูถูกดูหมิ่นเขา คิดว่ามาช่วยกันทำกินไม่ใช่ทาสไม่ใช่ขี้ข้า

ขอแนะนำวิธีครองใจผู้ใต้บังคับบัญชา ดังนี้

1. มีจิตเมตตากับเขา คือ สอนงานให้ หากเขารู้ไม่เท่าเรา เราก็สอนงานให้ เมื่อเขาเป็นงานแล้ว ก็ใช้งานให้พอเหมาะพอสม เราก็ได้งาน เขาก็ได้เงิน เท่านั้นยังไม่พอ สอนงานให้แล้ว ใช้งานพอเหมาะพอสมแล้ว ก็อบรมศีลธรรมให้เขาด้วย อบรมทำไม เออ เขาด้อยโอกาสในชาตินี้ ชาติหน้าถ้าเขามีศีลมีธรรมติดตัวไปด้วยอย่างนี้ไม่ด้อยโอกาสแล้ว เขาจะได้โอกาสนะยกระดับให้เขาได้

2. เมื่อให้จิตเมตตาขนาดนี้ สอนงานให้ ใช้งานเหมาะพอสม อบรมศีลธรรมไปด้วยแล้วตอนเจ็บ ตอนป่วย ตอนไข้ ก็รักษาเขา อย่าไปทอดทิ้งเขา คือ มีความกรุณาให้กับเขา นั่นเอง พูดง่ายๆ ถึงคราวดีก็ใช้ ถึงคราวไข้ก็รักษา เจ็บไข้ได้ป่วยจะเป็นจะตายก็หอบหิ้วกันไปไม่ทิ้งกัน เรียกว่า “เอาใจซื้อใจกัน”

3. มีมุทิตาจิต คือ ถ้าคนไหนฝีมือเขาดี ก็ต้องส่งเสริมกันเขาใช้คำว่า “ใครมันดีกว่าก็ต้องส่งเสริมให้มันก้าวหน้าไป” อย่าไปกัก อย่าไปกั๊กอย่าไปกดมันเอาไว้ ถ้าเอาแต่พวกของตัว เอาแต่ลูกหลานของตัว ฝีมือดีไม่ดี ก็ยกกันขึ้นมาอย่างนี้ไม่ถูกต้อง ตรงนี้มันเรื่องงานก็ว่ากันตามงาน ก็ถือเหมือนลูกเหมือนหลาน เหมือนน้องแล้วนี่ ให้เขาเลย มีฝีมือแล้วโปรโมตกันขึ้นไปยกกันขึ้นไปอย่าเอาคำว่า “คนอื่น” อย่าเอาคำว่า “ญาติ” มาปนเปกัน ตรงนี้ทุกคนถือว่าจะเป็นญาติหรือไม่ญาติ ก็คือ “เพื่อนร่วมงาน” เมื่อเป็นเพื่อนร่วมงาน เป็นพี่ร่วมงาน เป็นน้องร่วมงานกันแล้ว อย่าไปเกี่ยงว่าเป็นสายเลือดหรือไม่ใช่สายเลือด ใครมีฝีมือดีกว่าก็ต้องส่งเสริมให้ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป คือ มีมุทิตาจิตกับเขา ไม่กั๊กไม่กันไว้

ในเวลาเดียวกัน ใครมันย่ำแย่ ฝีมือมันยังไม่ถึง เมื่อเขาก็บ่ายหน้ามาพึ่งเราแล้ว อย่าไปทอดอย่าไปทิ้งเขาเลย อย่างน้อยที่สุดถ้าพบว่ามันยัง “มีแววรักดี มันมีแววซื่อ” อยู่ล่ะก็ ใครล้าหลังก็ลากก็จูงกันไป ไม่ทอดไม่ทิ้ง

ถ้าทำกันอย่างนี้ ครองใจคนได้ ถ้าไม่อย่างนั้น ใช้อำนาจบาตรใหญ่ได้แต่งานเขาก็ได้แต่เงิน เราก็ได้แต่งานแต่ว่าไม่ได้ใจ ถ้าให้ได้ใจกันล่ะก็ต้องเข้าไปครองใจกันอย่างนี้แหละ ถือว่าเขาเป็นลูก ถือว่าเขาเป็นน้อง แล้วประคับประคอง สร้างงาน สร้างบุญ สร้างความดีกันไป

 

สรุปประเด็นปัญหาเรื่องงานและอาชีพ

          คนเราทุกคนเกิดมาต้องทำงานคนที่ไม่ทำงานย่อมไม่อาจอยู่ได้ แม้แต่พระอริยสงฆ์ทั้งหลายท่านก็มีงานของท่าน คือการออกบิณฑบาต,ศึกษาและแสดงธรรมและแต่ละท่านก็ย่อมเจอปัญหาเหมือนกับคนปกติธรรมดากันทั้งสิ้นเพียงแต่ว่าปัญหาในเรื่องงานของแต่ละคนไม่เหมือนกันซึ่งมีอยู่หลากหลายประเด็นคือ

1. ในแง่อาชีพ

คนส่วนใหญ่ที่ตั้งคำถามขึ้นมาเรื่องอาชีพก็คือ อาชีพของตนดีแล้วหรือไม่ ทำอาชีพอย่างนี้จะบาปไหมหรือถ้าบาปจริงแล้วจะมากมายแค่ไหนเป็นต้น

ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงระบุเรื่องอาชีพไว้เพียง 5 อย่างที่ไม่สมควรทำ (มิจฉาวณิชชา) อันได้แก่ การค้าขายอาวุธหรือเครื่องประหารทั้งหลาย การค้าขายประเวณี เช่นค้าแรงงาน ค้าทาส ค้าหญิงบริการ การค้าขายสัตว์เป็นๆ และขายเนื้อสัตว์ที่ตัวฆ่าเป็นอาหาร การขายสุราเมรัย และการค้าขายวัตถุมีพิษ อย่างยาฆ่าแมลง ฆ่าหนู ยาเบื่อทั้งหลายเหล่านี้ จัดเป็นมลทินในพระศาสนา

แต่หลายคนที่เลือกไม่ได้ที่จะต้องทำอาชีพอย่างใดอย่างหนึ่งในนี้ ตามที่พระอริยสงฆ์ท่านได้กล่าวสอนไว้ว่าจะ บาปมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับเจตนาหรือใจเป็นสำคัญ ถ้ามีเจตนาที่หนักบาปกรรมก็จะหนัก ถ้าเจตนาเบา ผลกรรมก็เบาลง เพียงแต่คนประกอบอาชีพเหล่านี้ต้องรับกรรมนั้นอย่างแน่นอนหลีกเลี่ยงไม่ได้

2. ในแง่ของความสัมพันธ์กับคนอื่น

ปัญหาใหญ่ในเรื่องการทำงานก็คือ เรื่องคนซึ่งเรียกได้ว่า หนักหนากว่าเรื่องเนื้องานมากนักคนเราจึงมีปัญหาเรื่องงานกัน จากหลักคำสอนของพระอริยสงฆ์ที่ได้ให้ไว้แสดงให้เห็นว่า การจะรับมือปัญหาเรื่องคนให้ได้นั้นก็อยู่ที่หลักวิธีคิด เริ่มไปตั้งแต่ที่ “ใจ” เป็นสำคัญ ท่านบอกให้ “ช่างมัน” ไว้ก่อน (ซึ่งหมายถึงการให้อภัยซึ่งกันและกัน) นั้นจะทำให้เราผ่านปัญหาไปได้

อีกประเด็นที่สำคัญก็คือ “เรื่องวิธีการบริหารงาน” ดังที่พระเดชพระคุณ พระภาวนาวิริยคุณ เผด็จ ทัตตชีโว ได้ให้แนวทางไว้ คือหลักของ พรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา และให้การสนับสนุนซึ่งกันและกันทั้งในทางโลก คือ การทำงาน และสนับสนุนกันทางธรรม คือเรื่องจิตใจให้ใฝ่ดี ทำความดีเป็นที่ตั้งก็จะประสบความสำเร็จกันได้ถ้วนหน้าทุกคน

โฆษณา

Read Full Post »

            เรื่องความเจ็บไข้ได้ป่วยนี่ก็เป็นปัญหาสำคัญของคนเราทุกคน อันว่า การเกิด แก่ เจ็บ และตายเป็นเรื่องธรรมดาแต่ทว่า เรื่องของความเจ็บนี่แม้คนที่ศึกษาในพระพุทธศาสนามาจนเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นตามธรรมชาติอยู่แล้ว ก็ไม่มีผู้ใดที่จะต้องการเผชิญความเจ็บป่วย หรือถ้าต้องเผชิญหน้ากับมันก็ต้องหาวิธีในการเผชิญหน้าให้ได้รับความเจ็บปวดน้อยที่สุด

            โดยปกติเมื่อคนเราเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายต่างๆ เราไม่ได้นึกถึงพระถึงเจ้ากัน เราจะนึกถึงหมอก่อนเพื่อไปทำการรักษาซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่บางครั้งบางโรครักษากันอย่างไรก็ไม่หาย ส่วนใหญ่จึงมักหันมารักษาด้วยวิธีการทางธรรม หรือวิธีการรักษาโดยใช้ พลังจิตหรือวิธีที่เหนือธรรมชาติต่างๆ กันไป ปัญหาเรื่องวิธีการเอาชนะโรคภัยร้ายแรงทั้งหลายนี้ได้ พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) ให้ความเมตตาตอบเอาไว้อย่างน่าสนใจมาก

คนธรรมดาถาม : ผู้ที่ฝึกสมาธิแล้ว ใช้พลังสมาธิรักษาโรคต่างๆ ให้หายได้นี่แท้จริงเป็นอย่างไรครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

“อันนี้คนโบราณเขารักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยพลังของสมาธิ เช่น อย่างเด็กน้อยเป็นตาแดงก็ไปเป่า เขาสำรวมจิตท่องมนต์ของเขา อาศัยความเชื่อมั่นในมนต์นั้นแล้วก็เป่าลงไป เด็กเป็นโรคตาแดงหายได้ อันนี้ก็คือการรักษาโรคด้วยพลังจิต

คนที่เป็นโรคภายในหรือกระดูกแตก กระดูกหักอะไรทำนองนี้ เสกเป่ามนต์ก็เป็นการรักษาโรคด้วยพลังจิต ผู้ที่ทำสมาธิจิตให้มีความสงบสว่าง ซึ่งอยู่ในระดับอุปจารสมาธิที่มั่นคง เมื่อทำสมาธิมีอุปจารที่มั่นคงแล้ว สามารถน้อมจิตไปดูโน่นดูนี่หรือน้อมจิตเพ่งเข้าไปในกายของคนไข้ ถ้าหากการน้อมสมาธิไม่ถอนทำสมาธิจิตสว่างลงไป ถ้าจิตสมาธิไม่ถอนเราน้อมเข้าไปดูในกายของคน

คนหมายถึงคนไข้ความสว่างของจิตจะวิ่งเข้าไปอยู่ในร่างกายของคนไข้ คนไข้เป็นโรคอะไรที่ไหน กระเพาะ ลำไส้ หัวใจ ปอดและตับ จะมองเห็นจุดที่มันเกิดเป็นโรค เช่น ปอดเป็นแผล ตับเป็นแผล อะไรทำนองนี้จะมองเห็น เมื่อมองเห็นแล้วเราจะช่วยรักษา เราจะทำอย่างไรในเมื่อเพ่งมองเห็นแล้วน้อมจิตน้อมใจไปสู่จุดนั้น แผ่เมตตาให้คน คนนั้น อันนี้คือวิธีรักษาโรคด้วยพลังจิต”

 

คนธรรมดาถาม : แล้ววิธีการรักษาโรคด้วยกำลังของสมาธินั้นจะทำอย่างไรครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“สำหรับวิธีการนี้ไม่ต้องเอามือไปประสานกับใครก็ได้ ทีนี้การใช้พลังจิตซึ่งเกิดจากสมาธินี้ ไม่ใช่ว่าเราจะมานั่งเบ่งพลังจนเหงื่อแตก อาศัยสมาธิที่ทำกันอยู่ทุกๆ วัน เขาจะสะสมพลังงานเอาไว้ ในเมื่อต้องการจะทำอะไร หรือมีเหตุอะไรจะเกิดขึ้นพลังงานอันนั้นจะแสดงตนออกมา

เช่น อย่างบางทีเมื่อเราทำสมาธิระดับ “อัปปนาสมาธิ” (สมาธิชั้นสูงที่เป็นฌาน) ได้แทบทุกวันๆ เมื่อเราต้องการอยากจะให้กิ่งไม้มันหักอย่างดีก็ชี้มือแล้วก็บอกให้มันหักลงไปแล้วมันจะหัก ไม่ได้ไปกำหนดจิตเข้าสมาธิแล้วก็เพ่งไปหมายถึงสมาธิที่อบรมเป็นนิจ แล้วมันจะสะสมพลังงานไว้ที่จิต เวลาจะใช้สำรวมจิตนิดหน่อย ไม่ถึงกับเป็นสมาธิวูบวาบอะไร ลงไปเป็นสมาธิอ่อนๆ ซึ่งเรียกว่า “ขณิกสมาธิ” แล้วก็ปากพูดไปพูดเบาๆ พอตัวเองได้ยิน บอกให้กิ่งไม้มันหักมันก็หัก บอกให้ต้นมะพร้าวมันโค่นล้มลง มันก็ล้ม บอกให้รถมันคว่ำ มันก็จะคว่ำ อันนี้คือวิธีการใช้พลังจิต

ในตอนต้นๆ ถ้าหากผู้ใช้พลังจิต ใช้หนักๆ เข้ามันก็แพ้ตัวเอง ถ้าบำเพ็ญสมาธิให้จิตมันสงบสม่ำเสมอเวลาที่จะใช้พลังจิตเป็นแต่เพียงใช้คำพูดว่า ฉันจะรักษาโรคภัยไข้เจ็บของคุณให้หาย แล้วก็อธิษฐานถึงคุณพระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ จงส่งเสริมพลังจิตของข้าพเจ้าให้มีฤทธิ์รักษาโรคภัยไข้เจ็บของคนๆ นี้ให้หาย พอทำบ่อยๆ แล้วคนไข้เขาจะเกิดเชื่อเพราะความแน่ใจของเราและความเชื่อของคนไข้ มันมาบวกกันเข้าเป็นพลังสอง สามารถที่จะช่วยให้โรคภัยไข้เจ็บหายได้”

 

คนธรรมดาถาม : แล้วการนั่งสมาธิจะรักษาโรคร้ายๆ อย่างโรคหัวใจได้หรือไม่ครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ

 “ถ้าทำสมาธิได้จริงๆ ก็สามารถที่จะรักษาได้เป็นบางขณะหรือบางช่วง ถ้าโรคหัวใจไม่เป็นแรง ก็สามารถจะหายเพราะพลังของสมาธิได้ อันนี้ ยืนยันเด็ดขาดไม่ได้ว่ามีสมาธิแล้วรักษาโรคหัวใจหาย โรคบางสิ่งบางอย่างอาจจะหายไปได้เพราะพลังสมาธิอันนี้หมายถึงว่า เป็นโรคที่ไม่เกี่ยวเนื่องด้วยกรรมเก่า เช่นโรคปวดศีรษะบางอย่าง พอทำสมาธิก็หายได้ โรคกระเพาะลำไส้ เมื่อทำสมาธิจิตสงบละเอียดแล้วสามารถเอาลมละเอียดไปรักษาภายในกระเพาะและลำไส้ก็หายได้

ถ้าหากว่านักสมาธิทำจิตกำหนดรู้หัวใจ สามารถแต่งน้ำเลี้ยงหัวใจได้โดยถูกต้อง ตามลักษณะความเป็นอยู่ของหัวใจก็อาจจะหายได้ แต่ถ้าหากเป็นโรคกรรมโรคเวรนี่ทำอย่างไรก็ไม่หาย”

 

คนธรรมดาถาม : เป็นวัณโรคมานานไม่หายสักที อยากให้หลวงพ่อเล่าวิธีการรักษาวัณโรคด้วยการปฏิบัติสักหน่อยได้ไหมครับ?

พระอริยสงส์ตอบ :

   “การปฏิบัตินี่แม้ว่าเราจะมีความตั้งใจจะรักษาโรค หรือไม่รักษาโรคก็ตาม แต่เมื่อมีการปฏิบัติจิต มีสมาธิ มีสติปัญญา มีความสงบสว่าง รู้ตื่น เบิกบาน มันก็กลายเป็นยารักษาโรคจิต ทำให้จิตมีความเป็นปกติ ไม่หวั่นไหวต่อความเจ็บไข้ได้ป่วย แล้วก็ทำให้จิตมีพลังงานด้วยอำนาจ แห่งความสว่างไสวของจิตถ้าจิตดวงนี้วิ่งเข้ามาอยู่ภายในกายมาสว่างไสว อยู่ในท่ามกลางของกายสามารถที่จะแผ่กระแสแห่งความสว่างไสวไปทั่วหมดทั้งกาย ความเป็นโรคภัยไข้เจ็บ หรือความติดขัดในประสาทส่วนต่างๆ ซึ่งเป็นท่อทางเดินของลมและโลหิตพลังจิตอันนี้จะไปช่วยหมุนให้กระแสความหมุนเวียนของโลหิตและลมเดินได้คล่องตัว

เพราะว่า “ลมละเอียด” สามารถที่จะปรุงกายให้เบา ลมละเอียดสามารถที่จะปรุงโลหิตให้เดินไปอย่างคล่องตัวโดยไม่มีอุปสรรคอันใดติดขัด ถ้าผู้ที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บบางอย่างเช่นวัณโรค เป็นต้น เมื่อทำได้บ่อยๆ จิตสงบสว่างบ่อยๆ แม้ว่าจิตจะยังไม่วิ่งเข้ามาสว่างรู้อยู่ภายในตัวก็ตาม พลังของจิตนั้นจะช่วยบรรเทาอาการของโรคให้เบาลงหรือหายขาด

ถ้าหากว่าผู้ที่สามารถที่จะจิตให้สงบนิ่ง สว่างสามารถส่งกระแสจิตเข้าไปตรวจโรคในร่างกายคนได้ ในเมื่อรู้แล้วจะช่วยเขารักษา ก็แผ่เมตตาเพ่งไปที่จุดที่เรามองเห็นแล้วก็แผ่เมตตาให้ ทำบ่อยๆ หลายๆ ครั้งแล้วไข้อาจจะหายไป

สำหรับของหลวงพ่อเองเข้าใจว่าผู้ถามอยากจะรู้ความเป็นมาของหลวงพ่อมากกว่าใช่หรือเปล่า? ของหลวงพ่อนี่จะว่าตั้งใจทำสมาธิเพื่อรักษาโรคก็ถูกหรือไม่ตั้งใจก็ถูก เพราะในขณะปฏิบัติอยู่นั้นก็อยากให้โรคหายเหมือนกัน

อยู่มาวันหนึ่งมีความคิดเกิดขึ้นว่าก่อนที่เราจะตายควรจะได้รู้ว่าความตายคืออะไร วันนั้นก็ตั้งใจนั่งสมาธิตั้งแต่ 3 ทุ่ม จนกระทั่งถึงตี 3 ในช่วงที่นั่งสมาธิอยู่นั้นจิตสงบเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่ไม่สงบแล้วก็มีความเดือดร้อนทนทุกขเวทนาแต่ก็อดทนเอาเพราะอยากรู้อยากเห็น

ทนไปได้ถึงตี 3 จาก 3 ทุ่มทนไปได้ถึงตี 3 พอถึงตี 3 แล้วเวทนาความเมื่อยทั้งเมื่อยทั้งหิวตามประสาของคนไข้ ทีนี้จิตมันก็คิดขึ้นมาว่าวันนี้ไม่สำเร็จเราควรจะพักผ่อนพอคิดว่าเราจะพักผ่อนพอตั้งใจจะหยุดนั่งสมาธิเท่านั้นเจ้าจิตภายในมันก็บอกว่า

“คนทั้งหลายเขานอนตายกันทั้งโลก ท่านจะมานั่งตายมันจะตายได้อย่างไร?” พอความรู้มันเกิดขึ้นมาอย่างนี้ ก็เลยมานึกเสริมเอาว่า ถ้างั้นก็นอนตายซิ แล้วก็นอนลงทั้งๆ ยังขัดสมาธิอยู่พอนอนลงไปแล้วมันก็ทอดอาลัยตายอยาก กำหนดรู้แต่ลมหายใจเพียงอย่างเดียวพอปรากฏว่าลมหายใจมันค่อยละเอียดๆ เข้า ความสว่างของจิตก็บังเกิดขึ้น

ในตอนแรกๆ มันก็มีความสว่างแผ่ซ่านไปรอบตัว เมื่อหนักๆ เข้ามันก็รวมจุดอยู่ที่กลางตัวระหว่างราวนมทั้งสองข้าง ตรงที่เรานึกว่ามีหัวใจภายหลังความสว่างอันเป็นดวงนั้น มันก็วิ่งขึ้นวิ่งลงตามระยะจังหวะของการหายใจ ในที่สุดเวลาของการหายใจออก ดวงอันนั้นมันก็วิ่งออกมาตามลมหายใจ แล้วก็ลอยขึ้นไปเบื้องบนแล้วก็ลอยย้อนกลับไปกลับมาๆ อยู่ ในที่สุดมันก็ตัดขาดจากกายแล้วก็ลอยไปแต่ดวงสว่างอันเดียวเท่านั้น ในขณะนั้นร่างกายตนหายไปหมด คล้ายๆ กับจิตดวงนี้ไปลอยเด่นอยู่ในท่ามกลางแห่งความว่าง โลกคือผืนแผ่นดินก็หายไปหมด ทุกสิ่งทุกอย่างหายไปหมด ยังเหลือแต่อากาศคือความว่าง

พอจิตดวงนี้มันเกิดรวมมาสู่วิญญาณคือตัวรู้แล้วมันก็รวมพลังขึ้นมาเกิดความสว่างใหญ่โตมโหฬารแล้วโลกก็ปรากฏขึ้น ผืนแผ่นดินก็ปรากฏขึ้นในช่วงนั้น คล้ายๆ กับว่าความสว่างแห่งดวงจิตนั้นมันแผ่คลุมโลกไปทั้งหมด มันสามารถที่จะมองเห็นต้นไม้ ภูเขาเลากาเห็นบ้านเห็นเมือง เห็นผู้เห็นคน เห็นจนกระทั่ง ภูตผีปิศาจ เทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ ทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว

ในขณะที่มองเห็นอยู่นั้น จิตมันก็อยู่เฉยๆ มันไม่บอกว่าอะไรเป็นอะไร แล้วภายหลังมันก็ละทิ้งการรู้การเห็นอย่างนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างหายไป ยังเหลือแต่แผ่นดิน แล้วก็ปรากฏว่าร่างกายมานอนอยู่ภายใต้ความสว่าง เมื่อเป็นเช่นนั้นร่างกายมันก็ขึ้นอืด ตอนแรกมองเห็นสบงจีวรห่มคลุมอยู่ ในระยะที่ 2 ร่างกายเปลือยเปล่า ไม่มีอะไรปกปิด ในระยะที่ 3 ปรากฏว่าขึ้นอืด ระยะที่ 4 มีน้ำเหลืองไหล ระยะที่ 5 กระดูกผุพังสลายตัวไปหมด ระยะที่ 6 มองเห็นแต่โครงกระดูก ระยะที่ 7 โครงกระดูกก็ทรุดฮวบลงไปแหลกละเอียด แล้วก็หายสาบสูญไปในผืนแผ่นดิน

อีกสักพักหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาเป็นผงแล้วก็เกาะกันเป็นก้อนเป็นท่อนเล็ก ท่อนน้อย แล้วก็ประสานตัวเป็นชิ้นกระดูกโดยสมบูรณ์ แล้วก็มาสร้างเป็นโครงสร้างขึ้นมา ศีรษะกระโดดมา กระดูกคอ กระดูกสันหลังกระโดดต่อกันตามตำแหน่งของตัวเอง กระดูกส่วนอื่นๆ ก็กระโดดเข้ามาประจำตำแหน่งของตัวเองกลายเป็นโครงสร้างเป็นโครงกระดูกอีกตามเดิมแล้วเนื้อหนังก็ค่อยงอกขึ้นมาจนสมบูรณ์เต็มที่แล้วก็สลายตัวเน่าเปื่อยผุพังต่อไปอีกกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้นไม่ทราบว่ามันเป็นกันอยู่กี่ครั้ง กี่หน

 บางครั้งก็มองเห็นเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ ปรากฏขึ้น เสร็จแล้วจิตมันก็ได้แต่มองดูอยู่เฉยๆ คล้ายๆ กับว่ามันไม่ร้อนใจอะไร มันเฉยๆ อยู่ สักแต่ว่ารู้อยู่เห็นอยู่มีอยู่เป็นอยู่ แต่วาระสุดท้ายเมื่อมันจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา หลังจากที่มันมาประสานกันเป็นรูปร่างสมบูรณ์แล้ว เจ้าตัวจิตวิญญาณที่ลอยอยู่นั่นมันไหวตัวนิดหนึ่ง แล้วก็ทรุดฮวบลงมาปะทะกับหน้าอกแผ่วๆ หลังจากนั้นความสว่างของดวงจิตนั้นมันก็หายไป ร่างกายก็ค่อยรู้สึกตัวขึ้นมาทีละน้อยๆ เวลามันรู้สึกตัวขึ้นมานั้น มันก็มีอาการคล้ายๆกับว่ามีอะไรวิ่งซู่ซ่าไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย แล้วค่อยรู้สึกตัวขึ้น จนกระทั่งรู้สึกว่าความรู้สึกมันเป็นปกติ

 ทีนี้มากำหนดดูตอนนี้ร่างกายปรากฏขึ้นมาแล้ว ความตั้งใจที่จะกำหนดอะไรมันเกิดขึ้นมา พอมันรู้สึกตัวอย่างเต็มที่เจ้าจิตนี่มันก็เทศน์ให้กับตัวเองฟังฉอดๆ “นี่หรือคือการตาย” คำตอบก็บอกว่า “ใช่แล้ว” ตายแล้วมันต้องเน่าเปื่อยผุพังสลายตัวไป

มันเกิดเน่าเปื่อยแล้วก็เป็นของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครก เมื่อมันสลายตัวไปก็เป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ ไหนเล่าสัตว์บุคคลตัวตนเราเขามีที่ไหน มันก็บอกให้รู้อย่างนี้ พอมันจบกลอนเทศน์ของมันแล้ว จิตก็มานิ่งว่างอยู่เฉยๆ ความคิดมันเกิดสงสัยขึ้นมาว่า เราตายจริงหรือเปล่า แล้วก็ยกสองมือขึ้นมาคลำดูหน้าอก “อ้อ ยังไม่ตาย” แล้วก็ลืมตาดูนาฬิกา 2 โมงเช้าแล้ว

 พอลืมตาขึ้นมาดูก็มองเห็นโยมอุปัฎฐากมาทำอะไรก๊อกแก๊กๆ อยู่ที่นั่น พอเขาเห็นลุกออกมาจากที่นอน เขาก็ทักว่า “เข้าใจว่าไปซะแล้ว!” “กำลังจะไปปลุกอยู่เหมือนกัน ถ้า 2 โมงเช้าไม่ตื่นละก้อ ทนไม่ไหวแน่ ต้องไปดึงขาแน่!” ทีนี้หลังจากนั้นความเจ็บป่วยก็ค่อยเบาขึ้นๆ แล้วก็สบายเรื่อยๆ มา เลือดที่ออกอยู่มันก็หยุดไป แล้วก็หายไปจนกระทั่งบัดนี้ โรคอันนี้ไม่เคยกำเริบอีกซักที จะว่าสมาธิรักษาวัณโรคก็ถูก หรือวัณโรครักษาสมาธิก็ถูกเหมือนกัน”

 

คนธรรมดาถาม : การรักษาโรคด้วยกำลังกายแบบจีนนี่เหมือนกับการรักษาโรคด้วยพลังจากสมาธิหรือเปล่า

พระอริยสงฆ์ตอบ :  

“การรักษาโรคด้วยพลังกายนี้ หมายถึงการออกกำลังกายให้ถูกสัดส่วน เป็นสิ่งจำเป็น อันนี้ยืนยันได้ เพราะว่าการออกกำลังกายนี้ สามารถทำให้โรคบางอย่างหาย เช่น อย่างโรคเหน็บชาให้หายได้ การออกกำลังกายหรือการบริหารกายให้สม่ำเสมอ สามารถที่จะรักษาโรคให้หายได้ อันนี้โลกเขายอมรับ หมอทั้งหลายนี้เมื่อรักษาคนไข้เขาก็แนะนำให้ออกกำลังกายแต่ว่าทางใจนี่ วงการแพทย์เขายังไม่ยอมรับ

การฝึกออกกำลังกาย เช่น อย่างเราฝึกกีฬาอะไรต่างๆ ที่จะต้องใช้ความระมัดระวัง เช่นกระโดดบนท่อนไม้ ตีลังกาบนท่อนไม้ หรืออะไรทำนองนี้ เป็นเรื่องพลังของสมาธินั้น สิ่งใดที่ตั้งใจฝึกด้วยความเอาใจใส่ ด้วยความมีสติ อันนั้นคือการฝึกสมาธิ”

 

คนธรรมดาถาม : คนไข้ป่วยจนอาการหนักมากแล้วควรจะทำจิตอย่างไร ให้เพื่อให้ระงับความทุกข์ทุรนทุรายครับ?

พระอริยสงส์ตอบ :

  “ถ้าคนไข้ที่เคยบำเพ็ญเพียรภาวนาก็สามารถที่จะระงับจิตคือทำสติรู้อยู่ที่ความทุรนทุรายหรือความทุกข์ แต่คนไข้ที่ไม่ได้บำเพ็ญเพียรภาวนาไม่ได้ฝึกหัดจิตแม้จะแนะนำอย่างไรก็ไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะตายเราควรที่จะได้ฝึกหัดซะให้มันคล่องตัว ถ้าใครหัดตายเล่นๆ ก่อนที่จะตายจริง อันนี้ยิ่งดีเราจะได้รู้ว่าการตายนั้นคืออะไร เมื่อเกิดตายจริงขึ้นมาเราจะได้ไม่ต้องกลัว”

 

คนธรรมดาถาม : การเปิดเทปธรรมะให้ฟังเมื่อจิตสงบนั้นจะช่วยให้เราได้ไปสุคติจริงหรือไม่ครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

  “การเปิดเทปให้ฟังบางทีคนไข้ถ้าตั้งใจจดจ่อฟังก็มีอานิสงส์ให้สุคติได้ แม้ว่าคำเตือนเพียงคำเดียวว่า จงทำสติระลึกถึงคุณพระคุณเจ้านะ เพียงแค่นี้เขาระลึกพระพุทโธ ธัมโม สังโฆ ในขณะนั้นก็สามารถที่จะไปสุคติได้ เช่น มัฏฐกุณฑลี ซึ่งเจ็บป่วยหนัก บิดาเป็นคนขี้เหนียวไม่หายามารักษา พระพุทธเจ้าพิจารณาเห็นแล้วว่า เด็กคนนี้ในวันพรุ่งนี้จะตาย เมื่อตายลงไปแล้วจะตกนรก พระองค์ก็เสด็จไปโปรดพระองค์ทรงเปล่งรัศมีไปเตือนให้รู้ว่าพระองค์เสด็จมาโปรด นายมัฏฐกุณฑลีหันกลับมามองดูพระพุทธเจ้าเพียงแว๊บเดียว แล้วก็เกิดความเลื่อมใสขึ้นมา “โอ้โฮ้ ! พระพุทธเจ้าอัศจรรย์หนอ” แล้วก็ตาย ตายแล้วไปเกิดเป็นเทพบุตร อันนี้เป็นตัวอย่าง”

 

สรุปประเด็นปัญหาเรื่องโรคภัยต่างๆ

            โรคภัยทั้งหลายเป็นเรื่องธรรมดาของคนเราเมื่อถึงคราวที่เราจะต้องเผชิญหน้ากับมัน สิ่งสำคัญก็คือความมีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาแม้เราจะสามารถใช้ยาบรรเทาอาการต่างๆ ลงได้แต่ก็เป็นเพียงอาการที่เกิดขึ้นทางกาย และความเจ็บปวดนั้นมันมีความสัมพันธ์โดยตรงกับจิต อย่างที่สุภาษิตโบราณกล่าวว่า จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว

            โรคภัยนั้นแบ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อโรค (Decease) และโรคที่เกิดจากความเสื่อม (Syndrome) ซึ่งต่างก็ต้องใช้การรักษาให้ถูกวิธีด้วยกันทั้งนั้น สิ่งสำคัญก็คือ เราต้องตามดูจิตของเราไปด้วย วิธีการก็คือการฝึกทำสมาธิดังที่พระเดชพระคุณ พระราชสังวรญาณ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ได้ตอบไปแล้ว

            เรื่องการใช้หลักสมาธิเป็นสำคัญในการรักษาโรคร้ายนี่มีตัวอย่างในสมัยพุทธกาลเป็นเรื่องยืนยันได้อีกหนึ่งเรื่อง คือกรณีของพระมหากัสสปะเถระเจ้า

            ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงประทับอยู่ที่วัดเวฬุวันใกล้ๆ กับพระนครราชคฤห์ ทรงทราบว่า พระมหากัสสปะอาพาธอยู่จึงเสด็จไปดูอาการซึ่งขณะนั้น พระมหากัสสปะอยู่ที่ถ้ำปิปผลิคูหาเกิดอาพาธไม่สบายเป็นไข้หนักได้รับความทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก

            พระพุทธองค์ตรัสถามถึงอาการ พระมหากัสสปะก็ตอบไปตามความจริงว่า อาการของท่านมีแต่ทรงกับทรุดไม่มีบรรเทาลงเลย พระพุทธองค์จึงให้ธรรมะบทหนึ่งซึ่งเป็นบทเกี่ยวกับการพิจารณาโรคภัยคือ “โพชฌงคปริตร 7 ประการ” ไว้ แล้วตรัสว่า “เมื่อท่านได้พิจารณาหลักธรรมที่นำไปสู่การตรัสรู้เพื่อพระนิพพานแล้ว อาการป่วยก็จะดีขึ้นเอง ได้แก่

            “สติ” คือความระลึกได้ถึงตัวทั่วพร้อม “ธรรมวิจัย” คือความพินิจพิเคราะห์ธรรม คือความจริงตามแนวเหตุผล “วิริยะ” คือความเพียรที่จะบำเพ็ญธรรม “ปีติ” คือความอิ่มเอมใจ “ปัสสัทธิ” ความสงบผ่อนคลายและหายเครียด “สมาธิ” คือความมีจิตแน่วแน่เป็นหนึ่ง และ “อุเบกขา” ความวางเฉยไม่ยินดียินร้ายต่ออาการและโรคอาพาธเหล่านั้น

              เมื่อท่านพระมหากัสสปะได้ฟังและปฏิบัติตามท่านก็หายป่วยจากโรคที่อาพาธทันที ไม่เพียงแต่พระมหากัสสปะเท่านั้นแม้แต่พระมหาโมคคัลลานะ หรือกระทั่งตัวของพระพุทธองค์เองเมื่อพระองค์ประชวรก็รับสั่งให้พระจุนทเถระสวดเจริญบทโพชฌงคปริตรนี้และปฏิบัติตามนั้นก็ทรงหายประชวรได้ ดังนั้นหากเราต้องเผชิญกับความเจ็บไข้ได้ป่วยใดๆ นอกจากจะรักษาทางกายแล้วต้องหมั่นปฏิบัติสมาธิเพื่อรักษาทางใจด้วยรับรองว่าจะหายวันหายคืนแน่นอน

Read Full Post »

« Newer Posts