Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for กันยายน, 2011

การที่คนเราไม่ควรกินเนื้อสัตว์นั้น ได้รับความเมตตาอธิบายตอบจากคำสอนของท่านพุทธทาส อินทปัญโญ ซึ่งท่านได้แสดงทรรศนะเรื่องนี้ไว้ว่า

การไม่รับประทานเนื้อสัตว์เป็นการกระทำเพื่อยึดเอาประโยชน์ทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม เป็นการก้าวหน้าของสัมมาปฏิบัติอันหนึ่งซึ่งได้ผลอานิสงส์มากแต่ว่าลงทุนทางฝ่ายวัตถุน้อยที่สุด แต่ได้ผลมากอยู่ทีใจซึ่งขอแยกอธิบายเป็นทั้งผลทางโลกและทางธรรมดังต่อไปนี้

ผลทางฝ่ายโลก

1. ผักนั้นมีคุณค่าหลายอย่าง

ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันก็เราก็พอจะทราบว่าผักนั้นมีคุณค่าทางอาหารมากมาย มีกากใยที่ทำให้ขับถ่ายง่าย มีวิตามินแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิดที่พบมากกว่าในเนื้อสัตว์ ผู้ที่รับประทานผักมากกว่าเนื้อก็มีข้อมูลมากมายที่พิสูจน์ว่าทำให้มีโรคน้อย มีกำลังแข็งแรง และทำให้จิตสงบมากกว่าการกินเนื้อ คือมีความต้องการทางเพศ ความต้องการทางวัตถุ ความโกรธ และความมัวเมาน้อยกว่าผู้ที่รับประทานเนื้ออยู่เป็นอันมาก

2. ผลทางเศรษฐกิจ

ราคาผักกับเนื้อนั้นมีความแตกต่างกันพอสมควร แม้ในปัจจุบันพืชผักจะมีราคาที่สูงขึ้นมากก็ตามแต่เมื่อเทียบกันต่อกิโลกรัมแล้ว เนื้อสัตว์ก็ถือว่าแพงกว่า ซึ่งของดีนั้นไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงเสมอไป แต่ของแพงที่เป็นอาหารบางอย่างนั้นอาจจำเป็นสำหรับคนที่มีความทะเยอทะยานและสติปัญญาทึบ ซึ่งคนฉลาดนั้นเขาไม่ทำกัน เพราะอาหารที่เลวๆ ที่คนรวยเชื่อว่าเป็น “อาหารผัก” ส่วนใหญ่นั้น แทบจะไม่มีส่วนทำให้คนโง่ลงได้เลย

3. ธรรมชาติแท้ๆ ต้องการให้เรากินผัก

ซึ่งแง่มุมนี้ ท่านพุทธทาสฯ ได้แสดงความคิดเห็นว่า ธรรมชาติสร้างสรรค์ชีวิตพวกเราให้มีความรักชีวิตของตนเอง เราก็ควรจะมีความรู้สึกเห็นใจสัตว์ที่มีล้วนมีความรู้สึกเดียวกัน ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีความยุติธรรมเสียเลย หากมียักษ์ใหญ่ๆ มาจับมนุษย์กินเป็นอาหารเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาเหมือนที่เรามองสัตว์เดรัจฉาน หมู ไก่ หรือวัว ก็ต้องรู้สึกอย่างเดียวกัน

ธรรมชาตินั้นพืชผักผลไม้จะมีมากขึ้นทุกๆ ปีพอให้มนุษย์ได้บริโภคได้เพียงพอเสมอซึ่งแปรผันตรงกับจำนวนประชากรของมนุษย์ แต่ประชากรของสัตว์นั้นมีน้อยลงทุกปี ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะอยากให้ลองเปรียบเทียบดูว่า ขนาดพื้นที่ 1 ไร่เราสามารถปลูกพืชพันธ์ที่เป็นอาหารของมนุษย์ได้มากมาย ปีหนึ่งปลูกได้หลายๆ ครั้งและสามารถปลูกได้ตลอดไป สามารถเลี้ยงคนได้หลายสิบคน

ในขณะเดียวกันพื้นที่เพียงหนึ่งไร่นั้นอาจจะไม่พอสำหรับการเลี้ยงวัว 1 ตัวเพียงเพื่อเอาเนื้อหนังมันมาทำเป็นอาหารได้ไม่กี่สิบจาน แม้แต่จำนวนปลาในมหาสมุทรเองก็มีสัญญาณที่บ่งบอกว่าบางชนิดมีจำนวนที่ลดลง และที่สำคัญก็คือคุณค่าทางอาหารนั้นไม่มีความแตกต่างกันมากจนเกินไปนัก

ผลในฝ่ายธรรม

1. ผู้ที่กินผักนั้นเป็นผู้ที่หาเลี้ยงตนเองได้ง่ายขึ้น

เหตุที่กล่าวเช่นนี้ก็เป็นเพราะว่า ผักนั้นหากินได้ง่ายกว่าเนื้อสัตว์โดยเฉพาะในหมู่คนยากจน ล้วนแต่พากันปรุงอาหารด้วยมีผักเป็นพื้น และเมื่อมีการรับประทานผักกันอย่างเป็นประจำแล้วก็จะไม่มีเวลาที่ต้องกระวนกระวายเพราะรสชาติอาหารไม่ถูกปากเลย ซึ่งผิดกับคนที่รับประทานอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์อยู่เป็นประจำจะมีความยึดติดในรสชาติอาหารมากกว่า

เมื่อมีความยึดติดในรสอาหารมากกว่าก็ย่อมมักที่จะ “เสาะแสวงหา” เนื้อสัตว์มาปรุงอาหารให้ถูกปากไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมอันจะเป็นการส่งเสริมการละเมิดศีลข้อที่ 1 อีก ที่สำคัญอีกประการก็คืออาหารที่เป็นผักนั้นมีวิธีการปรุงที่ง่ายกว่าเนื้อสัตว์ บางอย่างแทบไม่ต้องติดไฟทำก็สามารถนำมารับประทานได้ ท่านพุทธทาสถึงกับกล่าวไว้เป็นคำคมว่า “คนกินเนื้อเพราะแพ้รสตัณหา กินเพราะตัณหาไม่ใช่เพื่อให้เลี้ยงง่าย”

นอกจากนั้นการปรุงอาหารด้วยผักเพื่อที่จะนำมาทำบุญถวายพระภิกษุหรือผู้ทรงศีลนั้นยังเป็นการสร้างความสบายใจให้กับผู้ที่จะนำอาหารมาถวายอีกด้วยเพราะหากจะต้องปรุงอาหารด้วยเนื้อสัตว์ บางคนอาจต้องฝืนใจทำอาหารเพราะทราบดีว่าต้องฆ่าสัตว์เพื่อเป็นการเลี้ยงพระอันจะไม่เกิดผลบุญอันใดด้วย หากจะมีก็อาจได้เป็นบุญเพียงส่วนน้อย

2. การกินผักเป็นการฝึกในส่วนของสัจธรรม

ตามหลักของความจริงแล้วคนเราที่ยังห่างจากพระธรรมเพราะมีนิสัยเหลวไหลต่อตนเอง การถือกินอาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ นั้นเรียกได้ว่าเป็นแบบฝึกหัดที่ดีมีความเพลิดเพลินและมีความบริสุทธิ์สะอาดได้ผลสูงเกินกว่าคนที่กินแต่เนื้อจะคาดถึง

การฝึกรับประทานอาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์เรียกได้ว่าเป็นการ “ฝึกใจด้วยอาหาร” ที่ดี การที่เรารับประทานอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์เลยเราอาจคิดว่าเป็นเรื่องที่ยากแต่ที่เห็นกันว่ายากก็เพราะ ไม่ได้มีการฝึกฝนจึงว่ายาก จึงจำเป็นต้องฝึกหัดรับประทานอาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ให้เป็นประจำจึงจะได้ผลเร็ว

3. การกินผักเป็นการฝึกในการข่มใจตนเอง

หากจะว่าเป็นภาษาพระหรือภาษาบาลีก็เรียกได้ว่าเป็น “ทมธรรม” (อ่านว่า ทะมะ) เรื่องนี้มีตัวอย่างของผู้ที่ไม่รู้จักข่มใจในรสชาติอาหารซึ่ง ท่านพุทธทาสฯ ได้เคยเล่าไว้ว่า

“ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าอยู่ในตำบลป่าดอนและเห็นผู้คนที่อยู่ในหมู่บ้านที่อยู่บนพื้นที่สูง อุตส่าห์หาบอาหารที่เป็นผักลงมาเพื่อแลกเอาปลาแห้ง ๆทางบ้านแถบริมทะเลขึ้นไปรับประทานกัน แม้จะเสียเวลาเป็นวันๆ และทั้งที่ภายในหมู่บ้านของพวกเขาเองแห่งนั้นก็มีอาหารอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชผัก เผือกมัน มะพร้าว และฟักมากมาย และรับรองได้ว่าเป็นของสดรสดี สามารถนำมาบำรุงร่างกายได้มากกว่าปลาแห้งๆ ที่ปล่อยไว้นานจนราจับเป็นไหนๆ”

ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า การกินเนื้อนั้นทำให้มนุษย์เรามีจิตใจยึดติดในรสชาติมากกว่าที่คาดคิด แม้จะไกลอย่างไรลำบากแค่ไหนก็ไม่เป็นอุปสรรคในการสรรหามารับประทาน และการที่เราไม่รู้จักข่มจิตใจเรื่องรสแห่งตัณหาเหล่านี้ก็ต้องเป็นทาสของความทุกข์และถอยหลังต่อการปฏิบัติธรรม ผู้ที่สามารถฝึกตนให้รู้จักข่มใจของตนเองไม่ให้แพ้กิเลสตัณหาใดๆ ได้ง่ายๆ ก็น่าจะใช้วิธีการรับประทานผักเพื่อเป็นการฝึกความอดทนข่มใจในรสชาติได้เช่นเดียวกัน

4. การรับประทานอาหารผักเป็นการฝึกส่วนสันโดษ

คำว่า “สันโดษ” ในที่นี้แปลความหมายได้ว่า “เป็นความพอใจเท่าที่มีเท่าที่ได้” ซึ่งถือเป็นหลักปฏิบัติที่สูงขึ้นไปที่ทำได้ยาก เพราะแม้ในภิกษุที่เป็นปุถุชนเอง บางท่านก็ไม่อาจจะข่มใจทำได้ คือ รับอาหารที่เป็นเพียงผักและผลไม้มาแล้วก็เพื่อทิ้ง นี่เป็นตัวอย่างแห่งความไม่ถือสันโดษและความไม่ถ่อมตน หากได้ถือกินผักเป็นประจำก็จะเป็นการฝึกที่ดีในเรื่องสันโดษเลยทีเดียว

5. การรับประทานอาหารผักเป็นการฝึกด้านปัญญา

ปัญญา ในที่นี้หมายถึง ความรู้เท่าทันในดวงจิตของตนเองที่มักจะซัดส่ายไปมา คือพิจารณาว่าอาหารที่รับประทานนั้นเป็นเพียง “ของบริโภค” ไม่ใช่ผักใช่เนื้อหรือของคาวหวานและเป็นของกลางๆ ที่บริสุทธิ์ และการจะฝึกให้สามารถมีปัญญาพิจารณาเช่นนี้ได้ ก็ต้องอาศัยอาหารที่เป็นผักที่ไร้รสชาติให้ยึดติดเป็นตัวฝึกฝน เนื้อสัตว์เป็นสิ่งที่ทำให้เราหลงในรสแต่ผักทำให้ใจนั้นต้องยกเข้าไปหารสชาตินั่นเอง

Advertisements

Read Full Post »

มังสวิรัติคืออะไร

ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ได้ให้ความหมายของคำว่า “มังสวิรัติ” เอาไว้ว่าหมายถึง “การงดเว้นกินเนื้อสัตว์ และเรียกอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ซึ่งมีแต่พืชผักว่าเป็นอาหารมังสวิรัติ”

            นิยามความหมายนี้ทำให้เราได้ทราบว่า มังสวิรัติคือการงดเว้นไม่รับประทานเนื้อสัตว์เท่านั้นแต่จะรับประทานอาหารจำพวกพืชผักเป็นสำคัญ

อาหารเจ คืออะไร

ส่วนคำว่า “เจ” นั้นตามความหมายของพจนานุกรมฉบับเดียวกัน ได้อธิบายความหมายของคำว่า “เจ” เอาไว้ว่า “อาหารที่ไม่ปรุงด้วยเนื้อสัตว์และผักบางชนิด เช่น กระเทียม กุยช่าย ผักชี”

            ส่วนการกินเจตามความหมายดั้งเดิมก็คือ การรับประทานอาหารที่ไม่ปรุงจากเนื้อสัตว์รวมทั้งผักบางชนิดด้วย ซึ่งผักที่ว่านี้มี 5 ประการได้แก่ กระเทียมกลีบใหญ่ หัวหอม กุยช่าย กระเทียมกลีบเล็ก (หลักเกี๋ย) และผักเฮงกื๋อ (ซึ่งไม่พบในประเทศไทย)

          ดังนั้นผู้เขียนสรุปเอาความแตกต่างเกี่ยวกับทั้ง การรับประทานอาหารมังสวิรัติและเจ ได้ดังต่อไปนี้

  1. ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติจะสามารถรับประทานพืชผักได้ ทุกชนิด แต่ ผู้ที่กินเจสามารถรับประทานผักได้ทุกชนิดยกเว้นแต่ ผักที่มีกลิ่นฉุน 5 ชนิดได้แก่ หอม กระเทียม กุยช่าย หลักเกี๋ย และเฮงกื๋อ (บางแห่งถือก็รวมผักชีไว้)
  2. ผู้ที่ถือรับประทานมังสวิรัติจะไม่สามารถดื่มนมสดหรือนมข้นได้ เพราะถือว่าเป็นของสดของคาวที่มาจากเลือดเนื้อของสัตว์ แต่ผู้ที่กินเจสามารถดื่มน้ำนมสดหรือนมข้นได้ เพราะถือเอาตามสิกขาใน “พรหมชาลสูตร” ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติในหมู่บรรพชิตฝ่ายมหายานที่มีข้อห้ามที่ห้ามบริโภคแต่เฉพาะปลาและเนื้อสัตว์ รวมถึงผักฉุน 5 ชนิด แต่ไม่มีข้อห้ามในการดื่มนมสดหรือนมข้น ซึ่งตรงกันข้ามกับ ผู้ที่ถือรับประทานอาหารเจจะรับประทาน “ไข่” ไม่ได้ เพราะถือเป็นการรับประทานเนื้อสัตว์โดยทางอ้อม แต่ผู้ที่รับประทานมังสวิรัติจะสามารถรับประทานไข่ได้โดยถือว่า ไข่ที่บริโภคนั้นยังไม่ใช่สัตว์ที่จะกลายเป็นตัว
  3. ผู้ที่กินเจนอกจากจะไม่รับประทานเนื้อสัตว์และผักกลิ่นฉุน 5 ชนิดแล้ว ตามคติของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานต้องถืออุโบสถศีลด้วย ถ้าไม่ถือศีลอุโบสถก็ไม่นับว่าเป็นการกินเจ แต่จะเรียกว่ากินมังสวิรัติหรือกินผักเฉยๆ เท่านั้น

จากข้อสรุปนี้ทำให้พอจะตั้งข้อสังเกตความสับสนวุ่นวายของการถือรับประทานอาหารมังสวิรัติและอาหารเจว่า “มีการใช้หลักของเจและมังสวิรัติผสมกัน” จนไม่รู้ว่าอันไหนเป็นเจและเป็นมังสวิรัติ

แต่ไม่ว่าจะเป็นการถือรับประทานอาหารมังสวิรัติหรืออาหารเจก็ตามความเชื่อเรื่องการไม่กินเนื้อสัตว์นั้นกล่าวได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาที่ดีทั้งสิ้นที่จะ “แสดงเจตนาแห่งความไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่นตามหลักศีลข้อที่ 1 ที่ว่าด้วยปาณาติปาตา เวระมณี คือ การงดเว้นในการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นโดยสิ้นเชิง”

แต่ในที่นี้ผู้เขียนขออธิบายเกี่ยวกับหลักของการผิดศีลข้อที่ 1 หรือขอบเขตของศีลให้เข้าใจกันชัดเจนก่อนว่าแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร

 

หลักแง่คิดจากศีลข้อที่ 1

ศีลข้อนี้จะขาดก็ต่อเมื่อพร้อมด้วยองค์ 5 ซึ่งประกอบด้วย

1. สัตว์นั้นมีชีวิต

คำว่า “ปาณ”  ในภาษาบาลีหมายความว่า อินทรีย์ที่หายใจมีชีวิตอยู่หมายถึง มนุษย์และสัตว์เดรัจฉานทั่วไปทุกชนิด เพราะเมื่อมีชีวิตอยู่สัตว์เหล่านั้นก็ต้องหายใจเหมือนกันทั้งหมด การหายใจอยู่จึงหมายความถึงการมีชีวิตและการมีชีวิตก็หมายถึงการหายใจ ดังนั้น สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่ยังหายใจอยู่จึงไม่ควรไปเบียดเบียนกัน

2. รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต คือมีจิตรู้อยู่แล้วว่า สัตว์นั้นยังมีชีวิตอยู่หากไปทำให้สัตว์ตายทั้งๆ ที่รู้ว่าเขายังมีชีวิตก็ถือว่าผิดศีล

3. มีจิตคิดจะฆ่า คือการแสดงเจตนา คือตั้งใจจะทำให้เขาตายอย่างเต็มที่ก็ได้รับผลบาปไปมาก เช่นฆ่าเพราะอยากฆ่า ฆ่าเพราะต้องการให้ตายด้วยความเคียดแค้น อย่างนี้ก็แสดงว่าเจตนาแรงผลบาปแรงไปแต่เจตนานั้น แต่ถ้าฆ่าเพราะจำเป็นเช่นถือเอาเนื้อสัตว์นั้นมารับประทานเพื่อเลี้ยงชีพก็ถือว่าเป็นการฆ่าที่เจตนาอ่อนกว่ามาก แต่อย่างไรก็ตามย่อมได้รับผลบาปนั้นเช่นเดียวกัน

4. มีความเพียรที่จะฆ่า คือถ้าใช้ความเพียรในการฆ่ามากบาปก็มากตาม ถ้าไม่ต้องใช้ความพยายามมากเช่น แค่ปัดหรือบี้ให้ตายก็บาปลดลงไปตามลำดับ แต่เมื่อใดก็ตามที่มีความเพียรคิดจะฆ่าแม้เพียงเล็กน้อยก็ย่อมถือว่าผิดศีล

5. สัตว์นั้นตายด้วยความเพียรนั้น คือผลสำเร็จแห่งการฆ่าถ้าสัตว์ตายสิ้นลมหายใจไปโดยสมบูรณ์โดยเจตนาก็ถือว่าศีลขาดไปด้วยเช่นกัน

            กรณีอื่นๆ ที่เข้าข่ายกรรม “ปาณาติบาต” ได้แก่

  1. 1.      การทำร้ายร้างกายและทรมานสัตว์

            เพราะเหตุที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติศีลข้อที่ 1 เพื่อมิให้เบียดเบียนชีวิตซึ่งกันและกันการผิดศีลข้อที่ 1 จึงไม่ใช่ควรแค่เว้นจากการฆ่าสัตว์เพียงอย่างเดียว ควรเว้นจากการทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันและการทรมานสัตว์ให้สัตว์นั้นลำบากไปด้วย แม้จะเป็นเพียงการทำร้ายร่างกายเล็กๆ น้อยๆ ก็ควรงดเว้น

            ยกตัวอย่างในครอบครัวที่เห็นกันได้ชัดคือ การทำให้สัตว์นั้นลำบาก เช่นการจับไปกักขังโดยไม่ดูแลให้ดีตามสมควรหรือแม้เพียงการเล่นเพื่อให้เกิดความสนุกก็ต้องงดเว้น เช่น การเล่นเผาหางสัตว์โดยใช้น้ำมันราดเอาไว้ที่หางแล้วจุดไฟเผา หรือ การกัด “จิ้งหรีด” ชนแมงด้วงกว่าง ที่เป็นที่นิยมในนักเล่นแมลงแถบภาคเหนือก็จัดอยู่ในข้อนี้ด้วย

            และตัวอย่างสำคัญที่เห็นได้ชัดเจนมากก็คือ “การเล่นไก่ชน หรือ วัวชน” เพื่อความสนุกและการเล่นพนันบ้าง การใช้งานสัตว์อย่างหนักเกินไป ล้วนเป็นสิ่งที่เข้าข่ายผิดศีลข้อ 1 ทั้งสิ้น

  1. การล่าสัตว์

            หากคุณผู้อ่านได้ชมภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ไม่ว่าไทยหรือเทศมาบ้างจะพบเห็นว่า การออกล่าสัตว์ของเหล่ากษัตริย์ ขุนนาง ล้วนเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและได้รับการยอมรับแม้ในปัจจุบันก็ยังมีการล่าสัตว์เช่นนี้ปรากฏอยู่อีกจำนวนมากในหลายรูปแบบ เช่น การแข่งขันตกปลา อย่างนี้เป็นต้น

            การเล่นสนุกของคน คือการล่าสัตว์เหล่านี้บางคนถือว่าเป็นการฝึกผจญภัยทำให้เกิดความใจกล้า แต่ก็เป็นการผจญภัยที่เอาเปรียบมากเพราะใช้อาวุธและตนเองไปหลบอยู่บนหลังม้า หรือที่กำบังหรือบนเรือ และสัตว์ต่างๆ ที่ถูกล่าแทบจะไม่มีโอกาสต่อสู้ด้วยเลย และสัตว์บางชนิดไม่ได้คุ้นเคยกับความใจดำอำมหิตของมนุษย์ พอสัตว์มองเห็นเข้าก็ไม่รู้ว่ามนุษย์นั้นเป็นเพชฌฆาต กว่าจะรู้สัตว์เหล่านั้นก็ถูกทำให้บาดเจ็บหรือตายไปเสียก่อนแล้ว

            การยิงและล่าสัตว์โดยเฉพาะการกระทำเพื่อความสนุกนี้เป็นการแสดงความโหดร้ายยิ่งนัก ถือว่าผิดศีลข้อที่ 1 นี้อย่างรุนแรงว่าด้วย เจตนากรรม พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรานึกเปรียบเทียบระหว่างชีวิตเรากับชีวิตสัตว์ผู้อื่นอยู่เสมอว่าต่างก็รักตัวกลัวตายเช่นกัน

  1. 3.      การฆ่าตัวตาย

การฆ่าตัวตายหรือการกระทำ “อัตวินิบาตกรรม” นั้นถือเป็นการผิดศีลข้อที่ 1 อย่างยิ่งยวดมิใช่แค่การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตผู้อื่น การฆ่าตนเองก็ห้ามกระทำเป็นอันขาด พระพุทธเจ้าท่านห้ามมนุษย์ฆ่าตนเอง อย่างแรกเพราะ เป็นการแสดงออกถึงความอับจนพ่ายแพ้ หมดทางแก้ไข เมื่อได้ฆ่าตัวเองก็เป็นการทำลายตน เมื่อได้ทำลายตนแล้วก็เป็นการทำลายซึ่งประโยชน์ทุกอย่างที่เราจะพึงได้ในชีวิต

พระพุทธองค์สอนว่าการฆ่าตัวตายนั้นเป็น “โมฆะกรรม” หรือการกระทำที่เปล่าประโยชน์อย่างที่สุด เพราะตายแล้วก็จบไม่เกิดประโยชน์ หมดโอกาสที่จะพัฒนาหรือแก้ไขความผิดและทำประโยชน์ดีๆ ใดๆ ให้เกิดขึ้นได้ซึ่งการมีชีวิตอยู่เพื่อแก้ปัญหาย่อมเป็นหนทางที่ดีกว่า

ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงสอนให้สงวนรักษาชีวิตตนไว้ให้ดีตลอดเวลา ห้ามมิให้มอบชีวิตตนให้แก่ใครและไม่ให้ฆ่าตัวเองเช่นเดียวกับการที่ไม่ให้ฆ่าสัตว์อื่นๆ ฉะนั้นเมื่อเรามีสติระวังไม่ให้แพ้ใจตนเองได้ก็จะเป็นการปิดโอกาสในการสร้างกรรมหนักเช่นนี้ให้เกิดขึ้นกับตนเอง

เมื่อเปรียบเทียบหลักแห่งการละเมิดศีลข้อที่ 1 กับการถือรับประทานอาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์แล้วแสดงให้เห็นว่า การรับประทานอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์นั้นก็อาจจะมีส่วน “บาป” อยู่บ้าง ถ้าหากว่าเราเป็นผู้สั่งให้ฆ่าสัตว์นั้นเพื่อนำมาทำเป็นอาหาร เพียงแต่ถือเป็นบาปอย่างเบาหรือลักษณะกรรมที่เรียกว่า “กกัตตากรรม” เป็นกรรมที่สักว่าทำคือมีเจตนาอ่อน

การที่มีความเชื่อให้งดเว้นเนื้อสัตว์แล้วหันมาเสพเอาพืชผักนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นสิ่ง “จำเป็น”สำหรับนักบวชอย่างพระภิกษุที่ท่านไม่สามารถเลือกที่จะฉันอาหารได้ ต้องถือฉันตามที่ได้รับมาจากการบิณฑบาต

แต่ขอให้ทำความเข้าใจว่าสำหรับบ้านเราที่นิยมรับประทานเนื้อปนผักนั้น เกือบจะไม่มีความจำเป็นอันใดนักที่จะต้องถือรับประทานแต่อาหารที่เป็นผักเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะถือรับประทานเนื้อก็ได้เพราะว่าอาหารเหล่านั้นก็คงต้องปรุงกันมาทั้งเนื้อและผักอยู่แล้วหากถือกินแต่ผักก็เลือกเอาเนื้อออกไปเสีย

อ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก ซึ่งเป็นราชบัณฑิตผู้มีความรู้ในทางพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี ท่านเขียนแสดงทัศนะเป็นตัวอย่างโดยยกตัวอย่างเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าเรื่องการกินเนื้อและผักลงไว้ในหนังสือพระพุทธศาสนา “ทัศนะและวิจารณ์ หน้าที่ 118- 121 ซึ่งผู้เขียนขอนำมาแสดงไว้ในที่นี้ว่า

            “พระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์หรือเปล่า ถ้าพุทธศาสนิกชน (ในทะเบียนสำมะโนครัว) จะสนใจอ่านพุทธประวัติ อ่านหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเพียงเล่มสองเล่ม (ไม่ต้องถึงกับพระไตรปิฎก) ก็จะรู้ว่าไม่มีความจำเป็นต้องตั้งคำถามเช่นนี้

            พระพุทธเจ้านั้นทรงเป็น “บรรพชิต” ตามรูปศัพท์แปลว่า “การเว้นโดยสิ้นเชิง” หมายถึงเว้นจากพฤติกรรมทุกอย่างที่เคยทำสมัยยังครองเรือน หันมามาถือเพศผู้ไม่มีเรือนก็ได้ หรือจะแปลว่า “การเดินไปข้างหน้า” หมายถึงใช้ชีวิตเร่ร่อนไม่อยู่ที่ไหนเป็นการถาวร หรือ หมายถึงการปฏิบัติมุ่งสู่ความดับทุกข์โดยสิ้นเชิงก็ได้

            พระองค์นั้นทรงดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการขออาหารชาวบ้าน บำเพ็ญตนเป็นคนที่อยู่ง่ายกินง่าย เขาให้อะไรกินก็รับสิ่งนั้นเพียงเพื่อให้มีชีวิตอยู่ทำประโยชน์แก่สังคม เมื่อเรารู้ถึงวิธีการดำรงชีวิตของพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกเช่นนี้แล้ว ก็ตอบได้ทันทีว่า พระพุทธเจ้าทรงเสวยอาหารทั้งที่ปรุงด้วยเนื้อสัตว์ และ อาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ คือเป็นทั้งมังสวิรัติและไม่มังสวิรัติ ขึ้นอยู่กับผู้ถวาย ถ้าคนถวายเขากินเนื้อสัตว์เขาคงเอาเนื้อมาถวาย ถ้าเขากินเจเขาก็คงเอาอาหารเจมาถวาย

            เมื่อเขาถวายอะไรพระองค์ก็ต้องรับสิ่งนั้น ขณะที่รับก็มิได้มีการจำแนกว่า เนื้อสัตว์หรือไม่เนื้อสัตว์ เจหรือไม่เจ ทรงคิดแต่ว่า “รับอาหาร”

            สาเหตุที่เกิดรับประทานมังสวิรัติในพระพุทธศาสนา ก็คือ พระเทวทัตได้ไปยื่น “โนติส” หรือ เงื่อนไข 5 ข้อต่อพระพุทธเจ้าขณะประทับอยู่ท่ามกลางสงฆ์ก็คือ

  1. พระต้องอยู่ป่าเป็นวัตร (หมายถึงอยู่ประจำ) ตลอดชีวิต รูปใดอาศัยอยู่ในหมู่บ้านมีความผิด
  2. พระต้องเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรตลอดชีวิตรูปใดรับนิมนต์ไปฉันอาหารหรือรับกิจนิมนต์มีความผิด
  3. พระต้องใช้ผ้าบังสุกุลเป็นวัตร (ผ้าห่อศพหรือเศษผ้ามาทำจีวรเอง) ตลอดชีวิตหากรูปใดที่ใช้ผ้าที่มีคนนำมาถวาย มีความผิด
  4. พระต้องอยู่ตามโคนต้นไม้เป็นกิจวัตรตลอดชีวิตรูปใดอาศัยอยู่ในที่มุงบังมีหลังคามีความผิด
  5. พระต้อง “ไม่ฉันปลาและเนื้อ” ตลอดชีวิต รูปใดฉันมีความผิด

            การที่พระเทวทัตต้องนำเสนอเงื่อนไขที่เคร่งครัดเช่นนี้ก็เป็นเพียง “แผนการ” จะหาคะแนนนิยมหาสมัครพรรคพวกเท่านั้น เพราะในขณะนั้นพระเทวทัตมีพรรคพวกแค่ 4 รูป และรู้อยู่แก่ใจว่าพระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติ “ทางสายกลาง” อะไรที่ตึงเกินไปย่อชัดต่อพุทธประสงค์

            เรื่องนี้พอจะเป็นคำตอบของข้อสงสัยที่ว่าเหตุใดจึงมีผู้กล่าวว่าลัทธิการกินผักนั้นเป็นส่วนหนึ่งของลัทธิเทวทัตก็เพราะเหตุการณ์ในครั้งนี้นั่นเอง แล้วเหตุการณ์ก็เป็นไปตามคาดของพระเทวทัตจริงๆ ในการจะหาสมัครพรรคพวกเพราะพระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธว่า

            “อย่าเลย เทวทัต ภิกษุใดปรารถนา ภิกษุนั้นจงถืออยู่ป่าเป็นวัตร รูปใดปรารถนาจงอยู่ในบ้าน รูปใดปรารถนาจึงยินดีในกิจนิมนต์ รูปใดปรารถนาจงถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร รูปใดปรารถนาจงยินดีในคหบดีจีวร  เราอนุญาตโคนไม้เป็นเสนาสนะ 8 เดือนนอกฤดูฝน เราอนุญาต ปลาและเนื้อที่บริสุทธิ์สามส่วนคือ ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่รังเกียจ (สงสัยว่าเขาฆ่าเพื่อตนเอง)

          ที่มา : พระไตรปิฎกเล่มที่ 7 ข้อ 384 หน้า 185

          และที่สำคัญพระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสเอาไว้ชัดเจนในสูตรอีกสูตรหนึ่งชื่อ “ชีวกสูตร” ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 13 ข้อ 56-61 หน้า 47 – 51 ว่า

            หมอชีวกโกมารภัจ ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ได้ยินคนเขาพูดว่า คนทั้งหลายฆ่าสัตว์เจาะจงเพื่อพระสมณโคดมพระองค์ทรงทราบข้อนั้นอยู่ ยังเสวยเนื้อสัตว์ที่ทำเฉพาะตนนั้นมีความจริงเพียงใด คนที่พูดนั้นพูดตรงกับความจริงหรือว่ากล่าวตู่พระองค์ด้วยเรื่องไม่จริง

            พระองค์ก็ตรัสตอบว่า หากเขาพูดเช่นนั้น แสดงว่าเขาพูดไม่จริงกล่าวหาด้วยเรื่องที่ไม่มีมูลและตรัสต่อไปว่า เนื้อที่ไม่ควรบริโภคคือ เนื้อที่ตนได้เห็น เนื้อที่ตนได้ยิน เนื้อที่ตนรังเกียจ ส่วนเนื้อที่บริโภคคือเนื้อที่ตนไม่ได้เห็น เนื้อที่ตนไม่เคยได้ยิน เนื้อที่ตนไม่รังเกียจ หมายความว่า ถ้าพระภิกษุได้เห็นกับตา หรือได้ยินกับหู ว่าอาหารที่เขาจะนำมาถวายเขาฆ่าแกงให้ท่านโดยเฉพาะหรือสงสัยว่าเขาฆ่าแกงให้ ก็ “ไม่ควรฉัน” ถ้าไม่อยู่ในเงื่อนไขนี้ก็ฉันได้

            สุดท้ายทรงสรุปว่า ใครก็ตามที่ฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคตหรือสาวกของตถาคต ผู้นั้นย่อประสบบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุ 5 สถานคือ

  1. สั่งให้นำสัตว์ตัวนี้มา เท่ากับว่าเป็นการชักนำให้คนอื่นร่วมทำบาปด้วย นี่บาปสถานหนึ่ง
  2. สัตว์ที่ถูกนำมาฆ่า ถูกลากถูลู่ถูกังมาได้รับความเจ็บปวดเป็นอันมาก นี่บาปสถานที่สอง
  3. ออกคำสั่งให้เขาฆ่า ตัวเองก็บาป คนฆ่าก็บาป นี่บาปสถานที่สาม
  4. สัตว์ที่กำลังถูกฆ่าได้รับความทุกขเวทนาสาหัสจนสิ้นชีพ นี่บาปสถานที่สี่
  5. ทำให้คนอื่นเขาหาช่องว่าพระตถาคตและสาวกด้วยเรื่องเนื้อสัตว์ที่ไม่ควร นี่บาปสถานที่ห้า

ด้วยเหตุนี้หากจะกล่าวให้ถูกก็คือ พระองค์เสวยอาหารเพียงเพื่อให้ยังชีพยืนยาวต่อไป เพื่อที่จะให้มีกำลังในการบำเพ็ญประโยชน์แก่ชาวโลก มิได้มามัวจำแนกว่านี่คือเนื้อสัตว์ นี่ไม่ใช่เนื้อสัตว์เพราะไม่ว่าพระพุทธองค์จะเสวยอะไรก็ตาม ทรงเสวยด้วยอาการไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่ประเด็นที่ควรใส่ใจก็คือ “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเรากินอะไร แต่อยู่ที่กินด้วยอาการอย่างไร”

และพูดถึงเรื่องการกินเนื้อสัตว์ไม่กินเนื้อสัตว์นี้ พระอริยสงฆ์อย่างหลวงพ่อ “เทียน จิตตสุโภ” ซึ่งท่านเป็นนักปฏิบัติที่มีลูกศิษย์ลูกหามาก วันหนึ่งก็มีสาวกของนักมังสวิรัติและกินเจไปกล่าวต่อว่าข้อวัตรปฏิบัติของท่าน ท่ามกลางประชาชนที่กำลังนั่งฟังเทศน์อยู่ว่า

“หลวงพ่อคุยว่าเป็นผู้ปฏิบัติ แต่ทำไมยังกินเนื้อสัตว์อยู่ อย่างนี้ไม่มีทางบรรลุหรอก แค่เมตตาขั้นพื้นฐานยังทำไม่ได้”

หลวงพ่อเทียนท่านตอบอย่างสงบแต่มีความแยบคายเป็นอย่างยิ่งว่า

“ โยมเอ๋ย การจะบรรลุหรือไม่ ไม่ขึ้นอยู่กับการกินเนื้อสัตว์หรือไม่กินดอก คนลงจะไม่ถึงคราวบรรลุแล้วอย่าว่าแต่ไม่กินเนื้อสัตว์เลย ไม่กินข้าวมันก็ไม่บรรลุ ดูอย่างพระพุทธเจ้าซิ ก่อนจะตรัสรู้ อดข้าวแทบสิ้นพระชนม์ก็ยังไม่บรรลุ ต้องหันมาเสวยข้าวให้มีเรี่ยวมีแรงจึงจะบรรลุ”

เมื่อทรรศนะเรื่องการกินเนื้อสัตว์และการกินผักในคติของพระพุทธศาสนาและตามทัศนะของเหล่าครูบาอาจารย์คนสำคัญที่กล่าวมา และสามารถอ้างเปรียบเทียบได้ตามพระไตรปิฎก เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า การรับประทานอาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์หรือการกินมังสวิรัติดูค่อนข้างจะมีความเสมอภาคและเป็นกลางมากก็เพราะ พระพุทธเจ้าและเหล่าพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบหลายๆ ท่านได้พิจารณาดูถึงเจตนาแห่งการกระทำเป็นหลักก็ตาม

แต่เหตุใดจึงมีผู้ถือไม่กินเนื้อสัตว์คือพยายามถือรับประทานอาหารมังสวิรัติและอาหารเจอยู่อีกเป็นจำนวนมาก

Read Full Post »

วันนี้หากเราลองพิจารณาอาหารที่กำลังจะรับประทานลองพิจารณาดูสักนิดว่า มีเนื้อสัตว์ใดๆ บ้างอยู่ในอาหารก็จะพบว่าในอาหารหนึ่งมื้อหรือหนึ่งจานที่เป็นที่ชื่นชอบของเรานั้นมีส่วนประกอบของสิ่งที่เรียกได้ว่า “เคยมีชีวิต” อยู่มากมาย คุณผู้อ่านหลายท่านอาจชอบรับประทานอาหารจานเด็ดๆ ทั้งหลาย เช่น ข้าวขาหมู ข้าวหมูกรอบ บะหมี่หมูแดง ผัดไทยกุ้งสด ยำปลาหมึก ต้มยำทะเล และอีกสารพัดเมนูยอดนิยมเหล่านี้

           แต่หากลองย้อนคิดกลับไปอีกแง่มุมหนึ่งจะเห็นได้ว่า อาหารจานหนึ่งๆ ของที่เรารับประทานนั้นไม่เคยพ้นจากการ “ฆ่า” หรือการเบียดเบียนเอาชีวิตเลย อาหารที่เอร็ดอร่อยเหล่านี้ล้วนมาจากความทุกข์ทรมานของเหล่าสัตว์ที่ถูกนำไปประกอบอาหารทั้งสิ้น

           ทุกๆ วันที่พระอาทิตย์ขึ้นจวบจนพระอาทิตย์ตกต้องมีเพชฌฆาตจำนวนนับไม่ถ้วนที่ต้องประหารสัตว์เหล่านี้เพื่อประกอบอาชีพสังหารสัตว์เพื่อนำเนื้อนั้นมาทำอาหาร

           ถ้าหากลองนึกภาพตามให้ลึกซึ้งขึ้นอีกนิดก็ลองเปรียบเทียบดูว่า หากเอาซากศพและกระดูกของเหล่าสัตว์ที่ถูกสังหารเหล่านั้นที่ถูกฆ่าในแต่ละวันทั่วโลกมากองรวมกันคงจะได้สูงเท่าภูเขาลูกย่อมๆ ถ้าเอาเลือดที่สัตว์เหล่านั้นมาหลั่งรวมกันก็อาจจะย้อมสีแม่น้ำทุกสายในโลกนี้ได้แทบทั่วโลก หากเอาเสียงร้องครวญครางที่สัตว์เหล่านั้นร้องก่อนจะสิ้นใจมาเทียบก็คงจะเป็นเสียงร้องดังกึกก้องน่าสะพรึงกลัวทีเดียว

           หากจะรวมความน่าสยดสยองเหล่านั้นเปลี่ยนออกมาเป็นนิยามแล้วก็อาจจะกล่าวไว้ว่า “นรกนั้นไม่ต้องตามหาที่ไหนไกล มันอยู่บนพื้นดินที่เรากำลังอยู่นี่เอง” เพียงแต่นรกที่ว่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับมนุษย์แต่เกิดขึ้นกับเหล่าสัตว์ที่ต้องถูกนำมาฆ่าและทำเป็นอาหารเพียงเพื่อ “ความอร่อยลิ้น” ของมนุษย์เราเท่านั้น

           ด้วยเหตุที่มีการต้องเข่นฆ่าชีวิตสัตว์มากมายเพื่อนำมาประกอบอาหารอันเป็นการเบียดเบียนชีวิตสัตว์โลกด้วยกันเช่นนี้เอง แนวคิดและการถือปฏิบัติเรื่องการถือรับประทานอาหารมังสวิรัติและการกินถือศีลกินเจจึงได้ถือกำเนิดขึ้นมา

           ในปรัชญาของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานจะมีวลียอดฮิตบทหนึ่งที่ว่า “หนึ่งมื้อกินเจ หมื่นชีวิตรอดตาย” เป็นปริศนากลอนคู่ของชาวจีนที่ต่อมากลายมาเป็นสัญลักษณ์และเป็นนิยามสั้นๆ ของการรับประทานมังสวิรัติและการกินเจตามประเพณีอันมีจุดประสงค์สองประการคือ “เพื่อชีวิตของคนทั้งหลาย” และ “เพื่อสัตว์ทั้งหลาย”

“ถือกินเพื่อชีวิตของคนทั้งหลาย”

           ตามความเชื่อของชาวจีนเชื่อว่าคนที่ถือไม่รับประทานเนื้อสัตว์เพียงวันละ 1 มื้อ ก็จะสามารถบรรเทาโรคภัยต่างๆ ได้ เพราะเนื้อสัตว์ทุกชนิดมีพิษบางอย่างผสมอยู่ เป็นการหลีกเลี่ยงบาปและเคราะห์กรรม และคนที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์นั้นจะส่งผลให้มีสุขภาพแข็งแรง พลานามัยดี ไม่เป็นโรคร้ายที่เป็นพิษอันมาจากการรับประทานเนื้อสัตว์

“ถือกินเพื่อสัตว์ทั้งหลาย”

           จากคำกล่าวที่ว่า “หมื่นชีวิตรอดตาย” ก็หมายความว่า คนที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ไปเพียงหนึ่งมื้อก็เท่ากับเป็นการปลดปล่อยชีวิตสัตว์ให้รอดตายไปได้อย่างน้อยก็หนึ่งชีวิต และชาวจีนโบราณยังเชื่อกันอีกว่า หากถือรับประทานไปทุกวันอย่างน้อยวันละ 1 มื้อไปตลอดสัตว์ต่างๆ ก็จะรอดตายเป็นจำนวนมาก เพราะในช่วงชีวิตของมนุษย์หนึ่งคน คนหนึ่งคนนั้นอาจจะต้องรับประทานอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์มากมายนับหมื่นนับแสนชีวิตจนกว่าจะหมดอายุขัย

           คำว่า “หมื่น” ในภาษาจีนนั้นมีความหมายโดยนัยว่า “มากมายมหาศาลไม่อาจจะนับจำนวนได้” ดังนั้นหากเราลองคิดตามดูว่า หากมีคนที่รับประทานอาหารที่ไม่ใช้เนื้อสัตว์ตลอดชีวิตสักเพียงแค่หนึ่งหมื่นคนจาก หกพันล้านคนในโลกนี้จำนวนของสัตว์เป็นล้านๆ ตัวก็อาจจะมีโอกาสได้อยู่รอดต่อไปได้อีกมากมายเลยทีเดียว ดังนั้น การรับประทานอาหารมังสวิรัติและอาหารเจโดยความหมายเพื่อสัตว์ทั้งหลายจึงหมายความว่าเป็นการละเว้นชีวิตของสัตว์ได้อีกมาก

           มนุษย์เรานั้นกล่าวให้ความหมายกับเผ่าพันธุ์ตัวเองเสมอว่า เป็น “สัตว์ประเสริฐ” หมายถึงสิ่งมีชีวิตที่สูงส่งแต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ว่า ในบางครั้งเราก็หลงลืมถึงความสำคัญของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆนอกจากตัวของเราเอง ทำให้เราหลงสร้าง “กรรมไม่ดี” ขึ้นมาคือ หลงไปเบียดเบียนชีวิตสัตว์อื่นโดยไม่รู้ตัว

           สัตว์ทุกชนิดในโลกนี้ล้วนมีความรักชีวิตในตัวของเขาเอง สัตว์ทุกตัวมีเลือดเนื้อ มีชีวิตเช่นเดียวกับมนุษย์เรา ดังนั้นเมื่อมีโอกาสหรือมีความรู้ที่จะได้ละเลิกการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมดังเช่นการถือรับประทานอาหารมังสวิรัติและการกินเจ นี้ ก็เป็นการสมควรที่เราควรจะศึกษาหาความรู้และลองนำไปปฏิบัติดูอย่างน้อยก็เป็นการฝึกฝนชำระจิตใจตนเองให้มีเมตตายิ่งขึ้น และเป็นการชำระล้างร่างกายให้สะอาดได้อีกทางหนึ่ง

           คุณผู้อ่านเริ่มสนใจการรับประทานอาหารมังสวิรัติและกินเจกันขึ้นมาบ้างหรือยังครับ?

Read Full Post »

สิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติเป็นเรื่องของ “ความเชื่อ” ที่มีมานานคู่สังคมไทย ซึ่งความเชื่อดังกล่าวมีทั้งคนที่เชื่อแบบมีเหตุผล เชื่อแบบงมงาย เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง และไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้เลย เรื่องราวของสิ่งลึกลับเหนือธรรมชาตินี้ต่างก็มีประเด็นปัญหาต่างๆ มากมายให้ถกเถียงกัน และเหล่าครูบาอาจารย์ท่านก็ได้เมตตาตอบคำถามแต่ละคำถามอย่างน่าสนใจ ซึ่งขอให้คุณผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณให้มาก เพราะนี่เป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคลไม่มีใครอาจบังคับให้เชื่อหรือไม่เชื่อได้

 

คนธรรมดาถาม : เทวดาและสวรรค์มีจริงหรือไม่ครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย ท่านเจ้าคุณพระธรรมโกศาจารย์ พุทธทาสภิกขุ)

“อาตมาอยากจะขอตอบว่า ในบาลี มีกล่าวเช่นนั้นจริง และมีในรูปพระพุทธภาษิตจริง แต่ความหมายนั้น หมายถึงเทวดาเป็นตัวบุคคลาธิษฐานเช่นนั้นจริงหรือไม่เป็นอีกปัญหาหนึ่ง

เรื่องเทวดานี้ ก็อยู่ในหลักเกณฑ์เดียวกันที่ว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ว่า ถ้าไม่ “มองเห็น” ได้ด้วยตนเองแล้วอย่าไปเชื่อตามดีกว่า เพราะฉะนั้นส่วนที่พูดถึงตัวเทวดา หรือ สวรรค์นั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญ มันอยู่ที่ว่าคนที่มัวเมา อยู่ด้วยกามคุณอย่างเทวดา และจะเป็นเทวดาอยู่ที่ไหนก็ตาม ผู้ที่มัวเมาอยู่แล้ว ยากที่จะมีจิตใจที่โปร่ง หรือ แจ่มใสเพียงพอ ที่จะเข้าใจเรื่องดับทุกข์ หรือ เรื่องนิพพาน

เพราะฉะนั้น เทวดาเมื่อสำนึกถึงความที่ตนมัวเมาอยู่ในกามคุณ หรือในสวรรค์ได้ ก็เกิดความสลดสังเวชตัวเอง ว่าที่นี่ไม่ใช่ที่เอาตัวรอดเสียแล้วควรจะเป็นในที่ที่ไม่มัวเมาในกามคุณมากถึงเช่นนั้นควรจะเป็นที่ที่จะหาเรื่องราวของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือ เรื่องดับทุกข์นั้นได้โดยง่าย เพราะฉะนั้นโลกที่ดีที่น่าเกิด ก็ควรจะเป็นมนุษยโลกแทนที่จะเป็นเทวโลก

ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ควรจะอยู่ในที่ที่หาพบพระรัตนตรัยได้ง่าย หรือ ทำการดับทุกข์ได้ง่าย เลิกพูดถึงมนุษยโลกหรือเทวโลก ซึ่งไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

ทีนี้ อาตมา อยากจะชี้แจงต่อถึงข้อที่ว่า ทำไมคำว่า เทวดา หรือ คำว่า สวรรค์นี้มามีอยู่ในพระพุทธภาษิต และอยู่ในพระไตรปิฎกโดยตรง ก็เพราะว่าในประเทศอินเดีย สมัยนั้นมีความเชื่อเรื่องเทวดา เรื่อง นรก เรื่องสวรรค์ นี้อยู่โดยสมบูรณ์แล้วมีรายละเอียดชัดเจนเหมือนที่กล่าวนี้ทุกอย่างมาแล้วตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น

พอพระพุทธเจ้า มีขึ้นในโลกเรื่องเหล่านี้ มันมีอยู่แล้วจะไปเสียเวลาหักล้าง ก็ไม่ไหวพิสูจน์ให้คนโง่ เห็นไม่ได้ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้า ท่านจึงพลอยตรัส เอออวยไปตามคำที่พูดๆ กันอยู่ แต่แล้วก็ทรงแสดง สิ่งที่ดีกว่า ให้เขาเลิกละความสนใจ หรือ ติดแน่นในสิ่งนั้นเสีย ให้เลิกละความติดแน่น ในนรก ในสวรรค์ ในเทวโลก พรหมโลก เหล่านั้นเสียโดยมาเอาสิ่งที่ดีกว่า คือ เรื่องโลกุตตระหรือนิพพานทั้งๆ ที่ไม่ต้อง เสียเวลาพิสูจน์เรื่องเทวดา เรื่องนรกสวรรค์ชนิดนั้นว่ามันมีข้อเท็จจริงโดยแท้จริงอย่างไร มีอยู่ในพระไตรปิฎก

บางแห่งพระพุทธเจ้าตรัสว่าเรื่องเทวดานี้ เขาพูดกันอย่างเอิกเกริกทั่วไปอยู่แล้ว เสียเวลาที่จะไปฝืน ความรู้สึกของเขาแล้วเราเองก็ต้องการอีกอย่างหนึ่งต่างหาก สิ่งที่ต้องการไม่ได้เป็นอันเดียวกับที่ต้องการให้เขา หลงใหลในสวรรค์ไม่จำเป็นที่จะต้อง อธิบายเรื่อง นรก สวรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะพิสูจน์กัน เดี๋ยวนั้นไม่ได้

ถ้าหากว่า ผู้นั้นจะมีปาฏิหาริย์มากถึงกับบังคับจิตผู้คนหรือ กลุ่มประชาชน ให้เห็นนรกเห็นสวรรค์ ด้วยอำนาจจิตได้อย่างแท้จริง ซึ่งสวรรค์และนรก จะจริงไม่จริงไม่ทราบ แต่ว่าสามารถบังคับด้วยปาฏิหาริย์ ให้พากันเห็นชัดเจนแท้จริงจนมีความเชื่ออย่างนี้ก็ทำได้

พระพุทธเจ้า ท่านก็ทำได้ เป็นของง่ายๆ แต่ท่านก็ไม่ประสงค์ จะทำอย่างนั้น กลับเอออวยไปในบางส่วน ว่าให้ทาน รักษาศีล นี่แหละ จะเป็นทาง ให้ได้สวรรค์แล้วเมื่อได้สวรรค์มาแล้ว เป็นอย่างไร ท่านก็ชี้ ให้เห็นว่า สวรรค์นั้นมันเต็มไปด้วยโทษ คือ ความหลงใหลอย่างไร แล้วจึง ทรงแสดงโทษของสวรรค์ ผู้นั้นก็พร้อม ที่จะรู้เรื่องโลกุตตระเขาเห็นจริง เชื่อจริงมาตามลำดับว่า ทาน ศีล ให้เกิดสวรรค์ สวรรค์มีลักษณะอย่างนั้นๆ ประกอบไปด้วยโทษ ทำให้โง่ให้หลงให้วนเวียนในวัฏฏสงสาร อย่างนั้นๆ จึงมีจิตใจ พร้อมที่จะรู้เรื่องอริยสัจ หรือเรื่องของโลกุตตระ

อุบายวิธี ทางธรรม เช่นนี้ เราจะเรียกว่า พระพุทธเจ้าท่านฉลาดในการสวมรอย หรืออะไรก็ตามเถิด แต่ว่า ความจำเป็นมันบังคับ ให้ทำได้เพียงเท่านั้นจะไปพิสูจน์ เรื่องนรก สวรรค์ กันมากกว่านั้น ก็ไม่มีเวลา ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นทั้งไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะเรื่องที่สำคัญนั้น ต้องการจะสอน ให้เห็น ความทุกข์ เดี๋ยวนี้ ให้เห็น เหตุให้เกิดทุกข์ เดี๋ยวนี้ กล่าวคือเรื่องอริยสัจสี่ นั่นเอง เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้า จึงทรงมีอุบาย ลัดๆ สั้นๆ ชำระของเกรอะกรัง ในจิตใจของประชาชน เรื่องนรก สวรรค์ เสียพอสมควรก่อน ได้แก่ ทรงแสดงเรื่อง ทาน เรื่องศีล แล้วเรื่องสวรรค์ แล้วย้ำเรื่อง โทษของสวรรค์แล้วจึงถึง เรื่องการออกไปเสียจากสวรรค์ ที่เรียกว่า “เนกขัมมะ” การออกไปเสียจากกามคุณว่าจะมีผลดีอย่างนั้นๆ พอมาถึงขั้นนี้แล้ว คนนั้นที่เรียกได้ว่า มีหัวใจเคยเกรอะกรังไปด้วย ตะกอนต่างๆ มาแต่กาลก่อนๆ ถูกชำระล้างหมดสิ้นดีแล้ว ก็พร้อมที่จะรู้อริยสัจสี่ คือ ทุกข์ มูลเหตุให้เกิดทุกข์สภาพที่ไม่มีความทุกข์เลยและวิธีปฏิบัติ ที่จะให้ลุถึงสภาพชนิดนั้น พระพุทธเจ้าท่านก็สอนเรื่องของท่านโดยตรงเอาตอนนี้เอง

ส่วนตอนเรื่อง นรก สวรรค์ อะไรนั้น เป็นตอนที่ไม่ใช่ใจความของพุทธศาสนา เขาเชื่อกันอยู่อย่างนั้นแล้ว เขาทำกันอยู่อย่างนั้นแล้วก่อนพระองค์เกิด ถ้าไปตู่เรื่องนี้มาว่าเป็นพุทธศาสนาก็เรียกว่า ไม่ยุติธรรม พระพุทธเจ้า ท่านไม่ขี้ตู่อย่างนั้น เรื่องของท่านจึงมีแต่เรื่องโลกุตตระ คืออริยสัจเป็นพื้น เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้ว่า เรื่องสวรรค์หรือนรกนี้ไม่ใช่ประเด็นของพุทธศาสนาแต่มันพลัดมาอยู่ในคำของพระพุทธเจ้าได้ เพราะความจำเป็นอย่างนี้

ฉะนั้น เราไปสนใจกับตัวพุทธศาสนาโดยตรงเสียปัญหาเรื่องนรกสวรรค์ก็จะหมดสิ้นไปในตัวเอง หมดความจำเป็นไปในตัวเอง เพราะถ้าขืนเชื่องมงายไปตามผู้อื่นว่า มีจริง เป็นจริง อย่างนั้นก็เป็นการถูกหลอก หรือแม้แต่เขาจะบังคับกระแสจิตให้เห็นได้ทางปาฏิหาริย์ก็ยังเป็นการถูกหลอกอย่างลึกซึ้งอยู่นั่นเอง พุทธบริษัท ไม่ทำอย่างนี้จึงพิสูจน์เรื่อง ความทุกข์ และเรื่องความดับทุกข์ โดยตรงเป็นเรื่องของ พุทธศาสนาแท้”

 

คนธรรมดาถาม : เจ้าที่กับภูมิเทวดาต่างกันหรือไม่

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยพระราชพรหมยาน หลวงพ่อ ฤๅษีลิงดำ)

            “เจ้าที่ต่างกับพระภูมิแน่ เพราะเจ้าที่เป็นคนก็ได้ เป็นสัตว์ก็ได้เพราะเป็นเจ้าของที่ ใช่ไหม คำว่า เจ้าที่หมายถึง “อากาศเทวดา” หมายถึงเทวดาชั้นจาตุมหาราช ถ้าอากาศเทวดาต้องใช้ศาล 4 เสาหรือ 6 เสา ภูมิเทวดาเขาจะใช้ศาลเสาเดียวถ้าถามว่า กำลังอำนาจแตกต่างกันไหม ก็ต้องตอบว่า

            เจ้าที่ คือเทวดาชั้นจาตุมหาราช (สวรรค์ชั้นที่ 1) คุมพระภูมิ พระภูมิหลายสิบจุดขึ้นกับจตุมหาราชจะจุดหนึ่ง เหมือนกับกำนันผู้ใหญ่บ้าน เอาตามนั้นนะ”

 

คนธรรมดาถาม : ถ้าทั้งในพระไตรปิฎกและพระคุณเจ้าบอกว่า เทวดา พระภูมิและเจ้าที่เจ้าทางมีจริง บางบ้านที่มีเหตุวุ่นวายและตายไม่ดีเกิดขึ้น เกิดจากเจ้าที่โกรธที่ไม่ยอมตั้งศาลให้ เรื่องนี้เป็นอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

          “ไม่ยาก โทษผีนี่ไม่ยาก แต่ไม่เห็นโทษตัว โทษเจ้าที่ท่านแน่หรือไม่แน่ ดูก่อน! เจ้าที่เขาไม่ทำใครถึงตายถ้าเอาจริงๆ นะ จะเอาแค่ป่วยหนาวๆ ร้อนๆ ผิวเนื้อผิวตัวจะร้อน เทวดาท่านทำคนตายไม่ได้ เจ้าที่เขาเป็นเทวดา ย่อมมีลูกน้องเป็นสัมภเวสี คนที่ลงโทษเราต้องเป็น สัมภเวสี ไม่ใช่เทวดา รายการนี้มันผิดที่ไม่ใช่เจ้าที่ แต่เป็น เจ้าทาง”

 

คนธรรมดาถาม : แล้วการบูชาที่ถูกต้องเราควรจะทำอย่างไรเพื่อเป็นการแสดงความเคารพ

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “การบูชามีสองอย่างนะ อามิสบูชาอย่างหนึ่ง แล้วก็ปฏิบัติบูชาอย่างหนึ่ง คำว่า บูชา ไม่ใช่หมายความว่าจุดธูปจุดเทียนเฉยๆ บูชาคือ การยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน ถ้าอามิสบูชาก็เอาธูปเอาเทียนมาจุด เอาดอกไม้มาบูชาใช่ไหม ถ้าบูชาพระพุทธรูปนี่ไม่มีปัญหา ถ้าเรายอมรับนับถือในท่าน เราเอาดอกไม้ธูปเทียนบูชา อย่างนี้ก็ใช้ได้

            ถ้าบูชาอีกแบบหนึ่งคือ ปฏิบัติบูชา ให้ปฏิบัติตามคำสอนของท่าน ท่านบอกว่า จงละชั่ว ประพฤติดี ใช่ไหม คำว่า สิ่งใดชั่ว เราก็ไม่ทำ สิ่งใดดี เราทำอันนี้เป็นปฏิบัติบูชา สำหรับการบูชาเจ้าที่ ก็เหมือนบูชาพระภูมิเจ้าที่เหมือนกัน บูชาเจ้าที่ต้องดูก่อน ถ้าเราชอบเหล้าอะไร เจ้าที่ก็ชอบเหล้าอันนั้น เราชอบขนมอะไร เจ้าที่ก็ชอบขนมอันนั้น ต้องบูชาให้ถูกใจเราถูกใจเจ้าที่ด้วยใช่ใหม…”

 

คนธรรมดาถาม : เรื่องการจุดธูปบูชานี่ เห็นพูดกันมากว่าใช้กับบูชาอะไร อย่างละกี่ดอกขอความกระจ่างเรื่องนี้ด้วยครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (ตอบโดย หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก จ. พระนครศรีอยุธยา)

“จุดกี่ดอกก็ได้ ส่วนใหญ่มักใช้ 3 ดอกบูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กี่ดอกก็มีความหมายทั้งนั้น  จุด 1 ดอก หมายถึง จิตหนึ่ง จุด 2 ดอก หมายถึง กายกับจิตโลกกับธรรม จุด 3 ดอก หมายถึง พระรัตนตรัย หรืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จุด 4 ดอก หมายถึง อริยสัจ 4 จุด 5 ดอก หมายถึง พระเจ้า 5 พระองค์ นะโมพุทธายะ จุด 6 ดอก หมายถึง สิริ 6 ประการ ที่แกกราบพระ 6 ครั้ง จุด 7 ดอก หมายถึง โพชฌงค์ 7 จุด 8 ดอก หมายถึง มรรคแปด จุด 9 ดอก หมายถึง นวโลกุตรธรรม จุด 10 ดอก หมายถึง บารมี 10 ประการอยู่ที่เราจะคิดให้ดี เอาอะไรก็ได้”

 

คนธรรมดาถาม : แล้วถ้าจุด 11 ดอก หมายถึงอะไรครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ

“ก็บารมี 10 ประการกับจิตหนึ่ง ว่าไปได้เรื่อยๆ แหมแกถามซะข้าเกือบไม่จน”

 

คนธรรมดาถาม :  ถ้าไม่มีธูปเทียนแล้วจะบูชาท่านอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ

“ก็ใช้ชีวิตจิตใจบูชาไม่เห็นต้องมีอะไร พุทธัง ธัมมัง สังฆัง ชีวิตัง เม ปูเชมิ”

สรุปประเด็นปัญหาเรื่อง สิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติ

          สิ่งที่ลึกลับเหนือธรรมชาตินั้นจากคำตอบของเหล่าพระอริยสงฆ์ที่ท่านได้กล่าวมา ก็มีการอ้างอิงทั้งตำราและความเชื่อโบราณว่ามีอยู่จริงแต่แม้ว่าท่านเหล่านั้นจะมีอยู่จริงหรือไม่ก็ตาม เหล่าพระอริยสงฆ์ต่างก็บอกไปในทำนองเดียวกันว่า เราไม่ควรไปใส่ใจเรื่องนี้มากนักคือ รู้ว่ามีอยู่แต่เราก็ควรจะกระทำที่ตัวเราเองสนใจในคุณงามความดีของตนเองมากกว่า การที่เหตุการณ์ต่างๆ ทั้งดีและไม่ดีจะเกิดอะไรขึ้นกับเราอยู่ที่การกระทำของเราเองเป็นตัวกำหนด อย่าได้ไปโทษสิ่งอื่นว่าทำให้เกิดขึ้นหรือเป็นขึ้น

            ส่วนการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ นั้นหัวใจสำคัญคือ การปฏิบัติบูชา ดังที่หลวงพ่อท่านได้กล่าวสอนไว้อย่างแยบยลว่า การบูชาคือการให้ความเคารพซึ่งกันและกันเราจึงต้องมีคุณงามความดีกับตัวเสียก่อนเราไปบูชาท่านเทพเจ้า หรือพรหมใดท่านก็จะบูชาในคุณงามความดีของเราเช่นเดียวกัน ส่วนที่เป็นอามิสบูชานั้นใจความสำคัญอยู่ที่ความคิด ถ้าจะคิดบูชาให้ดีเอาอะไรก็ได้ ดังคำสอนของหลวงปู่ดู่ที่แสดงไว้ว่า ท่านบูชาธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นสำคัญจริงๆ ไม่ได้ถือบูชาอย่างอื่นเลย

            ส่วนเรื่องของโลกนี้โลกหน้านั้นเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะไปค้นหาคำตอบเอาให้ได้ในปัจจุบันเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่อง อจินไตย ที่คนธรรมดาสามัญไม่ควรคิดสงสัยเพราะคิดเท่าไหร่ก็ไม่มีวันเข้าใจจนกว่าจะถึงเวลาที่ต้องรู้เองในกาลอันสมควรก็คือ เมื่อตายแล้วเท่านั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการทำปัจจุบันให้ดีที่สุดก็พอ

Read Full Post »

คำว่า พระภิกษุ ตามคำศัพท์แล้วแปลว่า “ผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร” ท่านเหล่านั้นจึงได้สละเพศฆราวาสออกบวชเป็นเพศบรรพชิตเพื่อที่จะได้ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดต่อไปแต่ปัญหาก็คือ ในปัจจุบันมีปัญหาเรื่องพระภิกษุปลอมบวชที่ทำผิดวินัยร้ายแรงหลายครั้งจนเป็นเหตุให้ผู้คนเสื่อมศรัทธาและส่งผลกระทบต่อภาพรวมของพระพุทธศาสนา แม้ในอดีตกาลอย่างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชก็มีปัญหานี้จึงส่งผลให้พระองค์ต้องห้ามสงฆ์ทำสังฆกรรมยาวนานถึงเจ็ดปี เนื่องจากพระภิกษุผู้ปฏิบัติดีไม่ยอมลงอุโบสถร่วมกับพระปลอมบวชก่อให้เกิดปัญหามากมาย

ปัญหาของความเป็นพระภิกษุที่คนธรรมดาทั้งหลายสงสัยนั้นมีหลากหลายประเด็นซึ่งพระอริยสงฆ์ครูบาอาจารย์ทุกรูปก็ตอบได้อย่างน่าสนใจดังต่อไปนี้

 

คนธรรมดาถาม :  พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จะดูได้จากอะไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยหลวงพ่อ พุธ ฐานิโย)

อันนี้ธุระไม่ใช่ ไม่ควรไปดูคนอื่น ควรจะดูเราเองว่าเราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบหรือไม่ถ้าหากว่าเราเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทุกคนก็ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไปหมด เพราะว่าอันนั้นมันเป็นเรื่องส่วนตัว เราจะดูแต่ภายนอกไม่ได้มันดูยากว่าใครปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

สมัยทุกวันนี้ “เขาเล่นลิเกเก่ง” เพราะฉะนั้นมันเป็นสิ่งที่ดูยาก ถ้าหากเราจะปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบจริงๆ เราก็ตั้งใจว่าเราจะปฏิบัติตัวของเราให้ดี เราไม่ควรไปกลัวคนอื่นจะลงนรก เราควรกลัวเราลงนรกมากกว่า

สำหรับสหธรรมิก(เหล่าพระภิกษุ) ที่อยู่ด้วยกันเราก็รู้ได้ด้วยการประพฤติปฏิบัติ ถ้ามองเห็นว่าข้อปฏิบัติข้างนอกนี่มันดีงามสมกับสมณสารูป เราก็รู้ทันทีว่าผู้นั้นเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

“สังวาเสนะ สีลัง เวทิตัพพัง” ศีลเราจะรู้ได้ว่าใครบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์เพราะการอยู่ร่วมกัน เราอยากจะรู้ได้เราก็อยู่ร่วมกันนานๆ ดูความประพฤติปฏิบัติของกันและกันไป ดังนั้นสำหรับพระภิกษุสงฆ์ ในเมื่อไปสู่สำนักของพระเถระท่านใดท่านหนึ่งซึ่งท่านเป็นหัวหน้า ท่านให้ดูอยู่ 3 วัน ถ้าแน่ใจว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ของเราได้ให้ขอนิสัยถ้าหากเราไม่แน่ใจสมัครใจจะอยู่ที่นั่น ก็ดูต่อไปอีก ถ้าไม่เห็นความดีความชอบของท่าน เราไม่สมัครใจก็ลาท่านหนีไปเสียถ้าขืนอยู่ต่อไปเป็นอาบัติทุกกฎ”

 

คนธรรมดาถาม :  ผู้ที่บวชเป็นพระแล้ว ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติธรรม เดินจงกรม นั่งสมาธิ จะบาปหรือไม่อย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :     

“ถ้าหากว่าบวชเป็นพระแล้ว ไม่ได้ปฏิบัติ เดินจงกรมนั่งสมาธิ แต่รักษาศีลให้บริสุทธิ์สะอาด ไม่ละเมิดสิกขาบทน้อยใหญ่ ถึงแม้ว่าคุณธรรมอื่นไม่เกิดไม่ได้ปฏิบัติเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิภาวนา แต่ว่าศีลบริสุทธิ์หมดจด ศีล 5 ก็บริสุทธิ์ ศีลอื่นก็บริสุทธิ์ ศีล 227 ก็บริสุทธิ์ เมื่อศีลบริสุทธิ์สะอาดแล้ว ไม่ได้ปฏิบัติสมาธิ สมาธิมันก็เกิดขึ้นมาเอง ถ้าศีลบริสุทธิ์ การภาวนาก็คือมีสติรู้อยู่กับเหตุการณ์ปัจจุบัน

ผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์ต้องมีสติสังวรระวังอยู่ทุกลมหายใจ การที่มีสติสังวรระวังอยู่ทุกลมหายใจนั่นแหละคือการฝึกสมาธิเพราะสิ่งที่เราระวังๆ อยู่นั่น ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ เป็นอารมณ์จิต รูปผ่านเข้ามาเรามีสติ และเราก็ไม่ได้ละเมิดสิกขาบทวินัยของเรา ไม่ได้เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา เมื่อเราฝึกสติตลอดเวลามันก็เป็นสมาธิได้ไม่เฉพาะแต่มานั่งหลับตาภาวนาพุทโธๆๆ คนที่เขาปฏิบัติโดยไม่เคยนั่งสมาธิเลย เวลาเขานั่งทำงาน เขานึกว่าเขานั่งสมาธิ มีสติรู้พร้อมเดินไป ทำงานมีสติรู้พร้อม เขาเดินจงกรม เขาคิดงานของเขา เขาพิจารณาธรรมแล้วจิตก็มีสมาธิ มีสติปัญญารู้ธรรมเห็นธรรมได้ ตัวอย่าง มีอยู่หลายๆ คนในปัจจุบันนี้ก็มี”

 

คนธรรมดาถาม : เมื่อดูภายนอกไม่รู้ว่า พระรูปใดปฏิบัติดีหรือไม่ดีแล้วการให้ความเคารพท่านเหล่านั้นจะทำอย่างไรเมื่อท่านมาอยู่รวมกัน?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยพระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)

          “เราต้องตั้งใจ มีความเคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พระสงฆ์นี่คือ พระปกติ ไม่ใช่พระเดินขบวน พวกนั้นไม่ใช่พระ แต่เป็นเปรตเป็นสัตว์นรกมาเกิด นิสัยของสัตว์นรกเกิดมาใช้ไม่ได้ ทำให้ศาสนาบรรลัย นักบวชประเภทนี้ ถ้าเราไปไหว้เราก็เป็นเปรตด้วย เพราะจริยาเขาเสีย เมื่อเรายอมรับความเสียของเขาเราก็เสียด้วย การเคารพพระสงฆ์ควรจะนึกเอา พระอริยเจ้าเป็นสำคัญ เรายกมือไหว้นักบวช เราถือว่าเราไหว้พระอริยสงฆ์ ถ้าท่านผู้นั้นไม่บริสุทธิ์ก็เชิญเสด็จลงนรกไปเอง เพราะยอมให้ชาวบ้านเขาไหว้นั่นเป็นเรื่องของท่านไม่ใช่เรื่องของเรา”

 

คนธรรมดาถาม : พระโสดาบันกับพระอรหันต์นี่ต่างกันอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“พระโสดาบัน มีปัญญาเพียงเล็กน้อยรู้แค่ตายเท่านั้นยังไม่สามารถจะจำแนกแยกร่างกายว่า ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราได้พระโสดาบัน ยังมีความรู้สึกว่า ร่างกายเป็นเราเป็นของเราทรัพย์สินทั้งหลายยังเป็นเรา เป็นของเราแต่ทว่ามีความรู้สึกว่า สิ่งทั้งหลายที่เป็นเรานี้ทั้งหมด เมื่อตายแล้ว เราก็ไม่มีสิทธิ ที่จะเข้ามาครอบครอง หรือ ถ้าว่าเรายังไม่ตาย สักวันหนึ่งข้างหน้า มันก็ต้องสลายตัวไป

พระโสดาบัน ไม่สงสัยในคำสั่งและคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำสั่งก็ได้แก่ศีล คำสอนก็ได้ แก่จริยาอันหนึ่งที่ เราเรียกกันว่า ธรรมะ เป็นความประพฤติดี ประพฤติชอบ ศีล พระพุทธเจ้าสั่งให้ละ ตามสิกขาบทที่กำหนดไว้ให้ ธรรมะคำสอนทรงแนะนำว่าจงทำอย่างนี้จะมีความสุข ทั้งคำสั่งก็ดี ทั้งคำสอนก็ดี พระโสดาบัน มีความเชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัย

ความเป็นพระโสดาบันนี้ มีความสำคัญอยู่ที่ศีล ถ้าหากว่าทุกท่าน มีศีลบริสุทธิ์ก็ไม่ต้องกล่าวย้อนไปถึง การเคารพในพระรัตนตรัยทั้งนี้เพราะว่า ศีลมาจากพระรัตนตรัยทั้ง 3 ประการ การที่เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ก็แสดงว่า เป็นผู้เข้าถึงพระรัตนตรัยอยู่แล้ว ฉะนั้นศีลของท่านทั้งหลายจงบริสุทธิ์ศีลจะบริสุทธิ์ได้ ต้องอาศัย เมตตากับกรุณา เป็นสำคัญ และยังมีเพื่อนอีกสอง เป็นฝ่ายสนับสนุน นั่นก็คือ มุทิตา กับ อุเบกขา

ท่านที่เข้าถึงความเป็นพระโสดาบัน หรือกำลังจะเข้าถึงความเป็นพระโสดาบันจะต้องทรงพรหมวิหาร4 ตามปกติ เมื่อทรง พรหมวิหาร 4 แล้วก็เป็นปัจจัยให้ศีลบริสุทธิ์

ส่วนพระอรหันต์ย่อมไม่ปรากฏเห็นว่าอะไรในโลกนี้เป็นเราของเรา ไม่เห็นว่าอะไรในโลกนี้เป็นของดี และก็ไม่เห็นว่าอะไรในโลกนี้เป็นของเลว ทั้งนี้เพราะพระอรหันต์ ยอมรับนับถือกฎแห่งความเป็นจริงว่า ธรรมดาของโลกนี้เป็นอย่างนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเป็นกฎธรรมดาไปหมด ไม่มีอะไรเป็นเครื่องสะเทือนใจ พระอรหันต์ เขาด่าก็ไม่สะเทือนใจ เขาชมก็ไม่สะเทือนใจ อะไรๆ เกิดขึ้นมาทั้งที ก็เป็นเรื่องธรรมดา”

 

สรุปประเด็นปัญหาเรื่องพระภิกษุ

จากปัญหาการดูออกหรือไม่ว่า พระรูปใดจะเป็นพระอริยสงฆ์หรือรูปใดเป็น สมมติสงฆ์ และรูปใดเป็นพระปลอมบวชนั้น ในทางปฏิบัติแล้วสำหรับพระภิกษุที่เป็นพระอริยเจ้าท่านจะไม่มีทางบอกว่า ท่านเป็นพระอริยะเจ้าให้กับปุถุชนหรือแม้แต่พระด้วยกันเองอย่างแน่นอน เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่รับรู้กันได้เอง หากเป็นพระด้วยกันท่านจะรู้ด้วยการอยู่ร่วมกันและการปฏิบัติธรรม

สำหรับฆราวาสนั้นการจะแยกให้ออกว่าพระรูปใดเป็นพระอริยเจ้านั้น เราสามารถรับรู้ได้จากปฏิปทาการถือปฏิบัติของท่านเช่นกันแต่การจะให้พูดชี้ชัดลงไปว่า พระรูปนั้นรูปนี้เป็นพระอรหันต์นั้นเป็นเรื่องไม่พึงกระทำ เพราะหากเราเชื่อแล้วพูดไปแล้วมีคนหลงเชื่อทั้งๆ ที่ท่านยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์นั้นบาปกรรมจะตกแก่เราเสียเองเปล่าๆ เพราะพระท่านก็อยู่ของท่านเฉยๆ ท่านจะไม่บอกใคร ถ้าหากพระรูปใดกล้าเอ่ยว่า ตนเองเป็นพระอรหันต์ทั้งที่ไม่ได้เป็น นั้นถือเป็นการต้องกฎอาบัติขั้นร้ายแรงที่สุดคือ ปาราชิกทันที และแน่นอนว่าขอให้เรารู้ว่าผู้นั้นไม่ใช่พระอริยเจ้าแน่นอนแม้เพียงสมมติสงฆ์ก็ยังไม่ใช่

ส่วนการจะให้ความเคารพอย่างไรขอให้ยึดมั่นในหลักคำสอนของพระอริยเจ้าผู้เป็นครูบาอาจารย์อย่างหลวงพ่อฤๅษีลิงดำที่ท่านเมตตาสั่งสอนไว้ การไหว้พระเราควรตั้งใจ มีความเคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พระสงฆ์อย่างเต็มใจและจิตตั้งมั่นในพระธรรมก็พอ ไม่ต้องสงสัยมากเรื่องพระรูปใดเป็นพระจริงหรือปลอมให้มากนัก เพราะผู้ที่เป็นพระปลอมบวชนั้นย่อมได้รับผลกรรมตกนรกอย่างแน่นอน

Read Full Post »

            อันว่า บุญบารมี เป็นของที่ใครๆ ก็ต้องการสะสมไว้ให้มากๆ ทั้งนั้นเพราะเป็นเหตุที่ทำให้คนเรามีความสุขทั้งในเวลาปัจจุบันและ อนาคต รวมถึงจะเป็นการบรรเทากรรมที่เกิดขึ้นในอดีตได้ตามเรื่องของกฎแห่งกรรมที่ได้กล่าวมา

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายกทรงกล่าวเอาไว้ในหนังสือ “วิธีสร้างบุญบารมี” เอาไว้ถึงเรื่องการสร้างบุญบารมีให้เกิดผลสูงสุดในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีอยู่ 3 ขั้นตอนคือ การให้ ทาน การถือศีล และการเจริญภาวนา

            การปฏิบัติทั้ง 3 ประการนี้ไม่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมได้ผลบุญแต่ก็ยังมีปัญหาข้อสงสัยในการสร้างบุญเหล่านี้อยู่ทั้ง 3 วิธี ในหลากหลายประเด็นซึ่ง เหล่าครูบาอาจารย์ท่านได้ให้ความเมตตาตอบไว้ทีละประเด็นอย่างชัดเจนดังต่อไปนี้

 

ปัญหาเรื่องการทำทาน

คนธรรมดาถาม : เวลามีคนมาขอทานหน้าบ้าน เขามักจะขอโดยการร้องเพลงยาวๆ ฟังแล้วอดสงสารไม่ได้คะ แต่บางทีก็รำคาญต้องรีบบอกให้หยุดร้อง ให้สตางค์แล้วก็ให้เขารีบไปเร็วๆ อย่างนี้จะเป็นอะไรหรือเปล่าครับ ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยพระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)

“ไม่เป็นไรหรอก เมื่อสมัยบวชใหม่ๆ หลวงพ่อปานบอกว่า ถ้าจะให้ทานคนขอทานอย่าให้เขาพูดมาก หมายความว่าพอมาถึงไม่ต้องยกมือไหว้พูดขอ ถ้าเขาจะขอก็บอกไม่ต้องฉันให้แล้ว ฉันเต็มใจให้แล้ว คือว่าเราจะให้ใคร อย่าให้เขาพูดมาก อย่าให้เสียเวลา ให้เร็วๆที่สุด ตั้งใจเป็นการสงเคราะห์จริงๆ แล้วผลมันให้ชาตินี้ ฉันทดสอบมาแล้วเป็นความจริง

ถ้าเกิดไปชาติหน้าจะได้ลาภเป็นสองแบบ หมายการบุญที่มีการเตรียมการ จะร่ำรวยจากการประกอบอาชีพ และที่ถือของไปตามทางเจอะที่ไหนให้ที่นั่น โดยไม่ตั้งใจไว้ก่อนจะได้ ลาภลอยคือการถูกล็อตเตอรี่

การให้ทานโดยไม่เตรียมการไว้ก่อนใครมาก็ได้เราให้ได้ ถ้าทำอย่างนี้เสมอๆ คนมาขอทาน เราไม่ยอมให้พูดขอ รีบควักเลย แล้วมันจะมีผลในชาตินี้ คือสิ่งที่เราขัดข้องคิดว่าจะไม่ได้มันจะไม่โผล่ เราก็ให้เท่าที่เราจะให้ได้ เขาไม่บังคับเรานี่ พอทำไปไม่กี่ปีก็เริ่มให้ผลของที่จะได้มามันมีการคล่องตัวมากขึ้น แต่ว่าเวลาให้ เราอย่าไปคิดถึงผลอันนี้นะต้องให้ด้วยการสงเคราะห์จริงๆ คือตัดไปเลย มันได้เท่าไรก็ช่าง ถ้าไปคิดว่าเราต้องการให้เพื่อต้องการผลตอบแทนผลจะถูกตัดเพราะเป็นการให้ทานประกอบด้วยความโลภ

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “ตุลิตะ ตุลิตะ สีฆะ สีฆัง” ธรรมของเรามิใช่เป็นเครื่องเนิ่นช้า ต้องเร็วๆ ไวๆ อย่างของสังฆทาน พอเราบอกพระไปว่าขอถวายเป็นสังฆทาน พระเขาจะจัดของนั้นเป็นสังฆทานโดยตรงจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างอื่น คนรับก็ไปนรกซิ ผู้ให้ไปสวรรค์

 

คนธรรมดาถาม : ถ้าเราทำทานแต่ไม่ได้ไปประเคนของพระด้วยตนเองอย่างนี้จะได้บุญหรือไม่?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“มันได้ตั้งแต่ให้ พอนึกก็ได้แล้วถ้าตั้งใจจริง ยังไม่ทันจะนำมาถวายคิดว่าจะถวายสังฆทานก็ได้แล้ว ถ้าตายเสียตอนนั้นได้อานิสงส์เต็มที่เลย

 

คนธรรมดาถาม : แล้วที่บอกกันว่าก่อนจำเอาเงินทำบุญทำทานต้องแบ่งเป็น 4 ส่วนเสียก่อน หมายความว่าอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ในเรื่องพระเวสสันดร การให้ทานพระพุทธเจ้าบอกว่า ต้องแบ่งเป็น 4 ส่วนคือ ชำระหนี้เก่า เป็นเจ้าหนี้ใหม่ ฝังไว้ และทิ้งเหว ชำระหนี้เก่า คือ บิดามารดาและผู้มีคุณต้องสงเคราะห์ท่านตามกำลัง

เป็นเจ้าหนี้ใหม่ ลูกสาวลูกชายเราต้องสงเคราะห์ใช่ไหม ส่วนฝังไว้คือสร้างความดีในส่วนกุศลและทิ้งเหว คือกิน ทั้ง 4 อย่างนี้ใช้ 4 หารไม่ได้นะต้องดูความเหมาะสมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห่วงให้มากคือทิ้งเหว ตัวนี้ถ้าน้อยไปมันเดือดร้อน มันเบียดเบียนตัวเองต้องแบ่งส่วนให้เหมาะสม”

 

คนธรรมดาถาม : ถ้าเราฝากเงินไว้กับธนาคารแล้วเอาดอกเบี้ยมาทำบุญจะได้อานิสงส์หรือไม่?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

ได้สิ เงินฝากธนาคารมันเป็นเงินตามกฎหมาย เขาให้มาตามระเบียบ เราไม่ได้โกงเขา เป็นเงินบริสุทธิ์แท้อันนี้ไม่เป็นไรนะ

 

คนธรรมดาถาม : การบริจาคอวัยวะนี่ก็คงถือได้ว่าเป็นทานอย่างหนึ่ง แต่ติดตรงที่ว่า จะมีข้อห้ามหรือเปล่าครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย พระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุต ปยุตโต)

          “ตามปกติแล้วไม่มีข้อห้าม มีแต่จะสนับสนุนเพราะการบริจาคอวัยวะเป็นการเสียสละเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นต้องการให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ และมีการบริจาคจึงเป็นหลักธรรมที่สำคัญของศาสนา ไม่ว่าจะเป็น “ทศพิธราชธรรม” ก็ดี การบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้าเมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์ก็ดี ก็มีการบริจาคเป็นคุณธรรมข้อแรก เรียกว่า “ทาน” และ “ทานบารมี” คือการให้เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยเฉพาะในการบำเพ็ญของพระโพธิสัตว์นั้น การบริจาคอวัยวะเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นความคิดที่จำเป็นเลยที่เดียวที่ต้องทำเพราะการก้าวไปสู่โพธิญาณ ต้องมีความเข้มแข็งของจิตใจ ในการเสียสละเพื่อความดี”

 

คนธรรมดาถาม : แล้วทานบารมีนี้มีกี่ขั้นมีกี่ระดับครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ทานที่เป็นบารมี จะแบ่งเป็น 3 ขั้น เช่นเดียวกับบารมีอื่นๆ คือทานบารมีระดับสามัญ คือการบริจาคทรัพย์สินเงินทองถึงจะมากมายแค่ไหนก็จะอยู่ในระดับนี้ ต่อมาคือทานระดับรอง หรือจวนสูงสุด เรียกชื่อเฉพาะว่า “ทานอุปบารมี” ได้แก่ ความเสียสละทำความดี ถึงขั้นสามารถบริจาคอวัยวะเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นได้ เพื่อรักษาธรรม แน่นอนว่า การบริจาคอวัยวะนั้นเป็นบุญธรรมสำคัญและเป็นบุญมาก ตามหลักพระพุทธศาสนานอกจากเป็นบารมีขั้นทานอุปบารมีแล้ว ยังโยงไปหาหลักสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “มหาบริจาค” คือการบริจาคใหญ่ ซึ่งพระโพธิสัตว์จะต้องปฏิบัติอีก ๕ ประการ คือ บริจาคทรัพย์ บริจาคราชสมบัติ บริจาคอวัยวะ และนัยน์ตา บริจาคตัวเองหรือบริจาคชีวิต และบริจาคบุตรและภรรยา”

 

สรุปประเด็นปัญหาเรื่องการทำทาน

            ความหมายของการทำทานคือสละสิ่งของทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่ตนเองมีอยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่คนอื่น โดยมีความมุ่งหวังจะจุนเจือให้ผู้อื่นได้มีความสุขได้รับประโยชน์จากทานนั้น แต่การที่เราจะทำทานให้เกิดผลบุญบารมีให้สูงสุดนั้นต้องประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญคือ

1. วัตถุที่ให้ต้องบริสุทธิ์ ดังที่หลวงพ่อฤๅษีท่านได้ตอบเรื่องการเอาเงินดอกเบี้ยมาทำบุญนั้นย่อมได้บุญเพราะว่าทางธนาคารเขาเต็มใจให้ ย่อมถือว่าเป็นของที่เราได้มาโดยบริสุทธิ์ ไม่ได้ไปยักยอกไปขโมยใครมา

2. เจตนาที่ให้ต้องมีความบริสุทธิ์ ดังคำถามที่ถามว่า แม้ไม่ได้ไปยกประเคนให้จะได้บุญหรือไม่ พระท่านก็บอกว่าได้ตั้งแต่ตอนที่คิดจะให้แล้ว ดังนั้นเจตนาที่จะให้ทานจึงมีความสำคัญและเป็นปัจจัยที่บ่งชี้ว่า บุญจะได้มากได้น้อยย่อมขึ้นอยู่กับเจตนานั่นเอง

3. ผู้รับเป็นผู้ที่สมควรรับ ถ้าเป็นขอทานผู้พิการที่น่าสงสารแล้วเราพิจารณาแล้วว่าเขาสมควรรับทานเพราะเขาช่วยเหลือตนเองไม่ได้จริง เราก็ได้บุญ แต่บุญนี้จะมากจะน้อยย่อมขึ้นอยู่กับศีลของผู้ที่รับด้วยถ้าผู้รับมีศีลมากก็ย่อมส่งผลให้อานิสงส์แห่งทานเกิดขึ้นมากเช่นกัน

การให้ทานเป็นการกระทำเพื่อจุดประสงค์ในการละโลภะกิเลสออกจากใจนั่นคือ จุดประสงค์ที่แท้จริงดังนั้น หากจะทำทานให้ถึงซึ่งมรรคผลนิพพานแล้วขอให้ยึดเอาเจตนาแห่งทานเป็นที่ตั้งที่สำคัญที่สุด

 

ปัญหาเรื่องการรักษาศีล

          การรักษาศีลนี่เป็นการสร้างบุญอีกขั้นหนึ่งที่เรียกได้ว่าสูงกว่าการสร้างบุญด้วยทานแต่ปัญหาสำหรับผู้ที่ได้ถือศีลแล้วนั้นก็ยังมีข้อสงสัยในเรื่องนี้แตกต่างกันไปตั้งแต่การขอรับศีลไปจนถึงความสงสัยเรื่องอานิสงส์แห่งศีล คำถามแต่ละคำถามได้เหล่าครูบาอาจารย์แต่ละท่านได้ให้ความเมตตาตอบเอาไว้อย่างน่าสนใจหลากหลายท่านและหลากหลายประเด็น

คนธรรมดาถาม : เพราะเหตุใดจึงกล่าวว่า ยิ่งถือศีลได้มากก็ยิ่งได้บารมีมากครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยหลวงปู่ พวง สุขินทริโย วัดป่าใหม่นิคมพัฒนาราม จ.ยโสธร)

อันนี้จะยกตัวอย่าง เช่นว่า เราที่เป็นชาวพุทธนิยมบวชลูก บวชหลาน เมื่อลูกหลานบวชเป็นพระก็ตาม บวชเป็นเณรก็ตามถ้าบวชเข้ามาอยู่ในร่มผ้ากาสาวพัสตร์แล้ว ก็ชื่อว่าเป็นผู้มีศีล แม้แต่บิดามารดาก็ต้องมากราบ กราบลูกของตนที่บวชนั่น ที่อยู่ในผ้าเหลืองนั่น นี่แสดงให้เห็นว่าผู้มีศีลนั้น มีคุณงามความดี หรือว่าศีลนี้มีอำนาจวาสนา แม้แต่นายร้อย นายพล นายพัน พระราชามหากษัตริย์ ก็มากราบผู้มีศีล จะอยู่ในวรรณะไหนก็ตาม ถ้ามาบวชแล้วถือว่าเป็นวรรณะที่สูงเป็นคนที่มีลาภ มียศ สูงกว่าพระมหากษัตริย์อันนี้แหละคือศีล”

 

คนธรรมดาถาม : จริงหรือเปล่าครับที่ว่า การรักษาศีลนั้นได้บุญมากกว่าการทำทาน?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยหลวงปู่ เสาร์ กันตะสีโล)

            “การให้ทานอันใดๆ ก็ให้กันมามากแล้ว ย่อมมีผลานิสงส์มากเหมือนกัน แต่ยังสู้ผู้เข้ามาบวชเป็นตาผ้าขาว เป็นแม่ชีแล้วรักษาศีลอุโบสถไม่ได้มีอานิสงส์มากกว่าให้ทานนั้นเสียอีกถ้าใครอยากได้บุญมาก ๆ ได้ไปสวรรค์ ไปพระนิพพาน เพื่อการพ้นทุกข์แล้วละก็ควรบวชเป็นตาผ้าขาว เป็นแม่ชีรักษาศีลอุโบสถเสียในวันนี้ การปฏิบัติสมาธิภาวนานั้นเป็นชื่อแห่งความเพียรที่ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายในบวรพระพุทธศาสนา ได้ถือเป็นข้อปฏิบัติชอบเป็นอย่างยิ่ง ธรรมะที่จะนำมนุษย์ให้พ้นทุกข์นี้ ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา เท่านั้น”

 

คนธรรมดาถาม : การจะรักษาศีลให้ดีควรจะมีการกล่าวคำ สมาทานศีลด้วย อยากทราบว่า การสมาทานศีลที่มีคำว่า “วิสุง” กับไม่มี “วิสุง” จะต่างกันอย่างไร?

            (อธิบายแทรกสักเล็กน้อยว่า คำสมาทานศีลคือการเอ่ยคำขอรับศีลจากพระภิกษุ โดยจะเอ่ยว่า “มะยัง ภันเต (วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ) ติสะระเนนะ สะหะ ปัญจะสีลานิยาจามะ” ถ้าเอ่ยว่า ปัญจะ คือขอศีล 5 ถ้าเอ่ยว่า อัฏฐะ แปลว่าขอศีล 8 ซึ่งเราจะกล่าวสามครั้ง ครั้งที่สองว่า ทุติยัมปิ และครั้งที่สามว่า ตะติยัมปิ)

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยพระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง)

“คงไม่เหมือนกัน ต่างกันที่สุงกับไม่สุง…(หัวเราะ) แต่ความเป็นจริงคำว่า “วิสุง” เขาแปลว่า “ส่วน” นะ คือขอรับศีลแยกเป็นส่วนๆ ปาณา…ก็ปาณา อทินนา…ก็อทินนา ถ้าไม่วิสุงละขอรับรวดทั้ง 5 หรือ 8 ข้อ ทั้งนี้ตามคำอธิบายของคณาจารย์ ถ้าแยกเป็นส่วนจะขาดเป็นตัว ถ้าไม่แยกส่วน ตัวอื่นขาด ก็จะขาดหมดด้วย

ความจริงคณาจารย์ไม่รู้จริง จริงๆ แล้วถ้าเราละเมิดตัวไหนก็ขาดเฉพาะข้อนั้น จะว่าวิสุงหรือไม่วิสุงก็ตาม ไอ้ตัวที่ยังไม่ละเมิดก็ยังไม่ขาดนี่ฉันอ่านหนังสือที่เขาเขียนย่อๆเล่มเล็กๆ น่ะ บังเอิญอ่านเมื่อเป็นเด็ก คือว่าไปตามวัด เดี๋ยวนี้ก็วิสุง…เดี๋ยวก็ไม่วิสุง…ฉันก็แปลกใจ”

 

คนธรรมดาถาม : เมื่อรับศีลแล้วกระทำผิดศีล ทั้งมีเจตนาบ้างไม่เจตนาบ้างจะเป็นบาปหรือไม่ครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

          “การรับศีลไปแล้วทำผิดบ้างถูกบ้าง แต่ว่าไม่ได้เจตนา เป็นแต่เพียงขาดการสำรวมขาดสติทำให้ศีลเศร้าหมองนิดหน่อย ทีนี้การที่มารับศีลแล้วรักษาให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ไม่ได้ มีขาดตก บกพร่องบ้าง ถ้าข้อเปรียบเทียบก็เหมือนกันกับว่า ผู้ที่มีเสื้อใส่แต่เป็นเสื้อขาด ก็ยังดีกว่าผู้ที่ไม่มีเสื้อจะใส่เสียเลย การสมาทานศีลนี้ ถึงแม้ว่าจะขาดตกบกพร่องบ้างก็ยังดี อันนั้นเป็นเรื่องวิสัยธรรมดาของปุถุชนก็ย่อมมีการบกพร่องบ้าง ในเมื่อฝึกไปจนคล่องตัวแล้ว มันก็สมบูรณ์ไปเอง ดีกว่าไม่ทำเลย”

 

คนธรรมดาถาม : ถ้าอย่างนั้นคนที่มีความจำเป็นต้องดื่มสุราเพื่อเข้าสังคมควรทำอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ถ้าหากเรามุ่งรักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ เราก็หาทางหลีกเลี่ยงสังคมขี้เหล้าทั้งหลาย เพราะว่าในสังคมพวกขี้เหล้ามันไม่เกิดผลดี มีแต่ทำความเสียหาย แต่ในสังคมที่เป็นกิจจะลักษณะ เช่น งานเลี้ยงที่เกี่ยวกับการงานซึ่งเราจำเป็นต้องอนุโลมตามเพื่อไม่ให้ขัดสังคม เราก็นึกขอขมาพระรัตนตรัย แล้วก็ขอปลงศีล 5 เอาไว้ก่อนเมื่อเสร็จธุระแล้ว ปกติถ้าไม่มีงานสังคมเราก็งดเว้น เด็ดขาด… เราก็ตั้งใจสมาทานศีลใหม่ แล้วก็เริ่มรักษาศีลต่อไป

           ถ้าหากว่าเราจำเป็นต้องดื่มก็ให้มีสติ จิบๆ พอเป็นกิริยา อย่าให้มันมากเกินไปถึงกับหัวราน้ำ… เพราะเราเป็นผู้น้อยมีความเกรงอกเกรงใจผู้ใหญ่ เมื่อผู้ใหญ่ท่านทำ เราไม่เดินตามหลังท่าน ท่านก็ตำหนิ แต่ถ้าเราเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เราจะไม่ดื่มเลย ถ้าหากว่าในบรรดาเพื่อนฝูงที่รู้จัก เขาเคารพต่อพระธรรมวินัยพอเขารู้ว่าเราไม่ดื่มเขาก็ไม่รบกวนหรอก อย่างดีเขาก็พูดประชดประชันนิดหน่อย”

 

คนธรรมดาถาม : ศีล 5 หรือศีลข้ออื่นๆ เกี่ยวข้องกับการทำสมาธิหรือไม่อย่างไรครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ศีล 5 หรือศีลอื่นๆ มีความเกี่ยวพันต่อการปฏิบัติสมาธิอย่างมาก ศีลเป็นการปรับพื้นฐาน ปรับโทษทางกายวาจา ซึ่งเปรียบเสมือนเปลือกไข่ ส่วนใจเปรียบเหมือนไข่แดง

การทำสมาธิเหมือนการนำไข่ไปฟักจึงต้องรักษาเปลือกไม่ให้มีรอยร้าว รอยแตก เราจึงจำเป็นต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ จึงจะได้ผลในทางสมาธิ ทีนี้ถ้าหากจะถามว่าคนที่มีศีล 5 จะสามารถปฏิบัติ ให้ถึงมรรคผล นิพพานได้ไหม เป็นข้อที่ควรสงสัยอย่างพระเจ้าสุทโธทนะ นางวิสาขา ก็มีศีล 5 แล้วปฏิบัติ ก็บรรลุมรรค ผล นิพพานได้  เพราะฉะนั้นศีล 5 นั้นก็เป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิ เกิด สติปัญญา เกิดมรรคผล นิพพานได้”

 

คนธรรมดาถาม : “เคยได้ยินคำสอนที่ว่าหากรักษาศีลได้ดีแล้วจะทำให้ร่ำรวยขึ้นมีเงิน ไม่เป็นหนี้ มีโชคมีลาภ แค่รักษา 5 แต่ไม่พอใจเดี๋ยวนี้เพิ่มเป็น 8 รักษาศีลมาได้นาน 2 ปีแล้วมันก็ยังจนเหมือนเดิมเป็นเพราะอะไร”

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย พระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)

โธ่เอ๋ย! ก็ซวยมากี่ปี ศีลขาดมากี่ปีมันคุ้มกันหรือ คือว่ารักษาศีลจริงๆ แค่ศีล 5 น่ะ ค่าเหล้าไม่เสีย ค่าเจ้าชู้ไม่เสีย ค่าม่านรูดไม่เสีย มีคำถามต่อว่า พระท่านอยู่วัดไม่น่าจะรู้อะไรเรื่องนี้ จริงๆ แล้วพระน่ะท่านไม่รู้ แต่ฉันรู้ มีคนไปพูดให้ฟังเลยไม่ขี้ร้อนไม่ต้องไปอาบน้ำตามห้อง..

เรื่องที่ไม่เสียมีเยอะแยะ ทรัพย์ก็ดีขึ้นไอ้ใจร้ายไปฆ่าเขาไปตีเขา ทะเลาะกับเขาก็ไม่มี แม้แต่ติดคุกติดตะราง ไม่ต้องเสียสตางค์ นี่ถ้ารักษามาตั้งแต่เกิดนะ ป่านนี้รวยนานแล้ว แกรักษามากี่วันนี่แล้วขาดทุนมากี่ปี”

 

สรุปประเด็นปัญหาเรื่องการรักษาศีล

          เกี่ยวกับในเรื่องของศีลนั้นเป็นความพยายามของมนุษย์เราที่จะรักษากติกาในความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน มนุษย์จึงต้องมีศีลคอยกำกับความเป็นอยู่ที่ควรจะต้องทรงเอาไว้ให้ได้ตลอดไปเพื่อให้ชีวิตมีความสุขและเป็นปกติ คนที่ไม่รักษาศีลเลยชีวิตก็จะมีแต่ความทุกข์ความวุ่นวายอยู่ไม่เป็นปกติ ก็เพราะไม่รักษากฎที่จะรักษาความเป็นปกติเอาไว้ได้

            ปัญหาความกังวลใจในการจะรักษาศีลให้ดีนั้น สิ่งที่เหล่าครูบาอาจารย์แนะนำก็คือ ควรจะกล่าวคำสมาทานศีลจากพระภิกษุเอาไว้เพื่อเป็นการตอกย้ำเจตนาที่จะไม่ละเมิดศีล แต่หากผู้ใดเผลอละเมิดไปแล้วก็อย่าได้เป็นทุกข์เป็นร้อนกังวลใจให้มากเกินไป เพราะท่านได้ให้คำตอบที่ชัดเจนแล้วว่าเป็นเรื่องปกติวิสัยของมนุษย์ปุถุชน ถ้าเผลอขาดไปแล้วก็ต้องตั้งใจรักษาใหม่ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

            และการที่เราคาดหวังว่าผลบุญที่จะเกิดจากการรักษาศีลว่าจะได้มากเท่าไหร่นั้นไม่ต้องไปกังวลถึง หรือว่าต้องรักษาศีลอีกนานแค่ไหนจึงจะพอ สิ่งสำคัญคือ ขอให้ปฏิบัติรักษาศีลให้ดีไปตลอดชีวิตเพราะเมื่อเรารักษาศีลได้ดีแล้ว ศีลก็จะรักษาเราเช่นเดียวกัน

 

ปัญหาเรื่องการเจริญภาวนา

            การเจริญภาวนานี่เป็นการสร้างบุญบารมีขั้นสูงสุดดังสอนของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ที่พระองค์เคยกล่าวเอาไว้ซึ่ง พระองค์กล่าวไว้ว่า “แม้จะรักษาศีลมาได้ดี 227 ข้อมานานถึงร้อยปี ไม่ด่างพร้อยเลยก็ไม่อาจได้บุญเท่าการเจริญภาวนา เพราะว่าการภาวนานั้นเป็นการรักษาใจรักษาจิตและซักฟอกจิตให้เบาบางจนหมดกิเลส

            แต่การเจริญภาวนาเพื่อให้ได้บุญบารมีมากๆ ดังคำสอนดังกล่าวนั้นบางทีก็เป็นเรื่องยากที่เกินกว่าจะทำความเข้าใจ ซึ่งปัญหาเหล่านี้เหล่าครูบาอาจารย์ท่านได้มอบคำตอบที่น่าสนใจไว้หลากหลายประเด็นเช่นเดียวกัน

 

คนธรรมดาถาม : ไม่มีเวลาปฏิบัติธรรมเจริญภาวนาอะไรอย่างนี้เลยครับ ทั้งๆ ที่อยากจะปฏิบัติแต่ทำไม่ได้สักทีเป็นเพราะอะไรครับ

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย พระอาจารย์ หลุย จันทสาโร วัดถ้ำผาบิ้ง จ. เลย)

            “เหตุที่ไม่มีเวลาภาวนาเพราะภายในจิต ยังมีตัณหาอยู่จิตยังมีขึ้น มีลงอยู่ ไม่เห็นความบริสุทธิ์ และความปกติของจิต กิเลส ตัณหาดูดเอาไปหมด  ให้เห็นอวัยวะของร่างกายแปรปรวนอยู่เสมอ ด้วยไตรลักษณะ จิต่มันจึงไม่ทะเยอทะยาน จิตนั้นจริงๆ แล้วมีความมัธยัสถ์เป็นกลางเสมอ ไม่ติดในอามิสใดๆ ไม่ยึดติดในรัก และชัง ดังนั้นต้องใช้ปัญญาพิจารณาใจหนึ่ง พิจารณาอนุสัย ของจิตหนึ่ง เมื่อรู้เท่าทันใจ และรู้เท่าทันกัน ในอนุสัยแล้วก็สิ้นอาสวะเท่านั้น

ธรรมะอยู่กับปัจจุบันไม่อยู่กับผู้ที่ตายไปแล้ว ไม่อยู่กับผู้ที่ยังไม่เกิด ไม่อยู่กับอดีต ไม่อยู่ในอนาคตรวมอยู่ ในปัจจุบันนั้นดีมากให้แก้จิตภาวนาในปัจจุบัน การภาวนาทำจิตให้เด็ดเดี่ยว ร่างกายประกอบไตรลักษณะเร่งความเพียรให้ลึกเข้าไปเพื่อประโยชน์ในการดับอนุสัย ชำระกิเลสที่นอนกองอยู่ในใจให้อวิชชาออกไป เพื่อให้วิชชาเข้าแทน”

 

คนธรรมดาถาม : วิธีฝึกปฏิบัติ (วิธีภาวนา) นี่มีหลายวิธีมากจนสับสน จะทำอย่างไรดีครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย หลวงปู่ ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ. อุบลราชธานี)

           “มันก็เหมือนกับการจะเข้าไปในเมือง บางคนอาจจะเข้าเมืองทางทิศเหนือ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ฯลฯ ทางถนนหลายสาย โดยมากแล้วแนวทางภาวนาก็แตกต่างกันเพียงรูปแบบเท่านั้น ไม่ว่าท่านจะเดินทางสายหนึ่งสายใด เดินช้าหรือเดินเร็ว ถ้าท่านมีสติอยู่เสมอ มันก็เหมือนกันทั้งนั้น ข้อสำคัญที่สุดก็คือ แนวทางภาวนาที่ดีและถูกต้องจะต้องนำไปสู่การ “ไม่ยึดมั่นถือมั่น” ลงท้ายแล้วก็ต้องปล่อยวาง แนวทางภาวนาทุกรูปแบบด้วย ผู้ปฏิบัติต้องไม่ยึดมั่นแม้ในตัวอาจารย์ แนวทางใดที่นำไปสู่การปล่อยวางสู่การไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็เป็นทางปฏิบัติที่ถูกต้อง

ท่านอาจจะอยากเดินทางไปเพื่อศึกษากับอาจารย์ท่านอื่นอีก และลองปฏิบัติตามแนวทางอื่นบ้างก็ได้ พวกท่านบางคนก็ทำเช่นนั้นนี่เป็นความต้องการตามธรรมชาติ ท่านจะรู้ว่า แม้ได้ถามคำถามนับพันคำถามก็แล้ว และมีความรู้เรื่องแนวทางปฏิบัติอื่นๆ ก็แล้ว ก็ไม่อาจจะนำท่านเข้าถึงสัจธรรมได้

ในที่สุด ท่านก็จะรู้สึกเบื่อหน่ายท่านจะรู้ว่าเพียงแต่หยุดและสำรวจตรวจสอบดูจิตของท่านเองเท่านั้น ท่านก็จะรู้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสสอนอะไร ไม่มีประโยชน์ที่จะแสวงหาออกไปนอกตัวเอง ผลที่สุดท่านต้องหันกลับมา เผชิญหน้ากับสภาวะที่แท้จริงของตัวท่านเอง ตรงนี้แหละที่ท่านจะเข้าใจธรรมะได้”

 

คนธรรมดาถาม : แล้วจำเป็นหรือไหมที่จะต้องนั่งภาวนาให้นานๆ

พระอริยสงฆ์ตอบ :          

“ไม่จำเป็นต้องนั่งภาวนานานนับเป็นหลายๆ ชั่วโมง บางคนคิดว่ายิ่งนั่งภาวนานานเท่าใดก็จะยิ่ง เกิดปัญญามากเท่านั้น ผมเคยเห็นไก่กกอยู่ในรังของมันทั้งวันนับเป็นวันๆ ปัญญาที่แท้เกิดจากการที่เรา มีสติในทุกๆ อิริยาบถ การฝึกปฏิบัติของท่านต้องเริ่มขึ้นทันทีที่ท่านตื่นนอนตอนเช้าและต้องปฏิบัติให้ต่อเนื่องไปจนกระทั่งนอนหลับไป อย่าไปห่วงว่าท่านต้องนั่งภาวนาให้นานๆ สิ่งสำคัญก็คือท่านเพียงแต่เฝ้าดูไม่ว่าท่านจะเดินอยู่ หรือนั่งอยู่หรือกำลังเข้าห้องน้ำอยู่

           แต่ละคนต่างก็มีทางชีวิตของตนเอง บางคนต้องตายเมื่อมีอายุ 50 ปี บางคนเมื่ออายุ 65 ปี และบางคนเมื่ออายุ 90 ปี ฉันใดก็ฉันนั้นปฏิปทาของท่านทั้งหลายก็ไม่เหมือนกัน อย่าคิดมากหรือกังวลใจในเรื่องนี้เลย จงพยายามมีสติและปล่อยทุกสิ่งให้เป็นไปตามปกติของมัน แล้วจิตของท่านก็จะสงบมากขึ้นๆ ในสิ่งแวดล้อมทั้งปวง มันจะสงบนิ่งเหมือนหนองน้ำใสในป่าที่ซึ่งบรรดาสัตว์ป่าที่สวยงามและหายากจะมาดื่มน้ำในสระนั้น

ท่านจะเข้าใจถึงสภาวธรรมของสิ่งทั้งปวง (สังขาร) ในโลกอย่างแจ่มชัดท่านจะได้เห็นความอัศจรรย์และแปลกประหาดทั้งหลายเกิดขึ้นและดับไป แต่ท่านก็จะยังคงสงบอยู่เช่นเดิมปัญหาทั้งหลายจะบังเกิดขึ้นแต่ท่านจะรู้ทันมันได้ทันที นี่แหละคือศานติสุขของพระพุทธเจ้า”

 

คนธรรมดาถาม : ทำไมถึงว่าสมาธิเกิดในเวลานอนดีที่สุด?

พระอริยสงฆ์ตอบ :  (โดย หลวงพ่อ พุธ ฐานิโย)

“ก็เพราะเหตุว่า แทนที่เราจะนอนหลับทิ้งเปล่าๆ สมาธิเกิดขึ้นในขณะนั้นมันเป็นผลดีในการพักผ่อน เพราะเราพักผ่อนในสมาธิ ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เลือดลมหมุนเวียนได้สะดวกและจิตที่เป็นสมาธิในเวลานอนนั้นก็ได้ผลดีไม่แพ้การนั่งสมาธิ ที่ว่าสมาธิเกิดขึ้นในเวลานอนดีที่สุดก็เพราะว่าการมีสมาธิในท่านั่งบางทีมันอาจจะมีไม่นานนัก มีซัก 5 นาที 10 นาที มันก็ถอน ที่เรามีสมาธิในเวลานอนนี้เราอาจจะมีสมาธิตลอดคืนย่ำรุ่งก็ได้”

 

คนธรรมดาถาม : ถ้าเป็นสมาธิเกิดขึ้นในขณะนั่งจะมีคุณค่าน้อยกว่าหรือไม่?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ก็มีคุณค่าพอๆ กัน ถ้าจิตอยู่ในสมาธิได้นานๆ รู้ธรรมเห็นธรรมก็มีค่าเท่ากัน ที่ว่าถ้าทำสมาธิให้เกิดขึ้นในเวลานอนได้ดีที่สุดนั้น ก็เพราะว่าเป็นการฝึกทำสมาธิให้ได้ทั้งในท่านอน ท่านั่ง ท่ายืน ท่าเดิน อะไรทำนองนี้ ถ้าทำจนคล่องตัวได้ทุกอิริยาบถยิ่งเป็นการดี เวลาเกิดขึ้นในเวลานั่งมีค่าเท่ากัน

 

คนธรรมดาถาม : ปฏิบัติภาวนาแล้วไม่ก้าวหน้า เกิดความท้อแท้จะมีวิธีแก้อย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ปฏิบัติแล้วไม่ก้าวหน้าท้อแท้ ปฏิบัติไม่ถึง ไม่ถึงขั้นสละชีวิตเพื่อข้อวัตรปฏิบัติ พอปฏิบัติไปนิดหน่อยเมื่อยก็รำคาญหยุดซะ ขาดความอดทนถ้าจะให้ก้าวหน้าต้องให้จับหลักการปฏิบัติให้มั่นคง อย่าเหลาะแหละเปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่ จะบริกรรมภาวนาพุทธโธ เอ้า! ฉันจะภาวนาพุทธโธอยู่อย่างนี้จนจิตมันจะสงบ ตั้งนาฬิกาเอาไว้วันนี้จะนั่งสมาธิ 1 ชม. 2 ชม. แล้วปฏิบัติให้มันได้

วันหนึ่งจะนั่งสมาธิวันละกี่เวลาก็ปฏิบัติให้มันได้ จะเดินจงกรมวันละกี่เวลา เวลาออกจากที่นั่งสมาธิมาแล้ว ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด เป็นอารมณ์จิตให้มีสติอยู่ตลอดเวลา แม้ว่านอนหลับลงไปแล้วจิตมันคิดอะไรก็ปล่อยให้มันคิดไป ให้มีสติกำหนดตามรู้ไป ในเมื่อมันไปสุดช่วงมัน แล้วมันจะเกิดความสงบเองแล้วจะก้าวหน้าเอง

อันนี้ที่เราปฏิบัติไม่ได้ผลเพราะว่าเราขาดความอดทน ทำไม่ถึง แล้วก็ทำไม่ถูกต้อง พอปฏิบัติพุทธโธๆ ก็ไปข่มจิตจะให้มันสงบ ทีนี้พอไปข่มมันก็ปวดหัวปวดเกล้าปวดต้นคอขึ้นมาก็ทนไม่ไหววิธีการที่จะท่องพุทธโธ ก็ท่องพุทธโธๆๆ อยู่เฉยๆ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ ท่องมันไว้ตลอดเวลา เวลาออกจากที่นั่งสมาธิแล้ว เราไม่มีการสำรวม ไม่มีการฝึกสติ วันหนึ่งเรานั่งสมาธิไม่ได้ถึง 4 ชม. แต่เวลาที่เราปล่อยให้มันไปตามอำเภอใจ 20 ชม. มันไปสกัดกั้นกันได้อย่างไร? เพราะฉะนั้นต้องทำให้มากๆ อบรมให้มากๆ มันถึงจะก้าวหน้า

 

คนธรรมดาถาม : การปฏิบัติที่ก้าวหน้าแล้วจะมีวิธีสังเกตผลที่ชัดเจนได้อย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

การปฏิบัติเพื่อก้าวหน้าก็ดังที่กล่าวแล้ว สังเกตว่าเราปฏิบัติแล้วได้อะไร เอาศีล 5 เป็นข้อวัด เมื่อเรามีเจตนาละเว้นโทษตามศีล 5 ถ้าเราละได้โดยเด็ดขาดนั่นแหละเป็นผลได้ของเรา ถ้ายิ่งจิตใจไม่ต้องอดต้องทนต่อการที่จะทำบาปความชั่ว เจตนาที่คิดจะทำความชั่วผิดบาป 5 ข้อ นั้น ไม่มีเลยแม้ว่าจิตยังไม่เป็นสมาธิก็ตามก็ได้ชื่อว่าเราปฏิบัติได้ผล

 

คนธรรมดาถาม : อยากแผ่เมตตาให้กับศัตรูหรือคนที่ไม่ชอบภายหลังการทำบุญแต่ทำได้ยากเหลือเกินเรื่องนี้ทำอย่างไรดีครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย พระศรีญาณโสภณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระรามเก้ากาญจนาภิเษก หรือนักเขียนธรรมะในนาม ปิยโสภณ)

“ในทางพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงสอน ให้เราแผ่เมตตาด้วยการใช้คำว่า “สัพเพ สัตตา แปลว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง” คำนี้มีนัยที่สำคัญมาก นั่นคือ ทรงสอนให้เราแผ่เมตตาให้ถึงศัตรูได้ โดยไม่รู้สึกติดขัด ให้คิดว่าคนทุกคนเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่มาเยือนโลก ชาติชั้นวรรณะ เขาสมมติเรียกให้ เผอิญเกิดบนแผ่นดินไทย ก็เรียก คนไทย หากเกิดที่จีน ก็เรียก คนจีน เกิดญี่ปุ่น ก็เรียกว่า คนญี่ปุ่น

แต่ความเป็นคนเป็นสัตว์เท่ากัน มีความเสมอกันในการได้ชีวิต จริงๆ แล้ว เราก็อยู่ในโลกนี้ได้ไม่นาน…ก็ต้องจากโลกนี้ไปทั้งนั้น การมาเกิดจึงไม่ต่างจากการมาเที่ยวเมื่อวีซ่าหมดอายุ ก็ต้องรีบกลับถ้าเราคิดกว้างๆ ได้อย่างนี้ คือ คิดว่าทุกคนเป็นเพียงสรรพสัตว์เท่านั้นไม่ได้คิดว่าเป็นศัตรู ใจของเราก็จะรู้สึกสบายขึ้น เบาโปร่ง หายใจโล่ง เราก็เริ่มจะแผ่เมตตาได้

ธรรมดามนุษย์เราเวลาแผ่เมตตาให้คนที่เรารัก พลังจิตจะถูกดึงออกไปอย่างแรง เหมือนเทน้ำลงไปในที่ลุ่มน้ำจะไหลลงไปที่ลุ่มอย่างรวดเร็ว ส่วนการส่งกระแสจิตแผ่เมตตาไปให้คนที่เราเกลียดชัง เหมือนเทน้ำให้ไหลไปที่ดอน ย่อมเป็นไปไม่ได้ อารมณ์ที่ส่งไปถึงคนที่เราเกลียด จึงมักจะติดขัด เพราะพลังจิตไม่ยอมเดินทางเนื่องจากมีความคิดว่า จะแผ่เมตตาให้ศัตรูทำไมในเมื่อเขาทำเราเจ็บ เมื่อคิดเพียงเท่านี้คนที่เป็นศัตรู ก็ยังคงเป็นศัตรูอยู่ต่อไปและอาจเพิ่มความเป็นศัตรูมากขึ้นทุกครั้ง

ที่แผ่เมตตาให้คนที่รารักเราชอบ เหมือนมีเด็กสองคนยืนอยู่ต่อหน้าเรา คนหนึ่งเรารักมาก อีกคนเราไม่รักเลยเวลายื่นของให้เด็กเรายื่นให้เฉพาะเด็กที่เรารักไม่ยื่นให้คนที่เราชังเด็กก็รู้สึกต่างกัน

ทุกครั้งที่เรายื่นของให้เด็กที่เรารักก็จะเพิ่มความเกลียดชังในใจของเด็กอีกคน การอิ่มครั้งที่สองของเด็กคนหนึ่งย่อมหมายถึงความหิวทวีคูณของเด็กอีกคน วิธีแผ่เมตตา ท่านจึงสอนไม่ให้คิดว่า เป็นคนที่เรารักหรือชังหากแต่ให้คิดว่า เป็นสรรพสัตว์ที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตาย ร่วมโลกเดียวกัน ทุกชีวิตเป็นเพียงธาตุ 4 ขันธ์ 5 เท่านั้น การคิดเช่นนี้ เป็นการปรับอารมณ์ให้สมดุลกันก่อน ปรับให้ถึงธาตุเดิมของชีวิต ยกเชื้อชาติศาสนาวัฒนธรรมเผ่าพันธุ์ออกไปก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความสุดโต่งทั้งรักและชัง เหมือนกับการปรับพื้นดินไม่ให้สูงหรือต่ำ แต่ปรับให้พื้นทุกตารางนิ้วได้ระดับเดียวกันหมดเสียก่อน แล้วจึงเทน้ำลงไปน้ำที่เทลงไปก็จะกระจายไปทุกพื้นที่ได้ง่าย ที่ดอนก็ไม่มีที่ลุ่มก็ไม่เกิดขึ้น

การแผ่เมตตาก็เช่นเดียวกัน การแผ่เมตตาให้คนที่เราเกลียดทำได้ยาก แต่จำเป็นยิ่งกว่าแผ่เมตตาให้คนที่เรารักเพราะปัญหาอยู่ที่ความรู้สึกเป็นศัตรู มิใช่ความรู้สึกรัก ยิ่งเกลียดมากยิ่งต้องใช้พลังจิตสูงแต่ถ้าทำได้แล้วก็สบายใจไปตลอดชีวิต

อาจจะยากเพียงครั้งแรกครั้งเดียวครั้งต่อไปก็ง่าย ยิ่งเราได้ปฏิบัติเป็นประจำจนเคยชินของยากก็เป็นของง่าย ทุกอย่างก็ถือเป็นปกติไม่มีอุปสรรคขัดข้องและความรู้สึกเป็นศัตรูหรือโกรธเกลียด อาฆาตพยาบาท.ก็จะหมดไป ก็จะเลือนหายไปจากใจเราจนกระทั่งหมดสิ้น ในที่สุดคนที่เคยเป็นศัตรูเราก็จะกลับกลายเป็นมิตรไม่ช้าก็เร็ว การก่อเวรข้ามภพข้ามชาติกันก็จะหมดไป ทุกชีวิตก็จะปลอดจากภัยเวรในสงสารวัฎ เกิดภพใดชาติใดก็จะพบแต่คนดีมีคนอุ้มชูช่วยเหลือ จะทำให้มีครอบครัวดี มีลูกดี มีรูปสมบัติ มีสติปัญญาดี เพราะทุกอย่างเริ่มต้นที่ “ทำใจดี” ให้ได้ในวันนี้”

 

คนธรรมดาถาม : เห็นพูดกันแต่อานิสงส์แห่งทาน ศีล และภาวนา แล้วอานิสงส์ของการแผ่เมตตานี่มีหรือไม่ครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี)

            “ผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ต้องรู้จักคำว่า แผ่เมตตา คือต้องเข้าใจว่าความวิเวกวังเวงแห่งการคิดนึกของเราแต่ละบุคคลนั้น มีกระแสแห่งธาตุไฟผสมอยู่ในจิตและวิญญาณกระจายออกไปเมื่อจิตของเรามีเจตนาบริสุทธิ์ เมื่อจิตของเราเป็นมิตรกับทุกคนเมื่อนั้นเขาก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา เสมือนหนึ่งเราให้เขากินอาหาร คนที่กินอาหารนั้นย่อมคิดถึงคุณของเรา หรืออีกนัยหนึ่งว่า เราผูกมิตรกับเขาๆ ก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา แม้แต่คนอันธพาล เราแผ่เมตตาจิตให้ทุกๆ วันสักวันหนึ่งเขาก็ต้องเป็นมิตรกับเราจนได้

เมื่อจิตเรามีเจตนาดีต่อดวงวิญญาณทุกๆ ดวง ดวงวิญญาณทุกๆ ดวงย่อมรู้กระแสแห่งจิตของเรา เรียกว่ามนุษย์เรานี้มีกระแสธาตุไฟออกจากสังขาร เพราะเป็นพลังแห่งการนั่งสมาธิจิต วิญญาณจะสงบ ธาตุทั้ง 4 นั้น จะเสมอแล้วจะเปล่งเป็นพลังงานออกไป ฉะนั้น ผู้ที่นั่งสมาธิปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จิตแน่วแน่แล้ว โรคที่เป็นอยู่มันจะหายไป ถ้าสังขารนั้นไม่ใช่จะพังเต็มทีแล้ว คือไม่ถึงวาระสิ้นอายุขัย หรือว่าสังขารนั้นร่วงโรยเกินไปแล้ว ก็จะรักษาให้มันกระชุ่มกระชวยได้หรือจะให้มันสบายหายเป็นปกติดั่งเดิมได้”

 

สรุปประเด็นปัญหาเรื่องการเจริญภาวนา

            ปัญหาในเรื่องการปฏิบัติภาวนาให้เข้าถึงตามที่เหล่าครูบาอาจารย์ท่านได้กรุณาตอบมานั้นแสดงให้เห็นว่า การภาวนานั้นไม่มีข้อจำกัดที่แน่นอนตายตัวว่าจะต้องทำเป็นรูปแบบอย่างนั้นอย่างนี้ ขอเพียงสามารถกำหนดจิตให้นิ่งเป็นสมาธิและพิจารณาเฉพาะเรื่องของตัวเองอันคือ กายและลมหายใจก็พอ

            การฝึกในเรื่องการเจริญภาวนาจึงเป็นเรื่องของจิตและวิธีคิดซึ่งไม่มีอะไรซับซ้อนยุ่งยาก ควรตั้งจุดประสงค์มุ่งเน้นเรื่องเพื่อความเป็น “วิมุตติ” (ความหลุดพ้นแห่งจิต) เป็นสำคัญ จงอย่าฝึกเพื่อจุดประสงค์อย่างอื่นเพราะหากฝึกการเจริญภาวนาเพราะหวังอย่างอื่นแล้วจะไม่สามารถหลุดพ้นได้เลย

“หากฝึกการเจริญภาวนาเพื่อหวังเอา อิทธิฤทธิ์ก็จะหลงในฤทธิ์”

“หากฝึกการเจริญภาวนาเพื่อหวังจะเอาปัญญา ก็จะหลงในปัญญา”

“หากฝึกเจริญภาวนาเพื่อหวังจะได้วิมุตติ (ความหลุดพ้น) นอกจากจะหมดกิเลสแล้ว จะได้ทั้งปัญญาและอิทธิฤทธิ์”

ด้วยการสร้างบุญด้วยวิธีการ 3 ขั้นคือ ทาน ศีล และภาวนานี้นอกจากเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องกระทำแล้ว ยังต้องให้ทำอย่างต่อเนื่อง มากพอ นานพอ และทำเป็นลำดับไปด้วยอย่าได้ข้ามขั้นโดยเห็นว่าการเจริญภาวนาแล้วได้บุญมากสุดก็เลยนั่งภาวนามันอย่างเดียวอย่างนี้ไม่ได้ผลแน่นอนการจะภาวนาจะได้ผลก็ต่อเมื่อรักษาศีลคือกายและวาจาให้ดีแล้วจึงจะรักษาใจด้วยการภาวนาได้ และแน่นอนว่าเราจะยังรักษาศีลได้ไม่ดีพอหากยังไม่สามารถทำทานช่วยเหลือใครได้ เพราะคนที่มีจิตใจตระหนี่นั้นจิตมันจะไม่มีกำลังไปทำสิ่งที่ดีๆ อย่างการรักษาศีลแน่นอน

คุณผู้อ่านลองคิดเปรียบเทียบดูง่ายๆ ว่า ถ้าวันนี้ไม่รักษาศีลนึกครึ้มไปกินเหล้ากับเพื่อนพอรู้สึกตัวว่าทำบาปขึ้นมาเสียแล้วก็คิดว่าไม่เป็นไร ไปนั่งภาวนาเพียงชั่วครู่ชั่วยามแล้วก็คิดว่าจะได้บุญมหาศาลเพื่อลบล้างกันไปอย่างนี้จะไม่ได้ผลบุญอะไรแน่นอน และที่สำคัญที่กล่าวในเรื่องกรรมไปแล้ว ทำกรรมไม่ดีก็ต้องรบผลไม่ดีของกรรมนั้นลบออกไม่ได้

การให้ทานเพื่อมุ่งกำจัดกิเลสอย่างหยาบกองใหญ่คือความโลภและยังอานิสงส์ให้กายไม่ลำบากคือ มีทรัพย์ใช้สบายตัวที่สำคัญคือทำให้จิตมีกำลัง พอจิตมีกำลังมากขึ้น การรักษาศีลซึ่งเป็นการมุ่งกำจัดกิเลสกองใหญ่อย่างกลางคือ ความโกรธ ก็จะทำได้ง่าย เมื่อกายสบายและมีความสำรวมก็จะเป็นการง่ายต่อการทำสมาธิและการการเจริญภาวนา เพื่อมุ่งกำจัดกิเลสได้ออกทั้งหมดทั้ง โลภ โกรธและหลง พอหมดกิเลสแล้วก็ถึงมรรคผลนิพพานแน่นอน นี่คือจุดประสงค์และหลักใหญ่ของการสร้างบุญบารมีทั้ง 3 ประการ สรุปรวมความได้ประการฉะนี้

Read Full Post »

ผู้ที่นับถือและศึกษาในพระพุทธศาสนานั้นจะมีความเข้าใจเรื่องความเป็นไปของทุกสิ่งทุกอย่างในโลกด้วยเกิดด้วย “กรรม” เป็นตัวกำหนด ซึ่งแตกต่างจากศาสนาอื่นๆ ที่เชื่อเรื่องพระผู้เป็นเจ้ากำหนด หรือทวยเทพใดๆ เป็นผู้กำหนด

แต่ในเรื่องของกรรมนี้ก็ยังมีผู้ที่ยังเข้าใจผิดเรื่องนี้ไปก่อให้เกิดความสงสัยขึ้นมากันเป็นอย่างมาก เพราะคนเหล่านั้นมักจะอุทานหรือปรารภเมื่อเกิดความทุกข์เกิดปัญหาขึ้นในชีวิตว่า “แล้วแต่เวรแต่กรรม” ซึ่งมีคำอธิบายไขข้อข้องใจในเรื่องกรรมนี้จากครูบาอาจารย์หลากหลายท่านดังต่อไปนี้

 

คนธรรมดาถาม : คำว่า “แล้วแต่เวรแต่กรรม” นี่เห็นพูดกันจัง ใครเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาพระพุทธเจ้าทรงสร้างเอาไว้หรือเปล่าครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย หลวงปู่ ฝั้น อาจาโร วัด อุดมสมพร จ. สกลนคร)

          “เราเองเป็นผู้ที่ก่อกรรม ก่อเวร ก่อภัย ไม่มีใครก่อให้ ไม่ใช่เทวบุตร เทวธิดาสร้างให้ พี่น้องสร้างให้ หรือบิดามารดาสร้างให้ เราสร้างของเราเอง”

 

คนธรรมดาถาม : ถ้าเช่นนั้นขอคำอธิบายที่ชัดเจนเรื่องของกรรมหน่อยเถิดครับ

พระอริยสงฆ์ตอบ :  (โดย หลวงปู่ ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ. อุบลราชธานี)

          “กรรมคือการกระทำ กรรมคือการยึดมั่นถือมั่น กาย วาจา และใจ ล้วนสร้างกรรม เมื่อมีการยึดมั่นถือมั่น เราทำกันจนเกิดความเคยชินเป็นนิสัยซึ่งจะทำให้เราเป็นทุกข์ได้ในกาลข้างหน้า นี่เป็นผลของ การยึดมั่นถือมั่นและของกิเลสเครื่องเศร้าหมองของเราที่เกิดขึ้นในอดีต

ความยึดมั่นทั้งหลายจะทำให้เราสร้างกรรม สมมติว่าท่านเคยเป็นขโมยก่อนที่จะบวชเป็นพระ ท่านขโมยเขาทำให้เขาไม่เป็นสุข ทำให้ พ่อแม่หมดสุข ตอนนี้ท่านเป็นพระ แต่เวลาที่ท่านนึกถึงเรื่องที่ท่านทำให้ผู้อื่นหมดสุขแล้ว ท่านก็ไม่สบายใจและเป็นทุกข์แม้จนทุกวันนี้

จงจำไว้ว่า ทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม จะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด ผลในอนาคตได้ถ้าท่านเคยสร้างกรรมดีไว้ในอดีต และวันนี้ก็ยังจำได้ ท่านก็เป็นสุข ความสุขใจเป็นผล จากกรรมในอดีตสิ่งทั้งปวงมีเหตุเป็นปัจจัยทั้งในระยะยาว และถ้าใคร่ครวญดูแล้วทั้งในทุกๆ ขณะด้วย

แต่ท่านอย่าไปนึกถึงอดีตหรือปัจจุบันหรืออนาคต เพียงแต่เฝ้าดูกายและจิต ท่านจะต้องพิจารณาจนเห็น จริงในเรื่องกรรมด้วยตัวของท่านเอง จงเฝ้าดูจิต ปฏิบัติแล้วท่านจะรู้อย่างแจ่มแจ้ง อย่าลืมว่ากรรมใคร ก็เป็นของคนนั้น อย่ายึดมั่นและอย่าจับตาดูผู้อื่น ถ้าผมดื่มยาพิษ ผมก็ได้รับทุกข์ ไม่ใช่เรื่องที่ท่านจะมา เป็นทุกข์ด้วย จงรับเอาแต่สิ่งดีที่อาจารย์สอน แล้วท่านจะเข้าถึงความสงบ จิตของท่านจะเป็นเช่นเดียว กันกับจิตของอาจารย์ ถ้าท่านพิจารณาดู ท่านก็จะรู้ได้ แม้ว่าขณะนี้ท่านจะยังไม่เข้าใจ เมื่อท่านปฏิบัติต่อไป มันก็จะแจ่มแจ้งขึ้น ท่านจะรู้ได้ด้วยตนเอง ได้ชื่อว่าปฏิบัติธรรม

           เมื่อเรายังเล็ก พ่อแม่วางกฎระเบียบกับเรา และหัวเสียกับเรา แท้จริงแล้วท่านต้องการจะช่วยเรา กว่าเราจะรู้ก็ต่อมาอีกนาน พ่อแม่และครูบาอาจารย์ดุว่าเราและเราก็ไม่พอใจ ต่อมาเราจึงเข้าใจว่า ทำไม เราจึงถูกดุ ปฏิบัติไปนานๆ แล้วท่านก็จะเห็นเอง ส่วนผู้ที่คิดว่าตนฉลาดล้ำก็จะจากไปในเวลาอันสั้น เขา ไม่มีวันจะได้เรียนรู้ ท่านต้องขจัดความคิดว่าตัวฉลาดสามารถออกไปเสีย ถ้าท่านคิดว่าท่านดีกว่าผู้อื่น ท่านก็จะมีแต่ทุกข์ เป็นเรื่องน่าสงสาร อย่าขุ่นเคืองใจ แต่จงเฝ้าดูตนเอง”

 

คนธรรมดาถาม : จริงไหมว่า คนเราตัดเวรตัดกรรมได้ เมื่อตัดได้แล้วไม่ต้องรับกรรมนั้น?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยหลวงพ่อ พุธ ฐานิโย)

“พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ใครทำกรรมใดไว้ ได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอนหลีกเลี่ยงไม่ได้ การไปทำพิธีตัดกรรมก็เป็นการลบล้างคำสอนของพระพุทธเจ้า กรรมใดใครก่อลงไปแล้ว ใจเป็นผู้จงใจ คือ เจตนาที่ทำลงไป พอทำลงไปแล้วกรรมอันเป็นบาปต่อเมื่อภายหลัง เรามานึกว่าเราไม่ต้องการผลของบาป มันก็หลีกเลี่ยงปฏิเสธไม่ได้ เพราะใจเป็นผู้สั่งให้ กาย วาจา ทำลงไป พูดลงไป ใจตัวนี้ต้องรับผิดชอบโดยความเป็นธรรมโดยหลักของธรรมชาติ

เพราะฉะนั้นการที่เราจะไปทำพิธีตัดกรรม นี่หมายถึง ตัดผลของบาปมันตัดไม่ได้ อย่าไปเข้าใจผิด ถ้าหากพระรูปใดแนะนำว่า ทำบาปแล้วตัดกรรมได้อย่าไปเชื่อขอให้พุทธบริษัททั้งหลาย จงปลูกฝังนิสัยให้เด็กของเรา ในข้อนี้เป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญที่สุด ถ้าเด็กๆ ของเราไปเข้าใจว่า ทำบาปทำกรรมแล้วไปทำพิธีตัดกรรมแล้วมันหมดบาป ประเดี๋ยวเด็กๆ มันทำบาปแล้วไปหาหลวงพ่อ หลวงพี่ ตัดบาปตัดกรรมได้มันก็ไม่เกิดความกลัวต่อบาป

เพราะฉะนั้น อย่าไปเข้าใจผิดว่า ทำกรรมอันเป็นบาป แล้วตัดกรรมให้มันหมดไป มันเป็นไปไม่ได้ แต่ตัดเวรนี่มีทางเพราะ “เวร” หมายถึง การผูกพยาบาทอาฆาต คอยแก้แค้นกันอยู่ตลอดเวลา อย่างเราฆ่าเขาตาย บางทีนึกถึงบาปกรรมกลัวว่าเขาจะอาฆาตจองเวร เราทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขา ถ้าหากว่าเขาได้รับส่วนกุศลจากเรา เขาได้รับความสุขเขาเลื่อนฐานะจากภาวะที่ทุกข์ทรมานไปสู่ฐานะที่มีความสุข เขานึกถึงคุณงามความดี ถึงบุญถึงคุณของเรา เขาก็อโหสิกรรมให้แก่เราไม่ตามล้างตามผลาญกันอีกต่อไป

หรืออย่างเช่น เราอยู่ด้วยกันทำผิดต่อกันเมื่อปรับความเข้าใจกันได้แล้ว เราขอโทษซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างยกโทษให้กัน เวรที่จะตามมาคอยจองล้างจองผลาญกันมันก็หมดสิ้นไป แต่ผลกรรมที่ทำผิดต่อกันนั้นมันไม่หายไปไหนหรอก”

 

คนธรรมดาถาม : ทำอย่างไรจึงจะเข้าใจถึงกฎแห่งกรรมได้อย่างถ่องแท้ครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี)  

          “เราทั้งหลายเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติแล้ว ล้วนแต่มีกรรมผูกพันกันมาทั้งสิ้น ผูกพันในความเป็นมิตรบ้าง เป็นศัตรูบ้าง แต่ละชีวิตก็ย่อมที่จะเดินไปตามกรรมวิบากของตนที่ได้กระทำไว้ ทุกชีวิตล้วนมีกรรมเป็นเครื่องลิขิต อดีตกรรม ถ้ากรรมดี เสวยอยู่ ปัจจุบันกรรม สร้างกรรมชั่ว ย่อมลบล้างอดีตกรรม กรรมแห่งอกุศลวิบากตนปัจจุบัน สร้างกรรมดี ย่อมผดุงเรื่องกฎแห่งกรรม ถ้าเป็นชาวพุทธแล้ว เขาถือว่าเป็นกฎแห่งปัจจัตตัง ผู้ที่ต้องการรู้ต้องทำเอง รู้เอง ถึงเองแล้วจึงจะเข้าใจ”

 

สรุปประเด็นปัญหาเรื่อง ความเข้าใจในกรรม

การที่เราต้องเรียนรู้และเข้าใจเรื่องกรรมทั้งหลายนั้นเราเรียนรู้เพื่อที่จะอยู่กับมันอย่างมีความสุข เพราะจะให้ทำอย่างไรเราก็สลัดกรรมให้หลุด หนีไม่พ้น แม้จะตายไปอีกร้อยชาติพันชาติก็ตามเราก่ออะไรไว้เราย่อมได้รับผลของกรรมนั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

พระอริยสงฆ์อย่างหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต  พระอริยสงฆ์ที่เราทุกคนกราบไหว้ท่านได้อย่างหมดหัวใจอีกรูปหนึ่งท่านได้เทศนาสั่งสอนให้พวกเรารู้จักกรรมไว้เป็นอมตะวาจาว่า

“ผู้สงสัยกรรมหรือไม่เชื่อกรรมว่ามีผล คือ ลืมตน จนกลายเป็นผู้มืดบอด อย่างช่วยไม่ได้ กรรม คือ การกระทำดีชั่ว ทางกาย วาจา ใจต่างหากผลจริง คือ ความสุขทุกข์ มนุษย์ก็มีกรรมชนิดหนึ่ง ที่พาให้มาเป็นเช่นนี้ ซึ่งล้วนผ่านกำเนิดต่างๆ มาจนนับไม่ถ้วนขอให้ตระหนักในกรรมของสัตว์ว่า มีต่างๆ กัน เพราะฉะนั้น ไม่ให้ดูถูกเหยียดหยาม ในชาติกำเนิด ความเป็นอยู่ของกันและกัน และสอนให้รู้ว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมดี กรรมชั่วเป็นของๆ ตน”

ส่วนในคำสอนหลักทางพระพุทธศาสนานั้น บอกไว้เป็นสัจธรรมว่า “สัตว์โลกนั้นย่อมเป็นไปตามกรรม” ใครทำอะไรย่อมได้รับผลเช่นนั้นเอง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ทรงตรัสไว้ว่า

“ตัณหาเป็นกรรม สมุทัยคือ เหตุให้เกิดกรรม มรรคเป็นทางดับกรรม ฉะนั้น จึงไม่ต้องกลัวอดีต แต่ให้ระวังปัจจุบันกรรม และระวังใจ ตั้งใจให้มั่นไว้ในธรรม ธรรมก็จะรักษาให้มีความสวัสดีทุกกาล ทุกสถาน”

สิ่งที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสั่งสอนไว้นั้น เพื่อเตือนสติให้เรา อยู่ในโลกแห่งปัจจุบันเพราะอดีตนั้นล่วงเลยไปแล้ว จงเพียรทำความดีในปัจจุบันเพื่อให้ชีวิตนั้นมีความสุขตลอดไป ที่สำคัญอย่าไปสำคัญผิดว่ากรรมนั้นสามารถตัดออกไปได้ซึ่งไม่เป็นความจริง การที่เราเรียกว่าการตัดกรรมแท้จริงแล้วเป็นเพียงการบรรเทาผลของกรรมจากหนักให้เบาลงเท่านั้นการที่เรียกว่า “ตัดกรรม” เป็นเพียงคำพูดของมนุษย์ปุถุชนที่พยายามจะสื่อเรื่องกรรมให้เข้าใจไปอย่างผิดทิศทาง

ดังนั้นในเรื่องความสงสัยในเรื่องการทำกรรมนี้ คุณผู้อ่านทุกท่านสามารถคลายความสงสัยเรื่องนี้ไปได้ว่า “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” นั้นไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน เพราะทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว

Read Full Post »

Older Posts »