Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for สิงหาคม, 2011

คนบางคนนั้น เวลาที่อยู่ในช่วงที่วิบากกรรมไม่ดีนั้นส่งผล ก็จะรู้สึกว่าตนเองนั้นพบกับความเดือดร้อนหรือต้องเจอกับเคราะห์กรรมใดๆ ที่หนักและรุนแรงน้อยบ้างหนักบ้าง แตกต่างกันตามที่การกระทำที่ทำมา แต่มีหลายครั้งที่ ดูเหมือนจะไม่รอดแน่ แต่ทำไมถึงรอด และผ่านเคราะห์กรรมนั้นมาได้อย่างหวุดหวิด หลายท่านเคยสงสัยในเรื่องนี้หรือไม่

บางคนก็อาจจะรู้หรือนึกเอาว่า ต้องเป็นเพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทวดาประจำตัวคอยช่วยเหลือ หรือแม้แต่เวลาที่จะมีความสุขใดๆ ก็มักจะคิดว่าเป็นเพราะเทวดาประจำตัวของท่านนั้นบันดาลมาให้

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เพราะทุกคนนั้นมีเทวดาประจำตัวแน่นอน

แต่เป็นแค่ส่วนหนึ่ง ซึ่งเราต้องรู้ก่อนว่า เรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นหรือเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นนั้น เหตุมาจากกรรมที่เราทำไม่ได้มาจากอำนาจของเทวดาแต่ประการใด ถึงแม้ท่านจะมีความศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์มีอำนาจก็จริง แต่ท่านไม่มีหน้าที่จะมาเบี่ยงเบนกรรมของผู้ใดทั้งสิ้น

ไม่มีใครใหญ่เกินกรรม

ไม่ว่าเทวดาหรือใครทั้งนั้น แม้แต่พระพุทธเจ้าของเรายังต้องยอมรับกรรมทั้งดีและไม่ดี จนพระพุทธองค์หลุดพ้นจากการเวียน ว่าย ตาย เกิดไปแล้ว กรรมทั้งหมดจึงยุติเพราะไม่รู้ว่าจะไปส่งผลให้กับใคร

เทวดาท่านทำเพียง จะช่วยในการดลใจให้ทำดีหรือไม่ให้ทำความชั่ว หรือคอยอวยพรให้เราพบกับสิ่งที่ดีดีในชีวิต ปกป้องดูแลไม่ให้ดวงวิญญาณอื่นมาทำร้ายเราโดยไม่มีเหตุผล

คนส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าใจ ก็พร้อมจะเชื่อว่าเหตุการณ์ที่ดีหรือร้ายนั้นเกิดขึ้นเพราะความบังเอิญหรือไม่ก็สิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างเทวดามาช่วยบันดาลให้เกิด ไม่ได้มองไปถึงเรื่องกฎแห่งกรรม พอได้ดีมีความสุขก็เลือกที่จะเชื่อว่าเทวดาท่านดลบันดาลมาให้ ส่วนเรื่องร้าย ๆที่เกิดขึ้นก็มักจะโทษว่าเพราะเทวดาไม่ยอมมาดูแลปกป้องหรือว่าเป็นเหตุบังเอิญที่ทำให้โชคร้าย

เมื่อคิดกันอย่างนี้ก็เป็นการง่ายครับ เพราะการเลือกที่จะเชื่ออย่างนั้นเป็นการง่ายที่จะไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบในผลการกระทำของตนเองเลย อะไรๆ ก็อ้างไปว่าเป็นเหตุบังเอิญ พรหมลิขิต เทวดาบันดาล และอื่นๆ อีกมากมาย

สำหรับเทวดาที่เราเข้าใจกันว่าเป็นเทวดาประจำตัวนั้นจริงๆ แล้ว ท่านไม่ได้อยู่คอยติดตามตัวเราหรือสิงอยู่ในตัวเราอย่างที่หลายคนๆ เข้าใจ

เพราะการเกิดเป็นเทวดาตามที่ได้กล่าวมานั้น จะต้องบำเพ็ญบุญกุศลคุณงามความดีมากมายกว่าจะได้ไปบังเกิดในภพภูมิที่เป็นสุขอย่างนั้น แล้วลองนึกภาพตามดูว่าถ้าจะให้เทวดาเหล่านั้นท่านต้องมาคอยตามดูแลเป็นองครักษ์คอยพิทักษ์ปกปักรักษาคนที่เป็นมนุษย์อยู่ตลอดเวลา ก็คงจะเป็นไปไม่ได้

เพราะตัวท่านเองก็ต้องเร่งสร้างบุญบารมีและมีกิจหน้าที่เหมือนกันเพื่อที่จะเลื่อนขั้นไปสู่ภพภูมิที่ดีกว่า อย่างที่บอกแล้วว่าเทวดาท่านก็ต้องมีหน้าที่คือ เทวดาบางองค์ท่านต้องมีหน้าที่ไปเฝ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไปเฝ้าวัด เฝ้าพระพุทธรูป ศาลหลักเมือง ไปคุ้มครองผู้ปฏิบัติธรรมและมีคุณงามความดีที่ต้องปกป้องรักษา หรือถ้าไม่มีหน้าที่ ท่านก็ต้องบำเพ็ญบุญบารมีไปหรืออาจะไปเที่ยวสวรรค์เล่นก็เป็นเรื่องของท่าน

และที่สำคัญภพภูมิของท่านหรือสวรรค์ของท่านนั้นอยู่สูงกว่ามนุษย์ ครูบาอาจารย์หลายท่านกล่าวต้องกันว่า ร่างกายของมนุษย์นั้นเหม็นมาก เพราะกินสัตว์ทุกประเภทและทำผิดศีลมากมาย เทวดาที่มีบุญบริสุทธิ์นั้นไม่อยากเข้าใกล้ และอยู่กับคนที่เหม็นไม่ได้แน่นอน ต้องอยู่ให้ห่างมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเทวดามาสิงในร่างกายคน

 

แต่หลายคนเชื่อว่า ยังไม่แน่ใจว่าเทวดาประจำตัวนั้นมีจริงหรือเปล่า ขออย่าพึงปฏิเสธหรือยอมรับให้ยึดหลักกาลามสูตรของพระพุทธองค์เป็นที่ตั้ง อย่าเพิ่งเชื่อในเรื่องใดๆ ขอให้พิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง ถ้าเราพูดกันถึงเรื่องเหนือธรรมชาติแบบนี้ คนที่จะตอบเราได้ดีที่สุดก็คือ ตัวเราเองครับ ว่าเรามีความรู้สึกหรือเคยได้สัมผัสสิ่งแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตแต่หาที่มาไม่เจอ หรือเรื่องเหนือธรรมชาติที่วิทยาศาสตร์นั้นยังพิสูจน์ไม่ได้

อย่าลืมนะครับว่า วิทยาศาสตร์นั้นเป็นแค่ศาสตร์ชนิดหนึ่งที่มีหลายศาสตร์มากมายทั่วโลก ที่พยายามจะตอบปัญหาของธรรมชาติให้คนได้รู้ได้เข้าใจ ถึงที่ไปที่มา แต่มีเรื่องราวมากมายที่วิทยาศาสตร์นั้นยังตอบไม่ได้ หรือหาเหตุผลไม่ได้

แต่ทว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าไม่ได้มีอยู่จริง

ขอยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่ง ในเรื่องของการทำสมาธิและพลังจิตนั้น ที่ศาสนาพุทธได้ค้นพบและประกาศออกไปเพื่อความสุขจริงของมวลมสรรพสัตว์ทั้งหลายกว่า 2,500 ปี ถึงประโยชน์สุขมหาศาลที่คนที่ปฏิบัติแล้วจะได้รับทั้งทำให้มีจิตใจกล้าแกร่ง เกิดปัญญาแก้ทุกปัญหาได้ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง รักษาและฟื้นฟูร่างกายที่เจ็บป่วยได้แบบที่พระอริยสงฆ์ท่านใช้รักษาตัวกันบ่อย เชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่านคงจะเคยได้ยิกันมาบ้าง

เรื่องแบบนี้วิทยาศาสตร์เพิ่งจะมาค้นพบเมื่อร้อยกว่าปีนี้ที่ค้นพบว่าการทำสมาธิในขั้นที่ลึกแล้ว จะทำให้อวัยวะภายในร่างกายทำงานได้ช้าลงและดีขึ้น อีกทั้งช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ หัวใจก็แข็งแรง เป็นต้น

 และเรื่องการเกิดของสิ่งมีชีวิต พระพุทธเจ้าค้นพบมานานเป็นพันๆ ปี มีบรรจุอยู่ในพระไตรปิฎกเรื่องการเกิดของเหล่าสรรพสัตว์ นักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะมาค้นพบการเกิดของสัตว์ตัวเล็กๆ บางชนิด เชื้อโรคต่างๆ เมื่อไม่กี่ปีนี่เอง เรื่องนี้จึงพอจะยืนยันได้อีกเรื่องว่า ในบางเรื่องที่เหนือความเข้าใจ วิทยาศาสตร์ยังเข้าไปไม่ถึงแน่นอน

และการมีอยู่ของเทวดาที่อยู่คนละภพภูมิหรือคนละชั้น แล้วการลงมาช่วยเหลือมนุษย์นี่ก็มีความเป็นไปได้ การช่วยเหลือกันข้ามภพข้ามชาตินั้น ที่สัตว์อีกชั้นหนึ่งไปช่วยสัตว์อีกชั้นหนึ่ง (เทวดา ดวงวิญญาณที่เราเรียกว่าผี มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน ต่างล้วนเป็นสัตว์ด้วยกันทั้งนั้น แตกต่างที่คำเรียกตามภพภูมิเท่านั้น)

ก็เหมือนกับการที่เราเป็นมนุษย์อยู่แล้วไปช่วยสัตว์เดรัจฉานอย่างเช่น คนไปเก็บแมวหมาจรจัดมาเลี้ยง การไปช่วยช้างเคราะห์ร้ายที่ตกบ่อให้ขึ้นมาจากหลุมหรือท่อระบายน้ำ หรือการช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของสัตว์หลายๆ ประเภทอย่างนี้เป็นต้น

คือแม้จะอยู่ภพชาติเดียวกันแต่เป็นการช่วยเหลือต่างภูมิกัน คือเราเป็นมนุษย์มีภูมิสูงกว่าสัตว์เดรัจฉานลงไปช่วยมัน ซึ่งสัตว์เดรัจฉานเหล่านั้นอาจจะไม่รู้เลยก็ได้ว่านี่เป็นฝีมือของมนุษย์ที่มาคอยช่วยเหลือ

เหล่าเทวดาก็เช่นเดียวกันครับ ท่านอยู่ในภพภูมิที่ทั้งแตกต่างและอยู่สูงกว่าอาจจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับมนุษย์ได้  เทวดาท่านก็มีสังคมของท่านเหมือนกันในบางชั้นสวรรค์  มีทั้งเพื่อน มีสามีภรรยา มีเจ้านาย มีบริวารที่มีความรักผูกพันกัน

เหล่าญาติหรือคนรู้จักของท่านอาจจะจุติมาเกิดในโลกมนุษย์ รวมถึงความห่วงใยในญาติที่ครั้งหนึ่งที่ท่านเคยเกิดมาเป็นคนก่อนที่จะมาเป็นเทวดา

เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านก็ยังมีกิเลสมีความห่วงหาอาทรเหมือนกับคนเรา อาจคอยดูแลสอดส่องทุกข์สุขโดยการรับรู้ด้วยความเป็นทิพย์เพราะท่านมีหูทิพย์ ตาทิพย์หรือความรู้สึกอันเป็นทิพย์ เทวดาท่านก็จะรู้ขึ้นเองโดยไม่ต้องมีใครมาบอกว่า เกิดเรื่องร้ายแรงหรือมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นกับญาติมิตรที่รักของท่าน

เทวดาท่านมีแต่กายทิพย์ไม่มีกายเนื้ออย่างคนเรา การให้ความช่วยเหลือของท่านส่วนใหญ่จะเป็นการ “ดลจิตดลใจ” หรือโน้มน้าวให้ญาติมิตรเหล่านั้นให้เปลี่ยนจิตที่เป็นอกุศล ที่กำลังจะตกไปอยู่ในอบายภูมิให้กลับกลายเป็นจิตกุศลและมีความสุขขึ้นได้ เช่น หากญาติมิตรที่กำลังโกรธจัดเพราะเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ท่านก็แผ่เมตตาส่งบุญกุศลลงมาดลจิตใจให้สงบเยือกเย็นลง

เคยหรือเปล่าครับที่เวลาที่กำลังโกรธใครหรือกำลังร้อนใจอะไรอยู่กับสิ่งนั้นมากๆ จู่ๆ ก็รู้สึกเยือกเย็นลง ได้อย่างน่าประหลาดเช่นเมื่อได้ก้าวเข้าไปสู่สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ อย่างเช่นในวัดวาอารามใหญ่ๆ พอเข้าไปแล้ว รู้สึกได้ถึงกระแสความอบอุ่นสว่างไสว

ทำให้จิตที่กำลังขุ่นข้องหมองใจนั้นก็กลับสงบเยือกเย็นลงเป็นลำดับ ซึ่งเป็นเพราะเทวดาที่อยู่ในบริเวณที่แห่งนั้นได้แผ่เมตตาลงมาให้ทำให้รู้สึกสงบเย็นลง และค้นพบวิธีการแก้ปัญหาหรือพบกับคนที่จะช่วยเหลือให้รอดพ้นไปได้จากปัญหาเหล่านั้น

เรื่องเหล่านี้เป็นการดลใจของเทวดาแน่นอน ทั้งดลใจเราและดลใจคนที่จะช่วยเราได้ ให้มีความเมตตา มีความพร้อมในเรื่องที่จะช่วยมาเจอกัน เรื่องนี้ขอให้ไปดูเรื่องของเชื่อมบุญที่อยู่ในบทต่อไป จะเข้าใจทันทีว่าทำไมต้องเชื่อมบุญกับเทวดา

(หากต้องการทราบเรื่องรายละเอียดและความเข้าใจที่ลึกซึ้งในเรื่องเชื่อมบุญ ขอแนะนำว่าลองไปหาหนังสือ “ปาฏิหาริย์เชื่อมบุญ” ทั้งเล่มที่ 1และ2 ของ ธ.ธรรมรักษ์ตามร้านหนังสือชั้นนำ มาอ่านท่านจะเข้าใจทั้งหมด)

การดลใจของเหล่าเทวดาก็ยังมีหลายระดับขึ้นอยู่กับฤทธิ์ของเทวดาเอง และก็กิเลสที่อยู่ในตัวคนๆ นั้นด้วยหากเป็นคนมีกิเลสหนาโทสะมากๆ ถูกความมืดในจิตครอบงำเสียเต็มแน่นทำให้เห็นผิดได้อย่างรุนแรงอย่างนี้เทวดาก็ไม่อาจดลใจช่วยอะไรไม่ได้เหมือนกันดุจดังความดีหรือแสงสว่างจะไม่สามารถแทรกลงไปกรรมชั่วหรือความมืดมิดได้

เรื่องการดลใจของเทวดานี่ก็มีตัวอย่างในพุทธกาล ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสไว้ในมหาปรินิพพานสูตรว่าด้วยการสร้างเมืองที่ปาฎลิคามซึ่งต่อมาได้ชื่อว่าเป็นเมืองปาฏลีบุตร มีใจความที่สรุปได้ว่า

สมัยนั้นมีอำมาตย์ผู้เป็นใหญ่ของแคว้นมคธนามว่า “สุนีธะและวัสสการะ” ต้องการสร้างเมืองในปาฏลิคามก็มีเทวดาเป็นจำนวนมากนับเป็นพันๆ องค์ต่างก็หวงแหนพื้นที่ในปาฏลิคามในแต่ละเขต

เทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่หวงแหนที่ในส่วนใด จิตของพระราชาและราชมหาอำมาตย์ผู้มีศักดิ์ใหญ่ตาม ก็น้อมไปเพื่อจะสร้างนิเวศน์ในส่วนนั้น ส่วนเทวดาชั้นกลางที่หวงแหนที่ในส่วนใดจิตของพระราชาและพระราชมหาอำมาตย์ในระดับชั้นกลางก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศน์ในส่วนนั้น ส่วนเทวดาชั้นต่ำหวงแหนที่ในส่วนใด จิตของพระราชาและราชมหาอำมาตย์ชั้นต่ำ ก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศน์ในส่วนนั้นเช่นเดียวกัน

แปลความว่า พื้นที่ต่างๆ ในแต่ละส่วนนั้นพระพุทธองค์ทราบดีว่ามีความแตกต่างกันถ้าใครมีบุญมากๆ หน่อยก็จะได้อยู่ในที่ที่เหมาะกับบุญของตนเองหรือมีเทวดาคอยดลใจให้ไปอยู่ในที่แห่งนั้น

จากตัวอย่างเรื่องนี้หากท่านใดที่ชอบศึกษาเรื่องเก่าๆ หากได้เคยอ่านเรื่องราวในประวัติศาสตร์ถึงการสร้างเมืองใหญ่ๆ จะพบว่ามีสาเหตุคล้ายๆ อย่างนี้เช่นเดียวกัน องค์พระมหากษัตริย์ในอดีต ผู้ทรงก่อร่างสร้างเมือง คงจะต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์บางอย่าง หรือเหล่าทวยเพทเทวดาทั้งหลาย คอยดลจิตใจหรือมีลางบอกเหตุให้สร้างบ้านเมืองหรือสิ่งต่างๆ ขึ้นบริเวณตรงนั้นตรงนี้ ไม่น่าจะเกิดจากการสุ่มเดาเอาแบบมั่วๆ ว่าสร้างอะไรตรงไหนก็ได้อย่างแน่นอน รวมถึงการสร้างเสาหลักเมือง พระพุทธรูปสำคัญด้วย เพื่อความเด่นชัดในเรื่องเทพเทวดาดลใจ ขอยกตัวอย่างในเรื่องของเทวดาท่านดลใจ ที่เกี่ยวข้องกับอริยบุคคลในสมัยพุทธกาลอีกสักหนึ่งเรื่องครับ

เรื่องราวนี้เป็นเรื่องของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี อีกเช่นเคย ซึ่งความจริงแล้วท่านมีนามเดิมว่า “สุทัตตะ” แต่เพราะความใจบุญชอบทำทานแก่คนยากคนจนมากจึงได้ชื่ออนาถบิณฑิกเศรษฐี นี้มาซึ่งแปลว่า “เศรษฐีผู้มีก้อนข้าวให้คนยากไร้” ท่านมีกองคาราวานสินค้าเดินทางไปทั่วชมพูทวีป  ค้าขายอย่างตรงไปตรงมาสร้างบุญกุศลมาโดยตลอด

วันหนึ่งท่านก็ได้ไปค้าขายที่เมืองราชคฤห์และได้พบกับน้องเขยของท่านนามว่า ราชคฤห์เศรษฐี (ในบางคัมภีร์ ผู้รู้กล่าวว่าท่านเป็นเพื่อนกัน) ทุกครั้งที่ท่านเดินทางไปก็จะต้องไปพักกับคนผู้นี้เสมอ ภายหลังได้ทราบว่า น้องเขยผู้นี้จะนิมนต์พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นประธานมาฉันภัตตาหารที่บ้าน

ก็เกิดความดีใจมาก อยากจะนมัสการพระพุทธเจ้าในทันที แต่เพราะพระพุทธองค์ยังทรงประทับอยู่ในป่าสีตะวันยังไม่สะดวกจะให้ใครเข้าพบ น้องเขยจึงได้บอกให้ไปพักผ่อนรอก่อนในวันถัดไป

ด้วยความตื่นเต้นดีใจที่จะได้พบพระพุทธองค์ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีถึงกับหลับแล้วตื่นถึง 3 ครั้งในคืนนั้นพอครั้งสุดท้ายที่ตื่นขึ้นมา จู่ๆ ท่านก็เดินออกไปนอกเมืองไปยังป่าสีตวัน ทั้งๆ ที่ยังเป็นเวลามืดและประตูเมืองก็ยังไม่เปิดเสียด้วยซ้ำ แต่เพราะเหล่าโอปปาติกะ (เทวดาพวกหนึ่ง) ช่วยกันเปิดประตูเมืองให้ท่านเศรษฐีเดินออกไปข้างนอกเมืองได้และทำให้เห็นว่าเวลานั้นเป็นเวลารุ่งสางแล้วแต่พอพ้นประตูเมือง ท้องฟ้าก็กลายเป็นเวลามืดอย่างเดิมอีก

ท่านเศรษฐีตกใจกลัวคิดจะกลับเข้าเมืองตามเดิม แต่ก่อนที่จะกลับก็มีเสียงของ “สิวกยักษ์” (เทวดาพวกหนึ่ง) มากล่าวเตือนให้ท่านเศรษฐีให้ก้าวเดินไปยังข้างหน้าอย่าได้ถอยกลับ เพราะการก้าวไปข้างหน้าแต่ละก้าวนั้นเป็นก้าวย่างที่จะเดินทางไปสู่หนทางที่ประเสริฐ พอสิ้นเสียงนั้นความมืดก็หายไป ท่านเศรษฐีก็เดินเข้าไปในป่าต่อไปได้

พอเดินไปได้สักหน่อยความมืดตามปกติก็เข้าปกคลุมอีก เสียงของสิวกยักษ์ก็ดังก้องขึ้นมาให้ก้าวต่อไปเรื่อยๆ ความมืดก็หายไปอีกสลับกันไปอยู่อย่างนี้ ด้วยเหตุที่เกิดความมืดและความสว่างสลับกันหลายครั้งทำให้ท่านเศรษฐีเกิดความท้อใจ แต่สิวกยักษ์ ก็กล่าวให้กำลังใจไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเดินทางมาจนถึงป่าสีตวันได้เป็นผลสำเร็จ

ในขณะนั้นเป็นเวลาที่จวนจะรุ่งสางแล้ว พระพุทธเจ้ากำลังเสด็จจงกรมอยู่ เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ทรงประทับนั่งเหนือก้อนหินแล้วกล่าวเชิญให้ท่านเศรษฐีมาเข้าเฝ้าด้วยพระองค์เองโดย พระพุทธองค์กล่าวชื่อ “สุทัตตะ” ได้อย่างถูกต้องทั้งๆที่เป็นการพบกันครั้งแรกสร้างความยินดีและเลื่อมใสในตัวพระพุทธองค์แก่ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นอย่างมาก

จากนั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมพื้นฐานเป็นการเบื้องต้นให้ เมื่อเล็งเห็นแล้วว่า สุทัตตะมีความเลื่อมใสในธรรมจริงจึงแสดงอริยสัจ 4 โปรดแด่สุทัตตะ เมื่อได้ฟังธรรมแล้ว สุทัตตะก็เกิดความซาบซึ้งในพระธรรมก้าวพ้นซึ่งความสงสัยในคำสอนของพระองค์ได้บรรลุเป็นอริยบุคคลมีดวงตาเห็นธรรม บรรลุกลายเป็นพระโสดาบันทันที

หลังจากนั้นท่านเศรษฐีก็ประกาศปวารณาตนเองเป็นอุบาสกในพระพุทธศาสนา แล้วจึงกราบอาราธนาพระพุทธองค์ไปฉันภัตตาหารพร้อมกับพระภิกษุสงฆ์ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งพระองค์ก็ทรงรับโดยดุษณีภาพ (หมายความว่า แสดงอาการนิ่งเป็นการยอมรับ) นี่คือเหตุการณ์การพบกันครั้งแรกระหว่างพระพุทธองค์กับอนาถบิณฑิกเศรษฐี

ตัวอย่างเรื่องราวนี้ชี้ให้เห็นว่า เทวดาประเภทยักษ์อย่าง สิวกยักษ์ได้ทำการดลจิตดลใจของเศรษฐีให้ท่านได้มาพบกับพระพุทธองค์จนได้แสดงธรรมแก่ท่านจนได้บรรลุธรรมในชั้นต้นของพระพุทธศาสนาเป็นการสร้างบุญอันยิ่งใหญ่ซึ่งผลบุญนี้ก็จะตกไปถึงสิวยักษ์ตนนั้นด้วย

แปลความง่ายๆ ว่าการทำบุญของเทวดาท่านก็จะทำบุญด้วยวิธีนี้ใช้การดลจิตใจให้กับผู้ที่มีบุญวาสนาที่มีบุญเชื่อมโยงถึงกันจึงเป็นเหตุให้มาสร้างบุญใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนคนที่จิตใจไม่ดีคิดแต่เรื่องอกุศล ต่อให้เทวดามีฤทธิ์แค่ไหนก็ไม่อาจช่วยเหลือได้อย่างแน่นอน

นอกจากเรื่องเทวดาประจำตัวแล้วยังมีเรื่อง “เทวดาเจ้าที่” อีกต่างหากด้วยครับ เทวดาเหล่านี้ท่านมีหน้าที่ดูแลสถานที่เหล่านั้นให้ร่มเย็นเป็นสุข ยกตัวอย่างเช่นคนที่เคยไปนอนตามวัดวาอารามต่างๆ เพื่อฝึกปฏิบัติธรรมอาจเคยเจอเหตุการณ์ประเภทที่ทำให้รู้สึกว่า ถูกกระตุกขาหรือได้ยินเสียงอะไรที่แปลก ๆที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนมาเตือนสติหรือดลจิตใจให้ไปทำอะไรสักอย่าง

หรือแม้กระทั่งมาสะกิดเตือนก็มีให้เห็นมามากรายแล้ว รูปแบบของการสื่อสารระหว่างคนกับเทวดาจึงมีทั้งการดลจิตใจ การปกป้อง ไปจนถึงการสะกิดเตือนตรงๆ

ตัวอย่างเรื่องเทวดามาสะกิดเตือนมนุษย์ก็มีปรากฏในพุทธกาลเช่นกันครับ เป็นเรื่องของ อนาถบิณฑิกเศรษฐีเจ้าเก่าของเรา แต่การสะกิดเตือนของเทวดาในกรณีนี้เป็นไปในแบบตรงกันข้ามกับที่ สิวกยักษ์ได้กระทำอย่างสิ้นเชิง

ด้วยความที่ท่านเป็นคนรวยมีทรัพย์สินเงินทองมากบ้านช่องก็ใหญ่โตกว้างขวางโดยที่เรือนของเศรษฐีมีอยู่ 7 ชั้นและซุ้มประตูอย่าง 7 ซุ้ม โดยที่ซุ้มประตูที่ 4 นั้นมี ภุมมะเทวดาอาศัยอยู่เหนือซุ้มประตูอยู่แต่โชคร้ายหน่อยที่ เทวดาองค์นี้เป็นเทวดานิสัยพาลขี้อิจฉา

เทวดาผู้นี้มักจะรำคาญเวลาที่มีพระสงฆ์และคนมากมาย เดินผ่านที่ซุ้มประตูของตนเองเกิดความเร่าร้อนอยู่ไม่เป็นสุข ก็เลยคิดหาทางไม่ให้ท่านเศรษฐีได้ทำบุญกุศลต่อไป ด้วยเหตุที่ท่านเศรษฐีเป็นผู้ใจบุญท่านได้ทำการค้าอย่างสุจริตซื่อตรง จึงมีผู้ฉวยโอกาสคดโกงไปมาก

หนำซ้ำทรัพย์สินจำนวนมากที่ถูกฝังไว้ริมแม่น้ำ ก็ถูกน้ำกัดเซาะตลิ่งจนพังเสียหายจนทรัพย์สินหายไปหมด ท่านจึงเริ่มมีฐานะยากจนลง แต่นั่นก็ไม่ทำให้ท่านหวั่นไหวในการถวายทานและยังคงดำเนินการทำบุญทำทานต่อไปจนเทวดาขี้รำคาญอดรนทนไม่ไหว

เทวดาจึงได้ไปหาหัวหน้าคนงาน และแสดงตัวให้เห็นเพื่อไปจะกล่อมให้หัวหน้าคนงาน ออกมาคัดค้านการทำบุญทำทานของอนาถบิณฑิกเศรษฐีแต่หัวหน้าคนงานซึ่งถือศีล 8 เป็นประจำอยู่แล้วก็ไม่ได้หวั่นไหวกลับไล่ตะเพิดเทวดาไป เทวดานั้นก็ใช้แผนเดิมไปพูดกับ กาละลูกชายคนโตของท่านเศรษฐี ก็โดนตะเพิดมาอีกเหมือนกัน เมื่อหาแนวร่วมเพื่อการคัดค้านไม่ได้จึงได้ตรงไปหาท่านเศรษฐีด้วยตนเอง

เทวดาพาลก็ไปสะกิดเตือนเศรษฐีถึงเรือนนอนตอนกลางคืนด้วยใจที่ตั้งมั่นว่า เมื่อก่อนท่านเศรษฐีร่ำรวยมหาศาลจึงไม่กล้าพูดอะไรแต่เมื่อเห็นยากจนลง ก็น่าจะฟังคำตักเตือนของเทวดาประจำซุ้มประตูบ้านตัวเองบ้าง  แต่ผลก็หาเป็นเช่นนั้นไม่

เพราะคำกล่าวที่เทวดาแนะนำต่อท่านเศรษฐีนั้นคือ  ให้ท่านเศรษฐีเลิกทำบุญทำทานเลิกไปวัดเลิกปฏิบัติธรรม ให้เลิกสนใจแม้แต่กระทั่งพระพุทธเจ้า ให้หันหน้ากลับมาตั้งหน้าตั้งตาค้าขายเหมือนเดิม เมื่อท่านเศรษฐีได้ยินการกล่าวด้วยทุคติเช่นนั้น ไม่เป็นผลดีต่อตัวท่านและเป็นการไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งจึงออกปากไล่เทวดาผู้นี้ออกจากเรือนไป

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นเหตุทำให้เทวดาไม่อาจอยู่ประจำซุ้มประตูที่ 4 ได้ อีกต้องพาเหล่าบริวารของตนเองออก ระเหเร่ร่อนไปขออยู่กับใครเขาก็ไม่ให้อยู่เพราะที่ทางส่วนใหญ่เป็นของท่านเศรษฐีทั้งสิ้นจึงต้องขอเทพบุตรประจำพระนครอยู่

แต่ท่านเทวดาประจำพระนครก็ไม่อาจช่วยเหลือได้ เพราะเทวดาผู้นี้ได้กล่าวร้ายต่ออริยบุคคลผู้เป็นถึงโสดาบันในพระพุทธศาสนาอย่างอนาถบิณฑิกเศรษฐี จึงได้ให้คำแนะนำไปหาท้าวจตุมหาราชทั้ง 4 ผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกา แต่ก็ไม่เป็นผล

ท้าวเธอทั้ง 4 ก็มีความเห็นเช่นเดียวกับเทวดาประจำพระนครเช่นกัน เพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเทวดานิสัยพาล เทวดาผู้ตกอับจึงต้องไปหาที่พึ่งสุดท้ายคือ ท้าวสักกะเทวราช (พระอินทร์) ผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

แม้ท่านท้าวสักกะเทวราชก็ไม่อาจให้ความช่วยเหลือโดยตรงได้ จึงได้บอกอุบายแก่เทวดาผู้นี้ว่า ให้ทำการช่วยเหลือท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นการลงทัณฑกรรมแทน โดยการให้แปลงร่างเป็นเสมียนแล้วให้นำสัญญาการค้า ที่ได้ทำการตกลงกับพ่อค้าที่เบี้ยวหนี้ไปทวงชำระแทนซึ่งเป็นจำนวนเงินมหาศาล จากนั้นก็ให้นำทรัพย์สมบัติเหล่านั้นมาเก็บไว้ยังห้องคลังตามเดิม

ส่วนทรัพย์สมบัติที่จมน้ำหายไป ก็ให้เทวดาผู้นั้นเป็นผู้รวบรวมกลับมา รวมไปถึงทรัพย์อื่นๆ ที่ไม่มีเจ้าของก็เก็บมาใส่ไว้ในห้องสมบัติให้หมดด้วย เมื่อรวบรวมทรัพย์สมบัติที่ทั้งโดนโกงและสูญหายไปกลับคืนมา จึงทำให้อนาถบิณฑิกเศรษฐีกลับมามีฐานะมั่งคั่งเหมือนเดิม

เมื่อรวบรวมทรัพย์ที่หายไปทั้งหมดเสร็จแล้วเทวดาพาล จึงได้กลับไปขอขมาเศรษฐีให้ยกโทษให้กับตน และตนเองก็ได้ถูกลงทัณฑกรรมโดยพระสักกะเทวราชไปแล้ว  อนาถบิณฑิกเศรษฐีพิจารณาว่าเทวดาผู้นี้สำนึกผิดแล้วจึงได้บอกให้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

พระพุทธองค์ทรงตรัสยกโทษในความผิดของเทวดา ที่ได้กล่าวล่วงเกินพระพุทธองค์และได้เทศนาสั่งสอนเรื่องการกระทำกรรมดีและกรรมชั่วว่า

“ตราบใดที่กรรมชั่วยังไม่ให้ผลเขาผู้นั้นก็จะกระทำกรรมต่อไปเป็นเรื่องปกติ เมื่อเห็นผลแล้วจึงจะได้รู้ว่านั่นคือกรรมไม่ดี แต่เมื่อบุคคลใดทำกรรมดีแล้วกรรมดียังไม่เห็นผลก็มักคิดว่าทำดีไม่ได้ดี ต้องรอให้ผลดีปรากฏก่อนจึงจะเชื่อว่าให้ผลจริง”

กรณีของทั้งเทวดาที่ประกอบกรรมไม่ดี และ ท่านเศรษฐีที่หมั่นประกอบคุณงามความดีในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันเป็นการแสดงผลของกฎแห่งกรรมที่เห็นได้ชัดเจนมาก เมื่อเทวดาได้รับฟังธรรมของพระพุทธองค์ก็เกิดความแจ่มแจ้งในธรรมสำเร็จเป็นพระโสดาบันทันที

ในเรื่องราวตัวอย่างของอนาถบิณฑิกเศรษฐีนี้ เทวดาท่านไปทำการดลจิตใจให้ผู้ที่คดโกงยอมเอาทรัพย์สินที่กู้ยืมไปเอามาคืนมากกว่า และเชื่อว่าด้วยการดลใจของเทวดา ทำให้เขาเหล่านั้นสำนึกได้ถึงการกระทำไม่ดีของตน จึงได้นำทรัพย์สินมาคืน และอาจเป็นเพราะบุญบารมีในตัวของ อนาถบิณฑิกเศรษฐีเองด้วยเป็นส่วนหนึ่งที่ถึงเวลาส่งผล

เรื่องของความเชื่อเกี่ยวกับเทวดาประจำตัวนี้ ไม่ว่าคุณผู้อ่านจะเคยมีความเชื่ออย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรกระทำก็คือ หมั่นทำความดีสร้างบุญบารมีเท่าที่ทำได้ทั้งทาน สีล ภาวนา อย่าไปสงสัยในเรื่องของบุญและกรรมจนทำให้จิตใจตกต่ำ  และหมั่นฝึก “สติ” ของเราเองให้เกิดความเข้มแข็ง สร้างฤทธิ์ทางใจให้แข็งแกร่ง มีหิริโอตัปปะประทับอยู่ในจิตใจ เป็นการต้านทานบาปและหันมาต้อนรับการทำบุญทั้งปวงจะเป็นการดีที่สุด

การผูกพันระหว่างมนุษย์และเทวดานั้นเป็นเรื่องที่มีอยู่จริง และทุกคนมีเทวดาประจำตัวที่เคยเป็นบรรพบุรุษ พ่อแม่พี่น้อง ยาติมิตร สหายที่คอยห่วงใยและพร้อมจะช่วยเหลือเมื่อยามมีภัย คอยดลใจให้สร้างกรรมดียิ่งขึ้นไป เพราะท่านเหล่านั้นทราบดีว่า บุญนั้นเป็นที่พึ่งได้จริง

ยิ่งในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเคยอธิษฐานจิตให้ผูกพันกันกับอีกฝ่ายหนึ่ง ทำให้ต้องมีการติดตามไปเฝ้าดูอยู่ตลอดเหมือนเชือกที่โยงติดกัน แต่เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหมดบุญในการอธิษฐานหรือทำการเปลี่ยนแปลงตนเองให้ตกต่ำลงสายใยที่เคยผูกโยงไว้ด้วยบุญก็จะขาดออกจากกัน

ทางที่ดีที่สุดเพื่อความไม่ประมาท เพราะเราไม่รู้ว่าวิบากกรรมไม่ดีจะมาส่งผลเมื่อใด ขอดปรดหันมาทำความดีละเว้นความชั่ว เพื่อเป็นการสร้างเกราะป้องกันตัวจากสิ่งเลวร้ายต่างๆ และลด ละ เลิก หลีกหนีเว้นในสิ่งที่ไม่ดีไม่งามทั้งหลายจะดีกว่า

เพราะการเอาแต่นั่งรอให้เทวดาประจำตัวมาช่วยเพียงอย่างเดียว เป็นเรื่องที่ไม่สมควรและประมาทในเรื่องของกรรมมาก เทวดาประจำตัวท่านไม่อาจจะช่วยได้เลย หากตัวเราไม่มีบุญเป็นฐานหรือกำลังสนับสนุนที่เพียงพอ

ยิ่งเราเป็นผู้มีบุญมาก เทวดาท่านก็ยิ่งจะสื่อสาร ดลใจช่วยเหลือเราได้มากขึ้น เพราะเข้าออกในจิตใจเราได้สะดวกไม่มีกรรมชั่วมาขวางกั้นเอาไว้  และตัวอย่างของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นตัวอย่างที่ดีครับ แม้แต่เทวดาประจำซุ้มประตูบ้านยังต้องยอมแพ้ในการบำเพ็ญบุญบารมีของท่านเลย

            กล่าวในเรื่องทั้งเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ และผีสาง ถ้าใครที่ยังไม่เคยเห็นหรือสัมผัสก็จะปฏิเสธว่าไม่มีและพลอยทำให้ไม่เชื่อว่าการมีอยู่ของโลกหน้านั้นไม่มีอยู่และไม่เป็นความจริง ส่วนคนที่เคยได้สัมผัสหรือเคยเห็นไม่ว่าด้วยเหตุบังเอิญ,ความฝัน หรือมีนิมิตก็ตามทีก็จะเชื่อเรื่องความมีอยู่ในเรื่อง วิญญาณ โอปปาติกะ รวมไปถึงเรื่องโลกนี้และโลกหน้าเหล่านี้อย่างสนิทใจ

            เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ในปัจจุบันจะมีผู้ที่ทั้งเชื่อและไม่เชื่อในสมัยพุทธกาลก็มีปรากฏให้เห็นครับซึ่งปรากฏอยู่ใน พระไตรปิฏกพระสูตรที่ชื่อ “ปายาสิรัญญสูตร” เป็นการโต้วาทีครั้งใหญ่ระหว่าง พระเจ้าปายาสิธิราชกับพระกุมารกัสสปะเถระ

            พระเจ้าปายาสิธิราชเป็นเจ้าผู้ครองนครเล็กๆ ที่มีชื่อว่า เสตัพยะนครซึ่งอยู่ในแคว้นโกศล หากเปรียบเทียบกับคนในยุคปัจจุบันก็คงจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีความเป็น “วิทย์จ๋า” เลยทีเดียวเป็นนักคิดนักวิจัยที่ดีก็ว่าได้ พระเจ้าปายาสิตั้งทฤษฎีการไม่มีอยู่ของเหล่าวิญญาณ โอปปาติกะและโลกเบื้องบนและเบื้องล่างขึ้นมาไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างลอยๆ แต่ผ่านการทดลองเบื้องต้นตามแนวทางของตนเอง แล้วก็ลงความเห็นไปตามที่ได้พิสูจน์มาแล้วจึงประกาศออกสู่สาธารณะ ยังไม่พอยังท้าทายด้วยว่าใครที่มีความแน่จริงก็ให้มาประลองโต้วาทะกับตนเองในเรื่องนี้

            พระภิกษุอรหันต์ที่ไม่มีความสามารถพิเศษ (อภิญญา 6) หรือไม่มีความแตกฉานทางธรรม (ปฎิสัมภิทา 4) ก็พยายามหลบๆ ไปไม่มีใครอยากไปตอแยกับท้าวปายาสิธิราชให้เสียเวลา ทำให้ท้าวปายาสิธิราชเกิดความลำพองใจว่า ไม่มีใครเก่งเท่าข้าอีกแล้ว แต่มีพระรูปหนึ่งซึ่งเป็นนักปราชญ์ อีกทั้งมีความหาญกล้าพอที่จะต่อกรด้วยก็คือ ท่านกุมารกัสสปะเถระ

            เมื่อท้าวปายาสิประกาศเรื่องโลกหน้าไม่มีทั้งนรกและสวรรค์ ไม่มีผีมีเปรตหรือเทวดามีแต่ตายแล้วสูญไปทั้งนั้น พระกุมารกัสสปะจึงได้ถามว่าทำไมจึงได้คิดเห็นเช่นนั้น

            ปายาสิจึงบอกว่า ตนเองเคยสั่งให้คนทำชั่วที่เหล่าสมณพราหมณ์เชื่อว่าทำแล้วต้องไปตกนรกแน่ ๆ ให้กลับมาบอกหลังจากไปนรกมาแล้วว่าเป็นอย่างไรแต่สั่งไปหลายคนก็ไม่มีใครกลับมาบอกได้สักคน พระกุมารกัสสปะจึงได้อธิบายเปรียบเทียบว่า ถ้าเป็นนักโทษประหารที่เขาจะนำไปเข้าตะแลงแกง ต่อให้ขออนุญาตเพื่อปล่อยตัวเพียงเพราะจะไปสั่งเสียลูกเมียย่อมไม่ได้รับอนุญาต เช่นเดียวกับ ผู้ที่ได้ไปเกิดในนรก ย่อมไม่มีสิทธิ์จะได้ไปไหนได้ต่อให้ไม่ลืมสัญญาก็กลับมาบอกไม่ได้ เพราะต้องรับโทษก่อน

            ท่านปายาสิก็เลยนำ เหตุการณ์เดียวกันมาเปรียบเทียบอีกแต่คราวนี้เปลี่ยนจากสั่งให้คนทำเลวเปลี่ยนมาทำดีในแบบที่ เหล่าพราหมณ์เชื่อว่าทำดีขนาดนี้แล้วต้องได้ไปเป็นเทวดาบนสวรรค์ให้กลับมาบอกเช่นเดียวกัน ซึ่งพวกนี้เมื่อสั่งไปแล้วก็เงียบหายไปอีก ที่สำคัญคือไปสวรรค์ต้องมีความสุขไม่ได้รับการลงโทษอะไรก็น่าจะกลับมาบอกได้

            เหตุผลสองประการที่พระกุมารกัสสปะมอบให้ปายาสิคือ หนึ่งเรื่องระยะเวลาที่มีความแตกต่างกันมาก (อย่างที่เราทราบไปแล้วว่า อย่างน้อยๆ กับสวรรค์ชั้นแรก เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา 1 วัน เท่ากับ 50 ปีของโลก) ดังนั้นระยะเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนของสวรรค์จึงเท่ากับร้อยปีของเมืองมนุษย์ แม้เขาเหล่านั้นไปแล้วไม่ลืมสัญญากะว่าจะกลับมาบอกในวันถัดไป ถึงเวลานั้นท่านปายาสิก็คงตายไปเรียบร้อยแล้ว

            เหตุผลที่สองก็คือ ความเป็นมนุษย์และโลกของมนุษย์นั้นมีความเหม็นสกปรกอย่างมากสำหรับเทวดาเมื่อตายไปเป็นเทวดาแล้วก็ย่อมไม่อยากกลับมาสูดกลิ่นเหม็นของมนุษย์อีกเหมือนคนที่เพิ่งขึ้นจากบ่อน้ำโคลนที่สกปรกมาแล้วอาบน้ำปะแป้งเสียหอมฉุย จะให้ตกลงไปอยู่ในบ่อโคลนอีกก็คงไม่ยอมลงไปอีกฉันใดก็ฉันนั้น

            ปายาสิยังโต้ตอบต่อไปว่า แม้คำพูดของท่านกุมารกัสสปะนั้นจะฟังดูดีมีเหตุผลแต่ถ้าเทวดา ภูตผีหรือสวรรค์นรกมีจริงตัวเขาเองก็น่าจะสัมผัสได้แต่นี่เขาไม่เคยเห็นเลย พระกุมารกัสสปะจึงได้ตอบเรื่องนี้ได้ชัดเจนว่า

            “ที่ไม่เชื่อว่าเทวดามีจริง สัตว์นรกมีจริง โลกหน้ามีจริง ด้วยเหตุผลว่าไม่เคยเห็นสิ่งเหล่านี้ ก็เปรียบเสมือนคนที่เกิดมาแล้วตาบอดมาแต่กำเนิดไม่เคยเห็นทั้งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ไม่เคยเห็นสีแดงและสีเขียวแล้วบอกว่าดวงอาทิตย์และดวงจันทร์นั้นไม่มีอยู่จริง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วสิ่งเหล่านี้มีอยู่คนตาดีทั้งหลายเขามองเห็นกันอยู่ทุกวัน”

ที่มา : พระเทพมุณี (วิลาศ ญาณวโร), วรรณกรรมไทยเรื่องภูมิวิลาสินี หน้า 36-46

            ปายาสิก็ยังไม่ลดละด้วยคำเปรียบเทียบอุปมานั้นโดยอ้างผลงานเก่าของตัวเองอีกโดยการ นำนักโทษประหารมาใส่ในหม้อใหญ่ทั้งเป็นเอาดินเหนียวพอกปิดให้มิดชิดแล้วยกหม้อนั้นขึ้นตั้งไว้บนเตาไฟเพื่อคอยดูว่า วิญญาณจะออกจากร่างไปไหนแม้จะกะเทาะดินเหนียวออกดูก็ยังไม่เห็นวิญญาณออกมาแต่อย่างใด ด้วยผลการทดลองนี้จึงทำให้ปายาสิเชื่ออย่างสนิทใจว่า ตายแล้วสูญไม่มีอะไรเหลือเลย

            พระกุมารกัสสปะก็ต้องแก้อีกครั้งด้วยการกล่าวว่า คนที่นอนหลับฝันว่าไปเที่ยวที่นั่นที่นี่มาคนที่นอนอยู่ใกล้ๆ เขาจะเห็นวิญญาณของเขาหรือไม่ก็คงไม่เห็นเพราะขนาดวิญญาณของคนเป็นๆ ยังไม่เคยเห็นเลยจะไปเห็นในคนตายได้อย่างไร

            แต่งานวิจัยของปายาสิก็ยังไม่หมด โดยคราวนี้เอานักโทษประหารมาชั่งน้ำหนักก่อน เสร็จแล้วก็ให้แขวนคอจนตาย พอยกขึ้นชั่งน้ำหนักอีกทีกลายเป็นว่า ศพมีน้ำหนักมากกว่าตอนที่มีชีวิตแสดงว่าการที่คนตายแล้ววิญญาณจะออกจากร่างก็ไม่น่าจะจริง ถ้าจริงก็ควรจะมีน้ำหนักเบาลงไม่ใช่หนักขึ้นๆ อย่างนี้

            ท่านกุมารกัสสปะก็เปรียบเทียบให้ฟังว่า เหล็กที่เผาไฟจนร้อนย่อมเบากว่าเหล็กที่เย็นมนุษย์ก็เช่นเดียวกันเมื่อยังมีชีวิตอยู่ร่างกายยังมีไฟอยู่ในตัวยังมีความอบอุ่นมีจิตวิญญาณร่างกายย่อมเบา แต่เมื่อตายแล้วหมดไฟร่างกายก็แข็งกระด้างหนักขึ้นเป็นธรรมดา ไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อที่ว่าวิญญาณออกจากร่างไปหรือไม่แต่อย่างใด

            ปายาสิก็ยังทำการอธิบายผลการทดลองของตัวเองต่อไปว่า เขาได้เคยทดลองด้วยวิธีอื่นๆ อีกโดยการจับนักโทษประหารมาฆ่าโดยไม่ให้ผิวหนังเนื้อ เอ็นหรือกระดูกส่วนหนึ่งส่วนใดช้ำ (ในมุมมองของผู้เขียนอาจจะใช้ยาพิษก็ได้) เมื่อนักโทษจวนจะตายแล้วก็ให้ทั้งนอนหงาย นอนตะแคง หรือแม้แต่คว่ำหน้าเพื่อคอยดูว่าวิญญาณจะออกมาจากทางไหนก็ไม่เคยเห็นอีกเช่นกัน

            พระกุมารกัสสปะก็เทียบให้ฟังอีกว่า ถ้ามีนักดนตรีเป่าสังข์ที่มีเสียงไพเราะอยู่แล้วมีชาวบ้านผู้โง่เขลามาถามว่าเสียงที่ออกมานี้ออกมาจากที่ไหนจากตัวท่านหรือ หอยสังข์ คนเป่าสังข์ก็จะบอกว่าออกมาจากสังข์ที่เป่าอยู่นี้เอง ชาวบ้านผู้ซื่อบื้อก็เลยเอาสังข์มาพลิกหงายพลิกคว่ำ เอาไปทุบเอาไปตะแคงดูอย่างไรก็ไม่ได้ยินเสียงลอดออกมา เงียบกริบเหมือนเดิมจะคอยจ้องดูว่า เสียงมันออกมาจากทางไหนก็คงไม่มีวันเห็น เพราะไม่รู้ว่าเสียงของสังข์นั้นไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นกันได้ ไม่อะไรกับวิธีการพิสูจน์เรื่องวิญญาณด้วยวิธีพิลึกพิลั่นของปายาสิเช่นกัน

เมื่อท่านยกตัวอย่างมาดังนี้แล้ว เพื่อที่ต้องการจะบอกกล่าวแก่ปายาสิว่า เรื่องนี้มัน “ผิดตั้งแต่ตั้งสมมติฐานแล้ว” ด้วยเหตุผลที่ว่า คนที่ตายไปแล้ววิญญาณจะต้องออกจากร่างเมื่อไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าวิญญาณมีจริงและออกไปจากร่างจริงก็เลยไม่เชื่อเรื่องการตายและการเกิดใหม่ การไปอยู่ในภพภูมิที่สูงกว่าด้วยบุญและคุณงามความดี และลงไปอยู่เบื้องล่างด้วยผลกรรมชั่ว

ปายาสิก็ยังไม่ยอมเชื่อเสนอผลงานต่อไปว่า เคยสั่งให้ทั้งเชือดทั้งสับผิวหนังเลือดเนื้อของคน ตัดเอ็นตัดกระดูก เพื่อหาดูว่าวิญญาณนั้นอยู่ที่ไหนก็ไม่พบแม้จะเอาร่างกายมาสับจนละเอียดแล้วก็ยังไม่พบเขาจึงเชื่อสนิทใจว่าวิญญาณนั้นไม่มีจริง

            ท่านกุมารกัสสปะจึงกล่าวเตือนและทำการเปรียบเทียบให้ฟังอีกครั้ง เรื่องของ “การก่อไฟ” หากเป็นผู้ที่ไม่รู้การก่อไฟให้ติด แล้วนำเอาไม้มาสีๆ กันอย่างไม่ถูกวิธีก็ไม่เกิดไฟ เอามีดมาถากไม้อย่างไรก็ไม่มีไฟออกมาหรือจะเอาไม้ไปสับให้ละเอียดก็ไม่ปรากฏให้มีไฟออกมาเช่นกัน

            การเปรียบเทียบเช่นนี้ก็เหมือนกับผู้ที่ไม่รู้จักแสวงหาการมีอยู่ของโลกหน้าจึงไม่ได้พึงทำความดีและไม่รู้ผลของการทำความชั่วก็ย่อมไม่มีวันพบความจริงเช่นเดียวกัน การแสวงหาเรื่องจิตวิญญาณและโลกหน้านั้นไม่อาจจะใช้วิธี สมมติฐาน หรือเครื่องมือในแบบที่ ปายาสิกล่าวอ้างมาได้เลยสักอย่างเดียว เมื่อใช้เครื่องมือไม่ถูกต้องไม่ตรงกับเรื่องราวที่ต้องการรู้ก็ย่อมไม่ได้ความรู้หรือความจริง

            เมื่อปายาสิไม่สามารถหาเหตุผลมาโต้แย้งเรื่องการมีอยู่ของโลกหน้ารวมไปถึงภูมิอันเป็นสุขและทุกข์ของสัตว์โลกได้ก็จนด้วยเหตุผลแต่ก็ยังไม่ยอมละความคิดเดิม เพราะความอับอายเนื่องด้วยใครๆ ก็รู้ว่าพระเจ้าปายาสิธิราช เป็นผู้มีความเชื่อเช่นนี้มาตั้งแต่ต้นจึงไม่อยากจะละความคิดนั้น

            พระกุมารกัสสปะจึงบอกให้สละความคิดเดิมเสียเพราะมันไม่เป็นผลดีกับคนที่คิดเห็นอย่างนั้น เหมือนคนเลี้ยงหมูไม่เป็น พอไปหมู่บ้านอื่นเห็นขี้หมูก็นึกว่าเป็นอาหารหมู จึงเอาผ้าห่อขี้หมูเทินหัวกลับบ้าน ฝนตกขี้หมูไหลย้อยลงมาเปรอะเปื้อนตัวอย่างไรก็ไม่ยอมวาง แม้ผู้รู้จะมากล่าวเตือนว่านั่นเป็นของสกปรกเหม็นเน่าก็ไม่ยอมฟัง กว่าจะถึงบ้านก็คงเปรอะเหม็นไปด้วยขี้หมูเมียด่าเปิงแน่ๆ

            พระกุมารกัสสปะเถระต้องการชี้ว่า “เมื่อรู้ว่าอะไรผิดแล้วก็จงสละความเห็นนั้นเสีย” ขอให้มาศึกษาหาความรู้ในสิ่งที่สมควร อะไรที่จริงกว่าดีกว่าและถูกต้องกว่าก็ควรจะยึดถือมาปฏิบัติ

เมื่อพระเจ้าปายาสิธิราชได้ฟังข้อธรรมของท่านกุมารกัสสปะเถระจนเข้าใจแล้วก็ยอมจำนนด้วยเหตุผลด้วยประการทั้งปวง ประกาศสละความเห็นผิดนั้นหันมานับถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง และเริ่มทำทานรักษาศีลจนกระทั่งสิ้นชีวิต

จากตัวอย่างเรื่องราวการพยายามพิสูจน์เรื่องการมีอยู่ของเทวดา วิญญาณ ภูติผีและภพภูมิที่เป็นสุขและทุกข์นั้นสำหรับมนุษย์แล้วเป็นเรื่อง “อจิณไตย” คือเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะไปทำความสงสัยให้เสียเวลาเพราะผู้ที่พึงสงสัยเรื่องนี้มากๆ เข้าจะพึงทำให้เป็นบ้าได้

แล้วตกลงจะให้เลือกเชื่อหรือไม่เชื่อดีขอให้มาลองดูตัวอย่างจากพระพุทธองค์ก่อนแล้วลองพิจารณากันดูอีกทีครับ

พระพุทธเจ้ากับเหล่าเทวดาและเหล่าอมนุษย์

            เหตุการณ์ต่างๆ ที่มีปรากฏในพระไตรปิฎกเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทวดาและสวรรค์นั้นมีอยู่มากมายเป็นต้นว่า การพบปะกับเหล่าเทวดาของพระพุทธองค์โดยที่พระพุทธองค์จะเสด็จไปโปรดเทวดาในชั้นดาวดึงส์มากกว่าชั้นอื่นเป็นพิเศษ เพราะเป็นที่อยู่ของพุทธมารดาซึ่งต้องทรงมาแสดงธรรมโปรดพุทธมารดาตามราชประเพณี และทรงแสดงธรรมแก่เหล่าเทวดาในชั้นดาวดึงส์อยู่เสมอ โดยเฉพาะการสนทนาธรรมกับท้าวสักกะเทวราช

การที่พระพุทธองค์ได้ทรงสนทนากับท้าวสักกะเทวราชอยู่เป็นประจำก็เพราะว่าท้าวสักกะเป็นเทวดาที่ทรงคุณธรรมมากการจะเกิดมาเป็นท้าวสักกะเทวราชได้ต้องบำเพ็ญบุญบารมีที่เรียกว่า “วัตตบท 7 ประการ” อันได้แก่ การบำรุงบิดามารดา,อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ในตระกูล เป็นคนซื่อสัตย์ ไม่หยาบคาย ไม่ยุยุงให้เกิดความแตกแยก ไม่ตระหนี่ และไม่เป็นคนโกรธง่าย และก็มีบางครั้งที่ท้าวสักกะตรัสสรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้าต่อหน้าเทพและบริวารในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เนื่องในโอกาสพิเศษ เหตุการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นว่าพระพุทธเจ้ากับท้าวสักกะเทวราชนั้นมีการติดต่อสัมพันธ์กันอยู่เป็นประจำ ดังคำที่ปรากฎอยู่ในพระคัมภีร์ว่า

“…ท้าวสักกะจอมเทพ ตรัสพระคุณความจริง 8 ประการของพระผู้มีพระภาคเจ้าแก่เหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลายก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ ทรงปฏิบัติเพื่อความเกื้อกูลแก่ชนเป็นจำนวนมาก เพื่อความสุขแก่คนเป็นจำนวนมาก….”

ที่มา : พระไตรปิฎก เทวาสุรสังคามสูตร เล่มที่ 18 หน้าที่ 352 -354

อีกประการหนึ่งการที่เราได้ยินเรื่องราวของเทวดาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มากกว่าชั้นไหนๆ ก็เพราะเป็นสวรรค์ที่มีท้าวสักกะ (พระอินทร์) ปกครองและเทวดาชั้นดาวดึงส์นั้นจะมีหน้าที่ประจำอยู่อย่างหนึ่งได้แก่การตรวจดูความเป็นไปของมนุษย์ดังที่ปรากฎพระคัมภีร์อีกบทหนึ่งว่า

“การตรวจดูความประพฤติของมนุษย์โลกเป็นหน้าที่ของเหล่าเทวดาในชั้นดาวดึงส์ในทุกวันอุโบสถ คือวันที่ 14 หรือ 15 ค่ำแล้วเหล่าเทวดาจะต้องกลับมารายงานความประพฤติของสัตว์โลกต่อหน้าเทวดาทั้งหลายที่มาจากต่างชั้นที่มีมาประชุมกัน ณ ศาลาที่ชื่อว่า สุธัมมา”

ที่มา : พระไตรปิฎก ปฐมราชสูตร เล่มที่ 20 หน้า 476

            เรื่องราวการพิสูจน์ความเชื่อเรื่องการมีอยู่จริงของเทวดาและแนวคิดเรื่องนรกสวรรค์นั้นได้รับการยืนยันจากพระพุทธองค์แล้วว่าเป็นเรื่องที่ “มีอยู่จริง” แม้คนระดับพระมหากษัตริย์อย่างพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้มากด้วยศรัทธาในพระพุทธศาสนาซึ่งมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่เป็นประจำ ก็ยังมีข้อสงสัยว่า “เทวดามีจริงหรือไม่ โลกหน้ามีจริงหรือเปล่า” จึงได้รับคำยืนยันทางพระพุทธองค์ดังนี้ว่า

“เทวดานั้นมีจริง เมื่อ เทวดามีความทุกข์ จึงจะมาจากสวรรค์เพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธองค์หรือพระมหาเถระผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อขอคำปรึกษา”

พระเจ้าปเสนทิโกศลได้รับฟังดังนั้นแล้วจึงได้เชื่ออย่างสนิทใจ

ที่มา : พระไตรปิฎก มหามกุฎราชวิทยาลัย กรรณกัตถลสูตร เล่มที่ 13 หน้า 580

            ส่วนในเรื่องเหล่าอมนุษย์และเหล่าภูตผีนั้นพระพุทธองค์ก็ไม่ปฏิเสธเช่นกันว่าไม่มีจริงและมีหลักฐานปรากฎอยู่ในพระไตรปิฎกอีกเช่นกันว่า

            “ในสมัยหนึ่งท่านพระลักขณเถระและพระมหาโมคคัลลานะเถระได้ลงจากภูเขาคิชฌกูฎเพื่อจะเข้าไปบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์ขณะที่เดินลงมา ท่านพระโมคคัลลานะเถระได้เห็นเปรตตนหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายงูจึงยิ้มออกมานิดหนึ่ง พระลักขณะเถระจึงได้ถามว่า ท่านแย้มยิ้มออกมาเพราะเหตุอันใด….”

ที่มา : พระไตรปิฎก มหามกุฎราชวิทยาลัย,ธัมมปทัฎฐกถา แปล ภาค 3 หน้า 234

            พระท่านโมคคัลลานะแม้จะถูกถามอย่างไรก็ไม่ยอมบอกสาเหตุของการยิ้มเพราะเกรงว่าพระลักขณเถระจะไม่เชื่อเพราะภูติผีเปรตเหล่านั้นเป็นโอปปาติกะที่มีกายละเอียด ตาเนื้อไม่อาจมองเห็นได้และขอไปตอบปัญหานี้เฉพาะต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าเพื่อให้พระพุทธองค์ทรงเป็นพยานเรื่องนี้

            องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองแม้แต่ในวันที่ทรงตรัสรู้ก็ทรงทอดพระเนตรเห็นเปรตรูปร่างคล้ายงูเช่นกันแต่ก็ไม่ได้ตรัสบอกใครเพราะเกรงว่าจะไม่เชื่อและการที่ไม่เชื่อในสิ่งนั้นก็จะทำให้เสียประโยชน์ในการสร้างบุญกุศลคุณงามความดีและละจากสิ่งที่เป็นบาปไปเสียเปล่า พระองค์ทรงตรัสกับพระสารีบุตรเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า

            “ดูก่อนสารีบุตร ประการหนึ่ง ตถาคตย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติขึ้นด้วยความเลว หรือมีความประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม กำลังได้ดีหรือตกยากนั้น รู้ได้ด้วยทิพย์จักษุอันบริสุทธิ์ล่วงไปจากจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วย กายทุจริต วจีทุริต มโนทุจริต….”

ที่มา : พระไตรปิฎก มหาสีหนาทสูตร เล่มที่ 12 หน้า169

จากตัวอย่างเรื่องการมองเห็นว่ามีอยู่ของทั้งเหล่าเทวดาและภูติผีของพระพุทธองค์ผู้เขียนขอกล่าวถึงประเด็นเรื่องทิฐิที่มีเกี่ยวกับโลกหน้าและภพภูมิที่เป็นสุขและเป็นทุกข์ทั้งหลายที่ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่

พระพุทธองค์ต้องการชี้ให้เห็นซึ่งความเชื่อในเรื่องโลกหน้าว่ามีอยู่จริงนั้น ก็เพราะว่าจะเป็นบันไดก้าวแรกที่ทำให้ มนุษย์เริ่มทำความดีและทำความดีไปอย่างมีความหวังด้วย เพราะจะทำให้เชื่อว่าตนเองนั้นจะมีความสุขและปลอดภัยในทุกกาลเวลาส่วนทางที่เป็นอบายที่นำไปสู่ความทุกข์ทั้งหลายนั้นก็ขอให้ละเว้นจากมันเสียเพราะจะยังก่อให้เกิดความทุกข์และอันตรายอย่างแสนสาหัส ถึงกับมี พุทธฎีกาชักชวนว่า

“คนเราควรจะทำความดีเพื่อสั่งสมประโยชน์เหล่านั้นไว้ใช้ในภายหน้า ประโยชน์ความดีทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งได้ของสัตว์ในปรโลก”  ( ปรโลกนี่หมายถึง ภพอื่นๆ ครับไม่ได้หมายความถึง ภพนรกแต่เพียงอย่างเดียวอย่างที่เข้าใจกัน) และทรงติเตียนผู้ที่มีความเห็นเรื่องที่ว่า โลกหน้าภพหน้าไม่มีจริงนั้น เป็นพวกที่มีความเห็นผิดไปจากทำนองคลองธรรมหรือที่เรียกว่า “มิจฉาทิฐิ”

พุทธทรรศนะที่มีต่อทั้งเหล่าภูมิเทวดา นรกและสวรรค์ ได้ถูกกล่าวถึงโดยสังเกตจาก ภารกิจที่ต้องปฏิบัติประจำวันของพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์นอกจากจะติดต่อสัมพันธ์กับเหล่ามนุษย์คือพุทธบริษัททั้ง 4 อันได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาในโลกมนุษย์แล้ว ยังมีช่วงเวลาหนึ่งที่พระพุทธเจ้าต้องทรงติดต่อกับเหล่าเทวดา ดังกำหนดการที่แสดงในพุทธกิจประจำวันตั้งแต่เช้าตรู่ไปจนถึงใกล้รุ่งของวันใหม่เลยทีเดียวปรากฏดังต่อไปนี้

1. เวลาเช้าเสด็จออกบิณฑบาต (ปุพพันเห ปิณฑะปาตัง)

2. เวลาเย็นแสดงธรรม (สายัณเห ธัมมะเทสนะนัง)

3. เวลาค่ำคืนประทานโอวาทแก่เหล่าภิกษุ (ปะโทเส ภิกขุโอวาทัง)

4. เวลาเที่ยงคืน “ตอบปัญหาเหล่าเทวดา” (อัฑฒะรัตเต เทวะปัญหะนัง)

5. เวลาใกล้รุ่ง ทรงตรวจดูสัตว์โลก (ปัจจูเสวะ คะเต กาเล ภัพพาภัพเพ วิโลกะนัง)

จากกำหนดการของพุทธกิจนี้ จะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าต้องติดต่อสัมพันธ์กับเหล่าเทวดาและสวรรค์อยู่เป็นประจำทุกวัน แม้ในพระไตรปิฎกจะกล่าวถึงเรื่องของพวกเทวดาและสวรรค์มากแค่ไหนก็ตาม แต่พระพุทธองค์ ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการมุ่งไปสู่ความเป็นเทวดาหรือการมุ่งไปสู่สวรรค์ชั้นต่างๆ มากนัก ทรงมองว่าเหล่าเทวดานี้ก็เป็น “สัตว์โลก”อย่างหนึ่งที่เต็มไปด้วยปัญหาและยังมีกิเลสยังต้องเวียนว่ายตายเกิดกันต่อไป

พวกเทวดานั้นจะมีปัญหาหนึ่งที่สำคัญคือ ในเทวโลกนั้นไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ไปบังเกิดในที่แห่งนั้น (ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่าเมื่อ ท่านเหล่านั้นบำเพ็ญอรหันต์จนหลุดพ้นไปแล้วคงไม่เสียเวลาอยู่ในเทวโลกอีก) จึงมีโอกาสได้ฟังธรรมเทศนาของพระพุทธองค์ได้น้อยมาก และจะมีเป็นบางครั้งเท่านั้นที่พระพุทธองค์หรือพระอรหันตสาวกจะขึ้นไปแสดงธรรม เหล่าเทวดาจึงต้องลงมายังโลกมนุษย์เพื่อทำการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและซักถามปัญหาธรรม

ในทรรศนะของพระพุทธเจ้าพระองค์จึงถือว่า เทวดาไม่ใช่สิ่งที่วิเศษที่พึงประสงค์สูงสุดเพราะยังเต็มไปด้วยความทุกข์และกิเลสอยู่ ในพระพุทธศาสนามีสิ่งที่ประเสริฐสูงสุดไปกว่านี้เพราะถ้าเป็นมนุษย์ปุถุชนสิ่งที่พึงประสงค์จะแสวงหานั้นมีอยู่ 3 อย่างคือ

1. ความเป็นมนุษย์สมบัติ คือมีความพรั่งพร้อมสมบูรณ์ของสิ่งที่ปรารถนาในความเป็นมนุษย์

2. มีความเป็นเทวสมบัติ มีความพรั่งพร้อมสมบูรณ์ในสวรรค์สมบัติของเทวดา

3. มีความเป็น นิพพานสมบัติ คือความพรั่งพร้อมที่สมบูรณ์ที่สุดได้แก่ พระนิพพาน

ดังนั้นการที่พระองค์บอกให้เชื่อเรื่องการมีอยู่ของเทวดานั้นก็คือ กลวิธีการที่จะบอกให้คนทำความดีให้ถึงพร้อม อย่างน้อยผลที่ได้รับก็คือการไปสู่ดินแดนที่ดีและมีความสุขแต่ก็ไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ประเสริฐสูงสุด

คือพระองค์ต้องการจะบอกว่าไม่ต้องให้ความสำคัญกับการมีอยู่หรือจะกลายเป็นเทวดาบนสวรรค์ให้มากนัก เพราะการมุ่งไปทางนั้นก็เหมือนยังถูกครอบงำด้วยกิเลสตัณหาที่จะเสวยสุขเพียงอย่างเดียวไปนานๆ เท่านั้นยังมีแต่แความไม่รู้แจ้งและในจิตสันดานก็จะยังหมักหมมไปด้วยกิเลสไม่รู้จบ

หากพิจารณาพุทธทรรศนะนี้อาจเป็นเพราะว่า ในสมัยพุทธกาลความเชื่อเรื่องเทวดา นรกสวรรค์นี้มีกันมาแต่เดิมก่อนแล้ว มีมากมายและเต็มเปี่ยมก่อนที่พระพุทธองค์จะเกิดขึ้นบนโลกเสียอีก ดังนั้นก็คงจะเป็นการเสียเวลาเปล่าที่จะห้ามคนให้เชื่อหรือไม่เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นหรือพิสูจน์ไม่ได้กันเดี๋ยวนั้นทันที แบบที่กรณีของ พระเจ้าปายาสิธิราชนั่นก็เป็นตัวอย่างที่ดีเรื่องหนึ่งซึ่งกรณีของพระเจ้าปายาสิธิราชนั้นก็เป็นการเลือกที่จะไม่เชื่อเอาเสียเลย

การที่พระองค์ชี้ให้เห็นถึงโทษของการยึดติดแม้แต่ในภพภูมิที่เป็นสุขนั้น ก็เพราะเกรงว่าหากไปยึดติดกับเพียงความเป็นเทวดาและสวรรค์ก็จะทำให้หลงใหลและเป็นโทษทำให้ปิดบังไม่ให้เห็นความจริงในการไปถึง “โลกุตรธรรม” พระองค์จึงให้ความสำคัญกับ “เวลา ณ ปัจจุบัน” มากกว่า ทรงเน้นไปถึงเรื่องให้มนุษย์เห็นซึ่งความทุกข์ที่เกิดอยู่ตลอด เห็นสาเหตุ และพยายามหาทางแก้เพื่อที่จะได้หลุดพ้นไปก็คือ อริยสัจ 4 นั่นเอง

ดังนั้น เรื่องความเชื่อในโลกหน้ามีหรือไม่มีจริง หมู่สัตว์ตายแล้วสูญไปหรือไม่สูญนั้น พระพุทธองค์ทรงบัญญัติเอาไว้ว่า ปัญหาเหล่านี้ พระองค์ขอทรงไม่พยากรณ์หรือตอบถือเป็น “อัพยากตปัญหา” หรือปัญหาที่พ้นวิสัยของมนุษย์ ทรงเน้นความสำคัญแก่เรื่องภายในจิตใจของตัวมนุษย์เอง กำหนดว่าสิ่งใดให้ควรรู้ ควรละ ควรทำให้แจ้ง และควรทำให้เจริญก้าวหน้าไป อย่างไรมากกว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

คุณผู้อ่านอ่านมาจนถึงตรงนี้แล้วก็คงจะพอเข้าใจมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการมีอยู่และความเป็นไปของเหล่าเทวดาและเหล่าโอปปาติกะทั้งหลาย

โฆษณา

Read Full Post »

คนเราเกิดมาได้อย่างไรและจิตวิญญาณที่อยู่ในแต่ละบุคคลมาจากไหน เคยสงสัยหรือเปล่าครับ ถ้าจะว่ากันตามหลักการเกิดของความเป็นมนุษย์แล้วก็น่าจะอ้างได้ถึงการเกิดมาแบบ “ชลาพุชะ” คืออาศัยครรภ์แม่มาเกิด แต่คนเราไม่ได้มีแค่ร่างกายมือเท้าหรือแขนขาเท่านั้นแต่ยังมี “จิตวิญญาณ”อยู่ในตัวของแต่ละคนติดมาด้วย

จิตวิญญาณนี้มาจากไหนก็มาจากกายทิพย์ของเหล่าโอปปาติกะ

ที่ถึงเวลาต้องลงมาเกิดด้วยสาเหตุหลักๆ 3 สาเหตุคือ

1. หมดบุญหรือหมดอายุขัย อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าเทวดานั้นก็มีอายุขัยและเวลาที่จะเสวยบุญ เมื่อหมดบุญที่ทำมาก็ต้องกลับลงมาเกิด ไม่ว่าจะอยู่ในภพภูมิใด หลายตนนั้นต้องลงมาใช้กรรมและหลายตนก็ต้องตกชั้นมาตามบุญที่ทำมา เช่น เทวดาในชั้นจาตุมหาราชิกามีอายุขัยที่ 500 ปีทิพย์ พอถึงปีสุดท้ายเทวดาที่เคยเสวยทิพย์สุขก็จะเริ่มเป็นทุกข์ เพราะบุญที่ทำไว้เริ่มใกล้จะหมดแล้วและต้องลงมาเกิดใหม่ในภพชั้นที่ต่ำกว่า

2. ทำผิดหรือฝ่าฝืนกฎ เป็นสาเหตุที่สองที่ต้องมาเกิดกันมากของเหล่าเทวดาก็คือ เทวดาหรือโอปปาติกะนั้นอาจทำผิดกฎของสวรรค์แบบไม่อาจให้อภัยได้ จึงต้องถูกลงโทษไม่ให้ได้อยู่เสวยทิพย์สุขต่อไป ลงมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วต้องกระทำคุณงามความดีใหม่ให้มากพอ จึงจะมีสิทธิ์กลับขึ้นไปอยู่ข้างบนได้เหมือนเดิม หรือถ้าหากกลายเป็นมนุษย์แล้วมีบุญบารมีติดตัวมามากและได้สร้างกรรมดีเพิ่มมากขึ้นก็มีสิทธิ์ที่จะเกิดขึ้นไปในภพภูมิที่สูงกว่า อย่างเช่น ไปเกิดในชั้นพรหมหรือไม่ก็บรรลุนิพพานไปเลย

3. ได้รับคำสั่งให้มาทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งบนโลกมนุษย์ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้วอายุขัยของความเป็นมนุษย์ก็จะหมดไปเองได้กลับขึ้นไปเป็นเทวดาเหมือนเดิมหรืออาจจะกลายเป็นชั้นพรหมที่สูงกว่าไปอีกก็ได้ ถ้าขณะเป็นมนุษย์ได้สร้างกรรมดีๆ สะสมมากขึ้นไปได้มากพอ

การตายจากเทวดาแล้วได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์นั้น ในภพภูมิของเทวดาจะถือว่าได้กลับมามีโอกาสสร้างบุญสะสมบุญใหม่และมีโอกาสที่จะได้ทำความดีได้มากกว่าเดิม เทวดาซึ่งมีแต่กายทิพย์นั้นจะทำความดีเพิ่มไม่ได้ เหล่าเทวดาจึงถือว่าการได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นโชคดีอย่างมาก

มาดูเรื่องการกลับมาเกิดของเทวดาที่มาเป็นมนุษย์กัน โดยปกติแล้วเมื่อชายและหญิงซึ่งก็คือ พ่อและแม่ได้ร่วมหลับนอนกันแล้วเชื้ออสุจิของพ่อก็จะเข้าผสมกับไข่ของแม่ ก็จะเริ่มปฏิสนธิขึ้นมาเป็นตัวคน และดวงจิตของเทพเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง ที่ได้หมดบุญจากสวรรค์ ถูกลงโทษ หรือไม่ก็ได้รับมอบหมายหน้าที่มาหรือมีกรรมผูกพัน อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะเข้ามาผสมปฏิสนธิทางจิตวิญญาณไปด้วย กลายเป็น “มนุษย์” ที่สมบูรณ์คนหนึ่ง

จากนั้นมนุษย์ผู้นั้นก็จะมีการพัฒนาการทางด้านรูปร่างอยู่ในท้องแม่ประมาณ 8-9 เดือนคลอดออกมาเป็นทารก จากทารกก็กลายเป็นเด็ก จากเด็กกลายเป็นวัยรุ่นและกลายเป็นผู้ใหญ่ จากนั้นก็เข้าสู่วัยชราแล้วก็เจ็บป่วยแล้วก็ตายลงไป

เมื่อตายไปแล้วร่างกายก็จะถูกฝังหรือเผาส่วนดวงจิตดวงวิญญาณก็จะไปเกิดในภพภูมิใหม่ต่อไป ซึ่งเป็นไปตามกฎแห่งกรรมที่ยังต้องเวียน ว่าย ตายและเกิดไปอีกหลายภพหลายชาติ เปลี่ยนร่าง เปลี่ยนภพภูมิไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหลุดพ้นไม่ต้องกลับมาเกิดอีก

ถ้ายังไม่หลุดพ้น ดวงจิตจากเทวดาที่กลายเป็นดวงจิตของมนุษย์ หมดเวลาจากภพภูมิของมนุษย์แล้วแล้วจิตดวงนั้นจะไปเกิดที่ภพภูมิไหนที่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ก็ต้องขึ้นอยู่กับการกระทำความดีและความชั่วว่าอันไหนมีมากกว่ากัน

ถ้าทำดีมีบุญมากก็เกิดในสวรรค์ชั้นฟ้า บุญพอสมควรและมีกรรมกำหนดก็กลับมาเกิดเป็นคนอีก หรือเป็นสัตว์เดรัจฉานตามบุญและกรรม หรือสุดท้ายต้องไปเกิดเป็นสัตว์นรกชดใช้กรรมกันไป และในทุกคนที่เห็นกันอยู่นี้

ในภพหนึ่งภพใดต้องเคยเกิดมาเป็นเทวดาแน่นอน

เพราะกว่าจะเกิดเป็นคนอีกในชาตินี้ต้องผ่านการเกิดมาแล้วหลายชาติจนนับไม่หมด ทั้งเคยเป็นคนในฐานะต่างๆ เป็นสัตว์ในประเภทต่างๆ เป็นเทวดา นางฟ้ามาหลายครั้ง เมื่อหมดบุญอยากจะสร้างบารมีต่อก็กลับลงมาเกิดเป็นคนอีก แต่จะดีหรือจะจน มีศีลไม่มีศีล ร่างกายจะครบหรือไม่ครบมาจากรรมเก่าที่ติดตัวมา เป็นกรรมที่ส่งมาเกิดทั้งสิ้น และจิตสุดท้ายก่อนตายนั้นสำคัญมาก ดั่งเช่นที่เล่าเรื่องของพระเจ้าอโสกมหาราชมาแล้วในบทก่อน

ถ้าก่อนตายนั้นดวงจิตสุดท้ายนั้นไปติดกับกรรมดีที่เคยทำ มีส่วนดีมากกว่าก็ได้กลับไปสู่ภพภูมิที่เป็นสุขเหมือนเดิมหรือสูงขึ้นไป แต่ถ้าเกิดแล้วจิตไปติดกับกรรมชั่วหรือความไม่ดีมากกว่า ก็ส่งผลให้ดวงจิตนั้นกลับไปเกิดในดินแดนที่เป็นทุกข์ได้

เช่น ไปเกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย หรือไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเป็นต้น แปลว่าแม้จะเคยเป็นเทวดามาก่อนหากกลับมาเกิดแล้วทำไม่ดี ก็มีสิทธิ์ลงข้างล่างไปอยู่ในภพที่ต่ำกว่าเดิมได้เหมือนกัน

การที่เทวดาลงมาเกิดเป็นมนุษย์นั้น ในสมัยพุทธกาลก็มีตัวอย่างแสดงให้เห็น ซึ่งเป็นเรื่องราวของ นางวิสาขามหาอุบาสิกา และขออนุญาตมาเล่าให้ฟังกันครับ

นางวิสาขามหาอุบาสิกานั้นเป็นที่เลื่องลือในความงาม และได้รับการยกย่องว่าเป็น “เบญจกัลยาณี” คือ มีความงามพร้อมทั้ง 5 ประการ อันได้แก่ มีผมงาม มีผิวงาม มีเนื้องาม มีกระดูกงามและสุดท้ายคือมีวัยงาม

ได้รับการยกย่องว่าเป็นอุบาสิกาผู้เป็นเลิศในด้านการถวายทาน ก่อนที่นางจะมีบุตรนั้นนางได้แต่งงานเข้ามาในตระกูลของมิคาระเศรษฐี หลังจากที่นางแต่งงานมาหลายปีก็ยังไม่มีบุตรเสียทีนางจึงได้ไปทูลขอบุตรจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระพุทธองค์ทรงพิจารณาในคุณงามความดีของนางแล้วจึงได้รับสมัครเทวดาและนางฟ้าจากสวรรค์ชั้นต่างๆ เพื่อที่จะจุติมาเป็นบุตรของพระนาง จากการรับสมัครเทวดาในครั้งนี้ทำให้มีเทวดาและนางฟ้าทั้งหลายรวมกว่า 500 องค์มาสมัครเป็นบุตรของนางวิสาขา

การที่มีเทวดามาสมัครเป็นบุตรของพระนางมากมายเช่นนี้เพราะเห็นโอกาสที่จะได้กลับมาสร้างบุญใหม่ให้มากกว่าเดิมและมีโอกาสได้พบเจอกับพระพุทธเจ้า มีโอกาสได้ฟังธรรมปฏิบัติธรรมและบำเพ็ญบารมีจนถึงระดับสูงสุดเพื่อที่จะมีสิทธิ์ขึ้นนิพพานได้ ยิ่งได้มาเกิดในครรภ์ของผู้มีจิตกุศลมหาศาลอย่างนางวิสาขามหาอุบาสิกาแล้วนี่จึงเป็นโอกาสทองที่หาได้ยากยิ่ง

ในที่สุดนางวิสาขาก็ได้บุตรคนแรกสมใจและตั้งชื่อว่า “มิคาระ”

ชื่อนี้เป็นชื่อของพ่อสามีเนื่องจากว่า มิคาระเศรษฐี ได้เข้ามานับถือพระพุทธศาสนาเพราะนางวิสาขาเป็นผู้ชี้ทางให้ พ่อสามีจึงได้กล่าวยกย่องนางวิสาขาว่าเป็น “มิคาระมาตา” ซึ่งหมายถึงแม่ผู้ให้กำเนิดทางธรรมแก่ตนเอง แต่ด้วยเหตุนี้จึงมีคนเอาชื่อนี้ไปพูดโดยไม่รู้กาลเทศะทำให้เกิดความเข้าใจผิดแก่คนทั่วไปว่า นางวิสาขาเป็นแม่ของมิคาระเศรษฐีไปจริงๆ นางจึงต้องตั้งชื่อให้เหมือนกับพ่อสามีไปโดยปริยายเพราะเมื่อมีใครเอ่ยถึงว่าเป็นมารดาของมิคาระก็จะกลายเป็นความจริงดังคำนั้น

ต่อมานางวิสาขาก็มีบุตรธิดาที่เกิดมาจากความเป็นเทวดาอีกถึง 20 คนนอกนั้นก็ให้มาบังเกิดเป็นทั้งหลานและเหลนของนางวิสาขาต่อไป

จากเรื่องราวตัวอย่างของนางวิสาขามหาอุบาสิกานี้ ทำให้ระลึกถึงคำกล่าวของพระพุทธองค์ขึ้นมาที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเอาไว้ในการเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากเย็น พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า

“การได้มาเกิดเป็นมนุษย์นั้นเปรียบเหมือนมีห่วงขนาดเล็กลอยเคว้งคว้างอยู่ในมหาสมุทรแล้ว ทุกๆ ร้อยปีจะมีเต่าตาบอดโผล่ขึ้นมาครั้งหนึ่ง โดยโอกาสที่เต่าตาบอดตัวนี้จะสอดหัว เข้าไปในห่วงนั้นได้พอดีแม้จะมีน้อยมากก็จริง แต่โอกาสที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์นั้นน้อยกว่านั้นเสียอีก”

แล้วเรื่องยากที่ขึ้นไปอีกประการหนึ่งนอกจากการมาเกิดเป็นมนุษย์ก็คือ การได้เกิดอย่างบริบูรณ์แล้วได้มาพบพระพุทธศาสนาหรือได้มาพบกับพระพุทธเจ้า เพราะกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จะมาตรัสรู้นั้นต้องบำเพ็ญบารมีให้เต็มเปี่ยมเสียก่อน ไม่ใช่ว่าใครจะเป็นกันได้ง่ายๆ อย่างที่นักวิชาการรุ่นใหม่ชอบพูดกันโดยไม่รู้ซึ้งถึงที่มาและที่ไปในเรื่องเหล่านี้

เริ่มจากพระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญบุญบารมีอยู่ ท่านต้องบำเพ็ญบารมีเป็นเวลายาวนานอย่างน้อย 20 อสงไขยกับแสนกัป บางพระองค์ต้องบำเพ็ญบารมีนานถึง 80 อสงไขย จึงจะได้ตรัสรู้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้

ดังนั้นการที่เราได้เกิดมาชาติหนึ่งเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และมีโอกาสได้พบเจอพระพุทธศาสนาได้เจริญรอยตามพระพุทธองค์นั้นแสดงว่า คนเราที่ได้เกิดมาเห็นหน้าค่าตากันอยู่ทุกวันนี้ก็อาจเป็นเพราะเคยได้สร้างสมบุญบารมีร่วมกันมา

อาจเคยเป็นทั้งเทวดาหรือเทพธิดามาก่อนเมื่อได้หมดบุญแล้ว จึงได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์และได้พบกับพระพุทธศาสนา ได้มารับฟังคำสอนของพระพุทธองค์อีกครั้งหนึ่งแม้พระองค์จะปรินิพพานไปนานแล้วแต่ยังมีโอกาสมาเกิดในแผ่นดินของพระพุทธศาสนาและได้มีโอกาสสร้างสมความดีกันต่อไป

ได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วก็ถือว่าโชคดีแล้วครับ ไม่อย่างนั้นเหล่าเทวดาทั้งหลายท่านคงไม่แย่งกันมาเกิดเป็นมนุษย์อย่างแน่นอนยิ่งเกิดมาได้เจอพระพุทธศาสนาด้วยแล้วยิ่งถือว่าโชคดีเป็นสองเท่า คนเราทุกคนก็อาจเคยเป็นเทวดากันมาก่อนก็ได้

ขอเพียงอย่าประมาทในบุญ อย่าตกลงไปในกรรมชั่วอีก พยายามลด ละ เลิกความชั่วความไม่ดีให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีสติ มีหิริโอตัปปะหรือความละอายและความเกรงกลัวต่อบาปเป็นที่ตั้ง

อย่าถือตัวว่าเกิดมาแล้วทำความดีไว้ให้มากพอเราก็จะได้กลับไปเกิดในภพภูมิที่เป็นสุขอีก แต่จะไปอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่พลังบุญเก่าและบุญใหม่ที่จะสร้างกันในภพชาติปัจจุบันนี้ให้มากพอนั่นเอง

ถึงแม้จะเคยเป็นเทวดามาก่อนทุกคนมีบุญและกรรมดีพอที่จะเกิดมาสร้างบุญบารมีต่อในฐานะมนุษย์แล้ว  แต่ยังต้องให้ความเคารพบูชาคนที่ควรบูชา ซึ่งก็คือ เทวดาที่อยู่สูงชั้นกว่าเราขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทวดาที่ใกล้ตัวที่สุดและคอยช่วยเหลือเราทุกวัน ซึ่งก็คือ เทวดาประจำตัว

เรามารู้จัก “เทวดาประจำตัว” กันว่า ท่านเป็นใครและมีหน้าที่หรืออำนาจใด รวมถึงสำคัญอย่างไรเราถึงต้องบูชาท่าน

Read Full Post »

การเกิดของเทวดาไม่เหมือนกับการเกิดของพวกเราเหล่ามนุษย์ ไม่ต้องเกิดในท้องแม่ให้ยุ่งยาก เมื่อหมดอายุขัยหรือตายจากภพเดิมไปแล้ว ก็มาเกิดไปทันทีแถมกลายเป็นหนุ่มเป็นสาว โตเต็มที่แบบทันตาเห็นไม่ต้องไล่เรียงเป็นเด็กแล้วเป็นผู้ใหญ่ตามกาลเวลา การเกิดแบบนี้เรียกว่าเป็น “โอปปาติกะ” เป็นการเกิดแบบหนึ่ง ซึ่งในทางพุทธศาสนาแบ่งการเกิดของสัตว์ทั้งหลายเอาไว้ 4 แบบ ขออนุญาตอธิบายเพื่อที่จะให้ทุกท่านได้เข้าใจ คือ

1. การเกิดแบบ “ชลาพุชะ” คือ พวกสัตว์ทั้งหลายที่ต้องเกิดในครรภ์ หรืออาศัยท้องแม่มาเกิดอย่างพวกมนุษย์เรา หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลือดอุ่นหลายๆ ประเภทก็คือแบบ ชลาพุชะนี่แหละครับ

2. การเกิดแบบ “อัณฑชะ” อ่านคำว่า อัณฑะ แปลความได้ว่าเกิดมาจากไข่แล้วก็ฟักออกมาเป็นตัวอย่างพวกไก่ เป็ด หรือสัตว์ปีกทั้งหลายที่เราเอาไข่พวกมันมาทำเป็นอาหารแบบต่าง ๆ

3. การเกิดแบบ “สังเสทชะ” พวกนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต่ำลงไปอีกต่ำกว่า อัณฑชะ คือเกิดมาจากของแฉะชื้นสกปรกและของเน่าของบูดทั้งหลายอย่างพวกหนอน สัตว์ชั้นต่ำและแพร่พันธ์ออกไปได้อย่างรวดเร็ว ถ้าอยากลองพิสูจน์ ก็ลองสังเกตเศษอาหารเน่าๆ ที่ทิ้งไว้ข้ามคืนดูครับ รับรองว่าหนอนขึ้นมายั้วเยี้ยเต็มไปหมดแน่นอน

4. การเกิดแบบ “โอปปาติกะ” อย่างที่เรียนไว้ตั้งแต่ต้นคือพวกนี้พิเศษกว่า 3 แบบแรกคือตาปกติ หรือตาเนื้อของคนเราทั่วไปที่มองไม่เห็น ต้องเป็นผู้ที่มีพลังจิตกล้าแข็งได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีมีความสามารถพิเศษ (คำพระท่านว่ามี อภิญญาจิต)

พวกที่เกิดเป็นโอปปาติกะเกิดมาแล้วก็มีร่างกายเติบโตเต็มที่และไม่มีวันแก่ลง เวลาตายก็ตายแบบหายวับไปเลยไม่มีการเหลือซากให้เก็บ พวกที่เกิดแบบโอปปาติกะ ก็มี เหล่าเทวดาและ พระพรหม เปรต อสุรกาย สัตว์นรกเหล่านี้เป็นโอปปาติกะเช่นเดียวกัน

การจะไปเกิดเป็นเทวดานั้นก็เกิดมาจากดวงจิตวิญญาณ ที่มาจากมนุษย์หรือสัตว์ที่ตายแล้วแต่ว่าดวงจิตนั้นมีความบริสุทธิ์อยู่ คือ หากเป็นมนุษย์ก็คือเป็นคนที่มีการทำบุญทำทาน รักษาศีลและเจริญภาวนาอยู่ตลอดทำให้จิตใจบริสุทธิ์ก่อนที่จิตจะออกจากร่าง แต่ว่าจิตนั้นก็ยังไม่ถึงขนาดที่ว่าสำเร็จได้เป็นฌาน แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีธรรมและบุญกุศลที่ได้ทำมาทำให้ได้ไปเกิดเป็นเทวดาได้

เรื่องนี้มีตัวอย่างในสมัยพุทธกาลมาเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งที่เป็นเพียงคนงานในบ้านของ “อนาถบิณฑิกเศรษฐี” มหาเศรษฐีผู้ใจบุญที่ได้รับการกล่าวถึงกันมากที่สุดในพุทธศาสนา

ชายหนุ่มคนนี้เพิ่งจะเข้ามาทำงานในบ้านของเศรษฐีผู้ใจบุญมีจิตใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอันมากโดยทุกวันอุโบสถ (วันพระ) ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี จะถือศีล 8 ให้บริสุทธิ์และบอกให้ทุกคนในบ้านได้รักษาศีล 8 ไปด้วยซึ่งทุกคนก็ยินดีปฏิบัติตามเป็นการสร้างบุญที่ดีแต่เจ้าหนุ่มผู้นี้เป็นผู้มาใหม่จึงยังไม่ทราบในเรื่องนี้

ในวันพระวันหนึ่ง อนาถบิณฑิกเศรษฐี ก็บอกให้หัวหน้าคนงานไปบอกให้เจ้าหนุ่มผู้นั้นว่าวันนี้เป็นวันศีลและจะไม่มีการกินข้าวเย็นกัน แต่ก็ยังไม่มีใครเจอกับเจ้าหนุ่มคนนั้น เพราะฝ่ายเจ้าหนุ่มผู้นั้นต้องไปทำงานในป่าตั้งแต่เช้าจนค่ำ ท่านเศรษฐีรู้ดังนั้นจึงพิจารณาว่า ถ้าหากให้บ่าวผู้มาใหม่นี้อดถือศีล 8 เลยทันทีเกรงจะเป็นอันตรายต่อร่างกายจึงให้คนเตรียมอาหารไว้ให้หนุ่มคนนี้ด้วย

พอตกเย็นเจ้าหนุ่มก็เข้ามาที่โรงครัว จึงพบกับความประหลาดใจ เพราะปกติเวลาอาหารจะมีคนมากมายในบ้าน จะต้องมาร้องขอข้าวขอแกงกันเสียงดังเต็มโรงครัว แต่วันนี้กลับมีเพียงตนเองเพียงคนเดียวเท่านั้นจึงได้ออกปากถามหัวหน้าโรงครัว

ซึ่งหัวหน้าโรงครัวก็ได้อธิบายเรื่องวันศีล และข้อปฏิบัติที่คนที่ถือศีล 8 นั้น ต้องงดเข้าเย็น แม้แต่เด็กเล็กๆ ที่ยังไม่หย่านมก็จะให้กินของที่มีรสหวานอย่างอื่นแทน พอตกเย็นก็สวดมนต์ร่วมปฏิบัติธรรมกัน แต่เพราะเห็นว่าชายหนุ่มคนนี้ เพิ่งมาอยู่ใหม่ยังไม่รู้เรื่อง จึงสั่งให้หุงหาอาหารไว้ให้เจ้าหนุ่มนั้นแต่เพียงผู้เดียวเพราะกลัวจะหิวเกินไป

ฝ่ายเจ้าหนุ่มได้ยินดังนั้น ก็เกิดจิตกุศลขึ้นมานึกอยากจะถือศีลกับเขาด้วย จึงสละอาหารที่ตั้งใจมากินหลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน และก็ได้ขอร้องหัวหน้าพ่อครัวให้ไปขออนุญาตต่อ อนาถบิณฑิกเศรษฐีเรื่องการขอถือศีลด้วย และจะไม่กินอาหารเย็นเหมือนทุกคน ซึ่งเศรษฐีก็รับคำให้การอนุญาตให้อธิษฐานถือศีลไปเลย

แต่ทว่าเพราะความที่ทำงานมาหนักและเหนื่อยมาก เจ้าหนุ่มก็ต้องทนทรมานเพราะความหิว แม้ว่าจะทรมานเพียงใด หนุ่มผู้เห็นดวงตาธรรม ก็ไม่ยอมกินอาหารเพราะตั้งจิตใจไว้ดีแล้วก็ต้องรักษาศีลให้ได้ เมื่อเวลาผ่านไปอาการทรมานก็กลายเป็นอาการป่วย และก็ยิ่งทรุดหนักลงเรื่อยๆ อย่างรวดเร็วหัวหน้าคนงานจึงต้องไปตามอนาถบิณฑิกเศรษฐีไปดูหนุ่มคนงานใหม่ที่กำลังป่วย

ท่านเศรษฐีมาถึงก็เข้าไปดูที่เรือนพักและพยายามจะให้เจ้าหนุ่มได้กินเภสัช (ในที่นี้ เภสัชนั้นหมายถึง พวกน้ำผึ้ง น้ำอ้อย เนยใส เนยข้น ถือเป็นยาที่ใช้รักษาอาการป่วยโรคลม โรคกระเพาะได้ดี) ฝ่ายเจ้าหนุ่มเห็นเจ้านายมาก็ ถามท่านเศรษฐีว่า

“ท่านได้รับประทานอะไรแล้วหรือยังในเย็นนี้” ท่านเศรษฐีก็บอกไปตามความจริงว่าไม่ได้รับประทานอาหารใดๆ แต่เพราะว่าท่านได้ฝึกฝนมานานแล้วร่างกายจึงไม่เป็นอะไรรับสภาพได้แล้ว

เมื่อทราบความดังนั้น ชายหนุ่มก็คิดในใจว่า แม้แต่เจ้านายก็ยังดำรงตนฝึกฝนให้อยู่ในศีลได้นานมาโดยตลอด ส่วนตัวเขาแม้จะรักษาศีลเพียงครึ่งวันก็ต้องทำให้ได้เพราะไม่อยากเสียความตั้งใจ เมื่อคิดดังนั้นแล้วจึงไม่ต้องการกินอะไรเช่นเดิมแม้แต่ยา ส่งผลให้พอเวลารุ่งสางคนงานหนุ่มจอมดื้อผู้นั้นก็ได้เสียชีวิตลง

ด้วยจิตใจที่ตั้งมั่นพยายามจะรักษาศีล 8 ให้ได้อย่างยิ่งยวดก็ได้สร้างผลบุญกุศลให้กับชายหนุ่มผู้นี้อย่างมหาศาล ด้วยอานิสงส์แห่งบุญ พอเขาสิ้นใจตายแล้วก็ได้ไปเกิดเป็น “รุกขเทวดา” ประจำต้นไทรภายในบริเวณบ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐีทันที

มาได้มาเป็นเทวดาหนุ่ม ก็ได้อนุโมทนาคุณความดีของ อนาถบิณฑิกเศรษฐีที่เป็นผู้น้อมสักการะแด่พระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์เป็นที่พึ่งมาอย่างดี และรักษาศีล 8 เป็นประจำการ เทวดาหนุ่มรู้ดีว่าที่ได้เกิดมาเป็นเทวดา ก็เพราะเจริญรอยตามในคุณความดีของเศรษฐีนี้เองจึงให้ผลบุญกุศลเกิดขึ้นกับตัวเขา

เรื่องนี้พูดถึงการเกิดเป็นเทวดาอย่างชัดเจนของคนที่มีบุญ ในอานิสงส์ของบุญนั้นมาจากการสร้างบุญบารมีอย่างถูกต้องที่มาจากการทาน ศีล และการเจริญภาวนา  แต่ไม่ใช่ว่ามีเพียงแต่มนุษย์ที่ได้เกิดเป็นเทวดาได้แต่เพียงอย่างเดียว

แม้เป็นสัตว์เดรัจฉานก็มีสิทธิ์ไปเกิดเป็นเทวดาได้เหมือนกัน หากก่อนตายจิตมีความบริสุทธิ์มากพอ และมีผลบุญในอดีตชาติคอยเป็นกำลังสนับสนุน เรื่องนี้มีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นชัดในหน้าประวัติศาสตร์ก็คือ เรื่องราวของพระเจ้าอโศกมหาราช

เป็นที่ทราบกันดีว่า พระเจ้าอโศกมหาราช  ท่านเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่มากที่ได้ทำการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาจนมีความเจริญรุ่งเรืองมากมายไปทั่วทั้งชมพูทวีป จนเชื่อกันว่าผลบุญที่พระองค์ได้สร้างเอาไว้นั้นจะทำให้พระองค์จะต้องไปบังเกิดในดินแดนที่เป็นสุขในโลกสวรรค์อย่างแน่นอนแต่ว่าในภพชาติถัดไปของพระองค์ก็ยังไม่ได้เป็นเช่นนั้น

เพราะยังมีวิบากกรรมไม่ดีที่หนักกว่าหรือกรรมหนักฝ่ายไม่ดีนั้นรอส่งผลอยู่ในชาติถัดไป ต้องได้รับผลกรรมหนักไม่ดีนั้นเสียก่อนจึงจะไปเสวยสุขได้ หรือเป็นไปตามจิตสุดท้ายก่อนตายที่สำคัญมากเป็นไปตามกฎแห่งกรรมไม่มีใครหนีพ้นไปได้

ซึ่งหลังจากที่พระเจ้าอโศกมหาราชสิ้นพระชนม์แล้วพระองค์ก็ได้ไปบังเกิดเป็นงูเหลือมแทน เพราะก่อนพระองค์จะสวรรคตนั้น ได้ทรงพระดำริที่จะถวายพระราชทรัพย์ไว้ในพระพุทธศาสนาอีก แต่ก็ได้มีพวกเหล่าขุนนางใกล้ชิดมาทัดทานเอาไว้

พระองค์จึงได้เกิดจิตโทสะขึ้น เมื่อสิ้นพระชนม์ไปจึงได้ไปเกิดสู่ทุคติภูมิกลายเป็นงูเหลือมเสียอย่างนั้น ตามจิตสุดท้ายที่ไปทางไม่ดี ไม่บริสุทธิ์พอที่จะไปเสวยบุญได้

และพระมหินทเถระซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งต่อมาได้บวชในบวรพระพุทธศาสนาจนสำเร็จบรรลุพระอรหันต์แล้ว ท่านได้นั่งเพ่งฌานสมาธิ เพื่อสืบค้นหาภพภูมิของพระราชบิดา เพราะอยากรู้ว่าเมื่อพระราชบิดาสิ้นพระชนม์แล้ว พระองค์จะได้ไปบังเกิดที่แห่งใด ก็พบว่าท่านต้องไปเกิดเป็นงูเหลือม สาเหตุเพราะจิตไม่บริสุทธิ์ก่อนตายจึงต้องกลายเป็นงูคอยจับปลาที่แม่น้ำกิน

พระมหินทเถระจึงได้เดินทางไปโปรดพระราชบิดา เมื่อพบกันแล้วจึงแสดงเทศนาธรรมให้งูเหลือมฟัง จนงูเหลือมได้ดวงตาเห็นธรรม และบรรลุเป็นพระโสดาบันทั้งๆ ที่ยังเป็นสัตว์เดรัจฉานและงูเหลือมผู้บรรลุธรรมตัวนี้ การตั้งสัจจะอธิษฐานที่จะไม่ฆ่าสัตว์ เพื่อมากินเป็นอาหารอีกเลย

งูเหลือมนั้นพอไม่ได้กินอาหารใดๆ หรือกินสัตว์ใด ไม่นานนักงูเหลือมจึงได้ตายลงตามธรรมชาติ พองูเหลือมสิ้นใจ ซึ่งก็คือพระเจ้าอโศกมหาราชในอดีตชาติ ดวงวิญญาณของพระองค์ที่มีจิตบริสุทธิ์ก็ได้ล่องลอยสู่สรวงสวรรค์  ไปเกิดเป็นเทวดาเสวยทิพย์สุขอยู่อีกนาน ด้วยผลบุญที่พระองค์ทรงเคยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาไว้อย่างใหญ่หลวง

เรื่องที่ยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างนั้น เพื่อจะทำให้ทุกท่านเห็นได้ว่าไม่ว่าคนหรือสัตว์ก็มีสิทธิ์ไปบังเกิดเป็นเทวดาได้หากมีจิตใจที่บริสุทธิ์มากพอก่อนจะตาย และการที่จิตจะบริสุทธิ์ได้นั้นเพราะจิตจะต้องได้ฝึกฝนมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ด้วยการประกอบคุณงามความดีที่มีความแตกต่างกันไปในเจตนาของการทำความดี

ครูบาอาจารย์คนสำคัญท่านหนึ่งของเมืองไทย ได้เตือนลูกศิษย์อยู่เสมอว่า อย่าไปทำร้ายทำลายหรือเบียดเบียนสัตว์เป็นอันขาด เพราะอาจจะเป็นผู้มีบุญมาชดใช้กรรมอยู่ จะกลายเป็นการสร้างกรรมที่หนักกว่าปกติธรรมดาหลายเท่านัก จึงสอนให้ระมัดระวังในเรื่องนี้มาก

และขอนอกเรื่องสักนิด เพราะเกือบทุกครั้งที่มีการยกเรื่องในพระไตรปิฎกมากล่าวอ้างหรือเป็นตัวอย่างเพื่อความเข้าใจ  ก็จะมีคนถามว่าเรื่องเหล่านี้เป็นจริงหรือไม่ เชื่อได้มากน้อยแค่ไหน มีใครยืนยันได้ จะอยากจะขอกล่าวย้ำอีกครั้งว่า พระพุทธศาสนานั้นคนที่ปฏิบัติจะทราบด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีคนอื่นมาบอก

และทุกเรื่องที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกที่ถือว่าเป็นคัมภีร์แห่งศาสนาพุทธนั้น เป็นเรื่องจริงที่ได้มีการพิสูจน์มาแล้วกว่า 2,500 ปี เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าและคำสอนของพระองค์ รวมธรรมวินัยและข้อปฏิบัติของเหล่าสาวกในพระพุทธศาสนา

บางเรื่องมาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าโดยตรง บางเรื่องเป็นเรื่องที่พระอรหันต์สาวกได้ไปเข้าเฝ้าและได้รับคำสอนมา และได้มีการบันทึกในภายหลังโดยพระอรหันต์สาวก และมีการตรวจสอบกันอย่างละเอียดทุกตัวอักษรมาหลายครั้งเพื่อความถูกต้อง

และที่สำคัญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ก่อนที่พระองค์จะเสด็จปรินิพพานกับพระอานนท์ไว้ว่า พระพุทธองค์จะไม่แต่งตั้งสาวกท่านใดเป็นศาสดาแทนพระพุทธองค์ แต่ให้ยึดถือคำสั่งสอน พระโอวาทที่อยู่ในพระไตรปิฎกนั้นจะเป็นตัวแทนของพระองค์ จนกว่าศาสนาพุทธจะเสื่อมสลายไป

ดังนั้น ถ้าเราที่บอกกับตนเองและคนอื่นว่า เป็น “ชาวพุทธ” ถ้าชาวพุทธไม่เชื่อคำที่มาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าแล้ว แล้วเราจะไปเชื่อใครกันที่ไหนอีก อย่าตะแบงให้ตนเองต้องตกนรกอีกเลย

กลับมาทางเรื่องเทวดากันต่อ ในทางพระพุทธศาสนาเชื่อว่า ดวงจิตนั้นจะไปเกิดกับพ่อแม่เทวดาคู่ไหนในสวรรค์ ก็อยู่ที่ผลบุญไปสมพงศ์กับเทวดาคู่ไหนด้วย หากมีเจตนาบริสุทธิ์มากเท่าไหร่ก็ไปเกิดเป็นเทวดาที่อยู่บนสวรรค์สูงขึ้นไปมากเท่านั้น เป็นการเลื่อนชั้นตามพลังบุญที่มีทั้งบุญเก่าและบุญใหม่ที่มีคนส่งไปให้

ยกตัวอย่างเรื่องการไปเกิดในภพภูมิเทวดา หากใครจะไปเกิดในเทวดาชั้นจตุมหาราชิกา ก็ต้องทำคุณงามความดี แต่การทำคุณงามความดีนั้นมีจุดประสงค์เพื่อหวังว่าผลที่ได้ทำบุญนั้นจะทำให้ตนเองมีความสุขหวังในผลคือทำดีแล้วก็หวังจะได้ดีสมกับที่ได้ทำ อย่างนี้เป็นต้น

หากใครจะไปเกิดเป็นเทวดาในชั้นที่สองอย่างดาวดึงส์ ก็ต้องทำความดีเหมือนกัน แต่คิดต่างกับคนที่ไปเกิดในสวรรค์ชั้นหนึ่งตรงที่ว่า ทำบุญรักษาศีลประกอบคุณงามความดีทั้งหลายเพราะคิดว่าเป็นการกระทำความดีที่ดีแล้ว คือไม่หวังว่าจะได้ผลของบุญอะไรแต่หวังว่าในความดีนั้นจะทำให้ตนเองมีความสุข

แต่เจตนาของผู้ทำบุญยังมีมากกว่านั้น เพราะในสวรรค์ชั้นที่สามนั้นเป็นที่อยู่ของเทวดาที่อยู่สูงกว่าชั้นสองได้เพราะเขาเหล่านั้นทำบุญสร้างบารมีด้วยความตั้งใจจริง มีจิตใจขวนขวายในพระธรรมไม่หวังผลอะไรตอบแทนเห็นว่าสมควรทำก็เลยทำ อย่างนี้จึงจะได้มาเกิดในสวรรค์ชั้นที่สาม เป็นอย่างนี้เรื่อยไปจนถึงชั้นสูงสุดคือ ชั้นที่หก ปรนิมมิตวสวัตดี นั่นก็เพราะในขณะที่เป็นมนุษย์นั้นประกอบบุญกุศลด้วยจิตที่ตั้งมั่นในธรรมทำบุญโดยไม่หวังผลใดๆ มีจิตใจบริสุทธิ์มากจึงได้เกิดมาอยู่ในชั้นเทวดาระดับสูงสุด

จะว่าไปเรื่องการมีอยู่ของเทพเทวดาทั้งหลายนี่ หลายท่านบอกว่า คงเป็นอุบายการสอนเรื่องการทำบุญด้วยใจเป็นอันดับแรกนั่นเอง  คนที่อยากเกิดเป็นเทวดา ก็ควรจะรู้ว่า การทำบุญทำทานว่าทำบุญแบบไหนหรือทำด้วยอะไรจึงจะเกิดผลบุญมากที่สุด

ขอยกตัวอย่างเรื่อง คนสองคนที่มาทำบุญที่วัดแต่ได้บุญต่างกันที่ครูบาอาจารย์ท่านเล่าให้ฟัง   เรื่องมีอยู่ว่า มีท่านเศรษฐีท่านหนึ่งได้บริจาคเงินสิ่งของทำบุญทำนุบำรุงพระอุโบสถมากมายด้วยกำลังทรัพย์ที่มี (ซึ่งไม่ทราบที่มาของทรัพย์เหล่านั้น) แต่ว่าเศรษฐีได้ขอร้องให้เอาชื่อของเขาติดไว้ที่สิ่งก่อสร้างเหล่านั้น เพื่อเป็นอนุสรณ์และเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล

แต่ก็มีผู้ที่ต้องการทำบุญอีกคนหนึ่ง คนนี้เป็นเพียงคุณยายสูงอายุที่มีอาชีพทำขนมขายในตลาดวันๆ หนึ่งหารายได้ได้มาไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้นแต่ คุณยายคนนี้นำขนมมาถวายเป็นภัตตาหารพระตอนเช้าทุกวันถวายเสร็จก็รับพรกลับไปขายของต่อด้วยความสบายใจ ไม่ได้หวังจะได้อะไรมากกว่านั้น

พระอาจารย์เลยถามผมว่า “ทั้งสองที่มาทำบุญได้บุญเหมือนกันไหม” ผมซึ่งตอนนั้นยังไม่รู้ประสีประสาเพราะเพิ่งมาบวชใหม่และกำลังเริ่มเห็นสว่าง ก็บอกว่าก็คงได้บุญเหมือนกัน พระอาจารย์ท่านก็ว่า “ใช่ทั้งสองได้บุญเหมือนกันแต่ได้ไม่เท่ากันหรอกนะ ลองคิดดูเอาละกันว่า ใครที่น่าจะได้บุญมากกว่า ระหว่างเศรษฐีกับคุณยาย”

จึงเป็นการเฉลยในทางอ้อมแต่เป็นจริงว่า การทำบุญหรือการทำทานที่ได้บุญมากนั้น ไม่จำเป็นต้องทำด้วยทรัพย์มากเท่าไหร่ แต่อยู่ที่เจตนาของการทำบุญนั้นมีความบริสุทธิ์มากเท่าใด  ดังที่หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ท่านเคยเทศนาครั้งหนึ่ง ก่อนที่ท่านจะละสังขารไว้ว่า

“…ทำบุญ ทำทาน ทำกุศล ไม่ว่ามากหรือน้อย วัตถุมิใช่ตัวบุญแท้ ตัวบุญแท้มันเกิดที่หัวใจ คือ เจตนาของบุคคลนั้นต่างหาก

ถ้าเจตนาศรัทธาในขณะใด ในบุคคลใด ในสถานที่ใด ในที่นั้นๆ ได้บุญมาก

ฉะนั้น บุญในพุทธศาสนานี้ คนทำจึงไม่รู้จักหมดจักสิ้นสักที พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาไว้สองพันกว่าปีแล้วว่า ทำบุญได้บุญเช่นไร มาในปัจจุบันนี้หรือในอนาคต ต่อไปก็ได้อย่างนั้นเช่นเคย

คนทำบุญมากเท่าไรก็จะได้บุญมากเท่าที่ตนนั้นสามารถจะรับเอาไปได้ เหมือนกับคนนับเป็นหมื่นๆ แสนๆ ถือเทียนมาคนละเล่มไปขอจุดจากผู้ที่มีเทียนที่จุดอยู่แล้ว ย่อมได้แสงสว่างตามที่ตนมีเทียนเล่มโตหรือเล่มเล็ก ส่วนดวงเดิมที่ตนขอจุดต่อนั้นก็ไม่ดับเทียน หลายดวงยิ่งเพิ่มแสงสว่างยิ่งๆ ขึ้นไปอีก…”

หวังว่าทุกท่านพอจะเข้าใจในเรื่องบุญมากและบุญน้อยกันพอสมควร

Read Full Post »

เทวดาคืออะไร

ความเชื่อเรื่องเทวดานั้นในสังคมไทยของเรา มีความเชื่ออย่างฝังแน่นมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลว่าท่านมีตัวตนจริงแน่นอน และรู้กันดีในเบื้องต้นว่า ท่านเป็นดวงวิญาณที่มีบุญและอยู่สูงกว่าภพของมนุษย์ โดยที่ในอดีตท่านเป็นคนหรือสัตว์ ที่ได้สร้างความดีในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่มากพอ เมื่อสิ้นอายุขัยก็จะไปเกิดในภพภูมิที่ดี เสวยบุญที่ทำมา

และการเกี่ยวข้องของมนุษย์กับเทวดา ในพระพุทธศาสนาได้ชี้แนวทางแห่งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทวดา ด้วยการวางท่าทีแห่งเมตตา มีไมตรีจิต อยู่ร่วมกันฉันมิตร เคารพนับถือซึ่งกันและกัน ในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย และเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏฏ์

การที่เทวดาจะมาเกี่ยวข้องกับคนนั้น ครูบาอาจารย์กล่าวไว้ว่า มี 3 ทางคือ

1. ด้วยกรรมผูกพันด้วยอาจจะเคยเป็นบรรพบุรุษ พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้อง เพื่อน คนรู้จักที่ยังมีความห่วงใยและมีคนส่งบุญไปให้เสมอเป็นสายใยที่ผูกพันกันไว้ ท่านมาคอยดูและช่วยเหลือและดลใจในการให้ทำความดี

2. ทางที่สองคือ เทวดาท่านมาร่วมอนุโมทนาบุญ เพื่อจะได้เพิ่มบุญบารมีให้กับตัวท่านเอง เพราะท่านเป็นกายทิพย์ไม่สามารถสร้างบุญได้เอง

3. ทางที่สอง ท่านมาปกป้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือผู้มีบุญชั้นสูง ผู้ปฏิบัติธรรม

ซึ่งทั้งสามเรื่องนี้ จะพูดให้ละเอียดในบทต่อไปในการที่เราควรศึกษาในเรื่องเทวดา ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีไม่มีการเสียหายถ้าเต็มไปด้วยปัญญา เรียนรู้ก็เพื่อที่จะดำรงชีวิตให้ถูกต้องดีงามด้วยการประพฤติปฏิบัติตามหลักแห่งศีลธรรม เพราะคติความเชื่อเรื่องเทวดาได้ก่อให้เกิดการสร้างกรรมดีที่ถูกต้องอีกทางหนึ่ง เพราะมนุษย์จะหมั่นทำกรรมดีเพื่อให้อานิสงส์บุญนั้นส่งให้ได้เกิดไปเป็นเทวดา

ในบางครูบาอาจารย์ทั้งที่เป็นพระสงฆ์และฆราวาสผู้ปฏิบัติธรรม บางท่านบอกว่าอาจเคยพบเจอในความฝัน บางท่านอาจเคยพบเห็นในนิมิตสมาธิ บางท่านอาจเคยพบด้วยตาเนื้อ หรือคนทั่วไปบางท่านเคยแค่ได้ยินสืบๆ กันมา บางท่านไม่เคยแม้แต่ได้ยินได้เห็น บางท่านบอกว่าเห็นแล้วหรือเจอมาแล้ว ซึ่งส่วนมากจะเชื่อกันว่าท่านมีอยู่จริงแน่นอน และเช่นกันที่ยังมีคนจำนวนมากไม่ทราบว่าท่านเป็นใคร มีหน้าที่อะไรและมีอำนาจแค่ไหน ซึ่งจะขออธิบายตามบุญที่พาไป

เทวดานั้นอยู่ในภพภูมิที่เรียกได้ว่าไม่ใช่มนุษย์หรือเป็น “อมนุษย์” ประเภทหนึ่งที่อยู่สูงขึ้นไปความความเชื่อของในแต่ละศาสนา  แต่ไม่ว่าจะกล่าวถึงศาสนาไหนๆในโลกก็เชื่อว่า “เทวดา” เป็นภพภูมิที่ดีและมีความสุขด้วยกันทั้งนั้น

ในสมัยโบราณนั้นทั้งในกรีก โรมัน ในแผ่นดินที่เป็นจุดกำเนิดอารยธรรมโบราณนั้น ล้วนนับถือเทพเจ้า เทวดามาก่อนทั้งสิ้น มีพิธีกรรมมากมายในการบรวงสรวงเทพเจ้าเหล่านี้ เพื่อให้เหล่าเทพเจ้าโปรดดลบันดาลให้เกิดเรื่องที่ดีต่อชีวิต  เทพเจ้าที่เป็นรู้จักกันดี อาทิเช่น เทพโอลิมปัส (The Olympians, Major gods) เป็นเทพที่อาศัยบนยอดเขาโอลิมปัส (Olympus) เทพเจ้าวีนัส เทพเจ้าไพโซดอน ฯลฯ

ยุคต่อมาในศาสนาคริสต์ โดยเฉพาะผู้นับถือในนิกายโรมันคาทอลิก นั้นยิ่งเชื่อว่า เทวดามีจริงและในแต่ละองค์นั้นทำหน้าที่ต่างๆ กันเพื่อความสงบสุขของโลกและเหล่ามวลมนุษย์ โดยได้แบ่งลำดับชั้นของเหล่าเทวดาเหล่านี้ไว้ 3 ชั้น คือ ชั้นเอก ชั้นโทและชั้นตรี ในแต่ละชั้นก็มีอีก 3 คณะที่ทำหน้าที่ต่างๆ กัน มียศต่างๆ กันถึง 9 ลำดับ ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า “เทวัญ

ในพระคัมภีร์ไบเบิลซึ่งถือว่ามาจากพระวจนะหรือคำพูดของพระเจ้านั้น มีการกล่าวถึงเทวดามากมาย อยู่ในฐานะ “ทูตสวรรค์” หรือ “นักบุญ” ซึ่งมีทั้งในเพศชายและสตรี

ในศาสนาฮินดูนั้น เรื่องของปวงเทพเทวาหรือเทวดานั้นมีมากมายจนนับไม่ถ้วน และมีการกล่าวถึงอำนาจและอิทธิฤทธิ์ไว้มากมาย เพราะเป็นศาสนาพหุเทวนิยม เทวดาคือแก่นหลักของศาสนา เทวดาทุกองค์ได้รับการยกย่องในฐานะเทพเจ้า เป็นอำนาจเหนือธรรมชาติที่มีอิทธิพลเหนือมนุษย์สามารถดลบันดาลทุกสิ่งให้เกิดขึ้นได้

แตกต่างกับในศาสนาพุทธนั้นอย่างสิ้นเชิง เพราะเชื่อว่า คนทุกคนนั้นมีโชคชะตาชีวิตหรือลิขิตชีวิตให้ดีให้ชั่ว ให้อยู่สุขหรือทุกข์ร้อน ให้มั่งมีหรือยากจนไม่ได้มาจากปวงเทพเทวา ไม่ได้มาจากอำนาจของใครทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นพระเจ้า เทพเจ้าหรืออำนาจเหนือธรรมชาติใด

แต่มาจากการกระทำของมนุษย์เองทั้งสิ้น

หรือที่เรียกว่า “กรรมลิขิต” เป็นไปตามกฎแห่งกรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกฎธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่มีอำนาจควบคุมทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ได้อย่างแท้จริง

แต่ในศาสนาพุทธก็มิได้ปฏิเสธการมีอยู่จริงของเทวดา แต่ได้วางท่านไว้ในอีกตำแหน่งหนึ่ง เพราะ เทวดาไม่ใช่แก่นหลักของศาสนา เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งที่จะช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์ในความเชื่อทางศาสนา หรืออย่างน้อยที่สุด ในความเชื่อความเข้าใจของพุทธศาสนิกชนบางหมู่เหล่า เทวดาก็เป็นตัวอย่างที่ดีของ “รางวัล” ที่จะพึงตอบแทนให้แก่ผลกรรมดีที่พุทธศาสนิกชนได้ปฏิบัติไป

ซึ่งเป็นไปตามกฎแห่งกรรม ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว ซึ่งเชื่อกันว่าคนใดได้สร้างกรรมดีมีพลังบุญมากพอ เมื่อตายไปแล้วจะได้ไปอยู่ในภพภูมิที่ดีกว่าหรือที่ คนไทยชินปากชินคำพูดที่ว่า ทำดีให้มากตายไปแล้วจะได้ไปสวรรค์

ก่อนที่จะทำการบูชาเทวดาอย่างถูกต้อง ถูกวิธีตามศาสตร์แห่งโบราณาจารย์นั้น อยากจะพาทุกท่านไปรู้จักในเรื่องของเทวดาทุกแง่มุม จะได้รู้จักท่านดีพอและเข้าใจว่าท่านเป็นใคร ระดับไหนและต้องทำอย่างไรท่านถึงจะพอใจและอวยพรให้

ในคัมภีร์พระสุตตันตปิฎก คำว่า “เทวดา” เป็นคำใช้เรียกชาวสวรรค์ที่มีกำเนิดเป็นโอปปาติกะ คือการเกิดด้วยการผุดขึ้นทันทีโดยอาศัยอำนาจแห่งกรรมดีที่เคยทำไว้เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉานเป็นผู้จัดสรร ถ้าหากต้องการจะใช้เรียกเจาะจงเพศ จะเรียกเทวดาเพศชายว่า” เทพบุตร” และเรียกเทวดาเพศหญิงว่า “เทพธิดา” หรือนางฟ้า อย่างที่คนไทยรู้จักกันดี

ในทางพุทธศาสนา ในสวรรค์ เทวดาบางพวกที่ยังมีบุญบารมีมามากพอแต่ยังไม่หลุดพ้น ยังมีการเสพกาม มีนางอัปสรเป็นนางบำเรอ สำหรับเทวดาชาย ในทางศาสนาฮินดู เทพเทวดาของเขานั้นสมรสมีชายาและมีบุตรธิดา สืบต่อมาเป็นเทพทั้งหลาย แต่ในศาสนาคริสต์ เทวดาหรือทูตสวรรค์จะไม่มีสิ่งเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม ในพระไตรปิฎกที่ถือว่าเป็นคัมภีร์ทางศาสนาพุทธนั้น ได้อธิบายถึงภพภูมิของเทวดาตามความเชื่อของศาสนาพุทธนั้นเชื่อว่ามีอยู่ 6 ชั้นสูงขึ้นไปจากโลกมนุษย์ที่เรียกว่า “สรวงสวรรค์” และมีความสูงมากประมาณถึงประมาณ 46,000 โยชน์ (1 โยชน์ ก็ประมาณ  16 กิโลเมตร ใครอยากรู้ว่าอยู่สูงแค่ไหนลองคูณเล่นๆ ดูก็ได้นะครับ)

เทวดานั้นเชื่อกันว่าจะมีลักษณะหรือสภาพร่างกายและทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นทิพย์ทั้งหมด คือเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเนื้อของมนุษย์และไม่มีร่างกายเนื้อแบบคนที่สัมผัสได้  ท่านได้รับแต่ความสุขเพียงอย่างเดียว หรืออิ่มทิพย์ อิ่มด้วยบุญทั้งที่ตนเองมีและที่คนอื่นส่งบุญไปให้ท่าน เรื่องนี้สำคัญนะครับในการส่งบุญให้ท่าน เพราะเป็นเหตุแห่งหนังสือเล่มนี้ทั้งหมด ซึ่งท่านทั้งหลายจะได้ทราบได้รู้อย่างละเอียด ในบทต่อไป

เทวดานั้น  ลักษณะภายนอกมีรูปโฉมที่มีความงดงามเหมือนกันไปหมดและไม่มีวันแก่  สามารถคงความเป็นหนุ่มสาวอยู่เช่นนั้นได้ตลอดอายุขัย

ในด้านลักษณะของการแต่งกาย หากเป็นเทวดาในศาสนาพุทธแบบไทยๆ ก็มีความเชื่อว่าจะแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเสื้อคลุมสีขาวแบบพระยาแรกนาขวัญและใส่เครื่องประดับมีเพชรนิลจินดามากมาย สวมมงกุฎและสร้อยสังวาล ส่วนในด้านชีวิตความเป็นอยู่นั้นจะไม่มีความทุกข์ยากลำบากอะไรเลย อยากได้อะไรก็เพียงแต่นึกเอา ก็สมความปรารถนาทุกอย่าง

อย่างที่กล่าวไปแล้ว ว่าเทวดาบางท่าน บางชั้นนั้นไม่มีความแตกต่างจากมนุษย์ก็ตรงที่ยังมีความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง มีครอบครัว มีแฟนได้ มีพ่อแม่ มีลูกมีหลานได้เหมือนกับมนุษย์ทุกอย่าง ซึ่งก็มีความแตกต่างกันไปอีกในแต่ละชั้นของเทวดาและสรวงสวรรค์  เป็น เทวดาชั้นกามาวจร คือ ยังเกี่ยวข้องกับกามหรือความอยากทั้งหลาย

 เทวดาจะอาศัยอยู่ในโลกสวรรค์ชั้นต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันดังต่อไปนี้

1. สวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกา

            สวรรค์ชั้นนี้เป็นสวรรค์ชั้นแรกเป็นที่อยู่ของเทวดาจำนวนมากหลายประเภทคือ มีทั้งเทวดาที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์และยังมีลักษณะที่เป็นแบบอื่นๆ ด้วย จึงต้องมีเทพผู้ปกครองสวรรค์ชั้นนี้ไว้อยู่ถึงสี่พระองค์ ได้แก่ ท้าวธตรัฐมหาราชเป็นอธิบดีของเหล่าเทวดาอยู่ประจำทางด้านทิศตะวันออกของสวรรค์คอยปกครองพวก “คนธรรพ์” (หมายถึง ผู้ที่มีความถนัดในการดนตรี การละคร ระบำรำฟ้อนรำทั้งหลาย ถ้าเป็นมนุษย์ ก็เหมือนพวกนักร้องนักดนตรีที่ให้ความสนุกครื้นเครงนั่นเอง)

คนที่สองคือท่านท้าววิรุฬหกมหาราช ประจำอยู่ทิศใต้คอยปกครองพวกกุมภัณฑ์ พวกกุมภัณฑ์นี้ก็มีลักษณะหน้าตาท่าทางคล้ายๆกับยักษ์มีผมหยิกหยองแต่ไม่มีเขี้ยว ถือเป็นเทวดาประเภทหนึ่งที่ทำหน้าที่ลงโทษทรมานสัตว์นรกในโลกเบื้องล่าง (อีกนัยหนึ่งเรียกว่า นายนิรยะบาล )

องค์ต่อไปคือ ท้าววิรูฬปักษ์มหาราช อยู่ประจำทางด้านทิศตะวันตกปกครองพวกนาคซึ่งเป็นสัตว์ในโลกทิพย์คล้ายงูที่เราพบเห็นตามประตูวัดต่างๆ นั่นแหละครับ

 และองค์สุดท้ายก็คือท้าวเวสสุวัณหรือท้าวเวสสุวรรณ และเรียกกันสั้นๆ ว่า “ท้าวกุเวร” จะอยู่ประจำทางทิศเหนือปกครองพวกยักษ์ทั้งหลาย ซึ่งท้าวเวสสุวัณนี้เชื่อกันว่าใครบูชาท่านได้อย่างถูกวิธีแล้วชีวิตจะพบแต่ความสุขความเจริญและรวยมั่งคั่งไม่มีจน

เพราะเป็นเทพแห่งขุมทรัพย์ เป็นมหาเทพแห่งความร่ำรวย มั่งคั่ง รักษาสมบัติของเทวโลก ทั้งเป็นเจ้านายปกครองดูแลพวกยักษ์ ภูติผีปีศาจทั้งปวง ในคัมภีร์เทวภูมิ กล่าวไว้ว่า ท้าวเวสสุวรรณท่านได้บำเพ็ญบารมี มาหลายพันปี รับพรจาก พระอิศวร พระพรหม ให้เป็นเทพแห่งความร่ำรวย นอกจากนี้หน้าที่ของท้าวเธอมีมากมาย เช่น การดูแลปกป้องคุ้มครอง พระพุทธศาสนา ปกป้องคุ้มครองแก่ผู้นั่งสมาธิปฏิบัติพระกรรมฐาน

เทวดาในชั้นนี้สามารถเสวยสุขได้อย่างยาวนานประมาณ 500 ปีของสวรรค์ (1 วันของสวรรค์ชั้นนี้ ก็ประมาณ 50 ปีของโลกมนุษย์ ในขณะที่อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์อยู่ที่ 80 ปี) เมื่อลองคูณดูแล้ว เทวดาที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็จะมีอายุขัยนานประมาณ 9 ล้านปีเมื่อเทียบกับโลกมนุษย์

2. สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

            สวรรค์ชั้นนี้ตามความเชื่อเชื่อกันว่าเป็นสวรรค์ที่เป็นเมืองใหญ่มากมีประตูกว่า 1 พันประตูและมีสถานที่สำคัญคือ “พระเกศจุฬามณีเจดีย์” ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุและพระเขี้ยวแก้วข้างขวาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและมีไม้ทิพย์ที่ชื่อ “ปาริชาติกัลปพฤกษ์” เทวดาในชั้นนี้ก็มีมากมายเช่นกันครับแต่มีเจ้าผู้ปกครองเพียงคนเดียวคือ “สมเด็จพระอมรินทราธิราช” หรือ ท้าวสักกะเทวราช หรือพระอินทร์นั่นเอง

            เทวดาในชั้นนี้สามารถเสวยสุขได้อย่างยาวนานประมาณ 1,000 ปีของสวรรค์ แต่ว่าเวลา 1พันปีนี้ไม่ได้เท่ากับเวลาในสวรรค์ชั้นแรก คือเวลามันต่างกันอีกในแต่ละชั้น ที่นี่เวลา 1 วันจะเท่ากับ 100 ปีของโลกมนุษย์ เมื่อลองคำนวณแล้วหากเทวดาในชั้นนี้มีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000ปี ก็จะเท่ากับ 36 ล้านปีของโลกมนุษย์เลยทีเดียว

3. สวรรค์ชั้นยามา

            สวรรค์ชั้นยามานี้ตั้งอยู่เหนือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ไปอีกไกลแสนไกลเชื่อว่ามีปราสาทเงินและปราสาททอง เป็นวิมานที่อยู่ของเหล่าเทวดา ซึ่งในสวรรค์ชั้นยามานั้นมีความสวยงามวิจิตรตระการตากว่าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาก โดยมีกำแพงแก้วล้อมรอบวิมานมีสวนอุทยานและสระโบกขรณี (สระบัว) อันเป็นทิพย์

ในสวรรค์ชั้นนี้จะไม่เห็นพระอาทิตย์พระจันทร์เลย เพราะสวรรค์มันอยู่สูงกว่าพระอาทิตย์และพระจันทร์มาก เทวดาจะเห็นแสงสว่างด้วยรัศมีแห่งแก้วทิพย์และรัศมีที่ออกจากกายเหล่าเทวดาด้วยกันเองและการที่จะรู้จักวันและคืนได้ ก็จะรู้เอาจากดอกไม้ทิพย์เป็นสัญลักษณ์เอา คือ ถ้าเห็นดอกไม้ทิพย์บานก็แสดงว่าเป็นเวลารุ่งกลางวันถ้าเห็นดอกไม้ทิพย์นั้นหุบลงก็แสดงว่าเป็นเวลาค่ำคืน

สวรรค์ชั้นนี้มีท้าวผู้ปกครองเพียงคนเดียวอีกเหมือนกันพระนามว่า “ท้าวสุยามเทวราช” เวลาก็ต่างกับสวรรค์ชั้นที่สองอีก 1 เท่า คือ 1 วันของสวรรค์เท่ากับ 200 ปีของโลกมนุษย์ และอายุขัยเฉลี่ยของเทวดาในภพภูมินี้ก็อยู่ที่ 2,000 ปี เมื่อลองคำนวณเทียบกับอายุโลกมนุษย์ก็ยาวนานมากถึง 144 ล้านปี

4. สวรรค์ชั้นดุสิต

สวรรค์ชั้นดุสิตนั้นเชื่อว่ามีความกว้างใหญ่ไพศาลมาก มีท้าวสันดุสิต ซึ่งท่านเป็นผู้บรรลุเป็นพระโสดาบันผู้เป็นอริยบุคคลในพระพุทธศาสนาแล้วเป็นผู้ปกครอง ที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดุสิตอยู่สูงขึ้นไปเหนือสวรรค์ชั้นยามาอีกไกล (เชื่อว่าไกลประมาณ 42,000โยชน์) บนสวรรค์ชั้นนี้ก็จะไม่มีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ เช่นเดียวกับชั้นยามาทำให้ไม่มีเงา ไม่มีมุมมืดบนสวรรค์ เทวดาจะอยู่ได้ด้วยความสว่างจากวัตถุสิ่งของต่างๆ เช่น กายของเหล่าเทวดาเองรวมไปถึงสิ่งแวดล้อมต่างๆ อย่าง วิมาน สวน สระบัว สิ่งแวดล้อมต่างๆ มีแต่ความสว่างแบบเดียวกับกับสวรรค์ชั้นที่ 3

เทวดาที่อยู่ในชั้นนี้ ก็จะเป็นเทวดาในระดับที่สูงกว่าชั้นทั่วไปคือ เป็นที่อยู่ของเหล่าทั้งเทวดาที่มีความแช่มชื่นเบิกบานในอารมณ์อยู่ตลอดไม่รู้จักโกรธ และเป็นที่อยู่ของ “พระบรมโพธิสัตว์” ที่บำเพ็ญเพียรอยู่เพื่อรอที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตเป็นจำนวนมาก และยังเป็นที่อยู่ของเหล่าเทพบุตรที่สร้างบารมีจนเป็นพระสาวกเพื่อที่จะตามพระบรมโพธิสัตว์เหล่านั้นแล้วลงมาตรัสรู้ในอนาคต

สวรรค์ชั้นนี้ ครูบาอาจารย์ พระเถระคนสำคัญของไทยที่เป็นพระโพธิสัตว์จะเสวยบุญและเพียรสร้างบุญบารมีกันมากมาย

อายุไขเฉลี่ยของเทวดาในภพภูมินี้อยู่ที่ประมาณ 4,000 ปีทิพย์ และ 1 วันของสวรรค์ชั้นดุสิตก็มีอายุยาวนานถึง 400 ปีของโลกมนุษย์เมื่อคำนวณแล้วอายุขัยเทวดาที่นี่จึงยาวนานประมาณ 576 ล้านปีมนุษย์

5. สวรรค์ชั้นนิมมานรดี

ที่ได้ชื่อเป็นนิมมานรดีภูมิ ก็เพราะว่า สวรรค์ชั้นนี้เป็นที่อยู่ของเทวดาพวกหนึ่งซึ่งมีความยินดีเพลิดเพลินในกามอารมณ์ที่เนรมิตขึ้นตามความพอใจของตนเอง มีผู้ปกครองเทวดาที่ชื่อว่า “องค์สมเด็จพระนิมมิตเทวราช” ความหมายของชื่อสวรรค์ ก็ตั้งตามชื่อผู้ปกครองที่สามารถจะเนรมิตทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาได้ตามความพอใจ

สวรรค์ชั้นนิมมานรตีนี้เชื่อกันว่า มีปราสาทแก้ว ปราสาทเงิน และปราสาทองเป็นวิมานที่อยู่ ทั้งมีกำแพงแก้วและกำแพงทองล้อมรอบ มีพื้นภูมิภาคเป็นทองราบเรียบเสมอกัน มีสระโบกขรณีและสวนอุทยานสำหรับเป็นที่ประกอบกิจกรรรมความสุขของเหล่าเทวดาเช่นเดียวกับสวรรค์ชั้นดุสิตทุกประการ แต่ทุกสิ่งในสวรรค์ชั้นนี้จะสวยและประณีตกว่าชั้นดุสิตมาก

            อายุไขเฉลี่ยของเทวดาในชั้นนี้ก็มีอายุเฉลี่ยประมาณ 8,000 ปีทิพย์ และ 1 วันของสวรรค์ชั้นนี้ก็มีอายุยาวนานประมาณ 800 ปีของโลกมนุษย์ลองคำนวณอายุเทวดาที่นี่แล้วก็จะใช้เวลาอายุที่นี่นานถึง 2,304 ล้านปีมนุษย์ (หากนับในเชิงวิทยาศาสตร์ก็ช่วงที่โลกยังเกิดมาได้ครึ่งเดียวเท่านั้น)

6. สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี

            สวรรค์ชั้นที่ 6 นี้เชื่อกันว่าเป็นที่ที่มีความสุขความสำราญมีความเพลิดเพลินในกามคุณมากเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเทวดาปรารถนาเสวยกามคุณเมื่อไหร่ไม่ต้องเนรมิตเอาเองเหมือนในสวรรค์ชั้นที่ 5 แต่จะมีเทวดาองค์อื่นเป็นผู้รู้ใจคอยปรนนิบัติโดยเนรมิตให้ตามความต้องการ เมื่อได้เสวยกามคุณสมความปรารถนาแล้ว สิ่งที่เนรมิตขึ้นมาก็จะหายไป เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี จึงไม่จำเป็นต้องมีคู่ครองประจำเหมือนกับเทวดาอย่างในชั้นล่าง เช่น จาตุมหาราชิกาภูมิ ดาวดึงส์ ยามา และ ดุสิต

สวรรค์ชั้นนี้ก็มีความห่างจากนิมมานรดีสูงขึ้นไปอีก (เชื่อว่าประมาณ 42,00 โยชน์) มี “ท้าวปรนิมมิตตเทวราช” หรือชื่อย่อคือ ท้าววสวัตดีเทวราช เป็นผู้ปกครอง เทวดาทั้งหลายที่อยู่ในภูมินี้จะมีทั้งทิพย์วิมาน ทิพย์สมบัติและร่างกาย มีความสวยงามประณีตมากกว่าเทวดาในชั้นนิมมานรดีมาก

อายุขัยเฉลี่ยของเทวดาในชั้นนี้ก็นับว่าสูงที่สุดแล้ว คือ 1 วันเท่ากับ 1,600 ปีของโลกมนุษย์ และก็มีอายุขัยเฉลี่ยที่ 16,000 ปีในโลกทิพย์ ด้วยอายุไขของเทวดาชั้นนี้เมื่อเทียบกับชาวมนุษย์อย่างเราๆ ก็ยาวนานมากคือนานประมาณ 9,216 ล้านปี เรียกได้ว่านานระดับยุคก่อนประวัติศาสตร์และยุคสร้างโลกเสียอีก

สวรรค์ชั้นนี้ถือว่าเป็นยอดภูมิ คือ ภูมิที่สูงสุดของเทวดาในเทวภูมิทั้ง 6 นี้ และองค์ท้าวที่ทำหน้าที่ปกครองในสวรรค์ชั้นนี้ก็ไม่ได้มีอำนาจปกครองแต่เฉพาะเทวดาที่อยู่ในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีภูมิเท่านั้นแต่ยังมีอำนาจปกครองทั่วไปรวมไปถึงสวรรค์ชั้นต่ำลงไปอีก 5 ชั้นด้วย

            เทวดาที่อยู่ในชั้นสวรรค์ต่างๆ ที่กล่าวมาก็คือ เชื่อว่าอยู่ในภพที่สูงขึ้นไปครับแต่ในความเชื่อนั้นก็ยังมีเชื่อกันแบ่งออกมาอีกว่า ยังมีเหล่าเทวดาที่อาศัยอยู่ในโลกมนุษย์อยู่ร่วมกับมนุษย์อย่างเราๆ อยู่อีกถึง 3 แบบครับได้แก่ ภุมมเทวดา รุกขเทวดา และอากาศเทวดา ที่เรียกกันแบบนี้ก็เป็นเพราะว่าเทวดาเหล่านี้อาศัยอยู่ในสถานที่ที่มีความแตกต่างกันนั่นเอง

1. ภุมมเทวดา

เทวดาเหล่านี้เหาะเหินเดินอากาศไม่ได้ ต้องอาศัยอยู่ตามจอมปลวกหรือเนินดินตามภูเขา แม่น้ำ เจดีย์ ศาลา บ้าน หรือแม้แต่ ซุ้มประตู เมื่อเข้าไปอยู่แล้วก็จะถือว่าที่แห่งนั้นเป็นวิมานของตนเอง แต่เทวดาบางองค์ก็ไม่มีที่อยู่ก็ต้องไปขออาศัยที่ของเทวดาตนอื่นอยู่เหมือนกัน

2. รุกขเทวดา

เทวดาประเภทนี้คุณผู้อ่านคงจะได้ยินบ่อยๆ ในวรรณคดีหรือนิทานที่มีเทวดาอาศัยอยู่ตามต้นไม้ท่านเหล่านี้อาศัยตามกิ่งไม้ยอดไม้ต่างๆ ซึ่งที่อยู่จะอยู่สูงกว่าพวกภุมมเทวดา แต่ท่านก็ไม่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ มีทั้งที่มีวิมานต้นไม้เป็นของตนเองและก็มีแบบเร่ร่อนอาศัยคนอื่นอยู่

 ถ้าต้นไม้ถูกตัดถูกโค่นก็เท่ากับเป็นการทำลายที่อยู่ของท่าน (ซึ่งคนโบราณนั้นท่านจึงห้ามตัดต้นไม้ใหญ่และถือว่านี่เป็นกลวิธีที่ดีเยี่ยมในการอนุรักษ์รักษาพืชพรรณป่าไม้ให้คงอยู่ตามธรรมชาติเลยทีเดียว)

ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า ในต้นไม้ทุกต้นนั้นถ้ามีอายุเกิน 5 ปีไปแล้วนั้นจะมีรุกขเทวดามาสิงอยู่และยิ่งมีคนมาบูชาและอุทิศบุญให้ท่านอย่างถูกวิธี ท่านจะมีบุญมากขึ้น และอวยพรบางประการแก่คนที่มาบูชาหรืออุทิศบุญไปให้

3. อากาศเทวดา

เทวดาประเภทนี้ก็อยู่ในอากาศ ท่านสามารถเหาะไปเหาะมาที่ไหนก็ได้และยังมีวิมานในอากาศเป็นของตนเองสูงขึ้นไปก็ประมาณ 1 โยชน์ได้ (ประมาณ16 กิโลเมตร) พวกนี้จะทำบุญมาดีสูงกว่าพวกเทวดาสองแบบแรก

ความเชื่อเรื่องนี้ส่วนใหญ่ มาจากพระคัมภีร์ แสดงถึงระดับชั้นและการมีอยู่ของเทวดา แต่การจะเป็นเทวดาได้ไม่ใช่ของง่ายๆ เพราะต้องมีเงื่อนไขสำคัญหลายประการ เป็นคุณสมบัติสำคัญ

Read Full Post »

ไปแก้บนที่ไม่ได้แก้หรือจำไม่ได้

            อย่างที่กล่าวไปแล้วเรื่องการบนบานนั้นเป็นการอธิษฐานขอในสิ่งที่ตนปรารถนาจะได้เมื่อได้แล้วหากลืมหรือไม่ไปแก้ก็จะกลายเป็นข้อผูกพันที่จะฉุดรั้งไม่ให้เจริญก้าวหน้าโดยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่เราได้ไปบนบานเอาไว้ท่านจะชี้ลางบอกเหตุให้เราทราบ อย่างน้อยที่สุดคือ จิตของเราจะตกลงไม่ผ่องใสเป็นหนี้กรรมที่ติดตัวไปเหมือนเจ้ากรรมนายเวรมาตามทวงหนี้

เจ้ากรรมนายเวรเหล่านี้จะคอยตามขัดลาภทำให้มีอุปสรรคนานัปการ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูงระดับเทวดาหรือพรหมเทพท่านอาจไม่เอาความเพราะเป็นการก่อบาปกรรมขึ้นมาอีก แต่เหล่าผีตีนโรงตีนศาลที่เป็นบริวารผู้รับเรื่องที่ขอให้ช่วยจะคอยติดตามทวงหนี้ที่เราเสนอไว้อย่างไม่ลดละ และเมื่อมีการแก้บนแล้วหรือได้ชดใช้ไปแล้ว ความเดือดร้อนทั้งหลายก็อาจจะหมดไป หากยังไม่หมดก็ต้องพิจารณาเรื่องกรรมเดิมที่เราเคยทำเอาไว้อีกทีหนึ่ง

 

เคล็ดการแก้บนในสิ่งที่จำไม่ได้หรือไม่ทำทำอย่างไร

เริ่มจากการถือศีล 8 เป็นเวลา สามวันเป็นอย่างน้อยแล้วปฏิบัติธรรมสวดมนต์ไหว้พระ ฝึกสตินั่งสมาธิแผ่เมตตาเป็นการแก้ด้วยการปฏิบัติบูชาด้วยหลักแห่งพุทธะ เมื่อปฏิบัติตนรักษาศีลได้จนวันสุดท้ายก็จัดเครื่องบวงสรวงโดยมีอาหารคาวหวาน น้ำ ตามแต่กำลังจะมีโดยจัดวางเครื่องเซ่นเหล่านั้นไว้บนโต๊ะที่ปูด้วยผ้าขาววางไว้กลางแจ้ง แล้วกล่าว บทชุมนุมเทวดา แล้วกล่าวอัญเชิญเทพพรหมทุกชั้นฟ้า เทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายที่เราเคยได้บนบานเอาไว้แล้ว ทั้งสมหวังบ้างผิดหวังบ้างจำได้ก็ดี จำไม่ได้ก็ดีว่า

“ขอให้มารับเครื่องบวงสรวงสักการะเหล่านี้และผลบุญจากที่เราได้ปฏิบัติธรรมนั้นขอมอบถวายแด่ท่าน ขอให้ท่านทั้งหลายจงรับและอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วยเทอญ ฯ”

สุดท้ายจะขอพรด้วยก็ได้แต่ห้ามบนอีกเป็นอันขาดแล้วปักธูปลงบนอาหารทุกอย่าง โดยใช้ธูปจำนวน 36 ดอกพยายามปักกระจายกันไปในอาหารแต่ละอย่างเมื่อธูปหมดดอกแล้วก็กล่าวลาท่านว่า

“บัดนี้ถึงเวลาอันสมควรแล้ว ข้าพเจ้าขอลาเครื่องบวงสรวงเหล่านี้เพื่อเป็นสิริมงคลของผู้บริโภคต่อไปด้วยเถิด”

จากนั้นนำกระทงใส่อาหารทุกอย่าง อย่างละเล็กละน้อยนำไปตั้งไว้ที่ทางสามแพร่งเพื่อให้เหล่าภูติผีตีนโรงตีนศาลและเหล่าผีพเนจรมารับอาหารนั้นไปแล้วนำอาหารส่วนที่เหลือแจกจ่ายให้เป็นทานแก่ผู้อื่นต่อไปเป็นการแผ่ส่วนบุญกุศลไปถึงผู้ที่รับบนบานทุกรูปทุกนามอีกต่อหนึ่งด้วย ส่วนตัวเราเองจะแบ่งอาหารเหล่านั้นกลับไปรับประทานเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตก็ได้

 

เคล็ดขออโหสิกรรมใหญ่จากเจ้ากรรมนายเวร

          เจ้ากรรมนายเวรที่ว่าก็คือ คน สัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตทั้งหลายรวมไปถึง เจ้ากรรมนายเวรที่มองไม่เห็นที่เราได้ไปก่อกรรมให้เขาเกิดความไม่พอใจหรือเกิดความอาฆาตเพราะว่า เขามีเหตุต้องสูญเสียในสิ่งที่รักด้วยการกระทำของเรา

การกระทำทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางตรงด้วยทาง กาย วาจา หรือใจก็ตาม หรือแม้แต่เราเป็นผู้มีส่วนในกรรมหรือการกระทำนั้นๆ ด้วยสิ่งที่เจ้ากรรมนายเวรต้องการจากเราก็คือ การ “ชดใช้” และเขาก็จะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้เราได้ชดใช้การกระทำนั้น หรืออย่างน้อยถ้าเราไม่ได้มีส่วนร่วมในการก่อกรรมโดยตรงก็ต้องมีส่วนร่วมชดใช้กรรมดังกล่าวโดยทางอ้อม

          เจ้ากรรมนายเวรนั้น มีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ “เจ้ากรรมนายเวรที่ยังมีชีวิตและไม่มีชีวิต” ซึ่งตัวเราเองต้องแยกให้ออกเพื่อจะได้เข้าใจว่าเจ้ากรรมนายเวรที่แท้จริงของเราว่าท่านเป็นใคร เราจะได้ไปทำการแก้ไขและขออโหสิกรรมไม่ให้กรรมเก่านั้นส่งผลต่อเราอีก และกรรมใหม่ที่เรากำลังจะได้สร้างขึ้นนั้นเป็นกรรมที่ดีและเป็นกุศล ไม่ได้ก่อขึ้นเพื่อให้เจ้ากรรมนายเวรเดือดร้อน อีกทั้งการสร้างกรรมนี้นั้นจะเป็นการคลายกรรมเก่านั้นให้รวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย

1. เจ้ากรรมนายเวรที่ยังมีชีวิต

เจ้ากรรมนายเวรประเภทนี้เราเห็นได้ในภพชาติปัจจุบัน เป็นได้ทั้งคน สัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตที่เราได้พบเจอ และเราเองเคยได้ก่อกรรมหรือมีส่วนร่วมในการกระทำนั้นทำให้เจ้ากรรมนายเวรเกิดความไม่พอใจ เป็นได้ ทั้ง พ่อ แม่ เพื่อนฝูงที่ทำงานหรือแม้แต่ญาติพี่น้องของตัวเองที่ต้องมีเหตุการณ์ใดๆ มาเกี่ยวข้องให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจหรือความทุกข์ในรูปแบบใดๆ ทั้งทางกาย วาจา และใจก็คือการเกี่ยวพันกันของความเป็นเจ้ากรรมนายเวรอย่างหนึ่ง

2. เจ้ากรรมนายเวรแบบที่ไม่มีชีวิต

 เจ้ากรรมนายเวรแบบนี้เราไม่อาจจับต้องพิสูจน์ให้เห็นกันจะๆ แบบเจ้ากรรมนายเวรแบบมีชีวิตได้ เปรียบไปก็เหมือนกับกระแสไฟฟ้าที่มองไม่เห็นแต่สามารถทำให้หลอดไฟสว่างได้ หรือเป็นได้เหมือนกับคลื่นวิทยุที่มองไม่เห็น ไม่มีสี ไม่มีรูป แต่กลับมาทำให้วิทยุเกิดเสียง

เจ้ากรรมนายเวรประเภทนี้จะเป็นผู้คอยสกัดกั้นความสุข หรือความสำเร็จของเราในทุกวิถีทางจนกว่าเราจะได้ชดใช้หนี้เขาให้หมดสิ้นจึงจะยอมปลดปล่อยเราให้เป็นสุขหรือเป็นอิสระเป็นได้ทั้งเหล่าภูติผีปีศาจ หรือวิญญาณตามอาฆาต

 

เคล็ดการขออโหสิกรรมจากเจ้ากรรมนายเวร

หลังจากการทำบุญใดๆ แล้วก็ตามให้รีบอุทิศบุญให้คนอื่นไปด้วยทั้งคนทำทั้งคนรับได้เหมือนกันหมด เหมือนจุดเทียนไว้เล่มหนึ่งแล้วต่อเทียนกันไปคนให้บุญก็ไม่หมดและเป็นแสงสว่างให้คนอื่น

ผู้ที่เราควรจะส่งบุญไปให้ได้ได้แก่ พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ครูบาอาจารย์ เหล่าเทพเทวดา เหล่าเปรตและภูตผีปิศาจ เจ้ากรรมนายเวร และสุดท้ายคือสัตว์โลกทั้งหลายอีกมากมายที่ไม่อาจกล่าวถึงได้หมดให้ได้รับบุญไปด้วย สำหรับเจ้ากรรมนายเวรก็จะเอ่ยหรือนึกถึงแล้วส่งบุญไปให้ด้วยคำว่า

“อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เวรี” ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงจงมีความสุข”

 

เคล็ดการขออโหสิกรรมด้วยการล้างเท้าพ่อแม่

            พ่อแม่นั้นเป็นทั้งบุพการีเป็นผู้คอยเกื้อหนุนลูกในทุกสิ่งทุกอย่างและกรรมก็เป็นตัวผูกพันที่ทำให้คนเกิดมาผูกพันเป็นพ่อแม่ลูกกัน การขออโหสิกรรมโดยการล้างเท้าพ่อแม่คนที่เป็นลูกควรจะกระทำเป็นอย่างยิ่ง เป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณที่สูงสุด หลายๆ คนมักวิ่งไปหาพรศักดิ์สิทธิ์จากแหล่งอื่นๆ มากมายแต่พรที่ศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่กว่านั้นอยู่ใกล้ๆ ตัวของเราเอง

            การล้างเท้าพ่อแม่นั้นถือเป็นการขอขมาและเป็นการสร้างกรรมดีที่สูงมากสามารถช่วยคลายวิบากกรรมที่คอยขัดขวางความเจริญทั้งหลายได้ด้วยเพราะการให้อโหสิกรรมของพ่อแม่จะช่วยลบล้างกรรมไม่ดีที่เราเคยทำต่อท่านไม่ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามทำให้กรรมนั้นสิ้นสุดลง

            เรื่องนี้จะเห็นชัดหากใครได้เข้าสู่พิธีบรรพชาอุปสมบทจะต้องมีการกราบเท้าพ่อแม่หรือล้างเท้าท่านเพื่อขอให้ท่านอโหสิกรรมก่อนที่จะมีการปลงผมบวชในครั้งแรก โดยต้องให้พ่อกับแม่เป็นคนตัดปอยผมก่อนที่พระอาจารย์ผู้อุปัชฌาย์จะทำการปลงผมให้ ซึ่งคุณธรรมหนึ่งที่พระพุทธองค์ได้ประทานไว้ให้กุลบุตรผู้ต้องการบวชว่า ต้องมีความกตัญญูรู้คุณต่อบุพการีก่อนเป็นอันดับแรกหากผู้ใดไม่มีคุณธรรมข้อนี้พระองค์ก็ไม่อาจจะรับบวชให้ได้เลย

Read Full Post »

ศาลเจ้าพ่อเสือ

ศาลเจ้าพ่อเสือเป็นศาลเจ้าเก่าแก่ของลัทธิเต๋า หนึ่งในสามสถานที่ที่มีชาวจีนมากมายนิยมไปสักการบูชา เพื่อขอให้ค้าขายได้ดีเจริญรุ่งเรืองตั้งอยู่ที่ถนน ตะนาว แขวงเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร กรุงเทพมหานาคร ซึ่งท่านเจ้าพ่อเสือนี้เป็นผู้ที่มีความเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์ไม่เลือกหน้า

เคล็ดการบูชา

          ใช้ธูป 18 ดอก ปัก 6 กระถาง เทียนแดง 1 คู่ พวงมาลัย 1 พวงในการสักการะเป็นอามิสบูชาแด่ท่านขณะที่เข้าไปในบริเวณศาลเจ้าพ่อเสือควรตั้งจิตภาวนาพระคาถาสำทับจิตเพื่อเสริมบารมีใหตนเองว่าดังนี้

            “มาตะรัง ปิตะรัง หันตวา ราชาโน ทเวจะ โสตถิเย เวยยัคฆะปัญจะมัง หันตวา อะนีโฆ ยาติ พราหมะโณ”

          สิ่งสำคัญที่เป็นปริศนาธรรมในการมาไหว้สักการะเจ้าพ่อเสือควรนำคุณธรรมของท่านนำมาปฏิบัติตนด้วยคือความเป็นคนใจนักเลงอันหมายถึงมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ใจกว้าง มีความเมตตากรุณาต่อผู้อื่นและต้องมี พรหมวิหารธรรมอย่างครบถ้วน คือ เมตตาเอ็นดูผู้อื่น กรุณาในการรู้จักช่วยผู้อื่น มุทิตา รู้จักยินดีกับผู้อื่น และ อุเบกขารู้จักวางเฉยบ้างในบางสถานการณ์ ผู้ที่ได้ทั้งบูชาและปฏิบัติจะเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน

 

พระสยามเทวาธิราช

พระสยามเทวาธิราช เป็นเทวรูปยืน ที่มีขนาดความสูง8 นิ้วหล่อด้วยทองคำทั้งองค์ ซึ่งเป็นสีประจำราชวงศ์จักรี ทรงเครื่องกษัตริย์สวมมงกุฎพระหัตถ์ขวาทรงพระขรรค์ (ดาบ) พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นเสมอพระอุระ(อก)ในท่าประทานพร

ตามความเชื่อนั้นเชื่อว่า “พระสยามเทวาธิราช” เป็นเทพยดาศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกป้องรักษาประเทศไทย ตลอดจนองค์พระมหากษัตริย์และปวงชนชาวไทยมาโดยตลอด ดังนั้นในทุกๆ ปีจะมีพระราชพิธีบวงสรวงพระสยามเทวาธิราช โดยกำหนดไว้ในปฏิทินหลวงให้ในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งตามประเพณีนิยมถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ทางจันทรคติแบบโบราณและทำสืบทอดกันมาตั้งแต่รัชกาลที่ 4 มาทุกๆ รัชกาลจนถึงรัชกาลปัจจุบัน

นอกจากนี้ พระสยามเทวาธิราชยังนิยมจัดสร้างเป็นวัตถุมงคล “พระสยามเทวาธิราช” สำหรับไว้สักการบูชาทั้งในรูปแบบของเทวรูปและเหรียญตราอีกมากมาย สำหรับเทวรูปพระสยามเทวาธิราชองค์จริงนั้นตั้งอยู่ตอนกลางพระที่นั่งไพศาลทักษิณในพระบรมมหาราชวัง

เคล็ดการบูชา

          ตั้งจิตให้เป็นสมาธิรำลึกถึงคุณงามความดีของพระสยามเทวาธิราชเป็นที่ตั้งแล้วสวดบูชาด้วยพระคาถาบูชาว่า

            “สัพพะทา อาทะเรนะ สัพพะสัตตานัง สัพพะภะยัง สัพพุปัททะวัง โอโลเกนตัสสะ สยามะ เทวะราชัสสะ คุณัง วันทามิ”

            แล้วก้มลงกราบพร้อมกับระลึกถึงบุญคุณของพระสยามเทวาธิราชแล้วนำข้อปฏิบัติที่ดีขององค์พระสยามเทวาธิราชนำไปปฏิบัติด้วย คือ เป็นผู้ที่ตั้งมั่นมั่นคงในคุณความดี มีความเที่ยงธรรมและมีเมตตากรุณาต่อผู้อื่น ผู้ที่ได้บูชาตามเคล็ดวิธีทั้งทางการไหว้และการปฏิบัติแล้วจะส่งผลให้มีความสุขเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน

 

ท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวกุเวร)

          ท้าวเวสสุวรรณหรือท้าวกุเวรเป็นเทพหรือยักษ์ที่ปรากฏอยู่ทั้งในศาสนาพุทธและพราหมณ์และมีผู้นิยมกราบไหว้กันมาก ตามคติความเชื่อทางศาสนาพุทธกล่าวไว้ในพระสูตรที่ชื่อว่า “อาฏานาฏิยะ”ว่า ท้าวกุเวรเป็นหนึ่งในท้าวจตุมหาราชผู้ครองสวรรค์ชั้น จตุมหาราชิกา (สวรรค์กามาวจร ชั้นที่ 1)

ท้าวกุเวร หรือ ท้าวเวสสุวรรณนั้นยังมีชื่ออีกหลายชื่อ เช่น ธนบดี หมายถึง “ผู้เป็นใหญ่ในทรัพย์ ธเนศวร” หมายถึง ผู้เป็นเจ้าแห่งทรัพย์  ชื่ออื่นๆคือ “อิจฉาวสุ” หมายถึง “ความมั่งมีได้ตามใจ”  ชื่อ ยักษ์ราชอันหมายถึง “เจ้าแห่งยักษ์”  หรือชื่อมยุราช หมายถึง “เป็นเจ้าแห่งกินนร”  ชื่อรากษเสนทร์ หมายถึง “ผู้เป็นใหญ่ในพวกรากษส” ส่วนในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์เรียกท้าวเวสสุวรรณว่า “ท้าวกุเรปัน” เป็นต้น

ในทางพระพุทธศาสนา ได้กล่าวถึงอดีตชาติของท้าวกุเวร เอาไว้ใน พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม 3 ภาค 2 หน้าที่ 151 ว่า ในสมัยที่โลกยังว่างจากพระพุทธศาสนาไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกนั้น มีพราหมณ์ผู้หนึ่งนามว่า “กุเวร” เป็นคนใจดีมีเมตตากรุณา ประกอบอาชีพสุจริต ด้วยการทำไร่อ้อยแล้วนำต้นอ้อยมาตัดใส่ลงไปในหีบยนต์เพื่อบีบน้ำอ้อยขายเลี้ยงชีวิต

ต่อมากิจการได้เจริญขึ้นจนเป็นเจ้าของหีบยนต์สำหรับบีบน้ำอ้อยถึง 7 เครื่อง จึงสร้างที่พักสำหรับ คนเดินทางและได้บริจาคน้ำอ้อยจากหีบยนต์เครื่องหนึ่งซึ่งมีปริมาณน้ำอ้อยมากกว่าหีบยนต์เครื่องอื่น ๆ ให้เป็นทานแก่คนเดินผ่านไปมาจนตลอดอายุขัย

ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศลที่บริจาคน้ำอ้อยให้เป็นทานนั้นทำให้หนุ่มกุเวรผู้นี้ได้ไปเกิดเป็นเทพบุตร บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา มีนามว่า “กุเวรเทพบุตร” ต่อมากุเวรเทพบุตรได้รับการเทวาภิเษก (ขึ้นครองราชย์)เป็นผู้ปกครองดูแลพระนครสวรรค์ชั้นที่ 1ด้านทิศเหนือจึงได้มีพระนามว่า “ท้าวเวสสุวรรณ”

ตามหลักฐานในคัมภีร์ทางพุทธศาสนายืนยันว่า “ท้าวเวสสุวรรณ” ผู้ซึ่งเป็นเทวราชพระองค์นี้ได้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบันเมื่อครั้งที่ “จุลสุภัททะปริพาชก” เกิดความสงสัยในความเป็นมาแห่ง องค์พระพุทธเจ้า ท่าน “ท้าวเวสสุวรรณ” องค์นี้เอง ที่ได้เสด็จไปร่วมต้อนรับด้วย และ ยังเป็นประจักษ์พยาน เรื่องพระมหาโมคคัลลานะ ใช้เท้าจิกพื้นไพชยนตวิมานของพระอินทร์ จนเกิดการสั่นสะเทือนไปทั้งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์สวรรค์ชั้นที่สองอันเป็นการเตือนสติพระอินทร์อีกด้วย และก็มีความเชื่อในฤทธานุภาพอันทรงฤทธิ์ของท่านตาม ฎีกามาลัยเทวสูตร พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม 1 ภาค 2 – หน้าที่ 435 ว่า

“คฑาวุธ ของท้าวเวสสุวรรณนั้นเป็นยอดแห่งศาสตราวุธที่มีอานุภาพสามารถทำลายโลกใบนี้ให้เป็นจุณได้ในพริบตา”

จากคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนา จะเห็นได้ว่า ท้าวกุเวรหรือท้าวเวสสุวรรณนั้นท่านเป็นเทพที่สำคัญยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งที่มีหน้าที่ “คอยพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา” ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าท่านท้าวสักกะเทวราชเลย

ตามวัดวาอารามต่าง ๆนั้นจะมีรูปปั้นยักษ์ 1 ตน หรือ 2 ตนบ้าง คอยยืนถือกระบองค้ำพื้น ส่วนมากจะมี 2 ตน เฝ้าอยู่หน้าประตูโบสถ์ หรือ วิหารที่เก็บของมีค่ามีพระพุทธรูป และโบราณสมบัติล้ำค่าของทางวัดบรรจุอยู่ด้านละ 1 ตนหรือไม่ก็ปรากฏอยู่ในบริเวณลานวัดหรือที่ที่มีคนผ่านไปมาแล้วเห็นโดยง่ายนั่นหมายถึงท้าวเวสสุวรรณนั่นเอง

เคล็ดการบูชา

          จุดสักการะธูป 9 ดอก และถวายดอกกุหลาบ 9 ดอก แล้วตั้งนะโม 3 จบ ระลึกถึงคุณบิดา มารดา และครูบาอาจารย์ ทั้งหลาย ที่ประสิทธิประสาทวิชามาแล้วระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วท่องคาถาท้าวเวสสุวรรณดังนี้

            “อิติปิ โส ภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณ มะระณัง สุขัง อะหัง สุคะโต นะโม พุทธายะ ท้าวเวสสุวรรณโณ จาตุมะหาราชิกา ยักขะพันตาภัทภูริโต เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโม พุทธายะ”

            การจะบูชาให้ได้ผลอย่างแท้จริงต้องนำเอาหลักความดีของท่านมาน้อมนำปฏิบัติด้วยคือ ต้องดำรงตนให้เป็นผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาคอยปกป้องพระพุทธศาสนาไม่ให้เสื่อมจากคนไม่ดีตลอดจนต้องหาเลี้ยงชีพด้วยความสุจริต หมั่นบริจาคทานเพื่อเป็นกุศลแก่ทั้งตัวเองและเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ผู้ที่ได้ทั้งบูชาด้วยการไหว้และนำคุณธรรมของท่านไปปฏิบัติด้วยจะส่งผลให้เจริญก้าวหน้าและร่ำรวยมีความสุขอย่างแน่นอน

Read Full Post »

1. สามพระอรหันตสาวกในพระพุทธศาสนา

พระอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้านั้นมีอยู่มากมายที่เป็นผู้ทรงคุณในด้านต่างๆ แต่จะมีพระสาวกอยู่ 3 รูปที่นิยมบูชากันมากคือ พระมหากัจจายนะเถระเจ้า (พระสังกัจจายน์) พระสีวลีเถระเจ้า ทั้งสองรูปนี้เป็นพระอรหันตสาวกที่มีชีวิตอยู่ในช่วงสมัยพุทธกาลซึ่งผู้คนต่างนิยมบูชาโดยหวังผลด้านโชคลาภและความสวัสดีมงคล

อีกรูปหนึ่งเป็นพระอรหันตสาวกที่มีชีวิตอยู่ช่วงหลังพุทธกาลไปแล้ว คือพระอุปคุตมหาเถระเจ้าซึ่งเป็นผู้ที่ถือว่า ทั้งทรงคุณในด้านอิทธิฤทธิ์ทำให้แคล้วคลาดปลอดภัยและยังอำนวยผลให้เกิดความร่ำรวยมีกินมีใช้ไม่ขาดเหลือไปตลอดชีวิตแก่ผู้ที่ได้บูชาท่านอีกด้วย ก่อนที่จะทำการบูชาท่านขอให้ทำความรู้จักองค์อริยเจ้าท่านเหล่านั้นโดยสังเขปก่อน

– พระมหากัจจายนะเถระเจ้า

พระมหากัจจยานะเถระเจ้า เดิมชื่อ กาญจนมาณพ (แปลว่าผู้ที่มีผิวงามดุจทองคำ) เป็นบุตรของพราหมณ์ปุโรหิต กัจจายนโคตรซึ่งเป็นปุโรหิตประจำพระนครอุชเชนีมีพระเจ้าจัณฑปัชโชติเป็นผู้ปกครอง เมื่อเติบโตขึ้นก็ได้ศึกษาเล่าเรียนเป็นอย่างดีมีคุณธรรมงามพร้อมทุกประการ ภายหลังได้ออกบวชในบวรพระพุทธศาสนากลายเป็นพระมหาเถระที่ได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ว่า เป็นเอตทัคคะในด้านการขยายความธรรมโดยย่อให้พิสดารได้เหนือผู้อื่น

ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสาวกจำนวน 500 รูปได้เดินทางธุดงค์มาถึงทางสามแพร่งซึ่งเวลานั้นเป็นเวลาที่ใกล้พลบค่ำแล้ว ทางสามแพร่งนี้มีอยู่ 2 เส้นทางที่จะสามารถไปถึงจุดหมายที่เป็นเป้าหมายในการเดินทางได้ โดยที่เส้นทางแรกเป็นทางลัดใช้เวลาเดินทางไม่นานก็จะสามารถถึงจะหมายได้เร็ว แต่ทว่าเส้นทางมีความทุรกันดารไม่ค่อยมีผู้คนอยู่อาศัย หากเลือกเดินทางในเส้นทางนี้ก็จะเกิดความลำบากเพราะไม่มีผู้คนคอยใส่บาตรให้

ส่วนอีกเส้นทางเป็นเส้นทางอ้อมซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าหลายเท่าในการเดินทางแต่มีความสะดวกสบายเพราะมีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากไม่มีปัญหาเรื่องการบิณฑบาต พระพุทธองค์จึงมีพุทธบัญชาให้เหล่าภิกษุหยุดเดินทางที่ทางสามแพร่งนั้นเพื่อพักผ่อน ในตอนค่ำพระพุทธองค์ก็แสดงพระธรรมเทศนาตามปกติ

หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแล้วก็ตรัสถามเหล่าสงฆ์ว่าจะใช้เส้นทางใดในการเดินทางจาริกธุดงค์ต่อในวันพรุ่งนี้ซึ่งก่อให้เกิดการถกเถียงถึงเรื่องการเดินทางมากกว่าที่คาดไว้ บ้างก็ต้องการให้ถึงจุดหมายปลายทางเร็วๆ ก็ควรใช้ทางลัด บ้างก็เกรงในความยากลำบากในการบิณฑบาตจึงเลือกทางอ้อม พระพุทธองค์จึงตรัส ถามถึงพระสีวลีเถระเจ้าก่อน แต่พบว่าท่านไม่ได้ร่วมเดินทางมาด้วย ก็ตรัสถามถึงพระมหากัจจยานะเถระเจ้าพบว่า ท่านได้เดินทางมาด้วยพระพุทธองค์จึงได้มีบัญชาให้เหล่าภิกษุใช้เส้นทางที่เป็นทางลัดทันที

พระมหากัจจยานะเกิดความสงสัยในการเลือกของพระพุทธองค์ เมื่อเลิกประชุมแล้วพระพุทธองค์ก็เสด็จเข้าสู่พระสีหไสยาสน์พระสาวกทั้งหลายก็พากันไปจำวัดตามกลดของตน แต่พระมหากัจจยานะยังไม่อาจจำวัดได้ เพราะความสงสัยนั้นจึงได้ตั้งจิตอธิษฐานยกมือทั้งสองขึ้นมาปิดหน้าเพื่อรำลึกถึงอดีตชาติที่ผ่านมา ด้วยอานุภาพแห่งการอธิษฐานบารมีกุศลธรรมที่ท่านได้สั่งสมไว้ในอดีตชาติหลายภพชาติจึงปรากฏ พบว่า ท่านได้เกิดเป็นนายแพทย์คอยรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับคนตกทุกข์ได้ยากทั้งหลาย

ชีวิตการเป็นแพทย์ของท่านในอดีตชาตินั้นเป็น คุณหมอผู้ทรงคุณธรรมตรวจรักษาผู้ป่วยโดยไม่คิดค่าตอบแทนใดๆ แก่คนยากจนเลยด้วยอานิสงส์นี้จึงทำให้ท่านกลายเป็นผู้ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งในโภคทรัพย์และลาภสักการะ

ครั้นรุ่งเช้าพระพุทธองค์พร้อมด้วยพระสาวกทั้งหมดจึงออกเดินทางไปยังจุดหมายโดยใช้ทางลัดตามพุทธบัญชา ปรากฏว่าระหว่างทางมีทั้งเหล่ามนุษย์และเทวดามาคอยรอถวายอาหารใส่บาตรอยู่โดยตลอดเส้นทางด้วยอาหารที่มีความประณีตเป็นจำนวนมากทำให้พระพุทธองค์และพระสาวกทั้ง 500 รูปไม่ต้องเดือดร้อนเรื่องภัตตาหารเลย ด้วยเหตุการณ์นี้เองทำให้ พระมหากัจจยานะเถระได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่มีความโดดเด่นทั้งโภคทรัพย์และลาภสักการะ เป็นต้นมา

การบูชาคุณของพระมหากัจจยานะขอให้ทำบุญด้วยหลักแห่งบุญตามที่ได้กล่าวมาแล้วตั้งจิตอธิษฐานส่งบุญนี้ไปให้แก่ท่าน แล้วทำบูชาท่านด้วยวิธีดังต่อไปนี้

ควรบูชาด้วยธูป 3 ดอก พร้อมดอกไม้สีขาวมีกลิ่นหอมต่างๆ หรือดอกบัวประมาณ 7 ดอก ถวายน้ำสะอาด 1 แก้วและถวายผลไม้ให้ทุกวันพระ

 

คาถาบูชาพระสังกัจจายน์

ตั้งนะโม ๓ จบ

เสร็จแล้วว่าพระคาถา

กัจจานะจะมหาเถโร พุทโธ พุทธานัง พุทธะตัง พุทธัญจะ พุทธะสุภา สิตัง พุทธะตังสะมะนุปปัตโต พุทธะโชตัง นะมามิหัง ปิโยเทวะ มะนุสสานัง ปิโยพรหม นะมุตตะโม ปิโยนาคะ สุปันนานัง ปิยินทะริยัง นะมามิหัง สัพเพชะนา พะหูชะนา ปุริโสชะนา อิถีชะนา ราชาภาคินิ จิตตัง อาคัจฉาหิ ปิยังมะมะ ฯ

 

คาถาบูชาขอลาภ (สวดบทนี้ได้ทุกวันเพื่อความเป็นสิริมงคล)

กัจจายะนะ มะหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โส ระโห ปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง ภะวันตุ เม ลาเภนะ อุตตะโม โหติ โส ระโห ปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง สัพพะลาภา สะทา โสตถิ ภะวันตุ เม

– พระสีวลีเถระเจ้า

พระสีวลีเถระเจ้า เป็นพระเถระที่มีชื่อเสียงในด้านลาภสักการะมากเทียบเท่ากับพระมหากัจจายนะโดยท่านได้สั่งสมบุญบารมีทางด้านลาภสักการะด้วยการทำบุญให้ทานในอดีตชาติมากมาย ในภพชาติสุดท้ายจึงได้มาเกิดเป็นบุตรของพระนาง สุปปวาสา พระราชธิดาแล่งโกลิยนคร

ตั้งแต่ท่านสีวลีถือปฏิสนธิในครรภ์ของพระมารดาในระหว่างนั้นพระนางก็มีลาภสักการะเกิดขึ้นเป็นอันมากมีแต่ผู้คนนำข้าวของมามอบให้อย่างไม่ขาดสาย ด้วยความที่บำเพ็ญบุญบารมีไว้มากท่านต้องอาศัยครรภ์ของพระมารดานานเป็นเวลาถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วันถึงจะคลอด ระหว่างที่พระนางสุปปวาสาเจ็บท้องใกล้คลอดนั้น นางได้ขอร้องพระสวามีให้ไปกราบบังคมทูลขอพรจากพระบรมศาสดา

ฝ่ายพระสวามีเห็นเป็นความต้องการของพระนางอย่างยิ่งยวดจึงรีบเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ทันที พระพุทธองค์ได้เสด็จมาโปรดพระนางตามคำขอและอำนวยพรให้พระนางเป็นผู้ที่มีความสุข ปราศจากโรคภัยใดๆ และ ประสูติพระโอรสได้อย่างปลอดภัย ด้วยอำนาจแห่งพุทธานุภาพนั้น ความทุกขเวทนาที่พระนางได้รับอยู่หายไปทั้งหมดและ ประสูติพระราชโอรสได้โดยง่าย

เมื่อพระนางสุปปวาสามีร่างกายแข็งแรงดีแล้วก็มีความประสงค์จะถวายมหาทานต่อพระพุทธองค์และเหล่าพระสาวกติดต่อกันเป็นเวลาเจ็ดวันจึงได้ส่งคนไปกราบทูลพระบรมศาสดาและเหล่าพระสาวกมารับมหาทานในพระราชนิเวศน์โดยมีพระพุทธองค์เป็นพระประธาน ระหว่างนั้นท่านสารีบุตรอัครสาวกเบื้องขวาเห็น สีวลีกุมารช่วยพระบิดาและพระมารดาจัดแจงกิจต่างๆ อย่างขะมักเขม้นจึงได้กล่าวทักทาย และออกปากชวนให้มาบวชในพระพุทธศาสนา

สีวลีกุมารรับคำบวชนั้นทันทีเพราะพิจารณาว่าตนเองได้รับความทุกข์มากมายขณะอยู่ในครรภ์เป็นเวลานานถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน เมื่อสีวลีกุมารได้รับอนุญาตจากพระบิดาและพระมารดาจึงได้ตามพระสารีบุตรไปยังพระอาราม พระสารีบุตรได้สอนพระกรรมฐานเบื้องต้นให้ ในขณะที่กำลังจรดมีดโกนลงบนผมครั้งแรก สีวลีกุมารก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน จรดมีดโกนครั้งที่สองท่านก็บรรลุเป็นพระสกิทาคามี จรดมีดโกนลงครั้งทีสามท่านก็ได้บรรลุเป็นพระอนาคามี เมื่อโกนผมเสร็จจนหมดท่านก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ด้วยอำนาจแห่งบุญบารมีที่สั่งสมไว้มากแต่หนหลัง

เมื่อท่านได้อุปสมบทแล้วปรากฏว่าท่านเป็นพุทธสาวกที่มีลาภสักการะมากมาย ลาภสักการะเหล่านั้นก็ได้เผื่อแผ่ไปยังพระสงฆ์ท่านอื่นๆ แม้ว่าพระบรมศาสดาและเหล่าสาวกจะเดินทางไกลไปในถิ่นทุรกันดารเพียงใดเมื่อมีพระสีวลีเถระเดินทางไปด้วย ความขาดแคลนอาหารและที่พักอาศัยในระหว่างการเดินทางจะไม่เกิดขึ้นเลย

กรณีการทดลองบุญของพระสีวลีเถระก็คล้ายๆ กับพระมหากัจจยานะเมื่อครั้งหนึ่งพระพุทธองค์พร้อมกับพระสารีบุตรและพระสาวกประมาณ 30 รูปจะเสด็จไปเยี่ยมพระเรวตะซึ่งเป็นน้องชายของพระสารีบุตรท่านได้บวชแล้วอาศัยอยู่ในป่าสะแกที่ห่างไกล

พอคณะเดินทางของพระพุทธองค์มาถึงทาง 2 แพร่งแล้วต้องเลือกเดินทางหนึ่งเป็นทางลัดอีกทางเป็นทางอ้อม พระพุทธองค์ก็เลือกทางลัดเพื่อจะไปให้ถึงจุดหมายโดยเร็ว ซึ่งระหว่างทางก็มีเหล่าเทพยดานางฟ้า มาคอยใส่บาตรและถวายที่พักให้ตลอดระยะทาง 30 โยชน์ (480 กิโลเมตร)

ฝ่ายพระเรวตะ ได้ทราบการเสด็จมาของพระศาสดา จึงเนรมิตพระคันธกุฎี (กุฎิ) เพื่อพระพุทธองค์อีกทั้ง เนรมิตเรือนยอด ที่จงกรม และที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันไว้ให้อย่างเพียงพอสำหรับพระสาวกทุกพระองค์ พระพุทธองค์ประทับอยู่ในสำนักของพระเรวตะประมาณหนึ่งเดือน แม้จะประทับอยู่ ในป่าสะแกแห่งนั้นก็ได้เสวยบุญของพระสีวลีเถระอยู่ตลอดไม่ได้ขาดแคลนซึ่งภัตตาหารใดๆ เลย ก่อนจะเสด็จมุ่งหน้าไปสู่วัดบุพพารามต่อไป พระพุทธเจ้าได้ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่พระอริยเจ้าแล้ว ทรงสถาปนาประกาศให้ พระสีวลีเถระให้เป็น เอตทัคคะด้านเป็นผู้มีลาภสักการะมาก ด้วยประการฉะนี้

การบูชาพระสีวลีให้ได้ผลก็ต้องทำการทำบุญสร้างบุญแล้วอุทิศไปให้ท่านแล้วกล่าวบูชาด้วยพระคาถาบูชา

คาถาที่ใช้บูชาพระสีวลี เรียกว่าคาถา “หัวใจของพระสีวลี” หมายถึงคำว่า “นะชาลีติ” มีความหมายในแต่ละคำว่า นะ หมายถึง นอบน้อม มีสัมมาคาราวะ ชา หมายถึง ขวนขวายเรื่องการงาน ลี หมายถึง ไม่นอนมาก ไม่นอนดึก ไม่ตื่นสายและ ติ หมายถึง การว่าโดยทั้งหมด

          ทั้งสี่คำก็หมายถึงหลักธรรมในการประกอบกิจการทั้งหลาย คือต้องมีสัมมาคารวะต่อผู้ที่สมควร มีความขยันขันแข็งในเรื่องของการทำงาน ไม่นอนดึก ตื่นสายจึงเป็นวิสัยที่จะประกอบการงานทั้งหลายได้ดีและร่ำรวยขึ้นได้ โดยมักจะท่องว่า “นะชาลีติ ประสิทธิลาภา” คือ การขอพรให้ประสบความสำเร็จเวลาประกอบกิจการใดๆ

คาถาบูชาพระสีวลี

สีวะลี จะ มหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ ตัง สะทา สีวะลี จะ มหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ ตัง สะทา สีวะลี เถระคุณัง เอตัง โสตถิ ลาภัง ภะวันตุ เมฯ

 

คาถาพระสีวลี (แบบ คาถาเมตตามหานิยม)

พุทธังเมตตา นะชาลีติ ธัมมังเมตตา นะ ชาลีติ สังฆังเมตตา นะ ชาลีติ สีวะลีเมตตา นะ ชาลีติ โอมมะพะลัง วา ราชะกุมาโร วา ราชะกุมารี วา ราชา วา ราชินี วา คะหัฏโฐ วา ปัพพะชิโต วา สะมะโณ วา พราหมโณ วา อิตถี วา ปุริโสวา วาณิโช วา วาณิชา วา อุปาสะโก วา อุปาสิกา วา ทาระโก วา ทาริกา วา สัพเพ อิเม พะหู ชะนา มัง ปิยายันตุ อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ เอหิ จิตตัง ปิยัง มะมะ มะหาลาภะสักการา ภะวันตุ เม

 

คำอธิษฐานขอลาภจากพระสีวลี

(โดยหลวงพ่อเกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ จังหวัดลำปาง)

ตั้ง นะโม ๓ จบ

สีวะ ลีมะหา เถรัง วันทามิหัง ( ๓ จบ )

มะหาสิวะลี เถโร มะหาลาโภ โหติ มะหาสิวะลี เถโร ลาภัง เม เท ถะ

– พระอุปคุตมหาเถระ

พระอุปคุตมหาเถระมีชื่อเดิมว่า อุปคุต เป็นลูกชายคนที่สามของพ่อค้าน้ำหอมที่ชื่อว่า “คุปตะ” เมื่อเติบโตขึ้นเป็นเด็กหนุ่ม อุปคุตเป็นทั้งหนุ่มรูปงามที่มีความเฉลียวฉลาดและมีจิตใฝ่ไปในทางธรรมตั้งแต่ก่อนจะออกบวชเพราะได้สั่งสมบุญบารมีมายาวนาน

มีพระเถระรูปหนึ่งนามว่า “พระศาณกวาสิน”ซึ่งเป็นพระเถระที่มีอายุมากแล้วได้ใช้ญาณของตนเพ่งมองหาอุปคุต จากพุทธทำนายที่พระพุทธองค์ได้ประทานไว้ก่อนปรินิพพานว่าจะ มีพระเถระในอนาคตผู้เรืองฤทธิ์มาสืบสานงานของพระพุทธศาสนาต่อในอีกร้อยปีข้างหน้านามว่า “อุปคุต” และจะเกิดเป็นบุตรพ่อค้าน้ำหอมที่ชื่อ คุปตะ

ซึ่งพระเถระได้กล่าวขอนายคุปตะก่อนที่อุปคุตจะเกิดไว้ว่า หากเมื่อใดที่ คุปตะ มีบุตรก็ขออนุญาตให้เขาได้บวช ซึ่งนายคุปตะก็รับปากพอนายคุปตะมีบุตรคนแรกก็ตั้งชื่อให้ว่า “อัศวคุปต์” พระเถระได้มาทวงถามบุตรกับคุปตะ นายคุปตะก็ปฏิเสธเพราะว่าเห็นเป็นบุตรคนแรกยังต้องให้ช่วยงานอีกมาก ท่านศาณกวาสินก็เพ่งฌานดู เมื่อเห็นว่าอัศวคุปต์ไม่ใช่อุปคุตท่านก็นิ่งเฉย

ต่อมาพอคุปตะมีลูกคนที่สองก็ตั้งชื่อว่า “ธนะคุปต์” เมื่อพระเถระมาหาและทวงถามซ้ำก็ถูกปฏิเสธอีกท่านได้ใช้ฌานเพ่งมองก็พบว่าไมใช่อุปคุตจึงได้ปล่อยไว้เช่นเดิม

ในที่สุด คุปตะก็ได้บุตรเป็นคนที่สามซึ่งเป็นเด็กที่มีรูปร่างลักษณะดีกว่าคนอื่นๆ ทั้งหมดและได้ตั้งชื่อว่าอุปคุต (แปลว่า ผู้คุ้มครองรักษา) เมื่อพระเถระไปทวงถามซ้ำในครั้งนี้ คุปตะก็ยินดีมอบอุปคุตให้บวชแต่ต้องรอให้ถึงเวลาของเขาเสียก่อนหากเห็นว่าลูกคนที่สามไม่ก่อประโยชน์ทั้งกำไรและขาดทุนในการทำการค้าใดๆ ก็จะให้บวช

พระศาณกวาสินได้ใช้อิทธิฤทธิ์ไม่ให้นายคุปตะค้าขายได้กำไรหรือขาดทุนเลยในวันที่ไปทวงถามครั้งนั้น ไม่ว่านายคุปตะจะนับ จะชั่ง จะตวงทรัพย์ อย่างไรก็ไม่ปรากฏว่าเขาได้กำไรหรือขาดทุน อุปคุตจึงได้บวชในพระพุทธศาสนาเป็นผลสำเร็จ ท่านพระศาณกวาสินได้บอกเล่าถึงพุทธทำนายของพระพุทธเจ้าแก่พระอุปคุตและจะได้เป็นเอตทัคคะในด้านธรรมกถึก (ผู้เป็นเอกในด้านการแสดงธรรม) ในเวลาต่อมาซึ่ง อุปคุตก็รับคำอำนวยพรนั้น

แทรกตรงนี้สักเล็กน้อยครับ ผู้เป็นเอตทัคคะในด้านธรรมะกถึกในสมัยพุทธกาลนั้นคือท่านพระ             “ปุณณมัณตานีบุตร” ซึ่งเป็นหลานชายของพระอัณญาโกณฑัญญะปฐมสาวกแห่งพระพุทธศาสนาส่วนท่านพระอุปคุตนั้นพระพุทธองค์ได้ทำนายไว้ว่าจะเป็นธรรมกถึกในอนาคตหลังพุทธปรินิพพาน

พระอุปคุตมหาเถระได้ชื่อว่า เป็น “อนุพุทธ” หรือผู้สืบสานงานของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงการที่ท่านได้รับการยกย่องเป็นอย่างมากก็ด้วยเหตุที่ได้ปราบความอหังการของพญามารที่มาคอยทำลายการเผยแผ่ศาสนาของท่านได้เป็นผลสำเร็จ

ในขณะที่พระอุปคุตกำลังแสดงธรรมที่เรียกว่า “อนุบุพพีกถา” แปลว่า การแสดงธรรมเป็นลำดับขั้นจากง่ายไปหายากให้แก่เหล่าประชาชนที่มาฟังธรรม พญามารได้ทำการก่อกวนโดยเนรมิตให้มีไข่มุกตกลงมาระหว่างที่แสดงธรรม เมื่อคนทั้งหลายเห็นของมีค่าตกลงมาต่างก็พากันเก็บสิ่งของเหล่านั้นจนไม่ได้สนใจฟังธรรมเลย จนในครั้งหลังๆ พญามารได้เนรมิตทั้งเทพศาสตราวุธและนางอัปสรสวยงามออกมาร่ายรำเพื่อดึงดูดฝูงชนไม่ให้หันไปสนใจในพระพุทธศาสนาซึ่งก็มี คนที่หลงคล้อยตามไปเป็นจำนวนมาก

พระอุปคุตได้เพ่งญาณพิจารณาว่าจะต้องทำให้พญามารนั้นได้สร้างบุญและสมาทานศีลในพระพุทธศาสนาให้ได้เพื่อเป็นคุณแก่โลกและเหล่าสรรพสัตว์ที่หลงมัวเมาในกามคุณให้ออกจากกามทั้งหลาย เมื่อท่านพิจารณาว่าถึงเวลาของพญามารแล้ว จึงได้เนรมิต ซากงู ซากสุนัขเน่า และคนตายมาร้อยเป็นพวงมาลัยทำให้พญามารมองเห็นเป็นพวงมาลัยดอกไม้ที่สวยงาม

พญามารนั้นเห็นพระอุปคุตถือพวงมาลัยจะมาคล้องคอให้ก็ดีใจคิดว่าสามารถล่อลวงพระอุปคุตให้ออกจากความเป็นพระภิกษุได้สำเร็จก็ยอมรับพวงมาลัยแต่โดยดีแต่พอรับพวงมาลัยเสร็จ พระอุปคุตก็กล่าวเป็น คาถาผูกมารว่า

“พวงมาลัยนี้ดุจดังที่ท่านเอาพวงมาลามาสวมให้อาตมาซึ่งไม่เหมาะสมกับสมณะเพศอย่างยิ่ง อาตมาจึงเอาร่างทั้งสามมาร้อยรัดไว้ซึ่งร่างทั้งสามก็ไม่เป็นที่พึงปรารถนาของผุ้ที่ยังปรารถนาในกามคุณเช่นกัน จงได้แสดงอิทธิฤทธิ์ของท่านออกมาเถิด วันนี้ท่านได้เผชิญหน้ากับศิษย์แห่งองค์พระศาสดาแล้ว แม้เทวดา อินทร์หรือพรหมเทพใดๆ ที่ทรงฤทธิ์ก็ไม่อาจช่วยท่านได้”

พญามารทำอย่างไรก็ไม่อาจเอาบ่วงคล้องคอที่เหม็นเน่านี้ออกจากร่างได้ ไม่ว่าจะไปขอร้องใครให้ช่วย ทั้ง พระอินทร์ พระพรหม ท้าวจตุมหาราชทั้ง 4 ก็ไม่อาจช่วยได้พญามารจึงได้มาก้มกราบขอขมาต่อพระอุปคุตขอให้แก้เอาบ่วงเน่าที่คล้องคอนี้ออกไปให้

แต่พระอุปคุตไม่ได้แก้ออกให้โดยทันทีเพราะยังไม่เชื่อว่าพญามารจะสำนึกผิดจริงท่านต้องการให้พญามารได้เข้าถึงพระธรรมจึงบอกกับพญามารว่าทางเดียวที่จะช่วยพญามารได้คือ พญามารต้องนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเป็นสรณะเท่านั้นจึงจะสามารถช่วยได้

พญามารได้ฟังดังนั้นก็รับคำและพระอุปคุตมีข้อแม้อีกสองประการคือ ข้อแรกพญามารต้องไม่มาเบียดเบียนพระสงฆ์และผู้ที่นับถือในพระพุทธศาสนาอีก  ข้อที่สองเนื่องจากพระอุปคุตนั้นเกิดหลังพุทธกาลเป็นเวลานานแม้จะเห็นธรรมแล้วชัดเจนแต่ไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้าเลยสักครั้งจึงบอกให้พญามารช่วยเนรมิตพระรูปกายของพระพุทธองค์ให้เห็นสักครั้ง พญามารก็ตกปากรับคำแต่มีข้อแม้ว่า ห้ามมิให้พระอุปคุตแสดงความเคารพต่อตนเองในขณะที่เนรมิตกายเป็นพระพุทธเจ้าเป็นอันขาดเพราะจะทำให้ตนเองเสื่อมฤทธิ์ลง พระอุปคุตตกปากรับคำนั้นแล้วก็นั่งรอให้พญามารเดินเข้าไปในป่าเนรมิตรูปกายของพระพุทธองค์ รวมไปถึงพระสาวกของพระพุทธองค์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพระอานนท์ พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ หรือแม้แต่พระมหากัสสปะ เดินเรียงออกมาจากป่าดุจดังสมัยพุทธกาลไม่มีผิด

พระอุปคุตนั้นพอได้เห็นรูปกายและพระจริยวัตรอันงดงามของพระพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวกจิตก็เกิดความปีติขึ้นระลึกถึงคุณงามความดีของพระพุทธองค์อันมากมายที่ได้บำเพ็ญเพียรพระองค์จึงได้มีรูปลักษณะที่งดงามมากเช่นนี้ ขนาดคนปุถุชนธรรมดาเห็นพระพุทธองค์ยังเกิดความยินดีแล้วระดับพระอริยะเจ้าอย่างพระอุปคุตจะขนาดไหน พระอุปคุตจึงได้ลืมสัญญาที่ให้ไว้กับพญามารค่อยๆ ก้มกราบลงแทบเท้าของพญามาร

พญามารตกใจมากจึงได้คืนสภาพเป็นร่างเดิมของตนแล้วก้มลงกราบแทบเท้าของพระอุปคุตแล้วก็จากไป วันต่อมาพญามารได้กลับมาประกาศต่อหน้าเหล่าประชาชนที่มาร่วมฟังธรรมของพระอุปคุตว่า

“ผู้ใดต้องการไปเสวยสุขในสวรรค์ และต้องการความหลุดพ้น ขอให้ไปฟังธรรมของท่านพระอุปคุตเถิด ผู้ใดต้องการ พ้นไปจากความยากจนและเข้าถึงความเจริญตลอดจนถึงโลกุตตรธรรมก็ขอให้ตั้งใจฟังธรรมด้วยความศรัทธาด้วย”

          เมื่อข่าวนี้ได้แพร่ไปทั่วพระนคร มถุราว่าท่านพระอุปคุตได้ปราบมารจนพญามารหันหน้าเข้ามาสู่พระพุทธศาสนาแล้วทุกคนก็ต่างพากันไปฟังธรรมจนคนหลายแสนคนได้เข้าถึงพระธรรมในลำดับที่ต่าง ๆกันไปและมีคนจำนวนมากถึง หนึ่งหมื่นแปดพันคนได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุจากพระอุปคุตหลังจากปฏิบัติธรรมได้ไม่นานก็บรรลุเป็นพระอรหันต์

            พระอุปคุตมหาเถระเจ้าจึงเป็นที่เคารพบูชาด้วยเดชแห่งบุญบารมีที่สร้างปาฏิหาริย์ปราบพญามารความเชื่อนี้จึงตกทอดมาสู่คนรุ่นหลังว่า ท่านเป็นยอดแห่งพระผู้คุ้มครองและบันดาลโภคทรัพย์ให้แก่ผู้ที่ได้เคารพบูชา

คำบูชาพระมหาอุปคุต

ตั้ง นะโม ๓ จบ

พระมหาอุปคุตโต พระมหาอุปคุตตัง จะมหาเถโร สัพเพชะนา พะหูชะนา อิถีชะนา มามังพุทธะจิตตัง จะมหาลาโภ พุทธะธัมโม จะมหาลาภัง พุทธะสังฆัง จะมหาสัจจัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม ฯ

อุปคุตตะ จะมหาเถโร สัพพะเสน่หาปุพชิโต โสระโห อุปะคุตะ ปัจจะยาธิมหิ อุตตะโม โหติ สัพพะทุกขะ สัพพะภะยะ สัพพะโรคะ พุทธา ธัมมา สังฆา อานุภาเวนะ วินาสสันติ ฯ

 

คาถาพระมหาอุปคุตผูกมาร

ตั้งนะโม ๓ จบ

มหาอุปคุตโต มหาอุปคุตตัง กายะพันทะนัง อะมะยิสะ พุทธังทะเถโร ธัมมังทะเถโร สังฆังทะเถโร ปะอัยยะสุตัง อุปัจสะอิ อิมังกายะพันทะนัง อะทิถามิ ฯ

 

คำบูชาขอลาภพระอุปคุต

มหาอุปคุตโต จะ มหาลาโภ พุทโธลาภัง สัพเพชะนา พะหูชะนา ราชาปุริโส อิถีโยมานัง นะโมโจรา เมตตาจิตตัง เอหิจิตติจิตตัง ปิยังมะมะ สะเทวะกัง สะพรหมมะกัง มะนุสสานัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม ฯ

เอหิจิตติ จิตตังพันธะนัง อุปะคุตะ จะมหาเถโร พุทธะสาวะกะ อานุภาเวนะ มาระวิชะยะ นิระภะยะ เตชะปุญณะตา จะเทวะตานัมปิ มะนุสสานันปิ เอหิจิตตัง ปิยังมะมะ อิมังกายะ พันธะนัง อะทิถามิ ปะอัยยิสสุตัง อุปัจสะอิ ฯ

 

เคล็ดวิธีการสวดขอลาภ

ให้จุดธูปเทียนบูชา พร้อมกับดอกไม้หอม เครื่องหอมน้ำหอมต่างๆ เทหยดใส่ในขันน้ำมนต์ ณ ที่บูชาพระในร้านค้าขาย หรืออาคารสำนักงาน แล้วอธิษฐานขอให้ กลิ่นควันธูปเทียน ลมพัดไปทางไหน ขอให้ดลใจผู้คนเข้ามาอุดหนุนตลอด ขอให้ดำเนินกิจการด้วยความราบรื่น มีความสำเร็จสมปรารถนาทุกประการ

เมื่ออธิษฐานจุดธูปเทียนบูชาแล้ว ให้สวด นะโม 3 จบ และสวดคำบูชาขอลาภพระอุปคุต 1 จบ แล้วทำน้ำมนต์สวดด้วย คำบูชาขอลาภพระมหาอุปคุต อีก 1 จบ เสร็จแล้ว เอาน้ำมนต์ประพรมร้านค้า และสินค้าในร้านค้า หรือทำธุรกิจ ก็ให้เอาน้ำมนต์ประพรมภายในสำนักงานและอุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำธุรกิจนั้นทั้งหมดจะบังเกิดความเป็นสิริมงคลในการทำงานและการค้าขายให้เจริญก้าวหน้า

            นอกจากการบูชาพระอรหันต์ทั้ง 3 ผู้ทรงคุณในด้านลาภและอิทธิฤทธิ์แล้วยังมีเคล็ดวิธีการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ได้แก่

 

2. การบูชา “ชูชก” ตามแบบวิธีของหมอดูกระดองเต่า

ชูชก จัดว่าเป็นเครื่องรางชนิดหนึ่งที่นับเป็นสุดยอดของเครื่องรางแห่งการขอ ขอทานเฒ่าที่ชื่อ         “ชูชก” นี้แม้จะเป็นผู้ที่เกิดมาเพื่อเป็นเจ้ากรรมนายเวรของพระเวสสันดรพระโพธิ์สัตว์ในทศชาติสุดท้ายก็ตาม แต่ในฐานะผู้ขอกับผู้ให้แล้วก็เป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้พระโพธิสัตว์เวสสันดรได้บำเพ็ญทานบารมีสูงสุดก่อนที่ภพชาติสุดท้ายพระองค์จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ส่วนตัวชูชกเองก็ได้มาบังเกิดเป็นพระเทวทัต

ชูชกผู้เป็นขอทานนั้น เป็นผู้ที่มีเงินทองมากมายและมีภรรยาสาวสวยมากคือนางอมิตตดา (ในภพชาติสุดท้ายสมัยพุทธกาลก็คือ นางจิญจมาณวิกา) ซึ่งเป็นลูกสาวของพราหมณ์ที่เป็นเพื่อนกันและเป็นสุดยอดของผู้ที่ขออะไรแล้วจะได้ตามที่ประสงค์ ชูชกอาจไม่ใช่ตัวอัปลักษณ์ที่น่ารังเกียจถ้ามองในแง่ดี ตาเฒ่าผู้นี้ก็มีส่วนดีที่ควรเอาเยี่ยงอย่างคือ ชูชกเป็นผู้มีความประหยัดอดออม รักและห่วงใยภรรยามากเป็นคนซื่อสัตย์และให้ความไว้วางใจเพื่อนเป็นอย่างดี

ชูชกนั้นเป็นวรรณะพราหมณ์ในอินเดียโบราณถือว่ามีวรรณะที่สูงกว่ากษัตริย์เสียด้วยเป็นขอทานผู้ขออะไรแล้วก็จะได้ตามที่ขอทุกอย่างแม้แต่ไปขอพระชาลีและพระกัณหา พระราชบุตรและพระราชธิดาของพระโพธิสัตว์เวสสันดรท่านก็ยังโปรดประทานให้

เคล็ดการบูชา ชูชก ตามแบบของหมอดูกระดองเต่า (อ.ฉัตรประเสริฐ  รวยโภคทรัพย์)

            ชูชกนั้นเป็นพราหมณ์แขกอินเดียที่มีความชอบ “เนย” เนยที่ว่าเป็นได้ทั้งเนยข้นหรือเนยใส (ชีส)รวมไปถึงผลไม้อย่าง กล้วย นมข้นหวาน (แบบที่เป็นส่วนประกอบของโรตีในปัจจุบัน)โดยการบูชาชูชกไม่จำเป็นต้องมีรูปปั้นเสมือนจริงขนาดใหญ่ ขอให้บูชาเป็นองค์เล็กๆ พกติดตัวเอาไว้ก็พอ

วางฟักทอง ฟักเงินไว้ทางทิศตะวันตกของบ้าน รวยไม่มีจน

            ท่านใดที่อยากมีเงินทองมากมาย มีใช้กินมีเก็บเหลือเฟือ ให้หาฟักทอง และฟักเงิน (ฟักที่ใช้แกงจืด) ลุกใหญ่ที่สุดเท่าที่หาได้ และให้ไปวางที่มุมบ้านที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ วางฟักทองและเอาฟักเงินวางซ้อนข้างบน ให้อธิษฐานเอาขอให้มีเงินทองไหลมาเทมา รับรองว่ายิ่งทำบุญมาก ทำกรรมดีมาก ยิ่งเสริมเคล็ด บอกได้คำเดียวว่า รวยโคตร

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »