Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for สิงหาคม, 2011

ปัญหาเรื่องบิดามารดา

          ปัญหาสำคัญอันดับต้นๆ ของคนเราที่มักจะมองข้ามก็คือ ปัญหาเรื่องคนในครอบครัว การที่ชีวิตของเรามีปัญหาอยู่มากมายเรามักจะมองออกไปภายนอกก่อนว่า เรามีปัญหาเรื่องงานเรื่องเพื่อนหรือเรื่องอื่นๆ โดยลืมมองกลับมาในชีวิตว่าจริงๆ แล้วปัญหาที่สมควรจะแก้ไขก่อนอันดับแรกคือ เรื่องครอบครัวซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ คนที่มีปัญหาชีวิตน้อยๆ มีความสุขมากส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ดีมีความสุขและอบอุ่นเป็นปัจจัยหลัก เมื่อครอบครัวดีแล้วปัญหาอย่างอื่นซึ่งเป็นปัญหาภายนอกก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าหนักใจ

ปัญหาในครอบครัวอย่างแรกนั้นเกี่ยวกับ บุพการีของเราเองนับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่หลายๆ คนพากันตั้งคำถามหลากหลายประเด็นว่า บางทีเคยนึกเกลียดหรือรำคาญคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านเหลือเกิน บางคนถึงกับเคยลงไม้ลงมือกับพ่อแม่ หรือว่าไม่อยากจะพบไม่อยากเห็นเพราะท่านทั้งด่าทั้งบ่นให้เกิดความรำคาญแล้ว ทำให้เราพลั้งเผลอทำอะไรที่ไม่ดีกับท่านเข้าไว้แล้วจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้บาปเข้าตัว ซึ่งได้รับความเมตตาจากพระอริยสงฆ์หลากหลายท่านได้ให้ความกรุณาตอบปัญหาเอาไว้ในหลายๆ ประเด็น

 

คนธรรมดาถาม : เคยทำร้ายร่างกายโดยตีพ่อตีแม่ด้วยความหลงผิดเพียงตุ้บเดียว พอไปกราบขอขมาท่าน ท่านยังไม่หายโกรธ จะทำอย่างไรจะผ่อนหนักให้เป็นเบาได้หรือไม่?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยพระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี)

            “เอ…อย่างนี้ต้องใช้วิธีใหม่ ก็เอาสตางค์ไปมากๆ เอาขนมอร่อยๆ เสื้อผ้าดีๆ ที่ท่านชอบ พอท่านเริ่มนั่งกิน จุดไฟล้อมเลยถามว่าจะให้อภัยหรือไม่ให้ ถ้าไม่ให้ถูกไฟไหม้ตายแน่”

 

คนธรรมดาถาม : อย่างนี้ท่านคงจะให้อภัยแน่นอน แต่ถ้าหากท่านไม่ให้อภัยไปจนตาย แล้วท่านต้องหลงตายไปในขณะนั้น อย่างนี้ไม่ต้องได้รับโทษอนันตริยกรรม (วิบากกรรมหนัก) หรือครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ก็ต้องแรงเหมือนกันแหละ ถ้าไม่ให้อภัยนะ แต่ยังไม่ถึงโทษ อนันตริยกรรมหรอก เพราะนี่ไม่ใช่ฆ่าพ่อฆ่าแม่ เพียงแต่ตีให้เจ็บ ใช่ไหม บาปนี่เขาแปลว่าชั่ว ถ้าโกรธ จิตเราเศร้าหมองนะ พระพุทธเจ้าบอกว่า “จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคติ ปาฏิกังขา” (ก่อนจะตายจิตเศร้าหมอง ก็ลงนรก) ค่อยๆ ระวังไปนะ ถือว่าเป็นของธรรมดา”

คนธรรมดาถาม : แล้วการทำให้พ่อแม่เสียใจนี่บาปหรือไม่

พระอริยสงฆ์ตอบ :

          “เราทำให้ท่านเสียใจ บางครั้งเราก็ทำไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ บางทีอารมณ์ต่ำไปนิดหนึ่ง ถ้าว่าจิตสบายก็ไปขอขมาท่าน ถ้าท่านตายไปแล้วก็ไม่เป็นไร เราตั้งใจขอขมาท่าน คือว่า ตามธรรมดานี่ตราบใดที่เรายังไม่ใช่พระอริยะ เราก็อดสร้างความกระทบกระเทือนใจไม่ได้ แต่เจตนาน่ะจะร้ายมากเท่าไร ถ้าไม่มีโมโหโทโสก็ต้องเป็นพระอนาคามี ถ้าเรายังมีกิเลสอยู่ก็ยังมีการกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นธรรมดา”

 

คนธรรมดาถาม : อยากจะใช้หนี้พ่อแม่ เพราะทำผิดมามากเหลือเกินกับท่าน ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโมแห่งวัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี

“จงสร้างความดีให้กับตัวเองและนี่ก็เป็นการใช้หนี้ตัวเองตัวเราพ่อให้หัวใจ แม่ให้น้ำเลือดน้ำเหลืองอยู่ในตัวแล้ว จะไปแสวงหาพ่อที่ไหน จะไปแสวงหาแม่ที่ไหน บางคนรังเกียจแม่ ว่าแก่เฒ่าไม่สวยไม่งาม พอตัวเองแก่ก็เลยถูกลูกหลานรังเกียจ จึงเป็นกงกรรมกงเกวียนยืดเยื้อกันต่อไปอีก

พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก ไม่ต้องไปตามพระอรหันต์ที่ไหนหรอก เหลียวดูพ่อแม่ในบ้านบ้างแล้วท่านจะรู้สึกว่าได้ทำดีตั้งแต่วันนี้แล้ว อย่ายืนพูดกับพ่อแม่ อย่าบังอาจกับพ่อแม่ พ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูกก่อนออกจากบ้านจึงต้องกราบพ่อแม่ 3 หนที่เท้า

ทุกท่านโปรดจำไว้ วันเกิดของลูกคือวันตายของแม่ เพราะวันที่ลูกเกิดนั้น แม่อาจต้องเสียชีวิต การออกศึกสงครามเป็นเรื่องที่ต้องเสี่ยงชีวิตสำหรับคนเป็นพ่อฉันใด การคลอดลูกก็เป็นการเสี่ยงตายสำหรับคนเป็นแม่ฉันนั้น

ถ้าวันเกิดเลี้ยงเหล้า จดไว้ได้เลยว่าจะอายุสั้น จะบั่นทอนอายุให้สั้นลง น่าจะสวดมนต์ไหว้พระ ปฏิบัติธรรมให้พ่อแม่ วันเกิดของเราคือวันตายของแม่เรา ไปกราบพ่อกราบแม่ขอพรพ่อแม่ให้พรลูกรวยทุกคน ไปเลี้ยงพ่อแม่ให้อิ่มก่อนไปเลี้ยงเพื่อน วันเกิดของเรา อย่าพาเพื่อนมาให้พ่อแม่ทำครัวเลี้ยงนะ เธอจะบาปทำมาหากินไม่ขึ้น เธอต้องเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ให้อิ่มก่อนแล้วจึงไปเลี้ยงเพื่อนทีหลัง”

 

คนธรรมดาถาม : แล้วใครที่คุณพ่อคุณแม่ล่วงลับไปแล้วจะตอบแทนท่านอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ใครที่คุณพ่อคุณแม่ล่วงลับไปแล้วก็ให้หมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน และถ้าจะทำบุญด้วยการเจริญกรรมฐาน แล้วอุทิศส่วนกุศลไป การทำเช่นนี้ถือว่าได้บุญมากที่สุด ทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับ ส่วนผู้ใดก็ตามที่คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ให้กลับไปหาแม่ ไปกราบเท้าขอพรจากท่าน จะได้มั่งมีศรีสุข ส่วนคนที่เคยทำไม่ดีไว้กับท่าน ก็นำเทียนแพไปกราบขออโหสิกรรมล้างเท้าให้ท่านด้วย เป็นการขอขมาลาโทษฯ

ขอฝากท่านไว้ไปสอนลูกหลานอย่าคิดไม่ดีกับพ่อแม่เลย ไม่ต้องถึงกับฆ่าหรอก แค่คิดว่าพ่อแม่เราไม่ดี จะทำมาหากินไม่ขึ้น เจ๊ง ท่านต้องแก้ปัญหาก่อนคือ ถอนคำพูด ไปขอสมาลาโทษเสีย แล้วมาเจริญกรรมฐานรับรองสำเร็จแน่ มรรคผลเกิดแน่ฯ

บางคนลืมพ่อลืมแม่อย่าลืมนะการเถียงพ่อเถียงแม่ไม่ดีขอบิณฑบาต สอนลูกหลานอย่าเถียงพ่อเถียงแม่ อย่าคิดไม่ดีกับพ่อกับแม่ไม่อย่างนั้นจะก้าวหน้าได้อย่างไรก้าวถอยหลังดำน้ำไม่โผล่ ฯคนที่มีบุญวาสนา จะกตัญญูกับพ่อแม่ คนเถียงพ่อเถียงแม่เอาดีไม่ได้คนไม่พูดกับพ่อแม่ นั่งกรรมฐานร้อยปี ก็ไม่ได้อะไร? ถ้าไม่ขออโหสิกรรมฯ”

 

คนธรรมดาถาม : จะขออโหสิกรรมพ่อกับแม่ควรจะทำอย่างไร

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“การขออโหสิกรรมที่คิดไม่ดีกับพ่อแม่คิดไม่ดีกับครูบาอาจารย์ คิดไม่ดีกับพี่ๆ น้องๆ นี่บอกตัวเองไว้ว่าจะไม่เอาอีกแล้ว ให้เอาน้ำไปขันหนึ่งเอาดอกมะลิโรย แล้วว่า กายกัมมัง วจีกัมมัง มโนกัมมัง โยโทโส อันว่าโทษทัณฑ์ใด ความผิดอันใด ที่ข้าพเจ้าพลั้งเผลอสติไป ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ขอให้คุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย คุณพี่คุณน้อง อโหสิกรรมให้ด้วย แล้วเอาน้ำรดมือรดเท้าพ่อแม่เสีย

นี่แหละ ท่านทั้งหลายเอ๋ย เป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่มากมาย ยังจะไปทวงนาทวงไร่ ทวงตึก มาเป็นของเราอีกหรือ ตัวเองก็พึ่งตัวเองไม่ได้ สอนตัวเองไม่ได้ เป็นคนอัปรีย์จัญไรในโลกมนุษย์ไปทวงหนี้พ่อแม่ พ่อแม่ให้แล้ว (ให้ชีวิต ให้…ให้… ให้….ฯลฯ) เรียนสำเร็จแล้ว ยังช่วยตัวเองไม่ได้ มีหนี้ติดค้าง รับรองทำมาหากินไม่ขึ้นฯ ลูกหลานโปรดจำไว้ เมื่อแยกครอบครัวไปมีสามีภรรยาแล้ว อย่าลืมไปหาพ่อแม่ ถึงวันว่างเมื่อไรต้องไปหาพ่อแม่ ถึงวันเกิดของลูกหลาน อย่าลืมเอาของไปให้พ่อแม่รับประทาน อย่ากินเหล้า เข้าโฮเต็ล”

 

คนธรรมดาถาม : เคยโกรธพ่อโกรธแม่จนคิดเปลี่ยนชื่อ แม้จะหายโกรธแล้วก็ยังอยากเปลี่ยนชื่ออยู่ดีเรื่องนี้ควรทำอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้เป็นมงคลนามไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะชื่อเป็นเพียงนามสมมุติแทนตัวเรา อย่างหลวงพ่อชื่อจรัญ ปู่ตั้งให้ หมอดูบอกเป็นกาลกิณีแต่ทำไมเจริญรุ่งเรือง ขอให้เชื่อพระพุทธเจ้าทำดีได้ดี ของดี ของ ปู่ ย่า ตา ยาย อย่าไปทำลายเลยของพ่อแม่อย่าไปทำลายนะหนีได้แน่นอน

โยมมีกรรมฐาน มีทรัพย์ มีชื่อเสียง ความรัก บูชาทรัพย์ บูชาชื่อเสียง ความรักของพ่อแม่ได้ เงินจะไหลนองทองจะไหลมา พ่อแม่ให้อะไรเอาไว้ก่อน อย่าไปทำลายเสีย ถึงจะเป็นถ้วยพ่อแม่ให้มา ก็ไว้เป็นที่ระลึกก็ยังดีอย่าเอาไปทิ้งขว้าง

ถ้าต้องการเจริญก้าวหน้าขอฝากไว้ด้วย คนเรามี 2 ก้าว จะก้าวขึ้นหรือก้าวลงดำน้ำไม่โผล่ ก้าวลงมันง่ายดี ก้าวขึ้นมันต้องยาก ของชั่วมันง่าย หลั่งไหลไปตามที่ต่ำ นี่บอกสอนลูกหลาน ต้องการจะบรรจุงานไม่ต้องไปวิ่งเต้น ดูลูกเสียก่อน กุศลเพียงพอหรือเปล่า ต้องเพิ่มกุศล ตัวอย่างเรียนจบครู สวดมนต์เข้าเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นครู ทำงานธนาคารก็ได้ บริษัทก็ได้เดี๋ยวมีคนรับ บางรายทั้งสอบทั้งสมัครหลายแห่งไม่เคยเรียกเลย อาตมาให้นั่งกรรมฐาน พอ 7 วันผ่านไปพวกมาตามให้เข้าไปทำงานแล้ว”

 

คนธรรมดาถาม : ถ้าในโอกาสขึ้นบ้านใหม่ อยากตอบแทนพระคุณพ่อแม่ควรซื้ออะไรให้ท่านดี?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ถ้าจะขึ้นบ้านใหม่ ให้ขึ้นในวันพฤหัสบดี ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้พ่อแม่สวมใส่ดีที่สุด ถ้าไม่มีพ่อมีแม่แล้ว ก็ไปเชิญ ปู่ย่าตายายก็ได้ แล้วเชิญท่านมานั่งบนผ้าขาวที่เราปูเตรียมไว้ให้นั่ง ตัวเราก็ไหว้พระสวดมนต์เสร็จแล้วก็กราบท่าน ขอพรจากท่านเลย จำไว้ว่า พ่อแม่ให้พรลูกรับรองรวยทุกคน แล้วให้ท่านเจิมบ้านให้ ไม่จำเป็นต้องนิมนต์พระมาทำพิธีเสมอไป”

สรุปประเด็นปัญหา

          การที่เราจะรู้สึกรำคาญใจต่อผู้มีพระคุณบ้างนั้นถือเป็นเรื่องธรรมดาเพราะตัวของเรายังไม่ใช่พระอริยะย่อมไม่อาจจะทนความกระทบกระเทือนทางใจได้ คนเรายังมีกิเลสอยู่ย่อมมีการกระทบกระทั่งกับคุณพ่อคุณแม่บ้างถือเป็นเรื่องปกติ

แต่ทว่าคุณพ่อคุณแม่ผู้เป็นบุพการีของเรานั้นถือเป็นบุคคลสำคัญที่สุด ไม่ว่าอย่างไรท่านก็คือผู้ที่ให้ชีวิตเรามาการที่ท่านจะบ่น จะด่าจะว่าอะไรก็ตามนั่นคือเป็นธรรมชาติของท่าน ให้ถือว่าเป็นการซ้อมความอดทนของเรา ถ้าเรายังรำคาญอยู่แสดงว่ายังมีความอดทนไม่เพียงพอ

            ขอให้เอาใจคิดเอาไว้เสมอว่า นี่คือสภาพของคนแก่ที่เราจะมีโอกาสเป็นอย่างนี้เช่นเดียวกันและสักวันหนึ่งเราก็อาจจะต้องเป็นพ่อแม่ของคนบ้าง ถ้าอดใจที่ท่านทำให้เรารำคาญได้ ถือว่ามีคุณธรรมที่ชื่อ ขันติมากแสดงให้เห็นว่าเราเป็นผู้มีความกตัญญูรู้คุณจริงๆ และย่อมเป็นผู้เจริญทั้งทางโลกและทางธรรม

          หน้าที่ของลูกที่ต้องทำเพื่อแก้ปัญหาเรื่องพ่อแม่โดยสรุปมีดังนี้

  1. พ่อแม่ได้เลี้ยงเรามาแล้วเราต้องเลี้ยงดูท่านตอบ
  2. ช่วยทำกิจการงานของพ่อแม่ในทางที่เป็นงานสุจริต ท่านอาจจะทำให้รำคาญหรือไม่สบายใจบ้างก็ต้องอดทนเพราะอย่างไรก็ตามท่านทั้งสองคือผู้มีบุญคุณสูงสุดในชีวิต
  3. ดำรงวงศ์ตระกูลให้พ่อแม่สืบไป หมายความว่าจะเป็นการดีมากถ้าได้แต่งงานมีบุตรสืบสกุลต่อ
  4. ประพฤติตนให้เป็นคนที่สมควรจะรับทรัพย์หรือรับมรดกของพ่อแม่ ถ้าทำตัวไม่ดีไม่สมควรก็พึงสำเหนียกเอาไว้ว่า เราไม่เป็นผู้สมควรรับอย่าไปคิดจะอยากได้อะไรจากท่านเพราะท่านให้เรามาทั้งชีวิตแล้ว
  5. เมื่อท่านได้ล่วงลับไปแล้วต้องหมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่านสม่ำเสมอเพื่อให้ท่านได้ไปอยู่ในภพภูมิที่เป็นสุขยิ่งๆ ขึ้นไป
  6. ตั้งมั่นอยู่ในความกตัญญูที่มีต่อพ่อแม่เสมอแล้วจะทำให้เรากลายเป็นคนรู้คุณคนอื่นได้ด้วยซึ่งจะยังประโยชน์ให้เกิดแก่ตนเองอีกมาก
  7. เชื่อฟังคำสั่งสอนและทำตามที่พ่อแม่สอนในทางที่ถูกต้องอย่างเคร่งครัดอย่าดื้อรั้น

ผู้ที่ได้ปฏิบัติตนได้ดังนี้แล้วย่อมได้ชื่อว่าเป็นลูกที่ดีย่อมมีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตแน่นอน ดังคำกล่าว “ไม่ดื้ออย่างเดียว ดีหมดทุกอย่าง”  ซึ่งเป็นอมตะวาจาของ พระพรหมมังคลาจารย์ (หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ)

ปัญหาเรื่องลูก

            ปัญหาเรื่องลูกนี่นับว่าเป็นปัญหาในครอบครัวที่สำคัญปัญหาหนึ่งเพราะคนเราทุกคนย่อมต้องการให้ลูกเก่งลูกดีทั้งนั้นหลายคนที่มีฐานะร่ำรวยก็พยายามจะตอบสนองความต้องการให้กับลูกทุกอย่างแต่ปรากฏว่า ผลก็ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังนัก และเมื่อลูกมีปัญหาก็ทำได้แค่มองหน้ากันแล้วถามว่า “เกิดอะไรขึ้น”

 

คนธรรมดาถาม : ไม่รู้จะเริ่มสอนลูกตั้งแต่ตอนไหนอายุเท่าไหร่ ลูกยังเล็กไปก็กลัวเขาไม่รู้เรื่อง เราควรจะทำอย่างไรดีคะ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยหลวงพ่อ จรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี)

          “การสอนลูกนี่ควรจะสอนตั้งแต่อยู่ในท้อง คือผู้ที่เป็นแม่ต้องหมั่นสวดมนต์เป็นประจำฯ พ่อแม่เลี้ยงลูกเปรียบเสมือนต้นไม้ ปลูกอย่างมีระเบียบแบบแผน ต้นไม้จะขึ้นอย่างมีระเบียบสวยงามตามแบบแผนที่วางไว้ ถ้าปลูกอย่างไม่มีระเบียบ นึกจะปลูกตรงไหนก็ปลูก มันก็เกะกะหาความสวยงามไม่ได้ จะไปโทษต้นไม้หรือคนปลูกฯ

            โบราณท่านว่าไว้ รักลูกคิดปลูกฝังให้ลูกตั้งตนฝึกรักศึกษาให้ลูกดี มีปัญญา มีวิชา ต้องให้ลูกตั้งตนเป็นคนดี ต้นไม้ต้องปลูกตั้งแต่เล็กๆ โตแล้ว แย่มาก ปลูกไม่ขึ้น ปลูกถี่มันก็ขึ้นถี่ ปลูกห่างมันก็ขึ้นห่างฯ”

 

คนธรรมดาถาม : เป็นพ่อเป็นแม่เขานี่ จะด่าจะว่าเขาได้บ้างไหมรู้ว่ามันไม่ดีไม่อยากด่า แต่บางทีก็อดไม่ได้?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

          “พ่อแม่สมัยใหม่ไม่มีเวลาจะใกล้ชิดลูก เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันหมดไปกับการทำธุรกิจ หาทรัพย์สินเงินทองมาปรนเปรอความสุขให้ลูกหลาน หาวัตถุสิ่งของที่จะสนองความต้องการของลูกเพื่อความสุขสบาย บ้างก็หาหนังให้ลูกดู ทั้งที่ลูกยังอยู่ในวัยเรียนวัยศึกษา แล้วลูกไม่ดีขึ้นมาในภายหลัง อย่าไปด่าลูกนะ เพราะพ่อแม่เป็นคนสร้าง ปลูกนิสัยลูกและพ่อแม่ไม่ให้ความอบอุ่นแก่ลูกไม่ให้การแนะนำแก่ลูกฯ”

 

คนธรรมดาถาม : ในเมื่อด่าว่ากันไม่ได้แล้วจะมีวิธีอย่างไรให้ลูกเชื่อฟังคะ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

          “โบราณว่าไว้ มีลูกมีหลานต้องแต่งใจลูก แต่งตัวลูก และแต่งงานลูก” แต่งใจลูกก็คือ การพาลูกหลานไปวัด ให้มีความสัมพันธ์กับวัด เป็นพระสงฆ์สอนลูกยกมือไหว้พระ อยู่บ้านก็สอนลูกสวดมนต์ไหว้พระให้มีค่านิยมนี้เป็นพื้นฐาน ตอนลูกยังเล็ก อย่าห่างลูก อย่าทิ้งลูก ต้องดูแลลูกให้ดี ลูกเราอยากได้ดีมีปัญญาทุกคน แต่เขาไม่ทราบ เขาไม่เข้าใจ ทำไมไม่บอกเขา อาตมาไม่โทษเด็กเลย เด็กเขาเกิดมาอยากเป็นพระเอก นางเอกทั้งนั้น อยากรวย อยากสวย อยากดี อยากมีปัญญาแต่เขาไม่รู้ เขาไม่ทราบ เขาไม่มีวันเข้าใจ

            พ่อแม่ต้องสร้างความดีไว้ให้กับลูก ทำถูกไว้ให้กับหลานรักให้ถูกวิธี ทำความดีให้ลูกดู เดี๋ยวนี้ทำความชั่วให้ลูกดู กินเหล้าให้ลูกเห็น เล่นการพนันให้ลูกเห็น ทะเลาะกันให้ลูกได้ยิน ขอฝากพ่อบ้านแม่บ้านไว้ด้วย”

 

คนธรรมดาถาม : บางทีก็มีเหมือนกันที่มีปัญหากันจนต้องขึ้นเสียงทะเลาะกันจะทำอย่างไรดี?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ถ้าเกิดจำเป็นจะต้องทะเลาะกันให้ได้ก็อย่าให้ลูกได้ยิน ถ้าจะร้องไห้ น้ำตาไหลขึ้นมาโปรดกรุณาไปร้องไห้ในห้องสุขา อย่าไปร้องไห้ให้ลูกเห็นฯ”

 

คนธรรมดาถาม : ถ้ามีอันต้องเลิกกับสามี ควรจะให้ใครเป็นคนเอาลูกไว้ควรเป็น พ่อ หรือ แม่?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “แม่นั้นสำคัญมาก “แม่” ต้องรักษาลูกไว้ แม่ที่ดีต้องเป็นแม่แบบ แม่แผน แม่แปลน แม่บันได แม่บ้าน แม่เรือนอยู่ตรงนี้ ลูกจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับที่แม่เป็นหลักให้ลูก ไม่ใช่พ่อ ถึงพ่อจะดีแสนดีแต่แม่ฉุยแฉกแตกราน สุรุ่ยสุร่าย ไม่รู้จักเก็บงำให้ดี ไม่เป็นแบบที่ดีของลูก รับรองเจ๊งแน่ฯ

            แม่บ้านดีลูกดีหมด ผัวเป็นอะไรก็ได้ เป็นนายพลได้เป็นเจ้าเมืองได้ เป็นอาเสี่ยได้ ผัวขี้เหล้าเมายาไม่เป็นไร ถ้าภรรยาดีสักคนลูกดีแน่ ผัวจะกินเหล้าเจ้าชู้อย่าไปสนใจเราจะไปชั่วตามผัวทำไม ดูแลลูกให้ดี สวดมนต์ ทำกรรมฐานแผ่เมตตา ให้เขามีความสุข เดี๋ยวผัวดีคนเดิมก็กลับมา

            อาตมามีตัวอย่าง ผู้หญิงคนหนึ่ง มีลูก 5 คน ดูแลลูกคนเดียว สามีไม่เคยมาเหลียวแลเลยตลอด 16 ปี ดิ้นรนหาเลี้ยงลูกจากลุกจ้างได้ไต่เต้าจนขึ้นมาเป็นผู้จัดการอยู่อังกฤษ ลูกดีหมด อีกรายหนึ่งแม่มีความรู้แค่ ป.4 สวดมนต์แผ่เมตตาทุกวัน ทำกรรมฐานเป็นประจำตัวเองค้าขายร่ำรวยดี ทำได้ก็ได้มรรคได้ผล ลูกสาว 4 คนประสบความสำเร็จทั้งการศึกษาและหน้าที่การงาน ฯ

            ขอทานสองคนสามีภรรยา ได้เงินมาจะทำบุญส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งซื้ออาหารให้ลูก ปฏิบัติเช่นนี้เป็นประจำ เชื่อไหมหลวงพ่อติดตามผลมานานปี จนขอทานสองผัวเมียตายไปแล้ว ต่อมาลูกหลานก็ร่ำรวยเป็นเศรษฐีมั่งมีศรีสุข อยู่กรุงเทพฯก็มี มีเงินเป็นร้อยล้านอยู่ที่สหรัฐอเมริกาก็มี ท่านเลี้ยงลูกขอให้มีอัธยาศัยตั้งแต่เด็กๆ โตขึ้นว่านอนสอนง่ายหมดทุกคนเลยนะฯ”

 

คนธรรมดาถาม : มีลูกหลายคน กลัวลูกจะคิดว่าพ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน จะทำอย่างไรดี?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ลูกต้องการความรักนะ โปรดให้ความอบอุ่นแก่ลูกเสมอ อย่าทิ้งลูก ความจริงพ่อแม่รักลูกเท่ากัน แต่ห่วงใยลูกไม่เท่ากัน”

 

คนธรรมดาถาม : ลูกหนูซนเหลือเกินไม่ยอมอยู่นิ่งจะทำอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ลูกต้องการความรู้นะ ทำไมลูกต้องซน ค้นโน่นค้นนี่ จับโน่นแตก น่าจะเข้าใจว่า ลูกเราต้องการความรู้ เขาอยากรู้ โปรดเมตตากับลูก สอนลูกดีๆ พูดไพเราะ อย่าตีลูก ถ้าถ้วยแตกเราซื้อใหม่ได้ แต่อยากเจริญพรถามว่า ลูกแตกนี่จะไปซื้อที่ไหน? เป็นธรรมดาที่ลูกที่ลูกต้องการอิสรเสรีไม่ชอบบังคับ เด็กมันต้องดุกดิก เด็กนั่งเฉยๆ ไม่ได้ อย่าบังคับลูกเกินไป”

 

คนธรรมดาถาม :  ถ้าลูกดื้อมากคือ ไม่ดีเลย ทั้งขี้เกียจ ขี้โกหก ขี้ขโมยอย่างนี้ ทำอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ถ้าเป็นเด็กที่ ขี้เกียจ ขี้โกหก ขี้ขโมย อย่างนี้ต้องตีนะ ถ้าเป็นผู้ใหญ่ ขี้เหล้า เล่นการพนันอย่างนี้ ต้องห่างให้ไกลๆ ฯ”

 

คนธรรมดาถาม : ลูกหัวทึบมาก สมองไม่ค่อยดีเรียนหนังสือไม่เอาไหนเลย ทำอย่างไรดีเจ้าคะ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ อยากจะมีปัญญาดีมั๊ย ไปขัดส้วมสิ รับรอง ปัญญาดีทุกคน นี่ไม่ใช่เรื่องโกหก อาตมาไปซื้อบานประตูหน้าต่างจากกำแพงเพชร ไปเจอเด็กคนหนึ่ง เจ้าของร้านบอกหลวงพ่อว่า หลานคนนี้หัวไม่เอาไหนเลย สอบตกอยู่เรื่อย อยากจะเรียนหนังสือเก่งทำอย่างไรจะมีปัญญา หลวงพ่อก็บอกให้มาบวชเณรอยู่ที่นี่ (แต่ปัจจุบันที่วัดไม่รับบวชเณร) พอบวชแล้วก็บอกให้เณรขัดส้วม ขัดไปขัดมาก็รักความสะอาด อยู่มาได้หน่อยสึกแล้วไปเรียนหนังสือต่อ เรียนไปเรียนมากลายเป็นผู้พิพากษาไปสอบได้ที่หนึ่งเลย  นี่ขัดส้วมนะฯ”

 

คนธรรมดาถาม : มีโอกาสจะส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศ ควรจะให้ไปอยู่กับใคร อย่างไรดี เป็นห่วงมาก

พระอริยสงฆ์ตอบ :

          “ถ้าจะไปเรียนต่อต่างประเทศ หลวงพ่อขอฝากไว้ 3 อย่าง

  1. ให้พักอยู่คนเดียว ไม่เช่นนั้นจะชวนกันเที่ยว ดูหนังสือก็ควรดูคนเดียวจะได้ไม่คุยกัน
  2. สวดมนต์สม่ำเสมอจะได้มีสมาธิ
  3. ปฏิบัติกรรมฐาน เพื่อให้มีสติ คิดถึงพ่อคิดถึงแม่ไว้จะได้มีกำลังใจแล้วหลวงพ่อจะแผ่เมตตาช่วย ขอให้ปฏิบัติตามนี้ รับรองจบทุกคน ฯ”

 

คนธรรมดาถาม : ถ้ามีลูกชายกับลูกสาวอย่างละคนควรจะใส่ใจใครมากกว่ากัน ไม่อยากให้ลูกว่าลำเอียง?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “มาถึงตอนนี้ก็ขอฝากญาติโยมไว้เลยนะ โยมจงเอาใจใส่ลูกสาวให้มากๆ ให้เชี่ยวชาญชำนาญกว่าลูกชาย เพราะถ้าไม่มีวิชาความรู้นี่ ไม่เชี่ยวชาญเคหะศาสตร์ไม่เข้าใจการบ้านการเรือน ไปได้สามีแล้วเขาจะแผลงฤทธิ์เอาฯ”

 

คนธรรมดาถาม : แล้วการที่จะให้ลูกแต่งงานแล้วจะให้เขาควรเลือกคู่ครองอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ : “จะมีเขยหรือมีสะใภ้ ขอให้เลือกคนดีอย่าไปเอาเลยลูกเศรษฐี ให้เอาคนดีมีปัญญาดีกว่าอยู่ที่ไหนก็เจริญ เอาล่ะหนู หนูไปฝึกจิตสูงเมื่อใด หนูจะได้สามีจิตสูง ถ้าหนูจิตต่ำเมื่อใด หนูจะได้สามีเป็นคนใจต่ำ”

 

คนธรรมดาถาม : ข้อคิดคำสอนทั้งหมดของหลวงพ่อดีมากเลยค่ะ จะนำไปสอนลูก แต่เวลาใดที่เหมาะสมที่สุดคะ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

          “เรื่องเวลาสอนลูกนี่ก็สำคัญนะ อย่าสอนลูกขณะทานข้าว อย่าสอนลูกขณะกำลังอ่านหนังสือทำการบ้าน อย่าสอนลูกขณะที่ลูกกำลังนอน แต่ให้สอนลูกหลังจากลูกสวดมนต์ไหว้พระเสร็จแล้ว”

            อีกกรณีหนึ่งในปัญหาเรื่องลูก เป็นความเชื่อในพระพุทธศาสนาในแง่มุมต่างๆ ของคนเรา ซึ่งได้พระเดชพระคุณ พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อ ฤๅษีลิงดำ) แห่งวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ได้ให้ความกรุณาตอบเอาไว้

 

คนธรรมดาถาม : หลวงพ่อเจ้าขา ไม่ทราบว่าเป็นอะไรชอบแท้งลูกบ่อยๆ เจ้าค่ะ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย พระราชพรหมยาน หลวงพ่อ ฤๅษีลิงดำ) แห่งวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี)

            “ดีมาก..ดีไม่ต้องเลี้ยงให้ลำบาก เกิดมาแต่ละคนกว่าจะเลี้ยงได้แต่ละคนราคาเท่าไหร่ใช่ไหม เด็กๆ นี่เกิดมาแต่ละคนกว่าจะพ้นอกพ่อแม่หมดเป็นล้าน ไม่ได้เป็นแสนนะ รีบตายซะดีไม่ต้องเลี้ยง ที่ต้องแท้งบ่อยๆ นะ เพราะเด็กมีโทษปาณาติบาต เป็นเศษกรรม คือมาจากอบายภูมิ กรรมตามมาคือไม่ทันเห็นตะวันก็แท้ง ถ้าไม่ต้องการให้แท้งก็อย่ามีลูก จึงจะไม่แท้ง”

คนธรรมดาถาม : มีลูกไม่ได้นี่ลำบากใจแย่!

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “จะลำบากยังไง มันมีนายทหารอยู่คนหนึ่งที่ตาคลี เมื่อปี 2504 แกมีลูกและก็แท้งอย่างนี้ 2 คน เมียแกออกนะไม่ใช่นายทหารออก ไม่ใช่ผัวเสือกออกมาถาม อยากจะมีลูกไม่ให้แท้ง ไม่ให้ตายในท้อง อีตอนนั้นฉันก็ยังหนุ่มๆ อยู่นะ ก็มองไปมองมา รุกขเทวดาองค์หนึ่งท่านเป็นผู้หญิง ท่านพร้อมที่จะลงมาเป็นลูก

            พอถึงเวลาจุติ ก็มีสัญญาสองข้อว่า

  1. พ่อกับแม่ทั้งสองคนต้องรักษาศีล 5 เป็นปกติตลอดชีวิต
  2. จิตพยายามทรงพรหมวิหาร 4 ไว้เสมอๆ

ทำอย่างนี้สองข้อ ถ้ายอมรับก็ไปจุดธูปที่ต้นโพธิ์ เทวดาท่านจะคอยฟัง ปรากฏว่า มีจริงๆ ขณะที่เด็กออกมาแล้วเรียนอยู่อนุบาล แกสอนแนะนำครู คือครูแกทำไม่ถูก แกพูดเรียบร้อยนะ พ่อแม่แกก็แนะนำ ไม่พูดกระโดกกระเดกหรอก พูดดีมาก แม้แต่ครูก็ต้องเชื่อ พ่อแม่ก็ต้องเชื่อ รายนี้ก็ลองดูบ้างนะ”

 

คนธรรมดาถาม : เรื่องการเกิดนี่ บางคู่แต่งงานมาหลายปีแล้ว คุมกำเนิดไม่ให้มีแต่พออายุมากก็เหงา อยากจะมีลูก ต้องอธิษฐานอย่างไรดีจึงจะมีลูกได้?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ฉันไม่เคยมีลูกกับเขาเลย ไม่รู้เรื่องจริงๆ เรื่องนี้ ความรู้นี้ยังไม่เคยเรียน ให้ลองดูถ้าไปเจอะต้นไม้ใหญ่ที่มีสาขางามดี หรือพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งที่เราเคารพขอท่านว่า

            “ถ้าคนดีจะพึงมีมาเกิด ถ้าหากว่าเป็นการไม่เกินวิสัย ขอโปรดสงเคราะห์ด้วย”

ขอแบบนี้อาจจะได้นะ แต่ได้หรือไม่ได้ไม่รับรอง แต่เวลาไปขอลูกกับพระระวังให้ดีนะ ถ้าขอให้เป็นคนตรงนี่เสร็จเลย เมื่อตอนฉันเด็กๆ มีคนหนึ่ง แกออกมาแล้วแกตรงเด่หมดเลย ทั้งกระดิกไม่ได้ เขาไปขอลูกหลวงพ่อวัดป่าเลไลยก์ ขอให้เป็นคนตรง พอออกมาแกก็ตรงจริงๆ บังเอิญเป็นคนที่อยู่ไม่ไกลกันนัก เขาพาไปดูตรงแน๋ว หูตาไม่กระพริบ ตรงหมด แกเป็นอยู่หลายวันนะ ก็มีคนหนึ่งแกเป็นคนธัมมะธัมโมหน่อย ไปดูๆ ก็ถามว่า เวลาขอลูกเอ็งไปขอใครมา พอบอกว่า หลวงพ่อวัดป่าเลไลยก์ ก็ถามต่อว่า ขอยังไง ก็บอกว่า ขอให้เป็นคนตรงแกบอกไปขอใหม่ต้องบอกว่า “ขอให้เป็นคน ซื่อ..คนตรงกระดุกกระดิกได้”

            พ่อกับแม่แกก็ไป ทิ้งลูกไว้กับย่า พ่อแม่ยังไม่กลับมา แกพลิกนั่งสบาย ตรงจริงๆ แหมนี่ใช้ศัพท์ไม่ครบก่อนนะ ขอให้เป็นคนตรงถ้ามันงอได้ก็ไม่ตรงใช่ไหม…”

คนธรรมดาถาม : พอดีเลยกับเรื่องที่หลวงพ่อพูด สงสัยว่า เป็นผัวเมียกันมาตั้งนานแต่ว่าไม่มีลูก อันนี้เป็นเพราะกรรมอะไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “มาถามพระ..พระเคยแต่งงานเมื่อไหร่ล่ะ ไม่รู้วิธีเลยถ้าจะขอน้ำกินก็ดูว่าบ้านนั้นเขามีน้ำหรือเปล่า มาถามพระ พระมีเมียที่ไหนล่ะจะไปรู้เรื่องเขาได้ยังไง…แต่ถ้าตอบในแบบทัศนธรรม ก็มีเรื่องของพระโพธิราช ท่านนั้นไม่มีลูกวันหนึ่งท่านก็นิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ไปฉันภัตตาหารที่พระราชนิเวศน์ แต่ว่าก่อนที่พระพุทธเจ้าจะไป ท่านปูผ้าขาวตั้งแต่ประตูวังเข้ามาถึงในวังแล้วทรงอธิษฐานว่า

            “ถ้าเราจะมีลูก ขอพระพุทธเจ้าทรงเดินบนผ้าขาวที่ปู ถ้าไม่มีลูกก็อย่าเดินบนที่ผ้าปู”

            ปรากฏว่าพระพุทธเจ้าไปถึงประตูวัง พระองค์ก็บอกพระอานนท์บอกให้เขารื้อผ้าขาวเสีย ท่านไม่เดินพอเข้าไปในวังพระโพธิราชก็ถามทันทีว่า “ทำไมพระองค์จึงไม่เสด็จพระพุทธดำเนินบนผ้าขาว พระพุทธเจ้าข้า”

            พระพุทธเจ้าก็ถามว่า “ก่อนจะให้เขาปูผ้าขาว พระองค์นึกอย่างไร”

            ความจริงท่านก็นึกในใจนะ ท่านก็บอกตามที่พูดมาเมื่อกี้นี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “พระองค์ยังไม่มีลูก จึงยังไม่เดิน” พระโพธิราชก็ถามย้อนถึงกฎของกรรม พระพุทธเจ้าก็ย้อนดูกฎของกรรมว่า ในสมัยหนึ่งพระองค์เป็นพ่อค้าสำเภา ต่อมาเมื่อสำเภาวิ่งไปในทะเล เรือสำเภาแตก ก็ขึ้นไปอาศัยบนเกาะ ที่เกาะนั้นมีนก 2 ตัวผัวเมียแล้วก็มีไข่มีลูกเหมือนทั่วๆ ไป แต่เป็นเพราะไม่มีอาหารจะกิน พ่อค้าช่วงแรกก็กินไข่ก่อน กินไข่หมดก็กินลูกนกเข้าไปอีก กินลูกนกหมดก็กินพ่อแม่นก พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า

            “ถ้าพระองค์ในสมัยนั้นไม่กินไข่ ก็จะมีลูกในปฐมวัย ถ้ากินไข่นกแล้วไม่กินลูกนก จะมีลูกได้ในมัชฌิมวัย ถ้ากินลูกนกแล้วไม่กินพ่อแม่นก ก็จะมีลูกในตอนแก่ แต่ไม่แก่นัก แต่นี่อาศัยพระองค์กินทั้ง ไข่นก ลูกนก พ่อนก แม่นก พระองค์จึงไม่มีลูก เพราะเหตุแห่งการเกิดลูกไม่มี”

            ท่านตอบอย่างนี้นะ แต่ว่าที่โยมถามนี่ กินไข่นกหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ฉันว่าถ้าไม่มีลูกได้น่ะดีนะ”

 

คนธรรมดาถาม : มีลูกเกิดในวันพระ โบราณเขาบอกว่าใครมีลูกที่ออกตอนวันพระนี่จะอายุไม่ยืนนาน อยากให้หลวงพ่อแนะนำวิธีแก้ไขว่าควรทำอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “เรื่องนี้ฉันยืนยันนะว่า เด็กเกิดวันพระอายุยืนไม่นาน มันยืนมั่งนั่งมั่ง เดี๋ยวก็นอนมั่ง เพราะมันยืนนานดันตายขึ้นมาก็แย่เหมือนกัน ฉันขอยืนยันว่าเป็นความจริงตามนั้น อย่างฉันนี่ก็เกิดวันพระขึ้น 8 ค่ำ ยืนไม่นานหรอก นั่งมั่งนอนมั่งไม่ว่าจะเกิดวันไหนมันก็ยืนไม่นานทุกคนหรอก ใช่ไหม…ถ้าขืนยืนนานๆ เป็นลมล้มตาย”

 

คนธรรมดาถาม : เชื่อกันว่าเด็กที่เกิดวันพระนี่เป็นพวกหนีจากข้างบนมาเกิด จริงหรือเปล่าครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “อ้าว…ถ้าไม่หนีข้างบนมาเกิดแล้วจะมาเกิดข้างล่างได้อย่างไรล่ะ เพราะถ้าเป็นเทวดาหรือพรหมมันจำเป็นต้องหนีกันนะ โดยมากเขาตั้งใจมา บางทีอาจจะมาก่อนหมดอายุขัยของเขาก็ได้ ถ้ามาก่อนหมดอายุไขนี่ เขาถือว่าเลือกที่จะเกิดเอาตามความพอใจ ถ้าปล่อยให้หมดอายุขัยจุติแล้วดีไม่ดีจะลงนรก ต้องถือเป็นคนฉลาด ฉะนั้นพวกเดียวกับฉัน ฉันก็ต้องถือว่าดี ฉะนั้นคนที่เกิดวันพระก็ต้องถือว่าดี แต่ถ้าเผาผีวันพระโบราณเขาก็ว่าไม่ดี แต่เดี๋ยวนี้คงไม่เชื่อคนโบราณกันแล้ว ตายกันจนต้องรอคิวเผาวันละหลายศพ”

 

คนธรรมดาถาม : เราตัดโทสะของตัวเองได้ถ้ามีใครมาทำอะไรเรา แต่ทำไม่ได้สักทีเมื่อมีใครมาทำอะไรลูกเรา จะทำอย่างไร เพราะเป็นห่วงลูกมากเลย

พระอริยสงฆ์ตอบ :

          “ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ค่อยๆ ทำไปเถอะ ถ้าตัดตัวเองได้ไม่ช้าเขาทำกับลูกก็จะค่อยๆ เบาไป ค่อยๆ ทำเป็นส่วนๆ ก่อน ไอ้นั่นละเก่งหนู ถ้าเขาทำกับเรา เราไม่โกรธ ถ้าเขาทำกับลูกเราแล้วเราโกรธอยู่แสดงว่า เราระงับความโกรธได้เยอะแล้ว ต่อๆ ไปมันก็จะค่อยๆ ลดลงไปเอง”

 

คนธรรมดาถาม : หลวงพ่อครับ ลูกเขยของผมยังไม่ได้บวช ได้ยินคนโบราณเขาพูดว่า ถ้ามีลูกเขยไม่ได้บวชเสียก่อนจะทำมาหากินไม่รุ่งเรือง อยากจะเรียนถามว่าเป็นความจริงหรือเปล่า?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “แหม.. เมื่อก่อนบวชไม่เคยมีเมียเสียด้วย อันนี้ไม่เป็นความจริงหรอก คนที่เขาไม่ได้บวช เขาร่ำรวยกันเยอะแยะไป อย่าง นายชิน โสภณพานิช เขาบวชหรือเปล่า นั่นเขาว่ากันส่งเดชไป มันเป็นเรื่องของคนดีหรือคนชั่ว รวยหรือไม่รวย อาศัยทานบารมีเก่า ถ้าอานิสงส์สังฆทานสนองใจเขา ยังไงๆ เขาก็เป็นมหาเศรษฐี ถ้าไม่เคยถวายทานมาเลย ยังไงๆ ก็ตาม ขยันเท่าไหร่ก็ตามก็ไม่เป็นมหาเศรษฐี ก็เกิดเป็นหมาหากินก้างอยู่เรื่อยไป ไอ้การจะรวยหรือไม่รวย เจริญหรือไม่เจริญเกี่ยวกับทานนี่แหละพวกมหาเศรษฐีชาติหน้าเดินกันเป็นแถวๆ นี่เขาเป็นจริงๆ ไม่ใช่พูดเล่นนะ”

 

สรุปประเด็นปัญหาเรื่องลูก

          คนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมมีความยากลำบากในการเลี้ยงลูกทุกคนต้องมีความเข้าใจในการเลี้ยงลูกอย่างมาก แต่ความรักที่พ่อแม่ทุกคนควรมอบให้กับลูกแบบที่เหมือนกับการปลูก “ต้นโพธิ์” เพราะเมื่อต้นโพธิ์เติบใหญ่แล้วจะสามารถฝากผีฝากไข้ได้ เวลายังดีๆ อยู่ก็จะได้มีไว้ใช้สอยได้บ้าง ไม่ใช่ให้โตเป็นต้นตาล คือโตแต่ตัวไม่มีหลักมีฐานไม่มีร่มเงาอะไรให้บดบังความร้อนได้เลย

            การจะเลี้ยงลูกให้โตแบบต้นโพธิ์คือ ต้องโตด้วยการมีวิชาความรู้มีหลักมีฐานคือการมีงานทำ มีคู่ครองที่ดีให้เป็นทองแผ่นเดียวกัน อย่าให้โตแบบต้นตาลที่โตด้วยข้าวสุก และเอาแต่หาความสนุกใส่ตัวสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ สอนให้ลูกไม่ดื้อตั้งแต่เล็กๆ ด้วยการพาปฏิบัติกรรมฐาน เริ่มตั้งแต่การสวดมนต์นั่งสมาธิอย่างง่ายๆ เมื่อลูกไม่ดื้อแล้วการสอนเรื่องต่างๆ ย่อมทำได้ง่าย

            เคล็ดวิธีที่สำคัญก็คือ พาลูกไปวัดตั้งแต่เล็กๆ การพาลูกไปวัดปฏิบัติธรรมตั้งแต่เล็กเพื่อให้ลูกได้ฟังธรรมคำสอนบ่อยๆ จะเป็นการดึงเอาความดื้อรั้นออกจากตัวด้วยคำสอนของพระสงฆ์ เมื่อรวมกับคำสอนของพ่อแม่แล้วจะทำให้มีพลัง หากพาลูกเข้าวัดไปตอนที่เป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว จะมองพระแตกต่างออกไปอาจไม่ให้ความเคารพเท่าที่ควร บางคนเห็นพระเป็นตุ๊กตาเลยก็มี สิ่งสำคัญที่สุดก็คือต้องเขาเชื่อฟังแต่ในสิ่งที่ดีก่อน เขาจะเป็นคนดีได้และทุกอย่างก็จะดีเอง

Advertisements

Read Full Post »

คำถามเรื่องการเกิดมาของคนเรานี้มีการตั้งประเด็นคำถามไว้หลายแง่มุมเพราะคนเรามีปัญหาตั้งแต่เกิดแล้วก็ดำเนินเรื่อยไปจนกระทั่งจนตายก็ยังมีปัญหาอยู่ว่าคนเราเกิดมาจากไหน เกิดมาทำไม และตายแล้วจะไปไหน เพื่อไขข้องใจในเรื่องของการเกิดมาของคนเราจึงขอนำปัญหาเรื่องการเกิดมาของคนเรามาแถลงไขตามแบบฉบับของพระอริยสงฆ์ ซึ่งผู้ที่ให้ความเมตตาตอบปัญหาข้อนี้ ได้แก่ พระเทพวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวัณโณ)

 

คนธรรมดาถาม  “ถ้าคนเราตายแล้วเกิดจริง เมื่อตายไปเท่าใดก็ควรเกิดเท่านั้น แต่ทำไม ในปัจจุบันจึงเกิดมากกว่าแต่ก่อนมาก แล้วดวงวิญญาณมาจากไหน?”

พระอริยสงฆ์ตอบ

“ตามหลักพระพุทธศาสนา ถือว่า วิญญาณมีมาก และมีมากอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังพระบาลีว่า อนนฺตํ วิญฺญาณํ– วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด วิญญาณดวงหนึ่งก็คือชีวิตหนึ่ง วิญญาณนี้ก็คือจิตนั่นเองและจิตนี้เป็นตัวไปเกิดในภพภูมิต่างๆ ตามพลังแห่งกรรมดีและกรรมชั่วที่ผู้นั้นทำไว้

จิตหรือวิญญาณนี้ หรือจะเรียกว่าชีวิตก็ได้ ไม่ใช่มีอยู่ในโลกมนุษย์เท่านั้นแต่ยังมีอยู่ในโลกหรือในภพภูมิอื่นๆ อีกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วนวิญญาณเหล่านี้มีการถ่ายเท เคลื่อนย้ายจากโลกหนึ่งไปยังอีกโลกหนึ่ง หรือจากภูมิหนึ่งไปยังอีกภูมิหนึ่ง ตามพลังแห่งกรรมของสัตว์โลกนั้นๆ

ฉะนั้น วิญญาณจากโลกนี้จึงไปเกิดในโลกอื่นได้ และในทำนองเดียวกัน วิญญาณหรือชีวะจากโลกอื่นก็มาเกิดในโลกนี้ได้เช่นกันแม้วิญญาณในโลกนี้ ก็มีการถ่ายเทเคลื่อนย้ายอยู่มาก และมีอยู่ตลอดทุกวินาทีก็ว่าได้ เช่นคนตายไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือสัตว์เดรัจฉานตายไปเกิดเป็นคน และสัตว์เดรัจฉานในโลกมนุษย์ก็มีมากหลายแสนชนิด

แม้แต่ปลา แมลง และมด ก็มีมากชนิดจนแทบนับไม่ถ้วน สัตว์เหล่านี้เมื่อตายแล้ว บางตัวก็มาเกิดเป็นคน ไม่ต้องดูอื่นไกล ในวันหนึ่งๆ มีปลาที่ขึ้นสู่ท่าเรือในเมืองท่าใหญ่ๆ ของโลก แต่ละวันก็นับเป็นแสนๆ ตันแล้ว วิญญาณของปลาเหล่านี้ ก็มีโอกาสที่จะเกิดเป็นมนุษย์ได้ ฉะนั้นมนุษย์จึงอาจเพิ่มขึ้นอีกเท่าไรก็ได้ หากมีตัวกรรมที่ดลบันดาลให้เขามาเกิดได้ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงวิญญาณที่มาจากโลกอื่น แม้แต่วิญญาณที่มีอยู่ในโลกนี้ก็นับไม่ถ้วนเสียแล้ว”

 

คนธรรมดาถาม “แล้วคนที่ตายแล้วจะต้องมาเกิดเป็นคนตลอดไป หรือว่าไปเกิดเป็นสัตว์โลกอย่างอื่นก็ได้ใช่หรือเปล่า”

พระอริยสงฆ์ตอบ  

“คนที่ตายแล้ว ถ้ายังมีกิเลสอยู่ก็ต้องเกิดอีกตามกรรมที่เขาทำไว้ และสามารถไปเกิดในภพภูมิต่างๆ ได้ทั้ง 31 ภูมิ หาใช่เกิดเป็นคนตามเดิมอย่างเดียวไม่”

 

คนธรรมดาถามคนที่เกิดเป็นหญิงหรือชาย จะเกิดเป็นหญิงหรือชายทุกชาติหรือไม่ ถ้าหญิงอยากเกิดเป็นชาย หรือชายอยากเกิดเป็นหญิงจะทำได้หรือไม่”

พระอริยสงฆ์ตอบ

“ตามหลักพระพุทธศาสนา ผู้ชายอาจเกิดเป็นหญิงหรือหญิงอาจเกิดเป็นชายได้ ข้อนี้ขึ้นอยู่กับกฎแห่งกรรมและความปรารถนาของแต่ละคน ถ้าหญิงต้องการเกิดเป็นชายก็ทำบุญเพิ่มเข้าไว้ แล้วอธิษฐานขอเกิดเป็นชาย ก็สามารถเกิดเป็นชายได้ในชาติต่อไป หรือชายต้องการเกิดเป็นหญิง ก็ทำบุญเข้าไว้ แล้วอธิษฐานขอเกิดเป็นหญิงก็สามารถเกิดเป็นหญิงได้เช่นกัน หรือชายบางคนที่ประพฤติผิดในกามก็อาจเกิดเป็นหญิงได้ในชาติต่อไป

เช่นพระอานนทเถระปรากฏว่าท่านเคยเกิดเป็นหญิงติดต่อกันนานถึงห้าร้อย  ชาติเพราะประพฤติผิดในกาม แต่ก็มีสามีภรรยาบางคู่ หรือจำนวนไม่น้อย ทำบุญแล้วตั้งความปรารถนาให้เกิดมาเป็นคู่ครองกันทุกภพทุกชาติ ถ้าความปรารถนาของเขาสมประสงค์ สามีก็ต้องเกิดเป็นชายฝ่ายภรรยาก็ต้องเกิดเป็นหญิงอย่างแน่นอน”

คนธรรมดาถาม “ทำไมจึงมีคำกล่าวที่ว่า “การเกิดเป็นมนุษย์เป็นของยาก” ในเมื่อคนเราก็เกิดกันทุกๆวินาทีเข็มวินาทีขยับหนึ่งครั้งก็เกิดขึ้นมาอีกหนึ่งคนแล้ว?”

ตอบโดย พระอาจารย์ สิงห์ทอง ธัมมะวะโร แห่งวัดป่าแก้ว จ.สกลนคร ได้ให้ความเมตตาตอบคำถามนี้ว่า

พระอริยสงฆ์ตอบ

 “การเกิดเป็นมนุษย์นี้ยากแสนยากลำบากเหลือเกินกว่าจะเกิดได้ เพราะภพชาติอื่นๆ มันมีมาก สัตว์เขาเกิดเขาตายเหมือนกันกับเราแต่เขาไม่ประเสริฐก็เพราะเขาไม่ได้คิดในทางดีของเขา เพราะการเกิดเป็นมนุษย์ มันเกิดยากลำบากแสนเข็ญกว่าจะเกิดได้ เมื่อเกิดมาแล้วก็อย่าให้ชีวิตของตัวมันหมดไปเปล่า รีบกระทำบำเพ็ญคุณงามความดีเอาไว้ส่วนใดที่ควรจะทำรีบกระทำเอา

ถ้าเราทุกคนชำระสะสางจิตใจของตนสังวรระวังไม่ให้ชั่วต่างๆ เข้ามาครอบงำจิตใจ จิตใจสว่างไสว จิตใจเย็นสงบ ผู้นั้นอยู่ในโลกอันนี้ก็มีความสุข ความสบายตามอัตภาพของเขา เมื่อจากโลกนี้ไปสู่โลกหน้า เมื่อกิเลสตัณหายังไม่หมดเขาเหล่านั้นก็จะไม่ได้เสียใจ ได้สมหวังในการไปของเขา

ส่วนคนที่ชำระสะสางกิเลสตัณหาหลุดล่วงออกไปจากใจ มีความบริสุทธิ์ผุดผ่อง อยู่ทุกกาล ทุกสมัย พร้อมที่จะไปจะอยู่ ถ้าพูดถึงจะไปใจของท่านบริสุทธิ์ประเสริฐอย่างนั้น, ท่านไม่มีอะไรที่จะเสียจิตเสียใจ ไม่มีอะไรที่จะตำหนิติตนว่า เกิดมาเป็นคน ไม่ได้สะสมอะไรท่านจนถึงที่สุด จนจิตเป็นวิมุตติแล้ว ท่านสะดวกสบายในการตายการอยู่ของท่าน ฉะนั้นพวกเราท่าน ทุกคนมีสิทธิ ที่จะประพฤติ ปฏิบัติได้ รีบเร่งขวนขวาย กระทำบำเพ็ญ ให้เห็น ให้รู้ ให้เย็น ให้สงบ อย่าไปอ้างกาล อ้างเวลา”

 

คนธรรมดาถาม “คนเราเกิดมาเพื่อใช้กรรมจริงหรือเปล่า?”

            ตอบโดย พระอาจารย์ มิตซูโอะ คเวสโก แห่งวัดป่าสุนันทวนาราม บ้านท่าเตียน ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี

พระอริยสงฆ์ตอบ

“ตามธรรมดาความปรารถนาของมนุษย์ทุกคนอยากเกิดมาสบาย สุขภาพสมบูรณ์ สติปัญญาดี ฐานะดี ครอบครัวอบอุ่น แต่ตามความเป็นจริงแล้วก็เป็นไปได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีใครสมบูรณ์พร้อมทุกด้าน บางครั้งเมื่อเราประสบปัญหามีประสบการณ์ทุกข์ เรามักน้อยใจ ท้อใจ บางคนก็สรุปเอาว่าชีวิตนี้เกิดมาเพื่อ “ชดใช้กรรม”

            อาจารย์รู้สึกว่า ข้อสรุปนี้เป็นการเข้าใจกฎแห่งกรรมในแง่ลบ ถ้าเราลองพิจารณาด้วยปัญญาแล้วก็ไม่ใช่ จริงๆ แล้วการเกิดมานั้นเป็นกรรมเก่าก็จริงอยู่ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือกรรมเก่า แต่พระองค์ก็สอนด้วยว่า เราเกิดมาเพื่อ “ศึกษาไตรสิกขา” ศึกษาเพื่ออะไร เพื่อที่จะพัฒนาชีวิตจิตใจและสติปัญญาอันจะนำไปสู่ความรู้แจ้ง เพื่อความดับแห่งทุกข์ อันเป็นเป้าหมายสูงสุดที่มนุษย์ทุกคนสามารถจะบรรลุได้

            หากเราลองพิจารณากฎแห่งกรรมด้วยปัญญาชอบแล้วล่ะก็ เราจะเข้าใจว่ากรรมปัจจุบันสำคัญที่สุด เราต้องยอมรับความจริงว่า อดีตผ่านไปแล้วเราไม่อาจแก้ไขอะไรได้ อนาคตก็ยังมาไม่ถึงแต่ปัจจุบันเราสามารถจะเลือกได้ว่าเราจะใช้ชีวิตอย่างไร

            อาจารย์ขอยกตัวอย่างเรื่องการเกิดมาของคน ๆหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อน อาจารย์ได้อ่านเรื่องราวของชายชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งผ่านงานเขียนของเขาที่ชื่อ “No One’s Perfect” เมื่อแปลเป็นภาษาไทยเขาก็ใช้ชื่อตามต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นว่า “ไม่ครบห้า”

            “ไม่ครบห้า” นี่เป็นชีวิตของชายญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ชื่อ ฮิโรทาดะ โอโตตาเกะ เขาเกิดที่โตเกียวไม่มีแขนมีขาเลยตั้งแต่เกิดมา แต่ก็น่าแปลกที่เขามองความพิการของตัวเองว่านั่นคือ “ลักษณะพิเศษทางกาย”ไม่ไปจาก คนอ้วน คนผอม คนสูง คนเตี้ย คนตัวดำ หรือตัวขาว ความพิการของเขาเป็นเพียงความไม่สะดวก แต่ไม่ใช่ “ความไม่สบาย”

            โอโตตาเกะไม่ได้มองว่าการไม่มีแขนขาตั้งแต่เกิดมานั้นไม่ใช่ปมด้อยไม่ได้เกิดมาเพื่อใช้กรรม แต่เขามองว่าสิ่งนี้เป็นจุดแข็งที่ไม่มีใครเหมือน เขาไม่เคยโทษโชคชะตาฟ้าลิขิตที่สร้างเขามาให้มีรูปร่างไม่สมประกอบ ไม่เคยคิดฆ่าตัวตายแต่กลับภาคภูมิใจในสิ่งที่ตนเป็น ทุกวันนี้คุณ โอโตตาเกะ ก็กำลังใช้ร่างกายเล็ก ๆของเขาช่วยเหลือให้กำลังใจแก่คนพิการ ด้วยการเขียนหนังสือและเดินทางไปเผยแพร่ความคิดดังกล่าวไปทั่วญี่ปุ่น เรื่องของฮิโรทาดะ โอโตตาเกะน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของคนที่คิดว่าเกิดมาเพื่อใช้กรรมว่าจริง ๆแล้วไม่ใช่เช่นนั้น ขอให้หันกลับมามองตัวเองแล้วมีกำลังใจที่จะสู้ชีวิตต่อไปด้วยใจที่เข้มแข็งดีกว่า”

 

คนธรรมดาถาม “เมื่อเกิดมาเป็นทุกข์อย่างนี้แล้วเราจะทำอย่างไรให้ได้อยู่อย่างสุขสบาย?”

            ตอบโดย หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นพระมหาเถระที่รู้จักกันในนาม “หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด”

พระอริยสงฆ์ตอบ

“ชีวิตนี้มันเป็นทุกข์ การเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติหนึ่งจะว่าประเสริฐก็ประเสริฐ จะว่าไม่ประเสริฐก็ไม่ประเสริฐ จะเห็นได้ว่าตื่นเช้าก็มีความทุกข์เข้าครอบงำ จะต้องล้างหน้า ล้างปาก ล้างฟัน ล้างมือเสร็จแล้วจะต้องกินต้องถ่าย นี่คือความทุกข์แห่งกายเนื้อ เมื่อเราจะออกจากบ้านก็จะประสบความทุกข์ในหมู่คณะ ในการงานในสัมมาอาชีวะการเลี้ยงตนชอบ นี่คือ ความทุกข์ในการแสวงหาปัจจัย

การที่เราจะไม่ต้องทุกข์มากนั้นเราจะต้องรู้ว่าเรานี้จะต้องไม่เอาชีวิตไปฝากสังคมเราต้องเป็นตัวของเราเองและเราจะต้องวินิจฉัย ในเหตุการณ์ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับตัวเราว่าส่งใดเราควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ แม่น้ำทะเล และมหาสมุทร ไม่มีที่สิ้นสุดของน้ำ ฉันใด กิเลสตัณหาของมนุษย์ก็ย่อมไม่มีที่สิ้นสุด ฉันนั้นเมื่อไปยึดถือเข้าจึงเดือดร้อน

ทุกวันนี้การเกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน ก็เพราะมนุษย์ไปยึดโน่นยึดนี่ ยึดพวกยึดพ้อง ยึดหมู่ยึดคณะ ยึดประเทศเป็นสรณะโดยไม่คำนึงถึงธรรมสากลจักรวาลโลกมนุษย์นี้ทุกคนมีกรรมจึงเกิดมาเป็นสัตว์โลก สัตว์โลกทุกคนต้องใช้กรรมตามวาระ ตามกรรม ถ้าทุกคนยึดถือเป็นอารมณ์ก็จะเกิดการเข่นฆ่ากัน เกิดการฆ่าฟันกัน เพราะอารมณ์แห่งการยึดถืออายตนะ ฉะนั้นต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า สิ่งใดทำแล้ว สัตว์โลกมีความสุข สิ่งนั้นควรทำนี่คือหลักความจริงของธรรมะ

และในภาวะแห่งการที่เราจะอยู่อย่างสบายนั้น เราต้องอยู่กันอย่างไม่ยึด อยู่กันอย่างไม่ยินดี อยู่กันอย่างไม่ยินร้าย อยู่กันอย่างพยายามให้จิตวิญญาณของนามธรรมนั้นเหนืออารมณ์ เหนือคำสรรเสริญ เหนือนินทา เหนือความผิดหวัง เหนือความสำเร็จ เหนือรัก เหนือชัง เรียกว่า “ธรรมารมณ์”

การอยู่อย่างมีธรรมารมณ์ คือการอยู่เหนือความรู้สึกทั้งปวง อยู่อย่างรู้หน้าที่การเป็นคน และรู้หน้าที่ในการงาน คือรู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องทำ ไม่ใช่ทำเพื่อหวังผลตอบแทนเพราะถ้าเราทำงานเพื่อหวังผลตอบแทนต่างๆ แล้ว ถ้าสิ่งต่างๆ ไม่สัมฤทธิ์ผลตามความหวังนั้น เราย่อมเกิดความโทมนัส เสียใจน้อยใจ เป็นทุกข์ และถ้าเรามีชีวิตอยู่อย่างที่ว่า เราเกิดเพราะกรรม อยู่เพื่อกรรม ทำเพราะกรรม ตายเพราะกรรมแล้วชีวิตการเป็นมนุษย์ย่อมมีความภิรมย์มีความรื่นเริง”

คนธรรมดาถาม “ทำอย่างไรถึงจะไม่กลัวตาย?”

            ตอบโดย พระครูญาณวิศิษฏ์ หรือหลวงพ่อเฟื่อง โชติโก  แห่งวัดธรรมสถิต ต.สำนักทอง อ.เมือง จ.ระยอง

พระอริยสงฆ์ตอบ

 “เมื่อความเกิดและความตายเป็นของธรรมดา ก็อย่ามัวแต่นึกถึงวันเกิด ให้นึกถึงวันตายเสียบ้าง ต้องหมั่นมีสติ หมั่นพิจารณาร่างกายจนเป็นเป็นกระดูกจนร่วงลงไปกอง แล้วเผาให้เกลี้ยงไปเลยถามตัวเองซิ มีตัวตนไหม อะไรทำให้ทุกข์ ทำให้เจ็บปวด มีตัวเราไหมดูให้ถึงแก่นแท้ของธรรมชาติพิจารณาไปจนไม่มีอะไรของเราสักอย่าง มันไม่มีใครเจ็บ มันไม่มีใครตาย นั่นแหละตรงนั้นแหละ มันมีอยู่แล้วทุกคนเหมือนเราคว่ำมืออยู่ เราก็หงายมือเสีย แต่ผู้ที่มีปัญญาเท่านั้นที่จะทำได้ ถ้าโง่ก็ไม่เห็น ก็ไม่ได้ ไม่พ้นเกิด พ้นตายสักวันหนึ่งความตายจะมาถึงเรา มาบีบบังคับให้เราปล่อยทุกสิ่งทุกอย่าง ฉะนั้น เราต้องหัดปล่อยวางล่วงหน้าให้มันเคยไม่อย่างนั้นพอถึงเวลาไปจะลำบาก”

 

สรุปประเด็นปัญหา    

จากคำถามเรื่องการเกิดและการตายทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า พระอาจารย์ทุกท่านล้วนให้ความหมายของการเกิดและการตายไว้ว่าเป็นทุกข์ทั้งสิ้นแต่ก็ล้วนเป็นเรื่องธรรมดา ในฐานะที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ย่อมมีไม่มากก็น้อยที่ใจของเราได้มีประสบการณ์ในภพชาติอื่นๆ ทั้งที่ต่ำกว่า และสูงกว่าความเป็นมนุษย์เราย่อมมีปัญญาที่จะรู้ได้จากประสบการณ์ของเราว่าอะไรดี อะไรไม่ดี

พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่า “เป็นการยากที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ เป็นการยากที่ชีวิตสัตว์ทั้งหลายจะได้อยู่สบาย เป็นการยากที่จะได้ฟังธรรมของสัตบุรุษเป็นการยากที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติมา”

เมื่อเรารู้แล้วว่าการได้เกิดเป็นมนุษย์เป็นของยาก ก็ควรจะเห็นคุณค่าของการที่เราได้เกิดมา อย่าให้เสียโอกาสหรือเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ต้องเอาใจใส่รักษาความเป็นมนุษย์เอาไว้ให้มั่นคง และถึงจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วแต่จิตใจของคนเราก็ยังเป็นไปได้ 2 ทางคือ มีใจสูงหรือต่ำ ดังนั้นการเกิดเป็นมนุษย์ในชาติหนึ่ง การเลือกวิถีทางดำเนินชีวิตจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เมื่อตายไปแล้วจะได้เป็นสุขและมีภพภูมิที่ดีเป็นที่ไป

และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการที่เราได้เกิดมาแล้วเราจะมีชีวิตอยู่ก็เพื่อแก้ไขของเก่าในอดีตที่ไม่ดีให้หมดไปในปัจจุบัน (กรรมเก่า) และทำชีวิตปัจจุบันให้ดีเพื่อที่จะได้เป็นพื้นฐานของอนาคตที่ดีต่อไป (กรรมใหม่) ด้วยการสร้างบุญบารมีด้วยหลักไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างพากเพียรที่สุดในชาตินี้เพื่อให้ถึงการหลุดพ้น (พระนิพพาน) หากยังไม่สำเร็จในภพชาติปัจจุบันในภพชาติต่อไปก็จะได้ไปอยู่ในที่ๆ เป็นสุขและสามารถหลุดพ้นไปได้ไม่ชาติใดก็ชาติหนึ่ง

Read Full Post »

เมื่อทำการเชื่อมบุญ ทำให้กระแสบุญผูกพันกันแล้ว เชื่อมกันแล้ว ในเวลาเราจะไปขอพรหรือขอความช่วยเหลือนั้น เราต้องไม่ลืมว่าอย่างไรก็ตามท่านก็เป็นเทวดาท่านมีภพที่อยู่สูงกว่าเรา

ที่เราต้องไปสักการบูชาทำความเคารพ ขอโมทนาคุณความดีของตัวท่านให้ช่วยคุ้มครองและดลใจให้เราไม่เดินทางผิดและทำดีต่อไป ไม่ใช่การไปขอร้องให้ช่วยด้วยการ “ติดสินบน” โดยการเอาของไปเซ่นไหว้หรือล่อใจท่าน

อย่าลืมว่าเทวดา ท่านก็เป็นภพภูมิที่ยังมีกิเลส การไปสร้างกิเลสให้ท่านก็นับว่าเป็นบาปอย่างหนึ่งทำให้กลายเป็นว่า ท่านจะไปสร้างกรรมร่วมกับเราแทนซึ่งแน่นอนว่าเหล่าเทวดาผู้ต้องการความดีคงไม่ปรารถนาเช่นนั้น

ที่สำคัญคือ หากเราเป็นคนหนึ่งที่ไปชักชวนให้ท่านเกิดกิเลสให้ท่านร่วมก่อกรรมไม่ดีเพราะเอาสิ่งของไปล่อไปติดสินบน เราก็จะต้องพลอยรับผลกรรมไม่ดีไปด้วย คิดใหม่ว่า ที่ท่านช่วยให้พรและให้ความเมตตานั้นท่านไม่ได้หวังเครื่องเซ่นไหว้ใดๆ ท่านได้ช่วยเราด้วยความบริสุทธิ์ใจเช่นเดียวกับการที่เราบริสุทธิ์ใจไปขอท่านจะทำให้ท่านได้สร้างบุญเพิ่ม

การขอพรนั้นเป็นสิ่งที่ดีครับและขอได้ทุกโอกาสขอได้กับเทวดาทุกองค์ (เพราะอย่าลืมว่า ไม่มีเทวดาองค์ไหนมาคอยอยู่ประจำตัวดูแลเราตัวต่อตัว แน่นอน) เมื่อเรายังคงอยู่ในศีลมีบุญติดตัว มีความตั้งใจมั่นและศรัทธาในความดี รับรองว่าความสำเร็จบังเกิดขึ้นกับเราแน่ๆ

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ในขณะที่กำลังขอพรหรือขอความช่วยเหลือนั้นสิ่งที่ขอก็ต้องเป็นเรื่องที่ดีด้วยหากจุดประสงค์ในการขอไม่บริสุทธิ์ จิตก็จะไม่สะอาดไม่อาจก่อพลังงานที่ดีขออะไรไปก็ไม่ได้ผลไม่เกิดอะไรขึ้นและท่านเทวดาก็คงไม่อำนวยผลให้เกิด เพราะถ้าท่านทำอย่างนั้นก็เท่ากับว่าท่านได้ทำบาป แล้วของที่ไม่ดีอย่างกรรมชั่วและบาปนั้นไม่มีใครเขาอยากได้

เมื่อจุดประสงค์ดี จิตใจสะอาดและสิ่งที่ขอกำลังจะเป็นผลให้ลองสังเกตดูว่า ช่วงเวลาที่จิตใจสะอาดจะมีมีความกล้าแข็งทางจิตขึ้นด้วยจะมีความรู้สึกโล่งโปร่งสบาย อาจมีอาการขนลุก น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัวหรือมีแสงสว่างวาบขึ้นมาในจิตแสดงว่า เทวดาท่านรับรู้แล้วในสิ่งที่เราต้องการและท่านจะช่วยอำนวยพรให้ส่วนเรื่องจะประสบผลสำเร็จดังที่ตั้งใจหวังหรือไม่ ก็อยู่ที่กรรมลิขิตตามหลักของ “กฎแห่งกรรม” อีกทีหนึ่งครับ

องค์ประกอบอื่นๆ ในการบูชาเทวดา

            ตามความเชื่อในการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายนอกจากไหว้พระพุทธรูปที่เปรียบเสมือนตัวแทนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเรามักจะพบเห็นสิ่งอื่นๆ ประกอบการบูชาเสมออย่างเช่น ของเซ่นไหว้และการจุดธูป

ของเซ่นไหว้จำเป็นหรือเปล่า?

การบูชาเทวดาด้วยอาหารคาวหวานนั้น เชื่อว่าเป็นพิธีกรรมที่มาจากวิชาไสยศาสตร์เสียมากกว่าโดยจะดูไปถึงนิสัยเดิมของเหล่าเทวดาในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ขณะที่เป็นมนุษย์ว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร เช่น ขณะที่เป็นมนุษย์ชอบรับประทานเนื้อก็มักจะเอาเนื้อสดมาบูชา หรือชอบรับประทานไข่ก็เอาไข่มาบูชา ชอบดื่มเหล้า ก็มักจะเอาเหล้ามาบูชา หรือถ้าไม่รู้ว่าเทวดาท่านชอบอะไรก็มักจะเตรียมกันมาแบบครบเครื่องเผื่อเหลือเผื่อขาด ให้เลือกเอาได้ตามสบาย

แต่อย่างที่กล่าวนำไปในตอนต้นครับว่า โดยปกติภพภูมิของความเป็นเทวดาท่านจะมีทิพย์สุขอยู่แล้วอยากได้อะไรก็มักจะนึกเอาได้ดังใจปรารถนา เรื่องของการเอาของมาเซ่นไหว้นี้ จริงๆ แล้วน่าจะเป็นความเชื่อเพื่อไหว้ “วิญญาณ” หรือ ผี ที่ต่ำลงมาจากชั้นเทวดามากว่า เช่น วิญญาณบรรพบุรุษ หรือเจ้าที่ที่เคยอาศัยอยู่บริเวณนั้น

ซึ่งหากใครมีความเชื่อส่วนตัวว่า วิญญาณหรือเจ้าที่ ในที่เราไหว้อาจจะเป็นเทวดาหรือไม่ก็เป็นดวงวิญญาณหรือผีบรรพบุรุษที่มีความผูกพันกันมาคอยดูแลปกปักรักษาอยู่ก็ไม่ว่ากัน ขอเพียงแต่หลังจากถวายของเซ่นเหล่านั้น ไปแล้ว อย่าลืมทำบุญแล้ว อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลด้วยการกรวดน้ำไปให้ท่านด้วยครับ เพื่อจะได้ให้ท่านมีพลังบุญเพิ่มจะได้ส่งเสริมให้ท่านได้ไปสู่ในภพที่สูงกว่าและมีความสุขกว่ายิ่งๆ ขึ้นไป

การจุดธูป

การจุดธูปบูชานี่เห็นกันมานานแล้วใช่หรือเปล่าครับส่วนใหญ่มักจะเป็นคำถามเสมอว่า บูชาเทวดาจะต้องจุดกี่ดอก แถมยังมีแบ่งด้วยว่าบูชาเทวดาชั้นนั้นชั้นนี้ต้องจุดเท่านั้นเท่านี้ดอก ฟังแล้วปวดหัวอยู่เหมือนกันแต่ก่อนจะบอกว่าจะจุดอย่างไร จุดกี่ดอก ขออธิบายความเรื่องการจุดธูปหรือเครื่องหอมนี่สักหน่อยครับ เรื่องนี้มีการกล่าวอ้างอิงไว้ในหนังสือพุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน โดยพระอาจารย์วัน อุตตะโมในหนังสือเล่มนี้กล่าวไว้ว่า

ในช่วงที่พระพุทธเจ้าใกล้จะปรินิพพานที่เมืองกุสินารา ก็มีเหล่าอุบาสกอุบาสิกา รวมทั้งเทพและเทวดาทุกชั้นฟ้าต่างลงมาถวายความเคารพพระพุทธองค์คือมีทั้งดอกไม้ที่เป็นดอกไม้ทิพย์ของภพภูมิเทวาและดอกไม้ของมนุษย์รวมไปถึง ของหอมต่างๆ เช่น กำยาน ธูปเทียน เป็นต้น ซึ่งในเรื่องนี้พระพุทธองค์ทรงทราบดีอยู่แล้วถือเป็นการบูชาพระองค์อย่างหนึ่งที่เรียกว่า เป็นอามิสบูชา

เพราะในยุคนั้นมีความเชื่อเรื่องเทพเจ้า เทวดา และภูตผีมาก่อนอยู่แล้วการนำสิ่งของที่เป็นของหอมทั้งหลายมาบูชาจึงถือเป็นเรื่องปกติแยกจากกันไม่ได้พระพุทธองค์ไมได้ทรงห้ามการบูชาแบบนี้แต่ก็ยังทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า

“อานนท์ พุทธบริษัททั้งสี่ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทำการสักการบูชาเราด้วยเครื่องบูชาสักการะทั้งหลายอันเป็นอามิส คือ ดอกไม้ ธูปเทียน เป็นต้น หาได้ชื่อว่าบูชาตถาคตเป็นการอันยิ่งไม่ ผู้ใดที่ปฏิบัติตามธรรมปฏิบัติอันชอบยิ่ง ปฏิบัติธรรมอันเหมาะสม ผู้นั้นแลชื่อว่าสักการบูชาเราด้วยการบูชาอันยอดเยี่ยม”

แปลว่าพระองค์ยกย่องการบูชาด้วยการปฏิบัติเป็นสำคัญ ส่วนพวกของหอมทั้งหลายที่นำมาบูชาก็ถือเทียบเปรียบเปรยว่าเป็นกลิ่นหอมของความดีอย่างเช่น กลิ่นของธูปหอมหรือกำยานเป็นต้น คนดีๆ มักจะมีกลิ่นหอมติดตัว เทวดาก็มีกลิ่นหอมปรากฏอยู่ในกายทิพย์ทั้งสิ้น

ดังนั้นเรื่องความเข้าใจเรื่องการจุดธูปจึงมีที่มาที่ไปแบบนี้ครับคือ จุดได้ตามความเชื่อที่ได้เชื่อได้ยินกันมาเพื่อเป็นการสักการบูชาทางหนึ่ง โดยการจุดธูปบูชาเทวดานั้น ท่านเจ้าพิธีผู้รู้ได้กรุณาให้คำแนะนำมาดังนี้ครับ

จุดธูป 9 ดอก จุดประสงค์เพื่อการบูชาเทวดาชั้น รุกขเทวดา เจ้าป่าเจ้าเขา หรือ ศาลพระภูมิ

จุดธูป 11 ดอก จุดประสงค์เพื่อการบูชาเทวดาชั้นสูง (เชื่อว่าเป็นระดับชั้น จตุมหาราชิกาขึ้นไป)

จุดธูป 16 ดอก จุดประสงค์เพื่อบูชาและอัญเชิญเทพและเทวดาชั้นสูงขึ้นไปอย่าง พระพรหม เพื่ออัญเชิญเทวดาทั้ง 16 ชั้นฟ้าลงมาฟังธรรมหรือการประกอบพิธีทางศาสนา (นิยมสวดบทชุมนุมเทวดาก่อนประกอบพิธีด้วย)

จุดธูป 19 ดอก จุดประสงค์ เพื่อบูชาเทวดาทั่วทั้ง 10 ทิศ

จุดธูป 108 ดอก จุดประสงค์เพื่อบูชาเทพเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั่วทั้งโลก ทุกชั้นฟ้า

            ความเชื่อเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการบูชาครับ ขอทิ้งท้ายเรื่องการจุดธูปนี้ ด้วยการเล่าอะไรเพิ่มเติมเพื่อเป็นข้อเปรียบเทียบอีกสักหน่อย เป็นเรื่องเกี่ยวกับ พระนิกายเซ็น

พระนิกายเซ็นหนุ่มรูปหนึ่งซึ่งท่านต้องการจะบรรลุธรรม ท่านคิดว่าการปฏิบัติธรรมของท่านจะต้องไม่เหมือนใคร จึงขึ้นไปนั่งสมาธิบนต้นไม้ไม่ยอมกินยอมนอนเป็นเวลาสามวัน

            พอพระอาจารย์เซ็นเดินมาพบเข้าก็ถามว่าขึ้นไปทำอะไรอยู่บนนั้น พระหนุ่มผู้เคร่งสมาธิก็บอกว่า ผมกำลังทำสมาธิเพื่อเป็นพระพุทธะ อาจารย์ท่านได้ยินดังนั้นจึงคว้าเอาก้อนอิฐข้างทางมาถูกับมือจนเลือดไหล พระหนุ่มฉงนมากก็เลยถามว่า พระอาจารย์ทำอย่างนั้นทำไม พระอาจารย์ก็เลยบอกว่า ผมก็จะถูให้มือมันกลายเป็นกระจกใสๆ

            พระหนุ่มยิ่งงงหนักเข้าไปอีก ร้องบอกท่านอาจารย์ว่า ท่านจะบ้าหรือเปล่าท่านถูจนมือขาด มือก็ไม่กลายเป็นกระจกให้ท่านหรอก พระอาจารย์ก็สวนกลับไปมา คุณก็จะบ้าเรอะ!! นั่งอยู่บนนั้นจนกลายเป็นลิงก็กลายเป็นพระพุทธะไม่ได้เหมือนกัน ภายหลังพระหนุ่มจึงคลายความเห็นที่ไม่ถูกต้องนั้นและได้บรรลุธรรมในเวลาต่อมาเพราะได้การชี้นำที่ถูกจากพระอาจารย์

เรื่องนี้เปรียบเทียบเรื่อง อามิสบูชา กับ ปฏิบัติบูชา ก็อย่างที่พระพุทธองค์ท่านตรัสไว้ว่า การบูชาที่ดีที่สุดคือการปฏิบัติดีให้ชอบด้วยตัวของตัวเองจึงจะได้ผลดีที่สุด การจุดธูปตามความเชื่อนั้นหากจะจุดบูชาก็สามารถจุดได้ตามความประสงค์ แต่ถ้าเราไม่ได้ทำความดี ไม่ทำบุญทำทาน หรือไม่เคยอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลใดๆ เลย จู่ๆ นึกอยากบูชาเทวดาขึ้นมาก็ไปจุดธูปไหว้ท่านเพื่อหวังจะให้ท่านช่วย ท่านก็คงช่วยอะไรไม่ได้หรอกครับ ต่อให้จุดเป็นพันๆ ดอกก็ตาม

Read Full Post »

ยอมรับกรรมในปัจจุบัน

เราต้องยอมเปิดใจให้กว้างก่อนครับว่า ณ เวลาปัจจุบัน เราจะดำเนินตามรอยแนวทางของพระพุทธองค์เชื่อเรื่องผลของกรรมทำแต่ความดีละเว้นความชั่ว ต้องเชื่อก่อนว่า ทำดีได้ดีและทำชั่วได้ชั่ว ต้องเชื่อในการกระทำว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เรากำลังทำเพื่อสร้างรากฐานอนาคตที่ดีทั้งกับตัวเอง พ่อแม่ ญาติพี่น้อง และครอบครัว

เมื่อผลของการกระทำดีนั้นมันเกิดผลสำเร็จแล้ว ผลดีนั้นก็จะส่งมาถึงครอบครัวคนที่เรารัก อย่าได้ไปคิดถึงอดีตที่ผ่านมาเพราะอดีตนั้นจบไปแล้วไม่อาจกลับไปแก้ไขอะไรได้อีก และไม่จำเป็นต้องกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ขอให้พิจารณาว่าปัจจุบันคือเวลาที่ดีที่สุดเพราะเมื่อปัจจุบันทำดี ก็จะกลายเป็นอดีตที่ดี และเป็นพื้นฐานของการสร้างอนาคตที่ดีได้ เป็นไปตามกฎแห่งกรรมทุกประการ

ในเรื่องการบูชาเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็เช่นเดียวกันครับ อย่างที่กล่าวมาแล้วว่าการเกิดเป็นเทวดาต้องบำเพ็ญบารมีอย่างมาก เทวดาจึงมีคุณงามความดีมากกว่ามนุษย์หลายเท่า การจะหวังให้เทวดามาดูแลมนุษย์คนใดคนหนึ่งจึงเป็นไปไม่ได้ แต่ที่มนุษย์เรายังรู้สึกว่ามีความเกี่ยวข้องหรือสัมผัสถึงเทวดาได้อยู่อาจเป็นเพราะมีความสัมพันธ์กันมาในอดีต

การที่เทวดาจะมาช่วยเหลือหรือคอยติดตามนั้นเทวดาจะคอยตามโมทนาคุณงามความดีของคนที่ได้สร้างบุญกุศลให้และดลจิตดลใจให้กระทำความดี ที่จะน้อมนำไปสู่ความสำเร็จหรือภาษาชาวบ้านก็คือ เรียกว่า “มอบโชคลาภ” ให้นั่นเอง

แปลว่าการที่เราจะได้รับแรงสนับสนุนหรือส่งเสริมใดๆ ให้ประสบความสำเร็จ คนที่จะไปขอความช่วยเหลือก็ต้องมีคุณงามความดีมากพอด้วย

ไม่อย่างนั้นเทวดาท่านก็ช่วยไม่ได้ การที่จะขอให้ท่านช่วยเหลืออะไรนั้นเราผู้ซึ่งเป็นผู้ที่ขอต้องทำการ “เชื่อมบุญกุศลคุณงามความดีส่งไปให้ท่านเสียก่อน” เพื่อแสดงความเคารพยอมรับและให้กระแสบุญนั้นผูกพันกัน เมื่อจะมีเหตุการณ์ใดท่านจะได้ช่วยเหลือหรือดลใจได้

 

การเชื่อมบุญคืออะไร ทำไมต้องเชื่อม?

การเชื่อมบุญหากจะแปลความให้พอเข้าใจง่ายๆ ก็คือ การที่เอาบุญนั้นเป็นตัวเชื่อมให้ของสองสิ่งหรือมากกว่านั้นเข้าหากัน เหมือนดังคนที่เคยมีบุญร่วมกันมาตั้งแต่ครั้งในอดีต ตอนแรกๆ คนเราเมื่อยังไม่รู้จักกันเดินสวนกัน เจอหน้ากันอย่างดีก็ได้แค่ยิ้มแล้วก็เดินผ่านเลยไป

เชื่อว่าต้องมีเหตุการณ์อะไรสักอย่างที่ทำให้รู้จักกันถึงจะมาพูดคุยกันได้ อย่างน้อยก็คำทักทายว่า สวัสดี หรือการช่วยเหลือกันเล็กๆ น้อยๆ สักอย่างทำให้ ต่างคนต่างจำกันได้ พอเวลาพบกันครั้งต่อไปก็กลายเป็นคนรู้จักหลังจากนั้น พอทำความสนิทสนมกันมากเข้าก็กลายเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ต่อกัน พัฒนาจนไปเป็นเพื่อนสนิท หรือไม่ก็กลายเป็นแฟนเป็นคู่ชีวิตกัน

เรื่องของเทวดานี่ก็เหมือนกันครับ ตอนนี้เราอาจหาอ่านข้อมูลต่างๆ จากหนังสือหลายๆ เล่ม ว่าท่านมีลักษณะอย่างไรอยู่สวรรค์ชั้นไหนรายละเอียดเป็นอย่างไร แต่เราก็ยังไม่ได้ทำความรู้จักท่านจริงๆ ท่านก็มองเห็นเราเหมือนกัน แต่ท่านก็ยังไม่รู้จักเรา คนไม่รู้จักกันจะให้มาช่วยเหลือเกื้อกูลกันก็คงจะเป็นไปได้ยาก

เทวดากับเรา อาจจะยังคงเป็นคนแปลกหน้าหรือญาติห่างๆ ที่ความรู้สึกผูกพันใกล้ชิดยังไม่ถึงขั้นที่พร้อมจะช่วยเหลือหรือเต็มใจช่วยในเรื่องสำคัญบางอย่างได้

เพราะฉะนั้น “การเชื่อมบุญ” นี่แหละที่จะเป็นตัวที่สามารถทำให้ เราสามารถรู้จักกับเทวดาได้และท่านก็จะรู้จักเรา กระชับสายใยแห่งความผูกพันและสายในแห่งบุญทั้งบุญเก่าและบุญใหม่เข้าหากัน เพื่อให้บุญนั้นมีกำลังพอที่จะส่งผล ช่วยให้พบกรรมดีได้เร็วขึ้นและช่วยคลายวิบากกรรมไม่ดีได้

ในเมื่อเรายังเป็นมนุษย์ยังอยู่ในโลกมนุษย์ ต่างภพภูมิกับท่าน ด้วยพลังบุญเท่านั้นที่จะทำให้มนุษย์ติดต่อสื่อสารและมีบุญที่ร่วมกันกับเทวดา ยิ่งเราเป็นผู้ชอบทำบุญกุศลแล้ว  เทวดจะพึงพอใจมากถ้าลองพิจารณาคำสอนของท่านกุมารกัสสปะเถระที่ท่านสั่งสอนพระเจ้าปายาสิธิราชว่า

“เทวดานั้นไม่ชอบมาอยู่ใกล้มนุษย์ เพราะว่ากลิ่นสาบกิเลสที่มีในมนุษย์มีมากเกินไป ท่านจึงไม่อยากมาเข้าใกล้เหมือนคนที่ตกบ่อโคลนมาใหม่ๆ มาเจอกับคนที่เพิ่งอาบน้ำปะแป้ง หอมๆ มาใหม่ๆ แล้วต้องมาเจอกัน”

อีกเรื่องนี้ที่สำคัญมากคือ หากเราอยากจะรู้จักและเข้าใกล้เทวดาได้ และทำให้ท่านเข้าใกล้เราได้ก็ต้องทำตัวให้เป็นผู้มีบุญมากเหมือนกับเทวดาที่ต้องมีบุญมากไปด้วย แม้ว่าจะยังเป็นไม่ได้ในทันทีแต่อย่างน้อยก็ต้องพยายามทำให้ใกล้เคียงความเป็นเทวดาให้มากที่สุด พอเราเป็นคนดีมีคุณธรรมที่ใกล้เคียงหรือเสมอพอกับท่าน ก็จะทำให้รู้จักกันได้ง่ายขึ้น

ท่านหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี แห่งวัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย ท่านได้กรุณามอบธรรมะข้อหนึ่งที่จะเป็นแนวทางที่ทำให้คนเราใกล้เคียงกับความเป็นเทวดา เรียกว่า “เทวตานุสสติ”

คำว่า “เทวตานุสติ” หมายความว่า การระลึกถึงธรรมอันทำบุคคลให้เป็นเทวดา คนเราทุกคนย่อมอยากเป็นคนดี อยากเป็นเทวดา หรือแม้กระทั่งเป็นไปถึงชั้นอินทร์ชั้นพรหมมีความบริสุทธิ์ พ้นจากทุกข์ทั้งหลายไปเพื่อให้ได้เสวยแต่ความสุขเพียงอย่างเดียว

แต่เมื่อเราได้เกิดมาได้เพียงเป็นเพียงมนุษย์ ก็ต้องทำความเข้าใจและพยายามที่จะเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ มนุษย์โดยสมบูรณ์คือ มีทั้งอวัยวะครบบริบูรณ์ทุกประการไม่เป็นบ้าใบ้ หูหนวก ตาบอด หรือเสียจริตผิดความเป็นมนุษย์ไป

ขอให้ตั้งหลักฐานมนุษย์ที่ได้แล้วนี่ให้มั่งคงไว้ก่อนแล้วจึงค่อยนำธรรมะที่เป็นเครื่องตกแต่งให้กลายเป็นหรือใกล้เคียงกับความเป็นเทวดาต่อไป

คำพระท่านในภาษาบาลีจึงเรียกว่า “มนุสโส” เมื่อเกิดขึ้นมาเป็น มนุสโส แล้วจึงค่อยพัฒนาเป็น    “มนุสสะเทโว” ต่อไป ถ้าไม่เป็น “มนุสโส” เสียก่อนแล้ว ก็เป็น “มนุสฺสะเทโว” ไม่ได้

เปรียบง่ายๆ เหมือนกับคนที่มีอาชีพต่างๆ ถ้าทำการค้าขายก็เรียกพ่อค้าแม่ค้า ถ้าทำไร่ทำนา ก็เรียกว่าชาวไร่ ชาวนา ถ้าทำราชการก็เรียกว่าข้าราชการ ฉะนั้น การที่เป็นเทวดาได้ ก็เพราะมีธรรมอันทำให้เป็นเทวดาธรรม นั้น คือ “หิริ” ความละอายแก่ใจในการทำชั่ว และ “โอตตัปปะ” ความเกรงกลัวต่อบาปนั่นเอง

ธรรมะ 2 ข้อนี้ มีความสำคัญ ผู้ที่มีความละอายต่อบาปและกลัวมัน จะงดเว้นการทำชั่วทุกประการ เพราะระลึกได้อยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ก็ตาม แม้แต่เพียงคิดเฉยๆ ว่าจะทำความชั่วอะไรสักอย่างเพียงเล็กน้อย สมมติว่าคิดจะขโมยของเขาก็ให้คิดละอายขึ้นมาในใจแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ทำ ยังไม่มีใครรู้ใครเห็น แต่ว่าตัวเรารู้ตัวเองอยู่ จึงละอายต่อบาปจึงไม่กล้าทำมัน เท่านี้คุณก็มีคุณสมบัติเป็น “มนุสสะเทโว” หรือเป็นเทวดาในร่างมนุษย์แล้ว

แต่ว่ามีหิริ โอตตัปปะ ที่เป็นธรรมที่ทำให้เหมือนเทวดาแล้วยังไม่พอครับ ขนาดเราเป็นมนุษย์เหมือนกันเห็นหน้ากันทุกวันบางทียังไม่เคยทักทายหรือมีโอกาสได้ทำความรู้จักกันเลย การที่เราจะทำความรู้จักสนิทสนมกันเพื่อให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันในทางต่างภพนี้ต้องมี “บุญ” เสริมเข้าไปด้วย

หลักการสำคัญที่จะทำให้การเชื่อมบุญกับเทวดานั้นสำเร็จ ตามที่เราปรารถนานั้น คือ ตัวเราเองต้องมีบุญเสียก่อน ถึงจะเชื่อมบุญได้ การที่จะมีบุญได้มีอยู่วิธีทางเดียว คือการที่เราต้องสร้างบุญขึ้นมา

การสร้างบุญใหญ่ๆ ในทางพระพุทธศาสนามีหลักสำคัญก็คือการบำเพ็ญบุญ 3 อย่าง คือ ให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา

1. การทำทาน

การทำทานหรือรู้จักให้ เป็นการชำระจิตใจให้สะอาดเบื้องต้นเพื่อไม่ให้ “ความตระหนี่” ที่จะเป็นยางเหนียวคอยจับติดจิตใจและเป็นเครื่องกั้นให้อยู่ห่างจากความดีมาจับได้ การทำทานที่เป็นการสร้างบุญกุศลที่มหาศาล จุดประสงค์ของผู้ที่ทำทานนั้นจะต้อง มุ่งหวังให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์และความสุขด้วยความมีเมตตาจิตของตนเอง ทานที่จะทำไปได้บุญมากน้อยแค่ไหนต้ององค์ประกอบ 3 ประการคือ

1.1 วัตถุทานที่ให้ต้องบริสุทธิ์ หมายความว่า ของที่เอามาทำทานนั้นต้องเป็นของที่ประกอบอาชีพที่ดีไม่เบียดเบียนใครไม่ว่าจะเป็นชีวิต หรือว่าสิ่งของๆ คนอื่นเช่น ถ้าเราจะไปฆ่าสัตว์อย่างวัวเอาเนื้อมาทำลาบเนื้อเป็นอาหารถวายพระ อย่างนี้ก็ถือว่าวัตถุที่เอามาทำทานเป็นของที่ไม่บริสุทธิ์แทนที่จะได้บุญกลับจะได้บาปไปแทน

อีกตัวอย่างหนึ่งอย่างเช่น การเอาทรัพย์มาทำทานถ้าไปขโมยของๆ เขามาทำให้คนอื่นเดือดร้อนเพื่อหวังจะได้อานิสงส์จากการทำบุญที่เป็นของมีค่ามากๆ อย่างนี้ก็ไม่ได้บุญเช่นกัน ดังนั้นความสำคัญของวัตถุที่จะเอามาทำบุญไม่ได้อยู่ที่ของถูกหรือแพงแต่อยู่ที่วิธีการที่ได้มาต้องได้มาอย่างบริสุทธิ์ และเจตนาในการทำทานนั้นขอให้เป็นไปตามกำลังทรัพย์และความศรัทธาที่ตนเองมีอยู่ก็เพียงพอแล้ว

1.2 เจตนาในการให้ทานต้องมีความบริสุทธิ์ อย่าลืมว่าจุดมุ่งหมายในการให้ทานก็เพื่อเป็นการกำจัดความโลภและความตระหนี่ออกไปจากตัวและเป็นการสงเคราะห์คนอื่นให้ได้รับความสุข เจตนานั้นก็ต้องมีความสมบูรณ์ใน 3 ระยะด้วยคือ ระยะก่อนให้ทาน,ระยะกำลังลงมือให้ทาน,และระยะหลังจากการให้ทานไปแล้ว ทั้งสามระยะไม่ว่าระยะใดก็ตามเมื่อก่อนทำทาน ขณะทำ และหลังทำไม่มีการเสียดมเสียดายของหรือคิดอยากจะได้คืน  อย่างนี้จึงเรียกได้ว่ามีเจตนาที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง

1.3 ผู้ที่รับทานนั้นก็ต้องมีความบริสุทธิ์มากพอ ในข้อนี้คำพระท่านว่า ผู้รับต้องมี “เนื้อนาบุญที่ดี” คำว่าเนื้อนานี่ ขออธิบายอย่างง่ายๆ ครับ เปรียบเทียบเอาเป็นผืนนาเลยก็แล้วกัน ในการทำนาถ้าผืนนามีความเรียบที่ไม่สม่ำเสมอสูงๆ ต่ำๆ เวลาหว่านข้าวปักดำลงไป

ตรงที่น้ำน้อยข้าวก็จะแคระแกร็นไม่โตเต็มที่ ตรงไหนที่มีน้ำมากๆ น้ำก็จะท่วมจนสูงมิดยอดข้าว กินปุ๋ยได้ไม่เต็มอิ่มอย่างนี้เรียกว่า เนื้อนาไม่ดี ถ้าเป็นเนื้อนาที่ดีต้อง เรียบเสมอกัน หว่านหรือปักดำลงไปแล้วข้าวขึ้นเสมอกัน น้ำเสมอกันตรงรากหว่านปุ๋ยปุ๋ยก็ลงรากได้ทั่วถึง นี่คือ เนื้อนาที่ดี

การทำทานก็เหมือนกันครับ ตัวบุคคลที่เป็นผู้รับทานเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดเพราะแม้วัตถุทานมีความบริสุทธิ์มากเพียงใด หรือ เจตนาขณะทั้งก่อน ระหว่างและหลังทำทานไปแล้วดีแค่ไหนถ้าผู้รับทานเป็นผู้ที่ไม่เหมาะสม ผลบุญก็ย่อมไม่เกิด เหมือนหว่านข้าวลงไปในนาที่ไม่เสมอกันฉันนั้น

เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคนที่เป็นฆราวาสจึงต้องทำบุญกับนักบวชหรือผู้ทรงศีลมากกว่าบุคคลอื่นๆ ก็เพราะผู้รับมีความบริสุทธิ์มากกว่าคนธรรมดาทั่วๆ ไปนั่นเอง แต่แม้ในปัจจุบันก็ต้องเลือกทำครับ คำว่า “ทำบุญอย่าถามพระหรือตักบาตรอย่าเลือกพระ” เห็นทีจะใช้ไม่ได้ในสมัยนี้ไม่ได้ ลองเปรียบเทียบดู พระในสมัยพุทธกาลมีความบริสุทธิ์มากเพราะจุดมุ่งหมายของการบวชท่านมุ่งที่จะหนีให้พ้น วัฎสงสาร มุ่งทำมรรคผล ทำนิพพานให้แจ้งเพียงอย่างเดียวอย่างอื่นไม่สน

แต่พระสมัยนี้บวชด้วยคติ 4 ประการ คือ บวชเป็นประเพณี บวชเพื่อหนีทหาร บวชผลาญข้าวสุก หรือบวชเพื่อเอาสนุกตามเพื่อนประเภท อกหัก หลักลอย คอยงาน หรือสังขารเสื่อม ไม่รู้จะไปไหน ก็ไปบวชดีกว่าอยู่สบายดีโดยไม่สนใจพระธรรมวินัย คิดเพียงว่ามีผ้าเหลืองห่มคลุมร่างกายก็นึกว่าตนเองเป็นพระเต็มขั้นเสียแล้วอย่างนี้ก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยงครับ

การเลือกที่จะให้พระผู้รับก็ต้องพิจารณาให้ดีๆ เสียก่อนหากเป็นพระภิกษุ ก็ต้องแน่ใจว่าพระท่านเหล่านั้นเป็นผู้ที่ปฏิบัติดี เรียนรู้พระธรรมวินัยจริงๆ จึงจะเป็นผู้ที่สมควรจะรู้ได้อย่างไร วิธีการก็คือ ต้องหมั่นไปวัดทำกิจกรรมทางศาสนาบ่อยๆ สังเกตดูเจ้าอาวาส ดูพระลูกวัด ว่าท่านมีวินัยมากน้อยแค่ไหน ปฏิบัติธรรมสวดมนต์สม่ำเสมอหรือเปล่า วัดสะอาดสะอ้านหรือไม่ ถ้าวัดสะอาดเป็นระเบียบมากแสดงว่า พระวัดนั้นมีวินัยและปฏิบัติธรรมเรียนธรรมกันจริงๆ เพราะวินัยจะเป็นเครื่องกำหนดการปฏิบัติทั้งกิจกรรมภายนอกและความประพฤติต่างๆ ไปในตัว

กิจกรรมที่เป็นการทำทานเพื่อสร้างบุญที่ดีก็ได้แก่ การทำบุญตักบาตรพระในตอนเช้าเป็นประจำทุกวัน หรือตามกำลังศรัทธาเท่าที่สามารถจะทำได้ เป็นการให้ทานในส่วนของโภคทรัพย์ มีผลทำให้ในภายภาคหน้าไม่ลำบากขัดสน ทำหนังสือเกี่ยวกับธรรมะแจกฟรีเพื่อเป็นธรรมทาน มีผลให้เจริญก้าวหน้าในสติปัญญาทั้งทางโลกและทางธรรม บริจาคเงินตามแต่กำลังโดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างสิ่งก่อสร้างทางพระพุทธศาสนาอย่างเช่นวัด โบสถ์ หรือ วิหารเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนายังผลให้ชีวิตอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข บริจาคเลือดทุกๆ 3 เดือน ปล่อยนกปล่อยปลาเป็นการให้ทานในชีวิตยังผลให้ร่างกายไม่เจ็บไข้ได้ป่วยไม่มีโรคหรือภัยจากสิ่งอื่นๆ มาก่อให้เกิดความทุกข์ทางกายได้ อย่างนี้เป็นต้น

ถ้าไม่แน่ใจว่าพระที่รับนั้นเป็นเนื้อนาบุญที่ดีหรือไม่ ซึ่งอาจจะทำให้เราจิตตกไปและทำให้บุญนั้นไม่มีกำลังพอที่จะส่งผล ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้ว่า ให้เราตั้งจิตให้มั่นแล้วตั้งสัจจะอธิษฐานให้บุญที่กำลังทำนั้นส่งตรงไปถึงพระพุทธเจ้าหรือพระอริยสงฆ์ที่เราเคารพนับถือ ส่วนพระสงฆ์ที่อยู่ตรงหน้าท่านเป็นเพียงสมมติสงฆ์ เป็นตัวแทนที่มารับแทนเท่านั้น บุญที่ทำนั้นจะไม่ด่างพร้อยและมีกำลังมากแน่นอน

2. การรักษาศีล

การทำบุญที่ทำให้ได้บุญสูงขึ้นไปในอีกระดับขั้นก็คือ การรักษาศีล ซึ่งเป็นความเพียรพยายามในการสงบระงับกิจกรรมที่จะทำให้เกิดโทษทั้ง กาย และ วาจา อันเป็นกิเลสแบบหยาบไม่ให้มันกำเริบขึ้นมาเพียงเท่านี้ก็เป็นการบำเพ็ญสร้างบุญได้มากกว่าการให้ทานอันเป็นการสร้างบุญในระดับต้นเสียอีก

เรารู้แล้วว่าการที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นเพราะในอดีตเราเคยรักษาศีล 5 มาก่อนเพราะศีล 5 เป็นข้อปฏิบัติที่เป็นปกติของความเป็นมนุษย์ และผู้ที่รักษาศีล 5 ได้ก็จะได้ชื่อว่าเป็น มนุษยธรรมที่พร้อมจะถึงและเข้าใกล้ความเป็นเทวดา  แต่ถ้าต้องการได้บุญมากขึ้นไปอีกก็ค่อยๆ ขยับไปถือศีลที่เป็นระดับกลางและระดับสูงต่อไป

ยกตัวอย่างเช่นการไปปฏิบัติธรรมโดยการถือศีล 8 หรือจะถือมากจนระดับสูงสุด โดยการบวชอุปสมบทเป็นพระภิกษุถือศีลให้มากถึง 227 ข้อ ก็จะเป็นการสั่งสมบุญบารมีให้มากในระดับสูงสุด การสร้างบุญระดับนี้แม้แต่เทวดาท่านยังต้องเกรงในอำนาจแห่งบุญบารมีเลยครับ

กิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดการรักษาศีลมากๆ ก็ขอแนะนำให้ ไปปฏิบัติธรรมเป็นประจำที่วัดใกล้ๆ บ้าน จะบวชพราหมณ์หรือบวชอุปสมบทเป็นพระภิกษุก็ได้อย่างน้อยสัก 15 วัน อานิสงส์ที่ได้ ก็จะทำให้เราไม่เกิดไปอยู่ในภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์อย่างแน่นอน ภัยอันตรายใดๆ ก็จะไม่มากล้ำกราย ชีวิตมีความสุขมีความเจริญรุ่งเรือง

3. การเจริญภาวนา

การถือศีลนั้นแม้ว่าจะเป็นการสร้างบุญที่มากกว่าทานหลายเท่าแต่ก็ยังถือว่าเป็นการสร้างบุญในระดับกลางๆ เท่านั้นเพราะศีลเป็นข้อห้ามและข้อปฏิบัติที่จะรักษากาย วาจาให้เป็นปกติ ส่วนทางด้านจิตใจนั้น ศีลยังไม่อาจจะควบคุมหรือทำให้สะอาดบริสุทธิ์ได้ผลบุญจึงต่างกับการเจริญภาวนาที่เป็นการบังคับใจ เพื่อให้ใจมารักษาจิตและซักฟอกจิตให้เบาบางไปจากกิเลสทั้งหลายจนกระทั่งหมดไปในที่สุด

การบำเพ็ญเจริญภาวนาเป็นการสร้างบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทางพระพุทธศาสนาจัดได้ว่าเป็นแก่นแท้แห่งบุญเลยทีเดียวการ บำเพ็ญภาวนานั้นมีอยู่ 2 แบบ คือ การทำสมาธิ และการเจริญปัญญา

การทำสมาธิคือการกำหนดใจให้นิ่งกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่เป็นอารมณ์เดียว ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตามขอให้เพียงแต่ใจอยู่นิ่งไม่วอกแวกก็คือเป็นสมาธิ เช่นการไหว้พระสวดมนต์จิตก็จะนิ่งอยู่ที่บทสวด หรือการนั่งสมาธิจิตก็จะนิ่งอยู่ที่ลมหายใจอย่างนี้ก็ถือว่าเป็นสมาธิและได้บุญมากโดยไม่ต้องลงทุนใดๆ พระพุทธเจ้าทรงตรัสถึง อานิสงส์ของการทำสมาธิ ไว้ว่า

“แม้จะได้อุปสมบท รักษาศีล 227 ข้อไม่ขาดไม่ด่างพร้อยเป็น ร้อยๆ ปีก็ไม่อาจได้บุญเทียบเท่ากับ ผู้ที่ทำสมาธิให้จิตใจสงบนิ่งเพียงชั่วไก่กระพือปีก หรือ ช้างกระดิกหู”

คือผู้ที่รักษาสมาธิไว้ได้ หากจิตทรงอารมณ์อยู่ในสมาธิขณะนั้นแล้วเกิดตายลง จะส่งผลให้ไปเกิดเป็นเทวดาในชั้นที่ 1 จตุมหาราชิกาทันที และหากในขณะนั้นได้ถือเอาพระไตรสรณคมณ์อันมี พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่ตั้งไว้ด้วยก็จะได้ ไปบังเกิดเป็น เทวดาในชั้นดาวดึงส์ชั้นที่ 2 ทันทีเช่นกัน

ผลของการทำสมาธิอบรมจิตใจแม้เพียงชั่ววูบยังได้บุญมากเทียบเท่าเทวดาระดับ 2 เลย อย่างนี้คงไม่ต้องสงสัยเรื่องอานิสงส์ผลบุญในการทำสมาธิระดับสูงๆ ขึ้นไปเลยใช่หรือไม่ครับว่าจะมีมากมายขนาดไหน

แต่อย่างไรก็ตาม การเจริญสมาธิแม้จะได้สร้างผลบุญอานิสงส์มากมายแค่ไหนก็ยังไม่ถึงระดับสูงสุดในการสร้างบุญถ้าเปรียบเหมือนต้นไม้ก็ยังเป็นแค่เนื้อไม้เท่านั้นยังไม่ถึงกับเป็นแก่นไม้ บุญที่เป็นแก่นแท้ก็คือ “การเจริญปัญญา”

การเจริญปัญญานั้นต่างไปจากความเป็นสมาธิที่เป็นเพียงการทำใจให้สงบนิ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่เพียงอารมณ์เดียวแน่นิ่งอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้นึกคิดอะไร แต่การเจริญปัญญา (คำพระท่านว่า วิปัสสนา) ไม่ใช่ทำให้แค่จิตใจตั้งมั่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการคิด “ใคร่ครวญ” เพื่อหาเหตุผลในสภาวะที่เป็นธรรมและความจริงในแต่ละสรรพสิ่งว่า สิ่งทั้งหลายในโลกนี้เป็น สิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป (อนิจจัง) ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทุกข์ (ทุกขัง) คือทุกอย่างเป็นสภาพที่ไม่อาจทนอยู่ในสภาพเดิมได้ เกิดขึ้นแล้วไม่อาจทรงตัวต้องเปลี่ยนแปลงไปทำให้อารมณ์เกิดความเปลี่ยนแปลงตามก่อให้เกิดความทุกข์ตามมา  และ สุดท้ายคือ ทุกสิ่งไม่มีตัวตนและไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนหรือเป็นของๆ ใครใดๆ ทั้งสิ้น (อนัตตา)

เมื่อใครก็ตามที่พิจารณาสิ่งต่างๆ รอบตัวให้เป็นไปตามที่กล่าวมานี้ได้ก็ถือได้ว่าได้สร้างบุญกุศลสูงสุดเพราะจิตใจสามารถยอมรับสภาพความจริงทั้งหลายและความเป็นไปทั้งหลายของโลกได้โดยดุษณี  จิตจะเข้าสู่กระแสธรรมได้อย่างชัดเจนและสามารถตัดกิเลสได้ จนจิตโปร่งเบาใสสะอาดเบาบางซึ่งกิเลสและสุดท้ายก็หมดไปในที่สุด

แม้ว่าการเจริญปัญญาสำหรับมนุษย์ธรรมดาซึ่งยังมีกิเลสอยู่จะเป็นการยากก็ตามแต่ก็ต้องฝึกฝนเอาไว้อย่างสม่ำเสมอเป็นการสั่งสมบุญทีละเล็กน้อยจนเมื่อบุญที่สะสมถึงพร้อมแล้วก็จะอำนวยผลให้ทำการเจริญปัญญาและตัดกิเลสได้เอง

กิจกรรมที่จะสร้างบุญในข้อการเจริญภาวนานี้ ได้ก็ขอให้ฝึกนั่งสมาธิ อย่างน้อยๆ วันละ 15 นาที เป็นการฝึกจิตใจให้นิ่ง อานิสงส์ที่ได้ก็จะทำให้ได้สติปัญญาที่เฉลียวฉลาดและมีความสามารถปล่อยวางจากทุกสิ่งได้ง่าย จิตใจจะรู้วิธีการแก้ปัญหาต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติ และขอให้หมั่นสวดมนต์ภาวนาด้วยพระคาถาต่างๆ เป็นประจำ

การสวดมนต์ภาวนานั้นเรียกได้ว่าเป็นการสร้างบุญที่ได้เกิดผลกับทั้งผู้สวดและเหล่าเทวดาโดยตรง เพราะคำสวดทั้งหลายนั้นเป็นเสมือนข้อแสดงธรรมที่มาจากปากของพระพุทธเจ้า สังเกตเรื่องนี้ได้จากหากคุณผู้อ่านมีโอกาสไปปฏิบัติธรรมและได้ฟังการสวดมนต์ของพระท่านอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะในวันอุโบสถที่ พระท่านจะทำการสวด “ชุมนุมเทวดา” ก็เป็นการอัญเชิญเทวดามาฟังธรรมนั่นเอง

การสวดบทชุมนุมเทวดา ที่พระท่านสวดกันเป็นประจำนัยว่าถือคติมาจากการที่พระพุทธเจ้าจะโปรดแสดงธรรมดังที่ปรากฏในพระราชกิจ เวลาที่เทวดาลงมาชุมนุมกันเพื่อฟังธรรมก็จะเกิดความชื่นชมยินดีและร่วมโมทนาบุญกุศลที่ได้รับฟังธรรมนั้น เพราะตัวท่านเองไม่สามารถทำบุญเพิ่มได้ การได้ลงมาฟังธรรมหรือบทสวดมนต์จึงเป็นการได้บุญอย่างหนึ่ง

จากวิธีการสร้างบุญดังกล่าวทั้ง 3 วิถีทางตามแนวทางหลักของพระพุทธศาสนาไม่ว่าจะทำอะไรก็ได้บุญที่ยิ่งใหญ่แตกต่างกันไป ลองทบทวนดูครับว่าตอนนี้เราได้ประกอบคุณงามความดีพร้อมที่จะเป็น “มนุสสะเทโว” และ “บุญ” ก็มีแล้ว

หลังจากที่ได้ทำบุญคือเป็นทั้งผู้ที่เกือบมีความดีเสมอท่านแล้ว รู้จักหน้าค่าตากันแล้วอย่างสุดท้ายที่ต้องทำก็คือเอาส่งไปให้ท่านเทวดาทั้งหลายครับ เหมือนกับเวลาที่เรารู้จักคนหนึ่งคนที่คิดว่าเขาจะให้ความช่วยเหลือเราได้ เขาต้องมีอะไรดีๆ มากกว่า รู้จักหน้าค่าตารู้หัวนอนปลายเท้าแล้วว่าเราเป็นใคร สุดท้ายก็ต้อง หยิบยื่นน้ำใจไมตรีให้เขาก่อนเขาถึงจะช่วย ดังคำกล่าวที่ว่า “ผู้ที่ให้จึงจะเป็นผู้ที่ได้รับ”

การเชื่อมบุญหัวใจสำคัญก็ตรงนี้แหละครับยื่นส่งบุญให้เทวดาอย่างไร ก็คือการ “อุทิศ”ส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ท่าน การอุทิศบุญกุศลนี้จะว่าไปก็เป็นหนึ่งบุญและคุณงามความดีอีกอย่างหนึ่งตามหลักบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการข้อที่ว่าด้วย “ปัตติทานมัย” เป็นการบอกให้ทราบและรับเอาบุญนั้นไปใช้ได้ทันที

คุณผู้อ่านเคยได้ยินพระท่านบอกใช่หรือเปล่าครับว่าทำบุญเสร็จแล้วให้รีบอุทิศบุญให้คนอื่นไปด้วยทั้งคนทำทั้งคนรับได้เหมือนกันหมด เหมือนจุดเทียนไว้เล่มหนึ่งแล้วต่อเทียนกันไปคนให้บุญก็ไม่หมดและเป็นแสงสว่างให้คนอื่นไปด้วย

ผู้ที่เราควรจะส่งบุญไปให้ได้ก็ได้แก่ พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ครูบาอาจารย์ เหล่าเทพเทวดา เหล่าเปรตและภูติผีปิศาจ เจ้ากรรมนายเวร และสุดท้ายคือสัตว์โลกทั้งหลายอีกมากมายที่ไม่อาจกล่าวถึงได้หมดให้ได้รับบุญไปด้วย

“อิทัง สัพพะเทวานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา” ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงจงมีความสุข

ประโยคนี้แหละครับเป็นจุดสำคัญและจุดสิ้นสุดของการเชื่อมบุญให้เทวดาได้รับบุญนั้นไป ทีนี้ทั้งฐานะ ทั้งรูปร่างหน้าตาหัวนอนปลายเท้า และคุณงามความดีที่มอบส่งให้แก่กันเราก็ได้ทำไปหมดแล้ว ท่านเหล่าเทวดาได้รู้จักเราแล้ว เวลาที่เราเกิดเรื่องราวเดือดร้อนอะไรก็ตาม ท่านก็จะมาช่วยเราได้อย่างแน่นอน

เสริมตรงนี้ทิ้งท้ายไว้อีกหน่อยครับ เรื่องการส่งบุญให้เทวดาท่านนั้นหากคุณไม่แน่ใจว่าจิตของตนเองจะมีกำลังไม่กล้าแข็งพอ ก็มีอุปกรณ์เสริมในการส่งบุญไปให้ ซึ่งไม่ใช่ของหายากอะไรเลยนั่นคือ “น้ำ” ครับ

การหลั่งน้ำหรือกรวดน้ำมีความหมายว่า ผลบุญที่เราส่งไปให้ท่านเทวดานี้จะได้ไหลติดต่อกันแบบไม่ขาดสายผู้รับก็จะรับบุญได้อย่างไม่ขาดระยะเป็นไปได้ด้วยความราบรื่นเปรียบเหมือนกระแสน้ำที่ไหลลงสู่มหาสมุทรที่ไม่มีวันขาดสายครับ ทีนี้ผลบุญก็จะส่งไปถึงเหล่าเทวดาได้เต็มๆ ไม่มีการขาดห้วง

การกรวดน้ำที่ต้องใช้น้ำกรวด เพราะถือกันตามประเพณีนิยมที่ได้ปฏิบัติสืบๆ กันมาเวลา ที่เราทำบุญสร้างบุญแล้ว พระภิกษุท่านก็จะโมทนาบุญว่า

ยะถา วาริวหา ปูรา  ปะริปูเรนติ สาคะรัง ห้วงน้ำที่เต็ม ย่อมยังมหาสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ฉันใด

เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ  ทานที่ท่านได้อุทิศให้แล้วแก่โลกนี้ ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ละโลกนี้ไปแล้วฉันนั้น

อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขิปปะเมวะ สมิชฌะตุ ขออิฎฐผลที่ท่านได้ปรารถนาแล้วตั้งใจแล้ว จงสำเร็จโดยพลัน

สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา จันโท ปัณณะระโส ยะถา ขอให้ความดำริทั้งปวงจงเต็มที่ เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ

มะณี โชติระโส ยะถา เหมือนแก้วมณีอันสว่างไสว ควรยินดี”

พิจารณาจากคำที่พระท่านกล่าวทุกทีที่เราทำบุญใส่บาตรหรือถวานสังฆทานหรือทำบุญใดๆ แล้วความหมายตรงกันเลยใช่หรือไม่ครับ คาถานี้เรียกว่า อนุโมทนารัมภะคาถาหรือว่า “บทกรวดน้ำ” นั่นเอง

ตัวอย่างเรื่องการใช้น้ำ ในสมัยพุทธกาลก็มีปรากอยู่ในพระไตรปิฎก มังคลัตถทีปนีสูตร กล่าวไว้ว่า

ครั้งหนึ่ง พระเจ้าพิมพิสารทรงตั้งใจทำบุญโดยการถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์ โดยมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นประธาน ทานนี้ก็นับได้ว่าเป็นทานบารมีที่ใหญ่ หลังจากถวานทานเสร็จพระพุทธองค์ได้อนุโมทนาบุญแล้ว พระเจ้าพิมพิสารก็หลั่งน้ำทักษิโนทก ทรงกล่าวว่า “ อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ” คือส่วนบุญนี้จะสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ซึ่ง เหล่าญาติๆ ของพระองค์นั้นอยู่ในสภาพโอปปาติกะชั้นล่าง คือ เป็นเปรตอยู่ในนรกภูมิท่านจึงต้องการมอบส่วนบุญนี้ให้เพื่อหวังให้ญาติของท่านได้มีความสุขบ้าง

ถ้าไม่แน่ใจว่าจิตเราจะมีพลังกล้าแข็งพอจะส่งบุญให้ท่านเทวดาทั้งหลายถึงหรือไม่ก็ใช้การอธิษฐานจิตพร้อมกับการกรวดน้ำไปให้ท่านครับรับรองว่าถึงแน่นอน

Read Full Post »

จากกรณีเรื่องความเชื่อเรื่องเทวดาตามแนวทางของพระพุทธองค์ซึ่งที่หยิบยกมาให้ทราบนั้น คงจะพอแสดงให้เห็นว่า เทวดานั้นมีจริงแท้แน่นอน

ในปัจจุบันความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของเทวดา ก็ยังคงมีอยู่ไม่เสื่อมคลายและมีผู้คนมากมายหวังจะขอความช่วยเหลือจากท่านเหล่านั้น ที่นี้ขอแยกไปทีละประเด็นครับว่าการจะบูชาเทพเทวดาต่างๆ นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรและจะมีขั้นตอนในการปฏิบัติให้เห็นผลจริงได้มากน้อยแค่ไหน

เหตุแห่งการบูชาเทวดา

ความเชื่อเรื่องการบูชาเทวดานั้นก็มีสาเหตุมาจาก “ความทุกข์” ที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ ธรรมชาติเมื่อคนเราตกอยู่ในความกลัว ความทุกข์ยาก หรือช่วงที่กำลังได้รับความยากลำบากในการผ่านอุปสรรคที่ผ่านเข้ามาในชีวิตทั้งหลาย มันนำมาซึ่งความเครียดและไม่แน่ใจว่า สิ่งที่กำลังจะทำต่อไปนั้นจะเกิดผลดีกับชีวิตหรือไม่

จึงเป็นเหตุให้มีการ “บูชาเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์” ทั้งหลายขึ้นมาเพื่อหาที่พึ่งทางใจและหาแรงสนับสนุนให้ผ่านพ้นวิกฤตหรือแม้กระทั่งผลักดันให้ประสบความสำเร็จ

            การบูชาเหล่าเทพเทวดาในปัจจุบันมีความเข้าใจผิดที่มีความคลาดเคลื่อนอย่างรุนแรง ในที่นี้ขออนุญาตยกตัวอย่างการบูชาที่เข้าใจผิดกันอย่างมากซึ่งในที่นี้ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาจะลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวแต่อย่างใดครับ

เมื่อ สองสามปีก่อนมีเทวดาที่ชื่อ “จตุคามรามเทพ” ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากดังระดับที่คนทั้งประเทศรู้จักกันไปทั่ว แต่ละแห่งแห่แหนกันให้เช่าบูชาจนแทบผลิตไม่ทันกับตามความต้องการ พร้อมกับการตั้งชื่อรุ่นเป็นแบบต่างๆ เช่น รุ่นโคตรรวย โคตรเศรษฐี และชื่อรุ่นอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งในข้อนี้ ผมอดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่า ตกลง คนที่เช่าไปบูชาหรือคนให้เช่ากันแน่ที่จะรวยเป็นโคตรเศรษฐี

            เพราะถ้าหากเชื่อกันว่า เทวดาจะสามารถบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้ทุกคนและเทวดามีความสามารถเก่งกาจขนาดนี้ มนุษย์คงไม่ต้องทำมาหากินให้เหนื่อย แค่ไปเช่าเทวดามาบูชาแล้วก็นอนรอความสำเร็จที่จะได้รับมาอย่างนี้ก็คงจะมีคนนอนรอความร่ำรวยและความสำเร็จกันเต็มบ้านเต็มเมือง

ดังนั้นก่อนที่จะบูชาเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ก็ตามขอให้พึงระลึกเรื่องหนึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญก่อนครับ เรื่องสำคัญที่ว่านี้ก็คือเรื่อง “กรรม” พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้และมีบันทึกในพระไตรปิฎกที่ปรากฏอยู่ในจูฬกรรมวิภังคสูตรในมัชฌิมนิกาย พระสุตตันตปิฎกมีใจความว่า

“สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนกำเนิด มีกรรมเป็นเครื่องติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์เลวและประณีตแตกต่างกัน”

จากใจความนี้จะเห็นได้ว่า ถ้าใครทำกรรมอันใดไว้ไม่ว่าดีหรือชั่วย่อมได้รับผลของกรรมนั้นๆ เช่นเดียวกับการที่เราหว่านพืชแบบใดลงไปในดินก็ย่อมได้รับผลของพืชชนิดนั้นไม่มีวันเป็นอื่นไปได้ กรรมจึงเป็นตัวกำหนดความเป็นไปของทุกอย่าง

การที่บอกว่าเทวดาท่านช่วยให้รวย ช่วยให้สุข ช่วยให้พ้นภัยนั้นเป็นเรื่องจริง แต่ท่านจะช่วยในเวลาที่คนนั้นมีบุญและกรรมดีกำลังจะส่งผลเท่านั้น เป็นการช่วยให้คนๆ นั้นเร่งสร้างกรรมดีอย่างถูกต้องที่จะส่งผลให้บุญใหม่นั้นรวมกับบุญเก่าทันเวลา ไม่ใช่ท่านเนรมิตหรือทำอะไรก็ตามให้เองโดยที่คนๆ นั้นไม่ต้องทำอะไร แบบนี้มีแต่ในนิยายเท่านั้น

การที่พิธีสำคัญต่างๆ รวมถึงการที่ทุกครั้งก่อนสวดมนต์มีการอัญเชิญเทวดามาร่วมพิธีนั้น ที่มีบทคาคาชุมนุมเทวดานั้น  เป็นเรื่องที่ดีเพราะเป็นการวมผู้มีบุญบารมีมาสร้างบุญกุศลร่วมกัน จะเกิดความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น เป็นการวมพลังงานฝ่ายดี เหมือนกับรวมน้ำจากที่ต่างๆ การเป็นมหาสมุทรจะพัดพาไปที่ใดก็ร่มเย็นแล้วก็เกิดผลดี

Read Full Post »

นอกจากเรื่องความเชื่อเรื่องเทวดาประจำตัวแล้ว ยังมีความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ นอกเหนือไปจากนี้อีกมากมายที่คนไทยเรานิยมกราบไหว้บูชากันอยู่ แต่ไม่ว่าจะไหว้อะไรก็ตามจุดประสงค์ที่เห็นเหมือนกันก็คือ ต้องการความสุข ความสำเร็จ ความปลอดภัย และความเจริญก้าวหน้าด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งจะขออนุญาตพาท่านไปรู้จักและรู้ว่าสิ่งใดควรบูชาอย่างไร

พระภูมิเจ้าที่

คนไทยเรานับตั้งแต่อดีตมีความเชื่อว่า ตามท้องฟ้า ดิน น้ำ ภูเขา ต้นไม้ และอาคารบ้านเรือน มีผีเจ้าที่เจ้าทาง ปกปักรักษาอยู่ บวกกับความเชื่อทางศาสนาพุทธ และพราหมณ์ฮินดู ทำให้เกิดการพัฒนาพิธีการอัญเชิญผีเจ้าที่เจ้าทาง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาประทับในศาล (ศาลพระภูมิ ศาลเจ้าที่)

เพื่อปกป้องคุ้มครองดูแล รักษาสถานที่บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ให้มีความเป็นสิริมงคล เจริญก้าวหน้าในทุกสถานจึงนิยมตั้งศาลพระภูมิเจ้าที่ ในวันที่ปลูกสร้างบ้านเรือนใหม่

เจ้าพิธีผู้ทำพิธีกรรมตั้งศาลพระภูมิ นั้นเป็นได้ทั้งพระ พราหมณ์ หรือฆราวาสที่ต้องเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม ตามคติความเชื่อจากพิธีกรรมพื้นบ้านแต่เดิมมีความเชื่อทางพุทธศาสนา และพราหมณ์ฮินดู เข้ามาผสมผสานและนำไปพัฒนาเป็นพิธีกรรมพื้นบ้านเพื่อให้เกิดความขลัง และศักดิ์สิทธิ์ขึ้น แล้วเปลี่ยนคำนำหน้าใหม่ให้ดูดีมีมงคลขึ้นจากคำว่า “ผี” ที่ดีมีคุณธรรม ให้เป็นพระ เช่น พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง หรือพระภูมิ เพราะนับถือว่าเป็นนั่นแม้จะเป็น ผีแต่ก็เป็น ผีระดับชั้นสูง

เรื่องความเชื่อและการบูชาการตั้งศาลพระภูมิ นำแนวคิดมาจากศาสนาพราหมณ์ฮินดูว่า พระอิศวร หรือพระศิวะทรงมีวิมานประทับอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุเปรียบประดุจมณฑลจักรวาลวิมานของศาลพระภูมิจึงต้องมีเสาเดียว เปรียบประดุจเขาพระสุเมรุมาศวิมานของพระอิศวร

พระภูมิถือเป็นเทวดาชั้นหนึ่งเหมือนกัน หากในความเชื่อของทางพระพุทธศาสนาก็จะเชื่อว่า พระภูมิเป็นเทวดาที่เรียกว่า “ภุมมะเทวดา” ที่อาศัยอยู่ตามเนินดิน หรือซุ้มประตู หรือ “รุกขเทวดา” ที่อาศัยอยู่ตามต้นไม้

ดังนั้นการตั้งศาลพระภูมิตามคติบ้านเรือนของคนไทยจึงมี “เสาเดียว” ส่วนศาลเจ้าที่นั้นเปรียบเสมือนบ้านเรือนชาวบ้านธรรมดาจึงมี 4 เสาเทียบกันแล้วเหมือนการจำแนกการปกครองของเทพให้เป็นลำดับส่วนลงไปเหมือน กำนันและผู้ใหญ่บ้าน ส่วนศาลที่อยู่ตามโคนต้นไม้,ทางสามแพ่ง เป็นที่สิงสถิตของวิญญาณเร่ร่อนพเนจรจึงนิยมสร้างศาลให้มี 6 เสา หรือ 8 เสา

แทรกตรงนี้ไว้สักนิดหนึ่งครับ กรณีนี้ผู้เขียนมีความเห็นว่าการจำแนกแบบนี้ จุดประสงค์อีกประการอาจจะเป็นการง่ายต่อการจำแนกชนิดของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องการจะบูชาให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นและแบ่งระดับของชั้นเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีความแตกต่างกัน

นอกจากนี้หากลองสังเกตดูการประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ จะต้องมีการกระทำอย่างถูกต้องตามแบบแผนและขั้นตอนให้เคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ผู้อยู่อาศัย การบวงสรวงเซ่นสังเวย และการตั้งศาลพระภูมิจะกระทำเมื่อปลูกบ้านใหม่หรือย้ายที่อยู่ เพราะเชื่อว่าขั้นตอนการตั้งศาลจะเป็น

“การขับไล่สิ่งอัปมงคลทั้งหลายให้ออกไปจากบ้านแล้วจึงอัญเชิญเทวดาหรือพระภูมิมาสถิติที่ศาลพระภูมิเพื่อปกป้องคุ้มครองเจ้าบ้าน และบริวารให้อยู่เย็นเป็นสุขมีความเจริญรุ่งเรือง”

เพราะถือว่าพระภูมิเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งของบ้านที่คนในบ้านต้องให้ความเคารพ เรื่องนี้เป็นเรื่องของความเชื่อที่มีมาแต่โบราณครับและทำกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษแล้วถือเป็นจารีตประเพณีอย่างหนึ่งก็ว่าได้ อีกอย่างที่นิยมกราบไหว้บูชาก็คือ ผีบ้านผีเรือน

ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านได้เคยกล่าวถึงเรื่องของศาลพระภูมิและพระภูมิเจ้าที่ว่า หากผู้ใดต้องการที่จะพบกับความรุ่งเรืองและความสุข ความกราบไหว้บูชาท่านอย่าได้ขาด ด้วยการปฏิบัติบูชา คือ การทำความดี หมั่นทำบุญกุศลแล้วอุทิศไปให้ท่านเหล่านั้น ซึ่งจะมีผลดีกว่าการนำของเซ่นไหว้ไปวางหน้าศาล เพราะเทวดาเหล่านั้นท่านไม่ได้กิน แต่มดที่อาศัยอยู่แถวนั้นเป็นผู้ที่ได้กินจริง

ท่านแนะนำว่า ถ้าอยากให้เทวดาพระภูมิท่านได้รับ ควรนำอาหารคาวหวานเหล่านั้นไปถวายพระสงฆ์ และอุทิศบุญไปให้ท่านและบริวารของท่าน ซึ่งจะสร้างความพึงพอใจมากกว่า

สำหรับการนำดอกไม้หอมและน้ำสะอาด การดูแลปัดกวาดศาลให้สะอาดเรียบร้อยงามตานั้นก็เป็นสิ่งที่ควรกระทำ ถือว่าเป็นการยอมรับในอำนาจของเทวดาเหล่านั้น สุดท้ายการตั้งศาลนั้น หากไม่มีที่จริงๆ ก็สามารถตั้งศาลได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นทิศไหน ยกเว้นใกล้สิ่งอัปมงคลเช่น ห้องน้ำ ที่ทิ้งขยะหรือที่รกร้าง เรื่องเหล่านี้คงเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านที่จะเข้าใจในเรื่องศาลพระภูมิได้ถูกหลักโบราณาจารย์

ผีบ้านผีเรือน

ความเชื่อในการนับถือผีบ้านผีเรือน เท่าที่ทราบมาก็เป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่คนไทยเราได้รับสืบ ทอดมาจากบรรพบุรุษเหมือนกันเพราะด้วยระบบครอบครัวมีความผูกพันกันอยู่มาก (ยิ่งถ้าเป็นชาวไทยเชื้อสายจีนก็ยิ่งแล้วใหญ่) สิ่งใดที่บรรพบุรุษทำไว้ก็จะพากันทำตามเชื่อว่ากระทำแล้วทำให้สังคมหรือบุคคลในครอบครัวปกติสุข

คนไทยเรียกผีบ้านผีเรือนว่า “ผีพ่อเฒ่าเจ้าเรือน” “ผีพ่อเฒ่าใหญ่” หรือ “ผีเหย้าผีเรือน” ผีเหล่านี้เป็นผีบรรพบุรุษที่มีความผูกพันใกล้ชิดกับลูกหลานที่เสียชีวิตไปแล้ว เช่น ปู่ย่าตายายทั้งหลาย ผู้ที่นับถือผีเรือนให้การกราบไหว้อยู่ก็เป็นการแสดงความเคารพและความกตัญญูในอีกรูปแบบหนึ่ง โดยจะทำหิ้ง ขนาด 1-2 ฟุตขึ้นมาเพื่อนำมาวางของใช้ของบรรพบุรุษ เช่น พระห้อยคอ หนังสือ เสื้อผ้า ฯลฯ

การไหว้ผีอย่างนี้คนไทยเชื่อว่าถ้าปีใดไม่ทำพิธีเซ่นไหว้ผีบ้าน ผีเรือน ผีบรรพบุรุษจะมารบกวนคนในบ้านให้เจ็บป่วย สามีภรรยาก็จะทะเลาะกัน เด็กเล็กจะร้องให้ทั้งคืน ถ้าครอบครัวใดทำพิธีเซ่นไหว้จะมีแต่ ความสุขความเจริญว่ากันอย่างนั้น

การจัดพิธีกรรมเซ่นไหว้ผีบ้านผีเรือนจึงมักจะให้ผู้สูงอายุที่มีอาวุโสมากที่สุดในบ้านเป็นผู้ทำพิธีด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ผู้สูงอายุมีความหมายต่อลูกหลานเป็นการให้ความสำคัญแก่ผู้ควรเคารพเป็นการแสดงความกตัญญูต่อทั้งผู้ที่ล่วงลับไปแล้วและผู้ที่ยังอยู่ ผลของการไหว้ผีจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติทุกคนความรู้สึกโดดเดี่ยวจึงไม่มี ทำให้ลูกหลานมีความกตัญญูต่อบรรพบุรุษของตน สิ่งนี้น่าจะเป็นจุดประสงค์สำคัญที่สุดของการกราบไหว้

การเซ่นไหว้ผีบ้านผีเรือนนี้นิยมกระทำในวันตรุษ วันสารท วันเกิดของบรรพบุรุษ วันเอาข้าวขึ้นยุ้งฉาง วันรับขวัญ โดยผู้ที่ทำพิธีจะเลือกเอาวันใดวันหนึ่งทำการเซ่นไหว้ บางบ้านจะเซ่นด้วยอาหารคาวหวาน ที่บรรพบุรุษชอบ บางบ้านก็เซ่นด้วยหัวหมู ไก่ หมาก พลู ขนม บุหรี่ เหล้า ดอกไม้ หรือของที่บรรพบุรุษชอบ แล้วจุดเทียนผู้ทำพิธีจะจุดธูปบอก กล่าวผีบ้านผีเรือนว่า

“ลูกหลานเอาของ…………(ชื่อบรรพบุรุษ) มาเซ่นไหว้เชิญมารับประทานและขอให้คุ้มครอง………..(ชื่อของคนในบ้าน) ให้อยู่ดีกินดีและร่ำรวย”

บางครั้งหากบ้านใดมี คนป่วยหรือมีความทุกข์ ต้องการให้ผีเรือนมาช่วย ก็ อาจจะเซ่นไหว้ และเมื่อหายทุกข์หรือหายป่วย จะต้องเซ่นไหว้หรือแก้บนตามที่บอกกล่าวผีบ้านผีเรือนไว้

จริงๆ แล้วหากมองตามจุดประสงค์หลักที่ทำก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่คนเราจะยังให้การนับถือ พระภูมิเจ้าที่หรือผีบรรพบุรุษเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูซึ่งเป็นสิ่งที่ดีเสียด้วยซ้ำ บางคนที่ไม่เคยเห็นก็ยังไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีจริงและว่ามันผิดไม่น่าจะไปหลงงมงายหรือทำให้สิ้นเปลืองส่วนคนที่มีความเชื่ออยู่ในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้วก็จะเห็นว่ามันถูกเป็นเรื่องที่สมควรทำ

จะเห็นได้ว่า ผู้ที่กระทำพิธีบูชาหรือผู้ที่เป็นผู้ทำหน้าที่ตั้งศาลเป็นเจ้าพิธีข้อแม้ในการจะเป็นก็ต้องเป็นผู้ดำรงตนอยู่ในศีลธรรมที่สะอาดอยู่เสมอจึงจะเป็นกันได้ถือเป็น อุบายในการดำรงตนให้อยู่ในศีลที่ดีอย่างหนึ่ง ดังนั้นแม้ใน พระพุทธศาสนาจะไม่ได้กล่าวให้การยอมรับเรื่องเหล่านี้โดยตรงแต่ก็ไม่ได้มีข้อห้ามปรามว่าการกราบไหว้บูชาพระภูมิเจ้าที่ หรือผีบ้านผีเรือนเป็นเรื่องที่ผิดอะไร

การทำบุญสร้างบุญที่สำคัญข้อหนึ่งในหลักการทำบุญของบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการข้อที่ว่า บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ (ปัตติทานมัย) ข้อนี้ก็สามารถนำมาใช้ได้และสร้างบุญได้จริงแม้จะเป็นการผสมผสานความเชื่ออื่นๆ ก็ตาม

จากที่พิจารณาทั้งหมดทั้ง พระภูมิซึ่งเป็นเทวดาระดับหนึ่ง เจ้าที่ก็เป็นวิญญาณ หรือผีบ้านผีเรือนก็คือโอปปาติกะที่ยังมีความผูกพันกับผู้ที่อยู่อาศัยในที่แห่งนั้นหากจะทำการบูชาท่านไม่ว่า ใครจะปฏิบัติอย่างไร จุดธูปกี่ดอก หรือถวายเครื่องสังเวยอะไรก็ตามก็ทำไปตามพิธีกรรมและความเชื่อของแต่ละคน

สิ่งสำคัญก็คือ การอุทิศโมทนาบุญไปให้ท่านเหล่านั้น บอกให้ท่านเหล่านั้นทราบเมื่อท่านทราบแล้วจะได้โมทนาบุญคุณความดีต่อไปแล้วไปเกิดยังภพใหม่ที่สูงกว่าและมีความสุขมากขึ้นไปกว่านี้ ตามหลักการทำบุญของเหล่าเทวดาและโอปปาติกะผู้ไม่มีกายเนื้อที่จะสามารถทำบุญเองได้

สำหรับท่านที่ยังไม่รู้วิธีการบุชาที่ถูกต้องถูกหลักนั้น ขอให้สบายใจได้เพราะต่อไปนี้จะเป็นเรื่องของเคล็ดวีการบูชาที่ได้ผลแลพิสูจน์มาแล้วตั้งแต่ครั้งโบราณ

Read Full Post »

ว่ากันเรื่องของเทวดามาสมควรแล้วก็ยังมีข้อสงสัยให้ถกเถียงอยู่ครับว่า แล้วเทวดากับเหล่าผีสางต่างกันอย่างไร ในเมื่อเป็นกายทิพย์เหมือนกันและผีก็โอกาสมาดลจิตดลใจให้มนุษย์ทำอะไรเหมือนอย่างที่เทวดาทำ ในปัจจุบันก็ยังมีเรื่องเล่าต่างๆ ปรากฏให้เห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็นต้นว่าผีมาบอกให้ไปทำสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้วจะได้ตามสิ่งที่ผู้ปฎิบัติตามปรารถนา ฯลฯ

ตามหลักของพระพุทธศาสนาแล้ว เรื่องภพภูมินั้นมีอยู่ 3 ภพครับที่ได้กล่าวมาแล้วคือกล่าวถึงภพภูมิที่สูงขึ้นไปมีแต่ความสุขเพียงอย่างเดียวคือภพของ “เทวภูมิ” ซึ่งเป็นที่อยู่ของเทวดา ส่วนภพภูมิที่เป็นภูมิกลางก็คือ “มนุษย์ภูมิ” คือมีทั้งความสุขและความทุกข์แบบชาวมนุษย์โลกเรา และในเบื้องต่ำลงไปก็มีอีกภพหนึ่งที่เรียกว่า “นิรยะภูมิ” หรือภูมิแห่งความทุกข์แบบล้วนๆ

นิรยะภูมิแบ่งได้อีก 2 แบบใหญ่ๆ คือ ภูมิที่ตาเนื้อของคนเรามองเห็นได้ ได้แก่ภพภูมิของเหล่าสัตว์เดรัจฉาน (เดรัจฉาน แปลว่า “ขวาง” สัตว์เดรัจฉานจึงหมายถึงสัตว์ที่มีลำตัวขวางหรือขนานไปกับโลก) ส่วนภูมิที่ต่ำลงไปกว่านั้นก็จะเป็นเหล่าโอปปาติกะคือ ผี เปรต อสุรกาย และสัตว์นรกประเภทต่างๆ

“ผี” นี่ก็เป็นโอปปาติกะประเภทหนึ่งที่มีทั้งยังวนเวียนอยู่ในโลกมนุษย์และอยู่ในโลกเบื้องล่าง ไม่ได้มาจากโลกข้างบนอย่างเทวดาแน่นอนเพราะขณะที่ตายยังมีจิตเป็น ทุคติหรือยังไม่สงบ จึงไม่อาจไปเกิดในภพภูมิที่ดีได้

ผี ในคติความเชื่อของคนไทยเราจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ผีดี และผีร้าย

ผีดีนั้นเชื่อกันว่าเป็น วิญญาณของบรรพบุรุษหรือผู้ที่มีจิตผูกพันที่ยังมีห่วงปรารถนาคอยคุ้มครองดูแลผู้ที่ยังอยู่ในความเป็นมนุษย์ให้ประสบความสุข และยังต้องการสั่งสมบุญกุศลให้มากพอเพื่อคอยส่งเสริมให้ตัวเขาได้ไปสู่สุคติได้เมื่อถึงเวลา

ดังนั้นเราจึงได้เห็นได้ยินประเพณีการไหว้ผี เพราะเชื่อว่าถ้าไม่เคารพไม่บูชา ไม่เซ่นสวรวง ผีเหล่านั้นซึ่งยังมีทุกข์มีกิเลสก็อาจก่อโทษก่อให้เกิดความเดือดร้อนได้ในรูปแบบต่างๆ

ในส่วนผีอีกประเภทคือ “ผีร้าย” หมายถึง ผีที่คอยรังควานให้ไม่เกิดสุขก่อแต่โทษให้เพียงอย่างเดียวผีแบบนี้ถือเป็น “เจ้ากรรมนายเวร” ประเภทหนึ่งที่ยังมีจิตอาฆาตพยาบาท เป็นพลังงานที่ไม่ดีมีอิทธิพลทำให้เกิดผลร้ายต่างๆ กับมนุษย์ผู้เป็นเจ้ากรรมนายเวรต่อกัน

และส่วนหนึ่งเป็นผีที่มีกรรมหนัก ที่ยังคงติดอยู่ในภพภูมิพักรอไปเกิด ซึ่งจะไปเกิดได้ด้วยเหตุผล 2 ทางคือ มีผู้มีคุณธรรมและบุญสูงช่วยส่งบุญปรับภพภูมิให้ไปเกิดได้ อีกประการหนึ่งคือ รอให้หมดกรรมผูกพันเสียก่อนถึงจะไปเกิดและจะอยู่ในสวรรค์หรือในนรก หรือเกิดมาเป็นคนอยู่ที่กรรมที่ทำมาทั้งสิ้น เป็นเรื่องกรรมกำหนด

ผีร้ายหรือผีไม่ค่อยจะดีพวกนี้ ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและสภาวะจิตใจรวมไปถึงความเป็นอยู่ การงาน การเงิน หรือแม้แต่กับมนุษย์ที่อยู่รอบข้างเจ้ากรรมนายเวรของผีตนนั้น ผีร้าย จึงหมายถึง ดวงวิญญาณที่มีจิตไม่บริสุทธิ์มีความประสงค์ร้ายต่างๆ นั่นเอง

ผีนั้นอาจจะมีมาได้ในหลายลักษณะ แต่ส่วนมากมักจะปรากฏในรูปของอดีตมนุษย์ หรือมีลักษณะบางส่วนที่ค่อนข้างคล้ายกับมนุษย์ ผู้ที่มีประสบเหตุการณ์เจอผีไม่ว่าจะเป็นผีดีหรือผีร้ายก็ตาม มักจะมีความกลัวที่ฝังใจและเชื่อว่าการที่เจอผีนี้ จำเป็นที่จะต้องทำพิธีกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อความสบายใจ หรือเพื่อความปลอดภัย เช่น การกรวดน้ำ ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ ทำบุญอุทิศส่วนกุศล ทำพิธีส่งวิญญาณ ฯลฯ ตามแต่ความเชื่อของแต่ละท้องที่หรือแต่ละบุคคล

การที่คนเรารู้สึกไปว่ามี ผีหรือดวงวิญญาณตามแฝง หรือแม้กระทั่งการที่เขาเหล่านั้นมาเข้าฝัน อาจมีสาเหตุอยู่หลายประการแต่ส่วนมากผีเหล่านี้ต้องการมา “ขอความช่วยเหลือ” หรือมาขอส่วนบุญมากกว่า ข้อนี้ก็เพราะเขามีเพียงกายเป็นทิพย์ไม่อาจทำความดีได้เช่นเดียวกับเทวดา

แต่ต่างจากเทวดาตรงที่เขาต้องการบุญไปเพื่อ “บรรเทาความทุกข์” ที่กำลังได้รับ หรือถ้าไม่อย่างนั้นก็เพียงแต่ต้องการมาเพียงจะพูดคุย หรือบอกอะไรสักอย่าง ให้มนุษย์ที่มีจิตผูกพันหรือมีสายใยถึงกันอยู่ให้รับรู้ถึงความต้องการเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เขามีจิตผูกพันอย่างลึกซึ้ง

กรณีของผีจึงไม่เหมือนกับเทวดาที่มีแต่ความสุขอยู่แล้ว การทำบุญของเทวดาอย่างที่กล่าวไปนั้นก็เพื่อสร้างและสะสมบุญไว้ให้มากยิ่งๆ ขึ้นไปเมื่อหมดบุญแล้วจะได้ไปเกิดใหม่ในแดนที่เป็นสุคติเหมือนเดิมหรือสูงขึ้นไปยิ่งกว่า

การสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณอย่างผีหรือเทวดาของเหล่ามนุษย์ ก็มีคนจำนวนไม่น้อยเลยครับที่ได้สัมผัสพลังที่มาจากมิติที่ต่างกัน กรณีเทวดา หลายอาจจะสัมผัสได้จากการได้กลิ่นหอมแปลกๆ อาจจะได้ยินเสียงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน หรือบางคนอาจเห็นความผิดปกติของเหตุการณ์บางชนิดแล้วทราบทันทีว่า นี่เป็นการแสดงนิมิตด้วยฤทธิ์ของเทวดาหรือผีเพื่อจะบอกอะไรกับตัวเอง

แต่ว่าลักษณะของการเจอผีและเทวดาจะมีความแตกต่างกันในเรื่องของความรู้สึกหรือจิตที่ลึกอยู่ข้างใน หากพบเจอผีหรือวิญญาณที่ประสงค์ร้ายก็จะรู้สึกขนพองสยองเกล้ากันขึ้นมา หรือเกิดความผิดปกติขึ้นกับร่างกายและจิตใจ ส่วนเวลาที่พบเจอผีที่ดีวิญญาณที่บริสุทธิ์ หรือแม้แต่เทวดาก็จะมีความรู้สึกเป็นปกติธรรมดา ไปจนถึงรู้สึกสบายปลอดโปร่งสงบเย็น

หากใครเคยมีประสบการณ์ที่ผ่านเข้าไปในสถานที่ที่เป็นอบายเช่น ตำหนักหมอดูคุณไสยที่เล่นไสยศาสตร์มืดก็คงจะเคยรู้สึกถึงความรู้สึกไม่ดี ปวดหัวพบกับกระแสอากาศที่เยียบเย็นชวนขนลุกอย่างน่าประหลาด นี่เป็นเพราะคลื่นจิตวิญญาณของผีที่เป็นผีร้ายหรือวิญญาณชั้นต่ำมาอยู่รวมปะปนกัน

คนดีๆ ปกติที่มีศีลเมื่อเข้าไปก็จะรู้สึกว่าแปลกแยกกว่า ไม่ว่านั่งหรือนอนในสถานที่แห่งนั้นก็อาจถูกรบกวนและรู้สึกไม่อยากจะเข้าไปเลย

แต่ถ้ากลับกันเราได้เข้าไปในเขตวัดวาอารามหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีพระอริยะเจ้าพำนักอยู่ ก็คงจะรู้สึกได้กับกระแสอากาศที่มีความอบอุ่นหรือเย็นสบาย จิตใจมีแต่ความสว่างปลอดโปร่งเหมือนกับว่าอากาศได้แผ่ขยายออกไปอย่างไร้ขอบเขต บรรยากาศเหล่านี้เป็นได้ทั้งคลื่นจิตของวิญญาณที่ดีหรือแม้แต่เทวดาที่มีวิมานในอากาศซึ่งอาศัยทับซ้อนอยู่ในเขตที่เดียวกับสถานที่เหล่านั้นท่านก็รับได้ ท่านจึงมักมาชุมนุมกันอยู่ในสถานที่นั้นจำนวนมาก

ยกตัวอย่างเช่น ในวัดซึ่งปกติพระท่านก็จะทำวัตรสวดมนต์อยู่ทุกวัน และมีการสวดชุมนุมเทวดาและเหล่าเทวดาก็จะลงมาร่วมฟังธรรมด้วยเพื่ออนุโมทนาบุญสร้างบุญสั่งสมบารมี เวลาที่เราไปฟังพระท่านเทศน์สวดมนต์หรือแสดงธรรมจึงมักจะมีความรู้สึกที่อบอุ่น ปลอดโปร่งและเย็นสบาย

ไม่เหมือนกับการเข้าไปสถานที่เป็นแหล่งอโคจรที่เป็นแหล่งความชั่วร้าย แล้วจะรู้สึกสัมผัสได้ถึงผีร้ายหรือวิญญาณชั้นต่ำที่ให้ความรู้สึกตรงกันข้ามกัน แทนที่จะเย็นสบายกับร้อนรุ่ม

ดังนั้นหากจู่ๆ คุณผู้อ่านเกิดมีความรู้สึกมึนงง หรือกำลังถูกบล็อกสมองไม่ให้เกิดความคิดอะไรออกมาในชั่วเวลาขณะหนึ่งโดยเฉพาะเวลาที่กำลังทำบุญ หรือแม้แต่กำลังจะทำบาป ก็มีความเป็นไปได้ว่าจิตของเราในขณะนั้นไปมีความเกี่ยวข้องเกี่ยวกับผีหรือเทวดาที่กำลังส่งสัญญาณจะบอก หรือพยายามดลใจอะไรสักอย่างให้เราได้รับรู้ว่า ควรทำสิ่งนั้นสิ่งนี้และไม่ควรทำอย่างนั้นอย่างนี้

แต่เรื่องนี้หากว่ากันตามหลักของวิทยาศาสตร์แล้ว น่าจะเป็นสาเหตุที่เกิดขึ้นจากจิตใต้สำนึกภายใน ที่สับสนมึนงง เพราะถูกคลื่นจากแหล่งอื่นรบกวน ซึ่งแม้แต่ทางวิทยาศาสตร์ยังระบุว่ามีจริงแต่ตอบไม่ได้เท่านั้นว่าคืออะไร

ดังนั้นไม่ว่าจะคุณผู้อ่านจะเชื่อเรื่องการมีอยู่ของผีสางและเทวดาที่กล่าวมาหรือไม่ก็ตาม สิ่งสำคัญก็คือ ขอให้พยายามประกอบคุณงามความดีอยู่ตลอดเวลาและหมั่นอุทิศบุญกุศลไปให้เหล่า โอปปาติกะที่อยู่ทั้งเบื้องสูงและเบื้องต่ำที่มีความผูกพันกับตัวของเรา

เมื่อเขาได้รับผลบุญแล้ว หากเป็นเทวดาท่านก็จะได้อนุโมทนาบุญร่วมไปกับเราสร้างบุญได้มากขึ้นเป็นบาทฐานกำลังที่ดีที่ผลบุญจะส่งผลได้เร็วต่อมนุษย์ผู้ทำบุญกุศลให้ท่าน ยิ่งเจาะจงระบุชื่อเสียงเรียงนามยิ่งไปถึงได้เร็ว เพราะท่านอยู่ในสภาพที่รับได้ หากเป็นเหล่าผีหรือวิญญาณที่อยู่ในสถานะที่รับได้ ที่ต้องบอกอย่างนี้ไม่ใช่ว่าวิญญาณทุกดวงจะรับบุญได้ มีหลายสาเหตุเพราะกรรมหนักส่งผลอยู่ในนรกภูมิ

ถ้าวิญญาณตามแฝงและอยู่ในสถานะที่รับได้ เมื่อได้รับผลบุญแล้วก็จะได้รับความสุขพร้อมจะไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดีขึ้นหากเป็นวิญญาณแฝงที่ตามอาฆาตอยู่เมื่อหากทำบุญให้และขออโหสิกรรมแล้ว เมื่อเขาได้รับบุญก็จะอิ่มมีความสุขแล้วอโหสิกรรมให้ไม่ต้องมาเกี่ยวพันกันอีกจะได้หายไปเพื่อไปตามหนทางกรรมของเขาเอง

ไม่ว่าผีหรือเทวดาถึงจะมีความแตกต่างในด้านภพภูมิ แต่ขอให้ทราบไว้ว่า สิ่งที่เขาต้องการจากมนุษย์นั้นไม่ได้ต่างกันครับต้องการบุญด้วยกันทั้งนั้น อยู่ที่ว่าคนแต่ละคนใครจะมีบุญวาสนาเชื่อมถึงเขาหรือมีเหตุให้ต้องผูกพันกันทางใดทางหนึ่ง เพื่อมาขอความช่วยเหลือหรือร่วมสร้างบุญใหม่ด้วยกันเท่านั้น

ซึ่งจะบอกถึงวิธีการบูชาเทวดาที่ท่านชอบและได้ผลตามหลักของโบราณอาจารย์ในบทต่อไป

Read Full Post »

Older Posts »