Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for กรกฎาคม, 2011

บทสวดมนต์เพื่อสุขภาพและป้องกันรักษาโรค

เป็นการรวมบทพระคาคา คาถา มนต์ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อสุขภาพ กำจัดโรคภัย ภัยพิบัติ และเสริมดวงชะตาให้พบกับความสุข ความร่ำรวยแบบทันตาเห็นในชาตินี้


พระคาถาอาฏานาฏิยะปะริตตัง

บทสวดมนต์นี้ เกิดเมื่อท้าวมหาราชทั้งสี่คือ ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักข์ และท้าวเวสสุวัณ ผู้เป็นใหญ่ในเทวโลก ชั้นสวรรค์ จตุมหาราชิกา (สวรรค์ชั้นที่ 1) ตั้งใจจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่เกรงว่าหากพวกอสูรรู้ว่าบนสวรรค์นี้จะ ไม่มีใครอยู่ ก็อาจถือโอกาสมาก่อกวน ซึ่งพวกตนก็อาจกลับมาไม่ทัน จึงได้จัดตั้งกองทหารไว้ ๔ กองประกอบด้วย คนธรรพ์ ยักษ์ และ นาค  รักษาแต่ละทิศไว้ แล้วพากันไปประชุมที่อาฏานาฏิยะ นคร แล้วผูกมนต์เป็นอาฏานาฏิยปริตรขึ้น จากนั้นก็พากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมบริวารเป็นจำนวนมาก

ปรากฏว่าบริวารของท้าวมหาราชเหล่านี้ ต่างก็มีปฏิกิริยาต่อพระพุทธองค์ต่างๆกัน เพราะบ้างก็นับถือ บ้างก็ไม่เชื่อถือ จนเป็นเหตุให้บรรดาสาวกของพระพุทธเจ้าที่ไปบำเพ็ญธรรมตามที่ต่างๆ ต้องถูกผี ปีศาจ ยักษ์ที่ไม่เลื่อมใสเหล่านี้รบกวน จนเจ็บไข้ได้ป่วย หรือเป็นอันตรายต่างๆนานา

ท้าวเวสสุวัณผู้เป็นใหญ่จึงได้กราบทูลขอให้พระพุทธองค์รับ “อาฏานาฏิยปริตร” ไว้ประทานแก่สาวกของพระองค์ เพื่อป้องกันมิให้ยักษ์ และภูตผีปีศาจรบกวน ซึ่งเนื้อความเป็นการสรรเสริญพระพุทธคุณของพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ และขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าเหล่านั้นด้วยกาย วาจา ใจ ไม่ว่าเวลานอน เดิน นั่งหรือยืน ขอให้พระพุทธเจ้าเหล่านั้นได้คุ้มครองรักษาให้พ้นภัย พ้นโรค และความเดือดร้อนต่างๆ ปริตรบทนี้ใครได้สวดเจริญภาวนาอยู่เป็นนิตย์ เชื่อว่าแม้แต่ ยักษ์ ผี ปีศาจก็จะช่วยคุ้มครองให้มีความสุขความเจริญ

 

สมเด็จพระบรมศาสดา จึงทรงมีพระบัญชาให้ประชุมภิกษุทั้งหลายในที่นั้น แล้วทรงแสดงมนต์พระปริตรนั้นให้แก่ภิกษุทั้งหลายได้เรียนสาธยาย เสร็จแล้วทรงมีพุทธฎีกาตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงอุตสาหะ สาธยายมนต์พระปริตรนี้ให้บริบูรณ์ในสันดาน จะพ้นจากอุปัทวันอันตรายทั้งปวงได้ อมนุษย์ทั้งหลายก็จะไม่มาย่ำยี หลอนหลอก เธอทั้งหลายจะได้ดำรงค์อยู่เป็นสุข เพื่อยังพรหมจรรย์ให้เจริญ ภิกษุเหล่านั้นก็เปล่งสาธุการ น้อมรับด้วยเศียรเกล้า จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสวดมานับตั้งแต่บัดนั้น

 

บทนำ อาฏานาฏิยะปะริตตัง

อัปปะสันเนหิ นาถัสสะ สาสะเน สาธุสัมมะเต

อะมะนุสเสหิ จัณเฑหิ สะทา กิพพิสะการิภิ

ปะริสานัญจะ ตัสสันนะมะหิงสายะ จะ

คุตติยา ยันเทเสสี มะหาวีโร

ปะริตตันตัมภะณะนะ เห ฯ
บทอาฏานาฏิยะปะริตตัง

วิปัสสิสะ นะมัตถุ จักขุมันตัสสะ สิรีมะโต

สิขิสสะปิ นะมัตถุ สัพพะภูตานุกัมปิโน

เวสสะภุสสะ นะมัตถุ น๎หาตะกัสสะ ตะปัสสิโน

นะมัตถุ กะกุสันธัสสะ มาระเสนัปปะมัททิโน

โกนาคะมะนัสสะ นะมัตถุ พราหมะณัสสะ วุสีมะโต

กัสสะปัสสะ นะมัตถุ วิปปะมุตตัสสะ สัพพะธิ

อังคีระ…สะ นะมัตถุ สัก๎ยะปุตตัสสะ สิรีมะโต

โย อิมัง ธัมมะมะเทเสสิ สัพพะทุกขาปะนูทะนัง

เย จาปิ นิพพุตา โลเก ยะถาภูตัง วิปัสสิสุง

เต ชะนา อะปิสุณา มะหันตา วีตะสาระทา

หิตัง เทวะมะนุสสานัง ยัง นะมัสสันติ โคตะมัง

วิชชาจาระระณะสัมปันนัง มะหันตัง วีตะสาระทังฯ
นะโม เม สัพพะพุทธานัง อุปปันนานัง มะเหสินัง

ตัณหังกะโร มะหาวีโร เมธังกะโร มะหายะโส

สะระณังกะโร โลกะหิโต ทีปังกะโร ชุตินธะโร

โกณฑัญโญ ชะนะปาโมกโข มังคะโล ปุริสาสะโภ

สุมะโน สุมะโน ธีโร เรวะโต ระติวัฑฒะโน

โสภีโต คุณสัมปันโน อะโนมะทัสสี ชะนุตตะโม

ปะทุโม โลกะปัชโชโต นาระโท วะระสาระถี

ปะทุมุตตะโร สัตตะสาโร สุเมโธ อัปปะฏิปุคคะโล

สุชาโต สัพพะโลกัคโค ปิยะทัสสี นะราสะโภ

อัตถะทัสสี การุณิโก ธัมมะทัสสี ตะโมนุโท

สิทธัตโถ อะสะโม โลเก ติสโส จะ วะทะตัง วะโร

ปุสโส จะ วะระโท พุทโธ วิปัสสี จะ อะนูปะโม

สิขี สัพพะหิโต สัตถา เวสสะภู สุขะทายะโก

กะกุสันโธ สัตถะวาโห โกนาคะมะโน ระณัญชะโห

กัสสะโป สิริสัมปันโน โคตะโม สัก๎ยะปุงคะโวฯ
เอเต จัญเญ จะ สัมพุทธา อะเนกะสะตะโกฏะโย

สัพเพ พุทธา อะสะมะสะมา สัพเพ พุทธา มะหิทธิกา

สัพเพ ทะสะพะลูเปตา เวสารัชเชหุปาคะตา

สัพเพ เต ปะฏิชานันติ อาสะภัณฐานะมุตตะมัง

สีหะนาทัง นะทันเต เต ปะริสาสุ วิสาระทา

พรัหมะจักกัง ปะวัตเตนติ โลเก อัปปะฏิวัตติยัง

อุเปตา พุทธะธัมเมหิ อัฏฐาระสะหิ นายะกา

ท๎วัตติงสะลักขะณูเปตา สีต๎ยานุพ๎ยัญชะนาธะรา

พ๎ยามัปปะภายะ สุปปะภา สัพเพ เต มุนิกุญชะรา

พุทธา สัพพัญญุโน เอเต สัพเพ ขีณาสะวา ชินา

มะหัปปะภา มะหาเตชา มะหาปัญญา มะหัพพะลา

มะหาการุณิกา ธีรา สัพเพสานัง สุขาวะหา

ทีปา นาถา ปะติฏฐา จะ ตาณา เลณา จะ ปาณินัง

คะตี พันธู มะหัสสาสา สะระณา จะ หิเตสิโน

สะเทวะกัสสะ โลกัสสะ สัพเพ เอเต ปะรายะนา

เตสาหัง สิระสา ปาเท วันทามิ ปุริสุตตะเม

วะจะสา มะนะสา เจวะ วันทาเมเต ตะถาคะเต

สะยะเน อาสะเน ฐาเน คะมะเน จาปิ สัพพะทา

สะทา สุเขนะ รักขันตุ พุทธา สันติกะรา ตุวัง

เตหิ ต๎วัง รักขิโต สันโต มุตโต สัพพะภะเยนะ จะ

สัพพะโรคะวินิมุตโต สัพพะสันตาปะวัชชิโต

สัพพะเวระมะติกกันโต นิพพุโต จะ ตุวัง ภะวะฯ
เตสัง สัจเจนะ สีเลนะ ขันติเมตตาพะเลนะ จะ

เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรค๎เยนะ สุเขนะ จะฯ
ปุรัตถิมัส๎มิง ทิสาภาเค สันติ ภูตา มะหิทธิกา

เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรค๎เยนะ สุเขนะ จะ

ทักขิณัส๎มิง ทิสาภาเค สันติ เทวา มะหิทธิกา

เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรค๎เยนะ สุเขนะ จะ

ปัจฉิมัส๎มิง ทิสาภาเค สันติ นาคา มิหิทธิกา

เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรค๎เยนะ สุเขนะ จะ

อุตตะรัส๎มิง ทิสาภาเค สันติ ยักขา มะหิทธิกา

เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรค๎เยนะ สุเขนะ จะ

ปุริมะทิสัง ธะตะรัฏโฐ ทักขิเณนะ วิรุฬหะโก

ปัจฉิเมนะ วิรูปักโข กุเวโร อุตตะรัง ทิสัง

จัตตาโร เต มะหาราชา โลกะปาลา ยะ…สิโน

เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรค๎เยนะ สุเขนะ จะ

อากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐา เทวา นาคา มะหิทธิกา

เตปิ ตุมหา อะนุรักขันตุ อาโรค๎เยนะ สุเขนะ จะ
นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง

นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง

นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สังโฆ เม สะระณัง วะรัง

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง
ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ

ระตะนัง พุทธะสะมัง นัตถิ ตัส๎มา โสตถี ภะวันตุ เต

ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ

ระตะนัง ธัมมะสะมัง นัตถิ ตัส๎มา โสตถี ภะวันตุ เต

ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ

ระตะนัง สังฆะสะมัง นัตถิ ตัส๎มา โสตถี ภะวันตุ เตฯ
สักกัต๎วา พุทธะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง

หิตัง เทวะมะนุสสานัง พุทธะเตเชนะ โสตถินา

นัสสันตุปัททะวา สัพเพ ทุกขา วูปะสะเมนตุ เต

สักกัต๎วา ธัมมะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง

ปะริฬาหูปะสะมะนัง ธัมมะเตเชนะ โสตถินา

นัสสันตุปัททะวา สัพเพ ภะยา วูปะสะเมนตุ เต

สักกัต๎วา สังฆะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง

อาหุเนยยัง ปาหุเนยยัง สังฆะเตเชนะ โสตถินา

นัสสันตุปัททะวา สัพเพ โรคา วูปะสะเมนตุ เตฯ
สัพพีติโย วิวัชชันตุ สัพพะโรโค วินัสสะตุ

มา เต ภะวัต๎วันตะราโย สุขี ทีฆายุโก ภาวะ

อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน

จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลังฯ
โอสถะปริตร (สวดเป็นยารักษาโรค)

สักกัตตะวา พุทธะระตะนัง

โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง

หิตัง เทวะมะนุสสานัง

พุทธะเตเชนะ โสตถินา

นัสสันตุปัททะวา สัพเพ

ทุกขา วูปะสะเมนตุ เต

สักกัตตะวา ธัมมะระตะนัง

โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง

ปะริฬาหูปะสะมะนัง

ธัมมะเตเชนะ โสตถินา
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ

ทุกขา วูปะสะเมนตุ เต

สักกัตตะวา ธัมมะระตะนัง

โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง

ปะริฬาหูปะสะมะนัง

ธัมมะเตเชนะ โสตถินา

นัสสันตุปัททะวา สัพเพ

ภะยา วูปะสะเมนตุ เต

สักกัตตะวา สังฆะระตะนัง

โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง

อาหุเนยยัง ปาหุเนยยัง

สังฆะเตเชนะ โสตถินา

นัสสันตุปัททะวา สัพเพ

โรคา วูปะสะเมนตุ เต


คาถาสืบชะตาต่ออายุ
(อุณหิสสะวิชะยะ)

ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าได้ทรงเมตตาให้เทวดาองค์หนึ่งที่ชื่อ เทพบุตรอุณหิสวิชัยที่กำลังจะหมดอายุขัย และต้องลงไปเสวยกรรมในนรก แต่เทวดาองค์นี้ มีความกลัวมากที่จะต้องลงไปเกิดใน เมืองนรก

จึงดิ้นรนทุกวิถีทาง ที่จะไม่ไปแต่ก็ไม่มีใครจะช่วยเหลือได้ แม้แต่องค์ พระอินทร์ แต่ยังโชคดีที่ได้พบพระพุทธเจ้า และทรงแนะให้ภาวนาคาถาบทนี้ จะได้มีอายุยืนยาวนานต่อไป เพื่อที่จะได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้ บำเพ็ญภาวนาบนสวรรค์ ใช้หนี้กรรมที่มีอยู่ ให้หมดไป

พระคาถาบทนี้ จึงมีพุทธานุภาพมาก ในเรื่องของการมีอายุยืนยาวและยังทำให้สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยอย่างง่าย ๆ อีกด้วย ผู้ที่มีสุขภาพไม่ดี หรือขี้โรค หรือป่วยเป็นโรคที่รักษายากแล้ว ควรหมั่นท่องภาวนาเป็นประจำ จะหายได้โดยเร็ววัน

ผู้ใดหมั่นสวดพระคาถานี้ จะระงับโรคภัยไข้เจ็บทั้งอายุก็จะยืนยาว ใช้เสกยากินแก้โรคได้ และ ถ้าผู้ใดสวดเจริญอยู่เป็นนิจ นอกจากจะปราศจากโรคภัยไข้เจ็บรบกวนแล้ว ยังแคล้วคลาดจากภัยต่างๆ ด้วย

อัตถิ อุณหิสสะ วิชะโย ธัมโม โลเก อะนุตตะโร

สัพพะสัตตะหิตัตถายะ ตังตวังคัณหาหิ เทวะเต

ปะริวัชเช ระชะทัณเฑ อะมะนุสเสหิ ปาวะเก

พะยัคเฆ นาเค วิเส ภูเต อะกาละมะระเณนะ วา

สัพพัสมา มะระณา มุตโต ฐะเปตวา กะละมาริตัง

ตัสเสวะ อานุภาเวนะ โหตุ เทโว สุขี สะทา

สุทธะ สีลัง สะมาทายะ ธัมมัง สุจะริตัง จะเร

ตัสเสวะ อานุภาเวนะ โหตุ เทโว สุข สะทา

ลิกขิตัง จินติตัง ปูชัง ธาระนัง วาจะนัง คะรุง

ปะเรสัง เทสะนังสุตวา ตัสสะ อายุ ปะวัฑฒะตีติ

พระคาถาอาการะวัตตาสูตร

ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล พระสารีบุตรได้ทูลถามว่าข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญโดยสรุปว่า มีธรรมข้อใดที่จะสามารถช่วยคนที่ก่อกรรมชั่วทั้งน้อยและกรรมหนักให้พ้นจากขุมนรกอเวจีได้

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงตรัสตอบเป็นการแสดงพระคาถาอาการะวัตตาสูตร และตรัสโดยสรุปถึงอานิสงส์ของพระคาถาอาการะวัตตาสูตรว่า

คาถาอาการวัตตาสูตรนี้ มีอานุภาพยิ่งกว่าสูตรอื่น ๆ ในการที่ป้องกันภัยอันตรายแก่ผู้มาตามระลึกอยู่เนืองนิตย์ บาปกรรมทั้งปวงจะไม่ได้ช่องหยั่งลงสู่สันดานได้ด้วยอำนาจอาการวัตตาสูตรนี้

และบุคคลผู้ใดได้ฟังก็ดีได้เขียนเองก็ดี หรือได้จ้างท่านผู้อื่นเขียนให้ก็ดีได้ท่องทรงจำไว้ก็ดี ได้กล่าวสอนผู้อื่นก็ดี ได้สักการบูชาเคารพนับถือก็ดี ได้สวดมนต์ภาวนาอยู่เนือง ๆ ก็ดี ก็จะได้พ้นจากภัย ๓๐ ประการคือ

– ภัยอันเกิดแต่ งูพิษ สุนัขป่า สุนัขบ้าน โคบ้าน และโคป่า กระบือบ้านและกระบือเถื่อน
พยัคฆะ หมู เสือ สิงห์ และภัยอันเกิดแต่คชสารอัสดรพาชี จตุรงคชาติของพระราชา ผู้เป็นจอมของ
นรชน ภัยอันเกิดแต่น้ำและเพลิงเกิดแต่มนุษย์และอมอุษย์ภูตผีปิศาจเกิดแต่อาชญาของแผ่นดินเกิดแต่ยักษ์กุมภัณฑ์ และคนธรรพ์อารักขเทวตา เกิดแต่มาร ๕ ประการที่ผลาญให้วิการต่าง ๆ เกิดแต่วิชาธรผู้ทรงคุณวิทยากรและภัยที่จะเกิดแต่มเหศวรเทวราช ผู้เป็นใหญ่ในเทวโลกรวมเป็นภัย ๓๐ ประการ อันตรธานพินาศไป

ทั้งโรคภัยที่เสียดแทงอวัยวะน้อยใหญ่ ก็จะวินาศเสื่อมคลายหายไปด้วยอำนาจ
เคารพนับถือในพระอาการวัตตาสูตรนี้แล ดูกรสารีบุตรบุคคลผู้นั้นเมื่อยังท่องเที่ยวอยู่ในสังสรวัฏฏ์ จะเป็นผู้มีปัญญาละเอียดสุขุม มีชนมายุยืนยงคงทนนาน จนเท่าถึงอายุไขยเป็นกำหนดจึงตายจะตายด้วยอุปัททวันอันตราย นั้นหามิได้

ครั้นเมื่อสิ้นชีพแล้วจะได้ไปอุบัติขึ้นบนสวรรค์ร่างกายก็จะมีฉวีวรรณอันผ่องใจดุจทองคำธรรมชาติ จักษุประสาทก็จะรุ่งเรืองงามมองดูได้ไกลมิได้วิปริต จะได้เป็นพระอินทร์ ๓๖ กัลปเป็นประมาณ จะได้สมบัติพระยาจักรพรรดิราชาธิราช ๑๖ กัลป คับครั่งไปด้วยรัตนะ ๗ ประการก็ด้วยอานิสงส์ที่ได้สวดสาธยายอยู่เนืองนิตย์

แม้แต่สดับฟังท่านอื่นเทศนา ด้วยจิตประสันนาการเลื่อมใสก็ไม่ไปสู่คติตลอดยืดยาวนานถึง ๙๐ แสนกัลป์ พระสูตรนี้เป็นพระสูตรอันใหญ่ยิ่งหาสูตรอื่นมาเปรียบมิได้ ด้วยมีทั้ง พระสูตร พระวินัย พระปรมัตถ์ พระปิฎก ขอท่านทั้งหลายอย่าได้ทิ้งวางในที่อันไม่สมควรเลย จงทำการสักการะบูชา สวดมนต์ ภาวนา ฟัง ตามสติกำลังด้วยเทอญ

 

บทสวดอาการะวัตตาสูตร

1. อิติปิโสภะคะวา อะระหัง

อิติปิโสภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ

อิติปิโสภะคะวา วิชชาจะระณะสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สุคะโต

อิติปิโสภะคะวา โลกะวิทู

อิติปิโสภะคะวา อะนุตตะโรปุริสะธัมมะสาระถิ

อิติปิโสภะคะวา สัตถาเทวะมะนุสสานัง

อิติปิโสภะคะวา พุทโธ

อิติปิโสภะคะวา ภะคะวาติ

(พุทธะคุณะวัคโค ปะฐะโม)
2. อิติปิโสภะคะวา อะภินิหาระ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อุฬารัชฌาสะยะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปะนิธานะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา มะหากะรุณา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปะโยคะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ยุติ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ชุติ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา คัพภะโอกกันติ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา คัพภะฐิติ ปาระมิสัมปันโน

(อะภินิหาระวัคโค ทุติโย)
3. อิติปิโสภะคะวา คัพภะวุฏฐานะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา คัพภะมะละวิระหิตะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อุตตะมะชาติ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา คะติ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อะภิรูปะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สุวัณณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา มะหาสิริ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อาโรหะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปะรินาหะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สุนิฏฐะ ปาระมิสัมปันโน

(คัพภะวุฏฐานะวัคโค ตะติโย)
4. อิติปิโสภะคะวา อะภิสัมโพธิ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สีละขันธะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สะมาธิขันธะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปัญญาขันธะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ทะวัตติงสะมะหาปุริสะลักขะณะ ปาระมิสัมปันโน

(อะภิสัมโพธิวัคโค จะตุฏโฐ)
5. อิติปิโสภะคะวา มะหาปัญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปุถุปัญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา หาสะปัญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ชะวะนะปัญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ติกขะปัญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปัญจะจักขุ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อัฏฐาระสะพุทธะกะระ ปาระมิสัมปันโน

(มะหาปัญญาวัคโค ปัญจะโม)
6. อิติปิโสภะคะวา ทานะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สีละ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา เนกขัมมะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปัญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา วิริยะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ขันตี ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สัจจะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อะธิษฐานะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา เมตตา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อุเปกขา ปาระมิสัมปันโน

(ปาระมิวัคโค ฉัฏโฐ)
7. อิติปิโสภะคะวา ทะสะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ทะสะอุปะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ทะสะปะระมัตถะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สะมะติงสะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ตังตังฌานะฌานังคะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อะภิญญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สะติ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สะมาธิ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา วิมุตติ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา วิมุตติญาณะ ปาระมิสัมปันโน

(ทะสะปาระมิวัคโค สัตตะโม)
8. อิติปิโสภะคะวา วิชชาจะระณะวิปัสสะนาวิชชา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา มะโนมะยิทธิวิชชา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อิทธิวิทธิวิชชา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ทิพพะโสตะวิชชา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปะระจิตตะวิชชา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปุพเพนิวาสานุสสะติวิชชา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ทิพพะจักขุวิชชา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา จะระณะวิชชา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา จะระณะธัมมะวิชชา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อะนุปุพพะวิหาระ ปาระมิสัมปันโน

(วิชชาวัคโค อัฏฐะโม)
9. อิติปิโสภะคะวา ปะริญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปะหานะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สัจฉิกิริยา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ภาวะนา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปะริญญาปะหานะสัจฉิกิริยาภาวะนา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา จะตุธัมมะสัจจะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปะฏิสัมภิทาญาณะ ปาระมิสัมปันโน

(ปะริญญานะวัคโค นะวะโม)
10. อิติปิโสภะคะวา โพธิปักขิยะธัมมะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สะติปัฏฐานะปัญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สัมมัปปะทานะปัญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อิทธิปาทะปัญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อินทรียะปัญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา พะละปัญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา โพชฌังคะปัญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อัฏฐังคิกะมัคคะธัมมะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา มะหาปุริสะสัจฉิกิริยา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อะนาวะระณะวิโมกขะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อะระหัตตะพะละวิมุตติ ปาระมิสัมปันโน

(โพธิปักขิยะวัคโค ทะสะโม)
11. อิติปิโสภะคะวา ทะสะพะละญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ฐานาฐานะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา วิปากะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สัพพัตถะคามินีปะฏิปะทา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา นานาธาตุญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา นานาธิมุตติกะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อินทริยะปะโรปะริยัตตะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา นิโรธะวุฏฐานะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปุพเพนิวาสานุสสะติญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา จุตูปะปาตะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อาสะวักขะยะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

(ทะสะพะละญาณะวัคโค ทะสะโม)
12. อิติปิโสภะคะวา โกฏิสะหัสสานังปะกะติสะหัสสานังหัตถีนังพะละธะระ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปุริสะโกฏิทะสะสะหัสสานังพะละธะระ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปัญจะจักขุญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ยะมักกะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สีละคุณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา คุณะปาระมิสะมาปัตติ ปาระมิสัมปันโน

(กายะพะละวัคโค ทะวาทะสะโม)
13. อิติปิโสภะคะวา ถามะพะละ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ถามะพะละญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา พะละ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา พะละญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปุริสะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อะตุละยะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อุสาหะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา คะเวสิญาณะ ปาระมิสัมปันโน

(ถามะพะละวัคโค เตระสะโม)
14. อิติปิโสภะคะวา จะริยา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา จะริยาญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา โลกัตถะจะริยา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา โลกัตถะจะริยาญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ญาณัตถะจะริยา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ญาณัตถะจะริยาญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา พุทธะจะริยา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา พุทธะจะริยาญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ติวิธะจะริยา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปาระมิอุปะปาระมิปะระมัตถะ ปาระมิสัมปันโน

(จะริยาวัคโค จะตุระสะโม)
15. อิติปิโสภะคะวา ปัญจุปาทานักขันเธสุอะนิจจะลักขะณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปัญจุปาทานักขันเธสุทุกขะลักขะณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปัญจุปาทานักขันเธสุอะนัตตะลักขะณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อายัตตะเนสุติลักขะณะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อัฏฐาระสะธาตุสุติลักขะณะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา วิปะรินามะลักขะณะ ปาระมิสัมปันโน

(ลักขะณะวัคโค ปัณณะระสะโม)
16. อิติปิโสภะคะวา คะตัตถานะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา คะตัตถานะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา วะสิตะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา วะสิตะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สิกขา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สิกขาญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สังวะระ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สังวะระญาณะ ปาระมิสัมปันโน

(คะตัตถานะวัคโค โสฬะสะโม)
17. อิติปิโสภะคะวา พุทธะปะเวณี ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา พุทธะปะเวณีญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ยะมะกะปาฏิหาริยะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ยะมะกะปาฏิหาริยะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา จะตุพรหมวิหาระ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อะนาวะระณะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อะปะริยันตะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สัพพัญญุตะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา จะตุวีสะติโกฏิสะตะวัชชิระ ปาระมิสัมปันโน

(ปะเวณีวัคโค สัตตะระสะโม)

 

บทสวด โพชฌังคปริตรตัง

การสวดโพชฌงคปริตรเป็นหลักธรรมสำคัญหมวดหนึ่งที่นับถือกันมานาน เป็นพระพุทธมนต์สำหรับสวดสาธยายเพื่อให้คนป่วยสดับฟัง ได้หายจาก เป็นพุทธวิธีเสริมสุขภาพที่มีอานิสงส์ให้เกิดการผ่อนคลายและโรคภัยไข้เจ็บทุเลาลง

ในพระไตรปิฎกระบุว่า การสวดโพชฌงคปริตรเป็นพุทธมนต์ที่ช่วยให้คนป่วยที่ได้ฟังหายจากโรคภัยไข้เจ็บ

ในสมัยพุทธกาลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงสัมโพชฌงค์แก่พระมหากัสสปะและพระโมคคัลลานะ เมื่อครั้งที่พระมหากัสสปะและพระโมคคัลลานะอาพาธ พบว่าพระมหากัสสปะและพระโมคคัลลานะหายจากโรค

โพชฌงคปริตรเป็นบทสวดที่เชื่อถือกันมาว่าเป็นการเจริญอายุ ทำให้อายุยืน ทำให้หายจากความป่วยไข้ สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประชวรมีพระอาการมาก ทรงโปรดให้พระสาวกสวดโพชฌงค์ถวาย ครั้นได้ทรงสดับโพชฌงค์แล้วพระอาการประชวรนั้นก็หาย

จึงเป็นแบบอย่างของการสวดโพชฌงค์มาตั้งแต่บัดนั้น โดยในครั้งโพธิกาลหลังจากเหตุการณ์ครานั้นแล้ว ยามใดที่พระสาวกป่วยหนัก พระบรมศาสดาเองบ้าง หรือพระสาวกด้วยกันเองบ้างก็จะสวดโพชฌงค์ถวาย และอาการป่วยไข้ก็หาย
เพราะเหตุนี้หลังจากโพธิกาลเป็นต้นมา จึงเป็นที่เชื่อถือปฏิบัติของชาวพุทธทั่วโลกว่าโพชฌงคปริตรเป็นพระปริตรที่สวดแล้วจะสามารถรักษาอาการป่วยไข้ให้หายและทำให้อายุยืน ดังนั้นจึงเกิดธรรมเนียมสวดเจริญอายุให้กับคนไข้ใกล้ตายมาจนถึงบัดนี้ 
ความจริงโพชฌงคปริตรนั้น ถึงแม้จะถือว่าเป็นธรรมโอสถอันวิเศษ แต่ก็ไม่สามารถทำให้คนพ้นจากความตายไปได้ ทุกชีวิตเกิดมาแล้วย่อมต้องตาย ไม่อาจล่วงพ้นไปได้เลย โพชฌงคปริตรจึงมีความศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้ที่ยังไม่ถึงเวลาตาย และสำหรับผู้ที่มีภูมิธรรมขั้นสูง ใช้ยืดอายุเพื่อปฏิบัติภารกิจอย่างใดอย่างหนึ่งให้สำเร็จก่อน จึงสามารถขยายเวลาแห่งความตายออกไปได้ตามควรแก่เหตุและปัจจัย

โพชฌงค์เป็นองค์ธรรมแห่งความตรัสรู้ ประกอบด้วยองค์เจ็ดประการคือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ปิติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์ธรรมอันเป็นเครื่องมือแห่งความหลุดพ้นหรือเป็นยานสำหรับข้ามแดนโลกียะมิติไปสู่วิมุตตะมิติ ดังนั้นสำหรับผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจ ครั้นได้สดับโพชฌงค์แล้ว จิตก็จะโน้มนำไปสู่ความตั้งมั่น ไปสู่ความบริสุทธิ์ และมีพละกำลังอันควรแก่การทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของจิต จึงประกอบด้วยอิทธิฤทธิ์และปาฏิหาริย์
จิตเช่นนั้นเมื่อมีความปรารถนาและโน้มจิตไปให้ความป่วยไข้สร่างหายก็จะมีอานุภาพที่จะทำให้ความป่วยไข้นั้นสร่างหายได้จริง ดังนั้นโพชฌงค์จะสัมฤทธิ์ผลได้จริงก็ต้องประกอบด้วยความรู้ความเข้าใจอย่างหนึ่ง และสามารถปฏิบัติให้ถึงขั้นที่สามารถรับอานิสงส์ธรรมดาธรรมชาติแห่งโพชฌงค์นั้นอีกอย่างหนึ่ง

บทสวด โพชฌังคปริตรตัง

โพชฌังโค สะติสังขาโต

ธัมมานัง วิจะโย ตะถา

วิริยัมปีติ ปัสสัทธิ

โพชฌังคา จะ ตะถาปะเร

สะมาธุเปกขะโพชฌังคา

สัตเตเต สัพพะทัสสินา

มุนินา สัมมะทักขาตา

ภาวิตา พะหุลีกะตา

สังวัตตันติ อะภิญญายะ

นิพพานายะ จะ โพธิยา

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ

โสตถิ เต (เม)โหตุ สัพพะทา ฯ
เอกัสมิง สะมะเย นาโถ

โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง

คิลาเน ทุกขิเต ทิสวา

โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ

เต จะ ตัง อะภินันทิตวา

โรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ

โสตถิ เต(เม)โหตุ สัพพะทาฯ
เอกะทา ธัมมะราชาปิ

เคลัญเญ นาภิปีฬิโต

จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ

ภะณาเปตวานะ สาทะรัง

สัมโมทิตวา จะ อาพาธา

ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ

โสตถิ เต(เม) โหตุสัพพะทา ฯ
ปะหีนา เต จะ อาพาธา

ติณณันนัมปิ มะเหสินัง

มัคคาหะตะกิเลสา วะ

ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ

โสตถิ เต(เม) โหตุ สัพพะทา ฯ

จบ

(ถ้าผู้ป่วยเป็นผู้สวดเอง เปลี่ยน เต เป็นเม  และในการสวดของพระฝ่ายวิปัสสนาหรือพระสายป่าจะสวดออกเสียงตัว ท ทหาร จะออกเสียง เป็น ด เด็ก เช่น “ทิสวา” ให้ออกเสียง “ดิสวา”)

พระคาถา บูชาเอกอัครมหาบูรพปรมาจารย์ ชีวกโกมารภัจจ์

(แพทย์ ประจำองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า)

ก่อนสวดตั้งนะโม 3 จบ

นะโมตะสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)
บทสวด

โอมะ นะโม ชีวะโก สิระสา อะหัง กะรุณิโก

สัพพะ สัตตานัง โอสะถะทิพพะมันตัง

ปะภาโส สุริยาจันทัง โกมาระภัจโจ ปะภาเสสิ

วันทามิ บัณฑิโต สุเมธะโส อะโรคา สุมะนะโหมิ

ผู้ใดได้กล่าวสรรเสริญคุณแห่งพระคาถาบทนี้ จะบังเกิดมีอานุภาพ ป้องกันสรรพโรคภัยไข้เจ็บ ทั้งหลายทั้งปวง จะเป็นผู้ไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ หาได้ยาก และหากยิ่งได้ช่วยเผยแพร่ออกไป จะมีอานิสงส์บุญทำให้ปราศจากโรคร้ายภัยเวรต่างๆ
บทอธิษฐาน

ขอบารมีแห่งบรมครูหมอชีวกโกมารกัจจ์ จงคุ้มครองให้ ข้าพเจ้า …….. (ชื่อ / นามสกุล)…….. พ้นจากโรคร้ายภัยเวร โรคเวร โรคกรรม ขอให้มีอายุมั่นขวัญยืน มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี ขอให้อานิสงส์แห่งแรงอธิษฐานนี้คุ้มครองข้าพเจ้านับตั้งแต่บัดนี้ล่วงไปเมื่อหน้าเทอญ …

โฆษณา

Read Full Post »

การสวดมนต์ ทุกครั้งจะเกิดประโยชน์ของการสวด ที่ประจักษ์ชัด คือ ภาวะจิตของผู้ที่สวดเจริญจิตก็สงบเป็นสมาธิมากขึ้น

เมื่อจิตนั้นสงบ ไม่ฟุ้งซ่านไม่สับส่าย หยุดอยู่กับที่ ก็จะพบความสุขที่เยือกเย็น เป็นภาวะจิตที่ละเอียดขึ้น ควรแก่การงานและมีอิทธิพลส่งผลให้มีพลังอดทน ซึ่งจะพัฒนาสติปัญญาแกล้วกล้า สามารถปฏิบัติหน้าที่หรือประกอบสัมมาชีพได้อย่างดี มีประสิทธิภาพสูงสุด

          การสวดมนต์ คือ การภาวนาที่ทำให้จิตใจสงบ มีความสำคัญในการช่วยขัดเกลาจิตวิญญาณให้บริสุทธิ์ ศาสนาพุทธของไทย ให้ความสำคัญต่อการสวดมนต์ภาวนาในลำดับต้นๆ โดยสังเกตได้จากคำสั่งสอนให้กระทำความดีนั้นต้องถึงพร้อมไปด้วยการกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจ และการสวดมนต์คือ การฝึกทางวาจา คือ การเปล่งเสียงแต่ในสิ่งที่ดีงาม เป็นสิริมงคล

จึงนับว่าเป็นการเปล่งวาจาที่ดีเพื่อบูชาและยกย่องคุณความดีของผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบโดยตรงเป็นกิริยาอาการของคนที่ใฝ่ดี ที่มุ่งสรรเสริญคนที่ดีกว่าตน เพื่อตนจะได้พัฒนาไปสู่สิ่งนั้นให้ได้เช่นกันในภายภาคหน้า การสวดมนต์ไหว้พระ จึงเป็น “มงคลชีวิต” อย่างหนึ่ง

เป็นการเพิ่มบุญบารมีให้กับตนเอง ถ้าได้กระทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอแล้ว บุคคลผู้นั้นจะได้ที่พึ่งทางใจอย่างอบอุ่นทำให้เป็นคนมีจิตใจสุขุมเยือกเย็นยิ่งขึ้น จิตใจจะแจ่มใสเบิกบานและเป็นสุข

แต่ถ้าพูดเรื่องการสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ ทุกคนก็นึกถึงพระสงฆ์องค์เจ้าทั้งหลายที่อยู่ตามวัดวาอาราม หรือผู้ปฏิบัติธรรมเท่านั้น จริงๆ แล้วการสวดมนต์ไหว้พระ ควรเป็นข้อปฏิบัติประจำของเหล่าชาวพุทธทั้งหลาย โดยเฉพาะการสวดมนต์ ไหว้พระในวันวันธรรมสวนะ หรือวันพระ

และโดยเฉพาะผู้มีศรัทธาจริตหรือมีศรัทธาแก่กล้าจะช่วยให้เกิดปีติ เกิดความสุข จิตใจเบิกบาน แจ่มใส ทำให้เกิดพลัง หายโรคภัย ดังที่ในการแพทย์สมัยใหม่ ได้มีการทำวิจัยและค้นพบว่า การสวดมนต์ทำให้เกิดพลังรักษาโรคได้ทุกชนิด หากมีศรัทธา เมื่อมีศรัทธาแล้ว สมาธิและปัญญาที่แท้จริงก็ตามมา

การสวดมนต์ภาวนา ถือว่าเป็นการเจริญอานาปาสติควบคู่ไปด้วย ทั้งเป็นการฝึกลมหายใจให้ลึกยาว ช่วยให้ได้รับพลังหรือออกซิเจน เวลาหายใจเข้า ขณะที่สวดเปล่งเสียงออกไปเป็นการขจัดคาร์บอนไดออกไซค์ หรือมลพิษออกจากตัว ยิ่งสวดได้มากเท่าไรก็สามารถขับมลพิษออกไปได้มากเท่านั้นเรียกว่า “เป็นการออกกำลังกายภายใน” และช่วยให้จิตใจแน่วแน่มั่นคง สงบมีสติกำกับอยู่กับบทสวดมนต์นั้นๆ

ในทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ นักจิตวิทยา นักการแพทย์ สมัยใหม่ได้ค้นพบว่า สวดมนต์ภาวนา เป็น Positive Thinking คิดในทางบวก ให้บรรลุเป้าหมาย ให้สำเร็จสิ่งที่ประสงค์ คิดถึงสิ่งที่ดีงาม ไม่คิดแบบ Negative คือ คิดในทางลบ คิดในทางไม่ดี ทางร้ายทำให้เกิดความท้อแท้

การมีสุขภาพดีไม่ได้หมายถึงการมีร่างกายแข็งแรงไม่มีโรค ภัยไข้เจ็บเท่านั้น แต่หมายรวมถึงการมีจิตใจดีงามควบคู่ไปด้วย พุทธศาสนามองดูสุขภาพในลักษณะนี้ เพราะถือว่าร่างกายและจิตใจมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากจนแทบจะแยกออกจากกันไม่ได้

การแพทย์แผนปัจจุบันยอมรับทัศนะที่กล่าวมานี้และชี้ให้เห็นว่า จิตใจมีความสำคัญต่อการเกิดโรคและการหายของโรค โรคทางกายหลายโรค เช่น ปวดศีรษะจากความเครียด โรคกระเพาะอาหาร โรคหอบหืด โรคหัวใจและโรคระบบทางเดินอาหาร เป็นผลมาจากสภาพของจิตใจที่ผิดปกติเป็นส่วนมาก

มีรายงานการวิจัยทางการแพทย์สมัยใหม่มากมายที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สภาพของจิตใจมีอิทธิพลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่เป็นป้อมปราการธรรมชาติ สำหรับป้องกันการโจมตีของสิ่งแปลกปลอมจากนอกร่างกาย เช่น แบคทีเรีย ไวรัส เซลล์มะเร็ง เพราะสภาพของจิตใจมีความสัมพันธ์กับระบบประสาทอัตโนมัติที่ทำให้เกิดผลต่างๆ ต่อร่างกายตามมา

จิตใจไม่ปกติ เช่น มีความเครียด หรือความโกรธ จะไปกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้ร่างกายหลั่งสารเคมีทางปลายประสาทที่เชื่อมต่อ จากเซลล์ของภูมิคุ้มกันในไขกระดูก มีผลให้ภูมิคุ้มกันของเราลดลง ทำให้เราติดเชื้อหรือเป็นมะเร็งได้ง่าย

ในทางตรงกันข้ามจิตใจที่ปกติปราศจากอารมณ์ที่เป็นพิษ เป็นภัย เช่น ความรัก ความเมตตา จะทำให้ภูมิคุ้มกันดีขึ้น การค้นพบความเกี่ยวข้องระหว่างสภาพจิตใจและการ เปลี่ยนแปลงในร่างกายที่มีผลต่อระบบคุ้มกัน

ทำให้แพทย์หันมาสนใจค้นคว้าหาวิธีบำบัดรักษาโรคภัย ไข้เจ็บในรูปแบบใหม่ โดยไม่ต้องใช้ยาแต่โดยการสร้าง เสริมปัจจัยต่างๆ ให้ร่างกายมีภูมิต้านทานดีขึ้น ให้ร่างกายค่อยๆรักษาตัวเอง (Andrew Weil, Spontaneous Healing)

ดร.แอนดรู ไวลด์นายแพทย์ชาวอเมริกันได้ค้นคว้าวิจัยถึงพลังอำนาจที่ซุกซ่อนอยู่ในร่างกายของมนุษย์ และได้กล่าวไว้ว่า

“ร่างกายรักษาตัวมันเองได้ หากเรารู้จักวิธีปฎิบัติตน” (The body can heal itself if we know how to active it)

สำหรับผลของการมีอารมณ์ในทางลบหรืออารมณ์ ที่เป็นพิษเป็นภัย เช่น อารมณ์โกรธหรือเกลียดนั้น ดร. จอห์น แบร์ฟูด แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทคาร์โลไรนา ได้ศึกษาผู้ป่วยที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นโรคหัวใจรุนแรง

โดยทดสอบสภาพจิตใจเพื่อดูว่าผู้ป่วยเป็นคนมีโทสะมากน้อยเพียงใด และเมื่อพิจารณาดูความตีบแคบของ เส้นเลือดหัวใจเปรียบเทียบกันแล้วปรากฏว่า ผู้ป่วยที่มี อารมณ์โกรธมาก จะมีเส้นเลือดตีบมากกว่าคนที่ใจเย็น

ดร. เรดฟอร์ด วิลเลี่ยม อาจารย์แพทย์แห่งมหาวิทยาลัยดุกซ์ในรัฐนอร์ทคาโลไรนา ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ติดตามนักศึกษาแพทย์ที่มีอารมณ์โกรธเรื้อรัง พบว่า กลุ่มที่มีอารมณ์โกรธน้อย และไม่ยาว นานเสียชีวิตไป 3 คน ในจำนวน 136 คน ส่วนกลุ่ม คนที่มีความโกรธเรื้อรัง ตายไป 16 คน ปัจจัยที่ทำให้คนเหล่านี้ตายก่อนอายุ 50 ปี คือการเป็นคนเจ้าโทสะ

ในทำนองเดียวกัน การศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาด พบว่าความโกรธเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคหัวใจมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกก่อนมาโรงพยาบาล 2 ชั่วโมง นอกจากนั้น การศึกษาคนไข้โรคหัวใจของมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงในประเทศสหรัฐอเมริกา คือมหาวิทยาลัยเยลและสแตนฟอร์ด

พบว่า เมื่อติดตาม ผู้ป่วยที่มีอาการทางหัวใจครั้งแรกไป 10 ปี ปรากฏว่า ผู้ป่วยที่เป็นคนโกรธง่าย จะมีอัตราการตายสูงกว่ากลุ่ม ผู้ไม่โกรธง่ายถึง 3 เท่าและผู้ป่วยที่ได้รับการช่วยเหลือให้จิตใจมีอารมณ์ดีงามแทนอารมณ์ในทางลบจะมีอัตราการตายลดลง 2 เท่าของผู้ป่วยที่ได้รับช่วยเหลือให้ปรับเปลี่ยนอารมณ์

นอกจากอารมณ์โกรธแล้ว อารมณ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพทางใจและทางกายอีกอย่างหนึ่ง คือ อารมณ์วิตกกังวล อีมิล กู เภสัชกรชาวฝรั่งเศสพบในการวิจัยว่า คนที่มีโรคทางกาย เช่น วัณโรค ผู้ป่วยที่กำลังเสีย เลือด ผู้ป่วยที่มีอาการท้องผูก จะมีอาการของโรคเลว ลง ถ้าหากผู้นั้นมีความวิตกกังวลแต่เรื่องโรคภัยไข้เจ็บของตน ความวิตกกังวลมักทำให้เกิดความเครียดที่ เป็นอันตรายแก่สุขภาพและเป็นสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ รวมทั้งโรคมะเร็ง

น.พ.บรูช แมคอีแวน จิตแพทย์ของมหาวิทยาลัยเยล ได้ศึกษางานวิจัยทางการแพทย์เกี่ยวกับผลกระทบของความเครียดต่อสุขภาพ พบว่า ความเครียดทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดต่ำลงเป็นเหตุให้เซลล์มะเร็งแพร่หลายได้เร็วขึ้น และทำให้ร่างกายติดเชื้อไวรัสได้ เร็วขึ้น

นอกจากนั้นยังทำให้ไขมันอุดตันในเส้นเลือด ที่หัวใจ เป็นเหตุให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมาเลี้ยง ทำให้โรคเบาหวานกำเริบและอาการของโรคหอบหืดเลวลง เกิดอาการลำไส้อักเสบ ความเครียดที่เกิดติดต่อกันนานๆ มีส่วนทำให้เซลล์สมองเสื่อมลง ซึ่งส่งผลให้ความจำเสื่อมลงไปด้วย

จิตแพทย์ เซลดอน โคเฮน แห่งมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน ทำงานร่วมกับหน่วยวิจัยเกี่ยวกับไข้หวัดของเมืองเซฟฟิลด์ประเทศอังกฤษ พบว่า ผู้ป่วย ที่ได้รับเชื้อหวัด ไม่ได้เป็นไข้หวัดทุกคน ถ้าหากมีภูมิต้านทานดี คนที่มีความเครียดน้อยจะติดหวัดได้ 27% เมื่อได้รับเชื้อหวัดจะติดหวัดทันที ในขณะที่ผู้มีความ เครียดมาก จะติดหวัดเป็น 47%

นอกจากนั้น นายแพทย์ ผู้นี้ได้ทดลองด้วยการให้คู่สมรสจำนวนหนึ่งจดบันทึกไว้ติดต่อกัน 3 เดือน ปรากฏว่าคู่สมรสที่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อยๆ ราว 3-4 วัน เมื่อได้รับเชื้อหวัดจะติดหวัดทันที เพราะภูมิต้านทานต่ำมาก เนื่องจากมีความเครียดสูง

นอกจากนั้น จิตแพทย์ผู้นี้ยังพบว่าในกรณีผู้ป่วยที่มักเป็นเริมที่ริมฝีปากหรืออวัยวะเพศ เริมมักจะเกิด ขึ้นอีกในเวลามีความเครียด โดยวัดระดับแอนตี้บอดี (หรือสารภูมิต้านทาน ที่เม็ดเลือดขาวสร้างขึ้นมาเพื่อต่อต้านเชื้อไวรัสหรือสารเคมีที่เข้าสู่ร่างกาย) ในเลือด ซึ่งแสดงให้เห็นภูมิต้านทานโรคต่อเชื้อไวรัสเริมและนายแพทย์โคเฮน ยังพบว่านักศึกษาแพทย์หญิงที่เพิ่ง หย่าใหม่ๆ หรือผู้ที่ดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม (อัลไซ-เมอร์) มักจะมีเริมขึ้นบ่อยๆ เพราะมีความเครียดสูง

การสวดมนต์ที่ชาวพุทธคุ้นเคยกันคือการทำวัตรเช้า-เย็น สวดมนต์แผ่เมตตา สวดคาถาพาหุงมหากาฯ และสวดพระปริตรธรรม มีการวิจัยในการแพทย์ปัจจุบันจำนวนมากที่แสดงว่า การสวดมนต์ช่วยให้เกิดความสุข ความพอใจในชีวิตที่เป็นอยู่ เช่นทำให้สุขภาพ จิตดี และช่วยแก้ไขปัญหาชีวิตได้ (Mc Collough Me Prayer and Health : Conceptual Issues ,’ Journal of psychology and Theology, 1995)

ตัวอย่างเช่น นายแพทย์ลารี ดอสซีได้วิเคราะห์ผลงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ประมาณ 100เรื่อง และพบว่าในงาน วิจัยต่างๆ เหล่านี้ การสวดมนต์มีผลต่อการเจริญเติบโตของเมล็ดพืช และการที่แผลหายเร็วขึ้น

นอกจากนั้น ในงานวิจัยหลายรายเราพบว่า การสวดมนต์สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ สมาคมวิทยาศาสตร์ทางจิตแห่งรัฐเทกซัสได้เจาะเลือด อาสาสมัคร 32 ราย เมื่อแยกเอาเม็ดเลือดแดงออกแล้ว ใส่สารละลายที่จะทำให้เมล็ดเลือดแดงบวมและแตกน้อยลง ผลคือ เม็ดเลือดแดงนั้นแตกช้าลง (Castleman M, Nature’s Cures)

จากการศึกษางานวิจัยดังกล่าวที่นำมาเสนอ เราอาจสรุปได้ว่า การสวดมนต์ในรูปแบบต่างๆ ทำให้เราผ่อนคลายทั้งทางจิตใจและทางกาย ทำให้เรารู้สึกสบายใจ สภาพจิตใจ เช่นนี้มีผลกระทบต่อสุขภาพทางใจและทางกายมาก

ด้วยเหตุนี้จิตแพทย์ในประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวนไม่น้อย จึงนำการสวดมนต์มาใช้ในการบำบัดทางจิตร่วมกับวิธีการรักษาทางการแพทย์ (King E., Bushwick B, Beliefs and Attitudes of Hospital Inpatients about Faith Healing and Prayer) การสำรวจของ นักวิจัยหลายกลุ่มพบว่า คนอเมริกันนิยมสวดมนต์กันมากกล่าวคือ 70% สวดมนต์ทุกวัน และ 44% สวดมนต์เพื่อการบำบัดโรค

มีงานวิจัยจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า การสวดมนต์ช่วยให้ผู้ป่วยเป็นโรคร้ายแรงน้อยลง เช่น โรคหัวใจ โรคความดัน โรคเครียด และโรคซึมเศร้า เป็นต้น แม้แต่ผู้ป่วย ที่เป็นโรคมะเร็ง จะมีอัตราตายต่ำกว่าประชากรทั่วไป (Michello Ja, ‘Spiritual and Emotional Determinants of Health,’ Journal of health, 1988) นอกจากนั้น การสวดมนต์เมื่อปฏิบัติร่วมกับสมาธิยังสามารถลดปัญหาการฆ่าตัวตายและการใช้ยาเสพติดได้ (Ellison E.C., ‘Religious involvement and subjective well-begin,’ Journal of Health Social Behaviors, 1991)

การทดลองต่างๆ  ที่นำมาเสนอให้รับทราบนั้นเป็นส่วนน้อยที่ทำการวิจัยกันทั่วโลกในวงการแพทย์ และชี้ให้เห็นความจริงของคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มีมากกว่า 2,500 ปีว่า

สาเหตุสำคัญของโรคคือ กิเลสในใจเรา ซึ่งได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง

งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าโรคร้ายที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการกระทำหรือกรรมของเราเองเช่น โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ เป็นผลมาจากการเป็นคนมีความโลภ และความโกรธ เช่น ความโลภทำให้รับประทานอาหารไขมันมากเพราะติดใจในรสอร่อย ทำให้เกิดความอยากที่ยับยั้งไม่ได้

ในทำนอง เดียวกัน ความโกรธหรือความเกลียด มีผลร้ายต่อสุขภาพเช่นเดียวกับความเครียด ที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ โดยเหตุที่สภาพจิตใจมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคต่างๆ ทั้งทางกายและทางใจ

ดังนั้นความผ่อนคลายทั้งทางกายและใจ จึงเป็นวิธีสำคัญที่จะช่วยป้องกันและรักษาโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน โรคจิตประสาท หอบหืด รวมทั้งโรคร้ายต่างๆ เช่น มะเร็ง วิธีการผ่อนคลาย

ที่แพทย์แผนปัจจุบันให้ความ สนใจมากเป็นพิเศษ คือ นำการปฏิบัติในพุทธศาสนา มาใช้ในการบำบัดโรค มีการสวดมนต์ การแผ่เมตตา และการปฏิบัติสมาธิวิปัสสนากรรมฐานเป็นสำคัญ

โดยเฉพาะการสวดมนต์ภาวนา เป็นเสมือนหนึ่ง การตั้งโปรแกรมจิต คล้ายกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับอะไรก็ตาม ก็ตั้งโปรแกรมจิตหรืออธิษฐานจิตไว้ แล้วปล่อยให้มันอยู่ในจิตใต้สำนึก

เพราะเมื่อจิตใจอยู่กับบทสวดมนต์ แบบต่อเนื่องจะเกิดปีติ เกิดความสุข ขณะนั้น ต่อมเอ็นโดไครน์ จะหลั่ง สารเอ็นดอร์ฟิน หรือสารสุข ออกมา จะทำให้จิตมีสมาธิ เมื่อจิตดิ่งเข้าสู่สมาธิแล้ว เสียงที่เปล่งออกมาจะแผ่วลง แล้วหยุดไป จิตจะไปกำหนดลมหายใจ หรือภาพประทับใจจะเป็นอะไรก็ได้ หรือที่รู้เห็นกันว่า เมื่อจิตใจมีสมาธิจิตใจก็จะว่าง จะใส สว่าง สงบ แล้วก็สามารถอธิษฐาน หรือนำไปใช้งานทั้งในทางโลกและในทางธรรมได้จริง

 

การสวดมนต์สามารถแผ่เมตตาช่วยคนเจ็บป่วยได้

อานิสงส์ การแผ่เมตตานั้น นอกจากสรรพสัตว์และดวงวิญญาณทั้งหลายแล้ว มนุษย์ทั่วไปที่นอนเจ็บป่วยทนทุกข์ทรมาน ก็สามารถรับอานิสงส์ของการแผ่เมตตาได้ โดยให้เรากล่าวว่า ดังนี้ “อานิสงส์ของการสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ ของข้าพเจ้าในวันนี้ ขอส่งให้ (ชื่อ-สกุล ผู้ป่วย)” เพียงเท่านี้เองก็จะก่อให้เกิดผลดีต่อผู้ป่วยมหาศาล

โดยเฉพาะผู้แผ่เมตตาเป็นผู้บุญบารมีมากยิ่งก่อให้เกิดผลเร็วขึ้น โดยมาตรฐานที่จะให้เกิดผลสมบูรณ์ ให้ทำติดต่อกัน สภาพร่างกายและอำนาจจิตของผู้ป่วยก็จะดีขึ้นอย่างชัดเจน แม้บางรายสังขารจะไม่ดีก็ตาม ความทุกข์ทรมานจะลดลงจิตจะดี คนเราเมื่อจิตดีก็มีความสุข

อย่างไรก็ดี ต้องทำความเข้าใจหลักของเวรกรรมแต่ละคนด้วย (ผู้ป่วย) ผู้ป่วยบางรายอาจจะยกเว้นไม่เป็นไปตามมาตรฐานนี้ อันเนื่องจากอยู่ในภาวะชดใช้กรรมของเขาเอง และอีกประการหนึ่งให้เข้าใจในเรื่องวิถีจิตของผู้ป่วยต้องเปิดด้วย ถ้าจิตปิดก็รับไม่ได้

แต่หากผู้ป่วยเป็นผู้ปฏิบัติธรรมแล้วก็จะยิ่งเกิดผลเร็วทันตาเห็น ใช้เวลาเพียง 16 ถึง 24 วันเท่านั้นก็เพียงพอ นั้นหมายถึงเขาเปิดประตูจิตไว้รออยู่แล้วนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ความเป็นสายเลือดสายโลหิตระหว่างผู้แผ่อานิสงส์และผู้ป่วย ก็เป็นข้อยกเว้นพิเศษอีกเช่นกัน เพราะความเป็นสายเลือดการส่งอานิสงส์บุญกุศลจะยิ่งรวดเร็วที่สุด เกิดอานุภาพแรงที่สุดเช่นกัน

Read Full Post »

บทสวดบารมี 30 ทัศ

บารมี 30 ทัศน์ คือ คาถาและคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ประเสริฐ กล่าวถึงแนวทางสำหรับผู้ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อบรรลุโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ซึ่งพระพุทธองค์ได้ปฏิบัติมาแล้วในภพชาติต่างๆ ประมาณ 500 ชาติ

ซึ่งบารมี 30 ทัศน์ นี้แม้ท่านที่ไม่ได้ตั้งจิตอธิษฐานปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าถ้าได้สวดเป็นประจำ จะยิ่งเพิ่มบุญบามีมากมายมหาศาลประมาณค่ามิได้ และบทสวดนี้สืบทอดโดยครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย

การสวดนั้นต้องอยู่ในสมาธิที่แน่วแน่ จิตอย่าส่าย มุ่งจิตไปรวมที่ตักอักขระในแต่ละตัว จะเกิดบารมีมากมายจนประมาณค่ามิได้

บทสวด

ทานะ ปาระมี สัมปันโน , ทานะ อุปะปารมี สัมปันโน , ทานะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

สีละ ปาระมี สัมปันโน , สีละ อุปะปารมี สัมปันโน , สีละ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

เนกขัมมะ ปาระมี สัมปันโน , เนกขัมมะ อุปะปารมี สัมปันโน , เนกขัมมะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

ปัญญา ปาระมี สัมปันโน , ปัญญา อุปะปารมี สัมปันโน , ปัญญา ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

วิริยะ ปาระมี สัมปันโน , วิริยะ อุปะปารมี สัมปันโน , วิริยะปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

ขันตี ปาระมี สัมปันโน , ขันตี อุปะปารมี สัมปันโน , ขันตีปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

สัจจะ ปาระมี สัมปันโน , สัจจะ อุปะปารมี สัมปันโน , สัจจะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

อะธิฏฐานะ ปาระมี สัมปันโน , อะธิฏฐานะ อุปะปารมี สัมปันโน , อะธิฏฐานะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

เมตตา ปาระมี สัมปันโน , เมตตา อุปะปารมี สัมปันโน , เมตตา ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อุเปกขา อุปะปารมี สัมปันโน , อุเปกขา ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

ทะสะ ปาระมี สัมปันโน , ทะสะ อุปะปารมี สัมปันโน , ทะสะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ นะมามิหัง

พุทธชัยมงคลคาถา (บทพาหุงฯ) บทสวดแห่งชัยชนะทั้งปวง

บทสวดนี้เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์มาก ต้องเริ่มจากสวดอิติปิโสฯ… 3 จบ และสวดตามบทสวด

บทสวด

พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง

ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง

ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ

มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง

โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง

ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท,

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ

นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง

ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง

เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท,

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ

อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะ สุทารุณันตัง

ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง

อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท,

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ

กัตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา

จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ

 สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท,

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ

สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง

วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง

ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท,

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ

นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง

ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต

อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท,

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ

ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง

พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง

ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท,

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ

เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา

โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที

หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ

โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญฯ

**** การสวดอิติปิโสฯ เท่าอายุบวกอีก 1 เช่น อายุ 30 ปีต้องสวด 31 จบ จะทำให้เกิดแคล้วคลาดจากภันอันตรายทั้งปวง และจะเกิดโชคลาภได้ง่าย

 

พระคาถาชินบัญชร

พระคาถาชินบัญชรของเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ถ้าใครท่องจำได้ขึ้นใจ ภาวนาทุกคืนวันมีคุณานุภาพมากมาย ทำให้เกิดโชคลาภ เป็นสิริมงคลต่อตัวเอง ใช้เสกทำน้ำมนต์รดแก้สรรพทุกข์โศกโรคภัย ไม่ว่าจะถูกกระทำคุณไสย คุณผี คุณคนทั้งปวง ใช้ปลุกเสกพระเครื่องรางของขลังจะเพิ่มอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์มากยิ่งขึ้น แต่ถ้าท่องไม่หมด จะเลือกใช้เฉพาะบทก็ได้ สุดแต่จะเจตนาใช้ดังนี้

อาราธนาสมเด็จไปกับตัว – ใช้บทที่ 3 ภาวนา

สำหรับนักพูดนักแสดง ก่อนพูดก่อนแสดง – ใช้บทที่ 7 ภาวนา

สำหรับเสกน้ำล้างหน้า เสกแป้งเจิม – ใช้บทที่ 8 ภาวนา

ถ้าต้องการแคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตราย – ใช้บทที่ 9 ภาวนา

สำหรับป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ – ใช้บทที่ 13 ภาวนา

อาราธนาขอให้คุณพระคุ้มครอง – ใช้บทที่ 14 ภาวนา

หรือจะใช้แบบรวมยอดดังนี้ ตอนก่อนจะออกจากบ้านทุกเวลา ให้พนมมือ สวดนะโม 3 จบ แล้วว่า

“ชินะปัญชะระปะริตตังมัง รักขะตุ สัพพะทา” 3 จบ

“ขอพระชินบัญชรปริตร จงรักษาข้าพเจ้า ตลอดเวลาทุกเมื่อ”

หมายเหตุ: คำแนะนำทั้งหมดสำหรับผู้ที่มีความศรัทธามั่นคงใน สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) และเป็นผู้ที่มีคุณธรรมประจำใจประพฤติตัวอยู่ในศีล ผู้นั้นก็จะได้รับความสุขและรอดพ้นจากภัยพิบัติต่างๆ นอกจากว่าจะเกิดจากกรรมในอดีต ส่งผลมาถึงท่านก็ช่วยให้หนักเป็นเบาได้ ขอให้ทำเป็นประจำ และช่วยกันเผยแพร่ต่อๆ ไปด้วยเป็นการเพิ่มกุศลให้กับตนเอง

วิธีสวด

เพื่อให้เกิดอานุภาพยิ่งขึ้น ก่อนเจริญภาวนา “ชินบัญชร” ตั้ง นะโม 3 จบก่อน แล้วระลึกถึง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

(ปุตตะกาโม ละเภ ปุตตัง ธะนะกาโม ละเภ ธะนัง

อัตถิ กาเย กายะญายะ เทวานัง ปิยะตัง สุตตะวา

อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ

มรณังสุขัง อะระหัง สุคะโต นะโมพุทธายะ.)

1. ชะยาสะนาคะตา พุทธา เชตะวา มารัง สะวาหะนัง จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา

2. ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเก เต มุนิสสะรา

3. สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทวิโลจะเน สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร

4. หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะ ทักขิเณ โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะ วามะเก
5. ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะราหุโล กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก

6. เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโย วะ ปะภังกะโร นิสสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว

7. กุมาระกัสสะโป เถโร มะเหสี จิตตะวาทะโก โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง ปะติฏฐาสิ คุณากะโร

8. ปุณโณ อังคุลิมาโล จะ อุปาลี นันทะสีวะลี เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเฏ ติละกา มะมะ

9. เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา
ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา

10. ระตะนัง ปุระโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง

11. ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะสุตตะกัง อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา

12. ชินะ นานาวะระสังยุตตา สัตตะปาการะลังกะตา วาตะปิตตาทิสัญชาตา พาหิรัชฌัตตุปัททะวา

13. อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะเตชะสา วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร

14. ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะหีตะเล สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา

15. อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ สังฆานุภาเวนะ
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชิตันตะราโยชินะปัญชะเรติ ฯ

 

บทสวดพระมหาจักรพรรดิ์

บทสวดพระมหาจักรพรรดิของหลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.อยุธยา นั้นเป็นบทสวดที่ศักดิ์สิทธิ์มาก และถือว่ามีพลังครอบจักวาล ทั้งการทำให้ชะตาชีวิตดีขึ้น ปฏิบัติธรรมได้เร็วขึ้นได้ทั้งทางโลกและทางธรรมและใช้ปรับภพภูมิได้ทุกดวงจิตวิญญาณเพื่อให้ท่านไปสู่ภพภูมิที่สูงขึ้น และเป็นคุณกับผู้สวดเป็นอย่างยิ่ง สำหรับท่านที่มีองค์เทพหรือเทวดารักษาตัว ยิ่งสวดคาถานี้ท่านจะเห็นผลด้วยตัวของท่านเอง ดังที่พระท่านว่าเป็น “ปัจจัตตัง” นั่นแล

 

บทสวดพระมหาจักรพรรดิ์

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (3จบ)

และรวมจิตเคารพระลึกถึงหลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ หลวงปู่ดู่ วัดสะแก หรือครูบาอาจารย์ที่ท่านให้ความเคารพ บทสวดนี้เคล็ดอยู่ที่ให้สวดตามกำลังวัน อาทิตย์ 6 จันทร์ 15 อังคาร 8 พุธ 17 พฤหัส 19 ศุกร์ 21 เสาร์ 10

และจะให้ดียิ่งขึ้นควรสวดตอน 2 ทุ่มครึ่ง เพราะในตอนนั้นเป็นช่วงเวลาเปิดที่เหล่าเทพเทวดาจะมาร่สมอนุโมทนาและมีลูกศิษย์สายหลวงปู่ดู่กำลังสวดเป็นจำนวนมาก

นะโมพุทธายะ พระพุทธะ ไตรรัตนะญาณ

มณีนพรัตน์ สีสะหัสสะ สุธรรมา

พุทโธ ธัมโม สังโฆ ยะธาพุทโมนะ

พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา

อัคคีทานัง วะรังคันธัง สีวลีจะมหาเถรัง

อะหังวันทามิ ทูระโตอะหังวันทามิ ธาตุโย

อะหังวันทามิสัพพะโส

พุทธะ ธัมมะ สังฆะปูเชมิ

 

แผ่บุญปรับภพภูมิส่งวิญญาน

สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา

พะลัปปัตตาปัจเจกานัญ จะยังพลัง

อรหันตานัญ จะ เตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส

(5 จบ)

พุทธัง อธิษฐามิ ธัมมัง อธิษฐามิ สังฆังอธิษฐามิ

(ให้อธิษฐานจิตแผ่บุญไปทั่วทั้งสามโลกธาตุภพภูมิทั้งหมดทั้งมวล บิดามารดา ญาติ เทวดารักษาตัว
เจ้ากรรมนายเวร ฯลฯ และส่งวิญญาณ)

ตัวอย่างการอธิษฐานรวมกำลังจักรพรรดิ์

ลูกขอตั้งสัจจะอธิษฐาน(ตั้งสัจจะโดยจะสวดมหาจักรพรรดิทุกวันหรือ สัจจะใดก็ที่เราคิดว่าทำได้ทุกวัน) ด้วยสัจจะอธิษฐานลูกขอบารมีหลวงปู่ดู่โปรดเมตตารวมบุญน้อมนำบารมีรวมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปฐมบรมมหาจักรพรรดิถึงองค์ปัจจุบัน บรมมหาจักรพรรดิทุกๆ พระองค์ ขอบารมีรวมพระปัจเจกพุทธเจ้าพระโพธิสัตว์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย

ขอบารมีรวม หลวงปู่ทวดหลวงปู่ดู่เป็นที่สุด ขอบารมีรวมของดวงจิตพระโสดาบัน พระสกิทาคาและพระอนาคามีทุกๆ ดวงจิต สิ่งที่ลูกอธิษฐาน ลูกอธิษฐานเพื่อปรับภพภูมิของ (ให้บอกความประสงค์ไปทั้งหมด)….

สิ่งที่ลูกอธิษฐานนี้ลูกขออาราธนาบารมีหลวงปู่ดู่น้อมนำบารมีรวมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปฐมบรมมหาจักรพรรดิถึงองค์ปัจจุบันบรมมหาจักรพรรดิ ขอบารมีรวมหลวงปู่ทวด หลวงปู่ดู่เป็นที่สุด

ขอได้โปรดเมตตารวมกำลังพระจักรพรรดิในทุกรูปลักษณ์และที่ลูกได้สวดทุกวัน
เพื่อนำกำลังนี้มาเป็นประโยชน์ต่อ …..(ให้บอกไปในเรื่องที่เราต้องการ เช่น หน้าที่การงาน การเงิน โรคภัยไข้เจ็บ )

และขอให้ทุกสิ่งเป็นจริงโดยเร็วพลัน ตามสัจจะอธิษฐานนี้เทอญ…

โมทนาสาธุ โมทนาสาธุโมทนาสาธุ

(สัพเพฯ อีก 3 ครั้ง)

 

คำแผ่เมตตาให้แก่ตนเอง

อะหัง สุขิโต โหมิ

ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุข

อะหัง นิททุกโข โหมิ

ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากทุกข์

อะหัง อเวโร โหมิ

ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากเวร

อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ

ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากความลำบาก

อะหัง อะนีโฆ โหมิ

ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากอุปสรรค

สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ

จงรักษาตนให้มีความสุขตลอดกาลนานเทอญ

 

คำแผ่เมตตาให้แก่ผู้อื่น

สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นเพื่อนทุกข์

เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียน

ซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิดอย่าได้มีความ

ทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ

รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยสิ้นเถิด

Read Full Post »

การสวดมนต์ สวดคาถานั้น ที่ได้ยินได้ฟังกันมาตั้งแต่เด็กนั้น จะนิยมสวดเป็น ภาษาบาลี ซึ่งต้องเข้าใจด้วยว่า เป็นภาษาที่ใช้กันในสมัย ซึ่งหากแปลความหมายออกมา ก็จะพบว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นคำสวดบูชาเพื่อรำลึกถึงพระคุณของ พระรัตนตรัย อันได้แก่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ แทบทั้งสิ้น

ในพระพุทธศาสนา ซึ่งเน้นในเรื่องการใช้ปัญญาในการพิจารณาเหตุผล คำว่า มนต์ จึงหมายถึงหลักธรรม บทสอนใจมากกว่าถ้อยคำที่ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าจะตีความไปถึงถ้อยคำที่ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ให้ได้จริงๆ  ก็จะต้องอธิบายว่าขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ได้ “เมื่อนำไปสอนใจ นำไปเป็นข้อปฏิบัติ” ให้เกิดผลที่ปรารถนาได้อย่างน่าอัศจรรย์ นอกจากนั้นการทำจิตให้สงบในบทสวดก็มีคุณค่าเป็นอย่างมาก

เพราะเป็นอุบายหรือว่า กลวิธี อย่างหนึ่ง คือ ทำให้จิตมีสมาธิ ในระดับหนึ่ง จดจ่ออยู่ที่ใดที่หนึ่งที่เดียว ทำให้เกิดความ นิ่ง จนสามารถที่จะเจริญสติได้ ที่เรียกว่า พุทธานุสติ ธรรมานุสติ และสังฆานุสติ

การสวดมนต์ หรือคาถานั้น มีประโยชน์มากมายและเป็นสิ่งที่ชาวพุทธควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง ในประการแรก คือ ช่วยทำจิตใจให้เบิกบานเป็นสุข มีความสงบ และมิจิตเป็นสมาธิ

ในประการที่สอง ที่พูดกันว่าสวดมนต์ไว้เพื่อการป้องกันภัยบ้าง หรือเป็น คาถาทำให้ร่ำรวยกันบ้างนั้น น่าจะมีหมายความถึง ผู้สวดมนต์ ที่มีการรักษา ศีล ประพฤติตนอยู่ในความดีอยู่เสมอ  แล้วเมื่อเจอปัญหาหรืออุปสรรค ต่างๆ เวลา สวดมนต์หรือพระคาถาใดๆ ก็จะทำให้เขาจิตใจสงบเป็นสมาธิ ทำให้เกิดปัญญาขึ้นมาคิดตรึกตรองในปัญหาต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและถูกธรรม

และในประการสุดท้าย ผู้ที่สวดมนต์ตลอดนั้นถือว่าเป็นการสร้างบุญวิธีหนึ่ง จึงเป็นที่ชื่นชมของเหล่าพรหมเทพเทวดา และถ้าปฏิบัติอย่างถูกเคล็ดวิธีจะได้รับความอนุเคราะห์ช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นที่มาของการสวดมนต์หรือพระคาถาต่างๆ หาก

แต่การสวดมนต์จะไร้ผลอย่างสิ้นเชิงสำหรับ ผู้ที่ทุศีลหรือไม่รักษาศีลสวดไป ก็ไม่เป็นผล เป็นแค่การออกเสียงเท่านั้น

            การสวดมนต์เพื่อระลึกถึง พระรัตนตรัย ซึ่งเป็นคุณสูงสุดในชีวิต จะก่อให้เกิด “ทรัพย์ ภายใน เพื่อที่จะเป็นปัจจัย ดึงดูด “ทรัพย์จากภายนอก” เข้ามา และมีวัตถุประสงค์ หลักใหญ่ๆ อยู่ 3 ประการได้แก่

  1. สวดมนต์เพื่อสรรเสริญและน้อมรำลึกถึงพระคุณของพระรัตนตรัย
  2. สวดเพื่อขอให้อำนาจคุณพระรัตนตรัยให้ช่วยคุ้มครองปลอดภัย
  3. และสวดเพื่อจดจำคำสอนไว้เป็นหลัก ปฏิบัติ ในชีวิตประจำวัน

สำหรับการสวดมนต์ ยังแบ่งได้อีกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ตามลักษณะของบทสวดมนต์ ที่นิยมสวดกันในปัจจุบัน คือ

  1. 1.      บทสวดเพื่อการตั้ง สัตยาธิษฐาน

เป็นการสวดมนต์ด้วยการตั้ง ความจริงใจเป็นหลักอ้าง และบทสวดเพื่อการตั้งสัจกิริยา คือ การสวดอ้างถึงความจริง เพื่อขอพึ่งอำนาจบุญบารมีให้มาคุ้มครองตัวผู้สวด ซึ่งใน บทสวดประเภท ตั้งสัตยาธิษฐาน และบทสวดตั้ง สัจกิริยา จะมีคำสวดตั้งจิตปรารถนาผลตามที่ผู้สวดต้องการ

 โดยในบทสวดมนต์ จะมีคำสวดอ้างถึงความจริงในบทสวด แล้วขออำนาจความจริงนั้นมาคุ้มครองตน ซึ่งแทรกอยู่ในตอนท้ายของบทสวดมนต์เสมอๆ เช่น บทสวด “ รัตนสูตร” ซึ่ง มีความหมายว่า เป็น พระสูตรที่ใช้สวดเพื่อการ ป้องกันภัย 3 ประการ อันได้แก่ ป้องกันโรคภัย ป้องกัน อมนุษย์ และ ป้องกัน ความทุกข์ยาก

เวลาสวดตั้งสัจกิริยาสรรเสริญ คุณพระรัตนตรัยว่า มีคุณจริงแล้ว ก็จะมีคำลงท้าย ต่อว่า

 “ เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ”

ซึ่งเป็นการตั้งสัตยาธิษฐานตามคำแปลของบทสวดที่ว่า “ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิด”

  1. 2.      บทสวดประเภท เน้นหลักการ

เป็นบทสวดที่เน้นคำสอนในส่วนที่เป็น “ข้อห้าม” และ “ข้อควรปฏิบัติ” การสวดมนต์ประเภทนี้ ก็เพื่อเป็นการ ทำให้ จดจำ แล้วศึกษาความหมายจากบทสวดเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันให้ได้

สำหรับคาถาใดๆ ก็ตาม ถ้าหากว่าเราอยากจะต้องท่องให้จำได้ ก็จะต้องทำใจให้บริสุทธิ์ อาบน้ำชำระล้างสิ่งโสโครกให้สะอาดเสียก่อน แล้วก็นำดอกไม้ธูปเทียนบูชาพระ แล้วก็ระลึกเป็นการขอพรบารมี ให้ท่องได้ง่ายจำได้แม่น แล้วก็กราบตำรานั้น 3 ครั้ง ต่อจากนั้นก็เปิดขึ้นมาท่องจำ หนังสือนั้นอย่าเหยียบอย่าข้าม อย่านั่งทับหรือนอนทับ ขณะท่องอย่านอนหลับให้หนังสือทับคาอก จะทำให้ปัญญาเสื่อม

มีเรื่องหนึ่งที่หลายท่านได้ทำสำเร็จมาแล้วมากมาย คือ การสวดคาถาชินบัญชรของสมเด็จฯ โต พรหมรังสี ซึ่งก่อนที่จะสวดนั้นขอให้สร้างบุญเป็นของตัวเองและอุทิศบุญโมทนาพระคุณความดีของสมเด็จฯ โต พรหมรังสีก่อน และหากมีโอกาสไปไหว้รูปปั้นของท่านไม่ว่าจะที่ใดก็ตาม ให้ไปขออนุญาตต่อท่านเสียก่อน หรือต่อหน้ารูปถ่ายของท่านก็ได้  แล้วจึงเริ่มสวดด้วยความเคารพ ด้วยสมาธิ คาถาชินบัญชรที่หลายคนบ่นว่ายาวจนจำไม่ได้ คนที่ทำแบบที่แนะนำไว้สวดขึ้นใจ โดยไม่ต้องดูหนังสือเลย

คาถาต่างๆ ที่ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ท่านถ่ายทอดให้ศิษย์โดย “มุขปาฐะ” หรือเป็นการบอกเล่า ทั้งนี้เนื่องจากเหตุผลหลัก 3 ประการคือ

1. คาถาที่ถ่ายทอดให้เป็นคาถาเฉพาะสำหรับหมู่คณะหรือเฉพาะกลุ่ม เช่น คาถาประจำตระกูล เป็นต้น ซึ่งผู้อื่นนำไปใช้จะไม่บังเกิดผล (เพราะท่านเจ้าของคาถาท่านตั้งเจตนาไว้เฉพาะเช่นนั้น)

2. การใช้คาถาให้บังเกิดผลนั้น จะต้องมีศรัทธาความเชื่อมั่นและคารวะ ความเคารพเป็นพื้นฐาน ดังนั้นถึงแม้คาถานั้นๆ จะเป็นสาธารณประโยชน์ แต่ถ้าผู้นำไปใช้ไม่มีศรัทธาคารวะ คาถานั้นๆ ก็ไม่อำนวยผล

3. คาถาจำนวนมากมีที่มาจากองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง หรือมาจากพระอรหันต์เจ้าและพระอริยบุคคลทั้งหลาย พรหมและเทวดาทั้งหลาย ดังนั้นถ้าบอกกล่าวกันไปเป็นสาธารณะ ก็จะมีผู้ได้ยินได้ฟังที่ไม่มีศรัทธาเลื่อมใสอยู่บ้าง

ถ้าเขาเหล่านั้นเป็นคนใจพาล ตำหนิติเตียนคาถา หรือที่มาของคาถาเหล่านี้ ว่าทำให้ผู้คนงมงาย ก็เท่ากับเป็นการปรามาสพระรัตนตรัยโดยตรง มีโทษหนัก

ขอแนะนำว่า ถ้าท่านไม่มีความเชื่อในเรื่องเหล่านี้ และบังเอิญมาอ่านพบเข้า ขอให้ทำใจเป็นอุเบกขา หรือให้ข้ามไปเสีย อย่าอ่าน

ถ้าท่านอยากอ่านและเมื่อได้อ่านแล้วก็ไม่เชื่อไม่เลื่อมใส ก็ขอให้วางใจเป็นกลางอย่าได้ประมาทปรามาสล่วงเกินเข้าจะเป็นโทษและจะทำให้ท่านพบกับสิ่งที่ไม่คาดคิดเร็วขึ้น

การสวดมนต์ภาวนา ต้องปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า มิใช่การอ้อนวอน ควรให้เป็นอธิษฐานธรรม คือ เป็นการปฏิบัติด้วยการตั้งใจไว้อย่างแน่วแน่ มั่นคง โดยยึดหลัก 4 ประการ คือ

1. ให้เกิดปัญญา

2. ให้เกิดมีความจริงใจ (สัจจะ)

3. ต้องปฎิบัติตน เป็นผู้เสียสละ มิใช่เห็นแก่ได้ด้วยอำนาจ

4. เป็นการปฏิบัติตน เพื่อให้เกิดความสงบ จากสิ่งที่ร้าย สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย

เหตุที่ทำให้การสวดมนต์ ไม่ได้ผลและคาถาเสื่อมซึ่งต้องระวัง

1. มีเจตนาดูหมิ่นคาถา ด้วยกิริยาต่าง เช่น โดยการวางหนังสือหรือกระดาษที่บรรจุบทพระคาถาคาถาในที่ไม่สมควร เอากระดาษที่มีคาถาบรรจุอยู่ไปใช้ในกาลไม่สมควร ไปพบถุง ไปเช็ดของสกปรก

2. เป็นผู้มีกรรมเก่าฝ่ายไม่ดีมากจนกรรมดียากจะเข้าไปแทรกได้

3. เป็นผู้ไม่เลื่อมใส ศรัทธา ในพระคาถา คาถาต่างๆ

4. เป็นผู้เสื่อมศีลธรรมเป็นอาจิณ

5. เป็นผู้ไม่มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และผู้มีพระคุณ

6. สวดพระคาถาโดยไม่เป็นไปตามวรรคตอน สลับไปมา หรือผิดอักขระ

7. สวดแบบไม่มีสมาธิกำกับ

 

ขั้นตอนสำคัญในการสวดมนต์

การสวดมนต์ให้ชีวิตนี้ เราต้องเริ่มจากการเข้าใจในบทสวดและนำไปใช้ในชีวิต อย่างที่เรียนไปแล้วว่า บทสวดมนต์ถ้าจะขลังและศักดิ์สิทธิ์ต้องนำไปปฏิบัติด้วย

การสวดมนต์ นั้นเริ่มจากการชำระร่างกายให้ สะอาด นุ่งห่มด้วยเสื้อผ้าที่สบาย ถ้าเป็นชุดขาวก็จะยิ่งดี ถ้าไม่สะดวกเป็นชุดอะไรก็ได้ให้นั่งสบาย เพราะต้องสวดมนต์นานพอสมควร

ก่อนที่เริ่ม ขอให้ทำจิตใจให้สงบด้วยการทำสมาธิให้จิตนั้นนิ่ง เมื่อจิตนั้นรวมกันแล้ว ก็เริ่มสวดต้องเริ่มตั้งแต่กราบพระ 3 ครั้ง

กราบครั้งที่ 1 ให้ระลึกถึงพระพุทธคุณ

กราบครั้งที่ 2 ให้ระลึกถึงพระธรรมคุณ

กราบครั้งที่ 3 ระลึกถึงพระสังฆคุณ

(การกราบนั้นแม้ไม่มีพระพุทธรูปก็กราบได้ ขอให้น้อมจิตกำหนดภาพพระพุทธรูปหรือครูบาอาจารย์ที่ท่านเคารพไว้)

และถ้าต้อการให้การสวดมนต์นั้นศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น ควรสวดบทชุมนุมเทวดา เพื่ออัญเชิญเหล่าเทวดาทั้งหลายให้ท่านมาร่วมชุมนุมเป็นสักขีพยานและร่วมอนุโมทนาบุญร่วมกัน แต่ถ้าหากสวดตามปกติธรรมดาแล้วแต่ตามที่ท่านต้องการ และไล่เลียงกันดังนี้ (เป็นการสวดมนต์ตามโบราณจารย์ในอดีตกาล แล้วแต่ท่านพิจารณา)

 

บทบวงสรวงและชุมนุมเทวดา

ปุริมัญจะ ทิสัง ราชา ธะตะรัฏโฐ ปะสาสะติ

คันธัพพานัง อาธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส ปุตตาปิ ตัสสะ

พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา อิทธิมันโต ชุติมันโต

วัณณะวันโต ยะสัสสิโน โมทะมานา อัฏฐังสุฯ


ทักขิณัญจะ ทิสัง ราชา วิรุฬโห ตัปปะสาสะติ

กุมภัณฑานัง อาธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส ปุตตาปิ ตัสสะ

พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา อิทธิมันโต ชุติมันโต

วัณณะวันโต ยะสัสสิโน โมทะมานา อัฏฐังสุฯ

 

ปัจฉิมัญจะ ทิสัง ราชา วิรูปักโข ปะสาสะติ

นาคานัง อาธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส ปุตตาปิ ตัสสะ

พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา อิทธิมันโต ชุติมันโต

วัณณะวันโต ยะสัสสิโน โมทะมานา อัฏฐังสุฯ


อุตตะรัญจะ ทิสัง ราชา กุเวโร ตัปปะสาสะติ

ยักขานัง อาธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส ปุตตาปิ ตัสสะ

พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา อิทธิมันโต ชุติมันโต

วัณณะวันโต ยะสัสสิโน โมทะมานา อัฏฐังสุฯ


ปุริมะทิสัง ธะตะรัฏโฐ ทักขิเณนะ วิรุฬหะโก

ปัจฉิเมนะ วิรูปักโข กุเวโร อุตตะรัง ทิสัง

จัตตาโร เต มะหาราชา สะมันตา จะตุโรทิสา

 ทัททัลละมานา อัฏฐังสุฯ


สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน

ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต

ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา

ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง สาธะโว เม สุณันตุ


ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา

ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา

ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา

คำนมัสการพระพุทธเจ้า

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)

 

คำขอขมาพระรัตนตรัย

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุท ธัสสะฯ (ว่า 3 จบ)

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ

(ถ้าหลายคนว่า…. ขะมะถุ โน ภันเต, ฯลฯ,…. ขะมะถุ โน ภันเต, อุกาสะ ขะมามะ ภันเตฯ)

 

ไตรสรณคมณ์

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

 

คำอาราธนาศีล 5

มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ

ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ

ทุติยัมปิ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ

ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ

ตะติยัมปิ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ

ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ

สมาทานศีล 5

ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

            การสวดมนต์นี้ เป็นแบบที่ครูบาอาจารย์สายของผู้เขียนใช้ในการสวดมนต์ ซึ่งอาจจะแตกต่างจากครูบาอาจารย์ท่านอื่น  ขอให้ท่านพิจารณาด้วยปัญญา ท่านถนัดหรือจริตตรงกับวิธีการไหน ขอให้รับทราบไว้ว่า การสวดมนต์นั้นดีทั้งสิ้นคำแนะนำจากครูบาอาจารย์ที่มีภูมิธรรมดีทั้งสิ้น

การสวดมนต์นั้นเป็นการดีทุกประการ อย่าทำด้วยการไม่เคารพหรือล่อเล่น  ดูหมิ่นเป็นอันขาด และทุกครั้งในการสวดมนต์ เทวดาที่อยู่ในตัวจะร่วมสวดและอนุโมทนาด้วย และเหล่าเทพเทวดาทั้งหลาย ก็จะมาร่วมอนุโมทนาด้วยเช่นกันเพราะเราเชิญท่านมาด้วย

            แต่ในวิธีการนี้ต้องสมาทานศีล 5 ก่อนทุกครั้ง ทั้งนี้เพื่อทำให้ตนเองบริสุทธิ์ เพราะก่อนหน้าที่จะสวดมนต์นั้น เราอาจจะพลาดพลั้งไปทำอะไรที่ผิดศีลได้ จึงเป็นล้างชำระตนเองให้บริสุทธิ์สะอาดเสียก่อน

(และวิธีการนี้ใช้ได้ในการทำสังฆทานและการสร้างบุญทุกครั้ง ซึ่งจะทำให้การสร้างบุญครั้งนั้นเกิดอานิสงส์บุญมาก เพราะผู้ให้นั้นบริสุทธิ์)

หลังจากนี้ให้สวดบทสวดมนต์อื่นๆ ตามที่ต้องการปรารถนา ขอแนะนำว่าให้ท่านได้สวดบทสวดเพื่อเพิ่มพลังบารมีให้กับตนเองก่อนที่จะไปถึงเรื่องต่าง ที่ต้องการ เช่น พระคาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก คาถาชินบัญชร ของสมเด็จโตวัดระฆัง คาถาพาหุงหรือคาถาชัยมงคล  คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า คาถาอิติปิโส 8 ทิศ ฯลฯ

ข้อสำคัญที่หลายท่านยังไม่ทราบ เมื่อสวดเสร็จแล้ว ทุกครั้งท่านต้องแผ่เมตตาให้แก่ตนเองก่อน ถึงจะแผ่เมตตาให้กับให้แก่ผู้อื่น เพราะท่านต้องเพิ่มบุญบารมีให้กับตัวเองก่อน เพื่อที่จะมีบุญไปแผ่เมตตาให้กับให้แก่ผู้อื่น

 

บทสวดที่ควรสวดในแต่ละครั้ง

ขอแนะนำว่าควรสวดไล่เลียงกันไปเพื่อสร้างความสิริมงคลสู่ชีวิต ไม่มีตกต่ำ ด้วยอานุภาพของบทสวดนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ครอบจักรวาล และทำตามเคล็ดที่กำกับไว้ในทุกบทสวด

 

ยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎก

ก่อนสวดยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฏก พึงคุกเข่าพนมมือตั้งใจบูชาพระรัตนตรัย นมัสการพระรัตนตรัย นมัสการพระพุทธเจ้า นมัสการพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ  ขอให้ตั้งจิตมั่นในบทสวดมนต์จะมีเทพยดาอารักษ์ทั้งหลายร่วมอนุโมทนาสาธุการ อย่าได้ทำเล่นจะเกิดโทษแก่ตัว ให้สวดอย่างประณีต ทุกตัวอักขระจะเกิดอานุภาพมาก

บทสวด

1. อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง วัจจะโส ภะคะวา

อิติปิ โส ภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ วัจจะโส ภะคะวา

อิติปิ โส ภะคะวา วิชชาจะระณะสัมปันโน วัจจะโส ภะคะวา

อิติปิ โส ภะคะวา สุคะโต วัจจะโส ภะคะวา

อิติปิ โส ภะคะวา โลกะวิทู วัจจะโส ภะคะวา

2. อะระหัง ตัง สะระณัง คัจฉามิ

อะระหัง ตัง สิระสา นะมามิ

สัมมาสัมพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

สัมมาสัมพุทธัง สิระสา นะมามิ

วิชชาจะระณะสัมปันนัง สิระสา นะมามิ

สุคะตัง สะระณัง คัจฉามิ

สุคะตัง สิระสา นะมามิ

โลกะวิทัง สะระณัง คัจฉามิ

โลกะวิทัง สิระสา นะมามิ

3. อิติปิ โส ภะคะวา อะนุตตะโร วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา ปุริสะธัมมะสาระถิ วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา สัตถา เทวะมะนุสสานัง วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา พุทโธ วัจจะโส ภะคะวา

4. อะนุตตะรัง สะระณัง คัจฉามิ
อะนุตตะรัง สิระสา นะมามิ
ปุริสะทัมมะสาระถิ สะระณัง คัจฉามิ
ปุริสะทัมมะสาระถิ สิระสา นะมามิ
สัตถา เทวะมะนุสสานัง สะระณัง คัจฉามิ
สัตถา เทวะมะนุสสานัง สิระสา นะมามิ
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
พุทธัง สิระสา นะมามิ

5. อิติปิ โส ภะคะวา รูปะขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา เวทะนาขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา สัญญาขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา สังขาระขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา วิญญาณะขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา

6. อิติปิ โส ภะคะวา ปะถะวีจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา
ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา เตโชจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา
ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา วาโยจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา
ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อาโปจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา
ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อากาสะจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา
ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน

7. อิติปิ โส ภะคะวา ยามาธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ตุสิตาธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา นิมมานะระติธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา กามาวะจะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน

8. อิติปิ โส ภะคะวา รูปาวะจะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปะฐะมะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ทุติยะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ตะติยะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา จะตุตถะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปัญจะมาฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน

9. อิติปิ โส ภะคะวา อากาสานัญจายะตะนะเนวะสัญญานา
สัญญายะตะนะอะรูปาวะจะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา วิญญาณัญจายะตะนะ เนวะสัญญานา
สัญญายะตะนะอะรูปาวะ จะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อากิญจัญญายะตะนะ เนวะสัญญานา
สัญญายะตะนะ อะรูปาวะ จะระธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน

10. อิติปิ โส ภะคะวา โสตาปะฏิมัคคะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สะกิทาคาปะฏิมัคคะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะนาคาปะฏิมัคคะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัตตะปะฏิมัคคะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน

11. อิติปิ โส ภะคะวา โสตาอะระหัตตะ ปะฏิผะละธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สะกิทาคาอะระหัตตะ ปะฏิผะละธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะนาคาอะระหัตตะ ปะฏิผะละธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน

12. กุสะลา ธัมมา
อิติปิ โส ภะคะวา
อะ อา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ชมภูทีปัญจะอิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
นะโม พุทธายะ
นะโม ธัมมายะ
นะโม สังฆายะ
ปัญจะ พุทธา นะมามิหัง
อา ปา มะ จุ ปะ
ที มะ สัง อัง ขุ
สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ
อุ ปะ สะ ชะ สุ เห ปา สา ยะ
โส โส สะ สะ อะ อะ อะ อะ นิ
เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว
อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ ภุ พะ
อิ สวา สุ สุ สวา อิ
กุสะลา ธัมมา
จิตติวิอัตถิ

13. อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง
อะ อา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
สา โพธิ ปัญจะ อิสาะโร ธัมมา

14. กุสะลา ธัมมา
นันทะวิวังโก
อิติ สัมมาพุทโธ
สุ คะ ลา โน ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
จาตุมะหาราชิกา อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
อิติ วิชชาจะระณะสัมปันโน
อุ อุ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตาวะติงสา อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
นันทะ ปัญจะ สุคะโต โลกะวิทู
มะหาเอโอ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ยามา อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
พรหมมาสัททะ
ปัญจะ สัตตะ
สัตตาปาระมี
อะนุตตะโร
ยะมะกะขะ
ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

15. ตุสิตา อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
ปุ ยะ ปะ กะ
ปุริสะทัมมะสาระถิ
ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

16. นิมมานะระติ อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
เหตุโปวะ
สัตถา เทวะมะนุสสานัง
ตะถา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

17. ปะระนิมมิตะ อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
สังขาระขันโธ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา
รูปะขันโธ พุทธะปะผะ
ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

18. พรหมมา อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
นัจจิปัจจะยา วินะปัญจะ ภะคะวะตา ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ
นะโม พุทธัสสะ
นะโม ธัมมัสสะ
นะโม สังฆัสสะ
พุทธิลา โลกะลา กะระกะนา
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ
หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ ฯ

19. นะโม พุทธัสสะ นะโม ธัมมัสสะ นะโม สังฆัสสะ
วิตติ วิตติ วิตติ มิตติ มิตติ จิตติ จิตติ
อัตติ อัตติ มะยะสุ สุวัตถิ โหนตุ
หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ

20. อินทะสาวัง มะหาอินทะสาวัง
พรหมะสาวัง มะหาพรหมะสาวัง
จักกะวัตติสาวัง มะหาจักกะวัตติสาวัง
เทวาสาวัง มะหาเทวาสาวัง
อิสิสาวัง มะหาอิสิสาวัง
มุนีสาวัง มะหามุนีสาวัง
สัปปุริสาวัง มะหาสัปปุริสาวัง
พุทธะสาวัง ปัจเจกะพุทธะสาวัง
อะระหัตตะสาวัง สัพพะสิทธิวิชชาธะรานังสาวัง สัพพะโลกา
อิริยานังสาวัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ

21. สาวัง คุณัง วะชะพะลัง เตชัง วิริยัง สิทธิกัมมัง นิพพานัง
โมกขัง คุยหะกัง
ถานัง สีลัง ปัญญานิกขัง ปุญญัง ภาคะยัง ตัปปัง สุขัง
สิริรูปัง จะตุวีสะติเสนัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ
หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ

22. นะโม พุทธัสสะ นะโม ธัมมัสสะ นะโม สังฆัสสะ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ
สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ
นะโม อิติปิโส ภะคะวา

23. นะโม พุทธัสสะ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ
สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ
นะโม สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม

24. นะโม ธัมมัสสะ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ
สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ
นะโม สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม

25. นะโม ธัมมัสสะ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ
สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ
นะโม สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

26. นะโม สังฆัสสะ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ
สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ
นะโม สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ วาหะปะริตตัง

27. นะโม พุทธายะ
มะอะอุ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา
ยาวะ ตัสสะ หาโย
นะโม อุอะมะ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา
อุ อะมะ อาวันทา
นะโม พุทธายะ
นะ อะ กะ ติ นิ สะ ระ นะ
อา ระ ปะ ขุ ธัง มะ อะ อุ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา

Read Full Post »

การสวดมนต์นั้น ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ง่ายสำหรับทุกคนในยุคนี้ สะดวกมากในทุกเพศ ทุกวัยและไม่ใช่เรื่องของคนแก่ คนเคร่งครัดอีกต่อไปเหมือนที่เคยเป็นและเราเข้าใจผิดกันอย่างนั้น บทสวดมนต์ต่างๆ มีการเผยแพร่ออกมามากมายในรูปแบบต่างๆ ที่เห็นกันและได้ยินกันจนเคยชินมากมาย

แต่การที่จะสวดมนต์ให้เกิดผลดีต่อชีวิตตามที่ทุกคนปรารถนานั้น ครูบาอาจารย์ตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ท่านได้แนะนำว่า หากจะให้ได้ผลดีจริงหรือดียิ่งๆ ขึ้นไปนั้น ควรจะต้องเริ่มจาก

1. ต้องเป็นคนดี และมีบุญของตนเองเสียก่อน

เรื่องนี้เป็นเคล็ดลับสำคัญในการสวดมนต์ และสวดคาถาศักดิ์สิทธิ์ทุกบท ที่จะต้องถือว่าเป็นอันดับแรกในการเตรียมตัวที่จะสวดเพื่อให้ชีวิตนั้นรุ่งเรือง ร่ำรวย บำบัดรักษาโรคภัยใช้ได้ทั้งทางโลกและทางธรรม

ด้วยพลานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์ของบทสวดมนต์และคาถานั้น เชื่อว่าหากผู้สวดนั้นเป็นคนดีมีศีลธรรม จะช่วยทำให้คนที่สวดนั้นพบกับความมหัศจรรย์ ในการนำเรื่องดีเข้ามาสู่ชีวิตไม่ขาดสาย จะทำการค้าขายก็เจริญรุ่งเรือง เงินไหลมาเทมา ครอบครัวก็เป็นสุข

เรื่องการปัดเป่าเคราะห์ร้ายหรือภัยพิบัติในชีวิตให้คลายตัวลงหรือหมดไปประจวบกับกรรมนั้นถึงเวลาอ่อนตัวลง และจะกลายเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เรื่องร้าย หรือสิ่งอัปมงคลเสนียดจัญไร เข้ามาในชีวิตได้อีก

บทสวดทุกบทในหนังสือเล่มได้มีการ พิสูจน์มาอย่างยาวนานจากครูบาอาจารย์ที่เคยสวดมาแล้ว แต่ที่หลายคนสวดแล้วบอกไม่ได้

เหตุผลสำคัญก็คือ ยังเป็นคนดีไม่พอ หรือบุญที่มีนั้นไม่พอที่จะส่งผลดีต่อชีวิตและความปรารถนาให้สำเร็จได้ หรือมีวิบากกรรมบางอย่างขวางเอาไว้

ทำไมถึงพูดว่ายังเป็นคนดีและยังบุญไม่พอเช่นนี้ เพราะการสวดมนต์นั้นเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการทำกรรมดี เป็นการเพิ่มฤทธิ์ทางใจ น้อมนำพลังฝ่ายดีเข้าสู่ตัวด้วยอำนาจแห่งอักขระ อำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บรรจุอยู่ในบทสวดมนต์นั้น

แต่อำนาจและคุณความดีเหล่านี้จะเข้าสู่ตัวของผู้สวดไม่ได้เลย หากมีกรรมชั่วภายในสกัดกั้นอยู่มาก อำนาจฝ่ายดีก็ไม่อาจจะแทรกเข้าไปส่งผลได้เลย

ครูบาอาจารย์หลายท่านจึงกล่าวตรงกันว่า กรรมดีหรือกรรมขาวนั้นจะไม่สามารถเข้าไปไม่ได้เลย หากมีกรรมชั่วหรือกรรมดำอยู่ในใจ กรรมทั้งสองสิ่งนี้อยู่รวมกันไม่ได้ สิ่งที่สะอาดกับสิ่งสกปรกมันเข้ากันไม่ได้ กรรมชั่วมันจะไปขัดขวางให้สวดไม่ได้ จำไม่ได้แม้แต่จะสมาทานศีล 5 ที่เป็นเรื่องง่ายมากสำหรับคนไทยแต่ก็ทำไม่ได้ หรือทำให้ต้องมีกิจธุระหรือเหตุการณ์มาทำให้สวดมนต์ไม่ได้

เหมือนขวดน้ำที่มีน้ำอยู่เต็มขวด แม้พยายามจะกรอกน้ำเข้าไปอีกมันก็ล้นเข้าไปไม่ได้ เพราะน้ำในขวดมันดันไม่ให้เข้าไป

แต่อานิสงส์ของบุญและพลังศักดิ์สิทธิ์ของการสวดมนต์นั้นก็ยังอยู่ไม่ได้หายไปไหน แต่ทว่ายังส่งผลไม่ได้จนกว่า กรรมชั่วหรือกรรมดำนั้นจะลดลง จึงจะเข้าไปส่งผลกับชีวิตของเราได้

ดังนั้นก่อนที่จะสวดมนต์ ทำความดีสร้างมงคลสู่ชีวิตนั้น เป็นเรื่องจำเป็นมากที่ต้องลด ละ เลิกทำความชั่วเสียก่อนในทุกประเภทเพื่อไม่ให้มีกรรมชั่วเพิ่มเติม ในส่วนที่พลาดพลั้งไปแล้วนั้นเราย้อนเวลากลับไปแก้ไขไม่ได้ ก็เหมือนน้ำดำหรือยาพิษที่แทรกอยู่ในน้ำสะอาดที่เคยใส่ลงไป

ไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวล กรรมดีสร้างได้ใหม่ในทุกวินาที หมั่นสร้างบุญกุศลเหมือนเติมน้ำสะอาดเข้าไปในชีวิตเรื่อยๆ น้ำดำหรือยาพิษนั้นก็จะเจือจางลงไป จนไม่สามารถออกฤทธิ์ได้ เหมือนกับเวลาที่เรามีบุญมาก เป็นช่วงเวลาที่วิบากกรรมฝ่ายดีมาส่งผล วิบากกรรมฝ่ายไม่ดีก็ไม่มีโอกาสที่แทรกมาส่งผลได้ หรืออาจจะส่งผลได้น้อยมากจนเราไม่รู้สึกอะไรเลย ถ้าอยากจะให้ชีวิตดีต้องเริ่มตั้งวันนี้ วินาทีนี้เลย ถ้าอยากให้ชีวิตดีอย่าผัดวันประกันพรุ่ง ขอให้มั่นใจและมีศรัทธาอย่างมั่นคงว่า “บุญนั้นเป็นที่พึ่งได้จริง”

สำหรับคนที่มีวิบากกรรมไม่ดีมาขวางไว้ ทำให้สวดมนต์ไม่ได้หรือจำบทสวดมนต์แม้แต่สั้นๆ ไม่ได้ หรือเจออุปสรรคกรรมขวางไว้ไม่ให้สวดมนต์ได้ ทางแก้ไขก็คือ หมั่นสร้างบุญกุศล อธิษฐานขอให้อานิสงส์แห่งบุญช่วยให้สวดมนต์ได้และต้องอุทิศบุญนั้นให้เจ้ากรรมนายเวรที่มาขวางทางบุญนี้เสีย ทำบ่อยๆ จนเจ้ากรรมนายเวรเขาพอใจ เขาจะหลีกทางให้เราสวดมนต์สร้างบุญกุศลได้

มีเรื่องเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง มีผู้หญิงคนหนึ่งสวดมนต์ไม่ได้ เพราะลิ้นมันคับปาก อย่าว่าแต่สวดมนต์เลยแม้แต่จะพูดก็ยังไม่ได้ เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเคยไปปรักปรำพระภิกษุสงฆ์ว่าเสพสังวาสกับสีกา ทั้งๆ  ที่ท่านไม่ได้ทำจนทำให้ท่านต้องมลทิน ปฏิบัติธรรมต่อไม่ได้

ด้วยกรรมนี้ที่ไปขวางทางปฏิบัติธรรมและดูหมิ่นผู้มีคุณธรรม ทำให้ผลแห่งกรรมนั้นมาส่งผลให้ลิ้นที่เคยโกหกพกลม ใหญ่คับปากจนพูดไม่ได้และลุกลามกลายเป็นมะเร็ง จนได้เมตตาจากครูบาอาจารย์ท่านหนึ่ง ที่เป็นผู้ทรงคุณธรรมและมีเมตตายิ่ง บอกวิธีคลายวิบากกรรมให้ ลิ้นที่แข็งนั้นก็อ่อนลงจนสวดมนต์ได้จนถึงทุกวันนี้

สำหรับท่านใดที่ไม่รู้ว่าต้องเองได้รับวิบากกรรมจากกรรมใด เมื่อไหร่แน่ แต่ส่งผลให้มาขัดขวางในการสวดมนต์ ขอให้สร้างบุญกุศลเป็นของตนเองและอุทิศบุญไปให้เจ้ากรรมนายเวรแบบเจาะจงว่า

“โดยเฉพาะเจ้ากรรมนายเวรที่ขัดขวางการสวดมนต์ ขอให้ท่านมารับบุญกุศลนี้ เมื่อท่านมารับแล้วพอใจในบุญกุศลนี้ ขอให้ท่านถอนตัวจากการขัดขวางการสวดมนต์ด้วยเถิด”

หมั่นทำบ่อยๆ แล้วท่านจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เรื่องนี้พิสูจน์มาแล้ว แต่ท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั้น ขอให้เป็นสิทธิ์ของท่าน บุญของท่านเอง

2. หมั่นทำบุญ และอุทิศบุญเพื่อให้ เหล่าองค์เทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าของคาถาคุ้มครองอวยพร

คนเรานั้นชีวิตจะดีหรือจะรวยขึ้นมาได้นั้น ต้องมีบุญเก่าเป็นตัวหนุนไปรวมกับบุญใหม่ที่ต้องเร่งทำ บุญนั้นต้องเป็นบุญที่เราสร้างขึ้นมาเอง เพื่อเป็นฐานบุญ เป็นทุนรอนที่สำคัญของตนเองที่ต้องมี ก่อนจะไปขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านช่วยหรือไปพึ่งบุญของคนอื่น

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แห่งวัดระฆัง พระอริยสงฆ์ของเมืองไทยที่ท่านได้ละสังขารไปแล้ว ท่านได้เคยกล่าวไว้โดยสรุปว่า

“ลูกเอ๋ย ก่อนที่จะเข้าไปขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเอง คือบารมีของตนลงทุนไปก่อน เมื่อบารมีของเจ้าไม่พอจึงค่อยขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วย มิฉะนั้นเจ้าจะเอาตัวไม่รอด

เพราะหนี้สินในบุญบารมีที่ไปเที่ยวขอยืมมาจนพ้นตัว เมื่อทำบุญทำกุศลได้บารมีมา ก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เขาจนหมดไม่มีอะไรเหลือติดตัว แล้วเจ้าจะมีอะไรไว้ในภพหน้า หมั่นสร้างบารมีไว้แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง

จงจำไว้นะเมื่อยังไม่ถึงเวลา เทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้ ครั้นเมื่อถึงเวลา ทั่วฟ้าจบดินก็ต้านเจ้าไม่อยู่ จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดิน เมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลยจะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงแท้และครุบาอาจารย์ท่านทราบดี ท่านจึงหมั่นเตือนคนว่าให้เร่งสร้างบุญของตนเสีย ยิ่งถ้าเรารู้ตัวว่าบุญน้อย ยังมีชีวิตที่ลำบากเจอแต่เรื่องร้ายๆ ในชีวิตซึ่งส่วนหนึ่งมันก็คือวิบากกรรมไม่ดีมาส่งผล รวมถึงกรรมไม่ดีที่จะทำขึ้นมาใหม่ ก็ต้องขวนขวายทำความดี หมั่นสร้างบุญกุศล ต้องทำบุญสร้างบุญเพิ่มเพื่อคลายวิบากกรรมไม่ดีนั้นเสีย

ขอบอกเคล็ดลับสำคัญข้อหนึ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนมาและท่านบอกว่าคนรวยรู้จักดีในเคล็ดนี้และทำเป็นประจำ ก็คือ การให้ทานแบบทันที ให้ไปตามที่ร้องขอ ให้ตรงตามเวลา ตรงประโยชน์ที่คนมาขอความช่วยเหลือต้องการ

อย่าไปขี้เหนียว อย่าไปกังวลว่าให้ไปแล้วเขาจะเอาไปทำอะไร ครูบอาจารย์ท่านบอกว่า ใครทำทานแบบนี้ได้ จะเกิดโชคลาภมากมายแบบไม่คาดฝันขึ้นบ่อย จับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองหมด เพราะกระแสบุญนั้นสูงและมาสนองตอบเร็ว

และเคล็ดลับสำคัญอีกข้อหนึ่งในการที่จะสวดมนต์คาถาให้ได้ผลนั้น เมื่อเราสร้างบุญแล้ว เราต้องอุทิศถวายบุญกุศลนั้น เป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ถวายแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่องค์ปฐม พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ จนถึงองค์ปัจจุบัน

และอุทิศโมทนาพระคุณความดี ของครูบาอาจารย์ท่านที่เป็นเจ้าของคาถา อุทิศแด่เทวดาประจำตัว พรหมเทพเทวดาทั้งหลาย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ให้ท่านช่วยเมตตาดลจิตดลใจ เรา ได้มีโอกาส สร้างพลังบุญมากขึ้นไปอีกและทำเหตุให้ตรงกับผลที่เราปรารถนาอยากได้

สำหรับการทำบุญอุทิศโมทนาพระคุณความดีไปให้เจ้าของพระคาถานั้น เป็นการแสดงความกตัญญู แสดงความเคารพและขอบพระคุณในพระคุณความดีของท่าน และเป็นการเชื่อมบุญระหว่างเรากับท่านให้มั่นคงแน่นแฟ้นมากขึ้น และการที่เรานำคาถานั้นมาใช้เพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์ เราต้องรู้และใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสมด้วย ในการอธิษฐานแผ่บุญกุศลนี้

อย่างเช่น ขออุทิศถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา นั้นสำหรับพระพุทธมนต์ที่มาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า เพื่อแสดงความนอบน้อมบูชาพระพุทธองค์

ขออุทิศโมทนาพระคุณความดีนั้นใช้กับพระอรหันต์ พระโพธิสัตว์พระอริยสงฆ์ ที่เป็นเจ้าของพระคาถาหรือคาถา

สำหรับครูบาอาจารย์ที่เป็นฆราวาสที่เป็นผู้ค้นคิดนั้นใช้คำว่า อุทิศบุญแด่…(บอกชื่อท่านไป) แต่ถ้าไม่รู้ ให้กล่าวถึงว่า อุทิศถึงครูบาอาจารย์ผู้เป็นคนแต่งพระคาถาหรือคาถาที่เรามาใช้สวด

การใช้คำให้ถูกนั้น เป็นการแสดงเจตนาในความเคารพ เหมือนกับการจัดหิ้งพระ ที่ต้องรู้ว่าชั้นที่หนึ่งควรจัดพระพุทธรูปเป็นประธาน ชั้นที่สองเป็นพระอรหันต์ ชั้นที่สามเป็นพระโพธิสัตว์หรือพระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์

ที่บอกว่าการอุทิศโมทนาพระคุณความดีหรือการอุทิศบุญนั้น เป็นการเชื่อมบุญกับท่านเจ้าของคาถา และเป็นการขอให้ตัวเรานั้นมีส่วนร่วมในบุญของท่านที่มีมากมายมหาศาล จนประมาณไม่ได้ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันและที่จะมีต่อไปในอนาคต เป็นการเพิ่มบุญให้กับตัวเราเองด้วย

การเชื่อมบุญนั้น เป็นเคล็ดวิธีโบราณ เป็นการอุทิศบุญใหม่ที่เราทำเพื่อไปกระตุ้นบุญเก่าที่เราอาจจะมีร่วมกับครูบาอาจารย์ ซึ่งต้องบอกว่ามีแน่นอนแต่จะมีน้อยหรือมากแค่ไหนไม่ทราบ ที่บอกว่ามีเพราะแม้ว่าเราจะไม่เคยพบ ไม่เคยได้รับคำสั่งสอน หรือได้รับคาถาโดยตรงจากท่าน แต่ทำไมเราถึงเลื่อมใส และมีจิตผูกพันกับท่านและอยากให้ท่านได้ช่วยเหลือ หรืออยากให้คาถาของท่าน บันดาลให้เกิดผลดีต่อตนเอง

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะต้องมีการผูกพันกับท่านแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นชาติไหนก็ตาม อาจจะเป็นคนรับใช้ เป็นญาติ เป็นลูกศิษย์ของท่านทั้งที่ใกล้ชิดหรือลูกศิษย์นอกกุฏิ หรือเคนร่วมสร้างบุญกับท่าน เป็นไปได้ทั้งนั้น อย่าลืมว่าก่อนที่เราจะเกิดมาเป็นคนในชาตินี้ เราต้องผ่านการเวียนว่าย ตาย เกิดมานับครั้งไม่ถ้วนแน่นอนและไม่เพียงแต่ที่เป็นคน ต้องเป็นมาหมดแล้วทุกเหล่าสารพัดสัตว์ทั้งหลาย

และการเชื่อมบุญนี้ ถือว่าเป็นบุญใหม่ที่เราอุทิศไปมีส่วนร่วมบุญกับท่าน เพื่อให้ท่านรู้จักเรา เมตตาเรา เหมือนกับญาติผู้ใหญ่ของเรา ที่เรานานๆ ไปหาท่านสักครั้งหนึ่ง กับญาติผู้ใหญ่ที่เราหมั่นไปเยี่ยมเยียนมีอะไรไปฝากไปไหว้ท่านเสมอ เวลาที่เรามีเรื่องเดือดร้อน ท่านผู้อ่านคิดว่าญาติผู้ใหญ่ท่านไหนจะช่วยเราแบบเต็มใจ เต็มที่

การที่จะเชื่อมบุญนั้น เราเองต้องมีบุญของตนไปเชื่อมด้วย ถ้าไม่สร้างบุญขึ้นมาที่เป็นของตนจะเอาบุญที่ไหนไปเชื่อมบุญกับท่านได้ สำหรับการสร้างบุญกุศลนั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ขอให้ยึดหลักการทำบุญ แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการไว้ เพราะเป็นการสร้างบุญบารมีที่ถูกต้องหลักพระพุทธศาสนา อันได้แก่

1. การบริจาคทาน (ทานมัย) คือการเสียสละ ทรัพย์ สิ่งของ เงินทอง ตลอดจน กำลังกาย สติปัญญา ความรู้ความสามารถ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยส่วนรวม ผู้ที่ทำงานใดๆ รู้จักเสียสละกำลังกายหรือกำลัง ทรัพย์ ก็ถือเป็นการสร้างบุญที่ดีทางหนึ่ง

2. รักษาศีล (สีลมัย) คือการตั้งใจรักษาศีล และการปฏิบัติตนไม่ให้ละเมิดศีล เพื่อรักษากาย วาจา และใจ ให้บริสุทธิ์สะอาด  เพื่อให้พ้นจากการทำไม่ดี ทางร่างกาย 4 ประการ คือ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ละเว้นจากการลักทรัพย์  ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม  และ เสพสิ่งเสพติดมึนเมา อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท และไปก่อโทษให้กับคนอื่น

วจีทุจริต 4 ประการ คือไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดปด ไม่พูดเพ้อเจ้อ และไม่พูดคำหยาบ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ และสร้างสัมพันธภาพทีดีในการทำงาน และสุดท้ายคือ มโนทุจริต 3 ประการ คือ ไม่หลงงมงาย ไม่ผูกพยาบาทกับใคร และ ไม่หลงผิดจากทำนองคลองธรรม ทำให้เรา ดำเนินชีวิตด้วย การมีทัศนคติที่ดี ทั้งต่อตนเองและคนอื่น เป็นการสร้างบุญและ พื้นฐานแห่งความสำเร็จอีกมากมาย

3. การภาวนา (ภาวนามัย) คือ การอบรมจิตใจ เป็นการ ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นโดยใช้ “สมาธิปัญญา” โดยการเริ่มฝึกจาก การทำใจให้สงบนิ่ง ก่อน แล้ว หัด สวดมนต์เพื่อให้จิตใจตั้งมั่นอยู่กับสิ่งที่ดี แล้ว จึง ฝึกด้วย การ เจริญภาวนา เพื่อจุดมุ่งหมายให้เข้าใจถึง ทางเจริญและ ทางเสื่อม หมายความว่า เมื่อรู้จักเจริญปัญญาแล้ว เราก็จะกลายเป็นคนที่แยกแยะได้ว่า อะไรเป็นสิ่งที่ดี ควรทำ และไม่ควรทำ

4. การประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ (อปจายนมัย) เป็นการให้ความเคารพ ผู้ใหญ่และผู้มีพระคุณ 3 ประเภท คือ ผู้ที่มี วัยวุฒิกว่า ได้แก่พ่อแม่ ญาติพี่น้องและผู้สูงอายุ  สองคือ ผู้มี คุณวุฒิ หรือคุณสมบัติ ได้แก่ ครูบาอาจารย์ พระภิกษุสงฆ์ และสามคือผู้ที่มี ชาติวุฒิ ได้แก่พระมหากษัตริย์ และเชื้อพระวงศ์ทั้งหลาย การให้ความเคารพแก่บุคคลที่ควรเคารพย่อมส่งผลให้ผู้กระทำ เป็นคนที่น่ารัก

5. การทำงานในกิจการที่ชอบ (เวยยาวัจจมัย) คือ การกระทำสิ่งที่เป็นคุณงามความดี ที่เกิดประโยชน์ต่อคนส่วนรวม หากเป็นการทำงานประกอบอาชีพใดๆ ก็คือ ตนเองได้ทำงานที่ชอบแล้วยัง ส่งผลดีต่อตนเองคือ เลี้ยงดูครอบครัวได้ดี และช่วยเหลือคนอื่นให้มีความสุข อีก จึงเป็น พลังบุญที่ ยิ่งใหญ่

6. การให้ส่วนบุญแก่ผู้อื่น (ปัตติทานมัย) คือ การอุทิศส่วนบุญกุศล หรือการ แบ่งบุญ ที่ได้กระทำไว้ ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งปวง การบอกให้ผู้อื่นได้ร่วมอนุโมทนาด้วย “ทั้งมนุษย์และอมนุษย์ หรือแม้แต่ องค์เทพทั้งปวง” ได้ทราบข่าวการบุญการกุศลที่เราได้กระทำไป

7. การอนุโมทนาบุญ (ปัตตานุโมทนามัย)

คือ การได้ร่วมอนุโมทนา เช่น กล่าวว่า “สาธุ” เพื่อเป็นการยินดี ยอมรับความดี และขอมีส่วนร่วมในความดีของบุคคลอื่น ถึงแม้ว่าเราไม่มีโอกาสได้กระทำ ก็ขอให้ได้มีโอกาสได้แสดงการรับรู้ด้วยใจปีติยินดีในบุญกุศลนั้น ผลบุญก็จะเกิดแก่บุคคลที่ได้อนุโมทนาบุญนั้นเองด้วย เป็นการสร้างบุญที่ง่ายมากทางหนึ่ง

8. การฟังธรรม (ธัมมัสสวนมัย) คือ การตั้งใจฟังธรรม รวมไปถึง เรื่องราวดีๆ ที่ไม่จำกัดแต่ใน พระธรรม ที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน หรือที่เคยฟังแล้วก็รับฟังเพื่อได้รับความกระจ่างมากขึ้น ให้คลายความสงสัยและทำความเห็นให้ถูกต้องยิ่งขึ้น จนเกิดปัญญาหรือความรู้ก็พยายามนำเอาความรู้ที่ดี นั้นนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ สู่หนทางเจริญต่อไป

9. การแสดงธรรม (ธัมมเทสนามัย) คือ การแสดงธรรมไม่ว่าจะเป็นรูปของการกระทำ หรือการประพฤติปฏิบัติด้วยกาย วาจา ใจ ในทางที่ดี  หากเป็นพระภิกษุก็ย่อมเป็นการง่าย เพราะเป็นกิจของพระท่าน ที่ทำได้บ่อยๆ แต่ สำหรับคนทั่วไป ก็คือ การให้ความรู้ ให้ คำสอนในด้านคุณธรรม หรือแม้กระทั่ง เป็นตัวอย่างในการประพฤติตนที่ดี ประพฤติตนเป็นตัวอย่างให้กับบุคคลอื่นๆ ก็ ถือเป็นการสร้างบุญในข้อนี้เช่นเดียวกัน

10. การทำความเห็นให้ตรง (ทิฏฐชุกัมม์) คือ ความเข้าใจในเรื่อง บาป บุญ คุณ โทษ เข้าใจในสิ่งที่เป็นแก่นสารสาระหรือที่ไม่ใช่แก่นสารก็ตาม ทั้ง ทางเจริญทางเสื่อมเพื่อให้ชีวิตแยกแยะได้ว่า ควรจะทำอะไร ไม่ควรทำอะไร  ตลอดจนการกระทำความคิดความเห็นให้เป็น ทัศนคติที่ดี อยู่เสมอ

เครื่องมือในการสร้างบุญ ทั้ง 10  ประการนี้  หากได้ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือยิ่งมากจนครบทั้ง 10 ประการแล้ว ผลบุญ ย่อมเกิดแก่ผู้ได้กระทำมากตามบุญที่ได้กระทำ ยิ่งได้มีการเตรียมกาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์ หยุดในสิ่งที่ควรหยุด เข้าไปแล้วก็ยิ่งได้รับบุญมหาศาล และสามารถส่งบุญให้เหล่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลายได้ร่วมปกป้องและอวยพรปลอดภัย

และมีหลายข้อที่ไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว การสร้างบุญกุศลนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวน เงินว่าจะมากน้อยเท่าใด บางครั้งทำบุญแต่ไม่ได้บุญกลับได้บาปก็มีมากมาย แต่ขึ้นอยู่กับ

– วัตถุทานนั้นบริสุทธิ์ ไม่ได้มาจากเบียดเบียนคดโกงผู้อื่น

– ผู้ให้นั้นบริสุทธิ์ มีเจตนาทำบุญไม่ได้หวังผลอื่นใด ประเภททำร้อยบาทหวังผลล้านบาทนั้นเป็นไปไม่ได้ มันค้ากำไรเกินควร ต้องใจบริสุทธิ์ครบทั้ง 3 กาลคือ ทั้งก่อนให้ กำลังให้ และหลังจากการให้

– ผู้รับนั้นบริสุทธิ์ หมายความว่า ยิ่งผู้รับนั้นบริสุทธิ์หรือเรียกว่า “เนื้อนาบุญบริสุทธิ์” วัดหรือดูกันที่ด้วยท่านนั้นถือศีลมากข้อเท่าใด บุญของผู้ให้นั้นก็จะยิ่งมากขึ้นไปตามลำดับ ทำบุญกับพระสงฆ์ที่ถือศีล 227 ข้อย่อมมากกว่าคนธรรมดาที่ถือศีล 5 ทำบุญกับคนที่ถือศีล 5 ย่อมได้ผลมากกว่าคนไม่มีศีล

ยิ่งทำกับพระโสดาบัน พระอริยะสงฆ์ย่อมได้บุญมากหลายเท่าตัว หลักการที่จะดูว่าพระท่านใดนั้นมีเนื้อนาบุญสูงให้ดูที่วัตรปฏิบัติของท่าน อย่าไปดูที่สมณะศักดิ์หรือยศพระ เพราะบางที่พระที่ตำแหน่งสูงๆ ยังมีเนื้อนาบุญน้อยกว่าเณรองค์เล็กๆ เสียอีก เพราะแค่ห่มผ้าเหลืองสอนชาวบ้านได้ แต่สอนตัวเองไม่ได้หลอกประชาชนไปวันๆ

3. แผ่เมตตาอุทิศบุญปรับภพภูมิเทวดารักษาตัวและดวงจิตวิญญาณอยู่เสมอ

ในการทำบุญทุกครั้ง หลังจากที่ได้สร้างบุญเสร็จแล้ว ควรจะอุทิศบุญให้กับเทวดาที่รักษาตัว เพื่อแสดงถึงความเคารพ ความกตัญญูต่อท่านและเป็นการเชื่อมบุญกับท่าน ให้มีสายสัมพันธ์ที่ดีตลอดเวลา

ทุกคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้ล้วนมีเทวดารักษาตัว เทวดารักษาตัวนั้น คือ ดวงจิตวิญญาณที่มีบุญมากอยู่ในภพภูมิที่สูงกว่าโลกมนุษย์ที่ยังคงมีความห่วงใยเรา มีกรรมที่ผูกพันกันอยู่ อาจจะเป็นพ่อแม่ บรรพบุรุษ ครูบาอาจารย์ เพื่อน ลูก พี่น้องหรือบริวารที่เคนร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา

ขอให้ทราบตัวกันว่า เทวดาเหล่านี้ท่านไม่ได้แฝงอยู่ในตัวเราแต่ท่านอยู่บนสวรรค์ แต่เฝ้าคอยดูเรา คอยดลบันดาลให้เราพบกับสิ่งที่ดีในชีวิต หรือคอยเตือนเมื่อเรามีภัยด้วยการดลบันดาลใจ ยิ่งเราอุทิศบุญส่งไปให้ท่านมากเท่าใด ท่านก็จะมีกำลังบุญบารมีมากและสามารถช่วยเหลือเราได้มากขึ้น

และในการอุทิศบุญเพื่อปรับภพภูมินี้ใช้ได้กับแก้และป้องกันในเรื่องดวงจิตวิญญาณเร่ร่อน ที่ตกทุกข์ได้ยาก พวกผีที่พยายามมาแฝงในตัวเราด้วย เพื่อให้เขาได้ไปสู่ภพภูมิที่ดีไม่มารบกวนเรา เพราะเราได้ส่งเขาไปอยู่ในภพภูมิที่ดีขึ้น เป็นที่พึงพอใจของเขาและเมื่อเขาพอใจเขาอาจจะให้คุณกับเราได้ด้วย

            ดังนั้นหลังจากสร้างบุญไม่ว่าจะเป็นทาน ศีล ภาวนา ทุกครั้ง ควรแผ่เมตตาจิตอุทิศบุญไปให้พวกเขาทั้งหลาย ให้ได้รับผลบุญ และ ไปเกิดไปจุติยังภพภูมิที่เป็นสุขคติภูมิ มีสวรรค์ พรหมและมีพระนิพพานเป็นที่สุด โดยมีลำดับ กำลังวิธีการดังนี้

5.1 การแผ่เมตตาจิตของ ผู้ที่ไม่ได้ทิพยจักษุญาณ พึงตั้งจิตอธิษฐานระลึกถึงบุญกุศลของตัวเราเอง ตั้งเจตนาอุทิศบุญกุศลความดีทั้งหลายให้กับ ทุกดวงจิต ที่ประสบทุกข์กรรมเวียนว่าย ตกค้างอยู่ผิดภพ ผิดภูมิ ให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศล และเราปรารถนาให้เขาทั้งหลาย ได้เกิดในภพภูมิที่ดีกว่า แบบนี้ได้ผลบ้างตามกำลังบุญกำลังสมาธิของผู้อุทิศ หากร่วมใจอุทิศกันมากๆ หลายๆ คนร่วมใจกันก็เกิดผลที่ดีได้ไม่น้อย

5.2 การอุทิศบุญของผู้ที่ได้ทิพย์จักษุญาณและมโนมยิทธิ ก็คือ การอธิษฐานนำกายทิพย์ ไปยังสถานที่แห่งนั้นที่เราอยากจะแผ่ส่วนบุญ เช่น สถานที่เกิดเหตุเคยมีคนตายจำนวนมาก ศาลรกร้าง เป็นต้น จากนั้น ก็ตั้งจิต แผ่บุญกุศลเป็น รัศมีจากกายทิพย์ของตนเองแผ่ไปยังดวงจิต และสัมภเวสี ทั้งหลายที่ปรากฏให้เห็นในจิตของเรา

เมื่อเราแผ่เมตตาไปแล้วจะปรากฏเห็น กายของสัมภเวสี ที่มาขอส่วนบุญ จะ เปลี่ยน เป็น กายที่สว่าง  และ เปลี่ยนสภาวะกาย อาจเป็นกายทิพย์ ของภพภูมิ ของเทวดาบ้าง พรหมบ้าง

เรื่องนี้ท่านที่ปฏิบัติจนถึงได้ทิพย์จักษุญาณและมโนมยิทธิคงทราบดี แต่ท่านที่ยังไม่ถึงในระดับนี้ ก็พอจะทำได้ขอให้นึกถึงสถานที่นั้นที่จะแผ่เมตตาและอุทิศบุญ หรือดูรูปสถานที่แห่งนั้นบ่อย จนจิตเห็นภาพสถานที่นั้นชัดเจน นอกจากจะสร้างบุญกุศลแล้วยังเป็นการฝึกให้ใจมีฤทธิ์ด้วย

5.3 การตั้งจิตอธิฐานรวมบุญบารมีของเราเอง ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันและที่จะทำต่อไปในอนาคตให้มารวมตัวกันก่อนแล้ว จึงแผ่อุทิศส่วนกุศลออกไปยัง ดวงจิต ทั้งหลาย อุปมาดังที่เรากำลังจะยกของหนักต้องมีการรวบรวมแรงก่อน

การแผ่เมตตาจิตแบบนี้ เราจะเห็นในจิตได้ว่า มีผลสูงกว่าขึ้นไปอีกช่วยให้ดวงจิตดวงวิญญาณ ปรับภพภูมิที่สูง ขึ้นไปได้จำนวนมากขึ้น

การที่ดวงจิตต่างๆ ปรับภพภูมิไปเกิดยังที่ที่ดีกว่าได้นั้นเป็นผลจากโมทนามัยบุญ คือ การเสวยผลจากการที่ดวงจิตเหล่านั้นมาร่วมยินดี และรับในบุญที่เราตั้งจิตอุทิศให้ ดังนั้นทุกครั้งที่เราอุทิศบุญจะมี ดวงจิต ที่มาโมทนารับได้ และรับไม่ได้ สำหรับดวงจิต ท่านที่โมทนาก็ไปได้ในภพภูมิที่ดีขึ้น

ส่วนดวงจิตที่มาไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตามหรือมาได้แต่ไม่อยู่ในสถานะที่รับได้ ครูบาอาจารย์ท่านสอนให้ใช้วิธีฝากบุญไว้ขอเมตตาต่อพระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์ ครูบาอาจารย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้โปรดเมตตามาสงเคราะห์ให้กับดวงวิญญาณที่มารับโมทนาบุญไม่ได้

วิธีการ ก็คือ การตั้งจิต ระลึกถึงขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์ ครูบาอาจารย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทุกๆ ท่าน ทุกๆ พระองค์ ขอฝากบุญที่เราตั้งใจอุทิศให้ ขอท่านเมตตาแผ่ฉัพพรรณรังสีไปยังทุกดวงจิต ให้เขาได้รับบุญกุศลและโมทนาบุญหรือส่งบุญให้กับดวงวิญญาณเหล่านั้นเมื่อถึงเวลาที่เขารับได้

สำหรับวิธีนี้ เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด และเกิดผลอานิสงส์สูงมากๆ หากเราสัมผัสในจิตจะพบว่า มี ดวงจิต ที่ปรับภพภูมิขึ้นสู่สุขคติภูมิแบบนี้เป็นจำนวนมากมายเร็ว รวมทั้งกายที่เปลี่ยนไปนั้นมีแสงสว่างมากกว่า วิธีต้นๆ มากมายนัก

ที่แนะนำให้ใช้ก็ คือวิธีการที่ 3 นี้ ขอให้จำกันเอาไว้จงอย่าได้ใช้กำลังของตนเองอย่างเดียว
ขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์ ครูบาอาจารย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้ท่านช่วยในการทำการทุกอย่างก่อนแผ่เมตตา ปรับภพภูมิ แล้วจงตั้งกำลังใจให้ถูกก่อนว่า เราทำไปก็เพื่อปรารถนาให้ดวงจิตแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลายไปจุติ ยังภพภูมิอันเป็นสุขคติมีสวรรค์ มีพระนิพพานเป็นที่สุดด้วยเทอญ

4. รวมสมาธิให้แน่วแน่มั่นคงก่อนสวดมนต์ (และหลังสวดมนต์)

การสวดมนต์ที่ไม่ได้ผลดีนั้น สาเหตุหลักอีกประการหนึ่งคือ การไม่มีสมาธิในการสวดที่ดีพอ เปรียบเหมือนเครื่องรับวิทยุที่ไม่มีกำลังหรือมีคลื่นแทรกอยู่ตลอดเวลา จึงรับคลื่นแห่งพลานุภาพความศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่ได้ หรือรับได้แต่น้อยมาก

คนทั่วไปนั้นเวลาสวดมนต์มักไม่ทราบว่าควรจะต้องทำใจให้นิ่งเสียก่อน หรือถ้าจะให้ดีจริงให้ทำสมาธิเสียก่อนก็ยิ่งดีขึ้น เพื่อรวมจิตใจให้นิ่ง ไม่กระสับกระส่าย เพื่อทำให้จิตนั้นรวมกันเข้ากับพระคาถาศักดิ์สิทธิ์ยิ่งสวดด้วยความมีสมาธิมากเท่าใด อานิสงส์จะได้รับมากขึ้นเท่านั้นและเมื่อสวดมนต์เสร็จแล้วควรนั่งสมาธิต่อ  ก็จะได้อานิสงส์บุญเพิ่มมากขึ้น มีวิธีการทำสมาธิของครูบาอาจารย์มาฝากกันครับ

การทำสมาธิสามารถทำได้ทุกขณะอิริยาบถ

ท่านพ่อลี หรือ หลวงพ่อลี ธมฺมธโร พระสายธุดงค์ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งแห่งภาคอีสาน ได้เคยให้คำอธิบายวิธีการทำสมาธิในชีวิตประจำวัน เวลาที่จะทำสมาธินั้นท่านได้อธิบายอย่างง่ายๆ ไว้ว่าทำได้ทั้งยืน เดิน นั่ง และนอน ในอิริยบททั้ง 4 นี้เมื่อใดที่ใจเป็นสมาธิก็ถือว่าเป็นภาวนามัยกุศล ซึ่งถือเป็นกุศลกรรมสิทธิ์เฉพาะตัว ถือว่าได้บุญด้วยอย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงขอสรุปจากคำแนะนำของท่านพ่อลีไว้ได้ดังนี้คือ

การยืน ทำโดยยืนให้ตรง วางมือขวาทับมือซ้าย คว่ำมือทั้งสอง หลับตาหรือลืมตาสุดแท้แต่จะสะดวกในการทำ แล้วเพ่งไปที่คำว่า พุทโธ จนจิตตั้งมั่นได้

การเดิน เรียกว่าเดินจงกรม ให้กำหนดความสั้น ความยาว ของเส้นทางที่จะเดินสุดแท้แต่เราเอง ควรจะหาสถานที่ และเวลาที่เหมาะสม ไม่อึกทึกครึกโครม และไม่มีสิ่งรบกวนจากรอบข้าง นอกจากนั้นที่ที่จะเดินไม่ควรสูงๆ ต่ำๆ แต่ควรเรียบเสมอกัน เมื่อหาสถานที่และเวลาที่เหมาะสมได้แล้วก็ตั้งสติ อย่าเงยหน้าหรือก้มหน้านัก ให้สำรวมสายตาให้ทอดลงพอดี วางมือทั้งสองลงข้างหน้าทับกันเหมือนกับยืน การเดินแต่ละก้าวก็ให้จิตตั้งมั่นอยู่กับคำบริกรรมว่า พุทโธ โดยเดินอย่างสำรวม ช้าๆ ไม่เร่งรีบ กำหนดรู้ในใจ

การนั่ง คือนั่งให้สบาย แล้วเพ่งเอาจิตไปที่การบริกรรมคำว่า พุทโธ ท่องภาวนาไว้เป็นอารมณ์ให้กำหนดรู้อยู่ในใจ

การนอน คือให้นอนตะแคงข้างขวา เอามือขวาวางรองศีรษะ ยืดมือซ้ายไปตามตัว ไม่นอนขด นอนคว่ำ หรือนอนหงาย แล้วก็สำรวมสติตั้งมั่นด้วยการภาวนาคำว่า พุทโธ ให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว เช่นเดียวกัน

หลักการทำสมาธินี้มีหลายวิธีที่ครูบาอาจารย์ท่านได้ค้นพบ ล้วนแต่เป็นของวิเศษทั้งสิ้น ขอให้เราทุกคนลองค้นคว้าศึกษาดูรายละเอียด ซึ่งมีความแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ที่ครูบาอาจารย์ท่านเน้นมากที่สุดก็คือ

เมื่อออกจากสมาธิแล้วต้องอุทิศบุญกุศลในการทำสมาธิทุกครั้ง แผ่เมตตาและกล่าวคำขออโหสิกรรมด้วย

ถ้าเราจะใช้การสวดมนต์แนะนำว่า ให้ทำสมาธิแบบนั่งจะดีที่สุดเพราะจะได้สวดมนต์ต่อเนื่องไปได้เลย ตอนนี้ทุกท่านคงทราบเคล็ดทั้งหมดก่อนสวดมนต์กันแล้ว ที่เกิดผลดีแน่นอนจึงขอกล่าวถึงอานิสงส์ของการสวดมนต์เพื่อให้ท่านทั้งหลายมีกำลังใจในการสวดมนต์

อานิสงส์ของการสวดมนต์

1. สวดมนต์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาเป็นบุญที่ได้กล่าวคำศักดิ์สิทธิ์ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ บทสวดพุทธมนต์นั้น มาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าที่ได้ทรงสอนสั่งสาวกและมีการจำและท่องสืบกันมา จนถึงมีการจดบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก ผู้ที่ได้มีโอกาสสวดมนต์ในชีวิต เป็นการเปล่งคำศักดิ์สิทธิ์ถวายเป็นพุทธเจ้า เป็นการบูชาพระพุทธเจ้าและย่อมได้บุญกุศล

2. เกิดผลดีต่อร่างกาย คนที่สวดมนต์เป็นประจำนั้น ทางการแพทย์สมัยใหม่รับรองแล้วว่า การสวดมนต์ทำให้เกิดความสุขได้จริงในจิตใจ ส่งผลต่อร่างกายให้หลั่งสารความสุขออกมา ร่างกายก็จะแข็งแรง ใบหน้าสดใส ครูบาอาจารย์ในสมัยโบราณถึงปัจจุบันทราบถึงเคล็ดลับลับสำคัญ ให้สังเกตว่าท่านจะมีอายุยืนมาก และบรรพบุรุษของเรานั้น ท่านสวดมนต์เป็นประจำอายุท่านจึงยืนยาว ไม่เหมือนคนในปัจจุบันที่ห่างเหินการสวดมนต์มาก อายุจึงสั้น

3. เป็นการบำเพ็ญภาวนาอย่างหนึ่ง ทำให้มีสมาธิจิตใจ แจ่มใส การสวดมนต์เป็นการสร้างสมาธิวิธีการหนึ่ง เมื่อจิตที่มีสมาธิย่อมแจ่มใส มีกำลัง คิดอ่านแก้ไขปัญหาอะไรก็จะทำได้ง่ายเพราะมีสติกำกับอยู่

4. เป็นที่โปรดโปรนของเหล่าเทพเทวดาและดวงจิตวิญญาณทั้งปวง แม้ผู้ใดไม่ว่าจะเป็นพรหมเทพเทวดา สรรพสัตว์ทั้งหลาย ดวงจิตวิญญาณทั้งหลาย เมื่อได้ยินบทสวดนั้นจะพบกับความเย็นสบาย คลายทุกข์ ทำให้นิยมชมชอบคนที่สวดด้วย และเมื่อยินก็จะช่วยปกป้องรักษาคนที่สวด

5. เกิดบุญจากการแผ่เมตตา เมื่อสวดมนต์เสร็จสิ้น มีการแผ่เมตตาแก่ตนเองและเหล่าสรรพสัตว์ย่อมเกิดอานิสงส์บุญเกิดขึ้น

6. ได้รับพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คนที่สวดมนต์เป็นประจำนั้นย่อมได้รับการอวยพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสมอ เพราะเป็นผู้สร้างกรรมดีจากการสวดมนต์และแผ่เมตตา

7. สร้างสิริมงคลต่อตนเอง และครอบครัว ปัดเป่าภัยพิภัย โรคร้ายได้จริง ทุกบทสวดมนต์นั้นมาจากอักขระที่ศักดิ์สิทธิ์ มีอำนาจดลบันดาลให้สิ่งอัปมงคลนั้นออกไปจากชีวิต และสร้างสิริมงคลให้กับคนที่สวด ยิ่งสวดมากก็จะมีสิริมงคลมากขึ้น ทำอะไรก็สำเร็จโดยง่าย

8 สามารถแผ่บุญไปช่วยผู้อื่นที่เดือดร้อนได้ บทสวดมนต์ทุกบทนั้น สมารถแผ่บุญกุศลไปช่วยผู้อื่นที่เดือดร้อนได้ทุกเรื่อง ยิ่งเป็นสายเลือดเดียวกันจะยิ่งเร็วขึ้น เพราะมีทั้งบุญและกรรมผูกพันกันมา อานิสงส์ที่ดังที่กล่าวมาข้างต้นคงพอจะทำให้ทุกท่านเข้าใจ เรื่อง อานิสงส์ หรือ ประโยชน์ที่จะรับจากการสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ ตลอดจนการแผ่เมตตาเป็นอย่างดีแล้วอย่างไรก็ดีนี่เป็นเพียงประโยชน์เบื้องต้นเท่านั้นความจริงแล้วมีอานิสงส์ที่จะได้รับทางอ้อมทางลึกอีกมากมายกว่านี้นักแต่เป็น “ปัจจัตตัง” หรือรู้ได้เฉพาะตัวของแต่ละคนไป โปรดจำไว้เสมอว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นต้องปฏิบัติเองถึงจะได้

9. เป็นพื้นฐานไปสู่การก่อนปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานชั้นสูงต่อไป เมื่อทุกท่านทราบถึงการที่จะต้องทำอย่างไรก่อนถึงจะเริ่มต้นการสวดมนต์ ที่ครบถ้วนทุกประการแล้ว ต่อไปนี้จะขอนำทุกท่านพบกับวิธีการสวดให้ชีวิตดี สวดให้สุข สวดให้รวย กันในลำดับต่อไป

Read Full Post »

ก่อนจะเริ่มสวดมนต์เพื่อทำให้ชีวิตดีขึ้น สุขขึ้นและรวยขึ้นนั้น ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าหนังสือเล่มนี้มีจุดประสงค์ในการที่อยากจะให้ท่านผู้อ่านได้พบกับความสุข ความเจริญในชีวิตซึ่งการสวดมนต์นั้นเกิดผลจริงแท้แน่นอน ตั้งแต่เริ่มสวดมนต์เห็นผลแบบทันตาเห็นเลย

แต่ในเรื่องของความร่ำรวยเงินทองนั้นทุกคนรวยได้จริงเช่นกัน แต่เป็นภายหลังการสวด ที่ต้องมีปัจจัยอย่างอื่นช่วยด้วยถึงจะรวยได้และจะรวยน้อยรวยมากเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่ที่ว่าท่านใดมีบุญของตนเองด้วย และถ้าไม่มีบุญเก่าเลย ก็จะบอกถึงรายละเอียดทั้งหมดในการสร้างบุญใหม่ด้วย

หวังว่าคงพอจะเข้าใจถึงจุดมุ่งหมายของหนังสือเล่มนี้กันแล้วนะครับ แต่ท่านใดจะเชื่อหรือไม่เชื่อขอให้เป็นสิทธิ์ของท่าน ถือว่าหนังสือเล่มนี้เป็นการนำเสนอวิธีที่จะทำให้ชีวิตเป็นสุข และสำหรับเรื่อง บทสวดมนต์ ควรต้องรู้กันก่อนว่า รากแท้ที่จริงแล้วว่าคืออะไรเสียก่อน ขอเริ่มจาก

คำว่า “มนต์” โดยทั่วไปหมายถึง ถ้อยคำที่ขลัง หรือศักดิ์สิทธิ์ สามารถทำให้เกิดผลที่มุ่งหมายบางอย่างด้วยอานุภาพของมนต์นั้น แต่เดิมลัทธิไสยศาสตร์ได้เกิดขึ้นมาก่อนพระพุทธศาสนามีคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่ชื่อ “ไตรเพท” ในลัทธิของพราหมณ์ที่แนบแน่นกับเรื่องพิธีกรรมต่างๆ มาก เนื้อหาในคัมภีร์นี้ได้แยกออกเป็น 3 ประเภท แต่ต่อมาได้เพิ่มอาถรรพณเวทเข้ามาอีกเป็น 4 ประเภทคือ

1. ฤคเวท เป็นคำฉันท์ ใช้สำหรับสวดมนต์และสรรเสริญเทพเจ้า

2. ยชุรเวท เป็นคำร้อยแก้ว ใช้สำหรับท่องบ่นเวลาบวงสรวงเทพเจ้า

3. สามเวทเป็นคำฉันท์ ใช้สำหรับสวดมนต์ทำพิธีถวายน้ำโสม

4. อาถรรพณเวท เป็นคัมภีร์ประกอบด้วยเวทมนต์คาถา เรียกผีสางเทวดา ให้ช่วยป้องกันภัยอันตรายให้ และให้มีการแก้อาถรรพ์ ทำพิธีสาปแช่งให้เป็นอันตรายได้ด้วย

ในศาสนานี้ผู้ที่นับถือพระวิษณุจะเรียกว่า “วิษณุเวท” ส่วนคำที่ท่องบูชาพระวิษณุเรียกว่า มนตรา  ผู้ที่นับถือพระศิวะจะ เรียกว่า “ศิวเวท” ส่วนคำท่องบูชาพระศิวะ เรียกว่า อาคม  ซึ่งจะแตกต่างกับคำว่า “พุทธมนต์” อย่างสิ้นเชิง

เพราะคำว่า “พุทธมนต์ นั้นหมายถึง พระพุทธพจน์อันเป็นพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า ที่มีปรากฏในพระไตรปิฎกบ้าง เป็นคำที่แต่งขึ้นมาภายหลังบ้าง โดยถือกันว่าพระพุทธมนต์เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ สามารถปัดป้องอันตรายต่างๆได้ จึงเรียกอีกอย่างว่า “พระปริตร”

คำว่า “ปริตร มีความหมายว่า คุ้มครองรักษา หรือเครื่องคุ้มครองป้องกัน ซึ่งบทพระพุทธมนต์ที่นิยมว่าศักดิ์สิทธิ์เท่าที่ปรากฏรวบรวมไว้มี 7 บท จึงเรียกว่า “เจ็ดตำนาน”

ตามปกติ คำว่าตำนาน จะหมายถึงเรื่องราวนมนานที่เล่ากันสืบๆ มา แต่ในที่นี้เป็นการเรียกพระปริตรบทๆ หนึ่งว่า “ตำนาน” ซึ่งมีผู้สันนิษฐานว่าน่าจะแผลงมาจากคำว่า “ตาณ” ในภาษาบาลีที่แปลว่า ต้านทานหรือป้องกันเช่นเดียวกับคำว่า ปริตร หรืออาจจะหมายถึงตำนานอันเป็นที่มาของแต่ละพระสูตรก็เป็นได้

สำหรับเรื่องคำว่า “คาถา” นั้นแปลว่า ถ้อยคำที่ร้อยกรอง ถ้อยคำที่ผูกไว้ ถ้อยคำที่ขับร้อง ท่อง สวด และมักจะหมายถึงคำประพันธ์ภาษาบาลีประเภทฉันทลักษณ์ที่แต่งครบ 4 บาทหรือ 4 วรรค 1 คาถามี 4 บาท แต่ละบาทมีจำนวนคำต่างกัน และเชื่อกันว่าคาถาจะขลังและเกิดผลนั้นมาจากการผูกตัวอักษรที่เป็นมงคลเช่น คาถาชินบัญชร คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า คาถาบูชาพระสิวลี เป็นต้น

แต่ในภาษาไทยและคนทั่วไปจะเข้าใจว่า คาถาเป็นคำเสกเป่าและเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์มีอำนาจดลบันดาลให้เกิดอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ตามอักขระที่เรียงร้อยอยู่ในนั้นและด้วยพลังวิเศษของผู้แต่งคาถานั้น ท่านผู้รู้ กล่าวไว้ว่า สมัยก่อนคนจะใช้คาถาต่างๆ ได้สัมฤทธิผลกันมากเนื่องจากมีความเชื่อความศรัทธาอย่างปักแน่นไม่สั่นคลอนและต้องมีสัจจะ มีศีลธรรมในตนเป็นสำคัญ

ส่วนคำว่า “อาคม” นั้นถ้าเอาตามคำแปลเป็นภาษาไทยจะแปลว่า การมาถึง การมา เช่น มีนาคม ซึ่งแปลว่า การมาถึงของราศีมีน แต่ยังใช้ในความหมายถึงการเล่าเรียนหาความรู้ บทและมนต์ในศาสนา

ซึ่งคนไทยจะเข้าใจในคำหลังมากกว่า เพราะถ้าพูดถึง “อาคม” จะเข้าใจกันทันทีเลยว่า เป็นเรื่องของบทสวดที่มีความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์และส่งผลใดส่งผลหนึ่งให้กับต่อผู้สวดไม่ว่าจะทางร้ายหรือในทางดี

ส่วนการท่องหรือตัวอักษรอักขระในบทสวดมนต์นั้น การออกเสียงต่างๆ อาจจะมีแตกต่างกันไปบ้าง ส่วนสำคัญอยู่ที่ความมั่นใจและตั้งมั่นมากกว่า ยกตัวอย่างง่ายๆแค่ บทสวดมนต์ต่างๆ การออกเสียงในสำเนียงของภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคอีสาน ก็ต่างกันมากแล้ว แต่ทำไมถึงมีความศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน  คำตอบก็คือ ก็เพราะความตั้งมั่น ไม่สงสัยในครูบาอาจารย์ที่อบรมสั่งสอน

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องขอให้เข้าใจใหม่เสียตั้งแต่บัดนี้ว่าถ้าพูดกันถึง “มนตรา” จึงเป็นของพราหมณ์นิกายวิษณุเวท “อาคม” นั้นเป็นของพราหมณ์นิกายศิวเวท

พุทธมนต์ จึงเป็นสมบัติล้ำค่าและเป็นของวิเศษของชาวพุทธอย่างแท้จริง

เมื่อครั้งในสมัยพุทธกาลพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก แต่หลังจาก การสังคายนาพระพุทธศาสนาครั้งที่ 3 (ตติยสังคายนา) แล้ว พระพุทธศาสนาในประเทศอินเดียเริ่มร่วงโรยลงอย่างเด่นชัดด้วยหลายปัจจัยประกอบกันทั้งการเข้มแข็งของศาสนาอื่น และต่อมาพระพุทธศาสนาได้ไปเจริญรุ่งเรืองในลังกาแทน

มีผู้นำศาสนาพราหมณ์ฮินดูในอินเดียและสาวกในพระพุทธศาสนาสมัยนั้น ได้เอาหลักพิธีกรรมและเวทมนต์มาผสมผสานกับศาสนาพุทธ จนเกิดมีลัทธิพุทธตันตระที่เป็นลัทธิอันเกี่ยวกับการใช้คาถาอาคม พระคาถาเกิดขึ้น อีกลัทธิหนึ่งและลัทธิพุทธตันตระนั้นมีคำสอนที่ต่างจากพุทธศาสนาแบบเดิมมากขึ้น

ที่ทำเช่นนี้ก็เพราะจะดึงศาสนิกจากพราหมณ์ฮินดูให้มานับถือด้วย แต่การกระทำเช่นนี้ทำให้ภูมิธรรมและคุณภาพของความเป็นพุทธศาสนิกชนเสื่อมลง กลายเป็นว่าพุทธศาสนิกเริ่มเบื่อกับคำสอนที่มาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า

หันไปเน้นเรื่องพิธีกรรม เน้นไปในเรื่องการใช้เวทมนต์สร้างอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เพื่ออยากให้คนมานับถือลัทธินี้มากขึ้น  และท้ายที่สุดก็ถูกพราหมณ์ฮินดูกลืนจนแยกไม่ออกว่าเป็นชาวพุทธหรือชาวฮินดู จนไม่เห็นความแตกต่างระหว่างการนับถือฮินดูหรือพุทธ

คนที่นับถือในลัทธินี้ไม่ต่างอะไรจากพวกพราหมณ์ฮินดู เพราะมีความมั่นคงเลื่อมใส ในลัทธิไสยศาสตร์มาก มีการใช้เวทมนตร์คาถา เป่าพ่นปลุกเสกและลงเลขยันต์ ประกอบ อาถรรพณ์ต่างๆ ที่เชื่อว่าเกิดการอัศจรรย์ได้

ในความจริงแล้วในทางพระพุทธศาสนา ก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องปาฏิหาริย์ต่างๆ  เสียเลยทีเดียวแต่วางในเรื่องนี้ไว้ในที่เหมาะสม เหมือนกับความเชื่อในเรื่องพรหมเทพเทวดา ที่พระพุทธศาสนาก็มี แต่อยู่ในความเชื่อ ความเข้าใจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ในทางพราหมณ์ฮินดู เชื่อว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างโลก สร้างจักรวาลและลิขิตชีวิตคนทุกคนในโลกนี้ แต่ในทางศาสนาพุทธ เชื่อว่าพระพรหมนั้นเป็นเพียงเทวดาชั้นสูง ที่บำเพ็ญบารมีเพื่อการหลุดพ้น ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ไปสร้างโลกหรือไปกำหนดชะตาชีวิตของใคร อย่างที่พวกพราหมณ์บอกว่า ชีวิตของเรานั้นทำอะไรไม่ได้ เปลี่ยนแปลงโชคชะตาไม่ได้เพราะพรหมลิขิตไว้แล้ว

แต่พระพุทธองค์ไม่ได้สอนแบบนั้น พระพุทธองค์ผู้ตรัสรู้ความจริงอันยิ่งใหญ่ทั้งมวล ได้ประกาศพุทธศาสนา เพื่อนำคนสู่ความหลุดพ้นเพื่อความสุขที่แท้จริงและส่วนหนึ่งเพื่อปลดแอกความเชื่อ ความงมงายที่ผิดเหล่านี้ที่ทำให้คนไม่สามารถพัฒนาศักยภาพ เปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเองได้ พระพุทธองค์สอนสั่งว่า

“กรรม” หรือ “การกระทำ” เท่านั้นที่จะเป็นสิ่งจำแนกว่า คนเรานั้นจะดีหรือชั่ว รุ่งเรืองหรือตกต่ำ จะประณีตหรือเลวทรามเพียงใด อยู่ที่กรรมที่ตนเองทำมาเท่านั้น ไม่มีอำนาจอื่นใด ไม่ว่าจากพระเจ้า จากดวงดาว จากใครหน้าไหนทั้งนั้น ไม่มีใครมีอำนาจมาลิขิตให้ และไม่มีอำนาจใดๆ ทั้งสิ้นมาเบี่ยงเบนผลกรรมได้ ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว อยู่ที่กรรมลิขิตเท่านั้น

ในพระพุทธศาสนาเอง มีเรื่องของปาฏิหาริย์และคุณอัศจรรย์ ที่จัดเป็นปาฏิหาริย์ไว้ ๒ อย่าง คือ

1. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คำสอนที่เป็นอัศจรรย์

2. อิทธิปาฏิหาริย์ ฤทธิ์ที่เป็นอัศจรรย์  ในพุทธกาลพระพุทธเจ้าได้ทรงยกย่อง พระโมคคัลลานะ พระอัครสาวกไว้ว่าเป็น “เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางเป็นผู้มีฤทธิ์” หากแต่พระองค์ไม่ทรงยกย่อง อิทธิปาฏิหาริย์เท่ากับ อนุสาสนีปาฏิหาริย์

            และขอเสริมสักเล็กน้อย ในเรื่องของพระโมคคัลลานะท่านจะเป็นเลิศในเรื่องการมีฤทธิ์ แต่ท่านยังปล่อยให้กรรมนั้นดำเนินไป เรื่องมีอยู่ว่า

ครั้งเมื่อท่านพำนักอยู่ ณ ตำบลกาฬศิลา แคว้นมคธ พวกเดียรถีย์หรือพวกนักบวชนอกศาสนาปรึกษากันว่า บรรดาลาภสักการะ ทั้งหลายที่เกิดขึ้นแก่พระพุทธเจ้าในครั้งนั้น ก็เพราะอาศัยพระโมคคัลลานะ

เพราะพระโมคคัลลานะ มีฤทธิ์สามารถนำข่าวในสวรรค์และนรกมาแจ้งแก่มนุษย์ ชักนำให้ประชาชนเกิดความเลื่อมใสในการทำกรรมดี  ถ้าพวกเรากำจัดพระโมคคัลลานะเสียได้แล้ว ลัทธิของพวกเราก็จะเจริญรุ่งเรืองขึ้น ลาภสักการะต่างๆ ก็จะมาหาพวกเราหมด เมื่อปรึกษากันดังนั้นแล้วจึงจ้างโจรผู้ร้ายให้ลอบฆ่าพระโมคคัลลานะเสียให้ตาย

เมื่อโจรมาหาพระโมคคัลลานะ ท่านทราบเหตุนั้นจึงหนีไปเสียสองครั้ง ครั้งที่สามท่านพิจารณาเห็นว่ากรรมตามทันจึงไม่คิดหนีเพื่อให้กรรมนั้นยุติลงไม่ติดตามไปในภพชาติอื่นอีก เพราะท่านปรารถนาที่จะไม่มาเกิดมาอีกแล้ว  ก็ปล่อยให้พวกโจรผู้ร้ายจึงได้ทุบตีจนร่างกายแหลกเหลว ก็สำคัญว่าตายแล้ว จึงนำร่างท่าน ไปซ่อนไว้ในพุ่มไม้แห่งหนึ่งแล้วพากันหนีไป

แต่ท่านพระโมคคัลลานะยังไม่มรณะ เยียวยาตนเองให้หายด้วยกำลังฌาน แล้วเข้าไปเฝ้าสมเด็จพระบรมศาสดา แล้วทูลลากลับปรินิพพาน ณ ที่เกิดเหตุ ในวันเดือนดับ เดือน ๑๒ หลังพระสารีบุตร 15 วัน พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปทำฌาปนกิจแล้วรับสั่งให้นำอัฐิธาตุ มาก่อเจดีย์บรรจุไว้ ณ ที่ใกล้ประตูวัดเวฬุวัน

เรื่องนี้คงแสดงให้ประจักษ์แก่ใจท่านทั้งหลายว่า ในพระอรหันต์เจ้า พระอริยสงฆ์ ผู้มีภูมิธรรมชั้นสูงต่างทราบดีว่า

อำนาจที่ยิ่งใหญ่นั้นไม่ใช่อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แต่อย่างใด  แต่เป็นอำนาจแห่งกรรม

สำหรับในเรื่องของอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ นั้น ครูบาอาจารย์ท่านบอกตรงกันว่าเป็น “ของเล่น ไม่ใช่ “ของจริง แต่ท่านก็ไม่ได้ห้าม ให้พิจารณากันเองตามบุญและกรรมที่ทำมา

สำหรับการสวดพระพุทธมนต์นี้ มีผู้รู้ได้สันนิษฐานไว้ว่า อาจจะเกิดขึ้นครั้งแรกใน ประเทศลังกา ราวประมาณ พ.ศ. 500 ด้วยที่ว่าชาวลังกาที่นับถือพุทธศาสนาในขณะนั้น ประสงค์ให้พระสงฆ์ได้ช่วยเหลือตน เพื่อให้เกิดสิริมงคลต่อตนและป้องกันภยันตรายต่างๆ ซึ่งมีมากมายในยุคนั้น

ด้วยชาวลังกาจำนวนมากเชื่อว่า การสวดมนต์และคาถาตามแบบอย่างพราหมณ์หรือผู้ทรงเวท จะทำให้เกิดสิริมงคล และป้องกันภยันตรายแก่มหาชนได้ และพระสงฆ์ซึ่งเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ที่ชาวลังกาถือว่าเป็นผู้มีพระเมตตา พระมหากรุณา พระบารมีเหนือใครทั้งสิ้นใน 3 โลก จึงเชื่อว่าพระสงฆ์เหล่านั้นที่เป็นสาวกต้องช่วยตนเองได้แน่นอน

ด้วยเหตุนี้พระสงฆ์ลังกา เชื่อว่าท่านเองอาจจะไม่อยากขัดศรัทธา แต่ก็ไม่อยากทำให้ผิดพระธรรมวินัย จึงได้คิดวิธีสวด พระพุทธมนต์ขึ้น โดยเลือกเอาพระสูตรหรือคาถาที่สรรเสริญคุณพระรัตนตรัย อันเกิดขึ้นเนื่องด้วยเหตุการณ์ต่างๆ มาสวดเป็นมนต์

โดยการสวดครั้งแรกๆ ก็ขึ้นกับเหตุการณ์ที่ไปสวด เช่น ไปสวดพิธีมงคลก็ใช้ มงคลสูตรสวด สวดให้คนเจ็บป่วยก็ใช้ “โพชฌงคสูตร” ครั้นคนนิยมมากขึ้น ก็ได้คิดค้นพระสูตรต่างๆ มาสวดเป็น พระพุทธมนต์ มากขึ้นเป็นลำดับ

ต่อมาพระเจ้าแผ่นดินใน ประเทศลังกาก็ได้รับสั่งให้คณะสงฆ์ปรับปรุงพระสูตร และคาถาที่ใช้สวดพระพุทธมนต์ขึ้นใหม่ให้เหมาะกับเหตุการณ์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีหลวงโดยได้เพิ่มพระสูตรและคาถาให้มากขึ้น และเรียกว่า “ราชปริตร” ซึ่งแปลว่า มนต์คุ้มครองพระเจ้าแผ่นดิน

ต่อมาประชาชนต่างก็นิยมให้มีการสวดพระปริตรในพิธีของตนบ้าง จึงเกิดเป็นประเพณีสืบต่อกันมาและสำหรับเมืองไทยนั้นสันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลนี้มาตั้งแต่ครั้งอาณาจักรสุโขทัยเป็นราชธานีที่มีการสืบทอดพระพุทธศาสนาสายลังกา และได้รับความศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนจนถึงปัจจุบันนี้

บทสวดมนต์ในพระพุทธศาสนานั้นเป็นบทสวดที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นมงคลจริง ซึ่งสิ่งใดก็ตามในโลกนี้ถ้าเป็นของจริงแท้ นำมาซึ่งประโยชน์สุขไม่มีสิ่งอันไม่เป็นมงคลเจือปน สิ่งนั้นจะดำรงอยู่ชั่วกาลนานไม่มีเสื่อมลงไปในระยะเวลาอันใกล้ ดังเช่นมีลัทธิต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นหลังจากพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานที่ล้มหายตายจากไปมากมาย  แต่บทสวดพุทธมนต์ซึ่งเป็นของดี ของจริงแท้จึงไม่มีได้เสื่อมลงไปมีการสืบทอดกันตลอดเวลายาวนานที่ผ่านมา

และในเวลาต่อมาได้มีครูบาอาจารย์ ผู้ทรงความรู้ในพระพุทธศาสนาอย่างแตกฉานได้แต่งคาถาขึ้นมาเพื่อสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์และเพื่อการต่างๆ ขึ้นมาซึ่งได้รับความศรัทธาเป็นอันมากจากประชาชน

อันเนื่องมาจากมีผู้ที่สวดคาถาต่างๆ แล้วเกิดผลดีต่อชีวิต และหลายคนพบกับปาฏิหาริย์ที่ไม่คาดคิด เรื่องของการสวดมนต์และสวดคาถาต่างๆ จึงกลายเป็นสิ่งยืดเหนี่ยวทางใจที่สำคัญของคนไทยเป็นอย่างยิ่ง

Read Full Post »

            การปรับภพภูมิส่งวิญญาณนั้น เป็นวิชาชั้นสูงของครูบาอาจารย์ตั้งแต่โบราณกาล และได้รับการถ่ายทอดจากครูบาอาจารย์มาโดยตลอดโดยจะเลือกผู้ที่มีบุญเชื่อมกัน โดยเฉพาะหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญวัดสะแก จ.อยุธยา ที่ท่านได้รับสืบทอดมาและได้สั่งสอนลูกศิษย์เป็นจำนวนมาก โดยที่ท่านได้สร้างพระผงพระจักรพรรดิและมีคาถาพระจักรพรรดิเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับภพภูมิ

            พระจักรพรรดินั้น เป็นพระปางหนึ่งของพระพุทธเจ้า ที่ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงเนรมิตพระรูปของพระองค์ดังพระจักรพรรดิที่ใหญ่กว่ากษัตริย์ทั้งปวงเพื่อปราบมาร ที่เรารู้จักกันดี ในพระพุทธรูปปางทรงเครื่อง ที่เป็นพระประธานที่หน้าวัดพระเมรุ จ.อยุธยา (ภาพประกอบ)

            คาถาพระจักรพรรดิ นั้นเป็นคาถาที่รวมพุทธคุณครอบจักรวาล ที่มีพลานุภาพมาก ในเรื่องต่างๆ จากร้ายให้กลับกลายมาเป็นดี จากที่ดีอยู่แล้วก็จะยิ่งทำให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

พระผงพระจักรพรรดิและคาถาพระจักรพรรดิเป็นของสูง ผู้ที่มีจิตบริสุทธิ์สามารถที่จะสวดนำไปแผ่เมตตาให้ดวงจิตวิญญาณทั้งหลายที่อยู่รอบๆ ตัวเรา เพื่อปรับภพภูมิต่างๆ ให้เขาสูงขึ้น ไม่ทนทุกข์ทรมาน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม ในบริเวณบ้าน ตามถนน ตลาด หรือที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ

อยากเรียนให้ทราบว่า ในทุกอณูที่อยู่รอบตัวเรานั้น มีดวงจิตวิญาณจำนวนมากที่นับไม่ได้อาศัยกันอยู่และซ้อนภพกันมากมาย ทั้งเป็นดวงจิตวิญญาณที่สิงสถิตตามต้นไม้ ตามบ้านเรือน ตามถนนหนทาง มีสัมภเวสี ดวงวิญญาณเร่ร่อน ตามบุญและกรรมที่เขาทำมา

ถ้าเราสามารถช่วยเขาให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น นอกจากจะเป็นการสงเคราะห์ที่ได้บุญแล้ว ดวงวิญาณเหล่านั้นอาจจะได้ไปเกิดเป็นเทวดาหรือในภพภูมิอื่นที่ดีขึ้น  เมื่อเราเคยมีการทำบุญไปให้เขา เมื่อเขามีอำนาจ มีพลังมากขึ้น ย่อมจะช่วยเราในภายภาคหน้าได้ เมื่อเรานั้นตกอยู่ในวิบากกรรมไม่ดี

หากเราไปแห่งหนตำบลใด หากต้องการแผ่บุญปรับภพปรับภูมิส่งวิญญาณแก้ภูมิแถวนั้นให้กำหนดขอพลังจากองค์พระพร้อมบริกรรมบทพระจักรพรรดิแล้วน้อมแผ่ออกไปจะเป็นการส่งวิญญาณภพภูมิแถวนั้นโดยวิชานี้ทำได้ แม้ยังไม่เห็นภพภูมิก็ตามขอแค่จิตเราน้อมไปด้วยความเป็นบุญเมตตาและหวังดี(การแผ่บุญครอบบุญใช้กับคนที่เราหวังดีได้ด้วยเช่นกันหรือแม้กระทั่งกับศัตรูเราให้เขามาเป็นมิตรกับเรา)

กำลังพุทธคุณของพระผงจักรพรรดิเรานำไปใช้ในการปรับภพปรับภูมิเขาให้ดียิ่งๆขึ้นได้ โดยมิได้เป็นการใช้พุทธคุณในการเบียดเบียนเขาแต่เป็นการใช้กำลังเพื่อให้เขาโมทนาบุญซึ่งเรียกว่าการปรับภพปรับภูมิและเราจะช่วยดวงวิญญาณได้จำนวนมาก

การนำไปใช้ไม่ยากอาราธนาองค์พระกำไว้ในมือสวดคาถาจักรพรรดิ 1 จบแล้วตามด้วยบทสัพเพแล้วก็นึกน้อมบุญนี้ให้แก่ดวงวิญญาณทั้งหลายที่เราต้องการแผ่บุญถึงนับได้ว่าพระผงจักรพรรดิใช้เพื่อการการแผ่บุญอย่างแท้จริงสงเคราะห์สัตว์โลกอย่างแท้จริง นึกถึงความดีของพระพุทธเจ้าไว้เป็นการทำใจให้ทรงความดี มีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุติทา อุเบกขา เป็นที่พึ่งการไม่ถือโกรธผู้ใดมีแต่ความหวังดีเป็นการทำใจให้สว่าง เมื่อใจเราสว่างฉันใดย่อมกลบความมืดฉันนั้น

 

วิธีการสวดมหาจักรพรรดิเพื่อปรับภพภูมิ

***สำหรับท่านที่ไม่มีพระผงจักรพรรดิ ขอให้ทำจิตน้อมรำลึกถึงพระพุทธรูปปางพระจักรพรรดิ์หรือพระพุทธรูปทรงเครื่อง และเริ่มสวดคาถา

 

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

(กราบ 3 ครั้ง สวดตามกำลังของแต่ละวัน อาทิตย์ 6 จันทร์ 15 อังคาร 8 พุธ 17

พฤหัส 19 ศุกร์ 21 เสาร์ 10)

 

คาถามหาจักรพรรดิ

นะโมพุทธายะ พระพุทธะ  ไตรรัตนะญาณ

มณีนพรัตน์ สีสะหัสสะ สุธรรมา

พุทโธ ธัมโม สังโฆ ยะธาพุทโมนะ

พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา

อัคคีทานัง วะรังคันธัง สีวลี จะมหาเถรัง

อะหังวันทามิ ทูระโต อะหังวันทามิ ธาตุโย

อะหังวันทามิ สัพพะโส

พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ปูเชมิ

ขอสิ่งที่ข้าพเจ้าอธิษฐาน จงศักดิ์สิทธิ์ สำเร็จเป็นจริงโดยฉับพลันทันใจทุกประการ

อิมัง สัจจะวานัง อธิษฐามิ พุทธัง อธิษฐามิ ธัมมัง อธิษฐามิ สังฆัง อธิษฐามิ

เชิญพระเข้าตัว แผ่บุญปรับภพภูมิส่งวิญญาน

สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา

พะลัปปัตตา ปัจเจกานัญ จะยังพลัง

อรหันตานัญ จะ เตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส

(5 จบ)

พุทธัง อธิษฐามิ ธัมมัง อธิษฐามิ สังฆัง อธิษฐามิ

(ให้อธิฐานจิตแผ่เมตตาออกไปให้กับดวงจิตวิญญาณทั้งหลาย และระบุสถานที่ด้วยก็ได้)

ขออุทิศบุญในหนังสือเล่มนี้ทั้งหมดเพื่อโมทนาพระคุณความดีของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ พระอริยสงฆ์ผู้เป็นเจ้าของบทสวดพระมหาจักรพรรดิ ด้วยเทอญ

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »