Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for กรกฎาคม, 2011

หลักการสร้างบุญเจริญภาวนามีอยู่ 2 ระดับขั้น คือ การทำสมาธิ และการเจริญปัญญา

การทำสมาธิคือ การกำหนดใจให้นิ่งกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่เป็นอารมณ์เดียว ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตามขอให้เพียงแต่ใจอยู่นิ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่วอกแวกก็คือเป็นสมาธิ เช่นการไหว้พระสวดมนต์จิตก็จะนิ่งอยู่ที่บทสวด หรือการนั่งสมาธิจิตก็จะนิ่งอยู่ที่ลมหายใจอย่างนี้ ก็ถือว่าเป็นสมาธิซึ่งเป็นพื้นฐานของการชำระจิตให้สะอาดที่อยู่ในกมลสันดานของแต่ละคน เมื่อจิตอยู่นิ่งแล้วก็เกิดความง่ายที่จะทำให้สะอาดเพราะรู้ว่าจิตอยู่ตรงไหนจากนั้นจึงค่อยใช้ การเจริญปัญญา เป็นการซักฟอกให้สะอาดหมดจดในชั้นต่อไป

การเจริญปัญญานั้นต่างไปจากความเป็นสมาธิ ตรงที่สมาธิเป็นเพียงการทำใจให้สงบนิ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่เพียงอารมณ์เดียวแน่นิ่งอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้นึกคิดอะไร แต่ การเจริญปัญญา (คำพระท่านว่า วิปัสสนา) ไม่ใช่ทำให้แค่จิตใจตั้งมั่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น 

การเจริญปัญญาเป็นการคิด “ใคร่ครวญ” เพื่อหาเหตุผลในสภาวะที่เป็นธรรมและความจริงในแต่ละสรรพสิ่งว่า สิ่งทั้งหลายในโลกนี้เป็น สิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไปไม่มียกเว้นให้แก่ใครทั้งสิ้นแม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พรหมเทพ เทวดา มนุษย์ ทุกอย่างต้องเกิดขึ้นและดับไปในที่สุด (อนิจจัง), ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทุกข์ (ทุกขัง) คือทุกอย่างเป็นสภาพที่ไม่อาจทนอยู่ในสภาพเดิมได้ เกิดขึ้นแล้วไม่อาจทรงตัวต้องเปลี่ยนแปลงไปทำให้อารมณ์เกิดความเปลี่ยนแปลงตามก่อให้เกิดความทุกข์ตามมา และ สุดท้ายคือ ทุกสิ่งไม่มีตัวตนและไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนหรือเป็นของๆ ใครใดๆ ทั้งสิ้น (อนัตตา)

เมื่อใดก็ตามที่เราพิจารณาสิ่งต่างๆ รอบตัวให้เป็นไปตามที่กล่าวมานี้ได้ก็ถือได้ว่าได้ทำการชำระจิตให้หมดจดจนบริสุทธิ์ที่แท้เพราะจิตใจสามารถยอมรับสภาพความจริงทั้งหลายและความเป็นไปทั้งหลายของโลกได้โดยดุษณี 

ด้วยอานิสงส์แห่งการเจริญภาวนานี้หากผู้ที่ได้กระทำการภาวนาจนจิตอยู่ในระดับสมาธิขั้นต้นแล้วหากเกิดต้องเสียชีวิตลงในเวลานั้นก็จะส่งผลให้ไปเกิดยังเทวโลก เป็นเทวดาไปเลย และด้วยเศษบุญแห่งการเจริญภาวนานั้นเมื่อหมดบุญแล้วก็จะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ผู้สมบูรณ์ทั้งร่างกายและทรัพย์สินอีกครั้ง

            การที่ผู้เขียนต้องเน้นในขั้นต้นของการสร้างบุญบารมีทั้ง 3 ประการเปรียบเป็น “บันไดสามขั้น” ก็เพราะว่า การให้ทานเป็นการชะล้างความละโมบออกไปจากใจ ทำให้ใจสะอาดและจะน้อมนำไปสู่การรักษาศีลที่ง่ายขึ้น และเมื่อได้รักษาศีลซึ่งเป็นการบังคับการกระทำทั้งกาย วาจาให้เป็นปกติดีแล้ว ก็จะเป็นกำลังในการเจริญภาวนาในระดับ สมาธิต่อไป และการทำสมาธิให้นิ่งๆ อย่างน้อยในระดับชั่วขณะหนึ่งก็จะเป็นบาทฐานให้กระทำการพิจารณาสิ่งต่างๆ รอบตัวด้วยปัญญาได้เช่นกัน

            และด้วยหลักแห่งการสร้างบุญที่เป็นบันได 3 ขั้นนี้เราไม่อาจละเลยการสร้างบุญข้อใดข้อหนึ่งได้ต้องทำทั้ง 3 อย่างไปพร้อมๆ กันและทำไปเป็นลำดับก็เพราะ หากเอาแต่มุ่งเจริญปัญญาโดยไม่ทำบุญทำทานใดๆ เลย ด้วยเหตุที่บุญเก่าและบุญใหม่ยังพอส่งกำลังให้ไปถึงนิพพาน ก็จะต้องกลับมาเวียนว่ายกลับมาเกิดแล้วก็มีปัญหาตามมาอีกคือ ได้เกิดมาเป็นผู้มีแต่ปัญญาแต่ ยังต้องยากจนไม่มีกินมีใช้ต้องลำบากไปประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงตัวเองเพราะไม่ได้ทำทานสะสมบุญเอาไว้ เมื่อเกิดความลำบากทางกายก็ไม่มีจิตที่จะสะอาดพอที่จะไปเจริญภาวนาได้และต้องเป็นอย่างนี้เรื่อยๆ ไม่อาจไปถึงฝั่งนิพพานเสียที

            ตัวอย่างที่เห็นชัดก็คือพระพุทธเจ้าเอง พระพุทธองค์ได้บำเพ็ญทั้งทาน ศีล และ ภาวนามาหลายภพชาติแล้วในชาติสุดท้ายจึงได้อานิสงส์เกิดใน วรรณกษัตริย์มีความพร้อมสูงสุดในทางกายคือ มีทั้งทรัพย์สิน บริวาร บุตรและภรรยาที่ดี เป็นบาทฐานกำลังที่พระองค์ไม่ต้องเสียเวลาไปสร้างสุขทางกายอีก แล้วก็สามารถพิจารณาในสภาวธรรมได้อย่างรวดเร็วจากนั้นก็มุ่งเจริญในสภาวธรรมต่อไปจนตรัสรู้หลุดพ้นไปในที่สุด

            เมื่อทราบหลักของการสร้างบุญครบทั้ง 3 ประการแล้วเราก็ต้องมีการ “ปฏิบัติ” จริง (ในทางพระก็คือด้านปริยัติธรรม) เพราะหากเพียงแค่รู้หลักรู้อานิสงส์ที่จะได้แต่ไม่ได้ปฏิบัติสิ่งที่เรารู้มาก็จะเป็นเพียงแค่ทฤษฎีที่ไร้ประโยชน์

Read Full Post »

        คำว่า “ศีล” นั้นแปลความได้ว่าเป็น “ความปกติ” มนุษย์ผู้ที่มีความเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์หมายถึงคนที่มีจิตใจประเสริฐที่ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐเพราะว่ามนุษย์สามารถมีศีลและสามารถปฏิบัติตามได้หากเป็นผู้ที่ไม่มีศีล ก็ไม่ต่างกับสัตว์เดรัจฉานที่อาศัยเพียง “สัญชาติญาณดิบ” ในการดำรงอาศัยอยู่เท่านั้น ศีลอย่างน้อยที่มนุษย์ควรจะมีคือ ศีล 5 เป็นเครื่องป้องกันไม่ให้ความชั่วร้ายทั้งหลายเข้ามาทำให้จิตใจขุ่นข้องหมองลงไป หากเปรียบได้กับเรื่องน้ำ ก็เหมือนน้ำที่ต้องมีแผ่นกรองเป็นการป้องกันสิ่งสกปรกไม่ให้ตกลงไปในน้ำให้ขุ่นอีก

            ในสมัยพุทธกาลนั้นคนทั่วๆ ไปจะถือศีล 5 เป็น “อย่างน้อย” และได้ปฏิบัติกันประจำกันไม่ขาดถือเป็นเรื่องปกติจัดเป็นส่วนหนึ่งของ มนุษยธรรม 10 ประการคือถ้าใครปฏิบัติได้ครบตามธรรม 10 ประการก็ถือว่าอยู่ในแดนของมนุษย์ แต่ถ้าทำไม่ถึงความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ก็จะลดลงไป จนเรียกว่า “คน” ที่แปลว่า ยุ่ง

            หลักมนุษยธรรม 10 ซึ่งรวมศีล 5 เข้าไปด้วยเรียกอีกอย่างว่า กุศลกรรมบถ 10ประการคือ การไม่คิดจะฆ่าสัตว์ ไม่คิดจะลักทรัพย์ ไม่คิดจะละเมิดความรักของบุคคลอื่น ซึ่งหมวดนี้เป็น มนุษยธรรมทางร่างกาย ในด้านธรรมทางวาจา ก็คือ การไม่พูดปด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียดให้คนอื่นต้องแตกร้าวกัน  ไม่พูดวาจาเพ้อเจ้อเหลวไหล  และหมวดสุดท้ายคือหมวดธรรมด้านจิตใจ คือ ไม่คิดอยากได้ทรัพย์สมบัติของใครโดยไม่ชอบ (ไม่โลภ) ไม่คิดพยาบาทจองล้างจองผลาญใคร (ไม่โกรธ) และ มีความเห็นตรงตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้ (ไม่หลงผิด)

            อ่านมาถึงตรงนี้ ขอให้ลองหยุดคิดสักนิดแล้วสำรวจตัวเองว่าตอนนี้เรามีความเป็นมนุษย์อยู่มากน้อยแค่ไหนโดยพิจารณาเอาจากข้อปฏิบัติในศีลที่มีอยู่ในตัวนี่แหละว่า ปัจจุบันนี้เรารักษาศีลได้กี่ข้อ หากยิ่งรักษาได้มากข้อเท่าไหร่ก็ยิ่งเข้าใกล้ความเป็นมนุษย์มากขึ้นเท่านั้น

            แต่ศีลก็ไม่ได้มีแค่ 5 ข้อซึ่งเป็นเพียงข้อปฏิบัติแห่งความเป็นมนุษย์ขั้นพื้นฐานหากใครได้รักษาศีลได้มากกว่านั้นขึ้นไปก็จะได้สร้างบุญในอานิสงส์ที่ใหญ่กว่า คือ ศีลระดับกลางอย่าง ศีล 8 ของพวกแม่ชีหรือผู้ครองพรหมจรรย์ ศีล 10 ของเหล่าสามเณรและ สุดท้ายคือศีลระดับสูงอย่าง ศีล 227ข้อซึ่งเป็นการบำเพ็ญบุญเรื่องศีลระดับสูง ยิ่งบำเพ็ญเพียรได้มากข้อก็ยิ่งระงับโทษทางกายและวาจาที่เป็น  “กิเลสหยาบ” ได้มากขึ้นเท่านั้นและได้บุญมากกว่าการให้ทานตามลำดับ

            การให้อภัยทานแม้จะมากเป็นร้อยๆ ครั้งก็ได้บุญน้อยกว่าการถือศีล 5 แม้จะเพียงแค่วันเดียวก็ตามส่วนการถือศีล 5 ให้นานเป็นร้อยปีก็ได้บุญน้อยกว่าการถือศีล 8 เพียง 1 วัน ศีล 8 แม้ถือได้ 100 ปีก็ไม่อาจเทียบได้กับการถือศีล 10 เพียง 1 วันอันเป็นศีลของนักบวชอย่างสามเณร

            การได้บวชเป็นสามเณรแม้บวชไปร้อยปีก็ไม่อาจได้บุญเท่ากับการถือศีล 227 ข้ออันเป็นปาติโมกข์สังวรศีลซึ่งเป็นศีลสูงของพระภิกษุแม้ว่าจะบวชได้เพียงวันเดียวก็ตาม ฉะนั้นในฝ่ายของความมีศีลแล้ว การได้อุปสมบทเป็นพระในพระพุทธศาสนาจึงได้บุญมาก เป็นการบำเพ็ญเพียรถึงความอดทนทั้งกายและวาจา ให้บริสุทธิ์เพื่อเป็นพื้นฐานนำไปสู่การปฏิบัติธรรมขั้นสูงสุดคือการเจริญภาวนา เพื่อเข้าสู่มรรคผลนิพพานต่อไป

            คนที่ร่ำรวยมหาศาลนั้นนอกจากจะเกิดมามีความสุขสบายมากๆ เพราะเหตุแห่งทานในภพชาติก่อนแล้วยังเป็นเพราะมีกำลังแห่งศีลคอยสนับสนุนอยู่ในตัวอีกต่างหาก โดยการที่ได้ทำบุญสะสมเอาไว้มากๆ นั้นอานิสงส์จะทำให้ไปจุติยังเทวโลก หรือโลกสวรรค์ เมื่อหมดบุญแล้วด้วยเศษบุญที่เหลือก็จะน้อมนำให้มาเกิดเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติ 4 ประการ คือ มีอายุยืน มีวรรณะที่สูง เกิดในตระกูลที่ร่ำรวย มีความสุข มีพลังกายที่จะทำบุญและประโยชน์เพื่อคนอื่นต่อไปได้อีกมาก

            ด้วยผลแห่งอานิสงส์แม้เพียงการรักษาเพียงแค่ “ศีล 5” ก็จะมีอานิสงส์มหาศาลดังต่อไปนี้

  1. ผู้ที่รักษาศีลข้อ 1 ได้เป็นประจำคือไม่เบียดเบียนชีวิตใคร ด้วยเศษบุญที่รักษาศีลข้อนี้จะทำให้ได้เกิดเป็นมนุษย์ มีสุขภาพอนามัยแข็งแรง อายุยืนไม่ขี้โรคไม่มีอะไรมาเบียดเบียน ไม่มีศัตรูหรืออุบัติเหตุที่จะทำให้ร่างกายบาดเจ็บหรือพิการได้หรือไม่ต้องสิ้นอายุก่อนวัยอันควร
  2. ผู้ที่รักษาศีล ข้อ 2 ได้เป็นประจำคือไม่ถือเอาทรัพย์ของผู้อื่นที่เจ้าของไม่เต็มใจให้ ด้วยเศษบุญที่รักษาศีลในข้อนี้จะทำให้ได้เกิดเป็นมนุษย์และเกิดในตระกูลที่ร่ำรวย การทำมาหากินเลี้ยงชีพก็มักจะประสบช่องทางที่ดี ทำมาค้าขึ้นและเป็นคนมั่งมี ไม่มีโอกาสที่ทรัพย์จะหายหรือประสบภัยพิบัติต่างๆ ทั้งภัยจากคนอย่าง โจรผู้ร้าย หรือภัยธรรมชาติ
  3. ผู้ที่รักษาศีล ข้อ 3 ด้วยการไม่ละเมิดในคู่ครองคนอื่นหรือคนในปกครองของผู้อื่น ด้วยเศษบุญนี้ก็จะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ได้ประสบความโชคดีในความรัก หรือมีรักแท้ที่จริงใจไม่ต้องอกหักหรือผิดหวัง เมื่อมีบุตรหลาน ลูกหลานก็เป็นคนที่ว่านอนสอนง่ายรวมไปถึงลูกหลานก็จะปลอดภัยไม่ถูกหลอกลวงฉุดคร่าอนาจาร หรือไม่มีความผิดปกติเป็นคนผิดเพศ ภายหน้าลูกหลานก็จะนำชื่อเสียงเกียรติยศมาสู่วงศ์ตระกูลอีกด้วย
  4. ผู้ที่รักษาศีลข้อ 4 ด้วยการไม่กล่าวคำเท็จ รวมไปถึงคำหยาบคาย คำพูดเสียดสี หรือคำพูดที่เพ้อเจ้อไร้สาระด้วยเศษบุญนั้นจะทำให้เกิดมาเป็นมนุษย์ มีน้ำเสียงและวาจาไพเราะ พูดจามีความน่าเชื่อถือชวนฟัง มีปฏิภานไหวพริบในการเจรจา จะพูดอะไรก็มีแต่คนเชื่อถือ ด้วยอานิสงส์นี้ก็จะทำให้เกิดความง่ายในการสั่งสอนลูกหลานและลูกศิษย์ให้อยู่ในโอวาทอันดีงามได้เป็นอย่างดี
  5. ผู้ที่รักษาศีลข้อที่ 5 ด้วยการไม่ดื่มสุรา รวมไปถึงของหมักดองที่ทำให้มึนเมาทุกชนิด ด้วยเศษบุญของการรักษาศีลในข้อนี้ จะได้เกิดมาเป็นมนุษย์เป็นผู้ที่มีสมอง ประสาท ปัญญา มีความคิดที่แจ่มใส ไม่ว่าจะศึกษาเล่าเรียนอะไรก็มีความแตกฉานในสิ่งที่เรียน จดจำเก่งจำได้ง่าย ไม่มีสติฟั่นเฟือน วิกลจริตไม่เป็นโรคสมองฝ่อหรือโรคประสาท ตลอดจนอาการพิการทางสมองอย่าง ปัญญาอ่อน ดาวน์ซินโดรม ฯลฯ

เพียงแค่อานิสงส์การรักษาศีลให้ครบ 5 ข้อยังมีมากมายถึงเพียงนี้ หากได้รักษาศีล 8 ศีล 10 และศีล 227 ข้อได้ก็ย่อมมีอานิสงส์เพิ่มพูนได้มากยิ่งขึ้นตามลำดับและประเภทของศีลที่ได้ให้การรักษานั้นๆ แต่ทว่าแม้จะรักษาศีลได้ถึงระดับสูงอย่างศีล 227 ข้อก็ยังเป็นเพียงหลักการสร้างบุญในระดับกลางๆ เท่านั้นเอง

การที่ศีลเป็นการสร้างบุญได้ในระดับกลางก็เพราะว่า เป็นการปฏิบัติตามระเบียบกติกาที่จะทำการรักษากายและคำพูดให้เป็นปกติและสงบเสงี่ยมเท่านั้น แต่ในด้านจิตใจไม่มีศีลข้อไหนไปบังคับใจให้คิดผิดไปจากทำนองคลองธรรม

สิ่งที่จะรักษาจิตให้สะอาดได้และซักฟอกจิตให้สะอาดเบาบางจากกิเลส จนกระทั่งหมดไปในที่สุดคือการเจริญภาวนา เพราะเมื่อจิตหมดกิเลสแล้วก็ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอีก หรือถ้ายังไม่หมดก็จะได้ไปสู่ในภพที่สูงกว่ามนุษย์ คือได้เป็นเทวดาเสวยสุขต่อไป

Read Full Post »

การทำทานนั้นหมายถึงการสละทรัพย์สิ่งของที่ตนมีอยู่ให้แก่คนอื่นโดยมีความมุ่งหวังเพื่อจะทำให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์และมีความสุขจากทานของตนแต่ทำว่า การให้ทานไม่ได้หมายถึงการเสียสละทรัพย์เพียงอย่างเดียวแต่เป็น อาวุธสำคัญในการขจัดความโลภและความตระหนี่ออกไปจากใจเพราะถ้าคนเราไม่โลภเสียแล้วกิเลสต่างๆ ในใจก็จะเบาบางลง
การประกอบสัมมาอาชีพต่างๆ เพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่ทางที่จะสร้างความร่ำรวยและสมบูรณ์พูนสุขได้ ต้องประกอบทานไปด้วยเพื่อเผื่อแผ่ทรัพย์และสิ่งที่ดีไปยังสังคมและคนรอบข้าง แบบเดียวกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีที่เจือจานทรัพย์ทุกอย่างไปยังคนยากจนรวมไปถึงบุตรของตน
หลักของการสร้างทานจะได้ผลบุญมากน้อยขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 3 ประการถ้าองค์ประกอบมีครบถ้วน การให้ทานนั้นก็ย่อมมีผลบุญเกิดขึ้นมากอันได้แก่
1. วัตถุทานเป็นของบริสุทธิ์
คำว่า บริสุทธิ์นั้นเราทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีสิ่งสกปรกใดๆ หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเจือปน ถ้าเป็นเงินที่เรานำมาทำบุญนั้น ก็ต้องเป็นเงินทองที่เราหามาได้ด้วยความสุจริต มาจากการหยาดเหงื่อแรงกายของตัวเราเอง เช่น เงินที่ได้มาจากค่าแรง ค่าตอบแทน เงินเดือนในการลงแรงทำงาน ไม่ใช่เป็นการไปเบียดเบียนผู้อื่นมา เช่น การขโมยเงินของผู้อื่นมาทำบุญรวมถึงเงินจากการพนัน และการค้าขายอย่างเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นโดยหวังผลกำไรเกินควร 
เงินจากพนันนั้นเป็นเงินมาจากความชั่วมาจากความเสื่อมเพราะ เมื่อมีคนได้ทรัพย์ก็ต้องมีคนที่เสียทรัพย์ หลายคนโต้แย้งเรื่องวัตถุทานชนิดนี้อย่างไม่เข้าใจว่า ถ้าหากเงินนั้นได้มาจากการถูกหวย ถูกลอตเตอรี่ที่ทางบ้านเมืองเขาบอกว่าถูกกฎหมายแล้วเงินนั้นจะไม่บริสุทธิ์ได้อย่างไร
ความจริงแล้วบางเรื่องบางอย่างที่เราเห็นว่าถูกกฎหมายนั้นในทางธรรมนั้นกลับไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเพราะอบายมุขทั้งหลาย เช่นเหล้า บุหรี่ การฆ่าสัตว์ หวย การค้าหุ้นที่เข้าข่ายการพนัน การค้ามนุษย์หรือค้าประเวณี เงินเหล่านี้แม้ได้มาอย่างถูกกฎหมายก็จริงแต่ถือว่าไม่บริสุทธิ์สำหรับการสร้างบุญเพราะว่าเจ้าของเขาไม่เต็มใจจะให้
นอกจากเงิน,แหล่งที่มาของเงิน วิธีการที่ได้เงินไม่บริสุทธิ์ที่ไม่ควรจะเอามาทำบุญแล้ว ยังรวมถึงไปถึงวัตถุทานต่างๆ ด้วย ยกตัวอย่างในเรื่องของการทำบุญใส่บาตรด้วยอาหาร เช่นการไปฆ่าสัตว์เพื่อนำทำอาหารแล้วนำมาใส่บาตรให้พระสงฆ์ บุญที่ได้รับนั้นก็จะมีบาปเจือปนอยู่ด้วยคือไปเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นมาทำบุญอย่างนี้ก็ไม่เกิดความบริสุทธิ์ในวัตถุทาน
หรืออย่างเช่น การไปขโมยผลไม้ ไปเด็ดดอกไม้ของผู้อื่นที่เขาไม่อนุญาตโดยหวังจะนำมาร้อยเป็นมาลัยถวายพระ การไปขนทราย ขนดิน ขนปูนเพื่อจะนำไปสร้างวัดโดยไปบังคับเอาของๆ คนอื่นมาเพื่อต้องการจะนำไปทำบุญให้กับทางวัด อย่างนี้วัตถุทานทั้งหลายที่ได้มาโดยทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรือไม่เต็มใจจะให้ย่อมไม่เกิดผลบุญที่บริสุทธิ์ทำไปก็แทบไม่ได้อะไรเลย
เรื่องของวัตถุทานที่จะนำมาทำบุญนั้นมีหลายกรณีที่เราต้องใช้สติและปัญญาในการพิจารณาอย่างระมัดระวังว่า มีความบริสุทธิ์เพียงพอหรือไม่ ยิ่งวัตถุทานบริสุทธิ์มากเท่าใด ผลบุญนั้นก็จะยิ่งบริสุทธิ์ขึ้นมากเท่านั้น การให้ทานไม่จำเป็นต้องเป็นของประณีตมาก ทุกอย่างไม่สำคัญเท่ากับเหตุแห่งการได้มาด้วยการกระทำที่บริสุทธิ์และทำด้วยตามกำลังทรัพย์ที่เรามีอยู่ทำแล้วไม่เดือดร้อนใคร จึงจะเป็น วัตถุทานที่มีความบริสุทธิ์สูงสุด ที่เห็นได้ชัดก็กรณีของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
หรือการที่ นายทุคตะได้อานิสงส์แห่งการทำบุญมากร่ำรวยในชั่วพริบตาเพราะ วัตถุทานที่เขาหามาได้นั้นเป็นของที่ได้มาจากหยาดเหยื่อแรงงานของตนเองอีกทั้งขณะที่กำลังหาทรัพย์เพื่อจะมาทำทานก็เต็มไปด้วยความสุขความศรัทธาอานิสงส์ผลบุญจึงมหาศาล
2. เจตนาที่ให้ทานต้องมีความบริสุทธิ์
หมายความว่า คนที่ให้ทานนั้นดำรงอยู่ด้วยความบริสุทธิ์ มีเจตนาที่ดีไม่หวังผลตอบแทนอยู่ทั้งสามระยะช่วงเวลาในการทำทาน คือ ช่วงก่อนให้ทาน ในขณะที่กำลังให้ทาน และหลังจากให้ทานไปแล้ว หากผู้ให้ทานยิ่งเป็นคนที่อยู่ในศีลในธรรมมากด้วยแล้วตัวของทานก็จะยิ่งบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้นไปอีก
สิ่งสำคัญเรื่องเจตนานั้น เราต้องระวังอย่าทำทานเพราะเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ คือการทำทานเพราะ ต้องการหวังผล ทำทานเพราะต้องการเอาหน้า ทำทานเพราะต้องการปิดบังความชั่ว เพราะการให้ด้วยใจไม่บริสุทธิ์ทั้ง 3 ประการนี้จะไม่ได้บุญเลยหรือถ้าได้ก็ได้น้อยเต็มที เหมือนอาบน้ำด้วยน้ำหอมอาบอย่างไรก็ไม่สะอาดหมดจด
เจตนาของทานจะมีความบริสุทธิ์จะมีความบริสุทธิ์มากขึ้นไปอีก หากผู้ที่ได้ทำทานนั้นได้ทำทานไปพร้อมกับการพิจารณาสิ่งของวัตถุทานทั้งหลายด้วยปัญญา โดยพิจารณาว่าสิ่งของที่เราครอบครองอยู่นั้นทุกสิ่งทุกอย่างแท้จริงแล้วเป็นของที่มีอยู่ประจำโลก เป็นสิ่งที่มีไว้ชั่วคราว เป็นของกลางๆ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ
และได้ผ่านการเป็นเจ้าของมาแล้วหลายชั่วคน เมื่อถึงเวลาวัตถุนั้นมันก็มีความเสื่อมสลายไปเป็นเสมือน “สมบัติผลัดกันชม” เท่านั้นเอง ไม่ได้สละกันวันนี้ก็ต้องทิ้งต้องสละในตอนสุดท้ายของชีวิต เป็นไปตามหลักของ ไตรลักษณ์ คือ สิ่งของทั้งหลายล้วนเสื่อมสลาย (อนิจจัง) เป็นทุกข์ไม่อาจคงทนและตั้งอยู่ได้ตลอดไป (ทุกขัง) และไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่งเลย (อนัตตา)
ผลแห่งอานิสงส์ในการทำทานนี้หากครบองค์ประกอบดีแล้วจะส่งผลทั้งในสวรรค์สมบัติและโลกมนุษย์สมบัติกล่าวคือหากได้จากโลกนี้ไปแล้วก็จะได้ไปเสวยทิพย์สมบัติยังเทวโลก และเมื่อหมดบุญโดยที่ไม่ได้ก่ออกุศลกรรมเลยก็จะน้อมนำให้มาเกิดในโลกมนุษย์อีกครั้งและด้วยเศษบุญนั้นจะทำให้ได้เกิดมาเป็นคนที่มั่งมีตาม ระยะของเจตนาที่ให้ทานที่ต่างๆ กันไป
คุณผู้อ่านคงจะเคยได้พบคนที่ร่ำรวยต่างๆ อายุกันไปใช่หรือไม่ เป็นต้นว่า ร่ำรวยตั้งแต่เกิดมีกินมีใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด หรือ เกิดมายากจนแต่บั้นปลายรวย หรือ แม้กระทั่งรวยในตอนต้นแต่จนในตอนปลายก็มีปรากฏอยู่ให้เห็นซึ่งเป็นอานิสงส์แห่งผลทานในอดีตชาติจะส่งผล คือ
1. คนที่ร่ำรวยตั้งแต่ต้น
คนที่เกิดมารวยตั้งแต่เกิดเพราะในอดีตได้ทำทานอย่างสม่ำเสมอมีความสมบูรณ์ ในเจตนาตั้งแต่ก่อนจะทำทานว่า ก่อนทำทานก็มีความยินดีมากที่จะได้ทำเพื่อหวังจะให้คนอื่นมีความสุขเมื่อได้เกิดมาจึงได้เกิดมาอยู่ในตระกูลที่ร่ำรวย ชีวิตในวัยต้นอุดมสมบูรณ์พร้อมและถ้ายิ่งได้เรียนรู้ในธรรมและไม่ประมาทในชีวิตขยันขันแข็งประกอบอาชีพอย่างสุจริตก็จะร่ำรวยได้ตลอดชีวิตไม่มีตกอับแน่นอน
แต่ถ้าหากประมาทในการสร้างบุญกุศลและไม่รู้จักรักษาทรัพย์ที่มีไว้ให้ดีและไม่เรียนรู้จะสร้างทรัพย์ต่อมัวหลงระเริงในความสุข ก็จะพบกับความทุกข์ในเบื้องปลายได้ตามกฎแห่งกรรมที่เป็น กรรมใหม่ได้เช่นกัน
2. คนที่ร่ำรวยในวัยกลางคน
คนที่ร่ำรวยในวัยกลางคนเป็นเพราะ ได้ประกอบกรรมใหม่ที่เป็นกรรมดีสะสมในปัจจุบันเรื่อยไปอีกทั้งมีความขยันขันแข็งในกิจการงาน มีความซื่อสัตย์สุจริตแม้เกิดมามีฐานะยากจนหรือปานกลางก็กลายเป็นคนร่ำรวยได้เพราะการกระทำที่ดีของตนส่งผลเมื่อ รวมกับเศษบุญเก่าที่เคยทำด้วยเจตนาในการทำทานเพราะมีความบริสุทธิ์ในช่วงที่ 2 คือ ระยะระหว่างที่ให้ทานมีความบริสุทธิ์ แต่ไม่ได้บริสุทธิ์ในขณะก่อนจะให้
เพราะช่วงก่อนที่จะลงมือทำทานนั้น ตนเองไม่ได้มีจิตศรัทธาในกฎแห่งกรรม ในความดีมาก่อนและไม่คิดจะทำทานมาก่อนเลย แต่พอได้ตัดสินใจทำทานไปขณะที่ทำ ก็เกิดความรื่นเริงยินดีในการทำทานขึ้นมา ด้วยเศษผลบุญของระยะทานนี้ จึงได้เกิดมามีฐานะที่ไม่ร่ำรวยหรือแม้แต่ยากจนไปเลย ต้องต่อสู้สร้างฐานะด้วยตัวเองมาตั้งแต่วัยเด็ก
แต่เมื่อถึงวัยกลางคนด้วยบุญที่สะสมไว้ทั้งในปัจจุบันและ เศษบุญจากอดีตที่ได้ทำทานขณะที่ให้ทานได้ส่งผล ทำให้ ประสบความสำเร็จเจริญรุ่งเรือง และหากในอดีตชาติเจตนาในการทำทานได้บริสุทธิ์ในระยะที่สามด้วยแล้ว บุญนั้นก็จะส่งผลให้กิจการงานที่ทำได้เจริญรุ่งเรืองตลอดไปไม่ประสบความล้มเหลวหรือหายนะในเบื้องปลายได้เลย
แต่ถ้าหากว่าในอดีตชาติไม่ได้ทำทานด้วยสมบูรณ์ในเจตนาในระยะที่สามในบั้นปลายชีวิตก็อาจมีเหตุล้มเหลวในบั้นปลายเกิดขึ้นเพราะผลแห่งทานหมดกำลังลงไปและขึ้นอยู่กับกรรมใหม่ที่เราได้ทำในชาติปัจจุบันนี้ด้วย ดังนั้นในปัจจุบันชาติเราจึงต้องทำบุญทำทานอยู่ตลอดเพื่อเป็นการเสริมกำลังบุญเป็นแรงสนับสนุนให้ชีวิตรุ่งเรืองได้ตลอดชีวิต
3. คนที่ร่ำรวยในช่วงบั้นปลายชีวิต
คนที่ร่ำรวยในบั้นปลายชีวิตเพราะเศษบุญเก่ารวมกับบุญใหม่ที่ได้ทำส่งผลในช่วงหลังคือหากเป็นบุญเก่าเพราะ ผลแห่งทานที่ผู้กระทำมีเจตนาไม่ดีในระยะก่อนให้ทาน และ ระหว่างให้ทาน แต่ไปมีความยินดีงามพร้อมในระยะสุดท้าย เช่นก่อนทำก็ทำทานเพราะบังเอิญ ทำตามพวกพ้องไปแบบเสียไม่ได้ ขณะให้ก็ไม่ได้ศรัทธา และพอให้ไปแล้วกลับไปหวนคิดถึงผลแห่งทาน จิตใจก็เกิดความยินดีเป็นสุขขึ้นมา
ด้วยเศษบุญนี้จึงได้เกิดมายากจนและต้องทำงานหนักไปเกือบตลอดชีวิตต้องต่อสู้ดิ้นรนขวนขวายสร้างตนเองมากแม้จะเลยวัยกลางคนไปแล้วก็ต้องล้มลุกคลุกคลานตลอดมา แต่ในปัจจุบันชาติก็ได้ประกอบคุณงามความดีทำทานอยู่เสมอมาโดยตลอดเช่นกัน
พอถึงช่วงบั้นปลายชีวิตทำให้ผลแห่งทานนั้นได้ส่งผล เกิดเหตุประสบช่องทางที่เหมาะ ทำให้กิจการงานเจริญรุ่งเรืองแบบไม่น่าเชื่อทำมาค้าขึ้นอย่างไม่คาดฝันตัวอย่างชีวิตคนจริงๆ ที่เห็นได้ชัดก็มีบุคคลสำคัญๆ ของโลกที่ร่ำรวยมหาศาลในช่วงปลายชีวิตก็มีให้เห็นจริงๆ
อย่างเช่นผู้พันฮาร์แลนด์ ดี แซนเดอร์ หรือ “ผู้พันแซนเดอร์” ผู้ก่อตั้ง ธุรกิจไก่ทอดแฟรนไชส์ที่โด่งดัง อย่าง KFC ซึ่งกว่าที่เขาจะประสบความสำเร็จร่ำรวยมหาศาลก็ ต้องทำงานหนักมาเกือบตลอดชีวิต และได้คิดค้นสูตรไก่ทอดลงมือทำอย่างขยันขันแข็งมุ่งมั่น จนประสบความสำเร็จสูงสุดร่ำรวยมหาศาลในวัย 74 ปี และได้อยู่ต่อมาจนอายุ 90 จึงเสียชีวิต กิจการของเขาก็ยังคงดำเนินการไปได้ดีมาจนถึงทุกวันนี้
ด้วยอานิสงส์แห่งเจตนาบริสุทธิ์แห่งการให้ทานยังมีความแตกต่างกัน ดังนั้นการทำทานขอให้เราตั้งใจทำด้วยจิตที่คิดจะให้และปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขให้สมบูรณ์พร้อมทั้งสามระยะเราก็จะได้ผลแห่งทานนั้นเต็มบริบูรณ์
3. เนื้อนาบุญ หรือผู้รับทานมีความบริสุทธิ์
การที่คนรับนั้นมีความบริสุทธิ์ เราเรียกกันว่าเป็นผู้ที่มี “เนื้อนาบุญ” ที่ดี เนื้อนาบุญนั้นจะเป็นใครก็ได้ จะเป็นคนธรรมดา สามเณร แม่ชี พระภิกษุ หรือแม้แต่สัตว์ก็ได้ทั้งนั้น แต่การมีเนื้อนาบุญที่บริสุทธิ์เพียงใดขึ้นอยู่กับการ “ถือศีล” ในบุคคลนั้น
 ยิ่งผู้ที่มีเนื้อนาบุญนั้นบริสุทธิ์ด้วยการถือศีลมากเพียงใดข้ออานิสงส์ผลบุญที่เราทำก็จะยิ่งเพิ่มพลังมากขึ้นเหมือนเราหว่านเมล็ดข้าวลงในผืนดิน ถ้าเมล็ดข้าวตกไปในผืนดินใดก็ตามที่มีปุ๋ยมีน้ำที่บริบูรณ์ เมล็ดข้าวที่งอกเงยขึ้นมาก็จะงอกเงยสมบูรณ์ดีเยี่ยม 
แต่ถ้าเมล็ดข้าวใดที่ตกลงไปในดินที่ไม่มีน้ำไม่มีปุ๋ยหรือเนื้อนาบุญไม่ดีเป็นคนไม่มีศีลหรือมีศีลอยู่น้อย เมล็ดข้าวหรือบุญนั้นก็จะไม่งอกเงยขึ้นมาได้ หรือถึงแม้ต้นข้าวนั้นจะงอกขึ้นมาได้ ก็ไม่มีความสมบูรณ์ดี หากเป็นบุญก็จะทำให้บุญนั้นส่งผลได้ไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น
เพราะอย่างนี้พระพุทธเจ้าถึงได้มีพระดำรัสตรัสไว้ เรื่องเนื้อนาบุญว่า แม้วัตถุทานที่มีความบริสุทธิ์ เจตนาทำทานก็บริสุทธิ์แต่ผลบุญของความบริสุทธิ์จะเกิดขึ้นได้มากน้อยขึ้นอยู่กับ “เนื้อนาบุญ” ตามลำดับของผู้รับ อันได้แก่ การให้ทานแก่เหล่าสัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ผู้ไม่มีศีล มนุษย์ผู้มีศีล 5 มนุษย์ผู้มีศีล 8 สามเณร,พระภิกษุที่เป็นสมมติสงฆ์ พระภิกษุที่เป็นพระเถระชั้นอริยสงฆ์โสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามลำดับ
การที่พระองค์จัดลำดับไว้อย่างนี้เพราะว่า การทำทานหากได้ทำให้กับผู้รับที่ยิ่งมีความบริสุทธิ์มากเท่าไหร่ผู้ให้ก็ยิ่งมีความรู้สึกอิ่มเอิบใจและเป็นสุขมากเท่านั้นไม่มีความรู้สึกเสียดายหรือตระหนี่มาเกาะกุมหัวใจอีกต่อไป
การจะดูให้รู้ว่าเนื้อนาบุญนั้นบริสุทธิ์ในระดับใด ถ้าเป็นคนธรรมดาเราอาจจะดูง่ายคือ คนๆ นั้นมีความประพฤติทั้งทางกาย วาจา และใจดี ดูแล้วน่าคบหาน่าเสวนาด้วยอันเป็นบุกลิกภาพของคนที่มีศีลธรรม แต่สำหรับผู้ทรงศีลอย่างพระภิกษุ เราต้องดูที่วัตรปฏิบัติของท่านเป็นสำคัญว่าท่านปฏิบัติได้ดี ปฏิบัติได้ตรง ปฏิบัติได้สมควรกับความเป็นพระสมณะหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่ว่าท่านเป็นพระที่เราไปทำบุญด้วยเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงหรือสมณศักดิ์ที่เหล่ามนุษย์ทั้งหลายเป็นคนยกยอปอปั้นท่านอันเป็นสิ่งสมมติกันขึ้นมาในโลก
เรื่องสมณศักดิ์สิ่งสมมติทั้งหลายนี้ บางครั้งพระสงฆ์หลายรูปที่มีวัตรปฏิบัติดีนั้น ก็มีสิทธิ์ที่จะได้หลงทางไป เพราะท่านถูกกิเลสครอบงำจนหลงทางบุญหลงทางธรรมไป ซึ่งเราคงเห็นกันบ่อยๆ ในปัจจุบันเป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก พระบางรูปนั้นก็เสื่อมไปตามกรรมเก่าที่ท่านเคยสร้างมาด้วย จะหลีกหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น
สำหรับพระสงฆ์ที่มีเนื้อนาบุญสูงนั้น ขอให้เราสังเกตง่ายๆ ว่าท่านจะมีเมตตาและมีบารมีสูง มีคำสอนที่เราสามารถนำไปปฏิบัติแล้วเกิดผลดีต่อชีวิตและผู้อื่นได้จริงๆ ท่านจะไม่ถือตัวเพราะท่านต้องการโปรดสัตว์ที่ยากลำบากเป็นการสร้างบุญบารมีของท่านเอง ท่านอาจจะมีลูกศิษย์มีบริวารมากหรือไม่มากก็ตามไม่ใช่ข้อกำหนดที่จะมาสรุปว่าท่านดีหรือไม่ดี
หากคุณผู้อ่านเคยเข้าไปวัดที่สกปรกไม่ค่อยมีผู้ให้ความสนใจดูแลก็จะยังให้เกิดเสื่อมในศรัทธา สิ่งภายนอกจะเป็นตัวบ่งชี้ความประพฤติทั้งหลาย เหมือนกับเราไปเยี่ยมบ้านเพื่อนคนใดที่บ้านรกๆ เจ้าของบ้านก็มักเป็นผู้ที่ไม่ค่อยมีระเบียบวินัย หากเป็นบ้านใครที่สะอาดสะอ้านมีระเบียบก็ย่อมแสดงออกถึงวินัยของเจ้าของบ้านเช่นเดียวกัน
วิธีการสังเกตว่า พระภิกษุท่านเป็นผู้มีข้อปฏิบัติดีจริงหรือไม่ ก็คือ ต้องหมั่นไปวัดทำกิจกรรมทางศาสนาบ่อยๆ สังเกตดูเจ้าอาวาส ดูพระลูกวัด ว่าท่านมีวินัยมากน้อยแค่ไหน ปฏิบัติธรรมสวดมนต์สม่ำเสมอหรือเปล่า วัดสะอาดสะอ้านหรือไม่ ถ้าวัดสะอาดเป็นระเบียบมากแสดงว่า พระวัดนั้นมีข้อวินัยและมีการปฏิบัติธรรมเรียนธรรมกันจริงๆ เพราะวินัยจะเป็นเครื่องกำหนดการปฏิบัติทั้งกิจกรรมภายนอกและความประพฤติต่างๆ ไปในตัว
ในเรื่องเนื้อนาบุญของผู้รับทานนี้จะเห็นได้ว่า จากตัวอย่างในพระพุทธศาสนาทั้ง นายมหาทุคตะ กับอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ทำทานถูกเนื้อนาบุญเป็นอย่างยิ่ง คือได้กระทำต่อพระพุทธเจ้าผลบุญกุศลจึงสูงแต่กระนั้นก็ตาม พระพุทธองค์ก็ได้ตรัสเอาไว้ว่า การให้ทานกับสิ่งมีชีวิตด้วยอาหารทานก็ยังได้อานิสงส์น้อยกว่าการสร้าง “วิหารทาน” เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์แด่คนหมู่มาก
ซึ่งข้อนี้นับได้ว่าเป็นโอกาสดีของบุคคลที่อาศัยอยู่ในยุคปัจจุบันที่ไม่มีโอกาสได้พบกับพระพุทธเจ้าแล้ว หรือแม้แต่ การจะค้นหาพระสงฆ์ระดับที่เป็นพระอริยะเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ก็มีโอกาสพบได้น้อยมาก การสร้างวิหารทานเพียงครั้งเดียวจะได้อานิสงส์มากกว่าการถวายสังฆทานที่มีพระพุทธเจ้าเป็นองค์พระประทานนับร้อยๆ ครั้ง
วิหารทานนี้ไม่ได้หมายถึง การสร้างวัด โบสถ์วิหารหรือศาลาการเปรียญ หรือสิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวกับสงฆ์เพียงอย่างเดียว วิหารทานยังรวมไปถึงการบริจาคทรัพย์ หรือการมาลงแรงช่วยสร้างสิ่งปลูกสร้างที่เป็นของส่วนรวมอย่าง โรงพยาบาล โรงเรียน แท้งก์น้ำ สุสาน เมรุเผาศพ สะพาน หรือแม้แต่ศาลาริมทาง ก็ได้บุญมากในทำนองเดียวกัน
ทว่าพระพุทธองค์ก็ยังตรัสถึงทานที่มีอานิสงส์สูงกว่าการให้วิหารทานมากขึ้นไปอีกนั่นคือ การให้ “ธรรมทาน” เพราะการให้ธรรมทานนั้นเป็นการสอนธรรมะให้คนอื่นได้รู้จักการสร้างคุณงามความดีให้รู้ในสิ่งที่ตนเองยังไม่รู้หรือแม้กระทั่งได้รับรู้แล้วก็ได้รู้มากยิ่งๆ ขึ้นไป ให้เข้าใจถึงความเป็นไปตามสัจธรรมว่าไม่มีสิ่งใดเป็นของๆ ตน ทุกสิ่งเป็นทุกข์และต้องแตกสลายไป ให้ผู้ที่ยังมีความเห็นผิดได้กลับลำความคิดที่ผิดนั้นๆ เสียจะได้ไม่ไปชี้นำให้ผู้อื่นได้ทำผิดตาม การให้ธรรมทานได้แก่ การพูดให้ข้อคิดเพื่อนำไปปฏิบัติตนในทางที่ดีเป็นกุศลธรรม หรือการพิมพ์หนังสือธรรมะ หนังสือสวดมนต์แจกจ่าย เป็นต้น
แต่ทานที่มีอานิสงส์สูงสุดได้บุญมากที่สุด พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นการให้ทานทางใจนั่นคือ “อภัยทาน” บุญของการให้อภัยทานเพียงครั้งเดียวนั้นสูงกว่าการให้ธรรมทานนับร้อยครั้งเพราะว่า การให้อภัยหรือการ อโหสิกรรมผู้ที่มาก่อความทุกข์ความเดือดร้อนให้กับเรา เป็นเหตุให้ไม่ต้องสร้างเวรสร้างกรรมผูกพันกันต่อไปอีก และเป็นการบำเพ็ญเพียรเพื่อลด “โทสะกิเลส” ทำให้จิตใจมีความเมตตามากขึ้น
เมื่อคนที่ได้บำเพ็ญทานด้วยการอภัยมากๆ ก็จะละได้ซึ่งความพยาบาทอันเป็นการชำระล้างจิตใจให้สะอาดขั้นต้นเพื่อจะได้สร้างบุญในระดับสูงขึ้นได้ง่ายต่อๆ ไป การให้อภัยทานจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและยากที่สุดในการให้ทานผลอานิสงส์จึงสูงกว่าทานทุกชนิด
แต่อย่างไรก็ตาม การรู้จักให้อภัยทานแม้จะกระทำได้มากมายขนาดไหนผลแห่งการสร้างบุญก็ยังไม่สูงเท่ากับฝ่ายศีล ซึ่งเป็นการบำเพ็ญบุญบารมีที่ต่างชนิดและต่างระดับขั้นกัน

Read Full Post »

             อนาถบิณฑิกเศรษฐี (ชื่อเดิมว่า สุทัตตะ) นับได้ว่าเป็นเศรษฐีที่นิยมการทำบุญทำทานเป็นอย่างมากด้วยจิตที่มีความศรัทธาต่อพระพุทธเจ้าและพระพุทธศาสนาเป็นที่ตั้ง ภายหลังจากการพบกับพระพุทธเจ้าที่บริเวณชายป่า สีตะวันใกล้เมืองราชคฤห์ พระองค์ได้แสดงธรรมโปรด ท่านก็ได้บรรลุเป็นอริยบุคคลชั้นโสดาบันทันที

            ในการทำทานในช่วงแรกๆ ของท่านก็ประสบความราบรื่นด้วยดี คือมีผู้คนคอยสนับสนุนให้ทำทานมากมายตั้งแต่คนรับใช้ไปถึงพระมหากษัตริย์ผู้ครองแคว้นอย่างพระเจ้าพิมพิสารแห่งแคว้นมคธก็ทรงให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี

            การทำทานครั้งสำคัญของอนาถบิณฑิกเศรษฐีครั้งสำคัญก็คือการสร้าง “วิหารทาน” ด้วยเล็งเห็นว่าอยากจะสร้างวัดที่บ้านเกิดที่เมืองสาวัตถีแห่งแคว้นโกศลซึ่งมีประชากรเป็นจำนวนมาก และยังมีคนอีกมากมายที่ยังไม่ได้รับรู้เรื่องธรรมะ จึงได้ไปขออนุญาตจากพระพุทธองค์เพื่อจะสร้างวัด

            หลังจากนั้นก็ได้ออกสำรวจพื้นที่ต่างๆ โดยรอบหลังจากสำรวจอยู่นานก็ได้สถานที่ที่เหมาะแก่การสร้างวัด คือมีความเงียบสงบไม่ใกล้และไกลเกินไปจากตัวเมืองนั่นคือ อุทยานของ “เจ้าเชตราชกุมาร” ซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าปเสนทิโกศล แต่ไม่ว่าจะขอเสนอซื้ออย่างไรเจ้าเชตกุมารก็ไม่คิดที่จะขายให้ เจ้าเชตกุมารทนความตื๊อน่ารำคาญของ อนาถบิณฑิกเศรษฐีไม่ได้ จึงหาเรื่องแกล้งโก่งราคาหวังจะให้หน้าหงายกลับไปจึง เสนอว่า ให้เอาเงินกหาปนะมาวางปูจนเต็มพื้นที่สวนจึงจะยอมรับ (1 กหาปณะ เท่ากับ 20 มาสก หรือ 4 บาท) ดังนั้นเงินที่จะนำมาปูให้เต็มลานสวนจึงมีจำนวนมหาศาล

            แต่การแกล้งเสนอราคาของเจ้าเชตไม่เป็นผลเพราะอนาถบิณฑิกเศรษฐีกลับรับคำหน้าตาเฉย เจ้าเชตกุมารแม้จะไม่เต็มใจก็จำต้องให้เพราะได้ตีราคาสวนอุทยานไปแล้วจึงต้องขายตามกฎหมาย เมื่อตกลงขายพระอุทยานแล้ว อนาถบิณฑิกก็ระดมข้าทาสบริวารมาช่วยกันบรรทุกเงินกหาปนะมาปูลาดให้เต็มบริเวณสวนเลยทีเดียว

เจ้าเชตกุมารเห็นความตั้งใจแบบเจ้าบุญทุ่มในครั้งนี้ก็คิดว่า นี่คงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่มีคนบ้ามาสละทรัพย์มากมายขนาดนี้เพื่อหวังจะสร้างวิหารทานให้กับพระพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวก เจ้าเชตกุมารจึงไม่อาจนิ่งเฉยได้ ในที่สุดก็ออกปากยกสวนอุทยานของพระองค์ให้อนาถบิณฑิกเศรษฐี โดยมีข้อแม้ว่าขอให้พระองค์ีมีส่วนร่วมในการสร้างซุ้มประตูทางเข้าวัด

 เมื่อการตกลงซื้อที่ดินเสร็จสิ้นการก่อสร้างวัดจึงเริ่มขึ้นได้และใช้เวลาไม่นานก็สร้างเสร็จราวกับเนรมิตขึ้นทีเดียว ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ได้ตั้งชื่อวัดนี้ว่า “วัดพระเชตวันมหาวิหาร” โดยนำชื่อของเจ้าเชตกุมารมาเป็นชื่อวัดเพื่อให้เกียรติและเป็นอนุสรณ์ในการสร้างบุญกุศลวิหารทานในครั้งนี้

ไม่เพียงแต่เพียงการสร้างโบสถ์หรือวิหารเท่านั้นยังมีการสร้างหอฉัน โรงไฟ เรือนเก็บเสบียงหรือโรงครัว (กัปปิยกุฎี) ส้วม (วัจกุฏี) รวมไปถึงศาลารายทางระหว่างเดินทางไปยังวัดพระเชตวันมหาวิหารอีกมาก เพราะระยะทางระหว่างเมืองมีระยะทางไกลมากและต้องใช้การเดินทางด้วยเท้าเท่านั้น

ศาลานั้นจะสร้างโดยเว้นระยะห่างกันหลังละ 1 โยชน์ (ประมาณ16 กิโลเมตร) ซึ่งระยะทางระหว่างเมืองราชคฤห์ มายังเมืองสาวัตถีนั้นเป็นระยะทางไกลถึง 45 โยชน์ (ราว720 กิโลเมตร) พระพุทธองค์รวมทั้งพระสาวกต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่า 45 วันจึงเสด็จมาถึงวัดพระเชตวันมหาวิหาร (เมืองราชคฤห์อยู่แคว้นมคธ ส่วนเมืองสาวัตถีอยู่แคว้นโกศล)

อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้น้อมถวายวัดพระเชตวันมหาวิหารแด่พระพุทธองค์ หลังจากนั้นพระพุทธองค์ทรงตรัสโมทนาและทรงแสดงอานิสงส์แห่งการสร้างและถวายวัดเป็นวิหารทานและได้ให้คำแนะนำแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า ให้มอบวิหารทานนี้เพื่อยังประโยชน์แก่พระภิกษุที่มาจากทั่วทุกสารทิศได้พำนักอาศัย

อนึ่งการสร้างวัดพระเชตวันมหาวิหารขึ้นในครั้งนี้ทำให้เมืองสาวัตถีแห่งแคว้นโกศลได้เป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ขจรขจายไปไกลและพระพุทธองค์ก็ได้เสด็จมาประทับ ณ วัดแห่งนี้เป็นเวลานานถึง 19 พรรษาเลยทีเดียว

เท่านั้นยังไม่พออนาถบิณฑิกเศรษฐียังได้จัดงานสมโภชฉลองวัดเลี้ยงผู้คนมากมายติดต่อกันเป็นเวลานานถึง 9 เดือน รวมค่าใช้จ่ายตั้งแต่การซื้อที่ ค่าใช้จ่ายในการสร้างวัดและการจัดงานฉลองรวมกันแล้วก็มากมายถึง 54 โกฏิกหาปนะ (1 โกฏิ เท่ากับ 10 ล้าน ดังนั้นมูลค่าค่าใช้จ่ายจึงเท่ากับ 540 ล้านกหาปนะ ตีเป็นไทยบาทก็ประมาณ 2,160 ล้านบาท)

การทำบุญของท่านอนาถบิณฑิกยังคงดำเนินต่อไปโดยทุกวันจะจัดให้มีการถวายทานโดยนิมนต์พระภิกษุมาฉันที่บ้านวันละ 500 รูป และจะเพิ่มอีก 500 รูปในทุกๆ 15 วันรวมไปถึงการถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุที่มาจากต่างถิ่นวันละ 500 รูป ภิกษุที่อาพาธและ ภิกษุที่เป็นผู้พยาบาลภิกษุอาพาธอีกอย่างละ 500 รูปเช่นกันเรียกได้ว่าค่าใช้จ่ายในการถวายทานแต่ละวันเป็นเงินมหาศาลทีเดียว

วันหนึ่ง อนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ต้องมีเหตุยากจนลงด้วยเหตุที่มีพ่อค้าที่กู้เงินไปเป็นจำนวนมหาศาลแล้วไม่ยอมใช้หนี้ อีกทั้งทรัพย์สมบัติประจำตระกูลที่ฝังไว้ข้างแม่น้ำก็ถูกน้ำเซาะจนตลิ่งพังทรัพย์สมบัติต่างๆ เลยถูกน้ำพัดหายไปหมดสิ้น (สมัยก่อนยังไม่มีธนาคารแบบในปัจจุบันมักจะเก็บเงินไว้ในบ้าน ฝังดิน หรือไม่ก็ซ่อนไว้) แต่อนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ไม่ย่อท้อในการทำบุญถวายทานยังคงปฏิบัติตนต่อไปเช่นเดิมถวายทานด้วยจิตศรัทธาต่อไป แม้ว่าอาหารที่ถวายจะเหลือเพียงปลายข้าวและน้ำผักดองไม่ใช่ของที่ประณีตเหมือนเมื่อก่อนก็ตาม

พระพุทธองค์ตรัสสอนอนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า การให้ทานนั้นอย่าได้คิดว่าตนเองได้ให้ของที่เศร้าหมอง อยู่ที่จิตที่คิดจะให้เป็นสำคัญไม่ว่าของที่ให้จะเป็นของดีหรือไม่ก็ตามแต่ถ้าให้โดยไม่เคารพ ไม่ได้ถวายด้วยตนเอง ถวายของเหมือนโยนให้ ไม่เชื่อในอานิสงส์ของทานแม้ว่าจะละโลกนี้ไปแล้วย่อมไม่พบกับสิ่งที่ควรจะพึ่งได้ในภพนั้นๆ เลย (อสัปปุริสทาน)

ด้วยเหตุที่ยากจนลงนี้เองทำให้เทวดาพาลผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่ที่ซุ้มประตูเรือนของอนาถบิณฑิกเศรษฐีมากล่าวเตือนให้เลิกทำทานและเลิกสนใจพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้ทำให้อนาถบิณฑิกต้องออกปากไล่เทวดาพาลผู้นั้นไป ฝ่ายเทวดาภายหลังได้สำนึกผิด จึงพยายามทำความดีไถ่โทษโดยแปลงกายเป็นเสมียนของอนาถบิณฑิกเศรษฐี นำหนังสือสัญญาไปทวงหนี้แทนแล้วนำทรัพย์เหล่านั้นมาใส่ไว้ในห้องว่างให้เต็มเหมือนเดิม

ส่วนทรัพย์สมบัติที่จมน้ำหายไปก็ไปตามคืนเอามาได้ทั้งหมด รวมถึงเงินที่ไม่มีผู้เป็นเจ้าของแล้วก็ได้นำไปเก็บไว้ในห้องสมบัติของอนาถบิณฑิกเศรษฐีทั้งหมดเมื่อได้ทรัพย์สมบัติคืนมาทั้งหมดรวมกันถึง 54 โกฎิกหาปนะแล้ว เทวดาจึงได้ไปกล่าวขอขมาต่ออนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านเศรษฐีเห็นเทวดาสำนึกในความผิดจึงนำเทวดาผู้นี้ไปพบกับพระพุทธเจ้าเพื่อให้พระพุทธองค์ได้พิจารณาความ เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์แล้วเทวดาพาลผู้นั้นก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน

อีกกรณีที่น่าสนใจในการทำบุญของอนาถบิณฑิกเศรษฐีคือการ “จ้างลูกชาย” ไปฟังธรรมเพราะนาย กาละ บุตรชายคนโตของตนแม้ว่าจะมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาแต่ก็ไม่เคยถือศีลฟังธรรมเลยวันๆ เอาแต่เที่ยวเล่น ท่านจึงจ้างลูกไปฟังธรรมในวันพระและให้ถือศีลในวันพระด้วย กาละหวังจะได้เพียงลาภที่พ่อให้แม้จะรักษาศีลได้แต่ก็ไม่ได้สนใจฟังธรรม ไปนอนเล่นทำตัวสำราญเสียมากกว่า

หลังจากนั้นท่านเศรษฐีก็จ้างด้วยเงินที่มากขึ้นถึง 1 พันกหาปนะ (ประมาณ 4 พันบาท) โดยให้ไปนั่งฟังธรรมต่อหน้าพระพุทธเจ้าแล้วจดจำมาบอกตนให้ได้เพียงแค่ 1 บทก็พอ เมื่อถึงเวลานายกาละก็ไปฟังธรรมเพราะหวังจะได้ทรัพย์จึงไม่ได้ตั้งใจฟังธรรมมากนัก

 พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยญาณถึงจุดประสงค์ของกาละ จึงทำอาการให้นายกาละจำบทธรรมไม่ได้ จนกว่าจะตั้งใจฟังเมื่อกาละตั้งใจฟังจึงได้เข้าใจในธรรมที่พระพุทธองค์แสดงอย่างแจ่มแจ้งและบรรลุโสดาปัตติผล (กระแสแรกแห่งการถึงซึ่งนิพพาน) ในที่สุด

คราวนี้แม้อนาถบิณฑิกเศรษฐีจะว่าจ้างด้วยทรัพย์เท่าไหร่ กาละก็ไม่ยอมรับเงินเพื่อการไปฟังธรรมอีกเลย กลับหันมาตั้งใจถือเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งและปฏิบัติตนด้วยทางแห่งบุญ มุ่งทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาไปตลอดชีวิต

วาระสุดท้ายของอนาถบิณฑิกเศรษฐีมาถึงเมื่อท่านป่วยหนัก ท่านได้ส่งคนให้ไปนิมนต์พระสารีบุตรโดยมีพระอานนท์คอยติดตามเพื่อมาโปรดจะได้ระงับอาการป่วยของท่านในช่วงวาระสุดท้าย พระสารีบุตรได้แสดงธรรมที่เรียกว่า “ธรรมีกถา” รวมความได้ว่า เป็นการไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดและให้รู้จักปล่อยวางชีวิต โดยธรรมบทนี้พระอริยะเจ้าจะไม่แสดงแก่คฤหัสถ์ทั่วไปเพราะถือว่าเป็นธรรมชั้นสูงที่เข้าใจได้ยาก

แต่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้กล่าวขอร้องว่า ต่อไปขอให้ท่านสารีบุตรได้แสดงธรรมนี้แก่คนธรรมดาบ้าง และจะต้องมีผู้ที่เข้าใจธรรมนี้ได้อย่างแน่นอน หลังจากที่พระสารีบุตรและพระอานนท์คล้อยหลังกลับไปได้ไม่นาน ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็เสียชีวิตลงอย่างสงบ

ด้วยอานิสงส์แห่งทานและการสำเร็จเป็นพระโสดาบันในรูปคฤหัสถ์ของอนาถบิณฑิกเศรษฐีทำให้ท่านได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต (สวรรค์ชั้น 4 ตามภพของเทวดาชั้นกามาวจร 6 ชั้น) กรณีของท่านนับเป็นกรณีพิเศษตรงที่จะไม่กลับมาเกิดยังโลกมนุษย์อีกแต่จะวนเวียนอยู่ในชั้นสวรรค์เสวยทิพยสมบัติในสวรรค์ชั้นต่างๆ จนกว่าจะเข้าสู่นิพพาน และท่านก็ได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็นผู้ที่เป็นเลิศกว่าอุบาสกทั้งหลายในด้านแห่งถวายทานอีกด้วย (ผู้เป็นทายก)

ไม่ว่าคนที่ยากจนข้นแค้นที่สุดอย่างนาย มหาทุคตะ หรือ ร่ำรวยมหาศาลไม่อาจประมาณได้อย่างอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ยังต้องทำบุญทำทานเพื่อสร้างเป็นบุญบารมีติดตัวไปไว้ทั้งในภพชาติปัจจุบันและไว้ใช้ในชาติภพต่อไป สุดท้ายทั้งสองก็ได้บรรลุจุดสูงสุดคือนิพพานพ้นทุกข์ไปอย่างถาวร

ดังนั้น การทำบุญจึงเป็นสิ่งสำคัญที่คนทุกฐานะควรให้ความสำคัญและลงมือปฏิบัติจะเป็นเครื่องนำออกจากความทุกข์ได้อย่างแท้จริงไม่ว่าจนแค่ไหนหรือร่ำรวยมหาศาลเพียงใดทุกคนจึงต้องหมั่นประกอบบุญด้วยการทำบุญทำทาน รักษาศีลและเจริญภาวนาให้เป็นประจำอยู่เสมอทั้งสิ้น ชีวิตจึงจะเจริญรุ่งเรืองไม่มีวันตกต่ำ ร่ำรวยอยู่ได้ไปตลอดอายุขัย

Read Full Post »

             เรื่องราวนี้เป็นเรื่องของ หนุ่มที่ชื่อ ทุคตะ หรือว่า มหาทุคตะแปลว่าผู้ที่ยากจนสิ้นไร้อย่างที่สุด นายทุคตะคนนี้เป็นขอทาน วันๆ คอยแต่จะรับอาหารจากคนรวยหรือไม่ก็ไปรอรับอาหารจากพระที่กุฏิวัดเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น

วันหนึ่งนาย ทุคตะ ได้เห็นคนเขาพากันนิมนต์พระคนละสิบรูป ยี่สิบรูป บางคนก็เป็นร้อยๆ รูปไปฉันอาหารที่บ้านก็เกิดความแปลกใจจึงได้สอบถามกับบัณฑิตที่มาชวนให้ไปทำบุญ หลังจากได้รับคำแนะนำจากบัณฑิตผู้เป็นผู้จัดการงานทำบุญใหญ่นี้ว่า ตนเองควรจะทำบุญทำทานเสียบ้างเพื่อที่ในปัจจุบันชาติและภพชาติต่อไปจะได้ไม่ยากจนแบบนี้ต่อไป

เมื่อทุคตะเข้าใจถึงคำแนะนำแล้วก็จึงเกิดความอยากทำบุญกับเขาบ้าง จึงได้ไป “จองพระ” ไว้รูปหนึ่งกับบัณฑิตหนุ่มผู้จัดการพระที่มาชวนว่าแล้วก็ชวนภรรยาของตนไปรับจ้างเศรษฐีเพื่อที่จะเอาค่าแรงที่ได้ไปทำบุญในวันรุ่งขึ้น

            ในขณะที่ไปรับจ้างทุคตะและภรรยาก็มีความขยันขันแข็งรื่นเริงมาก เศรษฐีนายจ้างก็เกิดความชอบใจเลยเพิ่มค่าจ้างให้เป็นสองเท่า และยิ่งได้รู้ว่านายทุคตะจะเอาเงินค่าจ้างไปทำบุญก็ยิ่งดีใจและขอโมทนาบุญเพื่อการนี้ด้วย หลังจากได้ค่าจ้างแล้วทั้งนายทุคตะกับภรรยาก็พากันตระเตรียมอาหารเพื่อถวายพระด้วยความยินดีเป็นที่สุด

วันรุ่งขึ้นนายทุคตะก็รีบตื่นแต่เช้าไปถามผู้จัดการในการทำบุญว่าจองพระรูปไหนเอาไว้ให้ตน จะได้นิมนต์ไปฉันที่บ้านได้ทันเวลา

            ผู้จัดการบอกว่า ลืมจดบัญชีเอาไว้ขอโทษทีเถอะ เพราะนายทุคตะนิมนต์พระแค่รูปเดียวเท่านั้นเองตนเลยไม่ได้จดไว้ นายทุคตะเสียใจแทบล้มทั้งยืน แล้วร้องไห้เสียใจเป็นการใหญ่ว่า นายเป็นคนชวนฉันมาให้ทำบุญเองแท้ๆ ฉันก็ไปรับจ้างหาเงินมาด้วยความเหนื่อยยาก ตระเตรียมอาหารสุดความสามารถแล้วนายไม่มีพระจะให้แล้วทีนี้จะให้ฉันทำอย่างไร

            ผู้จัดการก็คิดหาทางออกให้ (หรือไม่ก็เป็นบุญเก่าของนายทุคตะก็ไม่อาจทราบได้) ที่ยังเหลือพระกัสสปะพุทธเจ้าผู้เป็นประมุขแห่งสงฆ์ทั้งหลายยังไม่มีใครนิมนต์ท่าน ธรรมดาพระพุทธเจ้าท่านทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อคนยากไร้อยู่แล้ว นายรีบไปนิมนต์พระองค์เถอะ

            นายทุคตะรีบวิ่งที่พระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้าทันที พระพุทธองค์ทราบด้วยฌานจากการตรวจดูสัตว์โลก ณ เวลาใกล้รุ่งอยู่แล้วว่านายทุคตะจะมาหา ดังนั้นแม้จะมีเหล่ากษัตริย์ หรือมหาเศรษฐีในเมืองมา รอนิมนต์พระองค์อยู่มากมาย คนเหล่านั้นก็จะไม่ได้รับบาตรของพระองค์ นายทุคตะรับบาตรของพระองค์ได้ ทันทีที่พระพุทธองค์ก้าวเท้าออกมาจากพระคันธกุฎี

            ที่สำคัญคือ แม้เหล่ากษัตริย์หรือเศรษฐีจะขอประมูลบาตรด้วยราคาเท่าไหร่นายทุคตะก็ไม่ยอมขายรีบอุ้มบาตรเดินนำพระพุทธองค์ลิ่วๆ ไปที่กระท่อมของตนเอง

            เรื่องร้อนถึงท่านเจ้าสักกะเทวราช (พระอินทร์) ได้จำแลงกายปลอมตัวเป็นพ่อครัวหัวป่าฝีมือเยี่ยมมาช่วยทำกับข้าวจานเด็ดไว้คอยถวายให้พระพุทธองค์โดยไม่คิดค่าบริการแต่อย่างใด ข้อนี้หากมองในแง่ของมานุษยวิทยาแล้ว ก็คงเป็นเพื่อนบ้านใจดีมีฝีมือคนหนึ่งได้มาช่วยนายทุคตะคนนี้ทำอาหารให้

            หลังจากพระพุทธองค์เสวยเสร็จก็ได้ประทานโอวาทแก่ทุคตะเรื่องผลแห่งการให้ทานแล้วก็เสด็จกลับไปพระอาราม นายทุคตะก็ถือบาตรกลับไปที่วัดด้วยบอกให้ลูกเมียนั่งรอที่บ้าน พอนายทุคตะกลับมาบ้านกลับพบว่าไม่มีที่จะให้ตนเองอยู่เสียแล้วเพราะเต็มเปี่ยมไปด้วยแก้วรัตนทั้ง 7 ประการเป็นที่ฮือฮาของคนในเมืองมากโดยคนเข้าใจกันว่าเป็นเพราะได้อานิสงส์แห่งการถวายทานแด่พระพุทธเจ้า

            นายทุคตะไม่รู้จะทำอย่างไรกับทรัพย์มากมายขนาดนี้ จึงนำเรื่องไปกราบทูลพระราชา พระราชาก็สั่งให้คนเอาเกวียนสักพันเล่มมาขนไปกองไว้ที่หน้าพระลาน แล้วตรัสถามว่ามีใครบ้างที่มีทรัพย์สินมากมายปานนี้ในเมืองแห่งนี้บ้าง เมื่อไม่มีใครมีทรัพย์มากเท่ากับนายทุคตะ พระองค์จึงได้สถาปนาเขาให้เป็นเศรษฐีประจำเมืองต่อไป

            ทุคตะเศรษฐีนั้นในใจสำนึกเสมอว่า การที่ได้ทรัพย์ร่ำรวยมากมายถึงขนาดนี้ได้มาเพราะการทำบุญทำทาน เขาจึงไม่ประมาทในชีวิตและไม่ประมาทในการทำบุญด้วยเมื่อสิ้นชีวิตจากภพชาตินั้นแล้วก็ได้มาเกิดอยู่เป็นบุตรในตระกูลผู้อุปัฏฐากพระสารีบุตรอัครสาวกเบื้องขวาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน และได้ชื่อว่า “บัณฑิต” อันเป็นชาติสุดท้ายเพราะภายหลังได้อุปสมบทเป็นสามเณรไม่นาน สามเณรบัณฑิตก็ได้บรรลุอรหันต์ขึ้นสู่นิพพาน

            ว่าเรื่องการทำทานของคนที่ยากจนที่สุดไปแล้ว มาดูเรื่องของคนรวยทำทานกันบ้างครับเรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวของเศรษฐีคนดังในพระพุทธศาสนานามว่า “อนาถบิณฑิกเศรษฐี”

Read Full Post »

บุญคืออะไร

ท่านพระพรหม คุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ครูบาอาจารย์คนสำคัญและเป็นกำลังหลักผู้หนึ่งในพระพุทธศาสนาท่านได้ให้ความเมตตากล่าวถึงความหมายของบุญเอาไว้ว่า

“บุญนั้นหมายถึงเครื่องชำระสันดาน เป็นความดี ความสุข รวมไปถึงความประพฤติอันเป็นสิ่งที่ชอบด้วย กาย วาจา ใจและกุศลธรรมทั้งหลาย ส่วนคำว่า บารมีคือ คุณความดีที่ได้บำเพ็ญปฏิบัติแล้วอย่างยิ่งยวด”

และเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์อันประเสริฐแก่ชีวิต ความหมายของคำว่าบุญที่ดีนั้นนอกจากจะเป็นกระทำความดีทั้งหลายแล้ว บุญจะสมบูรณ์สูงสุดให้พลังและมีอานุภาพสูงสุดต้องเป็น “บุญบริสุทธิ์” ด้วย

เรื่องของการทำบุญทำทานนั้น คงเป็นที่คุ้นเคยสำหรับทุกท่านที่เป็นพุทธศาสนิกชนและคนที่ใจบุญอยู่แล้ว แต่อาจเป็นเพราะความประมาทพลั้งเผลอหรือความเข้าใจผิด ทำให้บางครั้งในการสร้างบุญกุศลแต่ละครั้งอาจจะมี “บาป” มาเจือปนอยู่ จึงทำให้อานิสงส์ผลบุญที่ทำนั้นไม่บริสุทธิ์เท่าที่ควรเพราะบาปหรือกรรมไม่ดีเหล่านั้นจะตัวที่สร้างความหมองให้เกิดขึ้นมาในบุญ จนเป็นเหตุที่จะไปขัดขวางผลแห่งความดีที่จะเกิดขึ้นไม่ให้บังเกิดผลได้อย่างเต็มที่

หากจะเปรียบเทียบให้ชัดก็เปรียบได้เหมือนน้ำที่ยังไม่สะอาด เมื่อเราต้องนำมาใช้ผสมกับสมุนไพรบางอย่างเพื่อนำมารักษาโรค น้ำที่ใช้ก็ควรจะใช้นำสะอาดเท่านั้นมาผสมทำยา ถึงจะรักษาโรคให้หายขาดได้  แต่การที่เรานำน้ำที่มีสิ่งสกปรกหรืออะไรก็ตามที่มีสิ่งเจือปนมาผสม ก็จะทำให้ฤทธิ์ของยานั้นไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็น แทนที่สามารถทำให้บรรเทาอาการให้ทุเลาลงอาจกลับกลายเป็นว่าโรคหายได้ช้าหรือไม่หายเลยก็ได้ดีไม่ดีจะทำให้ทรุดหนักลงไปอีก

การทำบุญให้บริสุทธิ์มากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งช่วยสร้างบุญบารมีให้ส่งผลเต็มที่กับชีวิตมากขึ้นเท่านั้น เหมือนกับน้ำเรื่องน้ำบริสุทธิ์ที่ใช้ผสมกับตัวยาที่ดียังผลให้รักษาโรคร้ายให้หายขาด เราทุกคนควรเรียนรู้เรื่องบุญนี้ไว้และนำมาใช้กับชีวิตของตนให้มากที่สุด

การสร้างบุญบริสุทธิ์นั้นมีหลักการง่ายๆ 3 ขั้นตอนคือการให้ทาน รักษาศีล และการเจริญภาวนาเป็นบันได 3 ขั้นของการสร้างบุญบารมีที่ถูกต้องแต่ขอให้เข้าใจว่า การสร้างบุญนั้นมีระดับของผลบุญที่จะเกิดขึ้นในตัวของมันเองแตกต่างกันไป

การทำบุญโดยการให้ทานนั้นไม่ว่าจะเป็นการให้ทานโดยให้ของประณีตหรือของที่หยาบ เป็นของที่มีค่าน้อยหรือเป็นของที่มาก เป็นสิ่งของก่อสร้างใหญ่โตหรือแม้แต่เศษสตางค์เล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ก็ยังได้บุญบารมีน้อยกว่าการรักษาศีล

ในเรื่องของการรักษาศีลนั้นไม่ว่าจะเป็นถือศีล 5 ซึ่งเป็นศีลชั้นต้น ศีล 8 และศีล 10 ซึ่งเป็นศีลชั้นกลาง หรือไปจนถึงศีล 227 ซึ่งเป็นศีลอย่างอุกฤษฏ์ หรือศีลขั้นสูงแม้ว่า เราจะรักษาศีลให้มีความบริสุทธิ์นานเท่าไหร่ก็ตามก็ยังได้บุญบารมีน้อยกว่าการเจริญภาวนา

การเจริญภาวนาเป็นบุญใหญ่ที่สุดในการสร้างบุญเพราะเป็นการใช้ปัญญาพิจารณาสภาพสิ่งต่างๆ ให้เห็นไปตามความเป็นจริงทำให้จิตสะอาดจนหมดกิเลสในที่สุดเมื่อจิตสะอาดการกระทำทั้งกาย วาจา ใจ ก็จะพลอยสะอาดไปด้วย

เรื่องการสร้างบุญให้บริสุทธิ์จำง่ายๆ ว่าเป็นบันไดบุญ 3 ขึ้นไล่เรียงกันขึ้นไป “จะลัดไปขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งนั้นไม่ได้” เพราะเป็นพื้นฐานเชื่อมโยงซึ่งกันและกันโดยต้องเริ่มมาจากการให้ทานเสียก่อน

            แต่ก่อนที่จะพูดถึงหลักและวิธีการสร้างบุญด้วยทาน ขออนุญาตนำตัวอย่างจากในพุทธกาลมาเล่าสู่กันฟังเพื่อให้เห็นเกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่า เรื่องการทำบุญทำทานนั้นไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไรก็ควรจะทำบุญด้วยกันทั้งสิ้นแล้วบุญจะช่วยให้พ้นทุกข์ไปได้

Read Full Post »

ในบทนี้จะเป็นการรวบรวมบทสวดที่ใช้สวดมนต์เพื่อความผาสุก ร่มเย็น และ ก่อให้เกิดทรัพย์และความมั่งมีนั้น มีอยู่มากมายหลายบท หากคุณผู้อ่านได้ สวดอยู่เสมอจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันแล้ว จิตใจ ก็จะผุดผ่อง เงินทองผุดโผล่ เพราะเป็นผลจาการที่เราตั้งจิตระลึกและน้อมนำไปปฏิบัติตามคำสอนในการประกอบอาชีพ

การเริ่มต้นสวดมนต์ต้องเริ่มตามขั้นตอนที่กล่าวไปแล้วในบทก่อนที่ต้องสมาทานศีล 5 เสียก่อนและ ในบทต่อไป นี้เป็น บทสวดที่ว่าด้วยทำให้ “ร่ำรวย” ทั้งสิ้น ที่ท่านสมารถที่จะเลือกสดได้ตามใจที่ท่านปรารถนาได้แก่

 

อริยธนคาถา

ผู้นำ ว่า (หันทะ มะยัง อะริยะธะนะคาถาโย ภะณามะ เส) เชิญเถิด เราทั้งหลาย จงกล่าวคาถาสรรเสริญพระอริยเจ้าเถิด

ยัสสะ สัทธา ตะถาคะเต อะจะลา สุปะติฏฐิตา  ศรัทธาในพระตถาคตของผู้ใดตั้งมั่นอย่างดีไม่หวั่นไหว

สีลัญจะ ยัสสะ กัล๎ยาณัง อะริยะกันตัง ปะสังสิตัง และศีลของผู้ใดงดงาม, เป็นที่สรรเสริญที่พอใจของพระอริยเจ้า

สังเฆ ปะสาโท ยัสสัตถิ อุชุภูตัญจะ ทัสสะนัง ความเลื่อมใสของผู้ใดมีในพระสงฆ์, และความเห็นของผู้ใดตรง

อะทะลิทโทติ ตัง อาหุ อะโมฆันตัสสะ ชีวิตัง บัณฑิตกล่าวเรียกเขาผู้นั้นว่าคนไม่จน, ชีวิตของเขาไม่เป็นหมัน

ตัส๎มา สัทธัญจะ สีลัญจะ ปะสาทัง ธัมมะทัสสะนัง, อะนุยุญเชถะ เมธาวี สะรัง พุทธานะ สาสะนัง

 

เพราะฉะนั้น เมื่อระลึกได้ถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ ผู้มีปัญญาควรสร้างศรัทธาศีล ความเลื่อมใส และความเห็นธรรมให้เนืองๆ

            ผู้ที่สวดมนต์บทนี้ เป็นการสวดไว้เพื่อมุ่งให้สวดกำหนดให้จำและนำไปปฏิบัติ โดยที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ถึง “ทรัพย์ภายใน” ว่ามีอยู่ถึง 5 ประการได้แก่

1. สัทธาธนะ หมายความว่า ทรัพย์นั้นคือ สัทธา แปลว่า ความเชื่อ จะเป็นทรัพย์ได้ก็เพราะน้อมใจเชื่อในพระปัญญาของพระพุทธเจ้า เพราะเมื่อเชื่อมั่นแล้วจะเป็นแรงกระตุ้นให้ปฏิบัติตาม

2. สีลธนะ หมายความว่า ทรัพย์ นี้เป็นศีล คือ ความเป็นปกติที่ดีจะเป็นทรัพย์ได้ เมื่อ เรารักษา กาย วาจาใจให้เรียบร้อยเป็นปกติไม่เบียดเบียนใครไม่ว่า การกระทำ คำพูดหรือแม้แต่ความคิด

3. สุตธนะ ทรัพย์คือการฟัง เพราะ สุตะคือการฟัง จะเป็นทรัพย์ได้ เมื่อเรารู้จักฟังอย่างตั้งใจ

4. จาคธนะ ทรัพย์คือการเสียสละ ความเสียสละจะเป็นทรัพย์ได้ เมื่อเรารู้จักเป็นผู้ให้เสียก่อน เป็นการผูกใจของผู้รับเอาไว้

5. ปัญญาธนะ ทรัพย์ คือปัญญา คือ เราต้องรู้ในสิ่งที่เราควรรู้ จึงจะถือเป็น มหาทรัพย์สมบัติ คนที่มีปัญญาจะมีวิธีหาทรัพย์ได้ ทั้ง ภายในและภายนอก

พุทธภาษิตที่ว่า “มีปัญญาประเสริฐกว่ามีทรัพย์” คือ ไม่มีใครสามารถมาขโมยปัญญาของเราไปได้เป็นของเฉพาะตัวของคนที่มีและปฏิบัติดี เป็นต้นทุนที่จะทำให้ทรัพย์ภายนอกร่ำรวยยิ่งขึ้น เพราะ คำว่า ทรัพย์ภายในนี่เองที่จะเป็นตัวอำนวยความมั่งมีให้เราในภายหน้า ใช้ ทรัพย์ภายในทอดเป็นสะพานไปหาทรัพย์ภายนอก โดยใช้หลักธรรมที่ดีเป็นเครื่องมือ และ เป็นฐานในการรองรับให้ทรัพย์ทั้งหลายอยู่กับเราได้อย่างมั่นคง

คาถา หัวใจเศรษฐี

จัตตาโรเม ธัมมา กุลปุตตัสสะ ทิฎฐะธัมมาะหิตายะ สังวัตตันติ ทิฏฐะธัมมะสุขายะ, กะตะเม จัตตาโร, อุฎฐานะสัมปะทา อารักขะสัมปทา,กัลยาณะมิตตะตา สะมะชีวีตาติ.    

คาถา “หัวใจเศรษฐี” แม้จะสวดกันสักกี่พันจบ ก็คงจะเป็นเศรษฐีขึ้นมาได้ยาก ต้องนำไปปฏิบัติเพื่อความสุขและประโยชน์ของผู้สวดเอง คือ ความถึงพร้อมด้วยความเพียร การรักษา มีเพื่อนที่ดี และ เลี้ยงชีวิตนี้ตามสมควรแก่อัตภาพ

อุ  ย่อมาจาก อุฏฐานสัมปทา หมายถึงความสมบูรณ์ด้วยเพราะความขยันหมั่นเพียร ดังคำกล่าวที่ว่า ไม่มีความยากจนในหมู่ชนที่ขยันนั่นเอง

            อา ย่อมาจาก อารักขสัมปทา ความสมบูรณ์ด้วยการรู้จักรักษาความรู้หรือ รักษาทรัพย์ที่หามาได้นั้นเพราะว่าเราจะหาได้เท่าไหร่ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือเรามีเหลืออยู่เท่าไหร่ และจะใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด นั่นแปลว่า รู้จักประหยัด แต่ไม่ได้ ขี้เหนียวจนงก ไม่ยอมจ่าย

            กะ ย่อมาจากคำว่า กัลยาณมิตตตา คบเพื่อนที่ดีงาม ไม่ชวนกันไปในทางเสียหายจึงจะเป็นกำลังเกื้อหนุนให้เราได้แสวงหาทรัพย์ได้และป้องกันทรัพย์ที่เราหามาได้ด้วย เพราะเพื่อนที่ดีจะไม่มีวันชักชวนเราให้หลงไปในอบายมุขต่างๆ อย่างแน่นอน

            สะ ย่อมาจากคำว่า สมชีวิตา ครองชีวิตโดยเหมาะสม ไม่ฟุ่มเฟือยหรือฝืดเคืองเกินไป ใครปฏิบัติได้ ก็สามารถตั้งตัวได้ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม

หากจะลองท่องว่าให้ดี คาถา “อุ อา กา สะ” ก็คือ รู้จัก ขยันหา รักษาดี มีกัลยาณมิตร และ ดำเนินชีวิตให้เหมาะสม  เมื่อท่องได้ขึ้นใจแล้วต้องปฏิบัติตามด้วยจึงจะรวย และ จะรวยจริงอย่างแน่นอน

บทที่ 8 สัพพมงคลคาถา

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา   สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เม

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา   สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เม

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา    สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เม

บทนี้มักจะได้ยินบ่อยๆ ในตอนที่พระสงฆ์ให้พรยาวๆ เป็นบทสวดที่อ้างถึงความจริงที่ว่าพระรัตนตรัยมีอานุภาพที่อำนวยความสุขให้กับตนเองได้อย่างแท้จริง ดังที่แปลว่า “ขอมงคลทั้งปวงจงมี ขอให้เทวดาจงรักษา ด้วยอานุภาพของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอความสวัสดีจงมีแก่ข้าพเจ้าในทุกกาลทุกเมื่อ”

คาถาเสริมทรัพย์

            คาถานี้เป็นคาถาของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อำเภอเสนา จ.พระนครศรีอยุธยา โดย วิธีการจะสวดคาถานี้นั้น ใช้สวดภาวนาเวลาตื่นนอน 3 จบ เวลาใส่บาตร 1 จบ และ เวลาก่อนนอนอีก 3 จบ หรือ เวลาที่ว่างก็สวดได้ก็จะยิ่งได้ผลดี

            ก่อนจะสวดขอให้อุทิศบุญเชื่อมบุญกุศลไปให้หลวงพ่อปาน และพ่อครูแจง ผู้ถ่ายทอดคาถาอันศักดิ์สิทธิ์นี้จะทำให้เกิดโภคทรัพย์อย่างมากมายมหาศาล

 

บทสวดคาถาเสริมทรัพย์

ตั้งนะโม ฯ  3 จบ แล้วเริ่มบทสวดดังนี้

พุทธะ มะอะอุ นะโมพุทธายะ (1จบ)

วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม

คาถาเงินล้านหรือคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า

คาถานี้โดย หลวงพ่อ พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ) วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ท่านเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จ.อยุธยา และมีผู้ที่ได้สวดคาถานี้พบกับร่ำรวยกันมากมาย ขอให้ตั้งใจสวดให้ดี และหมั่นทำบุญอุทิศบุญไปให้หลวงพ่อฤๅษีลิงดำด้วย เพื่อแสดงความกตัญญูและเคารพต่อท่าน ในความเมตตาที่ได้สั่งสอนและมอบคาถาศักดิ์สิทธิ์นี้มาให้

และถ้าอยากให้เกิดผลเร็ว ขอให้ไปที่กราบหลวงพ่อเงินไหลมา ที่อยู่ภายในวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ไปสักการบูชาท่านด้วยวิธีการนี้

1. ให้น้อมเคารพ สักการะพระพุทธรูปองค์นี้

2. ให้นำผ้าไตรจีวรของวัดมาห่มคลุมองค์พระพุทธรูปนี้

3. ให้สวดพระคาถาสำหรับบูชาพระพุทธองค์นี้ จากทางวัด

4. ให้อธิษฐานขอพร จากพระพุทธรูปองค์นี้ เพียงข้อเดียวเท่านั้น อย่าขอพร่ำเพรื่อ (เช่น ขอให้ร่ำรวย มีเงินเป็นแสน เป็นล้าน ก็ว่าไป)

5. ให้กลับมาสวด “พระคาถาเงินล้าน” ของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ สวดทุกวัน วันละ 9 จบ

6. เมื่อสิ่งที่ร้องขอนั้นได้ส่งผลกับคุณแล้ว อย่าลืมทำบุญและอุทิศส่วนบุญกุศลบูชาคุณพระรัตนตรัย และบูชาองค์พระพุทธรูป “หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา” ด้วย

ก่อนสวดให้ทำจิตให้นิ่ง ระลึกถึงพระเมตตา พระบารมีของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ หลวงพ่อปาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำและสวดบทสวดดังนี้ว่า

สัมปะจิตฉามิ

นาสังสิโม

พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ

พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม

มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม มิเตพาหุหะติ

พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม

สัมปะติจฉามิ เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ

(บูชา 9 จบ โดยตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด)

 

คาถาขอลาภจากพระสิวลี

คาถานี้แต่งโดยหลวงพ่อเกษม เขมโก แห่งสุสานไตรลักษณ์ จังหวัดลำปาง

และการจะขอลาภจากพระสิวลีนั้น ต้องเป็นคนที่ทำทานมาก สละซึ่งประโยชน์ส่วนตัวช่วยเหลือผู้อื่น การสวดนั้นต้องครบ  5 จบในการสวดต่อการสวดครั้งหนึ่ง

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (3 จบ)

สีวะ สีมะหา เถรัง วันทามิหัง สีวะ สีมะหา เถรัง วันทามิหัง สีวะ สีมะหา เถรัง วันทามิหัง มะหาสีวลี เถโร มะหาลาโภ โหติ มะหาสีวลี เถโร ลาภัง เม เท ถะ

 

คาถาขอลาภพระอุปคุต

เคล็ดในการขอลาภจากพระอุปคุตนั้น ต้องเป็นผู้ทำบุญสม่ำเสมอและเจริญสมาธิภาวนาตลอด และอุทิศบุญไปให้พระอุปคุตเพื่อเชื่อมบุญและขอบุญจากท่าน ห้ามบนบานโดยเด็ดขาด การสวดนั้นต้องครบ 5 จบในการสวดต่อการสวดครั้งหนึ่ง

บทสวด

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (3 จบ)


มะหาอุปคุต จะ มะหาลาโภ พุทโธลาภัง สัพเพชะนา พะหูชะนา ราชาปุริโส อิถีโยมานัง นะโม โจรา เมตตาจิตตัง เอหิจิตติจิตตัง ปิยังมะมะ สะเทวะกัง สะพรหมมะกัง มนุสสานัง สัพพะลาภัง ภะวันตุ เม ฯ

เอหิจิตติจิตตัง พันธะนัง อุปะคุตโต จะมหาเถโร พุทธะสาวะกะอานุภาเวนะ มาระวิชะยะ นิระภะยะ เตชะปุณณะตา จะ เทวะตานัมปิ มะนุสสานัมปิ เอหิจิตตัง ปิยังมะมะ อิมัง กายะพันธะนัง อะทิถามิ ปะอัยยิสสุตัง อุปัจสะอิ

คาถาบูชาพระสังกัจจายน์

คาถาบูชาพระสังกัจจายน์ ผู้ใดบูชาพระสังกัจจายน์  ย่อมเป็นมหามงคลอุดมด้วย ลาภ ยศ ความเจริญรุ่งเรืองดีนักแล เคล็ดลับอยู่ที่การให้ทานแก่บริวาร คนใกล้ชิด คนแปลกหน้าเสมอกันและการช่วยเหลือบำรุงพระพุทะศาสนาทุกทางที่ทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องธรรมทาน ยิ่งทำยิ่งรวย การสวดนั้นต้องครบ 5 จบในการสวดต่อการสวดครั้งหนึ่ง

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (3 จบ)

บทสวด

กัจจานะจะมหาเถโร พุทโธ พุทธานัง พุทธะตัง พุทธัญจะ พุทธะสุภา สิตัง พุทธะตังสะมะนุปปัตโต พุทธะโชตัง นะมามิหัง ปิโยเทวะ มะนุสสานัง ปิโยพรหม นะมุตตะโม ปิโยนาคะ สุปันนานัง ปิยินทะริยัง นะมามิหัง สัพเพชะนา พะหูชะนา ปุริโสชะนา อิถีชะนา ราชาภาคินิ จิตตัง อาคัจฉาหิ ปิยังมะมะ ฯ

 

ต้องนั่งสมาธิภายหลังการสวดมนต์

หลังจากการสวดมนต์แล้ว ควรนั่งสมาธิเพื่อให้จิตใจปลอดโปร่งโล่งสบาย คุณผู้อ่านทุกท่านยังต้องอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดอยู่ทุกวัน จิตใจก็ต้องการชำระล้างด้วยการปล่อยวางความคิดเรื่องราวต่างๆ ให้หมดสิ้นไปจากใจ

            การทำสมาธิหลังการสวดมนต์แบบง่ายๆ นั้น ไม่จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิมือประสาน จะนั่งอย่างไรก็ได้ให้อยู่ในท่าที่พอดีโดยไม่ฝืนร่างกายของตนเองเมื่อปรับร่างกายให้สบายเข้าที่แล้ว หลับตาสบายๆ คล้ายๆ กำลังจะพักผ่อน ค่อยๆ กำหนดจิตตามลมหายใจเข้าออก ภาวนาตามหลัก อาณาปานสติ หายใจเข้า บริกรรมว่า “พุท” หายใจออกบริกรรมว่า “โธ” ไปเรื่อยๆ จนจิตใจนิ่งแล้ว ก็ไม่ต้อง บริกรรมอีก แต่เมื่อจิตเกิดฟุ้งซ่านขึ้นมาก็ให้รีบกลับมาบริกรรมใหม่อีกครั้ง

            และเมื่อนั่งสมาธิแล้วต้องแผ่เมตตาให้กลับตัวเองและแผ่เมตตาให้ผู้อื่น จะทำให้เกิดผลเร็วขึ้นตามที่ปรารถนา

 

สรุปเคล็ดลับการสวดมนต์ให้รวย

1. ต้องละความชั่ว หมั่นทำบุญกุศล ถวายแด่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทะเจ้า พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์ พระอริยสงฆ์ อุทิศบุญไปให้ผู้มีพระคุณทั้งปวง ครูบาอาจารย์ ท่านเจ้าของบทสวด พระคาถา ถ้าไม่ทราบว่าท่านใดเป็นผู้แต่งบทสวดหรือคาถานั้น ให้ระบุชื่อบทสวดและคาถานั้น รวมถึงเจ้ากรรมนายเวรเพื่อขออโหสิกรรมและให้อโหสิกรรมทุกวัน

2. ถ้าจะใช้บทสวดใดทุกครั้งก่อนที่จะเริ่มสวด  ต้องเชื่อมบุญโดยการอุทิศบุญตั้งแต่อดีตชาติ ชาติปัจจุบัน ในอนาคต อุทิศเจาะจงท่านผู้เป็นเจ้าของบทสวดหรือคาถานั้น เอาเท่าที่ท่านรู้ เช่น คาถาเสริมทรัพย์ของหลวงพ่อปาน ก็ต้องเจาะจงอุทิศไปให้ท่านด้วย

3. เลือกบทสวดมนต์ให้เหมาะสมกับตน อยากให้เด่นทางใดก็เลือกบทสวดนั้น และต้องสวดให้ถูกต้องไม่ตกหล่นไม่ ข้ามวรรค ข้ามขั้นตอน ถ้ามีการระบุว่าให้สวดกี่จบต้องตามนั้น อย่าน้อยเกินไป แต่มากได้

4. เมื่อสวดมนต์เสร็จทุกครั้งให้นั่งสมาธิต่อตามที่ต้องการ

5. เมื่อนั่งสมาธิเสร็จแล้วให้ตั้งจิตอธิษฐานขอพร ขอบารมี พลานุภาพและอานิสงส์บุญที่ได้สวดมนต์นี้ ให้ได้ตามที่เราปรารถนา ขอในเรื่องที่ถูกต้องและเจาะจงเพียงอย่างเดียว  เช่น อยากได้เงิน 5 แสนก็ระบุลงไปเลย อย่าอธิษฐานแบบครอบจักรวาล เพราะการเจาะจงจะทำให้ตรงกับจุดมุ่งหมายที่สุด

6. แผ่เมตตาให้กับตัวเองก่อน ถึงจะแผ่เมตตาให้ผู้อื่น และกรวดน้ำตามลำดับ

คาถาต่างๆ ของครูบาอาจารย์ทั้งหมดเป็นคาถาที่ศักดิ์สิทธิ์ อย่าลบหลู่ดูหมิ่นโดยเด็ดขาด เพราะนอกจากสวดไม่ได้ผลแล้ว ยังเป็นการปรามาสพระอริยบุคคล จะเป็นการสร้างกรรมหนักใส่ตัวเองโดยไม่รู้ตัว และยากที่จะเจริญได้ ถ้าไม่เชื่อ ไม่ศรัทธาขอให้ข้ามอย่าไปคิด อย่าไปอ่านหรือสวดแบบล้อเลียนเป็นอันขาด

ขออวยพรให้ท่านได้รวย ได้มีทรัพย์สินอันประมาณไม่ได้ โดยเร็วพลันเทอญ

Read Full Post »

Older Posts »