Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for มิถุนายน, 2011

“บุญบารมี ยิ่งใช้ก็ยิ่งเพิ่ม” คุณผู้อ่านเคยได้ยินได้ฟังกล่าวนี้มาหรือไม่ว่า บุญยิ่งใช้ก็เหมือนยิ่งสร้างบุญเพิ่มขึ้นไปด้วย คนที่ใช้บุญแก้ปัญหาชีวิตไปเรื่อยๆ ก็เท่ากับได้สร้างบุญต่อไปไม่มีวันหมดมีแต่เพิ่มขึ้นเปรียบเหมือนกับการจุดเทียนขึ้นแท่งหนึ่งแล้วส่งไฟต่อไปให้คนอื่น ไฟที่ติดอยู่กับเทียนของเรามันก็ยังไม่ดับในขณะที่เทียนเล่มอื่นๆ ก็จะส่องสว่างมากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ยิ่งต่อไฟกันก็ยิ่งสว่างมาก

ลักษณะการใช้บุญออกไปก็เป็นเช่นนั้นเหมือนการต่อเทียน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าส่วนใหญ่เราไม่ทราบถึงวิธีการนำบุญที่อุตส่าห์ได้เพียรสร้างมาไปใช้อย่างถูกวิธี

เราจะนำบุญไปแก้ปัญหาอะไรในชีวิตของเราได้บ้าง?

ปัญหาชีวิตมนุษย์นั้นมีไม่กี่อย่าง ปัญหาหลักๆ 5 ประการก็คือ

1. เรื่องของสุขภาพร่างกายที่ต้องเจ็บป่วยหรืออาการบาดเจ็บที่เกิดจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดได้อยู่เสมอ หรือการต้องทนทุกข์จากความพิกลพิการแต่กำเนิด

2. เรื่องของปากท้องความเป็นอยู่ที่ยากจนขัดสนและการสูญเสียทรัพย์สินของตนโดยใช่เหตุ

3. การพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งของที่ตนเองรักและหวงแหน,มีคู่ครองที่ไม่ซื่อสัตย์,มีบุตรหลานที่ไม่เชื่อฟังรวมไปถึงการกังวลในเรื่องความสวยความงามของตนเอง

4. การที่ไม่เป็นที่ยอมรับจากคนในสังคมขาดความน่าเชื่อถือและมีความคับแค้นใจไม่สบายใจต่างๆ

5. ความโง่เขลาไม่ฉลาดของตนเองอันทำให้ตกเป็นเหยื่อถูกหลอกหรือเสียเปรียบได้ง่ายๆ

ปัญหาหลักๆ เหล่านี้เป็นปัญหาหลักๆ ของคนเราทั้งสิ้นการจะแก้ปัญหาเหล่านี้ต้องใช้การกระทำที่ดีมาแก้ไขรวมไปถึงการนำบุญที่ได้ทำด้วยการทำทาน รักษาศีลและการเจริญภาวนามาช่วยด้วย

เคล็ดวิธีการใช้บุญเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ

            ผลแห่งกรรมทั้งหลายเกิดจากการกระทำ หากจะบรรเทากรรมได้ก็ต้องใช้ “การกระทำ” แก้ไขบรรเทาเอาด้วยไม่ใช่การนั่งนึกหรือการภาวนาบุญเพียงอย่างเดียวเพื่อแก้ปัญหาทางเดียวย่อมทำไม่ได้แน่นอน ควรจะเริ่มด้วยขั้นตอนการละความชั่วทั้งหมด “แบบเลิกทันที !!”

ละชั่วทั้งหมดแบบเลิกทันที

เรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องสำคัญมากของก้าวแรกในการใช้บุญคือ ต้องรู้จัก “กักบุญ” ให้อยู่กับตัวก่อน สิ่งที่จะกักบุญที่ทำมาได้ก็คือศีล เพราะถ้าเรายังคงทำชั่วอยู่ต่อให้สร้างบุญมาแค่ไหนมันก็ไหลออกไปหมดกรรมดีที่อุตส่าห์สร้างมาไม่ได้อยู่กับตัวเรา ทำให้กรรมชั่วไหลเข้ามาปิดกั้นความเจริญอยู่เรื่อยไป

เราต้องปรับเปลี่ยนการกระทำทุกอย่างให้ควบคู่ไปกับการรักษาศีล

หลวงปู่ชา สุภัทโท พระอริยสงฆ์ผู้เป็นครูบาอาจารย์สำคัญรูปหนึ่งในพระพุทธศาสนาท่านเคยเทศนาสั่งสอนเอาไว้ก่อนที่ท่านจะมรณภาพ โดยมีความตอนหนึ่งที่ท่านได้พูดถึงความชั่วที่มาปิดกั้นทางบุญไว้ว่า

“…ถ้าไม่ละความชั่วแล้วบุญมันจะเข้าไปสู่จิตใจของเราได้อย่างไร เข้ามาไม่ได้นะบุญ ใจไม่เป็นบุญ…”

คนที่มีความทุกข์มีปัญหาเรื่องใดๆ ก็ตามการกระทำในทางที่ถูกที่ควรพร้อมกับการมีศีลจะทำให้แก้ปัญหาได้อย่างน่าอัศจรรย์อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า “ถ้าเรารักษาศีลให้ดีแล้วศีลก็จะรักษาเรา” ลองคิดตามง่ายๆ ดูว่า ถ้าวันนี้เราออกไปทำงานแล้วระหว่างทำงานก็ดื่มเหล้าเคล้าแอลกอฮอล์ไปด้วยงานก็ออกมาไม่ดี หรือแม้ว่าจะทำทานใส่บาตรสม่ำเสมอทุกเช้า แต่พอเลิกงานก็ไปเที่ยวกลางคืนหรือไปยังแหล่งอบายมุขอยู่อย่างนี้ชีวิตนี้ก็ยากที่จะเจริญขึ้นได้

เรื่องเคล็ดวิธีการใช้บุญนี้ขอยกตัวอย่างกรณีเกี่ยวกับการรักษาศีลให้เห็นกันได้ชัดๆ

เช่นกรณีคนที่เจ็บป่วยอยู่เสมอ หรือมีเหตุให้ได้รับบาดเจ็บก็ต้องทำการรักษาดูแลตนเองให้ดี คือกินยาให้ถูกต้องและเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี และการกระทำเหล่านั้นจะมีพลังมากยิ่งขึ้นมีอานิสงส์ส่งผลให้เกิดขึ้นได้ ก็ต้องรักษาศีลข้อ 1 ให้ดีควบคู่ไปด้วยถ้าอยากมีอายุยืน แข็งแรงไม่มีโรคภัยเพิ่มขึ้นมาอีก ไม่มีโอกาสได้พบเจออุบัติเหตุใดๆ ไม่เสี่ยงต่อการพิกลพิการ

ถ้าไม่อยากให้ทรัพย์สินเงินทองที่หามาได้ที่ใช้ในการเลี้ยงชีพสูญหายไป ก็ต้องดำเนินชีวิตด้วยอาชีพสุจริตถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอและ การกระทำเหล่านั้นจะมีพลังมากขึ้นได้ก็ต้องรักษาศีลข้อที่ 2 ให้ดีควบคู่ไปด้วยเป็นการป้องกันไม่ให้ ทรัพย์สินสูญหาย โดนขโมย ถูกคดโกง โดนวินาศภัยต่างๆ

ถ้าไม่อยากจะผิดหวังหรือเสียใจกับความรัก ไม่อยากพลัดพรากจากคนที่รักหรือของที่รัก ไม่อยากโดนเพศตรงข้ามหลอกลวง อยากมีคู่ครองที่ซื่อสัตย์ อยากให้บุตรหลานเชื่อฟังก็ต้องดำรงตนอยู่ในคู่ครองของตนหรือประพฤติพรหมจรรย์ไปเลยได้ก็ยิ่งดี (ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องกาม) นั่นคือการรักษาศีลข้อ 3 ไม่ให้ด่างพร้อยเพื่อเป็นฐานพลังงานที่ดีให้กับชีวิตนั่นเอง

ถ้าไม่ต้องการสูญเสียอำนาจความน่าเชื่อถือ ต้องการการยอมรับจากสังคมคนรอบข้างก็ต้องวางตัวทั้งคำพูดและการกระทำให้น่าเชื่อถือ นั่นคือพูดแล้วต้องทำตามความเป็นจริงจะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือขึ้น พูดแต่คำที่เป็นสิ่งดีมีวาจาไพเราะช่วยทำให้เกิดเสน่ห์ในตนเอง นั่นคือการรักษาศีลข้อ 4 ควบคู่ไปด้วยพร้อมกับการกระทำดังกล่าว จะทำให้มี วาจาศักดิ์สิทธิ์ มีฟันสวย ขาวสะอาดเรียบเสมอกัน กลิ่นปากหอม ไม่ถูกใส่ร้ายป้ายสีได้ง่าย และได้รับความจริงใจจากผู้อื่น

และถ้าอยากเป็นผู้ที่เฉลียวฉลาดมีสติมั่นคงก็ต้องหมั่นขวนขวายหาความรู้ เพราะคนเราไม่ได้เก่งกันมาตั้งแต่เกิดคนโง่หรือคนไม่รู้ก็สามารถฉลาดขึ้นได้ ส่วนคนที่มีสมองดีนั้นเป็นเพราะว่าได้ทำบุญในอดีตชาติมาดีด้วยการคบหากับสมณะและบัณฑิตรวมไปถึงการได้รับถ่ายทอดวิชาความรู้ที่ถูกต้องจากครูบาอาจารย์ต่างๆ ด้วย และการเสริมพลังทางความคิดความรู้และปัญญาเหล่านี้ก็ต้องอาศัย การรักษาศีลในข้อที่ 5 ให้ดี เพื่อให้มีสติมั่นคง ไม่ขี้ลืม ไม่โง่และปิดประตูเรื่องการมีโอกาสกลายเป็นคนวิกลจริตไปได้เลย

แต่ทว่าการกระทำดีพร้อมด้วยการถึงพร้อมด้วยศีลนั้นยังเป็นเพียงการแก้ปัญหาชีวิตต่างๆ เพียงแค่ขั้นเริ่มต้นเท่านั้นคือยังผลให้ชีวิตไม่มีโอกาสตกต่ำหรือเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ มากไปกว่านี้และเป็นแนวทางในการคลายกรรมและปัญหาหนักต่างๆ ไปได้ทีละขั้น

เมื่อเราได้กักบุญเตรียมพร้อมไว้ที่จะให้กับคนอื่นแล้วก็ต้องทำการนำบุญไปให้ผู้อื่นที่เราปรารถนาจะให้เขามีความสุขด้วยการโมทนาอุทิศบุญหรือการเชื่อมบุญ

Advertisements

Read Full Post »

การเจริญภาวนานั้นเป็นการสร้างบุญสะสมไว้ที่ถือได้ว่าได้บุญบารมีมากที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นแก่นแท้และได้บุญสูงกว่าฝ่ายศีลมากนัก เพราะว่าการเจริญภาวนาเป็นการเน้นระงับการทำความชั่วทาง “ใจ” คือเป็นการซักฟอกจิตให้สะอาดบริสุทธิ์

เพราะเหตุใดจึงกล่าวว่าการสร้างบุญด้วยการภาวนานั้นจะได้บุญอย่างสูงสุด?

ก็เพราะว่าอำนาจแห่งกฎแห่งกรรมข้อที่เรียกว่า มโนกรรมนั้นมีผลรุนแรงที่สุดทุกๆ อย่างที่เรากระทำลงไปล้วนออกมาจาก “ใจ” ก่อนเป็นอันดับแรก ดังที่มีคำกล่าวว่าใจเป็นนายกายเป็นบ่าว ใจเป็นประธานแต่ทว่าใจนั้นก็เป็นไปได้ตามพลังทั้งทางดีและทางที่ไม่ดี

พระพุทธองค์ตรัสถึงมรรค 8 ข้อที่สำคัญที่สุดก็คือ “สัมมาทิฐิ” เป็นทางแห่งทางพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงคือเห็นว่าผลทุกอย่างในโลกเกิดแต่เหตุ ถ้าไม่ก่อเหตุก็ไม่เกิดผลถ้าเราสามารถจะดับที่ต้นเหตุได้ก็จะดับผลได้เช่นกัน

เมื่อเรามีความเห็นชอบอย่างถูกต้องเที่ยงตรงแล้วเรื่องของการคิดหรือ “ดำริชอบ” จะมาเองเมื่อมีความคิดชอบแล้วก็จะส่งผลไปยังมรรคผลข้ออื่นๆ ให้ดีตาม

อำนาจแห่งจิตหรือมโนกรรมนั้นมีตัวอย่างที่น่าสนใจในสมัยพุทธกาลจะเล่าให้ฟังอีกสักเรื่อง

ในสมัยพุทธกาลมีพระภิกษุรูปหนึ่งเมื่อท่านมรณภาพลงแล้วก็จะมีพระอีกรูปหนึ่งนำจีวรไปใช้ แต่พระพุทธเจ้าทรงห้ามเอาไว้เสียก่อนและรับสั่งว่า พระภิกษุผู้เป็นเจ้าของจีวรนั้นได้กลับมาเกิดมาเป็นเล็นเกาะอยู่ที่จีวรที่ท่านได้ซักตากเอาไว้ เพราะจิตของท่านเมื่อกำลังจะมรณภาพลง (อาสันนกรรม) ผูกพันอยู่กับจีวรผืนนี้ที่เพิ่งจะได้มาและท่านชอบมาก หากพระภิกษุรูปใดได้นำจีวรนี้ไปใช้เล็นตัวนั้นก็จะโกรธเพราะท่านยังหวงอยู่ส่งผลให้เกิดบาปกรรมทางใจขึ้นอีกและท่านก็ไม่อาจจะไปเสวยผลแห่งกรรมดีที่ได้ทำไว้ได้

เพียงจิตที่ขุ่นเคืองแม้เพียงเล็กน้อยเช่นนี้ยังมีอานุภาพเช่นนี้พระพุทธองค์จึงสั่งสอนอยู่เสมอว่าให้ทำความดีละเว้นความชั่วและ ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากเย็นที่สุดในหลักธรรมคำสอนทั้งปวง

นี่เองคือเหตุผลที่ว่าเหตุใดการเจริญภาวนาซักฟอกจิตให้สะอาดเป็นบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็เพราะใจมีอำนาจแรงเหนือทุกสิ่งนี่เองสัตว์ทั้งปวงจะไปสู่ภพใดก็เป็นเพราะจิตก่อนตายเป็นสุขหรือทุกข์

การเจริญภาวนานั้นเป็นหนทางไปสู่มรรคผลและนิพพานได้เพราะการที่จิตสะอาดจนหมดกิเลสหมดความต้องการทั้งหลายแล้วย่อมไม่เหลืออะไรติดเกาะในจิต จิตก็ว่างเปล่าไม่อาจกลับไปเกิดใหม่ได้อีกหลุดพ้นไปโดยปริยาย หากลำพังเพียงแค่การทำทานหรือรักษาศีลนั้นยังไม่มีบุญบารมีที่มากพอที่จะกำจัดกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง

พระพุทธองค์กล่าวเอาไว้ว่า

แม้จะรักษาศีล 227 ข้อให้ไม่ด่างพร้อยถึง 100 ปีก็สู้การทำสมาธิภาวนาเพียงแค่ชั่วไก่กระพือปีกหรือช้างกระดิกหูไม่ได้”

การเจริญภาวนานั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. การทำสมาธิด้วยสมถะภาวนา

การทำสมาธิแบบสมถะภาวนาคือ การกำหนดใจให้นิ่งกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่เป็นอารมณ์เดียว ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตามขอให้เพียงแต่ใจอยู่นิ่งไม่วอกแวกก็คือเป็นสมาธิ ถ้าเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดและคนไทยเราคุ้นเคยที่สุดก็คือ “การไหว้พระสวดมนต์” การกำหนดจิตด้วยการสวดมนต์นี้จะทำให้จิตนิ่งอยู่ที่บทสวดก็เรียกได้ว่าเป็นการทำสมาธิระดับต้นขั้นที่หนึ่ง (ขณิกสมาธิ)

วิธีการทำสมาธิอย่างง่ายๆ ทำอย่างไร?

เริ่มต้นด้วยการนั่งขัดสมาธิตัวตรงแบบไม่ตรงเกร็งร่างกาย เอาขาขวาทับขาซ้าย ถ้าหากไม่ถนัดก็สามารถนั่งเก้าอี้ในอิริยาบถสบายๆ ก็ได้เอามือขวามาทับมือซ้ายหลับตาเบาๆ โดยไม่ต้องบีบเปลือกตาหรืออย่ากดเน้นลูกนัยน์ตาเพราะจะทำให้ไม่สะดวกในการทำสมาธิ

จากนั้นกำหนดลมหายใจให้อยู่ที่ท้องภาวนาตามไปในใจขณะที่ท้องพองออกก็คือการหายใจเข้า ก็บริกรรมคำภาวนาว่า “พองหนอ” เมื่อหายใจออกท้องยุบก็บริกรรมภาวนาว่า “ยุบหนอ” ค่อยๆ ภาวนาไปเรื่อยๆ จนเมื่อจิตนิ่งไม่ได้คิดอะไรแล้วจึงค่อยหยุดบริกรรมแล้วนั่งต่อไปเรื่อยๆ แต่ถ้าจิตมันเริ่มคิดซัดส่ายออกไปถึงเรื่องอื่นๆ ก็ให้รีบกลับมาบริกรรมคำภาวนานี้ใหม่จนกว่าจิตจะนิ่งเช่นเดิม

แต่การเจริญสมาธิแบบสมถะภาวนาด้วยคำบริกรรมนี้เป็นเพียง “คำบริกรรมแบบหนึ่งเท่านั้น”  หากใครสะดวกจะใช้คำอื่น อย่างคำว่า พุทธ-โธ หรือ กำหนดลมหายใจด้วยคำบริกรรมอื่นๆ ก็ไม่ผิดแต่อย่างใด การนั่งสมาธิด้วยการภาวนาอยู่เช่นนี้จิตก็จะนิ่งอยู่ที่ลมหายใจ ก็ถือว่าเป็นสมาธิซึ่งเป็นพื้นฐานของการชำระจิตให้สะอาดที่อยู่ในกมลสันดานของแต่ละคน เมื่อจิตอยู่นิ่งแล้วก็เกิดความง่ายที่จะทำให้สะอาดเพราะรู้ว่าจิตอยู่ตรงไหนจากนั้นจึงค่อยใช้ “การเจริญปัญญา” เป็นการซักฟอกให้สะอาดหมดจดในชั้นต่อไป

2. การเจริญปัญญา

การเจริญปัญญานั้นต่างไปจากความเป็นสมาธิ ตรงที่สมาธิเป็นเพียงการทำใจให้สงบนิ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่เพียงอารมณ์เดียวแน่นิ่งอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้นึกคิดอะไร แต่การเจริญปัญญา (คำพระท่านว่า วิปัสสนา) ไม่ใช่ทำให้แค่จิตใจตั้งมั่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น 

การเจริญปัญญานั้นเป็นการคิด “ใคร่ครวญ” เพื่อหาเหตุผลในสภาวะที่เป็นธรรมและความจริงในแต่ละสรรพสิ่งว่า สิ่งทั้งหลายในโลกนี้เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป (อนิจจัง) ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทุกข์ (ทุกขัง) คือทุกอย่างเป็นสภาพที่ไม่อาจทนอยู่ในสภาพเดิมได้ เกิดขึ้นแล้วไม่อาจทรงตัวต้องเปลี่ยนแปลงไป ทำให้อารมณ์เกิดความเปลี่ยนแปลงไปตามวัตถุซึ่งก่อให้เกิดความทุกข์ตามมา และ สุดท้ายคือ ทุกสิ่งไม่มีตัวตนและไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนหรือเป็นของๆ ใครใดๆ ทั้งสิ้น (อนัตตา)

ยกตัวอย่างเช่นบทบริกรรมกรรมฐานที่ว่า เกสา (ผม) โลมา (ขน) นะขา (เล็บ) ทันตา (ฟัน) ตะโจ (หนัง) และ ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกสา ทวนกลับไปกลับมาอย่างนี้เป็นการทบทวนพิจารณาว่า ทั้งผม ขน เล็บ ฟัน และหนังของคนเรานั้นมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเกิดขึ้นแล้วก็ร่วงหล่นผุผังหรือเหี่ยวไปทั้งสิ้นไม่มีอะไรที่ยั่งยืนเลยแม้แต่น้อย จึงไม่ใช่สาระสำคัญที่เราควรจะไปยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งใดเพราะแม้แต่ร่างกายของตนเองยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอสิ่งอื่นๆ ในโลกนี้ก็เช่นเดียวกัน

เมื่อใดก็ตามที่เราพิจารณาสิ่งต่างๆ รอบตัวให้เป็นไปตามที่กล่าวมานี้ได้ก็ถือได้ว่าได้ทำการชำระจิตให้หมดจดจนบริสุทธิ์ที่แท้ เพราะจิตใจสามารถยอมรับสภาพความจริงทั้งหลายและความเป็นไปทั้งหลายของโลกได้อย่างแท้จริง

ผลแห่งการฝึกเจริญสมาธิและปัญญานี้จะทำให้เกิดผลบุญขึ้นกับตัวคือ ทำให้จิตมีความสามารถมากขึ้นในการคิด มีความเฉลียวฉลาดสติปัญญาเฉียบแหลมขึ้นและมีความทรงจำดีขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งมีข้อแม้ว่าจะต้องฝึกอย่างเป็นประจำสม่ำเสมอ เพราะใจที่เป็นสมาธิจิตจะผ่องใสสงบนิ่ง เหมือนน้ำสะอาดที่ตะกอนทั้งหลายตกอยู่ก้นทั้งหมดแล้วทำให้มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ

ผลของการเจริญสมาธิและปัญญาจะทำให้พบความสุขที่แท้จริงได้อย่างไร

ความสุขที่ได้จากการเจริญภาวนานั้นเป็นความสุขที่เรียกได้ว่า “ละเอียด” กว่าความสุขทางกายมากมายนัก และมีถึง 3 ขั้นคือมีความสุขในปัจจุบัน สุขในโลกหน้า และมีความสุขเป็นที่สุดคือนิพพาน

1. ความสุขในปัจจุบัน

เมื่อฝึกทำสมาธิได้ในระดับเบื้องต้นเพียงแค่ปล่อยวางใจให้ผ่อนคลายกับเรื่องราวต่างๆ  ได้ก็เกิดผลบุญขึ้นคือ ใจเป็นสุขที่ได้ปล่อยวางได้พบกับความสุขใจขั้นพื้นฐานได้แก่ เมื่อหลับก็เป็นสุข ตื่นก็เป็นสุข จะนั่ง นอน ยืน หรือเดิน ไม่ว่าอิริยาบถไหนๆ ก็มีความสุขทั้งสิ้น สุขไม่ต้องเลือกเวลาและสถานที่เพราะว่าจิตใจของเรานิ่งเป็นสุขแล้ว (พระท่านว่า “นัตถิ สันติปะรัง สุขัง” สุขอื่นนอกจากหยุดนิ่งนั้นไม่มี

2. ความสุขในโลกหน้า

ความสุขในระดับขั้นต่อไปคือ เมื่อได้ละจากโลกนี้ไปแล้วจะได้ไปเสวยสุขในภพภูมิที่เป็นสุขขึ้นไปในโลกหน้า เพราะการที่เราจะไปสู่ “สุคติ” หรือภพที่ดีนั้น ขึ้นอยู่กับความหมองหรือความใสของจิตเป็นหลักหากก่อนตายมีจิตใจที่ผ่องใสเป็นสุข ก็มีสุคติเป็นที่ไป หากก่อนตายจิตมีความขุ่นข้องเป็นทุกข์ก็มี ทุคติเป็นที่ไปตามหลักกรรมแห่งอาสันนกรรม

3. ความสุขอันเป็นนิพพาน

การเจริญภาวนานั้นเป็นเหตุให้หลุดพ้นจากกิเลส หากหมั่นเพียรฝึกฝนจนกระทำสำเร็จจนสิ้นกิเลสในภพชาติปัจจุบันก็จะทำให้จิตหลุดพ้นไม่ต้องกลับไปเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอีก อันหมายถึงพระนิพพาน ซึ่งความสุขแบบนี้มีแต่พระพุทธเจ้ากับเหล่าพระอรหันต์เท่านั้นที่สามารถไปถึงได้

หากเราต้องการที่จะไปถึงความสุขพ้นทุกข์ไปตลอดกาล ในภพชาติปัจจุบันก็ต้องพยายามฝึกฝนไปเรื่อยๆ หากไม่ถึงนิพพานในชาตินี้ชาติหน้าก็จะถึงได้แน่นอนต้องหมั่นสะสมบุญบารมีไปและต้องมีเคล็ดวิธีการฝึกสมาธิและการเจริญปัญญาที่ถูกต้องจากผู้ที่รู้จริงเท่านั้น

          นอกจากความสุขในสูงสุดที่กล่าวมาแล้วยังมีประโยชน์อื่นๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายมากมาย เช่นทำให้สุขภาพดีโดยสมาธินั้นมีอำนาจในการระงับความเจ็บปวดจากโรคภัยต่างๆ ช่วยให้นอนหลับได้ง่าย ไม่ฝันร้าย มีความมั่นคงทางอารมณ์ มีกำลังใจและความเข้มแข็งที่จะเผชิญเอาชนะอุปสรรคทั้งปวง

การสร้างบุญด้วยวิธีการ 3 ขั้นคือ ทาน ศีล และภาวนานี้ขอให้ทำอย่างต่อเนื่องและทำเป็นลำดับไปครับอย่าได้ข้ามขั้นโดยเห็นว่าการเจริญภาวนาแล้วได้บุญมากสุดก็เลยนั่งภาวนามันอย่างเดียวอย่างนี้ไม่ได้ผลแน่นอนการจะภาวนาจะได้ผลก็ต่อเมื่อรักษาศีลคือกายและวาจาให้ดีแล้วจึงจะรักษาใจด้วยการภาวนาได้

และแน่นอนว่าเราจะยังรักษาศีลได้ไม่ดีพอหากยังไม่สามารถทำทานช่วยเหลือใครได้ เพราะคนที่มีจิตใจตระหนี่นั้นจิตมันจะไม่มีกำลังไปทำสิ่งที่ดีๆ อย่างการรักษาศีลแน่นอน

เราสามารถคิดตามได้ง่ายๆ ว่าถ้าวันนี้ไม่รักษาศีลนึกครึ้มไปกินเหล้ากับเพื่อนพอรู้สึกตัวว่าทำบาปขึ้นมาเสียแล้ว ก็คิดว่าไม่เป็นไร ไปนั่งภาวนาชั่วช้างกระดิกหูอย่างที่ว่ามาก็ได้บุญมหาศาลเพื่อลบล้างกันไปอย่างนี้ไม่ได้ผลบุญอะไรเกิดขึ้น เพราะการที่ไม่มีสติไม่มีความรู้ตัวอยู่ตลอดหากจะนั่งภาวนาก็คงได้แค่นั่งหลับเท่านั้นเอง

การให้ทานเพื่อมุ่งกำจัดกิเลสอย่างหยาบกองใหญ่คือความโลภและยังอานิสงส์ให้กายไม่ลำบากคือ มีทรัพย์ใช้สบายตัวที่สำคัญคือทำให้จิตมีกำลัง พอจิตมีกำลังมากขึ้น การรักษาศีลซึ่งเป็นการมุ่งกำจัดกิเลสกองใหญ่อย่างกลางคือ ความโกรธ ก็จะทำได้ง่าย เมื่อกายสบายและมีความสำรวมก็จะเป็นการง่ายต่อการทำสมาธิและการการเจริญภาวนา เพื่อมุ่งกำจัดกิเลสได้ออกทั้งหมดทั้ง โลภ โกรธและหลง พอหมดกิเลสแล้วก็ถึงมรรคผลนิพพานแน่นอน

การสร้างและสั่งสมบุญนั้นจึงเป็น “งานสำคัญของชีวิต” ควรที่เราจะต้องกระทำให้เป็นนิสัยจนกระทั่งกลายเป็นส่วนหนึ่งไปเลยดังที่บรรพบุรุษของเราเคยกระทำมาโดยคนโบราณนั้นถึงกับมีคติในการสร้างบุญบารมีเอาไว้ว่า

“เช้าใดยังไม่ได้ให้ทานหรือทำทาน เช้านั้นก็อย่าเพิ่งกินข้าว”

“วันใดที่ยังไม่ได้สมาทานศีลเพื่อที่จะตั้งใจรักษาศีล วันนั้นก็อย่าเพิ่งออกจากบ้าน”

“คืนใดที่ยังไม่ได้สวดมนต์ นั่งเจริญสมาธิภาวนาคืนนั้นก็อย่าเพิ่งเข้านอน”

ลองถ้าเราตั้งเงื่อนไขการสร้างบุญซึ่งไม่ใช่เรื่องทำยากเลยไว้เช่นนี้เมื่อทำจนเป็นนิสัยมันก็จะติดตัวเราไปและยังประโยชน์ให้เกิดกับคนรอบข้างไปด้วยเพราะเขาจะพบเห็นความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นแล้วก็จะเริ่มเกิดศรัทธาหันมาทำตามเป็นการพากันสร้างบุญกลุ่มให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก

เมื่อสร้างบุญมาดีแล้ว บุญนี้จะเก็บไว้กับตัวเสียก่อน เมื่อสร้างให้มากๆ ยิ่งดีเพราะเมื่อถึงเวลานำไปใช้แล้วจะได้มีใช้ไม่ขาดแคลน ดังคำสอนของสมเด็จของพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสีที่ท่านกล่าวเป็นอมตะวาจาว่า

“บุญเราไม่เคยสร้าง ใครที่ไหนจะมาช่วยเจ้า ลูกเอ๋ย ก่อนที่จะเข้าไปขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเอง คือบารมีของตนลงทุนไปก่อนเมื่อบารมีของเจ้าไม่พอจึงค่อยขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วย มิฉะนั้นเจ้าจะเอาตัวไม่รอด เพราะหนี้สินในบุญบารมีที่ไปเที่ยวขอยืมมาจนพ้นตัว

เมื่อทำบุญทำกุศลได้บารมีมา ก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เขาจนหมดไม่มีอะไรเหลือติดตัวแล้วเจ้าจะมีอะไรไว้ในภพหน้า หมั่นสร้างบารมีไว้แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง จงจำไว้นะเมื่อยังไม่ถึงเวลาเทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้ ครั้นเมื่อถึงเวลา ทั่วฟ้าจบดินก็ต้านเจ้าไม่อยู่ จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดิน เมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลยจะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า”

หมั่นสร้างบุญอย่างสม่ำเสมอให้มากพอและยาวนานพอส่วนจะนำบุญไปใช้ให้เกิดผลเร็วๆ อย่างไรนั้นจะกล่าวในบทของ เคล็ดของการนำบุญมาใช้ต่อไป

Read Full Post »

ศีลได้ชื่อว่าเป็นทางมาของรูปสมบัติ ถ้าหากอยากจะมีรูปร่างหน้าตาผิวพรรณที่ดีสวยงามสมกับเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ก็ควรจะรักษาศีล เพราะเหตุใดจึงมีคำกล่าวเช่นนี้ ก็เพราะเป็นไปตามหลักกฎแห่งกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงประทานไว้ให้กับสุภมาณพในพระไตรปิฎกจูฬกัมมวิภังสูตรเช่นเดียวกัน

สุภมานพถามพระพุทธองค์ว่า “ทำไมบางคนเกิดมาอายุสั้น บางคนอายุยืน?” พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

“คนที่เกิดมาอายุสั้นนั้น ก็เป็นเพราะว่า เมื่อชาติปางก่อนเป็นคนที่ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่มีศีล 5 เมื่อสิ้นอายุขัยจากชาตินั้นแล้ว ต้องไปตกนรกหมกไหม้เพื่อชดใช้กรรมที่ทำมา จนเมื่อรับโทษจากนรกจนหมดกรรมชั่วนั้นแล้ว ก็กลับมาเกิดเป็นคน เพราะเป็นผลของเศษเวรเศษกรรมที่เคยทำมาและติดตามมาส่งผลจึงทำให้ต้องอายุสั้นตายเร็ว ไม่มีโอกาสได้สร้างบุญกุศล

ส่วนคนที่เกิดมาอายุยืนนั้น ก็เพราะเมื่อชาติปางก่อนเขาเป็นคนมีศีล 5 มีศีลธรรมประจำใจ เมื่อสิ้นอายุขัยจากชาตินั้นแล้ว จึงไปเกิดในภพภูมิที่ดี เช่นไปเกิดเป็นเทวดาในชั้นต่างๆ ได้เสวยบุญที่ทำมา เมื่อถึงเวลาพ้นจากภพนั้นแล้ว ก็มาเกิดมาเป็นคนอีกครั้ง บุญกุศลที่เคยสะสมมา ก็ยังตามมาส่งผลทำให้อายุนั้นยืนยาว

สุภมานพถามต่ออีกว่า “ทำไมบางคนมีโรคภัยไข้เจ็บมาก บางคนไม่ค่อยมีโรคภัยไข้เจ็บ?” พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

“การที่คนเกิดมามีโรคภัยไข้เจ็บมาก ก็เพราะว่าเมื่อชาติปางก่อนนั้นเป็นคนที่ชอบทรมานทรมาน เบียดเบียนสัตว์ กักขังสัตว์

สุภมานพถามต่อไปว่า “ทำไมบางคนเกิดมารูปร่างไม่สวย ส่วนบางคนรูปร่างสวย”   พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

“คนบางคนเป็นคนขี้โกรธ มีความโกรธเป็นเจ้าเรือน ก็คือ เมื่อสิ้นอายุขัยไปแล้วจึงไปเกิดในอบายภูมิหรือสถานที่ลำบาก เมื่อหมดจากภพนั้นได้มาเกิดเป็นคนอีกครั้ง เพราะความที่เป็นคนขี้โกรธอยู่เสมอ ชาตินี้จึงเป็นคนที่มีหน้าตาขี้ริ้ว ขี้เหร่ ไม่สวยงามอัปลักษณ์”

“ส่วนเหตุที่คนเกิดมานั้นรูปสวย” ก็คือ เป็นเพราะในชาติปางก่อนเป็นคนดีมีศีลและมีเมตตา ไม่เป็นคนขี้โกรธเจ้าอารมณ์จึงส่งผลให้เขาผู้นั้นมีรูปร่างหน้าตาสวยงาม

และสุดท้าย สุภมาณพก็ถามว่า “ทำไมคนบางคนจึงเกิดมาโง่ คนบางคนเกิดมาฉลาด” พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

คนที่มีสติปัญญาไม่ดีเพราะเมื่อชาติปางก่อนนั้น เป็นคนไม่เข้าไปไต่ถามหาความรู้ต่อสมณะพราหมณ์ต่อผู้ประพฤติดี ผู้รู้คุณธรรมหรือมีความประพฤติชอบดูถูกดูแคลนผู้ประพฤติธรรมรวมถึงคนอื่น ๆ ชอบดื่มสุราให้ขาดสติอยู่เป็นประจำเมื่อเกิดมาจึงเป็นคนโง่เขลาปัญญาทึบหรือแม้แต่ พิการทางปัญญา

            นี่แหละคือเหตุผลที่เราต้องรักษาศีลให้เป็นปกติ

 

แล้วศีลแปลว่าอะไร ?

คำว่า “ศีล” หากในทางความหมายของภิกษุก็คือ “ข้อห้ามในการกระทำที่จะงดเว้นจากความชั่วความทุจริตและสิ่งที่ไม่ดีทุกประการ” พระสารีบุตรอัครสาวกเบื้องขวาซึ่งเป็นธรรมเสนาบดีในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านกล่าวเอาไว้ใน คัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค ว่า

“ศีล คือ เจตนา ความตั้งใจที่จะงดเว้นจากกายทุจริต 3 อันได้แก่ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม และ วจีทุจริต 4 คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด และไม่พูดเพ้อเจ้อ”

ศีลนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้สงบเพราะเป็นคุณธรรมที่ช่วยรักษา กาย และวาจาให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเมื่อกายและวาจาสงบเรียบร้อยก็จะพลอยทำให้ใจสงบปราศจากความกังวลไปด้วย

ในบทพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระสังฆราชฯ พระองค์ท่านก็กล่าวให้ความหมายของคำว่าศีลแปลว่า “ปกติ” หมายถึงสิ่งที่ต้องรักษาเพื่อความเป็นปกติของความเป็นมนุษย์หากมนุษย์คนใดที่ไม่มีศีลก็ไม่เรียกว่ามนุษย์แต่จะเรียกว่า “คน” ที่แปลว่า ยุ่ง แทน

ศีลนั้นมี 3 ประเภทหรือ 3 ระดับอันได้แก่ ศีลระดับธรรมดาได้แก่ ศีล 5 ศีลระดับกลางมัชฌิมาศีลหรือ อุโบสถศีล คือ ศีล 8 และศีล 10 และ ปาริสุทธิศีลเป็นมหาศีลหรือ ศีลขั้นสูงสุดอย่าง ปาฏิโมกข์สังวรศีล 227 ข้อ ของพระภิกษุ ซึ่งในที่นี้ จะขอขยายความเฉพาะ ศีล 5 ที่เป็นศีลขั้นพื้นฐานสำหรับความเป็นมนุษย์ที่จะทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

ในที่นี้ขออธิบายเฉพาะเพียงศีล 5 ที่เราควรจะสร้างและรักษาไว้ให้ดี เนื่องจากเป็นข้อปฏิบัติที่มีความเหมาะสมสำหรับคนปกติธรรมดา หากใครอยากจะถือศีลที่มากกว่านี้ก็ย่อมทำได้ เพียงแต่การถือศีลมากข้อแบบพระสมณะนั้นจะทำให้เกิดความไม่สะดวกบางประการในการดำรงชีวิต เช่น การไม่อาจจะหยิบจับหรือรับเงินทองได้ ซึ่งในความเป็นปกติของมนุษย์ธรรมดาแล้วก็ไม่จำเป็นต้องถือศีลมากขนาดนั้น

ศีล 5 คืออะไร ?

            สำหรับผู้ที่นับถือศาสนาพุทธก็คงจะคุ้นเคยเวลาที่พระท่านให้กล่าวอาราธนาศีล 5 แล้วเราก็รับศีลไป แต่บางทีก็ไม่เคยเข้าใจหรือไม่เคยรู้ในความหมายที่แท้จริงเรากล่าวรับไปตามเรื่องอย่างนั้นเอง

            ความจริงแล้ว ศีล 5 เป็นสิ่งที่มนุษย์เราช่วยกันบัญญัติขึ้นมาเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบจากสามัญสำนึกที่รู้ว่า เมื่อเรามีความรักตนเอง มีความต้องการความสุข มีความต้องการความปลอดภัยอย่างไรในชีวิต คนอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน ศีล 5 จึงมีความหมายว่า หลักมนุษยธรรม หรือ ธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์

 

ถือศีลเป็นการสร้างบุญได้อย่างไร

ในหลักทางมาแห่งบุญข้อที่ 2 กล่าวถึง ศีลมัย หรือ บุญสำเร็จได้ด้วยการรักษาศีลก็หมายความว่า เมื่อใดที่เรางดเว้นจากความชั่วก็เป็นการสร้าง “กรอบ” ที่จะไม่เรานำร่างกายหรือวาจาไปเบียดเบียนคนอื่นได้เป็นบุญที่ใหญ่กว่าทาน ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสว่า การถือศีลนี่เป็นมหาทานที่ยิ่งใหญ่กว่า ทานใดๆ ก็เพราะว่าถือว่าเราได้ “ให้”

ให้ที่ว่าคือให้ชีวิตและความปลอดภัย หากถือศีลข้อที่ 1 ได้ให้ในความปลอดภัยในทรัพย์สินของผู้อื่นคือการถือศีลข้อที่ 2 ให้ในความปลอดภัยในสถาบันครอบครัวของคนอื่นก็คือศีลข้อที่ 3 ให้ในความจริงใจที่จะมอบให้แก่คนอื่นก็คือศีลข้อ 4 และให้ในความปลอดภัยในทุกสิ่งทุกประการคือศีลข้อที่ 5

หากเรารักษาศีลได้ดีจึงทำให้เราได้บุญด้วยมหาทานอันยิ่งใหญ่ นอกจากกายและวาจาจะไม่ได้เบียดเบียนใครแล้วบุญที่เกิดขึ้นนี้จะช่วยชำระจิตใจให้สะอาดและมีพลังยิ่งใจสะอาดบริสุทธิ์มากก็ยิ่งมีพลังมากจะดึงดูดเอาสิ่งที่ดีงามมาสู่ชีวิต

 

ผลแห่งการรักษาศีล 5 ดึงดูดอะไรเข้ามาบ้าง ?

ขอยกตัวอย่างจากพระไตรปิฎก (มก.เล่มที่ 42 หน้าที่ 181) ว่าด้วยอานิสงส์แห่งศีล

รักษาศีลข้อที่ 1 คืองดเว้นจากการฆ่าและเบียดเบียนชีวิตสัตว์อื่นๆ จะเป็นอย่างไร

เมื่อครั้งสมัยที่พระพุทธเจ้าได้เสวยพระชาติเป็นมนุษย์เป็นผู้ที่มีศีลมาก เว้นจากการฆ่าทั้งปวงมีความละอายมีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงเมื่อตายแล้วได้เข้าสู่ความเป็นเทพครอบงำเทวดาอื่นในเทวโลก ครั้นเมื่อตายจากโลกสวรรค์ย่อมได้มหาบุรุษลักษณะ 3 ประการ คือ มี ส้นพระบาทยาว มีองคุลี (นิ้ว) ยาว และมีพระวรกายตรงดังกายพรหม ผลจากการรักษาศีลข้อนี้ทำให้มีพระชนมายุยืนนานไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตก็ดีหรือคฤหัสถ์ก็ตาม ไม่มีข้าศึกหรือศัตรูใดๆ ในโลกสามารถจะเอาชีวิตของพระองค์ได้

อานิสงส์แห่งการรักษาศีลในข้อที่ 1 หากเป็นมนุษย์ก็จะได้อานิสงส์ดังนี้

1. ได้รับผลปฏิสนธิกาล คือ ได้เกิดเป็นมนุษย์หรือเกิดเป็นเทวดา เรียกว่า กามสุคติภูมิคือมีภพภูมิอันเป็นสุขเป็นที่ไปไม่ตกต่ำ

2. ได้รับผลในปวัตติกาล คือ หลังจากเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็จะได้รับผลอีกหลายประการ ได้แก่ มีความสมบูรณ์ด้วยอวัยวะน้อยใหญ่ คือมีอวัยวะครบ 32 ประการ มีร่างกายสมส่วน สมบูรณ์ด้วยกำลังกาย มีมือเท้างาม เป็นผู้มีผิวพรรณสดใส มีรูปโฉมงามสะอาด เป็นผู้มีจิตใจอ่อนโยน เป็นผู้มีความสุข เป็นผู้แกล้วกล้า คือเก่งในวิชาความรู้และกล้าหาญ เป็นผู้มีกำลังมาก มีถ้อยคำสละสลวยไพเราะ มีบริวารรักใคร่ไม่แตกแยกจากตน เป็นคนไม่สะดุ้งตกใจกลัวต่อเวรภัย ข้าศึกศัตรูทำร้ายไม่ได้ ไม่ตายด้วยความเพียรฆ่าของผู้อื่น มีบริวารหาที่สุดมิได้ มีความเจ็บไข้น้อย ไม่มีเรื่องเศร้าโศก เสียใจ เป็นที่รักของชาวโลก ไม่พลัดพรากจากสิ่งที่รักและชอบใจ และเป็นผู้ที่มีอายุยืน

รักษาศีลข้อที่ 2 คือ งดเว้นจากการลักทรัพย์หรือมิจฉาอาชีวะมาดีแล้วจะได้เป็นอย่างไร

พระพุทธองค์ในสมัยที่ยังเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์เมื่อสามารถละจากมิจฉาอาชีวะ และอยู่ด้วยสัมมาอาชีวะเว้นทุกอย่างจากการโกง คือ การโกงด้วยตาชั่ง โกงด้วยของปลอม โกงด้วยเครื่องตวงวัดและการโกงด้วยรับสินบน รวมไปถึงการละเว้นจากการตีชิง การปล้นและการกรรโชกทรัพย์ทำให้ได้ลักษณะของผู้เป็นมหาบุรุษมาคือ มีฟันเรียบเสมอกัน ไม่สั้นไม่ยาว

นอกจากนั้นผลแห่งการรักษาศีลมาดีเมื่อได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีพระราชโอรสมากมายก็ล้วนเป็นผู้ที่เก่งกล้าสามารถต่อกรข้าศึกที่มารุกรานได้ สามารถชนะศึกได้โดยธรรมไม่ต้องใช้ความรุนแรงหรืออาชญาโทษ ครองแผ่นดินก็สามารถครองแผ่นดินได้อย่างร่มเย็นมั่นคง ไม่มีหมู่โจรและมีบริวารที่ดีประพฤติธรรมตามได้ไม่บกพร่อง และเมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็จะมีบริวารหรือพระสาวกที่มีศีลบริสุทธิ์

นอกจากนั้นยังมีผลแห่งศีลข้อที่ 2 นี้ตามมาอีกคือ

1. ได้รับผลในปฏิสนธิกาล คือ ได้เกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาเรียกว่า กามสุคติภูมิ หมายความว่าได้เกิดในภูมิที่มีความสุขเท่านั้นได้แก่มนุษย์หรือเทวดา

2. ได้รับผลในปวัตติกาลคือภายหลังจากเกิดเป็นมนุษย์แล้วจะได้รับผลอีกหลายประการคือ เกิดมาเป็นผู้มีทรัพย์มาก มีข้าวของและอาหารมาก หาบริโภคทรัพย์ได้ไม่สิ้นสุด โภคทรัพย์ที่ยังไม่เกิดก็จะเกิดขึ้นโภคทรัพย์ที่ได้ไว้แล้วก็ยังอยู่ยืนนาน หาสิ่งที่ปรารถนาได้รวดเร็ว สมบัติไม่กระจายเสียหายด้วยภัยต่างๆ หาทรัพย์ได้โดยไม่ถูกแบ่งแยก อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข คำว่าไม่รู้ ไม่เคย หรือไม่มีจะไม่เกิดขึ้นและได้ทรัพย์สูงสุดเป็นที่ไปคือนิพพาน

รักษาศีลข้อที่ 3 คือ งดเว้นจากการผิดลูกเมียผู้อื่นมาดีแล้วจะเป็นอย่างไร

พระพุทธองค์หลังจากได้ตั้งความปรารถนาว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าตั้งแต่ในสมัยพระทีปังกรพุทธเจ้าก็ได้พบกับพระนางอมิตตาซึ่งพระนางได้อธิษฐานบุญให้เกิดเป็นคู่กับพระองค์ ไม่ว่าพระโพธิสัตว์จะได้เสวยชาติเป็นอะไรก็ตามพระองค์ก็จะพบพานและอยู่กับพระนางอมิตตาอยู่เสมอ คือไม่เคยพลัดพรากจากคู่รักของพระองค์เลย

และหากมนุษย์เราสามารถละเว้นจากการประพฤติผิดในกามเสียได้จะได้รับผล 2 ขั้น คือ

1. ได้รับผลใน ปฏิสนธิกาล คือเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาอยู่ในภพภูมิที่เป็นสุข

2. ได้รับผลในปวัตติกาล คือ หลังจากเกิดเป็นมนุษย์แล้ว จะได้รับผลอีก 20 ประการ คือ ไม่มีข้าศึกศัตรูใดๆ มาแผ้วพาน เป็นที่รักของคนทั่วไป จะนั่งจะนอนหลับอย่างไรก็เป็นสุข เมื่อตื่นก็เป็นสุข พ้นภัยในอบายภูมิ (อบายภูมิ คือ เปรต สัตว์นรก อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน) ไม่เป็นบุคคลอาภัพทางเพศ คือไม่เกิดเป็นเกย์หรือกะเทย ไม่โกรธง่าย จะทำอะไรก็สามารถทำได้โดยเรียบร้อย สามารถทำอะไรต่างๆ ได้อย่างเปิดเผยแจ่มแจ้ง ร่างกายมีความงามสง่า คอไม่ตกหน้าไม่ก้ม มีอำนาจวาสนาดี มีแต่เพื่อนรักทั้งบุรุษและสตรี มีอินทรีย์ 5 บริบูรณ์ (คือ ศรัทธา สติ วิริยะ สมาธิ ปัญญา) มีลักษณะความเป็นมนุษย์บริบูรณ์ ไม่มีใครรังเกียจ ขวนขวายการงานน้อยๆ แต่ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยมากก็ได้ทรัพย์ จะอยู่ที่ไหนก็เป็นสุข ไม่ต้องกลัวภัยจากใคร ไม่ค่อยพลัดพรากจากของที่รัก และหาข้าว น้ำ ที่อยู่ เครื่องนุ่งห่มได้ง่าย

รักษาศีลข้อที่ 4 คือ งดเว้นจากการพูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบและพูดเพ้อเจ้อมาดีแล้วจะเป็นอย่างไร

ในครั้งพุทธกาล สามีของหญิงคนหนึ่งได้ฟังธรรมพระเทศนาของพระพุทธองค์แล้วเกิดความศรัทธาออกบวช หญิงคนนี้จึงต้องอาศัยอยู่ตามลำพัง พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงรับสั่งให้นางมาอยู่ในราชวัง วันหนึ่งพระองค์ก็ได้ทรงประทานดอกบัวให้แก่หญิงคนนี้ นางก็แสดงอาการยินดีร่าเริงแต่พอได้ดมดอกบัวเข้าก็ร้องไห้

พระเจ้าปเสนทิโกศลได้เห็นดังนั้นก็ตรัสถามว่าเป็นเพราะเหตุใด นางจึงได้เล่าเหตุผลเพราะคิดถึงกลิ่นดอกบัวนี้ช่างเหมือนกับสามีของนางที่หอมเหมือนดอกบัวไม่มีผิด วันรุ่งขึ้นพระราชาจึงได้รับสั่งให้คนขนของหอมที่มีกลิ่นอื่นๆ ออกไปจากวังให้หมดแล้ว ไปอาราธนาเชิญพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์รวมถึงอดีตสามีของนางที่บวชอยู่มาฉันภัตตาหารที่วัง เมื่อเสร็จแล้วก็ทูลเชิญพระศาสดาและพระสาวกกลับ เหลือแต่พระสงฆ์อดีตสามีของนางเท่านั้น

เมื่อพระเถระที่เป็นอดีตสามีของนางกล่าวอนุโมทนาบุญ กลิ่นหอมจากปากท่านก็ได้ฟุ้งไปทั่วพระราชวัง วันรุ่งขึ้นพระเจ้าปเสนทิโกศลจึงไปกราบทูลถามพระพุทธองค์ พระองค์จึงตรัสว่าเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพระเถระรูปนั้นในอดีตเป็นผู้ที่มีวาจาดี พูดแต่ความจริงและเมื่อได้ฟังพระธรรมแล้วก็ทำการเปล่งวาจาแสดงความเคารพว่า สาธุๆๆ ไม่ขาดปากด้วยความเคารพในพระธรรมสูงสุด กลิ่นปากจึงได้หอมเหมือนดอกบัว

ด้วยอานิสงส์แห่งการรักษาศีลข้อที่ 4 นั้นจะยังผลให้เกิดความสุขถึง 14 ประการ คือ มีอินทรีย์ทั้ง 5 ผ่องใส เป็นผู้มีวาจาไพเราะอ่อนหวาน มีฟันสวยเสมอกันและสะอาด เป็นผู้ที่มีรูปร่างดีไม่อ้วนจนเกินไปไม่ผอมจนเกินไป ไม่สูงจนเกินไปไม่เตี้ยจนเกินไป กลิ่นปากหอมเหมือนดอกบัว ได้สัมผัสแต่ที่เป็นสุข หากมีบริวารก็จะล้วนแต่เป็นคนขยันขันแข็ง บุคคลอื่นจะเชื่อถือถ้อยคำที่พูด ได้มีลิ้นบางแดงอ่อนเหมือนกลีบดอกบัว เป็นผู้ที่มีใจไม่ฟุ้งซ่าน และไม่มีโอกาสเกิดความพิการทางเสียงคือ ไม่ติดอ่าง ไม่เป็นใบ้

รักษาศีลข้อที่ 5 คืองดเว้นจากการดื่มสุราสิ่งเสพติดต่างๆ มาดีแล้วจะได้ผลเป็นอย่างไร ?

ในที่นี้ขอนำหลักฐานเรื่องราวของการไม่รักษาศีล 5 ที่ปรากฏมาเล่าสู่กันฟังก่อนว่ามีโทษภัยมากมายขนาดไหน

ในสมัยพุทธกาล มีบุตรเศรษฐีและภรรยาตระกูลหนึ่งมีทรัพย์สินรวมกันมากมายถึง 160 โกฏิ (ประมาณ 1,600 ล้านบาท) แต่ถูกพวกนักเลงสุราลวงให้ดื่มสุราและหันเข้าหาอบายมุขมากมายในเวลาไม่นานทรัพย์ทั้งหมดก็หมดไปจนกระทั่งยากจนลงกลายเป็นขอทาน

พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องและตรัสว่า ถ้าบุตรเศรษฐีและภรรยาไม่ผลาญทรัพย์สินให้หมดไปจากการขาดสติ และหมั่นประกอบกิจการงานให้ดีตั้งแต่ปฐมวัย (คือวัยหนุ่มสาว) ก็จะได้กลายเป็นมหาเศรษฐีชั้นเลิศหากยังครองเพศฆราวาส หากออกบวชก็จะได้เป็นพระอรหันต์ส่วนภรรยาหากออกบวชได้ก็เป็นอย่างน้อยพระอานาคามี และถ้าได้ประกอบกิจการงานในวัยกลางคนก็จะได้เป็นเศรษฐีชั้นดีขั้นที่ 2 รองลงมา และหากออกบวชตัวสามีก็จะได้บรรลุเป็นพระอนาคามีส่วนภรรยาก็จะได้เป็นพระสกิทาคามี และถ้าประกอบกิจการงานในปัจฉิมวัยก็จะได้เป็นเศรษฐีชั้นที่ 3 หากออกบวชก็จะได้เป็นพระสกิทาคามี ส่วนภรรยาก็จะได้อย่างน้อยเป็นพระโสดาบัน

แต่ทว่าผลแห่งการผิดศีล ข้อที่ 5 ทำให้บุตรเศรษฐีไม่มีอะไรเหลืออีกเลยทั้งโภคทรัพย์ที่ควรมีและอริยทรัพย์ที่ควรจะได้เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

อานิสงส์จากการเว้นดื่มน้ำเมาและอบายมุขทั้งหลายนั้นจะมีผลมากถึง 35 ประการ คือ

สามารถรู้กิจการในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้อย่างรวดเร็ว มีสติตั้งมั่นทุกเมื่อ มีปัญญาดี มีความรู้มาก มีแต่ความสุข มีแต่คนนับถือ ยำเกรง มีความขวนขวายน้อยได้ทรัพย์มาก (หากินง่าย) มีปัญญามากทั้งในทางโลกและบันเทิงในธรรม มีความเห็นถูกต้อง มีศีลบริสุทธิ์ มีใจละอายแก่บาป รู้จักกลัวบาป เป็นบัณฑิต มีความกตัญญูกตเวที พูดแต่ความสัตย์ รู้จักเฉลี่ยเจือจานทรัพย์ มีความซื่อตรง ไม่เป็นบ้า ไม่เป็นใบ้ ไม่มัวเมาประมาทหรือหลงใหลสิ่งอื่นใดที่ไม่ดีได้ง่ายๆ ไม่มีความหวาดสะดุ้งกลัวโดยไร้เหตุผล ไม่บ้าน้ำลาย ไม่งุนงงไม่เซ่อเซอะ ไม่มีการความแข่งดี ไม่มีความริษยา ไม่ส่อเสียดใคร ไม่พูดหยาบ ไม่พูดในสิ่งที่เพ้อเจ้อไร้ประโยชน์ เป็นผู้ไม่เกียจคร้านทุกคืนวัน ไม่ตระหนี่ ไม่โกรธง่าย และสุดท้ายคือ ฉลาดรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และในสิ่งที่เป็นโทษ

            จะเห็นได้ว่าอานิสงส์ของการรักษาศีลข้อสุดท้ายนั้นมีมากเป็นการครอบคลุมผลดีแห่งศีลทั้งหมดก็เพราะหากคนเรามีจิตดี สติดีก็จะลงมือกระทำความชั่วใดๆ ได้ยากศีลข้อที่ 5 นี้นับว่าเป็นข้อที่สำคัญมากที่สุดในบรรดาศีล 5 ทั้งหมด

 

วิธีการรักษาศีลจะทำอย่างไร ?

          หลายคนมีความเข้าใจผิดเรื่องการรักษาศีลว่า การจะถือศีลต้องนุ่งขาวห่มขาว หรือจะให้ดีต้องไปบวชพราหมณ์หรือบวชพระไปเลยจะได้อานิสงส์มากแน่ๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วก็เป็นเช่นนั้นคือถ้าสามารถบวชได้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากเพราะยิ่งรักษาศีลให้บริสุทธิ์มากเท่าใดก็ยิ่งเกิดผลบุญบริสุทธิ์มากขึ้นเท่านั้น

แต่ทว่าการรักษาศีลให้ดีสำหรับ “ความเป็นมนุษย์ปุถุชนแม้เพียงศีล 5 ก็เพียงพอไม่ต้องถึงขนาดไปบวชหรือนุ่งขาวห่มขาวเกล้ามวยผมก่อนจะถือศีล การนุ่งขาวห่มขาวนั้นมีข้อดีตรงที่เป็นการเตรียมพร้อมทางร่างกายในเชิง “สัญลักษณ์” ที่ดี คือ พอเราใส่ชุดขาวทั้งชุดมันเกิดความรู้สึกสะอาดทั้งตัว มองเห็นตัวเองสะอาดแล้วใจก็อยากจะสะอาดตามทำให้รักษาศีลได้ง่ายขึ้น แต่ก็ไม่เท่ากับ “ความตั้งใจ” ในการรักษา

ในการรักษาศีลที่ดีเรามองกันที่ “เจตนา” เป็นสิ่งสำคัญ การที่คนเราไม่ได้ทำผิดศีลไม่ได้ทำความชั่ว ไม่ได้แปลว่า เรามีศีลแล้ว เพราะคนที่ไม่ได้ทำความชั่วนั้นอาจเป็นเพราะเขายังไม่มีโอกาสที่จะทำชั่วเท่านั้นเอง เช่น เป็นคนป่วยที่นอนหมดแรงอยู่ในโรงพยาบาลก็ย่อมที่จะลุกไปเบียดเบียนใครไม่ได้ หรือ คนที่ยังอยู่ในคุกก็เป็นการป้องกันไม่ให้ตัวไปทำอันตรายคนอื่นๆ ได้

 การที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นผู้รักษาศีลที่แท้จริงคือ เราเจตนาด้วยใจที่แท้ว่า จะงดเว้นจากการทำความชั่วทั้งหลายอย่างจริงจังที่สุด

เคล็ดวิธีที่ดีในการรักษาศีลคือการไปขอ สมาทานศีลกับพระภิกษุเพื่อให้ท่านเป็นสักขีพยาน ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถรักษาศีลได้อย่างมั่นคงกว่าที่เราปฏิญาณตนว่าจะรักษาศีลเฉยๆ ลองคิดตามง่ายๆ ครับว่า ต่อหน้าพระท่านเวลาเราขอกล่าวสมาทานศีลแล้ว หากจะให้ผิดคำก็จะรู้สึกว่า บาปมากกว่าการที่เราไม่ได้สมาทานศีล ยิ่งเรากลัวบาปมากเท่าไหร่เราก็ยิ่งสามารถรักษาศีลได้มั่นคงมากขึ้นเท่านั้น

แต่ถ้าจะให้สะดวกมากยิ่งขึ้นและเป็นการง่ายยิ่งขึ้นในการรักษาศีลให้ดีโดยไม่ต้องไปวัด ไม่ต้องไปกล่าวสมาทานศีลกับพระภิกษุก็สามารถทำได้โดยเริ่มจาก “ความคิด” ของตนเองก่อน

ก่อนจะทำการรักษาศีลหรือกล่าวสมาทานศีลขอให้ทำการ “กรอเทปสมองเสียก่อน”

 

การกรอเทปสมองคืออะไร ?

การกรอเทปสมองก็คือการนั่งลงสงบใจแล้วเรียงลำดับความคิดนึกย้อนถึงการกระทำของเราเองที่ผ่านมาในหนึ่งวันที่ผ่านไปการกรอเทปสมองนี้ควรกระทำก่อนที่จะเข้านอนจะได้ผลดีที่สุดเป็นการทบทวนตัวเองหลังจากผ่านช่วงเวลาที่วุ่นวายกับเรื่องราวต่างๆ ภายใน 1 วันมาแล้วว่า เราเผลอทำผิดศีลข้อใดมาบ้างโดยพยายามนึกให้ออกมาที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ก็สมาทานศีลเข้านอน เวลานอนนั้นจะเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่ร่างกายจะได้สงบไม่ได้ผิดศีลข้อใดๆ เลย

หลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาในตอนเช้าแล้วเราก็ทำการนั่งสงบจิตก่อนจะลุกขึ้นไปทำกิจกรรมต่างๆ โดยกรอเทปสมองอีกครั้งแล้วทำการสมาทานศีล 5 เพื่อที่จะรักษาศีลให้ดีภายใน 1 วันนี้โดยไม่ให้ผิดซ้ำอีกเหมือนวันที่ผ่านมาแล้วค่อยออกไปใช้ชีวิตตามปกติ โดยเมื่อทำการกรอเทปสมองบ่อยๆ แล้วก็จะทำให้จิตมีความระมัดระวังในตนเองที่จะไม่ให้ร่างกายและวาจาของตนเองเผลอทำผิดซ้ำอีก

และเมื่อทำได้เป็นประจำก็จะทำให้เราสามารถกลายเป็นผู้ที่สามารถรักษาศีลได้ดีไปโดยปริยาย เมื่อเรารักษาศีลให้ดีแล้วศีลก็จะรักษาเราด้วย เพราะมันเป็นไปตามกฎแห่งกรรมหากเราไม่นำร่างกายและวาจาของเราไปสร้างความเดือดร้อนให้กับใครแล้วก็ย่อมที่จะไม่มีใครจะมาสร้างความเดือดร้อนหรือความทุกข์ให้กับเราได้

 หากปรารถนาสิ่งใดก็อธิษฐานจิตโดยเอาศีลที่บริสุทธิ์ของเราเป็นที่ตั้ง ความปรารถนาในทางที่ดีงามก็มักจะสำเร็จได้โดยง่าย ศีลจึงเป็นบุญและเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่จะช่วยพัฒนาชีวิตให้ดียิ่งขึ้นแบบทันตาเห็นทั้งในปัจจุบันและมีความสมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไปในภพชาติต่อไป

 

Read Full Post »

อานิสงส์และบุญกุศลแห่งการทำทานจะมากมายแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่า “จุดมุ่งหมายที่เราทำทานนั้นทำเพื่ออะไร” หากมุ่งหวังจะจุนเจือเพื่อให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์และความสุขด้วยความมีเมตตาจิตของตนเองแล้วย่อมได้อานิสงส์มากกว่า การทำทานเพียงเพราะหวังในผลแห่งทานหรือหวังในทรัพย์ที่จะได้มาภายหลังมาก ตามหลักของพระพุทธศาสนาที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกมีอยู่ 4 ประการ (คำพระท่านว่า สัมปทา) ได้แก่

1. ผู้รับทานนั้นมีศีลบริสุทธิ์ เช่น เป็นพระอริยบุคคลหรือเป็นผู้ที่มีศีลมาก (วัตถุสัมปทา)

ในพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ว่าด้วยการสร้างบุญบารมีพระองค์ก็ได้กล่าวถึงเรื่องบุคคลผู้รับทานนั้นเป็น “ปัจจัยหรือเงื่อนไขที่สำคัญที่สุด”  เพราะเราจะทำทานให้ได้ผลบุญมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับคนพวกนี้ หากคนที่รับการให้ทานนั้นเป็นผู้ที่มีศีลมีคุณธรรมสูง เมื่อให้ทานไปแล้วก็ย่อมเกิดผลบุญมาก หากผู้รับเป็นผู้ที่ไม่มีศีลมีธรรมแล้ว ผลแห่งทานนั้นก็จะไม่เกิดขึ้นคือได้บุญน้อย

คติโบราณที่กล่าวว่า “ตักบาตรอย่าเลือกพระ” นั้นคงจะใช้ไม่ได้ในสมัยปัจจุบัน เพราะในอดีตโดยเฉพาะในสมัยพุทธกาลนั้นมีพระอรหันต์มากมายจึงไม่จำเป็นต้องเลือกเพราะท่านเหล่านั้นออกบวชเพื่อหนีออกจากวัฏสงสาร โดยมีความมุ่งหวังจะทำมรรคผลนิพพานให้แจ้งจึงเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่มีความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง

แต่ทว่าในสมัยปัจจุบันเรานี้ พระภิกษุที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั้นแม้จะยังมีอยู่แต่ก็หาได้ยากมากขึ้นเพราะส่วนใหญ่มักจะบวชด้วยคติ 4 ประการคือ บวชเป็นประเพณี บวชหนีทหาร บวชเอาสนุก และบวชเพราะไม่รู้จะทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างไรจึงมาบวชโดยไม่สนใจประพฤติธรรมวินัยจึงเป็นการยากเช่นเดียวกันสำหรับที่มุ่งหวังจะทำทานให้ถูกกับ “วัตถุสัมปทา” เช่นนี้

การที่เราจะได้พบผู้ที่มีวัตถุสัมปทาบริสุทธิ์นั้นทำอย่างไร ก็ขอให้ยึดเอาตามหลัก “กฎแห่งกรรม” ที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นสำคัญคือ ประการแรกขึ้นอยู่กับผลแห่งกรรมดีที่เป็นของเก่าที่ติดมา (หากจะตีความหมายไปในทางเดียวกับคำว่า “วาสนา” ก็คงไม่ผิดนัก) หากเราได้เคยสร้างสมบุญบารมีมาดีแล้วด้วยผลแห่งกรรมนี้นั้นก็จะชักนำพาให้เราไปพบเจอกับ พระภิกษุผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้เองโดยง่าย ในทางตรงกันข้ามหากในอดีตเราไม่ได้สร้างบุญมาดีมากแต่ยังพอสร้างมาบ้าง ก็อาจจะได้เจอทั้งผู้ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบสลับกับพวกที่เป็นอลัชชีอยู่คละเคล้ากันไป

ประการต่อมาคือ การแสวงหา “วัตถุสัมปทา” หรือผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบให้ได้ด้วยตนเองควบคู่กันไปโดยพยายามสังเกตเอาข้อวัตรในการปฏิบัติของ พระภิกษุเป็นที่ตั้งคือท่านมีระเบียบวินัยในการปฏิบัติเป็นอย่างไร กิริยาโดยทั่วไปสำรวมมากน้อยแค่ไหน รวมไปถึงบริเวณภายในวัดมีความสะอาดเป็นระเบียบมากน้อยหรือไม่ สิ่งเหล่านี้จะบ่งบอกถึงข้อวัตรในการปฏิบัติของท่านได้ เพราะหากเหตุดีผลก็ต้องดี พระผู้ปฏิบัติดีจะมีกิริยาอาการทั่วไปสงบเรียบร้อย เมื่อได้สนทนาด้วยก็จะรู้สึกได้เองว่าท่านมีเมตตาสูง มีวาจาไพเราะ การแต่งกายก็จะสำรวมมิดชิดรวมถึงบริเวณภายในวัดก็จะสะอาดเป็นระเบียบเพราะท่านได้ลงมือปฏิบัติทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ

2. สิ่งของที่จะนำมาทำทานนั้นเป็นของที่ได้มาโดย สุจริต (ปัจจยสัมปทา)

วัตถุสิ่งของที่ได้มาโดย “สุจริต” หรือมีความบริสุทธิ์นั่นคือ เหตุแห่งการได้มาซึ่งของเหล่านี้คือได้มาจากการประกอบวิชาชีพที่สุจริตด้วยแรงด้วยกำลังของตัวเองอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นของที่ยืมมา หรือไปลักขโมยมาหรือไปเบียดเบียนผู้อื่นไม่ว่าทางใดก็ตาม

ยกตัวอย่างเช่น การไปฆ่าสัตว์เพื่อนำมาประกอบอาหารอย่าง ปลา วัว ควาย หรือสัตว์ชนิดอื่นๆ ด้วยตนเอง เพื่อหวังจะนำเนื้อสัตว์เหล่านั้นมาทำอาหารไปทำบุญพระหรือไปบริจาคให้คนยากไร้ การที่เราได้เบียดเบียนชีวิตผู้อื่นมาทำทานนั้นแม้จะเอาไปทำบุญสร้างบารมีก็ได้เพียงแต่น้อย จนถึงเกือบจะไม่ได้อะไรเลย

3. มีจิตเลื่อมใสใน 3 กาล คือ ก่อนให้ กำลังให้ และหลังจากให้แล้ว (เจตนาสัมปทา)

เจตนาที่บริสุทธิ์ในการทำทานนั้นควรถึงพร้อมทั้งสามระยะคือ ก่อนจะให้ทานก็มีความสุข ร่าเริงและยินดีที่จะให้ทานเพื่อสงเคราะห์ให้คนอื่นได้รับความสุข ระยะที่กำลังให้ทานก็ควรมีจิตที่สดชื่นแจ่มใส ร่าเริงเบิกบานในทานที่เรากำลังลงมือให้ผู้อื่น และเมื่อครั้งให้ทานเสร็จแล้วหลังจากนั้นไม่ว่าเวลาจะผ่านไปสักเท่าใดก็ไม่มีความรู้สึกเสียดาย นึกถึงคราวใดก็มีความสุขอิ่มเอมใจอย่างนี้เรียกว่า เจตนามีความสมบูรณ์ทั้งสามระยะ

แม้ในเรื่องเจตนานี้ยังส่งผลชัดเจนต่อผลแห่งการทำทานเพราะเจตนาในระยะให้ทานแตกต่างกันไปคือ

ก่อนให้ทานมีเจตนาบริสุทธิ์แต่ขณะให้และให้ไปแล้วไม่บริสุทธิ์

การที่เจตนาแห่งทานมีความบริสุทธิ์เพียงช่วงระยะแรกนั้นก็จะส่งผลแห่งทานให้เกิดขึ้นไม่สม่ำเสมอกันคือ จะได้ผลแห่งทานกลับคืนมาอย่างรวดเร็วแต่ก็อาจมีเหตุให้ต้องสูญเสียทรัพย์นั้นไปเพราะในขณะที่ให้มีความเสียดายหลังให้ไปแล้วก็ยังเสียดายทำให้ผลแห่งทานหมดกำลัง เมื่อได้ทรัพย์กลับมาแล้วอาจจะรักษาทรัพย์เอาไว้ไม่ได้

ก่อนให้ทานมีเจตนาไม่ดีแต่ขณะให้มีเจตนาดีแต่หลังให้กลับไม่บริสุทธิ์อีก

เรื่องราวแบบนี้มีปรากฏอยู่หลายครั้งในปัจจุบันเช่น ก่อนจะลงมือทำทานไม่ได้คิดว่าจะศรัทธามาก่อนมีเหตุจำเป็นต้องทำอย่างเสียไม่ได้ ทำเพราะพวกมากลากไป แต่ขณะที่ได้ทำกลับรู้สึกดีมีความสุข ด้วยอานิสงส์แห่งเจตนานี้ก็จะส่งผลให้แม้ในระยะเริ่มต้นชีวิตประสบความยากลำบากแต่พอถึงช่วงวัยกลางคน กิจการงานหรือธุรกิจที่ได้ทำมีอานิสงส์ประสบความสำเร็จเจริญรุ่งเรือง

และหากเจตนามีความบริสุทธิ์ไปถึงระยะสุดท้ายก็จะทำให้ผลบุญยิ่งมีพลังเกื้อหนุนยาวนาน ทำให้เจริญรุ่งเรืองตลอดไป ในทางตรงกันข้ามหากเจตนาในระยะที่สามไม่บริสุทธิ์เกิดเสียดายทานนั้นอยู่บ่อยๆ แม้กิจการจะเจริญรุ่งเรืองอยู่ในวัยกลางคนแต่ก็อาจเกิดปัญหาประสบความล้มเหลวในบั้นปลายได้เพราะอานิสงส์แห่งทานนั้นหมดกำลัง ส่งผลไม่ตลอดรอดฝั่งจนบั้นปลายชีวิต

ก่อนให้ทานและขณะให้ทานมีเจตนาไม่บริสุทธิ์แต่หลังจากให้ไปแล้วเกิดความยินดี

การให้ทานด้วยเจตนานี้สืบเนื่องมาจากผลแห่งทานที่ผู้กระทำมีเจตนาไม่ดีหรือไม่บริสุทธิ์มาทั้งในระยะที่สองแต่ในระยะสุดท้ายคือเกิดยินดีเวลานึกถึงผลแห่งทานที่ได้กระทำลงไปแล้ว ด้วยอานิสงส์นี้ในชาติปัจจุบันแม้จะเกิดมายากจนและต้องทำงานหนักไปเกือบตลอดชีวิตต้องต่อสู้ดิ้นรนขวนขวายสร้างตนเองมากแม้จะเลยวัยกลางคนไปแล้วก็ต้องล้มลุกคลุกคลานตลอดมา

พอถึงช่วงบั้นปลายชีวิตทำให้ผลแห่งทานนั้นได้ส่งผล เกิดเหตุประสบช่องทางที่เหมาะ ทำให้กิจการงานเจริญรุ่งเรืองแบบไม่น่าเชื่อทำมาค้าขึ้นอย่างไม่คาดฝันตัวอย่างชีวิตคนจริงๆ ที่เห็นได้ชัดก็มีบุคคลสำคัญๆ ของโลกที่ร่ำรวยมหาศาลในช่วงปลายชีวิตก็มีให้เห็นกันจริงๆ

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเจตนาเรื่องแห่งการให้ทานนั้นมีความสำคัญคือเมื่อตั้งใจจะให้อะไรกับใครแล้วขอให้ตั้งจิตเป็นกุศลอย่าได้มัวเสียดายสิ่งที่เราทำทานลงไปผลแห่งทานนั้นย่อมย้อนกลับมาสู่ผู้กระทำทานนั้นอย่างแน่นอน

4. ผู้ที่ได้รับทานนั้นเพิ่งออกจาก นิโรธสมาบัติ (คุณาติเรกสัมปทา)

คำว่า นิโรธสมาบัติ แปลแยกคำได้ว่า “นิโรธ” แปลว่า หนทางดับทุกข์ กับ “สมาบัติ” แปลว่า ความถึงพร้อม ผู้ที่ได้เข้านิโรธสมาบัติก็หมายถึงผู้ที่ถึงพร้อมจะเข้าสู่หนทางดับทุกข์แล้ว ในทางพระพุทธศาสนาหมายถึง พระอริยสงฆ์ตั้งแต่พระอนาคามีและพระอรหันต์เท่านั้นที่จะสามารถทำได้

การเข้านิโรธสมาบัติเป็นการเข้าสมาธิบำเพ็ญจิตภาวนาเป็นระยะเวลานานและเข้าได้ยาก ต้องหาเวลาว่างจริงๆ เพราะเข้าคราวหนึ่งใช้เวลาอย่างน้อย 7 วันและอย่างมากไม่เกิน 15 วันโดยที่ไม่มีการกระทำกิจอันใดอื่นๆ แทรกเลยเมื่อพระอริยสงฆ์ผู้ที่ออกจากนิโรธสมาบัติแล้วจะทำให้ร่างกายทรุดโทรมและได้รับความลำบากมากเพราะท่านอดข้าวอดน้ำกันติดต่อกันเป็นเวลานาน ดังนั้นตามความเชื่อในพระไตรปิฎกใครได้ทำบุญแก่พระภิกษุที่ออกจากนิโรธสมาบัตินี้จะได้ผลในวันนั้น หมายความว่าคนจนก็จะได้เป็นมหาเศรษฐีในวันนั้น

คุณผู้อ่านคงจะจำกระทาชายหนุ่มคนที่กลายเป็นมหาเศรษฐีคือ ภัตตภติกะเศรษฐีได้ก็เพราะมีองค์ประกอบครบ 4 ประการ จึงได้อานิสงส์แห่งทานมากกลายเป็นมหาเศรษฐีในพริบตา แต่ในสมัยปัจจุบันนั้นมีความแตกต่างเรื่องนี้ออกไป เพราะการจะได้พบพระอริยสงฆ์ระดับชั้นสูงอย่างพระอนาคามีหรือพระอรหันต์นั้นก็เรียกได้ว่ายากเต็มทีแล้ว ยิ่งการจะได้พบขณะที่ท่านออกจากนิโรธสมาบัตินั้นก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ยากลำบากเกินวิสัยคนธรรมดาจะได้พบ ผู้ที่จะได้พบและมีโอกาสได้ทำบุญถวายทานกับพระอริยสงฆ์ที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัตินั้นเรียกได้ว่าขึ้นอยู่กับ “กรรมเก่า” ที่ได้สร้างบุญมาดีจริงๆ จึงจะมีโอกาสได้พบ

ดังนั้นในปัจจุบันจึงกล่าวถึงหลักแห่งการทำทานให้ได้ผลอานิสงส์สูงไว้เพียง 3 ประการเท่านั้นแต่ในที่นี้อยากจะขอกล่าวเพิ่มไว้ในประเด็นสำคัญที่คนปัจจุบันสามารถทำทานให้ได้ผลบุญอานิสงส์มากนั้นเกี่ยวข้องกับ “อาการแห่งการให้ด้วย”

อาการแห่งการให้ทานต้องมีความบริสุทธิ์และถึงพร้อม

นอกจากเจตนาในการให้แล้วจิตเจตนาของผู้ให้จะส่งผลไปสู่การกระทำทางกาย ที่เห็นได้จากกิริยาอาการที่แสดงออกมาในเวลาให้ทานก็มีความสำคัญมากเพราะนอกจากจะบ่งบอกถึง “คุณภาพใจ” ของผู้ให้แล้วยังมีผลกระทบต่ออานิสงส์ที่จะได้รับอีกด้วย

หากเรามี “อาการของการให้ที่ดีประกอบแล้วย่อมส่งผลถึงอานิสงส์ที่จะได้รับในทานนั้นอย่างชัดเจนหากมีอาการในการให้ที่ไม่ดีไม่บริสุทธิ์แม้เจตนาจะบริสุทธิ์ผลสัมฤทธิ์แห่งทานย่อมไม่ถึงที่สุดแห่งผลบุญฉันนั้น อาการแห่งการให้ที่ดีนี้เรียกว่า “สัปปุริสทาน”

พระพุทธองค์ตรัสเรื่องอาการแห่งการให้ที่ดีนี้ ไว้กับอนาถบิณฑิกเศรษฐีในสมัยพุทธกาลขณะที่ท่านเศรษฐีกำลังยากจนลงแต่ก็ยังมุ่งมั่นถวายทานด้วยอาหารที่พอจะหาได้ซึ่งพระองค์กล่าวไว้ว่า

“การให้ทานนั้นจะเป็นของดีหรือไม่ก็ตาม ผลแห่งทานจะมีความสมบูรณ์หากได้ให้ด้วยอาการแห่งสัตบุรุษ 5 ประการนี้ คือ สัตบุรุษย่อมให้ทานด้วยอาการ ศรัทธา 1 ย่อมให้ทานโดยเคารพ 1 ย่อมให้ทานโดยกาลอันควร 1 เป็นผู้มีจิตอนุเคราะห์ให้ทาน 1 และย่อมให้ทานไม่กระทบตนเองและผู้อื่น 1 ดังนั้น คนดีมีปัญญา เมื่อให้ก็ควรให้แต่สัปปุริสทาน ซึ่งจะนำความสุขความดีงามที่สมบูรณ์มาสู่ชีวิต”

1. การให้ทานด้วยอาการศรัทธาเป็นอย่างไร

คืออาการแห่งการให้ทานนั้นให้ด้วยความเลื่อมใสใน “กฎแห่งกรรม” ว่า ทำดีย่อมได้ผลที่ดี ทำชั่วก็ได้ผลเป็นทุกข์ให้เดือดเนื้อร้อนใจ เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายนั้น ย่อมมีกรรมเป็นของตน ล้วนต่างเป็นไปตามกรรมที่ตนกระทำและเชื่อในปัญญาเครื่องตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

คนเราจะบริสุทธิ์ได้ ด้วยการประกอบความดีด้วยกาย วาจา และใจที่บริสุทธิ์มาก และจะสามารถเข้าถึงธรรมะภายในตนซึ่งมีอยู่แล้วในสรรพสัตว์ทั้งหลายได้ การน้อมนำธรรมะของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ จะทำให้ตนมีความบริสุทธิ์ขึ้นจนถึงขั้นตรัสรู้ธรรมได้ ผู้ที่ให้ทานด้วยความศรัทธาย่อมเป็นผู้ที่มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก และเป็นผู้มีรูปร่างหน้าตาที่สวยงาม น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยผิวพรรณงามในที่ที่ทานนั้นส่งผล

2. ให้ทานด้วยอาการที่มีความเคารพเป็นอย่างไร

คือมีเคารพในตัวบุคคลที่เราจะมอบทานนั้นให้ มีความอ่อนน้อม เช่น การให้ของโดยการยกประเคนด้วยมือทั้งสองหรือยกขึ้นเหนือหัวแล้วจึงให้อย่างนี้ย่อมแสดงถึงอาการแห่งความเคารพและเจตนาแห่งการให้ได้เต็มที่ ผู้ที่ให้ทานด้วยความเคารพจะส่งผลให้กลายเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มากและจะเป็นผู้ที่มีบุตร ภรรยา บริวารคนใช้หรือคนงาน ที่อยู่ในโอวาทคอยฟังคำสั่งสอนหรือตั้งใจใคร่รู้ในที่ที่ทานนั้นส่งผล

3. ให้ทานตามกาลเป็นอย่างไร

คือ ให้ทานนั้นๆในเวลาที่สมควร ซึ่งเป็นเวลาจำเพาะที่จะต้องให้ในช่วงนี้เท่านั้นหากเลยเวลานี้ไปก็ไม่สำเร็จประโยชน์หรือเกิดผลแห่งทานแล้ว

ยกตัวอย่างความเชื่อเรื่องการทำบุญทอดกฐินว่าทำไมจึงเชื่อกันว่าเป็นทานที่ทำแล้วได้บุญมากก็เพราะการถวายผ้ากฐินแด่สงฆ์นั้นต้องกระทำในช่วงภายหลังจากออกพรรษาในเวลา 1 เดือนเท่านั้นเนื่องจากภายในหนึ่งปีพระพุทธองค์จะกำหนดให้คณะสงฆ์ทั้งหมดมีเวลาที่จะซ่อมแซมผ้าจีวรของตนเองให้เสร็จเรียบร้อยภายในเวลา 1 เดือน เพราะหลังจากนั้นจะได้นำเวลาไปเผยแผ่ในพระธรรมและการปฏิบัติธรรมอันจะเป็นประโยชน์แก่คนหมู่มาก

สำหรับ “กาลทาน” อื่นๆ ทั่วไป พระพุทธทรงแสดงไว้ในกาลทานสูตร มีอีก 5 อย่าง คือ

อาคันตุกะทาน ให้ทานแก่ผู้มาสู่ถิ่นของตนเช่น เมื่อมีผู้ที่ลำบากเพราะไม่คุ้นเคยในท้องถิ่นหากได้ให้ความช่วยเหลือไม่ว่าทางใดก็ถือเป็นกาลทานที่ดี คมิกะทาน คือให้ทานแก่ผู้ที่เตรียมตัวจะเดินทางไปยังที่ต่างๆ เช่น เมื่อมีผู้มาขอความช่วยเหลือในการเดินทางไปยังสถานที่อื่นที่เรารู้จักแต่เขาไม่รู้จักก็ถือเป็นกาลทานที่ดี ทุพภิกขะทาน คือการให้ทานในช่วงเวลาที่ข้าวยากหมากแพงหรือเศรษฐกิจตกต่ำหรือประสบภาวะอุบัติภัยทั้งหลาย สำหรับคนที่มีทรัพย์มากหรือเป็นพ่อค้าหากได้บริจาคหรือช่วยเหลือคนหมู่มากในเวลานี้ก็จัดได้ว่าเป็นการให้ทานในกาลทานที่เหมาะสม นวสัสสะทาน คือให้ทานเมื่อมีข้าวใหม่ๆ ก็นำมาทำทานก่อนหมายความว่าปรารถนาจะให้ผู้อื่นได้มีความสุขมากที่สุดโดยนำของใหม่ๆ มาให้ก่อน และ นวผละทานให้ทานเมื่อมีผลไม้ออกใหม่ก็นำมาทำทานก่อน

ผู้ที่ให้ทานตามกาลอันควรแล้วย่อมส่งผลอานิสงส์ให้เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มากและย่อมเป็นผู้ที่มีความสุขมากคืออยากได้ในสิ่งใดเวลาที่ต้องการก็จะได้ในสิ่งนั้น

4. ให้ทานด้วยจิตอนุเคราะห์ เช่น เมื่อเห็นคนตกทุกข์ได้ยากขาดแคลนปัจจัย 4 ก็มีจิตอนุเคราะห์ช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทน ผู้ที่ให้ทานด้วยจิตอนุเคราะห์แล้วย่อมยังผลอานิสงส์ให้เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มากและมีความสุข

5. ให้ทานโดยไม่กระทบตนเองและผู้อื่น คือ การให้โดยไม่ทำลายคุณความดีของตนเองและผู้อื่น ไม่ผิดศีล ไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนเพื่อถวายทาน เช่น ฆ่าสัตว์ทำอาหารเพื่อถวายพระ เพราะการให้ทานอย่างนี้ เป็นการทำลายคุณงามความดีของตนเอง อีกนัยหนึ่งคือไม่ทำทานด้วยการทำให้คนอื่นเดือดร้อน หมดกำลังใจ เกิดอาการกระทบกระเทือนใจ เช่น ทำบุญเพื่อข่มคนอื่น ดูถูกดูแคลนคนที่ทำน้อยกว่า เหล่านี้เป็นต้น

ผู้ที่ให้ทานโดยไม่กระทบตนเองและผู้อื่นย่อมได้รับผลบุญอานิสงส์ทำให้เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มากไม่มีภยันตรายจากที่ใดจะมากล้ำกรายหรือทำให้สูญเสียทรัพย์ได้ไม่ว่าจะเป็น ภัยจากไฟ จากน้ำ จากผู้มีอำนาจในบ้านเมือง จากโจรผู้ร้าย รวมทั้งจากคนไม่เป็นที่รักด้วย

ส่วนอาการแห่งการให้ที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกซึ่งเป็นอย่างสุดท้ายก็คือ “สัปปุริสทาน 8 ประการ” อันได้แก่ การให้ทานด้วยของที่ สะอาด 1 ให้ของที่ประณีต 1 ให้ตามกาล 1 ให้ของที่สมควร 1 เลือกที่จะให้ 1 ให้อย่างเนืองนิตย์ 1 เมื่อให้แล้วจิตผ่องใส 1 และให้แล้วดีใจ 1

อาการที่ให้ทานและวัตถุที่ให้ทานมีความประณีต เช่น การให้ ข้าวและน้ำที่ สะอาดและมีความประณีตในการตั้งใจแสวงหาและทำมาให้ รวมถึงให้ตามกาลสมควร ให้อย่างเป็นประจำเนืองนิตย์ เลือกที่จะให้กับคนที่ดีหรือ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์อย่างนักบวช บริจาคของหรือให้ไปมากแล้วก็ไม่รู้สึกเสียดาย นั้นย่อมส่งผลให้อานิสงส์แห่งทานนั้นเกิดแก่ผู้ให้อย่างสมบูรณ์

คือได้เกิดในภพภูมิที่เป็นสุข หากเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นผู้ที่มีทั้งทรัพย์มาก รูปร่างผิวพรรณหน้าตาดี มีบริวารที่ดี ต้องการในสิ่งใดก็จะได้ตามกาลเวลาที่เหมาะสม ได้แต่ของที่ดีและประณีตและไม่มีเหตุให้ต้องสูญเสียในทรัพย์ทั้งจาก โจรผู้ร้าย ผู้มีอำนาจหรือ อุบัติภัยใดๆ ที่จะมาก่อให้เกิดความเสียหายได้เลย

ที่กล่าวมาทั้งหมดคือหลักและวิธีการสร้างบุญด้วยทานที่ให้ผลเร็วและแรงผลแห่งทานมีอานิสงส์มากโดยที่พระพุทธองค์กล่าวตรัสถึงอานิสงส์แห่งการให้ทานนั้นจะทำให้ผู้ที่ให้ได้รับผลบุญแห่งการทำทานปรากฏอยู่ในสีหสูตรว่า

“ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจแก่คนเป็นอันมาก คนดีเป็นอันมากย่อมพอใจคบหาผู้ให้ทาน (หมายถึงจะได้กัลยาณมิตรมาเพิ่ม) มีชื่อเสียงอันดีงามของผู้ให้และยังผลให้ชื่อขจรขจายไป มีความกล้าหาญองอาจไม่เกื้อเขินในที่ชุมชน และเมื่อละจากโลกนี้ไปแล้วย่อมบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์”

จะเห็นได้ว่าการที่พระองค์กล่าวเช่นนี้ก็เป็นไปตามหลักกฎแห่งกรรมว่าทำดีย่อมได้ดีเพียงแต่ได้ผลต่างกาลเวลากัน คือ 4 ประการแรกยังอานิสงส์ให้เกิดในภพชาติปัจจุบันและอย่างสุดท้ายส่งผลในภพชาติต่อไป

Read Full Post »

การสร้างบุญในทางโลก หมายความว่าอะไร

            การสร้างบุญที่เรารู้จักและคุ้นเคยก็คือ การไปวัดทำบุญด้วยการตักบาตร ถวายสังฆทานให้กับพระหรือไปทำบุญทอดกฐินร่วมงานวัด นั้นเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างบุญที่เราเรียกว่า ทาน ซึ่งจะขอกล่าวต่อไปในแง่ของทางธรรม แต่ในขณะที่เรายังดำเนินชีวิตอยู่ในเพศฆราวาสปกติอย่างนี้เราก็สามารถที่จะสร้างบุญในทางโลกให้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ

            หากลองพิจารณาให้ดีๆ จากหลักของบุญกิริยาวัตถุ 10 จะพบว่ามีอยู่ข้อหนึ่งที่กล่าวถึงทางมาแห่งบุญที่เรียกว่า “เวยยาวัจจมัย ด้วยการช่วยขวนขวายรับใช้หรือประกอบกิจการงานที่ชอบ”

            การขวนขวายทำกิจการงานที่ชอบก็คือการ “ประกอบอาชีพสุจริต” ชอบที่ว่าคือ ทั้งตัวเองชอบและผู้อื่นชอบด้วย คือ ตัวเราไม่เดือดร้อนกับอาชีพนั้นและคนอื่นก็ไม่เดือดร้อนจากการประกอบอาชีพของเรานี่แหละคือการสร้างบุญอย่างหนึ่งในทางโลก

            ดังนั้นถ้าเราอยากมีความสุขอยากร่ำรวยอยากได้บุญก็ต้อง ประกอบอาชีพที่ดีที่สุจริตถือได้ว่าเป็นการสร้างบุญไม่ต่างจากการบริจาคทานหรือการสร้างบุญประเภทอื่นๆ เพียงแต่เราจะได้บุญมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัยอีกทีหนึ่ง

            และการสร้างบุญประเภทนี้ก็เป็นไปตามหลักของกฎแห่งกรรมที่ได้กล่าวมาแล้วด้วยว่า เมื่อเหตุเป็นเช่นไรผลก็เป็นเช่นนั้น หากอยากจะร่ำรวยมีเงินทองใช้ก็ต้องประกอบอาชีพสุจริตทำมาหากินอย่างขยันขันแข็งคือต้องหมั่นขยันหาทรัพย์เมื่อหามาได้แล้วก็ต้องรู้จักรักษาทรัพย์ที่หามานั้นให้ได้ รู้จักคบคนดีที่เป็นกัลยาณมิตรที่จะไม่พาให้ชีวิตเราตกต่ำและต้องเลี้ยงชีวิตให้เหมาะสมกับฐานะของตนเอง

พระพุทธองค์ไม่เคยตรัสว่าความร่ำรวยนั้นเป็นบาปหรือเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะมี เพียงแต่การประกอบอาชีพเพื่อสร้างความร่ำรวยนั้นอย่าให้สร้างความเดือดร้อนความทุกข์แก่ผู้อื่น พระองค์จึงบัญญัติเรื่องการประกอบอาชีพที่ไม่ชอบธรรม 5 ประการ (มิจฉาวณิชชา) ซึ่งถือเป็นมลทินในพระพุทธศาสนาเป็นที่สุด ได้แก่

1. การค้าขายเครื่องประหารหรืออาวุธทุกประเภท การค้าขายอาวุธที่จะใช้ทำร้ายกันหรือเบียดเบียนกันอันจะเป็นการทำร้ายสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น มีด ดาบ หรืออาวุธที่ทันสมัยแค่ไหนก็ตามแม้จะได้สร้างความร่ำรวยมหาศาลให้กับผู้ที่ประกอบอาชีพนี้ก็ไม่อาจจะสร้างความสุขที่แท้จริงและบุญให้เกิดขึ้นได้นอกจากจะไม่ได้บุญแล้วยังกลายเป็นการก่อบาปทางอ้อมแม้ว่าเราจะไม่ได้นำอาวุธนั้นไปสังหารใครโดยตรงก็ตาม ถือเป็นการสนับสนุนให้ผู้อื่นได้นำสิ่งนั้นไปทำผิดศีลปาณาติบาตได้

2. การค้าขายมนุษย์ด้วยกันเอง เพราะมนุษย์เราย่อมมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนๆ กันสิ่งที่เราต้องการคนอื่นก็ย่อมต้องการเราไม่ควรจะนำร่างกายทั้งของตนเองและผู้อื่นไปค้าขายอันเป็นการสร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้น เช่น การค้าทาส,ค้าแรงงานผิดกฎหมายที่มีการเอารัดเอาเปรียบหรือการทารุณกรรมและการค้าประเวณีไม่ว่ารูปแบบใดๆ ก็ไม่ควรทั้งสิ้น

3. การค้าขายสัตว์เป็นและเนื้อสัตว์ที่ตัวฆ่าเป็นอาหาร เพราะจะก่อให้เกิดทุกข์และบาปกรรมติดตัวกับผู้กระทำเพราะเป็นการเบียดเบียนชีวิตกันโดยตรงส่งผลให้อาจมีอายุไม่ยืนยาวหรือต้องเผชิญกับโรคภัยต่างๆ มากมาย

แต่ว่าการค้าขายสัตว์เป็นเพื่อใช้เป็นอาหารเช่นสุกรหรือสัตว์ปีกอย่าง ไก่ เป็ดที่เป็นอาหารของคนส่วนใหญ่รับประทานนั้นนับได้ว่าเป็นอาชีพที่จำเป็นและมีเจตนาอ่อนเพราะจุดประสงค์ทำเพื่อเลี้ยงปากท้องทั้งตนเองและผู้อื่นจัดได้ว่าเป็น อาชีพที่อิงอยู่ในหลักกฎแห่งกรรมว่าด้วย “กฎัตตากรรม” หรือกรรมที่สักว่าทำ ผลของกรรมแม้จะเกิดขึ้นก็จะเป็นผลอย่างเบากว่าการฆ่าแบบมีเจตนาแรงโดยมุ่งหวังให้สัตว์นั้นได้ตายไปเฉยๆ

4. การค้าขายน้ำเมารวมไปถึงสิ่งเสพติดให้โทษทุกชนิด เพราะการค้าขายสิ่งเหล่านี้จะทำให้เป็นสาเหตุหลักให้เกิดการ “ขาดสติ”ไปอันจะเป็นเหตุให้หลงทางไปทำชั่วในทางอื่นๆ ได้อีกมากเช่นผู้ที่ดื่มสุราหรือเสพยาเสพติดจนขาดสติก็จะก่อเหตุทำผิดได้หลายกรณีตั้งแต่ การลุกขึ้นมาฆ่าเพื่อนในวงเหล้าด้วยกันเอง การลักขโมยเพื่อหาเงินไปดื่มเหล้าหรือเสพยา หรือการขาดสติจนเป็นเหตุให้ผิดประเวณีกับผู้อื่น

5. การค้าขาย ยาพิษหรือวัตถุมีพิษ ที่จะเป็นเหตุให้เกิดโทษกับสิ่งมีชีวิตทั้งปวงไม่ว่ากับคนหรือสัตว์ก็ไม่ควรที่จะทำเพราะทุกชีวิตต่างก็รักชีวิตของตน

อาชีพทั้ง 5 เหล่านี้จัดเป็นมลทินในพระพุทธศาสนาไม่ถือว่าเป็นการสร้างบุญด้วยวิธีการขวนขวายกิจการงานที่ชอบเพราะเป็นการเบียดเบียนผู้อื่น ซึ่งคุณผู้อ่านสามารถลองคิดตามได้ง่ายๆ ว่า คนที่ประกอบอาชีพเป็นพนักงานจำหน่ายยารักษาโรคแม้จะมีเงินเดือนที่น้อยแต่ก็จะเป็นผลดีเป็นความสุขและเป็นบุญได้มากกว่า เพราะเป็นการช่วยให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ทรมานจากโรคร้ายคือได้ผลบุญทั้งตัวผู้จำหน่าย คือมีความสุขอิ่มใจเกิดรายได้ ส่วนผู้ที่ได้รับยารักษาโรคไปก็นำไปรักษาโรคของตนเกิดความสุขกายและใจขึ้นเช่นเดียวกัน

ตรงกันข้ามกับคนที่ประกอบอาชีพค้าขายเหล้าเบียร์หรืออบายมุขทุกประเภท ที่แม้ว่าบางรายจะมีรายได้ที่สูงกว่ามากกว่าหรือแม้กระทั่งเป็นผู้ที่มีขนาดการจำหน่ายใหญ่โตระดับประเทศ แต่อาชีพนี้แม้จะก่อความสุขสร้างรายได้มหาศาลให้กับตนเองแต่ไม่ก่อให้เกิดบุญอย่างนี้ก็ไม่เรียกว่า เป็นการขวนขวายในกิจการงานที่ชอบ เพราะก็ต้องรับผลของกรรมที่ได้สร้างไว้แตกต่างกันไปตามกฎแห่งกรรม

            ที่กล่าวมานี้เป็นหนึ่งในวิธีการสร้างบุญให้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในแบบทางโลก ขอเพียงหมั่นประกอบอาชีพที่ดีสุจริตและเป็นประโยชน์กับผู้อื่นหรือสามารถสร้างความสุขให้กับผู้อื่นได้และให้กับตัวเราเองได้ก็นับได้ว่าได้สร้างบุญให้เกิดขึ้นอันจะเป็นตัวช่วยพยุงให้ชีวิตของเราไม่ตกต่ำลง

            แต่ทว่าการสร้างบุญเพียงทางโลกเพียงด้านเดียวนั้นยังไม่อาจนำพาให้เกิดกระแสบุญที่ใหญ่และมากพอที่จะเกื้อหนุนค้ำจุนรวมทั้งสนับสนุนส่งเสริมให้ไปถึงจุดมุ่งหมายหรือความสำเร็จที่เราตั้งความปรารถนาได้ควรจะกระทำการสร้างบุญอีกด้านคือในทางธรรมควบคู่กันไปด้วย

Read Full Post »

1. การสร้างบุญด้วยทาน

“อยากมีทรัพย์สมบัติให้ถึงพร้อมสมบูรณ์ต้องรู้จักทำทาน” เหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้ก็ขอนำส่วนหนึ่งของกฎแห่งกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงประทานไว้ให้กับสุภมาณพในพระไตรปิฎกจูฬกัมมวิภังสูตร สุภมานพถามพระพุทธองค์ว่า “ทำไมคนบางคนเกิดมายากจน คนบางคนเกิดมาร่ำรวย” พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

“คนบางคนเกิดมายากจน เพราะชาติปางก่อนเขาเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว ไม่รู้จักบริจาคทาน จึงเกิดมายากจน ส่วนคนที่เกิดมาร่ำรวย ได้พ่อแม่ร่ำรวย เกิดมาในสกุลที่ร่ำรวย ก็เพราะว่าชาติก่อนนั้นเขาเป็นคนที่บริจาคทาน ยินดีในการบริจาค ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว”

นี่แหละคือสาเหตุแห่งการทำบุญด้วย คำว่า ทานนั้นหมายถึง การให้ความบริสุทธิ์ใจโดยไม่หวังผลตอบแทน การทำทานนั้นมักจะมีความสับสนกับคำว่าทำบุญเนื่องจากในชีวิตประจำวันเวลาที่เราไปถวายของแก่พระภิกษุเราก็มักพูดกันว่า เราไปทำบุญมา แต่เวลาเจอขอทานหรือบุคคลที่ยากจนลำบากมากกว่าตนหรือด้อยกว่าตนเมื่อให้ทรัพย์เพื่อเกื้อหนุนช่วยเหลือเขาไปก็จะเรียกว่า “ทำทาน” แต่จริงๆ แล้วการให้นั้นไม่ว่าจะให้กับใครก็เรียกว่าเป็นทานทั้งสิ้น

การที่บอกว่าบุญกิริยาวัตถุ 10 สามารถขมวดรวมได้เป็นวิธีการสร้างบุญ 3 หมวดใหญ่ ว่าทาน ศีล และภาวนาก็เพราะเหตุนี้เอง ทานนั้นเราสามารถแบ่งได้ตามวัตถุที่เราจะให้คือ

1. อามิสทาน คือการให้สิ่งของวัตถุต่าง ๆเป็นทาน ไม่ว่าจะเป็นการไปถวายข้าวของเครื่องใช้ การสร้างศาสนสถาน หรือให้การลงแรงช่วยเหลือขวนขวายงานที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นใดๆ ก็นับได้ว่าเป็น ทานในรูปแบบนี้

การให้อามิสทานนั้นยังแบ่งไปตามคุณภาพของสิ่งที่เรานำไปทำทานได้เป็น 3 อย่างคือ

1. ทาสทาน การให้ของที่ด้อยกว่าที่ตนเองใช้ ซึ่งได้บุญน้อยที่สุด

2. สหายทาน การให้ของที่เสมอกับตนเองใช้ ซึ่งได้บุญมากขึ้น

3. สามีทาน การให้ของที่ดีกว่าตนเองใช้ ได้บุญมากที่สุด

เพราะเหตุใดจึงกล่าวว่าการให้ทาสทานได้บุญน้อยกว่าสหายทานและสามีทาน ก็เพราะ สิ่งของที่ยิ่งมีค่าน้อยตามสามัญสำนึกและจิตของคนเราโดยธรรมชาติจะมีความ “เสียดาย” น้อยกว่าสิ่งที่มีค่าหรือของดีมากกว่า

คนที่สามารถสละสิ่งของที่มีค่าของที่ดีกว่าตนเองใช้ให้ผู้อื่นนั่นแสดงว่า เขาผู้นั้นสามารถละความโลภ ความหวงแหนในทรัพย์ได้มากกว่า การจะสละสิ่งของที่มีค่าดีกว่าที่ตนเองมีให้ผู้อื่นนั้นเป็นเรื่องทำได้ยาก เป็นการชำระจิตใจให้ความตระหนี่ออกจากตัวได้มากกว่านั่นเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับว่าสิ่งของนั้นจะมีค่าหรือราคามากตามที่มนุษย์ปุถุชนต่างสมมติกันขึ้นมาหรือไม่ เพราะทุกสิ่งเป็นของกลางๆ เป็นของประจำโลกที่มีอยู่แล้ว ต่างเกิดขึ้นตั้งอยู่และเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา

นอกจากนี้ การให้ทานจะได้บุญมากหรือน้อยยังขึ้นอยู่กับ “เจตนา” ของผู้ที่ให้ทานนั้นอีกด้วยโดยถ้าเราให้ทานแบบเฉพาะเจาะจงแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเราเรียกว่า “ปาฎิปุคลิกทาน” คือตั้งใจเพื่อที่จะสร้างความสุขให้กับบุคคลใดเพียงบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะแต่ถ้าเป็นทานที่ให้โดยไม่เจาะจงหวังให้ทานนั้นเกิดขึ้นเป็นของกลางเป็นของส่วนรวมเราเรียกว่า “สังฆทาน” อันจะยังประโยชน์ให้กับส่วนรวมได้มากกว่าก็ย่อมเกิดผลบุญมากกว่าการให้บุคคลๆ เดียว

2. ธรรมทาน คือการให้ความรู้ การยกบุญให้ การอนุโมทนาบุญ การให้ธรรมะที่เป็นวิทยาทานแก่คนอื่นการให้อภัย จัดอยู่ในรูปแบบของทานประเภทนี้ซึ่งการให้ธรรมทานนั้นเปรียบเสมือนการให้ประทีปส่องทางสว่างให้ชีวิตได้ดำเนินไปในทางที่ถูกต้องดีงาม จึงเป็นทานที่อานิสงส์ยิ่งใหญ่กว่าทานทั้งปวง

Read Full Post »

           ตอนนี้เราพอจะรู้จักความหมายของคำว่าบุญและมีวิธีการสร้างบุญมากมายแต่ก่อนจะกล่าวถึงเรื่องของวิธีการสร้างก็ต้องทำความเข้าใจเหตุให้ตรงก่อนว่า การที่เราต้องสร้างบุญนั้นเพื่ออะไร

           จากหลักการของกฎแห่งกรรมที่ได้กล่าวมาแสดงให้เห็นว่าคนเรามีทุกข์หรือมีสุขก็เพราะการกระทำของตนเองเป็นเหตุถ้ามีความทุกข์มากก็แสดงว่าทำบาปไว้มาก และการที่เราต้องหมั่นสร้างบุญไว้มากๆ ก็เพราะชีวิตจะได้มีความสุขให้พร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ,รูปสมบัติ และคุณสมบัติแห่งความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์โดยการสร้างบุญบารมีทั้ง 10 ประการโดยสรุปรวมความไว้ได้ 3 หมวดสำคัญคือ ทาน ศีล และ ภาวนา ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับที่พระพุทธเจ้าได้บำเพ็ญเพียรเมื่อครั้งที่พระองค์ยังเป็นพระโพธิสัตว์มานับภพชาติไม่ถ้วนก่อนที่จะได้ลักษณะของมหาบุรุษมาครบถ้วนทั้ง 32 ประการ

            บุญจากการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนานั้นจะไปกำจัดกิเลสกองใหญ่ 3 อย่างคือ โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ ทรัพย์สมบัติ รูปสมบัติ และคุณสมบัติแห่งความเป็นมนุษย์เสื่อมลง

            บุญที่เกิดจากการสร้างทานจะไปกำจัด โลภ หมายความว่า ความโลภ ความอยากได้มากๆ จะเป็นสาเหตุให้อยากจะเอาสิ่งของผู้มาจากทีแรกก็พยายามจะเอามาให้ได้อย่างชอบธรรมแต่พอพยายามจริงๆ แล้วยังไม่ได้สักทีก็เริ่มที่จะสรรหาวิธีการที่ไม่ชอบธรรมมาใช้ และถ้าใครมีความโลภมากๆ ใจก็จะไม่เคยอิ่ม ไม่เคยพอ ความโลภจึงเป็นตัวการสำคัญที่จะทำให้ทรัพย์สมบัติให้หมดหรือพร่องไปเรื่อยๆ แต่ถ้าใครที่ได้หมั่นทำทานอยู่เสมอ ก็จะละจิตใจเรื่องความโลภออกทำให้ไม่เพ่งเล็งทรัพย์ของคนอื่นและด้วยผลบุญจากการให้ทานก็จะดึงดูดให้เกิดโภคทรัพย์มากขึ้น

            บุญที่เกิดจากการรักษาศีลจะไปกำจัด โทสะ คือความโกรธ ความพยาบาทอาฆาตผู้อื่น ถ้าใครรักษาศีลไม่ดีก็จะทำให้ความโกรธนั้นกำเริบขึ้นเพราะความโกรธนั้นมีอยู่ในกมลสันดานของมนุษย์ทุกคนเป็นธรรมดา เมื่อโกรธจนควบคุมตนเองไม่ได้เพราะไม่เคยรักษาศีล ก็จะนำพาตนเองไปทำร้ายคนอื่นจนได้รับบาดเจ็บ พิกลพิการหรือแม้กระทั่งถึงตาย จนเป็นสาเหตุให้ตนเองมีรูปร่างอัปลักษณ์ หรือ พิกลพิการเช่นเดียวกัน

            บุญที่เกิดจากการภาวนา จะไปกำจัดโมหะ คือความหลงผิด คือไม่รู้ไม่เห็นไปตามความเป็นจริงเป็นตัวการที่จะทำให้ “คุณสมบัติ” ของความเป็นมนุษย์คือ ความเฉลียวฉลาด ไหวพริบปฏิภานที่จะดำรงชีวิตอยู่อย่างสุขสบายและถูกต้องตามทำนองคลองธรรมนั้นบกพร่องลงไป

            กิเลส 3 กองใหญ่อันเป็นที่มาของความทุกข์ทั้งหลายนี่เองเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เราต้องหมั่นสร้างบุญบารมีเอาไว้มากๆ เมื่อหมั่นสร้างบุญให้มีกำลังเหนือกิเลส 3 กองเหล่านี้ได้ ก็จะทำให้ความทุกข์ทั้งหลายลดน้อยลงเพราะบุญจะไปดึงดูดทั้ง ทรัพย์สมบัติ รูปสมบัติ และคุณสมบัติที่สมบูรณ์มาสู่ตัวเรา การสร้างบุญจึงเป็นเรื่องสำคัญของชีวิตที่จะต้องทำให้เป็นนิสัยจนกระทั่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปเลย

แต่ทว่าเรื่องของการสร้างบุญให้ถูกวิธีนั้นแม้เราจะทราบว่ามีช่องทางมาแห่งการสร้างบุญมากถึง 10 ประการซึ่งขมวดรวมกันเป็น 3 หมวดใหญ่ คือ ทาน ศีล และภาวนา แต่บางทีเราอาจไม่รู้ว่าเราจะทำได้อย่างที่กล่าวมานี้หรือไม่หรือมีความเข้าใจในเรื่องการสร้างบุญเช่นนี้จริงหรือเปล่า ซึ่งผู้เขียนขอแบ่งแยกประเด็นให้ชัดเจนก่อนว่า บุญนั้นสามารถสร้างได้ง่ายๆ และไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินกว่าทำความเข้าใจ

รู้จักวิธีการสร้างบุญ

            เข้าใจให้ตรงกันก่อนอีกสักนิดว่า บุญกับความสุข นั้นเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกันแต่มีความแตกต่างกันตรงที่ว่า บุญนั้นนอกจากจะยังความสุขให้กับตัวเราเองแล้วยังสามารถยังประโยชน์ให้กับผู้อื่นได้ด้วย ถ้าสิ่งที่เราได้ทำนั้นสร้างความสุขให้กับเฉพาะตัวเราเพียงคนเดียวทำให้เราจิตใจเราเบิกบานแต่ผู้เดียว แต่กลับเป็นโทษกับผู้อื่นเราไม่อาจจะเรียกว่าสิ่งนั้นหรือการกระทำนั้นเป็นบุญได้

            การสร้างบุญขึ้นมาจึงควรจะเป็นความสุขที่เกิดขึ้นทั้งต่อตนเองและผู้อื่นมองได้ทั้งในทางโลกและทางธรรม

Read Full Post »

Older Posts »