Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for พฤษภาคม, 2011

ในชีวิตของคนเราเวลาที่มีความสุข ได้โชคลาภ ได้อะไรๆ ที่ต้องการนั้นมาจากที่ผลบุญที่ทำมานั้นได้ส่งผล แต่เวลาพบกับความทุกข์ พบกับอุปสรรคต่างๆ ทำอะไรก็ไม่ขึ้น หยิบจับอะไรเป็นเสียหาย ไร้คนช่วยเหลือมองไปทางไหนก็มืดมน เหมือนที่เรียกกันว่า “มืดแปดด้าน” หรือที่คนทั่วไปชอบเรียกกันว่า “ดวงตก” นั่นแหละ ที่สาเหตุนั้นมาจากรรมอย่างแน่นอน ไม่ได้มาจากการเดินทางของดวงดาวแต่อย่างใดเพราะเรื่องการเคลื่อนย้ายองศาต่างๆ ของดาวนั้นไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือพูดง่ายๆ ว่าไม่ได้มาส่งผลอะไรโดยตรงกับคนและสัตว์ทั้งหลาย อาจจะมีบ้างในเรื่องของกลางวัน กลางคืน น้ำขึ้นและน้ำลงซึ่งเป็นไปตามกลไกที่ธรรมชาติดำรงไว้เพื่อความสมดุล

แต้อย่างไรก็ตาม ในความเข้าใจของคนมักจะเรียกกันว่า “ดวงตก” ในบทนี้ก็ขอเรียกแบบนั้นแล้วกันเพื่อจะได้เข้าใจตรงกัน แต่อย่าลืมว่ามาจากกรรมทั้งสิ้น ไม่ได้มาจากดวงดาว(เรื่องดวงดี ดวงไม่ดีกล่าวไปแล้วในบทก่อนๆ)

สำหรับกรรมที่ว่านี้เป็นทั้งกรรมเก่าและกรรมใหม่ฝ่ายไม่ดี ที่มีกำลังและถึงเวลาส่งผล วิธีที่จะแก้ไขนั้นต้องพิจารณาเป็นอย่างแรกก็คือ กรรมปัจจุบัน ต้องย้อนกลับไปพิจารณาจากสิ่งที่เราทำมาไม่ว่าจะเป็นการประกอบอาชีพการงานใดๆ ก็ตาม ความคิด ความประพฤติของเรานั้นถูกต้อง ถูกธรรมหรือไม่

ต้องหาสาเหตุให้เจอว่าเป็นเพราะอะไรถึง ต้องยอมรับความจริงถึงจะแก้ได้ ซึ่งร้อยทั้งร้อยไม่เชื่อว่ากรรมมีจริงหรือเพราะความไม่รู้ จึงละเมิดผู้อื่น สิ่งอื่นจนเกิดกรรมไมดีขึ้นมา

เช่น เคยแอบไปเบียดเบียนใครเขามา เคยไปคดโกง ยืมเงินคนอื่น แอบพรากประโยชน์ผู้อื่น เห็นแก่ได้จนคนอื่นเขาเสียหาย ทำการค้าแบบไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ เป็นคนที่ประมาทในชีวิตยังคงเกียจคร้านไม่แสวงหาสิ่งดีๆ สิ่งที่ถูกต้องมาสู่ชีวิต เป็นต้น

เรื่องเหล่านี้เหมือนกับเราเดินทางชีวิตที่ผิดทางไปจากความสำเร็จ ความร่ำรวยที่เราปรารถนาจะได้ไม่ว่าจะอยู่ในระดับไหนก็ตาม หรือเราเองนั้นเอาก้อนหินขนาดใหญ่ไปปิดทางน้ำด้วยตัวเอง ซึ่งก็คือการไปสร้างบาปปิดทางบุญของตัวเองไว้

เรื่องเหล่านี้เราต้องหาให้เจอเสียก่อน เพราะเหตุจากกรรมไม่ดีเหล่านี้ เป็นกรรมใหม่ที่เราปรับปรุงแก้ไขได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องเปลี่ยนเพื่อเปลี่ยนทิศทางเดินชีวิตเสียใหม่ เราเองก็รู้ว่าเราทำแบบนั้นเราได้ผลอะไรกลับมา เราเป็นคนที่ทำร้ายตัวเอง ทำตัวเองให้ดวงตกหรือไม่

เรื่องไม่ดีเหล่านี้มันเหมือนจุดดำๆ หรือคราบสกปรกที่อาจจะเริ่มจากจุดเล็กๆ แต่มันสะสมเรื่อยๆ จนผ้าที่เคยขาวนั้นดำสนิท ชีวิตจึงเหมือนอยู่ในความมืด จนคลำหาทางออกไม่เจอ หลายคนไปพึ่งหมอดู คนทรงเจ้าหรือไสยศาสตร์ที่ไม่ใช่ของจริง จนหมดเนื้อหมดตัวเหมือนอยู่ดีๆ ไปหาขี้โคลนมาใส่ผ้าขาวเข้าไปอีก ซึ่งขออนุญาตบอกถึง การแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาคือ

ต้องปรับความเชื่อเสียใหม่ จากที่หลงผิดทางหรือเกิดมิจฉาทิฐิ (มิจฉาทิฏฐิ) ขึ้นในใจที่เป็นความมืดให้กลับมาสู่ทางสว่างหรือสัมมาทิฐิ (สัมมาทิฏฐิ) ต้องปรับใจตนเองเสียก่อน ถ้าไม่ปรับใจเสียก่อน ก็แก้ไขอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น

ดังเช่นอยากจะไปเชียงใหม่แต่ดันขับรถลงไปทางใต้  ต่อให้อีกร้อยชาติ พันชาติก็ไปไม่ถึง ไม่ว่ารถยนต์จะมีกำลังดีแค่ไหนก็ตาม อยากจะให้ชีวิตดี แต่ยังหลงผิดไปว่าการทำกรรมชั่วนั้นจะทำให้ชีวิตดี

อยากจะมีความสุข มีเงินเยอะๆ รวยๆ แต่คิดไปว่าการไปเบียดเบียนคนอื่น โกงเขา ขโมยเขาเป็นเรื่องถูกต้อง ซึ่งมันไม่มีทางเป็นไปได้ บาปไม่เคยส่งผลให้เกิดบุญ บุญบริสุทธิ์นั้นก็ไม่เคยทำให้ใครบาป มันคนละทางกัน

กรรมนั้นเหตุมันเกิดที่ใจ และกรรมทุกกรรมที่เราทำมาว่าจะเป็นกรรมดีกรรมชั่ว จะหนักจะเบา จะถูกบันทึกไว้ในจิตใจทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเกิดไปอีกร้อยชาติ เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุล เปลี่ยนหน้าตา เปลี่ยนภพภูมิไป แต่จิตนั้นยังเป็นดวงเดิมที่ได้มีการบันทึกกรรมนั้นไว้ตลอดเวลา กรรมใดที่เป็นอโหสิกรรมแล้วก็จะไม่ส่งผลอีก ถือว่ากรรมนั้นยุติลงไปแล้ว

ต้องแก้ที่ใจเป็นอันดับแรก ต้องเชื่ออย่างไม่สั่นคลอนไม่สงสัยใดๆ ว่ากรรมนั้นมีจริง ใครทำดีต้องได้ดี ใครทำชั่วต้องได้ชั่ว ในบางครั้งอาจจะส่งผลช้าเพราะเป็นไปตามลำดับ ตามหน้าที่ ตามเวลา และมีปัจจัยอื่นประกอบด้วย แต่อย่างไรก็ต้องส่งผล กรรมหนักไม่ว่าฝ่ายใดก็ตามทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดี อย่างช้า 30 ปีหรือในชั่วชีวิตคนจะได้เห็นกัน

หากทำดีแล้วยังดวงตกอีก ทำอะไรก็ติดขัดไม่สำเร็จอีก อาจจะมาจากกรรมเก่าที่กำลังส่งผล โดยมีเจ้ากรรมนายเวรเขาตามรังควาน ตามอาฆาตมาดร้ายอยู่ จะใคร่ขอแนะนำเคล็ดวิชาจากครูบาอาจารย์ในการแก้ดวงตกที่มาจากกรรมเก่าให้ลองไปใช้กันดู (อย่าลืมว่าถ้าไม่เชื่อ ไม่มีความศรัทธาขอร้องว่าอย่าไปทำเลย เพราะไม่ได้ผล จิตมันไม่ถึงจะเสียเงินทองไปเสียเปล่าๆ)

1. ให้รักษาศีล 5 อย่างมั่นคง เพราะการรักษาศีล 5 จะเป็นเครื่องมือช่วยในการป้องกันไม่ให้เราไปละเมิดกรรมไม่ดีต่อผู้อื่นอีก เป็นการหยุดการทำชั่วอย่างสิ้นเชิง ซึ่งคนดวงตกทั้งหลาย ถ้าหากยังละเมิดศีล 5 อยู่ผลกรรมที่จะได้รับ จนอาจจะทนทานไม่ไหวเลยก็ได้ เพราะแค่กรรมเก่ามาส่งผลยังลำบาก ยังดวงตกดิ่งนรกขนาดนี้ หากยังไปทำกรรมชั่วอีกคงหนักขึ้นหลายเท่า

การรักษาศีลนั้นเป็นเรื่องเร่งด่วน อย่างน้อยต้องศีล 5 ถ้าดวงตกหนักมากอาจะจะต้องไล่ขึ้นไปอีกเป็นศีล 8 ศีล 10 หรือถึงขั้นต้องบวชเพื่อถือศีล 227 อาศัยร่มกาสาวพักตร์เป็นเกราะป้องกัน ดังที่คนโบราณหรือครูบาอาจารย์ในอดีตกาลท่านทราบทางแก้ไขเรื่องนี้ดี ท่านจึงมักจะให้บวชเสียถ้าหากคนนั้นพบกับวิบากกรรมหนักหรือดวงตกหนักๆ จนดูแล้วจะไปไม่รอด

2. ใส่บาตรทุกวัน การใส่บาตรทุกวันนั้น เป็นการเสริมบุญให้กับตัวเองแบบง่ายๆ ที่ทำได้ (ให้ย้อนกลับไปอ่านเรื่องอธิษฐานจิตเสียก่อนทำบุญ ในบทแรกจะเข้าใจในการใส่บาตรทั้งหมด

3. ทำสังฆทานใหญ่ เคล็ดวิชานี้มาจากครูบาอาจารย์ท่านสำคัญ ที่ขออนุญาตปิดชื่อของท่านไว้ก่อน ถ้าถึงเวลาเมื่อใดจะเรียนให้ทราบ  ครูบาอาจารย์ท่านสำคัญท่านนี้ได้เมตตาให้กับคนดวงตกมาแล้วมากมายมหาศาลและเกิดผลดีทุกคน ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีหลายท่าน นักการเมือง ทหารระดับใหญ่ของประเทศ นักธุรกิจการค้า คนทั่วไปที่กำลังรับผลกรรมเก่าจนยากจะรับมือไว้ เมื่อได้ทำครบถ้วนแล้ว ชะตาชีวิตดีขั้นอย่างทันตาเห็น ท่านเมตตาให้ทำดังนี้

– เตรียมอาหารคาวหวานครบ น้ำสะอาด ดอกไม้ธูปเทียน

– วัตถุทานที่จัดเป็นปัจจัย 4 คือ  เครื่องบวชพระไตรจีวร บาตรพระพร้อมตาลปัตร ยารักษาโรค ของใช้ของสงฆ์ต่างๆ ตามที่สมควร หนังสือธรรมะ 1 เล่ม

– พระพุทธรูปประจำวันเกิดของตน ให้หน้าตัก 9 นิ้วขึ้นไปไม่ว่าจะเป็นวัสดุใดใช้ได้ทั้งนั้น

– ถาดเงิน 1 ถาด (เอาไว้ใส่อาหารคาวหวานทั้งหมดรวมกัน)

– ถาดทองเหลือง 1 ถาด (เอาไว้ใส่ของสงฆ์และพระพุทธรูป)

– หากิ่งไม้สามง่าม 1 อันที่เหมือนเวลาเราทอดผ้าป่า

ถวายสังฆทานให้ได้บุญมากยิ่งขึ้น

ให้ไปถวายกับพระสงฆ์ที่เป็นเจ้าคณะจังหวัดที่ตนเองอยู่ หรือพระสงฆ์ที่มีเนื้อนาบุญสูงเท่าที่เราจะหาได้ ถ้าหาไม่ได้จริงๆ หรือไม่ทราบให้ถวายกับเจ้าอาวาสวัด  หรือถ้าอยากจะให้บุญมากมายมหาศาลให้ตั้งจิตถวายแด่พระพุทธเจ้าหรือ พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ หรือครูบาอาจารย์ที่เรานับถือ เพื่อให้อานิสงส์ของบุญจะได้มากขึ้นทวีคูณ

เวลาถวายให้เอากิ่งไม้นั้นตั้งขึ้นเหมือนที่เราเห็นในถังผ้าป่าทั้งหลาย เอาผ้าไตรจีวรนั้นพาด พระสงฆ์ท่านจะรับและชักออกไป เมื่อเสร็จสิ้นแล้วให้กรวดน้ำอุทิศบุญแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร

การที่ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำให้ถวายอาหารคาวหวานให้ครบนั้น เพราะเจ้ากรรมนายเวรบางท่านนั้นอยู่ในภาวะหิวกระหาย ไม่มีใครทำบุญไปให้ ยิ่งหิวก็ยิ่งโกรธแค้นหลายเท่ากับคนที่ทำให้เขาเป็นอย่างนี้ เครื่องบวชพระไตรจีวร นั้นจะเป็นเครื่องนุ่งห่มทิพย์ในกรณีที่เขาไม่มีเสื้อผ้าจะสวมใส่

การถวายพระพุทธรูปนั้นจะนำให้เข้าถึงระลึกได้ถึงพระพุทธเจ้าที่เป็นที่พึ่งของเขาได้จริง หนังสือธรรมะจะทำให้เขาเข้าใจในพระธรรมที่จะช่วยให้เขาพ้นทุกข์ได้จริง ลดความอาฆาตมาดร้ายลง ถาดเงิน ถาดทองนั้นเป็นการช่วยให้เขามีภาชนะเก็บกักของทิพย์ที่เขาได้รับและจะนำมาใช้เมื่อใดก็ได้ การทำสังฆทานใหญ่นี้ทำเดือนละ1 ครั้งตรงกับวันเกิดสำหรับท่านที่ดวงตกมากๆ ต้องรีบทำเสียโดนด่วน เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

หลายท่านที่ไม่มีเงินพอที่จะทำสังฆทานใหญ่แบบนี้ที่ต้องใช้เงินพอสมควร ขอแนะนำว่าให้ไปที่วัดใดก็ได้ที่มีการจัดเตรียมเครื่องสังฆทานไว้ให้แบบครบชุดที่เดี๋ยวนี้มีเกือบทุกวัด ให้ใช้วิธีทำผาติกรรมนำเงินใส่ซองจะ 10 บาท 5 บาทหรือเท่าใดก็ได้ ก็ครบถ้วนสมบูรณ์เหมือนกัน หรือถ้าวัดนั้นไม่มีก็ขอเมตตาจากพระสงฆ์ท่าน ส่วนมากทุกวัดจะมีสิ่งของที่บอกไว้ครบ  เราออกแรงขอท่านไปรวบรวมเอาสิ่งของดังกล่าวมาร่วมกันเป็นสังฆทาน แล้วขอผาติกรรมจากท่านก็ได้ เสร็จแล้วก็ไปคืนไว้ตามที่เอามา

หรือท่านใดที่ดวงตกแต่ไม่มีเงินจริงๆ หรือไม่สะดวกอยู่ในที่จำกัดไปไหนมาไหนไม่สะดวก ก็ให้เร่งถือศีล 5 และสวดมนต์ ทำสมาธิ เป็นการสร้างบุญโดยไม่ต้องเสียเงินแม้แต่บาทเดียว เพียง 3 อย่างเท่านี้ก็แก้ไขได้แล้วเพราะบางเจ้ากรรมนายเวรเขาต้องการเพียงเราสำนึกผิดกลับใจ และส่งบุญให้ เขาก็พอใจพร้อมถอนตัวออกไปจากการจองเวรนี้

หรือจะเพิ่มทานเข้าไปอีก เอาเงินสัก 1 บาทหรือสลึงหนึ่งก็ได้ใส่กระปุกไว้ก็ได้เพื่อจะให้ครบทั้งทาน ศีล ภาวนา ครบถ้วนในแต่ละวัน เมื่อเงินในกระปุกมีพอสมควรแล้วก็เอาไปถวายพระสงฆ์เป็นสังฆทานได้ ดังที่บอกมาแล้วในบทแรกเลย

ธ.ธรรมรักษ์ เองก็ใช้วิธีนี้ในทุกเช้าโดยการทำทานหยอดเงินใส่กระปุกก่อนให้เป็นทาน อธิษฐานจิตเป็นสังฆทาน แล้วจึงสวดมนต์สมาทานศีล และทำสมาธิในทุกเช้า ชีวิตจากที่เคยลำบากมากเจ้าหนี้คอยตามรังควาน บ้านจะโดนยืด รถยนต์โดนยืด มีแต่เรื่องที่ทำให้เสียหายมากมายก็ทุเลาขึ้น จนดีวันดีคืนจนถึงปัจจุบัน จึงอยากจะบอกกล่าวให้ลองไปทำกันดู

หรือแม้แต่ไม่มีเงินก็เอาแรงงานไปเช็ดถู ไปปัดกวาดลานวัด ทำความสะอาดหน้าพระประธาน พระพุทธรูปที่รายล้อมอยู่ตามศาลาวัด ไปช่วยเขาขนทรายขนปูนที่มีการก่อสร้างอะไรในวัดก็ตาม ไปช่วยกิจของสงฆ์ ทั้งไปช่วยโรงครัว โรงทานทำอาหารถวาย ช่วยล้างผลไม้ปอกผลไม้ ล้างจาน กวาดวัด ล้างห้องน้ำ หรืออะไรก็ได้ที่เป็นของส่วนรวม แล้วอุทิศบุญที่ทำนี้ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรเขา และอธิษฐานขอให้เป็นสังฆทานได้ทั้งนั้น อย่าไปคิดแต่เพียงว่าต้องใช้เงินอย่างเดียวเท่านั้น

สำหรับการกรวดน้ำ ควรทำทุกครั้งหลังจากสร้างบุญเสร็จเพื่อที่จะได้ไม่ตกหล่น ถ้าลืมหรือติดธุระอะไรไม่ได้ทำ ถ้าเรานึกได้เมื่อใดให้กรวดน้ำใหม่ทันทีไม่ว่าเวลาไหนก็ตาม บุญที่เราทำนั้นไม่ได้หายไปไหน ซึ่งเห็นได้จากบุญเก่าและบาปเก่าในอดีตชาติที่กำลังส่งผลให้เราอยู่ในขณะนี้ก็ไม่ได้หายไปไหนเช่นกัน

น้ำที่ใช้ควรเป็นน้ำสะอาดเพื่อสื่อได้ง่ายและเร็วเสร็จแล้วให้เอาน้ำนั้นไปเทราดใต้ต้นไม้กลางแจ้ง ในเวลาที่เทให้ตั้งจิตอีกครั้ง กล่าวขอให้พระแม่ธรณี ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ท้าวยมราช มาเป็นสักขีพยานในการสร้างบุญ ให้ท่านทั้งหลายที่เราอุทิศบุญให้มารับบุญไป ก็ถือว่าเป็นอันเสร็จสิ้นครบทุกประการตามหลักครูบาอาจารย์ตั้งแต่ครั้งโบราณ

แต่ถ้าไม่แน่ใจว่า ดวงจิตวิญญาณที่เราตั้งใจอุทิศบุญไปให้นั้น ท่านจะมารับได้หรือไม่ เพราะบางดวงจิตวิญญาณถ้าไม่อยู่ในสภาวะที่รับได้เขาก็รับไม่ได้ เช่น ถูกลงโทษในนรกชั้นลึกที่สุดเพราะกรรมหนักเขาก็มาไม่ได้ เหมือนนักโทษประหารหรือนักโทษขั้นเด็ดขาดที่ห้ามเยี่ยม ห้ามทุกอย่างไว้เพราะทำกรรมหนักไว้ แต่มีวิธีแก้ไขให้ขอเมตตาฝากบุญไว้กับพระแม่ธรณี ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ท้าวยมราชไว้ เมื่อใดก็ตามที่เขาพร้อมจะรับบุญได้ ท่านจะเมตตาส่งเคราะห์ส่งบุญให้ได้

สังฆทานนั้นยิ่งทำบ่อย ยิ่งดีทั้งสองทางทั้งสร้างบุญใหญ่และลดกรรมไม่ดีได้เร็วมากยิ่งขึ้น

4. ต้องสวดมนต์และทำสมาธิทุกวัน สองสิ่งนี้ขาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด การสวดมนต์เพื่อปรับฐานบุญและทำให้ตนเองเกิดมงคล และการทำกรรมฐานแก้กรรมหรือที่เรียกกันว่า “สมาธิแก้กรรม” นั้นเป็นของจริงที่พิสูจน์กันมาตั้งแต่ครั้งโบราณแล้ว

การสวดมนต์นั้นควรทำในตอนเช้าและก่อนนอน อย่าลืมว่าต้องมีบทพื้นฐานดังที่กล่าวไปแล้วในบทปลุกเสกตัวเองให้ศักดิ์สิทธิ์บทก่อน และอยากแนะนำให้สวดบทยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกทุกครั้ง  ถ้าอยากเอาให้ได้ผลแบบเร็วทันใจให้สวดเลยอายุตนเอง 1 บท เช่น อายุ 30 ปีให้สวด 31 จบ ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 15 วันอย่าขาด

เมื่อสวดมนต์แล้วให้นั่งสมาธิและวิปัสสนาต่ออย่างน้อยวันละ 30 นาที เมื่อออกจากสมาธิเจริญภาวนาแล้วให้แผ่เมตตาอุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวนทันที แบบเจาะจงด้วยว่า โดยเฉพาะเจ้ากรรมนายเวรที่กำลังตามมารังควานให้เกิดอุปสรรคอยู่ในขณะนี้ให้มารับบุญที่เกิดขึ้นนี้ แม้ว่าดวงจะดีแล้ว ก็อย่าหยุดทำให้ทำต่อไป ดวงจะดียิ่งขึ้นร้อยเท่าพันเท่า

5. สงเคราะห์ปล่อยสัตว์ ให้ไปปล่อยปลาหมอหรือปลาไหลวันละ 8 ตัวทุกวันติดต่อกัน 7 วัน หรือให้ครบ 7 ครั้งใน 1 เดือน การปล่อยสัตว์ก็ให้ไปดูเรื่องการสงเคราะห์ปล่อยสัตว์แบบได้บุญมาก ถ้าหาปลาหมอหรือปลาไหลไม่ได้ใช้ปลาอะไรก็ได้ที่คนเอามาทำเป็นอาหารแบบว่าเขาต้องตายแน่ๆ  ถ้าเราไม่ไปช่วยเขาไว้ ไปที่ตลาดแล้วบอกแม่ค้าว่า ให้เลือกปลาที่คิดว่ากำลังจะฆ่าให้หน่อย ในสมัยพุทธกาล เณรน้อยที่แม้ถึงฆาตได้ช่วยปลาจากปลักให้ไปอยู่ในแหล่งน้ำสมบูรณ์ ยังรอดตายได้ แค่ดวงตกแค่นี้ยิ่งได้ผลหลายเท่า

6. ร่วมสร้างถาวรวัตถุใหญ่ๆ ทางพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป โบสถ์ วิหาร หรืออะไรก็ตามที่เป็นของใหญ่ๆ และเป็นประโยชน์ต่อคนหมู่มาก จะเป็นทานใหญ่ที่ก่อให้เกิดโชคลาภ สำหรับการร่วมบริจาคนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นเงินมาก เท่าใดก็ได้ แต่ต้องให้ตรงกับจำนวนหรือมากกว่าที่ตั้งใจไว้ เช่น ตั้งใจทำ 1 บาทก็ต้อง 1 บาทอย่าไปลดบุญตัวเองด้วยการทำเพียง 50 สตางค์เพราะเสียดาย ให้ทำตามที่เราตั้งใจจริงๆ เท่าไหร่ก็เท่านั้น

Read Full Post »

สำหรับท่านที่ดวงตกและมีปัญหาเรื่องเงินอย่างหนักนั้น นอกจากที่แนะนำไปข้างต้นแล้ว ขอแนะนำเพิ่มเติมถ้าอยากจะให้ดีขึ้นแบบทันตาเห็น ให้ทำดังนี้

– ต้องสวดมนต์พระคาถาเงินล้านของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำอย่างน้อยวันละ 9 จบ ในทุกวันถ้าทำได้ว่างเมื่อไหร่ก็ให้สวดเมื่อนั้น ถ้าติดขัดการเงินแบบหนักหนาสาหัสสากรรจ์เจียนจะตายเสียให้ได้ให้ตั้งใจท่องพระคาถาวันละ 108 จบ

สำคัญมากๆ ก็คือในเวลาที่ท่องนั้น ห้ามเอาจิตไปคิดถึงเรื่องเงินแบบให้ได้มาเร็ว ให้ถูกหวย ให้มีลาภใหญ่หรือความโลภอะไรก็ตามเพราะกรรมทางใจไม่ดีเหล่านี้จะไปหน่วงกรรมดีและสิ่งที่ควรได้ ต้องปล่อยใจให้สบายๆ คิดว่าเป็นการสวดเพื่อโมทนาพระคุณความดีของหลวงพ่อปาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำก็พอ

– ต้องใส่บาตรทุกวันหรือหมั่นทำบุญทุกวันไม่ว่าจะเป็นทาน ศีล ภาวนา แล้วอุทิศบุญให้กับหลวงพ่อเงินไหลมาเทมา พระพุทธรูปปางอุ้มบาตรที่อยู่ที่วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี หากมีโอกาสให้ไปไหว้ท่านที่วัดท่าซุงเลย ถ้าไม่มีเวลาให้ดูในรูปประกอบบทนี้

อุทิศบุญให้กับพรหมเทพเทวดาที่รักษาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดท่าซุงทั้งหมดและที่ดูแลรักษาหลวงพ่อเงินไหลมาเทมา อุทิศบุญเพื่อโมทนาพระคุณความดีหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ครูผึ้ง ครูแจงและทุกท่านที่เอาพระคาถามาเผยแพร่ อุทิศบุญให้เทวดารักษาตัว เทวดาที่ดูแลบ้านเรือนและร้านค้า สถานที่ทำงาน

อุทิศบุญให้เจ้ากรรมเจ้ากรรมนายเวรแบบต้องเฉพาะเจาะจง เรามีเรื่องใดที่ต้องเร่งแก้ไขด่วนให้กล่าวถึงเจ้ากรรมนายเวรแบบนั้นเลย เช่น โดยเฉพาะเจ้ากรรมนายเวรที่ทำให้ตกงานอยู่ในขณะนี้ หรือโดยเฉพาะเจ้ากรรมนายเวรที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องเงินอย่างหนักในขณะนี้ หรือโดยเฉพาะเจ้ากรรมนายเวรที่ทำให้เกิดปัญหาทางการค้าอย่างรุนแรงในขณะนี้ เป็นต้น

– รักษาศีล 5 เท่าชีวิตเท่าที่ทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศีลข้อที่ 4 และศีลข้อที่ 5 ต้องถือสัจจะห้ามผิดคำพูดเป็นอันเด็ดขาด คำพูดนี้สำคัญมากแม้แต่มหาโจรยังถือข้อนี้เป็นอันดับแรกเลย และห้ามกินเหล้าเมายาทั้งสิ้น และเพราะถ้าผิดศีล 2 ข้อนี้แล้ว ถือเป็นกรรมตรงที่จะไปขัดขวางเรื่องดีๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตไม่ให้เกิดขึ้นเลย

– เมื่อสวดพระคาถาเสร็จแล้วให้ตั้งจิตอธิษฐานกล่าวดังนี้ 

“ขอบุญบารมีแห่งพระคาถา หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ โปรดดลบันดาลให้….(ตามที่เราปรารถนาให้เกิดขึ้น และต้องเป็นเรื่องเดียว ถ้าเรื่องเงินก็เงิน จำนวนเท่าไรก็ต้องเท่านั้น เรื่องการค้าก็การค้า อย่าขอมั่วไปหมด เมื่อได้เรื่องใดเรื่องหนึ่งค่อยขอเรื่องต่อไปที่ต้องการ อีกทั้งห้ามบนบานติดสินบนเด็ดขาด)

เคล็ดวิชานี้ใช้ได้ผลมามากมายทั้งคนที่ตกงานหางานทำไม่ได้ คนที่เป็นหนี้สินที่แทบฆ่าตัวตาย คนที่สิ้นหวังในชีวิต รอดมาแล้วทั้งนั้น แต่ต้องทำจริง อย่าทำเล่นหากท่านทำได้ทำครบถ้วนทุกประการที่ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำแล้ว  รับรองว่าทุกท่านจะได้รู้ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตด้วยตัวเองในเวลาไม่นานนัก 

พระคาถาเงินล้านของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ

ก่อนสวดพระคาถาให้ตั้งจิตให้นิ่ง ท่องนะโมฯ 3 จบ

สัมปจิตฉามิ

นาสังสิโม พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ

พรหมมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม

มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เมมิเตพาหุหะติ                  

พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา 

วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม

สัมปติจฉามิ

เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ

(***สวดทุกวันอย่างน้อย 9 จบถ้าดวงตกหนักมากหรือการเงินติดขัด การค้ามีปัญหา มีแต่เรื่องร้ายๆ ให้สวด 108 จบหรือมากได้ตามกำลังศรัทธา คาถาบทนี้กล่าวไว้ในบทแรกแล้ว แต่ขออนุญาตนำมาลงซ้ำ เพราะตรงกับการแก้ไขในเรื่องนี้โดยเฉพาะ)

การอธิฐานพิเศษเมื่อดวงตก (ได้รับเมตตาจากอาจารย์คนเมืองบัว)

จุดธูป 39 ดอก ที่โล่งแจ้งนอกชายคาบ้าน

ช่วงเวลาจุด 06.00 น. ถึง 12.00 น.

ตั้งนะโม ฯ 3 จบ ตั้งจิตให้นิ่งแล้วอธิษฐาน  ดังนี้

          “ ข้าพเจ้าชื่อ………………….นามสกุล…………………………..อายุ………..ปี (ถ้าเปลี่ยนชื่อให้กล่าวชื่อเดิม)

            ขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ หลวงพ่อปานวัดบางนมโค หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ อีกทั้ง เทวดาที่คุ้มครองและท่านท้าวพระยายมราช จงได้โปรดสงเคราะห์ ระงับกรรมที่เป็น อกุศล  ที่มาตัดรอนชีวิต อายุ การเงิน การงาน ความสุขในครอบครัวไว้ก่อน เพื่อที่จะให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสสำเร็จประโยชน์ ในทุกสิ่ง เพื่อที่จะได้บำเพ็ญบารมี ทานศีลภาวนา ในการอันสมควร และขอให้บริวารอยู่ในปกครอง อุปสรรคในกิจการงานจงอย่ามีแก่ข้าพเจ้า”

 

หากอ่านแล้วเข้าใจทั้งหมดแล้วได้ลงมือทำ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปถ้าทำครบถ้วนถูกต้อง ต่อให้ “ดวงตก” มีปัญหาเรื่องเงินแค่ไหน เราก็แก้ไขได้ ชีวิตก็จะมีแต่ความสุข ความเจริญหลั่งไหลเข้ามาแบบไม่ขาดสาย

Read Full Post »

ในบทแรกที่พูดถึงการทำบุญที่ต้องทำเจตนาบริสุทธ์ทั้ง 3 ระยะทั้งก่อนทำ ขณะทำและหลังทำ โดยที่แนะนำว่าอย่าไปจิตตกทั้ง 3 ระยะอย่าไปคาดหวังในบุญ อยากขออะไรให้มาขอในตอนอธิษฐานแทน  เพราะถ้าเราไปคาดหวังให้เป็นแบบนั้น กรรมทางใจนั้นจะมาหน่วงสิ่งที่ควรจะได้ให้ช้าลงไปอีก ให้ทำใจสบายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก มาถึงบทนี้จะขออนุญาตพูดถึงการอธิษฐานอย่างละเอียดให้รับทราบกัน ที่อาจจะยาวไปสักนิดในบทนี้แต่สำคัญจริงๆ ไม่แพ้บทอื่นแต่อย่างใด

การอธิษฐานในแบบของพระพุทธศาสนาจะมีความเชื่อในเรื่อง กฎแห่งกรรม คือว่าด้วยเหตุและผลที่เป็นไปตามการกระทำเข้ามาเป็นส่วนประกอบเป็นปัจจัยสำคัญ ชาวพุทธศาสนาจะมีความเชื่อและความคุ้นเคยกับการอธิษฐาน

ครูบาอาจารย์ท่านเน้นว่า การอธิษฐานจะได้ผลก็ต่อเมื่อได้ประกอบคุณงามความดีต่างๆ ก่อนให้มากพอหรือมีการทำเหตุให้ตรงสมบูรณ์พร้อม แล้วค่อยขอพรหรือตั้งจิตอธิษฐานในสิ่งที่ตั้งความปรารถนาไว้ หากมีพลังบุญเป็นปัจจัยเสริมมากพอแรงอธิษฐานก็จะส่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามความปรารถนาที่ตั้งใจไว้

ซึ่งเมื่อเหตุนั้นตรงและสมบูรณ์ ปัจจัยสมบูรณ์ ผลที่ออกมาจะสมบูรณ์ตามที่อธิษฐานนั้น

ในศาสนาพุทธนั้น เชื่อว่าโชคชะตาชีวิตของคนทุกคนนั้น จะดีหรือเลว จะมั่งมีหรือจน จะเป็นทุกข์หรือสุข จะผ่านอุปสรรคในชีวิตนั้นไม่ได้มาจากพระเจ้า เทพเจ้า ดวงดาวหรืออำนาจอื่นใดทั้งสิ้น ไม่มีฟ้าลิขิตทั้งสิ้น

สิ่งที่จะกำหนดโชคชะตาชีวิตของคนนั้นคือ กรรมลิขิต มนุษย์เป็นผู้กำหนดโชคชะตาชีวิตของตัวเองด้วยการกระทำที่มาจากกาย วาจา ใจ ที่รวมเรียกว่า กรรม และมีกฎแห่งกรรมเป็นผู้ควบคุม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่มีใครมีอำนาจมาเบี่ยงเบนผลลัพธ์ได้ ใครทำเหตุอะไรไว้ก็ต้องได้ผลตามเหตุที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่ใครทำชั่วแล้วได้ดี หรือทำดีแล้วได้ชั่วเป็นอันขาด

การอธิษฐานนั้นเป็นการสร้างพลังจิตให้เข้มแข็ง เป็นการตั้งเป้าหมายหรือจะเรียกว่าเป็นการล๊อคเป้าหมายว่าเราจะทำสิ่งใดให้สำเร็จลุล่วงไป ถือเป็นเข็มทิศของจิต หากแต่จะสำเร็จหรือไม่มีองค์ประกอบสำคัญๆ อยู่หนึ่งประการ คือ จิตในขณะที่กำลังอธิษฐานนั้นมีกำลังหรือไม่?

จิตจะมีกำลังได้ด้วยบุญ เพราะบุญเป็นอาหารแห่งจิต

ดังนั้นการสร้างบุญจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นในอันดับหนึ่งในหารอธิษฐานให้ได้ผล แต่ยังมีองค์ประกอบอื่นสนับสนุนอยู่อีกหนึ่งอย่าง ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เคยเป็นผู้ประกอบกรรมที่สนับสนุนกับการอธิษฐานนี้หรือไม่ หากมีมากก็จะอธิษฐานให้สำเร็จได้โดยง่าย หากมีน้อยก็จะสำเร็จได้โดยยาก และหากไม่มีก็ไม่มีทางที่จะสำเร็จได้เลย

ก่อนอื่นต้องรู้ว่า การอธิษฐานกับการไปบนบานไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ทั้งสองสิ่งนี้เป็นคนละเรื่อง คนละทางกันเลย การอธิษฐานเป็นเรื่องดีในชีวิตที่ควรทำ แต่การบนบานนั้นเป็นการไปติดสินบนที่ไม่ควรทำ!!!

องค์ประกอบที่สำคัญสำหรับการอธิษฐานนั้นให้สัมฤทธิ์ผลมีอยู่ 4 ประการก็คือ

1. พลังจิตที่บริสุทธิ์สะอาด เป็นบาทฐานกำลัง เราทราบกันดีแล้วว่าการจะทำให้จิตนั้นสะอาดผ่องใสได้ด้วยการสร้างบุญอันมาจากทาน ศีลและภาวนา ยิ่งทำบุญมากแบบถูกต้อง ถูกธรรมแล้ว จิตจะผ่องใสขึ้นแน่นอน

2. บุญบารมีที่ได้ทำมาไม่ว่าจะเป็นบุญเก่าและบุญใหม่เป็นตัวเชื่อม การที่จะอธิษฐานให้ได้ผลนั้น อานุภาพแห่งบุญจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้อธิษฐานและเป้าหมายที่ต้องการ ที่บุญนั้นจะต้องครบถ้วน หรือเหตุนั้นจะต้องครบสมบูรณ์ ดังการอธิษฐานของพระพุทธเจ้าซึ่งนำไปสู่การตรัสรู้ว่า

ในอดีตชาตินั้นของพระพุทธองค์ เคยถือกำเนิดเป็น สุเมธดาบส ครั้งหนึ่งมีประกาศว่าพระทีปังกร (พระพุทธเจ้าลำดับที่ 4) จะเสด็จผ่านทางเพื่อทำการผ่านทางหนึ่งเพื่อโปรดแสดงธรรม เส้นทางที่เสด็จนั้นมีความยากลำบากมีอุปสรรคมากมายและยังเป็นทางเลนที่ยากจะเสด็จผ่านไปได้ ชาวบ้านนับพันต่างก็มาร่วมใจกันแผ้วถางทางอย่างรวดเร็ว

สุเมธดาบสซึ่งเป็นฤๅษีก็เหาะผ่านมายังทางที่กำลังแผ้วถางอย่างขะมักเขม้น ก็ลงมาสอบถามว่าคนทั้งหลายมาชุมนุมกัน ณ ที่แห่งนี้เพราะเหตุอันใดกัน เมื่อทราบว่าพระทีปังกรพุทธเจ้าจะเสด็จมาแสดงธรรมโดยผ่านเส้นทางนี้ สุเมธดาบสก็มีความยินดีที่จะช่วยทำทางให้เสร็จโดยเร็วเช่นกัน

แต่ในขณะที่สุเมธดาบสกำลังจะลงมือทำทางให้พระทีปังกรก็เสด็จผ่านมาถึงก่อนโดยเส้นทางที่จะทำเหลืออีกเพียง 1 ช่วงตัวคนเท่านั้น สุเมธดาบสจึงถอดผ้าคลุมฤาษีของตนเองออกแล้วปูลาดลงไปที่พื้นและได้กราบนมัสการต่อพระทีปังกรพุทธเจ้า นิมนต์ให้พระพุทธองค์และพระสาวกทั้งหมดกว่า 4 แสนรูปได้ย่างเท้าไปบนร่างกายของตนเองที่จะทำการทอดถวายเป็นสะพานแทน ด้วยจิตปรารถนาถึงสัมมาสัมโพธิญาณขอให้ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า

พระพุทธเจ้าทีปังกรได้รู้เจตนาและการบำเพ็ญบารมีจึงตรัสทำนายว่า สุเมธดาบสจะได้กลายเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งนามว่า “พระพุทธโคดม” ซึ่งก็คือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันของเรานี่เอง หลังจากสุเมธดาบสได้สิ้นชีวิตแล้วก็ได้ไปวนเวียนเกิดอีกหลายภพชาติสั่งสมบุญบารมีมาอีกยาวนานจนในชาติสุดท้ายก็ได้บรรลุผลแห่งการอธิษฐานเมื่อครั้งอดีตสมความตั้งใจ

แต่การที่ พระพุทธองค์จะตรัสรู้ได้นั้นต้อสะสมบุญบารมีให้ โดยเฉพาะในทศชาติสุดท้ายได้กระทำบุญบำเพ็ญบารมีนานาประการจนสูงสุด อันได้แก่

ชาติที่ 1 พระเตมีย์ ทรงบำเพ็ญเนกขัมมะบารมี คือ ความอดทนอย่างสูงสุด

ชาติที่ 2 พระมหาชนก ทรงบำเพ็ญวิริยะบารมี คือความพากเพียรอย่างสูงสุด

ชาติที่ 3 พระสุวรรณสาม ทรงบำเพ็ญเมตตาบารมี คือความเมตตาอย่างสูงสุด

ชาติที่ 4 พระเนมิราช ทรงบำเพ็ญ “อธิษฐาน” บารมี คือ “ความมีจิตแน่วแน่” อย่างสูงสุด

ชาติที่ 5 พระมโหสถ ทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี คือความมีปัญญาอย่างสูงสุด

ชาติที่ 6 พระภูริทัต ทรงบำเพ็ญศีลบารมีคือความมี ศีลอันเป็นเครื่องประคองกายวาจาใจอย่างสูงสุด

ชาติที่ 7 พระจันทกุมาร ทรงบำเพ็ญขันติบารมี คือความอดกลั้นอย่างสูงสุด

ชาติที่ 8 พระนารทพรหม ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี คือความวางเฉยแน่วแน่ไม่หวั่นไหวอย่างสูงสุด

ชาติที่ 9 พระวิฑูรย์บัณฑิต ทรงบำเพ็ญ สัจจะบารมี คือความมีสัจจะวาจาอย่างสูงสุด

ชาติที่ 10 พระเวสสันดร ทรงบำเพ็ญทานบารมีคือ การให้ทานสูงสุด

บุญบารมีทั้งหลายที่สั่งสมมาหลายภพหลายชาติรวมกับการบำเพ็ญทศชาติบารมีอย่างสูงสุดแล้ว เมื่อบุญส่งผลในเวลานั้นจึงทำให้พระพุทธองค์ประสบความสำเร็จในการตรัสรู้ ในการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ บุญบารมีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นตัวเชื่อมให้คำอธิษฐานได้บรรลุผลและกลายเป็นความจริง

3. จุดประสงค์แห่งการอธิษฐาน ที่ต้องเป็นสิ่งที่ดีที่งามเป็นสิ่งที่จะเอื้อประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นถูกต้องทางธรรมไม่ขัดแย้งกัน  การอธิษฐานนั้นจึงจะมีความสัมฤทธิ์ผลได้ หรือจะเรียกว่าการอธิษฐานที่เต็มไปด้วยกิเลส ด้วยความเห็นแก่ได้อย่างนี้จะสำเร็จผลได้ยาก  การอธิษฐานที่ปิดทางคนอื่น ไปพรากประโยชน์คนอื่นหรือด้วยต้องการให้คนอื่นฉิบหายนั้นไม่ใช่การอธิษฐานแต่เป็นการสาปแช่ง และไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง และไม่มีทางเกิดผล เพราะบุญกับบาปนั้นคนละทางกันเลย

4. อย่าอธิษฐานให้เกินบุญของตน หลายคนอธิษฐานแล้วไม่ได้ผลเลย อาจจะอธิษฐานที่เกินบุญที่ตนเองมี เช่น อธิษฐานขอให้มีโชคลาภถูกหวยรางวัลที่ 1 ซึ่งบุญของตนนั้นไม่พอที่จะได้ลาภใหญ่แบบนั้น เหมือนคนที่เงินอยู่ 10 บาทแต่อยากจะเปิดร้านค้าใหญ่โตซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ถ้าอยากจะได้จริงต้องทำเหตุให้ตรงเสียก่อน รู้ว่าบุญไม่พอก็เร่งสร้างบุญเสียให้พอ เรื่องนี้อาจจะยากสำหรับคนบางคน เพราะคนกำลังเดือดร้อนมากมักจะอยากให้ได้อะไรเร็ว ขอให้อธิษฐานที่เป็นไปได้แล้วจะเป็นไปได้ค่อยๆ ขยับขึ้นตามบุญที่ทำมา

5.ต้องทำเหตุให้ตรงกับสิ่งที่อธิษฐานขอไว้ (เป้าหมาย)

หลายคนอธิษฐานแล้วไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อย อีกสาเหตุหนึ่งก็ขอเมื่อตั้งเป้าหมายแล้ว แต่ไม่ลงมือทำให้เหตุนั้นตรงกับเป้าหมายที่อยากจะได้ เช่น  อธิษฐานขอให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เมื่ออธิษฐานเสร็จก็ไม่อ่านหนังสือ นอนรอว่าอย่างไรก็ได้ อย่างนี้มันไม่ทางเป็นไปได้ อยากรวยแต่ขี้เกียจทำงาน อยากมีแฟนสวยแต่วันๆ เก็บตัวอยู่กับบ้าน ทำตัวสกปรกรกรุงรัง แบบนี้อย่างไรก็ไม่ได้ นอกจากบุญเก่ามากพอจริงๆ ถึงจะได้ 5 องค์ประกอบนี้สำคัญมากที่ต้องครบถ้วนเพื่อที่จะให้การอธิษฐานนั้นได้ผล

ยังมีอีกเคล็ดสำคัญคือ การอธิษฐานขอบุญกับจากครูบาอาจารย์ท่านผู้ทรงพระคุณความดี

เป็นการเพิ่มบุญให้กับตัวเราเองโดยพื้นฐานสำคัญเราต้องมีบุญร่วมกับท่านซึ่งบุญเก่านั้นเราอาจจะไม่สามารถล่วงรู้ได้แต่เราสามารถทำได้โดยการเชื่อมบุญกับท่านด้วย

– ทำบุญกับท่าน ข้อนี้ง่ายถ้าเป็นครูบาอาจารย์ที่มีชีวิตอยู่เราสามารถทำกับท่านได้โดยตรง ทั้งการถวายกับตัวท่านเองหรือฝากคนอื่นไปถวายแทน แต่ถ้าท่านละสังขารไปแล้วให้อุทิศบุญถวายท่านเช่น หลวงปู่ทวด หลวงพ่อปาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ เป็นต้น ซึ่งเป็นการเชื่อมบุญกับท่าน

– ร่วมทำบุญกับท่าน  เรื่องนี้ง่ายเพียงเราไปร่วมสร้างบุญกับท่าน หรือเมื่อทราบข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ อินเตอร์เน็ตหรือสื่ออื่นๆ ก็บริจาคเงินหรือสิ่งของไปให้ท่านทางธนาคารหรือไปรษณีย์

– อนุโมทนาในบุญที่ท่านทำ เมื่อเราเห็นหรือทราบข่าว่าท่านสร้างบุญกุศลเรา เราก็ร่วมยินดีในบุญที่ท่านทำ เพียงกล่าว ขออนุโมทนาบุญที่ท่านทำ เราก็ได้บุญแล้ว แต่ไม่เท่าที่ท่านทำเพราะเราไม่ได้สร้างเอง

ตัวอย่างคำอธิษฐานทั่วๆ ไป

            ข้าพเจ้า (ชื่อ – นามสกุล)……………………ขอน้อมเอาผลบุญทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นจาก (กล่าวชื่อของทาน อาทิ ถวายปัจจัย ทรัพย์สินเงินทอง ถวายกฐิน ผ้าป่า สิ่งของ ฯลฯ (ตลอดจน การให้อภัยทาน ให้ธรรมทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา(ถ้ามี))ในครั้งนี้หรือวันนี้ เมื่อเวลา ….. สถานที่… (ในกรณีที่ไม่ได้กล่าวอุทิศ ในสถานที่ทำบุญนั้น แต่กลับมากล่าวอุทิศในที่พัก ที่บ้าน ในภายหลัง)

อุทิศให้แก่……………… (กล่าวอุทิศตามปกติ)

            ขออานิสงส์ผลบุญนี้ จงเป็นพละปัจจัยให้ข้าพเจ้า…..(ชื่อและนามสกุลหรือผู้อื่นในกรณีอุทิศให้ผู้อื่น) ปรารถนาสิ่งใดก็ให้ว่าไป โดยต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม อาทิ เพื่อความสำเร็จต่าง ๆ ให้ธุรกิจการงานราบรื่น มีผลกำไรดี ให้คิดดี พูดดี ทำดีต่อกัน สนับสนุนกัน ขอให้หายเจ็บไข้ได้ป่วย ให้พ้นจากภาวะทุกข์ทั้งหลาย ปัญหาอุปสรรคทั้งหลายที่เป็นอยู่ (ระบุ บอกรายละเอียด) ฯลฯ…นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เทอญ

(ใส่กรอบเทา)

การอนุโมทนาบุญท่านผู้ทรงพระคุณความดี (นับแต่พระพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวก ครูบาอาจารย์) 

โมทนาสาธุๆ ๆ ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมี พระคุณความดีทั้งหลายทั้งปวงของ…………./ท่านพระอาจารย์……….บุญบารมีพระคุณความดีใดๆ ที่………./ท่านพระอาจารย์………. ได้บำเพ็ญมาดีแล้ว  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง)

ขอโมทนาในบุญบารมีพระคุณความดีนั้นทั้งหมด และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในบุญบารมีพระคุณความดีของ……………/ท่านพระอาจารย์…………..นั้น ด้วยเทอญ

*** ธรรมใด ที่…………/ท่านพระอาจารย์…….ได้ถึงที่สุดแล้ว ก็ขอให้ข้าพเจ้า ได้เข้าถึงซึ่งธรรมนั้น เจริญตามรอย…………../ท่านพระอาจารย์ ด้วยเทอญ โมทนาสาธุ ๆ ๆ  (***กรณี ที่ได้ประพฤติปฏิบัติธรรม)

*** ใช้ได้กับทุกพระองค์ ทุกท่าน ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ และละสังขารไปแล้ว

*** หลังจากนั้น ถ้าเราจะขอพรเพื่อความสำเร็จต่างๆ ก็ให้ว่าไป โดยเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามธรรม

การอนุโมทนาบุญท่านผู้ทรงความดีทั่วๆ ไป 

            โมทนาสาธุๆ ๆ ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมี ความดีทั้งหลายทั้งปวงของท่าน……………….บุญบารมีความดีใดๆ ที่ท่าน……….. ได้บำเพ็ญมาดีแล้ว  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมีความดีนั้นทั้งหมด และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในบุญบารมีความดีของท่าน…………นั้น ด้วยเทอญ

การอนุโมทนาบุญบุคคลธรรมดาทั่วๆ ไป

โมทนาสาธุๆ ๆ ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในส่วนความดีทั้งหลายทั้งปวงของ……………….ส่วนความดีใดๆ ที่……….. ได้กระทำมาดีแล้ว  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในส่วนความดีนั้นทั้งหมด และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในความดีของ…………นั้น ด้วยเทอญ

หมายเหตุ  …………ที่เว้นไว้ให้บอกชื่อของครูบาอาจารย์/ท่านผู้ทรงพระคุณความดี/บุคคลที่เราได้โมทนา ในกรณีที่เป็นบุคคลธรรมดาทั่วๆ ไป สำหรับบางคนอาจจะไม่ลงใจกับคนบางคน (คือทำใจไม่ได้ที่จะโมทนาความดีของเขา) โดยอาจเห็นว่าเขาคนนั้นไม่ดี หรือ คนๆ นั้นเป็นปฏิปักษ์กับเรา ก็ขอให้คิดเสียว่าสำหรับคนทั่วไปแล้ว อย่างน้อยเขาก็ต้องมีบุญกุศลความดีมาอยู่บ้าง ไม่งั้นก็คงไม่ได้มาเกิดเป็นคน เราก็ขอโมทนาแต่เฉพาะในส่วนที่ดีของเขา (ซึ่งในส่วนที่เขาทำดีไว้ เราอาจมองไม่เห็น ไม่ทราบก็ได้) การโมทนาบุญผู้อื่นบ่อยๆ นั้น เป็นการฝึกจิตให้มีเมตตาต่อทุกๆ คน และลดละความอิจฉาริษยา ทำให้รู้จักการให้อภัย

Read Full Post »

การจะถวายของแก่พระภิกษุสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นการใส่บาตร การทำสังฆทาน หรือถวายอะไรก็ตามมักจะมีการอธิษฐานหรือที่เรียกว่าการ “จบของ” ซึ่งบางคนอาจจะจบนาน บางคนอาจจะจบช้าด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างในตอนนั้น

หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ แห่งวัดสะแก จ.อยุธยา พระอริสงฆ์ที่ทุกคนกราบท่านได้ทั้งหัวใจ สมัยที่ท่านยังไม่ละสังขาร ท่านได้เมตตาสอนเรื่องว่าควรจะอธิษฐานอย่างไรที่ยังคงสืบทอดกันมาและยังมีปรากฏหลักฐานอยู่ในเว็บไซต์ของวัดถ้ำเมืองนะ (www.watthummuangna.com) ที่ขอแนะนำว่าเป็นเว็บไซต์ที่ดีมากเพื่อจะได้รู้จักหลวงปู่ดู่ รวมถึงแนวทางการปฏิบัติธรรมที่จะทำให้เจริญในธรรมได้ผลดียิ่งขึ้น หลวงปู่เมตตาสอนไว้ว่า

“ก่อนที่เราจะถวาย ให้จบมาเสียก่อนจากบ้าน เนื่องจากพอมาถึงวัด มักจะจบไม่ได้เรื่อง คนมากมายเดินไปเดินมา จะหาสมาธิมาจากไหน เราจะทำอะไรก็ตามอธิษฐานไว้เลย เวลาถวายจะได้ไม่ช้า เสียเวลาคนอื่นเขาอีกด้วย บางคนก็ขอไม่รู้จบให้ตัวเองไม่พอ ให้ลูกให้หลานจิตเลยส่ายหาบุญไม่ได้”

จากเมตตาของหลวงปู่ดังกล่าว ทุกคนก็จะได้รับทราบทางสว่างถึงการสร้างบุญแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยและอุทิศบุญได้แบบครบถ้วน เพราะในช่วงเวลาสำคัญที่กำลัง “จบของ” อยู่นั้นอาจจะถูกรบกวนจากปัจจัยภายนอกที่ยากจะควบคุมได้

ครูบาอาจารย์ท่านจึงเมตตาแนะนำว่าควรอธิษฐานเสียก่อนที่จะใส่บาตร ก่อนไปวัด ก่อนไปทำบุญเพื่อบุญจะได้ไม่ตกหล่นสามารถทำได้ทุกบุญที่เราทำ

การสร้างบุญกุศลนั้นขอให้ยึดหลักการสร้างบุญบารมีในบุญกิริยาวัตถุ 10 เป็นสำคัญที่มีทั้ง 10 ช่องทาง มีเพียงบุญจากการทาน เท่านั้นที่ใช้เงิน ส่วนที่เหลืออีก 9 ช่องทางไม่ต้องใช้เงินเลยแม้แต่บาทเดียวคือ บุญจากการรักษาศีล  บุญจากการเจริญภาวนา บุญจากการอ่อนน้อมถ่อมตน บุญจากการช่วยเหลือสังคมรอบข้าง บุญจากการเปิดโอกาสให้คนอื่นมาร่วมทำบุญกับเรา บุญจากการ ยอมรับและยินดีในการทำความดี บุญจากการฟังธรรม  บุญจากการธรรมทาน บุญจากการทำความเห็นให้ถูกต้องและเหมาะสม

เคล็ดสำคัญที่จะช่วยให้การทำบุญนั้นได้รับผลบุญมากคือ ต้องระมัดระวังจิตใจทั้ง 3 ระยะเป็นสำคัญต้องดูแลจิตให้ไปทางกุศลอย่าให้จิตตก ทั้งก่อนทำ ขณะทำและหลังทำบุญ ทั้ง 3 ช่วงระยะสำคัญนี้ต้องทำใจให้โล่งๆ โปร่งสบายๆ ยิ่งใจเป็นกุศล นิ่งมากเท่าใด บุญที่ได้รับก็มากตามเท่านั้นเพราะผู้ให้นั้นบริสุทธิ์

เคล็ดสำคัญที่ครูบาอาจารย์ท่านเน้นมากคือ อย่าไปคิดว่าทำบุญแล้วต้องได้ผลอย่างนั้น เมื่อนั้นเมื่อนี้ แบบต้องรวยทันใจ ต้องให้คนมาหลงรัก ต้องแก้ดวงตกเคราะห์ไม่ดีได้ ถ้าไปคิดหวังผลแบบนั้นเลย อาจจะไม่ได้ตามที่หวัง เพราะการคิดแบบนั้นจะไปขวางทางบุญไม่ให้ส่งผลได้เต็มที่

ขอให้ทำบุญแบบไม่หวังผลใดๆ เข้าตัว ทำบุญเพื่อชำระจิตใจให้สะอาด เพื่อให้คนอื่นมีความสุขในบุญของเราที่ทำ ส่วนเรื่องของอานิสงส์บุญอย่างไรก็ต้องได้ เป็นกฎแห่งกรรมอยู่แล้ว เราหว่านอะไรไว้ต้องได้ผลแบบนั้น  

อยากได้อะไร อยากขอในเรื่องไหน ขอให้ ไปตั้งจิตในตอนอธิษฐาน ไม่ใช่ในช่วง 3 ระยะสำคัญที่ทำบุญอยู่

เคล็ดในการอธิษฐานนั้นจะอธิบายให้ทราบอย่างละเอียดชัดเจนทุกขั้นตอนในบทต่อไป และเวลาทำบุญก็อย่าไปกังวลว่าพระสงฆ์ ท่านจะเอาของที่ใส่ ทำสังฆทาน ปัจจัยต่างๆ ไปทำอะไร รวมถึงเวลาที่เราจะช่วยเหลือใครแล้วไม่ต้องไปหวังผลตอบแทน “ให้” เพราะอยากเห็นเขามีสุขได้ ให้เพราะอยากเห็นเขาคลายจากความทุกข์ ความไม่มีความขัดสนก็พอ

แต่อย่า “ให้” เพื่อเขาเอาไปทำบาปเป็นอันขาด เช่น การเลี้ยงเหล้า การให้เงินไปทำแท้ง ให้เงินไปทำในสิ่งที่ผิดศีลผิดธรรม เพราะการให้แบบนั้นคือ การร่วมกรรมไม่ดีที่จะส่งผลกรรมแรงมาก ต้องพิจารณาให้ดี

หลายคนทำบุญไม่ได้บุญเพราะจิตตกคิดไปทางอกุศล จิตส่ายไปคิดโน่นคิดนี่จนอาจจะถึงขั้นปรามาสพระสงฆ์ท่าน จะเป็นกรรมหนักเสียเปล่าๆ จะทำบุญแล้วไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องระแวง ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้ว่าวัตถุทานที่ใส่บาตรนั้น

– ถ้าเป็นของดีที่ประณีตมากเหนือกว่าที่เรากินและใช้ก็จะได้บุญมากขึ้นทวีคูณ

– ถ้าเป็นของดีเสมอกับที่เรากินเราใช้ก็ได้บุญเท่าที่เราทำเสมอตัวตามนั้น

– แต่ถ้าเป็นของไม่ดีของเลวกว่าที่ตนเองกินและใช้ อานิสงส์ของบุญที่ได้นั้นจะน้อยมากเพราะเป็นทานที่ไม่เต็มใจ เป็นทานที่ขาดเจตนาที่เป็นกุศล

การพิจารณาคุณภาพของวัตถุทานนั้นสำคัญมาก มหาเศรษฐีหรือคนรวยบางคน มีเงินมากจริงเพราะได้รับอานิสงส์ในการทำทานมามาก แต่ก็มีหลายคนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเงินนั้น เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะทานที่ทำมานั้นเป็นทานชั้นต่ำ ทำทานด้วยของไม่ดีหรือทำทานด้วยความไม่เต็มใจ หรืออาจจะมาจากการทำทานที่หวังผลตอบแทน ทำบุญแบบการค้าแลกเปลี่ยนกัน

คงจะพอเคยเห็นคนรวยที่ขี้เหนียวมาก เวลาที่จะกิน จะซื้ออะไรก็จะเลือกกินแต่ของใกล้จะเสีย หรือของเหลือเดน รวมถึงคนที่กินได้ประเภทกินแต่ข้าวต้มกับปลาเค็ม เศษผักอะไรประเภทนั้น ของดีๆ มีประโยชน์กินไม่เป็น กินไม่ได้ เหตุเป็นเพราะอาจจะทำทานชั้นต่ำมาก่อนและเหตุจากวิบากกรรมไม่ดีมาส่งผลให้เป็นเช่นนั้น ทั้งๆ ที่บางคนอยากจะกิน อยากจะใช้ของดีแต่ก็ทำไม่ได้ บางคนใส่เสื้อผ้าดีๆ กินอะไรดีๆ ไม่ได้เลย ต้องมีผื่นคันหรือถึงขั้นเจ็บไข้ล้มป่วยไปเลย

ดังนั้นการใส่บาตรหากไม่พิจารณาแล้วเอาของเหลือเดน ของบูดเน่าเสียไปใส่บาตร อันนี้จะพูดถึงการที่ไม่รู้มาก่อน นอกจากได้บุญน้อยหรือแทบจะไม่ได้บุญแล้ว ยังไปสร้างบาปเสียอีกเพราะพระสงฆ์ที่รับไปนั้น ท่านเอาไปฉันหรือใช้ไปแล้วเกิดผลเสียต่อสุขภาพ ถือว่าเป็นการไปขวางการปฏิบัติธรรมของท่านด้วย แต่สำหรับพวกที่รู้แก่ใจอยู่แล้วว่าของนั้นบูดเน่าเสีย แล้วยังเอาสิ่งของนั้นไปทำบุญอีก บุญนั้นไม่ได้รับอยู่แล้วล้านเปอร์เซ็นต์ มีแต่บาปล้วนๆ เท่านั้น

เหมือนเป็นการเอายาพิษไปให้พระสงฆ์เลยทีเดียว และจะทำอะไรไม่เจริญเลยในชาตินี้

ครูบาอาจารย์และบรรพบุรุษตั้งแต่ครั้งโบราณท่านรู้เรื่องเคล็ดวิชาเหล่านี้ดี ท่านจึงสอนเสมอว่าต้องพยายามเอาของดีที่สุดที่มีอยู่ใส่บาตร เช่น ข้าวปากหม้อที่หุงใหม่ กับข้าวที่ทำเสร็จใหม่ ผลไม้ที่กำลังสุกงอมดี อะไรที่ไม่ดีท่านจะไม่เอาไปใส่บาตรหรือเอาไปทำบุญ ทำสังฆทานเลยเป็นอันขาด เพราะท่านรู้หลักการทำบุญด้วยของที่ดีกว่าตนเองกินและใช้ เพื่อที่จะเกิดบุญมาก

ยิ่งสมัยนี้มักนิยมทำสังฆทานถังเหลืองกันมากเพราะสะดวกไม่ต้องเสียเวลาจัดเตรียม ขอแนะนำว่าให้ดูให้ดีๆ ในสิ่งของต่างๆ ที่อยู่ในนั้นดูวัน เดือน ปีที่ที่หมดอายุด้วย หากยังพอที่จะมีเวลาก็ควรจะหาซื้อเองจะได้บุญมากขึ้นตามเจตนาและความพยายามในการสร้างบุญนั้น และยังมีอีกหลายอย่างที่พระสงฆ์ท่านต้องการใช้จริงๆ เช่น ยาสระผม รองเท้าแตะ เครื่องเขียน มีดโกน ผ้าขนหนูเนื้อดี ไฟฉาย ฯลฯ

ลองพิจาณาดูว่าอะไรที่ท่านต้องการใช้จริงๆ เพื่อให้ท่านสะดวกในการปฏิบัติธรรม การ”ให้”ที่ตรงกับคนรับต้องการนั้นได้บุญมากด้วย เพราะตรงกับความเดือดร้อน ตรงเวลา ตรงประโยชน์

หลายคนไม่ค่อยมีเวลาในตอนเช้าที่จะไปใส่บาตร เพราะอาจจะติดภารกิจต่างๆ  ก็ให้เอาเงินที่จะใช้ใส่บาตรในแต่ละวันนั้น ใส่ซองหรือใส่กระปุกเก็บไว้ก่อน เมื่อมีเวลาเมื่อใดก็ไปที่วัดเอาเงินในกระปุกนั้นตั้งจิตอธิษฐานถวายเป็นค่าภัตตาหารของพระสงฆ์ สามเณร เงินนั้นจะน้อยหรือมากไม่เป็นไร  ไม่สำคัญอยู่ที่เจตนา ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำว่า ควรฉลาดในการทำบุญคือ เฉลี่ยบุญให้ครบในทุกวัน

เช่น ใน 7 วันนี้เราเก็บเงินในกระปุกได้ 7 บาทก็อธิษฐานว่า ขอถวายเป็นค่าภัตตาหารของสงฆ์วันละ 1 บาทครบ 7 วัน พออาทิตย์หน้ามาทำใหม่ก็ใช้วิธีเดิมจะได้บุญครบถ้วนทุกวัน เงินบาทเดียว สลึงเดียวถ้าเป็นเงินบริสุทธิ์มาจากความอดออม มาจากความตั้งใจอย่างแรงกล้าแล้ว คนที่ทำทานนั้นจะได้บุญมากเหลือที่จะสุดบรรยายได้

สำหรับการเฉลี่ยบุญแบบนี้ จะทำให้เราได้สร้างบุญครบต่อเนื่องไปทุกวันไม่มีขาดตอน ถือว่าเป็นการสะสมบุญให้กลายเป็นบุญใหญ่ บุญกุศลก็จะหนุนนำชีวิตให้ดีขึ้นในทุกๆ วัน และเป็นการส่งเสริมให้จิตอยู่กับกุศลตลอดเวลา

หรืออาจจะใช้วิธีฝากหรือไหว้วานให้คนอื่นไปใส่บาตรแทนให้ก็ได้ แต่ก็ให้”จบของ” เงินนั้นเสียก่อนแล้วค่อยมอบเงินให้ไป เรื่องนี้ถือว่าได้บุญสองเท่าด้วย เพราะนอกจากจะได้บุญจากการใส่บาตรแล้ว ยังได้บุญจากการที่ชักชวนคนไปสร้างบุญด้วย แต่อย่าไปบังคับไปขู่เข็ญให้เขาทำแทนโดยที่ไม่เต็มใจ เพราะจะเป็นบาปปนกับบุญ

ถ้าอยากจะได้บุญถึง 3 เท่า 3 ทาง เงินที่เตรียมใส่บาตรไว้ที่เตรียมจะให้คนอื่นไปใส่บาตรแทนนั้น เราก็ให้เกินจำนวนที่เตรียมจะใช้ใส่บาตรจะดียิ่งขึ้น เช่น เงินที่เตรียมใส่บาตร 100 บาทใน 1 อาทิตย์ก็เพิ่มเป็น 150 บาทส่วนที่เพิ่ม 50 บาทให้เป็นทานแก่คนที่ไปใส่บาตรแทนให้ก็จะได้บุญทั้ง 3 ทาง 

ครูบาอาจารย์อีกท่านหนึ่ง เมตตาแนะนำเสริมว่าโดยเฉพาะการ “จบของ” ก่อนใส่บาตรหรือทำสังฆทานนั้น ผู้ที่กำลังมีเจ้ากรรมนายเวรมารังควานมารบกวนหรือคิดว่ามี ที่กำลังทำให้เกิดปัญหาทั้งด้านการเงิน การงาน สุขภาพหรือด้านใดก็ตาม

ขอให้ตั้งจิตอธิษฐานอุทิศบุญไปตอนนั้นเลย…และต้องแบบเจาะจงเฉพาะตัว

เฉพาะเรื่องที่กำลังมีปัญหาอยู่ ถ้าจะให้ดีมากๆ ให้เจาะจงเรื่องที่ต้องการจริงๆ เพียงเรื่องเดียว อย่าเหมารวมทุกเรื่องแบบบุฟเฟต์ ปนมั่วสับสนกันไปหมดเพราะแรงบุญนั้นอาจจะกระจายไปเรื่องนั้นนิด ไปเรื่องนี้หน่อย จนอาจจะไม่เกิดพลัง ไม่เกิดผลเท่าที่ควร จึงขอแนะนำให้อธิษฐานในเรื่องเดียวแบบตรงประเด็นที่สุด เช่น

“ด้วยบุญกุศลในการใส่บาตร (หรือทำสังฆทาน) ที่ข้าพเจ้า ……….(ชื่อของตน) ได้ทำสำเร็จแล้วในวันนี้ ขออุทิบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวร ที่ตามจองเวรอยู่ในขณะนี้ที่กำลังทำให้เดือดร้อนเรื่อง…..(เรื่องที่กำลังเกิดขึ้นไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม) ขอให้ท่านเมตตามารับ มาร่วมอนุโมทนาบุญที่ทำนี้  เมื่อท่านยินดีพอใจในบุญนี้แล้วขอให้ถอนตัวจากอุปสรรคที่กำลังเกิดขึ้น และให้อโหสิกรรมกับข้าพเจ้า ขออานิสงส์แห่งบุญนี้ช่วยปรับภพภูมิให้เจ้ากรรมนายเวรอยู่ในภพภูมิที่มีความสุขยิ่งขึ้นไป นับตั้งแต่บัดนี้เทอญ” (คำอธิษฐานนี้อาจจะแตกต่างกันไปตามครูบาอาจารย์ แต่รับรองว่าถ้าถูกธรรมแล้วดีทุกครูบาอาจารย์ เพราะท่านพิจารณาแล้วขอให้เลือกใช้ได้ตามจริตของท่าน)

เวลาที่อธิษฐานอุทิศบุญแผ่เมตตานี้ ในช่วงที่หลับตาตั้งจิตอธิษฐานขอให้นึกภาพว่ามีแสงสว่างมารวมที่จิตให้สว่างมากที่สุดเท่าที่จะนึกได้  แล้วส่งแสงสว่างนั้นออกจากจิตของเราให้พุ่งออกไปในวงกว้าง ยิ่งเราจำหน้าคนที่เราอยากอุทิศบุญไปให้ เช่น พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ลูก หรือเจ้าหนี้ เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายให้ลำแสงที่ออกมาจากจิตนั้นพุ่งตรงไปที่เขาเลย จะเกิดผลดีมาก

สำหรับครูบาอาจารย์ พระอริยสงฆ์ พรหมเทพเทวาทั้งหลายที่เราอุทิศบุญเพื่อถวายและเพื่อโมทนาพระคุณความดีของท่าน ขอให้เปลี่ยนจากการนึกภาพของแสงเป็นดอกไม้แทน จะเป็นดอกบัวหรือดอกอะไรก็ได้ที่ท่านชอบ เปลี่ยนจากการส่งลำแสงพุ่งไปหาเป็นการถวายดอกไม้ท่านที่เท้าของท่านหรือตรงหน้าท่านก็ได้

หลายคนที่จิตมีกำลังมาก เมื่อเวลาอธิษฐานอุทิศบุญนี้สำหรับอุทิศโมทนาพระคุณความดีของสำหรับ พระอริยสงฆ์ พรหมเทพเทวา ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ดอกไม้ที่ถวายในจิตนั้นจากดอกไม้ธรรมดาจะกลายเป็นดอกไม้บุญที่สุกสกาวเหมือนเพชรที่มีแสงระยิบระยับ สวยงามมาก

ในส่วนของการอธิษฐานอุทิศบุญแผ่เมตตาไปให้เจ้ากรรมนายเวร คนที่จิตมีกำลังมากจะเห็นภาพในนิมิตเหมือนดาวระยิบระยับพุ่งขึ้นบนท้องฟ้า ซึ่งก็หมายความว่า เจ้ากรรมนายเวรเขามีความสุขได้ปรับภพภูมิที่สูงขึ้นด้วยอานุภาพแห่งบุญที่เราอธิษฐานอุทิศบุญแผ่เมตตาไปให้ (แต่ท่านที่ไม่เห็นก็ไม่เป็นไร ขอให้ใจเป็นสุขในการให้และหมั่นทำไปเรื่อยๆ จะเห็นเอง)

สำหรับเจ้ากรรมนายเวรที่สร้างปัญหาชีวิตให้กับเรานั้นมีอยู่  2 แบบที่อยากจะเรียนให้ทราบ คือ แบบที่หนึ่งเป็นดวงจิตวิญญาณที่อยู่กันคนละภพภูมิกับเรา ไม่ว่าจะอยู่ในภพภูมิสูงเป็นเทวดาหรือต่ำกว่าเราพวกผี พวกสัมภเวสีต่างๆ เป็นกายละเอียดที่เรามองด้วยตาเนื้อไม่เห็น การติดต่อกับเขาได้ต้องด้วยทางจิตเท่านั้นและการที่จะให้อะไรกับเขาต้องด้วยบุญเท่านั้นเช่นกัน จึงเป็นที่มาของการที่ต้องอุทิศบุญไปให้เขาเพื่อการอโหสิกรรม

แบบที่สองเป็นเจ้ากรรมนายเวรแบบมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่พี่น้องญาติสนิทมิตรสหาย เพื่อนร่วมงาน คู่ค้า ลูกค้า สัตว์เลี้ยงหรือสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายที่มาทำให้เราทุกข์ใจหรือเดือดร้อนในเรื่องต่างๆ  เจ้ากรรมนายเวรแบบมีชีวิตนั้นส่วนมากเราจะเป็นหนี้เขาด้วยการกระทำ เป็นหนี้เรื่องทรัพย์สินเงินทอง หากเราได้ทำการชดใช้และได้ไปขออโหสิกรรมกับเขา กรรมนั้นมักจะอโหสิกรรม

นอกจากเรื่องทางกาย วาจาและใจที่เขาอาจจะไม่อภัย เช่น ไปเบียดเบียนเขา ไปทำให้เขาเสียประโยชน์ ไปสร้างความเจ็บแค้นทางใจอย่างรุนแรงจนเขาแค้นมากอาจจะไม่เอาแล้วเงินทอง คอยจ้องจะทำให้เราเสียหายตกต่ำช้ำใจให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

บางคนเขาไม่แสดงออกแต่เขาแค้นอาฆาต ถ้าเจ้ากรรมนายเวรที่มีชีวิตแบบนี้เราไปหาเขาไม่ได้แน่นอนเพราะอาจจะไม่ปลอดภัย หากเรารู้จักชื่อเสียงของเขา ที่อยู่เป็นหลักแหล่งของเขา ตอนที่อุทิศบุญให้เอ่ยนามเขาและที่อยู่ด้วยจะดีมากๆ  แบบเจาะจงตัวไปเลย  

นอกจากอุทิศบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวรแล้ว การอุทิศบุญให้เทวดาประจำตัวของเจ้ากรรมนายเวรที่มีชีวิตนั้นสำคัญมาก

เพราะเจ้าหนี้บางคนนั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ ดวงจิตของเขาบางคนยังโกรธมากๆ คงไม่ยอมยกโทษให้ง่ายๆ และมีความแค้นอาฆาตรุนแรง การอุทิศบุญไปให้เทวดาประจำตัวของเขาก็เพื่อขอให้ท่านช่วยเมตตาดลบันดาลทำให้จิตเขากลับเข้ามาทางกุศล เพื่อขอให้ท่านช่วยนำทางเขาให้คิดมาทางธรรมได้เร็วขึ้น  เพื่อให้เจ้าหนี้เขารู้จักการให้อภัย การปล่อยวางได้ ซึ่งจะนำไปสู่การอโหสิกรรมต่อไปที่จะสำเร็จลงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งใช้ได้กับทุกเจ้ากรรมนายเวรที่มีชีวิต มีคนที่ทำงานแล้วเกิดปัญหากับเพื่อนร่วมงาน คู่ค้า เพื่อนบ้านหรือแม้แต่คนในบ้านการอุทิศบุญแบบเจาะจงนี้ช่วยให้คลายทุกข์มาแล้วมากมาย

การอุทิศบุญแบบเจาะจงอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุรุษไปรษณีย์ที่ไปส่งจดหมายจะได้ส่งจดหมายนั้นถูกบ้านถูกตัว เพราะหากเราไม่เอ่ยชื่อเขาหรือเอ่ยถึงความเดือดร้อนที่ได้รับอยู่ในขณะนั้นแบบตรงตัว ตรงประเด็น ก็เหมือนเขียนจดหมายแต่ไม่จ่าหน้าซอง บุรุษไปรษณีย์ก็ไปส่งไม่ถูกคนนั้นแหละ

สุดท้ายในเรื่องนี้ ขอให้รับทราบไว้ด้วยว่า อันคนเรานั้นไม่ได้มีเจ้ากรรมนายเวรรายเดียวแน่ๆ แค่คิดแต่เพียงที่เคยสร้างกรรมในชาตินี้ ลองคิดทบทวนดูดีๆ ว่าคงมีมากมาย ยิ่งรวมกับในอดีตชาติแล้วต้องนับกันไม่ถ้วนเลยทีเดียว จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนบอกว่า ทำไมวิบากกรรมไม่ดีจึงยังไม่หมดจากชีวิตเสียที ก็เพราะเราสร้างเจ้ากรรมทำให้เกิดเจ้ากรรมนายเวรมากมาย

การสร้างบุญและอุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวรนั้นจึงควรหมั่นทำทุกๆ วัน เพราะเราไม่รู้ว่าวันนี้ พรุ่งนี้จะเจอวิบากกรรมใดและเจ้ากรรมนายเวรท่านไหนมาทำให้เดือดร้อน จะเป็นกรรมหนักหรือกรรมเบา ถ้ามัวแต่นั่งรอให้วิบากกรรมไม่ดีมาส่งผล ยิ่งเป็นกรรมหนักฝ่ายไม่ดีด้วยแล้ว  มันจะไม่ทันการณ์ ไม่ทันเวลา เป็นคนประมาทเหมือนคนไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา หรือเพิ่งจะมาคิดมาหัดว่ายน้ำตอนที่แพจะแตกแล้วมันไม่ทันแน่นอน

ดังนั้นเราควรจะสร้างบุญอธิษฐานอุทิศบุญแผ่เมตตาให้กับเจ้ากรรมนายเวรอย่างสม่ำเสมอถ้าทำแบบไม่หยุดยั้งแล้ว ชีวิตของเราก็จะดีขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะวิบากกรรมไม่ดีและจำนวนเจ้ากรรมนายเวรจะลดลงไปเรื่อยๆ เช่นกัน แต่ต้องทำด้วยความสำนึกผิด แล้วอยากจะให้เจ้ากรรมนายเวรเขามีความสุขพ้นทุกข์จริงๆ เจ้ากรรมนายเวรเขารับรู้ได้ถึงเจตนาที่แท้จริง อย่าไปหลอกเขาเพราะไม่มีทางหลอกเขาได้ เขามีจิตที่ละเอียดกว่าเรามาก ขอให้สำนึกผิดจริงๆ แล้วอยากจะขอโทษ อยากช่วยเขาจริงๆ จะทำให้เราหลุดจากอุปสรรคเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นเร็วมาก

เรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ได้ใช้เวลาอะไรมาก แต่ถ้าทำได้ถูกวิธีตรงช่องทาง ชีวิตก็จะมีความสุขเพิ่มขึ้นๆ ในทุกวัน โชคลาภที่ควรจะได้ก็จะเข้ามาเพราะเจ้ากรรมนาเวรเขาพอใจและให้อโหสิกรรมถอนตัวไป ไม่มาบังความสุข ไม่ปิดทางโชคลาภอีกแล้วนั่นเอง

เมื่อบุญเกิดขึ้นแล้ว เราสามารถน้อมเอาผลบุญนั้น มาอุทิศให้แก่ผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นนั้นมีความสุขด้วย อีกทั้งยังเป็นการใช้หนี้เวร หนี้กรรม เศษเวร เศษกรรม ทั้งหลาย ที่เกิดจากบาปเวรอกุศลกรรมที่เราเคยสร้างไว้กับผู้อื่น อันเป็นผลให้เราได้รับวิบากกรรมชั่วต่างๆ นานา (ที่เรามักว่ามาจากเจ้ากรรมนายเวรนั่นแหละ) โดยบุญที่เกิดขึ้นนั้น ก็ยังเป็นบุญของเราอยู่ด้วย การอุทิศให้ผู้อื่น ก็เพื่อให้เขาได้อนุโมทนาและได้มีส่วนในบุญนั้นด้วย

ต่อจากนั้นเราก็กล่าวอุทิศบุญทั้งหลายนี้ให้กับบุคคลทั้งหลายที่เราปรารถนาจะอุทิศให้ แล้วจึงตั้งจิตอธิษฐาน เพื่อให้บุญนั้นเกิดเป็นความสำเร็จในกิจการงานต่างๆ ตามที่เราได้ปรารถนา หรือตั้งเป้าหมายไว้ ส่วนการที่เราจะอุทิศบุญให้แก่ใคร บุคคลใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะไปเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับบุคคลต่างๆ ในแง่ใด ในสถานการณ์ใด (ในทุกๆ ภพภูมิ หรือทุกมิติ) แล้วจึงเจาะจงอุทิศให้ไป (การอุทิศบุญต้องเจาะจง)

***(ควรทำให้ได้ทุกวัน และในแต่ละวันควรทำบุญให้ครบส่วน ทั้งในส่วนของ ทาน ศีล ภาวนา กรณีไม่มีโอกาสได้ทำทานทุกวัน หรือคิดว่ายังไม่พร้อมเพียงพอในเรื่องทรัพย์ปัจจัยที่จะนำไปใช้ในการทำบุญ  ก็ให้หมั่นสะสมไว้ ใช้วิธีหยอดเงินใส่กระปุกออมสินรวบรวมไว้ก็ได้ แล้วนำไปทำทาน ถวายทาน ในแต่ละสัปดาห์ หรือตามโอกาส การทำบ่อยๆ จะทำให้จิตระลึกถึงบุญกุศลอยู่เสมอ)

คำกล่าวอุทิศ โดยทั่วไป ใช้คำว่าอุทิศได้ทั้งนั้น ส่วนคนที่มีบุญบารมีมาก เราก็ควรใช้คำที่เหมาะสม ว่า “อุทิศถวายแด่” เช่น พรหมเทพ เทวดา ชั้นสูง บรรพกษัตริย์ แต่ในส่วนของผู้ทรงพระคุณความดีสูงสุด ครูบาอาจารย์ สมณะทั้งหลาย เราใช้คำว่า ขอน้อมถวายผลบุญนี้เพื่อบูชาพระคุณความดี ของท่าน

ตัวอย่าง

– ขอน้อมผลบุญทั้งหลายทั้งปวงนี้ ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา อริยสังฆบูชา

– ขอน้อมถวายผลบุญทั้งหลายทั้งปวงนี้ ถวายเพื่อโมทนา และบูชาพระคุณความดีของ สมเด็จพระสังฆราชฯ ท่านพระอาจารย์….   ฯลฯ

– ขออุทิศถวายผลบุญทั้งหลายทั้งปวงนี้ แด่ ท่านท้าวพระยายมราช ท่านท้าวจตุโลกบาล  พระแม่ธรณี  สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ฯลฯ

– ขออุทิศผลบุญทั้งหลายทั้งปวงนี้ ให้แก่ บิดา มารดา นาย ก. นางสาว ข. เจ้ากรรมนายเวร ฯลฯ

 

****คำอุทิศบุญนี้ได้รับเมตตาจากครูบาอาจารย์คนสำคัญของ ธ.ธรรมรักษ์ คือ พระอาจารย์เกียรติณรงค์  กิตฺติวฑฺฒโน สถานปฏิบัติธรรมบ้านสุกขวิปัสสโก (บ้านจิตกุศล) จ.เชียงใหม่

Read Full Post »

คนเรานั้นในสมัยก่อนหรือแม้แต่ในสมัยนี้ ที่อาจจะยังไม่เข้าใจในอำนาจของ “กรรม” ดีพอ รู้แต่ว่าต้องมีอำนาจอะไรสักอย่างหนึ่งที่มีอำนาจมาก ที่ดลบันดาลและกุมโชคชะตาชีวิตของคนเรานั้นให้ไปในทิศทางต่างๆ หรือเกิดเรื่องอะไรที่ไม่คาดคิดกับชีวิตได้ ประเภททำไมจู่ๆ ถึงมีเงินทองขึ้นมา หรืออยู่ดีก็สิ้นเนื้อประดาตัว หรืออาจจะมีเรื่องอะไรร้ายๆ เข้ามาในชีวิต

เมื่อไม่รู้ว่าเป็นอำนาจอะไร ชื่อว่าอะไรก็เลยเหมาๆ ไปเรียกว่า “ดวง” ก็แล้วกัน ใครทำอะไรสำเร็จ มีโชคลาภเข้ามาบ่อยๆ ทำอะไรสำเร็จโดยง่ายก็มักจะเรียกว่าเป็นคน “ดวงดี” ทั้งๆ ที่กรรมดีของตนที่ทำมานั่นแหละส่งผลเองไม่ใช่ “ดวง” อะไรที่ไหน คนที่ทำอะไรไม่สำเร็จ มีแต่เรื่องร้ายๆ เข้ามาก็บอกว่าเป็นคนดวงไม่ดี แทนที่จะบอกว่าเป็นกรรมไม่ดีที่ทำมานั้นส่งผล ซึ่งเป็นเรื่องของกฎแห่งกรรมทั้งสิ้น

ในสมัยพุทธกาลเองก็มีผู้คนที่เชื่อเรื่องอำนาจดลบันดาลโชคชะตามากและสรุปกันเอง จนตั้งขึ้นมาเป็นลัทธิกันมากมาย  แต่พอจะสรุปได้ 3 ลัทธิความเชื่อใหญ่ๆ คือ

1. พวกที่ถือว่าอะไรๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต ก็เป็นเพราะกรรมที่ทำไว้ในปางก่อนชาติที่แล้วมา พวกนี้ไม่เชื่อในกรรมใหม่ในชาติปัจจุบันที่ส่งผลด้วย ลัทธิของคนพวกนี้เรียกว่า “ลัทธิปุพเพกตวาท

2. พวกลัทธิที่สอง พวกนี้จะเชื่อว่าการที่คนเราจะเป็นอะไรๆ จะดีหรือชั่ว จะจนหรือรวย ร่างการพิกลพิการหรือสมบูรณ์นั้นก็เพราะเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่บันดาล หรือพระผู้เป็นเจ้าบันดาลให้เป็นไป พวกนี้เรียกว่า “อิสสรนิมมานเหตุวาท” หรือ “ลัทธิอิศวรนิรมิตวาท

3. พวกลัทธิสุดท้ายนั้น พวกนี้ถือว่าสิ่งทั้งหลายอะไรจะเกิดขึ้น ไม่มีเหตุปัจจัย แล้วแต่ความบังเอิญเป็นไป ลัทธิโชคชะตา พวกนี้เรียกว่า “อเหตุอปัจจยวาท” หรือ “ลัทธิอเหตุวาท

ซึ่งความเชื่อเหล่านี้สวนทางและขัดกับพุทธศาสนาที่เป็นศาสนาแห่งปัญญา ที่รู้แจ้งแทงตลอดว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมหรือการกระทำของตนเองเท่านั้น เป็นศาสนาแห่งการลงมือกระทำ เป็นศาสนาที่เชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ ไม่เชื่อในอำนาจอื่นใดดลบันดาล หลักพุทธธรรมทุกหลักธรรมมุ่งให้มนุษย์แก้ปัญหาด้วยปัญญาของตนเอง

ดังนั้นในที่นี้ เมื่อพูดถึงคำว่า “ดวงดี” ขอให้เข้าใจตรงกันว่าคือ “กรรมดี” คนดวงดีก็คือคนที่หมั่นสร้างกรรมดี สามารถเอาชนะความชั่วได้ ยิ่งชนะได้มากแค่ไหนหมั่นสร้างกรรมดีมากแค่ไหน ดวงก็ดีมากเท่านั้น

ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านเมตตาสอนว่าการทำให้ตัวเองเป็นคนดวงดีตลอดกาลนั้นเป็นเรื่องของการทำกรรมดีอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องและถูกทางที่สม่ำเสมอ มากพอและนานพอ  ทำไมถึงบอกว่าต้องสม่ำเสมอ มากพอ นานพอจะขออนุญาตขยายความให้ฟัง

สม่ำเสมอ” นั้นหมายถึง เป็นการสร้างกรรมดีด้วยความสม่ำเสมอต่อเนื่อง เพราะถ้าเรารู้ว่าการสร้างกรรมดีจะทำให้ชีวิตรุ่งเรืองพบกับความสุขความเจริญ แต่เราทำเพียงครั้งสองครั้ง บุญกุศลที่มาจากกรมดีนั้นไม่ต่อเนื่อง ก็จะดีแค่สองครั้งตามที่ทำมาแล้วก็หมดบุญไป

มากพอ” หมายถึง บุญที่เราทำนั้นต้องมีบุญมากพอที่จะส่งผลได้ เปรียบกับน้ำที่เราใส่ในตุ่มน้ำ ถ้าหากเราใส่เพียงขันสองขัน น้ำในตุ่มนั้นเราก็เอามาใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ แค่ล้างหน้าชำระร่างกายก็ไม่พอแล้ว ไหนจะต้องเอาไปหุงต้ม เอาไปทำอย่างอื่นอีก น้ำในตุ่มนั้นไม่เพียงพอกับประโยชน์หรือผลสำเร็จที่จะได้รับ

เหมือนกับเด็กที่ต้องการจะสอบเข้าเรียนต่อให้ได้ รู้ดีว่าการอ่านหนังสือจะช่วยให้มีความรู้ไปสอบได้ แต่อ่านวันละบรรทัดหรือไม่กี่คำ มันไม่สามรถจะมีความรู้พอไปสอบให้ได้

นานพอ” หมายถึง การไม่ประมาทในชีวิต ไม่ประมาทในบุญและกรรม ถ้าหากเรามีบุญพอที่มาจากการสะสมและมีเวลานานพอที่จะได้เสวยบุญที่ทำมา จนกว่าจะไม่มาเกิดอีกนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับทุกคน

การสร้างกรรมดีตลอดเวลานั้นนั้น จะเป็นการสะสมเพิ่มพลังบุญกุศลให้กับตนเองให้มากยิ่งขึ้นในทุกๆ วันและเป็นการเตรียมพร้อม หากว่ามีวิบากกรรมไม่ดีมาส่งผล ก็จะช่วยให้จากหนักเป็นเบาได้ หรือจากที่เบาก็แทบไม่มีผลอะไรเลยกับชีวิต

เป็นเหมือนการยกระดับตนเองให้มีค่าตัวที่สูงขึ้น มีเนื้อนาบุญที่สูงขึ้น เพื่อหนีวิบากกรรมบางชนิดได้ และเป็นการเตรียมตนเองเพื่อรับมงคล รับโชคลาภที่จะหลั่งไหลเข้ามาสู่ชีวิตได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย 

สำหรับท่านที่บอกว่าดวงดีอยู่แล้วก็จะยิ่งดีขึ้นไปอีกเหล่าเท่า เหมือนเป็นการปรับสภาพตนเองจากที่เหมือนหินธรรมดาให้กลายเป็นเพชรล้ำค่า จากจิตที่หยาบเป็นจิตที่ละเอียด อีกทั้งจะเป็นฐานสำคัญในการปฏิบัติธรรม  ทำให้ใจนั้นมีพลังมาก แม้มีปัญหาและอุปสรรคที่เข้ามาในชีวิต จากที่เคยมองว่าเป็นภูเขาผ่านไปได้ยาก ก็จะกลายเป็นเนินดินเตี้ยๆ ก้าวข้ามไปในทันใด

ที่สำคัญเพื่อให้ตนเองนั้นสามารถสร้างปาฏิหาริย์ต่างๆ ในชีวิตด้วยตัวเองได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทุกปาฏิหาริย์ทุกคนสร้างได้ ไม่ต้องมานั่งรอจากภายนอกมาช่วยหรือดวงดาวเคลื่อนที่แต่ประการใด เราสามารถสร้างได้ด้วยมือของเราเอง

หลายคนบอกว่า การที่เกิดปาฏิหาริย์ในชีวิตหรือดวงดีมาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านช่วย ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ลังเป็นเคครื่องหรือเครื่องรางของขลังที่เชื่อกัย________________________________________________________________________________ครูบาอาจารย์ในอดีตท่านได้สร้างพระเครื่องหรือเครื่องรางของขลังที่เชื่อกันว่ามีพลังศักดิ์สิทธิ์ เพื่อใช้เป็นสื่อนำคนทั้งหลายไปสู่ธรรมในขั้นต่อไป

ดังเช่น การสร้างพระองค์เล็กบรรจุในเจดีย์ ในโบสถ์เพื่อที่จะเตือนใจคนให้ระลึกถึงองค์พระศาสดาและพระธรรมคำสอน ที่ส่วนมากจะสร้างที่ 84,000 องค์เท่ากับพระธรรมขันธ์ หลายคนอาจจะไม่เข้าใจในปริศนาธรรมเหล่านี้รวมถึงการสร้างเครื่องรางของขลังต่างๆ นั้น ครูบาอาจารย์ทุกท่านจะเน้นเสมอว่า คนที่รับไปจะเกิดผลดีกับชีวิต อย่างน้อยต้องมีศีล 5 กำกับชีวิต ซึ่งเป็นการนำคนไปสู่พื้นฐานปกติของความเป็นมนุษย์ที่พัฒนาในทางธรรมได้

ขอเรียนให้ทราบว่า ถ้าจริตของทุกคนนั้นสูงเท่ากันถึงระดับที่ปฏิบัติธรรมได้เองแล้ว ไม่ต้องมีวัตถุมงคล ไม่ต้องมีอะไรเลยก็ได้เพราะมีพระในใจตนอยู่แล้ว แต่ในบางท่านนั้นจริตไปไม่ถึงด้วยหลายสาเหตุ เพราะอาจจะมีกรรมไม่ดีมาขวางไว้ มีปัจจัยหลายอย่างที่มาขวางให้ไปไม่ถึงธรรม

ครูบาอาจารย์ท่านจึงเมตตาช่วยให้คนเหล่านั้นให้มีสิ่งเหนี่ยวนำใจคือ ให้ระลึกได้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง เปรียบได้ดังคนที่มีร่างกายแข็งแรงแล้ว เวลาขึ้นบันไดไม่จำเป็นต้องมีราวบันไดเกาะ หรือตัวช่วยอะไรก็เดินขึ้นไปสู่ชั้นบนได้อย่างสบาย บางรายวิ่งได้เลยด้วยซ้ำ 

แต่ในบางรายร่างกายไม่พร้อมไม่สมบูรณ์ ขาแข้งไม่มีแรงหรือเดินเองไม่ได้ บรรดาตัวช่วยพวกราวเกาะ ราวบันได รถเข็นเหล่านี้ก็สามารถช่วยและมีประโยชน์มากในการช่วยให้คนเหล่านั้นเดินขึ้นไปสู่ชั้นบนได้ แม้จะไปถึงช้าแต่ยังดีกว่าไปไม่ถึง

วัตถุมงคลต่างๆ นั้นเมื่อครูบาอาจารย์ปลุกเสกแล้ว จะมีพลังศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่ในนั้น เพราะเป็นการรวมบุญบารมีของครูบาอาจารย์ที่ท่านได้เพียรสร้างมา ซึ่งไม่เพียงแต่เฉพาะในชาตินี้แต่บุญบารมีนั้นสะสมมาหลายชาติหลายภพ รวมถึงได้รับการกราบไว้บูชาของเหล่าพรหมเทพเทวดา เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเหนือความเข้าใจของคนทั่วไปที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมฝึกจิตมาก็อาจจะไม่ทราบ

เหมือนการที่คนเรียน ป.4 จะไปรู้เรื่องวิชาของคนเรียนปริญญาเอกได้อย่างไร เหมือนกับคนที่อยู่บนภูเขาสูงตั้งแต่เกิดไม่เคยลงจากภูเขาไม่เคยเห็นทะเล พอคนที่อยู่ทะเลมาเล่าให้ฟังว่าทะเลสวยอย่างนั้น สวยอย่างโน้น เด็กป. 4 หรือคนที่อยู่บนภูเขาเหล่านี้จะบอกว่าไอ้นี่ขี้โม้ ทะเลไม่มีจริงหรอก ซึ่งคนที่ไม่รู้ไม่ผิด แต่ไม่ควรจะไปตัดสินอะไรง่ายๆ โดยไม่ใช้ปัญญาไตร่ตรองอย่างรอบด้าน

Read Full Post »

ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งเมตตาสอนไว้ว่า การที่จะทำให้ตนเองนั้นมีความสุข ความเจริญหรือทำให้ตนเองนั้นดวงดีและเกิดปาฏิหาริย์แบบง่ายๆ คือ

– ประการที่หนึ่ง ต้องเป็นผู้ให้ทานแบบสม่ำเสมอ หลายคนบอกว่าวันๆ แทบจะไม่มีกินอยู่แล้ว จะเอาอะไรไปให้ทานอีก ซึ่งในความจริงแล้วการให้ทานไม่ได้หมายถึง เงินเพียงอย่างเดียว แต่แบ่งออกเป็นอามิสทาน ธรรมทานและอภัยทาน  ใน 2 ประเภทหลังนี้เป็นการทำทานที่ไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียวที่ได้มหาบุญกุศลสูงขึ้นไป

อามิสทาน คือ การให้วัตถุสิ่งของเป็นทาน เป็นการแบ่งปัน การเสียสละสิ่งของของตนให้แก่ผู้อื่น ด้วยมุ่งสงเคราะห์อนุเคราะห์บ้างมุ่งตอบแทนพระคุณบ้าง มุ่งบุญกุศลบ้าง มุ่งสร้างบารมีบ้าง ซึ่งจะหมายถึงวัตถุที่เป็นทานหรือทานวัตถุ มี 10 อย่าง คือ อาหาร น้ำ เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะ มาลัยหรือดอกไม้ ของหอม (ธูปเทียน) เครื่อง ลูบไล้ (สบู่เป็นต้น) ที่นอน ที่อยู่อาศัย และประทีป (ไฟฟ้า) ซึ่งในสมัยนี้นิยมให้เป็นเงินเพื่อไปซื้อหาทานวัตถุนั้นก็ถือว่าไม่ได้เป็นการผิดแต่อย่างใด ดูที่เจตนาเป็นสำคัญ

อามิสทาน เป็นเหตุให้ได้มนุษย์สมบัติและสวรรค์สมบัติ เป็นเหตุให้ครองใจคน ยึดเหนี่ยวน้ำใจกันไว้ได้

การให้ธรรมทาน คนในยุคนี้ที่ขาดความเข้าใจดีพอ มักจะนึกไปถึงการทำหนังสือธรรมะ หนังสือสวดมนต์ออกมาแจกจ่ายเท่านั้น ซึ่งในความหมายของธรรมทานนั้นกว้างมาก เพราะหมายถึง การให้ความรู้ที่ถูกต้องมีประโยชน์แก่ผู้อื่นทั้งทางโลกและทางธรรม

สำหรับทางโลกนั้น หรือวิทยาทานทางโลก เป็นการสอนให้เกิดความรู้ความสามารถในเชิงศิลปวิทยาการ เพื่อนำไปประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงชีวิต และสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ด้วยความสะดวกสบายทุกอย่าง มีความยินดีเต็มใจที่จะสอนอยากให้คนอื่นเจริญ มีปัญญาใช้นำทางชีวิตที่ถูกต้อง

สำหรับทางธรรมหรือวิทยาทานทางธรรมนั้น คือ การให้ความรู้ที่เป็นธรรมะนั้นยิ่งเป็นสิ่งที่ประเสริฐ ด้วยเหตุที่ว่า การดำเนินชีวิตของแต่ละคนนั้น หากขาดเสียซึ่งหลักธรรมในการดำเนินชีวิต ก็จะพบแต่ความทุกข์ เดือดร้อน ผิดหวังตลอดไป ต่อเมื่อได้ยินได้ฟังธรรม และนำมาประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องเหมาะสม ย่อมเกิดความเจริญงอกงามในชีวิตของตน ทำให้จิตใจปลอดโปร่ง สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ในที่สุดก็ทำให้รู้แจ้งเห็นแจ้งในพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเข้าถึงความสุขที่แท้จริงได้

สำหรับการให้อภัยทานนั้น เชื่อว่าทุกคนคงเข้าใจกันดีว่า เป็นการให้อภัยต่อเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย คำว่า “สรรพสัตว์” นั้นรวมถึงทั้งเทวดา คน สัตว์เดรัจฉาน ดวงจิตวิญญาณด้วย ไม่ได้หมายถึงแค่สัตว์แบบที่เราเข้าใจกัน

การให้อภัยทานนั้น เป็นการ ไม่ถือโทษโกรธเคืองในการ ล่วงเกินของผู้อื่น ไม่มีเวร ไม่ผูกเวรกับผู้ใด ทั้งยังมีจิตเมตตาปรารถนาดีต่อผู้อื่นเป็นนิตย์ หากเรานั้นเป็นผู้มีใจเบิกบาน ไม่ยึดโทษถือโกรธ ยินดีและพร้อมให้อภัย จะทำให้ใจนั้นมีกำลังมากทำอะไรก็ไม่มีอะไรมาขวางกั้นได้

การให้อภัยนั้นอาจจะยากสำหรับคนบางคนต้องอาศัยการฟังธรรม ประพฤติปฏิบัติธรรมบ่อยๆ จนเกิดความเข้าใจแจ่มแจ้ง เห็นคุณ เห็นประโยชน์ของการให้อภัย แล้วจะทำให้อภัยได้ง่ายขึ้น  ขอแนะนำแนวทางที่จะทำให้เราให้อภัยต่อผู้อื่นได้ง่ายขึ้น โดยขอให้ยึดหลักพรหมวิหาร 4  มาเป็นตัวช่วย คือมีเมตตา กรุณา มุติทาหรือความยินดี และสุดท้ายถ้าไม่ไหวจริงขอให้อุเบกขาหรือวางใจเป็นกลางนิ่งเฉย จะช่วยให้ท่านให้อภัยได้ง่าย

สรุปสั้นๆ ถ้าอยากเป็นคนดวงดี ต้องทำทานให้สม่ำเสมอทั้งวัตถุทาน อภัยทานและธรรมทาน อย่าได้ขาด บุญกุศลที่เกิดจากทานนี้จะหนุนนำให้พบกับความสุขความเจริญ ไม่ขัดสน ไม่ขาดแคลน หากเจออุปสรรคใดๆ ก็จะผ่านไปได้ด้วยบุญที่ทำมา

– ประการที่สอง ต้องเป็นผู้รักษาศีล 5 อย่างเคร่งครัด เพราะการรักษาศีล 5 นั้นเป็นเรื่องกำลังพื้นฐานในการที่จะนำไปสู่การเป็นคนดวงดีตลอดกาล เป็นการล้างชำระจิตใจให้สะอาด ชำระให้ตนเองนั้นเป็นมงคล เป็นภาชนะที่สะอาดหมดจดเพื่อจะรองรับความเป็นมงคล หรือสิ่งที่ดีงามที่กำลังจะเข้ามาในชีวิต

สำหรับวิธีการรักษาศีลให้ถูกต้องและให้ได้ผล เราต้องมีการสมาทานศีล การสมาทานก็คือ การรับเอาเข้ามาเพื่อปฏิบัติด้วยการแสดงเจตนาหรือตั้งใจเริ่มด้วยการบอกกล่าวโดยเปล่งวาจาหรือจะว่าในใจก็ได้ การสมาทานศีลหากเป็นอย่างทางการแล้ว ก็ทำได้โดยวิธีที่เราไปขออาราธนาศีลและรับสมาทานศีลจากพระภิกษุโดยตรงนั่นเอง นั่นเป็นรูปแบบตามพิธีการ 

ซึ่งกระทำเมื่อเวลามีงานบุญ หรือพิธีทางศาสนาต่างๆ โดยพระสงฆ์จะให้ศีลเป็นภาษาบาลี แต่เพื่อความลงใจที่มากขึ้น เราต้องรู้และเข้าใจความหมายหรือคำแปล ในศีลแต่ละข้อด้วย  แต่การไปรับศีลจากพระ โดยทั่วไปนั้น เรามักไม่ค่อยมีโอกาสได้กระทำกันนอกจาการที่ไปทำบุญที่วัด จิตก็เลยอาจจะไม่ได้ระลึกถึงศีลอยู่อย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้นวิธีการที่สะดวกที่สุด ให้เราสามารถตั้งใจสมาทานศีลเอง โดยกระทำในที่พักอาศัยหรือบ้านของเราก็ได้ โดยกระทำต่อหน้าพระรัตนตรัย ( ทำเอง ณ เบื้องหน้า หิ้งพระ หรือโต๊ะหมู่บูชา ถ้าไม่มี ก็ให้ตั้งจิตเอาเองก็ได้ ในสถานที่อันควร)  และควรสมาทานศีลให้ได้ ทั้งเช้าและ ค่ำ

ซึ่งในความจริงแล้วกระบวนการสมาทานศีลนั้นใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีด้วยซ้ำ แต่เกิดผลดีมหาศาลต่อชีวิต แค่ 5  นาทีในแต่ละครั้งในทุกวัน คนที่อยากมีความสุขความเจริญจะทำไม่ได้เชียวหรือ

โดยตั้งใจไว้ว่าจะรักษาศีลให้ดีที่สุด ในแต่ละวัน เริ่มในเวลาเช้า เมื่อตื่นนอนรู้สึกตัว ก็ให้ทำเลย ก่อนที่จะไปทำงานหรือไปศึกษาเล่าเรียน ทำภารกิจประจำวันต่าง ๆ ส่วนในเวลาค่ำ ก็ให้ทำก่อนนอนทุกๆวัน ในระหว่างวัน ถ้ารู้ตัวว่าละเมิดศีล ผิดศีลในข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบสมาทานศีลใหม่หมดทุกข้อทันที และก่อนที่จะสมาทานศีลในตอนค่ำนั้น ให้เราตรวจดูศีลอีกครั้งหนึ่ง

หากเห็นว่าสมบูรณ์บริบูรณ์ดีแล้ว ก็โมทนาสาธุให้กับตนเอง และขอน้อมถวายบุญกุศลอันเกิดจากการที่เรารักษาศีลมาได้สมบูรณ์ บริบูรณ์ดีแล้วในวันนี้ บูชาพระรัตนตรัย  อธิษฐานให้ผลบุญนี้เป็นพละ(กำลัง) ปัจจัย ให้เราประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา (จะเป็นเรื่องประพฤติปฏิบัติ และหรือสิ่งที่เราปรารถนาอันชอบธรรมก็ว่าไป)

แต่ถ้าหากตรวจดูแล้วเห็นว่าบกพร่องผิดพลาดในศีลไป ก็ให้อโหสิกรรม (ยกโทษ) ให้กับตนเอง ไม่ต้องไปเสียใจ หรือวิตกกังวลกับสิ่งที่ผิดพลาดบกพร่องไปแล้ว และให้ตั้งใจว่าในครั้งต่อไป วันต่อไป เราจะทำให้ดีที่สุด ในการรักษาศีล และพยายามระมัดระวังไม่ให้มีการผิดพลาดบกพร่องขึ้นอีก  ให้หมั่นทำหมั่นตรวจสอบเป็นประจำทุกวัน

เมื่อทำอย่างนี้เป็นประจำทุกวันแล้ว ศีลของเราก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ จนเรามีศีลมั่นคง ซึ่งเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของอริยบุคคลขั้นต้น (พระโสดาบัน) การมีศีลมั่นคง ก็คือ จะไม่มีการผิดหรือละเมิดศีล (ศีล 5หรือศีล 8 ) อีกต่อไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะมีอะไรมากระทบ บีบคั้นอย่างไร ก็ไม่อาจจะไปละเมิดศีลหรือผิดศีลได้ จนแม้กระทั่งสามารถยอมสละชีวิตได้ เพื่อไม่ให้ผิดศีล

เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว จะได้มีการสมาทานศีลหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่จำเป็นแล้วเพราะศีลได้เข้าไปอยู่ในจิตใจแล้วอย่างแท้จริง เรียกว่ามีสติสมบูรณ์ในศีลแล้วนั่นเอง

หากถามว่า ถ้าเรามุ่งมั่นจะรักษาศีลให้มั่นคงแล้ว เราจำเป็นต้องสมาทานศีลไหม ตอบว่าจำเป็น เพราะอานิสงส์ของศีลนั้น เกิดจากจิตที่ตั้งใจ (เจตนา) งดเว้นจากการเบียดเบียน การอยู่เฉยๆ โดยไม่ได้แสดงเจตนางดเว้นจากการเบียดเบียน จึงไม่ได้เป็นการรักษาศีล เป็นแต่เพียงยังไม่ได้ไปผิดศีลเท่านั้นเอง ดังนั้น จึงยังมิได้รับอานิสงส์ในส่วนของการรักษาศีลแต่อย่างใด

ให้ลองนึกถึงตัวอย่างง่ายๆ เช่น คนเจ็บไข้ได้ป่วยที่นอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล ที่เขาไม่ได้ระลึกถึงศีลเลย แต่เขาก็ไม่ได้ไปละเมิดศีล หรือทำผิดศีลเลยแม้แต่เพียงข้อเดียว นั่นก็ยังไม่ได้ถือว่าเขาผู้นั้นรักษาศีลหรือถือศีลแต่อย่างใด ก็เพราะเขามิได้มีเจตนา (ตั้งใจ) งดเว้นจากการเบียดเบียน (รักษาศีล) นั่นเอง การที่จะเป็นผู้ที่มีเจตนางดเว้นจากการเบียดเบียนได้ตลอดเวลาทุกขณะจิต (มีสติในศีล) คือการมีศีลมั่นคงแล้วนั้น ก็ต้องมีวิธีการเพื่อให้จิตระลึกถึงศีลได้ โดยเริ่มต้นจากการสมาทานศีลก่อนนั่นเอง

“ศีล” จึงเป็นเรื่องสำคัญมากของการประพฤติปฏิบัติที่มักจะมองข้ามกัน ดูแล้วน่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังปฏิบัติกันได้ยาก ต้องมีกำลังใจ และสติปัญญา กระทำด้วยความอดทน หมั่นเพียร หากศีลไม่สมบูรณ์บริบูรณ์แล้ว ก็ป่วยการในอันที่จะไปศึกษาประพฤติปฏิบัติ และเรียนรู้ธรรมในขั้นสูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป

ถึงเรียนรู้ไปอย่างไร มากมายขนาดไหน ก็เป็นเพียงความรู้จากการจดจำ มิใช่ความรู้แท้ที่เป็นปัญญาญาณ จึงยังไม่สามารถแก้ทุกข์ได้อย่างจริงจัง  อย่างที่เรียนไปแล้วว่าต้องสมาทานศีล 5 เสียก่อน เพื่อปรับตนเองให้เป็นภาชนะที่สะอาดที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นการปรับกายทิพย์ให้บริสุทธิ์เท่าที่จะมากได้ ปรับจิตจากความวุ่นวายให้นิ่งสงบ

การรักษาศีล 5 อย่างยิ่งยวดไม่ย่อท้อ นั้นเป็นการเปิดทางให้บุญนั้นส่งผลอย่างเต็มที่

เมื่อเราเป็นเครื่องรับที่มีกำลัง บุญกุศลที่เราเพียรทำมาก็จะส่งผลกับชีวิตของเราได้อย่างเต็มที่ทำอะไรก็เจริญ ทำอะไรก็สำเร็จโดยง่าย สุดท้ายนี้อยากขอย้ำอีกครั้ง ขอได้โปรดจำไว้ขึ้นใจว่าถ้าอยากดวงดีและอยากให้ปาฏิหาริย์เกิดในชีวิตตลอดเวลา  ควรทำในสองประการที่แนะนำนี้ทุกวัน

หนึ่ง ต้องหมั่นทำทานอย่างสม่ำเสมอทั้งอามิสทานหรือวัตถุทาน ธรรมทาน อภัยทาน

สอง รักษาศีลอย่างมั่นคง

เพียง 2 ประการเท่านี้ ทุกท่านจะเป็นคนดวงดีตลาดกาล ไม่เพียงแต่ชาตินี้ แต่ยังตามไปส่งผลให้ดี ให้สุข ให้รวยไปทุกภพชาติด้วย

Read Full Post »

วิธีทำบุญง่ายๆ และได้บุญใหญ่ครบทั้งทาน ศีล ภาวนา
หลังจากล้างหน้าแล้ว ให้เริ่มสร้างบุญใหญ่ประจำวัน ซึ่งจะได้ครบทั้งทาน ศีล ภาวนา เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ไม่มีเวลาไปใส่บาตรในตอนเช้า สำหรับคนที่ใส่บาตรทุกวันแล้วก็ทำได้เช่นกัน การทำบุญแบบนี้นั้นไม่จำกัดเวลาตอนไหนก็ไหน แต่ถ้าในตอนเช้าก่อนจะเริ่มภารกิจทำงานประจำวันจะดีมากเพราะเป็นการเริ่มต้นที่ดีในทุกๆ เช้าจิตใจจะอิ่มเอิบผ่องใสไปด้วยบุญ วิธีการมีดังนี้
1. หากระปุกออมสิน หรือบาตรพลาสติกเล็กๆ (บาตรแบบนี้ที่ร้านสังฆทานต่างๆ ก็จะมีขาย) หรือภาชนะที่สะดวกในการหยอดเงิน ให้เอาบาตรหรือภาชนะนั้นนำมาวางไว้บนหิ้งพระ สำหรับคนที่อยู่คอนโดหรืออพาร์ทเมนท์  ถ้าไม่มีหิ้งพระจริงๆ ให้หารูปถ่ายของพระพุทธรูปที่เรานับถือมาติดที่ฝาผนังก็ได้ หรือถ้าไม่มีรูปพระจริงๆ ให้เอาบาตรหรือภาชนะนั้นวางอยู่สูงเสียหรือบนโต๊ะทำงานก็ได้ เดี๋ยวนี้คนยุคใหม่ เขาไหว้พระ สวดมนต์หน้าคอมพิวเตอร์มาก รวมถึงการโอนเงินทำบุญผ่านบัญชีธนาคารถึงวัดหรือพระสงฆ์ที่ท่านบอกบุญมา ซึ่งเป็นการดีมากได้บุญกุศลเช่นกัน
2. ให้นำเงินที่ตั้งใจจะใส่บาตร (แต่ไม่มีเวลาจะไป) เตรียมเอาไว้ ตั้งสมาธิให้นิ่งถ้าไม่มีรูปพระ หิ้งพระที่บ้านให้นึกพระพุทธรูปที่เราเคารพเช่น หลวงพ่อพระพุทธชินราช หลงพ่อโสธร พระจักรพรรดิ หรือถ้านึกไม่ออกจริงๆ ให้นึกถึงพระอริยสงฆ์ที่เราเคารพ เช่น หลวงปู่ทวด สมเด็จโตฯ หลวงพ่อปาน หลับตานึกถึงท่านแล้ว พนมมือเริ่มจะสวดมนต์ เริ่มจากอัญเชิญเทวดา
ซึ่งจะเป็นการดีมากที่เราได้อัญเชิญพรหมเทพเทวดาทั้งหลายให้ท่านมาร่วมอนุโมทนาและรับบุญที่เราทำในวันนี้ ก็อยากจะเรียนให้ทราบตามที่ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาสอนมาให้รู้ว่า โดยทั่วไป ก่อนที่เราจะไหว้พระสวดมนต์ ทำสมาธินั้น เราก็ควรจะอัญเชิญเทพเทวดาทั้งหลายมาร่วมเป็นพยานให้เรา
ทั้งนี้เพื่อป้องกันเราให้พ้นจากอุปสรรคปัญหาความยุ่งยากทั้งหลาย และมาร่วมอนุโมทนาบุญกับเราด้วย นอกจากเหล่าพรหมเทพเทวดาท่านมาพร้อมกันแล้ว ก็ยังมีพวกบรรดาบริวารของท่าน พวกผี ดวงจิตวิญญาณเร่ร่อนทั้งหลายมาร่วมโมทนาบุญอีกด้วย
เพราะนอกจากการทำบุญทำทานกราบไหว้พระ ทำสมาธิตามปกติแล้ว ในตอนอธิษฐานจิตอุทิศบุญแผ่เมตตาในตอนท้าย เราก็ได้เมตตาเผื่อแผ่บุญกุศลไปถึงสรรพสัตว์สรรพวิญญาณทั้งสามโลกโดยไม่มีประมาณอีกด้วย ซึ่งมีหลายคนบอกว่า เมื่ออัญเชิญพรหมเทพเทวดา แล้วพวกผีจะมาด้วย ขอบอกว่าไม่ต้องกลัวเรื่องผีเรื่องดวงวิญญาณพวกนี้ เพราะพวกนี้เขามาดี มาร่วมบุญมาขอส่วนบุญ ยิ่งทำให้เราได้บุญมากขึ้น
บ้านไหนหรือร้านค้าไหนสวดมนต์ประจำ ถึงจึงไม่สวดอัญเชิญพรหมเทพเทวดาหรือชุมนุมเทวดา แต่รับรองท่านก็มาเองแน่นอน เพราะที่ไหน เมื่อใดที่มีการสร้างบุญกุศลท่านจะรู้ด้วยตัวของท่านเองที่มีจิตละเอียดอยู่แล้ว อย่างน้อยก็เทพยดาอาลักษณ์ส่วนหนึ่งที่ปกป้องดูแลสถานที่ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ร้านค้าที่ทำงาน ท่านมาเองแน่
ซึ่งเมื่อท่านมาร่วมสวดมนต์ มาร่วมอนุโมทนาบุญแล้ว ท่านก็จะมาปกปักรักษาคนที่สร้างบุญรวมถึงสถานที่นั้นด้วย ยิ่งบ้านไหนไหว้พระสวดมนต์ประจำ มีพระพุทธรูป เทวดาท่านก็จะมากราบไหว้และรักษาพระพุทธรูปด้วย ทำให้พระพุทธรูปองค์นั้นๆ ศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งพระพุทธรูปองค์องค์ไหนคนกราบไหว้บูชาเยอะ ก็ยิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะเทวดามารักษาเยอะ เรื่องนี้ครูบาอาจารย์ท่านทราบดีจึงได้บอกว่า เวลาจะสร้างบุญกุศลใดๆ ให้สวดบทชุมนุมเทวดาเพื่ออัญเชิญท่านมาร่วมด้วยทุกครั้ง
บทสวดมนต์ชุมนุมเทวดา เป็นบทสวดมนต์เพื่ออันเชิญเทวดามาฟังธรรมของพุทธองค์ แต่ถ้าท่านรู้คำแปลแล้วจะเห็นว่าไม่เฉพาะเทวดาเท่านั้น จริงๆ แล้วเป็นการประกาศเชิญให้ผู้สนใจเข้ามาฟังธรรมของพุทธองค์ และบทสวดนี้ตอนขึ้นต้นจะเป็นการเตือนผู้สวดให้ระลึกอยู่เสมอว่า ต้องประกอบด้วยเมตตาจิต มีสมาธิไม่ฟุ้งซ่านนั่นเอง
จากนี้ไปจะบอกถึงทุกขั้นตอนในการเริ่มสร้างบุญอย่างละเอียด ในบทคาถาที่ใช้ต่อท้ายนั้น เป็นของ ธ.ธรรมรักษ์เอง สำหรับท่านที่จะสวดเพิ่มเติมคาถาหรือบทสวดใดก็ขอให้ท่านเลือกสวดได้ตามใจที่ท่านปรารถนาเพราะดีทุกบทแน่นอน

บทสวดชุมนุมเทวดา
ผะริตะวานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา อะวิกขิตตะจิตตา ปะริตัง ภะณันตุ
สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน
ทีเปรัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต
ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา
ติฏฐันตา สันติเก ยังมุนิวะระวะจะนัง สาธะโวเม สุณันตุฯ
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา…
คำแปล :
ท่านผู้เจริญ ผู้มีเมตตาขอจงแผ่เมตตาจิตไป อย่าได้มีจิตฟุ้งซ่านสวดพระปริตรเทอญ
ขอเชิญเทวดาทั้งหลายซึ่งสิงสถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นกามภพ ในชั้นรูปภพ สิงสถิตอยู่บนยอดเขา และที่หุบผา ทั้งที่มีวิมานอยู่ในอากาศ และภุมมเทวดาทั้งหลาย ซึ่งสิงสถิตอยู่ในทวีป ในรัฐ ในหมู่บ้าน บนต้นไม้ ในป่าชัฏ ในเหย้าเรือน และเรือกสวนไร่นา ตลอดทั้งเหล่ายักษ์ คนธรรพ์ และเหล่านาคทั้งหลาย ผู้เป็นสาธุชน ซึ่งอยู่ในน้ำ บนบก ที่ลุ่ม และที่ดอน จงมาชุมนุมกัน ขอเชิญฟังคำของพระมุนีเจ้าผู้ประเสริฐ
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม

คำบูชาพระรัตนตรัย
อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ (ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระพุทธเจ้า ด้วยเครื่องสักการะนี้)
อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อะภิปูชะยามิ (ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระธรรม ด้วยเครื่องสักการะนี้)
อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อะภิปูชะยามิ (ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระสงฆ์ ด้วยเครื่องสักการะนี้)

คำนมัสการพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ
(กราบครั้งที่หนึ่ง ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า)
สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ
(กราบครั้งที่สองให้นึกพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่พาเหล่าสรรพสัตว์ออกจากทุกข์)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ
(กราบครั้งที่สาม ให้ระลึกถึงพระสงฆ์ผู้สืบทอดเผยแผ่พระพุทธศาสนา)

คำขมาพระรัตนตรัย
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ

นมัสการพระพุทธเจ้า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
 
*ระหว่างที่เราเริ่มตั้งนะโมฯ ก็ให้เรานำเงินมา จบเอาไว้ในมือ จะกี่บาทก็ได้ 5 บาท 10 บาท หรือ 20 บาท หรือจะมากกว่านั้นตามแต่ศรัทธา จากนั้นก็เริ่มสวดบทต่อไป

บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อะนุตตะโร ปุริสสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ.

สวากขาโต ภะคะวา ธัมโม
สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ. (อ่านว่าวิญญูฮีติ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อุชุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ญายะปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สามีจิปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสสะ ยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย
อัญชะลีกะระนีโย อะนุตตะรัง ปุญญะเขตตัง โลกัสสา

คำกล่าวบูชาไตรสรณคมน์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

คำอาราธนาศีล
มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ    ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ทุติยัมปิ  มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ   ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ตะติยัมปิ  มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ    ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
(****ถ้า ศีล ๘ ให้เปลี่ยน ปัญจะ เป็น อัฏฐะ)

คำสมาทานศีล 5
1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ
2. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ
3. กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ
4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ
5. สุราเมระยะมัจฉะปะมาทะถานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ 

คำสมาทานศีล 8 (สำหรับผู้ที่ต้องการรักษาศีลบริสุทธิ์มากขึ้น)
1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
2. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
3. อะพรัหมะจะริยา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
5. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
6. วิกาละโภชนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
7. นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะ-มัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
8. อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

****เหตุผลที่จะต้อง สมาทานศีล 5 หรือศีล 8 ก่อนนั้นเป็นเพราะพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ต้องมีศีล 5 จึงจะได้ผลดี ไม่ใช่ว่าสวดมนต์ทุกวัน แต่ไม่มีศีล 5 ในใจ การสวดมนต์ก็เป็นเพียงการท่องจำไม่มีประโยชน์ และเป็นการทำให้ตัวเองบริสุทธิ์เป็นภาชนะที่สะอาดพร้อมที่จะรองรับสิ่งดีที่จะเข้ามาในชีวิต
สำหรับการถือศีล 8 นั้นจะยิ่งดีมากๆ ในวันเกิดของตนในรอบสัปดาห์หรือวันพระต่างๆ ซึ่งแล้วแต่การพิจารณาของท่านเอง หลังจากนี้จะเป็นบทสวดคาถาที่ท่านสามารถเลือกเอาตามที่ชอบ หรือจะเอาตามบทสวดข้างล่างนี้ได้เลย

คาถาหลวงพ่อโอภาสี
อิติสุคโต อะระหังพุทโธ  นะโมพุทธายะ ปฐะวีคงคา พระภุมมะเทวา ขะมามิหัง (3 ครั้ง)

คาถาพระมหาจักรพรรดิ์
นะโมพุทธายะพระพุทธะ ไตรรัตนะญาณ มณีนพรัตน์
สีสะหัสสะ สุธรรมาพุทโธ ธัมโม สังโฆ ยะธาพุทโมนะ
พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา
อัคคีทานัง วะรังคันธัง สีวลีจะมหาเถรัง
อะหังวันทามิ ทูระโต อะหังวันทามิ ธาตุโย
อะหังวันทามิ สัพพะโส พุทธะ ธัมมะ สังฆะปูเชมิ (สวด 9 จบ)
*****แล้วน้อมพลังพระเข้าตัวด้วยบทนี้
สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา
พะลัปปัตตาปัจเจกานัญ จะยังพลัง
อรหันตานัญ จะเตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส (5 จบ)
พุทธังอธิษฐามิ ธัมมังอธิษฐามิ สังฆังอธิษฐามิ

คาถาเงินล้าน เมตตาจากหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ
สัมปะจิตฉามิ
นาสังสิโม พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ (คาถาปัดอุปสรรค)
พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม (คาถาเงินแสน)
มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม (คาถาลาภไม่ขาดสาย)
มิเตพาหุหะติ (คาถาเงินล้าน)
พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง
วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ
มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม (คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า)
สัมปะติจฉามิ (คาถาเร่งลาภให้ได้เร็วขึ้น)
เพ็งๆพาๆหาๆฤาๆ……

(บูชา 9 จบ ตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด ข้อความอธิบายในวงเล็บไม่ต้องสวด)
(พรหมา-อ่านว่า พรม-มา)
(สวาโหม-อ่านว่า สะ-หวา-โหม)
****คนที่ต้องการรวยมีเงินหรือเดือดร้อนเรื่องเงินอย่างหนัก ขอแนะนำว่า ต้องสวดคาถานี้ทุกวันยิ่งมากจบยิ่งดี   และห้ามกินเหล้า เล่นการพนัน ต้องรักษาสัจจะยิ่งชีวิต พูดแล้วต้องทำได้ ถ้าทำไม่ได้อย่าไปรับปากคนอื่น ทั้ง 3 ข้อนี้เป็นข้อห้ามอย่างเด็ดขาด ใครทำได้บอกได้คำเดียวว่าพบกับความรวยแน่นอน

คาถาพาหุงมหากา หรือ พุทธชัยมงคลคาถา (ถวายพรพระ)
1. พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
2. มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
3. นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
4. อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโย ชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
5. กัตตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
6. สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
7. นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
8. ทุคคาหะ ทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถาโย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะ

(สวดจบแล้วแนะนำว่าให้กลับมาสวด พระพุทธคุณ บทเดียวหรือ 9 จบ หรือเท่าอายุบวกหนึ่ง)
ซึ่งเมื่อสวดทุกคาถาครบถ้วนก็ถือว่าวันนี้เราได้เป็นผู้มีศีลและสวดมนต์เสร็จแล้ว ต่อจากนั้น ให้ทำสมาธิอีกระยะหนึ่ง สำหรับคนที่ไม่เคยนั่งสมาธิแนะนำว่าให้นั่งในท่าสบายๆ อย่าไปเกร็ง เอามือซ้ายทับมือขวา ขาขวาทับขาซ้ายหรือนั่งในท่าที่ตัวเองรู้สึกสบายๆ หลับตา
สูดลมหายใจเข้าให้ ภาวนาคำว่า “พุท” หายใจออกเป็น “โธ” ปล่อยใจให้สบายนึกถึงพระพุทธรูปหรือพระอริยสงฆ์ที่เราเคารพก็ได้ นั่งสัก 5- 10 นาทีให้ใจสงบ อย่าไปบังคับลมหายใจปล่อยไปเรื่อยๆ เหมือนเราหายใจปกติ (หากมีอาการวูบวาบหรือเกิดนิมิตเห็นอะไรไม่ต้องตกใจ ให้หายใจลึกๆ 2- 3 ครั้ง นิมิตต่างๆ ก็จะหายไป ถ้ารู้สึกเจ็บหรือปวดเมื่อยตรงไหน ให้เอาใจไปจับตรงที่รู้สึกเจ็บ สักระยะหนึ่งก็จะคลายความปวด)
ในที่นี้อยากขอแนะนำในวิธีฝึกทำสมาธิจากครูบาอาจารย์ 2 ท่าน วิธีแรกเป็นวิธีฝึกทำสมาธิของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอริยสงฆ์ที่คนไทยทุกคนกราบไหว้ท่านได้อย่างหมดหัวใจอีกรูปหนึ่งที่เมตตาสอนไว้เป็น” ของวิเศษ” สำหรับทุกคน ที่ง่ายมากและเชื่อว่าทุกคนทำได้ ท่านเมตตาสอนไว้ว่า
“…นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย วางลงบนตัก ตั้งกายตรง (ไม่นั่งก้มหน้า ไม่นั่งเงยหน้า ไม่นั่งเอียงซ้าย ไม่เอียงขวา ไม่โยกหน้า ไม่โยกหลัง) ไม่กดและข่มอวัยวะในร่างกาย วางกายให้สบายๆ ตั้งจิตให้ตรง ลงตรงหน้า
กำหนดรู้ซึ่งจิตเฉพาะหน้า ไม่ส่งจิตให้ฟุ้งซ่าน ไปในเบื้องหน้าและเบื้องหลัง (อนาคตและอดีต) พึงเป็นผู้มีสติ กำหนดจิตรวมเข้าตั้งไว้ในจิต บริกรรมพุทโธจนกว่าจะเป็นเอกัคคตาจิต…” (เอกัคคตาจิต หมายถึง จิตที่เป็นอารมณ์เดียว)
และมีวิธีการฝึกแบบง่ายของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ อีกแบบหนึ่งที่อยู่ในหนังสือวิธีการฝึกพระกรรมฐานด้วยตัวเองแบบง่ายๆ  ขอเมตตาหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ กราบขออนุญาตนำมาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน และขออุทิศบุญส่วนกุศลที่เกิดขึ้นนี้เพื่อโมทนาพระคุณความดีของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำและผู้ที่นำมาเผยแพร่แก่สาธารณะชนทุกท่าน หลวงพ่อสอนไว้ดังนี้
“….ขอแนะนำให้ภาวนาว่า พุทโธ เพราะสั้นว่าง่ายและมีอานิสงส์มาก หายใจเข้านึกตามว่า พุท  หายใจออกนึกตามว่า โธ ใจนึกถึงพระพุทธรูปที่วัดไหนหรือพระที่บ้านก็ได้ หรือว่าชอบใจพระสงฆ์องค์ใดนึกถึงพระสงฆ์นั้นก็ได้ตามแต่ใจจะต้องการและจำภาพง่าย ถ้าพระพุทธรูปอยู่ใกล้ให้ลืมตาดูพระพุทธรูปพอจำได้ดีแล้ว หลับตานึกถึงพระพุทธรูป ถ้าภาพนั้นเลือนไปจากใจให้ลืมตาดูใหม่ แล้วหลับนึกถึงภาพพระทำอย่างนี้สลับกันไป ในไม่ช้าจิตจะทรงสมาธิได้ดีไม่ต้องมองภาพพระ จิตสามารถนึกถึงภาพพระได้ตลอดเวลาที่ต้องการอย่างนี้ท่านเรียกว่า จิตเป็นฌาน อารมณ์เข้าถึงขั้นที่ต้องการ…..”
จากตัวอย่าง 2 ตัวอย่างการฝึกนี้จากครูบาอาจารย์คนสำคัญของเมืองไทยคงจะพอทำให้ทุกท่านเข้าใจและฝึกสมาธิกันได้ด้วยตัวเองแล้วแบบง่ายมาก ที่ไม่ซับซ้อนอะไรมาก แต่การที่จะฝึกแบบกรรมฐานในชั้นสูงนั้น คงต้องแนะนำว่าต้องไปกราบและเรียนกับครูบาอาจารย์ขอเมตตาจากท่าน เพื่อฝึกให้จะเป็นการที่ดีและถูกต้องที่สุด และปลอดภัยที่สุดถ้ามีเวลาควรจะไป ไม่ว่าจะวัดใด สำนักไหนถ้าอยู่ในแนวทางของพระพุทธเจ้าล้วนดีเกิดผลดีทั้งสิ้นต่อผู้ที่ได้ฝึกเรียน
เมื่อทำสมาธิจนรู้สึกว่าจิตนิ่งดีแล้ว ในช่วงสุดท้ายขอให้พิจารณาเรื่องการเกิด แก่ เจ็บตาย อันเป็นเรื่องอนิจจัง อันเป็นเรื่องธรรมดาของโลก พิจารณาถึงร่างกายของเรานั้นมาจากดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุเมื่อถึงเวลาก็ต้องสูญสลายกลับคืนไปไม่มีเหลือ พิจารณาเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตที่กำลังก่อให้เกิดทุกข์  มองค้นหาถึงสาเหตุที่แท้จริงและการที่จะแก้ไขได้
หลายคนพิจาณาจนค้นพบความสุขที่แท้จริงของชีวิตเป็นปัญญาจะเกิดขึ้นเอง ไม่ได้มากการเรียนรู้จากภายนอก บางคนมองทะลุถึงเรื่องของทรัพย์สมบัติภายนอกเป็นเรื่องของวัตถุที่ต้องมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ต้องดับไปไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ใจก็เป็นสุข ได้ถอดถอนจากกิเลส ลดความอยากได้ อยากมีออกไปในชีวิตได้
ในการพิจาณานี้ถือว่าเป็นการเจริญวิปัสสนา ซึ่งเป็นมหาบุญกุศลและมีประโยชน์มากในชีวิตของคนเราทุกคน
ดังที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้ว่า การทำสมาธินั้นเมื่อกับการที่เราต้มน้ำร้อน ถ้าไม่เจริญวิปัสสนาต่อ ก็เหมือนปลุกข้าวจนออกมาเป็นรวงเต็มนาแต่ไม่ได้เอาไปกินหรือใช้ประโยชน์อะไร หรือเหมือนกับการต้มน้ำร้อนเสร็จแล้วเอาน้ำร้อนเททิ้งไปเสียไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย คนที่มีปัญญาต้องเอาน้ำร้อนนั้นไปใช้ประโยชน์ด้วย เหมือนกับการทำสมาธิในเบื้องต้นเพื่อให้จิตนั้นนิ่งมีกำลังเราเรียกว่า “สมถกรรมฐาน” หรือสมาธิภาวนา คือการฝึกจิตให้เกิดความสงบ ที่เราเรียกกันตามประสาชาวบ้านว่าการทำ “สมาธิ”
แต่เมื่อนิ่งแล้วต้องเอาจิตนั้นมาพิจารณาให้เกิดประโยชน์กับตัวเราเองเป็นการ “เจริญวิปัสสนากรรมฐาน” คือ การฝึกอบรมจิตที่สงบแล้วนั้นให้เกิดปัญญา เป็นการอบรมปัญญา ความรู้แจ้งเห็นจริงตามสภาพที่เป็นจริง การเจริญวิปัสสนานั้น เป็นการทำสมาธิขั้นสูงสุดได้มหาบุญกุศลที่สุดและคลายวิบากกรมได้ดีที่สุดด้วย เพราะเป็นบุญใหญ่
เมื่อได้ทำสมาธิจนสมควรแก่เวลาเมื่อจะออกจากสมาธิ ให้ทำใจให้อภัย ให้อโหสิกรรมกับเจ้ากรรมนายเวร คนที่ทำให้เราขุ่นข้องหมองใจ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม สัตว์ก็ตาม เมื่อให้อโหสิกรรมเสร็จแล้ว
ให้อธิษฐานดังนี้เสียก่อน
“ข้าพเจ้า………………….(ชื่อของเรา ถ้ามีการเปลี่ยนชื่อให้บอกทั้งชื่อเก่าและชื่อใหม่แต่ถ้าเปลี่ยนมาหลายครั้งจนจำไม่ได้ให้ใช้ชื่อเก่า)
ขออุทิศบุญที่เกิดขึ้นจากการทำทาน ศีล ภาวนา ที่สำเร็จแล้วในวันนี้ และที่เคยทำมาในอดีตชาติรวมถึงที่จะมีขึ้นในปัจจุบัน น้อมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ถวายและมีส่วนร่วมในพระบุญบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ตั้งแต่องค์ปฐมจนถึงองค์ปัจจุบัน พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอรหันต์เจ้า  พระโพธิสัตว์ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี  เพื่อโมทนาพระคุณความดีของพระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์ทุกพระองค์ ทุกองค์ ทุกท่านจนถึงที่สุด
โดยเฉพาะหลวงปู่ทวด หลวงปู่แสง สมเด็จโต ครูบาศรีวิชัย หลวงปู่มั่น หลวงปู่ฝั้น หลวงพ่อปาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ หลวงพ่อสด หลวงพ่อโอภาสี หลวงปู่โต๊ะ หลวงปู่ดู่ หลวงพ่อเกษม หลวงปู่แหวน หลวงปู่สิม หลวงปู่ดู่ และครูบาอาจารย์ที่ไม่ได้เอ่ยนามทั้งสิ้นทั้งปวง (สำหรับพระอริยสงฆ์ครูบาอาจารย์ที่ยกมาเป็นตัวอย่างนั้นเป็นของธงธรรมรักษ์ สำหรับท่านผู้อ่านแล้วขอแล้วแต่ท่านเลื่อมใส)
อุทิศแด่พรหมเทพเทวดาทั้ง 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน เทวดาประจำตัวของข้าพเจ้า เทวดาที่รักษาเคหะสถานและกิจการการค้า ดวงพระวิญญาณพระมหากษัตริย์แห่งแผ่นดินสยาม ท่านผู้มีพระคุณต่อแผ่นดิน บรรพบุรุษ ปู่ย่าตายาย ผู้มีพระคุณ ญาติก็ดีไม่ใช่ญาติก็ดี เหล่าสรรพสัตว์ เหล่าสรรพวิญญาณทั้งหลาย
อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย เทวดาใกล้ตัว คนใกล้ตัว สัตว์ใกล้ตัว โดยเฉพาะเจ้ากรรมนายเวรที่มาขัดขวางทางกุศลทั้งปวงในขณะนี้ ขอให้ท่านมาร่วมอนุโมทนาและโปรดรับบุญกุศลที่เกิดขึ้นนี้ หากท่านพอใจยินดีในบุญกุศลที่เกิดขึ้นนี้
ขอให้ท่านให้อโหสิกรรมและถอนตัวจากอุปสรรคต่างๆ ที่ท่านทำให้เกิดขึ้นทั้งปวง และข้าพเจ้าให้อโหสิกรรมต่อท่าน ขอถอนคำสาปแช่ง คาถาเวทมนต์ที่อาจจะเคยกระทำกับท่านทั้งปวง ขอให้หมดสิ้นเวรกรรมทั้งปวงต่อกันตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
หากท่านไม่สามารถมารับได้ ขอเมตตาจากท่านท้าวยมราช นายนิริยะบาล แม่พระธรณี ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 โปรดมาเป็นสักขีพยานในการสร้างบุญในครั้งนี้และขอเมตตาฝากบุญกุศลนี้ไว้กับท่าน เมื่อเจ้ากรรมนายเวรถึงเวลาอยู่ในภพภูมิที่รับได้โปรดเมตตาส่งบุญให้ด้วย
ขออานิสงส์ผลบุญนี้ จงเป็นพละปัจจัยให้ข้าพเจ้า (หรือผู้อื่นกรณีอุทิศให้ผู้อื่น) ปรารถนาสิ่งใดก็ให้ว่าไป โดยต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม (อาทิ เพื่อความสำเร็จต่างๆ ให้ธุรกิจการงานราบรื่น มีผลกำไรดี ให้คิดดี พูดดี ทำดีต่อกัน สนับสนุนกัน ขอให้หายเจ็บไข้ได้ป่วย ให้พ้นจากภาวะทุกข์ทั้งหลาย ปัญหาอุปสรรคทั้งหลายที่เป็นอยู่ ต้องระบุ บอกรายละเอียด ฯลฯ…) นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เทอญ
เมื่ออธิษฐานจิตจนเสร็จ จากนั้น เอาเงินที่จบไว้ในมือ ใส่เงินลงไปในภาชนะที่เตรียมไว้ที่หิ้งพระหรือโต๊ะหมู่บูชา หรือหน้ารูปพระ ในขณะที่ใส่ให้นึกถึงภาพว่าตนเองกำลังใส่บาตรกับพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอรหันต์เจ้า  พระสิวลี  พระอุปคุต พระสังกัจจายน์หรือพระสงฆ์ที่ท่านเคารพ
เสร็จแล้วต้องกรวดน้ำแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลทุกครั้งให้เจ้ากรรมนายเวร ให้ทำอย่างนี้ทุกวันอย่าให้ขาด เมื่อมีเวลาว่างให้เอาเงินนั้นไปทำบุญที่วัดเขียนหน้าซองว่า ถวายเป็นค่าภัตตาหาร เป็นสังฆทาน

คาถาแผ่เมตตา (แผ่ให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย)
สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ
อัพพะยาปัชฌา โหนตุ
อะนีฆา โหนตุ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ…
หลังจากนั้นให้เอาน้ำที่กรวดเสร็จแล้วไปรดที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ตอนที่รดน้ำให้กล่าวในใจหรือจะออกเสียงก็ได้ว่า
“ขอให้แม่พระธรณี ท่านพระยายมราช ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 โปรดมาเป็นสักขีพยานในการสร้างบุญของข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยเทอญ”
เมื่อรดน้ำเสร็จสิ้นก็ถือว่าเราได้สร้างบุญใหญ่แล้วในวันนี้ ขอให้หมั่นทำทุกๆ วันเท่าที่จะทำได้ เคล็ดสำคัญเวลาสวดมนต์ สวดคาถาอย่าไปนึกให้ให้รวยเร็วๆ หรือทางอกุศล เพราะจะเกิดกรรมไม่ดีไปขวางทางบุญเอาไว้ ถ้าอยากได้เรื่องอะไรให้ไปขอในตอนอธิษฐานจิตเอา
ขอให้รู้ไว้ว่า ถ้าทำได้ครบตามที่แนะนำมาทั้งหมด ทุกท่านก็จะได้บารมีครบถ้วน ทั้ง 10 ประการหรือบารมี 10 ทัศ ซึ่งประกอบไปด้วย
1. ทานบารมี ขณะที่เราสวดมนต์เสร็จ เราทำทานคือเอาเงินที่จบใส่ใน กระปุกออมสิน หรืออื่นๆ เป็น ทานบารมี
2. ศีลบารมี ขณะที่เราสวดมนต์อยู่ในขณะนั้นเราไม่ได้ทำบาปกรรมกับใคร มีศีลอยู่ในขณะที่สวดมี ศีลบารมี
3. เนกขัมมบารมี ขณะที่เราสวดมนต์อยู่ จิตของเราปราศจาก สิ่งมามารบกวนจิตใจ ถือว่าเป็นการบวชใจ ถือว่าเป็น เนกขัมมบารมี
4. ปัญญาบารมี การสวดมนต์ทำด้วยความศรัทธา ทำด้วยปัญญาที่เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ช่วยฝึกฝนให้เกิดสติ มีสมาธิเป็น ปัญญาบารมี
5. วิริยะบารมี ถ้าเราไม่มีความเพียร เราก็สร้างบุญทั้งทาน ศีลเจริญภาวนาในวันนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรานั้นคือ ความเพียรเป็น วิริยะบารมี
6. ขันติบารมี มีความเพียรแล้ว ไม่มีความอดทน ความเพียรก็ตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องมีความอดทน ความอดทนเป็น ขันติบารมี
7. สัจจะบารมี มีความเพียร มีความอดทนแล้ว และมีความจริงใจในการประพฤติปฏิบัติ ซึ่งความจริงใจคือ สัจจะบารมี
8. อธิษฐานบารมี เมื่อเราสวดมนต์เสร็จ ทำสมาธิ ตั้งจิตอธิฐาน การอธิฐานเป็น อธิษฐานบารมี
9. เมตตาบารมี ใส่บาตร สวดมนต์เสร็จ ก็ต้องแผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศล การแผ่เมตตาที่เราทำนั้นเป็น เมตตาบารมี
10. อุเบกขาบารมี ขณะที่เราแผ่เมตตา เราต้องทำใจของเราให้มีเมตตา ต่อสัตว์ทั้งหลาย ทำใจให้เป็นพรหมวิหาร 4 อุเบกขา วางเฉย อโหสิกรรม ให้อภัยกับบุคคลที่เราเคยล่วงเกินกันมา ไม่โกรธใคร ไม่เกลียดใคร ไม่ชอบใคร ไม่ชังใคร ทำใจให้นิ่ง ทำจิตให้สงบ วางใจให้เป็นอุเบกขา เป็น อุเบกขาบารมี
บารมี 10 ทัศนั้นถือว่าเป็นมหาบุญกุศล ที่ทำให้คนพบกับความสุขทั้งในทางโลกและทางธรรม
ครูบาอาจารย์ที่สอนเคล็ดวิชานี้ ที่ขอเมตตาจากท่านนำมาบอกอย่างละเอียดในบทนี้  ท่านยังบอกอีกว่าหากใครทำได้ครบถ้วนตลอดเวลาแล้ว ถือว่าเป็นการปลุกเสกตัวเองให้ศักดิ์สิทธิ์ด้วย ซึ่งจะส่งผลให้คนที่ทำนั้นสามารถสร้างปาฏิหาริย์ให้กับชีวิตตนเองได้ ไม่ว่าอยากสุข อยากรวย แค่ไหนก็ได้ทั้งนั้น แต่มีข้อแม้อย่างเดียวเท่านั้น
ต้องทำเท่านั้นถึงจะได้ ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย

Read Full Post »

Older Posts »