Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for เมษายน, 2011

โดย ธ.ธรรมรักษ์ และฤทธิญาโน

เคล็ดลับการสร้างทานใด ที่จะหนุนให้รวยตลอดชาตินี้ 

เรื่องนี้เป็นเมตตาของครูบาอาจารย์คนสำคัญของเมืองไทย ที่สอนไว้ว่า คนใดก็ตามที่อยากมีความสุข เจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน ขจัดทุกอุปสรรคและวิบากกรรมไม่ดี หมั่นทำทาน 3 อย่างเป็นสำคัญคือ วัตถุทาน ธรรมทาน และอภัยทาน

– วัตถุทาน หรือ อามิสทาน คือ การให้วัตถุ สิ่งของ หรือเงินเป็นทานที่เกิดผลดีต่อผู้รับ  

– ธรรมทาน คือ การสอนให้ธรรมะเป็นความรู้เป็นทาน คำว่า “ธรรม” ในที่นี้ หมายถึงความรู้ที่เขารู้ แล้วช่วยเขาจะพ้นทุกข์ได้ ซึ่งทำได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือเราให้ความรู้โดยตรงกับผู้รับ ทางอ้อมก็คือ มีส่วนร่วมในการให้ธรรมทานนั้น ช่วยพิมพ์หนังสือธรรมทาน ช่วยแจกเป็นธุระจัดการก็เข้าข่ายในการให้ธรรมทานเช่นกัน

– อภัยทาน คือการให้อภัยในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ดีกับเรา ไม่จองเวร หรือพยาบาทกัน การให้อภัยทานนั้นยากที่สุดในทานทั้งหมด แต่ให้ผลบุญมากที่สุดด้วย ตอนแรกอาจจะยากสำหรับใครบางคน ขอให้ใช้เรื่องพรหมวิหาร 4 เป็นตัวช่วย คือ เริ่มจากมีเมตตาต่อคนหรือสัตว์ที่เราจะให้อภัย เมื่อมีเมตตาจะไปต่อที่กรุณา จากกรุณาก็จะถึงจุดของมุทิตา คือ ยินดีที่เขามีความสุขที่เราให้อภัย สุดท้ายคือ อุเบกขา วางนิ่งเฉยไม่ทุกข์ ไม่สุขปล่อยให้กรรมนั้นดำเนินไปตามกฎแห่งกรรม

การให้อภัยทานต้องให้อภัยโทษ ยอมรับขมาแบบจริงใจหมดจด ให้อโหสิกรรมทั้งใจ ไม่มีติดค้าง ไม่มีหลบซ่อนความโกรธ ความอาฆาตแม้แต่น้อย  มีชีวิตที่ไม่เบียดเบียน ไม่กระทบกระทั่ง ไม่ประทุษร้ายต่อมนุษย์และอมนุษย์  มีชีวิตที่สว่างอยู่ด้วยจิตที่แผ่เมตตาให้ผู้อื่นทั้งกลางวัน กลางคืน

ด้วยทาน 3 อย่างนี้ถ้าใครทำได้ครบถ้วนในทุกวัน รับรองว่าไม่เกิน 1 เดือนชีวิตของท่านที่ได้ทำจะเปลี่ยนไป และทำแบบต่อเนื่องไม่มีหยุด ไม่ประมาทในบุญ ชาตินี้มีความสุข พบแต่เรื่องดีๆ ตลอดชาติแน่ เพราะได้พิสูจน์มาแล้วด้วยตัวของผู้เขียนเอง และคนใกล้ชิดที่ไปลองทำแล้วเกิดผลดีทุกคน สำหรับการให้ทานที่ถูกต้องและได้บุญมาก มีอยู่  3 องค์ประกอบที่ทุกคนทำได้ง่ายดายมาก คือ

– วัตถุทานนั้นบริสุทธิ์ หมายถึง วัตถุหรือเงินที่ซื้อวัตถุทานนั้น เป็นเงินที่มาจากการทำงานที่สุจริต ไม่ไปเบียดเบียน กรรโชก คดโกงใครมา ยิ่งมาจากน้ำพักน้ำแรง จากความยากลำบากยิ่งจะมีอานิสงส์มากเพราะเจตนานั้นสูงมาก

วัตถุทานนั้นไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากที่จะได้บุญมากเสมอไป ขอให้เงินบริสุทธิ์ ที่มาของวัตถุทานนั้นบริสุทธิ์ แม้เพียงสลึงเดียวก็ได้บุญมากกว่าเงิน 10 ล้านของนักการเมืองที่โกงประเทศชาติมาหรือพ่อค้าที่โกงคนอื่นมา

สำหรับการให้วัตถุทานนั้น มี 3 ประเภทและมีอานิสงส์แตกต่างกันที่เราควรรู้ไว้ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องนี้ แบ่งออกเป็น

ทาสทาน หมายความว่า การให้ของที่เลวกว่าที่เรากิน หรือของที่เลวกว่าที่เราใช้

สหายทาน หมายความว่า การให้ของเสมอที่เรากินอยู่ หรือที่เราใช้อยู่

สามีทาน หมายความว่า การให้ของที่ดีกว่าที่เรากินที่เราใช้อยู่

            ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในเรื่องของทาสทาน การทำทานหรือให้ของที่เลวกว่าที่เรากิน หรือเราไม่ใช้แล้ว  ถึงจะมีอานิสงส์แต่ก็อยู่ในความลำบาก ในสมัยพุทธกาล ท่านอาฬวีเศรษฐี เป็นมหาเศรษฐีมีทรัพย์ แปดสิบโกฏิ ถ้าเทียบในสมัยก็ประมาณเจ้าสัวใหญ่ที่มีเงินเป็นแสนๆ ล้านโน่น

พระราชาจึงตั้งท่านอาฬวีเป็นมหาเศรษฐี ที่แปลว่า ใหญ่กว่าเศรษฐีทั้งปวง ทั้งนี้เป็นเพราะในอดีตชาติได้ทำทานไว้มาก แต่น่าเสียดายที่ทานที่แกทำมาตลอดนั้นเป็นของเลว เป็นของที่คัดออกมาแล้วว่าแม้แต่ตัวเองก็ไม่อยากใช้ แกเอาไปทำทาน

ดังนั้นในชาติต่อมา อานิสงส์ของการทำทานนั้น ส่งผลทำให้เป็นมหาเศรษฐีมีเงินทองมากมายก็จริง แต่ว่าขอโทษที ท่านอาฬวีคนนี้อยู่อยากลำบากกายมาก ข้าวที่จะกินเม็ดสวยๆ ก็กินไม่ได้ ต้องกินข้าวหักหรือปลายข้าวจึงจะกินได้ กับข้าวต้องกินแต่ของที่เน่าเสียแล้ว หรือคนธรรมดาแทบกินไม่ได้

ของทุกอย่างที่แกใช้ทุกอย่างต้องเป็นของเลว ผ้าที่นุ่งก็ต้องนุ่งผ้าเก่า ใช้ผ้าใหม่ไม่ได้เลยเพราะมันคันไปหมดนอนไม่ได้ต้องคอยเกาอยู่ตลอดเวลา มีความเป็นอยู่ที่ลำบากมากถึงแม้จะมีเงินทองมากมาย

ในบ้านเรา ก็มีเศรษฐีที่ทำทานแต่ของเลวมากมาย ถ้าเราสังเกตดูดีๆ เมื่อไม่นานมานี้ ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า มีคนรวยคนหนึ่ง มีเงินนับเป็นร้อยๆ ล้าน แต่ชีวิตของแกนั้นเหมือนกับท่านอาฬวีเศรษฐีทุกประการ

มีเงินทองมากมายแต่เป็นคนที่ตระหนี่ถี่เหนียวมากๆ  ในเกือบทุกวัน คนรวยคนนี้ต้องกินข้าวต้มเม็ดเละๆ จากปลายข้าวที่เหลือจากการขายในร้าน เอามาต้มกินกับก้อนกรวดแช่เกลือ กินอยู่อย่างนี้ ไม่ใช่ไม่มีเงินนะ แต่ไม่ซื้อกิน เพราะใจมันมัวแต่คิดตะหนี่ขี้เหนียว ใจมันเสียดายอยู่ตลอดเวลา ทำให้แกเป็นโรคร้าย เพราะชั่วชีวิตนี้ไม่เคยกินอาหารดีๆ กับเขาเลย

เวลาแกเจ็บป่วยไปนอนโรงพยาบาล ลูกก็อยากให้พ่อได้กินผลไม้ดีๆ ไปซื้อมังคุดกิโลละ 30 บาทมาให้กิน คนรวยคนนี้แม้จะนอนเจ็บพูดแทบไม่ได้ แต่พอแกพอเห็นมังคุดที่ลูกเดินถือเข้ามาเท่านั้น

แกโกรธลูกมาก เหมือนลูกไปทำความผิดอะไรมาใหญ่โต แกด่าเสียเละเทะเลยว่า ไปซื้อมาทำไม เปลืองเงิน ด่าลูกจนลูกร้องไห้ แกด่าว่ามีลูกทั้งทีก็โง่เหมือนควาย ใช้เงินไม่เป็นทั้งๆ ที่ลูกนั้นตั้งใจดีเห็นพ่อป่วย อยากจะซื้อผลไม้ดีๆ มาปอกให้พ่อได้กินชื่นใจ มีความสุขในบั้นปลาย

คนรวยแบบนี้มีเงินมากก็จริง แต่ทั้งชีวิตไม่ได้รับสิ่งดีๆ เลย มีเงินเหมือนมีเศษกระดาษ มีทองเหมือนเป็นก้อนหิน เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะทาสทาน คือ แกเคยทำทานด้วยของไม่ดีมาก่อนนั่นเอง

ดังนั้นจะขอแนะนำว่าเวลาที่จะทานควรพิจารณาในเรื่องนี้ด้วยว่า เราให้ของที่ดีที่สุด ประณีตเท่าที่จะทำได้ในเวลานั้นหรือไม่

– ผู้ให้บริสุทธิ์ หมายถึง คนที่ให้มีเจตนาบริสุทธิ์ทั้งก่อนให้ ขณะให้และหลังการให้ ไม่คิดหวังผลตอบแทน ประเภททำบุญสิบบาทหวังถูกหวย 10 ล้าน ก็จะยากสักหน่อย เพราะหวังผลตอบแทน กิเลสตรงนั้นที่เกิดขึ้นจะเป็นลดทอนบุญที่ควรจะได้ลงไป เป็นอุปสรรคมาขวางทางบุญไว้

ที่บอกว่าเวลาที่ทำบุญแล้วควรทำใจให้สบาย ทั้งก่อนให้ทานนั้น หมายความว่า เรามีความตั้งใจที่จะทำบุญ เพื่อเผื่อแผ่ผู้อื่นให้มีความสุข เพื่อเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา ให้เจริญรุ่งเรือง เป็นหลักชัยในการสั่งสอนคนให้ดี

กำลังให้ทานนั้น ใจของเราต้องไม่คิดอะไรไปวุ่นวาย บางคนกำลังให้ทาน จะชอบคิดสงสัยหรือวิตกว่า ของที่เรากำลังให้นั้นสมควรที่ผู้รับจะได้ไปหรือไม่ คิดว่าเขาจะเอาไปทำอะไร คิดมากจนจิตมันส่าย แทนที่จะนิ่งเพื่อให้ทานนั้นสำเร็จ เกิดบุญ กลับกลายเป็นว่าไปลดทอนกำลังบุญเสีย

และหลังการให้ทาน ไม่ควรเสียดาย หรือมีใจคิดฟุ้งซ่านไปอีก ประเภท ของที่เราให้ไปเมื่อตะกี้จะถึงวัด เขารับไปแล้วจะถึงวัตถุประสงค์ของเราหรือไม่ อย่าไปคิดแบบนั้น เมื่อให้ไปแล้วก็จบกันไป ถือว่าให้ขาดไปเลย

การอธิษฐานหลังทำบุญนั้นก็สำคัญ ควรที่จะอธิษฐานไปในทางดี เพื่อให้เรามีความสุข ความขัดข้องอุปสรรคต่างๆ  ความไม่มี ความขัดสน อย่าเกิดในชีวิตก็พอ อย่าไปอธิษฐานแบบมีข้อแม้แบบขอไปด้วยในตัว

ประเภทว่า ขอให้บุญนี้ส่งผลให้ถูกหวย ส่งผลให้สอบได้ ส่งผลให้ขายนั่นขายนี่ได้ เจาะจงลงไปอย่างนั้นอย่างโน่น ตกลงเรามาทำบุญเพื่อละกิเลส สร้างกำลังใจที่จะเพียรทำความดี หรือมาทำบุญเพื่อการลงทุนกันเพื่ออะไรกันแน่

ขอแนะนำว่า ขอให้เพียรทำความดี ให้ทานโดยไม่หยุดยั้งเท่าที่เราจะทำได้  เมื่อถึงเวลาบุญจะทำหน้าที่ตามเหตุและปัจจัย บุญนั้นจะส่งผลให้เราอัศจรรย์ใจแน่นอน มีตัวอย่างมามากมาย

ผู้รับนั้นบริสุทธิ์ คือ ผู้รับนั้นยิ่งมีศีล เป็นคนดี บริสุทธิ์ มีความชอบธรรมมากเท่าใด บุญที่เราให้ก็จะเกิดผลมากขึ้นเท่านั้น ผู้รับที่บริสุทธิ์มาก เรียกว่า เป็นคนที่มีเนื้อนาบุญสูง สิ่งเหล่านี้เป็นเคล็ดลับ สำคัญที่จะทำให้เรามีความสุข ความเจริญ นำความร่ำรวยมาสู่ชีวิตได้ แบบยิ่งทำยิ่งรวยแน่นอน

ขอให้พึงสังเกตอะไรอย่างหนึ่ง คนรวยนั้นทำไมมักชอบทำบุญกับพระผู้ใหญ่ที่มีคนเคารพกราบไหว้มากมาย  ก็เพราะเขารู้ว่า ท่านเหล่านั้น เป็นผู้ที่มีเนื้อนาบุญสูง พระผู้ใหญ่เหล่านี้เมื่อรับทานมาแล้ว ท่านจะรีบเอาปัจจัยเหล่านั้นไปสร้างบุญต่อ ทั้งสร้างโรงพยาบาล สร้างวัด หรือสิ่งที่เป็นสาธารณะประโยชน์ สงเคราะห์คนหมู่มาก บุญนั้นก็ออกดอก ออกผลมากขึ้น

และผู้ที่ทำทานก็จะได้บุญมากขึ้นๆ เพราะ ทุกคนที่มาใช้บริการนั้น เขาจะรู้สึกขอบคุณ มีการโมทนาบุญนั้นตลอดเวลา จากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นหมื่นเป็นแสน เป็นล้านไม่รู้จบ ครูบาอาจารย์ท่านเรียกว่า “บุญงอก” ออกมา

หลายคนบอกว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ท่านไหนมีเนื้อนาบุญสูง ท่านไหนบริสุทธิ์แค่ไหน ขอให้ดูที่วัตรปฏิบัติของท่านเป็นสำคัญ หรือถ้าไม่รู้ หรือไม่มีโอกาสได้ไปทำบุญกับท่าน แต่อยากได้บุญมากมีวิธีแบบง่ายๆ แต่ได้ผลเลิศ

ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้ว่า  เวลาที่เราใส่บาตร ทำสังฆทานหรือทำบุญด้วยวิธีใดนั้น ขอให้อธิษฐานถวายแด่พระพุทธเจ้าไปเลย พระสงฆ์ที่ท่านกำลังรับนั้น ท่านเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ เราทำบุญกับพระพุทธเจ้าโดยตรง อานิสงส์ของบุญนั้นจะมากมายขนาดไหน ลองนึกเอา

และให้อธิษฐานในทุกวัน ขอให้ได้มีโอกาสทำบุญกับท่านที่มีเนื้อนาบุญสูง หรือผู้มีศีลกำกับ เพราะการทำบุยอย่างน้อยกับผู้มีศีลก็ได้บุญมาก มีวิธีการหนึ่งที่ดีมากขอเผยแพร่ ให้ทำกันเยอะๆ เวลาจะช่วยเหลือใคร ให้เงินใครหรือแม้แต่ลูก ให้พี่ให้น้อง ให้ใครก็ได้

ให้เขาสมาทานศีลเสียก่อน ทานที่ให้นั้นจะได้บุญมากขึ้นเพราะเราทำทานกับผู้มีศีลแล้วด้วยการที่เขาสมาทานก่อนที่จะรับทานนั้น

นอกจากตัวเราเองเป็นผู้ทำบุญแล้ว การที่เราเป็นผู้ที่ชอบชักชวนผู้อื่นให้ทำบุญนั้น ก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้มีบุญมาก และร่ำรวยมากขึ้นได้เพราะการชักชวนผู้อื่น กลายเป็นเครือข่ายของกัลยาณมิตร ที่จะช่วยส่งเสริมกันและกันในทางดีทุกวิธีทาง

พระพุทธเจ้า ท่านตรัสสอนไว้ ในเรื่องของการทำบุญไว้ว่า

บุคคลใดทำบุญด้วยตนเอง ไม่ชักชวนคนอื่น ถ้าเกิดในชาติต่อไปจะร่ำรวยโภคสมบัติ แต่ขาดเพื่อน ขาดบริวารสมบัติ

ถ้าดีแต่ชักชวนเขาไม่ทำเอง ชาติต่อไป มีเพื่อนมาก แต่ตัวเองจน

ถ้าทำบุญด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นด้วย รวยด้วย มีพรรคพวกมากด้วย

อ่านมาถึงตอนนี้แล้ว ลองพิจารณาดูก็ได้ว่าเป็นจริงหรือไม่ ลองสังเกตคนที่อยู่รอบๆ ตัวเราว่าเป็นอย่างที่พระพุทธองค์ ได้ทรงตรัสเอาไว้หรือไม่

ประเภทรวย แต่ไม่มีเพื่อนเคยเห็น เคยได้ยินได้เห็นมาหรือไม่

ประเภทเพื่อนเยอะ แต่จนแสนจน มีหรือไม่

ประเภททั้งรวย ทั้งมีเพื่อนมากมาย ทำอะไรทีก็มีคนมาช่วย เพราะรู้จักคนเยอะ

ในบรรทัดสุดท้ายนั้นสำคัญมาก ขอให้เราลองมาพิจารณากันดู ถ้าทำบุญด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นด้วย รวยด้วย มีพรรคพวกมากด้วย เรื่องนี้นั้นสำคัญมาก เพราะสายใยแห่งบุญที่เชื่อมคนที่ทำบุญร่วมกันมานั้น จะทำให้การทำงานใดๆ การค้าขายใดๆ นั้นสำเร็จได้โดยง่าย เพราะมีบุญกลุ่มหนุนนำอยู่ เรียกว่า “บุญกลุ่ม”

เปรียบเหมือนกับกระแสน้ำ ถ้าไหลมาจากที่เดียวนั้น อาจจะมีพลังน้อย แต่ถ้าไหลมาจากหลายสายรวมกัน ก็จะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ไม่มีใครต้านทานได้ วิบากกรรมไม่ดีที่มีกำลังน้อยกว่า ไม่มีทางต้านกรรมดีที่ใหญ่กว่าได้เลย เมื่อไม่มีอุปสรรคขัดขวาง งานที่ทำนั้นก็เกิดผลดีได้ง่ายดาย

ในบริษัทใหญ่หรือองค์กรใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในการทำมาค้าขายนั้น ขอให้สังเกตกันเถอะว่า คนในบริษัทนี้ชอบทำบุญกันทั้งนั้น เวลาไปทำบุญกันทีจะไปหรือทำกันเป็นหมู่คณะ บุญที่ได้จึงเป็นบุญกลุ่มที่ใหญ่และส่งผลได้มาก อานิสงส์บุญนั้นเป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ทำให้บริษัทหรือองค์กรนั้น เจริญขึ้นแบบรวดเร็ว รวยเอาๆๆ

บางองค์กรเขาออกเงินมาก้อนหนึ่งซึ่งไม่มากมายอะไรแล้วก็บอกบุญพนักงานทั้งหมดร่วมกันทำบุญคนละบาท สองบาทเอามารวมกันแล้วร่วมกันอนุโมทนามอบเงินนั้นให้พนักงานใส่บาตรทุกวัน

โดยใช้วิธีการเวียนกันไปใส่บาตร เช่น นายบุญน้อยไปใส่ 15 วันต่อไปก็นางบุญใหญ่ ไปใส่บาตรต่ออีก 15 วันมีพนักงานเท่าไหร่ก็หมุนกันไปใส่จนครบแล้วเริ่มต้นใหม่ บุญในองค์กรนี้ไม่เคยขาดสายแม้แต่วันเดียว ผลทางตรงที่เห็นได้ชัด พนักงานคนนั้นก็ตื่นเช้าขึ้น มาทำงานทัน บุญทางอ้อมพนักงานที่ทำบุญด้วยกัน ก็อิ่มเอิบใจมีแรงใจในการทำงานร่วมกัน เมื่อองค์กรใดก็ตามมีพนักงานสามัคคี ทำอะไรก็สำเร็จ

ส่วนในเรื่องผลแห่งทานนั้น หากน้อยไปหรือมีกำลังไม่มากนัก อย่างน้อยที่สุดก็จะส่งผลให้เกิดมาได้เป็นมนุษย์อีก หากมีกำลังแรงมากด้วยศรัทธาและใจสูงก็อาจนำให้ไปเกิดในเทวโลก 6 ชั้น ในชั้นใดชั้นหนึ่ง ตามกำลังศรัทธาในทานและบุญ เมื่อได้เสวยสุขจนสิ้นบุญแล้วด้วยเศษบุญที่ยังหลงเหลืออยู่ ก็จะน้อมนำให้มาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง

แต่เมื่อได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วด้วยเศษบุญนั้นจะทำให้เกิดในตระกูลที่ร่ำรวยสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สิน หรือไม่ก็เกิดมาเป็น คนที่มีลาภมาก ทำมาหากินขึ้นร่ำรวยในภายหลังและทรัพย์สมบัติที่หามาได้ก็จะไม่หายไปเพราะเหตุร้ายต่าง ๆ แต่จะมั่งคั่งหรือร่ำรวยในวัยใดนั้นสุดแล้วแต่ผลแห่งทานจะส่งผล

ท่านผู้อ่านคงจะเคยได้พบคนที่ร่ำรวยในช่วงอายุ ที่แตกต่างกันไปใช่หรือไม่ เป็นต้นว่า ร่ำรวยตั้งแต่เกิดมีกินมีใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด หรือ เกิดมายากจนแต่บั้นปลายรวย หรือ แม้กระทั่งรวยในตอนต้นแต่จนในตอนปลายก็ เรื่องนี้เป็นอานิสงส์แห่งผลทานที่ได้ทำซึ่งจะขออนุญาตอธิบายให้รับทราบกันคือ

1. คนที่ร่ำรวยตั้งแต่ต้น

คนที่เกิดมารวยตั้งแต่เกิดเพราะในอดีตได้ทำทานอย่างสม่ำเสมอมีความสมบูรณ์ ในเจตนาตั้งแต่ก่อนจะทำทานว่า ก่อนทำทานก็มีความยินดีมากที่จะได้ทำเพื่อหวังจะให้คนอื่นมีความสุขเมื่อได้เกิดมาจึงได้เกิดมาอยู่ในตระกูลที่ร่ำรวย ชีวิตในวัยต้นอุดมสมบูรณ์พร้อม ไม่ต้องขวนขวายเลี้ยงตัวเองมากก็มีความสุขสบาย และถ้ายิ่งได้เรียนรู้ในธรรมและไม่ประมาทในชีวิตขยันขันแข็งประกอบอาชีพอย่างสุจริตก็จะร่ำรวยได้ตลอดชีวิตไม่มีตกอับแน่นอน

แต่ถ้าหากประมาทในการสร้างบุญกุศลและไม่รู้จักรักษาทรัพย์ที่มีไว้ให้ดีและไม่เรียนรู้จะสร้างทรัพย์ต่อมัวหลงระเริงในความสุข ก็จะพบกับความทุกข์ในเบื้องปลายได้ตามกฎแห่งกรรมที่เป็น กรรมใหม่ได้เช่นกัน

2. คนที่ร่ำรวยในวัยกลางคน

คนที่ร่ำรวยในวัยกลางคนเป็นเพราะ ได้ประกอบกรรมใหม่ที่เป็นกรรมดีสะสมในปัจจุบันเรื่อยไปอีกทั้งมีความขยันขันแข็งในกิจการงาน มีความซื่อสัตย์สุจริตแม้เกิดมามีฐานะยากจนหรือปานกลางก็กลายเป็นคนร่ำรวยได้เพราะการกระทำที่ดีของตนส่งผลเมื่อ รวมกับเศษบุญเก่าที่เคยทำด้วยเจตนาในการทำทานเพราะมีความบริสุทธิ์ในช่วงที่ 2 คือ ระยะระหว่างที่ให้ทานมีความบริสุทธิ์ แต่ไม่ได้บริสุทธิ์ในขณะก่อนจะให้

เพราะช่วงก่อนที่จะลงมือทำทานนั้น ตนเองไม่ได้มีจิตศรัทธาในกฎแห่งกรรม ไม่มีความยินดีในการให้ทานหรือในความดีมาก่อนและไม่คิดจะทำทานมาก่อนเลย แต่พอได้ตัดสินใจทำทานไปขณะที่ทำ ก็เกิดความรื่นเริงยินดีในการทำทานขึ้นมา ด้วยเศษผลบุญของระยะทานนี้ จึงได้เกิดมามีฐานะที่ไม่ร่ำรวยหรือแม้แต่ยากจนไปเลย ต้องต่อสู้สร้างฐานะด้วยตัวเองมาตั้งแต่วัยเด็ก

แต่เมื่อถึงวัยกลางคนด้วยบุญที่สะสมไว้ทั้งในปัจจุบันและ เศษบุญจากอดีตที่ได้ทำทานขณะที่ให้ทานได้ส่งผล ทำให้ ประสบความสำเร็จเจริญรุ่งเรือง และหากในอดีตชาติเจตนาในการทำทานได้บริสุทธิ์ในระยะที่สามด้วยแล้ว บุญนั้นก็จะส่งผลให้กิจการงานที่ทำได้เจริญรุ่งเรืองตลอดไปไม่ประสบความล้มเหลวหรือหายนะในเบื้องปลายได้เลย

แต่ถ้าหากว่าในอดีตชาติไม่ได้ทำทานด้วยสมบูรณ์ในเจตนาในระยะที่สามในบั้นปลายชีวิตก็อาจมีเหตุล้มเหลวในบั้นปลายเกิดขึ้นเพราะผลแห่งทานหมดกำลังลงไปและขึ้นอยู่กับกรรมใหม่ที่เราได้ทำในชาติปัจจุบันนี้ด้วย ดังนั้นในปัจจุบันชาติเราจึงต้องหมั่นทำบุญทำทานอยู่ตลอดเพื่อเป็นการเสริมกำลังบุญเป็นแรงสนับสนุนให้ชีวิตรุ่งเรืองได้ตลอดชีวิต

3. คนที่ร่ำรวยในช่วงบั้นปลายชีวิต

คนที่ร่ำรวยในบั้นปลายชีวิตเพราะเศษบุญเก่ารวมกับบุญใหม่ที่ได้ทำส่งผลในช่วงหลังคือหากเป็นบุญเก่าเพราะ ผลแห่งทานที่ผู้กระทำมีเจตนาไม่ดีในระยะก่อนให้ทาน และ ระหว่างให้ทาน แต่ไปมีความยินดีในระยะสุดท้าย เช่นก่อนทำก็ทำทานเพราะบังเอิญทำตามพวกพ้องไปแบบเสียไม่ได้ ขณะให้ก็ไม่ได้ศรัทธา และพอให้ไปแล้วกลับไปหวนคิดถึงผลแห่งทานจิตใจก็เกิดความยินดีเป็นสุขขึ้นมา

ด้วยเศษบุญนี้ชาติปัจจุบันจึงได้เกิดมายากจนและต้องทำงานหนักไปเกือบตลอดชีวิต ต้องต่อสู้ดิ้นรนขวนขวายสร้างตนเองยาวนาน แม้จะเลยวัยกลางคนไปแล้วก็ต้องล้มลุกคลุกคลานตลอดมา แต่ในปัจจุบันชาติก็ได้ประกอบคุณงามความดีทำทานอยู่เสมอมาโดยตลอดเช่นกัน

พอถึงช่วงบั้นปลายชีวิตทำให้ผลแห่งทานนั้นได้ส่งผล เกิดเหตุประสบช่องทางที่เหมาะ ทำให้กิจการงานเจริญรุ่งเรืองแบบไม่น่าเชื่อทำมาค้าขึ้นอย่างไม่คาดฝันตัวอย่างชีวิตคนจริงๆ ที่เห็นได้ชัดก็มีบุคคลสำคัญ ๆ ของโลกที่ร่ำรวยมหาศาลในช่วงปลายชีวิตก็มีให้เห็นจริงๆ

เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้วว่า เราควรสร้างบุญอย่างใดดี ก็เร่งพิจารณาเอาเองว่า ถ้าอยากจะเป็นคนรวย มีความสุข มีพวกพ้องมากมาย ทำอะไรก็สำเร็จตามที่ตนนั้นปรารถนา ควรทำบุญด้วยของที่ดี ทำทานให้ครบทั้ง 3 ประการและชักชวนคนอื่นมาร่วมสร้างบุญด้วยกัน

อยากจะเป็นคนที่มีความสุขและร่ำรวยตลอดกาล ต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน  เป็นคนดี หมั่นสร้างบุญกุศล เรื่องของกรรมเก่า ชาติเก่านั้นเราไม่มีทางรู้ได้ว่าเราไปทำอะไรมาบ้าง และจะต้องไปตามแก้กันอย่างไร

ซึ่งที่จริงแล้ว กรรมนั้นแก้ไม่ได้ เพราะมันเกิดขึ้นแล้วต้องส่งผลแน่นอน ที่บอกกันว่าไปแก้กรรมนั้น เป็นเรื่องเข้าใจกันผิดๆ และเป็นการเล่นคำที่ทำให้คนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย 

ขอให้เข้าใจด้วยว่า ที่บอกว่าแก้กรรมได้ ในความเป็นจริงก็คือ การไปขออโหสิกรรมเพื่อให้กรรมนั้นยุติการส่งผลหรือเปลี่ยนจากหนักเป็นเบา  เมื่อเจ้าหนี้หรือเจ้ากรรมนายเวรเขาพอใจได้รับการชดใช้หรือใจดี เพราะเห็นเราสำนึกผิด ทำความดี ทำบุญไปให้เขา เขาก็ยกโทษหรือลดโทษหรือในภาษาโบราณเรียกว่า “อดโทษ” ให้

แต่ทว่ายังคงได้รับเศษเวรเศษกรรมอยู่ดี จากที่น่าจะตายก็เหลือเพียงแขนหัก ขาหัก น่าจะไฟไหม้หมดตัว ก็เหลือเพียงไหม้แค่ห้องครัว น่าจะต้องสูญเสียคนที่รัก ก็เหลือเพียงเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

กรรมบางกรรมที่ไม่ใช่กรรมหนักนั้น ชาตินี้อาจจะไม่ส่งผลเลยก็ได้ ที่ไม่ส่งผลนั้นในชาตินี้ มีหลายสาเหตุ แต่ที่แน่ๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า บุญใหม่ที่เราทำในชาตินี้ มีอานิสงส์ มีกำลังมากกว่า ทำให้วิบากกรรมเก่าที่ไม่ดีส่งผลไม่ได้หรือที่เรียกว่า สร้างบุญใหม่หนีกรรมเก่านั่นแหละ

ขอให้คิดว่า ชาติเก่าเป็นอย่างไรก็ช่างมันเถอะ เราไม่รับรู้แล้ว มันจบไปแล้วไปแก้ไขอะไรไม่ให้มันเกิดไม่ได้แล้ว   เอาชาตินี้ ชาติที่เห็นกันชัดๆ ดีกว่า อย่ายอมจำนนต่อกรรมเก่า เร่งสร้างกรรมดี สร้างบุญ ให้ส่งผลให้เห็นกันเลยในชาตินี้ จงจำไว้เสมอว่า

คนมีบุญเท่านั้นที่จะรวยได้เท่านั้น

            บุญบารมีนั้น เป็นพลังที่มีอำนาจที่เกิดในทางที่ดีเท่านั้น ได้แก่ คุณธรรม จริยธรรม ที่ได้กระทำ หรือบำเพ็ญกันมาอย่างยาวนานมากพอ ซึ่งเราต้องทำของเราเอง ใครอยากได้ก็ต้องทำเอาบำเพ็ญเอา เช่น การที่เราก้มลงกราบพระ ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย นั้น ก็เป็นบุญอย่างหนึ่ง ที่ได้เคารพนบนอบต่อ พระรัตนตรัย เคารพต่อในสิ่งที่ดี เป็นต้น

            การที่เราได้มีโอกาสเกิดมา และ เติบโตขึ้น เป็นเพราะ ในตัวของแต่ละคนมีบุญบารมีอยู่ที่ช่วยเกื้อหนุนให้มีความสุขและดำรงตนอยู่ได้  ไม่เช่นนั้นเราก็ไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และที่เราเป็นมนุษย์และยังมีความสุขน้อยอยู่ก็เพราะ มีบุญน้อย จิตหรือ กายทิพย์ยังไม่ผ่องใส จึงไม่มีพลังพอที่จะดึงดูดสิ่งดีๆ อื่นๆ เข้ามาช่วยเสริมสร้างชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

            การทำบุญ ทำความดี นั่นเอง จึงเป็น สิ่งที่เราต้องทำก่อน ที่เราจะเข้าหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่เป็นสิริมงคล จึงจะมีพลังอำนาจมาคอยเกื้อหนุนเราให้เราประสบความสำเร็จและโชคดี ดังนั้นก่อนจะเข้าหาสิ่งที่เป็นสิริมงคลในชีวิต ขอให้เราสร้างคุณความดีให้มากพอ มากที่สุดที่เราทำได้

1. การบูชาเทวดาประจำตัว

ก่อนที่เราจะทำการบูชาเทวดาประจำตัวนั้นขออธิบายเป็นการบอกกล่าวเพื่อความเข้าใจเรื่องเทวดาประจำตัวเสียก่อน

เทวดาที่เราเข้าใจกันว่าเป็นเทวดาประจำตัวนั้นจริงๆแล้ว เทวดาเหล่านั้นท่านไม่ได้อยู่คอยติดตามตัวเราอย่างที่หลายคน ๆเข้าใจ คนส่วนใหญ่พร้อมจะเชื่อว่าเหตุการณ์ที่ดีหรือร้ายนั้นเกิดขึ้นเพราะความบังเอิญหรือไม่ก็สิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างเทวดามาช่วยบันดาลให้เกิด ไม่ได้มองไปถึงเรื่องกฎแห่งกรรม พอได้ดีมีความสุขก็เลือกที่จะเชื่อว่าเทวดาท่านดลบันดาลมาให้ ส่วนเรื่องร้าย ๆที่เกิดขึ้นก็มักจะโทษว่าเพราะเทวดาไม่ยอมมาดูแลปกป้องหรือว่าเป็นเหตุบังเอิญที่ทำให้โชคร้าย

เมื่อคิดกันอย่างนี้ก็เป็นการง่าย เพราะการเลือกที่จะเชื่ออย่างนั้นเป็นการง่ายที่จะไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบในผลการกระทำของตนเองเลย อะไร ๆก็อ้างว่าเป็นเหตุบังเอิญ, พรหมลิขิต, เทวดาบันดาล และอื่น ๆอีกมากมาย ที่ทำให้หลายคนเชื่อว่าเรื่องการมีเทวดาประจำตัวนั้นเป็นเรื่องจริงในแบบที่ว่าท่านจะต้องคอยอยู่ติดตัวคอยดลเหตุการณ์ใด ๆที่ดีหรือร้ายให้เกิดขึ้นในแต่ละวัน

แต่ถ้าจะถามว่าเทวดาประจำตัวนั้นมีจริงหรือเปล่า ขอให้ลองตั้งข้อสังเกตดูก่อนสักหนึ่งดูว่า การเกิดเป็นเทวดานั้นจะต้องบำเพ็ญบุญกุศลคุณงามความดีมากมาย กว่าจะได้ไปบังเกิดในภพภูมิที่เป็นสุขอย่างนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการเกิดเป็นเทวดา

แล้วลองนึกภาพตามต่อไปอีกว่าถ้าจะให้เทวดาเหล่านั้นท่านต้องมาคอยตามดูแลเป็นองครักษ์คอยพิทักษ์ปกปักรักษาคนที่เป็นมนุษย์อยู่ตลอดเวลาก็คงจะเป็นไปไม่ได้

คิดตามหลักเหตุผล เพราะว่าเหล่าเทวดาท่านอุตส่าห์ได้สู้ทำบุญมามากๆ จนพ้นจากความเป็นมนุษย์มาแล้วแต่สุดท้ายต้องกลับมากลายเป็นบอดี้การ์ดประจำตัวมนุษย์คนใดคนหนึ่งคอยคุ้มครองหรือกลายเป็นทั้งที่ผู้คอยมอบความสุขให้มนุษย์เสียอย่างนี้ ท่านเหล่านั้นจะทำบุญเพื่อเป็นเทวดากันไปทำไม ถ้าถามตัวเราเองเราก็คงไม่อยากจะเป็นเทวดาประจำตัวใครในลักษณะนี้เช่นกันใช่หรือไม่

แต่การมีอยู่ของเทวดาแล้วการลงมาช่วยเหลือมนุษย์นี่ก็มีความเป็นไปได้ การช่วยเหลือกันข้ามภพข้ามชาตินั้นก็เหมือนกับการที่เราเป็นมนุษย์อยู่แล้วไปช่วยสัตว์เดรัจฉานอย่างเช่น คนไปเก็บแมวหมาจรจัดมาเลี้ยง การช่วยช้างที่ตกบ่อให้ขึ้นมาจากหลุมหรือท่อระบายน้ำ หรือการช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของสัตว์หลายๆ ประเภทอย่างนี้เป็นต้น คือแม้จะอยู่ภพชาติเดียวกันแต่เป็นการช่วยเหลือต่างภูมิกัน คือเราเป็นมนุษย์มีภูมิสูงกว่าสัตว์เดรัจฉานลงไปช่วยมัน ซึ่งสัตว์เดรัจฉานเหล่านั้นอาจจะไม่รู้เลยก็ได้ว่านี่เป็นฝีมือของมนุษย์ที่มาคอยช่วยเหลือ

เหล่าเทวดาก็เช่นเดียวกัน ท่านเหล่านั้นอยู่ในภพภูมิที่ทั้งแตกต่างและอยู่สูงกว่าอาจจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับมนุษย์ได้  เทวดาท่านก็มีสังคมของท่านคือมีทั้งเพื่อน มีสามี,ภรรยา มีเจ้านาย มีบริวารที่มีความรักผูกพันกันเหล่าญาติหรือคนรู้จักของท่านอาจจะจุติมาเกิดในโลกมนุษย์

เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านก็ยังมีกิเลสมีความห่วงหาอาทรเหมือนกับคนเรา อาจคอยดูแลสอดส่องทุกข์สุขโดยการรับรู้ด้วยความเป็นทิพย์เพราะท่านมีหูทิพย์,ตาทิพย์หรือความรู้สึกอันเป็นทิพย์ก็จะรู้ขึ้นเองว่าเกิดเรื่องร้ายแรงหรือมีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้นกับญาติมิตร

เทวดาท่านมีแต่กายทิพย์ไม่มีกายเนื้ออย่างคนเรา การให้ความช่วยเหลือของท่านส่วนใหญ่จะเป็นการ “ดลจิตดลใจ” หรือโน้มน้าวให้ญาติมิตรเหล่านั้นให้เปลี่ยนจิตที่เป็นอกุศลกำลังจะตกไปอยู่ในอบายภูมิให้กลับกลายเป็นจิตกุศลและมีความสุขขึ้นได้ เช่น หากญาติมิตรที่กำลังโกรธจัดเพราะเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ท่านก็แผ่เมตตาส่งบุญกุศลลงมาดลจิตใจให้สงบเยือกเย็นลง

ที่เวลาเราที่กำลังโกรธใครหรือกำลังร้อนใจอะไรอยู่กับสิ่งนั้นมาก ๆจู่ ๆก็รู้สึกเยือกเย็นลงได้อย่างน่าประหลาดเช่นเมื่อได้ก้าวเข้าไปสู่สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆอย่างเช่นในวัดวาอารามใหญ่ๆพอเข้าไปแล้ว รู้สึกได้ถึงกระแสความอบอุ่นสว่างไสว ทำให้จิตที่กำลังขุ่นข้องหมองใจนั้นก็กลับสงบเยือกเย็นลงเป็นลำดับ ซึ่งเป็นเพราะเทวดาที่อยู่ในบริเวณที่แห่งนั้นได้แผ่เมตตาลงมาให้ทำให้รู้สึกสงบเย็นลง

การดลใจของเหล่าเทวดาก็ยังมีหลายระดับขึ้นอยู่กับฤทธิ์ของเทวดาเองและก็กิเลสที่อยู่ในตัวคนๆ นั้นด้วยหากเป็นคนมีกิเลสหนาโทสะมากๆ ถูกความมืดในจิตครอบงำเสียเต็มแน่นทำให้เห็นผิดได้อย่างรุนแรงอย่างนี้เทวดาก็ไม่อาจดลใจช่วยอะไรไม่ได้เหมือนกัน

ความเชื่อเรื่องการบูชาเทวดานั้นก็มีสาเหตุมาจาก “ความทุกข์” ที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ ธรรมชาติเมื่อคนเราตกอยู่ในความกลัว ความทุกข์ยาก หรือช่วงที่กำลังได้รับความยากลำบากในการผ่านอุปสรรคที่ผ่านเข้ามาในชีวิตทั้งหลาย มันนำมาซึ่งความเครียดและไม่แน่ใจว่า สิ่งที่กำลังจะทำต่อไปนั้นจะเกิดผลดีกับชีวิตหรือไม่ จึงเป็นเหตุให้มีการ “บูชาเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์” ทั้งหลายขึ้นมาเพื่อหาที่พึ่งทางใจและหาแรงสนับสนุนให้ผ่านพ้นวิกฤตหรือแม้กระทั่งผลักดันให้ประสบความสำเร็จ

            การบูชาเหล่าเทพเทวดาในปัจจุบันมีความเข้าใจผิดที่มีความคลาดเคลื่อนอย่างรุนแรง ในที่นี้ขออนุญาตยกตัวอย่างการบูชาที่เข้าใจผิดกันอย่างมากซึ่งในที่นี้ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาจะลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวแต่อย่างใดเพียงแต่ต้องการยกตัวอย่างที่ชัดเจนให้เห็นชัดเจนขึ้น

เมื่อหลายปีก่อนมีการบูชาเทวดาที่ชื่อ “จตุคามรามเทพ” ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากดังระดับที่คนทั้งประเทศรู้จักกันไปทั่ว แต่ละแห่งแห่แหนกันให้เช่าบูชาจนแทบผลิตไม่ทันกับตามความต้องการ พร้อมกับการตั้งชื่อรุ่นเป็นแบบต่างๆ เช่น รุ่นโคตรรวย โคตรเศรษฐี และชื่อรุ่นอื่น ๆอีกมากมาย ซึ่งในข้อนี้ ผมอดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่า ตกลง คนที่เช่าไปบูชาหรือคนให้เช่ากันแน่ที่จะรวยเป็นโคตรเศรษฐี

            เพราะถ้าหากเชื่อกันว่า เทวดาจะสามารถบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้และเทวดามีความสามารถเก่งกาจขนาดนี้ มนุษย์คงไม่ต้องทำมาหากินให้เหนื่อยแค่ไปเช่าเทวดามาบูชาแล้วก็นอนรอความสำเร็จที่จะได้รับมาอย่างนี้ก็คงจะมีคนนอนรอความร่ำรวยและความสำเร็จกันเต็มบ้านเต็มเมือง

ดังนั้นก่อนที่จะบูชาเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ก็ตามขอให้พึงระลึกเรื่องหนึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญก่อนครับ เรื่องสำคัญที่ว่านี้ก็คือเรื่อง “กรรม” พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้และมีบันทึกในพระไตรปิฎกที่ปรากฏอยู่ในจูฬกรรมวิภังคสูตรในมัชฌิมนิกาย พระสุตตันตปิฎกมีใจความว่า

“สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนกำเนิด มีกรรมเป็นเครื่องติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์เลวและประณีตแตกต่างกัน”

จากใจความนี้จะเห็นได้ว่า ถ้าใครทำกรรมอันใดไว้ไม่ว่าดีหรือชั่วย่อมได้รับผลของกรรมนั้น ๆเช่นเดียวกับการที่เราหว่านพืชแบบใดลงไปในดินก็ย่อมได้รับผลของพืชชนิดนั้นไม่มีวันเป็นอื่นไปได้ กรรมจึงเป็นตัวกำหนดความเป็นไปของทุกอย่าง

การบูชาเทวดาจะทำอย่างไร

          การบูชาเทวดาก็เหมือนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ที่เราต้องทำการ “ปฏิบัติบูชา” ด้วยการสร้างคุณงามความดีให้มากๆ ภายหลังการทำบุญใดๆ แล้วก็ต้องทำการเชื่อมบุญไปให้ท่านโดยเมื่อขณะที่กรวดน้ำให้ตั้งจิตอธิษฐานอุทิศบุญให้ท่านด้วยประโยคอุทิศบุญที่ว่า

“อิทัง  สัพพะเทวานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา” ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงจงมีความสุข   

เมื่อทำการเชื่อมบุญให้เทวดาได้รับบุญนั้นไปแล้วเทวดาก็จะมีความรู้จักกับผู้ที่ทำบุญอุทิศไปให้  เวลาที่เราเกิดเรื่องราวเดือดร้อนในทางใดก็ตาม ท่านก็จะมาช่วยเราได้อย่างแน่นอน และถ้าอยากจะพิสูจน์ว่าจะพบกับประสบการณ์ของการอวยพรให้คุณของเทวดาเหล่านั้น เราต้องทำเหตุให้ถูกตรงกับผลด้วย

ในที่นี้หมายถึงการพัฒนาจิตให้มีคุณธรรมเช่นเดียวกับเทวดา อาทิ เรายังต้องคงความมีศีลธรรม มีความประพฤติละอายชั่วกลัวบาป (หิริโอตตัปปะ) มีกายวาจาใจเป็นอุโบสถศีลอยู่เป็นปกติทุกขณะ มีสภาวะของจิตที่ดีใสสะอาด ผู้ที่ได้ประพฤติได้ถูกตรงตามนี้แล้ว การพบเห็นเทวดาประจำตัวหรือเทวดาในที่อื่นใด ย่อมเกิดขึ้นได้และท่านก็จะอำนวยพรให้ประสบความสุขความสำเร็จได้เช่นกัน

2. ขออโหสิกรรมใหญ่จากเจ้ากรรมนายเวร

          เจ้ากรรมนายเวรที่ว่าก็คือ คน สัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตทั้งหลายรวมไปถึง เจ้ากรรมนายเวรที่มองไม่เห็นที่เราได้ไปก่อกรรมให้เขาเกิดความไม่พอใจหรือเกิดความอาฆาตเพราะว่า เขามีเหตุต้องสูญเสียในสิ่งที่รักด้วยการกระทำของเรา

การกระทำทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางตรงด้วยทาง กาย, วาจา, หรือใจก็ตาม หรือแม้แต่เราเป็นผู้มีส่วนในกรรมหรือการกระทำนั้น ๆด้วยสิ่งที่เจ้ากรรมนายเวรต้องการจากเราก็คือ การ “ชดใช้” และเขาก็จะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้เราได้ชดใช้การกระทำนั้น หรืออย่างน้อยถ้าเราไม่ได้มีส่วนร่วมในการก่อกรรมโดยตรงก็ต้องมีส่วนร่วมชดใช้กรรมดังกล่าวโดยทางอ้อม

          เจ้ากรรมนายเวรนั้น มีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ “เจ้ากรรมนายเวรที่ยังมีชีวิตและไม่มีชีวิต” ซึ่งตัวเราเองต้องแยกให้ออกเพื่อจะได้เข้าใจว่าเจ้ากรรมนายเวรที่แท้จริงของเราว่าท่านเป็นใคร เราจะได้ไปทำการแก้ไขและขออโหสิกรรมไม่ให้กรรมเก่านั้นส่งผลต่อเราอีก และกรรมใหม่ที่เรากำลังจะได้สร้างขึ้นนั้นเป็นกรรมที่ดีและเป็นกุศล ไม่ได้ก่อขึ้นเพื่อให้เจ้ากรรมนายเวรเดือดร้อน อีกทั้งการสร้างกรรมนี้นั้นจะเป็นการคลายกรรมเก่านั้นให้รวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย

1. เจ้ากรรมนายเวรที่ยังมีชีวิต

เจ้ากรรมนายเวรประเภทนี้เราเห็นได้ในภพชาติปัจจุบัน เป็นได้ทั้งคน,สัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตที่เราได้พบเจอ และเราเองเคยได้ก่อกรรมหรือมีส่วนร่วมในการกระทำนั้นทำให้เจ้ากรรมนายเวรเกิดความไม่พอใจ เป็นได้ ทั้ง พ่อ แม่ เพื่อนฝูงที่ทำงานหรือแม้แต่ญาติพี่น้องของตัวเองที่ต้องมีเหตุการณ์ใด ๆมาเกี่ยวข้องให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจหรือความทุกข์ในรูปแบบใด ๆทั้งทางกาย วาจา และใจก็คือการเกี่ยวพันกันของความเป็นเจ้ากรรมนายเวรอย่างหนึ่ง

2. เจ้ากรรมนายเวรแบบที่ไม่มีชีวิต

เจ้ากรรมนายเวรแบบนี้เราไม่อาจจับต้องพิสูจน์ให้เห็นกันจะ ๆแบบเจ้ากรรมนายเวรแบบมีชีวิตได้ เปรียบไปก็เหมือนกับกระแสไฟฟ้าที่มองไม่เห็นแต่สามารถทำให้หลอดไฟสว่างได้ หรือเป็นได้เหมือนกับคลื่นวิทยุที่มองไม่เห็น ไม่มีสี ไม่มีรูป แต่กลับมาทำให้วิทยุเกิดเสียง

เจ้ากรรมนายเวรประเภทนี้จะเป็นผู้คอยสกัดกั้นความสุข หรือความสำเร็จของเราในทุกวิถีทางจนกว่าเราจะได้ชดใช้หนี้เขาให้หมดสิ้นจึงจะยอมปลดปล่อยเราให้เป็นสุขหรือเป็นอิสระเป็นได้ทั้งเหล่าภูตผีปีศาจ หรือวิญญาณตามอาฆาต

เคล็ดการขออโหสิกรรมจากเจ้ากรรมนายเวร

หลังจากการทำบุญใดๆแล้วก็ตามให้รีบอุทิศบุญให้คนอื่นไปด้วยทั้งคนทำทั้งคนรับได้เหมือนกันหมด เหมือนจุดเทียนไว้เล่มหนึ่งแล้วต่อเทียนกันไปคนให้บุญก็ไม่หมดและเป็นแสงสว่างให้คนอื่น

ผู้ที่เราควรจะส่งบุญไปให้ได้ได้แก่ พ่อแม่,ญาติพี่น้อง,ครูบาอาจารย์, เหล่าเทพเทวดา,เหล่าเปรตและภูตผีปิศาจ, เจ้ากรรมนายเวร และสุดท้ายคือสัตว์โลกทั้งหลายอีกมากมายที่ไม่อาจกล่าวถึงได้หมดให้ได้รับบุญไปด้วย สำหรับเจ้ากรรมนายเวรก็จะเอ่ยหรือนึกถึงแล้วส่งบุญไปให้ด้วยคำว่า

“อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เวรี” ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงจงมีความสุข”   

            เสร็จแล้วให้ตั้งจิตอธิษฐาน หรือ กล่าวคำอธิษฐานอโหสิกรรมใหญ่กับเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายว่า

            “ข้าพเจ้า………………..ขออโหสิกรรม กรรมใดที่ทำให้แก่ผู้ใด ในชาติใดๆก็ตาม ขอให้เจ้ากรรมนายเวรจงอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าอย่าได้จองเวรจองกรรมกันต่อไปอีกเลย หรือแม้แต่กรรมที่ใครๆทำแก่ข้าพเจ้าก็ขออโหสิกรรมให้ทั้งสิ้น ขอยกถวายพระพุทธเจ้าเป็นอภัยทานเพื่อที่จะได้ไม่มีเวรมีกรรมกันต่อไป

          ด้วยอานิสงส์แห่ง อภัยทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้า ครอบครัวบุตรหลาน ตลอดจนวงศาคณาญาติ และผู้มีอุปการคุณของข้าพเจ้า มีความสุข ความเจริญ ปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีและสิ่งที่ชอบด้วยเทอญ”

(จากหนังสือ วิธีใช้หนี้พ่อแม่และหน้าที่ของเด็กโดย พระเดชพระคุณ พระธรรมสิงหบุราจารย์ วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี)

Advertisements

Read Full Post »

โดย ธ.ธรรมรักษ์ และฤทธิญาโน

บุญหนุนให้ร่ำรวยตลอดกาล

            ก่อนที่จะพาไปรู้จักเคล็ดวิธีต่างๆ หรือการติวเข้มในสร้างบุญที่จะหนุนนำทำให้ทุกท่านนั้นร่ำรวยได้ จะขอพูดถึงจุดมุ่งหมายในหนังสือเล่มนี้ทั้งหมดเสียก่อน เพราะด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจเป็นที่ตั้งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นมา เพื่ออยากให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้พบกับความสุข ความร่ำรวยในชีวิต

            ในทุกวิธีและเคล็ดวิธีที่นำเสนอนี้ ได้รับการทดลองมาอย่างยาวนานและเกิดผลจริงมาแล้วแก่คนที่ลองนำไปปฏิบัติ หรืออย่างน้อยที่สุด รับรองว่าชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดีแน่นอน วิชาเหล่านี้ ธ.ธรรมรักษ์ไม่ได้เป็นคนค้นคิดขึ้นมา แต่ได้รับการเมตตาจากครูบาอาจารย์หลายท่าน ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีในเมืองไทย

ที่หลายท่านอาจจะไม่มีโอกาสได้พบครูบาอาจารย์เหล่านี้  หรือด้วยการเข้าพบในแต่ละท่านนั้นค่อนข้างจะลำบากและจำกัดคนที่จะเข้าพบ แต่ไม่เป็นไรครับ ผมจะเปิดเผยทุกเรื่องเท่าที่บุญของผมมี 

ถือว่าเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องทำให้ดีที่สุดสำหรับท่านผู้อ่านทุกท่านที่มีอุปการะคุณ และจะดียิ่งขึ้นไปอีกหลายเท่า หากท่านได้กรุณาช่วยกันบอกต่อให้คนที่ท่านรัก เพื่อนสนิทมิตรสหายได้ทราบวิธีการต่างๆ เพื่อให้ชีวิตของคนเหล่านั้นพบทางลัดในการมีความสุขในชีวิต ก็ถือว่าท่านได้สร้างบุญกุศลเกิดขึ้นแล้ว และเป็นบุญใหญ่ด้วย

มาถึงตอนนี้ ก็ถึงเวลาที่จะเข้าสู่เนื้อหากันแล้ว ที่ต้องขออนุญาตพูดเรื่องแรกที่สำคัญที่สุดก่อนที่จะรับทราบในเรื่องอื่นๆ  ที่บอกว่าสำคัญที่สุดนั้นหมายความว่า ถ้าไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิด หรือหลงทางในเรื่องแรกนี้ บอกได้เลยว่า คงพบกับความสุขและร่ำรวยได้ยาก

เรื่องที่พูดถึงก็คือ เรื่องของ “บุญ”

พอพูดถึงเรื่องบุญ สำหรับท่านที่ไม่เชื่อในเรื่องของบุญและกรรมคงไม่อยากอ่าน ไม่อยากสนใจก็ถือเป็นสิทธิ์ของท่าน ชีวิตของท่านที่ท่านต้องเลือกเอง แต่ท่านที่เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม เชื่อว่าบุญมีจริง บาปมีจริง  ขอแสดงความยินดีว่าท่านมาถูกทางแล้ว เพราะถ้าท่านเชื่อในเรื่องบุญเรื่องบาป ถือว่าเป็นพื้นฐานแรกที่จะช่วยทำให้ท่านพบกับสิ่งที่ท่านปรารถนาได้ง่ายยิ่งขึ้น

เพราะคนที่ร่ำรวย มีความสุขล้นเหลือในชีวิตนี้ มาจากการมี “บุญเก่า” และ “บุญใหม่” เท่านั้น

กรรมดีที่เคยทำมา ถ้าเป็นกรรมดีในอดีตชาติเรียกว่า “บุญเก่า” ถ้าเป็นกรรมดีใหม่ในชาตินี้เรียกว่า “บุญใหม่” ที่มีความสำคัญทั้งสองด้านพอๆ กันที่จะส่งผลดีกับชีวิตในชาติปัจจุบันนี้

            “บุญ” เป็นเรื่องใกล้ตัวที่สุด ทำง่ายที่สุดในทุกวินาทีของชีวิต เพียงแต่หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบถึงวิธีการสร้างบุญแบบง่ายๆ สบายๆ ที่ทุกคนทำได้และนำบุญมาใช้ให้ชีวิตดีขึ้น สุขขึ้น

สิ่งแรกที่เราต้องเข้าใจ เพื่อการเตรียมตัวเองให้มีพร้อมที่จะสร้างบุญและรองรับบุญที่ทำได้ ซึ่งจริงๆ แล้วทุกคนทำได้ แต่เป็นเพราะอาจจะไม่รู้จึงไม่ได้ทำตัวเองให้พร้อม แต่ไม่เป็นไรครับไม่ต้องตกใจ ทุกคนสามารถพัฒนาตนเองขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นใคร อายุเท่าใด เพศไหน เวลาไหนทำได้ทั้งนั้น

            ทำไมถึงบอกว่า ต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมเสียก่อน ถึงจะมีความสุขและร่ำรวยได้

จะเปรียบเทียบให้ฟังง่ายๆ ก็เหมือน ถ้าตัวเราชีวิตของคนเรานั้นเป็นเครื่องรับโทรทัศน์หรือทีวีตามบ้าน การรับคลื่นสัญญาณจากสถานีโทรทัศน์ที่ส่งมาได้ เราต้องปรับคลื่นความถี่ให้ตรงกันเสียก่อนถึงจะรับคลื่นนั้นให้เกิดภาพขึ้นได้ หากตัวเรานั้นมีกำลังคลื่นต่ำ หรือมีกำลังน้อย เราก็ไม่สามารถรับคลื่นเปลี่ยนมาเป็นภาพได้

แบบรับคลื่นได้น้อยแต่นำเอามาใช้ไม่ได้ ภาพที่ออกมามันจึงเบลอดูไม่รู้เรื่อง ถ้ามีคลื่นอื่นรบกวนมาก ก็ไม่สามารถรับสัญญาณหรืออานิสงส์บุญที่ส่งมาได้เลย ยิ่งถ้ามีคลื่นแทรกมาก หรือกรรมชั่วมากเท่าใด  ชีวิตก็คงจะแย่

คงเหมือนกับการที่เราจะปลูกพืชอะไรสักอย่างก็ตาม เราต้องเตรียมดินให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นดินที่สมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุ ชุ่มชื้นไม่แห้งแล้งเพราะอะไรหรือครับ ดินที่ดีนั้นเมื่อได้เมล็ดพันธ์ที่ดีลงไปปลูกแล้ว พืชนั้นย่อมเจริญเติบโตสมบูรณ์โดยง่ายดาย ออกดกอกผลเต็มที่

เช่นเดียวกันเหมือนกับพลังแห่งบุญที่จะหนุนให้เกิดความร่ำรวย ความโชคดี ความสุขที่ไหลวนเวียนอยู่รอบตัวเรา อยู่ใกล้ชิดแค่ปลายจมูกเราแท้ๆ แต่เราก็หยิบมาสู่ตนเอง หยิบเอามาใช้ประโยชน์ไม่ได้

เพราะเราไม่มีคุณสมบัติที่ดีพอ

ยังเป็นภาชนะที่ใช้การไม่ได้ ครูบาอาจารย์ตั้งแต่ในอดีตกาล ท่านรู้เรื่องนี้ดี จึงได้เมตตาสั่งสอนเอาไว้ วิธีที่จะเตรียมตัวเองให้มีคุณสมบัติหรือเป็นเครื่องรับที่ดีพอ เพื่อรับบุญได้แบบทันตาเห็นและตลอดกาล ท่านแนะวิธีการไว้ดังนี้

1.ลด ละ เลิกกรรมไม่ดีทั้งหมดลงทันที

เป็นเรื่องแรกที่เราต้องเร่งลงมือทำแบบจริงจัง เชื่อว่าทุกคนรู้ตัวดีในใจลึกๆ ว่ามีอะไรบ้างที่ไม่ดีในชีวิตที่ยังทำหรือแอบทำโดยไม่มีใครรู้ ถึงแม้จะไม่มีใครรู้เคยเห็น ขอให้ทราบไว้อย่างหนึ่งว่า ทุกเรื่องที่เราทำลงไปนั้น ถูกบันทึกไว้ในจิต ในบัญชีของกฎแห่งกรรมเรียบร้อยแล้ว ตั้งเริ่มคิดเลยก็เกิดกรรมแล้ว ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า กรรมทางใจหรือ “มโนกรรม

กรรมทางใจนี้สำคัญมากเพราะ    เมื่อเราคิดก็จะนำไปสู่การกระทำ เมื่อเกิดการกระทำหรือสร้างกรรมเกิดขึ้นมาแล้ว กรรมนั้นก็ต้องส่งผล ทุกอย่างในโลกนี้นั้นเป็นเหตุและเป็นผลกันเสมอ ไม่มีเรื่องบังเอิญ เรื่องฟลุ๊คอะไรทั้งสิ้น  เมื่อเราหว่านสิ่งใดลงไป เราก็ต้องได้รับสิ่งนั้น ปลูกอ้อยก็ต้องได้อ้อย จะออกมาเป็นกล้วยนั้นเป็นไปไม่ได้

ทำไมต้องบอกว่า ต้องลด ละ เลิกกรรมไม่ดีทั้งหมดลงทันทีเสียก่อน ก็เพราะว่า หากเรายังทำกรรมชั่วอยู่ตลอดเวลาไปพร้อมๆ กับการสร้างบุญกุศล มันก็เหมือนน้ำดีกับน้ำเน่า ผสมปนเปมั่วกันไปหมดจะเอาไปทำ เอาไปใช้ประโยชน์นั้นไม่ได้

การลด ละ เลิกกรรมไม่ดีทั้งหมดลงทันที เพื่อให้กรรมชั่วนั้นไม่เพิ่มมากขึ้น เมื่อเราสร้างบุญกุศล ก็จะเกิดแต่กรรมดีฝ่ายเดียว เมื่อยิ่งสร้างมากเท่าไร หนทางชีวิตก็จะดียิ่งขึ้น หลายคนคงเคยเห็นพวกที่กลับใจ กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี ชีวิตของคนพวกนี้จะเปลี่ยนไปอย่างน่าอัศจรรย์ใจ จากที่จนแทบไม่มีอะไรจะกิน ก็มีกินเหลือเก็บร่ำรวยขึ้นมาได้ อันนี้เป็นผลแห่งการลด ละ เลิกกรรมไม่ดีที่เห็นผลเร็วมาก

กรรมชั่วคืออะไร หลายคนอาจจะบอกว่ายังไม่รู้ เอาเป็นสรุปง่ายๆ สั้นๆ ว่า เป็นการกระทำที่เราทำแล้วเกิดความเดือดร้อน เบียดเบียนทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น  ขอให้ดูในเรื่องของศีล 5 เป็นตัวตั้ง  อะไรที่ละเมิดในศีลแต่ละข้อนั้น ถือว่าเป็นกรรมชั่วทั้งสิ้น เป็นหนทางแห่งความเสื่อมที่ไม่สมควรทำ

การจะลด ละกรรมชั่วได้อย่างเด็ดขาดนั้น ต้องใช้เรื่องของ ”ศีล” เป็นเครื่องมือช่วย เพื่อให้ป้องกันไม่ให้เราทำกรรมชั่วขึ้นมาอีก ต้องเริ่มจากมีความคิดที่ถูกต้องว่า กรรมชั่วนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ดีทั้งต่อชีวิตตนเองและชีวิตผู้อื่น มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาปนั้นเป็นที่ตั้ง ถ้าเราเชื่อที่ถูกต้องเราก็ง่ายในการความดีละเว้นความชั่ว เพราะเรารู้ทางเสียแล้ว

จิตใต้สำนึกของคนทุกคนนั้นเป็นคนดีอยู่แล้ว เป็นจิตที่ปกติใสสะอาดบริสุทธิ์ แต่เพราะความไม่รู้หรืออวิชชามาครอบงำ ทำให้เห็นว่าเรื่องของกิเลสเป็นของดี ทั้งๆ ที่เป็นทางแห่งความทุกข์ความฉิบหายในชีวิตทั้งสิ้น

คนเรานั้นเมื่อพบทางสว่างแล้ว ก็ไม่กลัวความมืดอีกต่อไป

“ศีล” เป็นเรื่องสำคัญที่ครูบาอาจารย์กล่าวไว้ว่าจะเป็นตัวกั้นบุญกุศลที่เราเคยทำมาไม่ให้หายหรือรั่วไปไหน จะทำให้บุญยังคงมีอยู่เต็มครบถ้วนบริบูรณ์ เหมือนเรือบุญ ที่เราทำบุญอยู่สม่ำเสมอ แต่ที่บุญไม่ส่งผลนั้น เพราะมันมีรูรั่วเต็มไปหมด ทำบุญเท่าไรก็รั่วไหลออกไปหมด รูรั่วนั้นคือ กรรมชั่ว

ถ้าเรามีศีลแล้ว ศีลนั้นจะไปอุดรูรั่วนั้นเราไม่ทำกรรมชั่วอีก ทำให้บุญนั้นเต็มอยู่ในเรือชีวิตนั้น เมื่อบุญนั้นถึงเวลาส่งผล ก็เต็มเม็ดเต็มหน่วยชีวิตก็จะดีแบบทันตาเห็นเลย

วิธีการรักษาศีลให้ถูกต้อง และให้ได้ผล เราต้องมีการสมาทานศีล (การสมาทานคือการรับเอาเข้ามา เพื่อปฏิบัติ ด้วยการแสดงเจตนา(ตั้งใจ) เริ่มด้วยการบอกกล่าว โดยเปล่งวาจา/ว่าในใจ) การสมาทานศีล หากเป็นอย่างทางการแล้ว ก็ทำได้โดยวิธีที่เราไปขอ (อาราธนา)ศีล และรับ(สมาทาน)ศีลจากพระภิกษุโดยตรงนั่นเอง นั่นเป็นรูปแบบตามพิธีการ  ซึ่งกระทำเมื่อเวลามีงานบุญ หรือพิธีทางศาสนาต่างๆ โดยพระสงฆ์จะให้ศีลเป็นภาษาบาลี แต่เพื่อความลงใจที่มากขึ้น เราต้องรู้และเข้าใจความหมาย/คำแปล ในศีลแต่ละข้อด้วย

        แต่การไปรับศีลจากพระ โดยทั่วไปนั้น เรามักไม่ค่อยมีโอกาสได้กระทำกัน จิตก็เลยไม่ได้ระลึกถึงศีลอยู่อย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้น วิธีการที่สะดวกที่สุด ให้เราสามารถตั้งใจสมาทานศีลเอง โดยกระทำในที่พักอาศัย/บ้านของเราก็ได้ โดยกระทำต่อหน้าพระรัตนตรัย (ทำเอง ณ เบื้องหน้า หิ้งพระ หรือโต๊ะหมู่บูชา ถ้าไม่มี ก็ให้ตั้งจิตเอาเองก็ได้ ในสถานที่อันควร)  และควรสมาทานศีลให้ได้ ทั้ง เช้า – ค่ำ

ซึ่งในความจริงแล้วกระบวนการสมาทานศีลนั้นใช้เวลาไม่ถึง 1 นาทีด้วยซ้ำ แต่เกิดผลดีมหาศาลต่อชีวิต แค่ 1 นาทีในแต่ละครั้งในทุกวัน คนที่อยากทีความสุขความเจริญทำไม่ได้เชียวหรือ

โดยตั้งใจไว้ว่าจะรักษาศีลให้ดีที่สุด ในแต่ละวัน เริ่มในเวลาเช้า เมื่อตื่นนอนรู้สึกตัว ก็ให้ทำเลย ก่อนที่จะไปทำงานหรือไปศึกษาเล่าเรียน ทำภารกิจประจำวันต่างๆ ส่วนในเวลาค่ำ ก็ให้ทำก่อนนอนทุกๆ วัน ในระหว่างวัน ถ้ารู้ตัวว่าละเมิดศีล ผิดศีลในข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบสมาทานศีลใหม่หมดทุกข้อทันที และก่อนที่จะสมาทานศีลในตอนค่ำนั้น ให้เราตรวจดูศีลอีกครั้งหนึ่ง

หากเห็นว่าสมบูรณ์บริบูรณ์ดีแล้ว ก็โมทนาสาธุให้กับตนเอง และขอน้อมถวายบุญกุศลอันเกิดจากการที่เรารักษาศีลมาได้สมบูรณ์ บริบูรณ์ดีแล้วในวันนี้ บูชาพระรัตนตรัย  อธิษฐานให้ผลบุญนี้เป็นพละ (กำลัง) ปัจจัยให้เราประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา (จะเป็นเรื่องประพฤติปฏิบัติ และหรือสิ่งที่เราปรารถนาอันชอบธรรมก็ว่าไป)

แต่ถ้าหากตรวจดูแล้วเห็นว่าบกพร่องผิดพลาดในศีลไป ก็ให้อโหสิกรรม (ยกโทษ) ให้กับตนเอง ไม่ต้องไปเสียใจ หรือวิตกกังวลกับสิ่งที่ผิดพลาดบกพร่องไปแล้ว และให้ตั้งใจว่าในครั้งต่อไป วันต่อไป เราจะทำให้ดีที่สุด ในการรักษาศีล และพยายามระมัดระวังไม่ให้มีการผิดพลาดบกพร่องขึ้นอีก  ให้หมั่นทำเป็นประจำทุกวัน

เมื่อทำอย่างนี้เป็นประจำทุกวันแล้ว ศีลของเราก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ จนเรามีศีลมั่นคง ซึ่งเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของอริยบุคคลขั้นต้น (พระโสดาบัน) การมีศีลมั่นคง ก็คือ จะไม่มีการผิดหรือไปละเมิดศีล (ศีล 5) อีกต่อไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะมีอะไรมากระทบ บีบคั้นอย่างไร ก็ไม่อาจจะไปละเมิดศีล/ผิดศีลได้ จนแม้กระทั่งสามารถยอมสละชีวิตได้ เพื่อไม่ให้ผิดศีล 

เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว จะได้มีการสมาทานศีลหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่จำเป็นแล้วเพราะศีลได้เข้าไปอยู่ในจิตใจแล้วอย่างแท้จริง เรียกว่ามีสติสมบูรณ์ในศีลแล้วนั่นเอง

หากถามว่า ถ้าเรามุ่งมั่นจะรักษาศีลให้มั่นคงแล้ว เราจำเป็นต้องสมาทานศีลไหม ตอบว่าจำเป็น เพราะอานิสงส์ของศีลนั้น เกิดจากจิตที่ตั้งใจ (เจตนา) งดเว้นจากการเบียดเบียน การอยู่เฉยๆ โดยไม่ได้แสดงเจตนางดเว้นจากการเบียดเบียน จึงไม่ได้เป็นการรักษาศีล เป็นแต่เพียงยังไม่ได้ไปผิดศีลเท่านั้นเอง ดังนั้น จึงยังมิได้รับอานิสงส์ในส่วนของการรักษาศีลแต่อย่างใด 

ให้ลองนึกถึงตัวอย่างง่าย ๆ เช่น คนเจ็บไข้ได้ป่วยที่นอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล ที่เขาไม่ได้ระลึกถึงศีลเลย แต่เขาก็ไม่ได้ไปละเมิดศีล หรือทำผิดศีลเลยแม้แต่เพียงข้อเดียว  นั่นก็ยังไม่ได้ถือว่าเขาผู้นั้นรักษาศีล/ถือศีลแต่อย่างใด ก็เพราะเขามิได้มีเจตนา (ตั้งใจ) งดเว้นจากการเบียดเบียน (รักษาศีล) นั่นเอง การที่จะเป็นผู้ที่มีเจตนางดเว้นจากการเบียดเบียนได้ตลอดเวลาทุกขณะจิต(มีสติในศีล) คือการมีศีลมั่นคงแล้วนั้น ก็ต้องมีวิธีการเพื่อให้จิตระลึกถึงศีลได้ โดยเริ่มต้นจากการสมาทานศีลก่อนนั่นเอง

ศีลจึงเป็นเรื่องสำคัญมากของการประพฤติปฏิบัติที่มักจะมองข้ามกัน ดูแล้วน่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังปฏิบัติกันได้ยาก ต้องมีกำลังใจ และสติปัญญา กระทำด้วยความอดทน หมั่นเพียร หากศีลไม่สมบูรณ์บริบูรณ์แล้ว ก็ป่วยการในอันที่จะไปศึกษาประพฤติปฏิบัติ และเรียนรู้ธรรมในขั้นสูงยิ่งๆ ขึ้นไป

ถึงเรียนรู้ไปอย่างไร มากมายขนาดไหน ก็เป็นเพียงความรู้จากการจดจำ มิใช่ความรู้แท้ที่เป็นปัญญาญาณ จึงยังไม่สามารถแก้ทุกข์ได้อย่างจริงจัง 

เมื่อเราไม่ได้สร้างกรรมชั่วขึ้นมาใหม่ด้วยการถือศีลอย่างมั่นคง  ก็นับว่าดีในระดับหนึ่งแล้ว เพราะเมื่อกรรมชั่วที่ไม่ทำเพิ่ม ถึงเวลาส่งผลเราก็รับกรรมนั้นไปตามกฎแห่งกรรม ต้องเจอความลำบากในชีวิต พบกับอุปสรรคต่างๆ นานา เมื่อกรรมนั้นส่งผลจนเสร็จสิ้น กรรมดีที่เราเคยทำมาก็ถึงเวลาส่งผล ชีวิตเราก็ดีขึ้นเพราะกรรมดีก็ต้องส่งผลเช่นกัน ไม่มีอำนาจใดมาห้ามกรรมไม่ให้ส่งผลไม่ได้

ยิ่งถ้าเราทำกรรมดีเพิ่มมากขึ้น นอกจากจะเกิดผลดีเลิศแล้ว กรรมดีที่เราสร้างที่กลายเป็นบุญใหม่นั้นสำคัญมากในชาตินี้ที่จะไปช่วยคลายวิบากกรรมไม่ดีที่ได้รับ จากหนักให้เป็นเบา จากที่เบาก็ไม่เกิดผลอะไรเลยกับชีวิต

ตอนนี้เราก็พร้อมในระดับหนึ่งที่จะรับพลังแห่งบุญแล้ว แต่บุญนั้นเกิดขึ้นเองไม่ได้ ต้องมาจากการสร้างบุญเท่านั้น 

2. เร่งสร้างบุญใหม่ให้มากพอ

เชื่อว่าเราคงเคยได้ยิน คำประเภทที่ชอบพูดกันว่า คนบุญน้อย คนไม่มีบุญ หรือคนบุญไม่ถึงถึงไม่ร่ำรวยเหมือนคนอื่นเสียที เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงแน่นอนตามกฎแห่งกรรม

ก็ในเมื่อไม่เคยทำกรรมดีสะสมบุญมา แล้วจะเอาบุญที่ไหนมาทำให้ชีวิตมีความสุขได้ จะเอาบุญจากไหนมาทำให้ร่ำรวยได้ หรือจะเอาบุญจากไหนมาช่วยแก้วิบากกรรมไม่ดีที่กำลังเผชิญอยู่ให้คลายตัวหรือหมดไปได้

การสร้างบุญใหม่เพื่อชำระล้างสิ่งที่ไม่ดี ที่ยังเกาะฝังแน่นออกไปพวกกิเลสทั้งหลานที่มันเกาะอยู่ทั้งความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอาฆาตแค้นและกรรมชั่วทั้งหลาย ที่ไปตั้งกำแพงต้านบุญที่จะส่งเข้ามา

บุญนั้น เป็นเครื่องชำระล้างที่ดีที่สุด

การสร้างบุญใหม่นั้น เป็นทางสำคัญ เพราะในชาตินี้เราไม่มีทางรู้เลยว่า ในอดีตชาติที่ผ่านมาไม่ว่าจะกี่ร้อยชาติพันชาติ เราเคยสร้างบุญและกรรมไว้มากขนาดไหน แต่ที่แน่ๆ เราต้องมีบุญมากพอสมควร เพราะด้วยบุญที่เคยทำมาจึงแต่งให้เรามาเกิดเป็นคนอีกครั้ง เพื่อมาทั้งสร้างบุญบารมีและมาชดใช้กรรมที่ทำมา

ในภพของมนุษย์นั้นเป็นอีกภพหนึ่งที่เป็นภพแห่งความสุข แม้แต่เทวดา นางฟ้ายังอยากมาเกิดมากที่สุดเลย เพราะเขาอยากจะมาสร้างบุญบารมีต่อตามที่ตั้งใจเอาไว้ ในเมื่อเราทุกคนได้มีโอกาสเกิดเป็นคนแล้วขอให้ดีใจว่า เราเป็นผู้มีบุญพอสมควร แต่เราไม่รู้ว่าบุญเก่านั้นมีเท่าใดแน่ ขอให้เร่งสร้างบุญใหม่เสีย อย่าไปเสียใจที่เพิ่งรู้ในเรื่องเหล่านี้

ไม่ว่าจะเคยผิดพลาดมาเท่าใดในชาตินี้ที่ผ่านมา เรามาเริ่มต้นกันได้ใหม่ในทุกนาทีของชีวิต อย่าไปเสียดาย วันเวลาที่ผ่านไป เราอาจจะไปทำกรรมไม่ดีไว้ทั้งที่เจตนาหรือไม่เจตนา เราย้อนเวลากลับไปแก้ไขไม่ได้แล้ว โปรดเอาความผิดพลาดนั้นเป็น” ครู” เปลี่ยนเคราะห์ เปลี่ยนกรรมนั้นให้เป็นโชค ให้เป็นโอกาสที่ดี ที่จะไม่ทำอีก

เพราะเรารู้แล้วว่าไม่ดีและส่งผลอะไรกับชีวิตของเรา อะไรที่เคยทำกรรมชั่วมาก็หยุดเสียตั้งแต่บัดนี้  ไม่มีคำว่า ”สายเกินไป” สำหรับการสร้างบุญ  แม้แต่คนที่กำลังจะตายแม้จิตคิดไปทางกุศล เข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เข้าถึงเส้นทางบุญได้ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต ยังได้มีโอกาสไปสวรรค์หรือภพภูมิที่ดี ไม่ตกนรกเลย ดังนั้นขอให้เชื่อเถอะว่า

บุญคือ ต้นกำเนิดของความสุข ความเจริญ

คนทำบุญไม่ว่าจะน้อยหรือมากในทุกครั้ง จะมีกระแสบุญที่ทำสำเร็จไปแล้วนั้น อานิสงส์แห่งบุญจะหมุนเวียนอยู่รอบตัว เพื่อที่จะรอส่งผลให้แก่ผุ้กระทำความดีนั้น อานิสงส์บุญนั้นไม่ได้หายไปไหนไม่ว่าจะทำมาตั้งแต่เมื่อใด เมื่อ 2 ปี ก่อน 10 ปี 30 ปีก่อนหรือแม้แต่ในชาติไหนก็ตาม บุญยังอยู่ครบถ้วนทั้งสิ้น

แต่จะออกผลออกดอกเมื่อใดนั้น ขึ้นอยู่ที่กรรมกำหนดด้วย บอกแล้วว่า คนเรานั้นจะดีจะเลว จะรวยหรืออยากจน จะสมบูรณ์หรือบกพร่องขึ้นอยู่ที่กรรมที่ทำมาที่มีทั้งกรรมเก่าและกรรมใหม่ในชาตินี้รวมกัน ไม่ได้มาจากพระเจ้า เทพเจ้า จากเทวดา นางฟ้า หรือดาวเคราะห์ ดาวหางอะไรมาช่วยทั้งนั้น

กรรมที่เราทำนั่นแหละจะเป็นผู้ลิขิตชีวิตของเรา

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายท่านมีจริงแท้ เทวดามีจริง เทพมีจริง พรหมมีจริง ผีก็มีจริง แต่เราต้องเข้าใจในสถานะของท่านและความสามารถของท่านในแต่ละระดับชั้นด้วย ซึ่งหลายท่านไม่ได้มีหน้าที่จะมาช่วยเหลือหรือบันดาลอะไรแก่คนได้ เราต้องรู้เรื่องเหล่านี้ จะอธิบายแบบละเอียดให้ทราบ ตอนนี้ถือว่าให้รู้แต่เพียงว่าท่านเป็น”ตัวช่วย” อีกตัวช่วยหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้ ด้วยวิธีไหน รอไปอ่านในตอนต่อไปในเล่ม อย่าเพิ่งใจร้อน

อย่างที่บอกไปแล้ว ชีวิตของคนเรานั้นจะยากดีมีจน จะเป็นอย่างไรในชาตินี้อยู่ที่กรรมลิขิตทั้งสิ้น และกรรมใดที่หนักมาก หรือที่เรียกว่า “กรรมหนัก” ที่มีทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว ถ้ากรรมฝ่ายใดมากกว่าก็จะส่งผลก่อน ตามลำดับ ตามเวลา ตามหน้าที่ เรื่องนี้เป็นกฎแห่งกรรม ที่พระพุทธเจ้าค้นพบและนำมาสั่งสอนเหล่าสรรพสัตว์ ซึ่งมีมาก่อนแล้วในโลก พระพุทธเจ้าไม่ได้ตั้งขึ้นเอง

อีกทั้งกฎแห่งกรรมนั้นมีความยุติธรรมมาก  เพื่อให้โลกนี้มีความสมดุล ไม่ใช่เป็นกฎที่มนุษย์ตั้งขึ้นแบบกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับอะไร ที่อาจจะเปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกได้ตามกาลเวลาหรือตามอำเภอใจของมนุษย์ตัวเหม็นทั้งหลายที่ชอบทำกัน แบบเมื่อผิดก็พยายามหาข้อยกเว้น หรือหาช่องโหว่เพื่อเอาตัวรอด  

เชื่อว่า เราคงเคยได้ยินเรื่องคนจนที่ถูกหวยรางวัลใหญ่ ที่มีชีวิตที่ยากจนแสนจนแต่ทำไมถึงถูกรางวัลที่หนึ่ง เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเขาต้องเคยสร้างบุญใหญ่มาก่อนในอดีตชาติแน่นอน แต่ที่เขาเกิดมายากจน ก็เป็นเพราะนอกจากบุญที่เขามีแล้ว เขายังเคยสร้างกรรมที่ไม่ดีหรือความชั่วไว้ด้วย

พอมาในชาตินี้ เมื่อกรรมเก่าได้รับการชดใช้จนลดขนาดลงในการส่งผลในชีวิต ก็เป็นคราวของบุญที่ออกมาแสดงผล ประจวบกับในชาตินี้เขาเพียรสร้างกรรมดีเป็นบุญใหม่ เมื่อบุญเก่ากับบุญใหม่มารวมกัน ก็ได้เรื่อง ผลก็คือได้รับโชคลาภที่มาจากกรรมดีที่เคยทำมา รวยกันเละเทะครับ

แต่ในบางคนการถูกหวยนั้นนำมาด้วยความทุกข์ ต้องหลบต้องซ่อนเพราะมีคนตามมาขอเงินกันวุ่นวาย เรียกว่าเป็น “ทุกขลาภ” เป็นบุญที่มีวิบากกรรมไม่ดีมาส่งผลพร้อมๆ กัน มีกำลังเท่าๆ กัน หรือทำบุญผสมบาปมาด้วยพอๆ กัน แต่มีหลายคนที่ถูกหวยแล้วสบาย มีสติ มีกรรมดีหนุนต่อเนื่องจึงไม่มีใครมาขอแบ่งเงินที่ได้มา เพราะเขามีบุญมากกว่าวิบากกรรมไม่ดี

คนที่จะรวยได้ ขอให้จำไว้เลยว่าต้องมีทั้งบุญเก่าและบุญใหม่ในชาติ มารวมกัน เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไปที่เกิดมายากจนแสนจนในตอนต้น แต่ไม่ยอมจำนนต่อกรรมเก่าคนแบบนี้มีพื้นฐานที่จะรวยได้ในเวลาอันใกล้

เพราะถึงจะรู้ว่ามีกรรมเก่ามาเล่นงาน แต่ก็ไม่ยอมงอมืองอเท้า รอกรรมเก่ามาเล่นงานฝ่ายเดียว เร่งเพียรสร้างบุญ สร้างความดีอย่างต่อเนื่อง บุญกุศลที่ทำไม่ได้หายไปไหนรอส่งผลอยู่เมื่อ กรรมเก่าคลายลง บุญที่เคยทำมาก็ออกดอกออกผล บั้นปลายเขาถึงร่ำรวยได้ จับอะไรเป็นเงินเป็นทองไปหมด คนพวกนี้ในทางพระเขาเรียกว่า มามืดไปสว่าง

เพื่อความไม่ประมาทนั้น ครูบาอาจารย์ท่านจะพยายามสอนให้คนเร่งสร้างบุญของตัวเองให้มากพอ สอนเรื่องบันได 3 ขั้น ที่เริ่มด้วยจากการให้ทาน การถือศีล และการเจริญภาวนา ตามลำดับ

การให้ทานนั้นมีอานิสงส์บุญน้อยกว่าการถือศีล และการถือศีลนั้นได้บุญน้อยกว่าการเจริญภาวนา ในศาสนาพุทธที่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นองค์พระศาสดานั้น ได้ทรงสั่งสอนสัตว์โลกไว้ว่า ในการสร้างบุญที่ถูกวิธี ถูกต้องนั้น รวมเรียกว่า “บุญกิริยาวัตถุ 10” ขออธิบายให้เข้าใจง่ายๆ สั้นๆ ว่าใน 10 ข้อนั้นมีอะไรบ้าง

1.ด้วยการบริจาคทาน 2.ด้วยการรักษาศีล 3.ด้วยการภาวนา 4.ด้วยการอ่อนน้อมถ่อมตน 5.ด้วยการช่วยขวนขวายทำในกิจที่ชอบ 6.ด้วยการเฉลี่ยส่วนความดีให้ผู้อื่น 7.ด้วยความยินดีความดีของผู้อื่น 8.ด้วยการฟังธรรม 9.ด้วยการสั่งสอนธรรม 10. ด้วยการทำความเห็นให้ตรง

ทั้ง 10 ช่องทางนี้เป็นช่องทางแห่งบุญทั้งสิ้น ซึ่งมีโอกาสจะทำได้อยู่ตลอดเวลา มีเพียงข้อแรกข้อเดียวที่ต้องใช้เงินเพราะเป็นการบริจาคทาน เป็นการใช้วัตถุทาน ที่เหลืออีก 9 ข้อนั้นไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว

อยากจะขอแนะนำไว้สักนิดว่า ถ้าอยากจะรวยเร็วๆ ทำตัวเองให้มีบุญมากพอเสียก่อน เหมือนเปิดประตูชีวิตให้กว้างที่สุด เพื่อรองรับเงินทอง ความสุขในชีวิตที่จะไหลเข้ามาแบบไม่หยุดยั้ง

อยากรวยต้องเร่งทำบุญก่อน  ไม่มีเงินไม่ต้องกลัว พยายามทำตั้งแต่ข้อ 2-9 ให้ได้ รับรองว่าเตรียมตัวรวยกันได้เลย และที่สำคัญยิ่งมีการให้วัตถุทานด้วยแล้วก็จะเร็วขึ้น

เพราะการให้นั้นเป็นหัวใจสำคัญแห่งความรวยจริงๆ  คนที่รู้จักการให้ ยิ่งให้จะยิ่งได้รับตอบแทน เป็นกฎแห่งกรรมและกฎแห่งธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่

เคล็ดลับการสร้างทานหนุนให้รวยทันตาเห็น

เรื่องนี้เป็นเมตตาของครูบาอาจารย์คนสำคัญของเมืองไทย ที่สอนไว้ว่า คนใดก็ตามที่อยากมีความสุข เจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน ขจัดทุกอุปสรรคและวิบากกรรมไม่ดี หมั่นทำทาน 3 อย่างเป็นสำคัญคือ วัตถุทาน ธรรมทาน และอภัยทาน ที่สำคัญมาก

แต่หัวใจสำคัญก่อนที่จะทำทานให้เกิดบุญมากนั้น ต้องสมาทานและรักษาศีล 5 ทุกครั้ง

ก่อนที่จะทำทาน เพื่อที่จะทำให้ตัวเองนั้นเป็นผู้ให้ที่บริสุทธิ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  เพราะก่อนหน้านั้นไม่ว่าจะกี่ชั่วโมง กี่นาทีที่ผ่านมาเราอาจจะประมาทพลั้งเผลอไปสร้างกรรมไม่ดีมาทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ เรื่องนี้มีสิทธิ์เป็นไปได้มาก

เพราะมโนกรรมหรือกรรมที่เกิดทางใจนั้นเร็วมาก แค่คิดผิดทาง ผิดศีลก็เกิดกรรมไม่ดีแล้ว  ซึ่งในบางครั้งอาจจะไม่ได้เจตนาจะทำแบบนั้น แต่ผลกรรมที่เคยทำมาบีบให้คิดแบบนั้น จะขอยกตัวอย่างให้ฟังเรื่องหนึ่ง

มีครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งที่เป็นพระอริยสงฆ์ที่ปฏิบัติมามากท่านเมตตาเล่าให้ฟังว่า ในบางครั้ง ท่านเห็นคนที่มาทำบุญนั้น สลับรูปกัน เดี๋ยวเป็นคน เดี๋ยวเป็นหมา เดี๋ยวเป็นแมว เพราะกรรมเก่าที่ติดตัวมา ในอดีตชาติเคยเกิดเป็นหมาเป็นแมว มีกามราคะมาก ทั้งๆ ที่ชาตินี้มีบุญมากพอสมควรถึงเกิดเป็นคนได้แล้ว แต่กรรมเก่ายังไม่หมด

ผู้หญิงที่มาทำบุญคนนี้ ในแต่ละย่างก้าวที่เกิดเข้าเขตวัด จิตมีทั้งจิตตกคิดฟุ้งซ่าน เห็นอะไรเป็นวกเข้าเรื่องลามกไปเสียหมด เห็นคนหน้าตาดีๆ เห็นหน้าพระสงฆ์หรือเห็นอะไรก็วกไปคิดอะไรที่เป็นเรื่องที่ต่ำ แต่แวบเดียวจิตก็ดึงกลับมาเป็นกุศล

บางก้าวก็จิตตกคิดไปอีกว่า มาทำบุญวันนี้จะได้บุญจริงหรือ หรือพระที่มารับบุญเป็นผู้รับนั้นบริสุทธิ์เป็นพระปลอมหรือพระจริง  สลับไปมาแบบนี้ จิตนั้นได้สร้างกรรมไม่ดีขึ้นมาเพราะไม่ตั้งใจ ไม่เจตนาแต่เพราะกรรมเก่าฝ่ายไม่ดีมาส่งผล มาขวางทางบุญที่กำลังจะเกิด

บางครั้งเป็นเพราะเจ้ากรรมนายเวรเขามาดลใจให้คิดชั่ว คิดต่ำแบบนี้เพราะเขาไม่อยากให้ลูกหนี้คนนี้ได้สร้างบุญกุศล เพราะด้วยบุญที่ลูกหนี้ทำจะทำให้ลูกหนี้มีบุญมากและอาจจะหนีกรรมไม่ต้องชดใช้กรรมเขาในชาตินี้

ดังนั้นเพื่อที่จะทำให้การทำบุญ ทำทานทุกครั้งมีบุญมาก ต้องสมาทานศีล 5 ทุกครั้งอย่าลืมเป็นอันขาด ขอย้ำอีกครั้ง!!!

ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นไปอีกหลายเท่า ควรสมาทานศีล 5 ทุกวันในตอนตื่นขึ้นมา และในระหว่างวันพยายามรักษาศีลนั้นให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้  หมั่นพิจารณาอย่าให้ศีลขาดหรือบกพร่อง ถ้าศีลข้อใดขาดด้วยเหตุใดก็ตามให้สมาทานศีลข้อนั้นใหม่

ก่อนนอนทุกวันให้ตรวจตราพิจารณาว่า ในระหว่างวันนั้นศีล 5 ของเราครบถ้วนดีหรือไม่ ถ้ายังขาดตกบกพร่องอีก พยายามใช้ปัญญาให้มากในการรักษาศีลนั้นให้ครบถ้วน แล้วสมาทานศีล 5 ก่อนที่จะหลับไป คำที่ใช้จะใช้คำบาลีหรือภาษาง่ายๆ ก็ได้เช่น ข้อหนึ่งไม่ฆ่าสัตว์ ข้อสองไม่ลักทรัพย์ ข้อสามไม่ผิดกาเม ข้อสี่ไม่โกหก ไม่พูดเพ้อเจ้อ ข้อห้าไม่ดื่มของเมาทั้งปวง หัวใจสำคัญในการสมาทานเราต้องปักจิตลงไปให้มั่นว่าเราจะไม่ทำ เราจะไม่ละเมิดเท่าที่ทำได้ ถือว่าเป็นการตั้งสัจจะที่มีบุญมากด้วย

เพียงเท่านี้ มหัศจรรย์แห่งบุญจะบังเกิดขึ้นกับทุกท่านที่ได้ทำอย่างแน่นอน และขอยืนยันด้วยตนเองว่า ได้พิสูจน์มาแล้วจากที่เคยทุกข์ เคยจนก็ได้พบกับทางสว่าง เวลามีปัญหาก็มีคนมาช่วยด้วยความอัศจรรย์ มีเงินทองไม่เคยขาดมือเลยทุกวันนี้ อยากให้ทุกท่านลองทำ หวังว่าคงไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไปนัก

Read Full Post »