Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for มีนาคม, 2011

โดย ธ.ธรรมรักษ์ เพื่อโมทนาพระคุณความดีของครูบาอาจารย์

ในทุกวันเมื่อตื่นนอนในตอนเช้า ให้หาน้ำสะอาดใส่แก้ว (หรือขันล้างหน้า) มาถือเอาไว้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก พยายามตั้งจิตให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูปที่เราเคารพบูชา เมื่อจิตนิ่งดีแล้วให้ท่องคาถา “นะ โม พุท ธา ยะ “เป่าลงไปในน้ำ 3 ครั้ง แล้วเอานิ้วชี้ขวาลงในน้ำพร้อมๆ กับท่องคาถาว่า “มะอะอุ”  พ่นใส่น้ำ 3 จบ แล้วท่อง

พระพุทธล้างหน้า พระธรรมล้างทุกข์ พระสงฆ์เพิ่มสุข ยาตรายามดี สวัสดีมีชัย อิติปิ โส ภะคะวา

เสร็จแล้วให้ดื่มและเหลือไว้ล้างหน้าและประพรมตบท้ายทอย 3 ครั้ง เพื่อชำระกายวาจาใจ ชีวิตจิตวิญญาณบริสุทธิ์สะอาดสงบสว่างเป็นบ่อเกิดแห่งความดีงาม เป็นการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่เป็นมงคลยิ่ง

วิธีทำบุญง่ายๆ และได้บุญใหญ่ครบทั้งทาน ศีล ภาวนา

หลังจากล้างหน้าแล้ว ให้เริ่มสร้างบุญใหญ่ประจำวัน ซึ่งจะได้ครบทั้งทาน ศีล ภาวนา เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ไม่มีเวลาไปใส่บาตรในตอนเช้า สำหรับคนที่ใส่บาตรทุกวันแล้วก็ทำได้เช่นกัน การทำบุญแบบนี้นั้นไม่จำกัดเวลาตอนไหนก็ไหน แต่ถ้าในตอนเช้าก่อนจะเริ่มภารกิจทำงานประจำวันจะดีมากเพราะเป็นการเริ่มต้นที่ดีในทุกๆ เช้าจิตใจจะอิ่มเอิบผ่องใสไปด้วยบุญ  วิธีการมีดังนี้

1. หากระปุกออมสิน หรือบาตรพลาสติกเล็กๆ (บาตรแบบนี้ที่ร้านสังฆทานต่างๆ ก็จะมีขาย) หรือภาชนะที่สะดวกในการหยอดเงิน ให้เอาบาตรหรือภาชนะนั้นนำมาวางไว้บนหิ้งพระ สำหรับคนที่อยู่คอนโดหรืออพาร์ทเมนท์  ถ้าไม่มีหิ้งพระจริงๆ ให้หารูปถ่ายของพระพุทธรูปที่เรานับถือมาติดที่ฝาผนังก็ได้ หรือถ้าไม่มีรูปพระจริงๆ ให้เอาบาตรหรือภาชนะนั้นวางอยู่สูงเสียหรือบนโต๊ะทำงานก็ได้ เดี๋ยวนี้คนยุคใหม่ เขาไหว้พระ สวดมนต์หน้าคอมพิวเตอร์มาก รวมถึงการโอนเงินทำบุญผ่านบัญชีธนาคารถึงวัดหรือพระสงฆ์ที่ท่านบอกบุญมา ซึ่งเป็นการดีมากได้บุญกุศลเช่นกัน

2. ให้นำเงินที่ตั้งใจจะใส่บาตร (แต่ไม่มีเวลาจะไป) เตรียมเอาไว้ ตั้งสมาธิให้นิ่งถ้าไม่มีรูปพระ หิ้งพระที่บ้านให้นึกพระพุทธรูปที่เราเคารพเช่น หลวงพ่อพระพุทธชินราช หลงพ่อโสธร พระจักรพรรดิ หรือถ้านึกไม่ออกจริงๆ ให้นึกถึงพระอริยสงฆ์ที่เราเคารพ เช่น หลวงปู่ทวด สมเด็จโตฯ หลวงพ่อปาน หลับตานึกถึงท่านแล้ว พนมมือเริ่มจะสวดมนต์ เริ่มจากอัญเชิญเทวดา

 ซึ่งจะเป็นการดีมากที่เราได้อัญเชิญพรหมเทพเทวดาทั้งหลายให้ท่านมาร่วมอนุโมทนาและรับบุญที่เราทำในวันนี้ ก็อยากจะเรียนให้ทราบตามที่ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาสอนมาให้รู้ว่า โดยทั่วไป ก่อนที่เราจะไหว้พระสวดมนต์ ทำสมาธินั้น เราก็ควรจะอัญเชิญเทพเทวดาทั้งหลายมาร่วมเป็นพยานให้เรา

ทั้งนี้เพื่อป้องกันเราให้พ้นจากอุปสรรคปัญหาความยุ่งยากทั้งหลาย และมาร่วมอนุโมทนาบุญกับเราด้วย นอกจากเหล่าพรหมเทพเทวดาท่านมาพร้อมกันแล้ว ก็ยังมีพวกบรรดาบริวารของท่าน พวกผี ดวงจิตวิญญาณเร่ร่อนทั้งหลายมาร่วมโมทนาบุญอีกด้วย

เพราะนอกจากการทำบุญทำทานกราบไหว้พระ ทำสมาธิตามปกติแล้ว ในตอนอธิษฐานจิตอุทิศบุญแผ่เมตตาในตอนท้าย เราก็ได้เมตตาเผื่อแผ่บุญกุศลไปถึงสรรพสัตว์สรรพวิญญาณทั้งสามโลกโดยไม่มีประมาณอีกด้วย ซึ่งมีหลายคนบอกว่า เมื่ออัญเชิญพรหมเทพเทวดา แล้วพวกผีจะมาด้วย ขอบอกว่าไม่ต้องกลัวเรื่องผีเรื่องดวงวิญญาณพวกนี้ เพราะพวกนี้เขามาดี มาร่วมบุญมาขอส่วนบุญ ยิ่งทำให้เราได้บุญมากขึ้น

บ้านไหนหรือร้านค้าไหนสวดมนต์ประจำ ถึงจึงไม่สวดอัญเชิญพรหมเทพเทวดาหรือชุมนุมเทวดา แต่รับรองท่านก็มาเองแน่นอน เพราะที่ไหน เมื่อใดที่มีการสร้างบุญกุศลท่านจะรู้ด้วยตัวของท่านเองที่มีจิตละเอียดอยู่แล้ว อย่างน้อยก็เทพยดาอาลักษณ์ส่วนหนึ่งที่ปกป้องดูแลสถานที่ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ร้านค้าที่ทำงาน ท่านมาเองแน่

ซึ่งเมื่อท่านมาร่วมสวดมนต์ มาร่วมอนุโมทนาบุญแล้ว ท่านก็จะมาปกปักรักษาคนที่สร้างบุญรวมถึงสถานที่นั้นด้วย ยิ่งบ้านไหนไหว้พระสวดมนต์ประจำ มีพระพุทธรูป เทวดาท่านก็จะมากราบไหว้และรักษาพระพุทธรูปด้วย ทำให้พระพุทธรูปองค์นั้นๆ ศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งพระพุทธรูปองค์องค์ไหนคนกราบไหว้บูชาเยอะ ก็ยิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะเทวดามารักษาเยอะ เรื่องนี้ครูบาอาจารย์ท่านทราบดีจึงได้บอกว่า เวลาจะสร้างบุญกุศลใดๆ ให้สวดบทชุมนุมเทวดาเพื่ออัญเชิญท่านมาร่วมด้วยทุกครั้ง

บทสวดมนต์ชุมนุมเทวดา เป็นบทสวดมนต์เพื่ออันเชิญเทวดามาฟังธรรมของพุทธองค์ แต่ถ้าท่านรู้คำแปลแล้วจะเห็นว่าไม่เฉพาะเทวดาเท่านั้น จริงๆ แล้วเป็นการประกาศเชิญให้ผู้สนใจเข้ามาฟังธรรมของพุทธองค์ และบทสวดนี้ตอนขึ้นต้นจะเป็นการเตือนผู้สวดให้ระลึกอยู่เสมอว่า ต้องประกอบด้วยเมตตาจิต มีสมาธิไม่ฟุ้งซ่านนั่นเอง

จากนี้ไปจะบอกถึงทุกขั้นตอนในการเริ่มสร้างบุญอย่างละเอียด ในบทคาถาที่ใช้ต่อท้ายนั้น เป็นของ ธ.ธรรมรักษ์เอง สำหรับท่านที่จะสวดเพิ่มเติมคาถาหรือบทสวดใดก็ขอให้ท่านเลือกสวดได้ตามใจที่ท่านปรารถนาเพราะดีทุกบทแน่นอน

บทสวดชุมนุมเทวดา

ผะริตะวานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา อะวิกขิตตะจิตตา ปะริตัง ภะณันตุ

สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน

ทีเปรัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต

ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา

ติฏฐันตา สันติเก ยังมุนิวะระวะจะนัง สาธะโวเม สุณันตุฯ

ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล

อะยัมภะทันตา…

คำแปล : ท่านผู้เจริญ ผู้มีเมตตาขอจงแผ่เมตตาจิตไป อย่าได้มีจิตฟุ้งซ่านสวดพระปริตรเทอญ
ขอเชิญเทวดาทั้งหลายซึ่งสิงสถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นกามภพ ในชั้นรูปภพ สิงสถิตอยู่บนยอดเขา และที่หุบผา ทั้งที่มีวิมานอยู่ในอากาศ และภุมมเทวดาทั้งหลาย ซึ่งสิงสถิตอยู่ในทวีป ในรัฐ ในหมู่บ้าน บนต้นไม้ ในป่าชัฏ ในเหย้าเรือน และเรือกสวนไร่นา ตลอดทั้งเหล่ายักษ์ คนธรรพ์ และเหล่านาคทั้งหลาย ผู้เป็นสาธุชน ซึ่งอยู่ในน้ำ บนบก ที่ลุ่ม และที่ดอน จงมาชุมนุมกัน ขอเชิญฟังคำของพระมุนีเจ้าผู้ประเสริฐ ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม

คำบูชาพระรัตนตรัย

อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ  (ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระพุทธเจ้า ด้วยเครื่องสักการะนี้)

อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อะภิปูชะยามิ (ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระธรรม ด้วยเครื่องสักการะนี้)
อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อะภิปูชะยามิ (ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระสงฆ์ ด้วยเครื่องสักการะนี้)

คำบูชาพระรัตนตรัย

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ

(กราบครั้งที่หนึ่ง ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า) สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ

(กราบครั้งที่สองให้นึกพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่พาเหล่าสรรพสัตว์ออกจากทุกข์)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ

(กราบครั้งที่สาม ให้ระลึกถึงพระสงฆ์ผู้สืบทอดเผยแผ่พระพุทธศาสนา) )

คำขมาพระรัตนตรัย

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ

นมัสการพระพุทธเจ้า

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

*ระหว่างที่เราเริ่มตั้งนะโมฯ ก็ให้เรานำเงินมา จบเอาไว้ในมือ จะกี่บาทก็ได้ 5 บาท 10 บาท หรือ 20 บาท หรือจะมากกว่านั้นตามแต่ศรัทธา จากนั้นก็เริ่มสวดบทต่อไป

บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ

วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู

อะนุตตะโร ปุริสสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ.

สวากขาโต ภะคะวา ธัมโม

สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ. (อ่านว่าวิญญูฮีติ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

อุชุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

ญายะปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

สามีจิปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสสะ ยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา

เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย

อัญชะลีกะระนีโย อะนุตตะรัง ปุญญะเขตตัง โลกัสสา

คำกล่าวบูชาไตรสรณคมน์

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

คำอาราธนาศีล

มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ    ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ

ทุติยัมปิ  มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ   ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ

ตะติยัมปิ  มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ    ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ

(****ถ้า ศีล ๘ ให้เปลี่ยน ปัญจะ เป็น อัฏฐะ) 

คำสมาทานศีล 5

1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ 

2. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ 

3. กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ 

4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ  5.

5. สุราเมระยะมัจฉะปะมาทะถานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ 

คำสมาทานศีล 8 (สำหรับผู้ที่ต้องการรักษาศีลบริสุทธิ์มากขึ้น)

1.ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

2.อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

3.อะพรัหมะจะริยา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

4.มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

5.สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

6.วิกาละโภชนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

7.นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะ-มัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

8.อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

 

          ****เหตุผลที่จะต้อง สมาทานศีล 5 หรือศีล 8 ก่อนนั้นเป็นเพราะพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ต้องมีศีล 5  จึงจะได้ผลดี ไม่ใช่ว่าสวดมนต์ทุกวัน แต่ไม่มีศีล 5  ในใจ การสวดมนต์ก็เป็นเพียงการท่องจำไม่มีประโยชน์ และเป็นการทำให้ตัวเองบริสุทธิ์เป็นภาชนะที่สะอาดพร้อมที่จะรองรับสิ่งดีที่จะเข้ามาในชีวิต

สำหรับการถือศีล 8 นั้นจะยิ่งดีมากๆ ในวันเกิดของตนในรอบสัปดาห์หรือวันพระต่างๆ ซึ่งแล้วแต่การพิจารณาของท่านเอง หลังจากนี้จะเป็นบทสวดคาถาที่ท่านสามารถเลือกเอาตามที่ชอบ หรือจะเอาตามบทสวดข้างล่างนี้ได้เลย

คาถาหลวงพ่อโอภาสี

อิติสุคโต อะระหังพุทโธ  นะโมพุทธายะ ปฐะวีคงคา พระภุมมะเทวา ขะมามิหัง (3 ครั้ง)

คาถาพระมหาจักรพรรดิ์

นะโมพุทธายะพระพุทธะ ไตรรัตนะญาณ มณีนพรัตน์

สีสะหัสสะ สุธรรมาพุทโธ ธัมโม สังโฆ ยะธาพุทโมนะ

พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา

อัคคีทานัง วะรังคันธัง สีวลีจะมหาเถรัง

อะหังวันทามิ ทูระโต อะหังวันทามิ ธาตุโย

อะหังวันทามิ สัพพะโส พุทธะ ธัมมะ สังฆะปูเชมิ (สวด 9 จบ)

*****แล้วน้อมพลังพระเข้าตัวด้วยบทนี้

สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา

พะลัปปัตตาปัจเจกานัญ จะยังพลัง

อรหันตานัญ จะเตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส( 5 จบ)

พุทธังอธิษฐามิ ธัมมังอธิษฐามิ สังฆังอธิษฐามิ

คาถาเงินล้าน เมตตาจากหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ

สัมปะจิตฉามิ

นาสังสิโม พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ (คาถาปัดอุปสรรค)

พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม (คาถาเงินแสน)

มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม (คาถาลาภไม่ขาดสาย)

มิเตพาหุหะติ (คาถาเงินล้าน)

พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง

วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ

มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม (คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า)

สัมปะติจฉามิ (คาถาเร่งลาภให้ได้เร็วขึ้น)

เพ็งๆพาๆหาๆฤาๆ……

(บูชา 9 จบ ตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด ข้อความอธิบายในวงเล็บไม่ต้องสวด)

(พรหมา-อ่านว่า พรม-มา)

(สวาโหม-อ่านว่า สะ-หวา-โหม)

 

****คนที่ต้องการรวยมีเงินหรือเดือดร้อนเรื่องเงินอย่างหนัก ขอแนะนำว่า ต้องสวดคาถานี้ทุกวันยิ่งมากจบยิ่งดี   และห้ามกินเหล้า เล่นการพนัน ต้องรักษาสัจจะยิ่งชีวิต พูดแล้วต้องทำได้ ถ้าทำไม่ได้อย่าไปรับปากคนอื่น ทั้ง 3 ข้อนี้เป็นข้อห้ามอย่างเด็ดขาด ใครทำได้บอกได้คำเดียวว่าพบกับความรวยแน่นอน

คาถาพาหุงมหากา หรือ พุทธชัยมงคลคาถา (ถวายพรพระ)

1. พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง

ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

2. มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง

ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

3. นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง

เมตตัมพุเสกะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

4. อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโย ชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง

อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

5. กัตตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ

สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

6. สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง

ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

7. นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต

อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

8. ทุคคาหะ ทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง

ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถาโย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที

หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะ

(สวดจบแล้วแนะนำว่าให้กลับมาสวด พระพุทธคุณ บทเดียวหรือ 9 จบ หรือเท่าอายุบวกหนึ่ง)

ซึ่งเมื่อสวดทุกคาถาครบถ้วนก็ถือว่าวันนี้เราได้เป็นผู้มีศีลและสวดมนต์เสร็จแล้ว ต่อจากนั้น ให้ทำสมาธิอีกระยะหนึ่ง สำหรับคนที่ไม่เคยนั่งให้นั่งในท่าสบายๆ อย่าไปเกร็ง เอามือซ้ายทับมือขวา ขาขวาทับขาซ้ายหรือนั่งในท่าที่ตัวเองรู้สึกสบายๆ  หลับตา

สูดลมหายใจเข้าให้ ภาวนาคำว่า”พุท” หายใจออกเป็น ”โธ” ปล่อยใจให้สบายนึกถึงพระพุทธรูปหรือพระอริยสงฆ์ที่เราเคารพก็ได้ นั่งสัก 5- 10 นาทีให้ใจสงบ อย่าไปบังคับลมหายใจปล่อยไปเรื่อยๆ เหมือนเราหายใจปกติ (หากมีอาการวูบวาบหรือเกิดนิมิตเห็นอะไรไม่ต้องตกใจ ให้หายใจลึกๆ  2- 3 ครั้ง นิมิตต่างๆ ก็จะหายไป ถ้ารู้สึกเจ็บหรือปวดเมื่อยตรงไหน ให้เอาใจไปจับตรงที่รู้สึกเจ็บ สักระยะหนึ่งก็จะหายปวด)

เมื่อรู้สึกว่าจิตนิ่งดีแล้ว ขอให้พิจารณาเรื่องการเกิด แก่ เจ็บตาย อันเป็นเรื่องอนิจจัง อันเป็นเรื่องธรรมดาของโลก เรื่องปัญหาที่เกิดขึ้น มองค้นหาถึงสาเหตุที่แท้จริงและการที่จะแก้ไขได้ หลายคนพิจาณาจนค้นพบความสุขที่แท้จริงของชีวิต ว่าเรื่องของทรัพย์สมบัติภายนอกเป็นเรื่องของวัตถุที่ต้องมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ต้องดับไปไม่มีอะไรจีรีงยั่งยืน ใจจะเป็นสุขถอดถอนจากกิเลส ลดความอยากได้ อยากมีลงในชีวิตได้

ในการพิจาณานี้ถือว่าเป็นการเจริญวิปัสสนา ซึ่งเป็นมหาบุญกุศลและมีประโยชน์มากในชีวิตของคนเราทุกคน

ดังที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้ว่า การทำสมาธินั้นเมื่อกับการที่เราต้มน้ำร้อน ถ้าไม่เจริญวิปัสสนาต่อ ก็เหมือนต้มน้ำร้อนเสร็จแล้วเอาน้ำร้อนเททิ้งเสียไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย คนที่มีปัญญาต้องเอาน้ำร้อนนั้นไปใช้ประโยชน์ด้วย เหมือนกับการทำสมาธิในเบื้องต้นเพื่อให้จิตนั้นนิ่งมีกำลังเราเรียกว่า “สมถกรรมฐาน” หรือสมาธิภาวนา คือการฝึกจิตให้เกิดความสงบ ที่เราเรียกกันตามประสาชาวบ้านว่าการทำ “สมาธิ

แต่เมื่อนิ่งแล้วต้องเอาจิตนั้นมาพิจารณาให้เกิดประโยชน์กับตัวเราเองเป็นการ “เจริญวิปัสสนากรรมฐาน” คือ การฝึกอบรมจิตที่สงบแล้วนั้นให้เกิดปัญญา เป็นความรู้แจ้งเห็นจริงตามสภาพที่เป็นจริง การเจริญวิปัสสนานั้น เป็นการทำสมาธิขั้นสูงสุดได้มหาบุญกุศลที่สุด

เมื่อได้ทำสมาธิจนสมควรแก่เวลาเมื่อจะออกจากสมาธิ ให้ทำใจให้อภัย ให้อโหสิกรรมกับเจ้ากรรมนายเวร คนที่ทำให้เราขุ่นข้องหมองใจ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม สัตว์ก็ตาม เมื่อให้อโหสิกรรมเสร็จแล้ว

ให้อธิษฐานดังนี้เสียก่อน

            “ข้าพเจ้า………………….(ชื่อของเรา ถ้ามีการเปลี่ยนชื่อให้บอกทั้งชื่อเก่าและชื่อใหม่แต่ถ้าเปลี่ยนมาหลายครั้งจนจำไม่ได้ให้ใช้ชื่อเก่า )

ขออุทิศบุญที่เกิดขึ้นจากการทำทาน ศีล ภาวนา ที่สำเร็จแล้วในวันนี้ และที่เคยทำมาในอดีตชาติรวมถึงที่จะมีขึ้นในปัจจุบัน น้อมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ถวายและมีส่วนร่วมในพระบุญบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ตั้งแต่องค์ปฐมจนถึงองค์ปัจจุบัน พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอรหันต์เจ้า  พระโพธิสัตว์ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี  เพื่อโมทนาพระคุณความดีของพระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์ทุกพระองค์ ทุกองค์ ทุกท่านจนถึงที่สุด

โดยเฉพาะหลวงปู่ทวด หลวงปู่แสง สมเด็จโต ครูบาศรีวิชัย หลวงปู่มั่น หลวงปู่ฝั้น หลวงพ่อปาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ หลวงพ่อสด หลวงพ่อโอภาสี หลวงปู่โต๊ะ หลวงปู่ดู่ หลวงพ่อเกษม หลวงปู่แหวน หลวงปู่สิม หลวงปู่ดู่ และครูบาอาจารย์ที่ไม่ได้เอ่ยนามทั้งสิ้นทั้งปวง (สำหรับพระอริยสงฆ์ครูบาอาจารย์ที่ยกมาเป็นตัวอย่างนั้นเป็นของธงธรรมรักษ์ สำหรับท่านผู้อ่านแล้วขอแล้วแต่ท่านเลื่อมใส)

อุทิศแด่พรหมเทพเทวดาทั้ง 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน เทวดาประจำตัวของข้าพเจ้า เทวดาที่รักษาเคหะสถานและกิจการการค้า ดวงพระวิญญาณพระมหากษัตริย์แห่งแผ่นดินสยาม ท่านผู้มีพระคุณต่อแผ่นดิน บรรพบุรุษ ปู่ย่าตายาย ผู้มีพระคุณ ญาติก็ดีไม่ใช่ญาติก็ดี เหล่าสรรพสัตว์ เหล่าสรรพวิญญาณทั้งหลาย

อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย เทวดาใกล้ตัว คนใกล้ตัว สัตว์ใกล้ตัวโดยเฉพาะเจ้ากรรมนายเวรที่มาขัดขวางทางกุศลทั้งปวงในขณะนี้ ขอให้ท่านมาร่วมอนุโมทนาและโปรดรับบุญกุศลที่เกิดขึ้นนี้ หากท่านพอใจยินดีในบุญกุศลที่เกิดขึ้นนี้

ขอให้ท่านให้อโหสิกรรมและถอนตัวจากอุปสรรคต่างๆ ที่ท่านทำให้เกิดขึ้นทั้งปวง และข้าพเจ้าให้อโหสิกรรมต่อท่าน ขอถอนคำสาปแช่ง คาถาเวทมนต์ที่อาจจะเคยกระทำกับท่านทั้งปวง ขอให้หมดสิ้นเวรกรรมทั้งปวงต่อกันตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

หากท่านไม่สามารถมารับได้ ขอเมตตาจากท่านท้าวยมราช นายนิริยะบาล แม่พระธรณี ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 โปรดมาเป็นสักขีพยานในการสร้างบุญในครั้งนี้และขอเมตตาฝากบุญกุศลนี้ไว้กับท่าน เมื่อเจ้ากรรมนายเวรถึงเวลาอยู่ในภพภูมิที่รับได้โปรดเมตตาส่งบุญให้ด้วย

         ขออานิสงส์ผลบุญนี้ จงเป็นพละปัจจัยให้ข้าพเจ้า (หรือผู้อื่นกรณีอุทิศให้ผู้อื่น) ปรารถนาสิ่งใดก็ให้ว่าไป โดยต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม (อาทิ เพื่อความสำเร็จต่าง ๆ ให้ธุรกิจการงานราบรื่น มีผลกำไรดี ให้คิดดี พูดดี ทำดีต่อกัน สนับสนุนกัน ขอให้หายเจ็บไข้ได้ป่วย ให้พ้นจากภาวะทุกข์ทั้งหลาย ปัญหาอุปสรรคทั้งหลายที่เป็นอยู่ ต้องระบุ บอกรายละเอียด ฯลฯ…) นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เทอญ

เมื่ออธิษฐานจิตจนเสร็จ จากนั้น เอาเงินที่จบไว้ในมือ ใส่เงินลงไปในภาชนะที่เตรียมไว้ที่หิ้งพระหรือโต๊ะหมู่บูชา หรือหน้ารูปพระ  ในขณะที่ใส่ให้นึกถึงภาพว่าตนเองกำลังใส่บาตรกับพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระสิวลี  พระอุปคุต พระสังกัจจายน์หรือพระสงฆ์ที่ท่านเคารพ

เสร็จแล้วต้องกรวดน้ำแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลทุกครั้งให้เจ้ากรรมนายเวร ให้ทำอย่างนี้ทุกวันอย่าให้ขาด  เมื่อมีเวลาว่างให้เอาเงินนั้นไปทำบุญที่วัดเขียนหน้าซองว่า ถวายเป็นค่าภัตตาหาร เป็นสังฆทาน

คาถาแผ่เมตตา (แผ่ให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย)

สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ

อัพพะยาปัชฌา โหนตุ

อะนีฆา โหนตุ

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ

สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น

จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ…

หลังจากนั้นให้เอาน้ำที่กรวดเสร็จแล้วไปรดที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ตอนที่รดน้ำให้กล่าวในใจหรือจะออกเสียงก็ได้ว่า

“ขอให้แม่พระธรณี ท่านพระยายมราช ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 โปรดมาเป็นสักขีพยานในการสร้างบุญของข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยเทอญ”

เมื่อรดน้ำเสร็จสิ้นก็ถือว่าเราได้สร้างบุญใหญ่แล้วในวันนี้ ขอให้หมั่นทำทุกๆ วันเท่าที่จะทำได้ เคล็ดสำคัญเวลาสวดมนต์ สวดคาถาอย่าไปนึกให้ให้รวยเร็วๆ หรือทางอกุศล เพราะจะเกิดกรรมไม่ดีไปขวางทางบุญเอาไว้ ถ้าอยากได้เรื่องอะไรให้ไปขอในตอนอธิษฐานจิตเอา

ขอให้รู้ไว้ว่า ถ้าทำได้ครบตามที่แนะนำมาทั้งหมด ทุกท่านก็จะได้บารมีครบถ้วน ทั้ง 10 ประการหรือบารมี 10 ทัศ ซึ่งประกอบไปด้วย

1. ทานบารมี ขณะที่เราสวดมนต์เสร็จ เราทำทานคือเอาเงินที่จบใส่ใน กระปุกออมสิน หรืออื่นๆ เป็น ทานบารมี

2. ศีลบารมี  ขณะที่เราสวดมนต์อยู่ในขณะนั้นเราไม่ได้ทำบาปกรรมกับใคร มีศีลอยู่ในขณะที่สวดมี ศีลบารมี

3. เนกขัมมบารมี   ขณะที่เราสวดมนต์อยู่ จิตของเราปราศจาก สิ่งมามารบกวนจิตใจ ถือว่าเป็นการบวชใจ ถือว่าเป็น เนกขัมมบารมี

4. ปัญญาบารมี  การสวดมนต์ทำด้วยความศรัทธา ทำด้วยปัญญาที่เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ช่วยฝึกฝนให้เกิดสติ มีสมาธิเป็น ปัญญาบารมี

5. วิริยะบารมี  ถ้าเราไม่มีความเพียร เราก็สร้างบุญทั้งทาน ศีลเจริญภาวนาในวันนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรานั้นคือ ความเพียรเป็น วิริยะบารมี

6. ขันติบารมี  มีความเพียรแล้ว ไม่มีความอดทน ความเพียรก็ตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องมีความอดทน ความอดทนเป็น ขันติบารมี

7. สัจจะบารมี   มีความเพียร มีความอดทนแล้ว และมีความจริงใจในการประพฤติปฏิบัติ ซึ่งความจริงใจคือ สัจจะบารมี

8. อธิษฐานบารมี  เมื่อเราสวดมนต์เสร็จ ทำสมาธิ ตั้งจิตอธิฐาน การอธิฐานเป็น อธิษฐานบารมี9. เมตตาบารมี  ใส่บาตร สวดมนต์เสร็จ ก็ต้องแผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศล การแผ่เมตตาที่เราทำนั้นเป็น เมตตาบารมี

10. อุเบกขาบารมี  ขณะที่เราแผ่เมตตา เราต้องทำใจของเราให้มีเมตตา ต่อสัตว์ทั้งหลาย ทำใจให้เป็นพรหมวิหาร 4 อุเบกขา วางเฉย อโหสิกรรม ให้อภัยกับบุคคลที่เราเคยล่วงเกินกันมา ไม่โกรธใคร ไม่เกลียดใคร ไม่ชอบใคร ไม่ชังใคร ทำใจให้นิ่ง ทำจิตให้สงบ วางใจให้เป็นอุเบกขา เป็น อุเบกขาบารมี

            บารมี 10 ทัศนั้นถือว่าเป็นมหาบุญกุศล ที่ทำให้คนพบกับความสุขทั้งในทางโลกและทางธรรม ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า  “อยากสุข อยากรวย แค่ไหนก็ได้ทั้งนั้น” แต่มีข้อแม้อย่างเดียวเท่านั้น ต้องทำเท่านั้นถึงจะได้ ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย

แล้วท่านรู้แบบครบถ้วนนี้แล้ว ท่านจะทำหรือไม่ทำครับ

Advertisements

Read Full Post »

สรรพชีวิตดิ้นรนเพื่อการอยู่รอด ไม่ว่าช่องทางที่จะรอดนั้นจะน้อยนิดสักเพียงไร สัญชาตญาณแห่งการอยู่รอดนั้น รุนแรง เหนียวแน่น และทนทายาดอย่างน่ามหัศจรรย์ กิเลสของคนเราก็เช่นกัน มันดิ้นรน มันต่อสู้ มันใช้ทุกช่องทางทุกโอกาสที่มีอยู่ เพื่อความอยู่รอดของมันเสมอ

เพราะในความเห็นผิดขั้นสุดยอดของเรา คือโมหะความหลง และมิจฉาทิฐิความเห็นผิดที่มีอยู่ในความเป็นตัวตนเราเขา ที่หมายเอาร่างกายและชีวิตนี้ เป็นเวทีเพื่อเสพแสวงหาความสุข ความสุขอันที่ตนได้มีอุปาทานความยึดถือ มุ่งหวังตั้งค่าเอาไว้ว่ามันจะนำความอิ่มเอมเปรมใจมาให้กับเรา กายเรา กายเขา ใจเรา ใจเขา เอากายเราไปเสพกายเขา เอาใจเราไปเสพกายใจเขา เอาสิ่งที่ไร้สาระ มาเป็นสรณะมาเป็นที่พึ่ง

โดยหวังลมๆ แล้งๆ ว่า มันจะมีอานุภาพนำความสุขมาให้กับเราอย่างแท้จริงแน่นอน

แต่เอาเข้าจริงมันก็หาได้เป็นไปเช่นนั้นไม่ เพราะสรรพสิ่งทั้งหลาย มันก็เป็น “เช่นนั้นเอง” คือเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมันที่มันเกิด

ก็เพราะมันมีเหตุมีปัจจัยให้มันเกิด มันดำเนินมาได้ ก็เพราะมันมีเหตุมีปัจจัยให้มันดำเนินมาได้ มันตั้งอยู่ได้ มันยืนทนโท่อยู่ในวันนี้ ก็เพราะมันมีเหตุมีปัจจัยให้มันตั้งอยู่ได้ มันก็เลยยืนทนโท่อยู่ในวันนี้ แล้วอนาคตเล่า มันจะเป็นไปอย่างไร…?

มันก็ย่อมจะต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน

หากมีเหตุปัจจัยให้มันเจริญ มันก็เจริญ หากมีเหตุมีปัจจัยให้มันเสื่อม มันก็ต้องเสื่อม และท้ายที่สุด ไม่มีอะไรที่อยู่ค้ำฟ้า ท้ายสุดมันก็ย่อมจะอนิจจังแหลกสลายหายสูญไป แปรเปลี่ยน แตกสลาย กระจัดกระจายกลายรูปไป จนไม่ปรากฏเค้ารอยว่ามันเคยมีอยู่เป็นตัวเป็นตนแท้จริงแต่ประการใด

นั่นคืออนัตตา ความหาตัวตนเราเขาที่แท้จริงมิได้ เป็นที่พึ่งพิงอิงอาศัยไม่ได้ หาสาระที่แท้จริงไม่ได้ ไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของเราหรือใครๆ แล้วเราจะไปหลงใหลโง่งมกับมันอยู่เพื่อสันขวานอะไรกันหรือ

ทุกข์” เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้ รู้ลงไปจนกระทั่งถึงก้นบึ้งของจิตใจ จนกระทั่งจิตมันสำลัก จิตมันปฏิเสธ จิตมันดีดดิ้นหาวิธีที่จะหลุดรอดไปจากกองทุกข์อันทับถม หนักหน่วง ทนได้ยากเหล่านี้ จิตจึงพิจารณาหาเหตุผลว่า แล้วไอ้ทุกข์เหล่านี้มันมีเหตุมีปัจจัยอะไรหนอ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์

ก็ไอ้ความทุรนร่านทะยานอยากมิใช่หรือที่เป็นตัวการ เป็นต้นเหตุให้เกิดทุกข์

อยากในรูป อยากในเสียง อยากในกลิ่น อยากในรส อยากในสัมผัส อยากจนแม้กระทั่งความรู้สึกที่ดีๆ อันซาบซ่านสราญใจ อยากปวงนี้ บัณฑิตท่านรวมลงไปเป็น “กามตัณหา” ความอยากในวัตถุกาม อันมีสังวาสเป็นที่สุด

ด้วยความที่ใจได้รสอร่อยในทุกประตูแห่งความรับรู้ ตาอิ่มเอมในการเห็น หูอิ่มเอมในเสียงที่ได้ยิน จมูกอิ่มเอมในกลิ่นอันหอมหื่น ลิ้นอิ่มเอมในรสสัมผัสอันมีน้ำลายเป็นเครื่องคลุกเคล้า กายอิ่มเอมในสัมผัสอันเคลื่อนไหวเสียดสี ดวงฤดีอิ่มเอมในความสมหวังแห่งการถวิลหาความสุข ในการได้อยู่ใกล้ชิดกับวัตถุกามคือบุคคลอันเป็นที่รัก

ที่ใจมีอุปาทานยึดมั่นแน่นเหนียว เอาไว้เป็นสรณะแห่งหัวใจ

เท่านั้นยังไม่พอ ต้นเหตุให้เกิดทุกข์นั้นก็ยังได้รับการพัฒนาให้วิจิตรซับซ้อน ซ่อนเงื่อนซ่อนกลขึ้นไปอีก มันกลายรูปเปลี่ยนโฉมไปเป็นความทุรนร่านทะยานอยากในความเป็นความได้มาซึ่งฐานะบทบาทต่างๆ อันจะเอื้อให้ได้ง่ายซึ่งวัตถุกามอันเป็นสุดยอดแห่งความปรารถนาเหล่านั้น

ที่บัณฑิตเรียกว่า “ภวตัณหา” คือความทะยานอยากในยศถาบรรดาศักดิ์ ชื่อเสียง เงินทอง ฐานะครอบครอง และเกียรติยศ ก็คนเราทั้งหลายในโลกนี้ พากันดิ้นรนฟาดฟันกันจนฝุ่นตลบเลือดกระจายอยู่ทุกหย่อมหญ้าในวันนี้ ก็มิใช่เพื่อสิ่งเหล่านี้หรอกหรือ

ใครมาขัดขวาง ใครมากางกั้น ใครมาเป็นศัตรู มาเป็นอุปสรรคแก่เป้าหมายของเรา มันมายั่วกูอีกแล้ว มันก่อความทุรนทะยานอยากให้กับกูอีกแล้ว กูอยากจะฆ่า กูอยากจะทำลาย กูอยากจะล้างผลาญมันให้ดับดิ้นสูญสลายหายไปจากหนทางของกู

นี่อย่างไรที่บัณฑิตเขาเรียกว่า “วิภวตัณหา” ความทะยานอยากในวิภพ ความพรากพ้นไปจากสิ่งอันไม่เป็นที่รักที่พอใจทั้งหลาย

เพราะอยาก จึงทุกข์” นี่อย่างไร อยากเสพรูป เสพเสียง เสพกลิ่น เสพรส เสพสัมผัส คือ “กามตัณหา” อยากได้ยศ ได้ตำแหน่ง ได้ชื่อเสียง ได้ครองบทบาทความเป็นต่างๆ ก็จะได้เอายศ ตำแหน่ง ชื่อเสียง บทบาทความเป็นต่างๆ นั้น ไปบีบบังคับ

เพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุกาม อันตนปรารถนา คือ “ภวตัณหา” แล้วอยากในความพรากพ้น อยากให้ป่นปี้ทำลายซึ่งสิ่งที่เป็นอุปสรรคเป็นศัตรูต่อเป้าหมาย ในความอยากความปรารถนาของเรา คือ “วิภวตัณหา”

ทั้งหมดนี้พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็น “สมุทัย” เหตุให้เกิดทุกข์

แล้วทำไมถึงอยาก? นั่นก็เพราะจิตของเราดันโง่งมไปตั้งค่าเอาไว้ ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ มันมีค่ามีราคาที่จะนำความสุขกายสบายใจ อิ่มหนำอิ่มเอมใจมาสู่เรา เราจึงมี “อุปาทาน” ความยึดมั่นปักใจลงไปว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้ ความคิดอย่างนั้นอย่างนี้ การปฏิบัติตนอย่างนั้นอย่างนี้ และความถือตนถือศักดิ์อย่างนั้นอย่างนี้ มันจะเป็นเครื่องนำมาซึ่งความสุขแก่เรา มันเป็นอารมณ์หรือสิ่งที่เราชอบใจ ที่พระท่านเรียกว่า “อิฏฐารมณ์” อารมณ์ที่ชอบใจ

และในทางตรงกันข้าม หากเราเห็นว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้ ความคิดอย่างนั้นอย่างนี้ การปฏิบัติตนอย่างนั้นอย่างนี้ และความถือตนถือยศถือศักดิ์อย่างนั้นอย่างนี้ มันจะเป็นเครื่องนำมาซึ่งความทุกข์แก่เรา มันเป็นอารมณ์หรือสิ่งที่เราไม่ชอบใจ เราไม่ต้องการ อย่างที่พระท่านเรียกว่า “อนิฏฐารมณ์” อารมณ์ที่ไม่ชอบใจ

เราจึงสรุปได้อย่างชัดเจนว่า นี่ไง “เพราะยึดจึงอยาก” “เพราะอยากจึงทุกข์

แล้วเราจึงเกิดความสงสัยว่า อ้าวแล้วทำไมเราจึงไปมีอุปาทาน ความยึดถือเช่นนั้นได้เล่า มันได้มาจากไหนหรือ ได้มาตั้งแต่เกิดหรือเปล่า เราจึงสืบสาวหาเหตุผลต่อไปจนได้ประจักษ์ความจริงว่า

ก็เพราะเราโง่งม หลงผิด เห็นผิดไปเอง ที่ดันไปตั้งค่าตั้งราคาเอาไว้กับสิ่งนั้นสิ่งนี้ ความคิดอย่างนั้นอย่างนี้ การปฏิบัติตนอย่างนั้นอย่างนี้ และความถือตนถือยศถือศักดิ์อย่างนั้นอย่างนี้ ว่ามันจะเป็นเครื่องนำมาซึ่งความสุขหรือทุกข์ให้แก่เรา

มันเป็นอารมณ์หรือสิ่งที่เราชอบใจหรือไม่ชอบใจ ซึ่งความโง่งม ความหลงผิด เห็นผิด ของเรานั้น พระท่านเรียกว่า “อวิชชา” คือความไม่รู้ตามความเป็นจริง เราจึงสรุปไปเชื่อมต่อได้ว่า นี่ไง

เพราะโง่จึงยึด” “เพราะยึดจึงอยาก” และ “เพราะอยาก จึงทุกข์

เราจึงต้องค้นหาหรือกระทำใจให้แยบคาย โดยเข้าไปตรวจสอบพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า โอหนอ เราโง่งมในสิ่งใดหรือไม่เข้าใจอะไรหรือ เราจึงไม่เห็นตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น เราก็จะพบว่า ทั้งหมดก็คือ ความที่เราไม่รู้ไม่เห็นชัดในกฎของธรรมชาติ

ซึ่งกฎของธรรมชาติที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้และนำมาสั่งสอนสรรพสัตว์นั้น เมื่อกล่าวโดยสรุปก็มีอยู่เพียง ๔ กฎเท่านั้นเอง

(๑) กฎแห่งกรรม หรือ “กรรมนิยาม”

(๒) กฎของความเปลี่ยนแปลง หรือ “กฎพระไตรลักษณ์”

(๓) กฎของความเป็นเหตุเป็นผล หรือ “อริยสัจ ๔”

(๔) กฎของความเป็นปัจจัยโยงใยถึงกัน กล่าวคือ “ปฏิจจสมุปบาท

กฎธรรมชาติทั้ง ๔ นี้ เป็นผลจากการตรัสรู้ของพระพุทธองค์โดยแท้ พระองค์ทรงนำมาเปิดเผย นำมาเฉลยให้เราทั้งหลายได้เห็นจริงถ่องแท้ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายที่เราเข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา มันจะเป็นที่พึงพาอาศัยให้เราได้รับความสุขสมหวังสมปรารถนา แท้จริงแล้วกลับเป็นสิ่งที่หาสาระแท้จริงมิได้ เอาเป็นที่พึ่งที่ระลึกแท้จริงมิได้ มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมันเท่านั้น ไม่อยู่อำนาจของเราที่จะไปฝ่าฝืน ขัดขวางหรือคัดง้างเอาไว้ได้

ฉะนั้น ในเมื่อทุกข์เกิดมีได้เพราะความอยาก ความอยากเกิดมีได้เพราะความยึด ความยึดเกิดมีได้เพราะความโง่ ความโง่งมที่ไม่รู้ตามความเป็นจริงของเรา จึงอาจสรุปรวบรัดลงไปได้เลยว่า ตราบใดที่เรายังมีความโง่งม มองไม่เห็นชัดตามเป็นจริงของสรรพสิ่ง ตราบนั้นความทุกข์ของเราก็มิอาจที่จะถูกขจัดให้หมดไปได้โดยสิ้นเชิง

แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อการดับทุกข์โดยสิ้นเชิงอย่างถอนรากถอนโคน?

พระพุทธองค์ทรงแสดงอริยสัจ ๔ ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ อันประกอบด้วย

 (๑) ทุกข์ ความทนได้ยาก เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้

(๒) สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ คือตัณหา ความทะยานอยาก เป็นสิ่งที่ต้องละ

 (๓) นิโรธ ความดับทุกข์สิ้นเชิง เป็นสิ่งที่ต้องทำให้แจ้ง

 (๔) มรรค หนทางดำเนินไปสู่ความดับแห่งทุกข์ อันมีองค์แปดประการ กล่าวคือ ๑) สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ๒) สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ หรือคิดชอบ ๓) สัมมาวาจา ความมีวาจาชอบ ๔) สัมมากัมมันตะ ความประพฤติชอบ ๕) สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีพชอบ ๖) สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ ๗) สัมมาสติ ความระลึกชอบ ๘) สัมมาสมาธิ ความมีจิตตั้งมั่นชอบ มรรคอันมีองค์แปดประการนี้ เป็นสิ่งที่ควรเจริญ

แต่ทั้งนี้ครูบาอาจารย์ในชั้นหลัง เมื่อจะกล่าวถึงมรรคมีองค์แปด ก็มักจะพากันสรุปลงไปเป็นสิกขา ๓ การศึกษาสามประการ คือ

(๑) ศีล ศึกษาในความเป็นปกติตามฐานะของตน  ที่ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นให้เดือดร้อน

(๒) สมาธิ ศึกษาในการทำจิตให้ยิ่ง อันก่อให้เกิดความสงบแน่วแน่เป็นหนึ่งเดียวของจิต เพิ่มพูนกำลังจิต

(๓) ปัญญา ศึกษาในการทำความจริงให้ปรากฏแจ้งแก่ใจ จนใจประจักษ์และยอมรับ จนสำรอกคายความเห็นผิดโง่งมออกมา แต่ผู้เขียนมีข้อสังเกตว่า ถ้าเราสามารถสรุปมรรคมีองค์แปดลงไปเป็นสิกขาสามกันได้ง่ายๆ เช่นนี้ ไฉนพระพุทธองค์จึงมิทรงตรัสมรรคมีองค์ ๓ ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยเล่า จะมากล่าวมรรคมีองค์แปดอยู่ไปใยให้เยิ่นเย้อ แล้วอะไรเล่าเป็นสิ่งที่มันขาดหายบกพร่องไป

อย่าลืมว่า “มรรค” นั้นแปลว่าหนทาง เมื่อเป็นทาง ก็ต้องมีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด แล้วที่สุดของมรรคมีองค์แปดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคืออะไร

เราก็จะตอบได้ว่า คือนิโรธ หรือพระนิพพาน ภาวะที่ไร้ทุกข์โดยสิ้นเชิง ภาวะที่ไม่หวนคืนกลับมาทุกข์กันอีก ภาวะที่มีความสุขสูงสุด ภาวะที่สูญสิ้นไปแห่งกิเลสตัณหาอุปาทานเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง

ในเมื่อสุดท้ายปลายทางแห่งมรรคาของพระพุทธองค์คือพระนิพพาน ฉะนั้นหากเราจะเดินทางไปโดยที่ยังมิได้มีเป้าหมายอยู่ที่พระนิพพาน แล้วมรรคของเราจะเป็นมรรคเดียวกันกับมรรคมีองค์แปดของพระพุทธองค์หรือไม่

ฉะนั้นการที่เราจะสรุปมรรคมีองค์แปดของพระพุทธองค์ ลงไปในสิกขาสาม คือศีล สมาธิ และปัญญานั้น อาตมาในฐานะผู้เขียนจึงขอเสนอให้เพิ่ม “การอธิษฐานเพื่อเข้าถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบันโดยเร็วพลัน” เข้าไปด้วย จึงจะทำให้มรรคของเรารวมลงเป็นมรรคมีองค์แปดของพระพุทธองค์ได้อย่างสมบูรณ์

นั่นคือ

 

 

มรรคมีองค์ ๘       =      สิกขา ๓ (ศีล สมาธิ ปัญญา)

+  อธิษฐานพระนิพพานในชาติปัจจุบันโดยเร็วพลัน

 

กระบวนการดับทุกข์โดยสิ้นเชิงอย่างถอนรากถอนโคนนั้น จึงมิใช่เป็นแต่เพียงการนั่งสมาธิเพื่อความสงบ และเสพอารมณ์สุขประณีตของจิตที่ได้จากฌานขั้นต่างๆ เท่านั้น เพราะนั่นเป็นเพียงแค่การเอาขนเอาหินไปทับหญ้า หาได้ทำให้หญ้าคือกิเลสของเราหมดเชื้อตายไปโดยสิ้นเชิงไม่

และย่อมไม่ใช่การไปเลียนแบบในอาการอันเป็นฝ่ายผล ของผู้ที่เข้าถึงความสิ้นทุกข์แล้ว กล่าวคือพระอรหันตเจ้าทั้งหลายไม่ แต่จะต้องเป็นการกระทำในฝ่ายเหตุเพื่อความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ที่เรียกว่าการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน คือ การงานของใจเพื่อการรู้แจ้งนั่นเอง

ซึ่งการงานดังกล่าวนี้ ก็คือการลำเลียงเอาสิ่งที่เรามีอุปาทานความเห็นผิด ซึ่งมี “อุปาทานขันธ์ ๕” (ภาวะชีวิต กล่าวคือ รูป-นาม หรือ กาย-จิต) ภายใน คือของเรา และภายนอก คือของเขา เป็นที่สุด เอามาวิเคราะห์วิจัยอย่างแยบคายตามความเป็นจริง

ด้วยกฎธรรมชาติทั้งสี่ประการที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้และนำมาเปิดเผย ในแบบที่พระพุทธองค์ทรงเรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” การพิจารณากระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ซึ่งพระพุทธองค์ทรงสรรเสริญคุณแห่งโยนิโสมนสิการไว้เป็นอเนก

 เช่น “เรามิเห็นธรรมใดมีคุณยิ่งไปกว่าโยนิโสมนสิการนี้เลย” เป็นต้น ต่อจากนั้นจึงทำการ “โอปนยิโก” น้อมเข้ามาสู่ตน เอาเข้ามาพิจารณาเทียบเคียงกับประสบการณ์ตรงของตนเองว่า มีความเป็นไปสอดคล้องกับองค์ธรรมและกฎธรรมชาติ อันพระพุทธองค์ได้ทรงตรัสสอนไว้แล้วหรือไม่

 เราก็จะประจักษ์ความจริงว่า สรรพสิ่งทั้งหลายอันที่ใจเราเข้าไปยึดมั่นถือมั่น เอาเป็นสรณะที่พึ่งพาอาศัย นำมาซึ่งสุขทุกข์ประการต่างๆ นั้น มันก็เป็นเพียงแค่ สิ่งที่เกิดขึ้น และดำรงอยู่เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น มีสภาวะที่แปรเปลี่ยนบิดผันไปอยู่ตลอดเวลา หาความเป็นตัวตนแท้จริงมิได้ เอาเป็นสาระที่พึ่งพาอาศัยมิได้ เราเองต่างหากที่เป็นฝ่ายโง่งม ดันไปให้คุณค่าไว้กับสิ่งที่ไร้สาระ หาคุณค่าแท้จริงมิได้เลย

เมื่อเราเห็นความจริงชัดเจนเช่นนั้น สิ่งนั้นหรือองค์ธรรมนั้น อันเราได้ยกขึ้นสู่กระบวนการปฏิบัติ คือ

(๑) เอกัคตารมณ์ มีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว โดยพิจารณาคราวละองค์ธรรมเดียวเท่านั้น

(๒) โยนิโสมนสิการ พิจารณาอย่างแยบคาย โดย น้อมไปในอดีต ให้เห็นเหตุปัจจัยที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น และดำเนินสืบเนื่องต่อมาจนถึงปัจจุบัน แล้วจึง น้อมไปในปัจจุบัน ให้เห็นว่ามีเหตุปัจจัยเช่นไรบ้าง ที่ทำให้มันปรากฏอยู่ทนโท่ในปัจจุบัน แล้วที่สุดจึง น้อมไปในอนาคต ว่า แล้วในอนาคตนั้น มันก็จะมีเหตุปัจจัยเช่นไรบ้าง ที่จะทำให้มันแตกสลายดับดิ้นสิ้นสูญไป  

จนมิอาจหารูปรอยเค้าโครงใดๆ ที่จะบอกว่า เคยมีมันปรากฏอยู่ในโลกธาตุนี้ได้เลย จิตที่เห็นประจักษ์แจ้งจากการ โยนิโสมนสิการ คิดนึกพิจารณาโดยแยบคายเช่นนี้แล้ว เห็นความห่วยแตก ไร้สาระแท้จริงของสิ่งนั้นแล้ว ย่อมถอดถอนความยึดมั่นถือมั่น ที่ใจเคยโง่งมให้คุณค่ายึดติดอารมณ์หรือสิ่งนั้นเอาไว้ ซึ่งเคยก่อให้เกิดความทะยานอยาก ลากจูงเอาความทุกข์ยากสารพันมาทิ่มแทงเราให้ทุรนทุรายไม่เป็นสุขตลอดมา ใจจึงจะหลุดพ้นจากสิ่งนั้นโดยสิ้นเชิง

แต่นั่นเป็นเพียง อารมณ์ภายนอก สิ่งภายนอก ขันธ์ ๕ หรือภาวะชีวิตภายนอกเท่านั้น แล้วขันธ์ ๕ ภายใน คือกายจิต รูปนามของเราเองเล่า มันยังมิได้มีความสะดุ้งสะเทือนอะไรด้วย เราจึงมีหน้าที่ที่จะต้อง “โอปนยิโก” คือน้อมเข้ามาใส่ตัว

โดยเอาอาการความเป็นไปตามกฎธรรมชาติของสิ่งนั้นหรืออารมณ์นั้น ไม่ว่าไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความไม่เที่ยง ความที่ไม่เป็นไปดังใจที่มีความขัดแย้งอยู่ตลอดเวลา ตลอดจนความที่หาความเป็นตัวตนเราเขาแท้จริงมิได้ แล้วนำมาเทียบเคียงเข้ากับตัวเรา หรือประสบการณ์ตรงของเรา

เราก็จะพบว่าตัวเรา คืออุปาทานขันธ์ ๕ ภายใน ที่เป็นเราเป็นของเรา ก็มิได้มีความแตกต่างอะไรกับสิ่งทั้งหลายภายนอกเหล่านั้น เราเกิดมาได้ ก็เพราะมีเหตุปัจจัยให้เราเกิดขึ้น เราลุ่มๆ ดอนๆ ดำเนินชีวิตมาได้ รอดตายมาได้ ก็เพราะมันมีเหตุมีปัจจัยให้เรารอดตายดำเนินมาได้

แล้วการที่เรายังปรากฏอยู่ได้ในปัจจุบัน ก็เพราะว่ามันต้องมีเหตุปัจจัย เข้ามาสนับสนุนประคับประคองให้เรายังอยู่ได้ รอดมาได้มาจนถึงปัจจุบัน แล้วเราจะยืนยงคงกระพันเป็นหนุ่มเป็นสาวตลอดไป ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย เป็นอมตะอย่างนี้ตลอดไปได้หรือ

มันก็เป็นไปไม่ได้ !!!

ในเมื่อสิ่งต่างๆ ทั้งหลายที่เราได้หยิบยกขึ้นมาเป็นองค์ธรรม นำมาโยนิโสมนสิการพิจารณาโดยถี่ถ้วนแยบคายแล้วนั้น ล้วนแล้วแต่บุบสลายวายวอดดับสูญตายไปสิ้น หาได้มีสิ่งใดที่จะคงกระพันหน้าด้านมั่นคงตั้งอยู่ได้ตลอดไปไม่

 อุปาทานขันธ์ ๕ ของเราก็เช่นกัน ครั้นเราโอปนยิโกน้อมเข้ามาสู่ตนแล้ว เราก็จะพบว่า เมื่อมีเหตุปัจจัยให้ทรุดโทรมแก่ชรา เราก็จะต้องทรุดโทรมแก่หง่อมชราไป เมื่อมีเหตุปัจจัยให้เราป่วยไข้ไม่สบาย มันก็ต้องล้มหมอนนอนเสื่อป่วยไข้ไม่สบายไปตามสภาพสภาวะอาการของมัน แล้วมันสนใจอะไรกับเราไหม มันแคร์อะไรกับเราไหม

แม้เราเพียรเพิ่มเหตุปัจจัยเข้าไปประคับประคองมันมากมายเพียงไร แต่ก็ยังมีปัจจัยอีกมากมาย ที่มันเหลือวิสัยที่เราจะเข้าไปควบคุมครอบงำบังคับบัญชา ท้ายที่สุดเราเองก็จะต้องป่วยไข้แก่ชราตายดับไป ไม่เห็นจะรอดไปได้เลยสักคนเดียว

เมื่อรู้ชัดเห็นชัดกระจ่างแจ้งเจิดจ้าเช่นนี้แล้ว จิตที่เคยยึดมั่นถือมั่น กอดรัดกายกอดรัดขันธ์ ๕ ว่าเป็นเราเป็นของเรา แล้วยังคอยสรรสร้างนิยายหลอกตนเองว่า ฉันนี่สิควรจะเป็นอมตะ ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ใครๆ ในโลกนี้ควรที่เข้าใจเรา เอาใจเรา ยกยอปอปั้นเรา ตามใจเราทุกอย่างทุกประการ

จิตที่เข้าถึงธรรม เป็นหนึ่งเดียวกับธรรม บริสุทธิ์ด้วยธรรมคือความสำเหนียกในกฎธรรมชาติอย่างแท้จริงแล้ว ก็จะสำลักสำรอก กระฉอกกิเลส คือความโง่งมที่เราเคยขนเอามาทับถมใจ ที่เคยพาให้โลภ ให้โกรธ ให้หลง ให้รัก ให้ชัง ให้เคียดแค้นริษยา อาฆาต พยาบาทจองเวร ชนิดที่ข้ามภพข้ามชาติตลอดมานั้นออกไป ว่า

โอหนอ… ตูนี้โง่มาได้นานนมอย่างน่าอัศจรรย์ โง่งมจนไม่น่าที่จะให้อภัย เพราะเหตุนี้ ตูเลยต้องทุรนทุรายกระเสือกกระสนต่อภพต่อชาติโหยหาสร้างบุญสร้างบาป หลงติดสุข ติดกับดักทุกข์ วนเวียนตายเกิด ไม่รู้จักจบจักสิ้น

พอกันที กูไม่เอากับมึงแล้ว !

เกิดในภพใดๆ จะให้วิเศษวิเสโสขนาดไหน กูก็ไม่เอาอีกแล้ว จะเกิดมาให้โง่ทำไมฟะ เกิดแล้วก็ดับ มีแล้วก็เสีย พบแล้วก็จาก สุขสลายกลายไปเป็นทุกข์ ทุกข์คลายก็นึกว่าสุข ผุบๆ โผล่ๆ อยู่อย่างนี้ไม่มีสิ้นสุด แล้วมันจะมีสาระอะไร… เราได้อะไรมาบ้าง… มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง… พอกันที สวัสดีลาก่อน… กูไม่โง่มาเกิดอีกแล้ววุ้ย…

จิตนั้นจึงคลายออกจากอุปาทานเครื่องยึดถือทั้งปวง จิตนั้นจึงเป็นอิสระปราศจากเครื่องร้อยรัด จิตนั้นจึงมีความสงบอย่างแท้จริง อยู่กับปัจจุบันอย่างแท้จริง เพราะหมดสงสัยไปในอดีต หมดสงสัยไปในอนาคต ไม่ปรุงแต่งอันนำไปสู่ภาวะทุกข์ได้อีก

 จิตจึงปราศจากโทษ ด้วยไม่มีอารมณ์ใดที่จะมาปรุงแต่งจิตให้เกิดโทษเศร้าหมองได้อีก จิตจึงอยู่ในฐานะของผู้เป็นอยู่ด้วยความไม่ประมาท เพราะเมื่อใดที่ประมาท ย่อมก่อให้เกิดโทษ แต่จิตของผู้รู้ถึงที่สุดเช่นนี้แล้ว ย่อมไม่มีอารมณ์ใดที่จะมีอำนาจเหนือใจมาชักชวนให้ปรุงแต่งจนเกิดโทษได้อีก

 ฉะนั้นจิตนี้จึงชื่อว่าเป็นจิตของผู้มีสติสมบูรณ์ เป็นผู้ที่ว่างจากการงานอย่างแท้จริง เพราะกิจอันควรกระทำหรือบำเพ็ญเพื่อตนนั้น เขาได้ทำสำเร็จจนถึงที่สุดแล้ว กิจอื่นอันควรทำให้ยิ่งไปกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

ที่กล่าวมาคือกระบวนการปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ แต่กระนั้นผู้ปฏิบัติก็อย่าได้ประมาท เพราะกิเลสนั้นมันก็ดิ้นรนต่อสู้ทุกรูปแบบเพื่อความอยู่รอดของมัน

 เคยได้ยินไหมที่เขาบอกว่า “เชื้อชั่วไม่มีวันตาย”

ก็ตราบใดที่เรายังหมกเม็ดแอบซ่อนความพอใจใคร่ได้ใคร่มีใคร่เป็นบางอย่างซุกซ่อนเอาไว้ เผลอเมื่อไรมันได้ปุ๋ยได้น้ำมันก็จะเจริญงอกงามขึ้นมาได้อีกเสมอ แล้วคราวนี้มันจะดื้อยามากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

ซึ่งถ้าจะปราบปรามต่อสู้กับมันรอบหน้า ก็จะต้องใช้ยาที่แรงขึ้นไปอีก ฉะนั้นเมื่อเราเข้ามาสู่การปฏิบัติอย่างเต็มที่ โดยมีมรรคผลนิพพานในชาติปัจจุบันเป็นเป้าหมาย เราก็ควรที่จะซื่อสัตย์กับตัวเราเอง ขุดคุ้ยเอาสิ่งที่เราหมกเม็ดหลบซ่อนเอาไว้

 เอามาตรวจสอบพิสูจน์ให้มันเห็นดำเห็นแดงชัดแจ้งกันไปเลย ถ้าอยากรู้ว่าเราแอบซ่อนอะไรไว้ ก็ลองเอาความตายมาท้าทายใจดู เพราะพระป่าท่านจะสอนอยู่เสมอว่า “นิพพานอยู่ฟากตาย”

เพราะเมื่อใดที่เผชิญกับความตาย กิเลสมันก็จะดิ้นแสดงตนออกมา เพราะกิเลสทุกอย่างทุกชนิดนั้นล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยกายเป็นที่ตั้งของมันทั้งสิ้น แล้วเราก็จะรู้ว่า ไอ้ที่เราแอบหมกเม็ดเอาไว้จนแม้กระทั่งตัวเองก็ยังหลงลืมหาไม่เจอนั้น มันคืออะไรบ้าง เราก็จะได้จับมันมาขึงพืด แล้วชำแหละมันให้แจ่มแจ้งว่า ความโง่งมอันใดที่เราแอบไปให้คุณค่าเอาไว้กับมันมันถึงได้มีคุณค่าวิเศษวิเสโส จนเราต้องแอบเอาไปซุกซ่อนเอาไว้เสียจนมิดชิด

การต่อสู้กับกิเลสนั้น เป็นวิถีทางที่เราจะประมาทไม่ได้ เราจะต้องถอนรากถอนโคนกิเลสให้หมดสิ้น และจะต้องไม่ปล่อยเชื้อกิเลสให้หลงเหลืออยู่ มีปัจจัยใดบ้างที่ต่อเชื่อมให้มันยืนยงมีชีวิตอยู่ได้ ก็ต้องตัดต้องทำลายมันเสียให้หมด และถ้าจะให้มันแน่นอนสิ้นซากกันไปจริงๆ ก็ต้องหงายมันเอารากชี้ฟ้าไปเลย อย่างนี้… อย่างนี้… อย่างนี้ซี่… สะใจ…

ตราบใดก็ตาม ที่เรายังเพียรพยายามเพื่อความพ้นทุกข์ และสามารถตอบคำถามที่ถามตนเองว่า “วันนี้เรายังประมาทอยู่หรือเปล่า” ได้เต็มปากเต็มคำว่า “ไม่หรอก ฉันไม่ได้ประมาท ฉันได้เพียรพยายามอย่างเต็มที่แล้ว” ก็เชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ เราก็จะเป็นคนหนึ่งที่สามารถขุดรากถอนโคนต้นกิเลสของเราจนหงายชี้ฟ้า ตายสนิทได้อย่างสิ้นเชิงแท้จริง   ขอความสุขสวัสดี ความมีสติตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ความเจริญก้าวหน้าทั้งทางโลกและทางธรรม จงมีแก่ท่านผู้สนใจใฝ่ในธรรมจงทั่วทุกท่านทุกคน เทอญ.

โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ 

พระภาสกร ภูริวฑฺฒโน (ภาวิไล)

พิจารณาธรรมไว้ ณ ภูใจใส วันเสาร์ที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๓ เวลา ๒๑.๐๐ น.

……………

 

ปริศนาธรรมแห่งบัว 4 เหล่า

            หากเราได้น้อมจิตพิจารณาปริศนาธรรมในบัว 4 เหล่าก็จะพึงเกิดปัญญานำไปสู่การเจริญในธรรม

บัว 4 เหล่า

เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้แล้ว พระธรรมที่พระองค์ทรงบรรลุนั้นมีความละเอียดอ่อน สุขุมคัมภีรภาพ อาจจะยากต่อบุคคลจะรู้ เข้าใจและปฏิบัติได้ ต่อมาพระพุทธองค์ได้ทรงพิจารณาอย่างลึกซึ้ง และทรงจำแนกบุคคลในโลกนี้ซึ่งมีหลายจำพวก บางพวกสอนได้ บางพวกสอนไม่ได้ พระพุทธองค์จึงเปรียบเหล่าคนทั้งหลายนี้เสมือนบัว 4 เหล่า ดังนี้

เหล่าที่ 1 บัวพ้นน้ำ

เป็นพวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิหรือความเห็นที่ชอบและถูกต้อง ถูกธรรม  เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที (อุคฆฏิตัญญู)

เหล่าที่ 2 บัวปริ่มน้ำ

เป็นพวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิเมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้าเปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป (วิปจิตัญญู)

เหล่าที่  3 บัวใต้น้ำ

เป็นพวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิเมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอมีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอบด้วยศรัทธา ความเลื่อมใส ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้าเปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อยๆโผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง (เนยยะ)

เหล่าที่ 4 บัวในตม

พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือยังมีความเห็นไม่ตรง ไม่ถูกต้องถูกธรรม แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาที่แนวแน่  ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ที่รอเวลาที่จะตกเป็นอาหารของเต่าและปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน (ปทปรมะ)

แม้เวลาจะผ่านล่วงไปกว่า 2,500 ปีที่พระพุทธองค์ได้ตรัสแบ่งประเภทของคนออกเป็นดังดอกบัว 4 เหล่านี้ แต่กลุ่มบุคคลทั้ง 4 ประเภทนี้ก็มีอยู่ ยังคงเห็นทั่วไปในยุคปัจจุบัน หากจะเปรียบดังนักเรียนก็คงจะเห็นได้ชัด

คนบางคนก็หัวไว เรียนอะไรได้เร็ว จำแม่น ก็เหมือนบุคคลประเภทแรก

คนบางคนหัวปานกลาง แต่มีนิสัยใฝ่ดี ก็ต้องอ่านซ้ำๆ ซากๆ กันหน่อย แต่ในที่สุดก็จะผ่านการศึกษาการเล่าเรียนไป

คนบางคนอาจจะหัวไม่ดี แต่มีความขยัน ยังมีใจใฝ่เรียนบ้าง ซึ่งอาจจะต้องจ้ำจี้จ้ำไข ลงโทษ เฆี่ยนตีกัน อาจจะต้องซ้ำชั้นบ้าง แต่ในที่สุดก็อาจจะสอบผ่านได้

คนบางคนนั้น นอกจากหัวไม่ดีแล้ว ยังไม่สนใจเรียน จะเคี่ยวเข็ญเท่าใดก็ไม่สนใจที่จะเรียน เพราะอาจจะไม่เห็นประโยชน์ในการเรียน มองว่าเรียนไปไม่มีประโยชน์อะไรกับชีวิต

จึงเป็นเรื่องที่น่าใคร่ครวญแลละพิจารณาว่า หากต้องการให้ตนเองนั้นเป็นบัวพ้นน้ำต้องเริ่มต้นอย่างไรและทำอย่างไร  ก่อนอื่นควรต้องรู้ว่า “จิตประภัสสร”  หรือจิตเดิมของเราทุกคนนั้นใสและบริสุทธิ์เป็นปกติ แต่เมื่อเวลาผ่านไป จิตนั้นโดนสิ่งที่เข้ามากระทบจากภายนอกซึ่งก็คือกิเลส ที่อุดมไปด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง

กิเลสก็เหมือนเครื่องพรางตาทั้งหลาย ย่อมทำให้จิตไม่แจ่มใส ทำให้มืดมัว กิเลสปกคลุมใจหนาแน่นมาก ก็ทำให้จิตใจมืดมัวมาก ดังที่ท่านเปรียบกิเลสเช่นเมฆหมอกบนท้องฟ้า

จิตเดิมดังเช่นดวงอาทิตย์ที่มีความสว่างเจิดจ้าอยู่ในตัว เมฆเคลื่อนเข้าบดบัง ก็จะทำให้ความสว่างไม่ปรากฏ จิตที่มีกิเลสเข้าปกคลุมก็จะเศร้าหมอง ทั้งที่จิตเดิมนั้นมีความบริสุทธิ์ผ่องใสอยู่ในตัวเต็มที่

การที่จะชำระล้างจิตใจให้ใสสะอาดอีกครั้ง เพื่อเข้าใจในสภาวธรรมที่จะเป็นทางสายเอกที่จะนำพาชีวิตของตนให้พบกับความสุขและความเจริญนั้น

ควรเริ่มต้นตั้งแต่ปรับจิตให้ถูกต้อง มีความเห็นชอบ เห็นถูกต้องตามทำนองคลองธรรม  รู้ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วจริง  เปลี่ยนมิจฉาทิฏฐิให้เป็นสัมมาทิฏฐิให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้   ฟังพระธรรมเพื่อความเข้าใจ   ฟังเพื่อละความไม่รู้  (อวิชชา)

ฟังเพื่อเพิ่มพูนความรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน  ถือเป็นการอบรม เจริญปัญญา (ความรู้ในสภาพธรรมตามความเป็นจริง)    ทีละเล็กทีละน้อยแม้จะมีอุปสรรคขัดขวางไม่ว่าด้วยเหตุใด ก็ไม่ยอมแพ้ไม่ท้อถอย

ถือเอาความเพียรเป็นที่ตั้ง ซึ่งบางเรื่องอาจจะต้องใช้เวลามากก็คงไม่เป็นปัญหา เพราะใจนั้นมั่งคงเสียแล้ว หากมีปัญหาไม่เข้าใจก็หมั่นไปไต่ถามหาความรู้จากครูบาอาจารย์   เมื่อไม่ย่นย่อ ไม่ท้อถอย มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมมากขึ้น  ปัญญาก็จะเจริญมากขึ้น

ปัญญาจะทำหน้าที่สำคัญ คือ การเข้าไปขจัดและทำให้เรารู้จักละกิเลส แต่เราไม่มีทางจะละกิเลสได้ด้วยความเป็นตัวตน    เพราะความเป็นเราหรือตัวตนนี้ก็เป็นกิเลสด่านแรกที่ยิ่งใหญ่     เป็นการยากที่จะละความยึดถือความเป็นเรา ตัวกู ของกูนั้นมันใหญ่จนอาจจะมองไม่เห็นแสงสว่างแห่งธรรม

เพราะเรามีความยึดถือในตัวตนของเรามาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน จึงตั้งตนเป็นใหญ่บดบังความจริงของ 3 โลกที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้และมีพระเมตตาสั่งสอนแก่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย  พระธรรมจะทำหน้าที่ขจัดความยืดถือนี้ลง ขจัดกิเลสที่ปิดบังความจริงทั้งมวล

พึงละความโกรธด้วยการให้ทาน  พึงละความโลภด้วยการรักษาศีล  พึงละความหลงด้วยการภาวนา

แม้ว่าในวันนี้เราทุกคนอาจจะเป็นบัวประเภทใดประเภทหนึ่งที่ยังไม่พ้นจากน้ำ ยังไม่ได้พบกับธรรมะจนเกิดสภาวธรรมอย่างแท้จริง แต่หากเรามีความตั้งใจจริง ละตัวตนมองเห็นในความจริง ความถูกต้องแห่งธรรมะ เราทุกคนสามารถพัฒนาตนเองไปทีละขั้น แม้ว่าจะเป็นบัวในตม บัวใต้น้ำ บัวปริ่มน้ำ แต่ด้วยความเพียรอย่างไม่ย่นย่อยอมแพ้

ในวันหนึ่ง ทุกคนก็จะกลายเป็นบัวพ้นน้ำ ได้สูดทุกลมหายใจแห่งความสุข สงบ สว่างตลอดกาล

ขอบุญรักษา

ธ.ธรรมรักษ์

…………………………..

Read Full Post »

ได้พากเพียรอย่างหนักในการปฏิบัติกรรมฐาน แต่ไม่ได้ผลคืบหน้า

เรื่องนี้สำคัญมาก อย่าพยายามที่จะเอาอะไรๆ ในการปฏิบัติ ความอยากอย่างแรงกล้าที่จะหลุดพ้น หรือรู้แจ้งนั้น จะเป็นความอยากที่ขวางกั้นท่านจากการหลุดพ้น ท่านจะเพียรพยายามอย่างหนักตามใจท่านก็ได้ จะเร่งความเพียรทั้งกลางคืนกลางวันก็ได้ แต่ถ้าการฝึกปฏิบัตินั้นยังประกอบด้วยความอยาก ที่จะบรรลุเห็นแจ้งแล้ว ท่านจะไม่มีทางที่จะพบความสงบได้เลย แรงอยากจะเป็นเหตุให้เกิดความ สงสัยและความกระวนกระวายใจ ไม่ว่าท่านจะฝึกปฏิบัติมานานเท่าใดหรือหนักเพียงใด ปัญญา  (ที่แท้) จะไม่เกิดขึ้นจากความอยากนั้น ดังนั้น จงเพียงแต่ละความอยากเสีย จงเฝ้าดูจิตและกายอย่างมีสติ แต่อย่ามุ่งหวังที่จะบรรลุถึงอะไร อย่ายึดมั่นถือมั่นแม้ในเรื่องการฝึกปฏิบัติหรือในการรู้แจ้ง

ควรจะนอนหลับมากน้อยเพียงใด

อย่าถาม ตอบไม่ได้ บางคนนอนหลับคืนละประมาณ ๔ ชั่วโมงก็พอ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญก็คือ ท่านเฝ้าดูและรู้จักตัวของท่านเอง ถ้าท่านนอนน้อยจนเกินไป ท่านก็จะไม่สบายกาย ทำให้คุมสติไว้ได้ยาก ถ้านอนมากเกินไป จิตใจก็จะตื้อเฉื่อยชา หรือซัดส่าย จงหาสภาวะที่พอเหมาะกับตัวท่านเอง ตั้งใจ เฝ้าดูกายและจิต จนท่านรู้ระยะเวลาหลับนอนที่พอเหมาะสำหรับท่าน ถ้าท่านรู้สึกตัวตื่นแล้วและยังซุกตัวของีบต่อไป นี่เป็นกิเลสเครื่องเศร้าหมอง จงมีสติรู้ตัวทันทีที่ลืมตาตื่นขึ้น

จิตของชาวเอเชียและชาวตะวันตกแตกต่างกันหรือไม่

โดยพื้นฐานแล้วไม่แตกต่างกัน ดูจากภายนอก ขนบธรรมเนียมประเพณีและภาษาที่ใช้อาจดูต่างกัน แต่จิตมนุษย์นั้นเป็นธรรมชาติซึ่งเหมือนกันหมด ไม่ว่าชาติใดภาษาใด ความโลภและความเกลียดก็มี เหมือนกันทั้งในจิตของชาวตะวันออกหรือชาวตะวันตก ความทุกข์และความดับแห่งทุกข์ก็เหมือนกันในทุกๆ คน

เราควรอ่านตำรับตำรามาๆ หรือศึกษาพระไตรปิฎกด้วยหรือไม่ในการฝึกปฏิบัติ

พระธรรมของพระพุทธเจ้านั้นไม่อาจค้นพบได้ด้วยตำราต่างๆ ถ้าท่านต้องการจะรู้เห็นจริง ด้วยตัวของท่านเองว่าพระพุทธเจ้าตรัสสอนอะไร ท่านไม่จำเป็นต้องวุ่นวายกับตำรับตำราเลย จงเฝ้าดูจิตของท่านเอง พิจารณาให้รู้เห็นว่าความรู้สึกต่างๆ (เวทนา) เกิดขึ้นและดับไปอย่างไร ความนึกคิดเกิดขึ้นและดับไปอย่างไร อย่าได้ผูกพันอยู่กับสิ่งใดเลย จงมีสติอยู่เสมอ เมื่อมีอะไรๆ เกิดขึ้นให้ได้รู้ได้เห็น นี่คือทางที่จะบรรลุถึงสัจธรรมของพระพุทธองค์ จงเป็นปกติธรรมดา ตามธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่าน ทำขณะอยู่ที่นี่เป็นโอกาสแห่งการฝึกปฏิบัติ เป็นธรรมะทั้งหมดเมื่อท่านทำวัตรสวดมนตร์อยู่ พยายามให้มีสติ ถ้าท่านกำลังเทกระโถนหรือล้างส้วมอยู่ อย่าคิดว่าท่านกำลังทำบุญทำคุณให้กับผู้หนึ่งผู้ใด มีธรรมะ อยู่ในการเทกระโถนนั้น อย่ารู้สึกว่า ท่านกำลังฝึกปฏิบัติอยู่เฉพาะเวลานั่งขัดสมาธิเท่านั้น พวกท่าน บางคนบ่นว่า ไม่มีเวลาพอที่จะทำสมาธิภาวนา แล้วเวลาหายใจเล่ามีเพียงพอไหม การทำสมาธิภาวนา ของท่านคือการมีสติระลึกรู้ และการรักษาจิตให้เป็นปกติตามธรรมชาติในการกระทำทุกอิริยาบถ

บางครั้งกังวลใจอยู่กับพระวินัยของพระสงฆ์ ถ้าฆ่าแมลงโดยบังเอิญแล้วจะผิดไหม

ศีลหรือพระวินัยและศีลธรรมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการฝึกปฏิบัติของเรา แต่ท่านต้องไม่ยึดมั่น ถือมั่นในกฎเกณฑ์ต่างๆ อย่างงมงาย ในการฆ่าสัตว์หรือการละเมิดข้อห้ามอื่นๆ นั้น มันสำคัญที่เจตนา ท่านย่อมรู้อยู่แก่ใจของท่านเอง อย่าได้กังวลกับเรื่องพระวินัยให้มากจนเกินไป ถ้านำมาปฏิบัติอย่างถูกต้อง ก็จะช่วยเสริมการฝึกปฏิบัติ แต่พระภิกษุบางรูปกังวลกับกฎเกณฑ์เล็กๆ น้อยๆ มากเกินไป จนนอนไม่เป็นสุข พระวินัยไม่ใช่ภาระที่ต้องแบก

ในการฝึกปฏิบัติของเราที่นี่มีรากฐานคือพระวินัย พระวินัยรวมทั้งธุดงควัตรและการปฏิบัติ ภาวนา การมีสติและการสำรวมระวังในกฎระเบียบต่างๆ ตลอดจนในศีล ๒๒๗ ข้อนั้นให้คุณประโยชน์ อันใหญ่หลวง ทำให้มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่ต้องพะวงว่าจะต้องทำตนอย่างไร ดังนั้นท่านก็หมดเรื่องต้องครุ่นคิด และมีสติดำรงอยู่แทน พระวินัยทำให้พวกเราอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน และชุมชนก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น ลักษณะภายนอกทุกๆ คนดูเหมือนกัน และปฏิบัติอย่างเดียวกัน พระวินัยและศีล ธรรมเป็นบันไดอันแข็งแกร่ง นำไปสู่สมาธิยิ่งและปัญญายิ่ง โดยการปฏิบัติอย่างถูกต้องตามพระวินัยของพระสงฆ์ และธุดงควัตรทำให้เรามีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ และต้องจำกัดจำนวนบริขารของเราด้วย ดังนั้น ที่นี่เราจึงมีการปฏิบัติที่ครบถ้วนตามแบบของพระพุทธเจ้า คือ งดเว้นจากความชั่วและทำความดี มีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ ตามความจำเป็นขั้นพื้นฐาน ชำระจิตให้บริสุทธิ์ โดยการเฝ้าดูจิตและกายของเรา ในทุกๆ อิริยาบถ เมื่อนั่งอยู่ ยืนอยู่ เดินอยู่ หรือนอนอยู่ จงรู้ตัวของท่านเอง

ควรจะทำอย่างไรเมื่อสงสัย บางวันวุ่นวายใจด้วยความสงสัยในเรื่องการปฏิบัติ

ความสงสัยนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทุกคนเริ่มต้นด้วยความสงสัย ท่านอาจได้เรียนรู้อย่างมากมาย จากความสงสัยนั้น ที่สำคัญก็คือ ท่านอย่าถือเอาความสงสัยนั้นเป็นตัวเป็นตน นั่นคืออย่าตกเป็น เหยื่อของความสงสัย ซึ่งจะทำให้จิตใจของท่านหมุนวนเป็นวัฏฏะอันไม่มีที่สิ้นสุด แทนที่จะเป็นเช่นนั้น จงเฝ้าดูกระบวนการเกิดดับของความสงสัยของความฉงนสนเท่ห์ ดูว่าใครคือผู้ที่สงสัย ดูว่าความสงสัย นั้นเกิดขึ้นและดับไปอย่างไร แล้วท่านจะไม่ตกเป็นเหยื่อของความสงสัยอีกต่อไป ท่านจะหลุดพ้นออก จากความสงสัยและจิตของท่านก็จะสงบ ท่านจะเห็นว่าสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นและดับไปอย่างไร ปล่อยวาง ความสงสัยของท่านและเพียงแต่เฝ้าดู นี่คือที่สิ้นสุดของความสงสัย

วิธีฝึกปฏิบัติ (วิธีภาวนา) มีหลายวิธีจนสับสน

มันก็เหมือนกับการจะเข้าไปในเมือง บางคนอาจจะเข้าเมืองทางทิศเหนือ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ฯลฯ ทางถนนหลายสาย โดยมากแล้วแนวทางภาวนาก็แตกต่างกันเพียงรูปแบบเท่านั้น ไม่ว่าท่านจะเดินทางสายหนึ่งสายใด เดินช้าหรือเดินเร็ว ถ้าท่านมีสติอยู่เสมอ มันก็เหมือนกันทั้งนั้น ข้อสำคัญที่สุดก็คือ แนวทางภาวนาที่ดีและถูกต้องจะต้องนำไปสู่การไม่ยึดมั่นถือมั่น ลงท้ายแล้วก็ต้องปล่อยวาง แนวทางภาวนาทุกรูปแบบด้วย ผู้ปฏิบัติต้องไม่ยึดมั่นแม้ในตัวอาจารย์ แนวทางใดที่นำไปสู่การปล่อยวาง สู่การไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็เป็นทางปฏิบัติที่ถูกต้อง

ท่านอาจจะอยากเดินทางไปเพื่อศึกษาอาจารย์ท่านอื่นอีก และลองปฏิบัติตามแนวทางอื่นบ้างก็ได้ พวกท่านบางคนก็ทำเช่นนั้น นี่เป็นความต้องการตามธรรมชาติ ท่านจะรู้ว่า แม้ได้ถามคำถามนับพันคำถามก็แล้ว และมีความรู้เรื่องแนวทางปฏิบัติอื่นๆ ก็แล้ว ก็ไม่อาจจะนำท่านเข้าถึงสัจจธรรมได้ ในที่สุด ท่านก็จะรู้สึกเบื่อหน่าย ท่านจะรู้ว่าเพียงแต่หยุดและสำรวจตรวจสอบดูจิตของท่านเองเท่านั้น ท่านก็จะรู้ ว่าพระพุทธเจ้าตรัสสอนอะไร ไม่มีประโยชน์ที่จะแสวงหาออกไปนอกตัวเอง ผลที่สุดท่านต้องหันกลับมา เผชิญหน้ากับสภาวะที่แท้จริงของตัวท่านเอง ตรงนี้แหละที่ท่านจะเข้าใจธรรมะได้

จำเป็นไหมที่จะต้องนั่งภาวนาให้นานๆ

ไม่จำเป็นต้องนั่งภาวนานานนับเป็นหลายๆ ชั่วโมง บางคนคิดว่ายิ่งนั่งภาวนานานเท่าใดก็จะยิ่ง เกิดปัญญามากเท่านั้น ผมเคยเห็นไก่กกอยู่ในรังของมันทั้งวันนับเป็นวันๆ ปัญญาที่แท้เกิดจากการที่เรา มีสติในทุกๆ อิริยาบถ การฝึกปฏิบัติของท่านต้องเริ่มขึ้นทันทีที่ท่านตื่นนอนตอนเช้า และต้องปฏิบัติ ให้ต่อเนื่องไปจนกระทั่งนอนหลับไป อย่าไปห่วงว่าท่านต้องนั่งภาวนาให้นานๆ สิ่งสำคัญก็คือท่าน เพียงแต่เฝ้าดูไม่ว่าท่านจะเดินอยู่ หรือนั่งอยู่ หรือกำลังเข้าห้องน้ำอยู่

แต่ละคนต่างก็มีทางชีวิตของตนเอง บางคนต้องตายเมื่อมีอายุ ๕๐ ปี บางคนเมื่ออายุ ๖๕ ปี และบางคนเมื่ออายุ ๙๐ ปี ฉันใดก็ฉันนั้น ปฏิปทาของท่านทั้งหลายก็ไม่เหมือนกัน อย่าคิดมาก หรือกังวลใจในเรื่องนี้เลย จงพยายามมีสติและปล่อยทุกสิ่งให้เป็นไปตามปกติของมัน แล้วจิตของท่านก็จะสงบมากขึ้นๆ ในสิ่งแวดล้อมทั้งปวง มันจะสงบนิ่งเหมือนหนองน้ำใสในป่า ที่ซึ่งบรรดาสัตว์ป่าที่สวยงาม และหายากจะมาดื่มน้ำในสระนั้น ท่านจะเข้าใจถึงสภาวะธรรมของสิ่งทั้งปวง (สังขาร) ในโลกอย่างแจ่มชัด ท่านจะได้เห็นความอัศจรรย์และแปลกประหาดทั้งหลายเกิดขึ้นและดับไป แต่ท่านก็จะยังคงสงบอยู่เช่นเดิม ปัญหาทั้งหลายจะบังเกิดขึ้นแต่ท่านจะรู้ทันมันได้ทันที นี่แหละคือศานติสุขของพระพุทธเจ้า

จิตฟุ้งซ่านมากทั้งๆ ที่พยายามจะมีสติอยู่

อย่าวิตกในเรื่องนี้เลย พยายามรักษาจิตของท่านให้อยู่กับปัจจุบัน เมื่อเกิดรู้สึกอะไรขึ้นมาภาย ในจิตก็ตาม จงเฝ้าดูมัน และปล่อยวาง อย่าแม้แต่หวังที่จะไม่ให้มีความนึกคิดเกิดขึ้นเลย แล้วจิตก็จะเข้า สภาวะปกติตามธรรมชาติของมัน ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างความดีและความชั่ว ร้อนและหนาว เร็วหรือช้า ไม่มีเรา ไม่มีเขา ไม่มีตัวตนเลย อะไรๆ ก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น เมื่อท่านเดินบิณฑบาตไม่จำเป็นต้องทำอะไรพิเศษ เพียงแต่เดินและเห็นตามที่เป็นอยู่ อย่ายึดมั่นอยู่กับการแยกตัวไปอยู่แต่ลำพัง หรือกับการเก็บตัว ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใด จงรู้จักตัวเองด้วยการปฏิบัติตนเป็นปกติตามธรรมชาติ และเฝ้าดู เมื่อเกิดสงสัยจงเฝ้าดูมันเกิดขึ้นและดับไป มันก็ง่ายๆ อย่ายึดมั่นถือมั่นกับสิ่งใดทั้งสิ้น

เหมือนกับว่าท่านกำลังเดินไปตามถนน บางขณะท่านจะพบสิ่งกีดขวางทางอยู่ เมื่อท่านเกิดกิเลส เครื่องเศร้าหมอง จงรู้ทันมันและเอาชนะมันโดยปล่อยให้มันผ่านไปเสีย อย่าไปคำนึงถึงสิ่งกีดขวางที่ ท่านได้ผ่านมาแล้ว อย่าวิตกกังวลกับสิ่งที่ยังไม่ได้พบ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าสนใจกับระยะทางของถนน หรือกับจุดหมายปลายทาง ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าท่านผ่านอะไรไป อย่าไปยึดมั่นไว้ ในที่สุดจิตจะบรรลุถึงความสมดุลตามธรรมชาติของจิต และเมื่อนั้นการปฏิบัติก็จะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นและดับไปในตัวของมันเอง

“สูตรของเว่ยหล่าง (หรือฮุยเหนิง)” ของพระสังฆปริณายก (นิกายเซ็น) องค์ที่หก

ท่านฮุยเหนิงมีปัญญาเฉียบแหลมมาก คำสอนของท่านลึกซึ้งยิ่งนัก ซึ่งไม่ใช่ของง่ายที่ผู้เริ่มต้นปฏิบัติจะเข้าใจได้ แต่ถ้าท่านปฏิบัติตามศีลและด้วยความอดทนและถ้าท่านฝึกที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น ท่าน ก็จะเข้าใจได้ในที่สุด ครั้งหนึ่ง ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งอาศัยอยู่ในกุฏิหลังคามุงแฝก ฤดูฝนนั้นฝนตกชุก และ วันหนึ่งพายุก็พัดเอาหลังคาโหว่ไปครึ่งหนึ่ง เขาไม่ขวนขวายที่จะมุงมันใหม่ จึงปล่อยให้ฝนรั่วอยู่อย่างนั้น หลายวันผ่านไป และผมได้ถามถึงกุฏิของเขา เขาตอบว่าเขากำลังฝึกการไม่ยึดมั่นถือมั่น นี่เป็นการไม่ยึด มั่นถือมั่นโดยไม่ใช้หัวสมอง มันก็เกือบจะเหมือนกับความวางเฉยของควาย ถ้าท่านมีความเป็นอยู่ดีและ เป็นอยู่ง่ายๆ ถ้าท่านอดทนและไม่เห็นแก่ตัว ท่านจึงจะเข้าใจซึ้งถึงปัญญาของท่านฮุยเหนิงได้

ขอให้อธิบายเพิ่มที่ว่าสมถะหรือสมาธิ และวิปัสสนาหรือปัญญานี้เป็นสิ่งเดียวกัน

นี่ก็เป็นเรื่องง่ายๆ นี่เอง สมาธิ (สมถะ) และปัญญา (วิปัสสนา) นี้ ต้องควบคู่กันไป เบื้องแรกจิตจะตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่ได้โดยอาศัยอารมณ์ภาวนา จิตจะสงบตั้งมั่นอยู่ได้เฉพาะขณะที่ท่านนั่งหลับตาเท่านั้น นี่คือสมถะและอาศัยสมาธิเป็นพื้นฐานช่วยให้เกิดปัญญา หรือวิปัสสนาได้ในที่สุด แล้วจิตก็ จะสงบไม่ว่าท่านจะนั่งหลับตาอยู่หรือเดินอยู่ในเมืองวุ่นวาย เปรียบเหมือนกับว่า ครั้งหนึ่งท่านเคยเป็นเด็ก บัดนี้ท่านเป็นผู้ใหญ่ แล้วเด็กกับผู้ใหญ่นี้เป็นบุคคลคนเดียวกันหรือเปล่า ท่านอาจจะพูดได้ว่าเป็น คนคนเดียวกัน หรือถ้ามองอีกแง่หนึ่งท่านก็อาจจะพูดได้ว่าเป็นคนละคนกัน ในทำนองเดียวกัน สมถะกับวิปัสสนา ก็อาจจะพูดได้ว่าเป็นคนละเรื่องกัน หรือเปรียบเหมือนอาหารกับอุจจาระ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นคนละสิ่งกัน

อย่าเพิ่งเชื่อสิ่งที่ผมพูดมานี้ จงฝึกปฏิบัติต่อไป และเห็นจริงด้วยตัวของท่านเอง ไม่ต้องทำอะไร พิเศษไปกว่านี้ ถ้าท่านพิจารณาว่าสมาธิและปัญญาเกิดขึ้นได้อย่างไรแล้ว ท่านจะรู้ความจริงได้ด้วยตัว ของท่านเอง

ทุกวันนี้ผู้คนไปยึดมั่นอยู่กับชื่อเรียก ผู้ที่เรียกการปฏิบัติของพวกเขาว่า “วิปัสสนา” สมถะก็ถูก เหยียดหยามหรือผู้ที่เรียกการปฏิบัติของพวกเขาว่า “สมถะ” ก็จะพูดว่าจำเป็นต้องฝึกสมถะก่อน วิปัสสนา เหล่านี้เป็นเรื่องไร้สาระ อย่าไปวุ่นวายคิดถึงมันเลย เพียงแต่ฝึกปฏิบัติไป แล้วท่านจะรู้ได้ด้วย ตัวท่านเอง

ในการปฏิบัติของเรา จำเป็นที่จะต้องเข้าถึงฌานหรือไม่

ไม่ ฌานไม่ใช่เรื่องจำเป็น ท่านต้องฝึกจิตให้มีความสงบ และมีอารมณ์เป็นหนึ่ง (เอกัคคตา) แล้วอาศัยอันนี้สำรวจตนเอง ไม่ต้องทำอะไรพิเศษไปกว่านี้ ถ้าท่านได้ฌานในขณะฝึกปฏิบัตินี้ก็ใช้ได้เหมือนกัน แต่อย่าไปหลงติดอยู่ในฌาน หลายคนชะงักติดอยู่ในฌาน มันทำให้เพลิดเพลินได้มากเมื่อไปเล่นกับมัน ท่านต้องรู้ขอบเขตที่สมควร ถ้าท่านฉลาดท่านก็จะเห็นประโยชน์และขอบเขตของฌาน เช่นเดียวกับที่ท่านรู้ขั้นความสามารถของเด็ก และขั้นความสามารถของผู้ใหญ่

ทำไมต้องปฏิบัติตามธุดงควัตร เช่น ฉันอาหารเฉพาะแต่ในบาตรเท่านั้น

ธุดงควัตรทั้งหลายล้วนเป็นเครื่องช่วยเราให้ทำลายกิเลสเครื่องเศร้าหมอง การปฏิบัติตามข้อที่ ว่าให้ฉันแต่อาหารในบาตร ทำให้เรามีสติมากขึ้น ระลึกว่าอาหารนั้นเป็นเสมือนยารักษาโรค ถ้าเราไม่มี กิเลสเครื่องเศร้าหมองแล้ว มันก็ไม่สำคัญว่าเราจะฉันอย่างไร แต่เราอาศัยธุดงควัตรทำให้การปฏิบัติของ เราเป็นไปอย่างง่ายๆ พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงบัญญัติธุดงควัตรไว้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพระภิกษุทุกองค์ แต่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติธุดงควัตรสำหรับพระภิกษุผู้ประสงค์จะปฏิบัติอย่างเคร่งครัดธุดงควัตร เป็นส่วนเพิ่มขึ้นมาในศีล เพราะฉะนั้น จึงช่วยเพิ่มความมั่นคงและความเข้มแข็งของจิตใจเรา ข้อวัตรทั้งหลายเหล่านี้ มีไว้ให้ท่านปฏิบัติ อย่าคอยจับตาดูว่าผู้อื่นปฏิบัติอย่างไร จงเฝ้าดูจิตของตัวท่านเอง และดูว่าอะไรจะเป็นประโยชน์สำหรับท่าน กฎข้อที่ว่าเราต้องไปอยู่กุฏิ จะกุฏิใดก็ตามที่กำหนดไว้ให้เรา เป็นกฎที่เป็นประโยชน์เช่นเดียวกัน มันช่วยกันไม่ให้พระติดที่อยู่ ถ้าผู้ใดจากไปแล้วและกลับมาใหม่ ก็จะต้องไปอยู่กุฏิใหม่ การปฏิบัติของพวกเราเป็นเช่นนี้ คือไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด

หากว่าการใส่อาหารทุกอย่างรวมลงในบาตรเป็นสิ่งจำเป็นแล้ว ทำไมท่านอาจารย์จึงไม่ปฏิบัติด้วย

ถูกแล้ว อาจารย์ควรจะทำเป็นตัวอย่างแก่ลูกศิษย์ของตน ผมไม่ถือว่าท่านติผม ท่านซักถามได้ ทุกอย่างที่อยากทราบ แต่ว่ามันก็สำคัญที่ท่านต้องไม่ยึดอยู่กับอาจารย์ ถ้าดูจากภายนอก ผมปฏิบัติดี พร้อมหมดก็คงจะแย่มาก พวกท่านทุกคนก็จะพากันยึดติดในตัวผมยิ่งขึ้น แม้พระพุทธเจ้าเอง บางครั้งก็ ตรัสให้บรรดาสาวกปฏิบัติอย่างหนึ่ง และพระองค์เองกลับปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง ความไม่แน่ใจในอาจารย์ ของท่านก็ช่วยท่านได้ ท่านควรเฝ้าดูปฏิกิริยาของตัวเอง ท่านไม่คิดบ้างหรือว่า อาจจะเป็นไปได้ว่า ที่ผม แบ่งอาหารจากบาตรใส่จานไว้เพื่อเลี้ยงดูชาวบ้านที่มาช่วยทำงานที่วัด

ปัญญา คือสิ่งที่ท่านต้องเฝ้าดู และทำให้เจริญขึ้น รับเอาแต่สิ่งที่ดีจากอาจารย์ จงรู้เท่าทันการ ฝึกปฏิบัติของท่านเอง ถ้าผมพักผ่อนในขณะที่พวกท่านทุกองค์ต้องนั่งทำความเพียรแล้ว ท่านจะโกรธหรือไม่ ถ้าผมเรียกสีน้ำเงินว่าแดง หรือเรียกผู้ชายว่าผู้หญิงก็อย่าเรียกตามผมอย่างหลับหูหลับตา

อาจารย์องค์หนึ่งของผมฉันอาหารเร็วมาก และฉันเสียงดัง แต่ท่านสอนให้พวกเราฉันช้าๆ และฉันอย่างมีสติ ผมเคยเฝ้าดูท่านและรู้สึกขัดเคืองใจมาก ผมเป็นทุกข์แต่ท่านไม่ทุกข์เลย ผมเพ่งเล็งแต่ลักษณะภายนอก ต่อมาผมจึงได้รู้ บางคนขับรถเร็วมาก แต่ระมัดระวัง บางคนขับช้าๆ แต่มีอุบัติเหตุบ่อยๆ อย่ายึดมั่นถือมั่นในกฎระเบียบและรูปแบบภายนอก ถ้าท่านใช้เวลาอย่างมากเพียงสิบเปอร์เซ็นต์ มองดูผู้อื่น แต่เฝ้าดูตัวเองเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ อย่างนี้เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว แรกๆ ผมคอยเฝ้า สังเกตอาจารย์ของผมคืออาจารย์ทองรัต และเกิดสงสัยในตัวท่านมาก บางคนถึงกับคิดว่าท่านบ้า ท่าน มักจะทำอะไรแปลกๆ หรือเกรี้ยวกราดเอากับบรรดาลูกศิษย์ของท่าน อาการภายนอกของท่านโกรธ แต่ ภายในใจท่านไม่มีอะไร ไม่มีตัวตน ท่านน่าเลื่อมใสมาก ท่านเป็นอยู่อย่างรู้แจ้งและมีสติจนถึงวาระที่ท่าน มรณภาพ

การมองออกไปนอกตัวเป็นการเปรียบเทียบแบ่งเขาแบ่งเรา ท่านจะไม่พบความสุขโดยวิธีนี้ และ ท่านจะไม่พบความสงบเลยถ้าท่านมัวเสียเวลาแสวงหาคนที่ดีพร้อม หรือครูที่ดีพร้อม พระพุทธเจ้า ทรงสอนให้เราดูที่ธรรมะ ที่สัจธรรม ไม่ใช่คอยจับตาดูผู้อื่น

จะเอาชนะกามราคะที่เกิดขึ้นระหว่างการฝึกปฏิบัติได้อย่างไร

กามราคะจะบรรเทาลงได้ด้วยการเพ่งพิจารณาถึงความน่าเกลียดโสโครก (อสุภ) การยึดติดอยู่ กับรูปร่างกายเป็นสุดโต่งข้างหนึ่ง ซึ่งเราต้องมองในทางตรงข้าม จงพิจารณาร่างกายเหมือนซากศพและ เห็นการเปลี่ยนแปลงเน่าเปื่อย หรือพิจารณาอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น ปอด ม้าม ไขมัน อุจจาระ และอื่นๆ จำอันนี้ไว้และพิจารณาให้เห็นจริงถึงความน่าเกลียดโสโครกของร่างกายเมื่อมีกามราคะเกิดขึ้น ก็จะช่วยให้ท่านเอาชนะกามราคะได้

เมื่อโกรธ ควรทำอย่างไร

ถ้าท่านมีโทสะในขณะภาวนา ให้แก้ด้วยเมตตาจิต ถ้ามีใครทำไม่ดีหรือโกรธ อย่าโกรธตอบ ถ้าท่านโกรธตอบ ท่านจะโง่ยิ่งกว่าเขา จงเป็นคนฉลาดสงสารเห็นใจเขา เพราะว่าเขากำลังได้ทุกข์ จงมี เมตตาเต็มเปี่ยมเหมือนหนึ่งว่าเขาเป็นน้องชายที่รักยิ่งของท่าน เพ่งอารมณ์เมตตาเป็นอารมณ์ภาวนา แผ่เมตตาไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลก เมตตาเท่านั้นที่เอาชนะโทสะและความเกลียดได้

บางครั้งท่านอาจจะเห็นพระภิกษุรูปอื่นปฏิบัติไม่สมควร ท่านอาจจะรำคาญใจ ทำให้เป็นทุกข์โดยใช่เหตุ นี้ไม่ใช่ธรรมะของเรา ท่านอาจจะคิดอย่างนี้ว่า “เขาไม่เคร่งเท่าฉัน เขาไม่ใช่พระกรรมฐานที่ เอาจริงเอาจังเช่นฉัน เขาไม่ใช่พระที่ดี” นี่เป็นกิเลสเครื่องเศร้าหมองอย่างยิ่งของตัวท่านเอง อย่าเปรียบเทียบ อย่าแบ่งเขาแบ่งเรา จงละทิฐิของท่านเสีย และเฝ้าดูตัวท่านเอง นี่แหละคือธรรมะของเรา ท่านไม่ สามารถบังคับให้ทุกคนประพฤติปฏิบัติตามที่ท่านต้องการหรือเป็นเช่นท่านได้ ความต้องการเช่นนี้มีแต่ จะทำให้ท่านเป็นทุกข์ ผู้ปฏิบัติภาวนามักจะพากันหลงผิดในข้อนี้ การจับตาดูผู้อื่นไม่ทำให้เกิดปัญญาได้ เพียงแต่พิจารณาตนเองและความรู้สึกของตน แล้วท่านก็จะเข้าใจได้

ง่วงเหงาหาวนอนมาก ทำให้ภาวนาลำบาก ควรทำอย่างไร

มีวิธีเอาชนะความง่วงได้หลายวิธี ถ้าท่านนั่งอยู่ในที่มืด ย้ายไปอยู่ที่สว่าง ลืมตาขึ้น ลุกไปล้างหน้า ตบหน้าตนเอง หรือไปอาบน้ำ ถ้าท่านยังง่วงอยู่อีก ให้เปลี่ยนอิริยาบถ เดินจงกรมให้มาก หรือเดินถอยหลัง ความกลัวว่าจะไปชนอะไรเข้าจะทำให้ท่านหายหายง่วง ถ้ายังง่วงอยู่อีกก็จงยืนนิ่งๆ ทำใจให้สดชื่น และสมมติว่าขณะนั้นสว่างเป็นกลางวัน หรือนั่งริมหน้าผาสูงหรือบ่อลึก ท่านจะไม่กล้าหลับ ถ้าทำอย่างไรๆ ก็ไม่หายง่วงก็จงนอนเสีย เอนกายลงอย่างสำรวม ระวังและรู้ตัวอยู่จนกระทั่งท่านหลับไป เมื่อ ท่านรู้สึกตัวตื่นขึ้นจงลุกขึ้นทันที อย่ามองดูนาฬิกาหรือหลับต่ออีก เริ่มต้นมีสติระลึกรู้ทันทีที่ท่านตื่น

ถ้าท่านง่วงนอนอยู่ทุกวัน ลองฉันอาหารให้น้อยลง สำรวจตัวเอง ถ้าอีกห้าคำท่านจะอิ่มจงหยุด แล้วดื่มน้ำจนอิ่มพอดี แล้วกลับไปนั่งดูใหม่อีก เฝ้าดูความง่วงและความหิว ท่านต้องกะฉันอาหารให้พอดี เมื่อท่านฝึกปฏิบัติต่อไปอีก ท่านจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นและฉันน้อยลง ท่านต้องปรับตัวของท่านเอง

ทำไมเราจึงต้องกราบกันบ่อยๆ ที่นี่ (ที่วัดหนองป่าพง)

การกราบนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก เป็นรูปแบบซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติ การกราบนี้ต้องทำให้ถูกต้อง ก้มลงจนหน้าผากจรดพื้น วางศอกให้ชิดกับเข่า ฝ่ามือทั้งสองราบอยู่ที่พื้น ห่างกันประมาณสามนิ้ว กราบลงช้าๆ มีสติรู้อาการของกาย การกราบช่วยแก้ความถือตัวของเราได้เป็นอย่างดี เราควรกราบบ่อยๆ เมื่อท่านกราบสามหน ท่านควรตั้งจิตระลึกพระคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ นั่น คือคุณลักษณะแห่งจิตอันสะอาด สว่าง และสงบ ดังนั้นเราจึงอาศัยรูปแบบนี้ฝึกฝนตน   กายแลจิตจะ ประสานกลมกลืนกัน อย่าได้หลงผิดไปจับตาดูว่า ผู้อื่นกราบอย่างไร ถ้าสามเณรน้อยดูไม่ใส่ใจ และพระผู้เฒ่าดูขาดสติ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ท่านจะตัดสิน บางคนอาจจะสอนยาก บางคนเรียนได้เร็ว บางคนเรียนได้ช้า การพิจารณาตัดสินผู้อื่นมีแต่จะเพิ่มความหยิ่งทะนงตน จงเฝ้าดูตัวเอง กราบบ่อยๆ ขจัดความหยิ่งทะนงตนออกไป

ผู้ที่เข้าถึงธรรมะได้อย่างแท้จริงแล้ว ท่านจะอยู่เหนือรูปแบบ ทุกๆ อย่างที่ท่านทำก็มีแต่การอ่อน น้อมถ่อมตน เดินก็ถ่อม ฉันก็ถ่อม ขับถ่ายก็ถ่อม ทั้งนี้ก็เพราะว่าท่านพ้นจากความเห็นแก่ตัวเสียแล้ว

กิเลสเครื่องเศร้าหมอง เช่น ความโลภหรือความโกรธ เป็นเพียงมายาหรือว่าเป็นของจริ

เป็นทั้งสองอย่าง กิเลสที่เราเรียกว่าราคะหรือความโลภ ความโกรธ และความหลงนั้นเป็นแต่เพียงชื่อ เป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นมา เช่นเดียวกับที่เราเรียกชามใหญ่ ชามเล็ก สวย หรืออะไรก็ตาม นี่ไม่ใช่สภาพที่เป็นจริง แต่เป็นความคิดปรุงแต่งที่เราคิดปรุงขึ้นจากตัณหา ถ้าเราต้องการชามใหญ่เราก็ว่าอันนี้ เล็กไป ตัณหาทำให้เราแบ่งแยก ความจริงก็คือมันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น ลองมามองแง่นี้บ้าง ท่านเป็นผู้ ชายหรือเปล่า ท่านตอบว่าเป็น นี่เป็นเพียงรูปปรากฏของสิ่งต่างๆ แท้จริงแล้วท่านเป็นส่วนประกอบของ ธาตุและขันธ์ ถ้าจิตเป็นอิสระแล้ว จิตจะไม่แบ่งแยก ไม่มีใหญ่ ไม่มีเล็ก ไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่มีอะไร จะเป็นอนัตตา หรือความไม่ใช่ตัวตน แท้จริงแล้ว ในบั้นปลายก็ไม่มีทั้งอัตตาและอนัตตา (เป็นแต่เพียงชื่อเรียก)

คำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรรม

กรรมคือการกระทำ กรรมคือการยึดมั่นถือมั่น กาย วาจา และใจ ล้วนสร้างกรรม เมื่อมีการยึดมั่นถือมั่น เราทำกันจนเกิดความเคยชินเป็นนิสัย ซึ่งจะทำให้เราเป็นทุกข์ได้ในกาลข้างหน้า นี่เป็นผลของ การยึดมั่นถือมั่นและของกิเลสเครื่องเศร้าหมองของเราที่เกิดขึ้นในอดีต ความยึดมั่นทั้งหลายจะทำให้ เราสร้างกรรม สมมติว่าท่านเคยเป็นขโมยก่อนที่จะบวชเป็นพระ ท่านขโมยเขา ทำให้เขาไม่เป็นสุข ทำให้ พ่อแม่หมดสุข ตอนนี้ท่านเป็นพระแต่เวลาที่ท่านนึกถึงเรื่องที่ท่านทำให้ผู้อื่นหมดสุขแล้ว ท่านก็ไม่สบายใจ และเป็นทุกข์แม้จนทุกวันนี้ จงจำไว้ว่า ทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม จะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด ผลในอนาคตได้ ถ้าท่านเคยสร้างกรรมดีไว้ในอดีต และวันนี้ก็ยังจำได้ ท่านก็เป็นสุข ความสุขใจเป็นผล จากกรรมในอดีต สิ่งทั้งปวงมีเหตุเป็นปัจจัยทั้งในระยะยาว และถ้าใคร่ครวญดูแล้วทั้งในทุกๆ ขณะด้วย แต่ท่านอย่าไปนึกถึงอดีตหรือปัจจุบันหรืออนาคต เพียงแต่เฝ้าดูกายและจิต ท่านจะต้องพิจารณาจนเห็น จริงในเรื่องกรรมด้วยตัวของท่านเอง จงเฝ้าดูจิต ปฏิบัติแล้วท่านจะรู้อย่างแจ่มแจ้ง อย่าลืมว่ากรรมใคร ก็เป็นของคนนั้น อย่ายึดมั่นและอย่าจับตาดูผู้อื่น ถ้าผมดื่มยาพิษ ผมก็ได้รับทุกข์ ไม่ใช่เรื่องที่ท่านจะมา เป็นทุกข์ด้วย จงรับเอาแต่สิ่งดีที่อาจารย์สอน แล้วท่านจะเข้าถึงความสงบ จิตของท่านจะเป็นเช่นเดียว กันกับจิตของอาจารย์ ถ้าท่านพิจารณาดู ท่านก็จะรู้ได้ แม้ว่าขณะนี้ท่านจะยังไม่เข้าใจ เมื่อท่านปฏิบัติต่อไป มันก็จะแจ่มแจ้งขึ้น ท่านจะรู้ได้ด้วยตนเอง ได้ชื่อว่าปฏิบัติธรรม

เมื่อเรายังเล็ก พ่อแม่วางกฎระเบียบกับเรา และหัวเสียกับเรา แท้จริงแล้วท่านต้องการจะช่วยเรา กว่าเราจะรู้ก็ต่อมาอีกนาน พ่อแม่และครูบาอาจารย์ดุว่าเราและเราก็ไม่พอใจ ต่อมาเราจึงเข้าใจว่า ทำไม เราจึงถูกดุ ปฏิบัติไปนานๆ แล้วท่านก็จะเห็นเอง ส่วนผู้ที่คิดว่าตนฉลาดล้ำก็จะจากไปในเวลาอันสั้น เขา ไม่มีวันจะได้เรียนรู้ ท่านต้องขจัดความคิดว่าตัวฉลาดสามารถออกไปเสีย ถ้าท่านคิดว่าท่านดีกว่าผู้อื่น ท่านก็จะมีแต่ทุกข์ เป็นเรื่องน่าสงสาร อย่าขุ่นเคืองใจ แต่จงเฝ้าดูตนเอง

เจริญสมาธิภาวนาจนจิตสงบลึก ควรทำอย่างไรต่อไป

นี่ก็ดีแล้ว ทำจิตให้สงบและเป็นสมาธิ และใช้สมาธินี้พิจารณาจิตและกาย ถ้าจิตเกิดไม่สงบก็จงเฝ้าดูด้วย แล้วท่านจะรู้ถึงความสงบที่แท้จริง เพราะอะไร เพราะท่านจะได้เห็นความไม่เที่ยง แม้ความ สงบเองก็ดูให้เห็นไม่เที่ยง ถ้าท่านยึดติดอยู่กับภาวะจิตที่สงบ แล้วท่านจะเป็นทุกข์เมื่อจิตไม่สงบ ฉะนั้น จงปล่อยวางหมดทุกสิ่ง แม้แต่ความสงบ

ท่านอาจารย์เป็นห่วงลูกศิษย์ที่พากเพียรมากหมายความว่าอย่างไร

ถูกแล้ว ผมเป็นห่วง ผมเป็นห่วงว่าเขาเอาจริงเอาจังจนเกินไป เขาพยายามเกินไป แต่ขาดปัญญา เขาเคี่ยวเข็ญตนเองไปสู่ความทุกข์ยากโดยไม่จำเป็น บางคนมุ่งมั่นที่จะรู้แจ้ง เขาขบฟันแน่นและ ใจดิ้นรนอยู่ตลอดเวลา อย่างนี้เป็นความพยายามมากเกินไป คนทั่วไปก็เช่นเดียวกัน พวกเขาไม่รู้ถึง สภาพเป็นจริงของสิ่งทั้งปวง (สังขาร) สังขารทั้งปวง จิตและร่างกายล้วนเป็นของไม่เที่ยง จงเฝ้าดู และอย่ายึดมั่นถือมั่น

บางคนคิดว่าเขารู้ เขาวิพากษ์วิจารณ์ จับตามองและลงความเห็นเอาเอง อย่างนี้ก็ตามใจเขา ทิฐิ ของใครก็ปล่อยให้เป็นของคนนั้น การแบ่งเขาแบ่งเรานี้อันตราย เปรียบเหมือนทางโค้งอันตรายของถนน ถ้าเราคิดว่าคนอื่นด้อยกว่าหรือดีกว่า หรือเสมอกันกับเรา เราก็ตกทางโค้ง ถ้าเราแบ่งเขาแบ่งเรา เราก็จะเป็นทุกข์

Read Full Post »

ได้รับเมตตาจากพระเกียรติณรงค์  กิตฺติวฑฺฒโน พระอาจารย์ของธ. ธรรมรักษ์

ทำเบื้องหน้าพระพุทธรูป (โต๊ะหมู่บูชา หิ้งพระ ถ้าในที่พักไม่มี ก็ให้อยู่ให้ในสถานที่อันควร เป็นที่สงบ แล้วน้อมระลึกถึงพระคุณความดี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ ผู้มีอุปการะคุณ)

1. ก่อนอธิษฐาน ให้ไหว้พระสวดมนต์ก่อน โดยกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย (อรหัง สัมมาฯ)

2. นมัสการพระพุทธเจ้า (นะโม ตัสสะฯ 3 จบ) และรับไตรสรณคมณ์ (พุทธัง สรณัง คัจฉามิฯ)

3. สมาทานศีล (ว่าบาลี หรือไทย ถ้าเพิ่งเริ่มปฏิบัติให้ว่าทั้งบาลี และแปลไทยจะดีมาก)

4. สวดพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ (อิติปิโสฯ) หรือ ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย

5. กล่าวคำอธิษฐานถวายสังฆทาน / อื่นๆ

6. กรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลผลบุญ ตอนที่เอาน้ำไปเท (ให้เทลงที่พื้นดิน) ก่อนเทน้ำ ตั้งจิตบอกแม่พระธรณีว่า “ขอแม่พระธรณีทรงเป็นสักขีพยาน ในการบำเพ็ญบุญกุศลของลูกในครั้งนี้ด้วยเถิด”

เป็นอันเรียบร้อย เสร็จพิธี

*** การกรวดน้ำ ถ้าไม่มีอุปกรณ์ (คนโทกรวดน้ำ) ให้ใช้ขวดเล็ก ๆใส่น้ำ แล้วรินใส่แก้วก็ได้ เสร็จแล้วเอา

น้ำไปเทที่พื้นดิน

*** ให้ทำทุกวันที่ได้ถวายพระสังฆทาน หรือวันที่ได้สร้างบุญกุศลให้เกิดขึ้น

หมายเหตุ  กรณีไม่ได้ถวายพระสังฆทาน สามารถประยุกต์ใช้คำอธิษฐานนี้ ในการทำบุญชนิดอื่น ๆ ในแต่ละครั้งได้ โดยปรับให้เหมาะสมตามสถานการณ์ แล้วน้อมผลบุญที่ได้กระทำ อุทิศไปให้แก่บุคคลที่ปรารถนา

ตัวอย่างคำอธิษฐานทั่วๆไป

ข้าพเจ้า (ชื่อ – นามสกุล)……………………ขอน้อมเอาผลบุญทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นจาก (กล่าวชื่อของทาน อาทิ ถวายปัจจัย ทรัพย์สินเงินทอง ถวายกฐิน ผ้าป่า สิ่งของ ฯลฯ (ตลอดจน การให้อภัยทาน ให้ธรรมทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา(ถ้ามี))ในครั้งนี้/วันนี้/ *เมื่อเวลา …..สถานที่… (ในกรณีที่ไม่ได้กล่าวอุทิศ ในสถานที่ทำบุญนั้น แต่กลับมากล่าวอุทิศในที่พัก ที่บ้าน ในภายหลัง) อุทิศให้แก่………………

ขออานิสงส์ผลบุญนี้ จงเป็นพละปัจจัยให้ข้าพเจ้า…ชื่อ – นามสกุล…(หรือผู้อื่น กรณีอุทิศให้ผู้อื่น) ปรารถนาสิ่งใดก็ให้ว่าไป โดยต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม อาทิ เพื่อความสำเร็จต่าง ๆ ให้ธุรกิจการงานราบรื่น มีผลกำไรดี ให้คิดดี พูดดี ทำดีต่อกัน สนับสนุนกัน ขอให้หายเจ็บไข้ได้ป่วย ให้พ้นจากภาวะทุกข์ทั้งหลาย ปัญหาอุปสรรคทั้งหลายที่เป็นอยู่ (ระบุ บอกรายละเอียด) ฯลฯ…นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เทอญ

* คือเมื่อบุญเกิดขึ้นแล้ว เราสามารถน้อมเอาผลบุญนั้น มาอุทิศให้แก่ผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นนั้นมีความสุขด้วย อีกทั้งยังเป็นการใช้หนี้เวร หนี้กรรม เศษเวร เศษกรรม ทั้งหลาย ที่เกิดจากบาปเวรอกุศลกรรมที่เราเคยสร้างไว้กับผู้อื่น อันเป็นผลให้เราได้รับวิบากกรรมชั่วต่าง ๆ นาๆ (ที่เรามักว่ามาจากเจ้ากรรมนายเวรนั่นแหละ) โดยบุญที่เกิดขึ้นนั้น ก็ยังเป็นบุญของเราอยู่ด้วย การอุทิศให้ผู้อื่น ก็เพื่อให้เขาได้อนุโมทนาและได้มีส่วนในบุญนั้นด้วย

ต่อจากนั้นเราก็กล่าวอุทิศบุญทั้งหลายนี้ให้กับบุคคลทั้งหลายที่เราปรารถนาจะอุทิศให้ แล้วจึงตั้งจิตอธิษฐาน เพื่อให้บุญนั้นเกิดเป็นความสำเร็จในกิจการงานต่าง ๆ ตามที่เราได้ปรารถนา หรือตั้งเป้าหมายไว้ ส่วนการที่เราจะอุทิศบุญให้แก่ใคร บุคคลใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะไปเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับบุคคลต่าง ๆ ในแง่ใด ในสถานการณ์ใด (ในทุก ๆ ภพภูมิ หรือทุกมิติ) แล้วจึงเจาะจงอุทิศให้ไป (การอุทิศบุญต้องเจาะจง)

*** (ควรทำให้ได้ทุกวัน และในแต่ละวันควรทำบุญให้ครบส่วน ทั้งในส่วนของ ทาน ศีล ภาวนา กรณีไม่มีโอกาสได้ทำทานทุกวัน หรือคิดว่ายังไม่พร้อมเพียงพอในเรื่องทรัพย์ปัจจัยที่จะนำไปใช้ในการทำบุญ ก็ให้หมั่นสะสมไว้ ใช้วิธีหยอดเงินใส่กระปุกออมสินรวบรวมไว้ก็ได้ แล้วนำไปทำทาน ถวายทาน ในแต่ละสัปดาห์ หรือตามโอกาส การทำบ่อยๆ จะทำให้จิตระลึกถึงบุญกุศลอยู่เสมอ )

คำกล่าวอุทิศ

โดยทั่วไป ใช้คำว่าอุทิศได้ทั้งนั้น ส่วนคนที่มีบุญบารมีมาก เราก็ควรใช้คำที่เหมาะสม ว่า “อุทิศถวายแด่” เช่น พรหมเทพ เทวดา ชั้นสูง บรรพกษัตริย์  แต่ในส่วนของผู้ทรงพระคุณความดีสูงสุด  ครูบาอาจารย์ สมณะทั้งหลาย เราใช้คำว่า ขอน้อมถวายผลบุญนี้เพื่อบูชาพระคุณความดี ของท่าน

ตัวอย่าง

–      ขอน้อมผลบุญทั้งหลายทั้งปวงนี้ ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา อริยสังฆบูชา

–      ขอน้อมผลบุญทั้งหลายทั้งปวงนี้ ถวายเพื่อโมทนา และบูชาพระคุณความดีของ สมเด็จพระสังฆราชฯ ท่านพระอาจารย์….   ฯลฯ

–      ขออุทิศถวายผลบุญทั้งหลายทั้งปวงนี้ แด่ ท่านท้าวพระยายมราช ท่านท้าวจตุโลกบาล  พระแม่ธรณี  สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ฯลฯ

–      ขออุทิศผลบุญทั้งหลายทั้งปวงนี้ ให้แก่ บิดา มารดา นาย ก. นางสาว ข. เจ้ากรรมนายเวร ฯลฯ

การอธิษฐานขอบุญจากครูบาอาจารย์ท่านผู้ทรงพระคุณความดี

เราต้องมีบุญร่วมกับท่าน โดยการเชื่อมบุญกับท่าน ด้วย 1) ทำบุญกับท่าน และหรือ 2) ร่วมทำบุญกับท่าน 3) อนุโมทนาในบุญที่ท่านทำ

การอนุโมทนาบุญท่านผู้ทรงพระคุณความดี (นับแต่พระพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวก ครูบาอาจารย์)

โมทนาสาธุ ๆ ๆ ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมี พระคุณความดีทั้งหลายทั้งปวงของ…………./ท่านพระอาจารย์……….บุญบารมีพระคุณความดีใด ๆ ที่………./ท่านพระอาจารย์………. ได้บำเพ็ญมาดีแล้ว  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมีพระคุณความดีนั้นทั้งหมด และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในบุญบารมีพระคุณความดีของ……………/ท่านพระอาจารย์…………..นั้น ด้วยเทอญ

*** ธรรมใด ที่…………/ท่านพระอาจารย์…….ได้ถึงที่สุดแล้ว ก็ขอให้ข้าพเจ้า ได้เข้าถึงซึ่งธรรมนั้น เจริญตามรอย…………../ท่านพระอาจารย์ ด้วยเทอญ โมทนาสาธุ ๆ ๆ  (***กรณี ที่ได้ประพฤติปฏิบัติธรรม)

*** ใช้ได้กับทุกพระองค์ ทุกท่าน ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ และละสังขารไปแล้ว

*** หลังจากนั้น ถ้าเราจะขอพรเพื่อความสำเร็จต่าง ๆ ก็ให้ว่าไป โดยเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามธรรม

การอนุโมทนาบุญท่านผู้ทรงความดี ทั่ว ๆ ไป

โมทนาสาธุ ๆ ๆ ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมี ความดีทั้งหลายทั้งปวงของท่าน……………….บุญบารมีความดีใด ๆ ที่ท่าน……….. ได้บำเพ็ญมาดีแล้ว  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมีความดีนั้นทั้งหมด และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในบุญบารมีความดีของท่าน…………นั้น ด้วยเทอญ

การอนุโมทนาบุญบุคคลธรรมดา ทั่ว ๆ ไป

โมทนาสาธุ ๆ ๆ ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในส่วนความดีทั้งหลายทั้งปวงของ……………….ส่วนความดีใด ๆ ที่……….. ได้กระทำมาดีแล้ว  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในส่วนความดีนั้นทั้งหมด และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในความดีของ…………นั้น ด้วยเทอญ

หมายเหตุ  …………ที่เว้นไว้ให้บอกชื่อของครูบาอาจารย์/ท่านผู้ทรงพระคุณความดี/บุคคลที่เราได้โมทนา ในกรณีที่เป็นบุคคลธรรมดาทั่ว ๆ ไป สำหรับบางคนอาจจะไม่ลงใจกับคนบางคน (คือทำใจไม่ได้ที่จะโมทนาความดีของเขา) โดยอาจเห็นว่าเขาคนนั้นไม่ดี หรือ คนๆนั้นเป็นปฏิปักษ์กับเรา  ก็ขอให้คิดเสียว่าสำหรับคนทั่วไปแล้ว อย่างน้อยเขาก็ต้องมีบุญกุศลความดีมาอยู่บ้าง ไม่งั้นก็คงไม่ได้มาเกิดเป็นคน เราก็ขอโมทนาแต่เฉพาะในส่วนที่ดีของเขา (ซึ่งในส่วนที่เขาทำดีไว้ เราอาจมองไม่เห็น ไม่ทราบก็ได้) การโมทนาบุญผู้อื่นบ่อย ๆ นั้น เป็นการฝึกจิตให้มีเมตตาต่อทุก ๆ คน และลดละความอิจฉาริษยา ทำให้รู้จักการให้อภัย

ต่อไปก็ให้รู้จักการ ขออโหสิกรรม (รู้จักขอโทษ) เมื่อเราได้เคยประมาทพลาดพลั้งทำผิดไป หรือเคยทำผิดด้วยเจตนา หรือไม่เจตนาก็ตาม ต่อผู้อื่น เราก็ควรที่จะได้ขออโหสิกรรมแก่ผู้นั้น เพื่อแสดงความรู้สำนึกในสิ่งผิดที่ได้ทำไว้กับผู้อื่นนั้น ผู้สำนึกผิด และรู้จักขอโทษ มักย่อมได้รับการอภัย เพราะการสำนึกผิดนั้น ย่อมเป็นการแสดงออกถึงความพร้อมที่จะแก้ไขปรับปรุงข้อผิดพลาดทั้งหลาย ท้ายสุดก็ให้รู้จักการให้อโหสิกรรม (รู้จักยกโทษ/ให้อภัยแก่ผู้อื่น) ในการที่ผู้อื่นทำผิดต่อเราไว้ ไม่ว่าจะด้วยประการใด ๆ ก็ดี เหตุส่วนหนึ่งก็เกิดจากกรรมไม่ดีที่ได้เคยทำต่อกันไว้ในอดีต ส่งผลให้เกิดวิบากกรรมต้องมาเบียดเบียน ทำร้าย ทำลายกันในปัจจุบัน การให้อโหสิกรรมแก่ผู้อื่น เป็นการตัดวงจร การอาฆาต พยาบาท จองเวรกัน เพื่อไม่ให้มีวิบากกรรมที่จะต้องไปเบียดเบียน ทำร้าย ทำลายกันอีกภายในภาคหน้า ฉะนั้น ให้ฝึก โมทนาสาธุ ขออโหสิ ฯ ให้อโหสิ ฯ บ่อยๆ ให้ฝึกทำกับคนในครอบครัว และคนรอบข้างตัว แล้วขยายวงกว้างออกไปยังบุคคลอื่นๆ ทั่วไป พร้อม ๆ กับสร้างบุญ (ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา) แล้วจิตจะผ่องใสเป็นสุขมากขึ้น ๆ

อนึ่ง เรื่องของการเบิกบุญ ตามที่เราเคยได้ยินได้ฟังกันมา ถ้าจะว่าไปแล้ว เรื่องของวิธีการเบิกบุญนั้น ก็เป็นการอธิษฐานขอให้บุญนั้นส่งผลให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามที่เราปรารถนา ส่วนจะได้ตามนั้นหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งการที่เราจะสำเร็จความปรารถนาตามวัตถุประสงค์ดังที่เราต้องการนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าบุญที่มีอยู่ และที่ทำลงไปนั้น มีเหตุปัจจัย เงื่อนไข พอเพียงในการส่งผลให้เกิดเป็นความสำเร็จได้ตามคำอธิษฐานนั้นหรือไม่  ทั้งนี้ เราต้องมีบุญอันเกิดจากบุญที่เราได้สร้างไว้ก่อน อยู่ ๆ จะเบิกมาใช้ โดยไม่มีฐานบุญ(บุญที่ได้ทำไว้) มาก่อนไม่ได้ เปรียบเหมือนกับ ไม่มีเงินในธนาคาร ไม่มีเงินในกระเป๋า จะไปเบิก ไปล้วงเอามาใช้ จะไปเอาที่ไหนมา ในเรื่องของบุญ ไม่มีการเบิกแบบ โอ ดี (ล่วงหน้า) แบบธนาคาร ไม่มีเครดิตบุญ และถึงแม้จะมีบุญเก่าอยู่ก็ตาม แต่ถ้าเงื่อนไข องค์ประกอบยังไม่ครบถ้วน บุญก็ยังไม่ส่งผล หรือส่งผลได้ไม่เต็มที่ เหมือนกับกรณีมีเงินฝากอยู่ แต่ยังไม่อยู่ในเงื่อนไข ที่จะให้เบิกถอนได้ เช่น ยังไม่ครบเวลาที่สามารถจะถอนได้ ถูกอายัดบัญชี หรือเงินฝากมีไม่พอให้เบิกไปใช้ เพื่อให้การนั้นสำเร็จสมประสงค์ได้ ก็คือ บุญนั้นมีไม่พอเพียงที่จะทำให้เกิดเป็นความสำเร็จในเรื่องที่ปรารถนาได้ ผลความสำเร็จอันเกิดจากบุญที่เราจะได้รับนั้น ขึ้นอยู่กับกำลังของบุญ และเงื่อนไขต่าง ๆ อันเป็นไปตามกฎแห่งกรรม นั่นเอง

คำกล่าวรับไตรสรณคมน์

*** นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ   ( ว่า ๓ ครั้ง )

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ   ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ   สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ   ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ   ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

คำสมาทานศีล ๕

๑. ปาณาติปาตา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

(ข้าพเจ้าของดเว้นจากการฆ่าสัตว์)

๒. อะทินนาทานา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

(ข้าพเจ้าของดเว้นจากการลักทรัพย์ และถือเอาทรัพย์สินที่เจ้าของมิได้ให้)

๓. กาเมสุมิฉาจารา เวระมณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

(ข้าพเจ้าของดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม)

๔. มุสาวาทา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

(ข้าพเจ้าของดเว้นจากการพูดเท็จ)

๕. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

(ข้าพเจ้าของดเว้นจากการดื่ม เสพสุรา เมรัย เครื่องดอง ของมึนเมาทั้งปวง)

———————

วิธีสมาทานศีลแบบง่าย ๆ (แบบกรณีไม่ได้เป็นทางการ หรือใช้ในสถานการณ์ เร่งด่วน ฉับพลัน ทันทีทันใด หรือในทุกโอกาส ให้สมาทานศีล โดยกล่าวออกเสียง/ระลึกอยู่ในใจก็ได้)

(กล่าวนำ) …พุทโธ  ธัมโม  สังโฆ…

ศีลข้อ 1  ข้าพเจ้าของดเว้นจากการฆ่าสัตว์

ศีลข้อ 2  ข้าพเจ้าของดเว้นจากการลักทรัพย์ และถือเอาทรัพย์สินที่เจ้าของมิได้ให้

ศีลข้อ 3  ข้าพเจ้าของดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม

ศีลข้อ 4  ข้าพเจ้าของดเว้นจากการพูดเท็จ

ศีลข้อ 5  ข้าพเจ้าของดเว้นจากการดื่ม เสพสุรา เมรัย เครื่องดอง ของมึนเมาทั้งปวง

บัดนี้ ข้าพเจ้า..(ชื่อ..นามสกุล..) เป็นผู้มีศีล บริสุทธิ์ด้วยศีลแล้ว ขออำนาจศีลนี้ จงช่วยดลบันดาลให้…(อธิษฐานเอาตามแต่จะปรารถนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบด้วยธรรม)..เทอญ

เจริญพร…

เรื่องของธรรมะคือเรื่องของความจริงที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นกฏเกณฑ์ กลไกต่าง ๆ ที่มีอยู่ เป็นอยู่ในโลกนี้ จนถึงเอกภพจักรวาล การเรียนธรรมะก็คือการเรียนให้รู้และเข้าใจในสรรพสิ่งและกฏเกณฑ์ทั้งหลายตามความเป็นจริงที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งคือสัจธรรม ในโลกนี้มีสัจธรรมอยู่แล้ว ไม่ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นมาบนโลกนี้หรือไม่ก็ตาม สัจธรรมนั้นก็คงดำรงอยู่ เพียงแต่พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้ค้นพบ และนำออกมาเผยแผ่เพื่อยังประโยชน์แก่มวลสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้รู้เห็นตาม เพื่อที่จะได้รู้เข้าใจ และนำความรู้นั้นมาน้อมใส่ตนให้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยการประพฤติปฏิบัติ เพื่อแก้ทุกข์ทั้งหลายของสรรพสัตว์ ในทุกระดับ ตั้งแต่ทุกข์อย่างหยาบ อันได้แก่เรื่องการดำรงชีพให้มีชีวิตอยู่ หรือเรื่องปากท้อง ทุกข์อย่างกลางได้แก่ทุกข์ทางใจ อันเกิดจากความต้องการที่มากไปกว่าการต้องการมีชีวิตอยู่ ได้แก่ความต้องการในกามคุณทั้งหลาย จนไปถึงทุกข์ที่ละเอียดกว่านั้นได้แก่ ทุกข์ทางใจขั้นสูง คือจิตที่ฟุ้งซ่าน แส่ส่าย เป็นจิตที่ยังหาความสุขสงบที่แท้จริงไม่ได้ เนื่องจากยังไม่สามารถค้นหาจุดหมายปลายทางอันเป็นคำตอบสุดท้ายของชีวิต หรือความสุขที่แท้จริงของชีวิตได้ รวมแล้วทุกข์ก็คือสภาพที่ทนไม่ได้ หรือสภาพที่ทนได้ยากนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็น ยาจก วนิพก คหบดี เศรษฐี มหาเศรษฐี ราชา มหาราชา ล้วนแล้วแต่ประสบกับทุกข์กันทั้งนั้น ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้ก็เป็นทุกข์ พลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์ ประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ที่ไม่พึงปรารถนาพอใจก็เป็นทุกข์ ตราบใดที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ก็ยังได้ชื่อว่าทุกข์อยู่ เพราะต้องประสบกับสภาพเช่นนี้ อันเป็นสิ่งที่ทนไม่ได้ ทนได้ยากอยู่ร่ำไป พระพุทธองค์ทรงเห็นวงจรเหล่านี้แล้ว และได้ตรัสรู้เหตุผลแห่งการเกิด และเหตุผลแห่งการดับทุกข์ และได้ทรงพ้นไปจากวงจรเหล่านี้แล้ว จึงได้ทรงแนะนำผู้อื่นให้พ้นทุกข์ตาม พุทธศาสนาจึงได้อุบัติขึ้นมาในโลกนี้ สืบมาจนถึงปัจจุบัน

การที่เราทั้งหลายได้มีโอกาสพบพระพุทธศาสนานั้น นับว่าได้มีโอกาสดีอย่างยิ่งที่จะได้กระทำตนให้ก้าวล่วงพ้นไปจากทุกข์ทั้งมวล อันที่จริงแล้ว หากเราตั้งใจจริง เราก็สามารถก้าวเข้าถึงสัจธรรมได้ ไม่ใช่เรื่องที่ยากจนเกินไป และไม่ใช่เรื่องที่คิดว่าเพ้อฝันเกินจริงแต่อย่างใด เพียงแต่เราจะต้องดำเนินให้ถูกต้องตรงทาง และตรงวิธี ปัญหามีอยู่ว่า แล้วเราจะก้าวเดินอย่างไร  ทางที่เราเดิน วิธีที่เราเดิน ถูกต้องตรงทาง ตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ หรือไม่อย่างไร นั่นคือ เราต้องมีกัลยามิตรที่รู้จริง และแนะนำเราได้ถูกต้อง

บุคคลทั้งหลาย เมื่อเวลามีปัญหาหรือมีทุกข์นั้น ย่อมต้องดิ้นรนหาทางออก หาทางแก้ไขปัญหาหรือทุกข์กันทั้งนั้น หากแก้ไขปัญหา หรือทุกข์นั้น โดยไม่ถูกวิธี ใช้วิธีที่ผิดธรรม ก็มีแต่จะทำให้ชีวิตของตนเอง ครอบครัว และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ต้องประสบทุกข์มากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งบางครั้งการกระทำที่คิดว่าเป็นการแก้ไขทุกข์หรือปัญหาไปแล้วนั้น เป็นเพียงแต่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้ผ่านพ้นไปชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งที่กระทำลงไป อันเป็นการผิดธรรม เพราะความไม่รู้นั้น จะส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายภายหลัง อย่างสุดที่จะคาดการณ์ได้

ในขั้นต้น สำหรับชีวิตฆราวาสผู้ครองเรือนโดยทั่วไป หากปรารถนาชีวิตให้อยู่เป็นสุขตามปกติแล้ว ก็ต้องรู้จักขวนขวายสร้างบุญให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ บุญ หมายถึง ความดีงาม ความสุข ความเจริญ ส่วนสิ่งที่ตรงข้ามก็คือ บาป ซึ่งหมายถึง ความชั่ว ความเลวทราม ความทุกข์ ความเดือดร้อน ความเสื่อม เรามาเริ่มสร้างบุญ ด้วยการรู้จักวิธีการสร้างบุญก่อน แล้วก็ต้องรู้จักการแก้ไขบรรเทาปัญหาที่ทำให้เกิดความทุกข์เดือดร้อน โดยถูกวิธี ถูกต้องตรงทาง ด้วยความอดทน และเพียรกระทำอยู่อย่างสม่ำเสมอ เมื่อเหตุปัจจัยถึงพร้อมแล้ว ผลก็จะเกิดขึ้นเอง ความทุกข์เดือดร้อน หรือปัญหาอุปสรรคทั้งหลายนั้นก็ย่อมจะผ่อนคลาย ทุเลาเบาบางลง และผ่านพ้นไปได้ด้วยดี คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็เป็นไปเพื่อให้สรรพสัตว์ทั้งหลายมีความสุข และพ้นไปจากทุกข์นั่นเอง โดยสรุปแล้ว พระองค์ทรงสอนให้

1)            ละเว้นจากการทำบาปทั้งปวง ก็คือไม่เบียดเบียนผู้อื่น ด้วยการรักษาศีล

2)            ทำความดีให้ถึงพร้อม ก็คือสร้างบุญกุศลให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ

3)            ทำจิตใจให้ผ่องใสบริสุทธิ์ ก็คือ การเจริญภาวนา ด้วยการทำสมาธิให้จิตเกิดความสงบ

(สมถะภาวนา) และเจริญปัญญา (วิปัสสนาภาวนา)

ข้อ (3) ข้อสุดท้ายนี้ เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา ซึ่งก่อให้เกิดความสุขสูงสุด เป็นความสุขจากการหลุดพ้น หมดกิเลส (ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก คือการเข้าถึงซึ่งพระนิพพานนั่นเอง)

มาสร้างบุญกันเถอะ

ด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา

(ในที่นี้จะกล่าวโดยสรุป ส่วนรายละเอียดแนะนำให้อ่านหนังสือวิธีสร้างบุญบารมีของสมเด็จพระสังฆราชฯ ที่มีผู้พิมพ์แจกจ่ายโดยทั่วไป)

ทาน = การให้ การแบ่งปัน 1) วัตถุทาน 2) อภัยทาน 3) ธรรมทาน

ศีล = ความเป็นปกติ (ศีล 5) เพื่อความสงบสุขของตนเองและสังคม ต้องมีเจตนางดเว้นจากการเบียดเบียน

วิธีการรักษาศีลให้ถูกต้อง และให้ได้ผล เราต้องมีการสมาทานศีล (การสมาทานคือการรับเอาเข้ามา เพื่อปฏิบัติ ด้วยการแสดงเจตนา(ตั้งใจ) เริ่มด้วยการบอกกล่าว โดยเปล่งวาจา/ว่าในใจ) การสมาทานศีล หากเป็นอย่างทางการแล้ว ก็ทำได้โดยวิธีที่เราไปขอ(อาราธนา)ศีล และรับ(สมาทาน)ศีลจากพระภิกษุโดยตรงนั่นเอง นั่นเป็นรูปแบบตามพิธีการ  ซึ่งกระทำเมื่อเวลามีงานบุญ หรือพิธีทางศาสนาต่างๆ โดยพระจะให้ศีลเป็นภาษาบาลี แต่เพื่อความลงใจที่มากขึ้น เราต้องรู้และเข้าใจความหมาย/คำแปล ในศีลแต่ละข้อด้วย

แต่การไปรับศีลจากพระ โดยทั่วไปนั้น เรามักไม่ค่อยมีโอกาสได้กระทำกัน จิตก็เลยไม่ได้ระลึกถึงศีลอยู่อย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้น วิธีการที่สะดวกที่สุด ให้เราสามารถตั้งใจสมาทานศีลเอง โดยกระทำในที่พักอาศัย/บ้านของเราก็ได้ โดยกระทำต่อหน้าพระรัตนตรัย (ทำเอง ณ เบื้องหน้า หิ้งพระ หรือโต๊ะหมู่บูชา ถ้าไม่มี ก็ให้ตั้งจิตเอาเองก็ได้ ในสถานที่อันควร)  และควรสมาทานศีลให้ได้ ทั้ง เช้า – ค่ำ โดยตั้งใจไว้ว่าจะรักษาศีลให้ดีที่สุด ในแต่ละวัน เริ่มในเวลาเช้า เมื่อตื่นนอนรู้สึกตัว ก็ให้ทำเลย ก่อนที่จะไปทำงาน/ไปศึกษาเล่าเรียน ทำภารกิจประจำวันต่าง ๆ ส่วนในเวลาค่ำ ก็ให้ทำก่อนนอนทุกๆวัน ในระหว่างวัน ถ้ารู้ตัวว่าละเมิดศีล ผิดศีลในข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบสมาทานศีลใหม่หมดทุกข้อทันที และก่อนที่จะสมาทานศีลในตอนค่ำนั้น ให้เราตรวจดูศีลอีกครั้งหนึ่ง หากเห็นว่าสมบูรณ์บริบูรณ์ดีแล้ว ก็โมทนาสาธุให้กับตนเอง และขอน้อมถวายบุญกุศลอันเกิดจากการที่เรารักษาศีลมาได้สมบูรณ์บริบรูณ์ดีแล้วในวันนี้ บูชาพระรัตนตรัย  อธิษฐานให้ผลบุญนี้เป็นพละ(กำลัง) ปัจจัย ให้เราประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา (จะเป็นเรื่องประพฤติปฏิบัติ และหรือสิ่งที่เราปรารถนาอันชอบธรรมก็ว่าไป)

แต่ถ้าหากตรวจดูแล้วเห็นว่าบกพร่องผิดพลาดในศีลไป ก็ให้อโหสิกรรม (ยกโทษ) ให้กับตนเอง ไม่ต้องไปเสียใจ หรือวิตกกังวลกับสิ่งที่ผิดพลาดบกพร่องไปแล้ว และให้ตั้งใจว่าในครั้งต่อไป วันต่อไป เราจะทำให้ดีที่สุด ในการรักษาศีล และพยายามระมัดระวังไม่ให้มีการผิดพลาดบกพร่องขึ้นอีก  ให้หมั่นทำเป็นประจำทุกวัน เมื่อทำอย่างนี้เป็นประจำทุกวันแล้ว ศีลของเราก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ จนเรามีศีลมั่นคง ซึ่งเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของอริยบุคคลขั้นต้น (พระโสดาบัน) การมีศีลมั่นคง ก็คือ จะไม่มีการผิด/ละเมิดศีล (ศีล 5) อีกต่อไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะมีอะไรมากระทบ บีบคั้นอย่างไร ก็ไม่อาจจะไปละเมิดศีล/ผิดศีลได้ จนแม้กระทั่งสามารถยอมสละชีวิตได้ เพื่อไม่ให้ผิดศีล เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว จะได้มีการสมาทานศีลหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่จำเป็นแล้ว เพราะศีลได้เข้าไปอยู่ในจิตใจแล้วอย่างแท้จริง เรียกว่ามีสติสมบูรณ์ในศีลแล้วนั่นเอง

หากถามว่า ถ้าเรามุ่งมั่นจะรักษาศีลให้มั่นคงแล้ว เราจำเป็นต้องสมาทานศีลไหม ตอบว่าจำเป็น เพราะอานิสงส์ของศีลนั้น เกิดจากจิตที่ตั้งใจ (เจตนา) งดเว้นจากการเบียดเบียน การอยู่เฉยๆ โดยไม่ได้แสดงเจตนางดเว้นจากการเบียดเบียน จึงไม่ได้เป็นการรักษาศีล เป็นแต่เพียงยังไม่ได้ไปผิดศีลเท่านั้นเอง ดังนั้น จึงยังมิได้รับอานิสงส์ในส่วนของการรักษาศีลแต่อย่างใด  ให้ลองนึกถึงตัวอย่างง่าย ๆ เช่น คนเจ็บไข้ได้ป่วยที่นอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล ที่เขาไม่ได้ระลึกถึงศีลเลย แต่เขาก็ไม่ได้ไปละเมิดศีล หรือทำผิดศีลเลยแม้แต่เพียงข้อเดียว  นั่นก็ยังไม่ได้ถือว่าเขาผู้นั้นรักษาศีล/ถือศีลแต่อย่างใด ก็เพราะเขามิได้มีเจตนา (ตั้งใจ) งดเว้นจากการเบียดเบียน (รักษาศีล) นั่นเอง การที่จะเป็นผู้ที่มีเจตนางดเว้นจากการเบียดเบียนได้ตลอดเวลาทุกขณะจิต(มีสติในศีล) คือการมีศีลมั่นคงแล้วนั้น ก็ต้องมีวิธีการเพื่อให้จิตระลึกถึงศีลได้ โดยเริ่มต้นจากการสมาทานศีลก่อนนั่นเอง

ศีลจึงเป็นเรื่องสำคัญมากของการประพฤติปฏิบัติที่มักจะมองข้ามกัน ดูแล้วน่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังปฏิบัติกันได้ยาก ต้องมีกำลังใจ และสติปัญญา กระทำด้วยความอดทน หมั่นเพียร หากศีลไม่สมบูรณ์บริบูรณ์แล้ว ก็ป่วยการในอันที่จะไปศึกษาประพฤติปฏิบัติ และเรียนรู้ธรรมในขั้นสูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป ถึง

เรียนรู้ไปอย่างไร มากมายขนาดไหน ก็เป็นเพียงความรู้จากการจดจำ มิใช่ความรู้แท้ที่เป็นปัญญาญาณ จึงยังไม่สามารถแก้ทุกข์ได้อย่างจริงจัง

การเจริญภาวนา แบ่งเป็น

1) สมถะภาวนา /สมถะกรรมฐาน = การทำสมาธิ คือทำจิตให้ตั้งมั่นแน่วแน่อยู่ในอารมณ์เดียวนั่นเอง ซึ่งก็มีหลายวิธี (กรรมฐาน 40 กอง) กรรมฐานมาตรฐานที่ครอบคลุมกรรมฐานทุกอารมณ์ก็คืออานาปานสติกรรมฐาน (ระลึกรู้ลมหายใจ ในเบื้องต้นแนะนำให้ใช้ พุท – โธ เป็นคำบริกรรมควบคู่ไปด้วย)

2) วิปัสสนาภาวนา /วิปัสสนากรรมฐาน = การพิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง ซึ่งก็คือตัวปัญญานั่นเอง

ในที่นี้ขอยกมากล่าวไว้ให้ทราบคร่าวๆ เท่านั้น ในขั้นการเจริญภาวนานี้เป็นการประพฤติปฏิบัติในขั้นสูง ซึ่งรายละเอียดของการประพฤติปฏิบัติ จำเป็นต้องศึกษาและได้รับคำแนะนำจากครูบาอาจารย์ที่ท่านรู้จริงต่อไป การปฏิบัติในขั้นเจริญภาวนาในเบื้องต้นนั้น ขอให้เรารู้จักไหว้พระสวดมนต์ อันเป็นการทำจิตให้สงบ  แบบพื้น ๆ ก่อน เอากันเท่านี้ ก็สามารถสร้างความสุขสงบใจได้ในระดับหนึ่งแล้ว ถ้ามากไปกว่านั้น ก็ให้รู้จักการทำสมาธิ และการพิจารณาธรรม อันเป็นการเจริญปัญญาซึ่งเป็นการปฏิบัติในขั้นวิปัสสนาต่อไป

การศึกษาประพฤติปฏิบัติธรรม ต้องดำเนินไปเป็นขั้น ๆ เหมือนกับการสร้างตึก อาคาร บ้านเรือน ก็ต้องเริ่มจากการสร้างฐานล่าง ให้มั่นคงแข็งแรงสมบูรณ์ก่อน เช่น การตอกเสาเข็ม เทพื้นคอนกรีต ฯลฯ การปฏิบัติตนให้พ้นทุกข์ ก็ต้องเริ่มจากการสร้างบุญบารมีให้เกิดขึ้นด้วย ทาน และศีล เป็นเบื้องต้นก่อน หากไม่มีแล้ว การเจริญภาวนา ก็เป็นไปได้ยาก เหมือนกับจะไปเรียนขั้นด็อกเตอร์ อยู่ ๆ จะเข้าไปเรียนเลย ย่อมเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องเริ่มผ่านจากชั้นอนุบาล ประถม มัธยม ปริญญาตรี ปริญญาโท ก่อน เป้าหมาย และกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

 

*** ของฟรีไม่มีในโลก อยากได้ให้สร้างเอา ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วเกิดแต่เหตุ ทำสิ่งใดไว้ ย่อมมีผลตอบแทนทั้งสิ้น ให้สิ่งที่เป็นความสุข ความเจริญ (บุญ) ก็ย่อมได้รับผลเป็นความสุข ความเจริญ ให้สิ่งที่เป็นความทุกข์ เดือดร้อน (บาป) ก็ย่อมได้รับผลเป็นความทุกข์ เดือดร้อน

ทาน  ก่อให้เกิดบุญ ซึ่งเป็นความสุข อันเกิดจากการมีโภคทรัพย์

ศีล   ก่อให้เกิดบุญ ซึ่งเป็นความสุข อันเกิดจากการไม่เบียดเบียนกัน ชีวิตมีความเป็นปกติสุข

ภาวนา  ก่อให้เกิดบุญ ซึ่งเป็นความสุขอันเกิดจากความสงบแห่งจิต (จากสมาธิภาวนา) และปัญญารู้แจ้งเห็นจริง ตามความเป็นจริง  (จากวิปัสสนาภาวนา)

 

บุคคลย่อมเป็นที่รักของผู้อื่นด้วยการให้  พึงใฝ่ใจในการให้ทาน

ความเป็นปกติสุขของตนเอง และผู้อื่น ย่อมเกิดจากการไม่เบียดเบียน  พึงหมั่นเพียรรักษาศีล

ความบริสุทธิ์ผ่องใสแห่งจิต ย่อมเกิดจากสมาธิ และปัญญา พึงหมั่นเพียรเจริญภาวนา

ผู้ใฝ่หา และเพียรกระทำดั่งนี้ ย่อมเป็นผู้อยู่ในเขตบุญ จักพึงได้รับความสุขสงบ และสิ่งอันเป็นมงคลทั้งหลาย ทั้งในโลกนี้ และโลกหน้าสืบไป

คำอนุโมทนาบุญ และขออโหสิกรรม (อย่างย่อ)

โมทนาสาธุ ๆๆ ข้าพเจ้าขอโมทนาในบุญกุศลความดีของ………………………..

ขออโหสิ ๆ ๆ ข้าพเจ้าขออโหสิกรรมในกรรมทั้งหลายทั้งปวง ที่ข้าพเจ้าได้เคยเบียดเบียนต่อ………………….ไว้ นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ให้อโหสิ ๆ ๆ  ข้าพเจ้าให้อโหสิกรรมในกรรมทั้งหลายทั้งปวง ที่…………………………ได้เคยเบียดเบียนต่อข้าพเจ้าไว้ นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ขอให้บุญกุศลความดีทั้งหลายทั้งปวง ที่ข้าพเจ้าได้กระทำมา นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จงเป็นการชดใช้หนี้เวรหนี้กรรม เศษเวรเศษกรรมทั้งหลายทั้งปวง ระหว่างข้าพเจ้า กับ……………………………….ขอให้…………………………ได้โปรดให้อโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้า และขอให้วิบากกรรมชั่วที่มีต่อกัน จงเป็นอันยุติการส่งผล นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน ด้วยเทอญ

 

*** ช่องว่างที่เว้นไว้ กล่าวชื่อนาม – สกุล คู่กรณี ผู้ที่มีวิบากเวรกรรม ต่อกัน หรือต่อคนทั่วไปก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นมิตร หรือศัตรู

Read Full Post »

หลวงปู่ชาสอนศีล สมาธิ ปัญญา

ท่านทั้งหลายได้นับถือพระพุทธศาสนามาเป็นเวลานาน เคยได้ยินได้ฟังเรื่องเกี่ยวกับธรรมในพระพุทธศาสนามาจากครูบาอาจารย์มาก็มาก ซึ่งบางท่านก็สอนอย่างพิสดารกว้างเกินไป จนไม่ทราบว่าจะกำหนดเอาไปปฏิบัติได้อย่างไร บางท่านก็สอนลัดเกินไป จนผู้ฟังยากที่จะเข้าใจ เพราะว่ากันตามตำรา บางท่านก็สอนพอปานกลาง ไม่กว้างและไม่ลัด เหมาะที่จะนำไปปฏิบัติจนตัวเองได้รับประโยชน์จากธรรมนั้นๆ พอสมควร

อาตมาจึงใคร่อยากจะเสนอข้อคิดและการปฏิบัติ ซึ่งเคยดำเนินมา และได้แนะนำศิษย์ทั้งหลายอยู่เป็นประจำให้ท่านทั้งหลายได้ทราบบางทีอาจจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจอยู่บ้างก็เป็นได้ ผู้ที่จะเข้าถึงพุทธธรรมนั้น เบื้องต้นจะต้องทำตนให้เป็นคนมีความซื่อสัตย์สุจริตอยู่เป็นประจำ และเข้าใจความหมายของคำว่าพุทธธรรมต่อไปว่า

  • พุทธะ หมายถึงท่านผู้รู้ตามเป็นจริง จนมีความสะอาด สงบ สว่างในใจ
  • ธรรม หมายถึงตัวความสะอาด สงบ สว่าง ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ดังนั้นผู้ที่เข้าถึงพุทธธรรม ก็คือ คนเข้าถึงศีลสมาธิ ปัญญา นี่เอง

การเดินทางเข้าถึงพุทธธรรม

ตามธรรมดาการที่บุคคลจะไปถึงบ้านถึงเรือนได้นั้น มิใช่บุคคลที่มัวนอนคิดเอา เขาเองจะต้องลงมือเดินทางด้วยตนเอง และเดินทางให้ถูกทางด้วย จึงจะมีความสะดวก และถึงที่หมายได้ หากเดินผิดทาง เขาจะได้รับอุปสรรค เช่น พบขวากหนามเป็นต้น และยังไกลที่หมายออกไปทุกที หรือบางทีอาจจะได้รับอันตรายระหว่างทาง ไม่มีวันที่จะเข้าถึงบ้านได้ เมื่อเดินไปถึงบ้านแล้วจะต้องขึ้นอยู่อาศัยพักผ่อนหลับนอนเป็นที่สบายทั้งกายและใจ จึงจะเรียกว่าคนถึงบ้านได้โดยสมบูรณ์ ถ้าหากเป็นแต่เพียงเดินเฉียดบ้าน หรือผ่านบ้านไปเฉยๆ คนเดินทางผู้นั้นจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลยจากการเดินทางของเขา ข้อนี้ฉันใด การเดินทางเข้าถึงพุทธธรรมก็เหมือนกัน ทุกๆ คนจะต้องออกเดินทางด้วยตนเอง ไม่มีการเดินแทนกัน และต้องเดินไปตามทางแห่งศีล สมาธิ ปัญญา จนถึงซึ่งที่หมาย ได้รับความสะอาด สว่าง สงบสว่าง นับว่าเป็นประโยชน์เหลือหลายแก่ผู้เดินทางเอง แต่ถ้าหากผู้ใดมัวแต่อ่านตำรา กางแผนที่ออกดูอยู่ตั้งร้อยปีร้อยชาติ ผู้นั้นไม่สามารถไปถึงที่หมายได้เลย เขาจะเสียเวลาไปเปล่าๆ ปล่อยประโยชน์ที่ตนจะได้รับให้ผ่านเลยไป ครูบาอาจารย์เป็นผู้บอกให้เท่านั้น เราทั้งหลายได้ฟังแล้วจะเดินหรือไม่เดิน และจะได้รับผลมากน้อยเพียงใด นั้นมันเป็นเรื่องเฉพาะตน

อย่ามัวอ่านสรรพคุณยาจนลืมกินยา

อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนหมอยายื่นขวดยาให้คนไข้ ข้างนอกขวดเขาเขียนบอกสรรพคุณของยาไว้ว่า แก้โรคชนิดนั้นๆ ส่วนตัวยาแก้โรคนั้นอยู่ข้างในขวด ที่คนไข้มัวอ่านสรรพคุณของยาที่ติดไว้ข้างนอกขวด อ่านไปตั้งร้อยครั้งพันครั้ง คนไข้ผู้นั้นจะต้องตายเปล่า โดยไม่ได้รับประโยชน์จากตัวยานั้นเลย และเขาจะมาร้องตีโพยตีพายว่าหมอไม่ดี ยาไม่มีสรรพคุณ แก้โรคอะไรไม่ได้ เขาจึงเห็นว่ายาที่หมอให้ไว้ไม่มีประโยชน์อะไร ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่เคยเปิดจุกขวดรินยาออกกินเลย
เพราะมัวแต่ไปติดใจอ่านฉลากยา ซึ่งติดอยู่ข้างขวดเสียจนเพลินแต่ถ้าหากเขาเชื่อหมอจะอ่านฉลากครั้งเดียวหรือไม่อ่านก็ได้ แต่ลงมือกินยาตามคำสั่งของหมอ ถ้าคนไข้เป็นน้อย เขาก็หายจากโรค แต่ถ้าหากเป็นมาก อาการของโรคก็จะทุเลาลง และถ้าหากกินบ่อยๆ โรคก็จะหายไปเอง ที่ต้องกินยามากและบ่อยครั้ง ก็เพราะโรคเรามันมาก เรื่องนี้เป็นธรรมดาเหลือเกิน ดังนั้นท่านผู้อ่านจงใช้สติปัญญาพิจารณาให้ละเอียดจริงๆ จึงจะเข้าใจดี

สรีรโอสถและธรรมโอสถ

พวกแพทย์พวกหมอเขาปรุงยาปราบโรคทางกาย จะเรียกว่าสรีรโอสถ ก็ได้ ส่วนธรรมของพระพุทธเจ้านั้นใช้ปราบโรคทางใจ เรียกว่า ธรรมโอสถ ดังนั้นพระพุทธองค์จึงเป็นแพทย์ผู้ปราบโรคทางใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก โรคทางใจเป็นได้ไวและเป็นได้ทุกคน ไม่เว้นเลย เมื่อท่านรู้ว่าท่านเป็นไข้ใจ จะไม่ใช้ธรรมโอสถรักษาบ้างดอกหรือเข้าถึงพุทธธรรมด้วยใจ

พิจารณาดูเถิด การเดินทางเข้าถึงพุทธธรรมมิใช่เดินด้วยกายแต่ต้องเดินด้วยใจจึงจะเข้าถึงได้ ได้แบ่งผู้เดินทางออกเป็น 3 ชั้น คือ

  1. ชั้นต่ำ ได้แก่ ผู้รู้จักปฏิญาณตนเองเอาพระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งอาศัย ตั้งใจปฏิบัติตามคำสั่งสอนด้วยดี ละทิ้งประเพณีที่งมงายและเชื่อมงคลตื่นข่าว จะเชื่ออะไรต้องพิจารณาเหตุผลเสียก่อน คนพวกนี้เรียกว่า สาธุชน
  2. ชั้นกลาง หมายถึง ผู้ปฏิบัติจนเชื่อต่อพระรัตนตรัยอย่างแน่นแฟ้นไม่เสื่อมคลาย รู้เท่าทันสังขาร พยายามสละความยึดมั่นถือมั่นให้น้อยลง มีจิตเข้าถึงธรรมสูงขึ้นเป็นขั้นๆ ท่านเหล่านี้เรียกว่าพระอริยบุคคล คือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี
  3. ชั้นสูง ได้แก่ผู้ปฏิบัติจนกาย วาจา ใจ เป็นพุทธะ เป็นผู้พ้นจากโลก อยู่เหนือโลก หมดความยึดถืออย่างสิ้นเชิง เรียกว่า พระอรหันต์ ซึ่งเป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุด

การทำตนให้เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์

ศีลนั้น คือระเบียบควบคุมรักษากายวาจาใจให้เรียบร้อย ว่าโดยประเภทมีทั้งของชาวบ้านและของนักบวช แต่เมื่อกล่าวโดยรวบยอดแล้วมีอย่างเดียว คือ เจตนา ในเมื่อเรามีสติระลึกได้อยู่เสมอเพื่อควบคุมใจให้รู้จักละอายต่อการทำชั่วเสียหาย และรู้สึกตัวกลัวผลของความชั่วจะตามมา พยายามรักษาใจให้อยู่ในแนวทางแห่งการปฏิบัติที่ถูกที่ควรเป็นศีลอย่างดีอยู่แล้ว ตามธรรมดา เมื่อเราใช้เสื้อผ้าที่สกปรกและตัวเองก็สกปรก ย่อมทำให้จิตใจอึดอัดไม่สบาย แต่ถ้าหากเรารู้จักรักษาความสะอาดทั้งร่างกายและเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ย่อมทำให้จิตใจผ่องใสเบิกบาน ดังนั้นเมื่อศีลไม่บริสุทธิ์เพราะกายวาจาสกปรก ก็เป็นผลให้จิตใจเศร้าหมอง ขัดต่อการปฏิบัติธรรม และเป็นเครื่องกั้นใจมิให้บรรลุถึงจุดหมาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจิตใจที่ได้รับการฝึกมาดีหรือไม่เท่านั้น เพราะใจเป็นผู้สั่งให้พูดให้ทำ ฉะนั้นเราจึงต้องมีการฝึกจิตใจต่อไป

การฝึกสมาธิ

การฝึกสมาธิ ก็คือการฝึกจิตของเราให้ตั้งมั่นและมีความสงบเพราะตามปกติ จิตนี้เป็นธรรมชาติดิ้นรน กวัดแกว่ง ห้ามได้ยาก รักษาได้ยาก ชอบไหลไปตามอารมณ์ต่ำๆ เหมือนน้ำชอบไหลสู่ที่ลุ่มเสมอ พวกเกษตรกรเขารู้จักกั้นน้ำไว้ทำประโยชน์ในการเพาะปลูกต่างๆ มนุษย์เรามีความฉลาดรู้จักเก็บรักษาน้ำ เช่น กั้นฝาย ทำทำนบทำชลประทาน เหล่านี้ก็ล้วนแต่กั้นน้ำไว้ทำประโยชน์ทั้งนั้น พลังงานไฟฟ้าที่ให้ความสว่างและใช้ทำประโยชน์อื่นๆ ก็ยังอาศัยน้ำที่คนเรารู้จักกั้นไว้นี่เอง ไม่ปล่อยให้มันไหลลงที่ลุ่มเสียหมด ดังนั้นจิตใจที่มีการกั้นการฝึกที่ดีอยู่ ก็ให้ประโยชน์อย่างมหาศาลเช่นกัน ดังพระพุทธองค์ตรัสว่า “จิตที่ฝึกดีแล้ว นำความสุขมาให้ การฝึกจิตให้ดีย่อมสำเร็จประโยชน์” ดังนี้เป็นต้น เราสังเกตดูแต่สัตว์พาหนะ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย ก่อนที่เราจะเอามาใช้งานต้องฝึกเสียก่อน เมื่อฝึกดีแล้วเราจึงได้อาศัยแรงงานมันทำประโยชน์นานาประการ

จิตที่ฝึกดีแล้วมีคุณค่ามากมาย

ท่านทั้งหลายก็ทราบแล้ว จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมมีคุณค่ามากมายกว่ากันหลายเท่า ดูแต่พระพุทธองค์และพระอริยสาวก ได้เปลี่ยนภาวะจากปุถุชนมาเป็นพระอริยบุคคล จนเป็นที่กราบไหว้ของคนทั่วไปและท่านยังได้ทำประโยชน์อย่างกว้างขวางเหลือประมาณที่เราๆจะกำหนด ก็เพราะพระองค์และสาวกได้ผ่านการฝึกจิตมาด้วยดีแล้วทั้งนั้น จิตที่เราฝึกดีแล้วย่อมเป็นประโยชน์แก่การประกอบอาชีพทุกอย่าง ยังเป็นทางให้รู้จักทำงานด้วยความรอบคอบ ไม่เป็นคนหุนหันพลันแล่น ทำให้ตนเองมีเหตุผล และได้รับความสุขตามสมควรแก่ฐานะ

การฝึกอานาปานสติภาวนา

การฝึกจิตมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน แต่วิธีที่เห็นว่ามีประโยชน์และเหมาะสมที่สุด ใช้ได้กับบุคคลทั่วไป วิธีนั้นเรียกว่า อานาปานสติ-ภาวนา คือ มีสติจับอยู่ที่ลมหายใจเข้าและหายใจออก ที่สำนักนี้ให้กำหนดลมที่ปลายจมูกโดยภาวนาว่าพุทโธ ในเวลาเดินจงกรม และนั่งสมาธิ ก็ภาวนาบทนี้ จะใช้บทอื่น หรือจะกำหนดเพียงการเข้าออกของลมก็ได้ แล้วแต่สะดวก ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าพยายามกำหนดลมเข้าออกให้ทันเท่านั้น การเจริญภาวนาบทนี้จะต้องทำติดต่อกันไปเรื่อยๆ จึงจะได้ผล ไม่ใช่ว่าทำครั้งหนึ่งแล้วหยุดไปตั้งอาทิตย์สองอาทิตย์ หรือตั้งเดือนจึงทำอีก อย่างนี้ไม่ได้ผล พระพุทธองค์ตรัสสอนว่า ภาวิตา พหุลีกตา อบรมกระทำให้มาก คือทำบ่อยๆ ติดต่อกันไป

ใช้สติกำหนดลมหายใจเพียงอย่างเดียว

การฝึกจิตใหม่ๆ เพื่อให้ได้ผล ควรเลือกหาที่สงบ ไม่มีคนพลุกพล่าน เช่น ในสวนหลังบ้าน หรือต้นไม้ที่มีร่มเงาดีๆ แต่ถ้าเป็นนักบวชควรแสวงหาเรือนว่าง (กระท่อม) โคนไม้ ป่า ป่าช้า ถ้ำ ตามภูเขา เป็นที่บำเพ็ญ เหมาะที่สุด เราจะอยู่ที่ใดก็ตาม ใช้สติกำหนดลมหายใจอย่างเดียว แม้จิตใจจะคิดไปเรื่องอื่น ก็พยายามดึงกลับมาทิ้งเรื่องอื่นๆทั้งหมด โดยไม่พยายามคิดถึงมัน รู้ให้ทันกับความคิดนั้นๆ เมื่อทำเข้าบ่อยๆ จิตจะสงบลงเรื่อยๆ เมื่อจิตสงบตั้งมั่นแล้ว ถอยจิตนั้นมาพิจารณาร่างกาย ร่างกายคือขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้เห็นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หาตัวตนไม่ได้ มีแต่ธรรมชาติไหลไปตามเหตุตามปัจจัยเท่านั้น สิ่งทั้งปวงตกอยู่ในลักษณะที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้น ความยึดมั่นต่างๆ จะน้อยลงๆ เพราะเรารู้เท่าทันมัน เรียกว่าเกิดปัญญาขึ้น

ปัญญาเกิดเมื่อจิตดีแล้ว

เมื่อเราใช้จิตที่ฝึกดีแล้วพิจารณารูปนามอยู่อย่างนี้ ให้รู้แจ้งแน่ชัดว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ปัญญารู้เท่าทันสภาพความเป็นจริงของสังขารที่เกิด เป็นเหตุให้เราไม่ยึดถือหรือหลงใหล เมื่อเราได้อะไรมาก็มีสติ ไม่ดีใจจนเกินไป เมื่อของสูญหายไป ก็ไม่เสียใจจนเกิดทุกขเวทนา เพราะรู้เท่าทัน เมื่อประสบความเจ็บไข้หรือได้รับทุกข์อื่นๆ ก็มีการยับยั้งใจ เพราะอาศัยจิตที่ฝึกมาดีแล้ว เรียกว่ามีที่พึ่งทางใจเป็นอย่างดี สิ่งเหล่านี้เรียกได้ว่าเกิดปัญญารู้ทันตามความเป็นจริง ที่จะเกิดปัญญาเพราะมีสมาธิ สมาธิจะเกิดเพราะมีศีล มันเกี่ยวโยงกันอยู่อย่างนี้ ไม่อาจแยกออกจากกันไปได้

ลมหายใจกับศีล สมาธิ ปัญญา

สรุปได้ความดังนี้ อาการบังคับตัวเองให้กำหนดลมหายใจ ข้อนี้เป็นศีล การกำหนดลมหายใจได้และติดต่อกันไปจนจิตสงบ ข้อนี้เรียกว่าสมาธิ การพิจารณากำหนดรู้ลมหายใจว่าไม่เที่ยง ทนได้ยากมิใช่ตัวตน แล้วรู้การปล่อยวาง ข้อนี้เรียกว่า ปัญญา การทำอานาปานสติภาวนา จึงกล่าวได้ว่าเป็นการบำเพ็ญทั้งศีล สมาธิ ปัญญา ไปพร้อมกัน และเมื่อทำศีล สมาธิ ปัญญา ให้ครบ ก็ชื่อว่าได้เดินทางตามมรรคมีองค์แปด ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นทางสายเอกประเสริฐกว่าทางทั้งหมด เพราะจะเป็นการเดินทางเข้าถึงพระนิพพานเมื่อเราทำตามที่กล่าวมานี้ ชื่อว่าเป็นการเข้าถึงพุทธธรรมอย่างถูกต้องที่สุด

ผลจากการปฏิบัติสมาธิภาวนา

เมื่อเราปฏิบัติตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้วนั้น ย่อมมีผลปรากฏตามระดับจิตของผู้ปฏิบัตินั้นๆ ซึ่งแบ่งเป็น 3 พวก ดังต่อไปนี้

  1. สำหรับสามัญชนผู้ปฏิบัติตาม ย่อมทำให้เกิดความเชื่อในคุณพระรัตนตรัย ถือเอาเป็นที่พึ่งได้ ทั้งเชื่อตามผลกรรมว่า ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว จะทำให้ผู้นั้นมีความสุขความเจริญยิ่งขึ้น เปรียบเหมือนได้กินขนมที่มีรสหวาน
  2. สำหรับพระอริยบุคคลชั้นต่ำ ย่อมมีความเชื่อในคุณพระรัตนตรัยแน่นแฟ้นไม่เสื่อมคลาย เป็นผู้มีจิตใจผ่องใส ดิ่งสู่นิพพานเปรียบเหมือนคนได้กินของหวาน ซึ่งมีทั้งรสหวานและมัน
  3. สำหรับท่านผู้ได้บรรลุอรหัตตผล ย่อมมีความหลุดพ้นจากห้วงทุกข์ทั้งปวง เพราะเป็นพุทธะแล้ว พ้นจากโลก อยู่จบพรหมจรรย์เปรียบเหมือนได้กินของหวาน ที่มีทั้งรสหวาน มัน และหอม

จงรีบสร้างบารมีด้วยการทำดี

เราท่านทั้งหลายได้มีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา เป็นการยากแท้ที่สัตว์ทั้งหลายล้านตัวไม่มีโอกาสอย่างเรา จงอย่าประมาท รีบสร้างบารมีให้แก่ตนด้วยการทำดี ทั้งชั้นต้น ชั้นกลาง และชั้นสูง อย่าปล่อยให้เวลาเสียไปโดยเปล่าปราศจากประโยชน์เลย ฉะนั้น ควรจะทำตนให้เข้าถึงพุทธธรรมเสียแต่วันนี้

 

ขอฝาก ภาษิตว่า “เที่ยวทางเวิ้งเหิงนานมันสิค่ำ เมานำต่าบักหว้ามันสิช้าค่ำทาง”

Read Full Post »