Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

น้อมจิตรำลึก สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
เพราะอีกไม่นานจะเหลือแค่คำสอน (ของพ่อ)
ที่ตราตรึงใจ ตราบนานเท่านาน

19399306_1872622329418257_3217312653506119648_n

เรื่องของการพลิกแพลงเพื่อเสริมปัญญานี้ ได้ปรากฏในพระบรมราโชวาทขององค์พ่อหลวง เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ความสำคัญตอนหนึ่งว่า

“ที่พูดถึงคนที่มีความรู้ถ้ามีความคิดพลิกแพลงได้ ก็ทำอะไรได้มาก นายทหารคนนั้นก็เรียนจากนายร้อยพระจุลจอมเกล้า สอนอะไรก็ดีเหมือนกัน แต่ไม่ได้สอนทำระเบิด แต่มีราก ฐานความคิดที่แหวกแนว ถ้ามีความคิดตั้งแต่เด็ก ก็สนใจที่จะพัฒนาอะไรๆ ได้มาก ถ้ามีความคิดสูง ยิ่งดี

ที่ในหลวงพูดเร็วๆ นี้ พวกนักเรียนไปแข่งขันโอลิมปิก ไม่ใช่วิ่งหรือกีฬา แต่โอลิมปิกวิชาการครั้งหลังนี้ไป นับว่าดีขึ้นได้เหรียญทองมาเพิ่มเติม แต่ก่อนไม่ได้ อันนี้สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พี่สาวสนใจมาก มาบ่นว่า นักเรียนมีความรู้ไม่พอ เพราะฐานรากไม่พอ ไม่ดี และฐานรากมาจากไหน มาจากโรงเรียนตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม ถึงขั้นอุดมศึกษา ต้องพัฒนาให้ดี และพัฒนาวิธีความคิด วิธีคิดให้มีความซุกซนในความรู้ เมื่อซุกซนก็อยากเรียนรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ”

ในพระบรมราโชวาทนี้ องค์พ่อหลวงได้ตรัสแนะนำให้พสกนิกรรู้จักที่จะ “ซุกซนในความรู้” ซึ่งหมายความถึง ใฝ่รู้ สนุกไปกับการเรียน เมื่ออยากรู้อะไรก็ควรซอกแซกซุกซน ทำให้ตนได้รู้ ซึ่งต้องยอมรับว่าเด็กหลายคน พยายามจะซุกซนในความรู้ แต่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ นี่เองที่อาจคร่าอาการซุกซนของเด็กๆ ไป

เช่น เด็กพยายามถามไถ่เรื่องความรู้บางอย่าง แล้วหากผู้ใหญ่ไม่รู้ก็จะบอกปัดให้เด็กๆ ไปถามคนอื่น หรือไม่ก็ตอบด้วยท่าทีหงุดหงิดรำคาญ ทำให้เด็กๆ ไม่กล้าถามอีกในคราวต่อไป

หรือไม่ก็ตอบแบบข้างๆ คูๆ จนทำให้เด็กรู้อย่างผิดๆ ยิ่งถ้าเด็กถามในสิ่งที่ผู้ใหญ่คนนั้นไม่รู้ ผู้ใหญ่คนนั้นก็อาจตอบอย่างไม่น่าให้อภัยว่า “ถามอะไรเนี่ย ไร้สาระ” หรือ “เด็กๆ จะรู้ไปทำไม ไปทำอย่างอื่นไป”

ผู้ใหญ่จึงควรสอนตนเองไปพร้อมๆ กันว่า เราต้องสนับสนุนให้เด็กซุกซนในความรู้ หากอันไหนเราไม่รู้ ตอบเด็กไม่ได้ก็อย่าหงุดหงิดหรือคิดว่าเสียฟอร์ม แต่จงมองไปที่เรื่องสำคัญกว่าคือ ทำอย่างไรถึงจะทำให้เด็กคนนั้นได้รู้

เช่น เราอาจช่วยชี้แนะให้เด็กไปถามคนที่น่าจะรู้ หรือไม่เราก็ร่วมมือกับเด็กในการค้นคว้า แบบนั้นจะทำให้เด็กรู้สึกสนุก และรู้สึกว่าเราก็ให้ความสำคัญกับเขา รู้สึกว่าผู้ใหญ่ก็ใฝ่รู้เหมือนกัน อันจะเป็นการครองปัญญาและครองใจคน (แบบคนต่างวัย) ได้ไปในตัวทีเดียว

ร่วมกันซุกซนทางความรู้กับเด็ก เวลาเด็กพูดเสนออะไรแปลกๆ มาอย่าเพิ่งคิดว่าเด็กเพี้ยน แต่เขาอาจกำลังใช้ความคิดสร้างสรรค์และใช้ความซุกซนทางปัญญาอยู่ก็ได้ เราควรสนับสนุนให้เขาใช้พลังแห่งจินตนาการให้มากขึ้น และกล้าใช้ปัญญาให้มากขึ้น ไม่ใช่ไปขัดให้เขาหยุดพลังการคิดซุกซนอันสร้างสรรค์นั้นลง

ผู้ใหญ่ก็ควรซุกซนในความรู้เช่นกัน อะไรที่ไม่รู้ก็ทำให้ตนเองรู้ อย่าคิดว่าตัวเองรู้หมด เพราะบางครั้งความรู้ที่เรารู้มาอาจผิดก็ได้ และอย่าดันทุรังคิดว่าตนเองคิดถูกต้องที่สุดเสมอไป เนื่องจากความรู้ไหมมีเกิดขึ้นอยู่เสมอ

พรวิเศษของพ่อ
เพื่อความสุขและความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต

19059605_1862126870467803_2552130070126664216_n

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ในความตอนหนึ่งว่า

“…การจะทำงานให้มีประสิทธิผลและให้ดำเนินไปได้โดยราบรื่น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำด้วยความรับผิดชอบอย่างสูง ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง ไม่บิดเบือนจุดประสงค์ที่แท้จริงของงานสำคัญที่สุดต้องเข้าใจความหมายของคำว่า ความรับผิดชอบ ให้ถูกต้อง…”

ความจริงเป็นเช่นไรเราต้องเอามาวิเคราะห์ นั่นถึงจะก่อให้เกิดประโยชน์ และยิ่งเรากล้าเผชิญความจริง (ไม่ว่าดีหรือร้าย) มากเท่าไร เราก็จะยิ่งไปสู่ความสำเร็จได้ไวเท่านั้น เพราะลองคิดดู ว่าหากคุณทำผิดพลาด แต่คุณกลับพยายามกลบเกลื่อน หรือไม่ก็พยายามสร้างความสำเร็จปลอมๆ ออกมาเพื่อให้งานเสร็จแบบขอไปที

เช่น คุณได้รับมอบหมายงานชิ้นหนึ่ง แต่งานนั้นเกิดมีปัญหา ทว่าคุณกลับยังส่งงานนั้น พร้อมกลบเกลื่อนร่องรอยแห่งความผิดพลาด (แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่แท้จริง) แม้ในครั้งนั้นคุณจะได้ส่งงานทันกำหนด แต่สักวันสิ่งที่คุณกลบเกลื่อน ก็จะออกมาสร้างความเดือดร้อนให้กับคุณได้

และเมื่อความผิดที่คุณพอกไว้เผยออกมา ผลที่ได้รับ อาจทำให้คุณถึงขั้นโดนโทษทางวินัยไล่ออกก็เป็นได้ อีกทั้งยังอาจสร้างความเสียหายให้กับองค์กรด้วย

การยอมรับความจริงก็เหมือนกับการยอมรับความผิด แม้เราจะโดนตำหนิบ้าง แต่สิ่งที่เราจะได้มาคือความเชื่อถือจากคนอื่นๆ เนื่องจากเรามีความซื่อสัตย์ และคดโกง ไม่ปกปิดความผิดตน แบบนั้นจะทำให้ใครๆ พากันชื่นชม หัวหน้าที่ดีก็จะไม่ลงโทษเราหนัก มันย่อมดีกว่าปิดไปให้เขาเอามาลงโทษทีหลังแน่นอน

การมองที่ความจริงยังป็นวิธีการพัฒนาตนเองที่ดีเยี่ยม เพราะเราจะสามารถค้นพบจุดอ่อนที่เรามี จุดบกพร่องที่รอให้ตนเองทำการปรับปรุง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจุดอ่อนพวกนี้เราจะมองไม่ออก

ต้องรอให้เกิดปัญหาแล้ว เราถึงจะมองออกได้ แต่ถ้าเราเอาแต่ปกปิดไม่ยอมคิดมองจุดอ่อนนั้น ก็เท่ากับเราปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป และในอนาคตเจ้าจุดอ่อนเจ้ากรรม อาจกลับมาทำให้เราเจอเรื่องลำบากอีกก็ได้… กำจัดมันแต่เนิ่นๆ ดีกว่า

ธรรมะแห่งองค์พระราชา

การสร้างบุญไม่ใช่เรื่องยาก

“แม้แต่ดอกไม้ราคาถูกก็เป็นบุญที่ยิ่งใหญ่ได้”

19225098_1865839970096493_2982533170794339781_n

เป็นที่ทราบดีว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงให้ความสำคัญกับศาสนาทุกศาสนา และส่วนพระองค์เองนั้นทรงให้ความนับถือในพระพุทธศาสนา

ทรงมีความเข้าใจอย่างดียิ่งในเรื่อง หลักธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเฉพาะเรื่องการสร้างบุญบารมี

บุญบารมีเป็นเครื่องชำระล้างใจให้สะอาด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาสร้าง เพราะความสุขที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นจากวัตถุ แต่เกิดจากการคลายความยึดมั่นถือมั่น จิตที่สงบจากกิเลส

ทรงมี พระราชดำรัส ครั้งเมื่อ พระครูใบฎีกาเล็ก ญานุตตโร และคณะ เฝ้าถวายต้นเทียนพรรษาและเงิน เพื่อโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันพุธที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๐. ความว่า

“… เพราะว่าทำสิ่งที่ดีที่งามที่ดีที่ชอบ ก็ต้องประสบความดี กรรมดีก็สนองด้วย แล้วก็มีความก้าวหน้า

ในเวลาเดียวกัน บางคนก้าวหน้ารวยมาก ร่ำรวย มีทรัพย์สมบัติมาก แต่ไม่มีความสุขเลย เพราะว่าทำจิตไม่ผ่องใส บางทีคนก็เก่ง ทำงานทำการเก่ง แล้วก็ทำมาหากินได้เงินได้ทองเยอะแยะ

แต่ว่าในเวลาเดียวกัน เมื่อได้เงินได้ทองมาแล้วไม่มีความสุข มีบางคนที่บอกว่า โอ๊ย… เงินทองเยอะแยะ ไม่รู้จะไปใช้อะไร น่าแปลกว่า คนมีเงินมีทองมากไม่รู้ว่าจะไปใช้ทำอะไร อันนี้ก็หมายความว่า เขาไม่ได้มีความสุข

แต่ว่าผู้ที่ทำงานทำการมีเงินมีทอง ได้มีฐานะดีขึ้น ในเวลาเดียวกัน สามารถที่จะใช้เงินทองในทางที่ดีที่งาม แล้วก็ทำให้เกิดความสุข

ผู้นั้นนะเป็นผู้โชคดีจริงๆ ผู้นั้นเป็นผู้ที่มีความสำเร็จจริงๆ

อย่างที่เคยบอกกับท่านว่า เมื่อเข้าวัด เอาดอกไม้ไป จะเป็นดอกไม้ก็ตาม เป็นดอกไม้ใส่ในแจกันก็ตาม ไปวางที่พระพุทธรูป เห็นสวยงาม จัดการให้ดี นั้นนะเป็นการบูชาพระ

เราเป็นผู้ที่ผ่องใส
เราจะเป็นผู้ที่กำลังมีความสุข

“เพราะแม้แต่ดอกไม้ดอกเดียวซึ่งไม่มีราคาค่างวดมากนัก แต่ว่าเป็นความสุขมากถ้าทำด้วยจิตใจที่ผ่องใส”

จิตใจที่ดี มีศรัทธาเลื่อมใส ถ้าหากว่าเรามีเงินมากขึ้น เราก็ไปทำบุญเพิ่มขึ้น ทำบุญด้วยจิตใจที่เป็นกุศลแท้ก็ทำให้มีความสุข นี่เป็นกุศลที่แน่นอน

อย่างเช่น ครั้งพุทธกาล ผู้ที่จนมากได้ร่วมกุศลกับเศรษฐี เศรษฐีก็ใช้เงินเป็นจำนวนถ้าอย่างสมัยนี้ก็เป็นล้านบาท

ส่วนผู้ที่จนนั้นนะก็ไปหาเงินมาได้มาถ้าสมัยนี้ก็เรียกว่าห้าบาทหรือสิบบาท ไม่มากนัก

แต่ว่าห้าบาทกับสิบบาทเปรียบเทียบกับล้านบาท เปรียบเทียบกันไม่ได้

แต่อย่างไรก็ตาม ในสมัยพุทธกาลนั้น ผู้ที่ได้ทำบุญเล็กน้อยได้ผลบุญมากก็มี ท่านว่ากันว่า เทวดาบนสวรรค์แซ่ซ้องจนกระทั่งฟังเสียงได้

ว่าผู้ที่จนนั่นนะให้หมดทั้งหมด แล้วเทวดาก็แซ่ซ้อง หมายความว่า ผู้ที่ทำบุญด้วยจิตใจที่อิ่มใจได้บุญมาก …”

พระราชดำรัสนี้ชี้ความกระจ่างใจให้เราทุกคนในเรื่องการสร้างบุญที่ถูกต้อง ดีงาม ตรงกับความเป็นจริง และตรงกับคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บุญนั้นสำเร็จที่เจตนาบริสุทธิ์ วัตถุบริสุทธิ์ และ ผู้รับบริสุทธิ์ ผลบุญจึงมากมายประมาณไม่ได้ทีเดียว

นี่คือในหลวงของปวงชนชาวไทย

ท่านใดที่ต้องการสร้างบุญใหญ่ด้วยการเป็นเจ้าภาพ
“ธรรมะพระเจ้าอยู่หัว” และ “คู่พระบารมี”
สุดยอดหนังสือธรรมทานแห่งภพชาตินี้
เพียงเล่มละ 19 บาท ความหนา 128 หน้า
ติดรายชื่อฟรี
สั่งได้แล้ววันนี้หรือสอบถามรายละเอียด
โทร.-095-6900444 Line id 0956900444
หรือสั่งผ่านข้อความในเฟซบุ๊คนี้
ขอให้กัลยาณมิตร กัลยาณธรรม ทุกท่าน
พบแต่ความสุข ความเจริญ รุ่งเรืองตลอดไป
สาธุ สาธุ สาธุ
ทีมงาน ธ.ธรรมรักษ์

การสร้างบุญกับในหลวง
และพระบรมวงศานุวงศ์
ได้บุญมาก เพราะบารมีธรรมอันสูงสุด
ดุจดังสร้างบุญกับพระโพธิสัตว์ บุญจึงมากประมาณไม่ได้

19029601_1860561810624309_3051317234034818666_n

การสร้างบุญร่วมกับผู้ที่มีเนื้อนาบุญสูงนั้น ได้ชื่อว่าเป็นการสร้างบุญที่ถูกต้องคือ ผู้นั้นเป็นผู้มีศีล มีภูมิธรรมและปัญญาสูง อีกทั้งจริยวัตรก็งามพร้อม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 นั้นทรงมีคุณบัติดังกล่าวครบถ้วนทุกประการ

ในหน้าข่าวที่เราได้เห็นได้ยินกันจนเคยชินก็คือ ได้ยินว่ามีบุคคลหรือคณะบุคคลต่างๆ นำเงินรายได้จากกิจกรรมต่างๆ มามอบให้พระองค์โดยเสด็จ “พระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย”

แปลความว่า ให้เพื่อนำไปสร้างบุญ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงนำเงินที่ผู้คนมากมายนั้นไปบำเพ็ญกุศลในโอกาสต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สุงสุด

ดังนั้นการที่ใครก็ตามได้มีโอกาสร่วมสร้างบุญกับในหลวงจึงได้ชื่อว่าได้สร้างบุญบารมีใหญ่ และการที่พระองค์ได้รับคำยกย่องจากครูบาอาจารย์ผู้มีอภิญญาหยั่งรู้ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า

“ในหลวงของเราเป็นพระโพธิสัตว์ผู้มีเมตตาสูง ที่บำเพ็ญบารมีมาหลายภพชาติ”

พระยานรรัตนราชมานิต (ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ) วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานครกล่าวถึงในหลวงว่า

“ในหลวงพระองค์นี้ ท่านเป็นพระโพธิสัตว์นะ”

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย แห่งวัดป่าสาลวัน นครราชสีมา ได้กล่าวไว้กับลูกศิษย์คนหนึ่ง เมื่อครั้งที่บวชอยู่กับท่านฯ ว่า

“วันหนึ่งข้างหน้า ในหลวงจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งของโลก”

ครั้งหนึ่งพระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ เทศน์ก่อนทำกรรมฐาน ณบ้านอนุสาวรีย์ เมื่อวันเสาร์ที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ความตอนหนึ่งที่กล่าวถึงการสร้างบุญกับในหลวงว่า

“…ถ้ามีวิธีใดก็ตาม ที่คิดว่าเราจะสร้างกุศล สร้างกำลังกายกำลังใจ เพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเจริญยิ่งยืนนานต่อไปได้ ให้ขวนขวายและเร่งทำกันให้มากไว้

โดยเฉพาะในส่วนของหลักธรรมต่าง ๆ ถ้าเรายึดถือและปฏิบัติกระทำโดยพร้อมเพรียงกัน ประเทศชาติจะสงบร่มเย็น เพราะว่าต่างคนต่างทำความดี ต่างคนต่างตัดรัก โลภ โกรธ หลง ของตนเอง ไม่ไปกระทบกระทั่งใคร ไม่แห่ตามข่าวลือต่าง ๆ ไป ถ้าเป็นดังนั้นในหลวงท่านก็คงมีกำลังใจที่จะอยู่ไปอีกสักระยะหนึ่ง…”

การสร้างบุญกับพระองค์ท่านได้บุญ 2 ต่อคือ

บุญต่อแรก การสร้างบุญที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการในพระราชดำริทุกโครงการนั้น เงินทุกบาทนั้น ถูกนำไปใช่เพือ่ประโยชน์สุขแก่คนทุกคน บุญนี้เป็นบุญใหญ่ที่เป็นมหาทานบารมี

บุญต่อที่สอง การสร้างบุญกับผู้มีภูมิธรรมระดับพระโพธิสัตว์ที่กำลังบำเพ็ญบารมีนั้นบุญจะเชื่อมถึงกันกับผู้ร่วมสร้างอย่างมากมายมหาศาล

การสร้างบุญกับในหลวงทำได้ง่ายๆ กระจายไปได้ทุกโครงการในพระราชดำริ ทีละเล็กละน้อย ไม่จำเป็นต้องทุ่มกำลังคราวละมากๆ ทำบ่อยๆ ตามที่มีโอกาสตามเหตุปัจจัย

จากนั้นตั้งจิตอธิษฐานรวมบุญเป็นมหากุศลให้ดี ด้วยใจบริสุทธิ์ไม่โลภ บุญที่กลับมานั้นจะยิ่งมหาศาล ดังคำกล่าวของ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ที่ว่า “ยิ่งเอายิ่งอด ยิ่งสละหมดมันยิ่งได้” นั้นก็พอยืนยันเรื่องดังกล่าวได้

ท่านใดที่ต้องการสร้างบุญใหญ่ด้วยการเป็นเจ้าภาพ

คำสอนพ่อ
ที่คนไทยทุกคน
ที่รักพระองค์
ควรทำถวายเป็นพระราชกุศล

19029691_1856689407678216_1272002031958814684_n

“ปิดทองหลังพระ”

คนเรานั้นต้องการการยอมรับจากผุ้อื่น ต้องการเป็นที่รัก ต้องการการนับหน้าถือตาซึ่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของโลก

แต่ทว่าการสร้างความดีต่างๆ นั้นเป็นเรื่องที่ไม่พึงหวังผลเฉพาะหน้า หรือเพื่อประโยชน์ของตนเองแต่พึงทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของผู้อื่น

“การปิดทองหลังพระนั้น เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิด ว่าที่จริงแล้วคนโดยมาก ไม่ค่อยชอบปิดทองหลังพระ
กันนัก เพราะนึกว่าไม่มีใครเห็น

แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้า ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้”

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๐๖

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ “พระสมเด็จจิตรลดา” หรือ “พระพิมพ์” ที่ในหลวงทรงสร้างด้วยพระองค์เองเพื่อแจกให้ข้าราชบริพาร ซึ่งหลังจากพระราชทานแล้ว ทรงมีพระบรมราโชวาทว่า

“ก่อนจะเอาไปบูชา ให้ปิดทองเสียก่อน แต่ให้ปิดเฉพาะข้างหลังพระเท่านั้น”

มีนายตำรวจผู้หนึ่งคือ พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร ที่ได้รับพระราชทาน มากราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตปิดทองที่หน้าพระบ้าง เนื่องจากเล่าว่า ทำหน้าที่ทั้งเหนื่อย หนัก และเสี่ยงอันตราย แต่กลับไม่เคยได้ขึ้นเงินเดือนหรือได้รับอะไรตอบแทนมากนัก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระบรมราชาธิบายด้วยว่า

“ที่ให้ปิดทองหลังพระก็เพื่อเตือนตัวเองว่า การทำความดีไม่จำเป็นต้องอวดใคร หรือประกาศให้ใครรู้ ให้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ และถือว่าความสำเร็จในการทำหน้าที่เป็นบำเหน็จรางวัลที่สมบูรณ์แล้ว”

ผมเอาพระเครื่องพระราชทานไปปิดทองที่หลังพระแล้ว ก็ซื้อกรอบใส่ หลังจากนั้นมา สมเด็จจิตรลดาหรือพระกำลังแผ่นดินองค์นั้น ก็เป็นพระเครื่องเพียงองค์เดียวที่ห้อยคอผม

หลังจากที่ไปเร่ร่อนปฏิบัติหน้าที่อยู่ไกลห่างพระยุคลบาท ผมได้มีโอกาสกลับไปเฝ้าฯ ที่วังไกลกังวลอีก…..ความรู้สึกเมื่อได้เฝ้าฯ นอกจากจะเป็นความปีติยินดีที่ได้พระยุคลบาทอีกครั้งหนึ่งแล้ว ก็มีความน้อยใจที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ ลำบาก และเผชิญอันตรายนานาชนิด บางครั้งจนแทบเป็นอันตรายถึงชีวิต

แต่ปรากฎว่ากรมตำรวจมิได้ตอบแทนด้วยบำเหน็จใดๆ ทั้งสิ้น ก่อนเสด็จขึ้นคืนนั้น

ผมจึงก้มลงกราบบนโต๊ะเสวย แล้วกราบบังคมทูลว่าใคร่ขอพระราชทานอะไรสักอย่างหนึ่ง……….

……..พระเจ้าอยู่หัวตรัสถามว่า “จะเอาอะไร?”

และผมก็กราบบังคมทูลอย่างกล้าหาญชาญชัยว่า

“จะขอพระบรมราชานุญาต ปิดทองบนหน้าพระ ที่ได้รับพระราชทานไป พระเจ้าอยู่หัวตรัสถามเหตุผลที่ผมขอปิดทองหน้าพระ

ผมกราบบังคมทูลอย่างตรงไปตรงมาว่า

“พระสมเด็จจิตรลดาหรือพระกำลังแผ่นดินนั้น นับตั้งแต่ได้รับพระราชทานไปห้อยคอแล้ว ต้องทำงานหนักและเหนื่อยเป็นที่สุด เกือบได้รับอันตรายร้ายแรงก็หลายครั้ง มิหนำซ้ำกรมตำรวจยังไม่ให้เงินเดือนขึ้นแม้แต่บาทเดียวอีกด้วย”

พระเจ้าอยู่หัวทรงแย้มพระสรวล (ยิ้ม) ก่อนที่จะมีพระราชดำรัสตอบด้วยพระสุรเสียงที่ส่อพระเมตตาและพระกรุณาว่า

“ปิดทองไปข้างหลังพระเรื่อยๆ แล้วทองจะล้นออกมาที่หน้าพระเอง”

ถึงวันนี้เเม้ไม่มีพระองค์ท่านอยู่เเล้ว เเต่ทุกพระราชดำรัส ทุกพระราชกรณียกิจยังคงอยู่

“พวกเราทุกคนต้องถือเอาเป็นมรดกที่รับพระราชทานมาแล้วใช้ต่อ คือใครทำหน้าที่อะไรก็ทำไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ หรือพ่อค้าต้องทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเหมือนที่พระเจ้าอยู่หัวทรงทำ เสียใจก็เสียใจแต่ไม่ควรจะมานั่งเสียใจเฉยๆ แต่คิดถึงพระองค์ท่านแล้วต้องเจริญตามรอยพระยุคลบาทให้ได้”

“ผมก็ตั้งใจเช่นกันว่าในช่วงเวลาอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก่อนที่ผมจะไม่อยู่แล้ว ถ้าทำอะไรที่ถวายพระเจ้าอยู่หัวได้ ผมจะทำถวายต่อไปเหมือนพระองค์ยังทรงอยู่กับเรา

นี่คือคุณธรรมและแบบอย่างอันสูงสุดของปวงชนชาวไทย
ด้วยพระบารมีปกเกล้าฯ

ก้าวข้ามขีดจำกัดของความสำเร็จ
“คำสอนของในหลวง”

18920352_1854017821278708_3750660891480748992_n

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยมหิดล ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร วันพฤหัสบดีที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ความตอนหนึ่งว่า

“…ผู้ปรารถนาความก้าวหน้า เมื่อประสบความสำเร็จในกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงไม่ควรหยุดยั้งพอใจอยู่เพียงเท่านั้น แต่ชอบที่จะยึดถือความสำเร็จทั้งนั้น เป็นรากฐานอันมั่นคงที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จ ที่ยิ่งสูงขึ้น และเป็นประโยชน์กว้างขวางขึ้น ถ้าบัณฑิตจะมีความคิดเห็นต่อความสำเร็จของตน ดังที่กล่าว แล้วยึดถือปฏิบัติแต่บัดนี้ ก็เชื่อว่าความเจริญก้าวหน้าจะเกิดมีขึ้น ทั้งแก่ตัวท่านเองและประเทศชาติ ต่อตามกันไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด…”

ความสำเร็จหนึ่งที่เราได้รับ อาจเป็นเหมือนขั้นบันไดที่นำเราไปสู่ความสำเร็จขั้นต่อไป เราจึงไม่ควรประมาทความสามารถตนเอง จงทำให้เต็มที่ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเราอาจเกิดมาเพื่อประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ก็ได้ แต่เพราะเราไม่กล้า ไม่พยายาม เราจึงได้รับความสำเร็จระดับธรรมดาเท่านั้น

ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า ความสำเร็จของเรานั้น นอกจากจะทำให้เกิดคุณค่าแก่ตนเองแล้ว ถ้าจะให้ดีก็ควรทำให้เกิดคุณค่าต่อคนรอบข้าง ต่อเพื่อนร่วมสังคมหรือร่วมประเทศด้วย ดังคำในพระราชดำรัสว่าเราทุกคนมีส่วนในการสร้างความก้าวหน้าให้กับประเทศทั้งสิ้น ดังนั้นความพยายามของเราจึงไม่ใช่เป็นการทำเพื่อให้ชีวิตตนได้รับสิ่งที่ดีเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลให้ประเทศของเราได้รับประโยชน์ตามไปด้วย

ทุกวันนี้คนบางส่วนมักสร้างความสำเร็จแบบที่เกิดผลประโยชน์ต่อตนเองเพียงผู้เดียว แต่ไม่ได้ให้อะไรกับสังคม แล้วดีไม่ดียังทำร้ายสังคม สร้างความล้าหลังเสื่อมโทรมให้กับประเทศอีกต่างหาก เราจึงควรพิจารณาให้ดีว่าความสำเร็จที่เราจะสร้างนั้น จะทำให้ประเทศไทยไปสู่ความวิวัฒน์ หรือ วิบัติ

เพราะเราคือส่วนหนึ่งของประเทศนี้ครับ อย่าคิดว่าเราสร้างความสำเร็จให้ตัวเองแล้ว แม้จะทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็ไม่สน เพราะคิดว่ามันไม่เกี่ยวอะไรกับเรา แต่อย่าลืมครับว่าทุกสิ่งเกี่ยวเนื่องกันเสมอ หากเรามีส่วนสร้างความสำเร็จไปพร้อมๆ กับสังคมที่เสื่อมโทรม ลูกหลานเรานั่นเองที่ต้องรับผลแห่งความเห็นแก่ตัวของเรา

คำพ่อสอน

“การทำงานที่ดี ต้องทำด้วยสติ
เต็มกำลัง และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม”

18921948_1851134074900416_7847982209095807591_n

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเน้นย้ำถึงประเด็นการทำงานอย่างสม่ำเสมอ เช่น พระราชดำรัสของพระองค์ท่านในการเสด็จออกมหาสมาคม ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยวันเสาร์ ที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๒ ในความตอนหนึ่งว่า

“… ความสุขความสวัสดีของข้าพเจ้า จะเกิดมีขึ้นได้ ก็ด้วยบ้านเมืองของเรา มีความเจริญมั่นคงเป็นปกติสุข ความเจริญมั่นคง ทั้งนั้นจะสำเร็จผลเป็นจริงได้ ก็ด้วยทุกคน ทุกฝ่ายในชาติ มุ่งที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน ให้เต็มกำลัง ด้วยสติรู้ตัว ด้วยปัญญารู้คิด และด้วยความสุจริตจริงใจ โดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ยิ่งกว่าส่วนอื่น

จึงขอให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่สำคัญ อยู่ในสถาบันหลักของประเทศ และชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทำความเข้าใจในหน้าที่ของตนให้กระจ่าง แล้วตั้งจิตตั้งใจให้เที่ยงตรง หนักแน่น ที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ส่วนรวมอันไพบูลย์ คือชาติบ้านเมือง อันเป็นถิ่นที่อยู่ที่ทำกินของเรา มีความเจริญมั่นคงยั่งยืนไป…”

ซึ่งเราทุกคนก็สามารถเห็นได้จากพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน ที่ทรงเสด็จไปทุกถิ่นแคว้นในแดนไทย ทรงงานอย่างหนักเพื่อชาวไทยทุกคน จึงเป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เกิดเป็นคนไทย ที่ได้เกิดมาอยู่ใต้ร่มเงาแห่งพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงทำทุกสิ่งเพื่อประชาชน พระองค์ทรงเป็นต้นแบบแห่งความเพียร ความขยัน และความตั้งมั่นในการดำรงหน้าที่ตน ที่เราชาวไทยทุกคนควรเจริญรอยตาม

ดังนั้นเราทุกคนจึงสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องทำงานตามบทบาทหน้าที่ของตนเองให้ดีอย่างที่สุด ดังพระราชดำรัสของพระองค์ท่านที่ทรงเน้นย้ำว่าประเทศชาติบ้านเมืองของเราจะเจริญมั่นคงได้ ก็ด้วยความตั้งใจการทำงาน ในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ อย่างเต็มความสามารถของพวกเราทุกคน

หากคนทุกฝ่ายทำงานของตนอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นคนระดับผู้นำประเทศ ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีเรื่อยมาจนถึงกำนันหรือนายอำเภอที่หากทำหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถแล้ว บ้านเมืองย่อมมีแต่ความสงบสุข ประชาชนจะได้มีเวลาไปทำหน้าที่ตนเองได้อย่างสะดวก ไม่ใช่ต้องมานั่งหนักใจกับปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นยามที่คนระดับผู้นำละเลย ไม่ทำงานให้เต็มกำลัง

สำหรับคนทั่วไปที่ไมได้รับราชการ แต่มีงานทำในอาชีพต่างๆ ไม่ว่าจะชาวนา ชาวไร่ คนใช้แรงงาน นักธุรกิจ นักลงทุน หมอ พยาบาล วิศวกร หรือแม้แต่นักบวชในศาสนาต่างๆ ก็มีบทบาทต่อสังคมด้วยกันทั้งสิ้น หากทุกคนสนใจในหน้าที่ของตน และทำงานอย่างสร้างสรรค์แล้ว ผลดีอีกทั้งความเจริญมากมายย่อมเกิดขึ้นกับประเทศของเราอย่างไม่ตองสงสัย

สิ่งที่ผมหมายมั่นที่สุดสำหรับบทนี้คือหวังว่าทุกท่านที่อ่านจะสามารถค้นพบแนวทางสำหรับการครองงานให้ประสบความสำเร็จ สร้างสรรค์ผลงานที่มีแต่จะสร้างความรุ่งเรืองมาสู่ตนและบ้านเมือง และที่สำคัญคือหมายมั่นให้ทุกท่านสร้างความสำเร็จได้ด้วยความสะอาด มิใช่ด้วยการคดโกง หรือเบียนเบียนผู้อื่น