Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

พรวิเศษของพ่อ
สิริมงคลสูงสุดแห่งชีวิต
ที่อยากให้ทุกคนได้รับรู้

20841105_1953477067999449_6182237038398098424_n

พรวิเศษของพระองค์ท่านก็คือ “คำสอนที่ดี” ในทุกๆ เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสอนโดยตรงกับเหล่าข้าราชบริพารที่ถวายงานใกล้ชิด

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นบุคคลผู้หนึ่งที่ได้ถวายงานใกล้ชิดกล่าวถึง “ความเป็นครูผู้สอน” ของพระองค์ท่านที่ท่านได้รับพรวิเศษอยู่ตลอดระยะเวลาที่รับราชการว่า

“เมื่อแรกเริ่มที่ผมเข้าไปถวายงานนั้น ผมไม่มีพื้นฐานความรู้เรื่องการเกษตร แต่กิจกรรมหลักของพระองค์ทรงเน้นในเรื่องการเกษตรเป็นหลัก พระองค์จึงมีเมตตาเริ่มสอนตั้งแต่แรกที่เข้าไปถวายงาน

คนไทยนั้นชอบเห็นพระเจ้าอยู่หัวแต่ไม่เคยมองพระเจ้าอยู่หัว ชอบได้ยินพระเจ้าอยู่หัวตรัส แตไม่เคยฟังทำไมผมจึงคิดเช่นนั้น ก็เพราะว่าประชาชนชาวไทยชื่นชมศรัทธาในพระองค์ท่าน ทุกคนต่างดีใจที่ได้เห็นพระองค์เสด็จฯ ไปที่ไหนก็ไปเข้าเฝ้าด้วยคามชื่นชมซาบซึ้งน้ำตาไหล

แต่การที่ผมบอกว่าไม่เคยมองคือเมื่อถามลึกลงไปว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทำอะไรอยู่ ทรงสอนอะไร ให้พรอะไร ไม่มีใครตอบได้ แต่เราพอใจกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาในลักษณะปัจจุบันทันด่วนเหมือนเราไปดูหนัง

แต่ความลึกซึ้งที่จะไปหาคำอธิบายอะไรต่างๆ ไม่ค่อยจะมีเท่าไหร่นักซึ่งแน่นอนเราชอบที่จะได้ยินรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชอบที่จะได้ยินพระดำรัสอวยพรในวันสำคัญ พระองค์รับสั่งคราใดก็จะรับสั่งในวันที่ ๔ ธันวาคมเนื่องในวันเฉลิมพระชนม์พรรษาทุกปี

และเย็นนั้นทุกคนก็ฟังรับชมการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ วันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ทุกฉบับตีพิมพ์พระราชดำรัส ผมคิดว่าหลายท่านก็ต้องอ่านแต่ถัดมาอีกสัปดาห์หนึ่ง ถ้าผมลองถามว่า เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคมที่ผ่านมาหรือสัปดาห์ที่แล้วพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งอะไร หรือ ให้พรอะไรในวันนั้นแทบจะไม่มีใครตอบผมได้

น้อยคนเหลือเกินที่จะตอบได้เพราะความชื่นชมประทับใจที่ได้เห็นพระองค์ได้ยินรับสั่งได้ผ่านไปแล้วซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง…”

พรวิเศษของพ่อดั่งแสงอาทิตย์สาดส่องนำทางแก่คนไทยทุกคนที่ทางสำนักพิมพ์ได้จัดทำขึ้นนี้เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้หวังอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อปวงชนชาวไทยให้ได้รับรู้พรวิเศษที่สำคัญของพระองค์ท่านรวมถึงเรื่องราวความรู้ต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสั่งสอนและทรงปฏิบัติให้ดูเป็นแบบอย่าง

พรวิเศษแต่ละข้อแต่ละอย่างของพระองค์ท่านก็เพื่อให้ประชาชนได้เดินตามรอยพระยุคลบาท ซ่างจะทำให้ประเทศชาติและคนไทยสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมีความสุขมั่นคงและยั่งยืน ตลอดจนสามารถดำรงเกียรติภูมิของความเป็นประเทศไทยและคนไทยตลอดไป

20768273_1949644518382704_178089203570563100_n

ในหลวง อย่าละทิ้งประชาชน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตอบ
“นั่นแหละ ทำให้เรานึกถึงหน้าที่ จึงต้องกลับมา”

“…ประเทศของเราต้องประสบกับวิกฤตการณ์ด้านต่างๆ ติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปี แต่ด้วยความรู้เท่าทันและความร่วมมือร่วมใจของคนไทยทุกคน ที่ช่วยกันประคับประคองแก้ไข บ้านเมืองของเราจึงยังมั่นคงเป็นปรกติอยู่ ใครจะไปไหนมาไหนก็ยังทำได้สะดวก การทำมาหากินก็ยังไม่ถึงกับฝืดเคืองนัก ทำให้มั่นใจได้ว่าหากจะมีอุปสรรค ปัญหา หรือเหตุไม่ปรกติใดๆ เกิดขึ้นคนไทยเราจะร่วมกันคิดอ่าน และช่วยกันปฏิบัติ แก้ไขให้ทุกสิ่งทุกอย่างคลี่คลายลุล่วงไปได้อย่างแน่นอน…”

พระราชดำรัส พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๔๕
วันจันทร์ ที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๔

คำสอนของพ่อ…
มงคลชีวิตสูงสุด ที่จะดำรงอยู่ใน
หัวใจปวงชนชาวไทยชั่วนิรันดร์…

20638278_1940088802671609_4191602804153593481_n

“เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เปรียบเหมือนเสาเข็มที่ถูกตอกลงรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็มและลืมเสาเข็มด้วยซ้ำไป

ชีวิตเราเหมือนสร้างบ้าน ขั้นแรกสุดต้องปักเสาเข็มเสียก่อน ต้องสร้างรากฐานก่อนมิฉะนั้นบ้านก็อยู่ไม่ได้”

โครงการแรกๆ ของพระองค์ที่หุบกระพง ต้องย้อนกลับไปเมื่อสัก ๕๐ ปีที่แล้ว หน่วยงานราชการจะเอารถแทรกเตอร์เข้าไป โดยมีบันทึกของผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีที่รับสนองพระบรมราชโองการ โดยบันทึกมีนัยสำคัญมากรับสั่งว่า

” อย่าเอาเครื่องจักรกลเข้าไปใช้กับประชาชนเร็วนัก ถ้าเร็วเกินไปเขาจะเคยตัว อีกหน่อยจะใช้จอบใช้เสียมไม่ได้”

ในส่วนของโครงการตามพระราชดำริทั้งหลายพระองค์ก็มุ่งเน้นหลักความประหยัดและพอเพียงก่อนคือเป็นไปได้และประหยัดเงิน ทรงหลีกเลี่ยงการสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนที่สุด

เพราะทรงตระหนักถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณจากหน่วยงานราชการ ในขณะเดียวกันก็ทรงคำนึงถึงผลกระทบหรือประโยชน์ส่วนได้ส่วนเสียของในพื้นที่ก่อนเป็นอันดับแรก

เหลืออีกเพียงไม่กี่วัน ที่จะได้ถวายความอาลัย
ร่วมส่งธรรม คำสอน
ตามรอยเท้าพ่อ ร.9. ให้ก้องโลก
ด้วยน้ำตาแห่งความจงรักภักดี…

20597526_1932406816773141_3248754315089565081_n

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุลเล่าให้ฟังถึงพระจริยวัตรที่พระองค์ทรงปฏิบัติอยู่เป็นประจำ

” รู้หรือไม่ว่าพระองค์ท่านทรงประหยัดมาก คงเคยเห็นหลอดยาสีพระทนต์ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เขากราบบังคลทูลขอมากันใช่หรือไม่ครับ

เห็นไหมพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้ยาสีพระทนต์อย่างไร เกลี้ยงเลยแล้วพวกเราประหยัดอย่างนั้นไหม พระองค์ไม่เคยยึดติดเรื่องวัตถุ คือก่อนหน้านั้นมหาดเล็กได้นำหลอดยาสีฟันใหม่ไปวางไว้ ทรงมีรับสั่งให้นำหลอดเก่ากลับมา แล้วรับสั่งกับทันตแพทย์ว่า

“ที่เหลืออยู่นี้ฉันยังใช้ได้ต่ออีก ๕ วัน”

เวลาที่พระองค์ทรงงาน พระองค์ก็ไม่ได้ประทับที่โต๊ะ พระองค์ประทับกับพื้นเพราะสะดวกดี มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมเข้าเฝ้าตั้งแต่เวลา ๑๕.๐๐ น. จนกระทั่งเวลา ๒๑.๐๐ น. พอทรงลุกขึ้น ก็รับสั่งว่า

“ไปนะ เสร็จงานแล้ว”

แต่ก็ไม่มีใครสามารถเดินไปส่งเสด็จที่รถได้สักคน ทุกคนนั่งหมอบกระแตกราบอยู่ตรงนั้นตายไปครึ่งตัวแล้ว สักพักจึงค่อยๆ ยืดขาลุกขึ้นได้นี่คือความเรียบง่ายของพระองค์และสมาธิที่ทรงพลังของพระองค์ ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ รับสั่งไว้ว่า

“สำนักงานของพระองค์คือห้องกว้างๆ ไม่มีเก้าอี้ ไม่มีชั้น แล้วท่านก็ก้มอยู่กับพื้น นี่คือพระเจ้าอยู่หัว”

ตามปกติพระองค์จะประทับพับเพียบตรงกลางแล้วพวกเราก็นั่งพับเพียบรอบๆ ส่วนสมเด็จพระเทพฯจะประทับพับเพียบข้างๆ พวกเราจะมีสองแถวซ้าย วันนั้นผมจับเวลาได้ทำสถิติไว้นั่งพับเพียบตั้งแต่ ๔ โมงเย็น ออกมาตอน ๓ ทุ่ม นั่งพับเพียบอยู่ ๕ ชั่วโมงรวด

ทรงมีรับสั่งว่า

“เวลาทำงานอยู่กับพื้นสะดวกดี ถ้าเป็นโต๊ะ เวลากางแผนที่จะไม่สะดวก”

เวลาถวายงานครึ่งชั่วโมงแรก เราก็นั่งพับเพียบกันตามกฎของราชสำนัก นั่งพับเพียบเรียบร้อยทีเดียว ตัวตรง พับเพียบขวาทับซ้าย ซ้ายทับขวา เก็บปลายขามือประสานอยู่ที่ตัก พอผ่านครึ่งชั่วโมงไม่ไหว เพราะตัวจะล้มท่าเดียว พูดง่ายๆ ก็คือเมื่อย

พอหลังจาก ๒-๓ ชั่วโมงถัดไป นอนเฝ้าฯ กันหมดทุกคนเลย ขาเหยียดไปข้างหลัง ทำทีว่าดูแผนที่ แล้วก็ค้างอยู่อย่างนั้น เป็นท่านอนเฝ้าฯ เวลานั่งพับเพียบเฝ้าฯ ต้องมีศิลปะ เวลาทรงมีรับสั่งกับทางซีกขวา ทางซ้ายจะรีบเปลี่ยนขาทันทีเลย คิดว่าไม่ได้ทอดพระเนตร เวลาพระองค์หันมาทางซีกซ้าย ทางขวาจะพลิกขาทันทีเลย แต่พลิกแล้วพลิกอีกก็ไม่อยู่นะ ทำอย่างไรก็ทนไม่ไหวเหมือนกัน

พอผ่านไปชั่วโมงที่ ๔ ทุกคนพับเพียบเรียบร้อยหมดไม่เปลี่ยนท่าเลย ก็เพราะตายกันไปครึ่งตัวแล้วขยับไม่ได้แม้แต่นิดเดียว

แต่ที่น่าแปลกก็คือ พระองค์ท่านทรงนั่งอยู่ท่าเดียวไม่ทรงเปลี่ยนท่าเลย ทรงมีระเบียบวินัย ทรงควบคุมพระวรกายได้อย่างสิ้นเชิง ทรงงานในลักษณะนั้นตลอดเลยทีเดียว…นี่คือพระเจ้าอยู่หัว”

จะเห็นได้ว่าพระจริยวัตรประจำวันและการทรงงานของพระองค์ท่านตั้งอยู่บนความประหยัด อดทน ไม่เคยใช้ของแพงใช้ทุกอย่างที่เป็นของธรรมดา เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพอันนำไปสู่การทำงานที่เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพคือโครงการในพระราชดำรินับพันโครงการด้วย

พระอัจฉรยะภาพ แห่งแรงบันดาลใจ
ความเพียรที่จะพัฒนาในด้านต่างๆ ของพ่อ
ส่งต่อถึงหัวใจประชาชนแล้ว…

20294229_1924401190907037_8808198358515316629_n

พระราชดำรัสที่องค์พ่อหลวงได้พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ เมื่อวันจันทร์ ที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๔

“…ความจริงแล้ว ถ้าเราพิจารณาดูสถานการณ์รอบตัวให้ทั่ว จะเห็นได้ว่าประเทศของเรา ต้องประสบกับวิกฤตการณ์ด้านต่างๆ ติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปี แต่ด้วยความรู้เท่าทัน และความร่วมมือร่วมใจของคนไทยทุกคนที่ช่วยกันประคับประคอง แก้ไข บ้านเมืองของเราจึงยังมั่นคงเป็นปกติอยู่ ใครจะไปไหนมาไหนก็ยังทำได้สะดวก การทำมาหากินก็ยังไม่ถึงกับฝืดเคืองนัก ทำให้มั่นใจได้ว่าหากจะมีอุปสรรคปัญหาหรือเหตุไม่ปกติใดๆ เกิดขึ้น คนไทยเราจะร่วมกันคิดอ่าน และช่วยกันปฏิบัติแก้ไขให้ทุกสิ่งทุกอย่างคลี่คลายลุล่วงไปได้อย่างแน่นอน

ในปีใหม่นี้จึงขอให้ท่านทั้งหลายตั้งความหวัง ตั้งความเพียรอันมั่นคงไว้ ที่จะช่วยตัว ช่วยชาติ ให้หนักแน่น เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อธำรงรักษาความเป็นอยู่ อันเป็นปกติของเราไว้ พร้อมกับสร้างสรรค์ จรรโลงบ้านเมืองไทยให้เป็นที่อยู่ ที่อาศัย ที่พวกเราจะอยู่ร่วมกัน ด้วยความวัฒนาผาสุกตลอดไป…”

ในการทำงานให้สำเร็จนั้น ความเพียรถือเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งยามที่เราเจออุปสรรคขวากหนาม หากเราไร้ซึ่งความเพียร ไร้ความพยายาม เราก็ย่อมยากจะฝ่าฟันไปได้ เรื่องนี้เป็นความจริงอย่างยิ่งดัง

คงต้องยอมรับความจริงว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ทำงานที่ชอบเสมอไป บางคนก็จำต้องทำงานประจำเพื่อให้มีเงินทองพอใช้ในแต่ละเดือน บ้างก็จำต้องทำงานที่ไม่ได้รู้สึกชอบ เพื่อสั่งสมประสบการณ์ และเก็บออมเงินทุนให้เพียงพอสำหรับการทำธุรกิจของตนเอง

บางคนยิ่งน่าสงสารเพราะแม้จะได้ทำงานที่ชอบแต่กลับอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ดี เจ้านายไม่ส่งเสริม ซ้ำยังเอาเปรียบ หรือไม่ก็เป็นองค์กรที่เติบโตในสายงานได้ยาก

การทำงานท่ามกลางสิ่งแวดล้อมเชิงลบแบบนี้มีผลทำให้เราหมดกำลังใจไม่อยากทำงานได้ เหมือนที่หลายคนอยากจะลาออกแทบทุกวัน แต่ก็ทำไม่ได้เพราะหากลาออกมาแล้วก็เท่ากับหมดรายได้ไป

หนทางที่เหมาะคือ การมองหางานอื่นที่มีอนาคตกว่า ใครที่ยังไม่ได้ทำงานที่รัก ก็มองหาว่าตนเองรักงานใด และลองไปสมัครทำงานดู หากได้ที่ทำงานใหม่แล้วค่อยลาออกก็ได้ หรือถ้าใครทำงานที่ชอบอยู่ แต่สภาพแวดล้อมไม่ดี

ก็ควรใช้ประสบการณ์ครั้งนั้นเป็นบทเรียนสำหรับครั้งต่อไปในการเลือกที่ทำงานใหม่ เราจะได้รอบคอบ รู้จักสืบหาข้อมูลให้แน่นอนขึ้นก่อนจะตัดสินใจเลือกสมัครในที่ทำงานนั้น และแน่นอนหากทำงานที่เดิมไม่มีความสุข เราก็ต้องเมียงมองหาที่ใหม่เช่นกัน

ก่อนที่เราจะได้ที่ทำงานใหม่ เราก็อาจต้องรอคอย เราก็ต้องทำงานเดิมไปก่อน ซึ่งจุดนี้เราต้องใช้ความอดทน อีกทั้งความเพียรในการทำงานต่อไป อย่าได้ย่อท้อยอมแพ้กลางคัน คิดเสียว่าเรากำลังพยายามประคองตนเองเพื่อจะได้มีโอกาสไปทำงานที่อื่น มีเงินออมเพียงพอที่จะสำรองในช่วงเปลี่ยนงานใหม่

ความอดทนและความเพียรจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงาน ไม่ว่าเราจะกำลังทำงานที่ชอบอยู่หรือทำงานแบบจำทนก็ตาม เราก็ควรอดทนเมื่อถึงเวลาที่ต้องอดทน และต้องทุ่มเทพากเพียรเมื่อถึงเวลาสำคัญ

เวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่ว่าจะช่วงเกิดปัญหา ช่วงที่เราต้องสร้างผลงานสำคัญเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตนเอง หรือเพื่อสร้างความก้าวหน้าเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง

สำหรับคนที่เพียรพยายามอยู่เสมอ ฝ่าฟันปัญหาอย่างไม่ย่อท้อ แต่ก็ยังไม่ถึงจุดหมายเสียที ก็ขอให้อย่าละความพยายาม โปรดจดจำเรื่อง “พระมหาชนก” ผู้ไม่ละซึ่งความเพียรเอาไว้เป็นแบบอย่าง พระองค์ทรงว่ายน้ำข้ามทะเล เผชิญกับลมมรสุมเพื่อกลับเข้าฝั่ง แม้จะยังไม่เห็นฝั่งก็ตาม

จนนางมณีเมขลาเอ่ยถามว่า พระองค์จะว่ายไปทำไม โดยไม่เห็นแม้แต่ฝั่ง พระองค์ตอบว่า พระองค์จะเพียรพยายามอย่างที่สุด ดีกว่ายอมตายโดยไม่ขวนขวายทำอะไรเลย

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุลได้เล่าถึงความเพียรอันยิ่งยวดที่จะพัฒนาในด้านต่างๆ ด้วยพระอัจฉริยะภาพของในหลวงว่า

“เราจะสังเกตเห็นได้ว่า เมื่อพระองค์เสด็จฯ ไปที่ใด จะทรงถือแผนที่ ดินสอ และกล้องถ่ายภาพ เพื่อบันทึกสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ทอดพระเนตรเห็น โดยจะทรงพยายามถามไถ่ ทุกบ้าน ทุกชุมชน เปรียบเหมือนทำประชาคม เพื่อให้รู้จักพื้นที่นั้นๆ อย่างถี่ถ้วนลึกซึ้ง นำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คน

เพราะในการทำโครงการช่วยเหลือจะทรงคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างมาก การจดบันทึกจึงเป็นข้อมูลที่สำคัญในการต่อยอดโครงการของพระองค์

ความเพียรของพระองค์ที่กล่าวมายังไม่ใช่ทั้งหมดที่ทรงทำ ยังมีอีกหลายแง่มุมที่ไม่สามารถเล่าได้หมด แต่สิ่งหนึ่งที่พระองค์หวัง คือ การที่เห็นคนไทยมุ่งทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และไม่ทุจริต ประกอบกับใช้ชีวิตอย่างพอเพียง พอประมาณ เพื่อให้วันข้างหน้ามีใช้ เมื่อมีใช้ก็มีสุข ตลอดจนรู้คุณแผ่นดิน สร้างความสามัคคีให้บ้านเมืองน่าอยู่ต่อไป เพราะถึงเวลาที่ทุกคนจะต้องรับช่วงต่อจากพระองค์แล้ว โดยนำความเพียรไปเป็นหลักปฏิบัติกับการดำรงชีวิตในสังคมต่อไป เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี”

คำสอนด้วยการกระทำนี้มีความหมายทั้งในเรื่องความพยายามและความอดทนพากเพียรเอาชนะอุปสรรคปัญหาให้ได้ความพากเพียรของคนไม่เคยทำให้ใครต้องผิดหวัง ขอเพียงเราต้องเพียรให้ถึงขนาด ทำให้ถึงที่สุด แล้ววันหนึ่งเราจะพบกับความสำเร็จในแบบที่สมกับการรอคอยเอง

คู่พระบารมีแห่งแผ่นดินสยาม

20294442_1918491491498007_4047813110675103677_n

…หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จออกจากโรงพยาบาลแล้ว พระราชปฏิพัทธ์ของทั้งสองพระองค์ยิ่งแน่นแฟ้น จนถึงวันมหามงคลยิ่งของปวงชนชาวไทย ที่ได้ทราบข่าวประกาศจากทางราชการหลังจากที่สื่อมวลชนในต่างประเทศและในประเทศ ได้เริ่มเสนอข่าวก่อนหน้านั้นเล็กน้อย

โดยเริ่มจากพระราชพิธี “ทรงหมั้น” ที่ได้เริ่มขึ้นอย่างเงียบ ๆ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ได้ทรงมีพระราชดำรัสสั่งให้ราชเลขานุการประจำพระองค์ โทรเลขเรียกเชิญ หม่อมเจ้านักขัตมงคล มาเข้าเฝ้าที่นครโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันที่ 17 – 19 กรกฎาคม 2492 และให้ประทับพำนักอยู่ที่โรงงแรมแห่งหนึ่งเพื่อมิให้เป็นข่าวเอิกเกริก

และในวันที่ 18 กรกฎาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จไปพบหม่อมเจ้านักขัตมงคล ที่โรงแรมที่พักเพื่อรับสั่งเป็นการส่วนพระองค์ในเรื่องมีพระราชประสงค์จะทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ เมื่อรับสั่งเสร็จแล้ว พระราชชนนีหรือสมเด็จย่า จึงเสด็จตามเข้าไป มีการบันทึกผ่านสื่อมวลชนว่าพระราชชนนีทรงรับสั่งกับหม่อมเจ้านักขัตมงคล ว่า

“ขอให้ทำกันเฉพาะในครอบครัวเท่านั้น

เพราะเมื่อคราวฉันเองก็ทำอย่างนี้ จะมีอะไรขัดข้องไหม ? ”

หม่อมเจ้านักขัตมงคล ทูลตอบว่า “ตามแต่จะมีพระราชประสงค์”

ต่อมาในวันที่ 12 สิงหาคม 2492 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินไปยังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อทรงร่วมงานคล้ายวันเกิดของหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ กิติยากร ซึ่งในปีนั้นมีอายุครบ 17 ปี งานได้จัดขึ้น ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ในกรุงลอนดอน

ในค่ำคืนนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงฉลองพระองค์ชุดสีเทา เนคไทสีน้ำเงินเข้ม ทรงมีพระราชดำรัสสนทนากับทุกคนอย่างสนิทสนมเป็นกันเอง หลังจากร่วมเสวยพระกระยาหารเสร็จ พระองค์ทรงชวนบรรดานักเรียนไทยไปร่วมดนตรีเป็นที่สนุกสนาน โดยพระองค์ทรงเล่นเปียนโนและแซ็กโซโฟนให้ทุกคนฟังหลายเพลง

เมื่อถึงเวลาสำคัญอันเป็นมงคลยิ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงตรัสอวยพระพรแด่หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ และหม่อมเจ้านักขัตมงคล ได้นำพระธำมรงค์ (แหวน) ที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระราชชนนี ก่อนหน้านั้นแล้ว

ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ เพื่อทรงมอบใช้เป็น “แหวนหมั้น” พระราชทานแด่หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ โดยพระหัตถ์ของพระองค์เอง (พระธำมรงค์วงนี้ เป็นธำมรงค์ที่พระราชบิดาเคยประทานให้แด่พระราชชนนีนี้ในอดีต ในการที่ทรงมีปฏิพัทธ์ชีวิตร่วมกัน)

ขณะที่ทรงมอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงมีพระราชดำรัสว่า

“เป็นของที่มีค่าอย่างยิ่ง และเป็นของที่ระลึกด้วย”
กระแสพระราชดำรัสประโยคนี้แม้จะสั้นแต่มีความหมายลึกซึ้งประทับใจยิ่งนักในวันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับ ในเมืองลอนดอนพากันพาดหัวข่าวว่า

“กษัตริย์ไทยทรงหมั้นธิดาเอกอัครราชทูตไทยในกรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม”

3 หนังสือที่สุดของแผ่นดิน ธรรมทานที่ยิ่งใหญ่ในภพนี้
ธรรมะของพระเจ้าอยู่หัว พรวิเศษของพ่อ
และคู่พระบารมีปกเกล้าแผ่นดินและชาวสยาม

20139866_1909917555688734_4333699951119930959_n

บุญใหญ่ ได้ช่วยกันเผยแพร่ธรรมะของพระโพธิสัตว์ พระอริยเจ้า
ให้คนทั้งหลายได้พบแนวทางปฏิบัติธรรมที่เอกอุ ทางสายตรงแห่งความสุข ความเจริญ

ความดี คือ เป็นผู้ได้ชื่อว่า ได้สรา้งคุณงามความดีแก่ตนเอง
ต่อผู้อื่น ต่อแผ่นดิน

กรรมดี คือ เป็นผู้สร้างธรรมทาน เหนือกว่าทานทั้งปวง เปลี่ยนชีวิต พลิกกรรม

หนังสือทั้ง 3 เล่มที่อยากแนะนำให้ทุกบ้านมีไว้
และให้ลูกหลานได้เห็น ได้อ่าน
ได้รู้ถึงความรัก พระเมตตา พระบารมี
ที่ยิ่งใหญ่ของ….พ่อ
ที่ต้องจารึกไว้ในแผ่นดินไทยชั่วนิจนิรันดร์

ขอบุญรักษา
ธ.ธรรมรักษ์