Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

วิธีแก้ไขเจ้ากรรมนายเวร
ที่ปิดทางโชคลาภ
การเงินติดขัด
ให้กลับมาได้!

17499104_1755541944459630_559950475966807614_n

การที่ไม่มีโชคลาภ การเงินติดขัด มีแต่เรื่องเดือดร้อนเรื่องการเงินนั้นมีหลายสาเหตุ ทั้งจากกรรมเก่าและกรรมใหม่

เริ่มจากไม่เคยสร้างบุญทำทานอะไรมาเลย หรือทำทานมาก็หวังผล ทำทานแบบมีกิเลสครอบงำตลอดเวลา บุญที่ได้จากทานนั้นจึงน้อยนิดไม่ส่งผลมากพอที่จะให้เกิดลาภลอย โชคลาภอะไรได้

ถ้ามาจากเจ้ากรรมนายเวร คือ ไปคดโกงคนอื่นเอาไว้ ปิดทางปิดโอกาสคนอื่นให้เจริญก้าวหน้าประเภท”กูไม่ได้มึงก็อย่าได้” หรือ คอยขัดลาภขวางทางคนอื่น และยังมีเรื่องของการดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือการไปปรามาสสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย รวมถึงการเคยไปบนบานศาลกล่าว เมื่อได้สมประสงค์แล้วไม่ไปทำตามที่เอ่ยสัจจะเอาไว้ การไม่เคารพหรือถึงขั้นดูหมิ่นทั้งกาย วาจา ใจ เรื่องนี้มีหลายสาเหตุ

ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาสอนไว้ว่า ให้หมั่นทำบุญ ด้วยทาน ศีล ภาวนา แล้วอุทิศให้เขาบ่อยๆ แล้วจะดีเอง ทุกครั้งที่มีการสร้างบุญ ทางที่ดีต้องชวนเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นดวงจิตวิญญาณนั้นไปสร้างบุญร่วมกัน หรือมารอโมทนาบุญที่เราอุทิศไปให้นั้นเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะทำให้เจ้ากรรมนายเวรมีบุญมากขึ้น อันเป็นเหตุให้เขาอโหสิกรรมได้ง่ายขึ้น ให้กล่าวตามใบขออสิกรรมในบทก่อนหรือแค่กล่าวว่า

“ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทุกภพชาติไปร่วมสร้างบุญกุศล และขอให้โปรดเมตตามาร่วมอนุโมทนาบุญ เมื่อท่านยินดีในบุญกุศลนี้ขอเมตตาให้อโหสิกรรมต่อข้าพเจ้าด้วยเทอญ”

ดังที่ย้ำหลายครั้งแล้วว่า เจ้ากรรมนายเวรนั้นที่เป็นดวงจิตวิญญาณไม่มีร่าง เขาจึงสร้างบุญด้วยตัวเองไม่ได้ แต่ทุกดวงจิตวิญญาณนั้น อยากได้บุญกุศลเสมอเพราะจะทำให้ปรับภพภูมิขึ้นไปสู่ภพภูมิที่สบาย สร้างบุญใหม่ที่มาเสริมบุญเก่า เพื่อให้หนุนกรรมดี บุญที่เราสร้างนั้นมีพลังมากพอที่จะทำให้มีโชคลาภ

ขอให้ทำแบบสม่ำเสมอ ทำเท่าที่จะทำได้และสร้างกรรมใหม่ของตนด้วย อย่างอมืองอเท้า อย่าแค่ตามเคล็ดเพียงอย่างเดียว ต้อง”ทำเหตุให้ตรง” ด้วย คือ ต้องตั้งจิตให้มั่นคงตั้งสัจจะว่าเราจะไม่ยุ่งกับเงินทองของคนอื่น ขอให้ทรัพย์ที่จะได้มานี้มาจากบุญของเรา ขอให้ถูกศีล ถูกธรรม ลงมือทำงานด้วยความเพียร อดทน อดกลั้น ซื่อสัตย์สุจริต แสวงหาความรู้และโอกาสดีๆในชีวิต

สาเหตุจากรรมใหม่นั้นเรารู้ตัวเองอยู่แล้ว ต้องสำรวจตรวจตราตนเอง ทั้งในเรื่องกรรมทางวาจา คือ การพูดจาที่ไม่ดี ที่ไปขวางโชคลาภตัวเอง การชอบไปสัญญาอะไรแล้วไม่ทำตาม เรื่องความโลภ เห็นแก่ตัว การเกียจคร้าน การเข้าใจอะไรผิดๆ เมื่อเข้าใจผิดก็จึงทำอะไรที่ผิดที่ผิดทางไม่ถูกต้อง เราต้องแก้ไขกรรมใหม่เหล่านี้ ยิ่งแก้ไขได้มากก็จะดีมากๆกับตนเอง

อานิสงส์แท้แห่งการให้

17425986_1750451368302021_201023703134623964_n

การให้เป็นการทำบุญพื้นฐานของมนุษย์ คือการแบ่งปันสิ่งที่มีให้ผู้อื่น เราคงจำภาพตัวเองตอนเด็กๆ ได้ว่า เวลาเราได้แบ่งปันสิ่งเล็กน้อยให้เพื่อนยืมหรือใช้ เช่นดินสอ ปากกา ยางลบ หรือแม้แต่รองเท้า ถ้าเพื่อนเป็นที่ดีนั้นเขาจะซาบซึ้งและเห็นเราเป็นเพื่อน พูดภาษาทั่วไปก็คือ ได้ใจเพื่อนนั่นเอง

การให้นั้นไม่จำเป็นต้องให้สิ่งที่เลิศเลอ ราคาแพง ขอเพียงมีเจตนาที่อยากจะช่วยเหลือให้พ้นทุกข์ยาก ให้เพื่ออนุเคราะห์ เรียกว่าเจตนาบริสุทธิ์ และผลที่ได้รับกลับมานั้นก็คือ ย่อมได้ความพอใจกลับมาเป็นสำคัญ

ส่วนเรื่องวัตถุ สิ่งของหรือรางวัลใดๆ ที่จะได้กลับมานั้น เป็นผลพลอยได้ที่จะพึงได้เองโดยไม่ต้องร้องขอดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

“ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ
ผู้ใดย่อมให้เครื่องนุ่งห่ม ที่นอน ข้าว น้ำ
และปัจจัยมีประการต่างๆ ด้วยความพอใจ
ในท่านผู้ประพฤติตรง สิ่งของที่ให้ไปแล้วนั้น
ย่อมเป็นของที่บริจาคแล้ว
สละแล้วไม่คิดเอาคืน ผู้นั้นเป็นสัปบุรุษ
ทราบชัดว่าพระอรหันต์เปรียบด้วยนาบุญ
บริจาคสิ่งที่บริจาคได้ยากแล้ว
ชื่อว่าให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ ดังนี้.

ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ
ผู้ให้ของที่เลิศ ย่อมได้ของที่เลิศ
ผู้ให้ของที่ดีย่อมได้ของที่ดี
และผู้ให้ของที่ประเสริฐ ย่อมเข้าถึงสถานที่ประเสริฐ
นรชนใดให้ของที่เลิศ ให้ของที่ดี และให้ของที่ประเสริฐ
นรชนนั้นจะบังเกิด ณ ที่ใดๆ ย่อมมีอายุยืน มียศ ดังนี้”

พุทธวจนะในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

การให้ด้วยใจบริสุทธิ์ ผลที่เกิดขึ้นย่อมมีความบริสุทธิ์กลับมา สิ่งสำคัญก็คือ “ใจได้ถูกชำระให้สะอาดจากความตระหนี่” นั่นเอง

ความฉลาดในเรื่องกรรม

17361716_1749758668371291_2670030029501842318_n


ถ้าเราเชื่อถูกทาง เราย่อมคิดและกระทำได้ถูกทาง นั่นคือหลักในการคิดและดำรงชีวิตที่ถูกต้อง ทุกอย่างจะเกี่ยวเนื่องกันไปทั้งหมด การที่คนเราประสบปัญหาต่างๆ มากมายในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความทุกข์กาย ทุกข์ใจจากปัญหาสารพัด ก็เพราะเริ่มจากการเชื่อผิดและคิดผิด ย่อมทำให้การกระทำเป้นไปในทางที่ผิด ผลก็ออกมาเป็นทุกข์

เหมือนกับความเชื่อที่ว่าชีวิตนี้เกิดหนเดียวตายหนเดียว จงใช้ชีวิตให้เต็มที่ ชีวิตนี้ใช้ซะ ก็เลยใช้จนไม่คิดหน้าคิดหลัง อยากทำอะไรก็ทำ ทำชั่วได้โดยไม่คิดมากเพราะคิดว่าตายแล้วสูญ ไม่ต้องเกิดอีก ซึ่งแท้จริงแล้วกรรมที่ทำไว้ ณ ตอนนี้ จะส่งผลได้อีกหลายชาติภพ หากยังไม่เข้าถึงนิพพานเสียก่อน

การเกิดมาใช้ชีวิตของคนเราที่เรามีความแตกต่างกันก็เพราะว่า เราสร้างกรรมในอดีตมาต่างกันทำให้เกิดความแตกต่าง

พระพุทธองค์ตรัสว่า

“บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติ (กำเนิด) ก็หา
มิได้
จะมิใช่พราหมณ์เพราะชาติก็หามิได้
บุคคลเป็นพราหมณ์ เพราะกรรม
ไม่เป็นพราหมณ์ ก็เพราะกรรม
บุคคลเป็นชาวนา ก็เพราะกรรม
เป็นศิลปิน ก็เพราะกรรม
บุคคลเป็นพ่อค้า ก็เพราะกรรม
เป็นคนรับใช้ ก็เพราะกรรม,
บุคคลแม้เป็นโจร ก็เพราะกรรม
เป็นนักรบ ก็เพราะกรรม
บุคคลเป็นปุโรหิต ก็เพราะกรรม
แม้เป็นพระราชา ก็เพราะกรรม

บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมเห็นซึ่งกรรมนั้น ตามที่
เป็นจริงอย่างนี้

ชื่อว่า เป็นผู้เห็นซึ่งปฏิจจสมุปบาท เป็นผู้ฉลาด
ในเรื่องวิบากแห่งกรรม.

โลก ย่อมเป็นไปตามกรรม หมู่สัตว์ย่อมเป็นไป
ตามกรรม

สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นเครื่องรึงรัด เหมือนลิ่ม
สลักขันยึดรถที่กำลังแล่นไปอยู่ …..

พุทธวจนะในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

หากเรารู้อย่างนี้เห็นอย่างนี้แล้วว่า เมื่อกรรมนั้นจะส่งผลต่อเราเอง กรรมที่คนเราสร้างนั้นมี 3 ทางคือ กรรมทางกาย กรรมทางวาจา และกรรมทางความคิด

หาก ทำดี พูดดี คิดดี ก็ย่อมนำไปสู่เป้าหมายที่ดี ภพชาติที่ดีหรือไม่มีภพอีกต่อไป

หาก ทำชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว ก็นำไปสู่ปลายทางที่แย่ ต้องวนเวียนทนทรมานตายเกิดใช้หนี้ ชำระหนี้กรรมที่ทำไม่ดีไว้อยู่ร่ำไป

เราเลือกทำกรรมใดเราก็จะเป็นอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น คำว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” จึงจริงแท้แน่นอน
คำว่า “ทำดีได้ดี มีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” ไม่เป็นความจริงแน่นอน ที่ยังเห็นเขาได้ดีเพราะยังรับผลดีจากกรรมในอดีตที่ทำไว้ก่อนเท่านั้น กรรมชั่วที่ทำยังตามมาไม่ถึง

คนที่บุญเก่าน้อย เกิดมาลำบากจึงไม่ควรท้อแท้ในการทำความดี
ขณะที่คนทีมีบุญเก่ามากก็ไม่ควรประมาทในการทำความดีและละเว้นความชั่วที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเวลา

นี่คือผู้ที่เรียกได้ว่า “ฉลาดแท้จริงในเรื่องกรรม”

โมทนาสาธุ

ทำบุญโดยการบริจาคอวัยวะ ชาติหน้าจะอวัยวะครบหรือไม่?

17424998_1747821621898329_5128246444736134338_n

ในคำถามนี้ตรงกับที่มีการตอบไว้ในหนังสือธรรมเพื่อชีวิต เล่มที่ ๒๕ ฉบับวันเข้าพรรษา ๒๕๔๓ มูลนิธิพุทธศาสนาศึกษา วัดบุรณศิริมาตยาราม ตอบโดยท่านพระคุณเจ้าพระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตโต) จึงอยากจะขออนุญาตและโมทนาในบุญกุศลนี้ นำมาให้ผู้อ่านได้รับรู้ไว้สรุปใจความสำคัญได้ว่า

การบริจาคอวัยวะเป็นการเสียสละเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นต้องการให้ผู้ อื่นพ้นจากความทุกข์ และมีการบริจาคจึงเป็นหลักธรรมที่สำคัญของศาสนา ไม่ว่าจะเป็น “ทศพิธราชธรรม”ก็ดี การบำเพ็ญ “บารมี” ของพระพุทธเจ้าเมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์ก็ดี ก็มีการบริจาคเป็นคุณธรรมข้อแรก เรียกว่า “ทาน” และ “ทานบารมี” คือการให้เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น

โดยเฉพาะในการบำเพ็ญของพระ โพธิสัตว์นั้น การบริจาคอวัยวะเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นความคิดที่จำเป็นเลยที่เดียวที่ต้องทำ เพราะการก้าวไปสู่โพธิญาณ ต้องมีความเข้มแข็งของจิตใจ ในการเสียสละเพื่อความดี ทั้งนี้ทานที่เป็นบารมี จะแบ่งเป็น ๓ ขั้น เช่นเดียวกับบารมีอื่นๆ คือ

ทานบารมีระดับสามัญ คือการบริจาคทรัพย์สินเงินทองถึงจะมากมายแค่ไหนก็จะอยู่ในระดับนี้

ทาน ระดับรอง หรือจวนสูงสุด เรียกชื่อเฉพาะว่า “ทานอุปบารมี” ได้แก่ ความเสียสละทำความดี ถึงขั้นสามารถบริจาคอวัยวะเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นได้ เพื่อรักษาธรรม

แน่นอนว่า การบริจาคอวัยวะนั้นเป็นบุญธรรมสำคัญและเป็นบุญมาก ตามหลักพระพุทธศาสนานอกจากเป็นบารมีขั้นทานอุปบารมีแล้ว ยังโยงไปหาหลักสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “มหาบริจาค” คือการบริจาคใหญ่ ซึ่งพระโพธิสัตว์จะต้องปฏิบัติอีก ๕ ประการ คือ บริจาคทรัพย์ บริจาคราชสมบัติ บริจาคอวัยวะ และนัยน์ตา บริจาคตัวเองหรือบริจาคชีวิต และบริจาคบุตรและภรรยา

ส่วนปัญหาที่เป็นที่กังวลใจของผู้ที่จะบริจาค แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะก็คือ บางคนยังเชื่อว่าถ้าให้อวัยวะเขาไปแล้วในชาตินี้ เกิดมาชาติหน้าจะมีอวัยวะไม่ครบ

ท่านพระคุณเจ้าพระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตโต) ท่านก็ตอบให้ทุกคนหายสงสัยว่า ในเรื่องนี้นั้นไม่จริงเลย โดยมีแง่พิจารณา ๒ อย่างคือ

๑. ในแง่หลักฐานทางคัมภีร์แสดงว่า พระพุทธเจ้าเมื่อเป็นพระโพธิสัตว์ทรงบริจาคนัยน์ตา ก็เป็นเหตุให้พระองค์ทางได้สมันตจักษุ คือมีพระเนตรหรือดวงตาที่เป็นพิเศษสุดของพระพุทธเจ้า ซึ่งเราแปลว่าเป็นดวงตาที่มองเห็นโดยรอบ ไม่ได้หมายถึงดวงตาที่เป็นวัตถุอย่างเดียว แต่หมายถึงดวงตาทางปัญญาด้วย ในแง่พระคัมภีร์ก็สนับสนุนชัดเจนว่าในชาติหน้ามีแต่ผลดี

๒. ในแง่เหตุผลที่เข้าใจกันว่าบริจาคอวัยวะไปแล้ว เกิดมาอวัยวะจะบกพร่อง เหตุผลที่ถูกต้องมันไม่ใช่อย่างนั้น เราต้องมองว่าชีวิตที่เกิดมานี้ จิตใจเป็นส่วนสำคัญในการปรุงแต่งสร้างสรรค์ ถ้าเรามีเมตตาคิดดีปรารถนาดีต่อผู้อื่น ยิ้มแย้มแจ่มใส ต่อไปตาเราจะถูกปรุงแต่งให้แจ่มใสเบิกบาน

ในทางกลับกัน ถ้าเราคิดร้ายต่อผู้อื่น มักโกรธ อยากจะทำร้ายรังแกเขาอยู่เรื่อย หน้าตาก็จะบึ้งตึงเครียด หรือถึงกับดูโหดเหี้ยมนี้เป็นผลมาจากสภาพจิตที่เคยชินในชีวิตประจำวัน แม้แต่ในชาติปัจจุบันนี้เอง

ทีนี้ชีวิตที่จะเกิดต่อไปก็จะต้องอาศัย จิต ที่มีความสามารถในการปรุงแต่ง ขอให้คิดง่ายๆ ว่า คนที่จะบริจาคอวัยวะให้คนอื่น ก็คือ ปราถนาดีต่อเขา อยากให้เขาเป็นสุข อยากให้เขาพ้นทุกข์ หายเจ็บป่วย จิตอย่างนี้ในตอนคิดก็เป็นจิตที่ดี คือจิตใจที่ยินดีเบิกบาน คิดถึงความสุขความดีงามความเจริญ จิตก็จะสะสมความโน้มเอียงและพัฒนาความสามารถในด้านนี้ ถ้าคิดบ่อยๆ จิตก็จะยิ่งมีความสามารถและมีความโน้มเอียงไปในทางที่จะปรุงแต่งให้ดี และคุณสมบัตินี้ก็จะฝังอยู่เป็นสมรรถภาพของจิต

เพราะฉะนั้นในการบริจาคเราจึงต้องทำจิตใจให้ผ่องใส ให้ประกอบด้วยคุณธรรม มีเมตตาปรารถนาดี และอันนี้แหละที่จะทำให้เราได้บุญมาก

การทำงานคือ การสร้างบุญ

17353094_1745057132174778_8128871963959988587_n

“ความเจริญของคนทั้งหลาย ย่อมเกิดมาจากประพฤติชอบและการหาเลี้ยงชีพชอบเป็นหลักสําคัญ ผู้ที่จะสามารถประพฤติชอบ และหาเลี้ยงชีพชอบได้ด้วยนั้น ย่อมจะมีทั้งวิชาความรู้

ทั้งหลักธรรมทางศาสนา เพราะสิ่งแรกเป็นปัจจัยสําคัญสําหรับใช้กระทําการทํางาน สิ่งหลัง เป็นปัจจัยสําคัญสําหรับส่งเสริมความประพฤติและการปฏิบัติงานให้ชอบคือให้ถูกต้องและเป็นธรรม”

ในหลวงทรงตรัสสอนประชาชนของพระองค์อยู่ตลอดมาให้หมั่นประพฤติธรรม สร้างงาน ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และงานที่ดีนั้นจะช่วยให้เราพ้นจาก ความเบื่อหน่ายเพราะมันสร้างคุณค่าแก่ตนและคนอื่น ราคีคือความสกปรกไม่สุจริต เกียจคร้านต่างๆ จะหายไป และ ตัณหาคือความอยากทั้งปวงจะลดน้อยลง

การสร้างบุญด้วยการฟังธรรม ศึกษาธรรม อ่านหนังสือ บทความธรรมะ ทำทาน รักษาศีล สวดมนต์ภาวนาที่เราท่านปฏิบัติกันอยู่ก็คือการสร้างงานทางจิตให้แข็งแรงเพื่อที่จะมีจิตที่ดีไปสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับตัวเองและสังคมได้

ขอเพียงตั้งใจมั่นในการทำงานและรักษาความดีไว้ ก็จะประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน

ส่งบุญให้เจ้ากรรมนายเวรได้รับบุญทำอย่างไร?

17343003_1744136515600173_4308063738217639224_n


จากที่กล่าวในข้างต้นการทำบุญสร้างบุญด้วยวิธีการทั้งสามประการนั้นเจ้ากรรมนายเวรเขาจะรับบุญได้หรือไม่นั้นก็ต้องมีการวิธีการให้ที่ถูกต้อง ซึ่งเรามักเรียกในทางธรรมว่าการ “อุทิศบุญกุศล” ไปให้ ซึ่งการเชื่อมบุญนั้นไม่ใช่พิธีกรรมทางไสยศาสตร์ แต่เป็นการสร้างบุญโดยที่เราตั้งใจที่จะโมทนาอุทิศบุญกุศลบุญนี้ส่งตรงไปที่คนที่เราต้องการจะให้ในที่นี้ก็คือ ทั้งเจ้ากรรมนายเวรทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตที่เราอยากให้เขาอโหสิกรรม ให้เขาถอนตัวจากอุปสรรคต่างๆ ที่เขามาขัดขวางไว้ไม่ให้เราทำสำเร็จ

หากเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่มีชีวิตก็คือคนที่เราอยากจะไปขอโทษในเรื่องที่กำลังเกิดขึ้น หรือจะไปเชื่อมบุญใหม่กับคนที่เราต้องการไปขอความช่วยเหลือจากเขา หรือคนที่เราต้องทำงานร่วมกัน คนที่ติดต่อทำมาค้าขายกัน คนที่มีปัญหาและอุปสรรคต่อกันในเรื่องต่างๆ ฯลฯ

การเชื่อมบุญ เป็นการกระตุ้นบุญเก่า สร้างบุญเพิ่มบุญใหม่ไปพร้อมๆ กัน และส่งแรงบุญใหม่นี้ไปให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายเพื่อให้บุญบารมีนี้ช่วยให้ทำการติดต่อในเรื่องที่ติดขัดได้สะดวกยิ่งขึ้น ถ้าเป็นคนที่เคยมีบุญร่วมกันมาก่อนก็ง่ายเช่นได้เคยกระทำบุญร่วมกันในวัดเดียวกันอย่างคนที่เป็น พ่อแม่หรือญาติพี่น้องก็เหมือนมีบุญเก่าไปกระตุ้น แต่ถ้าเป็นเจ้ากรรมนายเวรอื่น ๆไม่เคยทำบุญหรือรู้จักกันมาก่อนหรือจำไม่ได้ การเชื่อมบุญก็กลายเป็นบุญใหม่ที่เราเป็นคนสร้างขึ้นมาร่วมกันกับเขาจะเป็นตัวไปเชื่อมให้เรื่องราวต่างๆสำเร็จได้โดยง่าย

จะทำการการเชื่อมบุญเมื่อไรดี ?
การเชื่อมบุญนั้น เราสามารถทำได้ตลอดเวลาทุกครั้งที่มีการทำบุญ การทำบุญนั้นมีได้ 3 ทางเป็นหลักแห่งการสร้างบุญใหญ่ดังที่ได้กล่าวมา แต่การทำบุญที่ง่ายต่อการกระทำและความเข้าใจก็คือ “การให้ทาน” เช่นการให้ทั้งเงินทอง อาหาร,การหยอดเงินลงตู้บริจาคที่เดี๋ยวนี้มีคนนิยมมาบอกบุญมากมาย การร่วมสร้างศาสนสถาน,โบสถ์ วัดวาอาราม, การบริจาคเงินเป็นค่าอาหารกลางวันเด็ก คนพิการ และคนชรา การให้ทานเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่เงิน อย่างเช่น การให้ความรู้ที่ดี,การพิมพ์หนังสือธรรมทาน รวมถึงไปการรักษาศีล และการทำสมาธิภาวนาอันเป็นบุญใหญ่และสูงขึ้นไป เรียกได้ว่า เรามีโอกาสทำบุญทำทานทุกเวลาและทุกโอกาส

วิธีการเชื่อมบุญที่ถูกต้องทำอย่างไร ?
คุณผู้อ่านเคยได้ยินพระท่านบอกใช่หรือเปล่าครับว่า ทำบุญใดๆ เสร็จแล้วให้รีบอุทิศบุญให้คนอื่นไปด้วยทั้งคนทำทั้งคนรับได้เหมือนกันหมด เหมือนจุดเทียนไว้เล่มหนึ่งแล้วต่อเทียนกันไปคนให้บุญก็ไม่หมดและเป็นแสงสว่างให้คนอื่นไปด้วย

ผู้ที่เราควรจะส่งบุญไปให้ได้ก็ได้แก่ พ่อแม่,ญาติพี่น้อง,ครูบาอาจารย์, เหล่าเทพเทวดา,เหล่าเปรตและภูตผีปิศาจ, เจ้ากรรมนายเวร และสุดท้ายคือสัตว์โลกทั้งหลายอีกมากมายที่ไม่อาจกล่าวถึงได้หมดให้ได้รับบุญไปด้วย สำหรับเจ้ากรรมนายเวรก็จะเอ่ยหรือนึกถึงแล้วส่งบุญไปให้ด้วยคำว่า

“อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เวรี” ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงจงมีความสุข”

ประโยคนี้เองที่เป็นจุดสำคัญและจุดสิ้นสุดของการเชื่อมบุญให้เจ้ากรรมนายเวรได้รับบุญนั้นไป คุณงามความดีที่เราได้มอบส่งให้แก่ท่านเจ้ากรรมนายเวรเหล่านั้นเราก็ได้ทำไปหมดแล้ว ท่านเหล่าเจ้ากรรมนายเวรได้รับรู้ถึงความตั้งใจของเราในการปรารถนาที่จะทำให้ท่านมีความสุขให้แล้วก็จะโมทนาบุญให้เราและยอมอโหสิกรรมให้ยอมปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ

ขอเสริมตรงนี้ทิ้งท้ายไว้อีกสักเล็กน้อย เรื่องการส่งบุญให้เจ้ากรรมนายเวรนั้น หากเราไม่แน่ใจว่าจิตของตนเองมีกำลังกล้าแข็งพอ ก็มีอุปกรณ์เสริมในการส่งบุญไปให้ ซึ่งไม่ใช่ของหายากอะไรเลยนั่นคือ “การใช้น้ำในการช่วยอุทิศบุญ”

การหลั่งน้ำหรือกรวดน้ำมีความหมายว่า ผลบุญที่เราส่งไปให้ท่านเจ้ากรรมนายเวรนี้จะได้ไหลติดต่อกันแบบไม่ขาดสายผู้รับก็จะรับบุญได้อย่างไม่ขาดระยะเป็นไปได้ด้วยความราบรื่นเปรียบเหมือนกระแสน้ำที่ไหลลงสู่มหาสมุทรที่ไม่มีวันขาดสาย ทีนี้ผลบุญก็จะส่งไปถึงเหล่าเจ้ากรรมนายเวรได้เต็ม ๆไม่มีการขาดห้วง

การกรวดน้ำที่ต้องใช้น้ำกรวด เพราะถือกันตามประเพณีนิยมที่ได้ปฏิบัติสืบ ๆกันมาเวลา ที่เราทำบุญสร้างบุญแล้ว พระภิกษุท่านก็จะโมทนาบุญว่า

“ยะถา วาริวหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง ห้วงน้ำที่เต็ม,ย่อมยังมหาสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ฉันใด

เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ ทานที่ท่านได้อุทิศให้แล้วแก่โลกนี้ ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ละโลกนี้ไปแล้วฉันนั้น

อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขิปปะเมวะ สมิชฌะตุ ขออิฎฐผลที่ท่านได้ปรารถนาแล้วตั้งใจแล้ว จงสำเร็จโดยพลัน

สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา จันโท ปัณณะระโส ยะถา ขอให้ความดำริทั้งปวงจงเต็มที่ เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ

มะณี โชติระโส ยะถา เหมือนแก้วมณีอันสว่างไสว ควรยินดี”

พิจารณาจากคำที่พระท่านกล่าวทุกทีที่เราทำบุญใส่บาตรหรือถวานสังฆทานหรือทำบุญใด ๆก็ตามความหมายก็จะมีความตรงกัน ซึ่งคาถานี้เรียกว่าบท อนุโมทนารัมภะคาถาหรือว่า “บทกรวดน้ำ”นั่นเอง

ผลแห่งการเชื่อมบุญแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ?
อานิสงส์แห่งการเชื่อมบุญนั้นจะส่งผลดีต่อทั้งทางโลกปัจจุบันและผู้ที่อยู่ในภพภูมิอื่นได้แก่
1. ทำให้เจ้ากรรมนายเวรได้รับทราบและโมทนาบุญที่เราได้อุทิศไปให้ เมื่อท่านมีบุญบารมีเพิ่มขึ้น จากการที่เราอุทิศบุญไปให้ ท่านก็มาช่วยเสริมให้เราได้เกิดสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาได้ดียิ่งขึ้นหรืออย่างน้อยที่สุดท่านก็จะไม่มาขัดขวางหรือดลบันดาลให้เกิดอุปสรรค
2. เป็นการชดใช้หนี้เวรหนี้กรรม เศษเวรเศษกรรมและขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวร ทำให้วิบากกรรมไม่ดีทั้งหลายที่มีอยู่นั้นลดลง หรือหมดสิ้นไป ถ้าเจ้ากรรมนายเวรได้มาโมทนาบุญ และให้อโหสิกรรมแก่เรา
3. กิจการงานต่างๆ ได้รับความสะดวกมากขึ้น มีความไหลลื่น ปราศจากอุปสรรค หรืออุปสรรคปัญหาที่มีอยู่ก็จะลดลงกว่าเดิมมาก
4. ครอบครัวมีความสุขเป็นครอบครัวที่มีศีลธรรม ลูกหลานอยู่ในโอวาทเชื่อฟังพ่อแม่และผู้ใหญ่ สามีภรรยาไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่มีเหตุใด ๆที่จะทำให้แตกแยกกันได้ง่าย ๆ
5. ช่วยให้จิตใจอ่อนโยน มีเมตตาและความปรารถนาดีต่อคนรอบข้าง คนทั่วไป และสรรพสัตว์ทั้งปวง
6. การเดินทาง มีความปลอดภัย เพราะเป็นที่รักของทั้งเทพเทวดา มนุษย์ด้วยกันและอมนุษย์ เช่น เปรต ภูตผีปีศาจ รวมถึงเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย
7. สามารถที่จะปฏิบัติธรรมให้เจริญก้าวหน้า ธรรมปัญญาเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะมีฐานบุญ ด้วยทาน ศีล และการภาวนาพื้นฐานหนุนนำให้ไปสู่จุดสิ้นสุดแห่งวัฏฏสงสารและหมดเวรหมดกรรมที่แท้จริง คือพระนิพพาน

หากเจอวิบากกรรมหนักต้องเร่งสร้างพลังบุญอย่างไร

17201229_1729082503772241_257697664186983903_n

ตัวอย่างเคล็ดลับการเสริมสร้างพลังบุญเฉพาะเรื่อง
– กรณีที่มีวิบากกรรมหนัก ก็ต้องสร้างพลังบุญที่ยิ่งใหญ่ รุนแรง เพื่อทุเลาและแก้ไขวิบากกรรมนั้นด้วยอย่างทันท่วงที เช่น สร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ (ถ้ากำลังในทรัพย์ปัจจัยไม่พอ ก็ให้หาเป็นเจ้าภาพร่วม ตามสถานที่ต่างๆ ที่มีการสร้าง ) สร้างวัด โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ สถานปฏิบัติธรรม อุทิศตัวเข้าบวชในบวรพุทธศาสนา ถ้าเป็นหญิงก็ให้บวชชี (หากไม่สะดวก ก็บวชแบบชีพราหมณ์ก็ได้) ถือศีล ปฏิบัติธรรม การบวช หรือปฏิบัติธรรม ถ้าเป็นไปได้อย่างน้อย 9 วัน ขึ้นไป แล้วอุทิศไปให้เจ้ากรรมนายเวรที่ทำให้ต้องเกิดวิบากกรรมอันหนักนั้น ถ้าทำบุญใหญ่ ๆ ได้ หลายๆอย่าง และมากๆ ในห้วงเวลาเดียวกัน ก็จะยิ่งช่วยได้มาก การแก้ไขวิบากกรรมก็จะได้ผลเร็วยิ่งขึ้น

– สุขภาพไม่แข็งแรง เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่บ่อย ๆ การปล่อยชีวิตสัตว์ ไถ่ชีวิตสัตว์ ถือว่าได้บุญ อันเนื่องมาจากการที่ได้ต่อชีวิตให้สัตว์ อานิสงส์จะทำให้มีอายุยืน สุขภาพแข็งแรง ช่วยคลายวิบากกรรมเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย เคล็ดลับให้ได้บุญมากยิ่งๆ ขึ้น ให้ไปซื้อหรือไถ่ชีวิตสัตว์ที่เขากำลังจะฆ่า

เช่น ไปซื้อปลาที่เขากำลังจะฆ่าและนำเอาไปทำอาหาร และก่อนที่จะนำปลาไปปล่อย ให้นำไปถวายพระสงฆ์ซึ่งเป็นเนื้อนาบุญที่ดีก่อน เมื่อท่านรับและอนุโมทนาแล้ว เราก็ขออนุญาตนำปลานั้นคืนมา เพื่อที่จะเอาไปปล่อย (เพราะเราถวายปลาไปแล้ว และปลานั้นก็ได้เป็นของพระไปแล้ว)

ด้วยการถวายปัจจัยชำระหนี้ค่าปลาให้แก่พระสงฆ์ ตามจำนวนราคาที่เราซื้อมา หรือมากกว่า บุญนี้ก็จะได้มากกว่าการที่เราไปซื้อปลา และนำไปปล่อยเอง เพราะเป็นบุญที่ได้ทวีคูณเพิ่มขึ้น ตามค่าตัว หรือคุณธรรมของพระสงฆ์ซึ่งเป็นเนื้อนาบุญ รวมไปถึงการถวายยารักษาโรค เป็นเจ้าภาพดูแลรักษา
พระสงฆ์ที่อาพาธ (ป่วย)

– วิบากกรรมอันเกิดจากการทำแท้ง ก็เป็นวิบากกรรมหนัก ประเภทนี้ขอให้สังเกตว่ามักจะทำอะไรไม่ขึ้น เหมือนมีอะไรมาขัดขวางอยู่ตลอดเวลา บางที เหมือนทำท่าว่าจะได้ จะสำเร็จแล้ว แต่มันก็ไม่ได้ ไม่สำเร็จ เรียกว่ากินแห้วพลาดเป้าไปทุกที นั่นเป็นเพราะกรรมที่เคยไปตัดโอกาสในการมีชีวิตของผู้อื่น นอกจากจะแก้ไขด้วยการสร้างพลังบุญที่ยิ่งใหญ่ รุนแรง ด้วยการปฏิบัติดังที่ได้แนะนำข้างต้นแล้ว ก็ให้เสริมด้วยการไปซื้อเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ของเด็กทารก เช่น ขวดนม นมผง ผ้าอ้อม รถเข็นเด็ก ของเล่นเด็ก ฯลฯ แล้วก็นำไปถวายให้แก่พระสงฆ์ และก็ใช้วิธีการเดียวกับเคล็ดลับการปล่อยปลาข้างต้น แล้วก็นำของเหล่านั้น ไปบริจาคให้กับสถานเลี้ยงเด็กอ่อนต่อไป

– เรียนหนังสือไม่ดี (ทั้งที่ขยันก็แล้ว)ความจำไม่ดี คิดอ่านอะไรก็ช้า ปัญญาไม่แล่น จะเล่าเรียนเขียนอ่านอะไร ก็มีปัญหามีอุปสรรคไปหมด เป็นวิบากกรรมที่เกิดจากการไปขัดขวางไม่ให้คนได้มีความรู้ เคยไปบั่นทอนสติ และปัญญาของผู้อื่นด้วยประการต่างๆ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องสนับสนุนในการกระทำนั้น
เช่น ผลิต จำหน่ายสุรา เครื่องดองของมึนเมา ยาเสพติด ทั้งหลายทำให้คนหลงใหลในอบายมุข ชี้นำสั่งสอนในสิ่งที่ผิดไม่ถูกต้องตามธรรมให้ผู้คน ได้ปรามาสหรือ ดูหมิ่นดูแคลนผู้มีความรู้ ผู้ทรงศีลทรงธรรม การทุเลาและแก้วิบากกรรมในกรณีนี้ ให้ไหว้พระสวดมนต์ ขอขมากรรมต่อพระรัตนตรัย ครูบาอาจารย์ ผู้มีความรู้ทั้งหลายที่เราได้เคยละเมิด ล่วงเกินมา มากๆ บ่อยๆ
ต้องปฏิบัติธรรม สร้างธรรมทานด้วยการแจกหนังสือธรรมะ สื่อธรรมะของครูบาอาจารย์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ หนังสือสวดมนต์ (กรณีหนังสือธรรมะต้องมั่นใจว่า เป็นธรรมะที่ถูกต้องด้วย ถ้าไม่แน่ใจต้องให้ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นผู้รู้จริงพิจารณาก่อน) ถวายสื่อการเรียนการสอนธรรมะ ถวายหนังสือพระไตรปิฎก เป็นเจ้าภาพ หรือร่วมสนับสนุน อุปถัมภ์ค้ำจุนเรื่องการประพฤติปฏิบัติธรรม การศึกษาเล่าเรียน เช่น ให้ทุนจัดฝึกอบรมการปฏิบัติธรรม สร้างวัด สถานปฏิบัติธรรม ให้ทุนการศึกษา พระสงฆ์ เณร นักเรียน นักศึกษาที่ดีมีศีลมีธรรม

ข้อควรปฏิบัติในการดำรงชีวิตในแต่ละวันเพื่อเพิ่มพลังบุญ

1. ตั้งใจรักษาศีล ด้วยการสมาทานศีล 5หรือศีล 8
2. สวดมนต์ด้วยบทสวดต่างๆ อย่างน้อยที่สุดให้ได้ 1 บทสวด วันละครั้งก่อนนอน โดยเฉพาะบทสวดระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ (อิติปิโส ฯ…)
3. นั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ 15 นาที (หรือเดินจงกรมก็ได้)
4. แผ่เมตตา อุทิศบุญ ให้แก่เทพเทวดา เจ้ากรรมนายเวร บุคคลที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ
5. อธิษฐานขอให้ผลบุญนี้ ไปเป็นพลังเพื่อความสำเร็จต่าง ๆ ดังที่เราปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นทางโลก หรือทางธรรม หรือทั้งทางโลกและทางธรรม
6. ทำทาน ให้ได้ในแต่ละวัน ทุก ๆ วัน ตามกำลัง เช่น ใส่บาตร ถวายสังฆทาน หรืออื่น ๆ ตามความเหมาะสม หากไม่สะดวก ไม่มีโอกาสที่จะทำได้ทุกวัน ก็ให้นึกถึงเรื่องการให้ทานไว้ทุกวัน โดยตั้งจิตเจตนาไว้อยู่เสมอว่าเมื่อถึงเวลานั้นแล้วจะไปทำทาน เช่น สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทุก ๆ วันอาทิตย์

ควรตั้งสัจจะไว้ ไม่ควรคิดว่า เอาไว้เมื่อมีความพร้อม มีเวลา มีโอกาสแล้วจึงจะไปทำ เพราะถ้าคิดอย่างนั้นแล้ว ส่วนมากจะหาโอกาสได้ยาก กิเลสมักหาข้ออ้างได้เสมอ

7. การอธิษฐานต่าง ๆ ให้ตั้งจิตมุ่งมั่นแน่วแน่ ปักลงไปในเป้าหมายอย่างแท้จริง ให้มั่นใจในพลังบุญของเรา มองเห็นภาพความสำเร็จเกิดขึ้นอย่างชัดเจนแน่นอน ไม่ลังเลสงสัย (ให้คิดบวกเสมอ) เมื่อผลสำเร็จยังไม่เกิดขึ้น อย่าเพิ่งท้อแท้

นั่นเป็นเพราะองค์ประกอบของเหตุปัจจัยที่ทำลงไปยังไม่สมบูรณ์เพียงพอ และในแต่ละคนก็มีไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน ให้ปฏิบัติต่อเนื่องต่อไป ช้าเร็วอย่างไรก็ต้องสำเร็จแน่นอน ยังไงก็ต้องได้เห็น บางทีความสำเร็จอาจมาโดยคาดไม่ถึงเสียด้วยซ้ำไป และเมื่อสำเร็จแล้ว ก็ให้ทำต่อไป จะเป็นการเพิ่มพลังบุญของเราไปเรื่อยๆ หากยังต้องเวียน ว่าย ตายเกิด อยู่ในวัฏสังสารนี้ พลังบุญที่เราสะสมไว้นี้ ก็จะเป็นทุนรอนในภพชาติหน้าต่อไป

วิธีการเชื่อมบุญ และเคล็ดลับสำคัญ *
หลังจากที่เราได้ทำบุญ บุญก็เกิดขึ้น และเมื่อบุญเกิดขึ้นแล้ว เรายังสามารถน้อมเอาผลบุญนั้น มาอุทิศให้แก่ผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นนั้นมีความสุขด้วย อีกทั้งยังเป็นการชดใช้หนี้เวร หนี้กรรม เศษเวร เศษกรรม ทั้งหลาย ที่เกิดจากบาปเวรอกุศลกรรมที่เราเคยสร้างไว้ เป็นผลให้เราได้รับวิบากกรรมชั่วต่าง ๆ นา ๆ (ที่เรามักเรียกว่ากันว่าเจ้ากรรมนายเวรนั่นเอง)

ต่อจากนั้นเราก็ตั้งจิตกล่าวอุทิศผลบุญทั้งหลายนี้ ให้กับบุคคลทั้งหลายที่เราปรารถนาจะอุทิศให้ แล้วจึงอธิษฐาน เพื่อให้บุญนั้นเกิดเป็นความสำเร็จในกิจการงานต่าง ๆ ตามที่เราได้ปรารถนา หรือตั้งเป้าหมายไว้ ส่วนการที่เราจะอุทิศบุญให้แก่ใคร บุคคลใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะไปเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับบุคคลต่าง ๆ เหล่านั้น ในแง่ใด สถานการณ์ใด (รวมทั้งที่อยู่ในภพภูมิอื่น ๆ) แล้วจึงอุทิศเจาะจงไปให้ (การอุทิศบุญต้องเจาะจง)

ดังนั้น การเชื่อมบุญ และการพึ่งบุญ ก็เป็นการอุทิศบุญเจาะจงไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์สุขและความสำเร็จ ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือหลายๆ สิ่งที่พึงปรารถนา หรือตั้งเป้าหมายไว้นั่นเอง

*** (ควรทำให้ได้ทุกวัน ในแต่ละวันที่ได้ทำบุญไป และควรทำบุญให้ครบส่วน ทั้งในส่วนของ ทาน ศีล ภาวนา กรณีไม่มีโอกาสได้ทำทานทุกวัน หรือคิดว่ายังไม่พร้อมเพียงพอในเรื่องทรัพย์ปัจจัยที่จะนำไปใช้ในการทำบุญ ก็ให้ตั้งเจตนาไว้ก่อน โดยหมั่นสะสมทรัพย์ไว้ ใช้วิธีหยอดเงินใส่กระปุกออมสินรวบรวมไว้ก็ได้ แล้วจึงนำไปทำทาน ถวายทาน ในแต่ละสัปดาห์ หรือตามโอกาส ควรทำบ่อยๆ และต่อเนื่อง จะทำให้จิตระลึกถึงบุญกุศลอยู่เสมอ และก่อให้เกิดผลสำเร็จตามที่ได้อธิษฐานไว้)

ขั้นตอนการอธิษฐาน และอุทิศบุญ *
ให้ทำเบื้องหน้าพระพุทธรูป (โต๊ะหมู่บูชา หิ้งพระ ถ้าในที่พักไม่มี ก็ให้อยู่ให้ในสถานที่อันควร เป็นที่สงบ แล้วน้อมระลึกถึงพระคุณความดี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ ผู้มีอุปการะคุณทั้งหลาย ) โดยก่อนอธิษฐาน ให้ไหว้พระสวดมนต์ก่อน และทำตามลำดับ ดังนี้

1. กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย (อะระหัง สัมมาฯ)
2. สวดพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ (อิติปิโสฯ)
3. รับไตรสรณคมณ์ (พุทธัง สะระณัง คัจฉามิฯ)
4. สมาทานศีล
5. กล่าวคำอธิษฐาน และอุทิศบุญ (ตามตัวอย่าง)
6. กรวดน้ำ อุทิศบุญกุศล (ตอนที่เอาน้ำไปเท ให้เทลงที่พื้นดิน และก่อนเทน้ำ ให้ตั้งจิตบอกแม่พระธรณีว่า “ ขอแม่พระธรณีทรงเป็นสักขีพยาน ในการบำเพ็ญบุญกุศลของลูกนี้ด้วยเถิด ” ก็เป็นอันเรียบร้อย เสร็จพิธี

หมายเหตุ โดยปกติทั่วไป เรามักทำบุญโดยนิยมถวายสังฆทานกัน เพราะหาโอกาสทำได้ง่าย และได้อานิสงส์มาก แต่ในกรณีที่เราไม่ได้ถวายสังฆทาน ก็สามารถประยุกต์ใช้คำอธิษฐานนี้ ในการทำบุญ ทำทานประเภทอื่น ๆ ชนิดอื่นๆ ในแต่ละครั้งได้ โดยปรับให้เหมาะสมตามสถานการณ์

แล้วน้อมนำผลบุญที่ได้กระทำไปแล้วนี้ อุทิศไปให้แก่บุคคลที่เราปรารถนาจะอุทิศให้ สำหรับการกรวดน้ำ ถ้าไม่มีอุปกรณ์(คนโทกรวดน้ำ) ก็ให้ใช้ขวดเล็ก ๆ ใส่น้ำ แล้วเทรินใส่แก้วก็ได้ เสร็จแล้วก็เอาน้ำไปเทที่พื้นดิน และเมื่อทำบุญเสร็จแล้ว หากไม่มีโอกาสได้กรวดน้ำในตอนนั้น ณ สถานที่นั้น ก็ให้กลับมากรวดน้ำที่บ้านหรือที่พักก็ได้ และควรทำภายในวันนั้น การอธิษฐานและอุทิศบุญควรทำทุกวันที่ได้ถวายทาน หรือทุกวันที่ได้สร้างบุญกุศลให้เกิดขึ้น