Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

การชำระหนี้สงฆ์เพื่ออะไร?
แล้วของอะไรบ้างที่ถือเป็นของสงฆ์?

22552525_2061486230531865_1780715107469399143_n

หลายคนบอกว่า ไม่รู้ว่าหนี้สงฆ์นั้นคืออะไรและเป็นอย่างไร หลายคนรู้ว่าเป็นของสงฆ์ แต่ไม่รู้ว่าอะไรบ้างที่เป็นของสงฆ์อย่างฟันธงได้

เรื่องนี้ ก็ต้องขอเมตตาจากหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ขออนุญาตยกเอาส่วนหนึ่งในหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม 1 ที่กล่าวแบบง่ายๆ แต่ละเอียดทั้งหมดอธิบายให้ทราบทั่วกัน หลวงพ่อท่านกล่าวไว้ว่า

“ โดยของที่ถือว่าเป็นของสงฆ์นั้น คือของในวัดทุกประการที่เขาถวายเป็นของสงฆ์แล้ว แม้แต่ดอกไม้ ผลไม้ในวัดเศษไม้ที่คิดว่าทำอะไรไม่ได้แล้ว เอามาทำฟืนบ้าง ทำอย่างอื่นเล็กๆ น้อยๆ บ้าง จงอย่าคิดว่าไม่มีบาป แม้แต่เศษกระเบื้องที่ทิ้งแล้ว ก็เป็นของสงฆ์ มีผลเสมอกัน

เว้นไว้แต่ดอกไม้ผลไม้ที่พระหรือท่านผู้ใดปลูกในวัด ถ้าท่านเจ้าของยังอยู่ในเขตวัดนั้นและท่านอนุญาตอย่างนี้เอามาได้ไม่บาป ด้วยท่านเจ้าของมีสิทธิ์สมบูรณ์ให้ได้ รับมาได้ไม่มีโทษ ถ้าท่านผู้ปลูกออกไปจากวัดนั้นหรือตายไปแล้ว ของนั้นเป็นของสงฆ์โดยตรง ไปเอามามีโทษตามกำลังบาป ขโมยของสงฆ์…”

อีกทั้งเราควรทราบว่า ของในวัดทั้งหมดแม้แต่อาหารที่เหลือจากบาตรพระหรือเหลือจากการทำบุญ ถ้าจะเอามากินได้ต้องให้มีมติสงฆ์เสียก่อน แม้แต่เจ้าอาวาสก็ไม่ใช้เจ้าของที่แท้จริง เป็นของส่วนรวมของสงฆ์

แต่ส่วนมากท่านจะทำมติสงฆ์ไว้แล้ว เพื่อไม่ให้เกิดอาบัติและไม่เป็นกรรมต่อผู้ที่รับทานนั้นไป ซึ่งคนที่มาทำบุญแล้วอาหารเหลือนั้น ถือว่าโชคดีที่ได้บุญ 2 ต่อ คือ ได้จากการทำบุญกับพระสงฆ์แล้วยังได้จากที่พระสงฆ์ท่านทำทานต่อคนทั่วไป

การชำระหนี้สงฆ์นั้น ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาแนะนำให้ทำบ่อยที่สุดมากที่จะมากได้ ไปที่วัดไหนถ้าเห็นตู้ที่เขียนติดไว้ว่าชำระหนี้สงฆ์ก็ขอให้ทำเถิดจะบาทเดียว สลึงเดียว เฟื้องเดียวก็ทำได้ทั้งนั้น

เพราะเชื่อว่าในอดีตชาติของทุกคน ต้องเคยเป็นหนี้สงฆ์แม้จะไม่ตั้งใจ เพราะมาจากความไม่รู้ ไม่สำรวมในการไปวัด อาจจะไปหยิบฉวยอะไรเล่น หรือมีอะไรติดมือกลับมือโดยไม่ตั้งใจแล้วไม่ได้ไปคืน

เคยมีครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งตรวจกรรมให้ผู้หญิงผู้หนึ่ง ที่เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ก็พบว่าในอดีตชาติเคยไปยืมร่มกระดาษของวัดแล้วทำเสียหาย จึงไม่เอาไปคืนเพราะไม่กล้าจึงทำเฉยๆ ไป พระที่ให้ยืมท่านก็เสียดายแต่ก็ไม่รู้จะไปตามที่ไหนเหมือนกัน

กรรมนั้นมาออกที่โรคทางเดินหายใจที่หายใจติดขัดอยู่ตลอด ยิ่งมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำต้องตัดสินใจจะเกิดอาการนี้ทันที เมื่อได้มาพบครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งได้เมตตาบอกทางแก้ไข

มีการทำการชำระหนี้สงฆ์อย่างถูกวิธีอาการก็ทุเลาขึ้น เดี๋ยวนี้ยาที่เคยกินยาและขาดไม่ได้แม้แต่วันเดียว ก็ไม่ต้องกินแล้ว หลายท่านบอกว่าจิตนั้นไปบำบัดโรคร้ายนั้น

แต่หลายคนบอกว่าเจ้ากรรมนายเวรเขาพอใจแล้วถอนตัวไปจากโรคร้าย ก็แล้วแต่ใครจะคิดกันไปตามบุญของผู้คิด

คนที่ไปยืมของอะไรของวัดมาแล้วยังไม่ได้ไปคืน ขอแนะนำว่าให้เอาเงินที่มูลค่าเท่ากับของนั้นหรือมากกว่าไปถวายวัดเสียและขออโหสิกรรม หนี้สงฆ์จะได้หมดสิ้นไป

การทำก็ง่ายๆ จะขออโหสิกรรมต่อพระสงฆ์โดยตรงก็ได้ หรือไปอธิษฐานจิตกล่าวคำขอขมาขออโหสิกรรมต่อหน้าพระพุทธรูปก็ได้ หมั่นทำบ่อยๆ เพราะกรรมที่เราทำนั้นไม่ได้มีแค่กรรมเดียว

ครูบาอาจารย์อีกท่านหนึ่งเมตตาแนะนำว่า ให้อธิษฐานสร้างพระชำระหนี้สงฆ์ ถวายในพระศาสนา เป็นพระพุทธรูปตั้งแต่ 5 นิ้วขึ้นไปจนถึง 4 ศอกหรือมากกว่านั้น

อธิษฐานถวายชำระหนี้โดย ปิดทองคำแท้ที่องค์พระด้วยตั้งแต่ 3 แผ่นขึ้นไปหรือทั้งองค์ยิ่งดีพร้อมเงินปัจจัยตามศรัทธาเขียนหน้าซองถวายชำระหนี้สงฆ์ หนี้ทรัพย์สิน หนี้เวรหนี้กรรม ขอให้หมดหนี้

หากทำไม่ได้เพราะขาดปัจจัยหรือเงินให้หารูปพระพุทธรูปที่มีหน้าตักกว้างตั้งแต่ 5 นิ้วแจกจ่ายไปหรือไปให้ที่วัด มอบให้เป็นสมบัติของพระสงฆ์ ขอเมตตาให้ท่านจ่ายแจกให้แทน

คนที่หมั่นชำระหนี้สงฆ์ตลอดเวลานั้น ให้สังเกตดูก็ได้ว่า ชีวิตจะเริ่มดีขึ้น โรคเวรโรคกรรมจะหายขาด เงินทองที่เคยติดขัดหนี้สินที่เคยมีมากมายจะค่อยๆ ลดลงไปจนกลายเป็นคนมีเงินอย่างน่าอัศจรรย์

Advertisements

การแบ่งบุญ แบ่งได้ไหม?
อุทิศบุญให้คนอื่น
บุญของเราจะหมดหรือเปล่า?

19247754_2057587364255085_8911511191211568215_n

มีหลายคนยังไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมเราทำบุญ ทำทาน ทำกุศลอะไรก็ตาม ทำไมเราต้องโมทนาอุทิศไปให้คนอื่น ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ครูบาอาจารย์ ฯลฯ

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่สมควรเป็นอย่างยิ่ง เป็นการตอบแทนพระคุณความดีของท่านเหล่านั้น และถือว่าเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที ที่คนดีพึงกระทำ

แต่หลายคนยังไม่เข้าใจถึงขั้นเข้าใจผิด กลัวว่าเมื่อเราอุทิศบุญไปแล้ว อานิสงส์ผลบุญที่เราได้สร้าง ที่เราได้ทำไปบุญนั้นจะหมดลงไป เมื่อโมทนาอุทิศไปให้คนอื่น จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ มันคนละเรื่องกัน

และการทำบุญไปแล้วครั้งหนึ่งไม่ว่าจะนานสักกี่ปีๆ บุญที่ทำไปนั้นก็ยังคงอยู่ ถ้าทำไปแล้วสักสักกี่ปีก็ตามเราก็ยังอุทิศส่วนกุศลได้ บุญที่เราทำไม่ได้หายไปไหน ไม่ใช่เราทำบุญแล้วเดี๋ยวเดียวบุญหายไป ไม่ใช่อย่างนั้น

ถ้าทำบุญแล้วไม่ได้อุทิศส่วนกุศล ผู้ทำก็จะเป็นผู้ที่ได้บุญเต็มที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าเราจะอุทิศให้เขาหรือไม่ให้ ทีนี้ถ้าเราให้เขาบุญของเราก็ไม่หมด ส่วนที่เราให้ไปไม่ได้ยุบไปจากของเดิม

แต่ที่สำคัญ การจะอุทิศบุญไปให้ใครก็ตาม ตัวของเราจะต้องมีบุญก่อน จะมีบุญได้ก็จะต้องทำบุญนั่นเอง เมื่อทำบุญแล้วจึงจะอุทิศบุญไปให้ ไม่ใช่บุญก็ไม่ทำแล้วจะเอาบุญที่ไหนไปอุทิศให้เขา

เรื่องของพระอนุรุทธ ในสมัยพุทธกาล ท่านเกิดเป็นคนเกี่ยวหญ้าช้างของมหาเศรษฐี เวลาที่ท่านทำบุญแล้ว เจ้านายมาขอแบ่งบุญ ท่านก็สงสัยว่าการแบ่งบุญจะแบ่งได้ไหม จึงไปถามพระปัจเจกพุทธเจ้าที่ท่านมารับบิณฑบาตร ท่านก็เมตตา เปรียบเทียบให้ฟังว่า

” สมมติว่าโยมมีคบและก็มีไฟด้วย แต่คนอื่นเขามีแต่คบไม่มีไฟ ทุกคนต้องการแสงสว่างก็มาขอต่อไฟที่คบของโยม แล้วคบของทุกคนก็สว่างไสวหมด อยากทราบว่าไฟของโยมจะยุบไปไหม”

ท่านพระอนุรุทธ ก็ตอบว่า

“ไม่ยุบ”

แล้วพระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านก็ตอบกลับไปว่า

” การอุทิศส่วนกุศลก็เหมือนกัน เราให้เขาเขาก็โมทนา แต่บุญของเราก็ยังอยู่เต็มร้อย เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้หายไป”

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภหรือพระสุธรรมคณาจารย์ ท่านเป็นพระสุปฎิปันโนอีกรูปหนึ่งที่เราควรเคารพกราบไหว้ ท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้เมตตาเล่าไว้ในหนังสือหลวงปู่เล่าเรื่อง เทวดา พญานาค พระธาตุ จัดพิมพ์เป็นธรรมทานโดยชมรมกัลยาณธรรม ยืนยันในเรื่องการอุทิศบุญไว้อีกว่า

“บุญกุศลที่เราอุทิศไปให้ ถึงเขาจะไม่ได้รับ ก็ไม่ได้สูญหายไปไหน

บุญกุศลนี่ไม่มีการสูญสลาย ถ้าไม่มีการเสวยสุขจากผลบุญนั้น

กล่าวคือ เราสร้างบุญกุศลมากเท่าไร ก็ไม่ได้เป็นการแบ่งแยก หรือทำให้บุญกุศลที่เราสร้างนั้นถดถอยน้อยลงแต่ประการใด คงสะสมส่งผลให้แก่เราเมื่อถึงกาลอันสมควร เมื่อส่งผลแล้วจึงเป็นการไปใช้ไป หมดไปซึ่งบุญในแต่ละส่วน แต่บุญมีผลอันยิ่งสามารถส่งผลให้แก่ผู้สร้างได้นานข้ามภพข้ามชาติได้หลายๆ ชาติทีเดียว”

ดังนั้นเราควรเข้าใจเสียใหม่ว่า การอุทิศบุญส่วนกุศลให้ผู้อื่นนั้นไม่ได้ทำให้บุญของเราหายไปแม้แต่นิดเดียว

ขอแนะนำว่าเราควรต้องเริ่มจากพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์สาวก พระอริยสงฆ์ทุกพระองค์ คุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์ เจ้ากรรมนายเวรและสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง และในส่วนที่เน้นเป็นรายบุคคลก็กล่าวไปตามใจปรารถนา

และขอให้เราทุกคนเชื่ออย่างมั่นใจว่า เมื่อเราได้ทำบุญกุศลแล้ว ไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม เราทุกคนก็ยังคงได้ใช้บุญของเราอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ได้ใช้บุญกุศลนั้นแน่นอน ซึ่งจะส่งผลเมื่อใดนั้นขึ้นอยู่กับวาระของบุญนั้นๆ และกรรมจะเป็นผู้กำหนดเองทั้งสิ้น

ร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างพระใหญ่
เปลี่ยนกรรม พลิกชีวิตทันตาเห็น!!!
………..

22788786_2043260475687774_2429999316990699611_n

เมตตาจากครูบาอาจารย์
อานิสงส์การสร้างพระพุทธรูป เปลี่ยนกรรมพลิกชีวิต!!!

หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ เมตตากล่าวว่า ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ สร้างด้วยอะไรก็ตาม หมายความว่าบุญกุศลจะตามหนุนส่งท่านไปทุกภพทุกชาตินานถึง 5 กัป

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เมตตากล่าวว่า ผู้ใดสร้างรูปพระพุทธเจ้าจะเป็นองค์เล็กเท่าต้นคาก็ดี ใหญ่กว่าต้นคาก็ดี ผู้นั้นจะได้เป็นพรหม เป็นอินทร์ หมื่นชาติแสนชาติ ถ้าเป็นมนุษย์ จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิหมื่นชาติ แสนชาติ จะไม่เป็นผู้ตกต่ำเลย ตราบจนกว่าเข้าสู่นิพพาน

หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนาเมตตากล่าวว่า การสร้างพระ เปรียบได้กับธนาคารบุญ ซึ่งจะเกิดบุญกุศลกับผู้ที่มีส่วนในการสร้าง โดยบุญกุศลนั้น จะเกิดขึ้นทุกครั้ง ที่มีผู้มากราบไหว้ สักการะบูชา เท่ากับจำนวนคน และจำนวนครั้ง

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม เมตตากล่าวว่า การที่ผู้สร้างพระพุทธรูปได้เกิดศรัทธา จนถึงสละเงินออกมาสร้างพระพุทธรูปได้ และออกมาทำทาน ในงานฉลองพระพุทธรูปได้ ชื่อว่าเป็นผู้มี”ความเห็นตรง เห็นถูกแท้” เพราะเป็นบุญของตนเอง ไม่ใช่บุญของใครเลย ผู้สร้างพระพุทธรูป ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาท ชื่อว่า เป็นผู้ได้เตรียมตัวก่อนตาย

เรียนกัลยาณมิตร กัลยาณธรรมทุกท่าน ธ.ธรรมรักษ์ขอเชิญชวนทุกท่านสร้างบุญใหญ่อีกครั้งในชีวิต ด้วยหนังสือสร้างบุญธรรมทานชุดพิเศษ ร่วมสร้างพระใหญ่ ให้ดี สุข มีโชคลาภฉับพลัน!!!

รอบบุญใหญ่นี้ ซึ่งนอกจากท่านจะได้สร้างบุญด้วยหนังสือธรรมทาน นำคนสู่ทาน ศีล ภาวนา ซึ่งเป็นมหาบุญกุศลยิ่งใหญ่เหนือทานทั้งปวงอยู่แล้ว
ทุกท่านที่สั่งหนังสือธรรมทานชุดพิเศษนี้ ยังได้เพิ่มบุญใหญ่ให้กับตนเองและหมู่คณะมากขึ้นโดยประมาณมิได้!

โดยจะนำรายได้ส่วนหนึ่งตามเหตุและปัจจัย ร่วมเป็นเจ้าภาพสร้าง “พระพุทธโพธิปักขิยธรรม” ขนาดหน้าตัก ๗ ศอก ซึ่งจะประดิษฐาน ณ วิหารคดรอบอุโบสถวัดป่าพรหมยาน ตำบลวังเย็น อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา

ที่สำคัญ ทุกท่านที่สั่งหนังสือรอบบุญใหญ่นี้ จะเอารายชื่อทุกท่าน เก็บไว้ในฐานพระที่เราร่วมกันสร้าง !!!
ทุกท่านจะมีกระแสบุญเพิ่มต่อเนื่องไม่ขาดสายไม่ว่ากี่ภพชาติ
เมื่อมีคนมากราบไหว้บูชา สร้างบุญ!!!

การสร้างพระพุทธรูปจัดว่าเป็น พุทธบูชา เป็นพุทธานุสติกรรมฐาน และมีอานิสงส์บุญมากจนประมาณมิได้!!!

บุญใหญ่นี้เปลี่ยนชีวิตฉับพลัน ปิดทางกรรมเก่าบางกรรมทันที!!!

เป็นบุญใหญ่ที่เจ้ากรรมนายเวรพึงพอใจ ยอมให้อโหสิกรรมง่าย และอุทิศบรรพบุรุษเปลี่ยนภพภูมิได้ ทั้งเงินทองที่เคยติดขัด การงานที่สะดุด การค้าที่มีปัญหา ครอบครัวแตกแยก โรคเวรโรคกรรม เรื่องร้ายๆ หมดไปทันที เกื้อหนุนให้มีปัญญาธรรมเลิศ ชีวิตจะมีโชคลาภตลอดเวลา ร่ำรวย

ส่ง “พ่อ” ครั้งสุดท้าย
แต่พลังแห่งความจงรักภักดี
จะอยู่ในใจตราบนานเท่านาน…

22552590_2034120803268408_8185372558398864796_n

พระราชดำรัสในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันศุกร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราโชวาท ในความตอนหนึ่งว่า

“…งานที่ทำหลังจากที่ได้คิดพิจารณาอย่างรอบคอบ และวางแผนปฏิบัติทุกขั้นตอนอย่างถูกถ้วน ตามหลักวิชาแล้ว ก็ไม่แน่ว่า จะได้ผลเลิศตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เสมอไป

ดังนั้น ไม่ว่างานที่ทำจะได้ผลมากน้อยประการใด สำเร็จหรือล้มเหลวก็ตาม นักปฏิบัติงานผู้ยึดมั่นในความจริง จะต้องยอมรับความจริง และต้องกล้าที่จะบอกกล่าวให้ทราบทั่วกัน โดยไม่ปิดบังหรือบิดเบือน

ถ้าไม่ได้ผล คนอื่นจะได้ถือเป็นบทเรียน ไม่เสียแรงเสียเวลาไปปฏิบัติโดยเปล่าประโยชน์อีก ถ้าได้ผลดี ผู้อื่นก็จะได้ยึดถือปฏิบัติตาม และขยายผลให้ได้ประโยชน์กว้างขวางขึ้น…”

จากพระราชดำรัสจะเห็นได้ว่าความล้มเหลวคือสิ่งที่สอนเราได้ และการยึดมั่นยอมรับในผลที่เกิดคือเรื่องสำคัญ เพราะมันไม่ได้มีผลต่อตัวเราเท่านั้น แต่ยังมีผลสืบเนื่องไปถึงคนอื่นได้

เช่น เมื่อเราทำสิ่งใดผิดพลาด หรือทำงานใดแล้วล้มเหลว เราต้องค้นหาสาเหตุนั้นให้เจอ เพื่อจะได้นำตนเองเป็นกรณีตัวอย่าง ช่วยสอนคนอื่นๆ ไม่ให้ต้องก้าวเดินจนนำพาตัวเองมาสู่ความล้มเหลวแบบที่เรากำลังเผชิญอยู่

ซึ่งหากเรายินดียกตัวเองเป็นเยี่ยงอย่างแก่คนอื่นแล้ว จะเท่ากับเราทำกุศลในสิ่งที่เรียกว่า “วิทยาทาน” หรือ มอบความรู้ให้กับคนอื่น โดยใช้ตัวเราเองนี่แหละเป็นสื่อการสอน

เปลี่ยนน้ำตาให้เป็นพลัง
คิดถึงท่าน ทุกวัน
ทำความดีทุกวัน
เริ่มจากตัวเรา
ขยายออกไปคนรอบข้าง

นำธรรมะที่พ่อนำ
คำที่พ่อสอน
เป็นเข็มทิศชีวิต
และเผยแพร่ออกไป
สังคมดีเพราะคนดี

ที่เรารัก… ไม่ได้ถูกบอกให้รัก
ที่เราภักดี… ไม่ได้ถูกบังคับให้ต้องทำ
สิ่งที่พระองค์ท่านทุ่มเท ระหว่างครองราชย์
เป็นคำตอบของทุกสิ่ง…

22308826_2020073708006451_6950843561364787640_n

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระราชดำรัสแก่ปวงชนชาวไทย ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ ในความสำคัญตอนหนึ่งว่า

“…ความสุขสวัสดีนี้ เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาอย่างยิ่งของคนเรา แต่จะสำเร็จผลเป็นจริงได้มากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถ และสติปัญญา ในการประพฤติตัว ปฏิบัติงาน ของแต่ละบุคคล ในปีใหม่นี้ จึงขอให้ชาวไทยทุกคน ได้ตั้งจิต ตั้งใจ ให้เที่ยงตรง แน่วแน่ ที่จะประพฤติตัว ปฎิบัติงาน ให้เต็มกำลังความสามารถ โดยมีสติรู้ตัว และปัญญารู้คิด กำกับอยู่ตลอดเวลา

กล่าวคือ จะคิด จะทำสิ่งใด ต้องคิดหน้า คิดหลังให้ดี ให้รอบคอบ ทำให้ดี ให้ถูกต้อง ข้อสำคัญ จะต้องระลึกรู้ โดยตระหนักว่า ประโยชน์ส่วนรวมนั้น เป็นประโยชน์ที่แต่ละคน พึงยึดถือ เป็นเป้าหมายหลัก ในการประพฤติตัว และปฏิบัติงาน เพราะเป็นประโยชน์ที่ยั่งยืน แท้จริง ซึ่งทุกคนมีส่วนได้รับ ทั่วถึงกัน ความสุข ความสวัสดี จักได้เกิดมีขึ้น ทั้งแก่บุคคล ทั้งแก่ชาติบ้านเมืองไทย ดังที่ทุกคน ทุกฝ่าย ตั้งใจปรารถนา…”

จากแนวพระราชดำรัสนี้จะเห็นได้ว่า สาระสำคัญคือ คนเราจะมีความสุขมากหรือน้อยย่อมขึ้นตัวเราเอง ซึ่งครั้งหนึ่ง ท่านพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ก็เคยกล่าวไว้ว่า “ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว” ดังนั้นหากจะสรุปว่าการจะมีชีวิตที่ดีหรือชีวิตที่ไม่ดีนั้น อยู่ที่ตัวเรานั่นเอง

การจะมีชีวิตที่ดี เราต้องครองตนให้ดี ต้องใส่ใจในทุกรายละเอียดของแต่ละสิ่งอย่างที่เราทำลงไป ไม่ว่าจะการคิด การลงมือทำ การวิเคราะห์พิจารณาอย่างรอบคอบ และเราควรต้องพิจารณาอย่างมีปัญญา หากอะไรที่เรายังไม่รู้หรือไม่แน่ใจก็ควรหาข้อมูลเพิ่มเพื่อเราจะได้รู้ทั่วและไม่ทำสิ่งผิดพลาดลงไป

ก่อนที่เราจะลงมือทำอะไรลงไป เราก็ต้องคิดก่อนเสมอ อย่าทำด้วยอารมณ์ หากยามใดที่เราใช้อารมณ์ก็อาจทำให้เกิดเรื่องเสียหายได้ ดังนั้นถ้ารู้ว่าตนเองอารมณ์ไม่ดี ขอให้รีบสงบใจหรือหากสงบไม่ได้ก็ควรแยกตัวออกมาพัก เพื่อลดปริมาณความอัดอั้นในใจลง และเราจะได้ไม่ทำอะไรที่ต้องเสียใจในภายหลัง

สิ่งสำคัญต่อมาคือเราจะต้องคิดให้ดี ว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำนั้น จะเกิดประโยชน์มากน้อยแค่ไหน หากอะไรที่ทำแล้วเกิดผลดีสูงสุด เรียกว่าได้ทั้งผลดีต่อตัวเราเอง ได้ผลดีต่อคนรอบตัว และสังคมหมู่มาก นั่นย่อมเป็นสิ่งที่สมควรทำ หรือในบางเวลาเราก็ต้องทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมก่อนทำเพื่อตนเอง

พรวิเศษของ “พ่อ”
สิริมงคลของปวงชนชาวไทย ที่อยากให้ทุกคนได้รับรู้…

22045889_2004950582852097_6143844620938087953_n

อันว่าการละความเห็นแก่ตัวนั้น ได้ปรากฎในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยในโอกาสวันขึ้นปีใหม่
เมื่อวันศุกร์ ที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒
.
“เวลานี้บ้านเมืองของเรากำลังต้องการการปรับปรุง และการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ ทางที่เราจะช่วยกันได้ ก็คือ การที่ทำความคิดให้ถูก และแน่วแน่ ในอันที่จะยึดถือประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นที่หมาย ต้องเพลาการคิดถึงประโยชน์เฉพาะตัว และความขัดแย้งกันในสิ่งที่มิใช่สาระลง ต้องหันหน้าปรึกษากัน ด้วยความรู้คิด
ด้วยความเป็นญาติ เป็นมิตร และเป็นไทยด้วยกัน”
.
การละความเห็นแก่ตัวนอกจากจะทำให้ใครๆ รู้สึกดีกับเราแล้ว ยังเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดความเจริญก้าวหน้าต่อบ้านเมืองด้วย ซึ่งอย่าลืมว่าเราคือคนไทยที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทย หากประเทศก้าวหน้า ประชาชนเจริญแล้ว ความเจริญก็ย่อมแผ่ไพศาลไปทุกหย่อมหญ้า และหากคุณเป็นคนที่มีฐานะ มีความร่ำรวย เป็นนักธุรกิจอยู่แล้ว ขอแนะนำว่ายิ่งคุณเห็นแก่ตัวน้อยเท่าไร คุณจะยิ่งได้ประโยชน์อันมหาศาล
.
นอกจากการละความเห็นแก่ตัวจะทำให้คุณได้รับคำชมแล้ว การแบ่งปันสิ่งที่มีหรือโอกาสที่ดีให้กับคนอื่น ให้คนอื่นได้มีโอกาสจะประสบความสำเร็จในชีวิต มีชีวิตและฐานะที่ดีขึ้น ก็จะเท่ากับคุณเพิ่มกลุ่มลูกค้าให้กับตนเอง โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นนักธุรกิจ คุณย่อมต้องการขายสินค้าเพื่อสร้างรายได้ให้กับบริษัท ทีนี้โปรดลองคิดดีๆ ว่าหากคุณรวบความรวยไว้กับตนอย่างเห็นแก่ตัวเพียงคนเดียว แล้วใครจะมีเงินพอมาซื้อสินค้าจากคุณ?
.
การที่จะเพิ่มยอดขายที่ดีที่สุด หาใช่การเพิ่มตลาด หรือการทำโฆษณา แต่มันคือการเปิดโอกาสให้คนทั่วไปมีรายได้เพิ่มขึ้น ถ้าลองว่าคนมีรายได้แล้ว เขาย่อมหันมาสนใจจับจ่ายสินค้ามากขึ้น และถ้าคุณได้ชื่อว่าเป็นคนดี ไม่เห็นแก่ตัว
และชอบเปิดโอกาสแนะนำช่องทางร่ำรวยให้กับคนอื่นอยู่บ่อยๆ แล้วล่ะก็
ด้วยความดีนี้เองจะครองใจคน ทำให้คนมากมายหันมาสนใจจับจ่ายซื้อสินค้าจากคุณ นี่คือเทคนิคที่ได้ประโยชน์ต่อเนื่องหลายสถานเลยทีเดียว
.
นอกจากจะได้ใจคน ได้สร้างความก้าวหน้ามั่นคงให้กับประเทศแล้ว พลังแห่งความดีนั้นยังย้อนมาตอบแทนตัวเราเอง โดยการเสริมสิ่งดีๆ ให้กับเรามากขึ้น ไม่ว่าจะมีคนชอบมากขึ้น มีรายได้มั่นคงมากขึ้น และบริษัทกิจการที่เราทำอยู่เป็นปึกแผ่นมั่นคงยิ่งขึ้น นี่จึงเป็นวงจรแห่ง
.
ความสำเร็จที่คุณไม่ควรละเลย มีแต่ได้ผลดีในทุกๆ ฝ่าย
ยิ่งเราละความเห็นแก่ตัวมากเท่าไร เราจะยิ่งได้รับมากเท่านั้น ดั่งที่ในหนังสือชื่อดังอย่างThe Secret ได้เคยกล่าวไว้ในตอนหนึ่งของการใช้กฎแห่งการดึงดูด ว่ายิ่งเราให้ เราจะยิ่งได้รับ แต่ถ้าเราทำตัวงก เราจะยิ่งขาดแคลน เช่นนั้นแล้ว อย่าเห็นแก่ตัวอีกเลย ลองสัมผัสรสชาติของการทำเพื่อคนอื่น การทำให้คนอื่นมีความสุข มีความสบายใจดู แล้วคุณจะรู้ว่าการทำสิ่งเหล่านั้นสำเร็จ จะทำให้เราสุขใจมากกว่าได้เงินแสนเงินล้านเสียอีก