Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

3 หนังสือที่สุดของแผ่นดิน ธรรมทานที่ยิ่งใหญ่ในภพนี้
ธรรมะของพระเจ้าอยู่หัว พรวิเศษของพ่อ
และคู่พระบารมีปกเกล้าแผ่นดินและชาวสยาม

20139866_1909917555688734_4333699951119930959_n

บุญใหญ่ ได้ช่วยกันเผยแพร่ธรรมะของพระโพธิสัตว์ พระอริยเจ้า
ให้คนทั้งหลายได้พบแนวทางปฏิบัติธรรมที่เอกอุ ทางสายตรงแห่งความสุข ความเจริญ

ความดี คือ เป็นผู้ได้ชื่อว่า ได้สรา้งคุณงามความดีแก่ตนเอง
ต่อผู้อื่น ต่อแผ่นดิน

กรรมดี คือ เป็นผู้สร้างธรรมทาน เหนือกว่าทานทั้งปวง เปลี่ยนชีวิต พลิกกรรม

หนังสือทั้ง 3 เล่มที่อยากแนะนำให้ทุกบ้านมีไว้
และให้ลูกหลานได้เห็น ได้อ่าน
ได้รู้ถึงความรัก พระเมตตา พระบารมี
ที่ยิ่งใหญ่ของ….พ่อ
ที่ต้องจารึกไว้ในแผ่นดินไทยชั่วนิจนิรันดร์

ขอบุญรักษา
ธ.ธรรมรักษ์

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม
เพื่อประประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม”
พระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ชาวไทย
ในวันที่เสด็จขึ้นครองราชย์

19894759_1900146399999183_67499747898001731_n

พระองค์ทรงโดดเด่นเป็นสง่าประทับอยู่ในดวงหทัยของพสกนิกรชาวไทยตลอดมา

ทรงยึดหลักความซื่อตรง และรักษาสัญญาอย่างมั่นคง ดังกระแสพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ชาวไทยในวันที่เสด็จขึ้นครองราชย์จนถึงวันที่สวรรคตไม่เคยแปรเปลี่ยน

คำว่า อาชชวะ แปลว่า ความเป็นผู้ซื่อตรง ตรงในทางที่ดี สุจริตต่อหน้าที่การงานของตน ต่อมิตรสหาย ต่อองค์กรหรือหลักการของตน ความซึ่อตรง แบ่งออกเป็น ๖ ประการคือ

๑ . ตรงต่อบุคคล คือ มีความซื่อสัตย์สุจริต ต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับตน โดยไม่เลือกชั้นวรรณะไม่เนรคุณผู้มีพระคุณ และไม่เป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก

๒ . ตรงต่อเวลา คือ จะนัดหมายกับใคร หรือจะทำงานสิ่งใดก็ให้ตรงเวลาที่กำหนดไว้ และไม่เอาเวลาราชการไปเป็นประโยชน์ส่วนตน

๓ . ตรงต่อวาจา คือ เมื่อได้รับปากกับใครว่าจะทำสิ่งที่ดีและสุจริต จะไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีและทุจริต ก็ให้กระทำตามที่ได้ลั่นวาจาไว้

๔ . ตรงต่อหน้าที่ คือ ซื่อสัตย์สุจริตและจริงใจต่อหน้าที่การงานของตน ไม่ฉ้อราษฏร์บังหลวง ไม่ละทิ้งหน้าที่และปัดความรับผิดชอบ

๕ . ตรงต่อธรรมะ คือ การยึดมั่นในหลักคุณธรรม และบูชาความถูกต้อง ความยุติธรรม ความชอบธรรมไว้เหนือสิ่งอื่นใด

๖ . ตรงต่อตนเอง คือ การไม่โกหกตนเอง ซื่อสัตย์สุจริตต่ออุดมการณ์ของตน ไม่ฝืนใจทำในสิ่งที่ไม่ใช่ปณิธานของตนเอง

ทั้ง ๖ ประการนี้ คนไทยทุกคนคงประจักษ์แก่ใจว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ทรงมีครบทุกประการ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยความซื่อตรง ทรงยึดมั่นอยู่ในหลักแห่งอาชชวธรรม ทรงพระเมตตา ด้วยพระกรุณาธิคุณเสมอกันหมดโดยไม่ทรงเลือกหรือเอนเอียงเปลี่ยนแปลงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใด จังหวัดใด ภาคไหนหรือนับถือศาสนาอะไรก็ตาม

กษัตริย์ผู้ศรัทธาพระพุทธศาสนาจากหัวใจ

19657016_1894510077229482_3290115040554283031_n

ความตอนหนึ่งพระราชดำรัสของพระยาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ พระราชทานในพิธีกาญจนาภิเษก ทรงครองราชย์ ครบ 50 ปี พ.ศ.2539

ตบะ นั้นหมายถึง ความเพียรเป็นเครื่องแผดเผาความเกียจคร้าน หรือความตั้งใจกำจัดความเกียจคร้านและการกระทำผิดหน้าที่ มุ่งทำกิจอันเป็นหน้าที่ที่พึงกระทำ หรือความเพียรในการละอกุศลกรรม เพียรอบรมกุศลบุญต่าง ๆ ให้บังเกิดขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นความหมายใด ทั้งสองพระองค์ล้วนมีราชธรรมในข้อนี้คนไทยทั้งแผ่นดินล้วนทราบดีกับหัวใจ คงไม่มีพระราชวังที่ไหนในโลกที่เต็มไปด้วยนา บ่อปลา โรงสี

จะมีใครบ้างไหมในโลกนี้ ที่เพียรสร้างธุรกิจ สร้างโครงการดีๆ ขึ้นมากว่า 4,000 แห่ง ทุกแห่งมีคนทำงานให้ด้วยความรัก ด้วยความเพียร ทุกแห่งประสบความสำเร็จออกดอกออกผลมีผลกำไรในทุกที่

แทนที่จะเอาเงินกำไรนั้นมาใช้ส่วนตัว มาให้ครอบครัวญาติพี่น้อง แต่กลับเอาเงินทั้งหมดทุกบาททุกสตางค์กลับไปให้ประชาชนทั้งแผ่นดิน

จะมีอีกไหมที่เสมอเหมือน…พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา

อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย”””

ความเพียรพยายามอย่างยาวนานของทั้งสองพระองค์ ดังที่ทุกคนสัมผัสได้ทั้งนามธรรมและรูปธรรม เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย ดังที่ ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ นางสนองพระโอษฐ์และราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถได้ตามเสด็จและถวายงานแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ได้ให้สัมภาษณ์นิตยสารแพรว ปี 2559 ฉบับที่ 887 (10 ส.ค. 59) ถึงที่ได้ถวายงานรับใช้มาเกือบ 50 ปี และเห็นถึงความเพียรพยายามของทั้งสองพระองค์มาตลอดที่อยากเห็นคนไทยมีความสุข ขจัดความทุกข์ยากไปจากแผ่นดินนี้ ดังความตอนหนึ่งว่า

“…เป็นบุญเหลือเกินค่ะ ที่ได้เข้ามารับใช้พระองค์ท่านอย่างใกล้ชิดขนาดนี้ไม่ได้คิดฝันเลยและเมื่อมีโอกาสถวายงานก็ได้เห็นน้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ว่าทรงรักประเทศชาติทรงอยากให้ประเทศไทยมีความมั่นคงยั่งยืน

คนไทยเราโชคดีที่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ที่ทรงงามพร้อมด้วยพระจริยวัตรและน้ำพระทัยที่ใสสะอาด

ดิฉันคิดว่าคนไทยควรสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณดูพระราชกรณียกิจของทั้งสองพระองค์ให้ลึกซึ้ง อย่าดูแต่ฉาบฉวยทุกพระราชกรณียกิจทรงทำเพื่อประชาชนคนไทยทั้งสิ้นไม่เคยทรงหวังผลตอบแทนอะไรเลย

นอกจากอยากทอดพระเนตรเห็นคนไทยรักและสามัคคีช่วยกันดูแลประเทศชาติ…”

พระราชจริยวัตรของในหลวง
เล่าโดยพระสังฆราชองค์ที่ 19

19260309_1892995304047626_4055941475911946538_n

สำหรับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นั้นเสด็จออกทรงผนวชรักษาศีล ๒๒๗ ข้อ ของพระภิกษุในบวรพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

และเมื่อทรงผนวชแล้วได้เสด็จมาประทับรักษาศีลตามพุทธบัญญัติ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร โดยประทับ ณ “พระตำหนักปั้นหย่า” แล้วจึงเสด็จมาประทับ ณ “พระตำหนักทรงพรต” แม้เมื่อทรงลาผนวชแล้ว ก็ทรงเป็นผู้รักษาศีลอย่างเคร่งครัด

ดังพระลิขิต ของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระญาณสังวรที่มีต่อพระราชจริยวัตรอันงดงามขณะทรงผนวช

ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา “สมเด็จพระญาณสังวร” ได้มีพระลิขิตออกมาฉบับหนึ่ง
กล่าวถึงพระจริยวัตรขณะทรงผนวช ความว่า

“…สมเด็จพระบรมพิตรพระราชสมภารเจ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในระหว่างทรงผนวช
ทรงบำเพ็ญเนกขัมมปฏิบัติ ได้ทรงปฏิบัติดียิ่งในฐานะเป็นพระภิกษุ ผู้ประกอบด้วยสีลทิฏฐิดีชอบตามพระพุทธธรรมวินัย และในฐานะเป็นพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตรงต่อเวลา เมื่อเสียงระฆังทำวัตรเช้าเย็นดังขึ้น จะเสด็จฯ ถึงพระอุโบสถทันที เสด็จฯ ด้วยพระบาทเปล่า มิได้ทรงฉลองพระบาท (แบบพระ) เมื่อเสด็จฯ ไปในที่ใดๆ ทุกแห่ง

ทรงเพียบพร้อมด้วยสัปปุริสธรรม ๗ คือความรู้จักเหตุ ความรู้จักผล ความรู้จักตน ความรู้จักประมาณ ความรู้จักกาล ความรู้จักประชุมชน ความรู้จักเลือกบุคคล ทรงปฏิบัติถูกต้องเหมาะควรทุกประการ”

ด้วยการรักษาศีลและผลของศีลอย่างพร้อมสมบูรณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ทั้งสองพระองค์ทรงถึงพร้อมด้วยไตรสิกขาครบถ้วน

(ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลักการพัฒนาชีวิตเพื่อให้ประสบความสำเร็จเป็นคนสมบูรณ์แบบตามแนวพุทธ ไตรสิกขา จึงจัดอยู่ใน มรรค หรือธรรมที่ควรเจริญ คือ ควรทำให้เกิดมีขึ้น เพื่อใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาชีวิต)

ดังปราชญ์ในพระพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า ผู้มีศีลเท่านั้นจึงจะมีสมาธิ ผู้มีสมาธิเท่านั้นจึงจะเกิดปัญญา ผู้มีปัญญาจึงจะพาตนเองและคนอื่นพบกับความสุข ความเจริญได้

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ทั้งสองพระองค์ทรงถึงพร้อมด้วยศีลด้วยพระจริยาวัตรที่งดงาม ทรงมีสมาธิแน่วแน่ ทรงมีพระปัญญาสว่างไสวในการปฏิบัติพระราชภารกิจ

ทรงแก้ปัญหาดับทุกข์ร้อนของปวงประชา ทั้งเรื่องน้อยใหญ่รวมถึงวิกฤตการณ์การเมืองของประเทศ หรือวิกฤตจากธรรมชาติ ทรงใช้พระปัญญานำพาคนไทยและบ้านเมืองให้รอดพ้นได้ เพราะเหตุแห่งศีลที่พระองค์รักษานั้นมั่นคงไม่ด่างพร้อย ครบถ้วนทั้งศีลใน ศีลนอกและศีลกลาง

และตลอดระยะเวลาที่ยาวนานที่ทรงครองราชย์ ทั้งสองพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินมีพระราชปฏิสันถารกับพระอริยเจ้า พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบของแผ่นดิน เพื่อทรงศึกษาหาความรู้อันประเสริฐแห่งพระพุทธศาสนา เพื่อทรงนำมาใช้เป็นแนวทางในการช่วยเหลือประชาชนของพระองค์เสมอมา

ทรงมีพระราชจริยวัตรอีกประการหนึ่งซึ่งคนทั่วไปปฏิบัติได้ยากคือ ในคืนวันธรรมสวนะ หรือวันพระ พระองค์จะทรงรักษาอุโบสถศีลอย่างเคร่งครัด

ทุกวันจันทร์จะทรงถวายสังฆทานเป็นนิตย์ ด้วยตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพ ซึ่งราชกิจวัตรนี้ได้ทรงกระทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยทรงอาราธนาพระสงฆ์จากวัดต่างๆ มารับสังฆทานภายในพระตำหนัก

รวมใจเดินตามรอยเท้าพ่อ
ร่วมส่งธรรม สานต่อความดีที่พ่อทำ
ถวายเป็นพระราชกุศล

19701978_1885844944762662_7961253321786705274_n

“การทำดีนั้นทำยากและเห็นผลช้า แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะหาไม่ความชั่วซึ่งทำได้ง่าย จะเข้ามาแทนที่แล้วจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึกตัว” อีกหนึ่งพระบรมราโชวาท ที่อยากให้คนทำงานทุกคนจดจำเทิดทูนไว้เหนือเกล้าเสมอ

ถึงเวลานี้เราทุกคนควรจะตระหนักได้แล้วว่า มีเพียงการทำสิ่งที่ถูกบนทางที่ถูกเท่านั้น ที่จะทำให้เราได้รับความสำเร็จแบบยั่งยืนขึ้นมาได้ และที่สังคมทุกวันนี้มีสิ่งมีดีเจือปนมากมาย ก็เป็นเหตุอันเนื่องมาจาก “ความไม่กล้า” ของคนรุ่นก่อน จนเรื่องต่างๆ ปัญหาต่างๆ มันลุกลามมาถึงระดับที่เป็นในปัจจุบัน

นอกจากความกล้าในการยืนหยัดบนเส้นทางที่ถูกแล้ว ในแง่ของการทำงานยังมีอีกหนึ่งความกล้าที่เราจะลืมไม่ได้ นั่นคือ การกล้าคิด กล้าทำกล้าสร้างสรรค์ กล้าทำผลงานใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น

อย่ากลัวว่าผลงานใหม่ๆ ของเราจะไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะเรายังไม่ได้นำเสนอออกไปเลยจะกลัวทำไม ผมเชื่อว่ามีคนมากมายที่มีความคิดดีๆ หรืออาจจะมีผลงานชั้นยอด แต่กลับไร้ความกล้าที่จะแสดงมันออกไป ในที่สุดตนเองก็ได้แต่ย่ำอยู่ในตำแหน่งงานเดิมๆ ไม่ได้รับความสำเร็จแบบที่สมควรจะได้รับ

ลองคิดถึงคนอย่าง สตีฟ จ็อบส์, บิล เกตส์ เพราะเขากล้าทำเขาจึงได้รับความสำเร็จ หรือถ้าเป็นชาวไทยก็เช่น คุณบัณฑิต อึ้งรังษี วาทยกรที่มีชื่อเสียง ที่เขาสามารถไปถึงจุดหมายได้ ก็เพราะเขากล้าทำ ไม่มัวกลัว ซึ่ง คุณบัณฑิต เองก็ยังเคยกล่าวในหนังสือของเขา เพื่อสนับสนุนให้คนไทยกล้าขึ้น

จริงๆ แล้วประเด็นนี้นับว่าชวนคิดอย่างยิ่ง เพราะคนไทยมีค่านิยมผกผันกันในเรื่องความกล้า อย่างถ้าเป็นเรื่องดีๆ เรื่องเหมาะสม กลับไม่ค่อยจะกล้าทำกัน ส่วนหนึ่งอาจเพราะพอมีใครทำสิ่งดีๆ ขึ้นมี กล้าสร้างสรรค์อะไรออกไป ก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งออกมาติฉินนินทา กระแนะกระแหนจนหลายๆ คนหมดความกล้าลงไป

แต่โปรดคิดให้ดี เราจะไปสนใจเสียงคนที่เอาแต่นินทาคนอื่นทำไม เราควรสนใจไปที่ผลที่ได้ ประโยชน์ที่จะเกิดต่อตัวเราและสังคม อย่าไปมัวจ้องมองที่คนไร้สาระเหล่านั้นอีกเลย

และในทางกลับกัน ลองคิดดูนะ คนเรากลับกล้าที่จะนินทา กล้าที่จะต่อว่า กล้าที่จะทำอะไรท้าทายวัฒนธรรม กล้าที่จะทำอะไรในเชิงลบ… ลองพิจารณาให้ดี ว่าตอนนี้ได้เวลาที่จะเปลี่ยนแปลงค่านิยมความกล้าที่ผกผันอะไรเหล่านี้หรือยัง

เริ่มจากตัวเราเอง กล้าทำสิ่งดีทุกๆ อย่างไปเลย อย่ากลัวอีกต่อไป เพราะหากเราใช้ความกล้าช่วยกอบกู้สิ่งต่างๆ ในสังคมได้ จะเท่ากับเราทำคุณประโยชน์มหาศาลให้กับประเทศ ซึ่งนั่นจะเป็นหนึ่งในการตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณขององค์พ่อหลวง ที่ทรงทำเพื่อพวกเรามามากได้เป็นอย่างดี

กล้าวันนี้ เพื่อพระองค์ท่าน เพื่อตัวเราเอง เพื่อลูกหลานและคนรอบข้าง อีกทั้งเพื่อประเทศของเรา อย่าได้รอช้าไปกว่านี้เลย

คำสอนมงคล จากมหาราชา
สุดยอดปรัชญา กับของขวัญที่ล้ำค่า
เมื่อน้อมนำไปปฏิบัติ…

19430166_1882793668401123_9063535790345743093_n

“…หนังสือ เป็นเสมือนคลังที่รวบรวมเรื่องราว ความรู้ ความคิด วิทยาการทุกด้านทุกอย่าง ซึ่งมนุษย์ได้เรียนรู้ ได้คิดอ่าน และ เพียรพยายามบันทึกภาษาไว้ด้วยลายลักษณ์อักษร หนังสือแพร่ไปถึงที่ใด ความรู้ความคิดก็แพร่ไปถึงที่นั่น หนังสือจึงเป็นสิ่งมีค่า และมีประโยชน์ที่จะประมาณมิได้ในแง่ที่เป็นบ่อเกิดการเรียนรู้ของมนุษย์…”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนี้ถือเป็นคำจำกัดความที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่จะกล่าวถึงคุณค่าของหนังสือ สิ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมองค์ความรู้ของมนุษย์ที่สั่งสมกันมานับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ด้วยหนังสือนี่เอง เราสามารถรับความรู้ ฟังเรื่องราว และเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ไม่ว่าเรื่องจากอดีต ปัจจุบัน หรือการมองไปยังอนาคต และยังะหมือนกับเราได้รับการสอนสั่งจากคนดังในอดีต คุณอยากเรียนรู้จากใคร หากอยากรู้หลักธรรม ก็สามารถอ่านได้จากพระไตรปิฎก

อันเป็นการรวมคำสอนที่ล้ำค่าของ พระพุทธเจ้า หรือหากอยากได้ความรู้สำคัญๆ ก็ลองอ่านงานของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ดีไหม หรือเรียนจาก เบนจามิน แฟรงคลิน ดี หรือจะเป็นผู้เผยแพร่กฎแห่งการดึงดูดอย่าง รอนด้า เบิร์น ก็ได้

นิสัยการอ่านจึงเป็นสิ่งที่เราควรติดตั้งไว้กับลูกหลานและตัวเราเอง เพราะมันคือการสร้างฐานปัญญาความรู้อันยอดเยี่ยมที่สุด และลงทุนไม่มากเท่าไร

เช่น บางคนอยากเรียนรู้วิธีการพัฒนาตนเอง แทนที่จะต้องเสียค่าเรียนเป็นหมื่นเป็นแสน ข้ามน้ำข้ามทะเลไปพบ แอนโทนี่ ร็อบบินส์ หรือ ไบรอัน เทรซี่ เราก็สามารถใช้เงินไม่ถึง ๓๐๐ บาทในการจัดหาหนังสือของพวกเขามาอ่านกัน

ในประโยชน์ทางชีวภาพแล้ว การอ่านจะช่วยพัฒนาสมองได้อย่างดี เป็นการเพิ่มรอยหยัก เพิ่มพลังการเรียนรู้และความเข้าใจของเราได้ ทำให้การอ่านแต่ละครั้ง เราจะได้ทั้งความรู้ และได้ทั้งพลังปัญญา เป็นการเติมพลังสมองไปในตัวด้วย ดังนั้นความคิดที่ว่า

ใช้สมองในการอ่านมากจะทำให้สมองเสื่อมไวนี่เป็นความคิดที่ผิดอย่างรุนแรงเลย เพราะการอ่านนี่แหละ จะช่วยให้สมองแข็งแรง เป็นการออกกำลังกายทางสมองที่ง่ายและได้คุณค่าอย่างยิ่ง

การอ่านคือกิจกรรมที่ทำได้ง่ายๆ ในทุกที่ ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าตนเองไม่มีเวลาว่างสำหรับการอ่านหรอก แต่จริงๆ แล้วหากคุณจัดสรรเวลาให้ดี คุณย่อมมีเวลาสำหรับการอ่านหนังสืออย่างมากมาย เช่น ตื่นนอนมาก็หาเวลาอ่านหนังสือสัก 5 นาที แล้วก็พกหนังสือไปอ่านระหว่างเดินทาง

จากนั้นก็อ่านอีกตอนพักกลางวัน สละเวลา 10 นาทีมาเติมความรู้ลงสมอง แล้วก็กลับบ้าน ก่อนนอนอ่านอีกสัก 10 นาที… เพียงเท่านี้เราก็ได้เวลาไม่ต่ำกว่า 25 นาทีต่อวัน ในการอ่านหนังสือเติมพลังสมองได้แล้ว

หรือหากเราเลือกที่จะไม่อ่าน ในนาทีนี้ซึ่งโลกแห่งวิทยาการก้าวไกลไปมาก เราสามารถเข้าไปค้นหาคลิปที่มีสาระ เช่น คลิปคำพูดน่ารู้ของคนสำคัญเอามาแปลงเป็นไฟล์เสียง และพกพาไปฟังได้ทุกที่ ซึ่งวิธีนี้เหมาะมากสำหรับคนที่ไม่สามารถอ่านหนังสือบนรถได้

การเพิ่มปัญญาตนเองนั้น ทำได้ตลอด และทำได้ในหลายวิธี อยู่ที่ว่าเราจะตั้งใจทำมันให้สำเร็จหรือจะเอาแต่ผัดวันประกันพรุ่ง มัวแต่บอกว่าตนเองยุ่งและทำไม่ได้อยู่ร่ำไป

การอ่านหนังสือไม่ใช่เรื่องยาก และไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ เพราะทุกวันนี้มีหนังสืออกมาหลายแนว เราอาจเริ่มอ่านจากแนวที่เราชื่นชอบ อ่านตามความสนใจไปก่อนเพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่านในเบื้องต้น

แล้วค่อยขยับไปอ่านหนังสือที่มีสาระประโยชน์ก็ได้… มีวิธีมากมายที่จะนำหนังสือดีๆ เข้าสู่ชีวิตเรา แต่จุดสำคัญคือเราต้องเริ่มทำให้มันเป็นจริง

น้อมจิตรำลึก สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
เพราะอีกไม่นานจะเหลือแค่คำสอน (ของพ่อ)
ที่ตราตรึงใจ ตราบนานเท่านาน

19399306_1872622329418257_3217312653506119648_n

เรื่องของการพลิกแพลงเพื่อเสริมปัญญานี้ ได้ปรากฏในพระบรมราโชวาทขององค์พ่อหลวง เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ความสำคัญตอนหนึ่งว่า

“ที่พูดถึงคนที่มีความรู้ถ้ามีความคิดพลิกแพลงได้ ก็ทำอะไรได้มาก นายทหารคนนั้นก็เรียนจากนายร้อยพระจุลจอมเกล้า สอนอะไรก็ดีเหมือนกัน แต่ไม่ได้สอนทำระเบิด แต่มีราก ฐานความคิดที่แหวกแนว ถ้ามีความคิดตั้งแต่เด็ก ก็สนใจที่จะพัฒนาอะไรๆ ได้มาก ถ้ามีความคิดสูง ยิ่งดี

ที่ในหลวงพูดเร็วๆ นี้ พวกนักเรียนไปแข่งขันโอลิมปิก ไม่ใช่วิ่งหรือกีฬา แต่โอลิมปิกวิชาการครั้งหลังนี้ไป นับว่าดีขึ้นได้เหรียญทองมาเพิ่มเติม แต่ก่อนไม่ได้ อันนี้สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พี่สาวสนใจมาก มาบ่นว่า นักเรียนมีความรู้ไม่พอ เพราะฐานรากไม่พอ ไม่ดี และฐานรากมาจากไหน มาจากโรงเรียนตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม ถึงขั้นอุดมศึกษา ต้องพัฒนาให้ดี และพัฒนาวิธีความคิด วิธีคิดให้มีความซุกซนในความรู้ เมื่อซุกซนก็อยากเรียนรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ”

ในพระบรมราโชวาทนี้ องค์พ่อหลวงได้ตรัสแนะนำให้พสกนิกรรู้จักที่จะ “ซุกซนในความรู้” ซึ่งหมายความถึง ใฝ่รู้ สนุกไปกับการเรียน เมื่ออยากรู้อะไรก็ควรซอกแซกซุกซน ทำให้ตนได้รู้ ซึ่งต้องยอมรับว่าเด็กหลายคน พยายามจะซุกซนในความรู้ แต่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ นี่เองที่อาจคร่าอาการซุกซนของเด็กๆ ไป

เช่น เด็กพยายามถามไถ่เรื่องความรู้บางอย่าง แล้วหากผู้ใหญ่ไม่รู้ก็จะบอกปัดให้เด็กๆ ไปถามคนอื่น หรือไม่ก็ตอบด้วยท่าทีหงุดหงิดรำคาญ ทำให้เด็กๆ ไม่กล้าถามอีกในคราวต่อไป

หรือไม่ก็ตอบแบบข้างๆ คูๆ จนทำให้เด็กรู้อย่างผิดๆ ยิ่งถ้าเด็กถามในสิ่งที่ผู้ใหญ่คนนั้นไม่รู้ ผู้ใหญ่คนนั้นก็อาจตอบอย่างไม่น่าให้อภัยว่า “ถามอะไรเนี่ย ไร้สาระ” หรือ “เด็กๆ จะรู้ไปทำไม ไปทำอย่างอื่นไป”

ผู้ใหญ่จึงควรสอนตนเองไปพร้อมๆ กันว่า เราต้องสนับสนุนให้เด็กซุกซนในความรู้ หากอันไหนเราไม่รู้ ตอบเด็กไม่ได้ก็อย่าหงุดหงิดหรือคิดว่าเสียฟอร์ม แต่จงมองไปที่เรื่องสำคัญกว่าคือ ทำอย่างไรถึงจะทำให้เด็กคนนั้นได้รู้

เช่น เราอาจช่วยชี้แนะให้เด็กไปถามคนที่น่าจะรู้ หรือไม่เราก็ร่วมมือกับเด็กในการค้นคว้า แบบนั้นจะทำให้เด็กรู้สึกสนุก และรู้สึกว่าเราก็ให้ความสำคัญกับเขา รู้สึกว่าผู้ใหญ่ก็ใฝ่รู้เหมือนกัน อันจะเป็นการครองปัญญาและครองใจคน (แบบคนต่างวัย) ได้ไปในตัวทีเดียว

ร่วมกันซุกซนทางความรู้กับเด็ก เวลาเด็กพูดเสนออะไรแปลกๆ มาอย่าเพิ่งคิดว่าเด็กเพี้ยน แต่เขาอาจกำลังใช้ความคิดสร้างสรรค์และใช้ความซุกซนทางปัญญาอยู่ก็ได้ เราควรสนับสนุนให้เขาใช้พลังแห่งจินตนาการให้มากขึ้น และกล้าใช้ปัญญาให้มากขึ้น ไม่ใช่ไปขัดให้เขาหยุดพลังการคิดซุกซนอันสร้างสรรค์นั้นลง

ผู้ใหญ่ก็ควรซุกซนในความรู้เช่นกัน อะไรที่ไม่รู้ก็ทำให้ตนเองรู้ อย่าคิดว่าตัวเองรู้หมด เพราะบางครั้งความรู้ที่เรารู้มาอาจผิดก็ได้ และอย่าดันทุรังคิดว่าตนเองคิดถูกต้องที่สุดเสมอไป เนื่องจากความรู้ไหมมีเกิดขึ้นอยู่เสมอ