Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

เวลาที่เหมาะสมสำหรับให้ทาน
ตาม “กาลทานสูตร”
องค์ประกอบแห่งการให้ทานที่จะเป็นตัวชี้วัด
ให้อานิสงส์บุญมากจนประมาณไม่ได้

24993151_2110422935638194_3512872748489237573_n

อาคันตุกะทาน ให้ทานแก่ผู้มาสู่ถิ่นของตน, คมิกะทานให้ทานแก่ผู้ที่เตรียมตัวจะเดินทางไปยังที่ต่างๆ,ทุพภิกขะทานให้ทานในช่วงเวลาที่ข้าวยากหมากแพงหรือเศรษฐกิจตกต่ำหรือประสบภาวะอุบัติภัยทั้งหลาย ,นวสัสสะทานให้ทานเมื่อมีข้าวใหม่ๆ ก็นำมาทำทานก่อนและ นวผละทานให้ทานเมื่อมีผลไม้ออกใหม่ก็นำมาทำทานก่อน (ซึ่งสองประการหลังจัดเข้าข่ายให้ทานด้วยของประณีต)

ให้ทานด้วยจิตอนุเคราะห์ เช่นเป็นผู้ที่มีจิตเป็นพรหมหรือมีพรหมวิหารธรรมในใจเมื่อเห็นคนตกทุกข์ได้ยากขาดแคลนปัจจัย 4 ก็มีจิตอนุเคราะห์ช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทน ผู้ที่ให้ทานด้วยจิตอนุเคราะห์แล้วย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มากและเป็นผู้มีจิตน้อมไปสู่เพื่อบริโภคกามคุณทั้ง 5 ที่สูงยิ่งขึ้น ในที่ที่ทานนั้นส่งผล (เจตนาแห่งทานบริสุทธิ์อย่างแท้จริง)

ให้ทานโดยไม่กระทบตนเองและผู้อื่น คือ การให้โดยไม่ทำลายคุณความดีของตนเองและผู้อื่น ไม่ผิดศีล,ไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนเพื่อถวายทาน เช่น ฆ่าสัตว์ทำอาหารเพื่อถวายพระ เพราะการให้ทานอย่างนี้ เป็นการทำลายคุณงามความดีของตนเอง อีกนัยหนึ่งคือไม่ทำทานด้วยการทำให้คนอื่นเดือดร้อน หมดกำลังใจ,เกิดอาการกระทบกระเทือนใจ เช่นทำบุญเพื่อข่มคนอื่น,ดูถูกดูแคลนคนที่ทำน้อยกว่า เหล่านี้เป็นต้น (วัตถุทานและเจตนาบริสุทธิ์)

ผู้ที่ให้ทานโดยไม่กระทบตนเองและผู้อื่นย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง,มีทรัพย์มาก,ไม่มีภยันตรายจากที่ใดจะมากล้ำกรายหรือทำให้สูญเสียทรัพย์ได้ไม่ว่าจะเป็น ภัยจากไฟ จากน้ำ จากผู้มีอำนาจในบ้านเมือง จากโจรผู้ร้าย จากคนไม่เป็นที่รักหรือจากทายาทในที่ที่ทานนั้นส่งผล

ถึงตอนนี้ทุกท่านคงสบายใจได้แล้วว่า บุญที่ทำ ทานที่ถวายนี้จะเกิดอานิสงส์บุญมากอย่างประมาณมิได้แน่นอนเพราะได้ถวายกับผู้มีภูมิธรรมสูงที่สุดแล้วใน 3โลก ดังคำที่ครูบาอาจารย์แห่งแผ่นดินธรรม ท่านเมตตาบอกไว้ว่า

“พุทโธ อัปปมาโณ ธัมโมอัปปมาโณ สังโฆอัปปามาโณ

คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่สามารถจะประมาณได้”

ขอย้ำอีกครั้งว่า การทำทาน ทำบุญใดก็ตามที่มีอานิสงส์บุญมากจนประมาณไม่ได้และส่งผลเร็วมากนั้น หัวใจสำคัญคือองค์ประกอบแห่งการให้เป็นตัวชี้วัด

ผู้ให้บริสุทธิ์ พร้อมด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ๓ กาลทั้งก่อนให้ กำลังให้และหลังให้ วัตถุทานบริสุทธิ์ ผู้รับหรือเนื้อนาบุญบริสุทธิ์ และผู้ให้มีอาการแห่งการให้ที่เป็นกุศล ทุกครั้งที่ได้ถวายทานองค์ประกอบครบนี้ จะเกิดผลบุญอย่างจะนับจะประมาณไม่ได้

ผลบุญที่ทำจะหนุนนำส่งให้ชีวิต พบแต่ความสุข ความเจริญรุ่งเรือง เกิดโชคลาภทันตาเห็นแน่นอน!!!

Advertisements

10 วิธีปลดหนี้กรรมพ่อแม่
ฉบับหลวงพ่อจรัญ ฐิตรมฺโม

อธิษฐานอย่างไร…ให้ได้บุญแรง…!
แรงอธิษฐานที่เกิดผล
อาจมาจากแรงบุญของแต่ละคน
แต่ส่วนหนึ่งนั้นขึ้นอยู่กับ “วิธีการ”

23755240_2081443055202849_4681527747119090341_n

ส่วนใหญ่เมื่อทำบุญ
เรามักอธิษฐาน ขอให้รวย
ขอให้สุขภาพแข็งแรง ขอให้ได้ยศตำแหน่ง ฯลฯ
ซึ่งความจริงมีคำอธิษฐานที่ง่าย สั้น ครบถ้วนกว่ามาก

หลวงปู่ดู่ ท่านกรุณาสอนไว้ว่า เวลาทำบุญให้อธิษฐานสั้นๆ เพียงแค่
“ขอให้ประสบแต่ความดี ปราศจากความทุกข์”

คำว่า “ความดี” นั้นรวมครบหมด
ทั้งรวย สุขภาพดี มียศตำแหน่ง มีคนรักเมตตา ฯลฯ
ส่วนปราศจาก “ความทุกข์” ก็ตัดสิ่งไม่ดีหมดทุกอย่าง
ไม่มีทุกข์ ไม่มีโรคภัย ไม่มีอุปสรรค ไม่มีศัตรู ฯลฯ

“การขอให้พบความดี” ถือเป็นพรอันสำคัญที่สุด
เพราะผู้ที่จะทำความดี ต้องมีปัญญาพอที่จะรู้ว่าความดีมีประโยชน์เช่นใด
ดังนั้นเมื่อมีปัญญา แม้จะเกิดมาจน
ก็ใช้ปัญญาหาเงินจนรวยได้
แม้จะเกิดมาต่ำต้อย ก็ใช้ปัญญาทำงานหายศตำแหน่งมาได้ไม่ยาก
แม้เกิดมาไม่มีใครรัก
แต่หากมีปัญญารู้จักพูดจา ใครๆก็จะหันมารัก
ที่สำคัญคือเมื่อมีปัญญา ก็รู้ว่าความชั่วไม่มีประโยชน์
ไม่ควรทำ ความดี มีแต่ประโยชน์และควรทำ
ถือเป็นผู้มีความสุขทั้งโลกนี้ และโลกหน้า

เวลาทำบุญครั้งใด อธิษฐานง่ายๆ เพียง
“ขอให้พบแต่ความดี ปราศจากความทุกข์”

ก็เพียงพอและครบถ้วนที่สุดแล้ว

เรียบเรียงจาก
คติธรรมคำสอนของ หลวงปู่ดู่ พฺรหฺมปัญโญ

การชำระหนี้สงฆ์เพื่ออะไร?
แล้วของอะไรบ้างที่ถือเป็นของสงฆ์?

22552525_2061486230531865_1780715107469399143_n

หลายคนบอกว่า ไม่รู้ว่าหนี้สงฆ์นั้นคืออะไรและเป็นอย่างไร หลายคนรู้ว่าเป็นของสงฆ์ แต่ไม่รู้ว่าอะไรบ้างที่เป็นของสงฆ์อย่างฟันธงได้

เรื่องนี้ ก็ต้องขอเมตตาจากหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ขออนุญาตยกเอาส่วนหนึ่งในหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม 1 ที่กล่าวแบบง่ายๆ แต่ละเอียดทั้งหมดอธิบายให้ทราบทั่วกัน หลวงพ่อท่านกล่าวไว้ว่า

“ โดยของที่ถือว่าเป็นของสงฆ์นั้น คือของในวัดทุกประการที่เขาถวายเป็นของสงฆ์แล้ว แม้แต่ดอกไม้ ผลไม้ในวัดเศษไม้ที่คิดว่าทำอะไรไม่ได้แล้ว เอามาทำฟืนบ้าง ทำอย่างอื่นเล็กๆ น้อยๆ บ้าง จงอย่าคิดว่าไม่มีบาป แม้แต่เศษกระเบื้องที่ทิ้งแล้ว ก็เป็นของสงฆ์ มีผลเสมอกัน

เว้นไว้แต่ดอกไม้ผลไม้ที่พระหรือท่านผู้ใดปลูกในวัด ถ้าท่านเจ้าของยังอยู่ในเขตวัดนั้นและท่านอนุญาตอย่างนี้เอามาได้ไม่บาป ด้วยท่านเจ้าของมีสิทธิ์สมบูรณ์ให้ได้ รับมาได้ไม่มีโทษ ถ้าท่านผู้ปลูกออกไปจากวัดนั้นหรือตายไปแล้ว ของนั้นเป็นของสงฆ์โดยตรง ไปเอามามีโทษตามกำลังบาป ขโมยของสงฆ์…”

อีกทั้งเราควรทราบว่า ของในวัดทั้งหมดแม้แต่อาหารที่เหลือจากบาตรพระหรือเหลือจากการทำบุญ ถ้าจะเอามากินได้ต้องให้มีมติสงฆ์เสียก่อน แม้แต่เจ้าอาวาสก็ไม่ใช้เจ้าของที่แท้จริง เป็นของส่วนรวมของสงฆ์

แต่ส่วนมากท่านจะทำมติสงฆ์ไว้แล้ว เพื่อไม่ให้เกิดอาบัติและไม่เป็นกรรมต่อผู้ที่รับทานนั้นไป ซึ่งคนที่มาทำบุญแล้วอาหารเหลือนั้น ถือว่าโชคดีที่ได้บุญ 2 ต่อ คือ ได้จากการทำบุญกับพระสงฆ์แล้วยังได้จากที่พระสงฆ์ท่านทำทานต่อคนทั่วไป

การชำระหนี้สงฆ์นั้น ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาแนะนำให้ทำบ่อยที่สุดมากที่จะมากได้ ไปที่วัดไหนถ้าเห็นตู้ที่เขียนติดไว้ว่าชำระหนี้สงฆ์ก็ขอให้ทำเถิดจะบาทเดียว สลึงเดียว เฟื้องเดียวก็ทำได้ทั้งนั้น

เพราะเชื่อว่าในอดีตชาติของทุกคน ต้องเคยเป็นหนี้สงฆ์แม้จะไม่ตั้งใจ เพราะมาจากความไม่รู้ ไม่สำรวมในการไปวัด อาจจะไปหยิบฉวยอะไรเล่น หรือมีอะไรติดมือกลับมือโดยไม่ตั้งใจแล้วไม่ได้ไปคืน

เคยมีครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งตรวจกรรมให้ผู้หญิงผู้หนึ่ง ที่เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ก็พบว่าในอดีตชาติเคยไปยืมร่มกระดาษของวัดแล้วทำเสียหาย จึงไม่เอาไปคืนเพราะไม่กล้าจึงทำเฉยๆ ไป พระที่ให้ยืมท่านก็เสียดายแต่ก็ไม่รู้จะไปตามที่ไหนเหมือนกัน

กรรมนั้นมาออกที่โรคทางเดินหายใจที่หายใจติดขัดอยู่ตลอด ยิ่งมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำต้องตัดสินใจจะเกิดอาการนี้ทันที เมื่อได้มาพบครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งได้เมตตาบอกทางแก้ไข

มีการทำการชำระหนี้สงฆ์อย่างถูกวิธีอาการก็ทุเลาขึ้น เดี๋ยวนี้ยาที่เคยกินยาและขาดไม่ได้แม้แต่วันเดียว ก็ไม่ต้องกินแล้ว หลายท่านบอกว่าจิตนั้นไปบำบัดโรคร้ายนั้น

แต่หลายคนบอกว่าเจ้ากรรมนายเวรเขาพอใจแล้วถอนตัวไปจากโรคร้าย ก็แล้วแต่ใครจะคิดกันไปตามบุญของผู้คิด

คนที่ไปยืมของอะไรของวัดมาแล้วยังไม่ได้ไปคืน ขอแนะนำว่าให้เอาเงินที่มูลค่าเท่ากับของนั้นหรือมากกว่าไปถวายวัดเสียและขออโหสิกรรม หนี้สงฆ์จะได้หมดสิ้นไป

การทำก็ง่ายๆ จะขออโหสิกรรมต่อพระสงฆ์โดยตรงก็ได้ หรือไปอธิษฐานจิตกล่าวคำขอขมาขออโหสิกรรมต่อหน้าพระพุทธรูปก็ได้ หมั่นทำบ่อยๆ เพราะกรรมที่เราทำนั้นไม่ได้มีแค่กรรมเดียว

ครูบาอาจารย์อีกท่านหนึ่งเมตตาแนะนำว่า ให้อธิษฐานสร้างพระชำระหนี้สงฆ์ ถวายในพระศาสนา เป็นพระพุทธรูปตั้งแต่ 5 นิ้วขึ้นไปจนถึง 4 ศอกหรือมากกว่านั้น

อธิษฐานถวายชำระหนี้โดย ปิดทองคำแท้ที่องค์พระด้วยตั้งแต่ 3 แผ่นขึ้นไปหรือทั้งองค์ยิ่งดีพร้อมเงินปัจจัยตามศรัทธาเขียนหน้าซองถวายชำระหนี้สงฆ์ หนี้ทรัพย์สิน หนี้เวรหนี้กรรม ขอให้หมดหนี้

หากทำไม่ได้เพราะขาดปัจจัยหรือเงินให้หารูปพระพุทธรูปที่มีหน้าตักกว้างตั้งแต่ 5 นิ้วแจกจ่ายไปหรือไปให้ที่วัด มอบให้เป็นสมบัติของพระสงฆ์ ขอเมตตาให้ท่านจ่ายแจกให้แทน

คนที่หมั่นชำระหนี้สงฆ์ตลอดเวลานั้น ให้สังเกตดูก็ได้ว่า ชีวิตจะเริ่มดีขึ้น โรคเวรโรคกรรมจะหายขาด เงินทองที่เคยติดขัดหนี้สินที่เคยมีมากมายจะค่อยๆ ลดลงไปจนกลายเป็นคนมีเงินอย่างน่าอัศจรรย์

การแบ่งบุญ แบ่งได้ไหม?
อุทิศบุญให้คนอื่น
บุญของเราจะหมดหรือเปล่า?

19247754_2057587364255085_8911511191211568215_n

มีหลายคนยังไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมเราทำบุญ ทำทาน ทำกุศลอะไรก็ตาม ทำไมเราต้องโมทนาอุทิศไปให้คนอื่น ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ครูบาอาจารย์ ฯลฯ

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่สมควรเป็นอย่างยิ่ง เป็นการตอบแทนพระคุณความดีของท่านเหล่านั้น และถือว่าเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที ที่คนดีพึงกระทำ

แต่หลายคนยังไม่เข้าใจถึงขั้นเข้าใจผิด กลัวว่าเมื่อเราอุทิศบุญไปแล้ว อานิสงส์ผลบุญที่เราได้สร้าง ที่เราได้ทำไปบุญนั้นจะหมดลงไป เมื่อโมทนาอุทิศไปให้คนอื่น จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ มันคนละเรื่องกัน

และการทำบุญไปแล้วครั้งหนึ่งไม่ว่าจะนานสักกี่ปีๆ บุญที่ทำไปนั้นก็ยังคงอยู่ ถ้าทำไปแล้วสักสักกี่ปีก็ตามเราก็ยังอุทิศส่วนกุศลได้ บุญที่เราทำไม่ได้หายไปไหน ไม่ใช่เราทำบุญแล้วเดี๋ยวเดียวบุญหายไป ไม่ใช่อย่างนั้น

ถ้าทำบุญแล้วไม่ได้อุทิศส่วนกุศล ผู้ทำก็จะเป็นผู้ที่ได้บุญเต็มที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าเราจะอุทิศให้เขาหรือไม่ให้ ทีนี้ถ้าเราให้เขาบุญของเราก็ไม่หมด ส่วนที่เราให้ไปไม่ได้ยุบไปจากของเดิม

แต่ที่สำคัญ การจะอุทิศบุญไปให้ใครก็ตาม ตัวของเราจะต้องมีบุญก่อน จะมีบุญได้ก็จะต้องทำบุญนั่นเอง เมื่อทำบุญแล้วจึงจะอุทิศบุญไปให้ ไม่ใช่บุญก็ไม่ทำแล้วจะเอาบุญที่ไหนไปอุทิศให้เขา

เรื่องของพระอนุรุทธ ในสมัยพุทธกาล ท่านเกิดเป็นคนเกี่ยวหญ้าช้างของมหาเศรษฐี เวลาที่ท่านทำบุญแล้ว เจ้านายมาขอแบ่งบุญ ท่านก็สงสัยว่าการแบ่งบุญจะแบ่งได้ไหม จึงไปถามพระปัจเจกพุทธเจ้าที่ท่านมารับบิณฑบาตร ท่านก็เมตตา เปรียบเทียบให้ฟังว่า

” สมมติว่าโยมมีคบและก็มีไฟด้วย แต่คนอื่นเขามีแต่คบไม่มีไฟ ทุกคนต้องการแสงสว่างก็มาขอต่อไฟที่คบของโยม แล้วคบของทุกคนก็สว่างไสวหมด อยากทราบว่าไฟของโยมจะยุบไปไหม”

ท่านพระอนุรุทธ ก็ตอบว่า

“ไม่ยุบ”

แล้วพระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านก็ตอบกลับไปว่า

” การอุทิศส่วนกุศลก็เหมือนกัน เราให้เขาเขาก็โมทนา แต่บุญของเราก็ยังอยู่เต็มร้อย เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้หายไป”

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภหรือพระสุธรรมคณาจารย์ ท่านเป็นพระสุปฎิปันโนอีกรูปหนึ่งที่เราควรเคารพกราบไหว้ ท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้เมตตาเล่าไว้ในหนังสือหลวงปู่เล่าเรื่อง เทวดา พญานาค พระธาตุ จัดพิมพ์เป็นธรรมทานโดยชมรมกัลยาณธรรม ยืนยันในเรื่องการอุทิศบุญไว้อีกว่า

“บุญกุศลที่เราอุทิศไปให้ ถึงเขาจะไม่ได้รับ ก็ไม่ได้สูญหายไปไหน

บุญกุศลนี่ไม่มีการสูญสลาย ถ้าไม่มีการเสวยสุขจากผลบุญนั้น

กล่าวคือ เราสร้างบุญกุศลมากเท่าไร ก็ไม่ได้เป็นการแบ่งแยก หรือทำให้บุญกุศลที่เราสร้างนั้นถดถอยน้อยลงแต่ประการใด คงสะสมส่งผลให้แก่เราเมื่อถึงกาลอันสมควร เมื่อส่งผลแล้วจึงเป็นการไปใช้ไป หมดไปซึ่งบุญในแต่ละส่วน แต่บุญมีผลอันยิ่งสามารถส่งผลให้แก่ผู้สร้างได้นานข้ามภพข้ามชาติได้หลายๆ ชาติทีเดียว”

ดังนั้นเราควรเข้าใจเสียใหม่ว่า การอุทิศบุญส่วนกุศลให้ผู้อื่นนั้นไม่ได้ทำให้บุญของเราหายไปแม้แต่นิดเดียว

ขอแนะนำว่าเราควรต้องเริ่มจากพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์สาวก พระอริยสงฆ์ทุกพระองค์ คุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์ เจ้ากรรมนายเวรและสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง และในส่วนที่เน้นเป็นรายบุคคลก็กล่าวไปตามใจปรารถนา

และขอให้เราทุกคนเชื่ออย่างมั่นใจว่า เมื่อเราได้ทำบุญกุศลแล้ว ไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม เราทุกคนก็ยังคงได้ใช้บุญของเราอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ได้ใช้บุญกุศลนั้นแน่นอน ซึ่งจะส่งผลเมื่อใดนั้นขึ้นอยู่กับวาระของบุญนั้นๆ และกรรมจะเป็นผู้กำหนดเองทั้งสิ้น

ร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างพระใหญ่
เปลี่ยนกรรม พลิกชีวิตทันตาเห็น!!!
………..

22788786_2043260475687774_2429999316990699611_n

เมตตาจากครูบาอาจารย์
อานิสงส์การสร้างพระพุทธรูป เปลี่ยนกรรมพลิกชีวิต!!!

หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ เมตตากล่าวว่า ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ สร้างด้วยอะไรก็ตาม หมายความว่าบุญกุศลจะตามหนุนส่งท่านไปทุกภพทุกชาตินานถึง 5 กัป

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เมตตากล่าวว่า ผู้ใดสร้างรูปพระพุทธเจ้าจะเป็นองค์เล็กเท่าต้นคาก็ดี ใหญ่กว่าต้นคาก็ดี ผู้นั้นจะได้เป็นพรหม เป็นอินทร์ หมื่นชาติแสนชาติ ถ้าเป็นมนุษย์ จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิหมื่นชาติ แสนชาติ จะไม่เป็นผู้ตกต่ำเลย ตราบจนกว่าเข้าสู่นิพพาน

หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนาเมตตากล่าวว่า การสร้างพระ เปรียบได้กับธนาคารบุญ ซึ่งจะเกิดบุญกุศลกับผู้ที่มีส่วนในการสร้าง โดยบุญกุศลนั้น จะเกิดขึ้นทุกครั้ง ที่มีผู้มากราบไหว้ สักการะบูชา เท่ากับจำนวนคน และจำนวนครั้ง

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม เมตตากล่าวว่า การที่ผู้สร้างพระพุทธรูปได้เกิดศรัทธา จนถึงสละเงินออกมาสร้างพระพุทธรูปได้ และออกมาทำทาน ในงานฉลองพระพุทธรูปได้ ชื่อว่าเป็นผู้มี”ความเห็นตรง เห็นถูกแท้” เพราะเป็นบุญของตนเอง ไม่ใช่บุญของใครเลย ผู้สร้างพระพุทธรูป ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาท ชื่อว่า เป็นผู้ได้เตรียมตัวก่อนตาย

เรียนกัลยาณมิตร กัลยาณธรรมทุกท่าน ธ.ธรรมรักษ์ขอเชิญชวนทุกท่านสร้างบุญใหญ่อีกครั้งในชีวิต ด้วยหนังสือสร้างบุญธรรมทานชุดพิเศษ ร่วมสร้างพระใหญ่ ให้ดี สุข มีโชคลาภฉับพลัน!!!

รอบบุญใหญ่นี้ ซึ่งนอกจากท่านจะได้สร้างบุญด้วยหนังสือธรรมทาน นำคนสู่ทาน ศีล ภาวนา ซึ่งเป็นมหาบุญกุศลยิ่งใหญ่เหนือทานทั้งปวงอยู่แล้ว
ทุกท่านที่สั่งหนังสือธรรมทานชุดพิเศษนี้ ยังได้เพิ่มบุญใหญ่ให้กับตนเองและหมู่คณะมากขึ้นโดยประมาณมิได้!

โดยจะนำรายได้ส่วนหนึ่งตามเหตุและปัจจัย ร่วมเป็นเจ้าภาพสร้าง “พระพุทธโพธิปักขิยธรรม” ขนาดหน้าตัก ๗ ศอก ซึ่งจะประดิษฐาน ณ วิหารคดรอบอุโบสถวัดป่าพรหมยาน ตำบลวังเย็น อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา

ที่สำคัญ ทุกท่านที่สั่งหนังสือรอบบุญใหญ่นี้ จะเอารายชื่อทุกท่าน เก็บไว้ในฐานพระที่เราร่วมกันสร้าง !!!
ทุกท่านจะมีกระแสบุญเพิ่มต่อเนื่องไม่ขาดสายไม่ว่ากี่ภพชาติ
เมื่อมีคนมากราบไหว้บูชา สร้างบุญ!!!

การสร้างพระพุทธรูปจัดว่าเป็น พุทธบูชา เป็นพุทธานุสติกรรมฐาน และมีอานิสงส์บุญมากจนประมาณมิได้!!!

บุญใหญ่นี้เปลี่ยนชีวิตฉับพลัน ปิดทางกรรมเก่าบางกรรมทันที!!!

เป็นบุญใหญ่ที่เจ้ากรรมนายเวรพึงพอใจ ยอมให้อโหสิกรรมง่าย และอุทิศบรรพบุรุษเปลี่ยนภพภูมิได้ ทั้งเงินทองที่เคยติดขัด การงานที่สะดุด การค้าที่มีปัญหา ครอบครัวแตกแยก โรคเวรโรคกรรม เรื่องร้ายๆ หมดไปทันที เกื้อหนุนให้มีปัญญาธรรมเลิศ ชีวิตจะมีโชคลาภตลอดเวลา ร่ำรวย

ส่ง “พ่อ” ครั้งสุดท้าย
แต่พลังแห่งความจงรักภักดี
จะอยู่ในใจตราบนานเท่านาน…

22552590_2034120803268408_8185372558398864796_n

พระราชดำรัสในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันศุกร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราโชวาท ในความตอนหนึ่งว่า

“…งานที่ทำหลังจากที่ได้คิดพิจารณาอย่างรอบคอบ และวางแผนปฏิบัติทุกขั้นตอนอย่างถูกถ้วน ตามหลักวิชาแล้ว ก็ไม่แน่ว่า จะได้ผลเลิศตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เสมอไป

ดังนั้น ไม่ว่างานที่ทำจะได้ผลมากน้อยประการใด สำเร็จหรือล้มเหลวก็ตาม นักปฏิบัติงานผู้ยึดมั่นในความจริง จะต้องยอมรับความจริง และต้องกล้าที่จะบอกกล่าวให้ทราบทั่วกัน โดยไม่ปิดบังหรือบิดเบือน

ถ้าไม่ได้ผล คนอื่นจะได้ถือเป็นบทเรียน ไม่เสียแรงเสียเวลาไปปฏิบัติโดยเปล่าประโยชน์อีก ถ้าได้ผลดี ผู้อื่นก็จะได้ยึดถือปฏิบัติตาม และขยายผลให้ได้ประโยชน์กว้างขวางขึ้น…”

จากพระราชดำรัสจะเห็นได้ว่าความล้มเหลวคือสิ่งที่สอนเราได้ และการยึดมั่นยอมรับในผลที่เกิดคือเรื่องสำคัญ เพราะมันไม่ได้มีผลต่อตัวเราเท่านั้น แต่ยังมีผลสืบเนื่องไปถึงคนอื่นได้

เช่น เมื่อเราทำสิ่งใดผิดพลาด หรือทำงานใดแล้วล้มเหลว เราต้องค้นหาสาเหตุนั้นให้เจอ เพื่อจะได้นำตนเองเป็นกรณีตัวอย่าง ช่วยสอนคนอื่นๆ ไม่ให้ต้องก้าวเดินจนนำพาตัวเองมาสู่ความล้มเหลวแบบที่เรากำลังเผชิญอยู่

ซึ่งหากเรายินดียกตัวเองเป็นเยี่ยงอย่างแก่คนอื่นแล้ว จะเท่ากับเราทำกุศลในสิ่งที่เรียกว่า “วิทยาทาน” หรือ มอบความรู้ให้กับคนอื่น โดยใช้ตัวเราเองนี่แหละเป็นสื่อการสอน