Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘เทวดา’

ซึ่งเป็นในเรื่องแรกที่จะพูดถึง คือ ความสำคัญของการโมทนาอุทิศบุญไปให้กับเทพยดา เทวดาที่คุ้มครองและช่วยเหลือเราอยู่ หลายคนคงงง และอาจยังไม่รู้ว่า คนเราทุกคนนั้นมีเทพยดา เทวดา ดูแลเราอยู่ทุกคน

 

เอาง่ายๆ เชื่อว่าคนทุกคนที่เชื่อในเรื่องกรรม เรื่องของการทำบุญ คงต้องเคยพบเจอกับเรื่องบางเรื่องที่อธิบายไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เป็นเรื่องที่อยู่เหนือการพิสูจน์ แต่มันสัมผัสได้ด้วยจิตที่มันอยู่ภายในตัวเรา

ไม่ว่าจะเป็นการพบกับโชคลาภ การทำมาค้าขายที่เกิดผล การผ่านเรื่องราวร้ายๆ ในชีวิตที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะผ่านมันมาได้ ส่วนหนึ่งเราผ่านมันมาได้เพราะเรามีบุญกุศลที่เราสร้างสะสมไว้ทั้งในอดีตชาติและในชาติปัจจุบัน ที่เรากำลังเพียรทำกันอยู่มันส่งผลมาช่วยเรา

ขอให้รู้ตรงนี้ ที่นี่เลยว่า อีกส่วนหนึ่งเป็นการช่วยเหลือของเทพ เทวดาที่ยังรักและคอยปกป้องเอาฤทธิ์ เอาบารมีของท่านมาช่วยเหลือเรา และเมื่อท่านได้รับส่วนบุญที่เราอุทิศให้อยู่เรื่อยๆ ท่านก็มาช่วยรักษาคุมครองเรา

ข้อนี้พระพุทธเจ้าท่านเคยแสดงเอาไว้เป็นประจักษ์พยาน อยู่ในธรรมะและบทสวดมนต์ที่ว่า

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวตา

สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทาโสตถี ภะวันตุ เต” 

 

ด้วยอำนาจแห่งพระพุทธเจ้า ขอให้เทวดาจงรักษา เรามาไหว้ เรานับถือพระพุทธเจ้า เทวดาก็นิยมนับถือด้วย เพราะเห็นว่าเราเป็นคนดี นับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง สมควรต้องรักษาให้ความปลอดภัยแก่เรา

 

และเหล่าเทพ เทวดา ที่ปกป้องรักษาคุ้มครองดูแลเราอยู่นั้น ในอดีตท่านก็คือ บุคคลที่รักเราและเป็นห่วงใยเราด้วยใจบริสุทธิ์อย่างแท้จริง อาจจะเป็นปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ พี่น้อง ครูบาอาจารย์ที่ล่วงลับไปแล้ว และท่านยังมีความปรารถนาที่จะไปบรรลุในแรงสัจจะอธิษฐานของท่านไม่ว่าจะเป็นในพุทธภูมิ พระอรหันต์ หรือในสวรรค์ชั้นใดก็ตาม

เวลานี้ท่านยังคงเสวยบุญอยู่ในสวรรค์ ในวิมานชั้นต่างๆ และมีแรงบุญที่กล้าแกร่งและมีอิทธิฤทธิ์ตามแรงบุญของท่านที่สะสม รวมถึงแรงบุญที่มีคนโมทนาอุทิศไปให้ท่านอยู่เสมอ

และตลอดชีวิตของเรามีกี่ครั้งกี่หน ที่เราตั้งจิตอธิษฐานขอให้ท่านช่วย เมื่อท่านต้องออกแรงช่วยเราเพราะรักและห่วงใยเราแล้ว แน่นอนว่าพละกำลังแรงบุญของท่าน ที่ต้องเสียสละเพื่อมาช่วยเราก็ต้องลดน้อยถอยลงๆ ไปทุกทีเช่นกัน

เหมือนคนที่ต้องออกแรงลากจูงเรือในลำน้ำที่เชี่ยวกราก ใช้แรง ออกแรงมากๆ มันก็เหนื่อยและเพลียแรง หมดแรง แต่ถ้าได้น้ำเย็นๆ อาหารดีๆ ไปเสริมกำลัง ก็มีแรงต่อไป อาหารดีๆ น้ำทิพย์ ที่เราส่งไปก็คือ บุญกุศลนั่นเอง

มันจึงสมควรเป็นหน้าที่ของเราต้องตอบแทนพระคุณ กตัญญูต่อท่าน ทำบุญโมทนาอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน ไปเติมพลังบุญให้ท่าน ทำให้ท่านมีบุญ มีบารมีมากขึ้นๆ  เวลาที่เรามีเรื่องร้ายๆ เข้ามาอีกไม่ว่าจะใหญ่โตเพียงใด ท่านก็จะได้มีแรงมาช่วยให้เรารอดไปได้อีก

มีหลายคนยังไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมเราทำบุญ ทำทาน ทำกุศลอะไรก็ตามเราต้องโมทนาอุทิศไปให้ท่าน หลายคนยังไม่เข้าใจถึงขั้นกลัวว่าบุญที่เราสร้างเราทำไปมันจะหมด เมื่อให้คนอื่น จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ มันคนละเรื่องกัน

และการทำบุญไปแล้วครั้งหนึ่งไม่ว่าจะนานสักกี่ปีๆ บุญที่ทำไปนั้นก็ยังคงอยู่ ถ้าทำไปแล้วสัก ๓๐ ปีก็ยังอุทิศส่วนกุศลได้ บุญไม่หายไปไหน ไม่ใช่เราทำบุญแล้วเดี๋ยวเดียวบุญหายไป ไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าทำบุญแล้วไม่ได้อุทิศส่วนกุศล ผู้ทำเป็นผู้ได้บุญเต็มที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าเราจะอุทิศให้เขาหรือไม่ให้ ทีนี้ถ้าเราให้เขาบุญของเราก็ไม่หมด ส่วนที่เราให้ไปไม่ได้ยุบไปจากของเดิม

อย่างเรื่องของพระอนุรุทธ ในสมัยพุทธกาล ท่านเกิดเป็นคนเกี่ยวหญ้าช้างของมหาเศรษฐี เวลาที่ท่านทำบุญแล้ว เจ้านายมาขอแบ่งบุญ ท่านก็สงสัยว่าการแบ่งบุญจะแบ่งได้ไหม จึงไปถามพระปัจเจกพุทธเจ้าที่ท่านรับบาตร

ท่านก็เมตตา เปรียบเทียบให้ฟังว่า

         “สมมติว่าโยมมีคบและก็มีไฟด้วย แต่คนอื่นเขามีแต่คบไม่มีไฟ ทุกคนต้องการแสงสว่างก็มาขอต่อไฟที่คบของโยม แล้วคบของทุกคนก็สว่างไสวหมด อยากทราบว่าไฟของโยมจะยุบไปไหม”

         ท่านพระอนุรุทธ ก็ตอบว่า

         “ไม่ยุบ”

แล้วพระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านก็ตอบกลับไปว่า

         “การอุทิศส่วนกุศลก็เหมือนกัน เราให้เขาเขาก็โมทนา แต่บุญของเราก็ยังอยู่เต็มร้อย เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้หายไป”

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภหรือพระสุธรรมคณาจารย์ ท่านเป็นพระสุปฎิปันโนอีกรูปหนึ่งที่เราควรเคารพกราบไหว้ ท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้เมตตาเล่าไว้ในหนังสือหลวงปู่เล่าเรื่อง เทวดา พญานาค พระธาตุ จัดพิมพ์เป็นธรรมทานโดยชมรมกัลยาณธรรม ยืนยันในเรื่องการอุทิศบุญไว้อีกว่า

         “บุญกุศลที่เราอุทิศไปให้ ถึงเขาจะไม่ได้รับ ก็ไม่ได้สูญหายไปไหน

       บุญกุศลนี่ไม่มีการสูญสลาย ถ้าไม่มีการเสวยสุขจากผลบุญนั้น

       กล่าวคือ เราสร้างบุญกุศลมากเท่าไร ก็ไม่ได้เป็นการแบ่งแยก หรือทำให้บุญกุศลที่เราสร้างนั้นถดถอยน้อยลงแต่ประการใด คงสะสมส่งผลให้แก่เราเมื่อถึงกาลอันสมควร เมื่อส่งผลแล้วจึงเป็นการไปใช้ไป หมดไปซึ่งบุญในแต่ละส่วน แต่บุญมีผลอันยิ่งสามารถส่งผลให้แก่ผู้สร้างได้นานข้ามภพข้ามชาติได้หลายๆ ชาติทีเดียว

 

ดังนั้นเราควรเข้าใจเสียใหม่ว่า การอุทิศบุญส่วนกุศลให้ผู้อื่น ทั้งเทพยดา ครูบาอาจารย์ เจ้ากรรมนายเวร ปู่ย่าตายาย พ่อแม่พี่น้องหรือใครๆ นั้น มันไม่ได้ทำให้บุญของเราหายไปแม้แต่นิดเดียว

และเรายังคงได้ใช้บุญของเราอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยแน่นอน

Read Full Post »

เมื่อทำการเชื่อมบุญ ทำให้กระแสบุญผูกพันกันแล้ว เชื่อมกันแล้ว ในเวลาเราจะไปขอพรหรือขอความช่วยเหลือนั้น เราต้องไม่ลืมว่าอย่างไรก็ตามท่านก็เป็นเทวดาท่านมีภพที่อยู่สูงกว่าเรา

ที่เราต้องไปสักการบูชาทำความเคารพ ขอโมทนาคุณความดีของตัวท่านให้ช่วยคุ้มครองและดลใจให้เราไม่เดินทางผิดและทำดีต่อไป ไม่ใช่การไปขอร้องให้ช่วยด้วยการ “ติดสินบน” โดยการเอาของไปเซ่นไหว้หรือล่อใจท่าน

อย่าลืมว่าเทวดา ท่านก็เป็นภพภูมิที่ยังมีกิเลส การไปสร้างกิเลสให้ท่านก็นับว่าเป็นบาปอย่างหนึ่งทำให้กลายเป็นว่า ท่านจะไปสร้างกรรมร่วมกับเราแทนซึ่งแน่นอนว่าเหล่าเทวดาผู้ต้องการความดีคงไม่ปรารถนาเช่นนั้น

ที่สำคัญคือ หากเราเป็นคนหนึ่งที่ไปชักชวนให้ท่านเกิดกิเลสให้ท่านร่วมก่อกรรมไม่ดีเพราะเอาสิ่งของไปล่อไปติดสินบน เราก็จะต้องพลอยรับผลกรรมไม่ดีไปด้วย คิดใหม่ว่า ที่ท่านช่วยให้พรและให้ความเมตตานั้นท่านไม่ได้หวังเครื่องเซ่นไหว้ใดๆ ท่านได้ช่วยเราด้วยความบริสุทธิ์ใจเช่นเดียวกับการที่เราบริสุทธิ์ใจไปขอท่านจะทำให้ท่านได้สร้างบุญเพิ่ม

การขอพรนั้นเป็นสิ่งที่ดีครับและขอได้ทุกโอกาสขอได้กับเทวดาทุกองค์ (เพราะอย่าลืมว่า ไม่มีเทวดาองค์ไหนมาคอยอยู่ประจำตัวดูแลเราตัวต่อตัว แน่นอน) เมื่อเรายังคงอยู่ในศีลมีบุญติดตัว มีความตั้งใจมั่นและศรัทธาในความดี รับรองว่าความสำเร็จบังเกิดขึ้นกับเราแน่ๆ

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ในขณะที่กำลังขอพรหรือขอความช่วยเหลือนั้นสิ่งที่ขอก็ต้องเป็นเรื่องที่ดีด้วยหากจุดประสงค์ในการขอไม่บริสุทธิ์ จิตก็จะไม่สะอาดไม่อาจก่อพลังงานที่ดีขออะไรไปก็ไม่ได้ผลไม่เกิดอะไรขึ้นและท่านเทวดาก็คงไม่อำนวยผลให้เกิด เพราะถ้าท่านทำอย่างนั้นก็เท่ากับว่าท่านได้ทำบาป แล้วของที่ไม่ดีอย่างกรรมชั่วและบาปนั้นไม่มีใครเขาอยากได้

เมื่อจุดประสงค์ดี จิตใจสะอาดและสิ่งที่ขอกำลังจะเป็นผลให้ลองสังเกตดูว่า ช่วงเวลาที่จิตใจสะอาดจะมีมีความกล้าแข็งทางจิตขึ้นด้วยจะมีความรู้สึกโล่งโปร่งสบาย อาจมีอาการขนลุก น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัวหรือมีแสงสว่างวาบขึ้นมาในจิตแสดงว่า เทวดาท่านรับรู้แล้วในสิ่งที่เราต้องการและท่านจะช่วยอำนวยพรให้ส่วนเรื่องจะประสบผลสำเร็จดังที่ตั้งใจหวังหรือไม่ ก็อยู่ที่กรรมลิขิตตามหลักของ “กฎแห่งกรรม” อีกทีหนึ่งครับ

องค์ประกอบอื่นๆ ในการบูชาเทวดา

            ตามความเชื่อในการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายนอกจากไหว้พระพุทธรูปที่เปรียบเสมือนตัวแทนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเรามักจะพบเห็นสิ่งอื่นๆ ประกอบการบูชาเสมออย่างเช่น ของเซ่นไหว้และการจุดธูป

ของเซ่นไหว้จำเป็นหรือเปล่า?

การบูชาเทวดาด้วยอาหารคาวหวานนั้น เชื่อว่าเป็นพิธีกรรมที่มาจากวิชาไสยศาสตร์เสียมากกว่าโดยจะดูไปถึงนิสัยเดิมของเหล่าเทวดาในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ขณะที่เป็นมนุษย์ว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร เช่น ขณะที่เป็นมนุษย์ชอบรับประทานเนื้อก็มักจะเอาเนื้อสดมาบูชา หรือชอบรับประทานไข่ก็เอาไข่มาบูชา ชอบดื่มเหล้า ก็มักจะเอาเหล้ามาบูชา หรือถ้าไม่รู้ว่าเทวดาท่านชอบอะไรก็มักจะเตรียมกันมาแบบครบเครื่องเผื่อเหลือเผื่อขาด ให้เลือกเอาได้ตามสบาย

แต่อย่างที่กล่าวนำไปในตอนต้นครับว่า โดยปกติภพภูมิของความเป็นเทวดาท่านจะมีทิพย์สุขอยู่แล้วอยากได้อะไรก็มักจะนึกเอาได้ดังใจปรารถนา เรื่องของการเอาของมาเซ่นไหว้นี้ จริงๆ แล้วน่าจะเป็นความเชื่อเพื่อไหว้ “วิญญาณ” หรือ ผี ที่ต่ำลงมาจากชั้นเทวดามากว่า เช่น วิญญาณบรรพบุรุษ หรือเจ้าที่ที่เคยอาศัยอยู่บริเวณนั้น

ซึ่งหากใครมีความเชื่อส่วนตัวว่า วิญญาณหรือเจ้าที่ ในที่เราไหว้อาจจะเป็นเทวดาหรือไม่ก็เป็นดวงวิญญาณหรือผีบรรพบุรุษที่มีความผูกพันกันมาคอยดูแลปกปักรักษาอยู่ก็ไม่ว่ากัน ขอเพียงแต่หลังจากถวายของเซ่นเหล่านั้น ไปแล้ว อย่าลืมทำบุญแล้ว อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลด้วยการกรวดน้ำไปให้ท่านด้วยครับ เพื่อจะได้ให้ท่านมีพลังบุญเพิ่มจะได้ส่งเสริมให้ท่านได้ไปสู่ในภพที่สูงกว่าและมีความสุขกว่ายิ่งๆ ขึ้นไป

การจุดธูป

การจุดธูปบูชานี่เห็นกันมานานแล้วใช่หรือเปล่าครับส่วนใหญ่มักจะเป็นคำถามเสมอว่า บูชาเทวดาจะต้องจุดกี่ดอก แถมยังมีแบ่งด้วยว่าบูชาเทวดาชั้นนั้นชั้นนี้ต้องจุดเท่านั้นเท่านี้ดอก ฟังแล้วปวดหัวอยู่เหมือนกันแต่ก่อนจะบอกว่าจะจุดอย่างไร จุดกี่ดอก ขออธิบายความเรื่องการจุดธูปหรือเครื่องหอมนี่สักหน่อยครับ เรื่องนี้มีการกล่าวอ้างอิงไว้ในหนังสือพุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน โดยพระอาจารย์วัน อุตตะโมในหนังสือเล่มนี้กล่าวไว้ว่า

ในช่วงที่พระพุทธเจ้าใกล้จะปรินิพพานที่เมืองกุสินารา ก็มีเหล่าอุบาสกอุบาสิกา รวมทั้งเทพและเทวดาทุกชั้นฟ้าต่างลงมาถวายความเคารพพระพุทธองค์คือมีทั้งดอกไม้ที่เป็นดอกไม้ทิพย์ของภพภูมิเทวาและดอกไม้ของมนุษย์รวมไปถึง ของหอมต่างๆ เช่น กำยาน ธูปเทียน เป็นต้น ซึ่งในเรื่องนี้พระพุทธองค์ทรงทราบดีอยู่แล้วถือเป็นการบูชาพระองค์อย่างหนึ่งที่เรียกว่า เป็นอามิสบูชา

เพราะในยุคนั้นมีความเชื่อเรื่องเทพเจ้า เทวดา และภูตผีมาก่อนอยู่แล้วการนำสิ่งของที่เป็นของหอมทั้งหลายมาบูชาจึงถือเป็นเรื่องปกติแยกจากกันไม่ได้พระพุทธองค์ไมได้ทรงห้ามการบูชาแบบนี้แต่ก็ยังทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า

“อานนท์ พุทธบริษัททั้งสี่ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทำการสักการบูชาเราด้วยเครื่องบูชาสักการะทั้งหลายอันเป็นอามิส คือ ดอกไม้ ธูปเทียน เป็นต้น หาได้ชื่อว่าบูชาตถาคตเป็นการอันยิ่งไม่ ผู้ใดที่ปฏิบัติตามธรรมปฏิบัติอันชอบยิ่ง ปฏิบัติธรรมอันเหมาะสม ผู้นั้นแลชื่อว่าสักการบูชาเราด้วยการบูชาอันยอดเยี่ยม”

แปลว่าพระองค์ยกย่องการบูชาด้วยการปฏิบัติเป็นสำคัญ ส่วนพวกของหอมทั้งหลายที่นำมาบูชาก็ถือเทียบเปรียบเปรยว่าเป็นกลิ่นหอมของความดีอย่างเช่น กลิ่นของธูปหอมหรือกำยานเป็นต้น คนดีๆ มักจะมีกลิ่นหอมติดตัว เทวดาก็มีกลิ่นหอมปรากฏอยู่ในกายทิพย์ทั้งสิ้น

ดังนั้นเรื่องความเข้าใจเรื่องการจุดธูปจึงมีที่มาที่ไปแบบนี้ครับคือ จุดได้ตามความเชื่อที่ได้เชื่อได้ยินกันมาเพื่อเป็นการสักการบูชาทางหนึ่ง โดยการจุดธูปบูชาเทวดานั้น ท่านเจ้าพิธีผู้รู้ได้กรุณาให้คำแนะนำมาดังนี้ครับ

จุดธูป 9 ดอก จุดประสงค์เพื่อการบูชาเทวดาชั้น รุกขเทวดา เจ้าป่าเจ้าเขา หรือ ศาลพระภูมิ

จุดธูป 11 ดอก จุดประสงค์เพื่อการบูชาเทวดาชั้นสูง (เชื่อว่าเป็นระดับชั้น จตุมหาราชิกาขึ้นไป)

จุดธูป 16 ดอก จุดประสงค์เพื่อบูชาและอัญเชิญเทพและเทวดาชั้นสูงขึ้นไปอย่าง พระพรหม เพื่ออัญเชิญเทวดาทั้ง 16 ชั้นฟ้าลงมาฟังธรรมหรือการประกอบพิธีทางศาสนา (นิยมสวดบทชุมนุมเทวดาก่อนประกอบพิธีด้วย)

จุดธูป 19 ดอก จุดประสงค์ เพื่อบูชาเทวดาทั่วทั้ง 10 ทิศ

จุดธูป 108 ดอก จุดประสงค์เพื่อบูชาเทพเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั่วทั้งโลก ทุกชั้นฟ้า

            ความเชื่อเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการบูชาครับ ขอทิ้งท้ายเรื่องการจุดธูปนี้ ด้วยการเล่าอะไรเพิ่มเติมเพื่อเป็นข้อเปรียบเทียบอีกสักหน่อย เป็นเรื่องเกี่ยวกับ พระนิกายเซ็น

พระนิกายเซ็นหนุ่มรูปหนึ่งซึ่งท่านต้องการจะบรรลุธรรม ท่านคิดว่าการปฏิบัติธรรมของท่านจะต้องไม่เหมือนใคร จึงขึ้นไปนั่งสมาธิบนต้นไม้ไม่ยอมกินยอมนอนเป็นเวลาสามวัน

            พอพระอาจารย์เซ็นเดินมาพบเข้าก็ถามว่าขึ้นไปทำอะไรอยู่บนนั้น พระหนุ่มผู้เคร่งสมาธิก็บอกว่า ผมกำลังทำสมาธิเพื่อเป็นพระพุทธะ อาจารย์ท่านได้ยินดังนั้นจึงคว้าเอาก้อนอิฐข้างทางมาถูกับมือจนเลือดไหล พระหนุ่มฉงนมากก็เลยถามว่า พระอาจารย์ทำอย่างนั้นทำไม พระอาจารย์ก็เลยบอกว่า ผมก็จะถูให้มือมันกลายเป็นกระจกใสๆ

            พระหนุ่มยิ่งงงหนักเข้าไปอีก ร้องบอกท่านอาจารย์ว่า ท่านจะบ้าหรือเปล่าท่านถูจนมือขาด มือก็ไม่กลายเป็นกระจกให้ท่านหรอก พระอาจารย์ก็สวนกลับไปมา คุณก็จะบ้าเรอะ!! นั่งอยู่บนนั้นจนกลายเป็นลิงก็กลายเป็นพระพุทธะไม่ได้เหมือนกัน ภายหลังพระหนุ่มจึงคลายความเห็นที่ไม่ถูกต้องนั้นและได้บรรลุธรรมในเวลาต่อมาเพราะได้การชี้นำที่ถูกจากพระอาจารย์

เรื่องนี้เปรียบเทียบเรื่อง อามิสบูชา กับ ปฏิบัติบูชา ก็อย่างที่พระพุทธองค์ท่านตรัสไว้ว่า การบูชาที่ดีที่สุดคือการปฏิบัติดีให้ชอบด้วยตัวของตัวเองจึงจะได้ผลดีที่สุด การจุดธูปตามความเชื่อนั้นหากจะจุดบูชาก็สามารถจุดได้ตามความประสงค์ แต่ถ้าเราไม่ได้ทำความดี ไม่ทำบุญทำทาน หรือไม่เคยอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลใดๆ เลย จู่ๆ นึกอยากบูชาเทวดาขึ้นมาก็ไปจุดธูปไหว้ท่านเพื่อหวังจะให้ท่านช่วย ท่านก็คงช่วยอะไรไม่ได้หรอกครับ ต่อให้จุดเป็นพันๆ ดอกก็ตาม

Read Full Post »

จากกรณีเรื่องความเชื่อเรื่องเทวดาตามแนวทางของพระพุทธองค์ซึ่งที่หยิบยกมาให้ทราบนั้น คงจะพอแสดงให้เห็นว่า เทวดานั้นมีจริงแท้แน่นอน

ในปัจจุบันความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของเทวดา ก็ยังคงมีอยู่ไม่เสื่อมคลายและมีผู้คนมากมายหวังจะขอความช่วยเหลือจากท่านเหล่านั้น ที่นี้ขอแยกไปทีละประเด็นครับว่าการจะบูชาเทพเทวดาต่างๆ นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรและจะมีขั้นตอนในการปฏิบัติให้เห็นผลจริงได้มากน้อยแค่ไหน

เหตุแห่งการบูชาเทวดา

ความเชื่อเรื่องการบูชาเทวดานั้นก็มีสาเหตุมาจาก “ความทุกข์” ที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ ธรรมชาติเมื่อคนเราตกอยู่ในความกลัว ความทุกข์ยาก หรือช่วงที่กำลังได้รับความยากลำบากในการผ่านอุปสรรคที่ผ่านเข้ามาในชีวิตทั้งหลาย มันนำมาซึ่งความเครียดและไม่แน่ใจว่า สิ่งที่กำลังจะทำต่อไปนั้นจะเกิดผลดีกับชีวิตหรือไม่

จึงเป็นเหตุให้มีการ “บูชาเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์” ทั้งหลายขึ้นมาเพื่อหาที่พึ่งทางใจและหาแรงสนับสนุนให้ผ่านพ้นวิกฤตหรือแม้กระทั่งผลักดันให้ประสบความสำเร็จ

            การบูชาเหล่าเทพเทวดาในปัจจุบันมีความเข้าใจผิดที่มีความคลาดเคลื่อนอย่างรุนแรง ในที่นี้ขออนุญาตยกตัวอย่างการบูชาที่เข้าใจผิดกันอย่างมากซึ่งในที่นี้ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาจะลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวแต่อย่างใดครับ

เมื่อ สองสามปีก่อนมีเทวดาที่ชื่อ “จตุคามรามเทพ” ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากดังระดับที่คนทั้งประเทศรู้จักกันไปทั่ว แต่ละแห่งแห่แหนกันให้เช่าบูชาจนแทบผลิตไม่ทันกับตามความต้องการ พร้อมกับการตั้งชื่อรุ่นเป็นแบบต่างๆ เช่น รุ่นโคตรรวย โคตรเศรษฐี และชื่อรุ่นอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งในข้อนี้ ผมอดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่า ตกลง คนที่เช่าไปบูชาหรือคนให้เช่ากันแน่ที่จะรวยเป็นโคตรเศรษฐี

            เพราะถ้าหากเชื่อกันว่า เทวดาจะสามารถบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้ทุกคนและเทวดามีความสามารถเก่งกาจขนาดนี้ มนุษย์คงไม่ต้องทำมาหากินให้เหนื่อย แค่ไปเช่าเทวดามาบูชาแล้วก็นอนรอความสำเร็จที่จะได้รับมาอย่างนี้ก็คงจะมีคนนอนรอความร่ำรวยและความสำเร็จกันเต็มบ้านเต็มเมือง

ดังนั้นก่อนที่จะบูชาเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ก็ตามขอให้พึงระลึกเรื่องหนึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญก่อนครับ เรื่องสำคัญที่ว่านี้ก็คือเรื่อง “กรรม” พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้และมีบันทึกในพระไตรปิฎกที่ปรากฏอยู่ในจูฬกรรมวิภังคสูตรในมัชฌิมนิกาย พระสุตตันตปิฎกมีใจความว่า

“สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนกำเนิด มีกรรมเป็นเครื่องติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์เลวและประณีตแตกต่างกัน”

จากใจความนี้จะเห็นได้ว่า ถ้าใครทำกรรมอันใดไว้ไม่ว่าดีหรือชั่วย่อมได้รับผลของกรรมนั้นๆ เช่นเดียวกับการที่เราหว่านพืชแบบใดลงไปในดินก็ย่อมได้รับผลของพืชชนิดนั้นไม่มีวันเป็นอื่นไปได้ กรรมจึงเป็นตัวกำหนดความเป็นไปของทุกอย่าง

การที่บอกว่าเทวดาท่านช่วยให้รวย ช่วยให้สุข ช่วยให้พ้นภัยนั้นเป็นเรื่องจริง แต่ท่านจะช่วยในเวลาที่คนนั้นมีบุญและกรรมดีกำลังจะส่งผลเท่านั้น เป็นการช่วยให้คนๆ นั้นเร่งสร้างกรรมดีอย่างถูกต้องที่จะส่งผลให้บุญใหม่นั้นรวมกับบุญเก่าทันเวลา ไม่ใช่ท่านเนรมิตหรือทำอะไรก็ตามให้เองโดยที่คนๆ นั้นไม่ต้องทำอะไร แบบนี้มีแต่ในนิยายเท่านั้น

การที่พิธีสำคัญต่างๆ รวมถึงการที่ทุกครั้งก่อนสวดมนต์มีการอัญเชิญเทวดามาร่วมพิธีนั้น ที่มีบทคาคาชุมนุมเทวดานั้น  เป็นเรื่องที่ดีเพราะเป็นการวมผู้มีบุญบารมีมาสร้างบุญกุศลร่วมกัน จะเกิดความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น เป็นการวมพลังงานฝ่ายดี เหมือนกับรวมน้ำจากที่ต่างๆ การเป็นมหาสมุทรจะพัดพาไปที่ใดก็ร่มเย็นแล้วก็เกิดผลดี

Read Full Post »

นอกจากเรื่องความเชื่อเรื่องเทวดาประจำตัวแล้ว ยังมีความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ นอกเหนือไปจากนี้อีกมากมายที่คนไทยเรานิยมกราบไหว้บูชากันอยู่ แต่ไม่ว่าจะไหว้อะไรก็ตามจุดประสงค์ที่เห็นเหมือนกันก็คือ ต้องการความสุข ความสำเร็จ ความปลอดภัย และความเจริญก้าวหน้าด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งจะขออนุญาตพาท่านไปรู้จักและรู้ว่าสิ่งใดควรบูชาอย่างไร

พระภูมิเจ้าที่

คนไทยเรานับตั้งแต่อดีตมีความเชื่อว่า ตามท้องฟ้า ดิน น้ำ ภูเขา ต้นไม้ และอาคารบ้านเรือน มีผีเจ้าที่เจ้าทาง ปกปักรักษาอยู่ บวกกับความเชื่อทางศาสนาพุทธ และพราหมณ์ฮินดู ทำให้เกิดการพัฒนาพิธีการอัญเชิญผีเจ้าที่เจ้าทาง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาประทับในศาล (ศาลพระภูมิ ศาลเจ้าที่)

เพื่อปกป้องคุ้มครองดูแล รักษาสถานที่บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ให้มีความเป็นสิริมงคล เจริญก้าวหน้าในทุกสถานจึงนิยมตั้งศาลพระภูมิเจ้าที่ ในวันที่ปลูกสร้างบ้านเรือนใหม่

เจ้าพิธีผู้ทำพิธีกรรมตั้งศาลพระภูมิ นั้นเป็นได้ทั้งพระ พราหมณ์ หรือฆราวาสที่ต้องเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม ตามคติความเชื่อจากพิธีกรรมพื้นบ้านแต่เดิมมีความเชื่อทางพุทธศาสนา และพราหมณ์ฮินดู เข้ามาผสมผสานและนำไปพัฒนาเป็นพิธีกรรมพื้นบ้านเพื่อให้เกิดความขลัง และศักดิ์สิทธิ์ขึ้น แล้วเปลี่ยนคำนำหน้าใหม่ให้ดูดีมีมงคลขึ้นจากคำว่า “ผี” ที่ดีมีคุณธรรม ให้เป็นพระ เช่น พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง หรือพระภูมิ เพราะนับถือว่าเป็นนั่นแม้จะเป็น ผีแต่ก็เป็น ผีระดับชั้นสูง

เรื่องความเชื่อและการบูชาการตั้งศาลพระภูมิ นำแนวคิดมาจากศาสนาพราหมณ์ฮินดูว่า พระอิศวร หรือพระศิวะทรงมีวิมานประทับอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุเปรียบประดุจมณฑลจักรวาลวิมานของศาลพระภูมิจึงต้องมีเสาเดียว เปรียบประดุจเขาพระสุเมรุมาศวิมานของพระอิศวร

พระภูมิถือเป็นเทวดาชั้นหนึ่งเหมือนกัน หากในความเชื่อของทางพระพุทธศาสนาก็จะเชื่อว่า พระภูมิเป็นเทวดาที่เรียกว่า “ภุมมะเทวดา” ที่อาศัยอยู่ตามเนินดิน หรือซุ้มประตู หรือ “รุกขเทวดา” ที่อาศัยอยู่ตามต้นไม้

ดังนั้นการตั้งศาลพระภูมิตามคติบ้านเรือนของคนไทยจึงมี “เสาเดียว” ส่วนศาลเจ้าที่นั้นเปรียบเสมือนบ้านเรือนชาวบ้านธรรมดาจึงมี 4 เสาเทียบกันแล้วเหมือนการจำแนกการปกครองของเทพให้เป็นลำดับส่วนลงไปเหมือน กำนันและผู้ใหญ่บ้าน ส่วนศาลที่อยู่ตามโคนต้นไม้,ทางสามแพ่ง เป็นที่สิงสถิตของวิญญาณเร่ร่อนพเนจรจึงนิยมสร้างศาลให้มี 6 เสา หรือ 8 เสา

แทรกตรงนี้ไว้สักนิดหนึ่งครับ กรณีนี้ผู้เขียนมีความเห็นว่าการจำแนกแบบนี้ จุดประสงค์อีกประการอาจจะเป็นการง่ายต่อการจำแนกชนิดของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องการจะบูชาให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นและแบ่งระดับของชั้นเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีความแตกต่างกัน

นอกจากนี้หากลองสังเกตดูการประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ จะต้องมีการกระทำอย่างถูกต้องตามแบบแผนและขั้นตอนให้เคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ผู้อยู่อาศัย การบวงสรวงเซ่นสังเวย และการตั้งศาลพระภูมิจะกระทำเมื่อปลูกบ้านใหม่หรือย้ายที่อยู่ เพราะเชื่อว่าขั้นตอนการตั้งศาลจะเป็น

“การขับไล่สิ่งอัปมงคลทั้งหลายให้ออกไปจากบ้านแล้วจึงอัญเชิญเทวดาหรือพระภูมิมาสถิติที่ศาลพระภูมิเพื่อปกป้องคุ้มครองเจ้าบ้าน และบริวารให้อยู่เย็นเป็นสุขมีความเจริญรุ่งเรือง”

เพราะถือว่าพระภูมิเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งของบ้านที่คนในบ้านต้องให้ความเคารพ เรื่องนี้เป็นเรื่องของความเชื่อที่มีมาแต่โบราณครับและทำกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษแล้วถือเป็นจารีตประเพณีอย่างหนึ่งก็ว่าได้ อีกอย่างที่นิยมกราบไหว้บูชาก็คือ ผีบ้านผีเรือน

ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านได้เคยกล่าวถึงเรื่องของศาลพระภูมิและพระภูมิเจ้าที่ว่า หากผู้ใดต้องการที่จะพบกับความรุ่งเรืองและความสุข ความกราบไหว้บูชาท่านอย่าได้ขาด ด้วยการปฏิบัติบูชา คือ การทำความดี หมั่นทำบุญกุศลแล้วอุทิศไปให้ท่านเหล่านั้น ซึ่งจะมีผลดีกว่าการนำของเซ่นไหว้ไปวางหน้าศาล เพราะเทวดาเหล่านั้นท่านไม่ได้กิน แต่มดที่อาศัยอยู่แถวนั้นเป็นผู้ที่ได้กินจริง

ท่านแนะนำว่า ถ้าอยากให้เทวดาพระภูมิท่านได้รับ ควรนำอาหารคาวหวานเหล่านั้นไปถวายพระสงฆ์ และอุทิศบุญไปให้ท่านและบริวารของท่าน ซึ่งจะสร้างความพึงพอใจมากกว่า

สำหรับการนำดอกไม้หอมและน้ำสะอาด การดูแลปัดกวาดศาลให้สะอาดเรียบร้อยงามตานั้นก็เป็นสิ่งที่ควรกระทำ ถือว่าเป็นการยอมรับในอำนาจของเทวดาเหล่านั้น สุดท้ายการตั้งศาลนั้น หากไม่มีที่จริงๆ ก็สามารถตั้งศาลได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นทิศไหน ยกเว้นใกล้สิ่งอัปมงคลเช่น ห้องน้ำ ที่ทิ้งขยะหรือที่รกร้าง เรื่องเหล่านี้คงเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านที่จะเข้าใจในเรื่องศาลพระภูมิได้ถูกหลักโบราณาจารย์

ผีบ้านผีเรือน

ความเชื่อในการนับถือผีบ้านผีเรือน เท่าที่ทราบมาก็เป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่คนไทยเราได้รับสืบ ทอดมาจากบรรพบุรุษเหมือนกันเพราะด้วยระบบครอบครัวมีความผูกพันกันอยู่มาก (ยิ่งถ้าเป็นชาวไทยเชื้อสายจีนก็ยิ่งแล้วใหญ่) สิ่งใดที่บรรพบุรุษทำไว้ก็จะพากันทำตามเชื่อว่ากระทำแล้วทำให้สังคมหรือบุคคลในครอบครัวปกติสุข

คนไทยเรียกผีบ้านผีเรือนว่า “ผีพ่อเฒ่าเจ้าเรือน” “ผีพ่อเฒ่าใหญ่” หรือ “ผีเหย้าผีเรือน” ผีเหล่านี้เป็นผีบรรพบุรุษที่มีความผูกพันใกล้ชิดกับลูกหลานที่เสียชีวิตไปแล้ว เช่น ปู่ย่าตายายทั้งหลาย ผู้ที่นับถือผีเรือนให้การกราบไหว้อยู่ก็เป็นการแสดงความเคารพและความกตัญญูในอีกรูปแบบหนึ่ง โดยจะทำหิ้ง ขนาด 1-2 ฟุตขึ้นมาเพื่อนำมาวางของใช้ของบรรพบุรุษ เช่น พระห้อยคอ หนังสือ เสื้อผ้า ฯลฯ

การไหว้ผีอย่างนี้คนไทยเชื่อว่าถ้าปีใดไม่ทำพิธีเซ่นไหว้ผีบ้าน ผีเรือน ผีบรรพบุรุษจะมารบกวนคนในบ้านให้เจ็บป่วย สามีภรรยาก็จะทะเลาะกัน เด็กเล็กจะร้องให้ทั้งคืน ถ้าครอบครัวใดทำพิธีเซ่นไหว้จะมีแต่ ความสุขความเจริญว่ากันอย่างนั้น

การจัดพิธีกรรมเซ่นไหว้ผีบ้านผีเรือนจึงมักจะให้ผู้สูงอายุที่มีอาวุโสมากที่สุดในบ้านเป็นผู้ทำพิธีด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ผู้สูงอายุมีความหมายต่อลูกหลานเป็นการให้ความสำคัญแก่ผู้ควรเคารพเป็นการแสดงความกตัญญูต่อทั้งผู้ที่ล่วงลับไปแล้วและผู้ที่ยังอยู่ ผลของการไหว้ผีจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติทุกคนความรู้สึกโดดเดี่ยวจึงไม่มี ทำให้ลูกหลานมีความกตัญญูต่อบรรพบุรุษของตน สิ่งนี้น่าจะเป็นจุดประสงค์สำคัญที่สุดของการกราบไหว้

การเซ่นไหว้ผีบ้านผีเรือนนี้นิยมกระทำในวันตรุษ วันสารท วันเกิดของบรรพบุรุษ วันเอาข้าวขึ้นยุ้งฉาง วันรับขวัญ โดยผู้ที่ทำพิธีจะเลือกเอาวันใดวันหนึ่งทำการเซ่นไหว้ บางบ้านจะเซ่นด้วยอาหารคาวหวาน ที่บรรพบุรุษชอบ บางบ้านก็เซ่นด้วยหัวหมู ไก่ หมาก พลู ขนม บุหรี่ เหล้า ดอกไม้ หรือของที่บรรพบุรุษชอบ แล้วจุดเทียนผู้ทำพิธีจะจุดธูปบอก กล่าวผีบ้านผีเรือนว่า

“ลูกหลานเอาของ…………(ชื่อบรรพบุรุษ) มาเซ่นไหว้เชิญมารับประทานและขอให้คุ้มครอง………..(ชื่อของคนในบ้าน) ให้อยู่ดีกินดีและร่ำรวย”

บางครั้งหากบ้านใดมี คนป่วยหรือมีความทุกข์ ต้องการให้ผีเรือนมาช่วย ก็ อาจจะเซ่นไหว้ และเมื่อหายทุกข์หรือหายป่วย จะต้องเซ่นไหว้หรือแก้บนตามที่บอกกล่าวผีบ้านผีเรือนไว้

จริงๆ แล้วหากมองตามจุดประสงค์หลักที่ทำก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่คนเราจะยังให้การนับถือ พระภูมิเจ้าที่หรือผีบรรพบุรุษเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูซึ่งเป็นสิ่งที่ดีเสียด้วยซ้ำ บางคนที่ไม่เคยเห็นก็ยังไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีจริงและว่ามันผิดไม่น่าจะไปหลงงมงายหรือทำให้สิ้นเปลืองส่วนคนที่มีความเชื่ออยู่ในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้วก็จะเห็นว่ามันถูกเป็นเรื่องที่สมควรทำ

จะเห็นได้ว่า ผู้ที่กระทำพิธีบูชาหรือผู้ที่เป็นผู้ทำหน้าที่ตั้งศาลเป็นเจ้าพิธีข้อแม้ในการจะเป็นก็ต้องเป็นผู้ดำรงตนอยู่ในศีลธรรมที่สะอาดอยู่เสมอจึงจะเป็นกันได้ถือเป็น อุบายในการดำรงตนให้อยู่ในศีลที่ดีอย่างหนึ่ง ดังนั้นแม้ใน พระพุทธศาสนาจะไม่ได้กล่าวให้การยอมรับเรื่องเหล่านี้โดยตรงแต่ก็ไม่ได้มีข้อห้ามปรามว่าการกราบไหว้บูชาพระภูมิเจ้าที่ หรือผีบ้านผีเรือนเป็นเรื่องที่ผิดอะไร

การทำบุญสร้างบุญที่สำคัญข้อหนึ่งในหลักการทำบุญของบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการข้อที่ว่า บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ (ปัตติทานมัย) ข้อนี้ก็สามารถนำมาใช้ได้และสร้างบุญได้จริงแม้จะเป็นการผสมผสานความเชื่ออื่นๆ ก็ตาม

จากที่พิจารณาทั้งหมดทั้ง พระภูมิซึ่งเป็นเทวดาระดับหนึ่ง เจ้าที่ก็เป็นวิญญาณ หรือผีบ้านผีเรือนก็คือโอปปาติกะที่ยังมีความผูกพันกับผู้ที่อยู่อาศัยในที่แห่งนั้นหากจะทำการบูชาท่านไม่ว่า ใครจะปฏิบัติอย่างไร จุดธูปกี่ดอก หรือถวายเครื่องสังเวยอะไรก็ตามก็ทำไปตามพิธีกรรมและความเชื่อของแต่ละคน

สิ่งสำคัญก็คือ การอุทิศโมทนาบุญไปให้ท่านเหล่านั้น บอกให้ท่านเหล่านั้นทราบเมื่อท่านทราบแล้วจะได้โมทนาบุญคุณความดีต่อไปแล้วไปเกิดยังภพใหม่ที่สูงกว่าและมีความสุขมากขึ้นไปกว่านี้ ตามหลักการทำบุญของเหล่าเทวดาและโอปปาติกะผู้ไม่มีกายเนื้อที่จะสามารถทำบุญเองได้

สำหรับท่านที่ยังไม่รู้วิธีการบุชาที่ถูกต้องถูกหลักนั้น ขอให้สบายใจได้เพราะต่อไปนี้จะเป็นเรื่องของเคล็ดวีการบูชาที่ได้ผลแลพิสูจน์มาแล้วตั้งแต่ครั้งโบราณ

Read Full Post »

ว่ากันเรื่องของเทวดามาสมควรแล้วก็ยังมีข้อสงสัยให้ถกเถียงอยู่ครับว่า แล้วเทวดากับเหล่าผีสางต่างกันอย่างไร ในเมื่อเป็นกายทิพย์เหมือนกันและผีก็โอกาสมาดลจิตดลใจให้มนุษย์ทำอะไรเหมือนอย่างที่เทวดาทำ ในปัจจุบันก็ยังมีเรื่องเล่าต่างๆ ปรากฏให้เห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็นต้นว่าผีมาบอกให้ไปทำสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้วจะได้ตามสิ่งที่ผู้ปฎิบัติตามปรารถนา ฯลฯ

ตามหลักของพระพุทธศาสนาแล้ว เรื่องภพภูมินั้นมีอยู่ 3 ภพครับที่ได้กล่าวมาแล้วคือกล่าวถึงภพภูมิที่สูงขึ้นไปมีแต่ความสุขเพียงอย่างเดียวคือภพของ “เทวภูมิ” ซึ่งเป็นที่อยู่ของเทวดา ส่วนภพภูมิที่เป็นภูมิกลางก็คือ “มนุษย์ภูมิ” คือมีทั้งความสุขและความทุกข์แบบชาวมนุษย์โลกเรา และในเบื้องต่ำลงไปก็มีอีกภพหนึ่งที่เรียกว่า “นิรยะภูมิ” หรือภูมิแห่งความทุกข์แบบล้วนๆ

นิรยะภูมิแบ่งได้อีก 2 แบบใหญ่ๆ คือ ภูมิที่ตาเนื้อของคนเรามองเห็นได้ ได้แก่ภพภูมิของเหล่าสัตว์เดรัจฉาน (เดรัจฉาน แปลว่า “ขวาง” สัตว์เดรัจฉานจึงหมายถึงสัตว์ที่มีลำตัวขวางหรือขนานไปกับโลก) ส่วนภูมิที่ต่ำลงไปกว่านั้นก็จะเป็นเหล่าโอปปาติกะคือ ผี เปรต อสุรกาย และสัตว์นรกประเภทต่างๆ

“ผี” นี่ก็เป็นโอปปาติกะประเภทหนึ่งที่มีทั้งยังวนเวียนอยู่ในโลกมนุษย์และอยู่ในโลกเบื้องล่าง ไม่ได้มาจากโลกข้างบนอย่างเทวดาแน่นอนเพราะขณะที่ตายยังมีจิตเป็น ทุคติหรือยังไม่สงบ จึงไม่อาจไปเกิดในภพภูมิที่ดีได้

ผี ในคติความเชื่อของคนไทยเราจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ผีดี และผีร้าย

ผีดีนั้นเชื่อกันว่าเป็น วิญญาณของบรรพบุรุษหรือผู้ที่มีจิตผูกพันที่ยังมีห่วงปรารถนาคอยคุ้มครองดูแลผู้ที่ยังอยู่ในความเป็นมนุษย์ให้ประสบความสุข และยังต้องการสั่งสมบุญกุศลให้มากพอเพื่อคอยส่งเสริมให้ตัวเขาได้ไปสู่สุคติได้เมื่อถึงเวลา

ดังนั้นเราจึงได้เห็นได้ยินประเพณีการไหว้ผี เพราะเชื่อว่าถ้าไม่เคารพไม่บูชา ไม่เซ่นสวรวง ผีเหล่านั้นซึ่งยังมีทุกข์มีกิเลสก็อาจก่อโทษก่อให้เกิดความเดือดร้อนได้ในรูปแบบต่างๆ

ในส่วนผีอีกประเภทคือ “ผีร้าย” หมายถึง ผีที่คอยรังควานให้ไม่เกิดสุขก่อแต่โทษให้เพียงอย่างเดียวผีแบบนี้ถือเป็น “เจ้ากรรมนายเวร” ประเภทหนึ่งที่ยังมีจิตอาฆาตพยาบาท เป็นพลังงานที่ไม่ดีมีอิทธิพลทำให้เกิดผลร้ายต่างๆ กับมนุษย์ผู้เป็นเจ้ากรรมนายเวรต่อกัน

และส่วนหนึ่งเป็นผีที่มีกรรมหนัก ที่ยังคงติดอยู่ในภพภูมิพักรอไปเกิด ซึ่งจะไปเกิดได้ด้วยเหตุผล 2 ทางคือ มีผู้มีคุณธรรมและบุญสูงช่วยส่งบุญปรับภพภูมิให้ไปเกิดได้ อีกประการหนึ่งคือ รอให้หมดกรรมผูกพันเสียก่อนถึงจะไปเกิดและจะอยู่ในสวรรค์หรือในนรก หรือเกิดมาเป็นคนอยู่ที่กรรมที่ทำมาทั้งสิ้น เป็นเรื่องกรรมกำหนด

ผีร้ายหรือผีไม่ค่อยจะดีพวกนี้ ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและสภาวะจิตใจรวมไปถึงความเป็นอยู่ การงาน การเงิน หรือแม้แต่กับมนุษย์ที่อยู่รอบข้างเจ้ากรรมนายเวรของผีตนนั้น ผีร้าย จึงหมายถึง ดวงวิญญาณที่มีจิตไม่บริสุทธิ์มีความประสงค์ร้ายต่างๆ นั่นเอง

ผีนั้นอาจจะมีมาได้ในหลายลักษณะ แต่ส่วนมากมักจะปรากฏในรูปของอดีตมนุษย์ หรือมีลักษณะบางส่วนที่ค่อนข้างคล้ายกับมนุษย์ ผู้ที่มีประสบเหตุการณ์เจอผีไม่ว่าจะเป็นผีดีหรือผีร้ายก็ตาม มักจะมีความกลัวที่ฝังใจและเชื่อว่าการที่เจอผีนี้ จำเป็นที่จะต้องทำพิธีกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อความสบายใจ หรือเพื่อความปลอดภัย เช่น การกรวดน้ำ ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ ทำบุญอุทิศส่วนกุศล ทำพิธีส่งวิญญาณ ฯลฯ ตามแต่ความเชื่อของแต่ละท้องที่หรือแต่ละบุคคล

การที่คนเรารู้สึกไปว่ามี ผีหรือดวงวิญญาณตามแฝง หรือแม้กระทั่งการที่เขาเหล่านั้นมาเข้าฝัน อาจมีสาเหตุอยู่หลายประการแต่ส่วนมากผีเหล่านี้ต้องการมา “ขอความช่วยเหลือ” หรือมาขอส่วนบุญมากกว่า ข้อนี้ก็เพราะเขามีเพียงกายเป็นทิพย์ไม่อาจทำความดีได้เช่นเดียวกับเทวดา

แต่ต่างจากเทวดาตรงที่เขาต้องการบุญไปเพื่อ “บรรเทาความทุกข์” ที่กำลังได้รับ หรือถ้าไม่อย่างนั้นก็เพียงแต่ต้องการมาเพียงจะพูดคุย หรือบอกอะไรสักอย่าง ให้มนุษย์ที่มีจิตผูกพันหรือมีสายใยถึงกันอยู่ให้รับรู้ถึงความต้องการเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เขามีจิตผูกพันอย่างลึกซึ้ง

กรณีของผีจึงไม่เหมือนกับเทวดาที่มีแต่ความสุขอยู่แล้ว การทำบุญของเทวดาอย่างที่กล่าวไปนั้นก็เพื่อสร้างและสะสมบุญไว้ให้มากยิ่งๆ ขึ้นไปเมื่อหมดบุญแล้วจะได้ไปเกิดใหม่ในแดนที่เป็นสุคติเหมือนเดิมหรือสูงขึ้นไปยิ่งกว่า

การสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณอย่างผีหรือเทวดาของเหล่ามนุษย์ ก็มีคนจำนวนไม่น้อยเลยครับที่ได้สัมผัสพลังที่มาจากมิติที่ต่างกัน กรณีเทวดา หลายอาจจะสัมผัสได้จากการได้กลิ่นหอมแปลกๆ อาจจะได้ยินเสียงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน หรือบางคนอาจเห็นความผิดปกติของเหตุการณ์บางชนิดแล้วทราบทันทีว่า นี่เป็นการแสดงนิมิตด้วยฤทธิ์ของเทวดาหรือผีเพื่อจะบอกอะไรกับตัวเอง

แต่ว่าลักษณะของการเจอผีและเทวดาจะมีความแตกต่างกันในเรื่องของความรู้สึกหรือจิตที่ลึกอยู่ข้างใน หากพบเจอผีหรือวิญญาณที่ประสงค์ร้ายก็จะรู้สึกขนพองสยองเกล้ากันขึ้นมา หรือเกิดความผิดปกติขึ้นกับร่างกายและจิตใจ ส่วนเวลาที่พบเจอผีที่ดีวิญญาณที่บริสุทธิ์ หรือแม้แต่เทวดาก็จะมีความรู้สึกเป็นปกติธรรมดา ไปจนถึงรู้สึกสบายปลอดโปร่งสงบเย็น

หากใครเคยมีประสบการณ์ที่ผ่านเข้าไปในสถานที่ที่เป็นอบายเช่น ตำหนักหมอดูคุณไสยที่เล่นไสยศาสตร์มืดก็คงจะเคยรู้สึกถึงความรู้สึกไม่ดี ปวดหัวพบกับกระแสอากาศที่เยียบเย็นชวนขนลุกอย่างน่าประหลาด นี่เป็นเพราะคลื่นจิตวิญญาณของผีที่เป็นผีร้ายหรือวิญญาณชั้นต่ำมาอยู่รวมปะปนกัน

คนดีๆ ปกติที่มีศีลเมื่อเข้าไปก็จะรู้สึกว่าแปลกแยกกว่า ไม่ว่านั่งหรือนอนในสถานที่แห่งนั้นก็อาจถูกรบกวนและรู้สึกไม่อยากจะเข้าไปเลย

แต่ถ้ากลับกันเราได้เข้าไปในเขตวัดวาอารามหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีพระอริยะเจ้าพำนักอยู่ ก็คงจะรู้สึกได้กับกระแสอากาศที่มีความอบอุ่นหรือเย็นสบาย จิตใจมีแต่ความสว่างปลอดโปร่งเหมือนกับว่าอากาศได้แผ่ขยายออกไปอย่างไร้ขอบเขต บรรยากาศเหล่านี้เป็นได้ทั้งคลื่นจิตของวิญญาณที่ดีหรือแม้แต่เทวดาที่มีวิมานในอากาศซึ่งอาศัยทับซ้อนอยู่ในเขตที่เดียวกับสถานที่เหล่านั้นท่านก็รับได้ ท่านจึงมักมาชุมนุมกันอยู่ในสถานที่นั้นจำนวนมาก

ยกตัวอย่างเช่น ในวัดซึ่งปกติพระท่านก็จะทำวัตรสวดมนต์อยู่ทุกวัน และมีการสวดชุมนุมเทวดาและเหล่าเทวดาก็จะลงมาร่วมฟังธรรมด้วยเพื่ออนุโมทนาบุญสร้างบุญสั่งสมบารมี เวลาที่เราไปฟังพระท่านเทศน์สวดมนต์หรือแสดงธรรมจึงมักจะมีความรู้สึกที่อบอุ่น ปลอดโปร่งและเย็นสบาย

ไม่เหมือนกับการเข้าไปสถานที่เป็นแหล่งอโคจรที่เป็นแหล่งความชั่วร้าย แล้วจะรู้สึกสัมผัสได้ถึงผีร้ายหรือวิญญาณชั้นต่ำที่ให้ความรู้สึกตรงกันข้ามกัน แทนที่จะเย็นสบายกับร้อนรุ่ม

ดังนั้นหากจู่ๆ คุณผู้อ่านเกิดมีความรู้สึกมึนงง หรือกำลังถูกบล็อกสมองไม่ให้เกิดความคิดอะไรออกมาในชั่วเวลาขณะหนึ่งโดยเฉพาะเวลาที่กำลังทำบุญ หรือแม้แต่กำลังจะทำบาป ก็มีความเป็นไปได้ว่าจิตของเราในขณะนั้นไปมีความเกี่ยวข้องเกี่ยวกับผีหรือเทวดาที่กำลังส่งสัญญาณจะบอก หรือพยายามดลใจอะไรสักอย่างให้เราได้รับรู้ว่า ควรทำสิ่งนั้นสิ่งนี้และไม่ควรทำอย่างนั้นอย่างนี้

แต่เรื่องนี้หากว่ากันตามหลักของวิทยาศาสตร์แล้ว น่าจะเป็นสาเหตุที่เกิดขึ้นจากจิตใต้สำนึกภายใน ที่สับสนมึนงง เพราะถูกคลื่นจากแหล่งอื่นรบกวน ซึ่งแม้แต่ทางวิทยาศาสตร์ยังระบุว่ามีจริงแต่ตอบไม่ได้เท่านั้นว่าคืออะไร

ดังนั้นไม่ว่าจะคุณผู้อ่านจะเชื่อเรื่องการมีอยู่ของผีสางและเทวดาที่กล่าวมาหรือไม่ก็ตาม สิ่งสำคัญก็คือ ขอให้พยายามประกอบคุณงามความดีอยู่ตลอดเวลาและหมั่นอุทิศบุญกุศลไปให้เหล่า โอปปาติกะที่อยู่ทั้งเบื้องสูงและเบื้องต่ำที่มีความผูกพันกับตัวของเรา

เมื่อเขาได้รับผลบุญแล้ว หากเป็นเทวดาท่านก็จะได้อนุโมทนาบุญร่วมไปกับเราสร้างบุญได้มากขึ้นเป็นบาทฐานกำลังที่ดีที่ผลบุญจะส่งผลได้เร็วต่อมนุษย์ผู้ทำบุญกุศลให้ท่าน ยิ่งเจาะจงระบุชื่อเสียงเรียงนามยิ่งไปถึงได้เร็ว เพราะท่านอยู่ในสภาพที่รับได้ หากเป็นเหล่าผีหรือวิญญาณที่อยู่ในสถานะที่รับได้ ที่ต้องบอกอย่างนี้ไม่ใช่ว่าวิญญาณทุกดวงจะรับบุญได้ มีหลายสาเหตุเพราะกรรมหนักส่งผลอยู่ในนรกภูมิ

ถ้าวิญญาณตามแฝงและอยู่ในสถานะที่รับได้ เมื่อได้รับผลบุญแล้วก็จะได้รับความสุขพร้อมจะไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดีขึ้นหากเป็นวิญญาณแฝงที่ตามอาฆาตอยู่เมื่อหากทำบุญให้และขออโหสิกรรมแล้ว เมื่อเขาได้รับบุญก็จะอิ่มมีความสุขแล้วอโหสิกรรมให้ไม่ต้องมาเกี่ยวพันกันอีกจะได้หายไปเพื่อไปตามหนทางกรรมของเขาเอง

ไม่ว่าผีหรือเทวดาถึงจะมีความแตกต่างในด้านภพภูมิ แต่ขอให้ทราบไว้ว่า สิ่งที่เขาต้องการจากมนุษย์นั้นไม่ได้ต่างกันครับต้องการบุญด้วยกันทั้งนั้น อยู่ที่ว่าคนแต่ละคนใครจะมีบุญวาสนาเชื่อมถึงเขาหรือมีเหตุให้ต้องผูกพันกันทางใดทางหนึ่ง เพื่อมาขอความช่วยเหลือหรือร่วมสร้างบุญใหม่ด้วยกันเท่านั้น

ซึ่งจะบอกถึงวิธีการบูชาเทวดาที่ท่านชอบและได้ผลตามหลักของโบราณอาจารย์ในบทต่อไป

Read Full Post »

คนบางคนนั้น เวลาที่อยู่ในช่วงที่วิบากกรรมไม่ดีนั้นส่งผล ก็จะรู้สึกว่าตนเองนั้นพบกับความเดือดร้อนหรือต้องเจอกับเคราะห์กรรมใดๆ ที่หนักและรุนแรงน้อยบ้างหนักบ้าง แตกต่างกันตามที่การกระทำที่ทำมา แต่มีหลายครั้งที่ ดูเหมือนจะไม่รอดแน่ แต่ทำไมถึงรอด และผ่านเคราะห์กรรมนั้นมาได้อย่างหวุดหวิด หลายท่านเคยสงสัยในเรื่องนี้หรือไม่

บางคนก็อาจจะรู้หรือนึกเอาว่า ต้องเป็นเพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทวดาประจำตัวคอยช่วยเหลือ หรือแม้แต่เวลาที่จะมีความสุขใดๆ ก็มักจะคิดว่าเป็นเพราะเทวดาประจำตัวของท่านนั้นบันดาลมาให้

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เพราะทุกคนนั้นมีเทวดาประจำตัวแน่นอน

แต่เป็นแค่ส่วนหนึ่ง ซึ่งเราต้องรู้ก่อนว่า เรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นหรือเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นนั้น เหตุมาจากกรรมที่เราทำไม่ได้มาจากอำนาจของเทวดาแต่ประการใด ถึงแม้ท่านจะมีความศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์มีอำนาจก็จริง แต่ท่านไม่มีหน้าที่จะมาเบี่ยงเบนกรรมของผู้ใดทั้งสิ้น

ไม่มีใครใหญ่เกินกรรม

ไม่ว่าเทวดาหรือใครทั้งนั้น แม้แต่พระพุทธเจ้าของเรายังต้องยอมรับกรรมทั้งดีและไม่ดี จนพระพุทธองค์หลุดพ้นจากการเวียน ว่าย ตาย เกิดไปแล้ว กรรมทั้งหมดจึงยุติเพราะไม่รู้ว่าจะไปส่งผลให้กับใคร

เทวดาท่านทำเพียง จะช่วยในการดลใจให้ทำดีหรือไม่ให้ทำความชั่ว หรือคอยอวยพรให้เราพบกับสิ่งที่ดีดีในชีวิต ปกป้องดูแลไม่ให้ดวงวิญญาณอื่นมาทำร้ายเราโดยไม่มีเหตุผล

คนส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าใจ ก็พร้อมจะเชื่อว่าเหตุการณ์ที่ดีหรือร้ายนั้นเกิดขึ้นเพราะความบังเอิญหรือไม่ก็สิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างเทวดามาช่วยบันดาลให้เกิด ไม่ได้มองไปถึงเรื่องกฎแห่งกรรม พอได้ดีมีความสุขก็เลือกที่จะเชื่อว่าเทวดาท่านดลบันดาลมาให้ ส่วนเรื่องร้าย ๆที่เกิดขึ้นก็มักจะโทษว่าเพราะเทวดาไม่ยอมมาดูแลปกป้องหรือว่าเป็นเหตุบังเอิญที่ทำให้โชคร้าย

เมื่อคิดกันอย่างนี้ก็เป็นการง่ายครับ เพราะการเลือกที่จะเชื่ออย่างนั้นเป็นการง่ายที่จะไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบในผลการกระทำของตนเองเลย อะไรๆ ก็อ้างไปว่าเป็นเหตุบังเอิญ พรหมลิขิต เทวดาบันดาล และอื่นๆ อีกมากมาย

สำหรับเทวดาที่เราเข้าใจกันว่าเป็นเทวดาประจำตัวนั้นจริงๆ แล้ว ท่านไม่ได้อยู่คอยติดตามตัวเราหรือสิงอยู่ในตัวเราอย่างที่หลายคนๆ เข้าใจ

เพราะการเกิดเป็นเทวดาตามที่ได้กล่าวมานั้น จะต้องบำเพ็ญบุญกุศลคุณงามความดีมากมายกว่าจะได้ไปบังเกิดในภพภูมิที่เป็นสุขอย่างนั้น แล้วลองนึกภาพตามดูว่าถ้าจะให้เทวดาเหล่านั้นท่านต้องมาคอยตามดูแลเป็นองครักษ์คอยพิทักษ์ปกปักรักษาคนที่เป็นมนุษย์อยู่ตลอดเวลา ก็คงจะเป็นไปไม่ได้

เพราะตัวท่านเองก็ต้องเร่งสร้างบุญบารมีและมีกิจหน้าที่เหมือนกันเพื่อที่จะเลื่อนขั้นไปสู่ภพภูมิที่ดีกว่า อย่างที่บอกแล้วว่าเทวดาท่านก็ต้องมีหน้าที่คือ เทวดาบางองค์ท่านต้องมีหน้าที่ไปเฝ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไปเฝ้าวัด เฝ้าพระพุทธรูป ศาลหลักเมือง ไปคุ้มครองผู้ปฏิบัติธรรมและมีคุณงามความดีที่ต้องปกป้องรักษา หรือถ้าไม่มีหน้าที่ ท่านก็ต้องบำเพ็ญบุญบารมีไปหรืออาจะไปเที่ยวสวรรค์เล่นก็เป็นเรื่องของท่าน

และที่สำคัญภพภูมิของท่านหรือสวรรค์ของท่านนั้นอยู่สูงกว่ามนุษย์ ครูบาอาจารย์หลายท่านกล่าวต้องกันว่า ร่างกายของมนุษย์นั้นเหม็นมาก เพราะกินสัตว์ทุกประเภทและทำผิดศีลมากมาย เทวดาที่มีบุญบริสุทธิ์นั้นไม่อยากเข้าใกล้ และอยู่กับคนที่เหม็นไม่ได้แน่นอน ต้องอยู่ให้ห่างมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเทวดามาสิงในร่างกายคน

 

แต่หลายคนเชื่อว่า ยังไม่แน่ใจว่าเทวดาประจำตัวนั้นมีจริงหรือเปล่า ขออย่าพึงปฏิเสธหรือยอมรับให้ยึดหลักกาลามสูตรของพระพุทธองค์เป็นที่ตั้ง อย่าเพิ่งเชื่อในเรื่องใดๆ ขอให้พิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง ถ้าเราพูดกันถึงเรื่องเหนือธรรมชาติแบบนี้ คนที่จะตอบเราได้ดีที่สุดก็คือ ตัวเราเองครับ ว่าเรามีความรู้สึกหรือเคยได้สัมผัสสิ่งแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตแต่หาที่มาไม่เจอ หรือเรื่องเหนือธรรมชาติที่วิทยาศาสตร์นั้นยังพิสูจน์ไม่ได้

อย่าลืมนะครับว่า วิทยาศาสตร์นั้นเป็นแค่ศาสตร์ชนิดหนึ่งที่มีหลายศาสตร์มากมายทั่วโลก ที่พยายามจะตอบปัญหาของธรรมชาติให้คนได้รู้ได้เข้าใจ ถึงที่ไปที่มา แต่มีเรื่องราวมากมายที่วิทยาศาสตร์นั้นยังตอบไม่ได้ หรือหาเหตุผลไม่ได้

แต่ทว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าไม่ได้มีอยู่จริง

ขอยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่ง ในเรื่องของการทำสมาธิและพลังจิตนั้น ที่ศาสนาพุทธได้ค้นพบและประกาศออกไปเพื่อความสุขจริงของมวลมสรรพสัตว์ทั้งหลายกว่า 2,500 ปี ถึงประโยชน์สุขมหาศาลที่คนที่ปฏิบัติแล้วจะได้รับทั้งทำให้มีจิตใจกล้าแกร่ง เกิดปัญญาแก้ทุกปัญหาได้ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง รักษาและฟื้นฟูร่างกายที่เจ็บป่วยได้แบบที่พระอริยสงฆ์ท่านใช้รักษาตัวกันบ่อย เชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่านคงจะเคยได้ยิกันมาบ้าง

เรื่องแบบนี้วิทยาศาสตร์เพิ่งจะมาค้นพบเมื่อร้อยกว่าปีนี้ที่ค้นพบว่าการทำสมาธิในขั้นที่ลึกแล้ว จะทำให้อวัยวะภายในร่างกายทำงานได้ช้าลงและดีขึ้น อีกทั้งช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ หัวใจก็แข็งแรง เป็นต้น

 และเรื่องการเกิดของสิ่งมีชีวิต พระพุทธเจ้าค้นพบมานานเป็นพันๆ ปี มีบรรจุอยู่ในพระไตรปิฎกเรื่องการเกิดของเหล่าสรรพสัตว์ นักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะมาค้นพบการเกิดของสัตว์ตัวเล็กๆ บางชนิด เชื้อโรคต่างๆ เมื่อไม่กี่ปีนี่เอง เรื่องนี้จึงพอจะยืนยันได้อีกเรื่องว่า ในบางเรื่องที่เหนือความเข้าใจ วิทยาศาสตร์ยังเข้าไปไม่ถึงแน่นอน

และการมีอยู่ของเทวดาที่อยู่คนละภพภูมิหรือคนละชั้น แล้วการลงมาช่วยเหลือมนุษย์นี่ก็มีความเป็นไปได้ การช่วยเหลือกันข้ามภพข้ามชาตินั้น ที่สัตว์อีกชั้นหนึ่งไปช่วยสัตว์อีกชั้นหนึ่ง (เทวดา ดวงวิญญาณที่เราเรียกว่าผี มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน ต่างล้วนเป็นสัตว์ด้วยกันทั้งนั้น แตกต่างที่คำเรียกตามภพภูมิเท่านั้น)

ก็เหมือนกับการที่เราเป็นมนุษย์อยู่แล้วไปช่วยสัตว์เดรัจฉานอย่างเช่น คนไปเก็บแมวหมาจรจัดมาเลี้ยง การไปช่วยช้างเคราะห์ร้ายที่ตกบ่อให้ขึ้นมาจากหลุมหรือท่อระบายน้ำ หรือการช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของสัตว์หลายๆ ประเภทอย่างนี้เป็นต้น

คือแม้จะอยู่ภพชาติเดียวกันแต่เป็นการช่วยเหลือต่างภูมิกัน คือเราเป็นมนุษย์มีภูมิสูงกว่าสัตว์เดรัจฉานลงไปช่วยมัน ซึ่งสัตว์เดรัจฉานเหล่านั้นอาจจะไม่รู้เลยก็ได้ว่านี่เป็นฝีมือของมนุษย์ที่มาคอยช่วยเหลือ

เหล่าเทวดาก็เช่นเดียวกันครับ ท่านอยู่ในภพภูมิที่ทั้งแตกต่างและอยู่สูงกว่าอาจจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับมนุษย์ได้  เทวดาท่านก็มีสังคมของท่านเหมือนกันในบางชั้นสวรรค์  มีทั้งเพื่อน มีสามีภรรยา มีเจ้านาย มีบริวารที่มีความรักผูกพันกัน

เหล่าญาติหรือคนรู้จักของท่านอาจจะจุติมาเกิดในโลกมนุษย์ รวมถึงความห่วงใยในญาติที่ครั้งหนึ่งที่ท่านเคยเกิดมาเป็นคนก่อนที่จะมาเป็นเทวดา

เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านก็ยังมีกิเลสมีความห่วงหาอาทรเหมือนกับคนเรา อาจคอยดูแลสอดส่องทุกข์สุขโดยการรับรู้ด้วยความเป็นทิพย์เพราะท่านมีหูทิพย์ ตาทิพย์หรือความรู้สึกอันเป็นทิพย์ เทวดาท่านก็จะรู้ขึ้นเองโดยไม่ต้องมีใครมาบอกว่า เกิดเรื่องร้ายแรงหรือมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นกับญาติมิตรที่รักของท่าน

เทวดาท่านมีแต่กายทิพย์ไม่มีกายเนื้ออย่างคนเรา การให้ความช่วยเหลือของท่านส่วนใหญ่จะเป็นการ “ดลจิตดลใจ” หรือโน้มน้าวให้ญาติมิตรเหล่านั้นให้เปลี่ยนจิตที่เป็นอกุศล ที่กำลังจะตกไปอยู่ในอบายภูมิให้กลับกลายเป็นจิตกุศลและมีความสุขขึ้นได้ เช่น หากญาติมิตรที่กำลังโกรธจัดเพราะเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ท่านก็แผ่เมตตาส่งบุญกุศลลงมาดลจิตใจให้สงบเยือกเย็นลง

เคยหรือเปล่าครับที่เวลาที่กำลังโกรธใครหรือกำลังร้อนใจอะไรอยู่กับสิ่งนั้นมากๆ จู่ๆ ก็รู้สึกเยือกเย็นลง ได้อย่างน่าประหลาดเช่นเมื่อได้ก้าวเข้าไปสู่สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ อย่างเช่นในวัดวาอารามใหญ่ๆ พอเข้าไปแล้ว รู้สึกได้ถึงกระแสความอบอุ่นสว่างไสว

ทำให้จิตที่กำลังขุ่นข้องหมองใจนั้นก็กลับสงบเยือกเย็นลงเป็นลำดับ ซึ่งเป็นเพราะเทวดาที่อยู่ในบริเวณที่แห่งนั้นได้แผ่เมตตาลงมาให้ทำให้รู้สึกสงบเย็นลง และค้นพบวิธีการแก้ปัญหาหรือพบกับคนที่จะช่วยเหลือให้รอดพ้นไปได้จากปัญหาเหล่านั้น

เรื่องเหล่านี้เป็นการดลใจของเทวดาแน่นอน ทั้งดลใจเราและดลใจคนที่จะช่วยเราได้ ให้มีความเมตตา มีความพร้อมในเรื่องที่จะช่วยมาเจอกัน เรื่องนี้ขอให้ไปดูเรื่องของเชื่อมบุญที่อยู่ในบทต่อไป จะเข้าใจทันทีว่าทำไมต้องเชื่อมบุญกับเทวดา

(หากต้องการทราบเรื่องรายละเอียดและความเข้าใจที่ลึกซึ้งในเรื่องเชื่อมบุญ ขอแนะนำว่าลองไปหาหนังสือ “ปาฏิหาริย์เชื่อมบุญ” ทั้งเล่มที่ 1และ2 ของ ธ.ธรรมรักษ์ตามร้านหนังสือชั้นนำ มาอ่านท่านจะเข้าใจทั้งหมด)

การดลใจของเหล่าเทวดาก็ยังมีหลายระดับขึ้นอยู่กับฤทธิ์ของเทวดาเอง และก็กิเลสที่อยู่ในตัวคนๆ นั้นด้วยหากเป็นคนมีกิเลสหนาโทสะมากๆ ถูกความมืดในจิตครอบงำเสียเต็มแน่นทำให้เห็นผิดได้อย่างรุนแรงอย่างนี้เทวดาก็ไม่อาจดลใจช่วยอะไรไม่ได้เหมือนกันดุจดังความดีหรือแสงสว่างจะไม่สามารถแทรกลงไปกรรมชั่วหรือความมืดมิดได้

เรื่องการดลใจของเทวดานี่ก็มีตัวอย่างในพุทธกาล ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสไว้ในมหาปรินิพพานสูตรว่าด้วยการสร้างเมืองที่ปาฎลิคามซึ่งต่อมาได้ชื่อว่าเป็นเมืองปาฏลีบุตร มีใจความที่สรุปได้ว่า

สมัยนั้นมีอำมาตย์ผู้เป็นใหญ่ของแคว้นมคธนามว่า “สุนีธะและวัสสการะ” ต้องการสร้างเมืองในปาฏลิคามก็มีเทวดาเป็นจำนวนมากนับเป็นพันๆ องค์ต่างก็หวงแหนพื้นที่ในปาฏลิคามในแต่ละเขต

เทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่หวงแหนที่ในส่วนใด จิตของพระราชาและราชมหาอำมาตย์ผู้มีศักดิ์ใหญ่ตาม ก็น้อมไปเพื่อจะสร้างนิเวศน์ในส่วนนั้น ส่วนเทวดาชั้นกลางที่หวงแหนที่ในส่วนใดจิตของพระราชาและพระราชมหาอำมาตย์ในระดับชั้นกลางก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศน์ในส่วนนั้น ส่วนเทวดาชั้นต่ำหวงแหนที่ในส่วนใด จิตของพระราชาและราชมหาอำมาตย์ชั้นต่ำ ก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศน์ในส่วนนั้นเช่นเดียวกัน

แปลความว่า พื้นที่ต่างๆ ในแต่ละส่วนนั้นพระพุทธองค์ทราบดีว่ามีความแตกต่างกันถ้าใครมีบุญมากๆ หน่อยก็จะได้อยู่ในที่ที่เหมาะกับบุญของตนเองหรือมีเทวดาคอยดลใจให้ไปอยู่ในที่แห่งนั้น

จากตัวอย่างเรื่องนี้หากท่านใดที่ชอบศึกษาเรื่องเก่าๆ หากได้เคยอ่านเรื่องราวในประวัติศาสตร์ถึงการสร้างเมืองใหญ่ๆ จะพบว่ามีสาเหตุคล้ายๆ อย่างนี้เช่นเดียวกัน องค์พระมหากษัตริย์ในอดีต ผู้ทรงก่อร่างสร้างเมือง คงจะต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์บางอย่าง หรือเหล่าทวยเพทเทวดาทั้งหลาย คอยดลจิตใจหรือมีลางบอกเหตุให้สร้างบ้านเมืองหรือสิ่งต่างๆ ขึ้นบริเวณตรงนั้นตรงนี้ ไม่น่าจะเกิดจากการสุ่มเดาเอาแบบมั่วๆ ว่าสร้างอะไรตรงไหนก็ได้อย่างแน่นอน รวมถึงการสร้างเสาหลักเมือง พระพุทธรูปสำคัญด้วย เพื่อความเด่นชัดในเรื่องเทพเทวดาดลใจ ขอยกตัวอย่างในเรื่องของเทวดาท่านดลใจ ที่เกี่ยวข้องกับอริยบุคคลในสมัยพุทธกาลอีกสักหนึ่งเรื่องครับ

เรื่องราวนี้เป็นเรื่องของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี อีกเช่นเคย ซึ่งความจริงแล้วท่านมีนามเดิมว่า “สุทัตตะ” แต่เพราะความใจบุญชอบทำทานแก่คนยากคนจนมากจึงได้ชื่ออนาถบิณฑิกเศรษฐี นี้มาซึ่งแปลว่า “เศรษฐีผู้มีก้อนข้าวให้คนยากไร้” ท่านมีกองคาราวานสินค้าเดินทางไปทั่วชมพูทวีป  ค้าขายอย่างตรงไปตรงมาสร้างบุญกุศลมาโดยตลอด

วันหนึ่งท่านก็ได้ไปค้าขายที่เมืองราชคฤห์และได้พบกับน้องเขยของท่านนามว่า ราชคฤห์เศรษฐี (ในบางคัมภีร์ ผู้รู้กล่าวว่าท่านเป็นเพื่อนกัน) ทุกครั้งที่ท่านเดินทางไปก็จะต้องไปพักกับคนผู้นี้เสมอ ภายหลังได้ทราบว่า น้องเขยผู้นี้จะนิมนต์พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นประธานมาฉันภัตตาหารที่บ้าน

ก็เกิดความดีใจมาก อยากจะนมัสการพระพุทธเจ้าในทันที แต่เพราะพระพุทธองค์ยังทรงประทับอยู่ในป่าสีตะวันยังไม่สะดวกจะให้ใครเข้าพบ น้องเขยจึงได้บอกให้ไปพักผ่อนรอก่อนในวันถัดไป

ด้วยความตื่นเต้นดีใจที่จะได้พบพระพุทธองค์ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีถึงกับหลับแล้วตื่นถึง 3 ครั้งในคืนนั้นพอครั้งสุดท้ายที่ตื่นขึ้นมา จู่ๆ ท่านก็เดินออกไปนอกเมืองไปยังป่าสีตวัน ทั้งๆ ที่ยังเป็นเวลามืดและประตูเมืองก็ยังไม่เปิดเสียด้วยซ้ำ แต่เพราะเหล่าโอปปาติกะ (เทวดาพวกหนึ่ง) ช่วยกันเปิดประตูเมืองให้ท่านเศรษฐีเดินออกไปข้างนอกเมืองได้และทำให้เห็นว่าเวลานั้นเป็นเวลารุ่งสางแล้วแต่พอพ้นประตูเมือง ท้องฟ้าก็กลายเป็นเวลามืดอย่างเดิมอีก

ท่านเศรษฐีตกใจกลัวคิดจะกลับเข้าเมืองตามเดิม แต่ก่อนที่จะกลับก็มีเสียงของ “สิวกยักษ์” (เทวดาพวกหนึ่ง) มากล่าวเตือนให้ท่านเศรษฐีให้ก้าวเดินไปยังข้างหน้าอย่าได้ถอยกลับ เพราะการก้าวไปข้างหน้าแต่ละก้าวนั้นเป็นก้าวย่างที่จะเดินทางไปสู่หนทางที่ประเสริฐ พอสิ้นเสียงนั้นความมืดก็หายไป ท่านเศรษฐีก็เดินเข้าไปในป่าต่อไปได้

พอเดินไปได้สักหน่อยความมืดตามปกติก็เข้าปกคลุมอีก เสียงของสิวกยักษ์ก็ดังก้องขึ้นมาให้ก้าวต่อไปเรื่อยๆ ความมืดก็หายไปอีกสลับกันไปอยู่อย่างนี้ ด้วยเหตุที่เกิดความมืดและความสว่างสลับกันหลายครั้งทำให้ท่านเศรษฐีเกิดความท้อใจ แต่สิวกยักษ์ ก็กล่าวให้กำลังใจไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเดินทางมาจนถึงป่าสีตวันได้เป็นผลสำเร็จ

ในขณะนั้นเป็นเวลาที่จวนจะรุ่งสางแล้ว พระพุทธเจ้ากำลังเสด็จจงกรมอยู่ เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ทรงประทับนั่งเหนือก้อนหินแล้วกล่าวเชิญให้ท่านเศรษฐีมาเข้าเฝ้าด้วยพระองค์เองโดย พระพุทธองค์กล่าวชื่อ “สุทัตตะ” ได้อย่างถูกต้องทั้งๆที่เป็นการพบกันครั้งแรกสร้างความยินดีและเลื่อมใสในตัวพระพุทธองค์แก่ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นอย่างมาก

จากนั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมพื้นฐานเป็นการเบื้องต้นให้ เมื่อเล็งเห็นแล้วว่า สุทัตตะมีความเลื่อมใสในธรรมจริงจึงแสดงอริยสัจ 4 โปรดแด่สุทัตตะ เมื่อได้ฟังธรรมแล้ว สุทัตตะก็เกิดความซาบซึ้งในพระธรรมก้าวพ้นซึ่งความสงสัยในคำสอนของพระองค์ได้บรรลุเป็นอริยบุคคลมีดวงตาเห็นธรรม บรรลุกลายเป็นพระโสดาบันทันที

หลังจากนั้นท่านเศรษฐีก็ประกาศปวารณาตนเองเป็นอุบาสกในพระพุทธศาสนา แล้วจึงกราบอาราธนาพระพุทธองค์ไปฉันภัตตาหารพร้อมกับพระภิกษุสงฆ์ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งพระองค์ก็ทรงรับโดยดุษณีภาพ (หมายความว่า แสดงอาการนิ่งเป็นการยอมรับ) นี่คือเหตุการณ์การพบกันครั้งแรกระหว่างพระพุทธองค์กับอนาถบิณฑิกเศรษฐี

ตัวอย่างเรื่องราวนี้ชี้ให้เห็นว่า เทวดาประเภทยักษ์อย่าง สิวกยักษ์ได้ทำการดลจิตดลใจของเศรษฐีให้ท่านได้มาพบกับพระพุทธองค์จนได้แสดงธรรมแก่ท่านจนได้บรรลุธรรมในชั้นต้นของพระพุทธศาสนาเป็นการสร้างบุญอันยิ่งใหญ่ซึ่งผลบุญนี้ก็จะตกไปถึงสิวยักษ์ตนนั้นด้วย

แปลความง่ายๆ ว่าการทำบุญของเทวดาท่านก็จะทำบุญด้วยวิธีนี้ใช้การดลจิตใจให้กับผู้ที่มีบุญวาสนาที่มีบุญเชื่อมโยงถึงกันจึงเป็นเหตุให้มาสร้างบุญใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนคนที่จิตใจไม่ดีคิดแต่เรื่องอกุศล ต่อให้เทวดามีฤทธิ์แค่ไหนก็ไม่อาจช่วยเหลือได้อย่างแน่นอน

นอกจากเรื่องเทวดาประจำตัวแล้วยังมีเรื่อง “เทวดาเจ้าที่” อีกต่างหากด้วยครับ เทวดาเหล่านี้ท่านมีหน้าที่ดูแลสถานที่เหล่านั้นให้ร่มเย็นเป็นสุข ยกตัวอย่างเช่นคนที่เคยไปนอนตามวัดวาอารามต่างๆ เพื่อฝึกปฏิบัติธรรมอาจเคยเจอเหตุการณ์ประเภทที่ทำให้รู้สึกว่า ถูกกระตุกขาหรือได้ยินเสียงอะไรที่แปลก ๆที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนมาเตือนสติหรือดลจิตใจให้ไปทำอะไรสักอย่าง

หรือแม้กระทั่งมาสะกิดเตือนก็มีให้เห็นมามากรายแล้ว รูปแบบของการสื่อสารระหว่างคนกับเทวดาจึงมีทั้งการดลจิตใจ การปกป้อง ไปจนถึงการสะกิดเตือนตรงๆ

ตัวอย่างเรื่องเทวดามาสะกิดเตือนมนุษย์ก็มีปรากฏในพุทธกาลเช่นกันครับ เป็นเรื่องของ อนาถบิณฑิกเศรษฐีเจ้าเก่าของเรา แต่การสะกิดเตือนของเทวดาในกรณีนี้เป็นไปในแบบตรงกันข้ามกับที่ สิวกยักษ์ได้กระทำอย่างสิ้นเชิง

ด้วยความที่ท่านเป็นคนรวยมีทรัพย์สินเงินทองมากบ้านช่องก็ใหญ่โตกว้างขวางโดยที่เรือนของเศรษฐีมีอยู่ 7 ชั้นและซุ้มประตูอย่าง 7 ซุ้ม โดยที่ซุ้มประตูที่ 4 นั้นมี ภุมมะเทวดาอาศัยอยู่เหนือซุ้มประตูอยู่แต่โชคร้ายหน่อยที่ เทวดาองค์นี้เป็นเทวดานิสัยพาลขี้อิจฉา

เทวดาผู้นี้มักจะรำคาญเวลาที่มีพระสงฆ์และคนมากมาย เดินผ่านที่ซุ้มประตูของตนเองเกิดความเร่าร้อนอยู่ไม่เป็นสุข ก็เลยคิดหาทางไม่ให้ท่านเศรษฐีได้ทำบุญกุศลต่อไป ด้วยเหตุที่ท่านเศรษฐีเป็นผู้ใจบุญท่านได้ทำการค้าอย่างสุจริตซื่อตรง จึงมีผู้ฉวยโอกาสคดโกงไปมาก

หนำซ้ำทรัพย์สินจำนวนมากที่ถูกฝังไว้ริมแม่น้ำ ก็ถูกน้ำกัดเซาะตลิ่งจนพังเสียหายจนทรัพย์สินหายไปหมด ท่านจึงเริ่มมีฐานะยากจนลง แต่นั่นก็ไม่ทำให้ท่านหวั่นไหวในการถวายทานและยังคงดำเนินการทำบุญทำทานต่อไปจนเทวดาขี้รำคาญอดรนทนไม่ไหว

เทวดาจึงได้ไปหาหัวหน้าคนงาน และแสดงตัวให้เห็นเพื่อไปจะกล่อมให้หัวหน้าคนงาน ออกมาคัดค้านการทำบุญทำทานของอนาถบิณฑิกเศรษฐีแต่หัวหน้าคนงานซึ่งถือศีล 8 เป็นประจำอยู่แล้วก็ไม่ได้หวั่นไหวกลับไล่ตะเพิดเทวดาไป เทวดานั้นก็ใช้แผนเดิมไปพูดกับ กาละลูกชายคนโตของท่านเศรษฐี ก็โดนตะเพิดมาอีกเหมือนกัน เมื่อหาแนวร่วมเพื่อการคัดค้านไม่ได้จึงได้ตรงไปหาท่านเศรษฐีด้วยตนเอง

เทวดาพาลก็ไปสะกิดเตือนเศรษฐีถึงเรือนนอนตอนกลางคืนด้วยใจที่ตั้งมั่นว่า เมื่อก่อนท่านเศรษฐีร่ำรวยมหาศาลจึงไม่กล้าพูดอะไรแต่เมื่อเห็นยากจนลง ก็น่าจะฟังคำตักเตือนของเทวดาประจำซุ้มประตูบ้านตัวเองบ้าง  แต่ผลก็หาเป็นเช่นนั้นไม่

เพราะคำกล่าวที่เทวดาแนะนำต่อท่านเศรษฐีนั้นคือ  ให้ท่านเศรษฐีเลิกทำบุญทำทานเลิกไปวัดเลิกปฏิบัติธรรม ให้เลิกสนใจแม้แต่กระทั่งพระพุทธเจ้า ให้หันหน้ากลับมาตั้งหน้าตั้งตาค้าขายเหมือนเดิม เมื่อท่านเศรษฐีได้ยินการกล่าวด้วยทุคติเช่นนั้น ไม่เป็นผลดีต่อตัวท่านและเป็นการไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งจึงออกปากไล่เทวดาผู้นี้ออกจากเรือนไป

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นเหตุทำให้เทวดาไม่อาจอยู่ประจำซุ้มประตูที่ 4 ได้ อีกต้องพาเหล่าบริวารของตนเองออก ระเหเร่ร่อนไปขออยู่กับใครเขาก็ไม่ให้อยู่เพราะที่ทางส่วนใหญ่เป็นของท่านเศรษฐีทั้งสิ้นจึงต้องขอเทพบุตรประจำพระนครอยู่

แต่ท่านเทวดาประจำพระนครก็ไม่อาจช่วยเหลือได้ เพราะเทวดาผู้นี้ได้กล่าวร้ายต่ออริยบุคคลผู้เป็นถึงโสดาบันในพระพุทธศาสนาอย่างอนาถบิณฑิกเศรษฐี จึงได้ให้คำแนะนำไปหาท้าวจตุมหาราชทั้ง 4 ผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกา แต่ก็ไม่เป็นผล

ท้าวเธอทั้ง 4 ก็มีความเห็นเช่นเดียวกับเทวดาประจำพระนครเช่นกัน เพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเทวดานิสัยพาล เทวดาผู้ตกอับจึงต้องไปหาที่พึ่งสุดท้ายคือ ท้าวสักกะเทวราช (พระอินทร์) ผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

แม้ท่านท้าวสักกะเทวราชก็ไม่อาจให้ความช่วยเหลือโดยตรงได้ จึงได้บอกอุบายแก่เทวดาผู้นี้ว่า ให้ทำการช่วยเหลือท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นการลงทัณฑกรรมแทน โดยการให้แปลงร่างเป็นเสมียนแล้วให้นำสัญญาการค้า ที่ได้ทำการตกลงกับพ่อค้าที่เบี้ยวหนี้ไปทวงชำระแทนซึ่งเป็นจำนวนเงินมหาศาล จากนั้นก็ให้นำทรัพย์สมบัติเหล่านั้นมาเก็บไว้ยังห้องคลังตามเดิม

ส่วนทรัพย์สมบัติที่จมน้ำหายไป ก็ให้เทวดาผู้นั้นเป็นผู้รวบรวมกลับมา รวมไปถึงทรัพย์อื่นๆ ที่ไม่มีเจ้าของก็เก็บมาใส่ไว้ในห้องสมบัติให้หมดด้วย เมื่อรวบรวมทรัพย์สมบัติที่ทั้งโดนโกงและสูญหายไปกลับคืนมา จึงทำให้อนาถบิณฑิกเศรษฐีกลับมามีฐานะมั่งคั่งเหมือนเดิม

เมื่อรวบรวมทรัพย์ที่หายไปทั้งหมดเสร็จแล้วเทวดาพาล จึงได้กลับไปขอขมาเศรษฐีให้ยกโทษให้กับตน และตนเองก็ได้ถูกลงทัณฑกรรมโดยพระสักกะเทวราชไปแล้ว  อนาถบิณฑิกเศรษฐีพิจารณาว่าเทวดาผู้นี้สำนึกผิดแล้วจึงได้บอกให้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

พระพุทธองค์ทรงตรัสยกโทษในความผิดของเทวดา ที่ได้กล่าวล่วงเกินพระพุทธองค์และได้เทศนาสั่งสอนเรื่องการกระทำกรรมดีและกรรมชั่วว่า

“ตราบใดที่กรรมชั่วยังไม่ให้ผลเขาผู้นั้นก็จะกระทำกรรมต่อไปเป็นเรื่องปกติ เมื่อเห็นผลแล้วจึงจะได้รู้ว่านั่นคือกรรมไม่ดี แต่เมื่อบุคคลใดทำกรรมดีแล้วกรรมดียังไม่เห็นผลก็มักคิดว่าทำดีไม่ได้ดี ต้องรอให้ผลดีปรากฏก่อนจึงจะเชื่อว่าให้ผลจริง”

กรณีของทั้งเทวดาที่ประกอบกรรมไม่ดี และ ท่านเศรษฐีที่หมั่นประกอบคุณงามความดีในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันเป็นการแสดงผลของกฎแห่งกรรมที่เห็นได้ชัดเจนมาก เมื่อเทวดาได้รับฟังธรรมของพระพุทธองค์ก็เกิดความแจ่มแจ้งในธรรมสำเร็จเป็นพระโสดาบันทันที

ในเรื่องราวตัวอย่างของอนาถบิณฑิกเศรษฐีนี้ เทวดาท่านไปทำการดลจิตใจให้ผู้ที่คดโกงยอมเอาทรัพย์สินที่กู้ยืมไปเอามาคืนมากกว่า และเชื่อว่าด้วยการดลใจของเทวดา ทำให้เขาเหล่านั้นสำนึกได้ถึงการกระทำไม่ดีของตน จึงได้นำทรัพย์สินมาคืน และอาจเป็นเพราะบุญบารมีในตัวของ อนาถบิณฑิกเศรษฐีเองด้วยเป็นส่วนหนึ่งที่ถึงเวลาส่งผล

เรื่องของความเชื่อเกี่ยวกับเทวดาประจำตัวนี้ ไม่ว่าคุณผู้อ่านจะเคยมีความเชื่ออย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรกระทำก็คือ หมั่นทำความดีสร้างบุญบารมีเท่าที่ทำได้ทั้งทาน สีล ภาวนา อย่าไปสงสัยในเรื่องของบุญและกรรมจนทำให้จิตใจตกต่ำ  และหมั่นฝึก “สติ” ของเราเองให้เกิดความเข้มแข็ง สร้างฤทธิ์ทางใจให้แข็งแกร่ง มีหิริโอตัปปะประทับอยู่ในจิตใจ เป็นการต้านทานบาปและหันมาต้อนรับการทำบุญทั้งปวงจะเป็นการดีที่สุด

การผูกพันระหว่างมนุษย์และเทวดานั้นเป็นเรื่องที่มีอยู่จริง และทุกคนมีเทวดาประจำตัวที่เคยเป็นบรรพบุรุษ พ่อแม่พี่น้อง ยาติมิตร สหายที่คอยห่วงใยและพร้อมจะช่วยเหลือเมื่อยามมีภัย คอยดลใจให้สร้างกรรมดียิ่งขึ้นไป เพราะท่านเหล่านั้นทราบดีว่า บุญนั้นเป็นที่พึ่งได้จริง

ยิ่งในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเคยอธิษฐานจิตให้ผูกพันกันกับอีกฝ่ายหนึ่ง ทำให้ต้องมีการติดตามไปเฝ้าดูอยู่ตลอดเหมือนเชือกที่โยงติดกัน แต่เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหมดบุญในการอธิษฐานหรือทำการเปลี่ยนแปลงตนเองให้ตกต่ำลงสายใยที่เคยผูกโยงไว้ด้วยบุญก็จะขาดออกจากกัน

ทางที่ดีที่สุดเพื่อความไม่ประมาท เพราะเราไม่รู้ว่าวิบากกรรมไม่ดีจะมาส่งผลเมื่อใด ขอดปรดหันมาทำความดีละเว้นความชั่ว เพื่อเป็นการสร้างเกราะป้องกันตัวจากสิ่งเลวร้ายต่างๆ และลด ละ เลิก หลีกหนีเว้นในสิ่งที่ไม่ดีไม่งามทั้งหลายจะดีกว่า

เพราะการเอาแต่นั่งรอให้เทวดาประจำตัวมาช่วยเพียงอย่างเดียว เป็นเรื่องที่ไม่สมควรและประมาทในเรื่องของกรรมมาก เทวดาประจำตัวท่านไม่อาจจะช่วยได้เลย หากตัวเราไม่มีบุญเป็นฐานหรือกำลังสนับสนุนที่เพียงพอ

ยิ่งเราเป็นผู้มีบุญมาก เทวดาท่านก็ยิ่งจะสื่อสาร ดลใจช่วยเหลือเราได้มากขึ้น เพราะเข้าออกในจิตใจเราได้สะดวกไม่มีกรรมชั่วมาขวางกั้นเอาไว้  และตัวอย่างของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นตัวอย่างที่ดีครับ แม้แต่เทวดาประจำซุ้มประตูบ้านยังต้องยอมแพ้ในการบำเพ็ญบุญบารมีของท่านเลย

            กล่าวในเรื่องทั้งเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ และผีสาง ถ้าใครที่ยังไม่เคยเห็นหรือสัมผัสก็จะปฏิเสธว่าไม่มีและพลอยทำให้ไม่เชื่อว่าการมีอยู่ของโลกหน้านั้นไม่มีอยู่และไม่เป็นความจริง ส่วนคนที่เคยได้สัมผัสหรือเคยเห็นไม่ว่าด้วยเหตุบังเอิญ,ความฝัน หรือมีนิมิตก็ตามทีก็จะเชื่อเรื่องความมีอยู่ในเรื่อง วิญญาณ โอปปาติกะ รวมไปถึงเรื่องโลกนี้และโลกหน้าเหล่านี้อย่างสนิทใจ

            เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ในปัจจุบันจะมีผู้ที่ทั้งเชื่อและไม่เชื่อในสมัยพุทธกาลก็มีปรากฏให้เห็นครับซึ่งปรากฏอยู่ใน พระไตรปิฏกพระสูตรที่ชื่อ “ปายาสิรัญญสูตร” เป็นการโต้วาทีครั้งใหญ่ระหว่าง พระเจ้าปายาสิธิราชกับพระกุมารกัสสปะเถระ

            พระเจ้าปายาสิธิราชเป็นเจ้าผู้ครองนครเล็กๆ ที่มีชื่อว่า เสตัพยะนครซึ่งอยู่ในแคว้นโกศล หากเปรียบเทียบกับคนในยุคปัจจุบันก็คงจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีความเป็น “วิทย์จ๋า” เลยทีเดียวเป็นนักคิดนักวิจัยที่ดีก็ว่าได้ พระเจ้าปายาสิตั้งทฤษฎีการไม่มีอยู่ของเหล่าวิญญาณ โอปปาติกะและโลกเบื้องบนและเบื้องล่างขึ้นมาไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างลอยๆ แต่ผ่านการทดลองเบื้องต้นตามแนวทางของตนเอง แล้วก็ลงความเห็นไปตามที่ได้พิสูจน์มาแล้วจึงประกาศออกสู่สาธารณะ ยังไม่พอยังท้าทายด้วยว่าใครที่มีความแน่จริงก็ให้มาประลองโต้วาทะกับตนเองในเรื่องนี้

            พระภิกษุอรหันต์ที่ไม่มีความสามารถพิเศษ (อภิญญา 6) หรือไม่มีความแตกฉานทางธรรม (ปฎิสัมภิทา 4) ก็พยายามหลบๆ ไปไม่มีใครอยากไปตอแยกับท้าวปายาสิธิราชให้เสียเวลา ทำให้ท้าวปายาสิธิราชเกิดความลำพองใจว่า ไม่มีใครเก่งเท่าข้าอีกแล้ว แต่มีพระรูปหนึ่งซึ่งเป็นนักปราชญ์ อีกทั้งมีความหาญกล้าพอที่จะต่อกรด้วยก็คือ ท่านกุมารกัสสปะเถระ

            เมื่อท้าวปายาสิประกาศเรื่องโลกหน้าไม่มีทั้งนรกและสวรรค์ ไม่มีผีมีเปรตหรือเทวดามีแต่ตายแล้วสูญไปทั้งนั้น พระกุมารกัสสปะจึงได้ถามว่าทำไมจึงได้คิดเห็นเช่นนั้น

            ปายาสิจึงบอกว่า ตนเองเคยสั่งให้คนทำชั่วที่เหล่าสมณพราหมณ์เชื่อว่าทำแล้วต้องไปตกนรกแน่ ๆ ให้กลับมาบอกหลังจากไปนรกมาแล้วว่าเป็นอย่างไรแต่สั่งไปหลายคนก็ไม่มีใครกลับมาบอกได้สักคน พระกุมารกัสสปะจึงได้อธิบายเปรียบเทียบว่า ถ้าเป็นนักโทษประหารที่เขาจะนำไปเข้าตะแลงแกง ต่อให้ขออนุญาตเพื่อปล่อยตัวเพียงเพราะจะไปสั่งเสียลูกเมียย่อมไม่ได้รับอนุญาต เช่นเดียวกับ ผู้ที่ได้ไปเกิดในนรก ย่อมไม่มีสิทธิ์จะได้ไปไหนได้ต่อให้ไม่ลืมสัญญาก็กลับมาบอกไม่ได้ เพราะต้องรับโทษก่อน

            ท่านปายาสิก็เลยนำ เหตุการณ์เดียวกันมาเปรียบเทียบอีกแต่คราวนี้เปลี่ยนจากสั่งให้คนทำเลวเปลี่ยนมาทำดีในแบบที่ เหล่าพราหมณ์เชื่อว่าทำดีขนาดนี้แล้วต้องได้ไปเป็นเทวดาบนสวรรค์ให้กลับมาบอกเช่นเดียวกัน ซึ่งพวกนี้เมื่อสั่งไปแล้วก็เงียบหายไปอีก ที่สำคัญคือไปสวรรค์ต้องมีความสุขไม่ได้รับการลงโทษอะไรก็น่าจะกลับมาบอกได้

            เหตุผลสองประการที่พระกุมารกัสสปะมอบให้ปายาสิคือ หนึ่งเรื่องระยะเวลาที่มีความแตกต่างกันมาก (อย่างที่เราทราบไปแล้วว่า อย่างน้อยๆ กับสวรรค์ชั้นแรก เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา 1 วัน เท่ากับ 50 ปีของโลก) ดังนั้นระยะเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนของสวรรค์จึงเท่ากับร้อยปีของเมืองมนุษย์ แม้เขาเหล่านั้นไปแล้วไม่ลืมสัญญากะว่าจะกลับมาบอกในวันถัดไป ถึงเวลานั้นท่านปายาสิก็คงตายไปเรียบร้อยแล้ว

            เหตุผลที่สองก็คือ ความเป็นมนุษย์และโลกของมนุษย์นั้นมีความเหม็นสกปรกอย่างมากสำหรับเทวดาเมื่อตายไปเป็นเทวดาแล้วก็ย่อมไม่อยากกลับมาสูดกลิ่นเหม็นของมนุษย์อีกเหมือนคนที่เพิ่งขึ้นจากบ่อน้ำโคลนที่สกปรกมาแล้วอาบน้ำปะแป้งเสียหอมฉุย จะให้ตกลงไปอยู่ในบ่อโคลนอีกก็คงไม่ยอมลงไปอีกฉันใดก็ฉันนั้น

            ปายาสิยังโต้ตอบต่อไปว่า แม้คำพูดของท่านกุมารกัสสปะนั้นจะฟังดูดีมีเหตุผลแต่ถ้าเทวดา ภูตผีหรือสวรรค์นรกมีจริงตัวเขาเองก็น่าจะสัมผัสได้แต่นี่เขาไม่เคยเห็นเลย พระกุมารกัสสปะจึงได้ตอบเรื่องนี้ได้ชัดเจนว่า

            “ที่ไม่เชื่อว่าเทวดามีจริง สัตว์นรกมีจริง โลกหน้ามีจริง ด้วยเหตุผลว่าไม่เคยเห็นสิ่งเหล่านี้ ก็เปรียบเสมือนคนที่เกิดมาแล้วตาบอดมาแต่กำเนิดไม่เคยเห็นทั้งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ไม่เคยเห็นสีแดงและสีเขียวแล้วบอกว่าดวงอาทิตย์และดวงจันทร์นั้นไม่มีอยู่จริง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วสิ่งเหล่านี้มีอยู่คนตาดีทั้งหลายเขามองเห็นกันอยู่ทุกวัน”

ที่มา : พระเทพมุณี (วิลาศ ญาณวโร), วรรณกรรมไทยเรื่องภูมิวิลาสินี หน้า 36-46

            ปายาสิก็ยังไม่ลดละด้วยคำเปรียบเทียบอุปมานั้นโดยอ้างผลงานเก่าของตัวเองอีกโดยการ นำนักโทษประหารมาใส่ในหม้อใหญ่ทั้งเป็นเอาดินเหนียวพอกปิดให้มิดชิดแล้วยกหม้อนั้นขึ้นตั้งไว้บนเตาไฟเพื่อคอยดูว่า วิญญาณจะออกจากร่างไปไหนแม้จะกะเทาะดินเหนียวออกดูก็ยังไม่เห็นวิญญาณออกมาแต่อย่างใด ด้วยผลการทดลองนี้จึงทำให้ปายาสิเชื่ออย่างสนิทใจว่า ตายแล้วสูญไม่มีอะไรเหลือเลย

            พระกุมารกัสสปะก็ต้องแก้อีกครั้งด้วยการกล่าวว่า คนที่นอนหลับฝันว่าไปเที่ยวที่นั่นที่นี่มาคนที่นอนอยู่ใกล้ๆ เขาจะเห็นวิญญาณของเขาหรือไม่ก็คงไม่เห็นเพราะขนาดวิญญาณของคนเป็นๆ ยังไม่เคยเห็นเลยจะไปเห็นในคนตายได้อย่างไร

            แต่งานวิจัยของปายาสิก็ยังไม่หมด โดยคราวนี้เอานักโทษประหารมาชั่งน้ำหนักก่อน เสร็จแล้วก็ให้แขวนคอจนตาย พอยกขึ้นชั่งน้ำหนักอีกทีกลายเป็นว่า ศพมีน้ำหนักมากกว่าตอนที่มีชีวิตแสดงว่าการที่คนตายแล้ววิญญาณจะออกจากร่างก็ไม่น่าจะจริง ถ้าจริงก็ควรจะมีน้ำหนักเบาลงไม่ใช่หนักขึ้นๆ อย่างนี้

            ท่านกุมารกัสสปะก็เปรียบเทียบให้ฟังว่า เหล็กที่เผาไฟจนร้อนย่อมเบากว่าเหล็กที่เย็นมนุษย์ก็เช่นเดียวกันเมื่อยังมีชีวิตอยู่ร่างกายยังมีไฟอยู่ในตัวยังมีความอบอุ่นมีจิตวิญญาณร่างกายย่อมเบา แต่เมื่อตายแล้วหมดไฟร่างกายก็แข็งกระด้างหนักขึ้นเป็นธรรมดา ไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อที่ว่าวิญญาณออกจากร่างไปหรือไม่แต่อย่างใด

            ปายาสิก็ยังทำการอธิบายผลการทดลองของตัวเองต่อไปว่า เขาได้เคยทดลองด้วยวิธีอื่นๆ อีกโดยการจับนักโทษประหารมาฆ่าโดยไม่ให้ผิวหนังเนื้อ เอ็นหรือกระดูกส่วนหนึ่งส่วนใดช้ำ (ในมุมมองของผู้เขียนอาจจะใช้ยาพิษก็ได้) เมื่อนักโทษจวนจะตายแล้วก็ให้ทั้งนอนหงาย นอนตะแคง หรือแม้แต่คว่ำหน้าเพื่อคอยดูว่าวิญญาณจะออกมาจากทางไหนก็ไม่เคยเห็นอีกเช่นกัน

            พระกุมารกัสสปะก็เทียบให้ฟังอีกว่า ถ้ามีนักดนตรีเป่าสังข์ที่มีเสียงไพเราะอยู่แล้วมีชาวบ้านผู้โง่เขลามาถามว่าเสียงที่ออกมานี้ออกมาจากที่ไหนจากตัวท่านหรือ หอยสังข์ คนเป่าสังข์ก็จะบอกว่าออกมาจากสังข์ที่เป่าอยู่นี้เอง ชาวบ้านผู้ซื่อบื้อก็เลยเอาสังข์มาพลิกหงายพลิกคว่ำ เอาไปทุบเอาไปตะแคงดูอย่างไรก็ไม่ได้ยินเสียงลอดออกมา เงียบกริบเหมือนเดิมจะคอยจ้องดูว่า เสียงมันออกมาจากทางไหนก็คงไม่มีวันเห็น เพราะไม่รู้ว่าเสียงของสังข์นั้นไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นกันได้ ไม่อะไรกับวิธีการพิสูจน์เรื่องวิญญาณด้วยวิธีพิลึกพิลั่นของปายาสิเช่นกัน

เมื่อท่านยกตัวอย่างมาดังนี้แล้ว เพื่อที่ต้องการจะบอกกล่าวแก่ปายาสิว่า เรื่องนี้มัน “ผิดตั้งแต่ตั้งสมมติฐานแล้ว” ด้วยเหตุผลที่ว่า คนที่ตายไปแล้ววิญญาณจะต้องออกจากร่างเมื่อไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าวิญญาณมีจริงและออกไปจากร่างจริงก็เลยไม่เชื่อเรื่องการตายและการเกิดใหม่ การไปอยู่ในภพภูมิที่สูงกว่าด้วยบุญและคุณงามความดี และลงไปอยู่เบื้องล่างด้วยผลกรรมชั่ว

ปายาสิก็ยังไม่ยอมเชื่อเสนอผลงานต่อไปว่า เคยสั่งให้ทั้งเชือดทั้งสับผิวหนังเลือดเนื้อของคน ตัดเอ็นตัดกระดูก เพื่อหาดูว่าวิญญาณนั้นอยู่ที่ไหนก็ไม่พบแม้จะเอาร่างกายมาสับจนละเอียดแล้วก็ยังไม่พบเขาจึงเชื่อสนิทใจว่าวิญญาณนั้นไม่มีจริง

            ท่านกุมารกัสสปะจึงกล่าวเตือนและทำการเปรียบเทียบให้ฟังอีกครั้ง เรื่องของ “การก่อไฟ” หากเป็นผู้ที่ไม่รู้การก่อไฟให้ติด แล้วนำเอาไม้มาสีๆ กันอย่างไม่ถูกวิธีก็ไม่เกิดไฟ เอามีดมาถากไม้อย่างไรก็ไม่มีไฟออกมาหรือจะเอาไม้ไปสับให้ละเอียดก็ไม่ปรากฏให้มีไฟออกมาเช่นกัน

            การเปรียบเทียบเช่นนี้ก็เหมือนกับผู้ที่ไม่รู้จักแสวงหาการมีอยู่ของโลกหน้าจึงไม่ได้พึงทำความดีและไม่รู้ผลของการทำความชั่วก็ย่อมไม่มีวันพบความจริงเช่นเดียวกัน การแสวงหาเรื่องจิตวิญญาณและโลกหน้านั้นไม่อาจจะใช้วิธี สมมติฐาน หรือเครื่องมือในแบบที่ ปายาสิกล่าวอ้างมาได้เลยสักอย่างเดียว เมื่อใช้เครื่องมือไม่ถูกต้องไม่ตรงกับเรื่องราวที่ต้องการรู้ก็ย่อมไม่ได้ความรู้หรือความจริง

            เมื่อปายาสิไม่สามารถหาเหตุผลมาโต้แย้งเรื่องการมีอยู่ของโลกหน้ารวมไปถึงภูมิอันเป็นสุขและทุกข์ของสัตว์โลกได้ก็จนด้วยเหตุผลแต่ก็ยังไม่ยอมละความคิดเดิม เพราะความอับอายเนื่องด้วยใครๆ ก็รู้ว่าพระเจ้าปายาสิธิราช เป็นผู้มีความเชื่อเช่นนี้มาตั้งแต่ต้นจึงไม่อยากจะละความคิดนั้น

            พระกุมารกัสสปะจึงบอกให้สละความคิดเดิมเสียเพราะมันไม่เป็นผลดีกับคนที่คิดเห็นอย่างนั้น เหมือนคนเลี้ยงหมูไม่เป็น พอไปหมู่บ้านอื่นเห็นขี้หมูก็นึกว่าเป็นอาหารหมู จึงเอาผ้าห่อขี้หมูเทินหัวกลับบ้าน ฝนตกขี้หมูไหลย้อยลงมาเปรอะเปื้อนตัวอย่างไรก็ไม่ยอมวาง แม้ผู้รู้จะมากล่าวเตือนว่านั่นเป็นของสกปรกเหม็นเน่าก็ไม่ยอมฟัง กว่าจะถึงบ้านก็คงเปรอะเหม็นไปด้วยขี้หมูเมียด่าเปิงแน่ๆ

            พระกุมารกัสสปะเถระต้องการชี้ว่า “เมื่อรู้ว่าอะไรผิดแล้วก็จงสละความเห็นนั้นเสีย” ขอให้มาศึกษาหาความรู้ในสิ่งที่สมควร อะไรที่จริงกว่าดีกว่าและถูกต้องกว่าก็ควรจะยึดถือมาปฏิบัติ

เมื่อพระเจ้าปายาสิธิราชได้ฟังข้อธรรมของท่านกุมารกัสสปะเถระจนเข้าใจแล้วก็ยอมจำนนด้วยเหตุผลด้วยประการทั้งปวง ประกาศสละความเห็นผิดนั้นหันมานับถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง และเริ่มทำทานรักษาศีลจนกระทั่งสิ้นชีวิต

จากตัวอย่างเรื่องราวการพยายามพิสูจน์เรื่องการมีอยู่ของเทวดา วิญญาณ ภูติผีและภพภูมิที่เป็นสุขและทุกข์นั้นสำหรับมนุษย์แล้วเป็นเรื่อง “อจิณไตย” คือเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะไปทำความสงสัยให้เสียเวลาเพราะผู้ที่พึงสงสัยเรื่องนี้มากๆ เข้าจะพึงทำให้เป็นบ้าได้

แล้วตกลงจะให้เลือกเชื่อหรือไม่เชื่อดีขอให้มาลองดูตัวอย่างจากพระพุทธองค์ก่อนแล้วลองพิจารณากันดูอีกทีครับ

พระพุทธเจ้ากับเหล่าเทวดาและเหล่าอมนุษย์

            เหตุการณ์ต่างๆ ที่มีปรากฏในพระไตรปิฎกเกี่ยวกับการมีอยู่ของเทวดาและสวรรค์นั้นมีอยู่มากมายเป็นต้นว่า การพบปะกับเหล่าเทวดาของพระพุทธองค์โดยที่พระพุทธองค์จะเสด็จไปโปรดเทวดาในชั้นดาวดึงส์มากกว่าชั้นอื่นเป็นพิเศษ เพราะเป็นที่อยู่ของพุทธมารดาซึ่งต้องทรงมาแสดงธรรมโปรดพุทธมารดาตามราชประเพณี และทรงแสดงธรรมแก่เหล่าเทวดาในชั้นดาวดึงส์อยู่เสมอ โดยเฉพาะการสนทนาธรรมกับท้าวสักกะเทวราช

การที่พระพุทธองค์ได้ทรงสนทนากับท้าวสักกะเทวราชอยู่เป็นประจำก็เพราะว่าท้าวสักกะเป็นเทวดาที่ทรงคุณธรรมมากการจะเกิดมาเป็นท้าวสักกะเทวราชได้ต้องบำเพ็ญบุญบารมีที่เรียกว่า “วัตตบท 7 ประการ” อันได้แก่ การบำรุงบิดามารดา,อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ในตระกูล เป็นคนซื่อสัตย์ ไม่หยาบคาย ไม่ยุยุงให้เกิดความแตกแยก ไม่ตระหนี่ และไม่เป็นคนโกรธง่าย และก็มีบางครั้งที่ท้าวสักกะตรัสสรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้าต่อหน้าเทพและบริวารในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เนื่องในโอกาสพิเศษ เหตุการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นว่าพระพุทธเจ้ากับท้าวสักกะเทวราชนั้นมีการติดต่อสัมพันธ์กันอยู่เป็นประจำ ดังคำที่ปรากฎอยู่ในพระคัมภีร์ว่า

“…ท้าวสักกะจอมเทพ ตรัสพระคุณความจริง 8 ประการของพระผู้มีพระภาคเจ้าแก่เหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลายก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ ทรงปฏิบัติเพื่อความเกื้อกูลแก่ชนเป็นจำนวนมาก เพื่อความสุขแก่คนเป็นจำนวนมาก….”

ที่มา : พระไตรปิฎก เทวาสุรสังคามสูตร เล่มที่ 18 หน้าที่ 352 -354

อีกประการหนึ่งการที่เราได้ยินเรื่องราวของเทวดาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มากกว่าชั้นไหนๆ ก็เพราะเป็นสวรรค์ที่มีท้าวสักกะ (พระอินทร์) ปกครองและเทวดาชั้นดาวดึงส์นั้นจะมีหน้าที่ประจำอยู่อย่างหนึ่งได้แก่การตรวจดูความเป็นไปของมนุษย์ดังที่ปรากฎพระคัมภีร์อีกบทหนึ่งว่า

“การตรวจดูความประพฤติของมนุษย์โลกเป็นหน้าที่ของเหล่าเทวดาในชั้นดาวดึงส์ในทุกวันอุโบสถ คือวันที่ 14 หรือ 15 ค่ำแล้วเหล่าเทวดาจะต้องกลับมารายงานความประพฤติของสัตว์โลกต่อหน้าเทวดาทั้งหลายที่มาจากต่างชั้นที่มีมาประชุมกัน ณ ศาลาที่ชื่อว่า สุธัมมา”

ที่มา : พระไตรปิฎก ปฐมราชสูตร เล่มที่ 20 หน้า 476

            เรื่องราวการพิสูจน์ความเชื่อเรื่องการมีอยู่จริงของเทวดาและแนวคิดเรื่องนรกสวรรค์นั้นได้รับการยืนยันจากพระพุทธองค์แล้วว่าเป็นเรื่องที่ “มีอยู่จริง” แม้คนระดับพระมหากษัตริย์อย่างพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้มากด้วยศรัทธาในพระพุทธศาสนาซึ่งมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่เป็นประจำ ก็ยังมีข้อสงสัยว่า “เทวดามีจริงหรือไม่ โลกหน้ามีจริงหรือเปล่า” จึงได้รับคำยืนยันทางพระพุทธองค์ดังนี้ว่า

“เทวดานั้นมีจริง เมื่อ เทวดามีความทุกข์ จึงจะมาจากสวรรค์เพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธองค์หรือพระมหาเถระผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อขอคำปรึกษา”

พระเจ้าปเสนทิโกศลได้รับฟังดังนั้นแล้วจึงได้เชื่ออย่างสนิทใจ

ที่มา : พระไตรปิฎก มหามกุฎราชวิทยาลัย กรรณกัตถลสูตร เล่มที่ 13 หน้า 580

            ส่วนในเรื่องเหล่าอมนุษย์และเหล่าภูตผีนั้นพระพุทธองค์ก็ไม่ปฏิเสธเช่นกันว่าไม่มีจริงและมีหลักฐานปรากฎอยู่ในพระไตรปิฎกอีกเช่นกันว่า

            “ในสมัยหนึ่งท่านพระลักขณเถระและพระมหาโมคคัลลานะเถระได้ลงจากภูเขาคิชฌกูฎเพื่อจะเข้าไปบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์ขณะที่เดินลงมา ท่านพระโมคคัลลานะเถระได้เห็นเปรตตนหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายงูจึงยิ้มออกมานิดหนึ่ง พระลักขณะเถระจึงได้ถามว่า ท่านแย้มยิ้มออกมาเพราะเหตุอันใด….”

ที่มา : พระไตรปิฎก มหามกุฎราชวิทยาลัย,ธัมมปทัฎฐกถา แปล ภาค 3 หน้า 234

            พระท่านโมคคัลลานะแม้จะถูกถามอย่างไรก็ไม่ยอมบอกสาเหตุของการยิ้มเพราะเกรงว่าพระลักขณเถระจะไม่เชื่อเพราะภูติผีเปรตเหล่านั้นเป็นโอปปาติกะที่มีกายละเอียด ตาเนื้อไม่อาจมองเห็นได้และขอไปตอบปัญหานี้เฉพาะต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าเพื่อให้พระพุทธองค์ทรงเป็นพยานเรื่องนี้

            องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองแม้แต่ในวันที่ทรงตรัสรู้ก็ทรงทอดพระเนตรเห็นเปรตรูปร่างคล้ายงูเช่นกันแต่ก็ไม่ได้ตรัสบอกใครเพราะเกรงว่าจะไม่เชื่อและการที่ไม่เชื่อในสิ่งนั้นก็จะทำให้เสียประโยชน์ในการสร้างบุญกุศลคุณงามความดีและละจากสิ่งที่เป็นบาปไปเสียเปล่า พระองค์ทรงตรัสกับพระสารีบุตรเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า

            “ดูก่อนสารีบุตร ประการหนึ่ง ตถาคตย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติขึ้นด้วยความเลว หรือมีความประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม กำลังได้ดีหรือตกยากนั้น รู้ได้ด้วยทิพย์จักษุอันบริสุทธิ์ล่วงไปจากจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วย กายทุจริต วจีทุริต มโนทุจริต….”

ที่มา : พระไตรปิฎก มหาสีหนาทสูตร เล่มที่ 12 หน้า169

จากตัวอย่างเรื่องการมองเห็นว่ามีอยู่ของทั้งเหล่าเทวดาและภูติผีของพระพุทธองค์ผู้เขียนขอกล่าวถึงประเด็นเรื่องทิฐิที่มีเกี่ยวกับโลกหน้าและภพภูมิที่เป็นสุขและเป็นทุกข์ทั้งหลายที่ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่

พระพุทธองค์ต้องการชี้ให้เห็นซึ่งความเชื่อในเรื่องโลกหน้าว่ามีอยู่จริงนั้น ก็เพราะว่าจะเป็นบันไดก้าวแรกที่ทำให้ มนุษย์เริ่มทำความดีและทำความดีไปอย่างมีความหวังด้วย เพราะจะทำให้เชื่อว่าตนเองนั้นจะมีความสุขและปลอดภัยในทุกกาลเวลาส่วนทางที่เป็นอบายที่นำไปสู่ความทุกข์ทั้งหลายนั้นก็ขอให้ละเว้นจากมันเสียเพราะจะยังก่อให้เกิดความทุกข์และอันตรายอย่างแสนสาหัส ถึงกับมี พุทธฎีกาชักชวนว่า

“คนเราควรจะทำความดีเพื่อสั่งสมประโยชน์เหล่านั้นไว้ใช้ในภายหน้า ประโยชน์ความดีทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งได้ของสัตว์ในปรโลก”  ( ปรโลกนี่หมายถึง ภพอื่นๆ ครับไม่ได้หมายความถึง ภพนรกแต่เพียงอย่างเดียวอย่างที่เข้าใจกัน) และทรงติเตียนผู้ที่มีความเห็นเรื่องที่ว่า โลกหน้าภพหน้าไม่มีจริงนั้น เป็นพวกที่มีความเห็นผิดไปจากทำนองคลองธรรมหรือที่เรียกว่า “มิจฉาทิฐิ”

พุทธทรรศนะที่มีต่อทั้งเหล่าภูมิเทวดา นรกและสวรรค์ ได้ถูกกล่าวถึงโดยสังเกตจาก ภารกิจที่ต้องปฏิบัติประจำวันของพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์นอกจากจะติดต่อสัมพันธ์กับเหล่ามนุษย์คือพุทธบริษัททั้ง 4 อันได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาในโลกมนุษย์แล้ว ยังมีช่วงเวลาหนึ่งที่พระพุทธเจ้าต้องทรงติดต่อกับเหล่าเทวดา ดังกำหนดการที่แสดงในพุทธกิจประจำวันตั้งแต่เช้าตรู่ไปจนถึงใกล้รุ่งของวันใหม่เลยทีเดียวปรากฏดังต่อไปนี้

1. เวลาเช้าเสด็จออกบิณฑบาต (ปุพพันเห ปิณฑะปาตัง)

2. เวลาเย็นแสดงธรรม (สายัณเห ธัมมะเทสนะนัง)

3. เวลาค่ำคืนประทานโอวาทแก่เหล่าภิกษุ (ปะโทเส ภิกขุโอวาทัง)

4. เวลาเที่ยงคืน “ตอบปัญหาเหล่าเทวดา” (อัฑฒะรัตเต เทวะปัญหะนัง)

5. เวลาใกล้รุ่ง ทรงตรวจดูสัตว์โลก (ปัจจูเสวะ คะเต กาเล ภัพพาภัพเพ วิโลกะนัง)

จากกำหนดการของพุทธกิจนี้ จะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าต้องติดต่อสัมพันธ์กับเหล่าเทวดาและสวรรค์อยู่เป็นประจำทุกวัน แม้ในพระไตรปิฎกจะกล่าวถึงเรื่องของพวกเทวดาและสวรรค์มากแค่ไหนก็ตาม แต่พระพุทธองค์ ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการมุ่งไปสู่ความเป็นเทวดาหรือการมุ่งไปสู่สวรรค์ชั้นต่างๆ มากนัก ทรงมองว่าเหล่าเทวดานี้ก็เป็น “สัตว์โลก”อย่างหนึ่งที่เต็มไปด้วยปัญหาและยังมีกิเลสยังต้องเวียนว่ายตายเกิดกันต่อไป

พวกเทวดานั้นจะมีปัญหาหนึ่งที่สำคัญคือ ในเทวโลกนั้นไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ไปบังเกิดในที่แห่งนั้น (ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่าเมื่อ ท่านเหล่านั้นบำเพ็ญอรหันต์จนหลุดพ้นไปแล้วคงไม่เสียเวลาอยู่ในเทวโลกอีก) จึงมีโอกาสได้ฟังธรรมเทศนาของพระพุทธองค์ได้น้อยมาก และจะมีเป็นบางครั้งเท่านั้นที่พระพุทธองค์หรือพระอรหันตสาวกจะขึ้นไปแสดงธรรม เหล่าเทวดาจึงต้องลงมายังโลกมนุษย์เพื่อทำการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและซักถามปัญหาธรรม

ในทรรศนะของพระพุทธเจ้าพระองค์จึงถือว่า เทวดาไม่ใช่สิ่งที่วิเศษที่พึงประสงค์สูงสุดเพราะยังเต็มไปด้วยความทุกข์และกิเลสอยู่ ในพระพุทธศาสนามีสิ่งที่ประเสริฐสูงสุดไปกว่านี้เพราะถ้าเป็นมนุษย์ปุถุชนสิ่งที่พึงประสงค์จะแสวงหานั้นมีอยู่ 3 อย่างคือ

1. ความเป็นมนุษย์สมบัติ คือมีความพรั่งพร้อมสมบูรณ์ของสิ่งที่ปรารถนาในความเป็นมนุษย์

2. มีความเป็นเทวสมบัติ มีความพรั่งพร้อมสมบูรณ์ในสวรรค์สมบัติของเทวดา

3. มีความเป็น นิพพานสมบัติ คือความพรั่งพร้อมที่สมบูรณ์ที่สุดได้แก่ พระนิพพาน

ดังนั้นการที่พระองค์บอกให้เชื่อเรื่องการมีอยู่ของเทวดานั้นก็คือ กลวิธีการที่จะบอกให้คนทำความดีให้ถึงพร้อม อย่างน้อยผลที่ได้รับก็คือการไปสู่ดินแดนที่ดีและมีความสุขแต่ก็ไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ประเสริฐสูงสุด

คือพระองค์ต้องการจะบอกว่าไม่ต้องให้ความสำคัญกับการมีอยู่หรือจะกลายเป็นเทวดาบนสวรรค์ให้มากนัก เพราะการมุ่งไปทางนั้นก็เหมือนยังถูกครอบงำด้วยกิเลสตัณหาที่จะเสวยสุขเพียงอย่างเดียวไปนานๆ เท่านั้นยังมีแต่แความไม่รู้แจ้งและในจิตสันดานก็จะยังหมักหมมไปด้วยกิเลสไม่รู้จบ

หากพิจารณาพุทธทรรศนะนี้อาจเป็นเพราะว่า ในสมัยพุทธกาลความเชื่อเรื่องเทวดา นรกสวรรค์นี้มีกันมาแต่เดิมก่อนแล้ว มีมากมายและเต็มเปี่ยมก่อนที่พระพุทธองค์จะเกิดขึ้นบนโลกเสียอีก ดังนั้นก็คงจะเป็นการเสียเวลาเปล่าที่จะห้ามคนให้เชื่อหรือไม่เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นหรือพิสูจน์ไม่ได้กันเดี๋ยวนั้นทันที แบบที่กรณีของ พระเจ้าปายาสิธิราชนั่นก็เป็นตัวอย่างที่ดีเรื่องหนึ่งซึ่งกรณีของพระเจ้าปายาสิธิราชนั้นก็เป็นการเลือกที่จะไม่เชื่อเอาเสียเลย

การที่พระองค์ชี้ให้เห็นถึงโทษของการยึดติดแม้แต่ในภพภูมิที่เป็นสุขนั้น ก็เพราะเกรงว่าหากไปยึดติดกับเพียงความเป็นเทวดาและสวรรค์ก็จะทำให้หลงใหลและเป็นโทษทำให้ปิดบังไม่ให้เห็นความจริงในการไปถึง “โลกุตรธรรม” พระองค์จึงให้ความสำคัญกับ “เวลา ณ ปัจจุบัน” มากกว่า ทรงเน้นไปถึงเรื่องให้มนุษย์เห็นซึ่งความทุกข์ที่เกิดอยู่ตลอด เห็นสาเหตุ และพยายามหาทางแก้เพื่อที่จะได้หลุดพ้นไปก็คือ อริยสัจ 4 นั่นเอง

ดังนั้น เรื่องความเชื่อในโลกหน้ามีหรือไม่มีจริง หมู่สัตว์ตายแล้วสูญไปหรือไม่สูญนั้น พระพุทธองค์ทรงบัญญัติเอาไว้ว่า ปัญหาเหล่านี้ พระองค์ขอทรงไม่พยากรณ์หรือตอบถือเป็น “อัพยากตปัญหา” หรือปัญหาที่พ้นวิสัยของมนุษย์ ทรงเน้นความสำคัญแก่เรื่องภายในจิตใจของตัวมนุษย์เอง กำหนดว่าสิ่งใดให้ควรรู้ ควรละ ควรทำให้แจ้ง และควรทำให้เจริญก้าวหน้าไป อย่างไรมากกว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

คุณผู้อ่านอ่านมาจนถึงตรงนี้แล้วก็คงจะพอเข้าใจมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการมีอยู่และความเป็นไปของเหล่าเทวดาและเหล่าโอปปาติกะทั้งหลาย

Read Full Post »

คนเราเกิดมาได้อย่างไรและจิตวิญญาณที่อยู่ในแต่ละบุคคลมาจากไหน เคยสงสัยหรือเปล่าครับ ถ้าจะว่ากันตามหลักการเกิดของความเป็นมนุษย์แล้วก็น่าจะอ้างได้ถึงการเกิดมาแบบ “ชลาพุชะ” คืออาศัยครรภ์แม่มาเกิด แต่คนเราไม่ได้มีแค่ร่างกายมือเท้าหรือแขนขาเท่านั้นแต่ยังมี “จิตวิญญาณ”อยู่ในตัวของแต่ละคนติดมาด้วย

จิตวิญญาณนี้มาจากไหนก็มาจากกายทิพย์ของเหล่าโอปปาติกะ

ที่ถึงเวลาต้องลงมาเกิดด้วยสาเหตุหลักๆ 3 สาเหตุคือ

1. หมดบุญหรือหมดอายุขัย อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าเทวดานั้นก็มีอายุขัยและเวลาที่จะเสวยบุญ เมื่อหมดบุญที่ทำมาก็ต้องกลับลงมาเกิด ไม่ว่าจะอยู่ในภพภูมิใด หลายตนนั้นต้องลงมาใช้กรรมและหลายตนก็ต้องตกชั้นมาตามบุญที่ทำมา เช่น เทวดาในชั้นจาตุมหาราชิกามีอายุขัยที่ 500 ปีทิพย์ พอถึงปีสุดท้ายเทวดาที่เคยเสวยทิพย์สุขก็จะเริ่มเป็นทุกข์ เพราะบุญที่ทำไว้เริ่มใกล้จะหมดแล้วและต้องลงมาเกิดใหม่ในภพชั้นที่ต่ำกว่า

2. ทำผิดหรือฝ่าฝืนกฎ เป็นสาเหตุที่สองที่ต้องมาเกิดกันมากของเหล่าเทวดาก็คือ เทวดาหรือโอปปาติกะนั้นอาจทำผิดกฎของสวรรค์แบบไม่อาจให้อภัยได้ จึงต้องถูกลงโทษไม่ให้ได้อยู่เสวยทิพย์สุขต่อไป ลงมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วต้องกระทำคุณงามความดีใหม่ให้มากพอ จึงจะมีสิทธิ์กลับขึ้นไปอยู่ข้างบนได้เหมือนเดิม หรือถ้าหากกลายเป็นมนุษย์แล้วมีบุญบารมีติดตัวมามากและได้สร้างกรรมดีเพิ่มมากขึ้นก็มีสิทธิ์ที่จะเกิดขึ้นไปในภพภูมิที่สูงกว่า อย่างเช่น ไปเกิดในชั้นพรหมหรือไม่ก็บรรลุนิพพานไปเลย

3. ได้รับคำสั่งให้มาทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งบนโลกมนุษย์ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้วอายุขัยของความเป็นมนุษย์ก็จะหมดไปเองได้กลับขึ้นไปเป็นเทวดาเหมือนเดิมหรืออาจจะกลายเป็นชั้นพรหมที่สูงกว่าไปอีกก็ได้ ถ้าขณะเป็นมนุษย์ได้สร้างกรรมดีๆ สะสมมากขึ้นไปได้มากพอ

การตายจากเทวดาแล้วได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์นั้น ในภพภูมิของเทวดาจะถือว่าได้กลับมามีโอกาสสร้างบุญสะสมบุญใหม่และมีโอกาสที่จะได้ทำความดีได้มากกว่าเดิม เทวดาซึ่งมีแต่กายทิพย์นั้นจะทำความดีเพิ่มไม่ได้ เหล่าเทวดาจึงถือว่าการได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นโชคดีอย่างมาก

มาดูเรื่องการกลับมาเกิดของเทวดาที่มาเป็นมนุษย์กัน โดยปกติแล้วเมื่อชายและหญิงซึ่งก็คือ พ่อและแม่ได้ร่วมหลับนอนกันแล้วเชื้ออสุจิของพ่อก็จะเข้าผสมกับไข่ของแม่ ก็จะเริ่มปฏิสนธิขึ้นมาเป็นตัวคน และดวงจิตของเทพเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง ที่ได้หมดบุญจากสวรรค์ ถูกลงโทษ หรือไม่ก็ได้รับมอบหมายหน้าที่มาหรือมีกรรมผูกพัน อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะเข้ามาผสมปฏิสนธิทางจิตวิญญาณไปด้วย กลายเป็น “มนุษย์” ที่สมบูรณ์คนหนึ่ง

จากนั้นมนุษย์ผู้นั้นก็จะมีการพัฒนาการทางด้านรูปร่างอยู่ในท้องแม่ประมาณ 8-9 เดือนคลอดออกมาเป็นทารก จากทารกก็กลายเป็นเด็ก จากเด็กกลายเป็นวัยรุ่นและกลายเป็นผู้ใหญ่ จากนั้นก็เข้าสู่วัยชราแล้วก็เจ็บป่วยแล้วก็ตายลงไป

เมื่อตายไปแล้วร่างกายก็จะถูกฝังหรือเผาส่วนดวงจิตดวงวิญญาณก็จะไปเกิดในภพภูมิใหม่ต่อไป ซึ่งเป็นไปตามกฎแห่งกรรมที่ยังต้องเวียน ว่าย ตายและเกิดไปอีกหลายภพหลายชาติ เปลี่ยนร่าง เปลี่ยนภพภูมิไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหลุดพ้นไม่ต้องกลับมาเกิดอีก

ถ้ายังไม่หลุดพ้น ดวงจิตจากเทวดาที่กลายเป็นดวงจิตของมนุษย์ หมดเวลาจากภพภูมิของมนุษย์แล้วแล้วจิตดวงนั้นจะไปเกิดที่ภพภูมิไหนที่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ก็ต้องขึ้นอยู่กับการกระทำความดีและความชั่วว่าอันไหนมีมากกว่ากัน

ถ้าทำดีมีบุญมากก็เกิดในสวรรค์ชั้นฟ้า บุญพอสมควรและมีกรรมกำหนดก็กลับมาเกิดเป็นคนอีก หรือเป็นสัตว์เดรัจฉานตามบุญและกรรม หรือสุดท้ายต้องไปเกิดเป็นสัตว์นรกชดใช้กรรมกันไป และในทุกคนที่เห็นกันอยู่นี้

ในภพหนึ่งภพใดต้องเคยเกิดมาเป็นเทวดาแน่นอน

เพราะกว่าจะเกิดเป็นคนอีกในชาตินี้ต้องผ่านการเกิดมาแล้วหลายชาติจนนับไม่หมด ทั้งเคยเป็นคนในฐานะต่างๆ เป็นสัตว์ในประเภทต่างๆ เป็นเทวดา นางฟ้ามาหลายครั้ง เมื่อหมดบุญอยากจะสร้างบารมีต่อก็กลับลงมาเกิดเป็นคนอีก แต่จะดีหรือจะจน มีศีลไม่มีศีล ร่างกายจะครบหรือไม่ครบมาจากรรมเก่าที่ติดตัวมา เป็นกรรมที่ส่งมาเกิดทั้งสิ้น และจิตสุดท้ายก่อนตายนั้นสำคัญมาก ดั่งเช่นที่เล่าเรื่องของพระเจ้าอโสกมหาราชมาแล้วในบทก่อน

ถ้าก่อนตายนั้นดวงจิตสุดท้ายนั้นไปติดกับกรรมดีที่เคยทำ มีส่วนดีมากกว่าก็ได้กลับไปสู่ภพภูมิที่เป็นสุขเหมือนเดิมหรือสูงขึ้นไป แต่ถ้าเกิดแล้วจิตไปติดกับกรรมชั่วหรือความไม่ดีมากกว่า ก็ส่งผลให้ดวงจิตนั้นกลับไปเกิดในดินแดนที่เป็นทุกข์ได้

เช่น ไปเกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย หรือไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเป็นต้น แปลว่าแม้จะเคยเป็นเทวดามาก่อนหากกลับมาเกิดแล้วทำไม่ดี ก็มีสิทธิ์ลงข้างล่างไปอยู่ในภพที่ต่ำกว่าเดิมได้เหมือนกัน

การที่เทวดาลงมาเกิดเป็นมนุษย์นั้น ในสมัยพุทธกาลก็มีตัวอย่างแสดงให้เห็น ซึ่งเป็นเรื่องราวของ นางวิสาขามหาอุบาสิกา และขออนุญาตมาเล่าให้ฟังกันครับ

นางวิสาขามหาอุบาสิกานั้นเป็นที่เลื่องลือในความงาม และได้รับการยกย่องว่าเป็น “เบญจกัลยาณี” คือ มีความงามพร้อมทั้ง 5 ประการ อันได้แก่ มีผมงาม มีผิวงาม มีเนื้องาม มีกระดูกงามและสุดท้ายคือมีวัยงาม

ได้รับการยกย่องว่าเป็นอุบาสิกาผู้เป็นเลิศในด้านการถวายทาน ก่อนที่นางจะมีบุตรนั้นนางได้แต่งงานเข้ามาในตระกูลของมิคาระเศรษฐี หลังจากที่นางแต่งงานมาหลายปีก็ยังไม่มีบุตรเสียทีนางจึงได้ไปทูลขอบุตรจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระพุทธองค์ทรงพิจารณาในคุณงามความดีของนางแล้วจึงได้รับสมัครเทวดาและนางฟ้าจากสวรรค์ชั้นต่างๆ เพื่อที่จะจุติมาเป็นบุตรของพระนาง จากการรับสมัครเทวดาในครั้งนี้ทำให้มีเทวดาและนางฟ้าทั้งหลายรวมกว่า 500 องค์มาสมัครเป็นบุตรของนางวิสาขา

การที่มีเทวดามาสมัครเป็นบุตรของพระนางมากมายเช่นนี้เพราะเห็นโอกาสที่จะได้กลับมาสร้างบุญใหม่ให้มากกว่าเดิมและมีโอกาสได้พบเจอกับพระพุทธเจ้า มีโอกาสได้ฟังธรรมปฏิบัติธรรมและบำเพ็ญบารมีจนถึงระดับสูงสุดเพื่อที่จะมีสิทธิ์ขึ้นนิพพานได้ ยิ่งได้มาเกิดในครรภ์ของผู้มีจิตกุศลมหาศาลอย่างนางวิสาขามหาอุบาสิกาแล้วนี่จึงเป็นโอกาสทองที่หาได้ยากยิ่ง

ในที่สุดนางวิสาขาก็ได้บุตรคนแรกสมใจและตั้งชื่อว่า “มิคาระ”

ชื่อนี้เป็นชื่อของพ่อสามีเนื่องจากว่า มิคาระเศรษฐี ได้เข้ามานับถือพระพุทธศาสนาเพราะนางวิสาขาเป็นผู้ชี้ทางให้ พ่อสามีจึงได้กล่าวยกย่องนางวิสาขาว่าเป็น “มิคาระมาตา” ซึ่งหมายถึงแม่ผู้ให้กำเนิดทางธรรมแก่ตนเอง แต่ด้วยเหตุนี้จึงมีคนเอาชื่อนี้ไปพูดโดยไม่รู้กาลเทศะทำให้เกิดความเข้าใจผิดแก่คนทั่วไปว่า นางวิสาขาเป็นแม่ของมิคาระเศรษฐีไปจริงๆ นางจึงต้องตั้งชื่อให้เหมือนกับพ่อสามีไปโดยปริยายเพราะเมื่อมีใครเอ่ยถึงว่าเป็นมารดาของมิคาระก็จะกลายเป็นความจริงดังคำนั้น

ต่อมานางวิสาขาก็มีบุตรธิดาที่เกิดมาจากความเป็นเทวดาอีกถึง 20 คนนอกนั้นก็ให้มาบังเกิดเป็นทั้งหลานและเหลนของนางวิสาขาต่อไป

จากเรื่องราวตัวอย่างของนางวิสาขามหาอุบาสิกานี้ ทำให้ระลึกถึงคำกล่าวของพระพุทธองค์ขึ้นมาที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเอาไว้ในการเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากเย็น พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า

“การได้มาเกิดเป็นมนุษย์นั้นเปรียบเหมือนมีห่วงขนาดเล็กลอยเคว้งคว้างอยู่ในมหาสมุทรแล้ว ทุกๆ ร้อยปีจะมีเต่าตาบอดโผล่ขึ้นมาครั้งหนึ่ง โดยโอกาสที่เต่าตาบอดตัวนี้จะสอดหัว เข้าไปในห่วงนั้นได้พอดีแม้จะมีน้อยมากก็จริง แต่โอกาสที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์นั้นน้อยกว่านั้นเสียอีก”

แล้วเรื่องยากที่ขึ้นไปอีกประการหนึ่งนอกจากการมาเกิดเป็นมนุษย์ก็คือ การได้เกิดอย่างบริบูรณ์แล้วได้มาพบพระพุทธศาสนาหรือได้มาพบกับพระพุทธเจ้า เพราะกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จะมาตรัสรู้นั้นต้องบำเพ็ญบารมีให้เต็มเปี่ยมเสียก่อน ไม่ใช่ว่าใครจะเป็นกันได้ง่ายๆ อย่างที่นักวิชาการรุ่นใหม่ชอบพูดกันโดยไม่รู้ซึ้งถึงที่มาและที่ไปในเรื่องเหล่านี้

เริ่มจากพระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญบุญบารมีอยู่ ท่านต้องบำเพ็ญบารมีเป็นเวลายาวนานอย่างน้อย 20 อสงไขยกับแสนกัป บางพระองค์ต้องบำเพ็ญบารมีนานถึง 80 อสงไขย จึงจะได้ตรัสรู้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้

ดังนั้นการที่เราได้เกิดมาชาติหนึ่งเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และมีโอกาสได้พบเจอพระพุทธศาสนาได้เจริญรอยตามพระพุทธองค์นั้นแสดงว่า คนเราที่ได้เกิดมาเห็นหน้าค่าตากันอยู่ทุกวันนี้ก็อาจเป็นเพราะเคยได้สร้างสมบุญบารมีร่วมกันมา

อาจเคยเป็นทั้งเทวดาหรือเทพธิดามาก่อนเมื่อได้หมดบุญแล้ว จึงได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์และได้พบกับพระพุทธศาสนา ได้มารับฟังคำสอนของพระพุทธองค์อีกครั้งหนึ่งแม้พระองค์จะปรินิพพานไปนานแล้วแต่ยังมีโอกาสมาเกิดในแผ่นดินของพระพุทธศาสนาและได้มีโอกาสสร้างสมความดีกันต่อไป

ได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วก็ถือว่าโชคดีแล้วครับ ไม่อย่างนั้นเหล่าเทวดาทั้งหลายท่านคงไม่แย่งกันมาเกิดเป็นมนุษย์อย่างแน่นอนยิ่งเกิดมาได้เจอพระพุทธศาสนาด้วยแล้วยิ่งถือว่าโชคดีเป็นสองเท่า คนเราทุกคนก็อาจเคยเป็นเทวดากันมาก่อนก็ได้

ขอเพียงอย่าประมาทในบุญ อย่าตกลงไปในกรรมชั่วอีก พยายามลด ละ เลิกความชั่วความไม่ดีให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีสติ มีหิริโอตัปปะหรือความละอายและความเกรงกลัวต่อบาปเป็นที่ตั้ง

อย่าถือตัวว่าเกิดมาแล้วทำความดีไว้ให้มากพอเราก็จะได้กลับไปเกิดในภพภูมิที่เป็นสุขอีก แต่จะไปอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่พลังบุญเก่าและบุญใหม่ที่จะสร้างกันในภพชาติปัจจุบันนี้ให้มากพอนั่นเอง

ถึงแม้จะเคยเป็นเทวดามาก่อนทุกคนมีบุญและกรรมดีพอที่จะเกิดมาสร้างบุญบารมีต่อในฐานะมนุษย์แล้ว  แต่ยังต้องให้ความเคารพบูชาคนที่ควรบูชา ซึ่งก็คือ เทวดาที่อยู่สูงชั้นกว่าเราขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทวดาที่ใกล้ตัวที่สุดและคอยช่วยเหลือเราทุกวัน ซึ่งก็คือ เทวดาประจำตัว

เรามารู้จัก “เทวดาประจำตัว” กันว่า ท่านเป็นใครและมีหน้าที่หรืออำนาจใด รวมถึงสำคัญอย่างไรเราถึงต้องบูชาท่าน

Read Full Post »

Older Posts »

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 135 other followers