Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘บัว 4 เหล่า’

สรรพชีวิตดิ้นรนเพื่อการอยู่รอด ไม่ว่าช่องทางที่จะรอดนั้นจะน้อยนิดสักเพียงไร สัญชาตญาณแห่งการอยู่รอดนั้น รุนแรง เหนียวแน่น และทนทายาดอย่างน่ามหัศจรรย์ กิเลสของคนเราก็เช่นกัน มันดิ้นรน มันต่อสู้ มันใช้ทุกช่องทางทุกโอกาสที่มีอยู่ เพื่อความอยู่รอดของมันเสมอ

เพราะในความเห็นผิดขั้นสุดยอดของเรา คือโมหะความหลง และมิจฉาทิฐิความเห็นผิดที่มีอยู่ในความเป็นตัวตนเราเขา ที่หมายเอาร่างกายและชีวิตนี้ เป็นเวทีเพื่อเสพแสวงหาความสุข ความสุขอันที่ตนได้มีอุปาทานความยึดถือ มุ่งหวังตั้งค่าเอาไว้ว่ามันจะนำความอิ่มเอมเปรมใจมาให้กับเรา กายเรา กายเขา ใจเรา ใจเขา เอากายเราไปเสพกายเขา เอาใจเราไปเสพกายใจเขา เอาสิ่งที่ไร้สาระ มาเป็นสรณะมาเป็นที่พึ่ง

โดยหวังลมๆ แล้งๆ ว่า มันจะมีอานุภาพนำความสุขมาให้กับเราอย่างแท้จริงแน่นอน

แต่เอาเข้าจริงมันก็หาได้เป็นไปเช่นนั้นไม่ เพราะสรรพสิ่งทั้งหลาย มันก็เป็น “เช่นนั้นเอง” คือเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมันที่มันเกิด

ก็เพราะมันมีเหตุมีปัจจัยให้มันเกิด มันดำเนินมาได้ ก็เพราะมันมีเหตุมีปัจจัยให้มันดำเนินมาได้ มันตั้งอยู่ได้ มันยืนทนโท่อยู่ในวันนี้ ก็เพราะมันมีเหตุมีปัจจัยให้มันตั้งอยู่ได้ มันก็เลยยืนทนโท่อยู่ในวันนี้ แล้วอนาคตเล่า มันจะเป็นไปอย่างไร…?

มันก็ย่อมจะต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน

หากมีเหตุปัจจัยให้มันเจริญ มันก็เจริญ หากมีเหตุมีปัจจัยให้มันเสื่อม มันก็ต้องเสื่อม และท้ายที่สุด ไม่มีอะไรที่อยู่ค้ำฟ้า ท้ายสุดมันก็ย่อมจะอนิจจังแหลกสลายหายสูญไป แปรเปลี่ยน แตกสลาย กระจัดกระจายกลายรูปไป จนไม่ปรากฏเค้ารอยว่ามันเคยมีอยู่เป็นตัวเป็นตนแท้จริงแต่ประการใด

นั่นคืออนัตตา ความหาตัวตนเราเขาที่แท้จริงมิได้ เป็นที่พึ่งพิงอิงอาศัยไม่ได้ หาสาระที่แท้จริงไม่ได้ ไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของเราหรือใครๆ แล้วเราจะไปหลงใหลโง่งมกับมันอยู่เพื่อสันขวานอะไรกันหรือ

ทุกข์” เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้ รู้ลงไปจนกระทั่งถึงก้นบึ้งของจิตใจ จนกระทั่งจิตมันสำลัก จิตมันปฏิเสธ จิตมันดีดดิ้นหาวิธีที่จะหลุดรอดไปจากกองทุกข์อันทับถม หนักหน่วง ทนได้ยากเหล่านี้ จิตจึงพิจารณาหาเหตุผลว่า แล้วไอ้ทุกข์เหล่านี้มันมีเหตุมีปัจจัยอะไรหนอ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์

ก็ไอ้ความทุรนร่านทะยานอยากมิใช่หรือที่เป็นตัวการ เป็นต้นเหตุให้เกิดทุกข์

อยากในรูป อยากในเสียง อยากในกลิ่น อยากในรส อยากในสัมผัส อยากจนแม้กระทั่งความรู้สึกที่ดีๆ อันซาบซ่านสราญใจ อยากปวงนี้ บัณฑิตท่านรวมลงไปเป็น “กามตัณหา” ความอยากในวัตถุกาม อันมีสังวาสเป็นที่สุด

ด้วยความที่ใจได้รสอร่อยในทุกประตูแห่งความรับรู้ ตาอิ่มเอมในการเห็น หูอิ่มเอมในเสียงที่ได้ยิน จมูกอิ่มเอมในกลิ่นอันหอมหื่น ลิ้นอิ่มเอมในรสสัมผัสอันมีน้ำลายเป็นเครื่องคลุกเคล้า กายอิ่มเอมในสัมผัสอันเคลื่อนไหวเสียดสี ดวงฤดีอิ่มเอมในความสมหวังแห่งการถวิลหาความสุข ในการได้อยู่ใกล้ชิดกับวัตถุกามคือบุคคลอันเป็นที่รัก

ที่ใจมีอุปาทานยึดมั่นแน่นเหนียว เอาไว้เป็นสรณะแห่งหัวใจ

เท่านั้นยังไม่พอ ต้นเหตุให้เกิดทุกข์นั้นก็ยังได้รับการพัฒนาให้วิจิตรซับซ้อน ซ่อนเงื่อนซ่อนกลขึ้นไปอีก มันกลายรูปเปลี่ยนโฉมไปเป็นความทุรนร่านทะยานอยากในความเป็นความได้มาซึ่งฐานะบทบาทต่างๆ อันจะเอื้อให้ได้ง่ายซึ่งวัตถุกามอันเป็นสุดยอดแห่งความปรารถนาเหล่านั้น

ที่บัณฑิตเรียกว่า “ภวตัณหา” คือความทะยานอยากในยศถาบรรดาศักดิ์ ชื่อเสียง เงินทอง ฐานะครอบครอง และเกียรติยศ ก็คนเราทั้งหลายในโลกนี้ พากันดิ้นรนฟาดฟันกันจนฝุ่นตลบเลือดกระจายอยู่ทุกหย่อมหญ้าในวันนี้ ก็มิใช่เพื่อสิ่งเหล่านี้หรอกหรือ

ใครมาขัดขวาง ใครมากางกั้น ใครมาเป็นศัตรู มาเป็นอุปสรรคแก่เป้าหมายของเรา มันมายั่วกูอีกแล้ว มันก่อความทุรนทะยานอยากให้กับกูอีกแล้ว กูอยากจะฆ่า กูอยากจะทำลาย กูอยากจะล้างผลาญมันให้ดับดิ้นสูญสลายหายไปจากหนทางของกู

นี่อย่างไรที่บัณฑิตเขาเรียกว่า “วิภวตัณหา” ความทะยานอยากในวิภพ ความพรากพ้นไปจากสิ่งอันไม่เป็นที่รักที่พอใจทั้งหลาย

เพราะอยาก จึงทุกข์” นี่อย่างไร อยากเสพรูป เสพเสียง เสพกลิ่น เสพรส เสพสัมผัส คือ “กามตัณหา” อยากได้ยศ ได้ตำแหน่ง ได้ชื่อเสียง ได้ครองบทบาทความเป็นต่างๆ ก็จะได้เอายศ ตำแหน่ง ชื่อเสียง บทบาทความเป็นต่างๆ นั้น ไปบีบบังคับ

เพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุกาม อันตนปรารถนา คือ “ภวตัณหา” แล้วอยากในความพรากพ้น อยากให้ป่นปี้ทำลายซึ่งสิ่งที่เป็นอุปสรรคเป็นศัตรูต่อเป้าหมาย ในความอยากความปรารถนาของเรา คือ “วิภวตัณหา”

ทั้งหมดนี้พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็น “สมุทัย” เหตุให้เกิดทุกข์

แล้วทำไมถึงอยาก? นั่นก็เพราะจิตของเราดันโง่งมไปตั้งค่าเอาไว้ ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ มันมีค่ามีราคาที่จะนำความสุขกายสบายใจ อิ่มหนำอิ่มเอมใจมาสู่เรา เราจึงมี “อุปาทาน” ความยึดมั่นปักใจลงไปว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้ ความคิดอย่างนั้นอย่างนี้ การปฏิบัติตนอย่างนั้นอย่างนี้ และความถือตนถือศักดิ์อย่างนั้นอย่างนี้ มันจะเป็นเครื่องนำมาซึ่งความสุขแก่เรา มันเป็นอารมณ์หรือสิ่งที่เราชอบใจ ที่พระท่านเรียกว่า “อิฏฐารมณ์” อารมณ์ที่ชอบใจ

และในทางตรงกันข้าม หากเราเห็นว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้ ความคิดอย่างนั้นอย่างนี้ การปฏิบัติตนอย่างนั้นอย่างนี้ และความถือตนถือยศถือศักดิ์อย่างนั้นอย่างนี้ มันจะเป็นเครื่องนำมาซึ่งความทุกข์แก่เรา มันเป็นอารมณ์หรือสิ่งที่เราไม่ชอบใจ เราไม่ต้องการ อย่างที่พระท่านเรียกว่า “อนิฏฐารมณ์” อารมณ์ที่ไม่ชอบใจ

เราจึงสรุปได้อย่างชัดเจนว่า นี่ไง “เพราะยึดจึงอยาก” “เพราะอยากจึงทุกข์

แล้วเราจึงเกิดความสงสัยว่า อ้าวแล้วทำไมเราจึงไปมีอุปาทาน ความยึดถือเช่นนั้นได้เล่า มันได้มาจากไหนหรือ ได้มาตั้งแต่เกิดหรือเปล่า เราจึงสืบสาวหาเหตุผลต่อไปจนได้ประจักษ์ความจริงว่า

ก็เพราะเราโง่งม หลงผิด เห็นผิดไปเอง ที่ดันไปตั้งค่าตั้งราคาเอาไว้กับสิ่งนั้นสิ่งนี้ ความคิดอย่างนั้นอย่างนี้ การปฏิบัติตนอย่างนั้นอย่างนี้ และความถือตนถือยศถือศักดิ์อย่างนั้นอย่างนี้ ว่ามันจะเป็นเครื่องนำมาซึ่งความสุขหรือทุกข์ให้แก่เรา

มันเป็นอารมณ์หรือสิ่งที่เราชอบใจหรือไม่ชอบใจ ซึ่งความโง่งม ความหลงผิด เห็นผิด ของเรานั้น พระท่านเรียกว่า “อวิชชา” คือความไม่รู้ตามความเป็นจริง เราจึงสรุปไปเชื่อมต่อได้ว่า นี่ไง

เพราะโง่จึงยึด” “เพราะยึดจึงอยาก” และ “เพราะอยาก จึงทุกข์

เราจึงต้องค้นหาหรือกระทำใจให้แยบคาย โดยเข้าไปตรวจสอบพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า โอหนอ เราโง่งมในสิ่งใดหรือไม่เข้าใจอะไรหรือ เราจึงไม่เห็นตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น เราก็จะพบว่า ทั้งหมดก็คือ ความที่เราไม่รู้ไม่เห็นชัดในกฎของธรรมชาติ

ซึ่งกฎของธรรมชาติที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้และนำมาสั่งสอนสรรพสัตว์นั้น เมื่อกล่าวโดยสรุปก็มีอยู่เพียง ๔ กฎเท่านั้นเอง

(๑) กฎแห่งกรรม หรือ “กรรมนิยาม”

(๒) กฎของความเปลี่ยนแปลง หรือ “กฎพระไตรลักษณ์”

(๓) กฎของความเป็นเหตุเป็นผล หรือ “อริยสัจ ๔”

(๔) กฎของความเป็นปัจจัยโยงใยถึงกัน กล่าวคือ “ปฏิจจสมุปบาท

กฎธรรมชาติทั้ง ๔ นี้ เป็นผลจากการตรัสรู้ของพระพุทธองค์โดยแท้ พระองค์ทรงนำมาเปิดเผย นำมาเฉลยให้เราทั้งหลายได้เห็นจริงถ่องแท้ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายที่เราเข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา มันจะเป็นที่พึงพาอาศัยให้เราได้รับความสุขสมหวังสมปรารถนา แท้จริงแล้วกลับเป็นสิ่งที่หาสาระแท้จริงมิได้ เอาเป็นที่พึ่งที่ระลึกแท้จริงมิได้ มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมันเท่านั้น ไม่อยู่อำนาจของเราที่จะไปฝ่าฝืน ขัดขวางหรือคัดง้างเอาไว้ได้

ฉะนั้น ในเมื่อทุกข์เกิดมีได้เพราะความอยาก ความอยากเกิดมีได้เพราะความยึด ความยึดเกิดมีได้เพราะความโง่ ความโง่งมที่ไม่รู้ตามความเป็นจริงของเรา จึงอาจสรุปรวบรัดลงไปได้เลยว่า ตราบใดที่เรายังมีความโง่งม มองไม่เห็นชัดตามเป็นจริงของสรรพสิ่ง ตราบนั้นความทุกข์ของเราก็มิอาจที่จะถูกขจัดให้หมดไปได้โดยสิ้นเชิง

แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อการดับทุกข์โดยสิ้นเชิงอย่างถอนรากถอนโคน?

พระพุทธองค์ทรงแสดงอริยสัจ ๔ ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ อันประกอบด้วย

 (๑) ทุกข์ ความทนได้ยาก เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้

(๒) สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ คือตัณหา ความทะยานอยาก เป็นสิ่งที่ต้องละ

 (๓) นิโรธ ความดับทุกข์สิ้นเชิง เป็นสิ่งที่ต้องทำให้แจ้ง

 (๔) มรรค หนทางดำเนินไปสู่ความดับแห่งทุกข์ อันมีองค์แปดประการ กล่าวคือ ๑) สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ๒) สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ หรือคิดชอบ ๓) สัมมาวาจา ความมีวาจาชอบ ๔) สัมมากัมมันตะ ความประพฤติชอบ ๕) สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีพชอบ ๖) สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ ๗) สัมมาสติ ความระลึกชอบ ๘) สัมมาสมาธิ ความมีจิตตั้งมั่นชอบ มรรคอันมีองค์แปดประการนี้ เป็นสิ่งที่ควรเจริญ

แต่ทั้งนี้ครูบาอาจารย์ในชั้นหลัง เมื่อจะกล่าวถึงมรรคมีองค์แปด ก็มักจะพากันสรุปลงไปเป็นสิกขา ๓ การศึกษาสามประการ คือ

(๑) ศีล ศึกษาในความเป็นปกติตามฐานะของตน  ที่ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นให้เดือดร้อน

(๒) สมาธิ ศึกษาในการทำจิตให้ยิ่ง อันก่อให้เกิดความสงบแน่วแน่เป็นหนึ่งเดียวของจิต เพิ่มพูนกำลังจิต

(๓) ปัญญา ศึกษาในการทำความจริงให้ปรากฏแจ้งแก่ใจ จนใจประจักษ์และยอมรับ จนสำรอกคายความเห็นผิดโง่งมออกมา แต่ผู้เขียนมีข้อสังเกตว่า ถ้าเราสามารถสรุปมรรคมีองค์แปดลงไปเป็นสิกขาสามกันได้ง่ายๆ เช่นนี้ ไฉนพระพุทธองค์จึงมิทรงตรัสมรรคมีองค์ ๓ ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยเล่า จะมากล่าวมรรคมีองค์แปดอยู่ไปใยให้เยิ่นเย้อ แล้วอะไรเล่าเป็นสิ่งที่มันขาดหายบกพร่องไป

อย่าลืมว่า “มรรค” นั้นแปลว่าหนทาง เมื่อเป็นทาง ก็ต้องมีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด แล้วที่สุดของมรรคมีองค์แปดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคืออะไร

เราก็จะตอบได้ว่า คือนิโรธ หรือพระนิพพาน ภาวะที่ไร้ทุกข์โดยสิ้นเชิง ภาวะที่ไม่หวนคืนกลับมาทุกข์กันอีก ภาวะที่มีความสุขสูงสุด ภาวะที่สูญสิ้นไปแห่งกิเลสตัณหาอุปาทานเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง

ในเมื่อสุดท้ายปลายทางแห่งมรรคาของพระพุทธองค์คือพระนิพพาน ฉะนั้นหากเราจะเดินทางไปโดยที่ยังมิได้มีเป้าหมายอยู่ที่พระนิพพาน แล้วมรรคของเราจะเป็นมรรคเดียวกันกับมรรคมีองค์แปดของพระพุทธองค์หรือไม่

ฉะนั้นการที่เราจะสรุปมรรคมีองค์แปดของพระพุทธองค์ ลงไปในสิกขาสาม คือศีล สมาธิ และปัญญานั้น อาตมาในฐานะผู้เขียนจึงขอเสนอให้เพิ่ม “การอธิษฐานเพื่อเข้าถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบันโดยเร็วพลัน” เข้าไปด้วย จึงจะทำให้มรรคของเรารวมลงเป็นมรรคมีองค์แปดของพระพุทธองค์ได้อย่างสมบูรณ์

นั่นคือ

 

 

มรรคมีองค์ ๘       =      สิกขา ๓ (ศีล สมาธิ ปัญญา)

+  อธิษฐานพระนิพพานในชาติปัจจุบันโดยเร็วพลัน

 

กระบวนการดับทุกข์โดยสิ้นเชิงอย่างถอนรากถอนโคนนั้น จึงมิใช่เป็นแต่เพียงการนั่งสมาธิเพื่อความสงบ และเสพอารมณ์สุขประณีตของจิตที่ได้จากฌานขั้นต่างๆ เท่านั้น เพราะนั่นเป็นเพียงแค่การเอาขนเอาหินไปทับหญ้า หาได้ทำให้หญ้าคือกิเลสของเราหมดเชื้อตายไปโดยสิ้นเชิงไม่

และย่อมไม่ใช่การไปเลียนแบบในอาการอันเป็นฝ่ายผล ของผู้ที่เข้าถึงความสิ้นทุกข์แล้ว กล่าวคือพระอรหันตเจ้าทั้งหลายไม่ แต่จะต้องเป็นการกระทำในฝ่ายเหตุเพื่อความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ที่เรียกว่าการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน คือ การงานของใจเพื่อการรู้แจ้งนั่นเอง

ซึ่งการงานดังกล่าวนี้ ก็คือการลำเลียงเอาสิ่งที่เรามีอุปาทานความเห็นผิด ซึ่งมี “อุปาทานขันธ์ ๕” (ภาวะชีวิต กล่าวคือ รูป-นาม หรือ กาย-จิต) ภายใน คือของเรา และภายนอก คือของเขา เป็นที่สุด เอามาวิเคราะห์วิจัยอย่างแยบคายตามความเป็นจริง

ด้วยกฎธรรมชาติทั้งสี่ประการที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้และนำมาเปิดเผย ในแบบที่พระพุทธองค์ทรงเรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” การพิจารณากระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ซึ่งพระพุทธองค์ทรงสรรเสริญคุณแห่งโยนิโสมนสิการไว้เป็นอเนก

 เช่น “เรามิเห็นธรรมใดมีคุณยิ่งไปกว่าโยนิโสมนสิการนี้เลย” เป็นต้น ต่อจากนั้นจึงทำการ “โอปนยิโก” น้อมเข้ามาสู่ตน เอาเข้ามาพิจารณาเทียบเคียงกับประสบการณ์ตรงของตนเองว่า มีความเป็นไปสอดคล้องกับองค์ธรรมและกฎธรรมชาติ อันพระพุทธองค์ได้ทรงตรัสสอนไว้แล้วหรือไม่

 เราก็จะประจักษ์ความจริงว่า สรรพสิ่งทั้งหลายอันที่ใจเราเข้าไปยึดมั่นถือมั่น เอาเป็นสรณะที่พึ่งพาอาศัย นำมาซึ่งสุขทุกข์ประการต่างๆ นั้น มันก็เป็นเพียงแค่ สิ่งที่เกิดขึ้น และดำรงอยู่เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น มีสภาวะที่แปรเปลี่ยนบิดผันไปอยู่ตลอดเวลา หาความเป็นตัวตนแท้จริงมิได้ เอาเป็นสาระที่พึ่งพาอาศัยมิได้ เราเองต่างหากที่เป็นฝ่ายโง่งม ดันไปให้คุณค่าไว้กับสิ่งที่ไร้สาระ หาคุณค่าแท้จริงมิได้เลย

เมื่อเราเห็นความจริงชัดเจนเช่นนั้น สิ่งนั้นหรือองค์ธรรมนั้น อันเราได้ยกขึ้นสู่กระบวนการปฏิบัติ คือ

(๑) เอกัคตารมณ์ มีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว โดยพิจารณาคราวละองค์ธรรมเดียวเท่านั้น

(๒) โยนิโสมนสิการ พิจารณาอย่างแยบคาย โดย น้อมไปในอดีต ให้เห็นเหตุปัจจัยที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น และดำเนินสืบเนื่องต่อมาจนถึงปัจจุบัน แล้วจึง น้อมไปในปัจจุบัน ให้เห็นว่ามีเหตุปัจจัยเช่นไรบ้าง ที่ทำให้มันปรากฏอยู่ทนโท่ในปัจจุบัน แล้วที่สุดจึง น้อมไปในอนาคต ว่า แล้วในอนาคตนั้น มันก็จะมีเหตุปัจจัยเช่นไรบ้าง ที่จะทำให้มันแตกสลายดับดิ้นสิ้นสูญไป  

จนมิอาจหารูปรอยเค้าโครงใดๆ ที่จะบอกว่า เคยมีมันปรากฏอยู่ในโลกธาตุนี้ได้เลย จิตที่เห็นประจักษ์แจ้งจากการ โยนิโสมนสิการ คิดนึกพิจารณาโดยแยบคายเช่นนี้แล้ว เห็นความห่วยแตก ไร้สาระแท้จริงของสิ่งนั้นแล้ว ย่อมถอดถอนความยึดมั่นถือมั่น ที่ใจเคยโง่งมให้คุณค่ายึดติดอารมณ์หรือสิ่งนั้นเอาไว้ ซึ่งเคยก่อให้เกิดความทะยานอยาก ลากจูงเอาความทุกข์ยากสารพันมาทิ่มแทงเราให้ทุรนทุรายไม่เป็นสุขตลอดมา ใจจึงจะหลุดพ้นจากสิ่งนั้นโดยสิ้นเชิง

แต่นั่นเป็นเพียง อารมณ์ภายนอก สิ่งภายนอก ขันธ์ ๕ หรือภาวะชีวิตภายนอกเท่านั้น แล้วขันธ์ ๕ ภายใน คือกายจิต รูปนามของเราเองเล่า มันยังมิได้มีความสะดุ้งสะเทือนอะไรด้วย เราจึงมีหน้าที่ที่จะต้อง “โอปนยิโก” คือน้อมเข้ามาใส่ตัว

โดยเอาอาการความเป็นไปตามกฎธรรมชาติของสิ่งนั้นหรืออารมณ์นั้น ไม่ว่าไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความไม่เที่ยง ความที่ไม่เป็นไปดังใจที่มีความขัดแย้งอยู่ตลอดเวลา ตลอดจนความที่หาความเป็นตัวตนเราเขาแท้จริงมิได้ แล้วนำมาเทียบเคียงเข้ากับตัวเรา หรือประสบการณ์ตรงของเรา

เราก็จะพบว่าตัวเรา คืออุปาทานขันธ์ ๕ ภายใน ที่เป็นเราเป็นของเรา ก็มิได้มีความแตกต่างอะไรกับสิ่งทั้งหลายภายนอกเหล่านั้น เราเกิดมาได้ ก็เพราะมีเหตุปัจจัยให้เราเกิดขึ้น เราลุ่มๆ ดอนๆ ดำเนินชีวิตมาได้ รอดตายมาได้ ก็เพราะมันมีเหตุมีปัจจัยให้เรารอดตายดำเนินมาได้

แล้วการที่เรายังปรากฏอยู่ได้ในปัจจุบัน ก็เพราะว่ามันต้องมีเหตุปัจจัย เข้ามาสนับสนุนประคับประคองให้เรายังอยู่ได้ รอดมาได้มาจนถึงปัจจุบัน แล้วเราจะยืนยงคงกระพันเป็นหนุ่มเป็นสาวตลอดไป ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย เป็นอมตะอย่างนี้ตลอดไปได้หรือ

มันก็เป็นไปไม่ได้ !!!

ในเมื่อสิ่งต่างๆ ทั้งหลายที่เราได้หยิบยกขึ้นมาเป็นองค์ธรรม นำมาโยนิโสมนสิการพิจารณาโดยถี่ถ้วนแยบคายแล้วนั้น ล้วนแล้วแต่บุบสลายวายวอดดับสูญตายไปสิ้น หาได้มีสิ่งใดที่จะคงกระพันหน้าด้านมั่นคงตั้งอยู่ได้ตลอดไปไม่

 อุปาทานขันธ์ ๕ ของเราก็เช่นกัน ครั้นเราโอปนยิโกน้อมเข้ามาสู่ตนแล้ว เราก็จะพบว่า เมื่อมีเหตุปัจจัยให้ทรุดโทรมแก่ชรา เราก็จะต้องทรุดโทรมแก่หง่อมชราไป เมื่อมีเหตุปัจจัยให้เราป่วยไข้ไม่สบาย มันก็ต้องล้มหมอนนอนเสื่อป่วยไข้ไม่สบายไปตามสภาพสภาวะอาการของมัน แล้วมันสนใจอะไรกับเราไหม มันแคร์อะไรกับเราไหม

แม้เราเพียรเพิ่มเหตุปัจจัยเข้าไปประคับประคองมันมากมายเพียงไร แต่ก็ยังมีปัจจัยอีกมากมาย ที่มันเหลือวิสัยที่เราจะเข้าไปควบคุมครอบงำบังคับบัญชา ท้ายที่สุดเราเองก็จะต้องป่วยไข้แก่ชราตายดับไป ไม่เห็นจะรอดไปได้เลยสักคนเดียว

เมื่อรู้ชัดเห็นชัดกระจ่างแจ้งเจิดจ้าเช่นนี้แล้ว จิตที่เคยยึดมั่นถือมั่น กอดรัดกายกอดรัดขันธ์ ๕ ว่าเป็นเราเป็นของเรา แล้วยังคอยสรรสร้างนิยายหลอกตนเองว่า ฉันนี่สิควรจะเป็นอมตะ ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ใครๆ ในโลกนี้ควรที่เข้าใจเรา เอาใจเรา ยกยอปอปั้นเรา ตามใจเราทุกอย่างทุกประการ

จิตที่เข้าถึงธรรม เป็นหนึ่งเดียวกับธรรม บริสุทธิ์ด้วยธรรมคือความสำเหนียกในกฎธรรมชาติอย่างแท้จริงแล้ว ก็จะสำลักสำรอก กระฉอกกิเลส คือความโง่งมที่เราเคยขนเอามาทับถมใจ ที่เคยพาให้โลภ ให้โกรธ ให้หลง ให้รัก ให้ชัง ให้เคียดแค้นริษยา อาฆาต พยาบาทจองเวร ชนิดที่ข้ามภพข้ามชาติตลอดมานั้นออกไป ว่า

โอหนอ… ตูนี้โง่มาได้นานนมอย่างน่าอัศจรรย์ โง่งมจนไม่น่าที่จะให้อภัย เพราะเหตุนี้ ตูเลยต้องทุรนทุรายกระเสือกกระสนต่อภพต่อชาติโหยหาสร้างบุญสร้างบาป หลงติดสุข ติดกับดักทุกข์ วนเวียนตายเกิด ไม่รู้จักจบจักสิ้น

พอกันที กูไม่เอากับมึงแล้ว !

เกิดในภพใดๆ จะให้วิเศษวิเสโสขนาดไหน กูก็ไม่เอาอีกแล้ว จะเกิดมาให้โง่ทำไมฟะ เกิดแล้วก็ดับ มีแล้วก็เสีย พบแล้วก็จาก สุขสลายกลายไปเป็นทุกข์ ทุกข์คลายก็นึกว่าสุข ผุบๆ โผล่ๆ อยู่อย่างนี้ไม่มีสิ้นสุด แล้วมันจะมีสาระอะไร… เราได้อะไรมาบ้าง… มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง… พอกันที สวัสดีลาก่อน… กูไม่โง่มาเกิดอีกแล้ววุ้ย…

จิตนั้นจึงคลายออกจากอุปาทานเครื่องยึดถือทั้งปวง จิตนั้นจึงเป็นอิสระปราศจากเครื่องร้อยรัด จิตนั้นจึงมีความสงบอย่างแท้จริง อยู่กับปัจจุบันอย่างแท้จริง เพราะหมดสงสัยไปในอดีต หมดสงสัยไปในอนาคต ไม่ปรุงแต่งอันนำไปสู่ภาวะทุกข์ได้อีก

 จิตจึงปราศจากโทษ ด้วยไม่มีอารมณ์ใดที่จะมาปรุงแต่งจิตให้เกิดโทษเศร้าหมองได้อีก จิตจึงอยู่ในฐานะของผู้เป็นอยู่ด้วยความไม่ประมาท เพราะเมื่อใดที่ประมาท ย่อมก่อให้เกิดโทษ แต่จิตของผู้รู้ถึงที่สุดเช่นนี้แล้ว ย่อมไม่มีอารมณ์ใดที่จะมีอำนาจเหนือใจมาชักชวนให้ปรุงแต่งจนเกิดโทษได้อีก

 ฉะนั้นจิตนี้จึงชื่อว่าเป็นจิตของผู้มีสติสมบูรณ์ เป็นผู้ที่ว่างจากการงานอย่างแท้จริง เพราะกิจอันควรกระทำหรือบำเพ็ญเพื่อตนนั้น เขาได้ทำสำเร็จจนถึงที่สุดแล้ว กิจอื่นอันควรทำให้ยิ่งไปกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

ที่กล่าวมาคือกระบวนการปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ แต่กระนั้นผู้ปฏิบัติก็อย่าได้ประมาท เพราะกิเลสนั้นมันก็ดิ้นรนต่อสู้ทุกรูปแบบเพื่อความอยู่รอดของมัน

 เคยได้ยินไหมที่เขาบอกว่า “เชื้อชั่วไม่มีวันตาย”

ก็ตราบใดที่เรายังหมกเม็ดแอบซ่อนความพอใจใคร่ได้ใคร่มีใคร่เป็นบางอย่างซุกซ่อนเอาไว้ เผลอเมื่อไรมันได้ปุ๋ยได้น้ำมันก็จะเจริญงอกงามขึ้นมาได้อีกเสมอ แล้วคราวนี้มันจะดื้อยามากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

ซึ่งถ้าจะปราบปรามต่อสู้กับมันรอบหน้า ก็จะต้องใช้ยาที่แรงขึ้นไปอีก ฉะนั้นเมื่อเราเข้ามาสู่การปฏิบัติอย่างเต็มที่ โดยมีมรรคผลนิพพานในชาติปัจจุบันเป็นเป้าหมาย เราก็ควรที่จะซื่อสัตย์กับตัวเราเอง ขุดคุ้ยเอาสิ่งที่เราหมกเม็ดหลบซ่อนเอาไว้

 เอามาตรวจสอบพิสูจน์ให้มันเห็นดำเห็นแดงชัดแจ้งกันไปเลย ถ้าอยากรู้ว่าเราแอบซ่อนอะไรไว้ ก็ลองเอาความตายมาท้าทายใจดู เพราะพระป่าท่านจะสอนอยู่เสมอว่า “นิพพานอยู่ฟากตาย”

เพราะเมื่อใดที่เผชิญกับความตาย กิเลสมันก็จะดิ้นแสดงตนออกมา เพราะกิเลสทุกอย่างทุกชนิดนั้นล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยกายเป็นที่ตั้งของมันทั้งสิ้น แล้วเราก็จะรู้ว่า ไอ้ที่เราแอบหมกเม็ดเอาไว้จนแม้กระทั่งตัวเองก็ยังหลงลืมหาไม่เจอนั้น มันคืออะไรบ้าง เราก็จะได้จับมันมาขึงพืด แล้วชำแหละมันให้แจ่มแจ้งว่า ความโง่งมอันใดที่เราแอบไปให้คุณค่าเอาไว้กับมันมันถึงได้มีคุณค่าวิเศษวิเสโส จนเราต้องแอบเอาไปซุกซ่อนเอาไว้เสียจนมิดชิด

การต่อสู้กับกิเลสนั้น เป็นวิถีทางที่เราจะประมาทไม่ได้ เราจะต้องถอนรากถอนโคนกิเลสให้หมดสิ้น และจะต้องไม่ปล่อยเชื้อกิเลสให้หลงเหลืออยู่ มีปัจจัยใดบ้างที่ต่อเชื่อมให้มันยืนยงมีชีวิตอยู่ได้ ก็ต้องตัดต้องทำลายมันเสียให้หมด และถ้าจะให้มันแน่นอนสิ้นซากกันไปจริงๆ ก็ต้องหงายมันเอารากชี้ฟ้าไปเลย อย่างนี้… อย่างนี้… อย่างนี้ซี่… สะใจ…

ตราบใดก็ตาม ที่เรายังเพียรพยายามเพื่อความพ้นทุกข์ และสามารถตอบคำถามที่ถามตนเองว่า “วันนี้เรายังประมาทอยู่หรือเปล่า” ได้เต็มปากเต็มคำว่า “ไม่หรอก ฉันไม่ได้ประมาท ฉันได้เพียรพยายามอย่างเต็มที่แล้ว” ก็เชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ เราก็จะเป็นคนหนึ่งที่สามารถขุดรากถอนโคนต้นกิเลสของเราจนหงายชี้ฟ้า ตายสนิทได้อย่างสิ้นเชิงแท้จริง   ขอความสุขสวัสดี ความมีสติตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ความเจริญก้าวหน้าทั้งทางโลกและทางธรรม จงมีแก่ท่านผู้สนใจใฝ่ในธรรมจงทั่วทุกท่านทุกคน เทอญ.

โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ 

พระภาสกร ภูริวฑฺฒโน (ภาวิไล)

พิจารณาธรรมไว้ ณ ภูใจใส วันเสาร์ที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๓ เวลา ๒๑.๐๐ น.

……………

 

ปริศนาธรรมแห่งบัว 4 เหล่า

            หากเราได้น้อมจิตพิจารณาปริศนาธรรมในบัว 4 เหล่าก็จะพึงเกิดปัญญานำไปสู่การเจริญในธรรม

บัว 4 เหล่า

เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้แล้ว พระธรรมที่พระองค์ทรงบรรลุนั้นมีความละเอียดอ่อน สุขุมคัมภีรภาพ อาจจะยากต่อบุคคลจะรู้ เข้าใจและปฏิบัติได้ ต่อมาพระพุทธองค์ได้ทรงพิจารณาอย่างลึกซึ้ง และทรงจำแนกบุคคลในโลกนี้ซึ่งมีหลายจำพวก บางพวกสอนได้ บางพวกสอนไม่ได้ พระพุทธองค์จึงเปรียบเหล่าคนทั้งหลายนี้เสมือนบัว 4 เหล่า ดังนี้

เหล่าที่ 1 บัวพ้นน้ำ

เป็นพวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิหรือความเห็นที่ชอบและถูกต้อง ถูกธรรม  เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที (อุคฆฏิตัญญู)

เหล่าที่ 2 บัวปริ่มน้ำ

เป็นพวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิเมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้าเปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป (วิปจิตัญญู)

เหล่าที่  3 บัวใต้น้ำ

เป็นพวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิเมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอมีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอบด้วยศรัทธา ความเลื่อมใส ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้าเปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อยๆโผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง (เนยยะ)

เหล่าที่ 4 บัวในตม

พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือยังมีความเห็นไม่ตรง ไม่ถูกต้องถูกธรรม แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาที่แนวแน่  ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ที่รอเวลาที่จะตกเป็นอาหารของเต่าและปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน (ปทปรมะ)

แม้เวลาจะผ่านล่วงไปกว่า 2,500 ปีที่พระพุทธองค์ได้ตรัสแบ่งประเภทของคนออกเป็นดังดอกบัว 4 เหล่านี้ แต่กลุ่มบุคคลทั้ง 4 ประเภทนี้ก็มีอยู่ ยังคงเห็นทั่วไปในยุคปัจจุบัน หากจะเปรียบดังนักเรียนก็คงจะเห็นได้ชัด

คนบางคนก็หัวไว เรียนอะไรได้เร็ว จำแม่น ก็เหมือนบุคคลประเภทแรก

คนบางคนหัวปานกลาง แต่มีนิสัยใฝ่ดี ก็ต้องอ่านซ้ำๆ ซากๆ กันหน่อย แต่ในที่สุดก็จะผ่านการศึกษาการเล่าเรียนไป

คนบางคนอาจจะหัวไม่ดี แต่มีความขยัน ยังมีใจใฝ่เรียนบ้าง ซึ่งอาจจะต้องจ้ำจี้จ้ำไข ลงโทษ เฆี่ยนตีกัน อาจจะต้องซ้ำชั้นบ้าง แต่ในที่สุดก็อาจจะสอบผ่านได้

คนบางคนนั้น นอกจากหัวไม่ดีแล้ว ยังไม่สนใจเรียน จะเคี่ยวเข็ญเท่าใดก็ไม่สนใจที่จะเรียน เพราะอาจจะไม่เห็นประโยชน์ในการเรียน มองว่าเรียนไปไม่มีประโยชน์อะไรกับชีวิต

จึงเป็นเรื่องที่น่าใคร่ครวญแลละพิจารณาว่า หากต้องการให้ตนเองนั้นเป็นบัวพ้นน้ำต้องเริ่มต้นอย่างไรและทำอย่างไร  ก่อนอื่นควรต้องรู้ว่า “จิตประภัสสร”  หรือจิตเดิมของเราทุกคนนั้นใสและบริสุทธิ์เป็นปกติ แต่เมื่อเวลาผ่านไป จิตนั้นโดนสิ่งที่เข้ามากระทบจากภายนอกซึ่งก็คือกิเลส ที่อุดมไปด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง

กิเลสก็เหมือนเครื่องพรางตาทั้งหลาย ย่อมทำให้จิตไม่แจ่มใส ทำให้มืดมัว กิเลสปกคลุมใจหนาแน่นมาก ก็ทำให้จิตใจมืดมัวมาก ดังที่ท่านเปรียบกิเลสเช่นเมฆหมอกบนท้องฟ้า

จิตเดิมดังเช่นดวงอาทิตย์ที่มีความสว่างเจิดจ้าอยู่ในตัว เมฆเคลื่อนเข้าบดบัง ก็จะทำให้ความสว่างไม่ปรากฏ จิตที่มีกิเลสเข้าปกคลุมก็จะเศร้าหมอง ทั้งที่จิตเดิมนั้นมีความบริสุทธิ์ผ่องใสอยู่ในตัวเต็มที่

การที่จะชำระล้างจิตใจให้ใสสะอาดอีกครั้ง เพื่อเข้าใจในสภาวธรรมที่จะเป็นทางสายเอกที่จะนำพาชีวิตของตนให้พบกับความสุขและความเจริญนั้น

ควรเริ่มต้นตั้งแต่ปรับจิตให้ถูกต้อง มีความเห็นชอบ เห็นถูกต้องตามทำนองคลองธรรม  รู้ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วจริง  เปลี่ยนมิจฉาทิฏฐิให้เป็นสัมมาทิฏฐิให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้   ฟังพระธรรมเพื่อความเข้าใจ   ฟังเพื่อละความไม่รู้  (อวิชชา)

ฟังเพื่อเพิ่มพูนความรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน  ถือเป็นการอบรม เจริญปัญญา (ความรู้ในสภาพธรรมตามความเป็นจริง)    ทีละเล็กทีละน้อยแม้จะมีอุปสรรคขัดขวางไม่ว่าด้วยเหตุใด ก็ไม่ยอมแพ้ไม่ท้อถอย

ถือเอาความเพียรเป็นที่ตั้ง ซึ่งบางเรื่องอาจจะต้องใช้เวลามากก็คงไม่เป็นปัญหา เพราะใจนั้นมั่งคงเสียแล้ว หากมีปัญหาไม่เข้าใจก็หมั่นไปไต่ถามหาความรู้จากครูบาอาจารย์   เมื่อไม่ย่นย่อ ไม่ท้อถอย มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมมากขึ้น  ปัญญาก็จะเจริญมากขึ้น

ปัญญาจะทำหน้าที่สำคัญ คือ การเข้าไปขจัดและทำให้เรารู้จักละกิเลส แต่เราไม่มีทางจะละกิเลสได้ด้วยความเป็นตัวตน    เพราะความเป็นเราหรือตัวตนนี้ก็เป็นกิเลสด่านแรกที่ยิ่งใหญ่     เป็นการยากที่จะละความยึดถือความเป็นเรา ตัวกู ของกูนั้นมันใหญ่จนอาจจะมองไม่เห็นแสงสว่างแห่งธรรม

เพราะเรามีความยึดถือในตัวตนของเรามาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน จึงตั้งตนเป็นใหญ่บดบังความจริงของ 3 โลกที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้และมีพระเมตตาสั่งสอนแก่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย  พระธรรมจะทำหน้าที่ขจัดความยืดถือนี้ลง ขจัดกิเลสที่ปิดบังความจริงทั้งมวล

พึงละความโกรธด้วยการให้ทาน  พึงละความโลภด้วยการรักษาศีล  พึงละความหลงด้วยการภาวนา

แม้ว่าในวันนี้เราทุกคนอาจจะเป็นบัวประเภทใดประเภทหนึ่งที่ยังไม่พ้นจากน้ำ ยังไม่ได้พบกับธรรมะจนเกิดสภาวธรรมอย่างแท้จริง แต่หากเรามีความตั้งใจจริง ละตัวตนมองเห็นในความจริง ความถูกต้องแห่งธรรมะ เราทุกคนสามารถพัฒนาตนเองไปทีละขั้น แม้ว่าจะเป็นบัวในตม บัวใต้น้ำ บัวปริ่มน้ำ แต่ด้วยความเพียรอย่างไม่ย่นย่อยอมแพ้

ในวันหนึ่ง ทุกคนก็จะกลายเป็นบัวพ้นน้ำ ได้สูดทุกลมหายใจแห่งความสุข สงบ สว่างตลอดกาล

ขอบุญรักษา

ธ.ธรรมรักษ์

…………………………..

Read Full Post »

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 126 other followers