Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for ตุลาคม, 2012

การทำทานนั้นหมายถึงการสละทรัพย์สิ่งของที่ตนมีอยู่ให้แก่คนอื่นโดยมีความมุ่งหวังเพื่อจะ
หลักการสร้างบุญด้วยทานทำให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์และมีความสุขจากทานของตนแต่ทำว่า การให้ทานไม่ได้หมายถึงการเสียสละทรัพย์เพียงอย่างเดียวแต่เป็น อาวุธสำคัญในการขจัดความโลภและความตระหนี่ออกไปจากใจเพราะถ้าคนเราไม่โลภเสียแล้วกิเลสต่าง ๆในใจก็จะเบาบางลง

การประกอบสัมมาอาชีพต่าง ๆเพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่ทางที่จะสร้างความร่ำรวยและสมบูรณ์พูนสุขได้ ต้องประกอบทานไปด้วยเพื่อเผื่อแผ่ทรัพย์และสิ่งที่ดีไปยังสังคมและคนรอบข้าง แบบเดียวกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีที่เจือจานทรัพย์ทุกอย่างไปยังคนยากจนรวมไปถึงบุตรของตน

หลักของการสร้างทานจะได้ผลบุญมากน้อยขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 3 ประการถ้าองค์ประกอบมีครบถ้วน การให้ทานนั้นก็ย่อมมีผลบุญเกิดขึ้นมากอันได้แก่

  1. 1.              วัตถุทานเป็นของบริสุทธิ์

คำว่า บริสุทธิ์นั้นเราทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีสิ่งสกปรกใดๆหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเจือปน ถ้าเป็นเงินที่เรานำมาทำบุญนั้น ก็ต้องเป็นเงินทองที่เราหามาได้ด้วยความสุจริต มาจากการหยาดเหงื่อแรงกายของตัวเราเอง เช่น เงินที่ได้มาจากค่าแรง,ค่าตอบแทน,เงินเดือนในการลงแรงทำงาน ไม่ใช่เป็นการไปเบียดเบียนผู้อื่นมา เช่น การขโมยเงินของผู้อื่นมาทำบุญรวมถึงเงินจากการพนัน และการค้าขายอย่างเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นโดยหวังผลกำไรเกินควร

เงินจากพนันนั้นเป็นเงินมาจากความชั่วมาจากความเสื่อมเพราะ เมื่อมีคนได้ทรัพย์ก็ต้องมีคนที่เสียทรัพย์ หลายคนโต้แย้งเรื่องวัตถุทานชนิดนี้อย่างไม่เข้าใจว่า ถ้าหากเงินนั้นได้มาจากการถูกหวย ถูกลอตเตอรี่ที่ทางบ้านเมืองเขาบอกว่าถูกกฎหมายแล้วเงินนั้นจะไม่บริสุทธิ์ได้อย่างไร

ความจริงแล้วบางเรื่องบางอย่างที่เราเห็นว่าถูกกฎหมายนั้นในทางธรรมนั้นกลับไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเพราะอบายมุขทั้งหลาย เช่นเหล้า,บุหรี่, การฆ่าสัตว์, หวย, การค้าหุ้นที่เข้าข่ายการพนัน,การค้ามนุษย์หรือค้าประเวณี เงินเหล่านี้แม้ได้มาอย่างถูกกฎหมายก็จริงแต่ถือว่าไม่บริสุทธิ์สำหรับการสร้างบุญเพราะว่าเจ้าของเขาไม่เต็มใจจะให้

นอกจากเงิน,แหล่งที่มาของเงิน,วิธีการที่ได้เงินไม่บริสุทธิ์ที่ไม่ควรจะเอามาทำบุญแล้ว ยังรวมถึงไปถึงวัตถุทานต่างๆ ด้วย ยกตัวอย่างในเรื่องของการทำบุญใส่บาตรด้วยอาหาร เช่นการไปฆ่าสัตว์เพื่อนำทำอาหารแล้วนำมาใส่บาตรให้พระสงฆ์ บุญที่ได้รับนั้นก็จะมีบาปเจือปนอยู่ด้วยคือไปเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นมาทำบุญอย่างนี้ก็ไม่เกิดความบริสุทธิ์ในวัตถุทาน

หรืออย่างเช่น การไปขโมยผลไม้ ไปเด็ดดอกไม้ของผู้อื่นที่เขาไม่อนุญาตโดยหวังจะนำมาร้อยเป็นมาลัยถวายพระ การไปขนทราย ,ขนดิน, ขนปูนเพื่อจะนำไปสร้างวัดโดยไปบังคับเอาของๆ คนอื่นมาเพื่อต้องการจะนำไปทำบุญให้กับทางวัด อย่างนี้วัตถุทานทั้งหลายที่ได้มาโดยทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรือไม่เต็มใจจะให้ย่อมไม่เกิดผลบุญที่บริสุทธิ์ทำไปก็แทบไม่ได้อะไรเลย

เรื่องของวัตถุทานที่จะนำมาทำบุญนั้นมีหลายกรณีที่เราต้องใช้สติและปัญญาในการพิจารณาอย่างระมัดระวังว่า มีความบริสุทธิ์เพียงพอหรือไม่ ยิ่งวัตถุทานบริสุทธิ์มากเท่าใด ผลบุญนั้นก็จะยิ่งบริสุทธิ์ขึ้นมากเท่านั้น การให้ทานไม่จำเป็นต้องเป็นของประณีตมาก ทุกอย่างไม่สำคัญเท่ากับเหตุแห่งการได้มาด้วยการกระทำที่บริสุทธิ์และทำด้วยตามกำลังทรัพย์ที่เรามีอยู่ทำแล้วไม่เดือดร้อนใคร จึงจะเป็น วัตถุทานที่มีความบริสุทธิ์สูงสุด ที่เห็นได้ชัดก็กรณีของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี

หรือการที่ นายทุคตะได้อานิสงส์แห่งการทำบุญมากร่ำรวยในชั่วพริบตาเพราะ วัตถุทานที่เขาหามาได้นั้นเป็นของที่ได้มาจากหยาดเหยื่อแรงงานของตนเองอีกทั้งขณะที่กำลังหาทรัพย์เพื่อจะมาทำทานก็เต็มไปด้วยความสุขความศรัทธาอานิสงส์ผลบุญจึงมหาศาล

  1. 2.              เจตนาที่ให้ทานต้องมีความบริสุทธิ์

หมายความว่า คนที่ให้ทานนั้นดำรงอยู่ด้วยความบริสุทธิ์ มีเจตนาที่ดีไม่หวังผลตอบแทนอยู่ทั้งสามระยะช่วงเวลาในการทำทาน คือ ช่วงก่อนให้ทาน, ในขณะที่กำลังให้ทาน และหลังจากให้ทานไปแล้ว หากผู้ให้ทานยิ่งเป็นคนที่อยู่ในศีลในธรรมมากด้วยแล้วตัวของทานก็จะยิ่งบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้นไปอีก

สิ่งสำคัญเรื่องเจตนานั้น เราต้องระวังอย่าทำทานเพราะเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ คือการทำทานเพราะ ต้องการหวังผล ,ทำทานเพราะต้องการเอาหน้า, ทำทานเพราะต้องการปิดบังความชั่ว เพราะการให้ด้วยใจไม่บริสุทธิ์ทั้ง 3 ประการนี้จะไม่ได้บุญเลยหรือถ้าได้ก็ได้น้อยเต็มที เหมือนอาบน้ำด้วยน้ำหอมอาบอย่างไรก็ไม่สะอาดหมดจด

เจตนาของทานจะมีความบริสุทธิ์จะมีความบริสุทธิ์มากขึ้นไปอีก หากผู้ที่ได้ทำทานนั้นได้ทำทานไปพร้อมกับการพิจารณาสิ่งของวัตถุทานทั้งหลายด้วยปัญญา โดยพิจารณาว่าสิ่งของที่เราครอบครองอยู่นั้นทุกสิ่งทุกอย่างแท้จริงแล้วเป็นของที่มีอยู่ประจำโลก เป็นสิ่งที่มีไว้ชั่วคราว เป็นของกลางๆ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ

และได้ผ่านการเป็นเจ้าของมาแล้วหลายชั่วคน เมื่อถึงเวลาวัตถุนั้นมันก็มีความเสื่อมสลายไปเป็นเสมือน “สมบัติผลัดกันชม” เท่านั้นเอง ไม่ได้สละกันวันนี้ก็ต้องทิ้งต้องสละในตอนสุดท้ายของชีวิต เป็นไปตามหลักของ ไตรลักษณ์ คือ สิ่งของทั้งหลายล้วนเสื่อมสลาย (อนิจจัง) เป็นทุกข์ไม่อาจคงทนและตั้งอยู่ได้ตลอดไป (ทุกขัง) และไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่งเลย ( อนัตตา)

ผลแห่งอานิสงส์ในการทำทานนี้หากครบองค์ประกอบดีแล้วจะส่งผลทั้งในสวรรค์สมบัติและโลกมนุษย์สมบัติกล่าวคือหากได้จากโลกนี้ไปแล้วก็จะได้ไปเสวยทิพย์สมบัติยังเทวโลก และเมื่อหมดบุญโดยที่ไม่ได้ก่ออกุศลกรรมเลยก็จะน้อมนำให้มาเกิดในโลกมนุษย์อีกครั้งและด้วยเศษบุญนั้นจะทำให้ได้เกิดมาเป็นคนที่มั่งมีตาม ระยะของเจตนาที่ให้ทานที่ต่าง ๆกันไป

คุณผู้อ่านคงจะเคยได้พบคนที่ร่ำรวยต่าง ๆอายุกันไปใช่หรือไม่ เป็นต้นว่า ร่ำรวยตั้งแต่เกิดมีกินมีใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด หรือ เกิดมายากจนแต่บั้นปลายรวย หรือ แม้กระทั่งรวยในตอนต้นแต่จนในตอนปลายก็มีปรากฏอยู่ให้เห็นซึ่งเป็นอานิสงส์แห่งผลทานในอดีตชาติจะส่งผล คือ

  1. 1.              คนที่ร่ำรวยตั้งแต่ต้น

คนที่เกิดมารวยตั้งแต่เกิดเพราะในอดีตได้ทำทานอย่างสม่ำเสมอมีความสมบูรณ์ ในเจตนาตั้งแต่ก่อนจะทำทานว่า ก่อนทำทานก็มีความยินดีมากที่จะได้ทำเพื่อหวังจะให้คนอื่นมีความสุขเมื่อได้เกิดมาจึงได้เกิดมาอยู่ในตระกูลที่ร่ำรวย ชีวิตในวัยต้นอุดมสมบูรณ์พร้อมและถ้ายิ่งได้เรียนรู้ในธรรมและไม่ประมาทในชีวิตขยันขันแข็งประกอบอาชีพอย่างสุจริตก็จะร่ำรวยได้ตลอดชีวิตไม่มีตกอับแน่นอน

แต่ถ้าหากประมาทในการสร้างบุญกุศลและไม่รู้จักรักษาทรัพย์ที่มีไว้ให้ดีและไม่เรียนรู้จะสร้างทรัพย์ต่อมัวหลงระเริงในความสุข ก็จะพบกับความทุกข์ในเบื้องปลายได้ตามกฎแห่งกรรมที่เป็น กรรมใหม่ได้เช่นกัน

  1. 2.              คนที่ร่ำรวยในวัยกลางคน

คนที่ร่ำรวยในวัยกลางคนเป็นเพราะ ได้ประกอบกรรมใหม่ที่เป็นกรรมดีสะสมในปัจจุบันเรื่อยไปอีกทั้งมีความขยันขันแข็งในกิจการงาน มีความซื่อสัตย์สุจริตแม้เกิดมามีฐานะยากจนหรือปานกลางก็กลายเป็นคนร่ำรวยได้เพราะการกระทำที่ดีของตนส่งผลเมื่อ รวมกับเศษบุญเก่าที่เคยทำด้วยเจตนาในการทำทานเพราะมีความบริสุทธิ์ในช่วงที่ 2 คือ ระยะระหว่างที่ให้ทานมีความบริสุทธิ์ แต่ไม่ได้บริสุทธิ์ในขณะก่อนจะให้

เพราะช่วงก่อนที่จะลงมือทำทานนั้น ตนเองไม่ได้มีจิตศรัทธาในกฎแห่งกรรม ในความดีมาก่อนและไม่คิดจะทำทานมาก่อนเลย แต่พอได้ตัดสินใจทำทานไปขณะที่ทำ ก็เกิดความรื่นเริงยินดีในการทำทานขึ้นมา ด้วยเศษผลบุญของระยะทานนี้ จึงได้เกิดมามีฐานะที่ไม่ร่ำรวยหรือแม้แต่ยากจนไปเลย ต้องต่อสู้สร้างฐานะด้วยตัวเองมาตั้งแต่วัยเด็ก

แต่เมื่อถึงวัยกลางคนด้วยบุญที่สะสมไว้ทั้งในปัจจุบันและ เศษบุญจากอดีตที่ได้ทำทานขณะที่ให้ทานได้ส่งผล ทำให้ ประสบความสำเร็จเจริญรุ่งเรือง และหากในอดีตชาติเจตนาในการทำทานได้บริสุทธิ์ในระยะที่สามด้วยแล้ว บุญนั้นก็จะส่งผลให้กิจการงานที่ทำได้เจริญรุ่งเรืองตลอดไปไม่ประสบความล้มเหลวหรือหายนะในเบื้องปลายได้เลย

แต่ถ้าหากว่าในอดีตชาติไม่ได้ทำทานด้วยสมบูรณ์ในเจตนาในระยะที่สามในบั้นปลายชีวิตก็อาจมีเหตุล้มเหลวในบั้นปลายเกิดขึ้นเพราะผลแห่งทานหมดกำลังลงไปและขึ้นอยู่กับกรรมใหม่ที่เราได้ทำในชาติปัจจุบันนี้ด้วย ดังนั้นในปัจจุบันชาติเราจึงต้องทำบุญทำทานอยู่ตลอดเพื่อเป็นการเสริมกำลังบุญเป็นแรงสนับสนุนให้ชีวิตรุ่งเรืองได้ตลอดชีวิต

  1. 3.              คนที่ร่ำรวยในช่วงบั้นปลายชีวิต

คนที่ร่ำรวยในบั้นปลายชีวิตเพราะเศษบุญเก่ารวมกับบุญใหม่ที่ได้ทำส่งผลในช่วงหลังคือหากเป็นบุญเก่าเพราะ ผลแห่งทานที่ผู้กระทำมีเจตนาไม่ดีในระยะก่อนให้ทาน และ ระหว่างให้ทาน แต่ไปมีความยินดีงามพร้อมในระยะสุดท้าย เช่นก่อนทำก็ทำทานเพราะบังเอิญ ทำตามพวกพ้องไปแบบเสียไม่ได้ ขณะให้ก็ไม่ได้ศรัทธา และพอให้ไปแล้วกลับไปหวนคิดถึงผลแห่งทาน จิตใจก็เกิดความยินดีเป็นสุขขึ้นมา

ด้วยเศษบุญนี้จึงได้เกิดมายากจนและต้องทำงานหนักไปเกือบตลอดชีวิตต้องต่อสู้ดิ้นรนขวนขวายสร้างตนเองมากแม้จะเลยวัยกลางคนไปแล้วก็ต้องล้มลุกคลุกคลานตลอดมา แต่ในปัจจุบันชาติก็ได้ประกอบคุณงามความดีทำทานอยู่เสมอมาโดยตลอดเช่นกัน

พอถึงช่วงบั้นปลายชีวิตทำให้ผลแห่งทานนั้นได้ส่งผล เกิดเหตุประสบช่องทางที่เหมาะ ทำให้กิจการงานเจริญรุ่งเรืองแบบไม่น่าเชื่อทำมาค้าขึ้นอย่างไม่คาดฝันตัวอย่างชีวิตคนจริง ๆที่เห็นได้ชัดก็มีบุคคลสำคัญ ๆของโลกที่ร่ำรวยมหาศาลในช่วงปลายชีวิตก็มีให้เห็นจริง ๆ

อย่างเช่นผู้พันฮาร์แลนด์ ดี แซนเดอร์ หรือ “ผู้พันแซนเดอร์” ผู้ก่อตั้ง ธุรกิจไก่ทอดแฟรนไชส์ที่โด่งดัง อย่าง KFC ซึ่งกว่าที่เขาจะประสบความสำเร็จร่ำรวยมหาศาลก็ ต้องทำงานหนักมาเกือบตลอดชีวิต และได้คิดค้นสูตรไก่ทอดลงมือทำอย่างขยันขันแข็งมุ่งมั่น จนประสบความสำเร็จสูงสุดร่ำรวยมหาศาลในวัย 74 ปี และได้อยู่ต่อมาจนอายุ 90 จึงเสียชีวิต กิจการของเขาก็ยังคงดำเนินการไปได้ดีมาจนถึงทุกวันนี้

ด้วยอานิสงส์แห่งเจตนาบริสุทธิ์แห่งการให้ทานยังมีความแตกต่างกัน ดังนั้นการทำทานขอให้เราตั้งใจทำด้วยจิตที่คิดจะให้และปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขให้สมบูรณ์พร้อมทั้งสามระยะเราก็จะได้ผลแห่งทานนั้นเต็มบริบูรณ์

  1. เนื้อนาบุญ หรือผู้รับทานมีความบริสุทธิ์

การที่คนรับนั้นมีความบริสุทธิ์ เราเรียกกันว่าเป็นผู้ที่มี “เนื้อนาบุญ”ที่ดี เนื้อนาบุญนั้นจะเป็นใครก็ได้ จะเป็นคนธรรมดา,สามเณร,แม่ชี, พระภิกษุ หรือแม้แต่สัตว์ก็ได้ทั้งนั้น แต่การมีเนื้อนาบุญที่บริสุทธิ์เพียงใดขึ้นอยู่กับการ “ถือศีล” ในบุคคลนั้น

ยิ่งผู้ที่มีเนื้อนาบุญนั้นบริสุทธิ์ด้วยการถือศีลมากเพียงใดข้ออานิสงส์ผลบุญที่เราทำก็จะยิ่งเพิ่มพลังมากขึ้นเหมือนเราหว่านเมล็ดข้าวลงในผืนดิน ถ้าเมล็ดข้าวตกไปในผืนดินใดก็ตามที่มีปุ๋ยมีน้ำที่บริบูรณ์ เมล็ดข้าวที่งอกเงยขึ้นมาก็จะงอกเงยสมบูรณ์ดีเยี่ยม

แต่ถ้าเมล็ดข้าวใดที่ตกลงไปในดินที่ไม่มีน้ำไม่มีปุ๋ยหรือเนื้อนาบุญไม่ดีเป็นคนไม่มีศีลหรือมีศีลอยู่น้อย เมล็ดข้าวหรือบุญนั้นก็จะไม่งอกเงยขึ้นมาได้ หรือถึงแม้ต้นข้าวนั้นจะงอกขึ้นมาได้ ก็ไม่มีความสมบูรณ์ดี หากเป็นบุญก็จะทำให้บุญนั้นส่งผลได้ไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น

เพราะอย่างนี้พระพุทธเจ้าถึงได้มีพระดำรัสตรัสไว้ เรื่องเนื้อนาบุญว่า แม้วัตถุทานที่มีความบริสุทธิ์ เจตนาทำทานก็บริสุทธิ์แต่ผลบุญของความบริสุทธิ์จะเกิดขึ้นได้มากน้อยขึ้นอยู่กับ “เนื้อนาบุญ”ตามลำดับของผู้รับ อันได้แก่ การให้ทานแก่เหล่าสัตว์เดรัจฉาน,มนุษย์ผู้ไม่มีศีล, มนุษย์ผู้มีศีล 5, มนุษย์ผู้มีศีล 8,สามเณร,พระภิกษุที่เป็นสมมติสงฆ์, พระภิกษุที่เป็นพระเถระชั้นอริยสงฆ์โสดาบัน,พระสกิทาคามี,พระอนาคามี,พระอรหันต์,พระปัจเจกพุทธเจ้า,และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามลำดับ

การที่พระองค์จัดลำดับไว้อย่างนี้เพราะว่า การทำทานหากได้ทำให้กับผู้รับที่ยิ่งมีความบริสุทธิ์มากเท่าไหร่ผู้ให้ก็ยิ่งมีความรู้สึกอิ่มเอิบใจและเป็นสุขมากเท่านั้นไม่มีความรู้สึกเสียดายหรือตระหนี่มาเกาะกุมหัวใจอีกต่อไป

การจะดูให้รู้ว่าเนื้อนาบุญนั้นบริสุทธิ์ในระดับใด ถ้าเป็นคนธรรมดาเราอาจจะดูง่ายคือ คน ๆนั้นมีความประพฤติทั้งทางกาย วาจา และใจดี ดูแล้วน่าคบหาน่าเสวนาด้วยอันเป็นบุกลิกภาพของคนที่มีศีลธรรม แต่สำหรับผู้ทรงศีลอย่างพระภิกษุ เราต้องดูที่วัตรปฏิบัติของท่านเป็นสำคัญว่าท่านปฏิบัติได้ดี ปฏิบัติได้ตรง ปฏิบัติได้สมควรกับความเป็นพระสมณะหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่ว่าท่านเป็นพระที่เราไปทำบุญด้วยเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงหรือสมณศักดิ์ที่เหล่ามนุษย์ทั้งหลายเป็นคนยกยอปอปั้นท่านอันเป็นสิ่งสมมติกันขึ้นมาในโลก

เรื่องสมณศักดิ์สิ่งสมมติทั้งหลายนี้ บางครั้งพระสงฆ์หลายรูปที่มีวัตรปฏิบัติดีนั้น ก็มีสิทธิ์ที่จะได้หลงทางไป เพราะท่านถูกกิเลสครอบงำจนหลงทางบุญหลงทางธรรมไป ซึ่งเราคงเห็นกันบ่อยๆในปัจจุบันเป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก พระบางรูปนั้นก็เสื่อมไปตามกรรมเก่าที่ท่านเคยสร้างมาด้วย จะหลีกหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น

สำหรับพระสงฆ์ที่มีเนื้อนาบุญสูงนั้น ขอให้เราสังเกตง่ายๆ ว่าท่านจะมีเมตตาและมีบารมีสูง มีคำสอนที่เราสามารถนำไปปฏิบัติแล้วเกิดผลดีต่อชีวิตและผู้อื่นได้จริง ๆ ท่านจะไม่ถือตัวเพราะท่านต้องการโปรดสัตว์ที่ยากลำบากเป็นการสร้างบุญบารมีของท่านเอง ท่านอาจจะมีลูกศิษย์มีบริวารมากหรือไม่มากก็ตามไม่ใช่ข้อกำหนดที่จะมาสรุปว่าท่านดีหรือไม่ดี

หากคุณผู้อ่านเคยเข้าไปวัดที่สกปรกไม่ค่อยมีผู้ให้ความสนใจดูแลก็จะยังให้เกิดเสื่อมในศรัทธา สิ่งภายนอกจะเป็นตัวบ่งชี้ความประพฤติทั้งหลาย เหมือนกับเราไปเยี่ยมบ้านเพื่อนคนใดที่บ้านรก ๆ เจ้าของบ้านก็มักเป็นผู้ที่ไม่ค่อยมีระเบียบวินัย หากเป็นบ้านใครที่สะอาดสะอ้านมีระเบียบก็ย่อมแสดงออกถึงวินัยของเจ้าของบ้านเช่นเดียวกัน

วิธีการสังเกตว่า พระภิกษุท่านเป็นผู้มีข้อปฏิบัติดีจริงหรือไม่ ก็คือ ต้องหมั่นไปวัดทำกิจกรรมทางศาสนาบ่อยๆ สังเกตดูเจ้าอาวาส ดูพระลูกวัด ว่าท่านมีวินัยมากน้อยแค่ไหน ปฏิบัติธรรมสวดมนต์สม่ำเสมอหรือเปล่า วัดสะอาดสะอ้านหรือไม่ ถ้าวัดสะอาดเป็นระเบียบมากแสดงว่า พระวัดนั้นมีข้อวินัยและมีการปฏิบัติธรรมเรียนธรรมกันจริง ๆ เพราะวินัยจะเป็นเครื่องกำหนดการปฏิบัติทั้งกิจกรรมภายนอกและความประพฤติต่าง ๆไปในตัว

ในเรื่องเนื้อนาบุญของผู้รับทานนี้จะเห็นได้ว่า จากตัวอย่างในพระพุทธศาสนาทั้ง นายมหาทุคตะ กับอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ทำทานถูกเนื้อนาบุญเป็นอย่างยิ่ง คือได้กระทำต่อพระพุทธเจ้าผลบุญกุศลจึงสูงแต่กระนั้นก็ตาม พระพุทธองค์ก็ได้ตรัสเอาไว้ว่า การให้ทานกับสิ่งมีชีวิตด้วยอาหารทานก็ยังได้อานิสงส์น้อยกว่าการสร้าง “วิหารทาน” เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์แด่คนหมู่มาก

ซึ่งข้อนี้นับได้ว่าเป็นโอกาสดีของบุคคลที่อาศัยอยู่ในยุคปัจจุบันที่ไม่มีโอกาสได้พบกับพระพุทธเจ้าแล้ว หรือแม้แต่ การจะค้นหาพระสงฆ์ระดับที่เป็นพระอริยะเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ก็มีโอกาสพบได้น้อยมาก การสร้างวิหารทานเพียงครั้งเดียวจะได้อานิสงส์มากกว่าการถวายสังฆทานที่มีพระพุทธเจ้าเป็นองค์พระประทานนับร้อย ๆครั้ง

วิหารทานนี้ไม่ได้หมายถึง การสร้างวัด โบสถ์วิหารหรือศาลาการเปรียญ หรือสิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวกับสงฆ์เพียงอย่างเดียว วิหารทานยังรวมไปถึงการบริจาคทรัพย์ หรือการมาลงแรงช่วยสร้างสิ่งปลูกสร้างที่เป็นของส่วนรวมอย่าง โรงพยาบาล โรงเรียน แท้งก์น้ำ สุสาน เมรุเผาศพ สะพาน หรือแม้แต่ศาลาริมทาง ก็ได้บุญมากในทำนองเดียวกัน

ทว่าพระพุทธองค์ก็ยังตรัสถึงทานที่มีอานิสงส์สูงกว่าการให้วิหารทานมากขึ้นไปอีกนั่นคือ การให้ “ธรรมทาน” เพราะการให้ธรรมทานนั้นเป็นการสอนธรรมะให้คนอื่นได้รู้จักการสร้างคุณงามความดีให้รู้ในสิ่งที่ตนเองยังไม่รู้หรือแม้กระทั่งได้รับรู้แล้วก็ได้รู้มากยิ่ง ๆขึ้นไป ให้เข้าใจถึงความเป็นไปตามสัจธรรมว่าไม่มีสิ่งใดเป็นของ ๆตน ทุกสิ่งเป็นทุกข์และต้องแตกสลายไป ให้ผู้ที่ยังมีความเห็นผิดได้กลับลำความคิดที่ผิดนั้น ๆเสียจะได้ไม่ไปชี้นำให้ผู้อื่นได้ทำผิดตาม การให้ธรรมทานได้แก่ การพูดให้ข้อคิดเพื่อนำไปปฏิบัติตนในทางที่ดีเป็นกุศลธรรม หรือการพิมพ์หนังสือธรรมะ หนังสือสวดมนต์แจกจ่าย เป็นต้น

แต่ทานที่มีอานิสงส์สูงสุดได้บุญมากที่สุด พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นการให้ทานทางใจนั่นคือ “อภัยทาน” บุญของการให้อภัยทานเพียงครั้งเดียวนั้นสูงกว่าการให้ธรรมทานนับร้อยครั้งเพราะว่า การให้อภัยหรือการ อโหสิกรรมผู้ที่มาก่อความทุกข์ความเดือดร้อนให้กับเรา เป็นเหตุให้ไม่ต้องสร้างเวรสร้างกรรมผูกพันกันต่อไปอีก และเป็นการบำเพ็ญเพียรเพื่อลด “โทสะกิเลส” ทำให้จิตใจมีความเมตตามากขึ้น

เมื่อคนที่ได้บำเพ็ญทานด้วยการอภัยมาก ๆ ก็จะละได้ซึ่งความพยาบาทอันเป็นการชำระล้างจิตใจให้สะอาดขั้นต้นเพื่อจะได้สร้างบุญในระดับสูงขึ้นได้ง่ายต่อ ๆไป การให้อภัยทานจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและยากที่สุดในการให้ทานผลอานิสงส์จึงสูงกว่าทานทุกชนิด

แต่อย่างไรก็ตาม การรู้จักให้อภัยทานแม้จะกระทำได้มากมายขนาดไหนผลแห่งการสร้างบุญก็ยังไม่สูงเท่ากับฝ่ายศีล ซึ่งเป็นการบำเพ็ญบุญบารมีที่ต่างชนิดและต่างระดับขั้นกัน

จากหนังสือเรื่อง ใครทำได้ (หรือได้ทำ) รวยโคตร โคตร โดย ชำนาญ การวิเศษ และจิตตะวชิระ

 

Read Full Post »

อนาถบิณฑิกเศรษฐี (ชื่อเดิมว่า สุทัตตะ) นับได้ว่าเป็นเศรษฐีที่นิยมการทำบุญทำทานเป็นอย่าง
มากด้วยจิตที่มีความศรัทธาต่อพระพุทธเจ้าและพระพุทธศาสนาเป็นที่ตั้ง ภายหลังจากการพบกับพระพุทธเจ้าที่บริเวณชายป่า สีตะวันใกล้เมืองราชคฤห์ พระองค์ได้แสดงธรรมโปรด ท่านก็ได้บรรลุเป็นอริยบุคคลชั้นโสดาบันทันที

ในการทำทานในช่วงแรก ๆของท่านก็ประสบความราบรื่นด้วยดีคือมีผู้คนคอยสนับสนุนให้ทำทานมากมายตั้งแต่คนรับใช้ไปถึงพระมหากษัตริย์ผู้ครองแคว้นอย่างพระเจ้าพิมพิสารแห่งแคว้นมคธก็ทรงให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี

การทำทานครั้งสำคัญของอนาถบิณฑิกเศรษฐีครั้งสำคัญก็คือการสร้าง “วิหารทาน” ด้วยเล็งเห็นว่าอยากจะสร้างวัดที่บ้านเกิดที่เมืองสาวัตถีแห่งแคว้นโกศลซึ่งมีประชากรเป็นจำนวนมาก และยังมีคนอีกมากมายที่ยังไม่ได้รับรู้เรื่องธรรมะ จึงได้ไปขออนุญาตจากพระพุทธองค์เพื่อจะสร้างวัด

หลังจากนั้นก็ได้ออกสำรวจพื้นที่ต่าง ๆโดยรอบหลังจากสำรวจอยู่นานก็ได้สถานที่ที่เหมาะแก่การสร้างวัด คือมีความเงียบสงบไม่ใกล้และไกลเกินไปจากตัวเมืองนั่นคือ อุทยานของ “เจ้าเชตราชกุมาร”ซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าปเสนทิโกศล แต่ไม่ว่าจะขอเสนอซื้ออย่างไรเจ้าเชตกุมารก็ไม่คิดที่จะขายให้ เจ้าเชตกุมารทนความตื๊อน่ารำคาญของ อนาถบิณฑิกเศรษฐีไม่ได้ จึงหาเรื่องแกล้งโก่งราคาหวังจะให้หน้าหงายกลับไปจึง เสนอว่า ให้เอาเงินกหาปนะมาวางปูจนเต็มพื้นที่สวนจึงจะยอมรับ ( 1 กหาปณะ เท่ากับ 20 มาสก หรือ 4 บาท) ดังนั้นเงินที่จะนำมาปูให้เต็มลานสวนจึงมีจำนวนมหาศาล

แต่การแกล้งเสนอราคาของเจ้าเชตไม่เป็นผลเพราะอนาถบิณฑิกเศรษฐีกลับรับคำหน้าตาเฉย เจ้าเชตกุมารแม้จะไม่เต็มใจก็จำต้องให้เพราะได้ตีราคาสวนอุทยานไปแล้วจึงต้องขายตามกฎหมาย เมื่อตกลงขายพระอุทยานแล้ว อนาถบิณฑิกก็ระดมข้าทาสบริวารมาช่วยกันบรรทุกเงินกหาปนะมาปูลาดให้เต็มบริเวณสวนเลยทีเดียว

เจ้าเชตกุมารเห็นความตั้งใจแบบเจ้าบุญทุ่มในครั้งนี้ก็คิดว่า นี่คงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่มีคนบ้ามาสละทรัพย์มากมายขนาดนี้เพื่อหวังจะสร้างวิหารทานให้กับพระพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวก เจ้าเชตกุมารจึงไม่อาจนิ่งเฉยได้ ในที่สุดก็ออกปากยกสวนอุทยานของพระองค์ให้อนาถบิณฑิกเศรษฐี โดยมีข้อแม้ว่าขอให้พระองค์ีมีส่วนร่วมในการสร้างซุ้มประตูทางเข้าวัด

เมื่อการตกลงซื้อที่ดินเสร็จสิ้นการก่อสร้างวัดจึงเริ่มขึ้นได้และใช้เวลาไม่นานก็สร้างเสร็จราวกับเนรมิตขึ้นทีเดียว ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ได้ตั้งชื่อวัดนี้ว่า “วัดพระเชตวันมหาวิหาร” โดยนำชื่อของเจ้าเชตกุมารมาเป็นชื่อวัดเพื่อให้เกียรติและเป็นอนุสรณ์ในการสร้างบุญกุศลวิหารทานในครั้งนี้

ไม่เพียงแต่เพียงการสร้างโบสถ์หรือวิหารเท่านั้นยังมีการสร้างหอฉัน โรงไฟ เรือนเก็บเสบียงหรือโรงครัว (กัปปิยกุฎี) ส้วม (วัจกุฏี) รวมไปถึงศาลารายทางระหว่างเดินทางไปยังวัดพระเชตวันมหาวิหารอีกมาก เพราะระยะทางระหว่างเมืองมีระยะทางไกลมากและต้องใช้การเดินทางด้วยเท้าเท่านั้น

ศาลานั้นจะสร้างโดยเว้นระยะห่างกันหลังละ 1 โยชน์ (ประมาณ 16 กิโลเมตร)ซึ่งระยะทางระหว่างเมืองราชคฤห์ มายังเมืองสาวัตถีนั้นเป็นระยะทางไกลถึง 45 โยชน์ (ราว 720 กิโลเมตร) พระพุทธองค์รวมทั้งพระสาวกต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่า 45 วันจึงเสด็จมาถึงวัดพระเชตวันมหาวิหาร (เมืองราชคฤห์อยู่แคว้นมคธ ส่วนเมืองสาวัตถีอยู่แคว้นโกศล)

อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้น้อมถวายวัดพระเชตวันมหาวิหารแด่พระพุทธองค์ หลังจากนั้นพระพุทธองค์ทรงตรัสโมทนาและทรงแสดงอานิสงส์แห่งการสร้างและถวายวัดเป็นวิหารทานและได้ให้คำแนะนำแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า ให้มอบวิหารทานนี้เพื่อยังประโยชน์แก่พระภิกษุที่มาจากทั่วทุกสารทิศได้พำนักอาศัย

อนึ่งการสร้างวัดพระเชตวันมหาวิหารขึ้นในครั้งนี้ทำให้เมืองสาวัตถีแห่งแคว้นโกศลได้เป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ขจรขจายไปไกลและพระพุทธองค์ก็ได้เสด็จมาประทับ ณ วัดแห่งนี้เป็นเวลานานถึง 19 พรรษาเลยทีเดียว

เท่านั้นยังไม่พออนาถบิณฑิกเศรษฐียังได้จัดงานสมโภชฉลองวัดเลี้ยงผู้คนมากมายติดต่อกันเป็นเวลานานถึง 9 เดือน รวมค่าใช้จ่ายตั้งแต่การซื้อที่ ค่าใช้จ่ายในการสร้างวัดและการจัดงานฉลองรวมกันแล้วก็มากมายถึง 54 โกฏิกหาปนะ ( 1 โกฏิ เท่ากับ 10 ล้าน ดังนั้นมูลค่าค่าใช้จ่ายจึงเท่ากับ 540 ล้านกหาปนะ ตีเป็นไทยบาทก็ประมาณ 2,160 ล้านบาท)

การทำบุญของท่านอนาถบิณฑิกยังคงดำเนินต่อไปโดยทุกวันจะจัดให้มีการถวายทานโดยนิมนต์พระภิกษุมาฉันที่บ้านวันละ 500 รูป และจะเพิ่มอีก 500 รูปในทุก ๆ 15 วันรวมไปถึงการถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุที่มาจากต่างถิ่นวันละ 500 รูป ภิกษุที่อาพาธและ ภิกษุที่เป็นผู้พยาบาลภิกษุอาพาธอีกอย่างละ 500 รูปเช่นกันเรียกได้ว่าค่าใช้จ่ายในการถวายทานแต่ละวันเป็นเงินมหาศาลทีเดียว

วันหนึ่ง อนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ต้องมีเหตุยากจนลงด้วยเหตุที่มีพ่อค้าที่กู้เงินไปเป็นจำนวนมหาศาลแล้วไม่ยอมใช้หนี้ อีกทั้งทรัพย์สมบัติประจำตระกูลที่ฝังไว้ข้างแม่น้ำก็ถูกน้ำเซาะจนตลิ่งพังทรัพย์สมบัติต่าง ๆเลยถูกน้ำพัดหายไปหมดสิ้น (สมัยก่อนยังไม่มีธนาคารแบบในปัจจุบันมักจะเก็บเงินไว้ในบ้าน,ฝังดิน หรือไม่ก็ซ่อนไว้) แต่อนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ไม่ย่อท้อในการทำบุญถวายทานยังคงปฏิบัติตนต่อไปเช่นเดิมถวายทานด้วยจิตศรัทธาต่อไป แม้ว่าอาหารที่ถวายจะเหลือเพียงปลายข้าวและน้ำผักดองไม่ใช่ของที่ประณีตเหมือนเมื่อก่อนก็ตาม

พระพุทธองค์ตรัสสอนอนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า การให้ทานนั้นอย่าได้คิดว่าตนเองได้ให้ของที่เศร้าหมอง อยู่ที่จิตที่คิดจะให้เป็นสำคัญไม่ว่าของที่ให้จะเป็นของดีหรือไม่ก็ตามแต่ถ้าให้โดยไม่เคารพ ไม่ได้ถวายด้วยตนเอง ถวายของเหมือนโยนให้ ไม่เชื่อในอานิสงส์ของทานแม้ว่าจะละโลกนี้ไปแล้วย่อมไม่พบกับสิ่งที่ควรจะพึ่งได้ในภพนั้น ๆเลย ( อสัปปุริสทาน)

ด้วยเหตุที่ยากจนลงนี้เองทำให้เทวดาพาลผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่ที่ซุ้มประตูเรือนของอนาถบิณฑิกเศรษฐีมากล่าวเตือนให้เลิกทำทานและเลิกสนใจพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้ทำให้อนาถบิณฑิกต้องออกปากไล่เทวดาพาลผู้นั้นไป ฝ่ายเทวดาภายหลังได้สำนึกผิด จึงพยายามทำความดีไถ่โทษโดยแปลงกายเป็นเสมียนของอนาถบิณฑิกเศรษฐี นำหนังสือสัญญาไปทวงหนี้แทนแล้วนำทรัพย์เหล่านั้นมาใส่ไว้ในห้องว่างให้เต็มเหมือนเดิม

ส่วนทรัพย์สมบัติที่จมน้ำหายไปก็ไปตามคืนเอามาได้ทั้งหมด รวมถึงเงินที่ไม่มีผู้เป็นเจ้าของแล้วก็ได้นำไปเก็บไว้ในห้องสมบัติของอนาถบิณฑิกเศรษฐีทั้งหมดเมื่อได้ทรัพย์สมบัติคืนมาทั้งหมดรวมกันถึง 54 โกฎิกหาปนะแล้ว เทวดาจึงได้ไปกล่าวขอขมาต่ออนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านเศรษฐีเห็นเทวดาสำนึกในความผิดจึงนำเทวดาผู้นี้ไปพบกับพระพุทธเจ้าเพื่อให้พระพุทธองค์ได้พิจารณาความ เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์แล้วเทวดาพาลผู้นั้นก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน

อีกกรณีที่น่าสนใจในการทำบุญของอนาถบิณฑิกเศรษฐีคือการ “จ้างลูกชาย” ไปฟังธรรมเพราะนาย กาละ บุตรชายคนโตของตนแม้ว่าจะมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาแต่ก็ไม่เคยถือศีลฟังธรรมเลยวัน ๆเอาแต่เที่ยวเล่น ท่านจึงจ้างลูกไปฟังธรรมในวันพระและให้ถือศีลในวันพระด้วย กาละหวังจะได้เพียงลาภที่พ่อให้แม้จะรักษาศีลได้แต่ก็ไม่ได้สนใจฟังธรรม ไปนอนเล่นทำตัวสำราญเสียมากกว่า

หลังจากนั้นท่านเศรษฐีก็จ้างด้วยเงินที่มากขึ้นถึง 1 พันกหาปนะ ( ประมาณ 4 พันบาท)โดยให้ไปนั่งฟังธรรมต่อหน้าพระพุทธเจ้าแล้วจดจำมาบอกตนให้ได้เพียงแค่ 1 บทก็พอ เมื่อถึงเวลานายกาละก็ไปฟังธรรมเพราะหวังจะได้ทรัพย์จึงไม่ได้ตั้งใจฟังธรรมมากนัก

พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยญาณถึงจุดประสงค์ของกาละ จึงทำอาการให้นายกาละจำบทธรรมไม่ได้ จนกว่าจะตั้งใจฟังเมื่อกาละตั้งใจฟังจึงได้เข้าใจในธรรมที่พระพุทธองค์แสดงอย่างแจ่มแจ้งและบรรลุโสดาปัตติผล (กระแสแรกแห่งการถึงซึ่งนิพพาน)ในที่สุด

คราวนี้แม้อนาถบิณฑิกเศรษฐีจะว่าจ้างด้วยทรัพย์เท่าไหร่ กาละก็ไม่ยอมรับเงินเพื่อการไปฟังธรรมอีกเลย กลับหันมาตั้งใจถือเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งและปฏิบัติตนด้วยทางแห่งบุญ มุ่งทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาไปตลอดชีวิต

วาระสุดท้ายของอนาถบิณฑิกเศรษฐีมาถึงเมื่อท่านป่วยหนัก ท่านได้ส่งคนให้ไปนิมนต์พระสารีบุตรโดยมีพระอานนท์คอยติดตามเพื่อมาโปรดจะได้ระงับอาการป่วยของท่านในช่วงวาระสุดท้าย พระสารีบุตรได้แสดงธรรมที่เรียกว่า “ธรรมีกถา” รวมความได้ว่า เป็นการไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดและให้รู้จักปล่อยวางชีวิต โดยธรรมบทนี้พระอริยะเจ้าจะไม่แสดงแก่คฤหัสถ์ทั่วไปเพราะถือว่าเป็นธรรมชั้นสูงที่เข้าใจได้ยาก

แต่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้กล่าวขอร้องว่า ต่อไปขอให้ท่านสารีบุตรได้แสดงธรรมนี้แก่คนธรรมดาบ้าง และจะต้องมีผู้ที่เข้าใจธรรมนี้ได้อย่างแน่นอน หลังจากที่พระสารีบุตรและพระอานนท์คล้อยหลังกลับไปได้ไม่นาน ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็เสียชีวิตลงอย่างสงบ

ด้วยอานิสงส์แห่งทานและการสำเร็จเป็นพระโสดาบันในรูปคฤหัสถ์ของอนาถบิณฑิกเศรษฐีทำให้ท่านได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต (สวรรค์ชั้น 4 ตามภพของเทวดาชั้นกามาวจร 6 ชั้น) กรณีของท่านนับเป็นกรณีพิเศษตรงที่จะไม่กลับมาเกิดยังโลกมนุษย์อีกแต่จะวนเวียนอยู่ในชั้นสวรรค์เสวยทิพยสมบัติในสวรรค์ชั้นต่าง ๆจนกว่าจะเข้าสู่นิพพาน และท่านก็ได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็นผู้ที่เป็นเลิศกว่าอุบาสกทั้งหลายในด้านแห่งถวายทานอีกด้วย  (ผู้เป็นทายก)

ไม่ว่าคนที่ยากจนข้นแค้นที่สุดอย่างนาย มหาทุคตะ หรือ ร่ำรวยมหาศาลไม่อาจประมาณได้อย่างอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ยังต้องทำบุญทำทานเพื่อสร้างเป็นบุญบารมีติดตัวไปไว้ทั้งในภพชาติปัจจุบันและไว้ใช้ในชาติภพต่อไป สุดท้ายทั้งสองก็ได้บรรลุจุดสูงสุดคือนิพพานพ้นทุกข์ไปอย่างถาวร

ดังนั้น การทำบุญจึงเป็นสิ่งสำคัญที่คนทุกฐานะควรให้ความสำคัญและลงมือปฏิบัติจะเป็นเครื่องนำออกจากความทุกข์ได้อย่างแท้จริงไม่ว่าจนแค่ไหนหรือร่ำรวยมหาศาลเพียงใดทุกคนจึงต้องหมั่นประกอบบุญด้วยการทำบุญทำทาน รักษาศีลและเจริญภาวนาให้เป็นประจำอยู่เสมอทั้งสิ้น ชีวิตจึงจะเจริญรุ่งเรืองไม่มีวันตกต่ำ ร่ำรวยอยู่ได้ไปตลอดอายุขัย

จากหนังสือเรื่อง ใครทำได้ (หรือได้ทำ) รวยโคตร โคตร โดย ชำนาญ การวิเศษ และจิตตะวชิระ

Read Full Post »

คนจนกับการทำบุญในพระพุทธศาสนาเรื่องราวนี้เป็นเรื่องของ หนุ่มที่ชื่อ ทุคตะ หรือว่า มหาทุคตะแปลว่าผู้ที่ยากจนสิ้นไร้อย่างที่สุด นายทุคตะคนนี้เป็นขอทาน วัน ๆ คอยแต่จะรับอาหารจากคนรวยหรือไม่ก็ไปรอรับอาหารจากพระที่กุฏิวัดเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น

วันหนึ่งนาย ทุคตะ ได้เห็นคนเขาพากันนิมนต์พระคนละสิบรูป ยี่สิบรูป บางคนก็เป็นร้อย ๆรูปไปฉันอาหารที่บ้านก็เกิดความแปลกใจจึงได้สอบถามกับบัณฑิตที่มาชวนให้ไปทำบุญ หลังจากได้รับคำแนะนำจากบัณฑิตผู้เป็นผู้จัดการงานทำบุญใหญ่นี้ว่า ตนเองควรจะทำบุญทำทานเสียบ้างเพื่อที่ในปัจจุบันชาติและภพชาติต่อไปจะได้ไม่ยากจนแบบนี้ต่อไป

เมื่อทุคตะเข้าใจถึงคำแนะนำแล้วก็จึงเกิดความอยากทำบุญกับเขาบ้าง จึงได้ไป “จองพระ” ไว้รูปหนึ่งกับบัณฑิตหนุ่มผู้จัดการพระที่มาชวนว่าแล้วก็ชวนภรรยาของตนไปรับจ้างเศรษฐีเพื่อที่จะเอาค่าแรงที่ได้ไปทำบุญในวันรุ่งขึ้น

ในขณะที่ไปรับจ้างทุคตะและภรรยาก็มีความขยันขันแข็งรื่นเริงมาก  เศรษฐีนายจ้างก็เกิดความชอบใจเลยเพิ่มค่าจ้างให้เป็นสองเท่า และยิ่งได้รู้ว่านายทุคตะจะเอาเงินค่าจ้างไปทำบุญก็ยิ่งดีใจและขอโมทนาบุญเพื่อการนี้ด้วย หลังจากได้ค่าจ้างแล้วทั้งนายทุคตะกับภรรยาก็พากันตระเตรียมอาหารเพื่อถวายพระด้วยความยินดีเป็นที่สุด

วันรุ่งขึ้นนายทุคตะก็รีบตื่นแต่เช้าไปถามผู้จัดการในการทำบุญว่าจองพระรูปไหนเอาไว้ให้ตน จะได้นิมนต์ไปฉันที่บ้านได้ทันเวลา

ผู้จัดการบอกว่า ลืมจดบัญชีเอาไว้ขอโทษทีเถอะ เพราะนายทุคตะนิมนต์พระแค่รูปเดียวเท่านั้นเองตนเลยไม่ได้จดไว้ นายทุคตะเสียใจแทบล้มทั้งยืน แล้วร้องไห้เสียใจเป็นการใหญ่ว่า นายเป็นคนชวนฉันมาให้ทำบุญเองแท้ ๆ ฉันก็ไปรับจ้างหาเงินมาด้วยความเหนื่อยยาก ตระเตรียมอาหารสุดความสามารถแล้วนายไม่มีพระจะให้แล้วทีนี้จะให้ฉันทำอย่างไร

ผู้จัดการก็คิดหาทางออกให้ (หรือไม่ก็เป็นบุญเก่าของนายทุคตะก็ไม่อาจทราบได้) ที่ยังเหลือพระกัสสปะพุทธเจ้าผู้เป็นประมุขแห่งสงฆ์ทั้งหลายยังไม่มีใครนิมนต์ท่าน ธรรมดาพระพุทธเจ้าท่านทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อคนยากไร้อยู่แล้ว นายรีบไปนิมนต์พระองค์เถอะ

นายทุคตะรีบวิ่งที่พระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้าทันที พระพุทธองค์ทราบด้วยฌานจากการตรวจดูสัตว์โลก ณ เวลาใกล้รุ่งอยู่แล้วว่านายทุคตะจะมาหา ดังนั้นแม้จะมีเหล่ากษัตริย์ หรือมหาเศรษฐีในเมืองมา รอนิมนต์พระองค์อยู่มากมาย คนเหล่านั้นก็จะไม่ได้รับบาตรของพระองค์ นายทุคตะรับบาตรของพระองค์ได้ ทันทีที่พระพุทธองค์ก้าวเท้าออกมาจากพระคันธกุฎี

ที่สำคัญคือ แม้เหล่ากษัตริย์หรือเศรษฐีจะขอประมูลบาตรด้วยราคาเท่าไหร่นายทุคตะก็ไม่ยอมขายรีบอุ้มบาตรเดินนำพระพุทธองค์ลิ่ว ๆไปที่กระท่อมของตนเอง

เรื่องร้อนถึงท่านเจ้าสักกะเทวราช (พระอินทร์)ได้จำแลงกายปลอมตัวเป็นพ่อครัวหัวป่าก์ฝีมือเยี่ยมมาช่วยทำกับข้าวจานเด็ดไว้คอยถวายให้พระพุทธองค์โดยไม่คิดค่าบริการแต่อย่างใด ข้อนี้หากมองในแง่ของมานุษยวิทยาแล้ว ก็คงเป็นเพื่อนบ้านใจดีมีฝีมือคนหนึ่งได้มาช่วยนายทุคตะคนนี้ทำอาหารให้

หลังจากพระพุทธองค์เสวยเสร็จก็ได้ประทานโอวาทแก่ทุคตะเรื่องผลแห่งการให้ทานแล้วก็เสด็จกลับไปพระอาราม นายทุคตะก็ถือบาตรกลับไปที่วัดด้วยบอกให้ลูกเมียนั่งรอที่บ้าน พอนายทุคตะกลับมาบ้านกลับพบว่าไม่มีที่จะให้ตนเองอยู่เสียแล้วเพราะเต็มเปี่ยมไปด้วยแก้วรัตนทั้ง 7 ประการเป็นที่ฮือฮาของคนในเมืองมากโดยคนเข้าใจกันว่าเป็นเพราะได้อานิสงส์แห่งการถวายทานแด่พระพุทธเจ้า

นายทุคตะไม่รู้จะทำอย่างไรกับทรัพย์มากมายขนาดนี้ จึงนำเรื่องไปกราบทูลพระราชา พระราชาก็สั่งให้คนเอาเกวียนสักพันเล่มมาขนไปกองไว้ที่หน้าพระลาน แล้วตรัสถามว่ามีใครบ้างที่มีทรัพย์สินมากมายปานนี้ในเมืองแห่งนี้บ้าง เมื่อไม่มีใครมีทรัพย์มากเท่ากับนายทุคตะ พระองค์จึงได้สถาปนาเขาให้เป็นเศรษฐีประจำเมืองต่อไป

ทุคตะเศรษฐีนั้นในใจสำนึกเสมอว่า การที่ได้ทรัพย์ร่ำรวยมากมายถึงขนาดนี้ได้มาเพราะการทำบุญทำทาน เขาจึงไม่ประมาทในชีวิตและไม่ประมาทในการทำบุญด้วยเมื่อสิ้นชีวิตจากภพชาตินั้นแล้วก็ได้มาเกิดอยู่เป็นบุตรในตระกูลผู้อุปัฏฐากพระสารีบุตรอัครสาวกเบื้องขวาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน และได้ชื่อว่า “บัณฑิต” อันเป็นชาติสุดท้ายเพราะภายหลังได้อุปสมบทเป็นสามเณรไม่นาน สามเณรบัณฑิตก็ได้บรรลุอรหันต์ขึ้นสู่นิพพาน

ว่าเรื่องการทำทานของคนที่ยากจนที่สุดไปแล้ว มาดูเรื่องของคนรวยทำทานกันบ้างครับเรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวของเศรษฐีคนดังในพระพุทธศาสนานามว่า “อนาถบิณฑิกเศรษฐี”

จากหนังสือเรื่อง ใครทำได้ (หรือได้ทำ) รวยโคตร โคตร โดย ชำนาญ การวิเศษ และจิตตะวชิระ

 

Read Full Post »

บุญคืออะไร

นิยามของคำว่าบุญท่านพระพรหม คุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ครูบาอาจารย์คนสำคัญและเป็นกำลังหลักผู้หนึ่งในพระพุทธศาสนาท่านได้ให้ความเมตตากล่าวถึงความหมายของบุญเอาไว้ว่า

“บุญนั้นหมายถึงเครื่องชำระสันดาน เป็นความดี ความสุข รวมไปถึงความประพฤติอันเป็นสิ่งที่ชอบด้วย กาย วาจา ใจและกุศลธรรมทั้งหลาย ส่วนคำว่า บารมีคือ คุณความดีที่ได้บำเพ็ญปฏิบัติแล้วอย่างยิ่งยวด”

และเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์อันประเสริฐแก่ชีวิต ความหมายของคำว่าบุญที่ดีนั้นนอกจากจะเป็นกระทำความดีทั้งหลายแล้ว บุญจะสมบูรณ์สูงสุดให้พลังและมีอานุภาพสูงสุดต้องเป็น “บุญบริสุทธิ์” ด้วย

เรื่องของการทำบุญทำทานนั้น คงเป็นที่คุ้นเคยสำหรับทุกท่านที่เป็นพุทธศาสนิกชนและคนที่ใจบุญอยู่แล้ว  แต่อาจเป็นเพราะความประมาทพลั้งเผลอหรือความเข้าใจผิด ทำให้บางครั้งในการสร้างบุญกุศลแต่ละครั้งอาจจะมี “บาป” มาเจือปนอยู่ จึงทำให้อานิสงส์ผลบุญที่ทำนั้นไม่บริสุทธิ์เท่าที่ควรเพราะบาปหรือกรรมไม่ดีเหล่านั้นจะตัวที่สร้างความหมองให้เกิดขึ้นมาในบุญ จนเป็นเหตุที่จะไปขัดขวางผลแห่งความดีที่จะเกิดขึ้นไม่ให้บังเกิดผลได้อย่างเต็มที่

หากจะเปรียบเทียบให้ชัดก็เปรียบได้เหมือนน้ำที่ยังไม่สะอาด เมื่อเราต้องนำมาใช้ผสมกับสมุนไพรบางอย่างเพื่อนำมารักษาโรค น้ำที่ใช้ก็ควรจะใช้นำสะอาดเท่านั้นมาผสมทำยา ถึงจะรักษาโรคให้หายขาดได้  แต่การที่เรานำน้ำที่มีสิ่งสกปรกหรืออะไรก็ตามที่มีสิ่งเจือปนมาผสม ก็จะทำให้ฤทธิ์ของยานั้นไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็น แทนที่สามารถทำให้บรรเทาอาการให้ทุเลาลงอาจกลับกลายเป็นว่าโรคหายได้ช้าหรือไม่หายเลยก็ได้ดีไม่ดีจะทำให้ทรุดหนักลงไปอีก

การทำบุญให้บริสุทธิ์มากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งช่วยสร้างบุญบารมีให้ส่งผลเต็มที่กับชีวิตมากขึ้นเท่านั้น เหมือนกับน้ำเรื่องน้ำบริสุทธิ์ที่ใช้ผสมกับตัวยาที่ดียังผลให้รักษาโรคร้ายให้หายขาด เราทุกคนควรเรียนรู้เรื่องบุญนี้ไว้และนำมาใช้กับชีวิตของตนให้มากที่สุด

การสร้างบุญบริสุทธิ์นั้นมีหลักการง่ายๆ  3 ขั้นตอนคือการให้ทาน รักษาศีล และการเจริญภาวนาเป็นบันได 3 ขั้นของการสร้างบุญบารมีที่ถูกต้องแต่ขอให้เข้าใจว่า การสร้างบุญนั้นมีระดับของผลบุญที่จะเกิดขึ้นในตัวของมันเองแตกต่างกันไป

การทำบุญโดยการให้ทานนั้นไม่ว่าจะเป็นการให้ทานโดยให้ของประณีตหรือของที่หยาบ เป็นของที่มีค่าน้อยหรือเป็นของที่มาก เป็นสิ่งของก่อสร้างใหญ่โตหรือแม้แต่เศษสตางค์เล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ก็ยังได้บุญบารมีน้อยกว่าการรักษาศีล

ในเรื่องของการรักษาศีลนั้นไม่ว่าจะเป็นถือศีล 5  ซึ่งเป็นศีลชั้นต้น ศีล 8 และศีล 10 ซึ่งเป็นศีลชั้นกลาง หรือไปจนถึงศีล 227 ซึ่งเป็นศีลอย่างอุกฤษฏ์ หรือ ศีลขั้นสูงแม้ว่า เราจะรักษาศีลให้มีความบริสุทธิ์นานเท่าไหร่ก็ตามก็ยังได้บุญบารมีน้อยกว่าการเจริญภาวนา

การเจริญภาวนาเป็นบุญใหญ่ที่สุดในการสร้างบุญเพราะเป็นการใช้ปัญญาพิจารณาสภาพสิ่งต่าง ๆให้เห็นไปตามความเป็นจริงทำให้จิตสะอาดจนหมดกิเลสในที่สุดเมื่อจิตสะอาดการกระทำทั้งกาย วาจา ใจ ก็จะพลอยสะอาดไปด้วย

เรื่องการสร้างบุญให้บริสุทธิ์จำง่ายๆว่าเป็นบันไดบุญ 3 ขึ้นไล่เรียงกันขึ้นไป “จะลัดไปขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งนั้นไม่ได้” เพราะเป็นพื้นฐานเชื่อมโยงซึ่งกันและกันโดยต้องเริ่มมาจากการให้ทานเสียก่อน

แต่ก่อนที่จะพูดถึงหลักและวิธีการสร้างบุญด้วยทาน ขออนุญาตนำตัวอย่างจากในพุทธกาลมาเล่าสู่กันฟังเพื่อให้เห็นเกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่า เรื่องการทำบุญทำทานนั้นไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไรก็ควรจะทำบุญด้วยกันทั้งสิ้นแล้วบุญจะช่วยให้พ้นทุกข์ไปได้

จากหนังสือเรื่อง ใครทำได้ (หรือได้ทำ) รวยโคตร โคตร โดย ชำนาญ การวิเศษ และจิตตะวชิระ

 

Read Full Post »

กรรมนั้นมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ ๆที่เราควรทำความรู้จักก่อนนั่นคือ

 


กรรมจริงๆ นั้นมีกี่ประเภท1. กรรมเก่า

หมายถึง “ผลของการกระทำในอดีตที่ได้ส่งผลแล้วในเวลาปัจจุบัน” เช่นการที่คน ๆ หนึ่งเกิดมาร่ำรวยคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด เป็นเพราะว่าในอดีตได้บำเพ็ญทานมาเป็นอันมาก เมื่อเกิดมาในชาติปัจจุบันจึงได้รับความสุขสบาย คนที่มีสติปัญญาดีเลิศ มีร่างกายครบถ้วนเพราะประกอบกรรมดีไม่เบียดเบียนผู้อื่น หมั่นถือศีล ภาวนา มีส่วนร่วมในการสร้างให้คนเป็นคนดีไม่ว่าการบริจาคหนังสือธรรมะ สร้างวัดวาอาราม เป็นต้น

กรรมดีเหล่านี้จะส่งให้มาเกิดอยู่ในสภาพที่ดี และมีกรรมดีอีกหลายอย่างเป็นกรรมสนับสนุนให้ดียิ่งขึ้นในทางกลับกันหากเป็นผู้กระทำกรรมไม่ดี กรรมชั่วอยู่เป็นประจำ กรรมไม่ดีเหล่านั้นก็จะติดตามมาส่งผลในชาตินี้ ทำให้ชีวิตพบอุปสรรคลำบาก เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ถูกเบียดเบียน มีร่างกายพิกลพิการ สติปัญญาโง่เขลา เป็นต้น

หากเป็นในทางโลกยังรวมถึง  ในช่วงเวลาอดีตตั้งแต่เกิดที่เราได้มีการทำงานสร้างตัวหาเงินหาทองแล้วประสบความร่ำรวยในเวลาปัจจุบัน เพราะอดีตเราได้วางแผน มีการทำงานเป็นขั้นเป็นตอน ทำงานอย่างสุจริตอย่างสม่ำเสมอ มีแง่คิดที่ดีและมีความอดทนรอมานานพอ เมื่อถึงเวลาปัจจุบันความสำเร็จจึงได้บังเกิดขึ้นตามเหตุที่ได้สร้างไว้แต่หนหลัง

 

2. กรรมใหม่

กรรมใหม่นี่เองครับที่เป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยให้คนเราประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว กรรมใหม่นั้น เริ่มนับตั้งแต่ เวลา “ปัจจุบัน”เป็นต้นไปหากมีการกระทำที่ดีในปัจจุบัน ก็จะกลายเป็นอดีตที่ดีและเป็นพื้นฐานในการสร้างอนาคตที่ดีได้ ดังวลีเด็ดที่ว่า “เมื่อเราปลูกขนุน เราก็จะได้ลูกขนุน”

กรรมใหม่เป็นการสร้างกรรมหรือเปลี่ยนแปลงการกระทำใหม่ในทางที่ดีหรือเรียกว่าการสร้างบุญบารมี เพื่อที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตเป็นทั้งฐานชีวิตในทางโลกและเป็นฐานบุญในทางธรรมให้คนเราเดินทางไปสู่ความสุขและความสำเร็จได้จริง

การสร้างกรรมดี หรือการสร้างบุญบารมีไปควบคู่กับการปฏิบัติตนทางโลกนั้นบางทีก็เป็นเรื่องยากที่จะทำความเข้าใจและจะอธิบายให้คนอื่นได้รู้หากเราต้องการที่จะเข้าใจจริงคือ ต้อง “ลงปฏิบัติทำด้วยตัวเอง รู้เอง” จึงจะเห็นผล

คำพระท่านว่า “ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ” อันหมายถึง ธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน

สำหรับกลุ่มคนทั้งสองแบบที่มีทั้งไม่เชื่อกับเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งนั้นหากทราบวิธีปฏิบัติในการสร้างบุญใหญ่ รู้ความหมาย รู้จุดมุ่งหมายแล้วเมื่อนำไปปฏิบัติจริงก็จะได้รู้ตามและเข้าใจได้ไม่ยากแล้วผลแห่งการเปลี่ยนแปลงในชีวิตก็จะเกิดขึ้นเป็นไปในทางที่ดี ขอให้ทำอย่างสม่ำเสมอ ตั้งใจทำให้มากพอ และนานพอ เท่านั้น เพราะหากมีข้อขัดแย้งในใจอยู่เรื่อย ๆว่าทำแล้วจะได้ผลจริงหรือไม่ ก็จะส่งผลให้การกระทำออกมาครึ่ง ๆกลาง ๆ ผลที่ได้ก็จะได้ครึ่ง ๆกลาง ๆเช่นกัน

ในเรื่องข้อสงสัยนี้ หลายคนอาจมีคำถามว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่า กรรมเก่าเกิดขึ้นมาผูกพันและกรรมใหม่ที่ดีจะช่วยได้จริงหรือไม่ สังเกตดูว่าเวลาที่เราได้ลงมือทำงานหนักอะไรสักอย่างแต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่ได้เป็นไปตามที่เราปรารถนา ทั้ง ๆที่ไม่น่าจะมีเหตุการณ์ใด ๆมาทำให้สะดุดแต่มันก็เกิดสะดุดขึ้นมาได้ในนาทีสุดท้าย ไม่ว่าสาเหตุนั้นจะเกิดมาจากตัวเราเองโดยความประมาทเผอเรอเพียงเล็กน้อย เหตุการณ์แวดล้อมจุกจิกคอยขัดขวาง หรือ เพื่อนร่วมงานไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร ฯลฯ

ขอได้โปรดเชื่อเถิดครับว่า การทำบุญสร้างบารมีให้ดีพอ มากพอและนานพอนั้นจะช่วยพาทุกท่านพ้นจากเคราะห์กรรมพ้นทุกข์ไปได้อย่างแท้จริงนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป

จากหนังสือเรื่อง ใครทำได้ (หรือได้ทำ) รวยโคตร โคตร โดย ชำนาญ การวิเศษ และจิตตะวชิระ

 

 

Read Full Post »


สร้างบุญเปลี่ยนกรรม “เข้าใจกรรมและการสร้างบุญ”

สร้างบุญอย่างไรให้กรรมเปลี่ยนเชื่อว่าสิ่งที่คนเราทุกคนนั้นต้องการก็คือความสุข ซึ่งก็น่าจะหมายถึง การประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน การมีครอบครัวที่อบอุ่น มีเงินทองมากพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองและคนที่ตนเองรักได้อย่างไม่ขัดสน หรือความสุขของบางคนอาจหมายถึง การมีเงินทองมากมายในระดับเป็นเศรษฐีทุกอย่างไม่ใช่เรื่องผิดปกติใคร ๆ ก็ต้องการเรื่องแบบนี้ทั้งสิ้น

แต่คนจำนวนมากที่ต้องดิ้นรนต่อสู้แล้วยังไม่พบทั้งสองอย่างก็คือ ทั้งความสุขและความมั่งมี เพราะว่ายังขาดความเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมดีพอ คือทั้งในด้านกรรมทางโลกอันหมายถึง การลงมือกระทำงานที่ถูกต้อง การมีเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการใช้หาเงิน รวมไปถึงการมีเพื่อนฝูงที่ดีไว้ใจได้เป็นกัลยาณมิตร

ส่วนในทางธรรมคือ กรรมที่คอยเกื้อหนุนอันหมายถึง กรรมดี หรือ “บุญ” รวมไปถึงกรรมที่เป็นอกุศลคอยฉุดดึงให้ชีวิตร่วงลงเหวหรือพานพบกับอุปสรรคมากมายคือ “บาป” กรรมในด้านนี้เองที่แม้แต่คนร่ำรวยอยู่แล้วบางครั้งก็ยังไม่อาจเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง จนบางครั้งทำให้เกิดความประมาทหลงเดินผิดพลาดจนสุดท้ายชีวิตเข้าสู่หายนะในบั้นปลาย

หากใครพอจะจำเจ้าพ่อตลาดหุ้นอย่าง นายเบอร์นาร์ด เมอร์ดอฟ (Bernard Madoff) ก็คงจะเป็นอุทาหรณ์ที่ดีในการขาความเข้าใจเรื่อง “กรรม” นายเบอร์นาร์ดนั้นเป็นถึงประธานตลาดหุ้นใหญ่ที่มีชื่อเสียงก้องโลกแต่กลับใช้ความน่าเชื่อถือที่มีกระทำการทุจริตนำเงินได้มาจากการระดมเงินทุนของนักธุรกิจทั้งหลายโดยใช้ชื่อเสียงของตนบังหน้าแล้วเอาไปเล่นแชร์ลูกโซ่ จนเกิดความหายนะไปทั้งวงการตลาดการเงินหลายบริษัทต้องล้มครืน สุดท้าย ถูกลูกชายของตัวเองแจ้งจับติดคุกติดตะรางยาวนานถึง 150 ปี! และต้องสูญสิ้นทรัพย์สินมากมายรวม 170 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

“จากชีวิตที่เคยมีพร้อมทุกอย่าง กลับกลายเป็นหมดสิ้นทุกอย่างได้ในพริบตา” ที่เป็นเช่นนี้เพราะเขาเหล่านั้นไม่เข้าใจและเชื่อในกฎแห่งกรรมนั่นเอง ในเรื่องของความเข้าใจในกฎแห่งกรรมนี้มีความแตกต่างกันอยู่ใน 3 ระดับได้แก่

 

1. คนที่เชื่อในเรื่องกรรมแบบไม่สงสัย

คนที่มีความเชื่อในเรื่องกรรมแบบไม่คิดสงสัยเพราะว่า เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ในชีวิตจริงที่ได้ประสบมาคือ จากที่เคยทำงานหนักด้วยความยากลำบากพอได้ กระทำความดีสร้างบุญอย่างต่อเนื่องเมื่อรวมกับการทำงานอย่างหนักและมีวิธีการที่ดีมีความถูกต้อง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ผลแห่งการกระทำดีของเขาก็ได้ส่งผล เขาจึงได้รับผลแห่งกรรมดีนั้นไป ตัวอย่างนี้เห็นได้ชัดจากเจ้าสัวในเมืองไทยหลาย ๆท่านที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามก็สามารถประสบผลสำเร็จได้อย่างง่ายดาย หยิบอะไรจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด

 

2. คนที่ไม่มีความเชื่อในเรื่องกรรมอยู่เลย

คนที่ไม่มีความเชื่อในเรื่องบุญกรรมเลยจะเชื่อมั่นในการกระทำของตัวเองอย่างสุดขั้วว่า “สองมือนี้เท่านั้นเป็นผู้สร้างความสำเร็จ” อย่างอื่นไม่เกี่ยวหรือไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ บุคลิกลักษณะก็จะเป็นคนที่ตื่นแต่เช้า ทำงานอย่างขยันขันแข็งจนดึกดื่นแต่ไม่ได้สร้างบุญในทางธรรมเพิ่มและเน้นการกระทำที่ดีในปัจจุบันเท่านั้น ก็จะประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

แต่ทว่าคนประเภทนี้อาจใช้เวลานานกว่าในการที่จะทำงานสร้างความร่ำรวยให้ประสบความสำเร็จ หรือไม่ก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่อาจไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตนได้ตั้งไว้จริง ๆ เรียกว่า “ยังไม่ถึงดวงดาว” เสียที การที่ประสบความสำเร็จได้ก็เพราะกรรมดีในทางโลกที่ได้ทำไว้และกรรมนั้นเป็นแรงผลักดันให้ แต่เขาอาจไม่ยอมรับหรือไม่รู้ตัว

 

3. คนที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่ากรรมดีจะช่วยได้

เชื่อหรือไม่ว่าคนแบบนี้จะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จน้อยที่สุด น้อยกว่าคนที่ไม่เชื่อเลยเสียอีก เพราะความเชื่อนั้นส่งผลออกมาในทางปฏิบัติ คือหากมีคนอื่นสนใจในเรื่องไหนก็มักจะทำตามในเรื่องนั้น เช่นในอดีต ที่มีการบูชาองค์จตุคามรามเทพกันมาก ๆก็จะมีการแห่แหนบูชาตามกันมากมาย พอความนิยมเริ่มลดลงก็จะหมดความสนใจที่จะทำกรรมดีต่อไป คือทำทั้งงานและทำบุญแบบสามวันดีสี่วันเลิก และคนแบบนี้ก็นับได้ว่ามีมากที่สุดเช่นกัน

เรื่องกรรมนี้มีความสำคัญมากในชีวิตของเราทุกคนเพราะว่างานหรือกิจกรรมใด ๆที่เราต้องทำนั้นเรายังต้องอยู่ในสังคมอยู่กับคนรอบข้างและอยู่กับความเป็นจริงไม่มีใครที่สามารถจะอยู่คนเดียวได้กรรมที่ทำทุกอย่างจะมีความเกี่ยวพันกับตัวของเราเองและคนอื่นอยู่เสมอ

จากหนังสือเรื่อง ใครทำได้ (หรือได้ทำ) รวยโคตร โคตร โดย ชำนาญ การวิเศษ และจิตตะวชิระ

 

Read Full Post »

หลังจากที่ได้ประกาศจะสร้าง 3 พระอรหันต์เจ้า แต่เดิมนั้นตั้งจิตไว้ว่าจะรอให้สั่งจองให้ครบจำนวน 9,999 องค์ถึงจะเริ่มสร้าง แต่ต่อมาได้มีสหายธรรมและกัลยาณมิตรจำนวนมากอยากได้บูชาก่อนวันปีใหม่เพื่อเป็นมงคลชีวิตและเพื่อเป็นของขวัญแด่ญาติมิตรและคนทั้งหลาย

จึงตัดสินใจกราบขออนุญาตครูบาอาจารย์ จะสร้างเป็นชุดแรกโดยจะรับการจองถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 เท่านั้น สั่งจองเท่าไหร่ทำเท่านั้นและจะส่งมอบก่อน 20 ธันวาคม 2555 เพื่อให้ทุกท่านที่สั่งจองสมหวังได้บุญใหญ่ตามที่จิตปรารถนา

และเรื่องการสร้างพระบูชาองค์สมเด็จพระปฐม ทรงเครื่องจักรพรรดิที่แจกฟรีนั้น ได้มีการเปลี่ยนโรงหล่อ เนื่องจากโรงหล่อเดิมติดภารกิจไม่สามารถหล่อพระเป็นจำนวนมากตามที่สั่งได้

ซึ่งได้ดำเนินการเปลี่ยนโรงหล่อไปแล้วนานพอสมควร มีการปั้นหล่อแบบใหม่ที่จิตละเอียดสมบูรณ์กว่าเดิม ท่านที่เป็น “ต้นบุญ” และท่านที่ขอรับพระขอให้รอสักนิด จะได้รับก่อนปีใหม่นี้ทุกคนตามบุญ ซึ่งจะทยอยส่งให้อย่างเร็ว

เพื่อรับความเป็นสิริมงคล

ขอบุญรักษา

ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

Older Posts »

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 137 other followers