Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for ตุลาคม, 2012

การทำทานนั้นหมายถึงการสละทรัพย์สิ่งของที่ตนมีอยู่ให้แก่คนอื่นโดยมีความมุ่งหวังเพื่อจะ
หลักการสร้างบุญด้วยทานทำให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์และมีความสุขจากทานของตนแต่ทำว่า การให้ทานไม่ได้หมายถึงการเสียสละทรัพย์เพียงอย่างเดียวแต่เป็น อาวุธสำคัญในการขจัดความโลภและความตระหนี่ออกไปจากใจเพราะถ้าคนเราไม่โลภเสียแล้วกิเลสต่าง ๆในใจก็จะเบาบางลง

การประกอบสัมมาอาชีพต่าง ๆเพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่ทางที่จะสร้างความร่ำรวยและสมบูรณ์พูนสุขได้ ต้องประกอบทานไปด้วยเพื่อเผื่อแผ่ทรัพย์และสิ่งที่ดีไปยังสังคมและคนรอบข้าง แบบเดียวกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีที่เจือจานทรัพย์ทุกอย่างไปยังคนยากจนรวมไปถึงบุตรของตน

หลักของการสร้างทานจะได้ผลบุญมากน้อยขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 3 ประการถ้าองค์ประกอบมีครบถ้วน การให้ทานนั้นก็ย่อมมีผลบุญเกิดขึ้นมากอันได้แก่

  1. 1.              วัตถุทานเป็นของบริสุทธิ์

คำว่า บริสุทธิ์นั้นเราทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีสิ่งสกปรกใดๆหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเจือปน ถ้าเป็นเงินที่เรานำมาทำบุญนั้น ก็ต้องเป็นเงินทองที่เราหามาได้ด้วยความสุจริต มาจากการหยาดเหงื่อแรงกายของตัวเราเอง เช่น เงินที่ได้มาจากค่าแรง,ค่าตอบแทน,เงินเดือนในการลงแรงทำงาน ไม่ใช่เป็นการไปเบียดเบียนผู้อื่นมา เช่น การขโมยเงินของผู้อื่นมาทำบุญรวมถึงเงินจากการพนัน และการค้าขายอย่างเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นโดยหวังผลกำไรเกินควร

เงินจากพนันนั้นเป็นเงินมาจากความชั่วมาจากความเสื่อมเพราะ เมื่อมีคนได้ทรัพย์ก็ต้องมีคนที่เสียทรัพย์ หลายคนโต้แย้งเรื่องวัตถุทานชนิดนี้อย่างไม่เข้าใจว่า ถ้าหากเงินนั้นได้มาจากการถูกหวย ถูกลอตเตอรี่ที่ทางบ้านเมืองเขาบอกว่าถูกกฎหมายแล้วเงินนั้นจะไม่บริสุทธิ์ได้อย่างไร

ความจริงแล้วบางเรื่องบางอย่างที่เราเห็นว่าถูกกฎหมายนั้นในทางธรรมนั้นกลับไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเพราะอบายมุขทั้งหลาย เช่นเหล้า,บุหรี่, การฆ่าสัตว์, หวย, การค้าหุ้นที่เข้าข่ายการพนัน,การค้ามนุษย์หรือค้าประเวณี เงินเหล่านี้แม้ได้มาอย่างถูกกฎหมายก็จริงแต่ถือว่าไม่บริสุทธิ์สำหรับการสร้างบุญเพราะว่าเจ้าของเขาไม่เต็มใจจะให้

นอกจากเงิน,แหล่งที่มาของเงิน,วิธีการที่ได้เงินไม่บริสุทธิ์ที่ไม่ควรจะเอามาทำบุญแล้ว ยังรวมถึงไปถึงวัตถุทานต่างๆ ด้วย ยกตัวอย่างในเรื่องของการทำบุญใส่บาตรด้วยอาหาร เช่นการไปฆ่าสัตว์เพื่อนำทำอาหารแล้วนำมาใส่บาตรให้พระสงฆ์ บุญที่ได้รับนั้นก็จะมีบาปเจือปนอยู่ด้วยคือไปเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นมาทำบุญอย่างนี้ก็ไม่เกิดความบริสุทธิ์ในวัตถุทาน

หรืออย่างเช่น การไปขโมยผลไม้ ไปเด็ดดอกไม้ของผู้อื่นที่เขาไม่อนุญาตโดยหวังจะนำมาร้อยเป็นมาลัยถวายพระ การไปขนทราย ,ขนดิน, ขนปูนเพื่อจะนำไปสร้างวัดโดยไปบังคับเอาของๆ คนอื่นมาเพื่อต้องการจะนำไปทำบุญให้กับทางวัด อย่างนี้วัตถุทานทั้งหลายที่ได้มาโดยทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรือไม่เต็มใจจะให้ย่อมไม่เกิดผลบุญที่บริสุทธิ์ทำไปก็แทบไม่ได้อะไรเลย

เรื่องของวัตถุทานที่จะนำมาทำบุญนั้นมีหลายกรณีที่เราต้องใช้สติและปัญญาในการพิจารณาอย่างระมัดระวังว่า มีความบริสุทธิ์เพียงพอหรือไม่ ยิ่งวัตถุทานบริสุทธิ์มากเท่าใด ผลบุญนั้นก็จะยิ่งบริสุทธิ์ขึ้นมากเท่านั้น การให้ทานไม่จำเป็นต้องเป็นของประณีตมาก ทุกอย่างไม่สำคัญเท่ากับเหตุแห่งการได้มาด้วยการกระทำที่บริสุทธิ์และทำด้วยตามกำลังทรัพย์ที่เรามีอยู่ทำแล้วไม่เดือดร้อนใคร จึงจะเป็น วัตถุทานที่มีความบริสุทธิ์สูงสุด ที่เห็นได้ชัดก็กรณีของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี

หรือการที่ นายทุคตะได้อานิสงส์แห่งการทำบุญมากร่ำรวยในชั่วพริบตาเพราะ วัตถุทานที่เขาหามาได้นั้นเป็นของที่ได้มาจากหยาดเหยื่อแรงงานของตนเองอีกทั้งขณะที่กำลังหาทรัพย์เพื่อจะมาทำทานก็เต็มไปด้วยความสุขความศรัทธาอานิสงส์ผลบุญจึงมหาศาล

  1. 2.              เจตนาที่ให้ทานต้องมีความบริสุทธิ์

หมายความว่า คนที่ให้ทานนั้นดำรงอยู่ด้วยความบริสุทธิ์ มีเจตนาที่ดีไม่หวังผลตอบแทนอยู่ทั้งสามระยะช่วงเวลาในการทำทาน คือ ช่วงก่อนให้ทาน, ในขณะที่กำลังให้ทาน และหลังจากให้ทานไปแล้ว หากผู้ให้ทานยิ่งเป็นคนที่อยู่ในศีลในธรรมมากด้วยแล้วตัวของทานก็จะยิ่งบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้นไปอีก

สิ่งสำคัญเรื่องเจตนานั้น เราต้องระวังอย่าทำทานเพราะเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ คือการทำทานเพราะ ต้องการหวังผล ,ทำทานเพราะต้องการเอาหน้า, ทำทานเพราะต้องการปิดบังความชั่ว เพราะการให้ด้วยใจไม่บริสุทธิ์ทั้ง 3 ประการนี้จะไม่ได้บุญเลยหรือถ้าได้ก็ได้น้อยเต็มที เหมือนอาบน้ำด้วยน้ำหอมอาบอย่างไรก็ไม่สะอาดหมดจด

เจตนาของทานจะมีความบริสุทธิ์จะมีความบริสุทธิ์มากขึ้นไปอีก หากผู้ที่ได้ทำทานนั้นได้ทำทานไปพร้อมกับการพิจารณาสิ่งของวัตถุทานทั้งหลายด้วยปัญญา โดยพิจารณาว่าสิ่งของที่เราครอบครองอยู่นั้นทุกสิ่งทุกอย่างแท้จริงแล้วเป็นของที่มีอยู่ประจำโลก เป็นสิ่งที่มีไว้ชั่วคราว เป็นของกลางๆ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ

และได้ผ่านการเป็นเจ้าของมาแล้วหลายชั่วคน เมื่อถึงเวลาวัตถุนั้นมันก็มีความเสื่อมสลายไปเป็นเสมือน “สมบัติผลัดกันชม” เท่านั้นเอง ไม่ได้สละกันวันนี้ก็ต้องทิ้งต้องสละในตอนสุดท้ายของชีวิต เป็นไปตามหลักของ ไตรลักษณ์ คือ สิ่งของทั้งหลายล้วนเสื่อมสลาย (อนิจจัง) เป็นทุกข์ไม่อาจคงทนและตั้งอยู่ได้ตลอดไป (ทุกขัง) และไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่งเลย ( อนัตตา)

ผลแห่งอานิสงส์ในการทำทานนี้หากครบองค์ประกอบดีแล้วจะส่งผลทั้งในสวรรค์สมบัติและโลกมนุษย์สมบัติกล่าวคือหากได้จากโลกนี้ไปแล้วก็จะได้ไปเสวยทิพย์สมบัติยังเทวโลก และเมื่อหมดบุญโดยที่ไม่ได้ก่ออกุศลกรรมเลยก็จะน้อมนำให้มาเกิดในโลกมนุษย์อีกครั้งและด้วยเศษบุญนั้นจะทำให้ได้เกิดมาเป็นคนที่มั่งมีตาม ระยะของเจตนาที่ให้ทานที่ต่าง ๆกันไป

คุณผู้อ่านคงจะเคยได้พบคนที่ร่ำรวยต่าง ๆอายุกันไปใช่หรือไม่ เป็นต้นว่า ร่ำรวยตั้งแต่เกิดมีกินมีใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด หรือ เกิดมายากจนแต่บั้นปลายรวย หรือ แม้กระทั่งรวยในตอนต้นแต่จนในตอนปลายก็มีปรากฏอยู่ให้เห็นซึ่งเป็นอานิสงส์แห่งผลทานในอดีตชาติจะส่งผล คือ

  1. 1.              คนที่ร่ำรวยตั้งแต่ต้น

คนที่เกิดมารวยตั้งแต่เกิดเพราะในอดีตได้ทำทานอย่างสม่ำเสมอมีความสมบูรณ์ ในเจตนาตั้งแต่ก่อนจะทำทานว่า ก่อนทำทานก็มีความยินดีมากที่จะได้ทำเพื่อหวังจะให้คนอื่นมีความสุขเมื่อได้เกิดมาจึงได้เกิดมาอยู่ในตระกูลที่ร่ำรวย ชีวิตในวัยต้นอุดมสมบูรณ์พร้อมและถ้ายิ่งได้เรียนรู้ในธรรมและไม่ประมาทในชีวิตขยันขันแข็งประกอบอาชีพอย่างสุจริตก็จะร่ำรวยได้ตลอดชีวิตไม่มีตกอับแน่นอน

แต่ถ้าหากประมาทในการสร้างบุญกุศลและไม่รู้จักรักษาทรัพย์ที่มีไว้ให้ดีและไม่เรียนรู้จะสร้างทรัพย์ต่อมัวหลงระเริงในความสุข ก็จะพบกับความทุกข์ในเบื้องปลายได้ตามกฎแห่งกรรมที่เป็น กรรมใหม่ได้เช่นกัน

  1. 2.              คนที่ร่ำรวยในวัยกลางคน

คนที่ร่ำรวยในวัยกลางคนเป็นเพราะ ได้ประกอบกรรมใหม่ที่เป็นกรรมดีสะสมในปัจจุบันเรื่อยไปอีกทั้งมีความขยันขันแข็งในกิจการงาน มีความซื่อสัตย์สุจริตแม้เกิดมามีฐานะยากจนหรือปานกลางก็กลายเป็นคนร่ำรวยได้เพราะการกระทำที่ดีของตนส่งผลเมื่อ รวมกับเศษบุญเก่าที่เคยทำด้วยเจตนาในการทำทานเพราะมีความบริสุทธิ์ในช่วงที่ 2 คือ ระยะระหว่างที่ให้ทานมีความบริสุทธิ์ แต่ไม่ได้บริสุทธิ์ในขณะก่อนจะให้

เพราะช่วงก่อนที่จะลงมือทำทานนั้น ตนเองไม่ได้มีจิตศรัทธาในกฎแห่งกรรม ในความดีมาก่อนและไม่คิดจะทำทานมาก่อนเลย แต่พอได้ตัดสินใจทำทานไปขณะที่ทำ ก็เกิดความรื่นเริงยินดีในการทำทานขึ้นมา ด้วยเศษผลบุญของระยะทานนี้ จึงได้เกิดมามีฐานะที่ไม่ร่ำรวยหรือแม้แต่ยากจนไปเลย ต้องต่อสู้สร้างฐานะด้วยตัวเองมาตั้งแต่วัยเด็ก

แต่เมื่อถึงวัยกลางคนด้วยบุญที่สะสมไว้ทั้งในปัจจุบันและ เศษบุญจากอดีตที่ได้ทำทานขณะที่ให้ทานได้ส่งผล ทำให้ ประสบความสำเร็จเจริญรุ่งเรือง และหากในอดีตชาติเจตนาในการทำทานได้บริสุทธิ์ในระยะที่สามด้วยแล้ว บุญนั้นก็จะส่งผลให้กิจการงานที่ทำได้เจริญรุ่งเรืองตลอดไปไม่ประสบความล้มเหลวหรือหายนะในเบื้องปลายได้เลย

แต่ถ้าหากว่าในอดีตชาติไม่ได้ทำทานด้วยสมบูรณ์ในเจตนาในระยะที่สามในบั้นปลายชีวิตก็อาจมีเหตุล้มเหลวในบั้นปลายเกิดขึ้นเพราะผลแห่งทานหมดกำลังลงไปและขึ้นอยู่กับกรรมใหม่ที่เราได้ทำในชาติปัจจุบันนี้ด้วย ดังนั้นในปัจจุบันชาติเราจึงต้องทำบุญทำทานอยู่ตลอดเพื่อเป็นการเสริมกำลังบุญเป็นแรงสนับสนุนให้ชีวิตรุ่งเรืองได้ตลอดชีวิต

  1. 3.              คนที่ร่ำรวยในช่วงบั้นปลายชีวิต

คนที่ร่ำรวยในบั้นปลายชีวิตเพราะเศษบุญเก่ารวมกับบุญใหม่ที่ได้ทำส่งผลในช่วงหลังคือหากเป็นบุญเก่าเพราะ ผลแห่งทานที่ผู้กระทำมีเจตนาไม่ดีในระยะก่อนให้ทาน และ ระหว่างให้ทาน แต่ไปมีความยินดีงามพร้อมในระยะสุดท้าย เช่นก่อนทำก็ทำทานเพราะบังเอิญ ทำตามพวกพ้องไปแบบเสียไม่ได้ ขณะให้ก็ไม่ได้ศรัทธา และพอให้ไปแล้วกลับไปหวนคิดถึงผลแห่งทาน จิตใจก็เกิดความยินดีเป็นสุขขึ้นมา

ด้วยเศษบุญนี้จึงได้เกิดมายากจนและต้องทำงานหนักไปเกือบตลอดชีวิตต้องต่อสู้ดิ้นรนขวนขวายสร้างตนเองมากแม้จะเลยวัยกลางคนไปแล้วก็ต้องล้มลุกคลุกคลานตลอดมา แต่ในปัจจุบันชาติก็ได้ประกอบคุณงามความดีทำทานอยู่เสมอมาโดยตลอดเช่นกัน

พอถึงช่วงบั้นปลายชีวิตทำให้ผลแห่งทานนั้นได้ส่งผล เกิดเหตุประสบช่องทางที่เหมาะ ทำให้กิจการงานเจริญรุ่งเรืองแบบไม่น่าเชื่อทำมาค้าขึ้นอย่างไม่คาดฝันตัวอย่างชีวิตคนจริง ๆที่เห็นได้ชัดก็มีบุคคลสำคัญ ๆของโลกที่ร่ำรวยมหาศาลในช่วงปลายชีวิตก็มีให้เห็นจริง ๆ

อย่างเช่นผู้พันฮาร์แลนด์ ดี แซนเดอร์ หรือ “ผู้พันแซนเดอร์” ผู้ก่อตั้ง ธุรกิจไก่ทอดแฟรนไชส์ที่โด่งดัง อย่าง KFC ซึ่งกว่าที่เขาจะประสบความสำเร็จร่ำรวยมหาศาลก็ ต้องทำงานหนักมาเกือบตลอดชีวิต และได้คิดค้นสูตรไก่ทอดลงมือทำอย่างขยันขันแข็งมุ่งมั่น จนประสบความสำเร็จสูงสุดร่ำรวยมหาศาลในวัย 74 ปี และได้อยู่ต่อมาจนอายุ 90 จึงเสียชีวิต กิจการของเขาก็ยังคงดำเนินการไปได้ดีมาจนถึงทุกวันนี้

ด้วยอานิสงส์แห่งเจตนาบริสุทธิ์แห่งการให้ทานยังมีความแตกต่างกัน ดังนั้นการทำทานขอให้เราตั้งใจทำด้วยจิตที่คิดจะให้และปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขให้สมบูรณ์พร้อมทั้งสามระยะเราก็จะได้ผลแห่งทานนั้นเต็มบริบูรณ์

  1. เนื้อนาบุญ หรือผู้รับทานมีความบริสุทธิ์

การที่คนรับนั้นมีความบริสุทธิ์ เราเรียกกันว่าเป็นผู้ที่มี “เนื้อนาบุญ”ที่ดี เนื้อนาบุญนั้นจะเป็นใครก็ได้ จะเป็นคนธรรมดา,สามเณร,แม่ชี, พระภิกษุ หรือแม้แต่สัตว์ก็ได้ทั้งนั้น แต่การมีเนื้อนาบุญที่บริสุทธิ์เพียงใดขึ้นอยู่กับการ “ถือศีล” ในบุคคลนั้น

ยิ่งผู้ที่มีเนื้อนาบุญนั้นบริสุทธิ์ด้วยการถือศีลมากเพียงใดข้ออานิสงส์ผลบุญที่เราทำก็จะยิ่งเพิ่มพลังมากขึ้นเหมือนเราหว่านเมล็ดข้าวลงในผืนดิน ถ้าเมล็ดข้าวตกไปในผืนดินใดก็ตามที่มีปุ๋ยมีน้ำที่บริบูรณ์ เมล็ดข้าวที่งอกเงยขึ้นมาก็จะงอกเงยสมบูรณ์ดีเยี่ยม

แต่ถ้าเมล็ดข้าวใดที่ตกลงไปในดินที่ไม่มีน้ำไม่มีปุ๋ยหรือเนื้อนาบุญไม่ดีเป็นคนไม่มีศีลหรือมีศีลอยู่น้อย เมล็ดข้าวหรือบุญนั้นก็จะไม่งอกเงยขึ้นมาได้ หรือถึงแม้ต้นข้าวนั้นจะงอกขึ้นมาได้ ก็ไม่มีความสมบูรณ์ดี หากเป็นบุญก็จะทำให้บุญนั้นส่งผลได้ไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น

เพราะอย่างนี้พระพุทธเจ้าถึงได้มีพระดำรัสตรัสไว้ เรื่องเนื้อนาบุญว่า แม้วัตถุทานที่มีความบริสุทธิ์ เจตนาทำทานก็บริสุทธิ์แต่ผลบุญของความบริสุทธิ์จะเกิดขึ้นได้มากน้อยขึ้นอยู่กับ “เนื้อนาบุญ”ตามลำดับของผู้รับ อันได้แก่ การให้ทานแก่เหล่าสัตว์เดรัจฉาน,มนุษย์ผู้ไม่มีศีล, มนุษย์ผู้มีศีล 5, มนุษย์ผู้มีศีล 8,สามเณร,พระภิกษุที่เป็นสมมติสงฆ์, พระภิกษุที่เป็นพระเถระชั้นอริยสงฆ์โสดาบัน,พระสกิทาคามี,พระอนาคามี,พระอรหันต์,พระปัจเจกพุทธเจ้า,และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามลำดับ

การที่พระองค์จัดลำดับไว้อย่างนี้เพราะว่า การทำทานหากได้ทำให้กับผู้รับที่ยิ่งมีความบริสุทธิ์มากเท่าไหร่ผู้ให้ก็ยิ่งมีความรู้สึกอิ่มเอิบใจและเป็นสุขมากเท่านั้นไม่มีความรู้สึกเสียดายหรือตระหนี่มาเกาะกุมหัวใจอีกต่อไป

การจะดูให้รู้ว่าเนื้อนาบุญนั้นบริสุทธิ์ในระดับใด ถ้าเป็นคนธรรมดาเราอาจจะดูง่ายคือ คน ๆนั้นมีความประพฤติทั้งทางกาย วาจา และใจดี ดูแล้วน่าคบหาน่าเสวนาด้วยอันเป็นบุกลิกภาพของคนที่มีศีลธรรม แต่สำหรับผู้ทรงศีลอย่างพระภิกษุ เราต้องดูที่วัตรปฏิบัติของท่านเป็นสำคัญว่าท่านปฏิบัติได้ดี ปฏิบัติได้ตรง ปฏิบัติได้สมควรกับความเป็นพระสมณะหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่ว่าท่านเป็นพระที่เราไปทำบุญด้วยเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงหรือสมณศักดิ์ที่เหล่ามนุษย์ทั้งหลายเป็นคนยกยอปอปั้นท่านอันเป็นสิ่งสมมติกันขึ้นมาในโลก

เรื่องสมณศักดิ์สิ่งสมมติทั้งหลายนี้ บางครั้งพระสงฆ์หลายรูปที่มีวัตรปฏิบัติดีนั้น ก็มีสิทธิ์ที่จะได้หลงทางไป เพราะท่านถูกกิเลสครอบงำจนหลงทางบุญหลงทางธรรมไป ซึ่งเราคงเห็นกันบ่อยๆในปัจจุบันเป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก พระบางรูปนั้นก็เสื่อมไปตามกรรมเก่าที่ท่านเคยสร้างมาด้วย จะหลีกหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น

สำหรับพระสงฆ์ที่มีเนื้อนาบุญสูงนั้น ขอให้เราสังเกตง่ายๆ ว่าท่านจะมีเมตตาและมีบารมีสูง มีคำสอนที่เราสามารถนำไปปฏิบัติแล้วเกิดผลดีต่อชีวิตและผู้อื่นได้จริง ๆ ท่านจะไม่ถือตัวเพราะท่านต้องการโปรดสัตว์ที่ยากลำบากเป็นการสร้างบุญบารมีของท่านเอง ท่านอาจจะมีลูกศิษย์มีบริวารมากหรือไม่มากก็ตามไม่ใช่ข้อกำหนดที่จะมาสรุปว่าท่านดีหรือไม่ดี

หากคุณผู้อ่านเคยเข้าไปวัดที่สกปรกไม่ค่อยมีผู้ให้ความสนใจดูแลก็จะยังให้เกิดเสื่อมในศรัทธา สิ่งภายนอกจะเป็นตัวบ่งชี้ความประพฤติทั้งหลาย เหมือนกับเราไปเยี่ยมบ้านเพื่อนคนใดที่บ้านรก ๆ เจ้าของบ้านก็มักเป็นผู้ที่ไม่ค่อยมีระเบียบวินัย หากเป็นบ้านใครที่สะอาดสะอ้านมีระเบียบก็ย่อมแสดงออกถึงวินัยของเจ้าของบ้านเช่นเดียวกัน

วิธีการสังเกตว่า พระภิกษุท่านเป็นผู้มีข้อปฏิบัติดีจริงหรือไม่ ก็คือ ต้องหมั่นไปวัดทำกิจกรรมทางศาสนาบ่อยๆ สังเกตดูเจ้าอาวาส ดูพระลูกวัด ว่าท่านมีวินัยมากน้อยแค่ไหน ปฏิบัติธรรมสวดมนต์สม่ำเสมอหรือเปล่า วัดสะอาดสะอ้านหรือไม่ ถ้าวัดสะอาดเป็นระเบียบมากแสดงว่า พระวัดนั้นมีข้อวินัยและมีการปฏิบัติธรรมเรียนธรรมกันจริง ๆ เพราะวินัยจะเป็นเครื่องกำหนดการปฏิบัติทั้งกิจกรรมภายนอกและความประพฤติต่าง ๆไปในตัว

ในเรื่องเนื้อนาบุญของผู้รับทานนี้จะเห็นได้ว่า จากตัวอย่างในพระพุทธศาสนาทั้ง นายมหาทุคตะ กับอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ทำทานถูกเนื้อนาบุญเป็นอย่างยิ่ง คือได้กระทำต่อพระพุทธเจ้าผลบุญกุศลจึงสูงแต่กระนั้นก็ตาม พระพุทธองค์ก็ได้ตรัสเอาไว้ว่า การให้ทานกับสิ่งมีชีวิตด้วยอาหารทานก็ยังได้อานิสงส์น้อยกว่าการสร้าง “วิหารทาน” เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์แด่คนหมู่มาก

ซึ่งข้อนี้นับได้ว่าเป็นโอกาสดีของบุคคลที่อาศัยอยู่ในยุคปัจจุบันที่ไม่มีโอกาสได้พบกับพระพุทธเจ้าแล้ว หรือแม้แต่ การจะค้นหาพระสงฆ์ระดับที่เป็นพระอริยะเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ก็มีโอกาสพบได้น้อยมาก การสร้างวิหารทานเพียงครั้งเดียวจะได้อานิสงส์มากกว่าการถวายสังฆทานที่มีพระพุทธเจ้าเป็นองค์พระประทานนับร้อย ๆครั้ง

วิหารทานนี้ไม่ได้หมายถึง การสร้างวัด โบสถ์วิหารหรือศาลาการเปรียญ หรือสิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวกับสงฆ์เพียงอย่างเดียว วิหารทานยังรวมไปถึงการบริจาคทรัพย์ หรือการมาลงแรงช่วยสร้างสิ่งปลูกสร้างที่เป็นของส่วนรวมอย่าง โรงพยาบาล โรงเรียน แท้งก์น้ำ สุสาน เมรุเผาศพ สะพาน หรือแม้แต่ศาลาริมทาง ก็ได้บุญมากในทำนองเดียวกัน

ทว่าพระพุทธองค์ก็ยังตรัสถึงทานที่มีอานิสงส์สูงกว่าการให้วิหารทานมากขึ้นไปอีกนั่นคือ การให้ “ธรรมทาน” เพราะการให้ธรรมทานนั้นเป็นการสอนธรรมะให้คนอื่นได้รู้จักการสร้างคุณงามความดีให้รู้ในสิ่งที่ตนเองยังไม่รู้หรือแม้กระทั่งได้รับรู้แล้วก็ได้รู้มากยิ่ง ๆขึ้นไป ให้เข้าใจถึงความเป็นไปตามสัจธรรมว่าไม่มีสิ่งใดเป็นของ ๆตน ทุกสิ่งเป็นทุกข์และต้องแตกสลายไป ให้ผู้ที่ยังมีความเห็นผิดได้กลับลำความคิดที่ผิดนั้น ๆเสียจะได้ไม่ไปชี้นำให้ผู้อื่นได้ทำผิดตาม การให้ธรรมทานได้แก่ การพูดให้ข้อคิดเพื่อนำไปปฏิบัติตนในทางที่ดีเป็นกุศลธรรม หรือการพิมพ์หนังสือธรรมะ หนังสือสวดมนต์แจกจ่าย เป็นต้น

แต่ทานที่มีอานิสงส์สูงสุดได้บุญมากที่สุด พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นการให้ทานทางใจนั่นคือ “อภัยทาน” บุญของการให้อภัยทานเพียงครั้งเดียวนั้นสูงกว่าการให้ธรรมทานนับร้อยครั้งเพราะว่า การให้อภัยหรือการ อโหสิกรรมผู้ที่มาก่อความทุกข์ความเดือดร้อนให้กับเรา เป็นเหตุให้ไม่ต้องสร้างเวรสร้างกรรมผูกพันกันต่อไปอีก และเป็นการบำเพ็ญเพียรเพื่อลด “โทสะกิเลส” ทำให้จิตใจมีความเมตตามากขึ้น

เมื่อคนที่ได้บำเพ็ญทานด้วยการอภัยมาก ๆ ก็จะละได้ซึ่งความพยาบาทอันเป็นการชำระล้างจิตใจให้สะอาดขั้นต้นเพื่อจะได้สร้างบุญในระดับสูงขึ้นได้ง่ายต่อ ๆไป การให้อภัยทานจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและยากที่สุดในการให้ทานผลอานิสงส์จึงสูงกว่าทานทุกชนิด

แต่อย่างไรก็ตาม การรู้จักให้อภัยทานแม้จะกระทำได้มากมายขนาดไหนผลแห่งการสร้างบุญก็ยังไม่สูงเท่ากับฝ่ายศีล ซึ่งเป็นการบำเพ็ญบุญบารมีที่ต่างชนิดและต่างระดับขั้นกัน

จากหนังสือเรื่อง ใครทำได้ (หรือได้ทำ) รวยโคตร โคตร โดย ชำนาญ การวิเศษ และจิตตะวชิระ

 

Read Full Post »

อนาถบิณฑิกเศรษฐี (ชื่อเดิมว่า สุทัตตะ) นับได้ว่าเป็นเศรษฐีที่นิยมการทำบุญทำทานเป็นอย่าง
มากด้วยจิตที่มีความศรัทธาต่อพระพุทธเจ้าและพระพุทธศาสนาเป็นที่ตั้ง ภายหลังจากการพบกับพระพุทธเจ้าที่บริเวณชายป่า สีตะวันใกล้เมืองราชคฤห์ พระองค์ได้แสดงธรรมโปรด ท่านก็ได้บรรลุเป็นอริยบุคคลชั้นโสดาบันทันที

ในการทำทานในช่วงแรก ๆของท่านก็ประสบความราบรื่นด้วยดีคือมีผู้คนคอยสนับสนุนให้ทำทานมากมายตั้งแต่คนรับใช้ไปถึงพระมหากษัตริย์ผู้ครองแคว้นอย่างพระเจ้าพิมพิสารแห่งแคว้นมคธก็ทรงให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี

การทำทานครั้งสำคัญของอนาถบิณฑิกเศรษฐีครั้งสำคัญก็คือการสร้าง “วิหารทาน” ด้วยเล็งเห็นว่าอยากจะสร้างวัดที่บ้านเกิดที่เมืองสาวัตถีแห่งแคว้นโกศลซึ่งมีประชากรเป็นจำนวนมาก และยังมีคนอีกมากมายที่ยังไม่ได้รับรู้เรื่องธรรมะ จึงได้ไปขออนุญาตจากพระพุทธองค์เพื่อจะสร้างวัด

หลังจากนั้นก็ได้ออกสำรวจพื้นที่ต่าง ๆโดยรอบหลังจากสำรวจอยู่นานก็ได้สถานที่ที่เหมาะแก่การสร้างวัด คือมีความเงียบสงบไม่ใกล้และไกลเกินไปจากตัวเมืองนั่นคือ อุทยานของ “เจ้าเชตราชกุมาร”ซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าปเสนทิโกศล แต่ไม่ว่าจะขอเสนอซื้ออย่างไรเจ้าเชตกุมารก็ไม่คิดที่จะขายให้ เจ้าเชตกุมารทนความตื๊อน่ารำคาญของ อนาถบิณฑิกเศรษฐีไม่ได้ จึงหาเรื่องแกล้งโก่งราคาหวังจะให้หน้าหงายกลับไปจึง เสนอว่า ให้เอาเงินกหาปนะมาวางปูจนเต็มพื้นที่สวนจึงจะยอมรับ ( 1 กหาปณะ เท่ากับ 20 มาสก หรือ 4 บาท) ดังนั้นเงินที่จะนำมาปูให้เต็มลานสวนจึงมีจำนวนมหาศาล

แต่การแกล้งเสนอราคาของเจ้าเชตไม่เป็นผลเพราะอนาถบิณฑิกเศรษฐีกลับรับคำหน้าตาเฉย เจ้าเชตกุมารแม้จะไม่เต็มใจก็จำต้องให้เพราะได้ตีราคาสวนอุทยานไปแล้วจึงต้องขายตามกฎหมาย เมื่อตกลงขายพระอุทยานแล้ว อนาถบิณฑิกก็ระดมข้าทาสบริวารมาช่วยกันบรรทุกเงินกหาปนะมาปูลาดให้เต็มบริเวณสวนเลยทีเดียว

เจ้าเชตกุมารเห็นความตั้งใจแบบเจ้าบุญทุ่มในครั้งนี้ก็คิดว่า นี่คงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่มีคนบ้ามาสละทรัพย์มากมายขนาดนี้เพื่อหวังจะสร้างวิหารทานให้กับพระพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวก เจ้าเชตกุมารจึงไม่อาจนิ่งเฉยได้ ในที่สุดก็ออกปากยกสวนอุทยานของพระองค์ให้อนาถบิณฑิกเศรษฐี โดยมีข้อแม้ว่าขอให้พระองค์ีมีส่วนร่วมในการสร้างซุ้มประตูทางเข้าวัด

เมื่อการตกลงซื้อที่ดินเสร็จสิ้นการก่อสร้างวัดจึงเริ่มขึ้นได้และใช้เวลาไม่นานก็สร้างเสร็จราวกับเนรมิตขึ้นทีเดียว ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ได้ตั้งชื่อวัดนี้ว่า “วัดพระเชตวันมหาวิหาร” โดยนำชื่อของเจ้าเชตกุมารมาเป็นชื่อวัดเพื่อให้เกียรติและเป็นอนุสรณ์ในการสร้างบุญกุศลวิหารทานในครั้งนี้

ไม่เพียงแต่เพียงการสร้างโบสถ์หรือวิหารเท่านั้นยังมีการสร้างหอฉัน โรงไฟ เรือนเก็บเสบียงหรือโรงครัว (กัปปิยกุฎี) ส้วม (วัจกุฏี) รวมไปถึงศาลารายทางระหว่างเดินทางไปยังวัดพระเชตวันมหาวิหารอีกมาก เพราะระยะทางระหว่างเมืองมีระยะทางไกลมากและต้องใช้การเดินทางด้วยเท้าเท่านั้น

ศาลานั้นจะสร้างโดยเว้นระยะห่างกันหลังละ 1 โยชน์ (ประมาณ 16 กิโลเมตร)ซึ่งระยะทางระหว่างเมืองราชคฤห์ มายังเมืองสาวัตถีนั้นเป็นระยะทางไกลถึง 45 โยชน์ (ราว 720 กิโลเมตร) พระพุทธองค์รวมทั้งพระสาวกต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่า 45 วันจึงเสด็จมาถึงวัดพระเชตวันมหาวิหาร (เมืองราชคฤห์อยู่แคว้นมคธ ส่วนเมืองสาวัตถีอยู่แคว้นโกศล)

อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้น้อมถวายวัดพระเชตวันมหาวิหารแด่พระพุทธองค์ หลังจากนั้นพระพุทธองค์ทรงตรัสโมทนาและทรงแสดงอานิสงส์แห่งการสร้างและถวายวัดเป็นวิหารทานและได้ให้คำแนะนำแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า ให้มอบวิหารทานนี้เพื่อยังประโยชน์แก่พระภิกษุที่มาจากทั่วทุกสารทิศได้พำนักอาศัย

อนึ่งการสร้างวัดพระเชตวันมหาวิหารขึ้นในครั้งนี้ทำให้เมืองสาวัตถีแห่งแคว้นโกศลได้เป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ขจรขจายไปไกลและพระพุทธองค์ก็ได้เสด็จมาประทับ ณ วัดแห่งนี้เป็นเวลานานถึง 19 พรรษาเลยทีเดียว

เท่านั้นยังไม่พออนาถบิณฑิกเศรษฐียังได้จัดงานสมโภชฉลองวัดเลี้ยงผู้คนมากมายติดต่อกันเป็นเวลานานถึง 9 เดือน รวมค่าใช้จ่ายตั้งแต่การซื้อที่ ค่าใช้จ่ายในการสร้างวัดและการจัดงานฉลองรวมกันแล้วก็มากมายถึง 54 โกฏิกหาปนะ ( 1 โกฏิ เท่ากับ 10 ล้าน ดังนั้นมูลค่าค่าใช้จ่ายจึงเท่ากับ 540 ล้านกหาปนะ ตีเป็นไทยบาทก็ประมาณ 2,160 ล้านบาท)

การทำบุญของท่านอนาถบิณฑิกยังคงดำเนินต่อไปโดยทุกวันจะจัดให้มีการถวายทานโดยนิมนต์พระภิกษุมาฉันที่บ้านวันละ 500 รูป และจะเพิ่มอีก 500 รูปในทุก ๆ 15 วันรวมไปถึงการถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุที่มาจากต่างถิ่นวันละ 500 รูป ภิกษุที่อาพาธและ ภิกษุที่เป็นผู้พยาบาลภิกษุอาพาธอีกอย่างละ 500 รูปเช่นกันเรียกได้ว่าค่าใช้จ่ายในการถวายทานแต่ละวันเป็นเงินมหาศาลทีเดียว

วันหนึ่ง อนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ต้องมีเหตุยากจนลงด้วยเหตุที่มีพ่อค้าที่กู้เงินไปเป็นจำนวนมหาศาลแล้วไม่ยอมใช้หนี้ อีกทั้งทรัพย์สมบัติประจำตระกูลที่ฝังไว้ข้างแม่น้ำก็ถูกน้ำเซาะจนตลิ่งพังทรัพย์สมบัติต่าง ๆเลยถูกน้ำพัดหายไปหมดสิ้น (สมัยก่อนยังไม่มีธนาคารแบบในปัจจุบันมักจะเก็บเงินไว้ในบ้าน,ฝังดิน หรือไม่ก็ซ่อนไว้) แต่อนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ไม่ย่อท้อในการทำบุญถวายทานยังคงปฏิบัติตนต่อไปเช่นเดิมถวายทานด้วยจิตศรัทธาต่อไป แม้ว่าอาหารที่ถวายจะเหลือเพียงปลายข้าวและน้ำผักดองไม่ใช่ของที่ประณีตเหมือนเมื่อก่อนก็ตาม

พระพุทธองค์ตรัสสอนอนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า การให้ทานนั้นอย่าได้คิดว่าตนเองได้ให้ของที่เศร้าหมอง อยู่ที่จิตที่คิดจะให้เป็นสำคัญไม่ว่าของที่ให้จะเป็นของดีหรือไม่ก็ตามแต่ถ้าให้โดยไม่เคารพ ไม่ได้ถวายด้วยตนเอง ถวายของเหมือนโยนให้ ไม่เชื่อในอานิสงส์ของทานแม้ว่าจะละโลกนี้ไปแล้วย่อมไม่พบกับสิ่งที่ควรจะพึ่งได้ในภพนั้น ๆเลย ( อสัปปุริสทาน)

ด้วยเหตุที่ยากจนลงนี้เองทำให้เทวดาพาลผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่ที่ซุ้มประตูเรือนของอนาถบิณฑิกเศรษฐีมากล่าวเตือนให้เลิกทำทานและเลิกสนใจพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้ทำให้อนาถบิณฑิกต้องออกปากไล่เทวดาพาลผู้นั้นไป ฝ่ายเทวดาภายหลังได้สำนึกผิด จึงพยายามทำความดีไถ่โทษโดยแปลงกายเป็นเสมียนของอนาถบิณฑิกเศรษฐี นำหนังสือสัญญาไปทวงหนี้แทนแล้วนำทรัพย์เหล่านั้นมาใส่ไว้ในห้องว่างให้เต็มเหมือนเดิม

ส่วนทรัพย์สมบัติที่จมน้ำหายไปก็ไปตามคืนเอามาได้ทั้งหมด รวมถึงเงินที่ไม่มีผู้เป็นเจ้าของแล้วก็ได้นำไปเก็บไว้ในห้องสมบัติของอนาถบิณฑิกเศรษฐีทั้งหมดเมื่อได้ทรัพย์สมบัติคืนมาทั้งหมดรวมกันถึง 54 โกฎิกหาปนะแล้ว เทวดาจึงได้ไปกล่าวขอขมาต่ออนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านเศรษฐีเห็นเทวดาสำนึกในความผิดจึงนำเทวดาผู้นี้ไปพบกับพระพุทธเจ้าเพื่อให้พระพุทธองค์ได้พิจารณาความ เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์แล้วเทวดาพาลผู้นั้นก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน

อีกกรณีที่น่าสนใจในการทำบุญของอนาถบิณฑิกเศรษฐีคือการ “จ้างลูกชาย” ไปฟังธรรมเพราะนาย กาละ บุตรชายคนโตของตนแม้ว่าจะมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาแต่ก็ไม่เคยถือศีลฟังธรรมเลยวัน ๆเอาแต่เที่ยวเล่น ท่านจึงจ้างลูกไปฟังธรรมในวันพระและให้ถือศีลในวันพระด้วย กาละหวังจะได้เพียงลาภที่พ่อให้แม้จะรักษาศีลได้แต่ก็ไม่ได้สนใจฟังธรรม ไปนอนเล่นทำตัวสำราญเสียมากกว่า

หลังจากนั้นท่านเศรษฐีก็จ้างด้วยเงินที่มากขึ้นถึง 1 พันกหาปนะ ( ประมาณ 4 พันบาท)โดยให้ไปนั่งฟังธรรมต่อหน้าพระพุทธเจ้าแล้วจดจำมาบอกตนให้ได้เพียงแค่ 1 บทก็พอ เมื่อถึงเวลานายกาละก็ไปฟังธรรมเพราะหวังจะได้ทรัพย์จึงไม่ได้ตั้งใจฟังธรรมมากนัก

พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยญาณถึงจุดประสงค์ของกาละ จึงทำอาการให้นายกาละจำบทธรรมไม่ได้ จนกว่าจะตั้งใจฟังเมื่อกาละตั้งใจฟังจึงได้เข้าใจในธรรมที่พระพุทธองค์แสดงอย่างแจ่มแจ้งและบรรลุโสดาปัตติผล (กระแสแรกแห่งการถึงซึ่งนิพพาน)ในที่สุด

คราวนี้แม้อนาถบิณฑิกเศรษฐีจะว่าจ้างด้วยทรัพย์เท่าไหร่ กาละก็ไม่ยอมรับเงินเพื่อการไปฟังธรรมอีกเลย กลับหันมาตั้งใจถือเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งและปฏิบัติตนด้วยทางแห่งบุญ มุ่งทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาไปตลอดชีวิต

วาระสุดท้ายของอนาถบิณฑิกเศรษฐีมาถึงเมื่อท่านป่วยหนัก ท่านได้ส่งคนให้ไปนิมนต์พระสารีบุตรโดยมีพระอานนท์คอยติดตามเพื่อมาโปรดจะได้ระงับอาการป่วยของท่านในช่วงวาระสุดท้าย พระสารีบุตรได้แสดงธรรมที่เรียกว่า “ธรรมีกถา” รวมความได้ว่า เป็นการไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดและให้รู้จักปล่อยวางชีวิต โดยธรรมบทนี้พระอริยะเจ้าจะไม่แสดงแก่คฤหัสถ์ทั่วไปเพราะถือว่าเป็นธรรมชั้นสูงที่เข้าใจได้ยาก

แต่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้กล่าวขอร้องว่า ต่อไปขอให้ท่านสารีบุตรได้แสดงธรรมนี้แก่คนธรรมดาบ้าง และจะต้องมีผู้ที่เข้าใจธรรมนี้ได้อย่างแน่นอน หลังจากที่พระสารีบุตรและพระอานนท์คล้อยหลังกลับไปได้ไม่นาน ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็เสียชีวิตลงอย่างสงบ

ด้วยอานิสงส์แห่งทานและการสำเร็จเป็นพระโสดาบันในรูปคฤหัสถ์ของอนาถบิณฑิกเศรษฐีทำให้ท่านได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต (สวรรค์ชั้น 4 ตามภพของเทวดาชั้นกามาวจร 6 ชั้น) กรณีของท่านนับเป็นกรณีพิเศษตรงที่จะไม่กลับมาเกิดยังโลกมนุษย์อีกแต่จะวนเวียนอยู่ในชั้นสวรรค์เสวยทิพยสมบัติในสวรรค์ชั้นต่าง ๆจนกว่าจะเข้าสู่นิพพาน และท่านก็ได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็นผู้ที่เป็นเลิศกว่าอุบาสกทั้งหลายในด้านแห่งถวายทานอีกด้วย  (ผู้เป็นทายก)

ไม่ว่าคนที่ยากจนข้นแค้นที่สุดอย่างนาย มหาทุคตะ หรือ ร่ำรวยมหาศาลไม่อาจประมาณได้อย่างอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ยังต้องทำบุญทำทานเพื่อสร้างเป็นบุญบารมีติดตัวไปไว้ทั้งในภพชาติปัจจุบันและไว้ใช้ในชาติภพต่อไป สุดท้ายทั้งสองก็ได้บรรลุจุดสูงสุดคือนิพพานพ้นทุกข์ไปอย่างถาวร

ดังนั้น การทำบุญจึงเป็นสิ่งสำคัญที่คนทุกฐานะควรให้ความสำคัญและลงมือปฏิบัติจะเป็นเครื่องนำออกจากความทุกข์ได้อย่างแท้จริงไม่ว่าจนแค่ไหนหรือร่ำรวยมหาศาลเพียงใดทุกคนจึงต้องหมั่นประกอบบุญด้วยการทำบุญทำทาน รักษาศีลและเจริญภาวนาให้เป็นประจำอยู่เสมอทั้งสิ้น ชีวิตจึงจะเจริญรุ่งเรืองไม่มีวันตกต่ำ ร่ำรวยอยู่ได้ไปตลอดอายุขัย

จากหนังสือเรื่อง ใครทำได้ (หรือได้ทำ) รวยโคตร โคตร โดย ชำนาญ การวิเศษ และจิตตะวชิระ

Read Full Post »

คนจนกับการทำบุญในพระพุทธศาสนาเรื่องราวนี้เป็นเรื่องของ หนุ่มที่ชื่อ ทุคตะ หรือว่า มหาทุคตะแปลว่าผู้ที่ยากจนสิ้นไร้อย่างที่สุด นายทุคตะคนนี้เป็นขอทาน วัน ๆ คอยแต่จะรับอาหารจากคนรวยหรือไม่ก็ไปรอรับอาหารจากพระที่กุฏิวัดเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น

วันหนึ่งนาย ทุคตะ ได้เห็นคนเขาพากันนิมนต์พระคนละสิบรูป ยี่สิบรูป บางคนก็เป็นร้อย ๆรูปไปฉันอาหารที่บ้านก็เกิดความแปลกใจจึงได้สอบถามกับบัณฑิตที่มาชวนให้ไปทำบุญ หลังจากได้รับคำแนะนำจากบัณฑิตผู้เป็นผู้จัดการงานทำบุญใหญ่นี้ว่า ตนเองควรจะทำบุญทำทานเสียบ้างเพื่อที่ในปัจจุบันชาติและภพชาติต่อไปจะได้ไม่ยากจนแบบนี้ต่อไป

เมื่อทุคตะเข้าใจถึงคำแนะนำแล้วก็จึงเกิดความอยากทำบุญกับเขาบ้าง จึงได้ไป “จองพระ” ไว้รูปหนึ่งกับบัณฑิตหนุ่มผู้จัดการพระที่มาชวนว่าแล้วก็ชวนภรรยาของตนไปรับจ้างเศรษฐีเพื่อที่จะเอาค่าแรงที่ได้ไปทำบุญในวันรุ่งขึ้น

ในขณะที่ไปรับจ้างทุคตะและภรรยาก็มีความขยันขันแข็งรื่นเริงมาก  เศรษฐีนายจ้างก็เกิดความชอบใจเลยเพิ่มค่าจ้างให้เป็นสองเท่า และยิ่งได้รู้ว่านายทุคตะจะเอาเงินค่าจ้างไปทำบุญก็ยิ่งดีใจและขอโมทนาบุญเพื่อการนี้ด้วย หลังจากได้ค่าจ้างแล้วทั้งนายทุคตะกับภรรยาก็พากันตระเตรียมอาหารเพื่อถวายพระด้วยความยินดีเป็นที่สุด

วันรุ่งขึ้นนายทุคตะก็รีบตื่นแต่เช้าไปถามผู้จัดการในการทำบุญว่าจองพระรูปไหนเอาไว้ให้ตน จะได้นิมนต์ไปฉันที่บ้านได้ทันเวลา

ผู้จัดการบอกว่า ลืมจดบัญชีเอาไว้ขอโทษทีเถอะ เพราะนายทุคตะนิมนต์พระแค่รูปเดียวเท่านั้นเองตนเลยไม่ได้จดไว้ นายทุคตะเสียใจแทบล้มทั้งยืน แล้วร้องไห้เสียใจเป็นการใหญ่ว่า นายเป็นคนชวนฉันมาให้ทำบุญเองแท้ ๆ ฉันก็ไปรับจ้างหาเงินมาด้วยความเหนื่อยยาก ตระเตรียมอาหารสุดความสามารถแล้วนายไม่มีพระจะให้แล้วทีนี้จะให้ฉันทำอย่างไร

ผู้จัดการก็คิดหาทางออกให้ (หรือไม่ก็เป็นบุญเก่าของนายทุคตะก็ไม่อาจทราบได้) ที่ยังเหลือพระกัสสปะพุทธเจ้าผู้เป็นประมุขแห่งสงฆ์ทั้งหลายยังไม่มีใครนิมนต์ท่าน ธรรมดาพระพุทธเจ้าท่านทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อคนยากไร้อยู่แล้ว นายรีบไปนิมนต์พระองค์เถอะ

นายทุคตะรีบวิ่งที่พระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้าทันที พระพุทธองค์ทราบด้วยฌานจากการตรวจดูสัตว์โลก ณ เวลาใกล้รุ่งอยู่แล้วว่านายทุคตะจะมาหา ดังนั้นแม้จะมีเหล่ากษัตริย์ หรือมหาเศรษฐีในเมืองมา รอนิมนต์พระองค์อยู่มากมาย คนเหล่านั้นก็จะไม่ได้รับบาตรของพระองค์ นายทุคตะรับบาตรของพระองค์ได้ ทันทีที่พระพุทธองค์ก้าวเท้าออกมาจากพระคันธกุฎี

ที่สำคัญคือ แม้เหล่ากษัตริย์หรือเศรษฐีจะขอประมูลบาตรด้วยราคาเท่าไหร่นายทุคตะก็ไม่ยอมขายรีบอุ้มบาตรเดินนำพระพุทธองค์ลิ่ว ๆไปที่กระท่อมของตนเอง

เรื่องร้อนถึงท่านเจ้าสักกะเทวราช (พระอินทร์)ได้จำแลงกายปลอมตัวเป็นพ่อครัวหัวป่าก์ฝีมือเยี่ยมมาช่วยทำกับข้าวจานเด็ดไว้คอยถวายให้พระพุทธองค์โดยไม่คิดค่าบริการแต่อย่างใด ข้อนี้หากมองในแง่ของมานุษยวิทยาแล้ว ก็คงเป็นเพื่อนบ้านใจดีมีฝีมือคนหนึ่งได้มาช่วยนายทุคตะคนนี้ทำอาหารให้

หลังจากพระพุทธองค์เสวยเสร็จก็ได้ประทานโอวาทแก่ทุคตะเรื่องผลแห่งการให้ทานแล้วก็เสด็จกลับไปพระอาราม นายทุคตะก็ถือบาตรกลับไปที่วัดด้วยบอกให้ลูกเมียนั่งรอที่บ้าน พอนายทุคตะกลับมาบ้านกลับพบว่าไม่มีที่จะให้ตนเองอยู่เสียแล้วเพราะเต็มเปี่ยมไปด้วยแก้วรัตนทั้ง 7 ประการเป็นที่ฮือฮาของคนในเมืองมากโดยคนเข้าใจกันว่าเป็นเพราะได้อานิสงส์แห่งการถวายทานแด่พระพุทธเจ้า

นายทุคตะไม่รู้จะทำอย่างไรกับทรัพย์มากมายขนาดนี้ จึงนำเรื่องไปกราบทูลพระราชา พระราชาก็สั่งให้คนเอาเกวียนสักพันเล่มมาขนไปกองไว้ที่หน้าพระลาน แล้วตรัสถามว่ามีใครบ้างที่มีทรัพย์สินมากมายปานนี้ในเมืองแห่งนี้บ้าง เมื่อไม่มีใครมีทรัพย์มากเท่ากับนายทุคตะ พระองค์จึงได้สถาปนาเขาให้เป็นเศรษฐีประจำเมืองต่อไป

ทุคตะเศรษฐีนั้นในใจสำนึกเสมอว่า การที่ได้ทรัพย์ร่ำรวยมากมายถึงขนาดนี้ได้มาเพราะการทำบุญทำทาน เขาจึงไม่ประมาทในชีวิตและไม่ประมาทในการทำบุญด้วยเมื่อสิ้นชีวิตจากภพชาตินั้นแล้วก็ได้มาเกิดอยู่เป็นบุตรในตระกูลผู้อุปัฏฐากพระสารีบุตรอัครสาวกเบื้องขวาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน และได้ชื่อว่า “บัณฑิต” อันเป็นชาติสุดท้ายเพราะภายหลังได้อุปสมบทเป็นสามเณรไม่นาน สามเณรบัณฑิตก็ได้บรรลุอรหันต์ขึ้นสู่นิพพาน

ว่าเรื่องการทำทานของคนที่ยากจนที่สุดไปแล้ว มาดูเรื่องของคนรวยทำทานกันบ้างครับเรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวของเศรษฐีคนดังในพระพุทธศาสนานามว่า “อนาถบิณฑิกเศรษฐี”

จากหนังสือเรื่อง ใครทำได้ (หรือได้ทำ) รวยโคตร โคตร โดย ชำนาญ การวิเศษ และจิตตะวชิระ

 

Read Full Post »

บุญคืออะไร

นิยามของคำว่าบุญท่านพระพรหม คุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ครูบาอาจารย์คนสำคัญและเป็นกำลังหลักผู้หนึ่งในพระพุทธศาสนาท่านได้ให้ความเมตตากล่าวถึงความหมายของบุญเอาไว้ว่า

“บุญนั้นหมายถึงเครื่องชำระสันดาน เป็นความดี ความสุข รวมไปถึงความประพฤติอันเป็นสิ่งที่ชอบด้วย กาย วาจา ใจและกุศลธรรมทั้งหลาย ส่วนคำว่า บารมีคือ คุณความดีที่ได้บำเพ็ญปฏิบัติแล้วอย่างยิ่งยวด”

และเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์อันประเสริฐแก่ชีวิต ความหมายของคำว่าบุญที่ดีนั้นนอกจากจะเป็นกระทำความดีทั้งหลายแล้ว บุญจะสมบูรณ์สูงสุดให้พลังและมีอานุภาพสูงสุดต้องเป็น “บุญบริสุทธิ์” ด้วย

เรื่องของการทำบุญทำทานนั้น คงเป็นที่คุ้นเคยสำหรับทุกท่านที่เป็นพุทธศาสนิกชนและคนที่ใจบุญอยู่แล้ว  แต่อาจเป็นเพราะความประมาทพลั้งเผลอหรือความเข้าใจผิด ทำให้บางครั้งในการสร้างบุญกุศลแต่ละครั้งอาจจะมี “บาป” มาเจือปนอยู่ จึงทำให้อานิสงส์ผลบุญที่ทำนั้นไม่บริสุทธิ์เท่าที่ควรเพราะบาปหรือกรรมไม่ดีเหล่านั้นจะตัวที่สร้างความหมองให้เกิดขึ้นมาในบุญ จนเป็นเหตุที่จะไปขัดขวางผลแห่งความดีที่จะเกิดขึ้นไม่ให้บังเกิดผลได้อย่างเต็มที่

หากจะเปรียบเทียบให้ชัดก็เปรียบได้เหมือนน้ำที่ยังไม่สะอาด เมื่อเราต้องนำมาใช้ผสมกับสมุนไพรบางอย่างเพื่อนำมารักษาโรค น้ำที่ใช้ก็ควรจะใช้นำสะอาดเท่านั้นมาผสมทำยา ถึงจะรักษาโรคให้หายขาดได้  แต่การที่เรานำน้ำที่มีสิ่งสกปรกหรืออะไรก็ตามที่มีสิ่งเจือปนมาผสม ก็จะทำให้ฤทธิ์ของยานั้นไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็น แทนที่สามารถทำให้บรรเทาอาการให้ทุเลาลงอาจกลับกลายเป็นว่าโรคหายได้ช้าหรือไม่หายเลยก็ได้ดีไม่ดีจะทำให้ทรุดหนักลงไปอีก

การทำบุญให้บริสุทธิ์มากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งช่วยสร้างบุญบารมีให้ส่งผลเต็มที่กับชีวิตมากขึ้นเท่านั้น เหมือนกับน้ำเรื่องน้ำบริสุทธิ์ที่ใช้ผสมกับตัวยาที่ดียังผลให้รักษาโรคร้ายให้หายขาด เราทุกคนควรเรียนรู้เรื่องบุญนี้ไว้และนำมาใช้กับชีวิตของตนให้มากที่สุด

การสร้างบุญบริสุทธิ์นั้นมีหลักการง่ายๆ  3 ขั้นตอนคือการให้ทาน รักษาศีล และการเจริญภาวนาเป็นบันได 3 ขั้นของการสร้างบุญบารมีที่ถูกต้องแต่ขอให้เข้าใจว่า การสร้างบุญนั้นมีระดับของผลบุญที่จะเกิดขึ้นในตัวของมันเองแตกต่างกันไป

การทำบุญโดยการให้ทานนั้นไม่ว่าจะเป็นการให้ทานโดยให้ของประณีตหรือของที่หยาบ เป็นของที่มีค่าน้อยหรือเป็นของที่มาก เป็นสิ่งของก่อสร้างใหญ่โตหรือแม้แต่เศษสตางค์เล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ก็ยังได้บุญบารมีน้อยกว่าการรักษาศีล

ในเรื่องของการรักษาศีลนั้นไม่ว่าจะเป็นถือศีล 5  ซึ่งเป็นศีลชั้นต้น ศีล 8 และศีล 10 ซึ่งเป็นศีลชั้นกลาง หรือไปจนถึงศีล 227 ซึ่งเป็นศีลอย่างอุกฤษฏ์ หรือ ศีลขั้นสูงแม้ว่า เราจะรักษาศีลให้มีความบริสุทธิ์นานเท่าไหร่ก็ตามก็ยังได้บุญบารมีน้อยกว่าการเจริญภาวนา

การเจริญภาวนาเป็นบุญใหญ่ที่สุดในการสร้างบุญเพราะเป็นการใช้ปัญญาพิจารณาสภาพสิ่งต่าง ๆให้เห็นไปตามความเป็นจริงทำให้จิตสะอาดจนหมดกิเลสในที่สุดเมื่อจิตสะอาดการกระทำทั้งกาย วาจา ใจ ก็จะพลอยสะอาดไปด้วย

เรื่องการสร้างบุญให้บริสุทธิ์จำง่ายๆว่าเป็นบันไดบุญ 3 ขึ้นไล่เรียงกันขึ้นไป “จะลัดไปขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งนั้นไม่ได้” เพราะเป็นพื้นฐานเชื่อมโยงซึ่งกันและกันโดยต้องเริ่มมาจากการให้ทานเสียก่อน

แต่ก่อนที่จะพูดถึงหลักและวิธีการสร้างบุญด้วยทาน ขออนุญาตนำตัวอย่างจากในพุทธกาลมาเล่าสู่กันฟังเพื่อให้เห็นเกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่า เรื่องการทำบุญทำทานนั้นไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไรก็ควรจะทำบุญด้วยกันทั้งสิ้นแล้วบุญจะช่วยให้พ้นทุกข์ไปได้

จากหนังสือเรื่อง ใครทำได้ (หรือได้ทำ) รวยโคตร โคตร โดย ชำนาญ การวิเศษ และจิตตะวชิระ

 

Read Full Post »

กรรมนั้นมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ ๆที่เราควรทำความรู้จักก่อนนั่นคือ

 


กรรมจริงๆ นั้นมีกี่ประเภท1. กรรมเก่า

หมายถึง “ผลของการกระทำในอดีตที่ได้ส่งผลแล้วในเวลาปัจจุบัน” เช่นการที่คน ๆ หนึ่งเกิดมาร่ำรวยคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด เป็นเพราะว่าในอดีตได้บำเพ็ญทานมาเป็นอันมาก เมื่อเกิดมาในชาติปัจจุบันจึงได้รับความสุขสบาย คนที่มีสติปัญญาดีเลิศ มีร่างกายครบถ้วนเพราะประกอบกรรมดีไม่เบียดเบียนผู้อื่น หมั่นถือศีล ภาวนา มีส่วนร่วมในการสร้างให้คนเป็นคนดีไม่ว่าการบริจาคหนังสือธรรมะ สร้างวัดวาอาราม เป็นต้น

กรรมดีเหล่านี้จะส่งให้มาเกิดอยู่ในสภาพที่ดี และมีกรรมดีอีกหลายอย่างเป็นกรรมสนับสนุนให้ดียิ่งขึ้นในทางกลับกันหากเป็นผู้กระทำกรรมไม่ดี กรรมชั่วอยู่เป็นประจำ กรรมไม่ดีเหล่านั้นก็จะติดตามมาส่งผลในชาตินี้ ทำให้ชีวิตพบอุปสรรคลำบาก เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ถูกเบียดเบียน มีร่างกายพิกลพิการ สติปัญญาโง่เขลา เป็นต้น

หากเป็นในทางโลกยังรวมถึง  ในช่วงเวลาอดีตตั้งแต่เกิดที่เราได้มีการทำงานสร้างตัวหาเงินหาทองแล้วประสบความร่ำรวยในเวลาปัจจุบัน เพราะอดีตเราได้วางแผน มีการทำงานเป็นขั้นเป็นตอน ทำงานอย่างสุจริตอย่างสม่ำเสมอ มีแง่คิดที่ดีและมีความอดทนรอมานานพอ เมื่อถึงเวลาปัจจุบันความสำเร็จจึงได้บังเกิดขึ้นตามเหตุที่ได้สร้างไว้แต่หนหลัง

 

2. กรรมใหม่

กรรมใหม่นี่เองครับที่เป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยให้คนเราประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว กรรมใหม่นั้น เริ่มนับตั้งแต่ เวลา “ปัจจุบัน”เป็นต้นไปหากมีการกระทำที่ดีในปัจจุบัน ก็จะกลายเป็นอดีตที่ดีและเป็นพื้นฐานในการสร้างอนาคตที่ดีได้ ดังวลีเด็ดที่ว่า “เมื่อเราปลูกขนุน เราก็จะได้ลูกขนุน”

กรรมใหม่เป็นการสร้างกรรมหรือเปลี่ยนแปลงการกระทำใหม่ในทางที่ดีหรือเรียกว่าการสร้างบุญบารมี เพื่อที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตเป็นทั้งฐานชีวิตในทางโลกและเป็นฐานบุญในทางธรรมให้คนเราเดินทางไปสู่ความสุขและความสำเร็จได้จริง

การสร้างกรรมดี หรือการสร้างบุญบารมีไปควบคู่กับการปฏิบัติตนทางโลกนั้นบางทีก็เป็นเรื่องยากที่จะทำความเข้าใจและจะอธิบายให้คนอื่นได้รู้หากเราต้องการที่จะเข้าใจจริงคือ ต้อง “ลงปฏิบัติทำด้วยตัวเอง รู้เอง” จึงจะเห็นผล

คำพระท่านว่า “ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ” อันหมายถึง ธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน

สำหรับกลุ่มคนทั้งสองแบบที่มีทั้งไม่เชื่อกับเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งนั้นหากทราบวิธีปฏิบัติในการสร้างบุญใหญ่ รู้ความหมาย รู้จุดมุ่งหมายแล้วเมื่อนำไปปฏิบัติจริงก็จะได้รู้ตามและเข้าใจได้ไม่ยากแล้วผลแห่งการเปลี่ยนแปลงในชีวิตก็จะเกิดขึ้นเป็นไปในทางที่ดี ขอให้ทำอย่างสม่ำเสมอ ตั้งใจทำให้มากพอ และนานพอ เท่านั้น เพราะหากมีข้อขัดแย้งในใจอยู่เรื่อย ๆว่าทำแล้วจะได้ผลจริงหรือไม่ ก็จะส่งผลให้การกระทำออกมาครึ่ง ๆกลาง ๆ ผลที่ได้ก็จะได้ครึ่ง ๆกลาง ๆเช่นกัน

ในเรื่องข้อสงสัยนี้ หลายคนอาจมีคำถามว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่า กรรมเก่าเกิดขึ้นมาผูกพันและกรรมใหม่ที่ดีจะช่วยได้จริงหรือไม่ สังเกตดูว่าเวลาที่เราได้ลงมือทำงานหนักอะไรสักอย่างแต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่ได้เป็นไปตามที่เราปรารถนา ทั้ง ๆที่ไม่น่าจะมีเหตุการณ์ใด ๆมาทำให้สะดุดแต่มันก็เกิดสะดุดขึ้นมาได้ในนาทีสุดท้าย ไม่ว่าสาเหตุนั้นจะเกิดมาจากตัวเราเองโดยความประมาทเผอเรอเพียงเล็กน้อย เหตุการณ์แวดล้อมจุกจิกคอยขัดขวาง หรือ เพื่อนร่วมงานไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร ฯลฯ

ขอได้โปรดเชื่อเถิดครับว่า การทำบุญสร้างบารมีให้ดีพอ มากพอและนานพอนั้นจะช่วยพาทุกท่านพ้นจากเคราะห์กรรมพ้นทุกข์ไปได้อย่างแท้จริงนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป

จากหนังสือเรื่อง ใครทำได้ (หรือได้ทำ) รวยโคตร โคตร โดย ชำนาญ การวิเศษ และจิตตะวชิระ

 

 

Read Full Post »


สร้างบุญเปลี่ยนกรรม “เข้าใจกรรมและการสร้างบุญ”

สร้างบุญอย่างไรให้กรรมเปลี่ยนเชื่อว่าสิ่งที่คนเราทุกคนนั้นต้องการก็คือความสุข ซึ่งก็น่าจะหมายถึง การประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน การมีครอบครัวที่อบอุ่น มีเงินทองมากพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองและคนที่ตนเองรักได้อย่างไม่ขัดสน หรือความสุขของบางคนอาจหมายถึง การมีเงินทองมากมายในระดับเป็นเศรษฐีทุกอย่างไม่ใช่เรื่องผิดปกติใคร ๆ ก็ต้องการเรื่องแบบนี้ทั้งสิ้น

แต่คนจำนวนมากที่ต้องดิ้นรนต่อสู้แล้วยังไม่พบทั้งสองอย่างก็คือ ทั้งความสุขและความมั่งมี เพราะว่ายังขาดความเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมดีพอ คือทั้งในด้านกรรมทางโลกอันหมายถึง การลงมือกระทำงานที่ถูกต้อง การมีเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการใช้หาเงิน รวมไปถึงการมีเพื่อนฝูงที่ดีไว้ใจได้เป็นกัลยาณมิตร

ส่วนในทางธรรมคือ กรรมที่คอยเกื้อหนุนอันหมายถึง กรรมดี หรือ “บุญ” รวมไปถึงกรรมที่เป็นอกุศลคอยฉุดดึงให้ชีวิตร่วงลงเหวหรือพานพบกับอุปสรรคมากมายคือ “บาป” กรรมในด้านนี้เองที่แม้แต่คนร่ำรวยอยู่แล้วบางครั้งก็ยังไม่อาจเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง จนบางครั้งทำให้เกิดความประมาทหลงเดินผิดพลาดจนสุดท้ายชีวิตเข้าสู่หายนะในบั้นปลาย

หากใครพอจะจำเจ้าพ่อตลาดหุ้นอย่าง นายเบอร์นาร์ด เมอร์ดอฟ (Bernard Madoff) ก็คงจะเป็นอุทาหรณ์ที่ดีในการขาความเข้าใจเรื่อง “กรรม” นายเบอร์นาร์ดนั้นเป็นถึงประธานตลาดหุ้นใหญ่ที่มีชื่อเสียงก้องโลกแต่กลับใช้ความน่าเชื่อถือที่มีกระทำการทุจริตนำเงินได้มาจากการระดมเงินทุนของนักธุรกิจทั้งหลายโดยใช้ชื่อเสียงของตนบังหน้าแล้วเอาไปเล่นแชร์ลูกโซ่ จนเกิดความหายนะไปทั้งวงการตลาดการเงินหลายบริษัทต้องล้มครืน สุดท้าย ถูกลูกชายของตัวเองแจ้งจับติดคุกติดตะรางยาวนานถึง 150 ปี! และต้องสูญสิ้นทรัพย์สินมากมายรวม 170 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

“จากชีวิตที่เคยมีพร้อมทุกอย่าง กลับกลายเป็นหมดสิ้นทุกอย่างได้ในพริบตา” ที่เป็นเช่นนี้เพราะเขาเหล่านั้นไม่เข้าใจและเชื่อในกฎแห่งกรรมนั่นเอง ในเรื่องของความเข้าใจในกฎแห่งกรรมนี้มีความแตกต่างกันอยู่ใน 3 ระดับได้แก่

 

1. คนที่เชื่อในเรื่องกรรมแบบไม่สงสัย

คนที่มีความเชื่อในเรื่องกรรมแบบไม่คิดสงสัยเพราะว่า เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ในชีวิตจริงที่ได้ประสบมาคือ จากที่เคยทำงานหนักด้วยความยากลำบากพอได้ กระทำความดีสร้างบุญอย่างต่อเนื่องเมื่อรวมกับการทำงานอย่างหนักและมีวิธีการที่ดีมีความถูกต้อง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ผลแห่งการกระทำดีของเขาก็ได้ส่งผล เขาจึงได้รับผลแห่งกรรมดีนั้นไป ตัวอย่างนี้เห็นได้ชัดจากเจ้าสัวในเมืองไทยหลาย ๆท่านที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามก็สามารถประสบผลสำเร็จได้อย่างง่ายดาย หยิบอะไรจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด

 

2. คนที่ไม่มีความเชื่อในเรื่องกรรมอยู่เลย

คนที่ไม่มีความเชื่อในเรื่องบุญกรรมเลยจะเชื่อมั่นในการกระทำของตัวเองอย่างสุดขั้วว่า “สองมือนี้เท่านั้นเป็นผู้สร้างความสำเร็จ” อย่างอื่นไม่เกี่ยวหรือไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ บุคลิกลักษณะก็จะเป็นคนที่ตื่นแต่เช้า ทำงานอย่างขยันขันแข็งจนดึกดื่นแต่ไม่ได้สร้างบุญในทางธรรมเพิ่มและเน้นการกระทำที่ดีในปัจจุบันเท่านั้น ก็จะประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

แต่ทว่าคนประเภทนี้อาจใช้เวลานานกว่าในการที่จะทำงานสร้างความร่ำรวยให้ประสบความสำเร็จ หรือไม่ก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่อาจไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตนได้ตั้งไว้จริง ๆ เรียกว่า “ยังไม่ถึงดวงดาว” เสียที การที่ประสบความสำเร็จได้ก็เพราะกรรมดีในทางโลกที่ได้ทำไว้และกรรมนั้นเป็นแรงผลักดันให้ แต่เขาอาจไม่ยอมรับหรือไม่รู้ตัว

 

3. คนที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่ากรรมดีจะช่วยได้

เชื่อหรือไม่ว่าคนแบบนี้จะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จน้อยที่สุด น้อยกว่าคนที่ไม่เชื่อเลยเสียอีก เพราะความเชื่อนั้นส่งผลออกมาในทางปฏิบัติ คือหากมีคนอื่นสนใจในเรื่องไหนก็มักจะทำตามในเรื่องนั้น เช่นในอดีต ที่มีการบูชาองค์จตุคามรามเทพกันมาก ๆก็จะมีการแห่แหนบูชาตามกันมากมาย พอความนิยมเริ่มลดลงก็จะหมดความสนใจที่จะทำกรรมดีต่อไป คือทำทั้งงานและทำบุญแบบสามวันดีสี่วันเลิก และคนแบบนี้ก็นับได้ว่ามีมากที่สุดเช่นกัน

เรื่องกรรมนี้มีความสำคัญมากในชีวิตของเราทุกคนเพราะว่างานหรือกิจกรรมใด ๆที่เราต้องทำนั้นเรายังต้องอยู่ในสังคมอยู่กับคนรอบข้างและอยู่กับความเป็นจริงไม่มีใครที่สามารถจะอยู่คนเดียวได้กรรมที่ทำทุกอย่างจะมีความเกี่ยวพันกับตัวของเราเองและคนอื่นอยู่เสมอ

จากหนังสือเรื่อง ใครทำได้ (หรือได้ทำ) รวยโคตร โคตร โดย ชำนาญ การวิเศษ และจิตตะวชิระ

 

Read Full Post »

หลังจากที่ได้ประกาศจะสร้าง 3 พระอรหันต์เจ้า แต่เดิมนั้นตั้งจิตไว้ว่าจะรอให้สั่งจองให้ครบจำนวน 9,999 องค์ถึงจะเริ่มสร้าง แต่ต่อมาได้มีสหายธรรมและกัลยาณมิตรจำนวนมากอยากได้บูชาก่อนวันปีใหม่เพื่อเป็นมงคลชีวิตและเพื่อเป็นของขวัญแด่ญาติมิตรและคนทั้งหลาย

จึงตัดสินใจกราบขออนุญาตครูบาอาจารย์ จะสร้างเป็นชุดแรกโดยจะรับการจองถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 เท่านั้น สั่งจองเท่าไหร่ทำเท่านั้นและจะส่งมอบก่อน 20 ธันวาคม 2555 เพื่อให้ทุกท่านที่สั่งจองสมหวังได้บุญใหญ่ตามที่จิตปรารถนา

และเรื่องการสร้างพระบูชาองค์สมเด็จพระปฐม ทรงเครื่องจักรพรรดิที่แจกฟรีนั้น ได้มีการเปลี่ยนโรงหล่อ เนื่องจากโรงหล่อเดิมติดภารกิจไม่สามารถหล่อพระเป็นจำนวนมากตามที่สั่งได้

ซึ่งได้ดำเนินการเปลี่ยนโรงหล่อไปแล้วนานพอสมควร มีการปั้นหล่อแบบใหม่ที่จิตละเอียดสมบูรณ์กว่าเดิม ท่านที่เป็น “ต้นบุญ” และท่านที่ขอรับพระขอให้รอสักนิด จะได้รับก่อนปีใหม่นี้ทุกคนตามบุญ ซึ่งจะทยอยส่งให้อย่างเร็ว

เพื่อรับความเป็นสิริมงคล

ขอบุญรักษา

ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »


วิธีทำให้คุณค่าของตัวเองให้สูงขึ้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยากช่วยเหลือ (5)7. ห้อยพระเครื่อง เสริมความเป็นสิริมงคล

เราชาวไทยพุทธ นอกจากจะนับถือพระพุทธศาสนา ไปไหว้ พระสวดมนต์เป็นประจำแล้ว เราก็มักต้องการที่จะสิ่งที่เป็นมงคลไว้ติดตัวตลอดเวลาเพื่อเตือนใจเราไม่ให้ทำชั่ว การห้อยพระเครื่องจึงมีไว้เพื่อเป็นอุบายเตือนใจ เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น ห้อยอยู่ที่คอ จะทำอะไรจะได้ระมัดระวังไม่ให้พลาดพลั้งทำชั่วไปได้

แต่การแขวนพระเครื่องนั้น ก็จะต้องมีหลักในการแขวนพระเหมือนกันอย่างแรกที่สุดเลยคือ ตัวเราต้องเป็น “คนที่ดีพอ” จะแขวนพระเสียก่อน ถ้าไม่รักษาศีล ไม่เคารพพ่อแม่ มั่วสุมอบายมุขทุกอย่าง ต่อให้แขวนพระมหามงคลอย่าง พระเบญจภาคี ราคาเป็นล้าน ๆ ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะขนาด พ่อแม่ยังไม่เคารพไม่ให้ความศรัทธา พระท่านจะไปคุ้มครองช่วยเหลืออย่างไรได้

การแขวนพระเครื่องนั้น องค์พระจะเสื่อมทันที หากประพฤติตนในทางเสื่อมเสีย สามประการ ซึ่ง คนเราผิดกฎกันมาก คือ “ไม่มีความกตัญญู ไม่เคารพพ่อแม่, ใส่ขณะมีเพศสัมพันธ์ , ผิดศีลด้านประเวณีอยู่เป็นนิจ เช่น ใส่พระเครื่องไปยังสถานบริการ ใส่พระแล้วกินเหล้า เล่นการพนัน ไปทำชั่วอื่นๆ  รับรองว่าพลังแห่งสิริมงคลเสื่อม ไม่เป็นมงคลแน่นอน

ดังนั้นขอให้ เรารักษาศีล 5 ไว้ให้ดีที่สุดแล้วการแขวนพระเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลจะเกิดขึ้นกับตัวแคล้วคลาดปลอดภัย เจริญก้าวหน้า นอกจากนั้นต้องเลือกแขวนพระให้ถูกโฉลกกับตนเองด้วย จะยิ่งเพิ่มความขลังและศักดิ์สิทธิ์ มีพลังอำนาจในทางที่ดีที่จะช่วยเกื้อหนุนเราไปในทางที่ดีทุกอย่าง มาลองดูกันว่า พระแบบใดที่เหมาะสมกับใครบ้าง โดยแบ่งตามปีเกิดและวันเกิด ดังต่อไปนี้

 

ปีชวด

วันอาทิตย์ คนวันนี้ปีนี้ เหมาะที่จะแขวนพระที่มีเมตตาเป็นหลักอันได้แก่ พระปิดตา พระสีวลี พระสังกัจจายน์ เป็นต้น จะผ่านไฟ หรือไม่ผ่านไฟก็ได้ ไม่เป็นเรื่องจำกัด

 

วันจันทร์ ควรแขวนพระทีคล้ายกับโฉลกงาน โฉลกนั้นเหมาะกับการทำงานที่มีความชำนาญเฉพาะตัว เช่น พระที่มีเครื่องทรง พระที่มีลวดลาย ประกอบอย่างงกงาม หรือพระพรหมพระพิฆเณศวร เป็นต้น

 

วันอังคาร ควรแขวน พระไสยาสน์ หรือปางสมาธิ จะเป็นเนื้อที่ผ่านไฟ หรือไม่ผ่านก็ได้ เพราะพระทั้งสองปาง หมายถึง “ความสงบระงับ” จะแก้ความร้อนจากใจลงไปได้พร้อมกับปาก เมื่อเกิดความพลุ่งพล่านทุกครั้ง ให้เอามือกุมพระดังกล่าวไว้ จะทำให้จิตใจเยือกเย็นลง

 

วันพุธ เนื่องจากพื้นฐานชีวิตนั้น มีแต่โรคภัย จึงเหมาะจะแขวนพระที่ทำจากต้นไม้ใบยา พระเนื้อว่าน พระเนื้อขมิ้นเสก พระเนื้อไพลเสก หรือ พระที่มีส่วนผสมของว่านตัวยาต่างๆ จะถูกโฉลกและแก้กันโรคภัยให้หนักเป็นเบาได้ พระเนื้อผงผสมว่าน ก็ใช้ได้เหมือนกัน บางรายอาจเลือกแขวน หมอชีวกโกมารภัจจ์  ก็ได้ สำหรับวันพุธ จะไม่แยกเวลากลางคืนกลางวัน แขวนได้หมด

 

วันพฤหัส ควรแขวนพระที่มารับหน้าพระอังคารที่เป็นใจ คือ พระปางป่าไลยก์ (วันพุธกลางคืน) พระราหูที่เป็นเนื้อผง หรือ โลหะ เพราะราหูกับพระอังคารเป็นมหามิตรกัน จะรับหน้า ทำให้พระอังคารไม่อาจมาเบียดเบียนดวงชะตาได้

 

วันศุกร์ ควรแขวนพระพิมพ์ ที่มี พระอัครสาวกอยู่ซ้าย และขวา เพราะจะเป็นโฉลกที่แก้กันดาวที่ควบคุมจิต และปากเอาไว้ เพราะพระพุทธองค์ และพระสาวก นั้นหมายถึง การปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา ตามสายงาน อันโฉลกกับ คนที่เกิดวันนี้ จะแก้โฉลกให้ดีได้

 

วันเสาร์ ให้แขวนพระปางห้ามสมุทรยกพระหัตถ์ (มือ) สองข้าง เพราะโฉลกของคนเกิดในวันนี้นั้นเสียที่ชอบออกรับแทนคนอื่น จึงต้องแขวนพระปางห้ามสมุทร ซึ่งจะแก้เคล็ดแบะทำให้ยับยั้งชั่งใจได้

 

ปีฉลู

เนื่องด้วยพลังชีวิตของคนปีฉลู คือ “ดิน” จึงควรแขวนพระเนื้อดินที่สร้างจากแม่พระธรณีเป็นหลัก จะผ่านการเผาไฟหรือไม่เผา ก็ไม่เป็นข้อรังเกียจใดๆ เพราะพลังชีวิตคือดินที่ผสมผสานกับพระเครื่องอยู่แล้ว ให้ใช้พระเครื่องเนื้อดินเป็นหลัก

 

วันอาทิตย์ ควรแขวนพระเสริมวาสนา เช่น ผงยาวาสนา หรือพระปิดตามหาลาภ (ไม่ปิดทวาร) เรียกเต็ม ๆว่า ปางเข้านิโรธสมาบัติรำลึกชาติ เช่น พระสิวลีหรือพระปางลีลาไปจนถึงพระสังกัจจายน์

 

วันจันทร์ ควร แขวนพระที่มีพระหลายองค์รวมอยู่ในองค์เดียวกัน เช่น พระเจ้าห้ามพระองค์ หรือพระที่มีจำนวนตั้งแต่สององค์ขึ้นไป ถ้าหากเป็นไปได้ก็ให้แขวนพระที่เป็นพิมพ์ที่มีพระอัครสาวกอยู่ด้วย เพื่อเสริมบารมีในด้านบริวารควรเป็นเนื้อผสมส่วนผสมหลายอย่างจะดีที่สุด

 

วันอังคาร ควรแขวน พระมหาอุตม์ปิดทวารหรือเต่าเรือน เพื่อเป็นเคล็ดถึงการสำรวมระวังในการลงทุน พระปิดทวารจะทำให้นึกถึงการไม่ว่าอะไรเกินตัว เต่าก็คือให้หดหัวเมื่อภัยมาคืออย่าลงทุนมากนั่นเอง

 

วันพุธ ควรแขวนพระที่มีคำว่า “เดี่ยว” อยู่ด้วย เช่น เดี่ยวดำเดี่ยวแดง มเหศวรเดี่ยว พลายคู่ตัดเดี่ยว เป็นต้น เพราะเป็นการเสริมโฉลกของคนวันนี้ปีนี้ ที่มักจะต้องทำอะไรทำด้วยตัวเองเดี่ยวๆ จะได้ระลึกถึงตนว่าไม่ควรประมาท และถูกโฉลกกับตัวเอง

 

วันพฤหัส ให้แขวนพระที่มีชื่อว่า “คง” เช่น พระคงลำพูน พระหลวงพ่อคง หรือพระอาจารย์มั่น     ภูริทัตโต เป็นต้น เพราะถูกโฉลกและจะเตือนให้รู้จักเก็บทรัพย์ให้มั่นคงและคงที่

 

วันศุกร์  ควรแขวนพระที่หนุนโฉลกตัวเอง ซึ่งอาภัพ อันได้แก่ พระที่มีคำว่า “เศรษฐี หรือเงินแสน เงินล้าน” พระทุ่งเศรษฐี (พระรุ่นใหม่ๆ แต่ปลุกเสกแล้วก็ได้) พระที่ลงท้ายคำว่ารุ่นมหาเศรษฐีหรือขวัญถุงเงินล้าน เงินแสน จะเสริมพลังแห่งโชคลาภ

 

วันเสาร์ ควรแขวนพระที่มียันต์เกราะเพชร เพราะโฉลกของท่านเป็นคนขี้โรคและถูกใส่ความอยู่เสมอ จึงต้องแขวนพระที่มียันต์เกราะเพชร หรือพระที่เป็นรูปโล่ จึงจะถูกโฉลกกับตัวท่านเอง

 

ปีขาล

คนปีขาลมีพลังชีวิตอยู่ที่ไม้ จึงควรแขวนพระที่แกะจากไม้หรือมีส่วนผสมของไม้ เช่น สมเด็จผสมแก่นจันทร์ เป็นต้น และไม้เกิดจากดิน จึงควรแขวนคู่กับพระเนื้อดินเพื่อเสริมพลังกัน เครื่องรางที่แกะจากไม้ก็เหมาะสมด้วยเหมือนกัน

 

วันอาทิตย์ ให้แขวนพระที่มีความเคลื่อนไหว เช่น พระปางลีลา พระปางเปิดโลก หรือพระสิวลี

 

วันจันทร์ เพราะชีวิตต้องเคลื่อนที่ไปมาอยู่เสมอ ไม่เคยอยู่นิ่ง จึงควรแขวนพระที่สงบและอยู่นิ่งที่เหมาะที่สุดคือ พระปางสมาธิ เพราะเป็นกิริยาอาการของความสงบอย่างแท้จริง ไม่ควรแขวนพระที่เคลื่อนไหวอย่างปางลีลา เพราะจะทำให้โฉลกต้องร้อนรนมากขึ้นไปอีก

 

วันอังคาร ควรแขวนพระที่มีเมตตา เช่น พระปิดตา พระสังกัจจายน์ พระสีวลี ที่ทำด้วยอะไรก็ได้ แต่ไม่ได้ผ่านความร้อนทำให้เย็นขึ้นได้ เป็นการแก้เคล็ดให้ถูกโฉลกหนุนโชคลาภ

 

วันพุธ ควรแขวนพระปิดตามหาอุตม์ หรือพระที่มีลักษณะการอยู่กับที่ เช่น พระยืนถวายเนตร เป็นต้น

 

วันพฤหัส ควรแขวนพระที่ผ่านการหล่อหลอมจากธาตุไฟเพื่อเสริมพลังชีวิต จะเป็นพระกริ่งหรือรูปหล่อที่ผ่านไฟแรงเท่าใดยิ่งดี เหมาะกับโฉลกของตน

 

วันศุกร์ ควรแขวนพระแบบที่มีรูปเสือเกี่ยวข้องด้วยหรือแขวนเสือก็ได้ จะเป็นเสืองาแกะ หรือเขี้ยวเสือก็ได้ หรือเสือที่เป็นโลหะก็ได้ จะเหมาะกับโฉลก

 

วันเสาร์ ควรแขวนพระที่ตรงข้ามกับพระทั่วไป เพื่อทำให้โฉลกในด้านการถูกคดโกง จึงควรแขวนพระที่เป็นพิมพ์แบบสะดุ้งกลับเหมาะสมที่สุด

 

ปีเถาะ

คนที่เกิดปีเถาะคล้ายกับปีขาล คือ ควรแขวนพระที่ทำจากต้นไม้ รากไม้ หรือมีส่วนผสมของผงที่มาจากไม้และพระเนื้อดินเพื่อเพิ่มโฉลก

 

วันอาทิตย์ ควรแขวนพระเสริมวาสนา เช่น พระผงยาวาสนา หรือพระที่มีนามเกี่ยวกับโชคลาภเป็นเหมาะสมที่สุด

 

วันจันทร์ ควรแขวนพระสิวลี เพื่อความก้าวหน้าในโฉลกของตัวเอง

 

วันอังคาร ควรแขวนพระเกี่ยวกับการค้าขาย เช่น พระสังกัจจายน์หรือพระสิวลี เป็นต้น

 

วันพุธ ควรแขวนพระมหาอุตม์ ที่ทำจากโลหะที่ผ่านความร้อนแล้วจะทำให้เกิดตบะและเดชะ ป้องกันตัวเองได้

 

วันพฤหัส ให้แขวนพระที่มีหนุมานอยู่ด้วย เพราะดวงอาสาเจ้านายเหมาะ หรือไม่ก็แขวนพระที่ลักษณะการกวัก เช่น พระพุทธกวัก เป็นต้น

 

วันศุกร์ ควรแขวนพระที่ในหนึ่งพิมพ์มีจำนวนมากกว่าหนึ่งขึ้นไป เช่น พระเจ้าห้าพระองค์ พระเจ้าสิบทัศน์ หรือพระตรีกาย เป็นต้น

 

วันเสาร์ ควรแขวนพระที่มีนามทางความอ่อนนุ่ม เช่น พระนางพญา เป็นต้น จะโฉลกกับตัวเอง

 

ปีมะโรง

 

วันอาทิตย์  โดยพื้นฐานคนวันนี้ เป็นคนมีบริวารอยู่มาก มักได้เป็นผู้บังคับบัญชาคน มีทรัพย์สินเงินทอง มากแม้จะ เก็บเงินไม่ค่อยอยู่ แต่เงินไม่ขาดมือ เหมาะที่จะแขวนพระ ชัยวัฒน์ เพราะเป็นผู้นำคนหรือเป็นที่พึ่งของคนหมู่มาก

 

วันจันทร์  โดยพื้นฐานเป็นคนที่มีใจ อาฆาตพยาบาทรุนแรง ประเภทรักแรงเกลียดแรง มักมีเรื่องชกต่อยเสมอ ยิ่งเสพสุรายิ่งอาละวาด ควรแขวนพระที่มี ข้อห้ามเรื่อง สุรา จะได้คอยเตือนใจ เช่น พระหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จ.พระนครศรีอยุธยา หลวงพ่อผาง วัดอุดมคงคาคีรีเขต จ.ขอนแก่น หลวงปู่จันทร์ วัดศรีเทพ จ.นครพนม เป็นต้น

 

วันอังคาร  โดยพื้นฐานคนวันนี้ปีนี้ มักจะทำมาหากินฝืดเคือง แต่รอดตัว วาสนาปานกลาง อารมณ์ร้อน โกรธง่ายหายเร็ว ห้ามแขวนพระที่ผ่านธาตุไฟ หรือความร้อนเด็ดขาด ให้แขวน พระผง หรือพระที่แกะจาก อัญมณี หรือหินที่มีความเย็น หากแขวนพระที่ทำจากหยก จะยิ่งดีมากเพราะหยกเป็นอัญมณีที่มีความเย็นโดยธรรมชาติ หากวางทิ้งไว้เฉย ๆก็ไปจับก็จะเย็น

 

วันพุธ โดยพื้นฐานของคนวันนี้ปีนี้  เหมาะสม ที่จะ เป็นนักร้อง นักแสดง กวี นักเขียนมากกว่าอาชีพอื่น จะสามารถทำมาหากินคล่อง หากรับราชการจะไม่ค่อยดี จะมีภัยจากเจ้านาย วาสนาปานกลาง ควรแขวนพระกริ่งที่เขย่าแล้วมีเสียงดัง เพราะดวงเหมาะเป็นนักร้องหรือกวี แม้ทำอาชีพอื่น หากมีพระกริ่งเสียงกังวานจะช่วยเสริมโฉลกโชคลาภ

 

วันพฤหัส โดยพื้นฐานแล้ว ต้องดิ้นรนไม่หยุดหย่อน จะได้สิบต้องลงทุนเกินสิบจึงจะคุ้มจึง เหมาะกับงานที่ต้องใช้ความอดทน ความอุตสาหะ ควรแขวนพระที่มีพลังเร้นลับ เช่น พระหูยาน พระนาคปรกลพบุรี พระยอดขุนพล หรือพระพิมพ์ที่แสดงถึงปาฏิหาริย์

 

วันศุกร์ พื้นฐานเป็นคนขี้โรค แม้จะทำมาหากินคล่องเก่งฉกาจ  แต่มีโรคมาเบียดเบียนเสมอ ทำให้ไม่มีความสุขในชีวิต ควรแขวนพระเนื้อว่านที่เป็นยา พระที่ทำจากยาผสมว่าน พระเนื้อว่านต่างๆ เพื่อแก้โฉลกที่สุขภาพไม่ดี

 

วันเสาร์ โดยพื้นฐานคนวันนี้ปีนี้ ถ้าออก บวชจะมีชื่อเสียงโด่งดังมาก ถ้าเป็นข้าราชการ ก็จะอยู่ระดับปานกลาง เป็นพ่อค้าก็ทำได้ ปานกลาง ทำงานอิสระดีที่สุดเพราะมีนิสัยรักอิสระ ควรแขวนพระที่เป็นพระเกจิอาจารย์จะถูกโฉลกมากกว่าเป็นพระพุทธรูป พระเกจิอาจารย์ที่มีเครื่องหมายของอาชีพอิสระ เช่น พระที่ทางคณะแพทย์สร้างหรือคณะผู้พิพากษาสร้าง

ปีมะเส็ง

วันอาทิตย์ โดยพื้นฐานแล้ว มักจะ เดือดร้อนจากการหาความของผู้อื่นเสมอ การงานอาภัพ กว่าจะได้มาต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ แต่ เก็บเงินเก่ง ควรแขวนพระที่เป็นยันต์เกราะเพชร หรือเต่าเรือน หมั่นบริจาคเงินให้กับสถาบันที่เกี่ยวข้องกับ ตำรวจ ราชทัณฑ์ หรือตุลาการ จะช่วยบรรเทาเรื่องคดีความลงได้

 

วันจันทร์ พื้นฐานแล้ว เป็นผู้ที่มีคนคอยช่วยเหลืออยู่เสมอ ไปถิ่นฐานใดไม่ขาดแคลนคนคอยคุ้มครองรักษา ทำการงานพึ่งผู้ใหญ่หรือทำอะไรกับผู้สูงอายุดีกว่า อายุเท่ากันหรือน้อยกว่าไม่ดี ให้แขวนพระปางนาคปรก สัญลักษณ์แห่งการคุ้มครองป้องกันภัยช่วยเหลือ หรือพระที่มีสององค์ในพิมพ์เดียวกัน จะถูกโฉลกดีนัก

 

วันอังคาร  เป็นคนที่มีดวงชีพจรลงเท้า เกิดที่หนึ่งไปดังที่หนึ่ง ถ้าจะให้ก้าวหน้าต้องไปทำงานต่างถิ่น ควรแขวนพระปางลีลา หรือพระที่แสดงความเคลื่อนไหว เพราะดวงต้องเดินทางตลอดเวลา หากใช้พระที่หยุดนิ่งจะไม่ถูกโฉลกกัน

 

วันพุธ ทำงานหากินไม่พอรายจ่าย ดวงพลิกผันง่าย คาดหมายอะไรล่วงหน้าไม่ได้ ต้องทำงานตามน้ำตลอดเวลา ทวนน้ำเมื่อไรพัง จึงต้องระวัง ให้แขวนพระสังกัจจายน์ หรือพระสิวลี หรือพระที่ด้านหลังมียันต์ ดวงจะถูกโฉลก

 

วันพฤหัส เป็นคนมีดวงทางบริวารดี วางใจได้ เป็นผู้มีคนอุปถัมภ์ค้ำชู เป็นที่เกรงขามของคนทั่วไป นักบริหารที่ยิ่งใหญ่มักเกิดปีมะเส็งวันพฤหัสบดี ควรแขวนพระที่มีอัครสาวกอยู่ด้วย หรือแขวนพระเจ้าห้าองค์ จึงจะถูกโฉลกกับตัวเอง

 

วันศุกร์ เพราะเป็นคน มีสติปัญญาดี มีปัญญาเป็นทรัพย์ เป็นคนใฝ่การศึกษาหาความรู้ หากเป็นนักบวชจะเป็นพระเกจิ อาจารย์ที่มีความขลัง อมตะ เล่าลือไม่สิ้นสุด จึงควรแขวนพระที่มีจีวรของพระคุณเจ้า ผู้เป็นเจ้าของพระอยู่ด้วยเพราะโฉลก ของท่านกับจีวรพระสงฆ์ที่เป็นพระสุปฏิปันโนนั้น ถูกกัน

 

วันเสาร์ เป็นคนทำงานได้ทุกอย่าง แต่อาภัพคู่ครอง มักหย่าร้างหรืออยู่กันไม่ยืด อยู่ยืดก็เป็นคู่ร้างคู่เละ ตัวเองขยันแต่คู่ครองบั่นทอน ความสุขเสมอ ให้แขวนพระเป็นคู่หรือ สององค์ในพิมพ์เดียวกัน จะแก้เคล็ดและช่วยให้ถูกโฉลก

ปีมะเมีย

วันอาทิตย์ เป็นผู้ตั้งหลักฐานได้ง่าย มีความกล้าแกร่ง เป็นที่พึ่งของคนทั่วไป มักเป็นผู้นำ ทำราชการดีนัก เป็นนักพูดหรือนักเขียนจะโด่งดังไม่มีใครเกิน ควรแขวนพระที่มีคำว่าโต เช่น หลวงพ่อโต หรือพระที่มีลักษณะใหญ่กว่าพระเครื่องทั่วไป

 

วันจันทร์ เหมาะแก่การเป็นพ่อค้าวาณิช เป็นนายหน้า แต่เป็นนักการทูต นักการเมือง นักวิชาการ รับราชการไม่ดี แขวนพระอะไรก็ได้แต่มีเคล็ดว่าให้หาปลาตะเพียนขนาดเล็กๆ ที่ปลุกเสกแล้วคู่หนึ่งติดตัวไว้เสมอ จะทำให้ทำมาค้าคล่อง และติดต่อการงานดีมาก ช่วยเสริมโฉลกโชคลาภ

 

วันอังคาร มีวาสนาดี แต่มักถูกเบียดเบียนชื่อเสียงผลประโยชน์อยู่เป็นนิจ การทำอะไรที่ใหญ่ๆ ควรมีหลักฐานกำกับยืนยันให้แน่นแฟ้น จึงจะไม่ถูกเบียดเบียน เป็นคนที่มีของกำนัลมาสู่มิได้ขาด ควรแขวนพระปางมารวิชัย หรือไม่ก็แขวนพระไพรีพินาศ ก็ดีเหมือนกัน

 

วันพุธ โดยพื้นฐานเป็นคนอาภัพไร้คนอุ้มชู หัวเดียวกระเทียมลีบ แต่มีความอดทนแกร่งกล้า ไม่ยอมแพ้ชะตา ชีวิตจะต้องทำงานหนัก ก้าวหน้าช้า แต่ถ้าถึงจุดแล้วจะมั่นคงและยั่งยืนนาน อย่าท้อแท้กับชีวิต โดย ให้แขวนพระนาคปรก จะเกิดมีการคุ้มครองหรือช่วยเหลือ ห้ามแขวนพระปางป่าเลไลยก์เด็ดขาด แม้จะเกิดวันพุธกลางคืนก็ตาม

 

วันพฤหัส โดยพื้นฐานแล้ว ตลอดชีวิต ต้องเป็นผู้ทำประโยชน์ให้คนอื่นตลอด แล้วจึงได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์นั้นมา คือ ทำงานกับหุ้นส่วนและคนหมู่มาก จะทำงานอิสระไม่ได้เลย ต้องมีคนคอยเป็นคู่คิดเสมอ ควรแขวนพระปิดตายันต์ยุ่ง เพราะเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่นคง กลมเกลียว สัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

 

วันศุกร์ พื้นฐานแล้วอาภัพไร้ชายคาที่อาศัย ต้องพึ่งตัวเองอยู่ตลอด แม้จะสิ้นใจก็มิอาจร้องขอความเมตตาจากผู้ใด ดวงอาภัพผู้อุปถัมภ์ จึงควรทำอะไรที่ตัวเองถนัดและทำแต่ลำพัง ไม่ต้องหาใครมาช่วย เพราะเมื่อใดทำงานเป็นทีมเป็นหุ้นส่วนกันจะพัง ให้แขวนพระเดี่ยวๆ องค์เดียวแก้เคล็ด อย่าแขวนพระเป็นพวง ให้แขวนเดี่ยว เสริมโฉลก จะได้ผลดีอย่างยิ่ง

 

วันเสาร์ มักเป็นคนโดดเดี่ยว วังเวง วิเวก ว้าเหว่ นอกจากอาภัพคู่แล้ว ชั่วชีวิตยังปราศจากคนจริงใจอีกด้วย จึงต้องระมัดระวังรอบคอบไตร่ตรองคำพูดคนรอบข้างไว้เสมอ ให้แขวนพระปิดทวารทั้งเก้า ยิ่งอุดมมากเท่าใดยิ่งดี เพราะจะทำให้โฉลกดีขึ้นกว่าแขวนพระอย่างอื่น

ปีมะแม

วันอาทิตย์ เป็นคนมือเติบ เลี้ยงคนถูกใจเท่าไรเท่ากัน ทำให้เป็นนักเลงสุรา นักเลงผู้หญิง เก็บเงินไม่อยู่ ควรแก้เคล็ดเปลี่ยนเงินเป็นทองคำ บ้าน ที่ดิน ใบหุ้นที่มีระยะเวลา ถ้าเก็บเงินสดไว้กับตัวก็ละลายหมด ควรแขวนพระนาคปรก หรือพระปางซ่อนหา เพื่อแก้โฉลกให้เบาจากความเสียหายเรื่องการพนันและผู้หญิง ไม่ใช่ใส่แล้วไปเล่นการพนัน หรือไปเที่ยวหญิง ห้ามเด็ดขาด

 

วันจันทร์ ดวงบริวารดีมีผู้คอยช่วยเหลือ แต่มักต้องลำบาก เพราะญาติพี่น้อง จึงควรรู้จักแยกแยะ ว่าควรจะสงเคราะห์ใครอย่างไร ไม่อย่างนั้น จะก่อศัตรูไม่สิ้นสุด ควรแขวนพระปิดตาที่ไม่ปิดทวาร เพื่อส่งผลแก้โฉลกตรงปากที่พูดทำร้ายตัวเองและผู้อื่นให้เกิดศัตรู

 

วันอังคาร พื้นฐานแล้วมักจะต้อง ทำงานหนัก แต่รายได้ไม่คงที่ แม้จะมีความรู้ดีมาก ก็ไม่อาจหา งานที่เหมาะสมทำได้ โฉลกเป็นอย่างนั้น จึงควรหาทักษะความรู้เกี่ยวกับงานด้านต่างๆ ไว้ให้พร้อมมากที่สุด ควรแขวนพระปางประทานพร หรือปางอุ้มบาตร เพื่อแก้โฉลกและทำให้การงานดีขึ้น

 

วันพุธ พื้นฐาน เป็นคนน้ำนิ่งไหลลึก พูดจาน้อย แต่มีน้ำหนักเป็นที่เกรงกลัวของคนทั่วไป หากบวชเป็นสมณเพศ จะเป็นนักบวชมีชื่อเสียง ผู้พิพากษาคนสำคัญ นักการเมืองที่เป็นรัฐบุรุษมักเกิดวันนี้ ควรแขวนพระที่มีเมตตาสูง เช่น พระสมเด็จ พระปิดตา และพระที่มีอานุภาพทางเมตตาที่ไม่ผ่านความร้อน เพื่อทำให้โฉลกทางด้านอำนาจเบาบางลง เกิดเมตตามากขึ้น

 

วันพฤหัส เป็นผู้นำคนหมู่มาก มีมนุษย์สัมพันธ์ดีมาก เป็นเจ้านายที่ลูกน้องเกรงใจ นักบริหารผู้มีฝีมือ นักการธนาคารผู้มีชื่อเสียง นักการเมืองผู้มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ควรแขวนพระปางปฐมเทศนา หรือมีรูปธรรมจักรอยู่ในองค์พระด้วย เพื่อทำให้คำพูดของท่านมีความหนักแน่นมั่นคงมากขึ้น และทำให้ลดความน่ากลัว หรืออำนาจลงไปได้บ้าง

 

วันศุกร์ เป็นคนอาภัพ ทำคุณคนไม่ขึ้น ช่วยเขาแล้วเราพังเป็นส่วนใหญ่ สมควรที่จะอยู่เฉยๆ อย่าได้ออกหน้า โดยเฉพาะการเป็นนายประกัน ไม่ถูกกับคนเกิดวันศุกร์ปีนี้เป็นอย่างยิ่ง ควรแขวนพระปิดตามหาอุด หรือพระบัวเข็ม จึงจะเหมาะสมกับโฉลกของตน ทำให้เยือกเย็นมากขึ้น

 

วันเสาร์ เป็นคนมีโทษ ถูกใส่ร้ายป้ายสี ใส่ความมาโดยตลอด ไม่เคยอยู่เป็นสุข มีศัตรูมาก ควรสงบเสงี่ยมเจียม ปากเจียมคำ อย่าได้ทำเด่นเกินไป ภัยจะมาถึงตัว ควรแขวนพระที่เป็นยันต์เกราะเพชร หรือที่เป็นรูปโล่ เพื่อให้ทำโฉลกเป็นดีขึ้นมาได้

 

ปีวอก

วันอาทิตย์ เป็นคน มีวาสนาดีมาแต่เกิด มีทรัพย์สินบริวารพร้อม รับราชการจะก้าวหน้า เป็นนักบวชจะได้เป็นถึงพระราชาคณะ ให้แขวนพระที่มีพัดยศด้วย จะถูกโฉลกมากขึ้น

 

วันจันทร์ เหมือนถูกลอยแพในมหาสมุทร ต้องร่อนเร่พเนจรไปต่างถิ่น ถูกโฉลกกับการค้าขายขึ้นล่องตามแม่น้ำลำคลอง หรือค้าขายเครื่องสูบน้ำ วิดน้ำ ควรแขวนพระห้ามสมุทรยกพระหัตถ์ จะทำให้โฉลกดีขึ้น

 

วันอังคาร เป็นคนมีศัตรูมาก ต้องต่อสู้จึงจะได้มาซึ่งสิ่งที่พอใจ ชนิดที่ได้มาแบบง่ายๆ ไม่มี ควรแขวนพระปางซ่อนหา ที่มีพระพุทธรูปซ้อนบนพระเกศของพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่ง เป็นพระที่ซ้อนกับสององค์ เช่น พระหล่อพิมพ์ซ้อนของ วัดหนองโว้ง จ.สุโขทัย

 

วันพุธ มีสติปัญญา มีความรู้ เป็นนักปราชญ์ พระโหราบดี ราชครู และสมณะผู้เชี่ยวชาญด้านพระบาลี มักเกิดวันนี้ ควรแขวนพระสังกัจจายน์ พระสีวลี จะถูกโฉลกที่สุด

 

วันพฤหัส เป็นคนทำงานราชการก้าวหน้า หรือค้าขายส่วนตัวก็จะดี ควรแขวนพระปางลีลา หรือพระซุ้มเรือนแก้ว จะถูกโฉลกโชคลาภ

 

วันศุกร์ มีเชาวน์ปัญญาไว เรียนรู้อะไรได้ง่าย มีวาสนา มีเสน่ห์ รับราชการเกี่ยวกับต่างประเทศ เจรจาความเมืองจะก้าวหน้าที่สุด หรือทำการค้าขายสั่งนำเข้าจากนอกประเทศดีที่สุด ควรแขวนพระที่มีนางกวักอยู่ด้านหลัง จะดีที่สุด

 

วันเสาร์ โฉลกมักถูกคดีความเป็นจำ จึงไม่ควรคิดทำสิ่งผิดกฎหมาย เป็นดวงที่ต้องระวังแง่กฎหมายมากที่สุด ถ้าเป็นทนายความจะมีลูกความมาก ควรแขวนพระที่มีสัญลักษณ์กฎหมาย คือตราชั่ง หรือโล่ตำรวจ จึงจะถูกโฉลก หรือพระที่สร้างโดยองค์กรของกฎหมาย ตุลาการ หรือตำรวจ

 

ปีระกา

วันอาทิตย์ พื้นฐานชีวิต จะมีบริวารดีมาก จะได้ใช้สอยพึ่งพาอาศัยได้ แต่ให้ระวังความใจกว้าง ทำคุณกับผู้อื่นอาจต้องเสียใจบ่อยๆ ให้แขวนพระมหาอุด หรือพระที่มีรัศมีอยู่รอบองค์พระ หรือมีซุ้ม เพื่อแก้โฉลกให้ดีขึ้น จะทำให้มีลาภอุดม

 

วันจันทร์ มีกินล้นเหลือยามมีสุข แต่ยามไม่มีก็มีสิทธิ์ต้องขอข้าวเขากิน จึงต้องสำรองเงินเก็บไว้ยามมีมาก จะได้ไม่เพลี่ยงพล้ำ จะประมาทไม่ได้เลย ควรแขวนพระสังกัจจายน์ ยิ่งเป็นแบบจีน หรือแป๊ะยิ้ม ยิ่งดี หรือไม่ก็แขวนพระสีวลี เพื่อเสริมโฉลกให้ดีขึ้น

 

วันอังคาร พื้นฐาน เป็นคนชอบเที่ยวเตร่มาก เจ้าชู้ด้วย มากผัวหลายเมีย ควรระมัดระวังเรื่องเที่ยวเตร่และการ คบเพื่อนฝูง จะเสียเพราะเพื่อนและคนใกล้ชิดติดคุกติดตะรางมามากแล้ว ควรแขวนพระมหาอุดหรือเต่าเรือนเพื่อทำให้โฉลกดีขึ้น และหมั่นรักษาศีลข้อ 3 ให้ดีที่สุดจะแก้กันได้

 

วันพุธ รับราชการดีที่สุด อาชีพอิสระไม่ดี ต้องร่วมหุ้นหรือทำงานผู้บริหารจะดีมาก สติปัญญาดี เอาตัวรอดได้เพราะปัญญาของตัวเอง ให้แขวนพระปางปฐมเทศนาเป็นดีที่สุด หรือพระที่มีเครื่องหมายธรรมจักรอยู่ด้วยในองค์พระ

 

วันพฤหัส เป็นคนมีบุญ มีคนรักใคร่ชอบพอ พูดจาเป็นเสน่ห์แก่ตัวเอง รู้หลักนักปราชญ์ ได้พึ่งคนใกล้ชิดและบริวารเป็นส่วนใหญ่ ให้แขวนพระองค์ใหญ่หรือชื่อใหญ่ เช่น พระหลวงพ่อโต ปางสมาธิ จะถูกโฉลกยิ่งขึ้น

 

วันศุกร์ พื้นฐานแล้วทำมาหากินไม่ค่อย พอกิน ลำบากมาก แต่มีลาภลอยให้ได้แก้ขัดเสมอ อย่าคิดเล่นการพนันเป็นอาชีพเด็ดขาด จะซ้ำร้ายลงไปอีก จึงควรหมั่นเก็บหอมรอมริบให้มากที่สุด ให้แขวนพระปิดตามหาลาภ หรือพระฤๅษี จะถูกกับโฉลกทำให้มีลาภลอยมากขึ้น

 

วันเสาร์ มีคนอุปถัมภ์ไม่ตกต่ำ เป็นที่เมตตาของคนทั่วไป ทำราชการจะดีมาก หรือค้าขายเสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องเสริมสวยจะดีมาก ให้แขวนพระพิมพ์ทรงเครื่องที่งดงาม หรือพระที่มีลวดลายแพรวพราว หรือพระแกะพิมพ์วิจิตรพิสดารเพื่อเสริมโฉลกโชค

 

ปีจอ

วันอาทิตย์ เป็นคนที่มีดวงฝ่าฟัน มักต้องแก้ปัญหาในหน้าที่การงานเสมอ ทำงานมีอุปสรรคมาก บางครั้งต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ เป็นนักบริหารประเภทแก้สิ่งที่ผิดพลาดมาแล้วให้ดีขึ้นจะถูกโฉลกมาก ให้แขวนพระปางมารวิชัย ยิ่งมีพระอัครสาวกซ้ายขวาด้วยยิ่งดีใหญ่

 

วันจันทร์ เป็นคนที่มี สติปัญญาเป็นทรัพย์ ไม่ชอบงานหนัก ชอบงานได้ผลตอบแทนสูง เช่น ซื้อขายหุ้น ซื้อผลิตผลที่ต้องเก็งกำไรระยะสั้น ให้แขวนพระที่มีซุ้มครอบแก้ว จะช่วยให้ดีขึ้น

 

วันอังคาร ทำงานไม่ค่อยก้าวหน้า สติปัญญาไม่ดี แต่มีความขยันอดทน เหมือนหมูป่า แม้มีแต่เขี้ยวก็สามารถขุดหาหัวเผือกหัวมันรากไม้กินได้อย่างไม่อัตคัดให้แขวนพระปางลีลา เสริมโฉลกต่อสู้อุปสรรคทั้งปวงให้หมดไป

 

วันพุธ มีบริวารมาก ได้ดีเพราะบริวาร มักเป็นผู้นำ เป็นนักบริหารที่เพียบพร้อมด้วยปัญญาและบริวาร ควรแขวนพระเป็นพวง พวงละหลายๆ องค์ จะช่วยหนุนโฉลกให้ดีขึ้น

 

วันพฤหัส เป็นคนเจ้าโทสะ มักชอบสิ่งเย้ายวนต่างๆ เจ้าชู้มีเมียไม่เลือก ตกที่นั่งนารีอุปถัมภ์ ควรแขวนพระทรงอิทธิฤทธิ์ เช่น พระตรีกาย พระปางมหาปาฏิหาริย์ หรือพระที่มีความร้อนแรงจากธาตุไฟ เพื่อเสริมบารมีให้โฉลกดีขึ้น

 

วันศุกร์ เป็นคนมีลาภอยู่เป็นนิจ ทำอะไรก็ก้าวหน้าได้ง่าย แต่มือเติบ ทำให้เสียทรัพย์โดยใช่เหตุ ให้แขวนพระมหาอุด เสริมโฉลกให้ทุกอย่างดีขึ้น

 

วันเสาร์ พื้นฐานแล้ว เป็นคนอาภัพ คู่ครองเป็นอริ จะอยู่กันยืดเฉพาะแม่ม่าย เป็นนักเลงการพนันและสุราชนิดหัวราน้ำ จึงควรแก้ไขแต่ต้น รักษาศีลให้ดีทุกข้อแล้ว ให้แขวนพระที่มีคำสาปเกี่ยวกับการห้ามดื่มสุราและเล่นการพนันเพื่อเป็นการห้ามปรามตัวเอง เป็นการเสริมโฉลก หาไม่แล้วจะเอาตัวไม่รอดอย่างแน่นอน

 

ปีกุน

วันอาทิตย์ พื้นฐานมีวาสนาบารมีสูง ตั้งตัวได้ไว มีบริวารมาก เป็นผู้นำของคนหมู่มาก แต่ทำคุณใครไม่ขึ้น ควรแขวนพระทางโชคลาภ เช่น พระสังกัจจายน์ พระสีวลี

 

วันจันทร์ พื้นฐานต้องทำงานหนัก อาบเหงื่อต่างน้ำ หากินไม่ฝืดเคืองเท่าไหร่ แต่ต้องทำงานหนัก ทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล การเปิดอู่ซ่อมรถถูกโฉลกดี ควรแขวนพระที่มีพระพุทธรูปคู่กับพระพิฆเนศ หรือแขวนพระพิฆเนศองค์เดียวก็ได้

 

วันอังคาร เป็นคนมีผู้อุปถัมภ์ค้ำชู รับราชการจะได้ดีเพราะเจ้านายเป็นคนชอบ ขันอาสาเจ้านาย ทำอะไรทำจริง ให้แขวนพระที่มีพระอัครสาวกซ้ายขวาจะถูกโฉลกดี

 

วันพุธ ทำงานอะไรก็ต้องพบอุปสรรค ไม่มากก็น้อย พองานตั้งหลักได้แล้วก็ถูกเขี่ยเหมือนรื้อนั่งร้าน จึงควรระมัดระวังเรื่องการถูกหักหลังไว้ ให้แขวนพระสะดุ้งกลับ เพื่อเสริมโฉลกของตัวเองให้ดีขึ้น

 

วันพฤหัส เกิดที่นี่ไปได้ดีถิ่นอื่น จะต้องเดินทางไกลเพื่อหาเลี้ยงชีพ ยิ่งข้ามจังหวัดยิ่งดี ทำมาค้าขายนายหน้าแลกเปลี่ยนที่ดินดี เป็นครูก็ดี แต่ไม่ถูกโฉลกกับงานขายประกันชีวิตให้แขวนพระปางลีลาเป็นหลัก

 

วันศุกร์ มีชีวิตที่ต้องวนเวียนอยู่กับคดีความ แต่ก็เอาตัวรอดได้ทุกครั้ง จะทำกิจการใด ควรระวังเรื่องกฎหมายให้มาก ให้แขวนพระไพรีพินาศ เป็นดีที่สุด

 

วันเสาร์ เป็นคนกล้าได้กล้าเสีย เป็นเซียนพนันมือเติบ เป็นลูกพี่ที่มีลูกน้องบริวารมาก จะเดือดร้อนเพราะลูกน้องผู้ใกล้ชิดเสมอ ให้แขวนพระที่เกี่ยวกับการปกครองหมู่มากซึ่งควรจะเป็นพระที่ทางกระทรวงมหาดไทยหรือกรมตำรวจจัดสร้างจะถูกโฉลกดีนัก

อ่านมาถึงตรงนี้ เราก็พอจะรู้แล้วว่า คนเองนั้นเหมาะหรือถูกโฉลกับพระเครื่องแบบใด ก็ขอให้เคารพบูชาพระท่านด้วยใจ โดยการ “ปฎิบัติบูชา” ดำรงตนอยู่ในศีลธรรมเป็นเครื่องมือป้องกันชั้นดี พลังอำนาจสิริมงคลมหาศาลจากองค์พระทั้งหลายก็จะช่วยส่งเสริมให้ ดวงชะตาแข็งแกร่งอย่างแน่นอน

 

Read Full Post »

6.ไปไหว้พระขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 9 วัด
วิธีทำให้คุณค่าของตัวเองให้สูงขึ้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยากช่วยเหลือ (4)

การเพิ่มความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิต ขอแนะนำให้ ไปไหว้พระ ที่สำคัญ ๆ 9 วัด เพื่อจะได้น้อมจิตใจไหว้เหล่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งถือเป็นสิริมงคลของชาวพุทธ เป็นกิจกรรมจำเป็นที่เราจะต้องทำให้ได้สักครั้ง เพื่อให้จิตที่บำเพ็ญทั้ง ทาน ศีล สวดมนต์เจริญภาวนามาได้ เปิดรับเอาความเป็นสิริมงคลได้ง่ายขึ้น

ซึ่งนอกเหนือจากการไหว้ขอพรแล้ว ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านสอนให้มีการเชื่อมบุญกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย เพื่อเพิ่มบุญ เพิ่มความมีสิริมงคลให้กับตัวเอง

 

การอธิษฐานเชื่อมบุญกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์

เรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น เชื่อว่าหลายคนคงสัมผัสถึงอำนาจและพลังมหาศาลที่ตาของคนนั้นไม่มีทางมองเห็น แต่สัมผัสได้ด้วยความรู้สึกที่ลึกอยู่ข้างในจิตใจ เมื่อไปอยู่ในสถานที่สำคัญ ที่เชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองอยู่ ซึ่งอาจจะเป็นของพรหม เทพเทวา หรือดวงจิตวิญญาณ

การสัมผัสนั้นอาจจะเป็นในรูปแบบของความปิติยินดี ความเย็นกายสบายใจ หรือขนลุกซู่ น้ำตาไหลโดยไม่ทราบสาเหตุ ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้เสมอในทุกสถานที่สำคัญที่มีคนมาทำบุญกันนั้น ล้วนมีเหล่าเทพเทวามาร่วมอนุโมทนาในบุญนั้นด้วยเสมอ

มีทั้งที่อยู่ประจำสถานที่นั้นหรือได้รับการอัญเชิญมาร่วมอนุโมทนาบุญที่มนุษย์นั้นสร้างบุญใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างวิหาร อุโบสถ ฝังลูกนิมิต สร้างพระพุทธรูป การทอดกฐิน ทอดผ้าป่า หรือแม้กระทั่งการทำสังฆทาน

โดยเฉพาะในเขตพุทธสถานหรือวัดวาอารามต่างๆ นั้น ล้วนมีปวงเทพเทวา และผู้สร้าง ผู้ทำนุบำรุงวัดนั้น คอยปกป้องคุมครองวัดนั้นอยู่แน่นอน เป็นการดีหรือไม่หากเรามีโอกาสไปทำบุญและอุทิศเชื่อมบุญกับท่านเหล่านั้น และขออนุโมทนามีส่วนร่วมในบุญของท่าน ที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา

เพราะที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นมีการสร้างบุญตลอดเวลา ยิ่งเป็นวัดวาอารามที่มีอายุหลายร้อยปี ก็จะยิ่งมีกองบุญใหญ่แน่นอนเพราะตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีคนไปทำบุญมากมายมหาศาลในแต่ละวัน

ในอดีตนั้นเวลาที่ครูบาอาจารย์ท่านจะไปสร้างอะไรหรือบูรณปฏิสังขรณ์วัดนั้น ถ้าท่านรู้ว่าไม่มีการเชื่อมบุญกันมาก่อน เป็นการสร้างบุญใหม่ท่านจะทำการอธิษฐาน ขอมีส่วนในกองบุญของวัดนั้นก่อนเสมอ เพื่อให้การทำงานนั้นลุล่วง

หรือเรียกง่ายๆ ก็ขอให้มีบุญเพิ่มมากขึ้นเสียก่อน อัญเชิญปวงเทพเทวาที่คุ้มครองวัดนั้น ให้ท่านเมตตาส่งบุญมาช่วยให้งานนั้นสำเร็จได้โดยง่าย

ซึ่งในเรื่องการเชื่อมบุญกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น ครูบาอาจารย์ท่านรู้ดีเกือบทุกท่านตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน ลองคิดดูง่ายๆ ว่า ลำพังพระสงฆ์รูปเดียวนั้น จะมีบุญพอหรือไม่ที่สร้างพระวิหาร อุโบสถใหญ่โต ต้องใช้เงินสร้างเป็นร้อยๆ ล้าน ท่านจะเอาเงิน เอาบุญที่ไหนมาทำให้สำเร็จ นอกจากการรวมกองบุญจากคณะผู้มีศรัทธา ที่มีการเชื่อมบุญกันไว้อาจจะตั้งแต่อดีตชาติที่ผ่านมา ถึงแม้ชาตินี้จะอยู่กันไกลแสนไกลด้วยวิบากกรรมของแต่ละคนที่ทำไว้

ด้วยอำนาจและพลังจากปวงเทพเทวาที่ดลใจให้คนจากทั่วสารทิศมาร่วมกันสร้างบุญ บางคนอยู่ไกลถึงต่างประเทศ เมื่อปวงเทพเทวาท่านดลใจให้รับรู้ รับทราบการสร้างบุญ ก็มาร่วมกันสร้างให้สำเร็จ

เป็นเรื่องจริงเป็นอย่างยิ่งว่า คนที่เคยร่วมบุญกันมาตั้งแต่อดีต เมื่อถึงเวลาก็จะกลับมาช่วยกันสร้างบุญใหม่ร่วมกันอีก เพราะสายใยแห่งบุญนั้นจะดึงกลับมา หรือจากแรงอธิษฐานที่เคยกล่าวสัจจะวาจาไว้ในอดีตชาติ

 

การเชื่อมบุญกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น นอกจากเราจะได้บุญเพิ่มแล้ว เรายังมีโอกาสมาสร้างบุญใหม่ให้หนุนนำชีวิตให้พบความสุขอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเกิดอีกสักกี่ชาติก็ตาม เมื่อรู้วิธีแล้ว ก็ถึงเวลาไปไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญในบ้านเราและเชื่อมบุญกับท่านด้วย

1.พระพุทธมหามณีรัตนปฎิมากร ( พระแก้วมรกต) วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหยกอ่อนสีเขียวดังมรกต เป็นพระพุทธรูป สกุลศิลปะก่อนเชียงแสนถึงศิลปะเชียงแสน หลักฐานที่ตรงกันระบุว่าพบครั้งแรก ประดิษฐานอยู่ในเจดีย์วัดป่าญะ เมืองเชียงแสน (ปัจจุบันคือวัดพระแก้วงามเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย) สภาพเป็นพระพุทธรูปพอกปูนลงรักปิดทอง แต่เมื่อพระสงฆ์อัญเชิญออกจากพระเจดีย์ ปูนบริเวณพระนาสิกเกิดกระเทาะออก เห็นเป็นเนื้อมรกต จึงกระเทาะปูนออกทั้งองค์ เห็นเป็นเนื้อหยกสีมรกตทั้งองค์

พระแก้วมรกต ซึ่งถือเป็น พระคู่บ้านคู่เมืองของ ประเทศ จะมี พระราชพิธีที่สำคัญ เกี่ยวข้องอย่างมากมายในวันพระใหญ่ และมี พระราชพิธีที่สำคัญคือ พระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร มีกำหนดการดังนี้ เครื่องทรงฤดูร้อน ทรงเปลี่ยน วันแรม 1 ค่ำ เดือน 4 เครื่องทรงฤดูฝน ทรงเปลี่ยน วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 เครื่องทรงฤดูหนาว ทรงเปลี่ยน วันแรม 1 ค่ำ เดือน 12 ซึ่งจะต้องให้พระมหากษัตริย์ หรือ พระบรมวงศานุวงศ์เป็นประธานในพิธี

เมื่อเข้าไปในวัดนมัสการ พระแก้วมรกต ก็ขอให้ ภาวนาพระคาถาสำทับจิตเสริมสิริมงคลให้กับตนเองดังนี้

“พุทธะมะหามะณีระตะนะปะฎิมากะรัง ปูเชมิ  ทุติยัมปิ พุทธะมะหามะณีระตะนะปะฎิมากะรัง ปูเชมิ ตะติยัมปิ พุทธะมะหามะณีระตะนะปะฎิมากะรัง ปูเชมิ เอเตนะสัจจะวัชเชนะ มะหาเตโช เจวะ มะหาปัญโญ จะ มะหาโภโค จะ มะหายะโส จะ ภะวันตุเม นิพพานัสสะ ปัจจะโย โหตุ”

วัดพระศรีรัตนศาสดารามและพระแก้วมรกติ เป็นวัดและ พระพุทธรูปอันยิ่งใหญ่เสมือนเป็นศูนย์รวมศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวไทย เราทุกคนควรหาโอกาสไปไหว้พระแก้วมรกตสักครั้ง จะนำความเป็นมหาสิริมงคลมาให้ เชื่อกันว่า หากไหว้พระแก้วมรกต แก้วแหวนเงินทองจะไหลมาเทมาตลอดปี ทรัพย์สมบัติไม่มีขาดมือกินใช้ไม่มีหมดนั่นเอง

 

2.หลวงพ่อวัดบ้านแหลม วัดเพชรสมุทรวรวิหาร ( สมุทรสงคราม)

หลวงพ่อวัดบ้านแหลม เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์  ปางอุ้มบาตร ยืนสูงตั้งแต่ปลายพระบาทถึงยอดพระเกศมาลา 167  เซนติเมตร หรือสูงขนาดเท่าคนจริงโดยประมาณ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสมุทรสงคราม มานานเกือบสองร้อยปีแล้ว พระพุทธรูปหลวงพ่อวัดบ้านแหลม    เปรียบเสมือนหนึ่งเป็นหลักเมือง หรือเทวดาประจำเมืองสมุทรสงครามเลยทีเดียว

ตำนานของหลวงพ่อวัดบ้านแหลม มีเรื่องเล่าสืบกันมาว่า เป็นพระพุทธรูปที่ “ลอยน้ำได้”โดยลอยน้ำมาด้วยกันสององค์พี่น้อง คือ หลวงพ่อวัดเขาตะเครา เมืองเพชรบุรี  กับ หลวงพ่อวัดบ้านแหลม   แห่งเมืองสมุทรสงคราม บ้างก็ว่ามีลอยมาด้วยกันสามองค์พี่น้องคือมี หลวงพ่อโสธร เมืองฉะเชิงเทราด้วย หรือมีมาสี่องค์  คือ หลวงพ่อวัดบางพลี เมืองสมุทรปราการอีกองค์หนึ่ง และบางตำนานก็เล่าว่า   มีมาห้าองค์คือ   หลวงพ่อวัดไร่ขิง   เมืองนครปฐมด้วย   จึงสรุปได้ว่า มีพระพุทธรูปห้าองค์เป็นพี่น้องกันลอยน้ำ มาจากทางเหนือ

องค์แรกขึ้นประดิษฐานที่วัดโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา องค์ที่สองลอยขึ้นที่วัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐม   องค์ที่สามลอยไปขึ้นประดิษฐาน   ที่วัดบางพลี  สมุทรปราการ   องค์ที่สี่   ได้ลอยขึ้นมาประดิษฐานที่วัดบ้านแหลม จังหวัดสมุทรสงคราม  และองค์สุดท้ายได้ไปประดิษฐานที่   วัดเขาตะเครา   จังหวัดเพชรบุรี   พระพุทธรูปทั้ง 5 องค์นี้   มีความศักดิ์สิทธิ์   และมีอภินิหาร   เป็นที่เคารพสักการะของประชาชน   จนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ   หรือแม้แต่ในต่างประเทศด้วย

คำอาราธนาหลวงพ่อวัดบ้านแหลมเมื่อไปกราบนมัสการท่านให้ว่าดังนี้

“สะทา วะชิระสะพุททะวะวะ วิหารเร ปติฏฐิตัง นะระเทโวหิ ปูชิตัง ปัตตะหัตตัง พุทธรุปัง อะหัง วันทามิ ทูระโต”

หาก เราได้มีโอกาสไปไหว้ สักการะ หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ซึ่ง มีคุณลักษณะของหลวงพ่อ9 ประการ คือเมตตา มหานิยม แคล้วคลาด มีลาภ มียศ ค้าขาย หายโรค เปี่ยมด้วยวิชาการ และเจริญรุ่งเรือง ก็จะเป็นยอดแห่งความเป็นสิริมงคลในชีวิตโดยแท้

3.หลวงพ่อโสธร วัดโสธรวราราม วรวิหาร ( ฉะเชิงเทรา)

หลวงพ่อโสธร เป็นพระพุทธรูปที่มีอภินิหาร มีฤทธานุภาพมากองค์หนึ่ง ชาวไทยเราได้รับการคุ้มครองรักษาอภิบาลจากบารมีของ หลวงพ่อโสธรองค์นี้อย่างร่มเย็นเป็นสุขและปลอดภัยอริราชศัตรูมาหลายปีแล้ว เพราะฉะนั้นท่านผู้ปรารถนาจะมีความสุขสวัสดี ก็ควรจะหาโอกาสไปกราบไหว้บูชา สักครั้ง

หลวงพ่อโสธร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ คือมีพระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิ พระชงฆ์ ( เข่า) ขวาทับพระชงฆ์ซ้าย พระหัตถ์ ( มือ) ขวาทับพระหัตถ์ซ้ายวางซ้อนกันอยู่บนพระเพลา มีส่วนสูง ๖ฟุต ๗นิ้ว พระเพลากว้าง ๕ฟุต ๖นิ้ว ปัจจุบันประดิษฐาน อยู่ในพระอุโบสถหลวงของวัดโสธรวราราม วรวิหาร จังหวัดฉะเชิงเทรา ชาวฉะเชิงเทราเคารพนับถือมาก ทางราชการจัดให้มีงานสมโภชเป็นเทศกาลประจำปี มีพุทธศาสนิกชนทั่วทั้งประเทศหลั่งไหลกันมานมัสการคับคั่งตลอดงาน ได้รับทั้งความสนุกและทั้งบุญกุศลด้วย

คำบูชาหลวงพ่อโสธร คาถาพระเจ้า5พระองค์ โดย ว่า นะโม 3 จบ แล้วกล่าวคำบูชาดังต่อไปนี้

“นะ ทรงฟ้า โม ทรงดิน พุทธ ทรงสินธุ์ ธา ทรงสมุทร ยะ ทรงอากาศ พุทธังแคล้วคลาด ธัมมังแคล้วคลาด สังฆังแคล้วคลาด ศัตรูพาลวินาศสันติ

นะ กาโร กุกกุสันโธ สิโรมัชเฌ โมกาโร โกนาคะมะโน นานาจิตเต พุทธกาโร กัสสะโป พุทโธ จะ ทะเวเนเต ธา กาโร ศรีศากกะยะมุนี โคตะโม ยะกันเน ยะกาโร อะริยะ เมตตรัยโย ชิวหาทีเต ปัญจะพุทธา นะมามิหัง  พุทธะบูชา มะหาเตชะวันโต ธัมมะบูชา มะหาปัญโญ สังฆะบูชา มะหาโภคะวะโห อะระหังพุทโธ อิติปิโสภะคะวา นะมามิหัง

เมื่อไปกราบไหว้บูชาหลวงพ่อโสธรนี้ จะนำความเป็นสิริมงคลต่อชีวิต จะมีความปลอดภัย ร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป ชีวิตราบรื่น เดินทางแคล้วคลาดภยันตรายต่างๆทั้งปวง

4.พระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร ( พิษณุโลก)

พระพุทธชินราช เป็น พระ คู่บ้านคู่เมืองของ ชาวจังหวัด พิษณุโลก สันนิษฐานว่าองค์พระ สร้างขึ้นในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท จัดเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามที่สุดในประเทศไทย องค์หนึ่ง ถึงขั้นที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงดำริให้ชะลอมาประดิษฐาน ณ พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม แต่ทรงรับฟังคำทูลขอร้องของชาวพิษณุโลก ที่ว่าพระพุทธชินราชองค์นี้ เป็นพระคู่บ้านคู่เมือง จึงทรงตัดสินพระทัยหล่อ พระพุทธชินราชจำลอง ขึ้นมาแทน

พระพุทธชินราชนี้เป็นพระพุทธรูปศิลปะสมัยสุโขทัย ลักษณะขององค์พระเส้นรอบนอกพระวรกายอ่อนช้อย พระขโนงโก่ง พระเนตรประดุจตากวาง พระนาสิกโด่ง ชายผ้าสังฆาฏิแยกเป็นเขี้ยวตะขาบ นิ้วพระหัตถ์ทั้ง 4 ยาวเสมอกัน อยู่ในลักษณะปางมารวิชัย ( ตรัสรู้ชนะมาร)

ด้านซ้ายและขวาขององค์พระมียักษ์ 2 ตน คอยปกปักรักษาองค์พระอยู่ อีกทั้งยังมีพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรเป็นอัครสาวกอยู่ด้วย นอกจากนี้แล้วยังมีซุ้มเรือนแก้วที่คาดว่าน่าจะสร้างในสมัยอยุธยาลักษณะเป็นรูปตัวเหรา ถือเป็นศิลปะที่สวยงามมากอย่าหนึ่ง พระพุทธชินราชประดิษฐานในวิหารลักษณะเก้าห้อง ซึ่งมีการบูรณะปฏิสังขรณ์มาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงปัจจุบัน ทำให้องค์พระสวยงามบริบูรณ์อย่างในปัจจุบัน และในประวัติศาสตร์ยังพบว่ากษัตริย์ในทุกๆสมัยของไทยให้ความเคารพและศรัทธาต่อองค์พระพุทธชินราชมาอย่างต่อเนื่องทุกๆ พระองค์

เราควรหาโอกาสไปกราบไหว้ พระพุทธชินราชสักครั้ง เพื่อนำความเป็นสิริมงคลมาสู่ชีวิตโดยเมื่อไปนมัสการท่าน ให้  ตั้งจิตมั่นอย่างสงบ แล้ว ว่า นะโม 3 จบ ก่อนจะบูชา ว่า

“อิเมหิ นานาสักกาเรหิ อะภิปูชิเตหิ ทีฆายุโก โหมิ อะโรโค สุขิโต สิทธิกิจจัง สิทธิกัมมัง ปิยัง มะมะ ปะสิทธิ ลาโภ ชะโย โหตุ สัพพะทา พุทธะชินะราชา อภิปาเลตุ มัง นะโมพุทธายะฯ”

 

5.พระพุทธไตรรัตนนายก วัด กัลยาณมิตร หรือ หลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง ( พระนครศรีอยุธยา)

เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย หน้าตักกว้างประมาณ 20 เมตร สูง 19 เมตร เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไปมาแต่โบราณกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวจีน ซึ่งขนานนามหลวงพ่อโตองค์นี้ว่า “ซำปอกง”  หรือ “ซำ​ปอฮุดกง​” พระพุทธไตรรัตนนายกประดิษฐานอยู่ในพระวิหารวัดพนัญเชิง ริมฝั่งแม่น้ำป่าสัก ตรงข้ามกับมุมตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะเมืองอยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ตามตำนานกล่าวว่า พระเจ้าสายน้ำผึ้ง ทรงสร้างขึ้น ณ บริเวณที่พระราชทานเพลิงศพพระนางสร้อยดอกหมาก และตามพงศาวดารกล่าวว่า พระพุทธรูปองค์นี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1867 ก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะสร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี 26 ปี ครั้นสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีแล้ว พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาได้บูรณะซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดีมาโดยตลอด กล่าวกันว่าเมื่อคราวจะเสียกรุงศรีอยุธยา ได้ปรากฏมีน้ำพระเนตรไหลออกมาจากพระเนตรทั้งสองข้างเป็นที่น่าอัศจรรย์

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงบูรณะองค์พระพุทธรูปใหม่ทั้งองค์และถวายพระนามว่า “พระพุทธไตรรัตนนายก”

เราควรหาโอกาสไปไหว้หลวงพ่อ โต หรือ หลวงพ่อ ซำปอกง เชื่อว่าจะมีเพื่อนดี โชคดีทวีลาภ มีชัยวาสนารุ่งเรือง เดินทางใกล้ไกลปลอดภัยทุกประการ เสมือนมีเพื่อนที่ดีและมีมาก ยิ่งมีเพื่อนที่ดีมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้เราประสบความสำเร็จได้มากเท่านั้น

เมื่อไปถึงวัดแล้ว ให้กราบ นมัสการ ตั้งนะโม 3 จบแล้วว่าบท นมัสการหลวงพ่อเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิตว่า

“อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ, ทุติยัมปิ อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ, ตะติยัมปิ อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ”

6.หลวงปู่ทวดวัดช้างให้ หรือ หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด (จ.ปัตตานี)

มาไหว้พระวัดนี้ ออกจะแตกต่างไปจาก วัดอื่น ๆอยู่สักหน่อย ตรงที่ ไม่ใช่เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่แต่เป็น พระรูปของ พระเถระอย่าง สมเด็จเจ้าพะโคะหรือหลวงพ่อทวด เป็นที่รู้จักของชาวไทยทุกภูมิภาคในฐานะพระศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิปาฏิหาริย์และอภิญญาแก่กล้าจนได้สมญาว่า “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด”

วัดช้างให้ หมายความว่า “ที่ดินสร้างวัดนี้ช้างบอกให้” เป็นวัดโบราณวัดหนึ่งยืนนานประมาณ ๓๕๐ ปีเศษ มีเจ้าอาวาสปกครองวัดนี้มาแล้ว ๔ องค์ และทุกๆ องค์ปกครองวัดนี้อยู่ได้ไม่นาน มักจะมีอุปสรรคนานาประการ ถึงกับต้องจากไปวัดอื่น หรือมรณภาพลง  เล่าต่อๆ กันมาว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะ อาถรรพ์วัดนี้แรงมาก เจ้าอาวาสผู้มีบุญบารมีน้อย จะไม่สามารถครองอยู่ได้ เหตุนี้วัดช้างให้จึงถูกทอดทิ้งให้รกร้างเป็นระยะหลายครั้งหลายหน ร้างลงแต่ละครั้งละหนเป็นเวลาห่างกันนานๆมากนับสิบนับร้อยปีทีเดียว แต่ด้วยอำนาจบุญบารมี อภินิหารของ หลวงพ่อทวดฯ วัดช้างให้นี้  ในช่วงปี 2497 ได้ ดลบันดาลให้พี่น้องหลายชาติหลายภาษา ร่วมสามัคคีสละทรัพย์โมทนาสมทบทุนสร้างโบสถ์บูรณะวัดเรื่อย มา งานก่อสร้างโบสถ์จึงมีกำลังดำเนินการต่อไปโดยมิได้หยุดยั้งจนถึงวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๔๙๙ ได้จัดทำพิธียกช่อฟ้า และวันที่ 31 พฤษภาคม 2501 มีพิธีผูกพัทธสีมา โบสถ์จึงสำเร็จสมบูรณ์ และพระภิกษุสงฆ์ได้อาศัยทำสังฆกรรมได้ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อมีโอกาสมาที่ จ. ปัตตานี ก็ขอให้มากราบไหว้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่าง หลวงปู่ทวดวัดช้างให้จะนำความเป็นสิริมงคลอันมากมายแก่ชีวิต โดย สวดคาถาบูชาหลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ จังหวัดปัตตานี ดังนี้ กล่าว นะโม (๓ จบ) แล้ว ระลึกถึงหลวงพ่อทวด กล่าวว่า  “นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา”

แปลความได้ว่า  ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่เจ้าประคุณสมเด็จหลวงปู่ทวด ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ เป็นผู้มีโชคซึ่งเข้ามาสถิตอยู่ในตัวของข้าพเจ้านี้” จะนำความเป็นสิริมงคลมาสู่ชีวิตอย่างแน่นอน

7.สมเด็จ พระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี) วัด ระฆังโฆษิตารามวรมหาวิหาร ( กรุงเทพมหานคร)

วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร” เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร เดิมเป็นวัดราษฎร์ชื่อ วัดบางหว้าใหญ่ สมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงปฏิสังขรณ์ และยกฐานะขึ้นเป็นพระรามหลวง และโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมสังคายนา พระไตรปิฎก ที่อัญเชิญมาจากนครศรีธรรมราช ที่วัดนี้

ที่มาของชื่อวัดมาจาการขุดพบระฆังโบราณในสมัยรัชกาลที่ 1 เป็นระฆังที่เสียงดีมาก รัชกาลที่ 1 จึงขอไปไว้ที่พระศรีรัตนศาสดาราม และทรงสร้างระฆังพระราชทาน 5 ลูกเก็บไว้แทน จึงเรียกกันว่า “วัดระฆัง” ตั้งแต่นั้นมา เมื่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้เปลี่ยนเป็น “วัดราชคัณฑิยาราม” (คัณฑิ แปลว่า ระฆัง) แต่คนทั่วไปนิยมเรียกกันว่า “วัดระฆัง” มาจนทุกวันนี้

วัดนี้เคยเป็นที่ประทับของ “สมเด็จพระสังฆราชสี” ซึ่งเป็นปฐมบรมสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ซึ่งมีชื่อเสียงทางด้านคาถาอาคมเป็นเลิศ เป็นพระภิกษุที่ได้รับการเคารพศรัทธาจากพุทธศาสนาชนอย่างมาก

วัดระฆังโฆษิตาราม ชื่อวัดเป็นนัยให้มีชื่อเสียงก้องขจรขจายไปไกล เหมือนเสียงของระฆัง จึงเป็นที่มาของความเชื่อว่า หากได้มาสักการบูชา สมเด็จ พระพุฒาจารย์ แห่งวัดระฆังนี้แล้ว ก็จะประสบแต่ความรุ่งเรืองตลอดไป

ปริศนาธรรมของวัดนี้คือ ระฆัง ที่บ่งบอกถึงความมีชื่อเสียง คำว่าชื่อเสียงนั้นมักใกล้กับคำว่าชื่อเสีย ถ้าอยากจะทำให้ตนเองเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงแล้วละก้อ อย่าได้พยายามทำให้ตนเสียชื่อไปเสียก่อน ด้วยการบำเพ็ญ ศีล สมาธิ ปัญญาอยู่เป็นประจำ เมื่อเข้าไปในวัดขอให้ ตั้งจิตภาวนาในใจว่า

“มาโวจะ ยะรุสัง กัญจิ วุตตา ปะฎิวะเทยยุ ตัง ทุกขา หิ สารัมภะกะถา ปะฎิทัณฑา ยุเสยยุ ตัง สะเจ เนเรสิ อัตตานัง กังโส อุปะหะโต ยะถา เอสะ ปัตโตสิ นิพพานัง สารัมโภ เตนะ วิชชะติ”

การมากราบ สมเด็จ โต วัดระฆังนี้ ควรจะ สวดมนต์พระคาถาชินบัญชร ที่มีชื่อเสียงไปด้วยต่อหน้าพระรูป ให้ เสมือนมีกำแพงแก้ว 7 ชั้นมาคอยปกป้องคุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัยนำสิริมงคลมาให้แก่ผู้สวดอย่างมากมายมหาศาลแน่นอน

8. พระพุทธไสยาสน์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)

พระพุทธไสยาสน์นั้น เป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ (นอน) นี้เป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่เป็นที่สองของประเทศ โดยมีความยาวถึง 1 เส้น 3 วา ประดิษฐานอยู่ที่พระวิหารพุทธไสยาสน์ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทางเข้าวัด พระนอนนี้สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์กรุงรัตนโกสินทร์ที่ทรงมีบทบาทมากที่สุดในการทำนุบำรุง และขยายนามของวัดให้กว้างขวางออกไปด้วยการปรับวัดให้เป็นสถานศึกษาภูมิปัญญาไทยแห่งแรก

องค์พระนอนนี้ นอกจากจะมีความโดดเด่นที่ขนาด และความงามขององค์พระที่มีสีทองสุกปลั่งแล้ว พระพุทธบาทขององค์พระเองก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เนื่องจากพระพุทธบาทนี้ รัชกาลที่ 3 โปรดฯ ให้ช่างประดับมุกทำลวดลายเป็นภาพ “มงคล 108 ประการ” และภาพมงคลในแต่ละอย่างนั้นก็จารึกลงบนช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ บนฝ่าพุทธบาทถึง 67 ช่อง โดยกลางฝ่าพระบาทนั้นทำเป็นรูปวงจักรฝ่าละรูป

ตำนานที่เล่าขานเกี่ยวกับพระนอน คือ ครั้งหนึ่งได้มีสายฟ้าฟาดผ่าลงมายังองค์พระนอน ส่งผลให้กระแสไฟประจุแล่นกระจายไปทั่วองค์พระ ซึ่งพยานที่เห็นเหตุการณ์นี้เล่าว่าสายฟ้ามิได้สร้างความเสียหายให้แก่องค์พระเลยแม้แต่น้อย แต่กลับทำให้องค์พระมีความสุกสกาว แผ่รัศมีออกไปทั่วทั้งพระอารามแทน

เราควรหาโอกาสไปกราบนมัสการพระพุทธไสยาสน์วัดโพธิ์สักครั้ง เมื่อไปกราบไหว้พระนอนวัดโพธิ์ด้วยจิตตั้งมั่นดำรงอยู่ในศีลธรรม จะทำให้ อยู่ดีกินดีตลอดปี โชคดีตลอดไป ร่มเย็นเป็นสุขทั่วหน้า

ขณะเข้าไปในวัด ขอให้หมั่นพิจารณาพระคาถาเพื่อเป็นการ นมัสการ พระพุทธไสยาสน์ ว่า

“หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โววยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ”

วัดโพธิ์มีปริศนาธรรมให้ขบคิด ตามชื่อของ ต้นโพธิ์อันเป็นที่ตรัสรู้ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในการรู้แจ้งเห็นจริงในสรรพสิ่ง เป็นสิ่งที่ เราต้องพยายามเรียนรู้และทำให้ได้ ตามรอยพระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในหลักอริยสัจ 4 เมื่อน้อมจิตใจตั้งมั่นกราบไหว้และนำหลักคำสอนไปปฎิบัติจะบังเกิดสิริมงคลมหาศาลแก่เราอย่างแน่นอน

9.หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา พระประธานแห่ง วัดจันทาราม ( วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี)

หลวงพ่อ เงินไหลมาเทมา เป็นพระพุทธรูปประทับยืนอุ้มบาตร เดิมเรียกว่า “หลวงพ่อโต” สร้างคล้ายกับที่ วัดอินทรวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีขนาดสูง ถึง 30 ศอก ภายในพระวิหารยังมีพระพุทธชินราชจำลอง ซึ่งมีความงดงามไม่แพ้กันกับวัดใหญ่ จ.พิษณุโลกเลยทีเดียว

เมื่อเข้ามาที่วัดท่าซุงแล้ว ให้น้อมเคารพ สักการะพระพุทธรูปองค์นี้ด้วยจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์แล้ว สวดพระคาถาสำหรับบูชาพระพุทธองค์นี้ซึ่งเป็น คาถาเงินล้าน ของ พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) ว่า

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (ว่า 3 จบ)

“พระพุทธัง ประสิทธิโชคลาภ พระธัมมัง ประสิทธิโชคลาภ พระสังฆัง ประสิทธิโชคลาภ นาสังสิโม พรหมมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ ,

สวดต่อด้วย คาถาปัดอุปสรรค ว่า “พรหมมา จะ มหาเทวา อะภิลาภา ภะวันตุ เม”

หลังจากนั้นสวดด้วยคาถาเงินแสน ว่า  “มะหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม”,

ตามด้วย สวดคาถาลาภไม่ขาดสาย ว่า “มิเตพาหุหะติ”

และสุดท้าย ตามด้วย คาถาเงินล้าน ว่า “ พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ ,วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม

ความศักดิ์สิทธิ์อีกประการที่เป็นที่เลื่องลือของวัดนี้คือ ภายในพระวิหารแก้วนอกจากจะเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธชินราชรูปจำลองแล้ว ยังบรรจุศพของ หลวงพ่อฤษีลิงดำที่ไม่เน่าเปื่อยเอาไว้ด้วย หากเรามีโอกาสได้ไปที่ วัด ท่าซุงก็ควรจะมากราบนมัสการ พระพุทธรูปที่สำคัญทุกองค์รวมทั้ง หลวงพ่อฤษีลิงดำ เพื่อความเป็นสิริมงคลมหาศาลแก่ตนเอง

การกราบพระทั้งหมด 9 วัดที่ผ่านมา คือการ นำสิ่งที่เป็น มหาสิริมงคลอย่างแท้จริงเข้าสู่ตนเอง แต่ความเป็นสิริมงคลที่ว่า จะให้ผลจริงต่อเมื่อเราเป็นผู้มีศีลดำรงตนอยู่ในธรรม ขยันหมั่นเพียรในการงานเท่านั้นจึงจะเห็นผล เวลากราบพระไม่ว่าองค์ใดก็ตามหากมีจิตขุ่นมัว คิดในแง่ลบ ก็ไม่อาจจะหวังให้สิ่งที่ดีมีความเป็นสิริมงคลเข้าตัวได้ เลย

หลังจากไปกราบวัด ครบเก้าวัดแล้ว ย้อนกลับมาดูที่ตัวเรา หากขาดอะไรไปก็ขอให้เร่งรีบปรับปรุงตัว หยุดคิด พิจารณาในศีลให้ดี แล้วค่อย หาสิ่งที่มาช่วยเสริมความเป็นสิริมงคลกับตัวเพิ่มได้อีก

 

Read Full Post »


วิธีทำให้คุณค่าของตัวเองให้สูงขึ้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยากช่วยเหลือ (3)5.สวดมนต์เจริญภาวนาให้เป็นนิจ

การสวดมนต์ นั้น ยังผลประโยชน์คือ ช่วยทำจิตใจให้เบิกบาน ผู้ที่รักษา ศีล แล้วเมื่อเจอปัญหาต่าง ๆ พอ ได้ ทำการสวดมนต์ ก็จะทำให้จิตมีสมาธิ จดจ่ออยู่ที่ใดที่หนึ่งที่เดียว ทำให้เกิดความ นิ่ง จนสามารถที่จะเจริญ สติ ได้ที่เรียก พุทธานุสติ ธรรมานุสติ และสังฆานุสติ เป็นการระลึกถึงพระคุณของพระรัตนตรัย ดังที่กล่าวมาซึ่งก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดสิริมงคลระดับหนึ่งดังที่กล่าวมาแล้ว

ในพระพุทธศาสนา ซึ่งเน้นในเรื่องการใช้ปัญญาพิจารณาเหตุผล การสวดมนต์มีความหมายถึงหลักธรรม บทสอนใจมากกว่าจะเป็น เพียง ถ้อยคำที่ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียว หากจะตีความไปถึงถ้อยคำที่ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ให้ได้จริง ๆ  ก็จะต้องอธิบายว่า บทสวดมนต์ใด ๆจะขลังหรือศักดิ์สิทธิ์และทำให้เกิดความเป็นสิริมงคลได้อย่างแท้จริงนั้น ก็จะเกิดต่อเมื่อ “เมื่อนำคำสอนที่สวดมนต์นั้นไปสอนใจ นำไปเป็นข้อปฏิบัติอยู่เสมอ” นั่นเอง

การสวดมนต์ใด ๆ ขอให้เริ่มจาก แสดงความเคารพต่อพระพุทธเจ้า ด้วยคำบูชาพระบรมศาสดาว่า “นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ”

แปลโดยรวมว่า “ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น” เสียก่อน แล้วจึงตามด้วย บทสวดระลึกถึง พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และ พระสังฆคุณ ให้ครบองค์พระรัตนตรัย จึงค่อยเลือก บทสวดมนต์ ที่อื่น ตามไปได้ซึ่งหากจะให้เกิดความเป็นสิริมงคลสูงยิ่งขึ้นไป ควรจะสวดบทชุมนุมเทวดาด้วย เสมือน เป็นการเชิญให้เทวดามาสดับฟังธรรมเพื่อเพิ่มความเป็นสิริมงคลยิ่งขึ้นไปอีกโดย กล่าวบทสวดว่า

“สะรัชชัง สะเสนัง สะพันธุง นะรินทัง ปะริตตานุภาโว สะทา รักขะตูติ ผะริตวานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา อะวิกขิตตะจิตตา ปะริตตัง ภะณันตุ

 

สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต  ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง สาธะโว เม สุณันตุ

ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตาฯ”

เสร็จแล้ว เราอาจจะสวดบทสวดมนต์ที่ใช้สวดเป็นประจำ อย่างบทสวด พระคาถา ชินบัญชร หรือ บทพุทธชัยมงคลคาถา พาหุง มหากาฯ ก็ได้ ในที่นี้ ขอแนะนำ บทสวดมนต์มหามงคล ตาม วันเกิด ทั้ง 9 บท ผู้ที่นำไปใช้สวดขอให้ สำรวมจิตใจให้สงบนิ่ง ตั้งจิตให้บริสุทธิ์ที่สุดแล้วเริ่มสวดมนต์ไปตามลำดับ

 

บทสวดมนต์สำหรับคนเกิดวันอาทิตย์ ( โมรสูตร)

“อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง  ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา  นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร จะระติ เอสะนาฯ”

ผู้ที่สวดมนต์บทนี้เป็นประจำจะทำให้ “แคล้วคลาดปลอดภัยในการเดินทาง” ในที่นี้รวมไปถึงการเดินทางทุกประเภท ไม่ว่า ขึ้นรถ ลงเรือ เครื่องบิน ไม่ว่าใกล้ไกลหากรักษาศีลและปฏิบัติการสวดมนต์บทนี้แล้วชีวิตจะมีแต่ความปลอดภัยอยู่เย็นเป็นสุข ไม่เป็นทุกข์ร้อน มีแต่ความเป็นสิริมงคลมาสู่ชีวิต

 

บทสวดมนต์สำหรับคนเกิดวันจันทร์ ( อภยสูตร)

“ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง  พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ

ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ  โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท  ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
สังฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ”

ผู้ที่สวดมนต์บทนี้อยู่เป็นประจำ ซึ่งเป็นบท “ขจัดรางร้ายให้กลายเป็นดี” เป็นการเตือนใจให้ดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาทอยู่เสมอ เช่นบางคน ถูกจิ้งจกทัก ตุ๊กแกร้อง หรือได้เห็นนิมิตภาพที่ไม่ดี ไม่เป็นสิริมงคล กลัวจะเกิดเหตุเภทภัยกับตนหรือครอบครัว ก็ให้สวดมนต์บทนี้ไว้บ่อย ๆ และถึงแม้จะไม่มีนิมิตไม่ได้ถูกสัตว์ร้องทักอะไรก็ตาม ก็หมั่น สวดมนต์บทนี้ไว้ เป็นการเตือนสติอยู่เสมอ แล้วจะบังเกิดความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่ดำรงตนด้วยความไม่ประมาท เอง

 

บทสวดมนต์สำหรับคนเกิดวันอังคาร (กรณียเมตตตสูตร)

“ยัสสานุภาวะโต ยักขา  ยัมหิ เจวานุยุญชันโต สุขัง สุปะติ สุตโต จะ เอวะมาทิคุณูเปตัง เนวะ ทัสเสนติ ภิงสะนัง รัตตันทิวะมะตันทิโต ปาปัง กิญจิ นะ ปัสสะติ ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ

กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะสันตินทริโย จะ นิปะโก จะ นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ  สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ ทีฆา วา เย มะหันตา วา ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา ภูตา วา สัมภะเวสี วา นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ พยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ

เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง  อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละวา กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานิ อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ  อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา  มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณังอะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ ทัสสะเนนะ สัมปันโน นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติฯ”

ผู้ที่สวดบทสวดมนต์นี้ ซึ่ง ถือเป็นบทสวด “เมตตามหานิยม” ทำให้มีแต่คนรักคนชอบ แม้แต่ผี และเทวดาก็จะคอยปกปักรักษา จากเภทภัยหลากหลาย คุณไสยของต่ำก็จะไม่เข้ามากล้ำกราย การงานเจริญก้าวหน้าไม่ติดขัด เป็นสิริมงคลโดยแท้กับผู้ที่รักษาศีลและสวดมนต์บทนี้เป็นประจำ

 

บทสวดมนต์สำหรับผู้ที่เกิดวันพุธ กลางวัน ( ขันธสูตร)

“สัพพาสีวิสะชาตีนัง ยันนาเสติ วิสัง โฆรัง อาณักเขตตัมปิ สัพพัตถะ สัพพะโสปิ นิวาเรติ ทิพพะมันตาคะทัง วิยะ เสสัญจาปิ ปะริสสะยัง สัพพะทา สัพพะปาณินัง ปะริตตันตัมะภะณามะ เห ฯ

วิรูปักเขหิ เม เมตตัง ฉัพยาปุตเตหิ เม เมตตัง อะปาทะเกหิ เม เมตตัง จะตุปปะเทหิ เม เมตตัง มา มัง อะปาทะโก หิงสิ มา มัง จะตุปปะโท หิงสิ สัพเพ สัตตา สัพเพ ปาณา สัพเพ ภัทรานิ ปัสสันตุ เมตตัง เอราปะเถหิ เม เมตตัง กัณหาโคตะมะเกหิ จะ เมตตัง ทิปาทะเกหิ เม เมตตัง พะหุปปะเทหิ เม มา มัง หิงสิ ทิปาทะโก มา มัง หิงสิ พะหุปปะโท สัพเพ ภูตา จะ เกวะลา มา กิญจิ ปาปะมาคะมา

อัปปะมาโณ พุทโธ อัปปะมาโณ ธัมโม อัปปะมาโณ สังโฆ ปะมาณะวันตานิ สิริงสะปานิ อะหิ วิจฉิกา สะตะปะที อุณณานาภี สะระพู มูสิกา กะตา เม รักขา กะตา เม ปะริตตา ปะฏิกกะมันตุ ภูตานิ โสหัง นะโม ภะคะวะโต นะโม สัตตันนัง สัมมาสัมพุทธานัง ฯ”

บทสวดนี้ เป็นบทสวดที่มีความเป็นสิริมงคลในเรื่อง “คงกระพันปลอดภัย จาก สัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย” หากเราต้องทำงานหรือมีเหตุเกี่ยวข้องกับสัตว์ร้าย สัตว์ที่ดุ หรืออะไรก็ตาม ก็ให้หมั่นสวดมนต์บทนี้ไว้นอกจากจะเป็นการป้องกันอันตรายที่เกิดจากสัตว์แล้ว หากรักษาศีลให้ดี สัตว์เหล่านั้นจะนำโชคมาให้ เป็นการสอนให้มีเมตตาและรักต่อสัตว์เสมือนรักตนเอง ผู้สวดมนต์บทนี้อยู่เสมอก็จะประสบความสุขความเจริญเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตโดยแท้

 

บทสวดมนต์สำหรับผู้ที่เกิดวัน พุธ กลางคืน (บทขัดอาฏานาฎิยปริตร)

“กินนุ สันตะระมาโน วะ  ราหุ สุริยัง ปะมุญจะสิ  สังวิคคะรูโป อาคัมมะ  กินนุ ภีโต วะ ติฏฐสีติ  สัตตธา เม ผะเลมุทธา  ชีวันโต นะ สุขัง ละเภ  พุทธะคาถาภิคีโตมหิ โน เจ มุญเจยยะ สุริยันติ

กินนุ สันตะระมาโน วะ  ราหุ จันทัง ปะมุญจะสิ  สังวิคคะรูโป อาคัมมะ  กินนุ ภีโต วะ ติฏฐสีติ  สัตตธา เม ผะเลมุทธา  ชีวันโต นะ สุขัง ละเภ  พุทธะคาถาภิคีโตมหิ โน เจ มุญเจยยะ จันทิมันติ”

บทสวดมนต์นี้ เป็นบทที่มีความเป็นสิริมงคลในเรื่อง “การแก้ไขความมืดบอด และแก้ไขในสิ่งที่ผิด” เป็นการเตือนตนให้รู้จักระมัดระวังในการกระทำการใด ๆต้องตั้งอยู่ในความไม่ประมาท หากรักษาศีลให้ดีและสวดมนต์นี้อยู่เสมอ ก็จะมีความเจริญไม่ติดขัดผิดพลาดใด ๆ ไม่ว่าจะทำงาน จะเรียน ก็จะมีสติรอบคอบแคล้วคลาดอุปสรรค ยังผลให้ผู้สวดที่รักษาศีลเสมอมีความสุขความเจริญเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตโดยแท้

 

บทสวดมนต์สำหรับผู้ที่เกิดวัน พฤหัสบดี ( วัฎฏกสูตร)

“ปูเรนตัมโพธิสัมภาเร นิพพัตตัง โมระโยนิยัง เยนะ สังวิหิตารักขัง มะหาสัตตัง วะเนจะรา จิรัสสัง วายะมันตาปิ เนวะ สักขิงสุ คัณหิตุง พรัหมะมันตันติ อักขาตัง ปะริตตันตัมภะณามะ เหฯ

อัตถิ  โลเก  สีละคุโณ สัจจัง  โสเจยยะนุททะยา เตนะ  สัจเจนะ  กาหามิ สัจจะกิริยะมะนุตตะรัง อาวัชชิตวา  ธัมมะพะลัง สะริตวา  ปุพพะเก  ชิเน  สัจจะพะละมะวัสสายะ สัจจะกิริยะมะกาสะหัง สันติ ปักขา อะปัตตะนา สันติปาทา อะวัญจะนา มาตา ปิตา จะ นิกขันตา ชาตะเวทะ ปะฎิกกะมะ สะหะ สัจเจ กะเต มัยหัง มะหาปัชชะลิโต สิขี วัชเชสิ โสฬะสะ กะรีสานิ อุทะกัง ปัตวา ยะถา สิขี สัจเจนะ เม สะโม นัตถิ เอสา เม สัจจะปาระมีติ ฯ”

บทสวดมนต์บทนี้ เป็นบทที่มีความเป็น สิริมงคลแก่ชีวิต ในเรื่อง “การอธิษฐาน” ใช้ในทางเมตตามหานิยม แต่ ก็มีข้อเตือนใจว่า ความปรารถนาที่ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต้อง สมเหตุสมผลกับความดีที่ทำ หมายความว่า ความปรารถนาที่เราขอก็จะต้องเป็นไปในทางที่ดีงาม เหมาะสมกับกรรมที่ตนเองได้ทำเป็นประจำ ไม่ใช่ สวดมนต์บทนี้บ่อย ๆ เพียงเพื่อหวังจะอธิษฐานด้วยความละโมบ แต่ ไม่ยอมทำอะไรเลย อยากรวย ก็สวดเยอะ ๆแต่ไม่ยอมทำมาหากิน อย่างนี้ก็คงจะรวยไปไม่ได้ เป็นต้น คนที่ตั้งมั่นในศีล ขยันหมั่นเพียร ในการปฏิบัติตนเพื่อดำรงชีวิตที่ดี สวดแล้วจึงจะเกิดเป็น สิริมงคลกับชีวิตโดยแท้

บทสวดมนต์สำหรับคนเกิดวันศุกร์ (ขัดธชัคคะปริตต์)

“อัปปะสันเนหิ นาถัสสะ สาสะเน สาธุ สัมมะเต อะมะนุสเสหิ จัณเฑหิ สะทา กิพพิสะการิภิ ปะริสานัญจะ ตัสสันนะ มะหิงสายะ จะ  คุตติยา  ยันเทเสสิ มะหาวีโร ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ”

บทสวดมนต์บทนี้เป็นบทย่อ จาก บทสวดธชัคคสูตร ให้ความเป็นสิริมงคลในเรื่อง “การสงบใจ” เมื่อใดที่เกิดความรู้สึก หดหู่ใจ ต้องการความหวัง ต้องการกำลังใจ ขอให้สวดเพื่อเพิ่มกำลังใจในธรรมะ และ ชีวิต ก็จะมีแต่ความเป็นสิริมงคลมายังผู้สวดที่มีศีลและปฎิบัติตนทำความดีงามอยู่เสมอโดยแท้

บทสวดมนต์สำหรับคนเกิดวันเสาร์ ( อังคุลิมาลสูตร)

“ปะริตตัง ยัมภะณันตัสสะ นิสินนัฎฐานะโธวะนัง อุทะกัมปิ วินาเสติ สัพพะเมวะ ปะริสสะยัง โสตถินา คัพภะวุฎฐานัง ยัญจะ สาเธติ ตังขะเณ รัสสังคุลิมาลัสสะ โลกะนาเถนะ ภาสิตัง กัปปัฎฐายิ มะหาเตชัง ปะริตตันตัมภะณามะ เหฯ

ยะโตหัง ภะคินิ อาริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ ฯ

ทุติยัมปิ ยะโตหัง ภะคินิ อาริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ ฯ

ตะติยัมปิ ยะโตหัง ภะคินิ อาริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ ฯ”

บทสวดมนต์นี้ ให้ความเป็นสิริมงคลในเรื่อง “คลอดลูกปลอดภัย” โดยเมื่อครั้งพุทธกาล พระองคุลีมาล ได้สละเพศโจร มาออกบวชเมื่อไปบิณฑบาตชาวบ้านมีแต่ความหวาดกลัว และมีหญิงท้องแก่คนหนึ่งกลัวลนลานจนกระทั่งล้มไปทับรั้วไม้ และเกิดปวดท้องคลอด พระองคุลีมาลได้เห็นจึงแผ่จิตเมตตา พร้อมทั้งสวดมนต์บทนี้ให้ ทำให้เธอได้คลอดลูกชายได้อย่างง่ายดายและปลอดภัย และบทสวดนี้จึงตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับหญิงตั้งครรภ์ไม่ว่าจะเป็นครรภ์แรกเกิดหรือภรรภ์ใด ๆจะเกิดความเป็นสิริมงคลปลอดภัยแก่เด็กในท้องและเด็กจะเกิดมาสมบูรณ์และเป็นคนดีว่านอนสอนง่ายอีกด้วย สำหรับหญิงที่ยังไม่ตั้งครรภ์ก็ควรสวดเอาไว้จะเป็นมงคลต่อสุขภาพด้านช่องท้อง คือไม่มีโรคภัยเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร หรือ ระบบสืบพันธ์ หากผู้ที่มีศีลประพฤติธรรมอยู่เสมอนำมาสวดเป็นประจำก็จะนำความเป็นสิริมงคลมาสู่ชีวิตโดยแท้

บทสวดมนต์สำหรับ ผู้ที่จำวันเกิดตนเองไม่ได้ ( ชัยปริตร)

“มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติ

สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัหมะจาริสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธิ เต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณ ฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เม

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เม

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆา….นุ…ภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เม”

บทสวดมนต์ชัยปริตรนี้ มีความเป็นยอดสิริมงคล ในเรื่อง “เป็นมหาสิริชัยชนะในทุกวัน” ทำให้ผู้สวดประสบชัยชนะมีความสุขสวัสดี ถ้วนหน้า ไม่ว่าทำการงานใด ๆ จะเรียน จะสอบ เจรจาความต่างๆ ก็จะได้รับความสำเร็จทุกประการ ผู้มีศีลดี ปฏิบัติตนตั้งมั่นอยู่ในความดีอยู่เสมอ ยิ่งนำไปสวดก็จะเพิ่มความเป็นสิริมงคลอย่างมากมายมหาศาล โชคดีมีชัยตลอดไป

ในคัมภีร์ สมัตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัยปิฎก กล่าวระบุถึงการสวดมนต์บทต่าง ๆว่า

“สถานที่ที่อานุภาพแห่งพระปริตรเหล่านี้คือ รัตนปริตร เมตตาปริตร ขันธปริตร ธชัคคปริตร อาฎานาฎิยปริตร ขันธปริตร โมรปริตร เป็นไป ชื่อว่า อาณาเขตซึ่งมีแสนโกฏิจักรวาลเป็นที่สุด”

หมายความถึง อานุภาพของการสวดมนต์เหล่านี้ สามารถแผ่ออกไปได้กว้างไกลมาก เมื่อหมั่นตั้งใจสวดมนต์แล้ว เจตนาที่จะทำให้ตนเองและผู้อื่นมีความสุขไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัยที่เราจะทำไม่ได้  ถ้าเราหมั่นสวดมนต์ภาวนาตั้งจิตอธิษฐานในความดี ทั้งเพื่อตนและคนอื่นอย่างแท้จริงแล้ว เราก็จะได้รับผลแห่งความดีได้จริงเช่นเดียวกัน

บทสวดมนต์ที่เป็นมหาสิริมงคล ทั้ง 9 บทนี้ ผู้ที่นำไปสวดอยู่เสมอก็จะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตไปในทางที่ดีอย่างแน่นอน การสวดมนต์นั้น อาจเป็นปัญหาของใครหลาย ๆคนว่า ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี ไม่รู้จะสวดมนต์อย่างไร หรือ ไม่รู้จะให้ใครนำแล้วจะทำตามอย่างไร

หากตอนนี้เรายังสับสนว้าวุ่นใจอยู่ก็ขอให้ปล่อยวางใจให้นิ่งสักพัก วางตัวสบาย ๆไม่ต้องเคร่ง ไม่ต้องกังวลอะไร ปล่อยใจให้ว่าง และ พยายามรักษาปากเอาไว้ให้ดี เพราะปากเป็นช่องทางผ่านของการสวดมนต์ รักษาปากคือการรักษา วาจา ไม่ให้พูดเท็จ ไม่ให้พูดส่อเสียด ไม่ให้พูดหยาบคาย ไม่ให้พูดเพ้อเจ้อ หากรักษาศีลทางวาจา ได้ การสวดมนต์ก็จะบรรลุผลได้เต็มร้อย ยังความเป็น สิริมงคลมาให้ผู้สวดมนต์อย่างแน่นอน

 

Read Full Post »

Older Posts »

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 126 other followers